23. ฉันแก้ไขความอิจฉาของตัวเองได้อย่างไร

โดย หวังเซิน ประเทศจีน

ในปี 2019 ฉันได้รับเลือกให้เป็นผู้นำทีมในฝ่ายวีดิทัศน์  ฉันคิดในใจว่า “ดูเหมือนฉันก็พอมีความสามารถอยู่ไม่น้อย ไม่อย่างนั้นทุกคนคงไม่เลือกฉันหรอก” ในเวลาเดียวกัน ฉันก็ตั้งใจแน่วแน่ว่าฉันจะตั้งใจทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี  ในตอนนั้นเสี่ยวหยามีทักษะด้านงานสามมิติที่โดดเด่นเป็นพิเศษ และเมื่อทุกคนเจอปัญหาทางเทคนิคอะไร ก็จะไปหาเธอ พอเห็นว่าทุกคนพากันไปห้อมล้อมเสี่ยวหยาเพื่อถามเรื่องต่างๆ อยู่ตลอด ฉันก็รู้สึกขุ่นใจอยู่บ้าง แต่ก็ยังสามารถรับมือกับเรื่องนี้ได้อย่างถูกต้อง  เพราะอย่างไรเสีย สิ่งที่ฉันถนัดคือแอนิเมชันสองมิติ ส่วนเทคโนโลยีด้านสามมิตินั้นฉันรู้แค่ผิวเผิน ดังนั้นการที่ทุกคนไปขอความช่วยเหลือจากเธอจึงเป็นเรื่องปกติ  อีกอย่าง พี่น้องหญิงซูเจี๋ยก็มักจะมาถามปัญหาทางเทคนิคบางอย่างกับฉัน  จึงทำให้ฉันสบายใจขึ้นมาบ้าง  แต่ต่อมา พี่น้องหญิงไม่เพียงไปถามปัญหาทางเทคนิคกับเสี่ยวหยา แต่พวกเธอยังไปสามัคคีธรรมกับเธอถึงปัญหาและความลำบากยากเย็นในการเข้าสู่ชีวิตด้วย  ตอนนั้นฉันจึงเริ่มรู้สึกขุ่นใจอย่างมาก  “ฉันเป็นผู้นำทีม แล้วทำไมถึงไม่มีใครมาหาฉันเลย?  พวกเขาคิดว่าฉันไม่ดีเท่าเสี่ยวหยาหรือเปล่า?  แล้วพวกเขาจะเลือกฉันเป็นผู้นำทีมตั้งแต่แรกทำไม?  แบบนี้ก็เท่ากับทำให้ฉันตกอยู่ในสถานการณ์น่าอับอายไม่ใช่หรือ?”  ทุกครั้งที่เห็นพี่น้องหญิงสามัคคีธรรมกัน ฉันก็อยากเข้าไปร่วมด้วย แต่พอเห็นทุกคนรายล้อมเสี่ยวหยาอยู่ ฉันก็เปลี่ยนใจทันที “ตอนนี้เธอกลายเป็นจุดสนใจของทุกคนไปแล้ว ถ้าฉันซึ่งเป็นผู้นำทีมเข้าไปร่วมด้วยอีก จะไม่ยิ่งทำให้เธอโดดเด่นและดูมีความสามารถมากขึ้นไปอีกหรอกหรือ?  ส่วนฉันก็จะยิ่งดูไม่มีความสำคัญเข้าไปอีก” ฉันจึงไปอุทิศตนฝ่ายวิญญาณตามลำพังในอีกห้องหนึ่ง บางครั้งฉันก็ได้ยินเสียงหัวเราะของเสี่ยวหยาจากข้างนอก และเสียงนั้นก็ฟังขัดหูฉันเป็นพิเศษ ราวกับว่าเธอกำลังจงใจโอ้อวด “บารมี” ของตัวเอง หลังจากนั้น ฉันก็ยิ่งไม่พอใจเสี่ยวหยามากขึ้นเรื่อยๆ “ทั้งที่ฉันเป็นผู้นำทีม แต่ทุกคนกลับเอาแต่รายล้อมเธอ แล้วฉันจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน?  เธอไม่นึกถึงความรู้สึกของฉันเลยด้วยซ้ำ  อย่างน้อยเธอก็ควรชวนฉันไปร่วมสามัคคีธรรมด้วย เพื่อไว้หน้าฉันบ้าง!  ฉันเข้าใจแล้วว่าเธอไม่ได้ให้ความสำคัญกับผู้นำทีมอย่างฉันเลย” ต่อมา ฉันก็เริ่มสงสัยว่า หากการสามัคคีธรรมของฉันในการชุมนุมมีความกระจ่างมากกว่านี้ คนอื่นๆ จะเริ่มมาหาฉันเพื่อสามัคคีธรรมเรื่องปัญหาของพวกเขาไหม?  แบบนี้ฉันก็จะพอกู้หน้ากลับมาได้บ้าง ดังนั้นในการชุมนุม ฉันจึงเค้นสมองคิดหาวิธีทำให้สามัคคีธรรมของตัวเองโดดเด่น แต่ยิ่งฉันพยายามมากเท่าไร สมองของฉันก็ยิ่งว่างเปล่ามากเท่านั้น การสามัคคีธรรมของฉันแห้งแล้งและจืดชืด และหลังจากนั้นก็ยังไม่มีใครมาสามัคคีธรรมกับฉัน ฉันจึงค่อยๆ เริ่มคิดลบกับพี่น้องหญิงคนอื่นๆ  ฉันไม่อยากพูดกับพวกเธอ และยิ่งไม่อยากยอมรับเสี่ยวหยา ฉันจะฝืนใจพูดกับเธอก็ต่อเมื่อจำเป็นต้องหารือเรื่องงานจริงๆ แต่ถึงอย่างนั้น เวลาจำเป็นต้องพูดกับเธอ ฉันก็ยังทำหน้าตึงและใช้น้ำเสียงแข็งมาก เมื่อเห็นฉันเป็นแบบนั้น เสี่ยวหยาก็ไม่กล้าพูดกับฉัน

เย็นวันหนึ่ง ทุกคนก็พากันไปถามปัญหากับเสี่ยวหยาอีก แม้แต่ซูเจี๋ยก็ไปด้วย เมื่อเห็นพวกเธอพูดคุยหัวเราะกันขณะหารือเรื่องต่างๆ ฉันก็รู้สึกทันทีว่าตัวเองเป็นส่วนเกิน และคิดว่าเสี่ยวหยาจงใจทำแบบนี้เพื่อยั่วโมโหฉัน ยิ่งคิด ฉันก็ยิ่งโกรธ ผ่านไปสักพัก เสี่ยวหยาถามคำถามฉันเรื่องหนึ่ง ฉันไม่อยากตอบเธอ จึงแกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน เธอถามอีกครั้ง ฉันจึงตอบกระแทกเสียงใส่เธอ เสี่ยวหยาอึ้งไปเล็กน้อยแล้วถามว่า “เป็นอะไรไป?”  ฉันตอบกลับอย่างโมโหว่า “ไม่มีอะไร!”  เมื่อเห็นฉันเป็นแบบนั้น เสี่ยวหยาก็ได้แต่กลับไปนั่งที่ของตัวเอง ฉันรู้สึกคับข้องใจและอัดอั้นมาก จึงเข้าไปอีกห้องหนึ่งแล้วเริ่มร้องไห้ เสี่ยวหยาเข้ามาดูฉัน แต่ฉันไม่สนใจเธอ เพราะรู้สึกว่าความเจ็บปวดทั้งหมดของฉันเป็นความผิดของเธอ หลังจากนั้น ฉันก็เริ่มแอบแข่งขันกับเสี่ยวหยาอยู่ในใจ ทุกเช้าระหว่างการอุทิศตนฝ่ายวิญญาณ เมื่อพี่น้องหญิงคนอื่นๆ สามัคคีธรรมจบ ฉันก็จะพูดเสริม แต่เมื่อเสี่ยวหยาสามัคคีธรรมจบ ฉันจะเงียบสนิท ฉันคิดในใจว่า “ฉันจะปล่อยให้เธอหน้าแตกบ้าง ให้เธอได้รู้เสียบ้างว่าการตกอยู่ในสถานการณ์น่าอับอายมันรู้สึกยังไง” เมื่อหารือเรื่องงาน หลังจากคนอื่นพูดจบ ฉันก็จะรีบพูดเสริมความคิดเห็นของตัวเอง แต่เมื่อเสี่ยวหยาพูดจบ ฉันกลับทำเหมือนไม่ได้ยินอะไร และเมินเฉยต่อเธอ เพราะท่าทีที่ฉันมีต่อเสี่ยวหยาและพี่น้องหญิงคนอื่นๆ แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด พี่น้องหญิงคนอื่นๆ จึงเริ่มรู้สึกถูกจำกัดอยู่บ้าง เวลาหารือเรื่องงาน พวกเธอก็ไม่กล้าแสดงความคิดเห็นอย่างอิสระ ซึ่งทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานต่ำ และการชุมนุมก็ไม่ได้ผลดี เดิมทีฉันคิดว่าการทำแบบนี้จะทำให้เสี่ยวหยาหน้าเสียไปบ้าง แต่ปรากฏว่าเธอกลับแทบไม่ได้รับผลกระทบอะไรเลย ความสัมพันธ์ของเธอกับทุกคนยังดีมากเหมือนเดิม และทุกคนก็ยังไปหาเธอเมื่อมีปัญหา เรื่องนี้ทำให้ฉันโกรธมาก ต่อมา ฉันก็เลิกเป็นฝ่ายเริ่มหารือเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวกับหน้าที่ของเรา ฉันไม่อยากพูดกับเสี่ยวหยา และก็ไม่อยากยุ่งกับพี่น้องหญิงคนอื่นๆ ด้วย ทุกวันฉันเอาแต่เก็บตัวอยู่คนเดียว ในใจก็รู้สึกอัดอั้นและทุกข์ใจมาก

