92. การหลุดพ้นจากวังวนแห่งชื่อเสียงและผลประโยชน์
ฉันเกิดในครอบครัวธรรมดา พวกเราไม่ร่ำรวย พ่อฉันเป็นคนเกียจคร้าน ไม่มีงานเป็นหลักแหล่ง แถมยังเล่นการพนันอีกด้วย คนในหมู่บ้านดูถูกพวกเรา และฉันก็รู้สึกต่ำต้อยมาก ตั้งแต่เด็ก ฉันแอบตั้งปณิธานไว้ว่า พอโตขึ้น ฉันจะต้องโดดเด่นเหนือใคร และทำให้ทุกคนมองฉันด้วยความนับถืออย่างไม่เคยเป็นมาก่อน มีวิธีนี้เท่านั้นที่ฉันจะสามารถเชิดหน้าชูคอได้และไม่ถูกดูถูก
ตอนเรียน ผลการเรียนของฉันดีมาโดยตลอด ต่อมา ความกดดันจากการเรียนในชั้นเรียนที่เข้มข้นทำให้ฉันปวดหัวบ่อยๆ ผลการเรียนของฉันแย่ลงเรื่อยๆ จนในที่สุด ฉันก็ลาออกจากโรงเรียน ครอบครัวของฉันพูดเสมอว่า “ขอแค่ลูกเรียนรู้ทักษะ ก็สามารถเปิดร้าน เป็นเจ้านายตัวเอง และประสบความสำเร็จในทางนั้นได้เหมือนกัน” ฉันคิดในใจว่า “ถึงแม้ฉันจะไม่สามารถทำให้คนเคารพนับถือจากการเรียนได้ แต่ก็มีคำกล่าวในประเทศจีนว่า ‘มีสามร้อยหกสิบอาชีพ และทุกอาชีพมีหัวกะทิของตัวเอง’ ขอแค่ฉันตั้งใจเรียนรู้ทักษะ ในอนาคตฉันก็สามารถเปิดร้านและเป็นเจ้านายตัวเองได้ แล้วญาติพี่น้องเพื่อนฝูงก็จะมองฉันด้วยความนับถืออย่างไม่เคยเป็นมาก่อนแน่นอน” ต่อมา ฉันเรียนเทคนิคการแต่งหน้า พอเริ่มทำงาน ฉันเป็นได้แค่ผู้ช่วยฝึกหัดเพราะไม่มีประสบการณ์จริง ทุกวันฉันต้องทำธุระและทำงานจิปาถะ และถูกครูสอนแต่งหน้าตะคอกใส่และสั่งให้ทำนู่นทำนี่ ฉันทำใจยอมรับเรื่องนี้ไม่ได้ เพื่อที่จะเรียนรู้เทคนิคเพิ่มเติมและสั่งสมประสบการณ์เพื่อจะได้เป็นช่างแต่งหน้าให้เร็วที่สุด ฉันทำงานตั้งแต่ 6 โมงเช้าถึง 4 ทุ่มเกือบทุกวัน หลังจากทำงานหนักมาระยะหนึ่ง ในที่สุดฉันก็ได้เป็นช่างแต่งหน้า ฉันไม่เคยคาดคิดว่าชีวิตจะเจ็บปวดยิ่งกว่าเดิมหลังจากนั้น ทุกวันหลังจากทำงานเสร็จ ฉันต้องทำงานล่วงเวลาเพื่อทำผลงานให้ดีขึ้น ฉันเหนื่อยล้าทั้งร่างกายและจิตใจ แต่แล้วฉันก็คิดว่า “‘คนเราต้องสู้ทนความทุกข์ยากอันใหญ่หลวงที่สุดจึงจะเป็นคนที่ยิ่งใหญ่ที่สุด’ ตราบใดที่ฉันอุตสาหะและพัฒนาทักษะ ฉันก็มีโอกาสมากขึ้นที่จะได้รับการยกย่องและชื่นชม” ดังนั้นฉันจึงไม่รู้สึกทุกข์ใจอีกต่อไป ในตอนนั้น แม่ของฉันมักจะพูดคุยกับฉันเรื่องความเชื่อ ฉันรู้ว่าการเชื่อในพระเจ้าเป็นสิ่งที่ดี แต่ฉันก็รู้สึกว่าตัวเองยุ่งกับงานเกินไป ไม่มีเวลา และอยู่ในช่วงที่ทุ่มเทสุดกำลังเพื่อสร้างอาชีพ ผลคือฉันไม่ได้จริงจังเรื่องความเชื่อของตัวเองมากนัก
ต่อมา ฉันทำงานเป็นช่างแต่งหน้าในสตูดิโออีกแห่ง และฉันอยู่ที่นั่นเป็นเวลาหลายปี หลังจากพยายามอย่างมาก ฉันกลายเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงของแผนก ทักษะของฉันโดดเด่นที่สุดเสมอ และฉันสร้างผลงานเป็นอันดับหนึ่งแทบทุกเดือน เจ้านายมักจะชมความสามารถของฉันต่อหน้าเพื่อนร่วมงานและขอให้พวกเขาเรียนรู้จากฉัน สิ่งนี้สนองความทะนงตัวของฉันอย่างที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฉันจะได้ยินลูกค้าหลายคนที่ฉันไม่เคยพบมาก่อนพูดว่า “พวกเราได้ยินเรื่องของคุณมาหมดแล้ว! เพื่อนเราทุกคนบอกว่าคุณไม่แค่ทักษะดี แต่ยังเป็นคนดีมากด้วย พวกเรามาที่นี่โดยเฉพาะก็เพราะคุณ” เมื่อได้ยินเช่นนี้ ฉันก็เริ่มรู้สึกอิ่มอกอิ่มใจมาก และอยากไล่ตามไขว่คว้าชื่อเสียงและผลประโยชน์ยิ่งกว่าเดิม ตอนได้ยินคนรอบข้างพูดว่าคนนั้นคนนี้ถึงจะอายุยังน้อย แต่ก็เปิดร้านของตัวเองและทำธุรกิจของตัวเองแล้ว แถมเก่งมาก ฉันก็รู้สึกอิจฉาอย่างยิ่ง ฉันคิดว่าตัวเองก็มีทักษะที่ดีเหมือนกัน แค่ยังไม่มีเงื่อนไขทางการเงินที่เหมาะสม ฉันอายุแค่ยี่สิบต้นๆ และตราบใดที่ฉันขยันและใส่ใจลูกค้าทุกคน สร้างชื่อเสียงที่ดี ไม่ช้าก็เร็วฉันก็จะมีโอกาสเปิดร้านและเป็นเจ้านายตัวเอง เมื่อใดก็ตามที่ฉันคิดถึงเรื่องนี้ ฉันรู้สึกว่ามีพลังงานที่ไม่สิ้นสุดแล่นพล่านไปทั่วร่างกาย ราวกับเลือดในกายสูบฉีดอย่างรุนแรง ฉันครุ่นคิดอยู่ตลอดเวลาว่าจะพัฒนาทักษะและผลงานของตัวเองยังไง และดูวิดีโอสอนแต่งหน้าบนแพลตฟอร์มต่างๆ ในอินเทอร์เน็ตบ่อยครั้งเพื่อเรียนรู้เทคนิคดีๆ เพื่อนร่วมงานของฉันทุกคนอยากเลิกงานเร็วๆ แต่เพื่อปรับปรุงประสบการณ์ของลูกค้า ฉันจะใช้เวลาว่างถ่ายรูปหรือวิดีโอให้พวกเขา ฉันจะให้พวกเขาโพสต์สิ่งเหล่านี้บนโซเชียลมีเดียเพื่อช่วยโปรโมตฉัน และเมื่อเห็นว่ามันได้ยอดไลค์และความคิดเห็นดีๆ มากมาย ฉันก็รู้สึกอิ่มอกอิ่มใจอย่างยิ่ง ฉันมักจะเลิกงานเป็นคนสุดท้าย และแม้หลังจากกลับถึงบ้านแล้ว