43. สิ่งที่ผมได้รับจากการบ่มเพาะผู้อื่น

โดยหลี่ซวิ่น ประเทศจีน

หยางเฉินกับผมควบคุมดูแลงานข้อเขียนที่คริสตจักรอิงกวง กลางเดือนกันยายน ปี 2024 ผู้นำส่งจดหมายมาบอกว่าพี่น้องหญิงจ้าวเสวี่ยจากคริสตจักรเฉินซินเพิ่งได้รับเลือกให้เป็นผู้ดูแลงานข้อเขียนของที่นั่น แต่เธอยังไม่คุ้นเคยกับงานด้านต่างๆ และหลักธรรมในการตรวจทานคำเทศนา  พวกเขาจึงถามว่าเราพอจะสละเวลามาช่วยชี้แนะเธอได้หรือไม่ โดยบอกว่าหากบ่มเพาะเธอได้อย่างรวดเร็ว ก็จะเป็นประโยชน์ต่องานของคริสตจักร ผมคิดในใจว่า “แค่งานหลักเราก็ยุ่งมากพออยู่แล้ว การช่วยชี้แนะจ้าวเสวี่ยเพิ่มอีกจะไม่ยิ่งกินเวลาของเรามากขึ้นหรอกเหรอ?  ถ้าประสิทธิผลของงานเราลดลง ผู้นำจะไม่ว่าเอาเหรอว่าเราไม่ได้ลุล่วงหน้าที่ของตน?  อีกอย่าง การชี้แนะเธอก็ไม่ใช่งานหลักของผม และต่อให้งานของเธอเกิดประสิทธิผล ผู้นำระดับสูงก็ไม่ชมเราหรอก” ผมรู้สึกว่านี่จะเป็นงานที่ทำไปก็เหนื่อยเปล่า ผมเลยไม่อยากรับ แต่ถ้าผมปฏิเสธ ผู้นำจะไม่หาว่าผมไม่มีน้ำใจเหรอ?  หลังจากคิดทบทวนแล้ว ผมก็ตกลง