หลังจากนั้น ทุกครั้งหลังอาหารเย็น ฉันก็จะเริ่มท้องอืด และมันทำให้ฉันรู้สึกไม่สบายตัวอย่างมาก ฉันลองวิธีรักษาสารพัด แต่ก็ไม่ได้ผล เย็นวันหนึ่ง เสี่ยวหยาและพี่น้องหญิงเจ้าภาพต่างก็เตือนฉันว่า เมื่อเผชิญกับความเจ็บป่วยแบบนี้ ฉันจำเป็นต้องทบทวนตัวเองและเรียนรู้บทเรียน ตอนนั้นเอง ฉันจึงอธิษฐานถึงพระเจ้า ขอให้พระองค์ทรงให้ความรู้แจ้งและชี้แนะฉันให้รู้จักตัวเอง ขณะอธิษฐาน ภาพเหตุการณ์ที่ฉันอิจฉาเสี่ยวหยาก็ค่อยๆ ผุดขึ้นมาในใจทีละฉาก และฉันก็ตระหนักว่าฉันจำเป็นต้องทบทวนปัญหาเรื่องนี้

ในระหว่างการอุทิศตนฝ่ายวิญญาณ ฉันอ่านพระวจนะของพระเจ้าบางส่วน และมีความเข้าใจเกี่ยวกับสภาวะของตัวเองขึ้นมาบ้าง  พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “บางคนกลัวอยู่เสมอว่าผู้อื่นจะเก่งกว่าตนหรืออยู่เหนือตน ว่าผู้อื่นจะได้รับการยอมรับขณะที่ตนถูกมองข้าม และนี่ก็พาให้พวกเขาเล่นงานและกีดกันผู้อื่น  นี่เป็นเรื่องของการอิจฉาผู้คนที่มีความสามารถพิเศษมิใช่หรือ?  เช่นนั้นก็เห็นแก่ตัวและน่ารังเกียจมิใช่หรือ?  นี่คืออุปนิสัยจำพวกใด?  เป็นอุปนิสัยที่ชั่วช้า  ผู้ที่คิดถึงแต่ผลประโยชน์ของตนเองเท่านั้น เอาแต่ตอบสนองความอยากได้อยากมีที่เห็นแก่ตัวของตนเองเท่านั้น ไม่นึกถึงผู้อื่นหรือคำนึงถึงผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า ย่อมมีอุปนิสัยที่ไม่ดี และพระเจ้าก็ไม่โปรดพวกเขา  หากเจ้าสามารถคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้าได้อย่างแท้จริง เจ้าย่อมจะสามารถปฏิบัติต่อผู้อื่นได้อย่างเป็นธรรม  หากเจ้าแนะนำคนที่ดีและเปิดโอกาสให้พวกเขาฝึกฝนและปฏิบัติหน้าที่ อันเป็นการเพิ่มคนที่มีความสามารถพิเศษให้แก่พระนิเวศของพระเจ้า นั่นย่อมจะทำให้งานของเจ้าง่ายขึ้นมิใช่หรือ?  เช่นนั้นแล้ว เจ้าจะไม่อุทิศตนในการทำหน้าที่ของเจ้าหรือ?  นั่นคือการทำดีเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า เป็นมโนธรรมและสำนึกขั้นต่ำสุดซึ่งผู้ที่ทำหน้าที่ผู้นำควรมี  ผู้ที่สามารถนำความจริงไปปฏิบัติ ย่อมสามารถยอมรับการพินิจพิเคราะห์จากพระเจ้าในสิ่งทั้งหลายที่พวกเขาทำได้  เมื่อเจ้ายอมรับการพินิจพิเคราะห์ของพระเจ้า หัวใจของเจ้าก็จะได้รับการแก้ไขให้ถูกต้อง  หากเจ้าเพียงทำสิ่งทั้งหลายเพื่อให้ผู้อื่นมองเห็นอยู่ตลอดเวลา และต้องการที่จะได้รับคำสรรเสริญและความเลื่อมใสจากผู้อื่นอยู่เสมอ และเจ้าไม่ยอมรับการพินิจพิเคราะห์จากพระเจ้า เช่นนั้นแล้ว พระเจ้ายังคงทรงอยู่ในหัวใจของเจ้ากระนั้นหรือ?  ผู้คนเช่นนี้ไม่มีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้า  จงอย่าทำสิ่งทั้งหลายเพื่อตัวเจ้าเองอยู่เสมอ และอย่าคำนึงถึงผลประโยชน์ของตนเองอยู่ตลอดเวลา อย่าคำนึงถึงผลประโยชน์อย่างมนุษย์ และอย่าไปนึกถึงความภาคภูมิใจ ความมีหน้ามีตา และสถานะของตัวเจ้าเอง ก่อนอื่นเจ้าต้องคำนึงถึงผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า และให้ผลประโยชน์เหล่านั้นมีความสำคัญเป็นอันดับแรก  เจ้าควรคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้าและเริ่มโดยการใคร่ครวญว่ามีมลทินอยู่ในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหรือไม่ เจ้าอุทิศตน ลุล่วงความรับผิดชอบของเจ้า และทุ่มเททั้งหมดที่เจ้ามีหรือยัง  รวมทั้งเจ้าได้คำนึงถึงหน้าที่ของเจ้าและงานของคริสตจักรด้วยหัวใจทั้งดวงหรือไม่  เจ้าต้องพิจารณาสิ่งเหล่านี้  หากเจ้าคิดคำนึงถึงสิ่งเหล่านี้อยู่เนืองๆ และคิดออก ก็ย่อมจะง่ายขึ้นที่เจ้าจะปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าให้ดี(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, คนเราจะสามารถได้รับอิสรภาพและการปลดปล่อยก็ด้วยการทิ้งอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนเท่านั้น)  หลังจากอ่านพระวจนะของพระเจ้าแล้ว ฉันจึงตระหนักว่า ช่วงที่ผ่านมา ฉันใช้ชีวิตอยู่ในสภาวะของความอิจฉา ตั้งแต่เสี่ยวหยามา เมื่อเห็นว่าทุกคนมีปัญหาอะไรก็ไปถามเธอ แทนที่จะมาหาฉันซึ่งเป็นผู้นำทีม ใจของฉันก็เริ่มไม่สงบ ฉันรู้สึกว่าเสี่ยวหยาแย่งความโดดเด่นไปจากฉัน และในใจก็อิจฉาและไม่ยอมรับ เพื่อกู้ศักดิ์ศรีความเป็นผู้นำทีมของฉันกลับมา ฉันจึงเค้นสมองระหว่างการชุมนุมว่าจะสามัคคีธรรมอย่างไรให้ฟังดูลุ่มลึก เพื่อให้พี่น้องหญิงชื่นชมฉัน ด้วยวิธีนี้ ต่อไปเมื่อพี่น้องหญิงมีปัญหาหรือความลำบากยากเย็นในการเข้าสู่ชีวิต พวกเธอก็จะมาหาฉันเพื่อสามัคคีธรรมและแก้ไข แต่ผลคือ ยิ่งฉันคิดแบบนั้น ฉันก็ยิ่งสามัคคีธรรมอะไรไม่ออกเลย หลังจากนั้น ฉันไม่ได้ทบทวนตัวเอง แต่กลับยิ่งขุ่นเคืองเสี่ยวหยามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในการชุมนุมหรือการหารือเรื่องงาน ไม่ว่าคนอื่นจะพูดอะไร ฉันก็จะตอบรับอย่างกระตือรือร้น แต่พอเสี่ยวหยาพูด ฉันกลับทำเป็นไม่สนใจ จงใจปล่อยให้บรรยากาศเงียบจนน่าอึดอัด เพื่อให้เธอตกอยู่ในสถานการณ์ที่น่าอับอาย นี่เป็นวิธีที่ฉันใช้โจมตีและกีดกันเธอทางอ้อม แต่สิ่งที่ฉันไม่คาดคิดก็คือ ความสัมพันธ์ของทุกคนกับเสี่ยวหยาก็ยังดีมากเหมือนเดิม ฉันจึงโกรธมากจนไม่อยากพูดกับใคร และถึงขั้นเอาความคับข้องใจของตัวเองไปลงกับหน้าที่ การอิจฉาคนที่มีความสามารถมากกว่าฉัน ทำให้ฉันกลายเป็นคนใจแคบและคิดเล็กคิดน้อย ฉันทนเห็นคนอื่นดีกว่าฉันไม่ได้ ทันทีที่เห็นใครเก่งกว่าฉัน ฉันจะคิดหาทุกวิถีทางเพื่อโจมตีและกีดกันพวกเขา พอไม่ได้ดังใจ ฉันก็เริ่มคิดลบและเฉื่อยชาจนละเลยหน้าที่ของตัวเอง ฉันละเลยงานที่ตัวเองควรทำไปหมด!  ความจริงแล้ว เสี่ยวหยามีทักษะด้านวิชาชีพดี และเธอสามารถสามัคคีธรรมความจริงเพื่อแก้ไขปัญหาได้ การที่ทุกคนไปหาเธอเมื่อมีปัญหา เป็นประโยชน์ทั้งต่อหน้าที่ของพวกเราและการเข้าสู่ชีวิตของพี่น้องหญิง พระเจ้าทรงจัดเตรียมคนที่ดีกว่าไว้ข้างกายฉัน เพื่อให้พวกเราได้เรียนรู้จากจุดแข็งของกันและกันเพื่อชดเชยจุดอ่อนของตน และช่วยเหลือกันทำหน้าที่ของเราให้ดี และในขณะเดียวกัน ฉันเองก็จะได้เติบโตขึ้นด้วย ฉันควรร่วมมือกับเสี่ยวหยา ไม่ใช่อิจฉาหรือกีดกันเธอ หลังจากนั้น ฉันก็เปิดใจกับทุกคน และสามัคคีธรรมถึงสภาวะที่ฉันอิจฉาเสี่ยวหยาในช่วงนั้น เสี่ยวหยาไม่เพียงแต่ไม่ถือสาฉัน แต่ยังหาพระวจนะของพระเจ้าบางบทตอนมาช่วยฉันด้วย ฉันรู้สึกละอายใจมากและเสียใจอยู่บ้าง และคิดว่าต่อไปฉันต้องเริ่มร่วมมือกับเธอให้ดีเพื่อลุล่วงหน้าที่ของเรา คิดไม่ถึงเลยว่า นับจากวันนั้น อาการท้องอืดของฉันก็หายไป หลังจากนั้น เมื่อเห็นทุกคนพากันไปห้อมล้อมเสี่ยวหยาเพื่อถามเรื่องต่างๆ ฉันก็ไม่รู้สึกขุ่นใจเหมือนเมื่อก่อนแล้ว และสามารถร่วมมือกับพี่น้องหญิงได้อย่างกลมเกลียว