ฉันก็ยังคุยกับลูกค้าเพื่อสร้างความสัมพันธ์กับพวกเขา เพื่อรักษาลูกค้าไว้ มันเหมือนฉันใช้ชีวิตโดยสวมหน้ากากทุกวัน พูดคำหวานหูที่เสแสร้ง ถ้าลูกค้าอ้วนอย่างเห็นได้ชัด ฉันจะชมเธอโดยพูดว่า “หุ่นคุณสมบูรณ์แบบ! คุณต้องมีหุ่นแบบนี้ถึงจะใส่เสื้อผ้าได้สวยที่สุด” ลูกค้าบางคนหน้าตาไม่ค่อยดีนัก และฉันจะพยายามหาข้อดีมาชม และฉันจะประจบประแจงเพื่อให้พวกเขามีความสุข สำหรับลูกค้าที่รับมือยากและเอาใจยาก ถึงแม้ในใจจะเอือมระอาแค่ไหน ฉันก็จะฝืนยิ้มจนกว่าพวกเขาจะพอใจ ฉันไม่ค่อยอยากพูดสิ่งที่ขัดกับความรู้สึกตัวเอง แต่ฉันต้องทำเพื่อชื่อเสียงและผลประโยชน์ ถึงแม้ฉันจะได้รับการยกย่องและการชื่นชมจากคนรอบข้าง แต่พอความสุขชั่วครู่นั้นผ่านไป หัวใจฉันก็เหลือเพียงความหดหู่และความเหนื่อยล้าที่เพิ่มขึ้น ฉันมักจะคิดว่า เพื่อให้ได้รับความเคารพนับถือจากผู้คน ฉันทำงานเหมือนเครื่องจักรทุกวัน มีแต่งานกับงาน วันแบบนี้จะจบลงเมื่อไหร่? ชีวิตของฉันจะผ่านไปแบบนี้จริงๆ หรือ? ฉันรู้สึกสับสนและหมดหนทาง แล้วฉันก็นึกขึ้นได้ว่าตั้งแต่เด็ก แม่บอกให้ฉันเรียกหาพระเจ้าเมื่อเผชิญความลำบากยากเย็น ในช่วงเวลานั้น ฉันมักจะนำความลำบากยากเย็นของตัวเองมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและอธิษฐานว่า “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์สับสน และกดดันเรื่องงานมากเหลือเกิน ถึงกับรู้สึกว่าชีวิตของตัวเองไม่มีความหมาย โปรดช่วยข้าพระองค์ด้วยเถิด!”
ในเดือนพฤษภาคม ปี 2021 บริษัทที่เคยยุ่งมากในช่วงนี้ของทุกปี กลับเจอช่วงซบเซา ฉันจึงมีโอกาสได้พักผ่อนที่บ้านบ่อยครั้ง โดยผ่านการที่พี่น้องชายหญิงอ่านพระวจนะของพระเจ้าให้ฉันฟังและสามัคคีธรรมกับฉันในการชุมนุม ความเจ็บปวดและความเก็บกดในหัวใจของฉันก็บรรเทาลงมาก ฉันยอมรับพระราชกิจแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์อย่างเป็นทางการ และเริ่มใช้ชีวิตคริสตจักร ในระหว่างการชุมนุม ทุกคนต่างเปิดใจและสามัคคีธรรมด้วยความจริงใจถึงความเข้าใจที่ได้จากประสบการณ์ของตน ใครก็ตามที่เผชิญความลำบากยากเย็น ทุกคนก็จะสามัคคีธรรมเพื่อช่วยเหลือ ไม่มีใครดูถูกใคร เมื่อฉันชุมนุมกับพี่น้องชายหญิง ฉันก็รู้สึกสบายใจและสงบสุข และในที่สุดฉันก็ได้ค้นพบว่าคนเราสามารถใช้ชีวิตอย่างผ่อนคลายและเป็นอิสระเช่นนี้ได้ ต่อมา เพราะฉันลาหยุดเพื่อไปร่วมการชุมนุมบ่อยครั้ง เจ้านายของฉันก็เริ่มกังวลว่าฉันจะย้ายไปบริษัทอื่น และขอให้เพื่อนร่วมงานของฉันสืบดูว่าเกิดอะไรขึ้นกับฉัน ฉันคิดว่าตัวเองขยันทำงานแค่ไหนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ว่าฉันได้รับความเห็นชอบจากเจ้านาย และเป็นคนที่บริษัทมุ่งเน้นที่จะบ่มเพาะเป็นหลัก ถ้าเจ้านายเห็นว่าฉันลาหยุดอยู่เรื่อย นานวันเข้าเธอจะมองฉันในแง่ลบ และเลิกมุ่งเน้นที่จะบ่มเพาะฉันหรือเปล่า? ฉันเริ่มเสียใจที่ลาหยุดบ่อยครั้งเพื่อไปร่วมการชุมนุม และตัดสินใจว่าหลังจากนี้ ฉันจะไปร่วมการชุมนุมเป็นครั้งคราวเท่านั้น ตราบใดที่ไม่กระทบกับงาน แต่แล้วฉันก็คิดถึงการที่เมื่อได้ร่วมการชุมนุมกับพี่น้องชายหญิงเพื่อสามัคคีธรรมพระวจนะของพระเจ้า หัวใจฉันก็รู้สึกเป็นอิสระและไร้ความเก็บกด ในหัวใจของฉัน ฉันยังอยากไปร่วมการชุมนุม ทุกครั้งที่การชุมนุมขัดกับงาน หัวใจฉันจะรู้สึกเหมือนถูกดึงไปคนละทิศคนละทาง
ในเดือนตุลาคม ปี 2021 งานของฉันยุ่งขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในช่วงที่ลูกค้าเยอะ ฉันไม่ได้ไปร่วมการชุมนุมเลยตลอดทั้งเดือน ในตอนนั้น ฉันรู้สึกตำหนิตัวเองอยู่บ้าง แต่ฉันก็ไม่กล้าลาหยุดเมื่อเห็นว่าบริษัทยุ่งมาก ช่างแต่งหน้าทุกคนมีลูกค้าที่บริษัทจองไว้ล่วงหน้า จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะหาคนมาทำงานแทนฉัน ลูกค้าบางคนถึงกับเดินทางมาจากต่างพื้นที่เป็นพิเศษ ฉันจึงปฏิเสธพวกเขาไม่ได้อย่างแน่นอน ถ้าฉันขอลาหยุดในตอนนี้ เจ้านายของฉันจะไม่พอใจแน่ ถ้าเจ้านายมองฉันในแง่ลบ เธออาจจะไล่ฉันออก หลังจากไตร่ตรองดูแล้ว ฉันจึงตัดสินใจว่าแท้จริงแล้วงานสำคัญกว่า ในตอนนั้น ฉันยุ่งมากจนไม่ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่เป็นเวลาหนึ่งเดือนเต็ม เมื่อฉันมีเวลาเล็กน้อยหลังเลิกงาน แม่ของฉันก็อ่านพระวจนะของพระเจ้าให้ฉันฟัง ฉันไม่สามารถทำหัวใจให้สงบลงได้ และเริ่มสัปหงกหลังจากฟังได้ไม่กี่ประโยค เพื่อพยายามลดความกดดันจากงาน บางครั้งฉันจะออกไปกินดื่มเที่ยวเล่นกับเพื่อนๆ และดูวิดีโอกับละครเพื่อมอมเมาตัวเอง ถึงแม้ในตอนนั้นฉันจะมีความสุขสั้นๆ อยู่บ้าง แต่เมื่อกลับมาสู่ความเป็นจริงและต้องเผชิญกับปัญหาทั้งหมด หัวใจฉันก็ยังคงเก็บกดมาก และฉันก็ยังรู้สึกเหนื่อยล้าทั้งร่างกายและจิตใจ หลังจากนั้น ฉันไปร่วมการชุมนุมตอนที่งานยุ่งน้อยลงแล้วเท่านั้น