ช่วงแรก จ้าวเสวี่ยจะเขียนมาขอคำแนะนำ และเราก็จะตอบกลับให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้  วันที่ 25 กันยายน จ้าวเสวี่ยส่งคำเทศนามาให้เราตรวจทาน  หลังจากหยางเฉินกับผมตรวจทานแล้ว เราพบว่าคำเทศนานั้นมีปัญหาหลายอย่าง และเราต้องปรึกษาหารือกันอยู่นานกว่าจะมีความคืบหน้า หลังจากผมตอบกลับปัญหาเหล่านั้นไปแล้ว ก็ยังมีบางจุดที่ผมไม่แน่ใจ และผมกังวลว่าการชี้แนะของผมอาจจะมีความเบี่ยงเบน ผมจึงส่งคำเทศนานั้นไปให้พี่น้องชายหญิงคนอื่นๆ ช่วยดู และพวกเขาก็ให้คำแนะนำมาบ้าง ตอนนั้น ผมรู้สึกว่าการชี้แนะจ้าวเสวี่ยกินเวลามากๆ ไม่เพียงแต่ทำให้เราล่าช้า แต่บางครั้งยังกินเวลาของสมาชิกกลุ่มคนอื่นๆ ด้วย  แค่งานคัดกรองคำเทศนาเองก็เป็นงานใหญ่อยู่แล้ว ถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไป จะไม่กระทบงานของเราเองหรอกเหรอ?  หลังจากนั้น จ้าวเสวี่ยก็ยังคงส่งคำเทศนามาให้เรา เพื่อแสวงหาคำตอบให้กับปัญหาต่างๆ ปัญหาบางอย่างก็ยากที่เราจะเข้าใจทะลุปรุโปร่ง เราจึงต้องใช้เวลาพิจารณาและปรึกษาหารือกัน และเพราะเหตุนี้ ผมจึงมีเวลาติดตามงานคำเทศนาที่คริสตจักรของเราน้อยลง และบางเรื่องก็เลยล่าช้าไป วันที่ 20 ตุลาคม ผู้นำส่งจดหมายมาถามเราว่า “ทำไมพวกคุณถึงยังไม่ส่งผลการประเมินคนทำงานข้อเขียนหลายคนที่เราขอไปเมื่อไม่กี่วันก่อน?” ผมถึงเพิ่งนึกได้ว่าผมลืมตอบกลับไป ผมคิดว่า “ผู้นำต้องคิดแน่ๆ ว่าฉันผัดวันประกันพรุ่งและไม่ได้ทำหน้าที่ด้วยความรู้สึกถึงภาระ ถ้าผลลัพธ์งานของเราลดลง ผู้นำต้องว่าฉันไม่ได้ทำหน้าที่ของตนให้ดีแน่ๆ” ไม่กี่วันต่อมา ผมได้รับจดหมายขอความช่วยเหลือจากจ้าวเสวี่ยอีกฉบับ  ผมรู้สึกไม่ค่อยพอใจกับเรื่องนี้ และรู้สึกว่าการชี้แนะเธอจะกระทบงานหลักของผม มันไม่คุ้มค่า และเป็นเรื่องกวนใจ ผมตระหนักว่าสภาพจิตใจของผมไม่ถูกต้อง ผมจึงอธิษฐานต่อพระเจ้า ขอให้พระองค์ทรงนำผมให้ปรับสภาพจิตใจของตัวเอง ผมได้อ่านพระวจนะของพระเจ้า “มีเพียงบรรดาผู้ที่รักความจริงและมีความเป็นจริงความจริงเท่านั้นที่สามารถขันอาสาเมื่อเป็นที่ต้องการในงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้าและโดยผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรร มีเพียงแต่พวกเขาเท่านั้นที่สามารถยืนหยัดอย่างกล้าหาญและผูกพันกับหน้าที่ เพื่อเป็นพยานยืนยันให้พระเจ้าและสามัคคีธรรมความจริง นำทางผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรรไปสู่เส้นทางที่ถูกต้อง ทำให้พวกเขาสามารถบรรลุการนบนอบพระราชกิจของพระเจ้าได้  มีเพียงสิ่งนี้ที่เป็นท่าทีของความรับผิดชอบและเป็นการสำแดงของการแสดงความคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้า  หากพวกเจ้าไม่มีท่าทีเช่นนี้ และไม่เป็นสิ่งใดเลยนอกจากไม่ระมัดระวังในการรับมือกับสิ่งต่างๆ และคิดว่า ‘ฉันจะทำสิ่งที่อยู่ในขอบข่ายหน้าที่ของฉัน แต่สิ่งอื่นนอกเหนือจากนั้นฉันไม่สนใจหรอก  ถ้าคุณถามอะไรบางอย่างกับฉัน ฉันก็จะตอบคุณ—ถ้าฉันอารมณ์ดีนะ ไม่อย่างนั้น ฉันจะไม่ตอบ  นี่แหละท่าทีของฉัน’ เช่นนั้นนี่ก็คืออุปนิสัยอันเสื่อมทรามประเภทหนึ่งไม่ใช่หรือ?  การเอาแต่ปกป้องสถานะ ความมีหน้ามีตา และความหยิ่งทะนงของตนเอง และปกป้องสิ่งที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของตนเพียงอย่างเดียว—การปกป้องนี้เป็นเหตุอันชอบธรรมหรือไม่?  