เพราะความเข้าใจของฉันเกี่ยวกับอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตัวเองยังตื้นเขินเกินไป ผ่านไปไม่นาน ฉันก็กลับไปทำแบบเดิมอีก เมื่อเห็นพี่น้องหญิงบางคนพากันไปห้อมล้อมเสี่ยวหยาเพื่อถามเรื่องต่างๆ อยู่เสมอ ความอยากได้อยากมีในสถานะของฉันก็เริ่มก่อตัวขึ้นอีกครั้ง ตอนนั้น อันเจี๋ยมีอคติกับเสี่ยวหยาเพราะเรื่องบางอย่าง ฉันควรช่วยแก้ไขปัญหาและคลี่คลายความหมางใจระหว่างพวกเธอ แต่ภายนอกฉันดูเหมือนกำลังสามัคคีธรรมกับอันเจี๋ย แท้จริงแล้ว ฉันกลับใช้โอกาสตอนสามัคคีธรรมในการชี้ให้เห็นข้อบกพร่องของเสี่ยวหยาอย่างจงใจ ทำให้อันเจี๋ยมีอคติต่อเสี่ยวหยามากขึ้นกว่าเดิม หลังจากนั้น เวลาอันเจี๋ยมีปัญหา เธอก็ไม่ไปหาเสี่ยวหยาอีก แต่เริ่มมาหาฉันแทน แต่ก็ยังมีพี่น้องหญิงสองคนคอยห้อมล้อมเสี่ยวหยาอยู่เสมอ เมื่อเทียบกันแล้ว ฉันก็ยังเสียเปรียบอยู่ดี ฉันจึงคิดกลอุบายขึ้นมาว่า “ถ้าฉันแสร้งลดทิฐิต่อหน้าเสี่ยวหยา แล้วพวกเรา ‘คืนดีกัน’ เธอก็จะเกื้อหนุนงานของฉัน แบบนี้สถานะผู้นำทีมของฉันก็จะมั่นคงแล้วไม่ใช่หรือ?”  ฉันจึงพูดกับเสี่ยวหยาว่า “ดูสิ ถึงฉันจะเป็นผู้นำทีม แต่ฉันก็ไม่ดีเท่าเธอในหลายด้าน จริงๆ แล้วเธอก็แทบไม่ต่างจากผู้นำทีม เพียงแต่ไม่มีตำแหน่งเท่านั้น ต่อไป พวกเรามาร่วมมือกันเพื่อทำงานของทีมให้ดีเถอะ” หลังจากนั้น ไม่ว่าจะมีเรื่องอะไรเกี่ยวกับหน้าที่ ฉันก็จะเป็นฝ่ายไปหารือกับเสี่ยวหยา เมื่อเสี่ยวหยามีความคิดหรือข้อเสนอแนะอะไรเกี่ยวกับหน้าที่ เธอก็จะเป็นฝ่ายมาขอความเห็นจากฉันก่อน จากนั้นฉันจึงค่อยไปสื่อสารกับพี่น้องหญิงคนอื่นๆ พอเห็นว่าเสี่ยวหยามาปรึกษาฉันก่อนทุกเรื่อง ฉันก็แอบได้ใจ “ในที่สุดฉันก็เปลี่ยนคู่แข่งให้กลายเป็นคนใต้บังคับบัญชา และได้ขึ้นมาอยู่ในสถานะที่เหนือกว่าอย่างชอบธรรมแล้ว” ด้วยวิธีนี้ พวกเราจึง “ร่วมมือกันอย่างกลมเกลียว” อยู่เป็นเวลานาน ต่อมา เนื่องจากหน้าที่ของฉันมีการปรับเปลี่ยน ฉันจึงแยกจากเสี่ยวหยา