หลังจากพี่น้องหญิงคนหนึ่งรู้สภาวะของฉัน เธอก็หาพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่งมาให้ฉันอ่าน พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ซาตานใช้ชื่อเสียงและผลประโยชน์มาควบคุมความคิดของผู้คน ทำให้พวกเขานึกถึงแต่สองสิ่งนี้เท่านั้น ทั้งยังทำให้พวกเขาต่อสู้ดิ้นรนเพื่อชื่อเสียงและผลประโยชน์ ทนทุกข์จากความยากลำบากเพื่อชื่อเสียงและผลประโยชน์ สู้ทนความอัปยศอดสูและยอมแบกรับภาระอันหนักอึ้งก็เพื่อชื่อเสียงและผลประโยชน์ พลีอุทิศทุกสิ่งที่พวกเขามีเพื่อชื่อเสียงและผลประโยชน์ และวินิจฉัยหรือตัดสินใจทุกครั้งก็เพื่อชื่อเสียงและผลประโยชน์ ซาตานล่ามผู้คนไว้กับโซ่ตรวนที่มองไม่เห็นก็ด้วยวิธีนี้ และเมื่อใส่โซ่ตรวนเหล่านี้แล้ว พวกเขาก็ไม่มีทั้งความสามารถและความกล้าที่จะหลุดเป็นอิสระ และโดยที่ไม่รู้ตัว พวกเขาก็แบกโซ่ตรวนเหล่านี้พลางลากเท้าไปข้างหน้าอย่างยากเย็นยิ่ง และเพื่อชื่อเสียงและผลประโยชน์นี้ มวลมนุษย์จึงออกห่างจากพระเจ้าและทรยศพระองค์ ทั้งยังเลวลงเรื่อยๆ คนรุ่นแล้วรุ่นเล่าจึงถูกทำลายในท่ามกลางชื่อเสียงและผลประโยชน์ของซาตานด้วยวิธีนี้นี่เอง ทีนี้ พอมองดูการกระทำทั้งหลายของซาตาน แรงจูงใจที่ยอกย้อนของมันจึงน่าชิงชังรังเกียจอย่างที่สุดมิใช่หรือ? บางทีวันนี้พวกเจ้าอาจจะยังไม่สามารถมองเข้าไปเห็นแรงจูงใจที่ยอกย้อนของซาตาน เพราะพวกเจ้านึกว่าถ้าไม่มีชื่อเสียงและผลประโยชน์ ชีวิตย่อมจะไร้ความหมาย และผู้คนก็จะไม่สามารถมองเห็นหนทางข้างหน้าได้อีกต่อไป ไม่สามารถเห็นเป้าหมายของพวกเขาได้อีกต่อไป และอนาคตของพวกเขาก็จะมืดมน คลุมเครือ และหม่นมัว แต่ทว่าวันหนึ่งพวกเจ้าทั้งหมดจะตระหนักรู้อย่างช้าๆ ว่าชื่อเสียงและผลประโยชน์คือโซ่ตรวนอันมหึมาที่ซาตานใช้ล่ามมนุษย์เอาไว้ เมื่อวันนั้นมาถึง เจ้าจะต่อต้านการควบคุมของซาตานอย่างสิ้นเชิงและขัดขืนโซ่ตรวนที่ซาตานใช้ล่ามเจ้าเอาไว้โดยสมบูรณ์ เมื่อเจ้าอยากเป็นอิสระจากทุกสิ่งที่ซาตานปลูกฝังเอาไว้ในตัวเจ้า เมื่อนั้นเจ้าจึงจะแยกทางกันอย่างเด็ดขาดกับซาตาน และเจ้าจะเกลียดทุกสิ่งที่ซาตานนำมาให้เจ้าอย่างแท้จริง เมื่อนั้นเท่านั้นเจ้าจึงจะมีความรักและการโหยหาที่แท้จริงต่อพระเจ้า” (พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 6) หลังจากอ่านพระวจนะของพระเจ้า ฉันตระหนักว่าซาตานใช้ชื่อเสียงและผลประโยชน์เพื่อผูกมัดผู้คนและทำให้พวกเขาหลบเลี่ยงพระเจ้า ฉันนึกย้อนไปถึงความยากจนของครอบครัวตอนที่ฉันเป็นเด็ก และการที่คนรอบข้างดูถูกฉัน ฉันตั้งเป้าหมายที่จะประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่และโดดเด่นเหนือใคร เพื่อให้ทุกคนมองฉันด้วยความนับถืออย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ถึงแม้แม่จะบอกฉันเรื่องการเชื่อในพระเจ้าบ่อยครั้ง แต่ฉันก็ไม่เคยใส่ใจ ฉันคิดว่าตัวเองยังอายุน้อย และนี่คือเวลาที่จะทุ่มเทในอาชีพ หลังจากได้เป็นช่างแต่งหน้า ฉันก็ไตร่ตรองอย่างหนักเพื่อหาวิธีพัฒนาทักษะและผลงานของตัวเอง และมักจะประจบประแจงลูกค้าเพื่อให้พวกเขาพอใจ จะได้ปรับปรุงผลงานของตัวเองในที่ทำงาน เพื่อทำงานให้ดีและได้รับความเคารพนับถือจากผู้คนมากขึ้น ฉันจะออกจากบริษัทเป็นคนสุดท้ายเสมอ และแม้กระทั่งหลังเลิกงานตอนมีเวลาเพียงน้อยนิด ฉันก็จะช่วยตัดต่อรูปภาพและวิดีโอให้ลูกค้าเพื่อโปรโมตตัวเอง บางครั้งฉันถึงกับฝันถึงเรื่องที่เกี่ยวกับงาน ชื่อเสียงและผลประโยชน์ผูกมัดหัวใจฉันแน่นมาเป็นเวลานาน เมื่องานขัดกับการชุมนุม ฉันก็กังวลว่าการลาหยุดบ่อยเกินไปจะทำให้เจ้านายไม่พอใจและส่งผลกระทบต่อความก้าวหน้าในอาชีพในอนาคต ตลอดทั้งเดือนฉันจึงไม่ได้ไปร่วมการชุมนุมหรืออ่านพระวจนะของพระเจ้าเลย ฉันเหนื่อยล้าทั้งร่างกายและจิตใจ และพยายามคลายเครียดด้วยการดูละครโทรทัศน์และวิดีโอบนอินเทอร์เน็ต ผลก็คือหัวใจฉันห่างเหินจากพระเจ้ามากขึ้นเรื่อยๆ หัวใจฉันรู้สึกว่างเปล่าและเจ็บปวดมากขึ้น ฉันเห็นว่าซาตานกำลังใช้ชื่อเสียงและผลประโยชน์ควบคุมฉัน ทำให้ฉันทุ่มเททั้งหัวใจให้กับงาน จนไม่มีเวลาไปร่วมการชุมนุมหรือทำหน้าที่ และค่อยๆ ทำให้ฉันหลบเลี่ยงพระเจ้า ทรยศพระองค์ และสูญเสียโอกาสได้รับความรอด ฉันต้องมองอุบายของซาตานให้ออกและไปร่วมการชุมนุมให้บ่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ฉันจึงอธิษฐานขอให้พระเจ้าทรงช่วย