เป็นการปกป้องผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าไหม?  ภายใต้เหตุจูงใจที่เห็นแก่ตัวและใจแคบเหล่านี้คืออุปนิสัยที่รังเกียจความจริง(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, ภาคที่สาม)  จากพระวจนะของพระเจ้า ผมเห็นว่าผู้คนที่เชื่อในพระเจ้าอย่างจริงใจและรักความจริงย่อมมีความรู้สึกถึงภาระและความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตน ไม่ว่าจะเป็นความจำเป็นของงานคริสตจักรหรือพี่น้องชายหญิงที่ต้องการความช่วยเหลือ พวกเขาก็สามารถลุล่วงความรับผิดชอบของตนได้ ถ้าใครเอาแต่สนใจงานของตัวเอง และเมื่อผู้อื่นมีความลำบากยากเย็นและต้องการความช่วยเหลือ ก็ไม่เต็มใจยื่นมือช่วย เช่นนั้นแล้วนี่ก็คืออุปนิสัยที่เห็นแก่ตัว เลวทราม และรังเกียจความจริง ผมนึกถึงเรื่องที่จ้าวเสวี่ยเพิ่งได้รับเลือกเป็นผู้ดูแล เธอยังไม่คุ้นเคยกับงานและยังจับหลักธรรมได้ไม่ดี ในเมื่อเธอถามคำถามกับเรา เธอย่อมต้องเจอความลำบากยากเย็นในงานแน่ๆ และผมควรจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อชี้แนะและช่วยเหลือเธอ  แต่ผมกลับอยากดูแลแต่งานของตัวเองเท่านั้น ผมไม่อยากสละเวลาและจ่ายราคาในการชี้แนะจ้าวเสวี่ย เพราะรู้สึกว่ามันจะกระทบผลลัพธ์งานของผม นี่ผมเห็นแก่ตัวและเลวทรามอยู่ไม่ใช่หรือ?  เมื่อตระหนักเช่นนี้ สภาพจิตใจของผมต่อการบ่มเพาะผู้คนก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย และเมื่อจ้าวเสวี่ยเขียนมาถามคำถามอีกครั้ง ผมก็เป็นฝ่ายริเริ่มตอบกลับอย่างทุ่มเทเต็มที่ แต่ผมไม่ได้มีความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติอันเสื่อมทรามที่เห็นแก่ตัวและเลวทรามของตัวเองมากนัก และเมื่อเผชิญกับเรื่องต่างๆ ผมก็ยังคงอดเผยความเสื่อมทรามออกมาไม่ได้

ปลายเดือนตุลาคม จ้าวเสวี่ยส่งคำเทศนามาให้เราอีกฉบับ ขอให้เราช่วยตรวจสอบว่ามีปัญหาอะไรหรือไม่ ผมรู้ว่าพวกเขารีบใช้คำเทศนาฉบับนี้ แต่แล้วผมก็เห็นว่าคำเทศนานั้นยาวมาก การอ่านทั้งหมดและส่งคำตอบกลับไปต้องใช้เวลามากทีเดียว ผมคิดในใจว่า “คำเทศนานี้ไม่ได้อยู่ในขอบเขตความรับผิดชอบของเรา และต่อให้เราแก้ไขให้ เราก็ไม่ได้ความดีความชอบอะไร นี่มันงานที่ทำไปก็เหนื่อยเปล่าชัดๆ!” ผมจึงไม่ได้ตอบกลับในทันที บ่ายวันต่อมา ผมไม่ค่อยมีงานต้องทำมากนัก หยางเฉินจึงเตือนให้ผมตรวจดู ตอนนั้นเองผมถึงได้หยิบมันออกมาตรวจทาน ผมพบว่ามันมีปัญหาอยู่มาก หลังจากปรึกษากับหยางเฉินแล้ว ผมก็เขียนถึงจ้าวเสวี่ยและสื่อสารกับเธอเรื่องนี้ ซึ่งกินเวลาไปมาก หลังจากนั้น ผมคิดว่าการตอบกลับคำเทศนาจะกินเวลาของผมมากเกินไป และถ้าผมใช้เวลาและพลังงานนี้ไปติดตามงานในขอบเขตความรับผิดชอบของตัวเอง ไม่เพียงผลลัพธ์ของงานจะดีขึ้น แต่เรายังอาจได้รับการยกย่องจากผู้นำอีกด้วย  แต่ตอนนี้ผมต้องใช้เวลาและพลังงานไปกับการชี้แนะงานของคนอื่น และต่อให้งานนั้นเกิดผลลัพธ์ ก็ไม่นับว่าเป็นผลงานของเรา ผมจึงคิดว่าคงจะดีมากถ้าไม่ต้องชี้แนะจ้าวเสวี่ยอีกต่อไป แต่จ้าวเสวี่ยก็ยังทำงานด้วยตัวเองไม่ได้ จึงไม่มีทางที่จะผลักงานนี้ทิ้งไปง่ายๆ ผมรู้ว่าผมยังต้องชี้แนะจ้าวเสวี่ยต่อไป แต่ผมก็รู้สึกเฉื่อยชาเรื่องนี้อยู่เสมอและไม่อยากจ่ายราคานี้

ต่อมา ผมได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าที่เปิดโปงลักษณะนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ และผมก็เข้าใจปัญหาของตัวเองมากขึ้นอีก  พระเจ้าตรัสว่า “ศัตรูของพระคริสต์ไม่มีมโนธรรม สำนึก หรือความเป็นมนุษย์  พวกเขาไม่เพียงไม่ใส่ใจต่อความละอายเท่านั้น แต่ยังมีลักษณะเด่นอีกอย่างคือ พวกเขาเห็นแก่ตัวและสามานย์ผิดปรกติ  ความหมายตามตัวอักษรของคำว่า ‘เห็นแก่ตัวและสามานย์’ นั้นเข้าใจได้ไม่ยาก  หมายความว่าคนคนหนึ่งแสวงหาแต่ผลประโยชน์เท่านั้น  หากเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของตนเอง เขาก็จะทุ่มเทหัวใจให้กับเรื่องนั้น เขาจะทนทุกข์และจ่ายราคาเพื่อเรื่องนั้น ทั้งยังทุ่มเทความคิดและเรี่ยวแรงให้กับเรื่องนั้น  หากเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของตนเอง เขาก็จะทำเป็นมองไม่เห็นและไม่ใส่ใจ เขาจะปล่อยให้ผู้อื่นทำตามอำเภอใจ—แม้ว่าใครจะทำให้เกิดการขัดขวางหรือการก่อกวน เขาก็จะเพิกเฉย และคิดว่าเรื่องนั้นไม่เกี่ยวข้องกับตน  พูดให้ฟังดูดีก็คือ เขาสนใจแต่เรื่องของตนเอง แต่จะให้ถูกต้องแม่นยำกว่านั้นก็ต้องกล่าวว่า คนประเภทนี้สามานย์ ต่ำช้า และเลวทราม—พวกเราจึงระบุลักษณะของเขาว่า ‘เห็นแก่ตัวและสามานย์’… ไม่ว่าพวกเขาจะรับผิดชอบงานใด ศัตรูของพระคริสต์ก็ไม่เคยคำนึงถึงผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า  พวกเขาคำนึงแต่เพียงว่าผลประโยชน์ของตนได้รับผลกระทบหรือไม่ และครุ่นคิดแต่เรื่องงานชิ้นเล็กๆ ตรงหน้าที่ทำประโยชน์ให้แก่พวกเขา  สำหรับพวกเขาแล้ว งานหลักของคริสตจักรเป็นเพียงบางสิ่งที่พวกเขาทำในเวลาว่างของตน  พวกเขาไม่ได้จริงจังกับงานนั้นเลย  พวกเขาขยับก็ต่อเมื่อถูกเร่งรัดให้ลงมือ เอาแต่ทำสิ่งที่ตนชอบทำ และทำงานเพียงเพื่อรักษาอำนาจและสถานะของตนเท่านั้น  ในสายตาของพวกเขา งานใดก็ตามที่พระนิเวศของพระเจ้าจัดการเตรียมการไว้ให้ งานเผยแผ่ข่าวประเสริฐ และการเข้าสู่ชีวิตของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรล้วนไม่มีความสำคัญ  ไม่ว่าผู้คนอื่นๆ จะมีความลำบากยากเย็นอันใดในงานของตน ระบุและรายงานปัญหาอันใดให้พวกเขารู้ ไม่ว่าคำพูดของผู้อื่นจะจริงใจเพียงใด พวกศัตรูของพระคริสต์ไม่ใส่ใจเลย พวกเขาไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง เป็นราวกับว่านี่ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับพวกเขา  ไม่ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในงานของคริสตจักรจะใหญ่โตเพียงใด พวกเขาก็ไม่สนใจอย่างสิ้นเชิง  แม้เมื่อปัญหาถูกเปิดเผยให้พวกเขาเห็นอยู่ตรงหน้า พวกเขาก็จัดการแก้ไขอย่างสุกเอาเผากินเท่านั้น  ต่อเมื่อเบื้องบนตัดแต่งพวกเขาโดยตรงและสั่งให้พวกเขาสะสางปัญหาให้เรียบร้อยเท่านั้น พวกเขาจึงจะฝืนใจทำงานจริงสักเล็กน้อยและเล่นละครตบตาเบื้องบน  หลังจากนั้น พวกเขาก็จะวุ่นวายอยู่กับกิจธุระของตนเองต่อไป  ในเรื่องงานของคริสตจักร เมื่อเป็นเรื่องสำคัญที่เกี่ยวเนื่องกับภาพรวม พวกเขาก็ไม่เอาใจใส่ดูแลสิ่งเหล่านี้แต่อย่างใด ทั้งยังเพิกเฉยต่อสิ่งเหล่านี้ และถึงกับไม่จัดการปัญหาเมื่อพบเจอ  ไม่ว่าผู้อื่นจะหยิบยกประเด็นปัญหาอันใดขึ้นมา พวกเขาก็ตอบสนองอย่างสุกเอาเผากินและเอาแต่กระแอมกระไอ ลงมือจัดการแก้ไขปัญหาเหล่านั้นด้วยความจำใจอย่างยิ่งเท่านั้น  นี่สำแดงถึงความเห็นแก่ตัวและความสามานย์มิใช่หรือ?  ยิ่งไปกว่านั้น ไม่ว่าศัตรูของพระคริสต์จะทำหน้าที่ใด พวกเขาก็คำนึงถึงเสมอว่าตนจะกลายเป็นจุดสนใจได้หรือไม่ ตราบใดที่หน้าที่นั้นสามารถส่งเสริมความมีหน้ามีตาของตนได้ พวกเขาก็จะเค้นสมองและพยายามคิดหาทุกวิถีทางที่เป็นไปได้เพื่อเรียนรู้ว่าจะทำและดำเนินการหน้าที่นั้นอย่างไร  ตราบใดที่สามารถอยู่เหนือผู้อื่นได้ พวกเขาก็พอใจแล้ว  ไม่ว่าพวกเขาจะกำลังทำหรือคิดอะไรอยู่ พวกเขาก็คำนึงถึงแต่ชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะของตนเองอยู่ทุกเมื่อ  ไม่ว่าพวกเขาจะทำหน้าที่ใด พวกเขาก็เอาแต่แข่งขันกันเพื่อดูว่าใครเหนือกว่า