ไม่นานหลังจากนั้น ฉันบังเอิญได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่งที่เปิดโปงว่าศัตรูของพระคริสต์โจมตีและกีดกันผู้ที่เห็นต่างอย่างไร และพระวจนะนั้นก็ทำให้ฉันนึกถึงวิธีปฏิบัติของตัวเองก่อนหน้านี้ขึ้นมาทันที  พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ศัตรูของพระคริสต์มีวิถีทางและวิธีการมากมายในการโจมตีและกีดกันคนที่เห็นต่าง  นอกจากการเผชิญหน้าและการปฏิเสธต่อหน้าสาธารณชนแล้ว กลยุทธ์ที่ร้ายกาจที่สุดของพวกเขาเกี่ยวข้องกับการดึงดูดและการเกณฑ์คนที่เห็นต่างเข้ามา โดยทำให้คนที่เห็นต่างทุกคนฟังพวกเขา  หากคนที่เห็นต่างไม่ฟัง ศัตรูของพระคริสต์จะกดข่มพวกเขา ปราบปรามพวกเขา และทำให้พวกเขาเสื่อมเสียชื่อเสียง ในหนทางเดียวกันกับที่ผู้ไม่มีความเชื่อจัดการกับคู่ต่อสู้ทางการเมือง  ศัตรูของพระคริสต์นั้นเลวร้ายและโหดร้ายถึงเพียงนี้  แต่บางครั้ง ศัตรูของพระคริสต์ก็จะใช้วิธีการที่นุ่มนวลเพื่อดึงดูดผู้คนเข้ามา  ตัวอย่างเช่น หากมีคนที่เห็นต่างซึ่งมีความคิดเห็นไม่ตรงกับที่พวกเขามี พวกเขาก็จะมองดูว่าคนคนนั้นชอบอะไรและมีจุดอ่อนอยู่ตรงไหนบ้าง โดยใช้วิถีทางที่น่าเหยียดหยามนานาสารพัดเพื่อบังคับให้พวกเขาเชื่อฟัง  หรือพวกเขาก็จะแสร้งทำเป็นยอมจำนนและยอมรับความผิดพลาดของตนต่อหน้าคนที่เห็นต่าง หรือทำทุกวิถีทางเพื่อให้คนที่เห็นต่างได้รับประโยชน์และทำให้พวกเขาพึงพอใจ หรือบางทีก็ให้เพื่อนสนิทของพวกเขาโน้มน้าวคนที่เห็นต่าง แล้วจากนั้นพวกเขาก็แสร้งทำเป็นว่าตนกำลังสามัคคีธรรมความจริงกับคนที่เห็นต่างนั้น โดยกล่าวว่า ‘การที่พวกเราจับคู่กันเพื่องานของคริสตจักรนั้นสมบูรณ์แบบจริงๆ ในอนาคตพวกเราสามารถแบ่งคริสตจักรแห่งนี้กันคนละครึ่ง  ถึงแม้ว่าฉันจะเป็นผู้นำ แต่ฉันก็จะรับฟังข้อเสนอแนะใดก็ตามที่คุณมี  ตามข้อเท็จจริงแล้ว ฉันเองคือคนที่จะให้ความร่วมมือกับคุณ’  หากคนที่เห็นต่างคนนี้เป็นบุคคลที่ไม่เข้าใจความจริง เช่นนั้นแล้ว ย่อมเป็นการง่ายสำหรับศัตรูของพระคริสต์ที่จะคัดพวกเขามาใช้งาน  บรรดาผู้ที่เข้าใจความจริงจะรู้ทันการนี้และพูดว่า ‘เอาล่ะ คนผู้นี้เป็นจอมวางอุบาย พวกเขาไม่ใช่กำลังโจมตีอย่างเปิดเผย แต่กำลังใช้เล่ห์เหลี่ยม—แทนที่จะใช้ไม้แข็ง พวกเขากลับกำลังมาอย่างนุ่มนวล’  สำหรับศัตรูของพระคริสต์แล้ว คนที่เห็นต่างเป็นภัยคุกคามต่อสถานะและอำนาจของพวกเขา  ใครก็ตามที่คุกคามสถานะและอำนาจของพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นใคร พวกศัตรูของพระคริสต์ย่อมจะพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะ ‘จัดการ’ พวกเขา  หากไม่สามารถบีบให้ผู้คนเหล่านี้ยอมเชื่อฟังหรือยอมเป็นพวกตนได้ เช่นนั้นแล้ว ศัตรูของพระคริสต์ย่อมจะโค่นล้มหรือเอาตัวพวกเขาออกไป  สุดท้ายแล้ว พวกศัตรูของพระคริสต์ก็จะสัมฤทธิ์เป้าหมายของพวกเขาในการมีอำนาจเด็ดขาด และตั้งตัวเป็นกฎหมายเสียเอง  นี่คือหนึ่งในวิธีการที่ศัตรูของพระคริสต์ใช้ธำรงสถานะและอำนาจของตนเป็นประจำ—พวกเขาโจมตีและกีดกันคนที่เห็นต่าง(พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, ประการที่สอง: พวกเขาโจมตีและกีดกันคนที่เห็นต่าง)  หลังจากอ่านพระวจนะของพระเจ้า  ฉันตกใจมาก นั่นก็เป็นเล่ห์เหลี่ยมแบบเดียวกับที่ฉันเคยใช้กับเสี่ยวหยาในตอนนั้นไม่ใช่หรือ?  ฉันตระหนักว่าตอนที่ฉันแสร้งยอมอ่อนข้อต่อหน้าเสี่ยวหยาจริงๆ แล้วฉันกำลังพยายามดึงเธอมาเป็นพวก ซึ่งเป็นวิธีหนึ่งในการโจมตีและกีดกันคนที่เห็นต่าง เมื่อนึกย้อนกลับไปในช่วงนั้น ฉันเห็นว่ามีพี่น้องหญิงมารายล้อมเสี่ยวหยาอยู่เสมอ และไม่ว่าทุกคนจะมีปัญหาเรื่องงานหรือมีความลำบากยากเย็นใดในการเข้าสู่ชีวิต ต่างก็ชอบไปหาเธอ ฉันรู้สึกว่าฉันไม่สามารถเอาชนะเธอได้เลย ดังนั้นเพื่อรักษาสถานะผู้นำทีมของตัวเองไว้  ฉันจึงใช้วิธีที่ดูนุ่มนวลกว่า ฉันจงใจแสร้งยอมอ่อนข้อต่อหน้าเสี่ยวหยา โดยพูดทำนองว่า “ฉันไม่ดีเท่าเธอ” และ “จริงๆ แล้วเธอก็เหมือนผู้นำทีมคนหนึ่ง” ภายนอกอาจดูเหมือนว่าฉันถ่อมตัวมาก แต่ความจริงแล้วฉันอยากดึงเสี่ยวหยามาอยู่ฝ่ายเดียวกับฉัน ให้เธอเป็นผู้ช่วยของฉัน และให้เธอร่วมมือกับงานของฉัน ด้วยวิธีนี้ ทุกคนก็จะมารายล้อมฉัน ภายนอกอาจดูเหมือนว่าเราสองคน “กลมเกลียว” กันแล้ว แต่เจตนาเบื้องหลังของฉันน่ารังเกียจและต่ำช้ามาก และเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงรังเกียจ ฉันนึกถึงพวกนักการเมืองในโลกของผู้ไม่มีความเชื่อที่ใช้วิธีการสารพัดมาต่อสู้กับคู่แข่งเพื่อแย่งชิงอำนาจ ถ้าพวกเขาไม่ทำให้ฝ่ายตรงข้ามเสื่อมเสีย ก็ใช้เล่ห์เหลี่ยมดึงอีกฝ่ายมาเป็นเครื่องมือของตัวเอง เพื่อปกป้องสถานะของตัวเอง ฉันเองก็เค้นสมองคิดหาวิธี และยอมใช้วิธีการที่น่ารังเกียจและต่ำช้าทุกรูปแบบ นี่ใช่พฤติกรรมของคนที่เชื่อในพระเจ้าที่ไหนกัน?  ฉันก็ไม่ต่างอะไรจากผู้ไม่เชื่อเลย!  ฉันช่างน่าขยะแขยงจริงๆ!