ในช่วงที่ลูกค้าน้อย ฉันสามารถจัดสรรงาน จึงไปร่วมการชุมนุมได้ แต่ในช่วงที่ลูกค้าเยอะ เมื่องานยุ่ง ฉันต้องขอลาหยุดบ่อย ซึ่งทำให้เจ้านายไม่พอใจ ฉันรู้สึกว่าการหาข้ออ้างสารพัดอยู่เรื่อยๆ เพื่อลาหยุดไม่ใช่ทางออก แต่ถ้าเปลี่ยนงาน ฉันก็จะสูญเสียโอกาสที่จะทำให้ความฝันของตัวเองในการโดดเด่นเหนือใครเป็นจริง พอคิดเรื่องละทิ้งงานของตัวเอง ฉันก็ทำใจไม่ได้ แต่ถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไป ฉันก็จะห่างไกลจากพระเจ้ามากขึ้นเรื่อยๆ และในที่สุดก็จะสูญเสียโอกาสได้รับความรอด ทุกวัน หัวใจฉันรู้สึกเหมือนถูกฉีกครึ่ง ฉันทุกข์ใจและทรมาน และไม่รู้ว่าจะเลือกอย่างไร หลังจากแม่รู้สภาวะของฉัน ท่านก็อ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่งให้ฉันฟังว่า “หากพวกเจ้าต้องการที่จะได้รับความจริงและชีวิต เช่นนั้นแล้วพวกเจ้าก็ต้องวางรากฐานบนพระวจนะของพระเจ้า นี่ย่อมจะเปิดโอกาสให้พวกเจ้าออกเดินไปบนเส้นทางที่ไล่ตามเสาะหาความจริง ซึ่งเป็นเป้าหมายและทิศทางเพียงอย่างเดียวเท่านั้นในชีวิต เจ้าย่อมเป็นหนึ่งในผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรรและลิขิตเอาไว้อย่างแท้จริงเฉพาะเมื่อเจ้ายอมให้พระวจนะของพระองค์และความจริงวางรากฐานลงในหัวใจของเจ้าเท่านั้น ตอนนี้รากฐานของพวกเจ้ายังไม่มั่นคง หากแม้กระทั่งการทดลองเล็กๆ ของซาตานที่บังเกิดแก่พวกเจ้า สามารถสั่นคลอนพวกเจ้าและทำให้พวกเจ้าสะดุดได้ ก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึงความวิบัติหรือบททดสอบครั้งใหญ่ นี่คือการขาดรากฐานซึ่งอันตรายมาก! เมื่อการข่มเหงหรือความทุกข์เข็ญบังเกิดแก่พวกเขา หลายคนก็สะดุดและทรยศพระเจ้า บางคนเริ่มกระทำผิดอย่างบุ่มบ่ามหลังจากที่พวกเขามีสถานะบางอย่าง แล้วจากนั้นพวกเขาก็ถูกเผยและถูกกำจัดออกไป พวกเจ้าทุกคนสามารถมองเห็นเรื่องเหล่านี้ได้อย่างชัดเจนมาก ดังนั้นในตอนนี้พวกเจ้าจึงควรกำหนดทิศทางและเป้าหมายที่พวกเจ้าควรไล่ตามเสาะหาในชีวิตเสียก่อน รวมทั้งเส้นทางที่พวกเจ้าควรเดิน จากนั้นก็สงบจิตใจของพวกเจ้าและขยันทำงาน สละตัวพวกเจ้าเอง ทุ่มเทพยายาม และยอมลำบากเพื่อเป้าหมายนั้น จงวางมือจากเรื่องอื่นๆ ไว้ก่อนในตอนนี้—หากเจ้ายังครุ่นคิดเรื่องพวกนั้นต่อไป ก็จะส่งผลกระทบต่อการทำหน้าที่ของเจ้า และจะส่งผลต่อเรื่องที่สำคัญยิ่งคือการไล่ตามเสาะหาความจริงของเจ้าและความรอดของเจ้า หากเจ้าต้องคิดเรื่องการหางาน การหาเงินให้มาก และร่ำรวยขึ้นมา การก่อร่างสร้างที่ยืนอันมั่นคงในสังคม และหาที่ทางของตัวเจ้าเองให้พบ หากเจ้าต้องคิดเรื่องการแต่งงานและหาคู่ครอง คิดเรื่องการรับผิดชอบเลี้ยงดูครอบครัวและให้ชีวิตที่ดีแก่พวกเขา และหากเจ้าอยากเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ บางอย่าง เป็นเลิศและเก่งกว่าผู้อื่นอีกด้วย—การครุ่นคิดเรื่องทั้งหมดนี้ย่อมจะพาให้เหนื่อยล้ามิใช่หรือ? ความรู้สึกนึกคิดของเจ้าบรรจุเรื่องต่างๆ เข้าไปได้กี่อย่าง? คนคนหนึ่งมีพลังงานมากเท่าใดในชั่วชีวิตของตน? คนเรามีช่วงวัยที่ดีนานกี่ปี? ในชีวิตนี้ ผู้คนมีพลังงานมากที่สุดในช่วงวัยยี่สิบถึงสี่สิบปี ในช่วงเวลานี้พวกเจ้าต้องแตกฉานในความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าควรเข้าใจ แล้วจากนั้นก็เข้าสู่ความเป็นจริงความจริง ยอมรับการพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้า รวมทั้งการถลุงและบททดสอบของพระองค์ และไปให้ถึงจุดที่พวกเจ้าไม่ปฏิเสธพระเจ้าไม่ว่าภาวะแวดล้อมจะเป็นเช่นไรก็ตาม นี่คือเรื่องพื้นฐานที่สุด” (พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, การยอมลำบากเพื่อให้ได้รับความจริงมีนัยสำคัญอันใหญ่หลวง) แม่สามัคคีธรรมกับฉันว่า “พระเจ้าทรงต้องการให้ชีวิตของเรามีคุณค่าและความหมาย ลูกยังอายุน้อยและเต็มไปด้วยพลัง และแม่ก็ไม่ได้คาดหวังให้ลูกเป็นคนหาเลี้ยงครอบครัว แม่แค่หวังว่าลูกจะเชื่อในพระเจ้าอย่างถูกควร และใช้ช่วงเวลาที่ดีที่สุดของชีวิตในการเชื่อพระเจ้าและไล่ตามเสาะหาความจริง สิ่งเหล่านี้คือสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตลูก! ทุกสิ่งนอกเหนือจากการเชื่อในพระเจ้านั้นว่างเปล่า