26. ฉันได้เรียนรู้ที่จะทำหน้าที่ของตนโดยยึดความเป็นจริง
ในเดือนเมษายน ปี 2023 ฉันได้รับจดหมายจากผู้นำ บอกว่าฉันมีอุปนิสัยโอหัง ไม่ได้แสวงหาหลักธรรมความจริงในการคัดเลือกและแต่งตั้งผู้คน และเลือกผู้คนที่ไม่เหมาะสมตามใจตัวเองอยู่เสมอ นำมาซึ่งการขัดขวางและการก่อกวนต่องานของโบสถ์ จดหมายยังบอกด้วยว่า แม้ว่าจะได้รับการสามัคคีธรรมแล้ว ฉันก็ยังไม่กลับตัวกลับใจ และตลอดหนึ่งปีที่ฉันเป็นผู้นำ ฉันก็ไม่ได้มีความก้าวหน้ามากนัก โดยรวมแล้ว ฉันถูกประเมินว่ามีขีดความสามารถปานกลาง และไม่เหมาะที่จะได้รับการบ่มเพาะต่อไปให้เป็นผู้นำหรือคนทำงาน เนื่องจากฉันมีความสามารถด้านการเขียนอยู่บ้าง จึงได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ด้านข้อเขียน พอได้อ่านจดหมายจากผู้นำ ฉันก็เสียใจอย่างยิ่ง สิ่งที่ผู้นำต้องการจะสื่อก็คือ ฉันมีขีดความสามารถต่ำจนไม่เหมาะที่จะทำหน้าที่ผู้นำ นั่นหมายความว่าฉันไม่สามารถรับใช้ในฐานะผู้นำหรือคนทำงานอีกต่อไปแล้ว เมื่อเป็นเช่นนี้ ไม่เพียงแต่ฉันจะสูญเสียความนับถือจากพี่น้องชายหญิงเท่านั้น แต่ฉันจะสูญเสียโอกาสมากมายที่จะได้รับความจริงด้วย และความหวังที่จะได้รับการช่วยให้รอดก็จะริบหรี่ เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ ฉันก็รู้สึกท้อแท้อย่างมาก ตอนกลางคืน ฉันพลิกตัวไปมาบนเตียง ไม่สามารถข่มตาหลับได้เลย พลางคิดอยู่ในใจว่า “ฉันถูกโยกย้ายเพราะขีดความสามารถต่ำ ต่อไปนี้คงไม่มีโอกาสได้ก้าวขึ้นมาโดดเด่นอีกแล้ว ฉันคงเป็นได้แค่คนไร้ค่าไปตลอดชีวิต เมื่อทำหน้าที่ด้านข้อเขียน วันๆ ฉันคงจะทำแค่คัดกรองบทความและตอบจดหมายเท่านั้น มันไม่เหมือนกับการเป็นผู้นำ ที่ได้มีโอกาสจัดแจงนู่นนี่และตัดสินใจทุกด้านของงาน หรือจัดการชุมนุมกับพี่น้องชายหญิงเพื่อชี้แนะเรื่องงาน ฉันคงไม่มีโอกาสได้รับความนับถือและการสนับสนุนจากพวกเขาอีกแล้ว นอกจากนี้ พวกผู้นำจะต้องบอกพี่น้องชายหญิงที่รู้จักฉันถึงเหตุผลที่ฉันถูกปลดอย่างแน่นอน พวกเขาอาจจะใช้วิจารณญาณแยกแยะฉันด้วยซ้ำ แล้วชื่อเสียงของฉันก็จะป่นปี้ และฉันจะอับอายขายหน้าไปทั่ว!” ยิ่งคิดเรื่องนี้มากเท่าไหร่ ฉันก็ยิ่งรู้สึกว่าชีวิตช่างมืดมน และอนาคตก็ไร้ความหวังโดยสิ้นเชิง แล้วน้ำตาก็ไหลอาบแก้มอย่างกลั้นไม่อยู่ ฉันตระหนักว่าความคิดเหล่านี้ของฉันนั้นผิด และฉันอยากจะตั้งสติและอุทิศหัวใจให้กับหน้าที่ของตน แต่ทุกครั้งที่ฉันจำได้ว่าถูกโยกย้ายเพราะขีดความสามารถต่ำ ก็เหมือนมีคนเอามีดมาบิดในหัวใจ ฉันไม่อาจสงบใจได้ในขณะที่ทำหน้าที่ และบางครั้งฉันก็หลบไปแอบร้องไห้ ในช่วงนั้น ฉันแค่ทำหน้าที่ไปวันๆ อย่างขอไปที แค่พอใจอยู่กับการจัดการงานของตัวเอง โดยไม่ได้ใส่ใจกับภาพรวมของงานมากนัก เมื่อฉันเห็นว่าพี่น้องชายหญิงคนอื่นในทีมของฉันหย่อนยานในการทำงาน และผู้นำทีมไม่ได้แบกรับภาระในหน้าที่ของตนและไม่ได้วางแผนอย่างเป็นเหตุเป็นผล ฉันก็ไม่ยอมสามัคคีธรรมเพื่อแก้ไขปัญหา โดยรู้สึกว่าเรื่องนั้นไม่เกี่ยวกับฉัน เพราะฉันไม่แบกรับภาระในหน้าที่ของตน หน้าที่จึงไม่ให้ผลลัพธ์ใดๆ กว่าจะรู้ตัวว่าปัญหานี้ร้ายแรงแค่ไหน ก็ตอนที่ผู้ดูแลชี้ให้เห็นข้อบกพร่องและตัดแต่งฉันแล้ว ฉันกังวลว่าหากยังเป็นแบบนี้ต่อไป ฉันอาจจะถูกปลด ดังนั้น ฉันจึงอยากแสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขปัญหาของตัวเอง ฉันได้อธิษฐานว่า “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์อยู่ในสภาวะที่ย่ำแย่มากและรวบรวมเรี่ยวแรงไม่ได้เลย แต่ฉันไม่รู้ว่าสาเหตุมาจากอะไร โปรดประทานความรู้แจ้งแก่ข้าพระองค์ ข้าพระองค์จะได้เข้าใจปัญหาของตนเองและเรียนรู้บทเรียน”
ในระหว่างการเฝ้าเดี่ยว ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่งที่ตรงกับสภาวะของฉัน พระเจ้าตรัสว่า “เมื่อคนบางคนถูกปลดจากตำแหน่งในฐานะผู้นำ และได้ยินเบื้องบนพูดว่าพวกเขาจะไม่ได้รับการบ่มเพาะหรือถูกใช้อีก พวกเขาก็รู้สึกเศร้าอย่างเหลือเชื่อ และพวกเขาก็ร่ำไห้อย่างขมขื่นราวกับตัวเองกำลังถูกกำจัด—นี่เป็นปัญหาอะไร? การที่พวกเขาไม่ได้รับการบ่มเพาะหรือถูกใช้อีกหมายความว่าพวกเขากำลังถูกกำจัดหรือ? นั่นหมายความว่า จากนั้นพวกเขาก็ไม่อาจบรรลุความรอดหรือ? ชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะสำคัญต่อพวกเขามากจริงหรือ? หากพวกเขาเป็นคนที่ไล่ตามเสาะหาความจริง เช่นนั้นพวกเขาก็ควรทบทวนตัวเองยามที่พวกเขาสูญสิ้นชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะ แล้วรู้สึกสำนึกผิดอย่างแท้จริง พวกเขาควรเลือกเส้นทางแห่งการไล่ตามเสาะหาความจริง กลับเนื้อกลับตัว และไม่เสียความรู้สึกมาก