ฉันจึงเริ่มใคร่ครวญว่า ทำไมฉันถึงต้องแข่งขันกับเสี่ยวหยาอยู่ตลอดเวลา สาเหตุหลักเป็นเพราะฉันรู้สึกว่าในฐานะผู้นำทีม ฉันต้องเป็นอันดับหนึ่งเหนือทุกคน และสมาชิกในทีมคนอื่นจะเก่งกว่าหรือเหนือกว่าฉันไม่ได้ จากนั้นฉันก็เห็นพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่งว่า “ไม่ว่าเจ้าจะทำอะไร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสำคัญหรือไม่ เจ้าจำเป็นจะต้องมีใครสักคนอยู่ตรงนั้นเสมอเพื่อคอยช่วยเหลือเจ้า ให้คำชี้แนะและคำแนะนำ หรือร่วมมือทำสิ่งต่างๆ กับเจ้า  นี่เป็นทางเดียวที่จะแน่ใจได้ว่าเจ้าจะทำสิ่งทั้งหลายให้ถูกต้องยิ่งขึ้น ผิดพลาดน้อยลง และมีแนวโน้มที่จะหลงผิดน้อยลง—นี่จึงเป็นเรื่องดี  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรับใช้พระเจ้าไม่ใช่เรื่องเล็ก และการไม่แก้ไขอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนเองก็อาจทำให้เจ้ามีภัยได้!  ผู้คนมีอุปนิสัยเยี่ยงซาตาน สามารถต่อต้านและกบฏต่อพระเจ้าเมื่อใดและที่ใดก็ได้  ผู้คนที่ใช้ชีวิตตามอุปนิสัยเยี่ยงซาตานสามารถปฏิเสธ ต่อต้าน และทรยศพระเจ้าได้ทุกเมื่อ  ศัตรูของพระคริสต์นั้นโง่เขลามาก พวกเขาไม่ตระหนักในเรื่องนี้ คิดไปว่า ‘กว่าจะมีอำนาจ ฉันก็เจอปัญหามามากพอแล้ว จะแบ่งอำนาจให้ใครอื่นเพื่ออะไร?  การมอบอำนาจให้คนอื่นหมายความว่าฉันจะไม่มีอำนาจเป็นของตัวเองไม่ใช่หรือ?  แล้วถ้าไม่มีอำนาจ ฉันจะแสดงความสามารถพิเศษและฝีมือของตัวเองได้อย่างไร?’  พวกเขาไม่รู้ว่าสิ่งที่พระเจ้าไว้วางพระทัยมอบหมายให้ผู้คนนั้นไม่ใช่อำนาจหรือสถานะ แต่เป็นหน้าที่  ศัตรูของพระคริสต์ยอมรับแต่อำนาจและสถานะเท่านั้น พวกเขาละเลยหน้าที่ และไม่ทำงานจริง  แต่กลับไล่ตามไขว่คว้าเพียงชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะ อยากแต่จะอยู่ในอำนาจ ควบคุมประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร และหลงระเริงกับผลประโยชน์จากสถานะเท่านั้น  การทำสิ่งต่างๆ แบบนี้อันตรายมาก—นี่คือการต่อต้านพระเจ้า!  ใครก็ตามที่ไล่ตามไขว่คว้าแต่ชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะ แทนที่จะทำหน้าที่ของตนอย่างถูกต้องเหมาะสม ย่อมกำลังเล่นกับไฟและเล่นกับชีวิตของตนเอง  ผู้ที่เล่นกับไฟและชีวิตของตนย่อมจะพาให้ตัวเองจบสิ้นได้ทุกขณะ  วันนี้ในฐานะผู้นำหรือคนทำงาน เจ้ากำลังรับใช้พระเจ้า ซึ่งไม่ใช่เรื่องธรรมดา  เจ้าไม่ได้กำลังทำสิ่งต่างๆ เพื่อใครทั้งสิ้น และยิ่งไม่ได้ทำงานเพื่อชำระค่าใช้จ่ายและหาอาหารมาเลี้ยงดูครอบครัว แต่เจ้ากำลังปฏิบัติหน้าที่ของตนในคริสตจักร  โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน้าที่นี้มาจากพระบัญชาของพระเจ้า  ดังนั้น การปฏิบัติหน้าที่แสดงนัยว่าอย่างไร?  ว่าเจ้าจะต้องรับผิดชอบหน้าที่ของตนและพร้อมชี้แจงต่อพระเจ้า ไม่ว่าเจ้าจะทำหน้าที่ได้เป็นอย่างดีหรือไม่ก็ตาม ท้ายที่สุดแล้วต้องมีคำอธิบายต่อพระเจ้า และต้องมีผลลัพธ์  นี่เป็นเพราะสิ่งที่เจ้าน้อมรับเอาไว้คือพระบัญชาของพระเจ้า เป็นความรับผิดชอบอันศักดิ์สิทธิ์ และไม่ว่าความรับผิดชอบนี้จะสำคัญหรือเล็กน้อยเพียงใด ก็เป็นเรื่องที่จริงจัง  จริงจังขนาดไหน?  ถ้ามองในวงแคบ นี่คือเรื่องที่ว่าเจ้าสามารถได้มาซึ่งความจริงในชีวิตนี้หรือไม่และพระเจ้าทรงมองเจ้าว่าอย่างไร  ถ้ามองภาพให้กว้างขึ้น นี่สัมพันธ์โดยตรงกับโอกาสในอนาคตและชะตากรรม รวมทั้งจุดจบของเจ้า ถ้าเจ้าทำความชั่วและต่อต้านพระเจ้า เจ้าก็จะถูกกล่าวโทษและลงทัณฑ์  พระเจ้าทรงบันทึกทุกสิ่งที่เจ้าทำเวลาปฏิบัติหน้าที่ของตน พระเจ้าทรงมีหลักธรรมและมาตรฐานของพระองค์เองว่าจะให้คะแนนและประเมินอย่างไร พระเจ้าทรงพิจารณาจุดจบของเจ้าตามทุกสิ่งที่เจ้าปฏิบัติในหน้าที่ของเจ้า  นี่เป็นเรื่องจริงจังหรือไม่?  จริงจังโดยแท้!  ดังนั้น หากเจ้าได้รับมอบหมายงานสักงาน นั่นเป็นเรื่องที่เจ้าต้องจัดการด้วยตนเองหรือไม่?  (ไม่ใช่)  งานนั้นไม่ใช่สิ่งที่เจ้าสามารถทำให้สำเร็จได้ด้วยตนเอง แต่เป็นงานที่จำเป็นต้องให้เจ้ารับผิดชอบ  ความรับผิดชอบเป็นของเจ้า เจ้าต้องทำพระบัญชานั้นให้สำเร็จ  เรื่องนี้เกี่ยวพันกับอะไรบ้าง?  เกี่ยวพันกับการให้ความร่วมมือ เกี่ยวพันว่าควรให้ความร่วมมือในการรับใช้อย่างไร ควรให้ความร่วมมือในการปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างไร ควรให้ความร่วมมือในการทำให้พระบัญชาสำเร็จได้อย่างไร และให้ความร่วมมืออย่างไรจึงจะเป็นการทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า  เรื่องนี้เกี่ยวพันกับสิ่งเหล่านี้(พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, ประการที่แปด: พวกเขาย่อมจะให้ผู้อื่นนบนอบเฉพาะพวกเขาเท่านั้น ไม่ใช่ความจริงหรือพระเจ้า (ภาคที่หนึ่ง))  หลังจากอ่านพระวจนะของพระเจ้า ฉันจึงเข้าใจว่าตอนที่พี่น้องชายหญิงเลือกฉันเป็นผู้นำทีม พวกเขาไม่ได้มอบสถานะให้ฉัน แต่เป็นการมอบความรับผิดชอบ ฉันควรร่วมมือกับทุกคนอย่างกลมเกลียว  และไม่ว่าใครจะมีจุดแข็งด้านใด ฉันก็ควรให้เขาได้ใช้จุดแข็งของตัวเองอย่างเต็มที่  มีเพียงการเรียนรู้จากจุดแข็งของกันและกันเพื่อชดเชยจุดอ่อนของตนเท่านั้น พวกเราจึงจะสามารถทำหน้าที่ของตนได้ดี อย่างเสี่ยวหยา เธอมีทักษะด้านเทคนิค และจริงจังกับการเข้าสู่ชีวิตด้วย ฉันควรให้เธอได้ใช้จุดแข็งของตัวเองให้เต็มที่ นี่ไม่เพียงเป็นประโยชน์ต่องานของคริสตจักร แต่ยังช่วยให้ฉันลุล่วงหน้าที่ของตัวเองด้วย แต่ตั้งแต่ฉันได้เป็นผู้นำทีม ฉันก็ยกตัวเองขึ้นไปอยู่ในสถานะของผู้นำทีม ทั้งวันสิ่งที่ฉันคิดไม่ใช่เรื่องว่าจะร่วมมือกับทุกคนอย่างกลมเกลียวเพื่อทำหน้าที่ของเราให้ดีได้อย่างไร แต่กลับให้ความสำคัญกับสถานะและภาพลักษณ์ของตัวเอง ฉันมองว่าใครก็ตามที่เหนือกว่าฉันก็คือคู่แข่งของฉัน และพยายามทุกวิถีทางเพื่อกดข่มพวกเขา โดยไม่ได้คำนึงเลยว่าการทำแบบนี้จะทำร้ายอีกฝ่ายหรือส่งผลกระทบต่อความคืบหน้าของงานหรือไม่ นี่ฉันกำลังทำหน้าที่แบบไหนกัน?  เห็นได้ชัดว่าฉันกำลังก่อกวนงานของคริสตจักร!  เมื่อนึกถึงเจ้าหน้าที่ในประเทศของพญานาคใหญ่สีแดง พวกเขาไม่มีทางยอมให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเหนือกว่าตัวเองหรือแย่งความโดดเด่นของตัวเอง ทันทีที่พวกเขารู้สึกว่ามีใครสักคนเป็นภัยคุกคามต่อสถานะของตน พวกเขาจะกดขี่และทรมานคนนั้น และจะไม่ยอมรามือจนกว่าจะทำให้คนคนนั้นย่อยยับ นอกจากนี้ ยังมีศัตรูของพระคริสต์ในคริสตจักรที่แก่งแย่งสถานะ พวกเขามองใครก็ตามที่ดีกว่าตนเป็นหนามยอกอก คอยกดขี่และกีดกันคนเหล่านั้น ก่อกวนงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้าอย่างร้ายแรงโดยไม่สำนึกผิด และท้ายที่สุดก็ถูกขับไล่ออกจากคริสตจักร ฉันเห็นว่าผลพวงจากการพยายามไล่ตามไขว่คว้าสถานะนั้นน่ากลัวจริงๆ!  ช่วงที่ฉันเป็นผู้นำทีม ฉันเอาแต่แก่งแย่งชื่อเสียงและผลประโยชน์อยู่ตลอดเวลา แม้ว่าฉันจะรักษาสถานะผู้นำทีมของตัวเองไว้ได้ แต่ฉันกลับไม่ได้ลุล่วงหน้าที่ของตัวเอง  ฉันยังถึงขั้นโจมตีและกีดกันคนที่ดีกว่าฉัน และก่อกวนงานของคริสตจักร สิ่งที่ฉันทิ้งไว้มีแต่การกระทำผิดที่พระเจ้าทรงรังเกียจ ฉันเสียใจจริงๆ ถ้าสามารถย้อนเวลากลับไปได้ ฉันหวังจริงๆ ว่าตอนนั้นฉันจะได้ร่วมมือกับเสี่ยวหยาและคนอื่นๆ อย่างกลมเกลียวเพื่อจะลุล่วงหน้าที่ของพวกเรา