ถ้าลูกไม่เชื่อแม่ ก็ลองดูสิ ต่อให้ลูกทุ่มเทพลังงานทั้งหมดให้กับงานของลูก แต่เมื่อวันที่ลูกประสบความสำเร็จและมีชื่อเสียงมาถึง ลูกก็ไม่มีความสุขหรอก ทุกวันนี้มีคนรวยและมีชื่อเสียงมากมาย แต่พวกเขามีความสุขจริงๆ หรือ? ความอยากของคนเราไม่มีวันสิ้นสุด มีเพียงพระวจนะของพระเจ้าเท่านั้นที่สามารถชี้ทางให้ผู้คน และทำให้ชีวิตพวกเขาสงบและเป็นสุขได้ทุกวัน” ฉันคิดในใจว่า “ความอยากของคนเราไม่มีที่สิ้นสุดจริงๆ ก็เหมือนกับตอนที่ฉันเริ่มทำงานใหม่ๆ ฉันขาดประสบการณ์ ค่าจ้างก็น้อย และไม่มีใครให้ความสำคัญ แต่หลังจากทุ่มเทอย่างต่อเนื่อง ในที่สุดฉันก็ได้เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงของแผนก ฉันได้รับความเคารพนับถือจากทุกคน และค่าตอบแทนก็ดีขึ้นเรื่อยๆ แต่ฉันก็ยังไม่พอใจ ฉันวางแผนอยู่เรื่อยๆ ว่าจะพัฒนาทักษะและสั่งสมเส้นสายเพื่อที่จะได้มีอาชีพเป็นของตัวเองและได้รับความเคารพนับถือจากผู้คนจำนวนมากยิ่งขึ้น ฉันสละเวลาและทุ่มเทความพยายามเพื่อชื่อเสียงและผลประโยชน์ตลอดเวลา แต่แม้หลังจากจะได้สิ่งเหล่านี้มาแล้ว ฉันก็ยังอยากได้มากขึ้นไปอีก และความอยากของฉันก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ผลก็คือ การได้สิ่งเหล่านี้มาไม่เพียงจะไม่ทำให้ฉันมีความสุข แต่นำความเจ็บปวดมาให้ฉันมากยิ่งขึ้นด้วยซ้ำ” ฉันคิดต่ออีกหน่อยและตระหนักว่า ความรู้สึกสบายใจและสงบสุขในหัวใจหลังจากที่ได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าและเข้าใจความจริงเพียงเล็กน้อยนั้น ไม่สามารถซื้อได้ด้วยเงินทอง ชื่อเสียง หรือผลประโยชน์ใดๆ ต้องทำหน้าที่เท่านั้น เราถึงจะได้รับโอกาสมากขึ้นที่จะมีประสบการณ์กับพระวจนะของพระเจ้า และต้องมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า กินและดื่มพระวจนะของพระองค์ และอธิษฐานถึงพระองค์อย่างต่อเนื่องระหว่างทำหน้าที่เท่านั้น ชีวิตของเราจึงจะเติบโตได้เร็วยิ่งขึ้น พี่น้องหญิงของฉันที่เริ่มเชื่อในพระเจ้าพร้อมๆ กับฉัน ตอนนี้ล้วนทำหน้าที่ และชีวิตของพวกเธอก็เติบโตเร็วมาก พวกเธอเข้าใจความจริงได้ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ด้วย แต่แล้วเมื่อฉันมองดูตัวเอง ฉันก็เห็นว่าฉันยุ่งอยู่กับงานทุกวัน ฉันไม่ได้ไปร่วมการชุมนุม ไม่ได้อ่านพระวจนะของพระเจ้า หรือทำหน้าที่ของฉัน ฉันกับผู้ไม่เชื่อแทบไม่มีอะไรแตกต่างกันเลย ถ้าฉันเป็นแบบนี้ต่อไป ฉันจะไม่มีวันได้รับความจริง! คนคนหนึ่งจะมีพลังงานสักเท่าไหร่กันเชียว? ถ้าอยากได้สิ่งนี้ แต่ไม่เต็มใจที่จะปล่อยสิ่งนั้นไป ก็เหมือนพยายามเหยียบเรือสองแคม สุดท้ายก็จะตกน้ำ ถ้าฉันไม่สามารถเลือกอย่างถูกต้องได้ ฉันก็จะสูญเสียโอกาสที่จะได้รับความรอดไปจริงๆ
หลังจากต่อสู้กับตัวเองในหัวใจอยู่พักหนึ่ง ฉันก็ยื่นใบลาออกให้บริษัท ฉันยื่นไปหลายครั้งแต่ก็ถูกปฏิเสธทุกครั้ง เจ้านายคุยกับฉันหลายครั้งว่า “บริษัทไม่อยากเสียพนักงานที่โดดเด่นอย่างคุณไป ถ้ามีข้อเรียกร้องอะไรก็บอกมาได้เลย เราจะพยายามตอบสนองคุณเต็มที่ ที่อดทนมาได้จนถึงตอนนี้คงจะลำบากน่าดูเลยนะ” เธอยังบอกอีกว่าจะขึ้นเงินเดือนให้ฉัน เลื่อนตำแหน่งให้ฉันเป็นผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิค และจะให้เงินช่วยเหลืออีก 1,000 หยวนนอกเหนือจากค่าจ้างเดิมด้วย ถึงแม้ฉันจะปฏิเสธ แต่ก็ยากที่จะทำใจปล่อยวาง ถ้าฉันอยู่ต่อและทำงานต่อไป ไม่เพียงแต่ฉันจะได้เงินเดือนสูงขึ้น แต่ฉันยังจะได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิคอีกด้วย ฉันจะเข้าใกล้ความฝันที่จะโดดเด่นเหนือใครมากขึ้นไม่ใช่หรอกหรือ? สิ่งนี้ทำให้ความตั้งใจของฉันที่ไม่เคยแน่วแน่เริ่มสั่นคลอน ในช่วงเวลานี้ เพื่อนร่วมงานของฉันก็มักจะพูดว่า “คุณทำงานนี้มานานแล้ว ทำไมถึงอยากลาออกล่ะ? ถ้าฉันเป็นคุณ ฉันจะไม่ลาออกเด็ดขาด บริษัทให้ความสำคัญกับคุณมาก และมีลูกค้าเยอะมากที่ชอบคุณ คุณจะทิ้งทุกอย่างไปง่ายๆ แบบนี้ได้ยังไง?” พอได้ยินแบบนี้ หัวใจฉันก็เริ่มลังเลและเรรวน ฉันอยากอยู่ต่อและทำงานต่อไป แต่แล้วฉันก็คิดว่าการเลือกชีวิตนั้นหมายความว่าฉันจะไม่มีโอกาสได้ร่วมการชุมนุมหรือทำหน้าที่เลย ฉันคิดถึงการร่วมการชุมนุมกับพี่น้องชายหญิง ทุกคนเปิดใจสามัคคีธรรม ไม่ว่าจะรู้สึกเจ็บปวด เป็นทุกข์ หรือชื่นบานยินดี การปลดปล่อยจิตวิญญาณแบบนั้นมีแต่ในพระนิเวศของพระเจ้าเท่านั้น!