หรือร่ำไห้มากมายนัก หากพวกเขารู้อยู่แก่ใจว่าตนถูกพระนิเวศของพระเจ้าปลดเพราะไม่ทำงานจริงและไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง ทั้งยังได้ยินพระนิเวศของพระเจ้าพูดว่าจะไม่เลื่อนตำแหน่งให้หรือจะไม่ใช้พวกเขาอีก เช่นนั้นพวกเขาก็ควรรู้สึกละอายแก่ใจ รู้สึกว่าตนติดหนี้พระเจ้า และทำให้พระเจ้าผิดหวังเข้าให้แล้ว พวกเขาควรรู้ว่าตัวเองไม่สมควรถูกพระเจ้าใช้สอย และเมื่อเป็นเช่นนี้ก็พิจารณาได้ว่าพวกเขามีสำนึกน้อยมาก อย่างไรก็ตาม พวกเขากลายเป็นคิดลบและเสียความรู้สึกยามที่ได้ยินว่าพระนิเวศของพระเจ้าจะไม่บ่มเพาะหรือใช้พวกเขาอีก และนี่แสดงให้เห็นว่าพวกเขากำลังไล่ตามเสาะหาชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะ อีกทั้งพวกเขาไม่ใช่ใครบางคนที่ไล่ตามเสาะหาความจริง” (พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, ประการที่สิบสอง: พวกเขาอยากถอนตัวเมื่อไม่มีสถานะหรือไม่มีหวังที่จะได้รับพร) พระวจนะของพระเจ้ากินใจฉันมาก ฉันรู้สึกทั้งละอายใจและซาบซึ้งใจอย่างมาก ในการถูกโยกย้ายหน้าที่ครั้งนี้ เมื่อได้ยินผู้นำประเมินว่าฉันมีขีดความสามารถปานกลางและไม่เหมาะที่จะได้รับการบ่มเพาะให้เป็นผู้นำ ฉันก็รู้สึกเสียใจอย่างมาก ฉันรู้สึกว่าเพราะถูกโยกย้ายเนื่องจากมีขีดความสามารถต่ำ ฉันคงไม่มีโอกาสได้ฝึกฝนเพื่อเป็นผู้นำ หรือได้ก้าวขึ้นมาโดดเด่นอีกเลย ฉันรู้สึกว่าชีวิตช่างมืดมน และอนาคตก็ไร้ความหวัง และฉันก็ไม่กระตือรือร้นในหน้าที่ ฉันเห็นว่าฉันอยากได้อยากมีสถานะมากเกินไป ครั้งเมื่อฉันยังเป็นผู้นำ ฉันมีเรี่ยวแรงล้นเหลือ ฉันเร่งรีบทำงานที่โบสถ์ตั้งแต่รุ่งเช้าจรดค่ำ และเมื่อใดก็ตามที่เห็นปัญหา ฉันก็จะเข้าไปแก้ไขทันที ฉันรู้สึกว่าตัวเองแบกรับภาระอันแท้จริงไว้ และเป็นผู้ที่ใส่ใจต่อเจตนารมณ์ของพระเจ้า แต่หลังจากสูญเสียหน้าที่ผู้นำไป ฉันก็รู้สึกห่อเหี่ยวและไม่อาจรวบรวมเรี่ยวแรงได้เลย วันๆ ฉันแค่ทำหน้าที่แบบขอไปที เมื่อฉันเห็นว่าหัวหน้าทีมไม่ได้แบกรับภาระในหน้าที่ของตน และงานของทีมก็ยุ่งเหยิงไร้ระเบียบ ฉันกลับทำเป็นไม่เห็น ฉันเพียงปล่อยให้งานล่าช้าราวกับเป็นคนนอก การที่ฉันทำหน้าที่เช่นนี้มิได้เป็นการคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้าเลยแม้แต่น้อย ฉันเพียงตรากตรำและลงแรงเท่านั้น ฉันได้เห็นว่า ความกระตือรือร้นและภาระที่ฉันเคยแบกรับนั้น ล้วนเป็นไปเพื่อชื่อเสียงและสถานะของตัวเองทั้งสิ้น และฉันก็มิได้กำลังดำเนินอยู่บนเส้นทางแห่งการไล่ตามเสาะหาความจริงเลย แท้จริงแล้ว ขีดความสามารถที่ต่ำของฉันเป็นเพียงเหตุผลประการหนึ่งที่ทำให้ฉันถูกปลดเท่านั้น แต่สาเหตุหลักมาจากธรรมชาติโอหังของฉัน และการที่ฉันไม่ยอมรับความจริง ฉันควรใช้การถูกปลดครั้งนี้มาคิดทบทวนและเข้าใจอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนอย่างถูกควร และกลับใจให้ได้อย่างแท้จริง แทนที่จะรู้สึกหดหู่ทั้งวันเพราะสูญเสียสถานะ จนเป็นเหตุให้งานของโบสถ์ต้องล่าช้า สิ่งนี้เป็นการทำชั่ว และเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงเกลียด หลังจากนั้น ฉันได้ค้นหาพระวจนะของพระเจ้าที่เกี่ยวข้องกับปัญหาของตน เพื่อที่จะได้ทบทวนและเข้าใจตัวเอง ฉันได้เห็นว่า ในอดีตนั้น ฉันทำหน้าที่ตามอุปนิสัยอันโอหังของตัวเอง โดยคัดเลือกและแต่งตั้งบุคคลโดยพิจารณาจากสติปัญญาและความสามารถ เมื่อผู้นำสามัคคีธรรมหลักธรรมความจริงกับฉัน ฉันก็ไม่ยอมรับฟังเลย ผลที่ตามมาคือ ฉันเลือกคนผิด นำมาซึ่งการขัดขวางและการก่อกวนต่องานของคริสตจักร และทำให้งานหลายอย่างอยู่ในสภาวะกึ่งอัมพาต การที่ผู้นำปลดฉันนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว เพราะพวกเขากำลังปกป้องงานของคริสตจักรอยู่ คริสตจักรมอบโอกาสให้ฉันได้ทำหน้าที่ต่อไปด้วย ฉันจึงควรทะนุถนอมโอกาสนี้ไว้ และกลับใจอย่างถูกควร หลังจากนั้น ฉันได้อุทิศหัวใจให้กับหน้าที่ของตน และริเริ่มที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมในงานของทีม ฉันใคร่ครวญอย่างถี่ถ้วนถึงสาเหตุที่งานคืบหน้าช้า และเมื่อพบปัญหา ฉันก็แสวงหาหลักธรรมความจริงที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำมาสามัคคีธรรมและแก้ไขปัญหาเหล่านั้น เมื่อฉันเห็นว่าผู้นำทีมไม่ได้แบกรับภาระ ฉันก็ชี้ให้เธอเห็นเรื่องนี้ และสามัคคีธรรมกับเธอ เธอได้รับความเข้าใจต่อปัญหาของตัวเองอยู่บ้าง และเต็มใจที่จะกลับตัวกลับใจ หลังจากนั้น พวกเราก็ร่วมกันวางแผนงาน คอยกำกับดูแลซึ่งกันและกัน และเรียนรู้จากจุดแข็งของกันและกัน หลังจากผ่านไประยะหนึ่ง ผลลัพธ์ของงานก็เริ่มดีขึ้นบ้าง