ต่อมาฉันได้ดูวิดีโอคำพยานจากประสบการณ์เรื่องหนึ่ง และพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่งที่ยกมาอ้างถึงก็ตรงกับสภาวะของฉันพอดี  พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “เพื่อที่จะได้มาซึ่งอำนาจและสถานะ สิ่งแรกที่ศัตรูของพระคริสต์ทำในคริสตจักรคือ พยายามเอาชนะความไว้วางใจและการยกย่องจากผู้อื่น เพื่อให้พวกเขาสามารถโน้มน้าวผู้คนได้มากขึ้น และทำให้ผู้คนยกย่องและบูชาพวกเขามากขึ้น ด้วยเหตุนี้จึงสัมฤทธิ์เป้าหมายของตนในการมีสิทธิ์ตัดสินใจชี้ขาดและกุมอำนาจในคริสตจักร  เมื่อพูดถึงการได้มาซึ่งอำนาจ พวกเขามีทักษะที่สุดในการแข่งขันและต่อสู้กับผู้อื่น  บรรดาผู้ที่ไล่ตามเสาะหาความจริง ผู้ที่มีเกียรติในคริสตจักร และผู้ที่เป็นที่รักของพี่น้องชายหญิง คือคู่ต่อสู้หลักของพวกเขา  บุคคลใดก็ตามที่เป็นภัยคุกคามต่อสถานะของพวกเขาคือคู่ต่อสู้ของพวกเขา  พวกเขาแข่งขันกับผู้ที่แข็งแกร่งกว่าตนอย่างไม่สะทกสะท้าน และแข่งขันกับผู้ที่อ่อนแอกว่าโดยไม่รู้สึกสงสารเลย  หัวใจของพวกเขาเต็มไปด้วยปรัชญาแห่งการแข่งขันและการต่อสู้  พวกเขาเชื่อว่าหากผู้คนไม่แข่งขันและต่อสู้ ก็จะไม่สามารถได้มาซึ่งผลประโยชน์ใดๆ และพวกเขาสามารถได้สิ่งที่ต้องการมาด้วยการแข่งขันและการต่อสู้เท่านั้น  เพื่อที่จะได้มาซึ่งสถานะ และเพื่อยึดครองตำแหน่งที่โดดเด่นภายในกลุ่มผู้คน พวกเขาทำทุกวิถีทางเพื่อแข่งขันกับทุกคน และพวกเขาไม่ละเว้นผู้ที่เป็นภัยคุกคามต่อสถานะของตนแม้แต่คนเดียว  ไม่ว่าพวกเขาจะมีปฏิสัมพันธ์กับใคร การปฏิสัมพันธ์เหล่านี้ล้วนเต็มไปด้วยการแข่งขันและการต่อสู้ และพวกเขายังคงแข่งขันและต่อสู้ต่อไปจนแก่เฒ่า  พวกเขามักจะพูดว่า ‘ถ้าสู้กัน ฉันจะเอาชนะคนคนนั้นได้ไหม?’  ใครก็ตามที่พูดจาฉะฉาน และสามารถพูดได้อย่างมีเหตุผล เป็นลำดับขั้นตอน และมีแบบแผน ย่อมกลายเป็นเป้าของความอิจฉาและการเลียนแบบของพวกเขา  ยิ่งไปกว่านั้น คนคนนั้นยังกลายเป็นคู่ต่อสู้ของพวกเขาอีกด้วย  ใครก็ตามที่ไล่ตามเสาะหาความจริงและมีความเชื่อ สามารถช่วยเหลือและสนับสนุนพี่น้องชายหญิงได้บ่อยครั้ง และทำให้พี่น้องชายหญิงหลุดพ้นจากความเป็นลบและความอ่อนแอได้ ก็จะกลายเป็นคู่ต่อสู้ของพวกเขาเช่นกัน เช่นเดียวกับผู้ที่เชี่ยวชาญในวิชาชีพบางอย่าง และได้รับการยกย่องจากพี่น้องชายหญิงในระดับหนึ่ง  ใครก็ตามที่ได้ผลลัพธ์ในงานของตน และได้รับการยอมรับจากเบื้องบน ย่อมกลายเป็นคู่ต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่ยิ่งขึ้นสำหรับพวกเขาตามธรรมชาติ… ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ศัตรูของพระคริสต์ไม่ได้ต้องการยึดครองตำแหน่งสูงสุดเสมอไป  เมื่อใดก็ตามที่พวกเขาไปยังสถานที่แห่งใดแห่งหนึ่ง พวกเขามีอุปนิสัยและวิธีคิดที่ผลักดันให้พวกเขากระทำการ  วิธีคิดที่ว่านี้คืออะไร?  คือ ‘ฉันต้องแข่งขัน!  แข่งขัน!  แข่งขัน!’  ทำไมถึงมี ‘แข่งขัน’ สามคำ ทำไมไม่ใช่ ‘แข่งขัน’ คำเดียว?  (การแข่งขันกลายเป็นชีวิตของพวกเขา เป็นสิ่งที่พวกเขาใช้ดำเนินชีวิต)  นี่คืออุปนิสัยของพวกเขา  พวกเขาเกิดมาพร้อมกับอุปนิสัยที่โอหังอย่างรุนแรงและยากที่จะควบคุมได้ นั่นคือ การมองว่าตนไม่เป็นสองรองใคร และหลงตัวเองอย่างยิ่งยวด  ไม่มีใครสามารถลดทอนอุปนิสัยที่โอหังอย่างเหลือเชื่อของพวกเขาได้ พวกเขาเองก็ไม่สามารถควบคุมได้เช่นกัน  ดังนั้น ชีวิตของพวกเขาจึงมีแต่เรื่องการต่อสู้และการแข่งขัน  พวกเขาต่อสู้และแข่งขันเพื่อสิ่งใด?  โดยธรรมชาติแล้ว พวกเขาแข่งขันเพื่อชื่อเสียง ผลประโยชน์ สถานะ หน้าตา และผลประโยชน์ของตนเอง  ไม่ว่าพวกเขาจะต้องใช้วิธีการใด ตราบใดที่ทุกคนนบนอบพวกเขา และตราบใดที่พวกเขาได้มาซึ่งผลประโยชน์และสถานะสำหรับตัวเอง พวกเขาก็ถือว่าสัมฤทธิ์เป้าหมายของตนแล้ว  เจตจำนงที่จะแข่งขันของพวกเขาไม่ใช่ความสนุกสนานชั่วคราว แต่เป็นอุปนิสัยชนิดหนึ่งที่มาจากธรรมชาติเยี่ยงซาตาน  เปรียบเสมือนอุปนิสัยของพญานาคใหญ่สีแดงที่ต่อสู้กับสวรรค์ ต่อสู้กับแผ่นดินโลก และต่อสู้กับผู้คน  ทีนี้ เมื่อศัตรูของพระคริสต์ต่อสู้และแข่งขันกับผู้อื่นในคริสตจักร พวกเขาต้องการสิ่งใด?  ไม่ต้องสงสัยเลยว่า พวกเขากำลังแข่งขันเพื่อความมีหน้ามีตาและสถานะ  แต่เมื่อพวกเขาได้รับสถานะแล้ว สถานะนั้นจะมีประโยชน์อะไรต่อพวกเขา?  การที่ผู้อื่นรับฟัง ชื่นชม และบูชาพวกเขานั้นดีต่อพวกเขาอย่างไร?  แม้แต่ศัตรูของพระคริสต์เองก็ไม่สามารถอธิบายเรื่องนี้ได้  ในความเป็นจริง พวกเขาชอบสุขสำราญกับความมีหน้ามีตาและสถานะ ชอบให้ทุกคนยิ้มให้ตน และชอบที่จะได้รับการทักทายด้วยการป้อยอและประจบสอพลอ  ดังนั้น ทุกครั้งที่ศัตรูของพระคริสต์ไปยังคริสตจักรสักแห่ง พวกเขาจะทำสิ่งหนึ่ง นั่นคือ ต่อสู้และแข่งขันกับผู้อื่น  ต่อให้พวกเขาได้อำนาจและสถานะมาแล้ว พวกเขาก็ยังไม่หยุด  เพื่อปกป้องสถานะของตนและทำให้อำนาจของตนมั่นคง พวกเขายังคงต่อสู้และแข่งขันกับผู้อื่นต่อไป  พวกเขาจะทำเช่นนี้ไปจนตาย  ดังนั้น ปรัชญาของศัตรูของพระคริสต์ก็คือ ‘ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ จงอย่าหยุดต่อสู้’  หากมีคนชั่วเช่นนี้อยู่ในคริสตจักร จะเป็นการก่อกวนพี่น้องชายหญิงหรือไม่?  ตัวอย่างเช่น สมมุติว่าทุกคนกำลังกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าอย่างเงียบๆ และสามัคคีธรรมความจริง บรรยากาศสงบสุขและอารมณ์ผ่อนคลาย  ในเวลานี้ ศัตรูของพระคริสต์จะเดือดพล่านด้วยความไม่พอใจ  เขาจะเริ่มอิจฉาผู้ที่สามัคคีธรรมความจริงและเกลียดชังคนเหล่านั้น  เขาจะเริ่มโจมตีและทำการตัดสินคนเหล่านั้น  นี่ย่อมจะก่อกวนบรรยากาศที่สงบสุขไม่ใช่หรือ?  เขาคือคนชั่วที่ได้มาก่อกวนและทำให้ผู้อื่นรังเกียจ  นั่นคือสิ่งที่ศัตรูของพระคริสต์เป็น  บางครั้งศัตรูของพระคริสต์ก็ไม่ได้แสวงหาที่จะทำลายหรือเอาชนะคนที่พวกเขาแข่งขันด้วยและกดขี่ ตราบใดที่พวกเขาได้มาซึ่งความมีหน้ามีตา สถานะ ความหยิ่งยโส และความทะนงตน และทำให้ผู้คนชื่นชมพวกเขา พวกเขาก็ได้สัมฤทธิ์เป้าหมายของตนแล้ว  ในขณะที่กำลังแข่งขัน พวกเขาเผยอุปนิสัยเยี่ยงซาตานที่ชัดเจนชนิดหนึ่งออกมา  อุปนิสัยนี้คืออะไร?  นั่นคือ  ไม่ว่าพวกเขาจะปรากฏตัวในคริสตจักรใด พวกเขาก็ต้องการแข่งขันและต่อสู้กับผู้คนอื่นๆ เสมอ พวกเขาต้องการแข่งขันเพื่อชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะเสมอ และพวกเขารู้สึกว่าตนบรรลุเป้าหมายก็ต่อเมื่อคริสตจักรตกอยู่ในความระส่ำระสายและความโกลาหล เมื่อพวกเขาได้รับสถานะแล้วและทุกคนยอมจำนนต่อพวกเขาเท่านั้น  นี่คือธรรมชาติของศัตรูของพระคริสต์ นั่นคือ พวกเขาใช้การแข่งขันและการต่อสู้เพื่อสัมฤทธิ์เป้าหมายของตน(พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, ประการที่เก้า (ภาคที่สาม))  จากพระวจนะของพระเจ้า ฉันเข้าใจว่า การต่อสู้แย่งชิงกับผู้อื่นอยู่ตลอดเพื่อความมีหน้ามีตาและสถานะ และทำให้คริสตจักรตกอยู่ในความยุ่งเหยิงวุ่นวาย คือการเดินบนเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์ ผู้ซึ่งพระเจ้าทรงกล่าวโทษและกำจัดออกไป เมื่อมองย้อนกลับไป ฉันคิดมาโดยตลอดว่า ในฐานะผู้นำทีม สถานะของฉันในทีมควรสูงที่สุด และทุกคนควรยึดฉันเป็นศูนย์กลาง เมื่อเห็นทุกคนพากันไปห้อมล้อมเสี่ยวหยาเพื่อถามเรื่องต่างๆ ฉันก็ปักใจเชื่อว่าเธอแย่งสถานะของฉันไป ฉันถูกพิษของซาตานที่ว่า “เสือสองตัวอยู่ถ้ำเดียวกันไม่ได้” ควบคุม ฉันคอยมุ่งเป้าโจมตีเสี่ยวหยาอยู่เสมอ และถึงกับยุแยงให้อันเจี๋ยกับเสี่ยวหยาบาดหมางกันลับหลัง เมื่อสุดท้ายฉันรู้ตัวว่าสู้เธอไม่ได้จริงๆ ฉันก็ดึงเสี่ยวหยามาเป็นพวก ภายนอกฉันเรียกสิ่งนี้ว่าเป็นการร่วมมือกัน แต่จริงๆ แล้ว ฉันต้องการให้เธอฟังฉันและถูกฉันใช้ประโยชน์ เพื่อให้ทุกคนยึดฉันเป็นศูนย์กลาง ด้วยวิธีนี้ ฉันก็จะรักษาสถานะผู้นำทีมของตัวเองไว้ได้อย่างมั่นคง ในการแก่งแย่งชื่อเสียงและผลประโยชน์ ฉันไม่เพียงทำร้ายเสี่ยวหยา แต่ยังทำให้พี่น้องหญิงคนอื่นๆ รู้สึกถูกจำกัดและไม่สามารถแสดงความคิดเห็นอย่างอิสระเวลาหารือเรื่องงาน ซึ่งส่งผลต่อความคืบหน้าของงาน เดิมที ทุกคนเลือกฉันเป็นผู้นำทีม ก็เพื่อให้ฉันนำทุกคนลุล่วงหน้าที่ของเรา แต่ฉันกลับเอาแต่หมกมุ่นอยู่กับการแย่งชิงสถานะ ก่อให้เกิดความอิจฉาและการวิวาท ตัดสินผู้อื่นลับหลัง และยุแยงให้พี่น้องหญิงเกิดความบาดหมางกัน ฉันทำให้ทั้งทีมตกอยู่ในความยุ่งเหยิงวุ่นวาย แบบนี้ก็เท่ากับฉันทำตัวเป็นข้ารับใช้ของซาตานไม่ใช่หรือ?  ฉันเห็นว่าตัวเองเป็นเหมือนแมลงวันเหม็นๆ ตัวหนึ่งที่คอยก่อกวนจิตใจผู้คน ทำให้ทุกคนรำคาญ เดิมทีฉันละทิ้งครอบครัวและอาชีพมาทำหน้าที่ ก็เพื่อไล่ตามเสาะหาความจริงและได้รับความรอด แต่ฉันกลับเห็นการไล่ตามไขว่คว้าสถานะเป็นเรื่องสำคัญที่สุด เอาแต่แก่งแย่งชื่อเสียงและผลประโยชน์อยู่ตลอด ผลคือ ฉันขัดขวางและก่อกวนงานของคริสตจักร และเดินบนเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์โดยไม่รู้ตัวเลยแม้แต่น้อย ยิ่งคิด ฉันก็ยิ่งรู้สึกแย่ ฉันนึกถึงเปาโล ในตอนนั้น เมื่อเขาเห็นว่าเปโตรมีบารมีสูงในหมู่ผู้เชื่อ เขาก็เกิดความอิจฉา ทั้งที่เขารู้ดีว่าเปโตรคือผู้ที่องค์พระเยซูเจ้าทรงแต่งตั้งให้ดูแลคริสตจักร แต่เขากลับทำทุกวิถีทางเพื่อดูแคลนเปโตรและยกชูตัวเอง โดยบอกว่าตนเองเป็นหัวหน้าของอัครทูตทั้งหลาย เพื่อให้ทุกคนยกย่องและชื่นชมเขา ต่อมา เขายังคงดื้อรั้นไม่ยอมกลับใจ และถึงขั้นพยายามแข่งขันกับพระเจ้าเพื่อสถานะ พูดอย่างไร้ยางอายว่าสำหรับเขา การมีชีวิตอยู่ก็คือพระคริสต์ เขาล่วงเกินอุปนิสัยของพระเจ้าอย่างร้ายแรงและถูกพระเจ้าทรงลงโทษ ฉันกำลังเดินบนเส้นทางเดียวกับเปาโล หากฉันยังไม่กลับใจ ฉันก็จะถูกพระเจ้าทรงรังเกียจและกำจัดเช่นเดียวกับเขา