ต่อมา มีพี่น้องหญิงคนหนึ่งมาคุยกับฉัน และเราก็ได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่งด้วยกัน “พระเจ้าไม่ได้ทรงจ่ายราคาเพื่อคนแต่ละคนในช่วงหลายทศวรรษตั้งแต่ที่พวกเขาถือกำเนิดมาจนถึงปัจจุบันเท่านั้น ตามสายพระเนตรของพระเจ้า เจ้าได้มายังโลกนี้นับครั้งไม่ถ้วนและได้กลับมาเกิดใหม่นับครั้งไม่ถ้วนแล้ว ผู้ใดกำกับดูแลเรื่องนี้? พระเจ้าทรงกำกับดูแลเรื่องนี้ เจ้าไม่มีทางล่วงรู้สิ่งเหล่านี้ แต่ละครั้งที่เจ้ามายังโลกนี้ พระเจ้าได้ทรงจัดแจงเตรียมการให้เจ้าด้วยพระองค์เอง กล่าวคือ พระองค์ทรงเตรียมการว่าเจ้าจะมีชีวิตอยู่กี่ปี เจ้าจะเกิดในครอบครัวแบบใด เจ้าจะสร้างบ้านและอาชีพการงานเมื่อใด รวมทั้งเจ้าจะทำสิ่งใดในโลกนี้และเจ้าจะหาเลี้ยงชีวิตอย่างไร พระเจ้าทรงจัดแจงเตรียมหนทางให้เจ้าหาเลี้ยงชีพ เพื่อให้เจ้าสามารถสำเร็จลุล่วงภารกิจของตนในชีวิตนี้ได้โดยไม่มีอุปสรรค ส่วนเจ้าควรจะทำสิ่งใดในการกลับมาเกิดใหม่ครั้งต่อไปนั้น พระเจ้าย่อมจะทรงจัดเตรียมและประทานชีวิตนั้นแก่เจ้าตามสิ่งที่เจ้าควรมีและสิ่งที่ควรประทานให้… พระเจ้าได้ทรงจัดแจงเตรียมการเหล่านี้ให้เจ้าหลายครั้งแล้ว และในที่สุดเจ้าก็ถือกำเนิดในยุคสุดท้าย ในครอบครัวปัจจุบันของเจ้า พระเจ้าทรงจัดเตรียมสภาพแวดล้อมที่เจ้าจะสามารถเชื่อในพระองค์ได้ให้แก่เจ้า พระองค์ทรงเปิดโอกาสให้เจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระองค์และกลับคืนมาเฉพาะพระพักตร์พระองค์ เพื่อให้เจ้าสามารถติดตามพระองค์และปฏิบัติหน้าที่ในพระนิเวศของพระองค์ได้ เจ้าได้ใช้ชีวิตมาจนทุกวันนี้ก็ด้วยการทรงนำดังกล่าวของพระเจ้าเท่านั้น เจ้าไม่รู้ว่าเจ้าเกิดมาในหมู่มนุษย์กี่ครั้งแล้ว รูปลักษณ์ของเจ้าเปลี่ยนแปลงไปกี่หนแล้ว เจ้ามีครอบครัวกี่ครอบครัวแล้ว เจ้าดำรงชีวิตไปกี่ยุคและกี่ราชวงศ์แล้ว—แต่พระหัตถ์ของพระเจ้าก็เกื้อหนุนเจ้าอยู่ตลอดเวลา พระองค์ทรงสอดส่องดูแลเจ้าอยู่เสมอ พระเจ้าทรงตรากตรำเพื่อคนคนหนึ่งมากนัก! บางคนกล่าวว่า ‘ฉันอายุหกสิบปีแล้ว พระเจ้าทรงสอดส่องดูแลฉันมาตลอดหกสิบปี ทรงคุ้มครองฉันและทรงนำฉัน หากเมื่อฉันแก่ตัว ปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้และทำสิ่งใดไม่ได้แล้ว—พระเจ้าจะยังคงใส่พระทัยเรื่องของฉันหรือไม่?’ การพูดจาเช่นนี้ไร้สาระมิใช่หรือ? พระเจ้าไม่ได้ทรงดูแลคุ้มครองคนและมีอธิปไตยเหนือชะตากรรมของพวกเขาเพียงชั่วชีวิตเดียวเท่านั้น หากนี่เป็นเรื่องเพียงชั่วชีวิตเดียว ชั่วอายุขัยเดียวเท่านั้น ก็ย่อมจะแสดงให้เห็นไม่ได้ว่าพระเจ้าทรงมหิทธิฤทธิ์และทรงมีอธิปไตยเหนือทุกสิ่ง พระราชกิจที่พระเจ้าทรงลงแรงทำและราคาที่พระองค์ทรงจ่ายเพื่อคนคนหนึ่งนั้นไม่ใช่เพียงเพื่อจัดแจงเตรียมสิ่งที่พวกเขาจะทำในชีวิตนี้เท่านั้น แต่เพื่อจัดแจงเตรียมชีวิตจำนวนนับไม่ถ้วนให้แก่พวกเขา พระเจ้าทรงรับผิดชอบดวงจิตทุกดวงที่กลับชาติมาเกิดใหม่อย่างเต็มที่ พระองค์ทรงพระราชกิจด้วยความเอาพระทัยใส่ จ่ายราคาเป็นชีวิตของพระองค์ นำทุกคนและจัดแจงเตรียมชีวิตแต่ละชาติให้แก่พวกเขา พระเจ้าทรงตรากตรำและยอมลำบากเช่นนี้เพื่อมนุษย์ พระองค์ประทานความจริงทั้งหมดนี้และชีวิตนี้แก่มนุษย์ หากผู้คนไม่ปฏิบัติหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างในยุคสุดท้ายนี้ และพวกเขาไม่กลับคืนมาเฉพาะพระพักตร์พระผู้สร้าง—ในท้ายที่สุดแล้ว หากไม่ว่าพวกเขาจะดำรงชีวิตมากี่ชาติและกี่รุ่นคน พวกเขาก็ไม่ทำหน้าที่ของตนให้ดีและทำตามข้อเรียกร้องของพระเจ้าไม่ได้—เช่นนั้นแล้ว หนี้ที่พวกเขาติดค้างพระเจ้าย่อมจะมากมายเกินไปมิใช่หรือ? พวกเขาย่อมจะไม่คู่ควรกับราคาทั้งหมดที่พระเจ้าทรงจ่ายไปมิใช่หรือ? พวกเขาย่อมจะไร้มโนธรรมเต็มที ไม่สมควรที่จะถูกเรียกว่าคน เพราะหนี้ที่พวกเขาติดค้างพระเจ้าไว้ย่อมจะมีมากเกินไป เพราะฉะนั้นในชีวิตนี้—เราไม่ได้พูดถึงชีวิตชาติก่อนๆ ของเจ้า แต่เป็นชีวิตนี้—หากเจ้าไม่สามารถวางมือจากสิ่งต่างๆ ที่เจ้ารักหรือวางมือจากสิ่งภายนอกเพื่อภารกิจของเจ้า—เช่น ความสุขสำราญทางวัตถุ ความรักและความชื่นบานในครอบครัว—หากเจ้าไม่ยอมทิ้งความหรรษาทางเนื้อหนังเพื่อราคาที่พระเจ้าทรงจ่ายให้เจ้าหรือเพื่อตอบแทนความรักของพระเจ้า เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็เลวโดยแท้! อันที่จริง