วันหนึ่งในเดือนมิถุนายน จู่ๆ ผู้นำระดับสูงก็ถามฉันว่า ฉันยินดีจะทำหน้าที่ในฝ่ายพิสูจน์อักษรของพระนิเวศของพระเจ้าหรือไม่ เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฉันก็รู้สึกหลายอย่างปนกัน เมื่อนึกถึงสภาวะที่ท้อแท้ของตนหลังจากได้รับมอบหมายหน้าที่ด้านข้อเขียน ฉันก็รู้สึกว่าตัวเองไม่คู่ควรที่จะได้รับการเลื่อนขั้น ขณะเดียวกัน ฉันก็รู้สึกกังวลนิดหน่อยด้วย “หากฉันเลือกที่จะทำหน้าที่ด้านงานข้อเขียนในฝ่ายพิสูจน์อักษร ฉันอาจไม่มีโอกาสได้เป็นผู้นำอีกเลยก็ได้ แบบนั้นจะไม่ทำให้ฉันโดดเด่นเหนือผู้อื่นได้ยากหรอกหรือ?” เมื่อความคิดนี้ผุดขึ้นมา ฉันก็อยากจะปฏิเสธเสียจริง ๆ แต่ฉันก็รู้ด้วยว่าคริสตจักรจัดแจงหน้าที่ตามความจำเป็นของงานอยู่เสมอ และเหตุผลที่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างควรมีคือการนอบน้อม ฉันจึงตอบตกลงว่าจะไป ในระยะแรก ฉันยังอยากทำหน้าที่ของตนให้ดีอยู่บ้าง แต่เนื่องจากสภาวะของฉันยังไม่ดีขึ้นอย่างแท้จริง ทันทีที่มีบางสิ่งเกิดขึ้น ฉันก็ถูกเผยอีกครั้ง ครั้งหนึ่ง ฉันได้ทราบว่า พี่น้องหญิงคนหนึ่งซึ่งเคยถูกปลดจากตำแหน่งผู้นำ ได้รับความเข้าใจในตัวเองและกลับใจ และไม่นานหลังจากนั้น เธอก็ได้รับเลือกให้เป็นผู้นำอีกครั้ง ฉันรู้สึกอิจฉาเธออย่างยิ่ง “เหตุใดพระเจ้าจึงประทานพระคุณแก่เธอมากมายถึงเพียงนี้ และยังประทานขีดความสามารถที่ดีเช่นนี้ให้แก่เธออีกด้วย ฉันก็มีอายุไล่เลี่ยกันกับเธอ แต่เพราะขีดความสามารถที่ต่ำของฉัน ฉันจึงสูญเสียโอกาสที่จะเป็นผู้นำไปตลอดกาล ต่อไปนี้ฉันคงทำได้เพียงเป็นสมาชิกในทีมที่ไม่สลักสำคัญอะไร ทำไมพระเจ้าจึงไม่ขีดความสามารถที่ดีให้แก่ฉัน” เมื่อฉันคิดเช่นนี้ ฉันรู้สึกว่าตนเองมิได้รับการยกชูหรือโปรดปรานจากพระเจ้า และก็ไม่ได้รับการยกย่องนับถือจากผู้อื่นด้วย และฉันก็รู้สึกเศร้าใจและสูญเสียอย่างบอกไม่ถูก บางครั้งฉันก็พยายามข่มใจไม่ให้คิดเรื่องเหล่านี้ แต่เมื่อใดก็ตามที่ฉันทำหน้าที่เสร็จและหยุดพักชั่วครู่ ความคิดเหล่านี้ก็จะผุดขึ้นมาโดยไม่อาจควบคุมได้ ยิ่งคิดเรื่องนี้มากเท่าไร ฉันก็ยิ่งรู้สึกไม่สบายใจมากขึ้นเท่านั้น แม้ว่าฉันไม่กล้าละทิ้งหน้าที่ของตน แต่ฉันก็ไม่อาจรวบรวมเรี่ยวแรงที่จะทำสิ่งใดเลย วันๆ ฉันเพียงทำแบบขอไปที และไม่เกิดผลลัพธ์ใดๆ เลย
วันหนึ่ง ระหว่างการเฝ้าเดี่ยว ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่ง และสภาวะของฉันก็ดีขึ้นบ้าง พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ไม่ว่าผู้เชื่อในพระเจ้ามีปัญหาใด ไม่ว่าพวกเขาไล่ตามไขว่คว้าสถานะ ชื่อเสียง ผลประโยชน์ และความมั่งคั่ง หรือสนองความมักใหญ่ใฝ่สูงและความอยากได้อยากมีส่วนตนหรือไม่ ไม่ว่าในกรณีใด ปัญหาทั้งหมดก็ต้องถูกแก้ไขด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ไม่มีปัญหาใดสามารถเลี่ยงผ่านความจริงไปได้ ไม่มีเรื่องใดที่แยกออกจากความจริง ทันทีที่คนเราละทิ้งความจริงในการเชื่อในพระเจ้าของตน ความเชื่อของพวกเขาย่อมว่างเปล่า ไม่มีประโยชน์ที่จะไล่ตามไขว่คว้าสิ่งอื่น บางคนพอใจแค่ได้ทำหน้าที่อันน่าประทับใจและรุ่งโรจน์ ทำให้ผู้อื่นนับถือและอิจฉาพวกเขา สิ่งนี้เป็นประโยชน์หรือ? นี่ไม่ใช่จุดจบสุดท้ายของเจ้า และไม่ใช่บำเหน็จสุดท้ายของเจ้า อีกทั้งแน่นอนว่านี่ไม่ใช่บั้นปลายของเจ้า ดังนั้นไม่ว่าเจ้าปฏิบัติหน้าที่ใด หน้าที่นั้นก็อยู่เพียงชั่วคราว ไม่ได้อยู่ชั่วนิรันดร์ นี่ไม่ใช่ความเห็นชอบที่พระเจ้าประทานให้แก่เจ้า และไม่ใช่บำเหน็จที่พระองค์ทรงมอบแด่เจ้า ท้ายที่สุดแล้ว การที่ผู้คนจะสามารถบรรลุความรอดหรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาทำหน้าที่ใด แต่ขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาสามารถเข้าใจและได้รับความจริงหรือไม่ และขึ้นอยู่กับว่าในท้ายที่สุดแล้ว พวกเขาสามารถนบนอบพระเจ้าโดยสมบูรณ์ ยอมตนอยู่ภายใต้การจัดวางเรียบเรียงของพระองค์ ไม่คำนึงถึงอนาคตและบั้นปลายของตน และกลายเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่ได้มาตรฐานหรือไม่ พระเจ้าทรงชอบธรรมและบริสุทธิ์ และสิ่งเหล่านี้คือมาตรฐานที่พระองค์ทรงใช้เพื่อประเมินวัดมวลมนุษย์ทั้งปวง มาตรฐานเหล่านี้มิอาจเปลี่ยนแปลงได้ และเจ้าต้องจดจำการนี้ไว้ จงจารึกมาตรฐานเหล่านี้ไว้ในความรู้สึกนึกคิดของเจ้า และไม่ว่าเมื่อไรก็ตามจงอย่านึกถึงการค้นหาเส้นทางอื่นบางเส้นทางในการไล่ตามไขว่คว้าบางสิ่งที่ไม่เป็นจริง มาตรฐานที่พระเจ้าทรงกำหนดให้ทุกคนที่ต้องการบรรลุความรอดก็ไม่เปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล สิ่งเหล่านั้นยังคงเป็นอย่างเดิมไม่ว่าเจ้าจะเป็นใคร