ต่อมา ฉันพบเส้นทางแห่งการปฏิบัติจากพระวจนะของพระเจ้า  พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “เจ้าต้องเรียนรู้ที่จะละทิ้งและปล่อยมือจากสิ่งเหล่านี้ เรียนรู้ที่จะแนะนำผู้อื่น และปล่อยให้ผู้อื่นโดดเด่นเมื่อมีโอกาสดีๆ  จงอย่าแย่งชิงหรือแข่งขันเพื่อโอกาสที่จะโดดเด่นและเปล่งประกายเมื่อใดก็ตามที่เจ้าสบโอกาส  เจ้าต้องสามารถสละผลประโยชน์ส่วนตัวของเจ้าได้ แต่เจ้าก็ต้องไม่ทำให้การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าล่าช้าด้วย  จงเป็นคนที่ทำงานอย่างเงียบๆ ไม่โอ้อวด และทำหน้าที่ของตนด้วยการอุทิศตนอีกด้วย  ยิ่งเจ้าละทิ้งความทะนงตนและสถานะของเจ้า และยิ่งเจ้าสละผลประโยชน์ของเจ้า เจ้าก็จะยิ่งรู้สึกสงบสุขมากขึ้น ในหัวใจของเจ้าก็จะยิ่งมีความสว่างมากขึ้น และสภาวะของเจ้าก็จะยิ่งดีขึ้น  ยิ่งเจ้าแย่งชิงและแข่งขันมากเท่าใด สภาวะของเจ้าก็จะยิ่งมืดมนลงเท่านั้น  หากเจ้าไม่เชื่อเรา ก็จงลองดู!  หากเจ้าต้องการพลิกกลับสภาวะอันเสื่อมทรามเช่นนี้ และไม่ถูกควบคุมโดยชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะ เจ้าต้องแสวงหาความจริง มองให้ทะลุถึงแก่นแท้ของชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะ แล้วจึงปล่อยมือและละทิ้งสิ่งเหล่านี้(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, คนเราจะสามารถได้รับอิสรภาพและการปลดปล่อยก็ด้วยการทิ้งอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนเท่านั้น)  “อะไรคือหลักธรรมในการประพฤติปฏิบัติตนของพวกเจ้า?  เจ้าควรประพฤติตนให้สอดคล้องกับฐานะของเจ้า หาที่ทางที่ถูกควรของตน และทำหน้าที่ที่เจ้าควรทำให้ดี ด้วยเหตุนี้เท่านั้น เจ้าจึงจะเป็นคนที่มีสำนึก  ตัวอย่างเช่น ถ้าเจ้าสันทัดทักษะบางอย่างในสายงานและมีความเข้าใจในหลักธรรม เจ้าก็ควรแบกรับความรับผิดชอบของตนและดำเนินการตรวจสอบในส่วนนั้นอย่างถูกควร ถ้าเจ้าสามารถให้แนวคิดและความรู้ความเข้าใจเชิงลึก เป็นแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นสามารถทำหน้าที่ของตนได้ดีขึ้น เจ้าก็ควรเป็นผู้ให้แนวคิด  หากเจ้าสามารถค้นหาที่ทางอันเหมาะควรสำหรับตัวเจ้าพบและให้ความร่วมมืออย่างปรองดองกับพี่น้องชายหญิงของเจ้า เจ้าก็กำลังทำให้หน้าที่ของเจ้าลุล่วง—นี่คือความหมายของการประพฤติตนอย่างสอดคล้องกับฐานะของเจ้า(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, หลักธรรมที่คนเราควรใช้นำทางการประพฤติตน)  หลังจากอ่านพระวจนะของพระเจ้าแล้ว ฉันเข้าใจว่า หากฉันต้องการหลุดพ้นจากการจำกัดและพันธนาการของหน้าตาและสถานะ ฉันต้องเรียนรู้ที่จะละทิ้งและปล่อยวางสิ่งเหล่านี้ และให้หน้าที่มาเป็นอันดับแรก ไม่ว่าใครจะมีจุดแข็งด้านใด ฉันก็ควรให้เขาได้ใช้จุดแข็งของตัวเองอย่างเต็มที่ เพื่อให้พวกเราเรียนรู้จากจุดแข็งของกันและกันเพื่อชดเชยจุดอ่อน และลุล่วงหน้าที่ของเรา นี่จะเป็นประโยชน์ทั้งต่องานของคริสตจักรและการเข้าสู่ชีวิตของพี่น้องชายหญิง และฉันเองก็สามารถเรียนรู้จากจุดแข็งของผู้อื่นเพื่อชดเชยข้อบกพร่องของตัวเองได้ด้วย เมื่อเข้าใจเรื่องนี้แล้ว ฉันก็บอกตัวเองว่า ต่อไป ไม่ว่าฉันจะทำหน้าที่ใด เมื่อพบพี่น้องชายหญิงที่ดีกว่าฉัน ฉันต้องเรียนรู้จากพวกเขาให้มากขึ้นและร่วมมือกับพวกเขาอย่างกลมเกลียว