ใครชนะ และใครมีเกียรติมากกว่ากัน  พวกเขาใส่ใจเพียงแค่ว่ามีผู้คนกี่คนที่เทิดทูนและเคารพยกย่องพวกเขา มีผู้คนกี่คนที่รับฟังและติดตามพวกเขา  พวกเขาไม่เคยสามัคคีธรรมความจริงหรือแก้ไขปัญหาที่แท้จริงเลย  พวกเขาไม่เคยพิจารณาว่าจะทำหน้าที่ของตนอย่างไรเพื่อที่จะจัดการสิ่งต่างๆ ตามหลักธรรม อีกทั้งไม่เคยคิดทบทวนว่าตนมีการอุทิศตนหรือไม่ ตนได้ลุล่วงหน้าที่รับผิดชอบหรือยัง มีความเบี่ยงเบน การละเลย หรือปัญหาในงานของตนหรือไม่ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลยว่าพวกเขาจะพิจารณาว่าข้อกำหนดของพระเจ้าคืออะไร และเจตนารมณ์ของพระเจ้าคืออะไร  พวกเขาไม่ใส่ใจสิ่งเหล่านี้เลยแม้แต่น้อย  พวกเขาเอาแต่หมกมุ่นอยู่กับงานของตนเพื่อชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะ และเพื่อสนองความทะเยอทะยานและความอยากของตนเอง  นี่คือการสำแดงถึงความเห็นแก่ตัวและความสามานย์มิใช่หรือ?  การนี้เปิดโปงข้อเท็จจริงโดยสมบูรณ์ว่าหัวใจของพวกเขาเต็มไปด้วยความทะเยอทะยาน ความอยาก และความต้องการที่ไร้เหตุผล และทุกการกระทำของพวกเขาก็ถูกควบคุมโดยความทะเยอทะยานและความอยากของพวกเขา  ไม่ว่าพวกเขาจะทำสิ่งใด แรงจูงใจและต้นตอการกระทำของพวกเขาก็มาจากความทะเยอทะยาน ความอยาก และความต้องการที่ไร้เหตุผลของตนเองทั้งสิ้น  นี่คือการสำแดงอันเป็นแบบฉบับของความเห็นแก่ตัวและความสามานย์(พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, บทแทรก สี่: สรุปลักษณะนิสัยของพวกศัตรูของพระคริสต์และแก่นนิสัยของพวกเขา (ภาคที่หนึ่ง))  จากพระวจนะของพระเจ้า ผมเห็นว่าศัตรูของพระคริสต์นั้นเห็นแก่ตัวและเลวทรามเป็นพิเศษ และทำแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อชื่อเสียงและสถานะของตัวเองเท่านั้น พวกเขาถือว่าสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อชื่อเสียงและสถานะของตัวเองเป็นเพียงงานรอง ไม่เต็มใจที่จะทนทุกข์หรือจ่ายราคาเพื่อสิ่งเหล่านั้น และถึงขั้นไม่แยแสและเพิกเฉยต่อสิ่งเหล่านั้น พวกเขาต้องปกป้องชื่อเสียงและสถานะของตัวเอง ต่อให้งานของคริสตจักรต้องเสียหายก็ตาม เส้นทางที่พวกเขาเดินคือเส้นทางแห่งการต่อต้านพระเจ้า  นี่คือสิ่งที่ผมประพฤติตอนชี้แนะจ้าวเสวี่ยเลยทีเดียว ผมรู้สึกว่ามันไม่ได้อยู่ในขอบเขตความรับผิดชอบของผม และผมรู้ว่าการชี้แนะเธอให้ดีต้องใช้เวลาและพลังงานมาก ต่อให้งานของเธอเกิดผลลัพธ์ ก็ไม่นับเป็นผลงานของผม และผมก็จะไม่ได้รับคำชมจากใครด้วย ผมจึงไม่เต็มใจจ่ายราคานี้ ผมคิดว่า แทนที่จะชี้แนะเธอ สู้เอาเวลาไปติดตามงานในขอบเขตความรับผิดชอบของตัวเองให้มากขึ้นยังจะดีกว่า เช่นนี้ ไม่เพียงผลลัพธ์ของงานจะดีขึ้น แต่ผมยังจะได้รับการยกย่องจากผู้นำอีกด้วย ผมจึงเฉื่อยชาเมื่อต้องชี้แนะจ้าวเสวี่ย  แม้แต่ตอนที่ผมตอบคำถามเธอ ผมก็ผัดวันประกันพรุ่ง  ผมรู้เต็มอกว่าจ้าวเสวี่ยเพิ่งเริ่มเป็นผู้ดูแล และเธอยังไม่ค่อยคุ้นเคยกับงาน ทั้งยังจับหลักธรรมได้ไม่ดี แต่ผมกลับไม่อยากจ่ายราคาเพื่อช่วยเหลือและสนับสนุนเธอ ผมช่างเห็นแก่ตัวและเลวทรามเสียจริง!  ผมกำลังใช้ชีวิตตามพิษของซาตานที่ว่า “อย่ากระดิกแม้แต่นิ้วเดียวหากไม่ได้รางวัล” และ “มนุษย์ทุกคนทำเพื่อตัวเอง ส่วนคนรั้งท้ายปล่อยให้มารพาไป”  ไม่ว่าจะทำอะไร ผมก็จะพิจารณาว่ามันเป็นประโยชน์ต่อตัวผมเองหรือไม่ และผมจะเต็มใจลงทุนเวลาและจ่ายราคาทำสิ่งนั้นก็ต่อเมื่อมีอะไรให้ผมได้รับเท่านั้น ผมเห็นว่าผมไม่ได้ลุล่วงหน้าที่ของตนเพื่อทำให้พระเจ้าพอพระทัยอย่างแท้จริง แต่กลับทำไปเพื่อชื่อเสียงและสถานะของตัวเอง ในสายพระเนตรของพระเจ้า ผมไม่ได้ทำหน้าที่ของตนอย่างแท้จริง แต่กำลังดำเนินกิจการของตัวเอง และผมกำลังเดินอยู่บนเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์ ในท้ายที่สุด ผมไม่เพียงจะไม่ได้รับความเห็นชอบจากพระเจ้า แต่ยังจะถูกพระองค์ทรงรังเกียจและกำจัดอีกด้วย เมื่อตระหนักเช่นนี้ ผมก็อยากรีบกลับใจต่อพระเจ้า และไม่ใช้ชีวิตตามอุปนิสัยอันเสื่อมทรามที่เห็นแก่ตัวและเลวทรามของตัวเองอีกต่อไป