เจ้าสามารถสัมฤทธิ์ความรอดได้ด้วยการเชื่อในพระเจ้าตามมาตรฐานที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้เท่านั้น หากเจ้าพบว่าอีกหนึ่งเส้นทางในการไล่ตามไขว่คว้าสิ่งต่างๆ นั้นคลุมเครือ และคิดฝันว่าเจ้าจะประสบความสำเร็จได้ด้วยโชค เจ้าก็เป็นใครบางคนที่แข็งขืนและทรยศพระเจ้า และเจ้าจะถูกพระเจ้าทรงสาปแช่งและลงโทษอย่างแน่นอน” (พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, ภาคที่สาม) หลังจากอ่านพระวจนะของพระเจ้าแล้ว ฉันก็เข้าใจว่าการเป็นผู้นำหรือคนทำงานไม่ได้หมายความว่าคนๆ นั้นจะมีจุดจบที่ดีในท้ายที่สุด พระเจ้าทรงกำหนดจุดจบของบุคคล โดยพิจารณาจากว่าเขาได้รับความจริงแล้วหรือไม่ และอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเขาได้เปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ ฉันไม่เข้าใจอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้า ฉันคิดอยู่เสมอว่า การเป็นผู้นำไม่เพียงนำมาซึ่งเกียรติยศและการยกย่องนับถือจากผู้อื่นเท่านั้น แต่ยังมอบโอกาสมากขึ้นที่จะได้รับความจริงและความหวังที่มากขึ้นในการได้รับการช่วยให้รอด ฉันจึงอิจฉาผู้ที่เป็นผู้นำ ทัศนะนี้ของฉันไม่สอดคล้องกับความจริง ฉันนึกถึงผู้คนมากมายที่เคยเป็นผู้นำ แต่สุดท้ายก็ถูกเผยและถูกกำจัดออกไป เพราะพวกเขาไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงและเดินบนเส้นทางที่ผิด ดูหยาง คนที่ฉันรู้จักสิ เขาไล่ตามไขว่คว้าชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะในช่วงที่เป็นผู้นำเนื่องจากธรรมชาติโอหังของเขา เขาแข่งขันกับพี่น้องชายหญิงเพื่อชื่อเสียงและผลประโยชน์ และถึงขั้นทำสิ่งต่างๆ เช่น แทงข้างหลัง และกีดกันผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับเขาออกไปจากกลุ่ม สุดท้ายเขาก็ขัดขวางและก่อกวนงานของคริสตจักรอย่างร้ายแรง และถูกแยกตัวออกไป แล้วก็มีตัน ผู้ซึ่งเคยเป็นผู้นำหรือคนทำงานมาโดยตลอด พรสวรรค์และความสามารถของเธอโดดเด่น แต่ในหน้าที่ เธอมักยกยอตัวเอง โอ้อวด และผูกขาดอำนาจ และกีดกันพี่น้องชายหญิงที่ให้ความร่วมงานกับเธอ เธอได้กระทำความชั่วหลายอย่าง จนถูกระบุลักษณะว่าเป็นศัตรูของพระคริสต์และถูกขับไล่ จากตัวอย่างของบุคคลที่ล้มเหลวเหล่านี้ ฉันได้เห็นว่า การเป็นผู้นำไม่ได้รับประกันว่า เราจะได้รับการช่วยให้รอดและได้รับการทำให้เพียบพร้อม สิ่งสำคัญคือเราไล่ตามเสาะหาความจริงและเดินบนเส้นทางที่ถูกต้องหรือไม่ ผู้นำและคนทำงานพบเจอผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลายมากกว่า จึงแน่นอนว่ามีโอกาสในการฝึกฝนมากกว่า หากพวกเขาสามารถมุ่งเน้นที่การไล่ตามเสาะหาความจริงเพื่อแก้ไขอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนได้ พวกเขาย่อมจะได้รับความจริงมากขึ้นอย่างแน่นอน ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการได้รับการทำให้เพียบพร้อม แต่หากพวกเขาไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง และอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนไม่เปลี่ยนแปลง พวกเขาก็ไม่อาจได้รับการช่วยให้รอดได้ แม้จะเป็นผู้นำก็ตาม หากพวกเขาใช้อุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนทำชั่ว และนำมาซึ่งการขัดขวางและการก่อกวนต่องานของคริสตจักร ในที่สุด พวกเขาก็จะถูกเผยและถูกกำจัดออกไป หน้าที่ที่เราทำตอนนี้ไม่ได้กำหนดจุดจบและบั้นปลายทางในอนาคตของเรา มีเพียงการไล่ตามเสาะหาความจริงและทิ้งอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนเท่านั้นที่จะช่วยให้เรารอดชีวิตไปได้ การตระหนักรู้ในเรื่องนี้ทำให้หัวใจของฉันสว่างขึ้นมาก และฉันเห็นว่าตั้งแต่นี้ไป ฉันไม่ควรไล่ตามไขว่คว้าหน้าที่ที่นำมาซึ่งเกียรติยศ หรือทำให้ผู้คนยกย่องและอิจฉาฉันอีกต่อไป ฉันต้องไล่ตามเสาะหาความจริงเพื่อบรรลุการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของตน นั่นคือสิ่งที่สำคัญที่สุด หลังจากนั้น วิธีคิดของฉันต่อหน้าที่ก็เปลี่ยนแปลงไปบ้าง เมื่อใดก็ตามที่ฉันมีเวลาว่าง ฉันจะใคร่ครวญพระวจนะของพระเจ้าและเขียนบทความคำพยานจากประสบการณ์ ฉันใส่ใจต่อหน้าที่ของตนมากกว่าเดิม และเริ่มเห็นผลบ้างแล้ว