ในปี 2025 ฉันร่วมมือกับหลี่ปิงและซูถิงในการทำหน้าที่ด้านงานข้อเขียน เมื่อเห็นว่าหลี่ปิงมักถามซูถิงเกี่ยวกับหลักธรรมในการคัดกรองบทความ ฉันก็รู้สึกไม่สบายใจอยู่บ้าง “หลักธรรมเหล่านั้นฉันเองก็รู้เหมือนกัน หลี่ปิงคิดว่าฉันไม่ดีเท่าซูถิงหรือเปล่า ถึงไม่ได้คิดจะมาถามฉันเลย?”  ฉันตระหนักว่าความอิจฉาของตัวเองก่อตัวขึ้นอีกครั้ง และฉันก็นึกถึงพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า “จงอย่าทำสิ่งทั้งหลายเพื่อตัวเจ้าเองอยู่เสมอ และอย่าคำนึงถึงผลประโยชน์ของตนเองอยู่ตลอดเวลา อย่าคำนึงถึงผลประโยชน์อย่างมนุษย์ และอย่าไปนึกถึงความภาคภูมิใจ ความมีหน้ามีตา และสถานะของตัวเจ้าเอง ก่อนอื่นเจ้าต้องคำนึงถึงผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า และให้ผลประโยชน์เหล่านั้นมีความสำคัญเป็นอันดับแรก  เจ้าควรคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้าและเริ่มโดยการใคร่ครวญว่ามีมลทินอยู่ในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหรือไม่ เจ้าอุทิศตน ลุล่วงความรับผิดชอบของเจ้า และทุ่มเททั้งหมดที่เจ้ามีหรือยัง  รวมทั้งเจ้าได้คำนึงถึงหน้าที่ของเจ้าและงานของคริสตจักรด้วยหัวใจทั้งดวงหรือไม่  เจ้าต้องพิจารณาสิ่งเหล่านี้  หากเจ้าคิดคำนึงถึงสิ่งเหล่านี้อยู่เนืองๆ และคิดออก ก็ย่อมจะง่ายขึ้นที่เจ้าจะปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าให้ดี(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, คนเราจะสามารถได้รับอิสรภาพและการปลดปล่อยก็ด้วยการทิ้งอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนเท่านั้น)  ซูถิงทำหน้าที่นี้มานานที่สุดในหมู่พวกเรา และจับความเข้าใจหลักธรรมได้ดีกว่า ถ้าเธอสามัคคีธรรมมากขึ้น พวกเราทุกคนก็จะได้ประโยชน์มากขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการทำหน้าที่ของพวกเราให้ดี อีกอย่าง ไม่ว่าพี่น้องชายหญิงจะถามใคร ขอเพียงปัญหาได้รับการแก้ไขก็พอ ไม่จำเป็นต้องแย่งชิงสถานะที่ไร้ค่านั้น ฉันต้องให้หน้าที่มาเป็นอันดับแรก เมื่อคิดแบบนี้ ฉันก็ไม่รู้สึกแย่เหมือนเดิมแล้ว ต่อมา ฉันมุ่งเน้นการปฏิบัติตามพระวจนะของพระเจ้า เมื่อใดก็ตามที่เห็นพี่น้องชายหญิงคนใดดีกว่าฉันในบางด้าน ฉันก็จะตั้งใจเรียนรู้จากพวกเขา เพื่อให้พวกเราเรียนรู้จากจุดแข็งของกันและกันเพื่อชดเชยจุดอ่อน และร่วมมือกันทำหน้าที่ให้ดี ฉันค่อยๆ รู้สึกว่าตัวเองใจกว้างขึ้น และไม่ถูกหน้าตาและสถานะจำกัดเหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไป สภาวะของฉันก็ดีขึ้นเรื่อยๆ ฉันยิ่งเข้าใจมากขึ้นเรื่อยๆ ว่า การแก่งแย่งชื่อเสียงและผลประโยชน์นั้นไม่มีความหมายอะไร มีแต่ทำให้คนเราใช้ชีวิตอย่างเจ็บปวดและอัดอั้น มีเพียงการไล่ตามเสาะหาความจริงและทำหน้าที่ให้ดีเท่านั้นที่มีคุณค่าและความหมายอย่างแท้จริง

ก่อนหน้า: 22. ฉันไม่หมดหวังกับตัวเองเพราะขีดความสามารถต่ำอีกต่อไป

ถัดไป: 26. ฉันได้เรียนรู้ที่จะทำหน้าที่ของตนโดยยึดความเป็นจริง

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

26. เปิดประตูสู่หัวใจของฉันและต้อนรับการเสด็จกลับมาขององค์พระผู้เป็นเจ้า

โดยหยงหย่วน สหรัฐอเมริกาในเดือนพฤศจิกายนปี ค.ศ. 1982 ครอบครัวของเราอพยพไปยังประเทศสหรัฐอเมริกากันทั้งครอบครัว...

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

ติดต่อเราผ่าน Messenger