วันหนึ่ง ระหว่างการเฝ้าเดี่ยว ผมได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่ง ซึ่งทำให้กระจ่างว่าจะทำหน้าที่ของตนให้ดีได้อย่างไร  พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “บอกเราเถิดว่าผู้คนควรกระทำการอันยุติธรรมกันอย่างไร และต้องทำเรื่องนี้ในสภาวะและเงื่อนไขเช่นใด จึงจะถือว่าเป็นการตระเตรียมความดี?  อย่างน้อยที่สุด พวกเขาต้องมีท่าทีที่เป็นบวกและรู้จักริเริ่ม และขณะทำหน้าที่ของตน พวกเขาก็ต้องจงรักภักดี สามารถกระทำการตามหลักธรรมความจริง และปกป้องดูแลผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า  การคิดบวกและรู้จักริเริ่มคือกุญแจสำคัญ ถ้าเจ้าตั้งรับอยู่เสมอ นี่ย่อมเป็นปัญหา  ราวกับว่าเจ้าไม่ได้เป็นสมาชิกในพระนิเวศของพระเจ้าและไม่ได้กำลังทำหน้าที่ของตน ราวกับว่าเจ้าไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องทำเพื่อให้ได้เงินเดือนเพราะนายจ้างบอกให้ทำ—เจ้าไม่ได้ทำเพราะสมัครใจ แต่ทำด้วยความเฉื่อยชาอย่างมาก  ถ้าไม่ใช่เพราะมีผลประโยชน์ของเจ้าเข้ามาเกี่ยวข้อง เจ้าก็จะไม่ทำสิ่งนั้นเลย  หรือถ้าไม่มีใครบอกให้เจ้าทำ เจ้าก็จะไม่ทำอย่างเด็ดขาด  เมื่อเป็นดังนั้น การทำสิ่งต่างๆ ในลักษณะนี้จึงไม่ใช่การทำดี  ดังนั้น ผู้คนเช่นนี้จึงเบาปัญญามาก เฉื่อยชาในทุกสิ่งที่ทำ  ไม่ทำสิ่งที่ตนสามารถคิดทำได้ และไม่ทำสิ่งที่ตนสามารถใช้เวลาและพละกำลังมาทำให้สำเร็จได้  เอาแต่เฝ้ารอและสังเกตการณ์เท่านั้น  นี่เป็นปัญหาและน่าเวทนาอย่างยิ่ง  เหตุใดเราจึงกล่าวว่าน่าเวทนาอย่างยิ่ง?  ข้อแรก ไม่ใช่ว่าขีดความสามารถของเจ้าไม่ดีพอ ข้อสอง ไม่ใช่ว่าเจ้ามีประสบการณ์ไม่มากพอ ข้อสาม ไม่ใช่ว่าเจ้าไม่มีเงื่อนไขที่เหมาะสมในการลงมือทำ  เจ้ามีขีดความสามารถที่จะทำงานนี้ และถ้าเจ้ายอมใช้เวลาและพละกำลังที่มี เจ้าย่อมจะสามารถทำได้ แต่เจ้าก็ไม่ทำ เจ้าล้มเหลวที่จะตระเตรียมความดี  นี่เป็นเรื่องที่น่าเสียดายมาก  เหตุใดเราจึงกล่าวว่าน่าเสียดาย?  เพราะถ้าเจ้าย้อนกลับมาดูเรื่องนี้ในอีกหลายปีให้หลัง เจ้าย่อมจะรู้สึกเสียใจ และถ้าเจ้าอยากกลับไปในปีนั้น เดือนนั้น และวันนั้น เพื่อทำงานนั้น สิ่งต่างๆ ย่อมจะเปลี่ยนแปลงไปแล้ว และเวลานั้นๆ ก็ย่อมจะล่วงเลยไปแล้ว  เจ้าจะไม่ได้โอกาสแบบนั้นเป็นครั้งที่สอง เมื่อโอกาสนั้นผ่านพ้นไปแล้วก็ย่อมผ่านเลย เมื่อสูญเสียไปแล้วก็ย่อมเสียไป  ถ้าเจ้าพลาดความสุขทางเนื้อหนัง เช่น การกินอาหารดีๆ หรือใส่เสื้อผ้าดีๆ นี่ก็ไม่สำคัญเท่าใดนัก เพราะสิ่งเหล่านี้กลวงเปล่า และไม่ได้มีผลกระทบใดๆ ต่อการเข้าสู่ชีวิตหรือการตระเตรียมความดี หรือบั้นปลายของเจ้า  อย่างไรก็ดี ถ้าเป็นสิ่งที่เกี่ยวเนื่องกับท่าทีและการประเมินที่พระเจ้าทรงมีต่อเจ้า หรือแม้แต่เส้นทางที่เจ้าเดินและบั้นปลายของเจ้าเอง เช่นนั้นแล้ว การเสียโอกาสที่จะทำสิ่งนั้นย่อมเป็นเรื่องที่น่าเสียดายยิ่ง  เพราะจะทิ้งรอยด่างพร้อยไว้ข้างหลังและก่อให้เกิดความเสียดายบนเส้นทางชีวิตในอนาคตของเจ้า และตลอดชีวิต เจ้าจะไม่มีโอกาสชดเชยให้กับเรื่องนี้อีกเลย… ในทางกลับกัน ถ้าเจ้าทำหน้าที่ของตนให้ดี เข้าใจความจริงและแก้ปัญหาต่างๆ เจ้ากลับจะรู้สึกว่ามีสันติสุขและมั่นคงในหัวใจ และย่อมจะไม่ทำให้พระเจ้าผิดหวัง  เมื่ออยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า เจ้าจะมีความเชื่อและสามารถประพฤติปฏิบัติตนได้อย่างสง่าผ่าเผย  ถ้าเจ้ายังไม่ลุล่วงหน้าที่ของตนและสุกเอาเผากินอยู่เสมอ นี่คือการกระทำผิด และต่อให้เจ้าไม่ได้ก่อให้เกิดความสูญเสียใดๆ การกระทำผิดนี้ย่อมจะหลงเหลือความเสียดายเอาไว้ในหัวใจของเจ้าไปตลอดชีวิต  การกระทำผิดนี้จะเป็นเหมือนหลุมดำที่ไร้ก้นบึ้ง เมื่อใดก็ตามที่นึกถึง เจ้าจะรู้สึกเจ็บปวดและไม่สบายใจ เป็นความรวดร้าวที่เสียดแทงหัวใจ  ไม่เพียงเจ้าจะไม่มีสันติสุขหรือความเบิกบานเท่านั้น แต่ในทางตรงกันข้าม ความเจ็บปวดเพราะสำนึกผิดและความทรมานจะอยู่กับเจ้าไปชั่วชีวิตและไม่มีวันลบเลือนได้  นี่คือความเสียใจชั่วนิรันดร์มิใช่หรือ?  แล้วในมุมมองของพระเจ้าเป็นอย่างไร?  พระเจ้าทรงใช้หลักธรรมความจริงมาระบุลักษณะของเรื่องนี้ ดังนั้น ธรรมชาติของเรื่องนี้จึงร้ายแรงกว่าที่เจ้ารู้สึกมากนัก(พระวจนะฯ เล่ม 7 ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง, ควรไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างไร (11))  จากพระวจนะของพระเจ้า ผมตระหนักว่า มีเพียงการทำตามข้อกำหนดของพระเจ้า ในการปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างกระตือรือร้นและแข็งขัน คำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้า และค้ำจุนงานของคริสตจักรเท่านั้น คนเราจึงจะทำหน้าที่ของตนและตระเตรียมความดีได้อย่างแท้จริง หากผมไม่กระตือรือร้นทำสิ่งที่ตัวเองพอจะนึกได้ หรือต่อให้ทำ ก็ทำอย่างเป็นลบ เฉื่อยชา และมีข้อกังขา เช่นนั้นแล้วนี่ก็จะแสดงถึงการขาดความจงรักภักดีในหน้าที่ของผม และจะนำมาซึ่งความเกลียดชังและความรังเกียจจากพระเจ้า ผมได้รับการฝึกฝนเป็นผู้ดูแลมานานกว่า และจับหลักธรรมได้บ้างแล้ว ผมจึงสามารถมองเห็นปัญหาบางอย่างในคำเทศนาที่จ้าวเสวี่ยส่งมาให้ผม แม้ว่าปัญหาบางอย่างจะซับซ้อนกว่าและต้องใช้เวลามากกว่า แต่ก็ทำให้กระจ่างได้หลังจากการปรึกษาหารือ  แต่ผมกลับตระหนักว่าการจัดการปัญหาเหล่านี้กินเวลาของผมไปมาก และทำให้งานติดตามผลในขอบเขตความรับผิดชอบของผมเองล่าช้า สิ่งนี้ทำให้ความคืบหน้าของงานคริสตจักรของเราช้าลง  ตอนนั้นผมกังวลว่าถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไป ประสิทธิผลของงานเราจะลดลง และจะกระทบชื่อเสียงและสถานะของผม ดังนั้น ผมจึงไม่เต็มใจชี้แนะจ้าวเสวี่ยต่อไป ผมเห็นว่าในหน้าที่ของผม ผมคำนึงถึงแต่หน้าตาและสถานะของตัวเองเท่านั้น ผมไม่มีภาระต่องานบ่มเพาะผู้อื่น คอยคิดคำนวณเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองอยู่เสมอ และผมไม่ได้คำนึงถึงงานโดยรวมของคริสตจักร ทั้งไม่ได้คำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้า สิ่งที่ผมทำอยู่ไม่ต่างอะไรจากที่ผู้ไม่มีความเชื่อทำเลยไม่ใช่หรือ?  ผมทำให้พระเจ้าทรงผิดหวังจริงๆ!