ต่อมา ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าอีกสองสามบทตอน ซึ่งช่วยฉันมากในการทำความเข้าใจปัญหาของตัวเอง พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “สำหรับศัตรูของพระคริสต์แล้ว สถานะและความมีหน้ามีตาคือชีวิตของพวกเขา ไม่ว่าพวกเขาจะใช้ชีวิตอย่างไร ไม่ว่าพวกเขาจะอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบใด ไม่ว่าพวกเขาจะทำงานอะไร ไม่ว่าพวกเขาจะไล่ตามไขว่คว้าสิ่งใด เป้าหมายของพวกเขาคืออะไร ทิศทางชีวิตของพวกเขาเป็นเช่นไร ทั้งหมดล้วนวนเวียนอยู่กับความมีหน้ามีตาและการมีสถานะที่สูงส่ง และเป้าหมายนี้ไม่เปลี่ยนแปลง พวกเขาไม่มีวันวางสิ่งเหล่านี้ลงได้เลย นี่คือโฉมหน้าที่แท้จริงของศัตรูของพระคริสต์ และเป็นแก่นแท้ของพวกเขา ต่อให้เจ้าพาพวกเขาไปไว้ในป่าดึกดำบรรพ์ลึกเข้าไปในภูเขา พวกเขาก็ยังจะไม่ปล่อยมือจากการไล่ตามไขว่คว้าความมีหน้ามีตาและสถานะ ต่อให้เจ้าพาพวกเขาไปอยู่ท่ามกลางคนกลุ่มใดก็ตาม สิ่งที่พวกเขาคิดถึงก็ยังคงเป็นเพียงความมีหน้ามีตาและสถานะ แม้ศัตรูของพระคริสต์จะเชื่อในพระเจ้า แต่พวกเขากลับถือว่าการไล่ตามไขว่คว้าความมีหน้ามีตาและสถานะเทียบเท่ากับความเชื่อในพระเจ้า และวางสองสิ่งนี้ไว้ในระดับเดียวกัน กล่าวคือ ขณะที่พวกเขาเดินบนเส้นทางแห่งความเชื่อในพระเจ้า พวกเขาก็ไล่ตามไขว่คว้าความมีหน้ามีตาและสถานะของพวกเขาเองด้วย อาจกล่าวได้ว่า ในหัวใจของศัตรูของพระคริสต์ การไล่ตามเสาะหาความจริงในการเชื่อในพระเจ้าคือการไล่ตามไขว่คว้าความมีหน้ามีตาและสถานะ และการไล่ตามไขว่คว้าความมีหน้ามีตาและสถานะก็คือการไล่ตามเสาะหาความจริงเช่นกัน—การได้รับความมีหน้ามีตาและสถานะคือการได้รับความจริงและชีวิต หากพวกเขารู้สึกว่าตนไม่ได้รับชื่อเสียง ผลประโยชน์ หรือสถานะ ไม่มีใครยกย่องพวกเขา นับถือพวกเขา หรือติดตามพวกเขา เมื่อนั้นพวกเขาก็จะท้อแท้ พวกเขาเชื่อว่าการเชื่อในพระเจ้าไม่มีประโยชน์และไม่มีคุณค่าเลย และพวกเขาสงสัยอยู่ภายในใจว่า ‘ฉันล้มเหลวไปแล้วหรือที่เชื่อในพระเจ้าเช่นนี้? ฉันไม่มีความหวังเลยหรือ?’ พวกเขามักจะคิดคำนวณเรื่องเหล่านี้อยู่ในหัวใจของตน พวกเขาคิดคำนวณว่าจะสร้างสถานะให้ตัวเองในพระนิเวศของพระเจ้าได้อย่างไร จะมีความมีหน้ามีตาอันสูงส่งในคริสตจักรได้อย่างไร จะทำให้ผู้คนรับฟังเวลาที่พวกเขาพูด และยกย่องพวกเขาเวลาที่พวกเขากระทำการได้อย่างไร จะทำให้ผู้คนติดตามพวกเขาไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ที่ไหนได้อย่างไร และจะมีเสียงที่มีอิทธิพลในคริสตจักร รวมทั้งมีชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะได้อย่างไร—พวกเขามุ่งเน้นสิ่งเหล่านี้อยู่ในหัวใจจริงๆ สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ผู้คนเช่นนี้ไล่ตามไขว่คว้า” (พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, ประการที่เก้า (ภาคที่สาม)) “โดยสรุปแล้ว ไม่ว่าแนวทางหรือเป้าหมายในการไล่ตามเสาะหาของเจ้าจะเป็นเช่นไร หากเจ้าไม่คิดทบทวนเรื่องการไล่ตามไขว่คว้าสถานะและความมีหน้ามีตา และหากเจ้าพบว่าการละทิ้งเป็นเรื่องยากมาก เช่นนั้นนั่นก็จะส่งผลต่อการเข้าสู่ชีวิตของเจ้า ตราบใดที่สถานะยังมีที่ทางในหัวใจของเจ้า สถานะก็จะสามารถควบคุมและมีอิทธิพลต่อทิศทางชีวิตและเป้าหมายในการไล่ตามเสาะหาของเจ้าได้อย่างเต็มที่ ซึ่งในกรณีนี้ จะเป็นเรื่องยากมากที่เจ้าจะเข้าสู่ความเป็นจริงความจริง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการสัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของเจ้า ท้ายที่สุดแล้ว เจ้าจะสามารถได้รับความเห็นชอบจากพระเจ้าได้หรือไม่นั้น แน่นอนว่าไม่จำเป็นต้องพูดถึง ยิ่งไปกว่านั้น หากเจ้าไม่สามารถละทิ้งการไล่ตามไขว่คว้าสถานะของตนได้เลย ก็จะส่งผลต่อความสามารถในการทำหน้าที่ของเจ้าให้ได้มาตรฐาน ซึ่งจะทำให้เป็นเรื่องยากมากสำหรับเจ้าที่จะกลายเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่ได้มาตรฐาน เหตุใดเราจึงกล่าวเช่นนี้? พระเจ้าไม่ทรงเกลียดชังสิ่งใดมากไปกว่าการที่ผู้คนไล่ตามไขว่คว้าสถานะ เพราะการไล่ตามไขว่คว้าสถานะเป็นอุปนิสัยของซาตาน เป็นเส้นทางที่ผิด เกิดจากความเสื่อมทรามของซาตาน เป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงกล่าวโทษ และเป็นสิ่งที่พระองค์จะทรงพิพากษาและชำระให้บริสุทธิ์นั่นเอง พระเจ้าไม่ทรงเกลียดชังสิ่งใดมากไปกว่าการที่ผู้คนไล่ตามไขว่คว้าสถานะ ทว่าเจ้ายังคงดื้อรั้นที่จะแข่งขันเพื่อสถานะ เจ้าหวงแหนและปกป้องสถานะอย่างไม่ลดละ โดยพยายามยึดมาเป็นของตนอยู่เสมอ ทั้งหมดนี้มีคุณลักษณะของการเป็นปฏิปักษ์ต่อพระเจ้าอยู่บ้างไม่ใช่หรือ? พระเจ้าไม่ได้ทรงลิขิตสถานะให้กับผู้คน พระเจ้าประทานความจริง หนทาง และชีวิตให้แก่ผู้คน เพื่อให้พวกเขากลายเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่ได้มาตรฐานในท้ายที่สุด เป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่ต้อยต่ำและไร้ความสำคัญ—ไม่ใช่คนที่มีสถานะ มีเกียรติ และได้รับการเคารพบูชาจากผู้คนหลายพันคน ดังนั้น ไม่ว่าจะมองจากมุมมองใด การไล่ตามไขว่คว้าสถานะก็คือหนทางสู่ความพินาศ ไม่ว่าข้ออ้างในการไล่ตามไขว่คว้าสถานะของเจ้าจะมีเหตุผลเพียงใด เส้นทางนี้ก็ยังคงเป็นเส้นทางที่ผิด และไม่ได้รับการเห็นชอบจากพระเจ้า ไม่ว่าเจ้าจะพยายามอย่างหนักเพียงใดหรือจ่ายราคาไปมากมายเพียงใด หากเจ้าอยากได้อยากมีสถานะ พระเจ้าก็จะไม่ประทานให้เจ้า หากพระเจ้าไม่ประทานให้แก่เจ้า เจ้าก็จะล้มเหลวในการต่อสู้เพื่อให้ได้มา และหากเจ้ายังคงต่อสู้ต่อไป ย่อมจะมีจุดจบเพียงประการเดียว กล่าวคือ เจ้าจะถูกเผยและถูกกำจัดออกไป—เจ้าจะอยู่บนหนทางสู่ความพินาศ” (พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, ประการที่เก้า (ภาคที่สาม))
พระเจ้าทรงเปิดโปงว่าศัตรูของพระคริสต์ถือว่าชื่อเสียงและสถานะสำคัญกว่าชีวิตของพวกเขาเอง พวกเขาทำให้การได้มาซึ่งชื่อเสียงและสถานะที่สูงส่งเป็นเป้าหมายในการไล่ตามเสาะห่ และคอยวางแผนในหัวใจว่าจะหาที่ยืนในพระนิเวศของพระเจ้าได้อย่างไร และจะทำอย่างไรให้ผู้อื่นเคารพยกย่องตัวเอง ทันทีที่พวกเขาสูญเสียชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะ และไม่ได้รับความชื่นชมและการเทิดทูนจากพี่น้องชายหญิงอีกต่อไป พวกเขาก็หมดเรี่ยวหมดแรงและรู้สึกว่าชีวิตไร้ความหมาย เมื่อเทียบตัวเองกับสิ่งนี้ ฉันก็เห็นว่าพฤติกรรมของฉันเหมือนกับพฤติกรรมของศัตรูของพระคริสต์ไม่มีผิด ฉันใช้ชีวิตตามพิษของซาตานอย่าง “จงโดดเด่นเหนือทุกคนที่เหลือ” “มนุษย์ดิ้นรนขึ้นสู่ที่สูง น้ำไหลลงสู่ที่ต่ำ” และ “ทหารที่ไม่อยากเป็นนายพลไม่ใช่ทหารที่ดี” ฉันเชื่อว่าฉันต้องโดดเด่นเหนือทุกคนที่เหลือถึงจะมีชีวิตที่มีความหมายและมีคุณค่าได้ สมัยเรียน ฉันตั้งใจเรียนมาก หลังจากได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้าห้อง เพื่อนร่วมชั้นทุกคนก็เคารพยกย่องและชมเชยฉัน ฉันรู้สึกภูมิใจมากและคิดว่าต่อให้ต้องทนทุกข์แค่ไหนก็คุ้มค่า หลังจากเชื่อในพระเจ้า ฉันเห็นว่าการเป็นผู้นำนำมาซึ่งสถานะและเกียรติยศ ฉันจึงไล่ตามไขว่คว้าการเป็นผู้นำอยู่เสมอ เมื่อฉันได้รับเลือกให้เป็นผู้นำและได้รับการยกย่องจากพี่น้องชายหญิง ฉันก็รู้สึกชื่นใจ ฉันรู้สึกว่ามีเป้าหมายให้มุ่งมั่นในการเชื่อในพระเจ้าและทำหน้าที่ของฉัน ฉันจึงมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในงานทุกด้าน ทำงานหามรุ่งหามค่ำทุกวันโดยไม่เคยรู้สึกเหน็ดเหนื่อย เมื่อฉันได้ยินผู้นำระดับสูงบอกว่าฉันไม่เหมาะที่จะเป็นผู้นำ ฉันก็รู้สึกเหมือนถูกฟาดเข้าอย่างจัง ความคิดที่ว่าฉันไม่สามารถเป็นผู้นำได้อีกต่อไป และจะไม่มีวันได้รับการยกย่องและการเทิดทูนจากพี่น้องชายหญิงอีก ทั้งอาจถึงกับถูกพวกเขาแยกแยะ ทำให้ฉันรู้สึกเหมือนชีวิตดิ่งลงเหว ฉันระทมทุกข์อย่างแสนสาหัส และหมดเรี่ยวหมดแรงที่จะทำทุกสิ่ง ฉันถึงกับบ่นว่าพระเจ้าไม่ได้ประทานขีดความสามารถที่ดีให้กับฉัน และอยู่ไปวันๆ อย่างเลื่อนลอย ใช้ชีวิตอยู่กับความเข้าใจผิดและความท้อแท้ ไม่แบกรับภาระในหน้าที่ของตน และไม่ได้บรรลุผลลัพธ์ใดๆ ในงานของตน ฉันถือว่าชื่อเสียงและสถานะเป็นดั่งชีวิตจิตใจของฉัน โดยมองว่าสิ่งเหล่านั้นสำคัญกว่าการไล่ตามเสาะหาความจริงและการทำหน้าที่ของฉันให้ดี เมื่อฉันมีสถานะ ฉันก็ไล่ตามเสาะหาด้วยความกระตือรือร้น แต่เมื่อฉันสูญเสียชื่อเสียงและสถานะไป มันก็ราวกับว่าวิญญาณของฉันถูกกระชากออกไป และฉันก็กลายเป็นคนคิดลบและเฉื่อยชาในหน้าที่ของฉัน ความอยากได้อยากมีสถานะของฉันรุนแรงเกินไป! เห็นได้ชัดว่าฉันมีขีดความสามารถต่ำและโอหัง ไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวของความเป็นจริงความจริง และไม่เหมาะกับหน้าที่ผู้นำเลยแม้แต่น้อย แต่ฉันก็ยังหยุดคิดเรื่องการเป็นผู้นำไม่ได้ และไม่เต็มใจที่จะเป็นแค่คนทำงานข้อเขียนธรรมดาๆ ฉันมีความฝันลมๆ แล้งๆ ว่าสักวันหนึ่ง ฉันจะได้กลับมาเป็นผู้นำอีกครั้ง และเพลิดเพลินกับความชื่นชมและการเทิดทูนจากพี่น้องชายหญิง ฉันช่างโอหังและทะนงตน และขาดสำนึกอย่างสิ้นเชิง ฉันไม่ได้อยากเป็นผู้นำเพราะคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้าหรือเพื่อทำให้พระเจ้าพอพระทัยเลยแม้แต่น้อย และไม่ได้เพื่อไล่ตามเสาะหาความจริงเพื่อรับความรอดอย่างแท้จริงด้วย ทั้งหมดนั้นก็เพื่อสนองความหลงตัวเองของตนและเพลิดเพลินกับประโยชน์ของสถานะ ฉันกำลังเดินบนเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์! หากฉันยังคงดื้อรั้นไล่ตามเสาะหาด้วยวิธีนี้ต่อไป ฉันก็จะมีแต่เป็นกบฏและรู้สึกคัดค้านพระเจ้ามากขึ้น จนในที่สุดก็ก้าวล่วงอุปนิสัยของพระเจ้า และถูกพระองค์ทรงเผยและกำจัด เหมือนกับศัตรูของพระคริสต์ พอคิดได้อย่างนี้ ฉันก็กลัว ฉันรู้สึกว่าธรรมชาติและผลสืบเนื่องของการไล่ตามไขว่คว้าชื่อเสียงและสถานะนั้นร้ายแรงเกินไป การที่ฉันไม่ได้เป็นผู้นำในวันนี้คือวิธีของพระเจ้าในการตัดแต่งฉันที่อยากได้อยากมีสถานะ ในการสอนฉันให้นบนอบพระองค์ เจียมตนในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง และทำหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างให้ดี นี่คือการคุ้มครองและความรอดจากพระเจ้าต่อฉัน หัวใจของฉันเปี่ยมความซาบซึ้งใจต่อพระเจ้า และฉันก็ไม่อยากไล่ตามไขว่คว้าชื่อเสียงและสถานะอีกต่อไป