ราคาใดก็ตามที่เจ้าจ่ายเพื่อพระเจ้าย่อมคุ้มค่า เมื่อเทียบกับราคาที่พระเจ้าทรงจ่ายแทนเจ้าแล้ว จำนวนน้อยนิดที่เจ้ามอบถวายหรือสละนั้นรวมกันเป็นเท่าไร? ส่วนน้อยนิดที่เจ้าทนทุกข์คิดเป็นเท่าใด? เจ้ารู้หรือไม่ว่าพระเจ้าทรงทุกข์ทนปานใด? ส่วนน้อยนิดที่เจ้าทนทุกข์นั้นไม่คู่ควรที่จะเอ่ยถึงด้วยซ้ำเมื่อเทียบกับสิ่งที่พระเจ้าทรงทนทุกข์มา ที่มากไปกว่านั้นคือ ด้วยการทำหน้าที่ของเจ้าในตอนนี้ เจ้ากำลังได้มาซึ่งความจริงและชีวิต แล้วสุดท้ายเจ้าก็จะรอดชีวิตและเข้าสู่ราชอาณาจักรของพระเจ้า นั่นช่างเป็นพรอันยิ่งใหญ่!” (พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, การยอมลำบากเพื่อให้ได้รับความจริงมีนัยสำคัญอันใหญ่หลวง) หลังจากอ่านพระวจนะของพระเจ้า ฉันตระหนักว่าพระเจ้าทรงจ่ายราคาอย่างมหาศาลเพื่อทุกคนที่พระองค์ทรงเลือกสรรและทรงลิขิตไว้ล่วงหน้า เพื่อรับประกันความปลอดภัยของพวกเขาและคุ้มครองพวกเขาเพื่อที่พวกเขาจะไม่ถูกกระแสชั่วร้ายต่างๆ กลืนกิน ถ้าเราทำหน้าที่ของเราไม่ได้ในช่วงชีวิตเรา เราก็ติดค้างพระเจ้าอย่างแท้จริง! พระเจ้าทรงหลั่งพระโลหิตจากพระทัยเพื่อฉัน ตั้งแต่เด็ก ฉันฟังแม่พูดเรื่องการเชื่อในพระเจ้า พระเจ้าทรงจัดการเตรียมการครอบครัวนี้ให้ฉัน และทรงเฝ้าดูและคุ้มครองฉันเสมอ เมื่อฉันจมปลักอยู่กับเงินทอง ชื่อเสียง และผลประโยชน์จนดึงตัวเองออกมาไม่ได้ เป็นทุกข์และรู้สึกหมดหนทาง พระหัตถ์ของพระเจ้าคือสิ่งที่ช่วยฉันให้รอด และใช้พี่น้องชายหญิงเพื่อนำฉันมาเฉพาะพระพักตร์พระองค์ จากการร่วมการชุมนุมและการอ่านพระวจนะของพระเจ้า ฉันเรียนรู้ที่จะยอมรับสิ่งต่างๆ จากพระเจ้าเมื่อฉันเผชิญกับปัญหาต่างๆ และเลิกต่อต้านโชคชะตาของตัวเองเหมือนเมื่อก่อน ฉันใช้ชีวิตอย่างผ่อนคลายและเป็นอิสระมากขึ้น เมื่อฉันไม่สามารถไปร่วมการชุมนุมได้ตามปกติ ไม่ว่าจะดึกแค่ไหน พี่น้องหญิงคนนี้ก็จะรอฉันเลิกงานครั้งแล้วครั้งเล่า และสามัคคีธรรมถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้ากับฉัน บางครั้งเธอถึงกับเขียนจดหมายเพื่อสามัคคีธรรมถึงพระวจนะของพระเจ้ากับฉัน ทั้งหมดนี้ไม่ใช่สิ่งที่พระเจ้าทรงปกครองและทรงจัดการเตรียมการไว้หรอกหรือ? พระเจ้าทรงทนไม่ได้ที่จะเห็นฉันสูญเสียตนเองในขณะที่ฉันไล่ตามไขว่คว้าชื่อเสียงและผลประโยชน์ และลงเอยด้วยการถูกซาตานกลืนกิน ครั้งแล้วครั้งเล่า พระองค์ทรงยกผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งต่างๆ ขึ้นมาเพื่อสนับสนุนและช่วยเหลือฉัน ทรงรอคอยอย่างเงียบๆ ให้ฉันหันกลับมา หากฉันยังไม่ตอบแทนความรักของพระเจ้า ฉันก็จะขาดความเป็นมนุษย์มากเกินไป พระราชกิจของพระเจ้าใกล้จะสิ้นสุดแล้ว และเราเห็นได้ว่าความวิบัติกำลังเลวร้ายลงเรื่อยๆ ถ้าฉันยังดื้อรั้นไม่ยอมตื่นรู้ แล้วเงินจะมีประโยชน์อะไร ไม่ว่าฉันจะหามาได้มากแค่ไหน? มันจะช่วยชีวิตฉันได้หรือ? ถึงแม้ฉันจะกลายเป็นผู้หญิงที่ทรงอิทธิพลในสายตาของคนอื่น แล้วจะทำไมล่ะ? นั่นจะช่วยฉันให้รอดได้หรือ? ฉันนึกถึงสิ่งที่องค์พระเยซูเจ้าตรัสไว้ว่า “เขาจะได้ประโยชน์อะไร ถ้าได้สิ่งของหมดทั้งโลกแต่ต้องเสียชีวิตของตน? หรือคนนั้นจะนำอะไรไปแลกชีวิตของตนกลับคืนมา?” (มัทธิว 16:26) เมื่อนึกย้อนไปถึงช่วงหลายปีที่ฉันทุ่มเทแรงกายแรงใจทั้งหมดให้กับงาน ฉันพลาดโอกาสมากมายที่จะทำหน้าที่และได้รับความจริง บัดนี้ ผ่านการอ่านพระวจนะของพระเจ้า ฉันจึงเข้าใจเจตนารมณ์อันเปี่ยมไปด้วยความอุตสาหะของพระเจ้าในการช่วยผู้คนให้รอด มีเพียงการทำหน้าที่และการทิ้งพันธนาการและความทุกข์ร้อนที่ซาตานมอบให้ฉันอย่างสิ้นเชิง ที่จะทำให้ฉันมีโอกาสได้รับการช่วยให้รอดและรอดชีวิต ต่อมา ฉันอธิษฐานถึงพระเจ้าทุกวันเรื่องการลาออก ขอพระองค์ทรงคุ้มครองหัวใจของฉันไม่ให้หวั่นไหว