ต่อมา ผมเข้าใจจากพระวจนะของพระเจ้าว่าการที่พระเจ้าทรงวางภาระให้กับผู้คนนั้นมีเจตนารมณ์อันเปี่ยมไปด้วยความอุตสาหะอยู่  พระเจ้าตรัสว่า “ยิ่งเจ้าคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้ามากขึ้นเท่าใด เจ้าก็ยิ่งแบกภาระยิ่งใหญ่ขึ้นเท่านั้น และยิ่งภาระที่เจ้ามียิ่งใหญ่ขึ้นเท่าใด ประสบการณ์ของเจ้าก็จะยิ่งมั่งคั่งขึ้นเท่านั้น  เมื่อเจ้าคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้า พระเจ้าก็จะทรงมอบภาระให้แก่เจ้า แล้วจากนั้นก็จะทรงให้ความรู้แจ้งแก่เจ้าเกี่ยวกับภารกิจซึ่งพระองค์วางพระทัยมอบหมายให้เจ้าทำ  เมื่อพระเจ้าทรงมอบภาระนี้แก่เจ้า เจ้าก็จะสนใจความจริงทั้งหมดที่เกี่ยวข้องขณะที่กินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าไปด้วย  หากเจ้ามีภาระที่สัมพันธ์กับสภาวะของชีวิตของพี่น้องชายหญิง เช่นนั้นแล้ว นี่ย่อมเป็นภาระที่พระเจ้าได้วางพระทัยมอบหมายให้เจ้าทำ และเจ้าก็จะแบกภาระนี้ไว้กับตัวในการอธิษฐานประจำวันของเจ้าเสมอ  สิ่งที่พระเจ้าทรงทำได้ฝากภาระไว้ที่เจ้า และเจ้าเต็มใจทำสิ่งที่พระเจ้าทรงต้องประสงค์ที่จะทำ นี่คือความหมายของการแบกภาระของพระเจ้าเสมือนเป็นภาระของเจ้าเอง  เมื่อถึงจุดนี้ ในการกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า เจ้าจะมุ่งเน้นที่ประเด็นปัญหาเหล่านี้ และเจ้าจะสงสัยว่า ฉันจะแก้ปัญหาเหล่านี้อย่างไร?  ฉันจะทำให้พี่น้องชายหญิงของฉันสามารถสัมฤทธิ์ความเป็นอิสระและพบกับความชื่นชมยินดีทางฝ่ายวิญญาณได้อย่างไร?  เจ้าจะมุ่งเน้นไปที่การแก้ปัญหาเหล่านี้ในขณะที่กำลังสามัคคีธรรมด้วย และเมื่อกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า เจ้าจะมุ่งเน้นที่การกินและดื่มพระวจนะที่เกี่ยวข้องกับปัญหาเหล่านี้  เจ้าจะแบกภาระเอาไว้ขณะที่กินและดื่มพระวจนะของพระองค์เช่นกัน  ทันทีที่เจ้าเข้าใจข้อพึงพระสงค์ทั้งหลายของพระเจ้าแล้ว เจ้าจะมีแนวคิดที่ชัดเจนขึ้นว่าจะใช้เส้นทางใด  นี่คือความรู้แจ้งและความกระจ่างแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ภาระของเจ้านำมาให้ และนี่ยังเป็นการทรงนำของพระเจ้าที่ได้ประทานแก่เจ้าอีกด้วย  เหตุใดเราจึงพูดเช่นนี้?  หากเจ้าไม่มีภาระ เช่นนั้นแล้ว เวลาที่กินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า เจ้าจะไม่ตั้งใจ เมื่อเจ้ากินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าพลางแบกภาระไปด้วย เจ้าจะสามารถจับความเข้าใจในแก่นแท้ของพระวจนะ ค้นพบหนทางของเจ้า และคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้าได้  ดังนั้น ในการอธิษฐานของเจ้า เจ้าควรปรารถนาให้พระเจ้าทรงมอบภาระแก่เจ้ามากขึ้น และวางพระทัยมอบหมายภารกิจที่ยิ่งใหญ่ขึ้นไปอีกให้เจ้าทำ เพื่อที่เจ้าอาจมีเส้นทางปฏิบัติมากขึ้นในภายหน้า เพื่อที่การกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าจะเกิดผลที่ยิ่งใหญ่ขึ้น เพื่อให้เจ้าสามารถจับความเข้าใจในแก่นแท้แห่งพระวจนะของพระองค์ได้ และเพื่อที่เจ้าจะสามารถได้รับการดลใจจากพระวิญญาณบริสุทธิ์มากขึ้น(พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, จงคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้าเพื่อบรรลุความเพียบพร้อม)  หลังจากอ่านพระวจนะของพระเจ้า ผมก็ตระหนักว่าภาระคือพรจากพระเจ้า  โดยผ่านทางภาระที่พระเจ้าประทานแก่เรา เราถูกกระตุ้นให้มาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่อแสวงหาหลักธรรมความจริง ได้รับความรู้แจ้งและการชี้แนะจากพระเจ้า และเข้าใจความจริงมากขึ้น เช่นนี้ เราจึงเติบโตในชีวิตได้เร็วขึ้น ผู้นำจัดแจงให้เราชี้แนะจ้าวเสวี่ยเพื่อธำรงรักษางานโดยรวมของคริสตจักร ซึ่งก็ทำให้เราได้ฝึกฝนมากขึ้นด้วย ความลำบากยากเย็นและปัญหาที่เกิดขึ้นจริงผลักดันให้ผมแสวงหาหลักธรรมความจริง ทำให้ผมได้รับมากขึ้น  อันที่จริง มีบางคำถามที่จ้าวเสวี่ยถามมาซึ่งผมอธิบายให้ชัดเจนไม่ได้ และนี่ก็แสดงว่าผมเองก็ไม่ได้เข้าใจความจริงในด้านเหล่านี้อย่างถ่องแท้เช่นกัน ในการแสวงหาและอธิษฐานต่อพระเจ้าด้วยความรู้สึกถึงภาระนี้ และหลังจากอ่านหลักธรรมความจริงบางบทตอน ผมก็เข้าใจปัญหาต่างๆ ได้ชัดเจนขึ้น ในเรื่องการช่วยชี้แนะจ้าวเสวี่ย แม้ว่าผมจะทุ่มเทเวลาและพลังงานไปบ้าง แต่ในระหว่างกระบวนการนี้ ผมได้อธิษฐานต่อพระเจ้ามากขึ้น และแสวงหาหลักธรรมความจริงบ่อยขึ้น และโดยไม่รู้ตัว ผมก็ได้รับบางสิ่งและยังได้ชดเชยข้อบกพร่องของตัวเองด้วย  ผมได้รับประสบการณ์อย่างแท้จริงว่าภาระคือพรจากพระเจ้าจริงๆ และตระหนักว่าผมไม่ควรถือการบ่มเพาะผู้อื่นเป็นเรื่องกวนใจอีกต่อไป จ้าวเสวี่ยมีขอบเขตความรับผิดชอบที่กว้างขวาง และถ้าเธอทำงานได้ด้วยตัวเอง ก็จะเป็นประโยชน์ต่องานของคริสตจักร ผมจึงต้องละวางผลประโยชน์ส่วนตัวและร่วมมือกับจ้าวเสวี่ยเพื่อทำงานคำเทศนาให้ดี