หลังจากนั้น ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าอีกสองสามบทตอน และพบหลักธรรมและเส้นทางแห่งการปฏิบัติ พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “พระนิเวศของพระเจ้าใช้ผู้คนโดยให้ทุกคนได้ใช้ความสามารถอย่างเต็มที่ จัดสรรบทบาทให้เหมาะกับแต่ละคน และทำอย่างพอเหมาะพอดี หากพวกเจ้ามีความเป็นมนุษย์ที่ดีแต่ขีดความสามารถของพวกเจ้าต่ำ เช่นนั้นแล้วพวกเจ้าก็ควรปฏิบัติหน้าที่ของพวกเจ้าให้ดีด้วยสิ้นสุดใจและสิ้นสุดกำลังของพวกเจ้า ไม่ใช่ว่าพวกเจ้าจะต้องเป็นผู้นำหรือคนทำงานจึงจะได้รับการเห็นชอบจากพระเจ้า ต่อให้พวกเจ้าจะเต็มใจที่จะแบกภาระ แต่พวกเจ้าก็ไม่สามารถแบกภาระในลักษณะที่ผู้นำต้องทำได้ และพวกเจ้าไม่มีขีดความสามารถที่พวกเจ้าควรมีเพื่อที่จะเป็นผู้นำ และพวกเจ้าก็บกพร่องในเรื่องนั้น แล้วพวกเจ้าจะทำอะไรได้? อย่าบังคับตนเองหรือทำให้ตนเองลำบาก หากพวกเจ้าสามารถแบกได้ 25 กิโลกรัม ก็จงแบก 25 กิโลกรัม อย่าพยายามอวดเก่งโดยการผลักดันตนเองเกินขีดจำกัด โดยกล่าวว่า ‘25 กิโลกรัมไม่พอ ฉันต้องการแบกมากกว่านี้ ฉันต้องการแบก 50 กิโลกรัม ฉันเต็มใจที่จะทำแม้ว่าฉันจะตายเพราะความเหนื่อยล้า!’ พวกเจ้าไม่สามารถเป็นผู้นำหรือคนทำงานได้ แต่หากพวกเจ้ายังคงผลักดันตนเองเกินขีดจำกัดเพื่ออวดเก่ง แม้ว่าพวกเจ้าจะไม่เหนื่อยล้า แต่พวกเจ้าจะทำให้งานคริสตจักรล่าช้า พวกเจ้าจะส่งผลกระทบต่อความก้าวหน้าและประสิทธิภาพของงาน และพวกเจ้าจะทำให้ความก้าวหน้าในชีวิตของผู้คนมากมายล่าช้า—นี่เป็นความรับผิดชอบที่พวกเจ้าไม่อาจแบกรับได้” (พระวจนะฯ เล่ม 5 หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน, หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (8)) “หากเจ้ามีขีดความสามารถต่ำแต่ยังคงใช้เวลาทั้งหมดไปกับการอยากเป็นผู้นำ หรืออยากรับงานที่สำคัญบางอย่าง หรืออยากรับผิดชอบงานโดยรวม หรืออยากทำบางสิ่งที่ทำให้เจ้าโดดเด่น เช่นนั้นแล้วเราขอบอกเจ้าว่า นี่คือความทะเยอทะยาน ความทะเยอทะยานสามารถนำมาซึ่งหายนะได้ ดังนั้นเจ้าควรระวังมัน ผู้คนทุกคนมีความปรารถนาที่จะก้าวหน้าและทุกคนเต็มใจที่จะพยายามมุ่งไปสู่ความจริง ซึ่งไม่ใช่ปัญหา บางคนมีขีดความสามารถ ตรงตามหลักเกณฑ์สำหรับการเป็นผู้นำ และสามารถพยายามมุ่งไปสู่ความจริงได้ และนี่เป็นสิ่งที่ดี คนอื่นไม่มีขีดความสามารถ ดังนั้นพวกเขาควรยึดมั่นในหน้าที่ของตนเอง ปฏิบัติหน้าที่ที่อยู่ตรงหน้าอย่างถูกควร และทำตามหลักธรรม และตามข้อกำหนดของพระนิเวศของพระเจ้า สำหรับพวกเขาแล้ว นั่นดีกว่า ปลอดภัยกว่า และเป็นจริงมากกว่า” (พระวจนะฯ เล่ม 5 หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน, หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (5)) “การเป็นผู้นำหรือคนทำงานนั้น คนเราต้องมีขีดความสามารถระดับหนึ่ง ขีดความสามารถของคนคนหนึ่งกำหนดความสามารถในการทำงานและระดับความเข้าใจที่พวกเขามีต่อหลักธรรมความจริง ถ้าเจ้าไม่ค่อยมีขีดความสามารถและไม่มีความเข้าใจในความจริงที่ลึกพอ แต่ก็สามารถปฏิบัติได้มากเท่ากับที่เจ้าสามารถเข้าใจ สามารถนำสิ่งที่เจ้าเข้าใจไปปฏิบัติ มีความบริสุทธิ์ใจและซื่อสัตย์ ไม่ออกอุบายในเรื่องใดเพื่อตนเองหรือไล่ตามไขว่คว้าชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะ และเจ้าก็สามารถน้อมรับการพินิจพิเคราะห์จากพระเจ้าได้ เช่นนั้นแล้ว เจ้าย่อมเป็นคนที่ถูกต้อง” (พระวจนะฯ เล่ม 5 หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน, หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (20)) หลังจากอ่านพระวจนะของพระเจ้า ฉันก็ได้เข้าใจว่าในพระนิเวศของพระเจ้า การเป็นผู้นำหรือคนทำงานไม่เพียงแต่ต้องไล่ตามเสาะหาความจริงเท่านั้น แต่ยังต้องมีขีดความสามารถและความสามารถในการทำงานในระดับหนึ่งด้วย ถึงจะทำงานของคริสตจักรให้ดีได้ ในอดีตคริสตจักรเคยให้โอกาสฉันฝึกฝนเป็นผู้นำ และฉันก็ไล่ตามเสาะหาอย่างขันแข็ง