ต่อมา ฉันยื่นใบลาออกอีกครั้ง และเจ้านายก็พูดว่า “คุณตัดสินใจแน่แล้วเหรอ? เรากำลังเตรียมจะเปิดสตูดิโออีกแห่ง และอยากให้พนักงานที่โดดเด่นที่สุดของเราไปทำงานที่นั่น คุณเป็นคนแรกที่เรานึกถึง ถ้าเป็นคนอื่น เราคงไม่สบายใจ คุณอยู่กับบริษัทมาหลายปีแล้ว และคุณก็มีคุณสมบัติได้รับหุ้นในสตูดิโอใหม่ด้วย ลองคิดดูสิว่าต่อไปจะดีแค่ไหนถ้ามีธุรกิจเป็นของตัวเองตั้งแต่อายุยังน้อย ทำไมไม่ลองทบทวนดูล่ะ? ที่สำคัญคือเราอยู่ด้วยกันมาหลายปีแล้ว และตอนนี้เราก็มีความผูกพันทางใจกัน” ขณะที่พูด เธอก็สะอื้นไห้ออกมา เงื่อนไขที่เธอเสนอมานั้นตรงกับสิ่งที่ฉันแสวงหามาโดยตลอด และเงินที่ฉันมีก็พอดีกับการลงทุน ถ้าฉันอดทนอีกสักพัก ฉันก็จะประสบความสำเร็จและมีชื่อเสียง และเป็นที่อิจฉาของผู้คนจำนวนมากยิ่งขึ้น ฉันจะดูดีในสายตาญาติพี่น้องและเพื่อนฝูงแค่ไหน! ขณะที่ฉันกำลังเพ้อฝันถึงอนาคตที่สวยงามของตัวเองในหัว จู่ๆ ฉันก็ตระหนักว่าแนวคิดของฉันไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระเจ้า ฉันรีบอธิษฐานถึงพระเจ้าอย่างเงียบๆ ว่า “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์รู้ว่านี่คือการทดลองอีกครั้งที่ข้าพระองค์เผชิญ ซาตานกำลังใช้สิ่งที่เจ้านายพูดอีกครั้งเพื่อก่อกวนหัวใจของข้าพระองค์ และทำให้ข้าพระองค์ไล่ตามไขว่คว้าชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะ แต่ครั้งนี้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ข้าพระองค์จะแตกหักกับซาตานให้เด็ดขาด และตั้งมั่นในคำพยานเพื่อชูพระทัยของพระองค์” ขณะอธิษฐาน ฉันนึกถึงพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่งที่ฉันเคยอ่านที่ว่า “เมื่อเจ้ายังคงเจาะลึกลงไปซ้ำๆ และชำแหละเป้าหมายอันหลากหลายที่ผู้คนไล่ตามเสาะหาในชีวิต รวมทั้งวิถีชีวิตนานาประการของพวกเขาอย่างระมัดระวัง เจ้าจะไม่พบสักอย่างเดียวที่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ดั้งเดิมของพระผู้สร้างซึ่งพระองค์ใช้ในการสร้างมนุษยชาติขึ้นมา สิ่งเหล่านั้นทั้งหมดดึงผู้คนให้ห่างออกจากอธิปไตยและการดูแลเอาใจใส่ของพระผู้สร้าง สิ่งเหล่านั้นทั้งหมดคือกับดักที่เป็นเหตุให้ผู้คนกลายเป็นคนที่ต่ำช้าและนำทางพวกเขาไปสู่นรก หลังจากที่เจ้าตระหนักรู้การนี้ สิ่งที่เจ้าควรทำก็คือปล่อยมือจากทัศนะเก่าๆ ในชีวิต อยู่ให้ห่างจากกับดักนานา ยอมให้พระเจ้าเข้ากำกับและจัดเตรียมสิ่งต่างๆ ให้แก่ชีวิตของเจ้า เสาะแสวงที่จะนบนอบการจัดวางเรียบเรียงและการทรงนำของพระเจ้าเท่านั้น ไม่เลือกสิ่งใดด้วยตนเอง และกลายเป็นคนที่นมัสการพระเจ้า” (พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 3) ซาตานใช้ความคิดและแนวคิดทุกรูปแบบเพื่อทำให้ผู้คนถูกครอบงำ ทดลองพวกเขาให้ไล่ตามไขว่คว้าชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะ และทำให้พวกเขาตกอยู่ในกับดักความคิดอย่างถลำลึก เพื่อที่พวกเขาจะได้ปฏิเสธพระเจ้า ทรยศพระเจ้า และสูญเสียโอกาสที่จะได้รับการช่วยให้รอด นี่คือเจตนาร้ายของซาตาน ทีนี้เงื่อนไขที่เจ้านายเสนอเพื่อดึงดูดฉันไม่ใช่กับดักที่ล่อลวงให้ฉันเสื่อมทรามหรอกหรือ? ฉันจะดื้อรั้นไม่ยอมตื่นรู้ต่อไปได้ยังไง? พระเจ้าทรงต้องการให้เรานบนอบอธิปไตยของพระองค์ และทำหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง ด้วยวิธีนี้เท่านั้นเราถึงจะสามารถเข้าใจความจริง ใช้ชีวิตตามสภาพเสมือนมนุษย์ และในที่สุดก็ได้รับการช่วยให้รอดจากพระเจ้า ดังนั้นฉันจึงพูดกับเจ้านายอย่างเด็ดเดี่ยวว่า “คนเราล้วนมีเส้นทางของตัวเอง และฉันอยากได้สภาพแวดล้อมใหม่” เจ้านายฉันตกลง หลังจากออกจากบริษัท หัวใจฉันก็รู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาก จากนั้นเป็นต้นมา ฉันสามารถไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างถูกควรได้เหมือนพี่น้องชายหญิงของฉัน
หลังจากประสบการณ์นี้ ฉันก็เห็นเจตนาอันชั่วร้ายของซาตานอย่างชัดเจน ซาตานทำให้ผู้คนไล่ตามไขว่คว้าชื่อเสียงและผลประโยชน์ โดยมีเป้าหมายเพื่อทำให้พวกเขาหลบเลี่ยงและทรยศพระเจ้า ตกอยู่ใต้อำนาจของมันโดยสิ้นเชิง และในที่สุดก็ลงนรกไปพร้อมกับมัน ถ้าผู้คนพึ่งพาตัวเอง พวกเขาก็ไม่มีทางเอาชนะอุบายของซาตานได้เลย ต้องอ่านพระวจนะของพระเจ้าและเข้าใจความจริงเท่านั้น ผู้คนถึงจะสามารถมองสิ่งต่างๆ ออก และบอกลาวิถีชีวิตที่ผิดพลาดในอดีตของตนได้ ต้องไล่ตามเสาะหาความจริงเท่านั้น เราถึงจะได้รับความรอดจากพระเจ้า หลังจากที่ฉันละทิ้งงาน ถึงแม้ฉันจะไม่ได้รับความเคารพนับถือจากผู้คนจำนวนมากขึ้น และชีวิตทางวัตถุของฉันจะขาดแคลนอยู่บ้าง แต่ความรู้สึกสบายใจและสงบสุขในจิตวิญญาณของฉันนั้น เงินทอง ชื่อเสียง หรือผลประโยชน์มากมายแค่ไหนก็แลกมาไม่ได้ ในที่สุดฉันก็ทิ้งพันธนาการแห่งชื่อเสียงและผลประโยชน์ และลุล่วงหน้าที่ของตัวเองในคริสตจักร ขอบคุณพระเจ้าสำหรับความรอดจากพระองค์!