ต่อมา ผมก็ตั้งใจละวางผลประโยชน์ส่วนตัว ทำใจให้สงบเพื่อทบทวนปัญหาในคำเทศนา และปรึกษาหารือปัญหาที่มีอยู่ในคำเทศนาเหล่านั้นกับจ้าวเสวี่ย เมื่อค่อยๆ ไตร่ตรองและตอบกลับปัญหาในคำเทศนา ผมก็ชัดเจนขึ้นเกี่ยวกับหลักธรรมในการประเมินคำเทศนา และคำเทศนาของคนอื่นๆ ก็ให้ความเข้าใจใหม่ๆ แก่ผม นี่คือพระคุณของพระเจ้าจริงๆ!  หลังจากนั้น ผมก็คิดว่าผมควรสรุปปัญหาในคำเทศนาช่วงหลังๆ ให้จ้าวเสวี่ยหรือไม่ เช่นนี้ เธอก็จะหลีกเลี่ยงปัญหาเหล่านั้นได้ในครั้งต่อไป และจะยิ่งเป็นประโยชน์ต่อการปรับปรุงคุณภาพของคำเทศนามากขึ้นไปอีก แต่แล้วผมก็คิดว่า “ฉันใช้เวลาปรึกษาหารือเรื่องคำเทศนากับเธอไปมากแล้ว และถ้าต้องสรุปปัญหาและสื่อสารรายละเอียดอีก ก็จะยิ่งกินเวลามากขึ้นไปอีก แบบนี้จะไม่ทำให้งานของฉันเองล่าช้าหรอกเหรอ?  แค่นี้ก็น่าจะดีพอแล้ว!”  ผมตระหนักว่าผมกำลังเห็นแก่ตัวและเลวทราม และกำลังเลือกทางที่สบายเข้าว่า ผมอธิษฐานต่อพระเจ้าในใจ ขบถต่อตัวเอง และชี้ให้จ้าวเสวี่ยเห็นปัญหาและความเบี่ยงเบนที่เราค้นพบ การปฏิบัติเช่นนี้ทำให้ผมรู้สึกสงบในใจมากทีเดียว ต่อมา ในขณะที่ชี้แนะจ้าวเสวี่ย ผมก็แบ่งเวลามาติดตามงานคำเทศนาในความรับผิดชอบของผมด้วย ในเดือนพฤศจิกายน จำนวนคำเทศนาที่คริสตจักรของเราส่งไปยิ่งมากกว่าในเดือนตุลาคมเสียอีก และการช่วยเหลือจ้าวเสวี่ยก็ไม่ได้ทำให้ประสิทธิผลของงานลดลง  ขอบคุณพระเจ้าสำหรับพระคุณของพระองค์!

ก่อนหน้า: 42. ผมปฏิบัติต่อหน้าที่ของตนได้อย่างถูกต้องแล้ว

ถัดไป: 44. การคิดทบทวนหลังจากการชุมนุม

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

43. เมื่อปล่อยวางความเห็นแก่ตัว ฉันจึงเป็นอิสระ

โดย เสี่ยวเว่ย ประเทศจีนพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ในอุปนิสัยของผู้คนปกตินั้นไม่มีความคดโกงหรือการหลอกลวง ผู้คนมีสัมพันธภาพปกติต่อกัน...

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

ติดต่อเราผ่าน Messenger