แม้ว่าฉันจะสามารถแก้ไขปัญหาและความลำบากยากเย็นของพี่น้องชายหญิงได้ตามพระวจนะของพระเจ้า แต่เมื่อเป็นเรื่องสำคัญๆ อย่างการเลือกและการแต่งตั้งผู้คนหรืองานที่ต้องตัดสินใจ ฉันกลับไม่สามารถแยกแยะผู้คนหรือเลือกได้อย่างเหมาะสม ฉันรู้หลักธรรมบางข้อในเชิงคำสอน แต่ฉันทำผิดพลาดอยู่เสมอเมื่อนำไปปฏิบัติจริง ฉันยังโอหังและไม่ยอมฟังคำแนะนำของผู้อื่น เลือกและแต่งตั้งผู้คนที่ไม่เหมาะสมอยู่เสมอ ซึ่งนำการขัดขวางและการก่อกวนมาสู่งานของคริสตจักร ฉันเห็นว่าขีดความสามารถของตนต่ำจริงๆ หากฉันยังคงเป็นผู้นำต่อไป ฉันไม่เพียงแต่จะทำร้ายพี่น้องชายหญิงเท่านั้น แต่จะขัดขวางและก่อกวนงานของคริสตจักรอีกด้วย ตอนนี้ คริสตจักรได้มอบหมายหน้าที่ข้อเขียนให้กับฉันตามขีดความสามารถและจุดแข็งของฉัน ซึ่งเป็นการใช้ความสามารถของฉันให้เกิดประโยชน์สูงสุดและเหมาะสมกับตัวฉัน มันยังเป็นการคุ้มครองฉันด้วย ความอยากได้อยากมีชื่อเสียงและสถานะของฉันรุนแรงมากจนถ้าฉันเป็นผู้นำ ฉันจะถูกผลักดันให้ตรากตรำเพื่อสถานะอย่างควบคุมไม่ได้ คอยโอ้อวดตัวเองอยู่ตลอดในงานและคำเทศนาของฉัน และไม่สามารถสงบใจเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่อแสวงหาหลักธรรมความจริงได้ ฉันยังจะทำให้เกิดการขัดขวางและการก่อกวนเพื่อสนองความทะเยอทะยานในสถานะของตัวเอง และเดินบนเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์ด้วย ดังนั้น อันที่จริง การไม่ได้เป็นผู้นำจึงเป็นเรื่องดีสำหรับฉัน ตอนนี้ ในหน้าที่ข้อเขียน ฉันสามารถสงบใจได้มากขึ้นเพื่อกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าและไตร่ตรองความจริง สิ่งนี้ช่วยให้ฉันทบทวนและรู้จักตัวเอง และเป็นประโยชน์ต่อการเข้าสู่ชีวิตของฉัน แถมยังเป็นการยับยั้งความโอหังและความทะเยอทะยานของฉัน และฉันก็ได้รับการคุ้มครองจากสิ่งนี้ นี่คือเจตนารมณ์อันเปี่ยมไปด้วยความอุตสาหะของพระเจ้า ฉันควรนบนอบการจัดการเตรียมการของคริสตจักร รู้จักที่ทางของตน และทำหน้าที่ข้อเขียนให้ดี เมื่อฉันคิดได้แบบนี้ ฉันก็รู้สึกกระจ่างในหัวใจขึ้นมาก รู้สึกเหมือนได้วางภาระอันหนักอึ้งลง และฉันก็รู้สึกเป็นอิสระมากขึ้นเยอะ
วันหนึ่ง ฉันรู้ว่าพี่น้องหญิงฉีหยาได้รับเลือกให้เป็นผู้นำคริสตจักร และฉันก็รู้สึกอิจฉาขึ้นมาวูบหนึ่ง “เธอมีขีดความสามารถที่ดีและสามารถรับบทบาทสำคัญในฐานะผู้นำในคริสตจักรได้ แต่ฉันทำได้แค่หน้าที่ข้อเขียน ฉันจะไม่มีวันได้มีโอกาสเป็นผู้นำและได้รับการเคารพยกย่องอีกแล้ว” เมื่อความคิดเหล่านี้เผยตัวเองออกมา ฉันก็ตระหนักได้อย่างรวดเร็วว่าความอยากได้อยากมีสถานะของฉันออกฤกธิ์อีกแล้ว ฉันจึงขัดขืนความคิดตัวเอง ฉันนึกถึงพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า “ในฐานะสมาชิกคนหนึ่งของมวลมนุษย์ทรงสร้าง เจ้าต้องรักษาตำแหน่งที่ถูกควรของตน และประพฤติปฏิบัติตนอย่างเหมาะสม จงยึดมั่นในสิ่งที่พระผู้สร้างไว้วางพระทัยมอบหมายแก่เจ้าอย่างซื่อสัตย์ จงอย่ากระทำการเกินขอบเขต หรือทำสิ่งที่อยู่นอกเหนือความสามารถของเจ้า หรือที่พระเจ้าทรงเกลียดชัง จงอย่าไล่ตามไขว่คว้าการเป็นคนยิ่งใหญ่ อภิมนุษย์ หรือบุคคลที่ยิ่งใหญ่ และจงอย่าไล่ตามไขว่คว้าที่จะกลายเป็นพระเจ้า สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นความปรารถนาที่ผู้คนไม่ควรมี” (พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 1) “บทบาทหน้าที่ก็ไม่เหมือนกัน มีร่างกายเดียว พวกเจ้าแต่ละคนควรทำหน้าที่ของตน และควรอยู่ในที่ทางของตน ทำให้ดีที่สุดเท่าที่เจ้าจะทำได้—ทุกประกายไฟควรมีแสงสว่างวาบหนึ่ง—และเจ้าควรแสวงหาความเป็นผู้ใหญ่ในชีวิต เช่นนั้นแล้วเราจึงจะพึงพอใจ” (พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ถ้อยดำรัสของพระคริสต์ในเบื้องต้น บทที่ 21) พอไตร่ตรองพระวจนะของพระเจ้า ฉันก็เข้าใจเจตนารมณ์ของพระองค์ พระเจ้าประทานขีดความสามารถที่แตกต่างกันแด่ทุกคน และทรงจัดการเตรียมการหน้าที่ที่แตกต่างกันแด่พวกเขา ไม่มีหน้าที่ใดที่มีสถานะสูงหรือต่ำ ฉันควรรู้ที่ทางของตัวเอง ไล่ตามเสาะหาความจริง และทำหน้าที่ของตนให้ดีเพื่อชูพระทัยพระเจ้า นั่นคือสิ่งที่มีความหมายที่สุด เมื่อคิดถึงสิ่งนี้ ฉันก็สามารถสงบใจเพื่อหน้าที่ของตนได้ บางครั้ง เมื่อฉันทำหน้าที่ของตัวเองได้ไม่ดี ฉันก็จะไตร่ตรองว่าข้อบกพร่องของฉันอยู่ที่ไหน และฉันจะปรับปรุงและก้าวข้ามไปได้อย่างไร หลังจากปฏิบัติแบบนี้มาระยะหนึ่ง ฉันก็สามารถบรรลุผลลัพธ์ที่ดีบางอย่างในหน้าที่ของฉันได้ ขอบคุณพระเจ้าที่ทรงนำฉันให้มีการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้!