66. ฉันหลุดพ้นจากบ่วงอิจฉา

โดยอันเซี่ย ประเทศจีน

ในฤดูใบไม้ร่วงปี 2021 ฉันทำหน้าที่ด้านข้อเขียน ตอนนั้นพี่น้องหญิงชื่อเฉิงซินมาเข้าร่วมทีมเรา เฉิงซินเป็นคนมีขีดความสามารถดี และมีความเข้าใจที่บริสุทธิ์ ถึงแม้ว่าเธอจะจับความเข้าใจหลักธรรมได้ไม่ดีนัก แต่เธอก็กระตือรือร้นที่จะแสวงหาและยอมรับคำแนะนำจากคนอื่น บางครั้งพี่น้องหญิงที่ฉันทำงานด้วยก็จะชมเฉิงซินต่อหน้าฉัน ว่าเมื่อได้การชี้แนะนิดหน่อยเกี่ยวกับปัญหาบางอย่าง หลังจากนั้นจะมีความเบี่ยงเบนและปัญหาน้อยลงในงานของเธอ เมื่อเวลาผ่านไป เนื่องจากทีมที่เรารับผิดชอบทำผลงานได้ไม่ดี ผู้ดูแลจึงหารือกับเราว่าจะจัดแจงให้เฉิงซินเรียกพวกเขาไปสามัคคีธรรม ฉันคิดในใจว่า “เฉิงซินมาทำงานที่นี่ได้ไม่ถึงเดือน และยังจับความเข้าใจหลักธรรมได้ไม่ค่อยดีนัก คุณกลับจัดแจงให้เธอไป โดยไม่แม้แต่จะถามฉันสักคำว่าฉันอยากไปไหม คุณคิดหรือว่าเฉิงซินมีขีดความสามารถดีกว่าฉัน และจะสร้างผลงานผ่านการสามัคคีธรรมได้ดีกว่าฉันหรือ?  ฉันไม่เคยนึกเลยว่า หลังจากฝึกฝนมานานหลายปี ฉันจะดีสู้ผู้มาใหม่ไม่ได้” แต่แล้วฉันก็ย้อนคิดถึงตอนที่ฉันไปสามัคคีธรรมครั้งก่อน ผลลัพธ์ก็ไม่ค่อยดีจริงๆ นั่นแหละ ฉันจึงไม่พูดอะไร หลังจากนั้น เมื่อฉันเห็นผู้ดูแลชี้แนะงานของเฉิงซินเป็นการส่วนตัว ฉันก็รู้สึกแย่มาก โดยคิดว่า “เฉิงซินเพิ่งมาแท้ๆ แต่ผู้ดูแลกลับเห็นคุณค่าและบ่มเพาะเธอทันที ดูเหมือนว่าฉันจะดีสู้เธอไม่ได้ คงจะดีที่สุดถ้าเฉิงซินไปชุมนุมครั้งนี้แล้วทำผลงานได้ไม่ดี ผู้ดูแลจะได้ไม่เห็นว่าเธอมีคุณค่าสูงอีกต่อไป” ต่อมา เฉิงซินกลับมาจากการชุมนุม และเล่าให้ผู้ดูแลฟังว่าเธอแก้ปัญหาอย่างไร ฉันรู้สึกไม่สบายใจเอามากๆ เมื่อได้ฟังเรื่องนี้ โดยคิดว่า “ตอนเริ่มฝึกฝนในช่วงแรกๆ ฉันมีปัญหาเยอะ ตอนนี้เธอทำได้ดีกว่าฉันแล้ว นั่นทำให้เธอดูเก่งกว่าฉันไม่ใช่หรือ?  ไม่ได้การแล้ว ฉันต้องจับผิดเธอให้ได้!”  แต่ฉันหาปัญหาของเธอไม่เจอเลย และฉันรู้สึกผิดหวังมาก

ต่อมา ฉันได้เห็นว่าเกิดปัญหาบางอย่างในหน้าที่ของเฉิงซิน ทำให้เธอต้องทำงานนั้นใหม่ ฉันรู้สึกค่อนข้างพอใจในเรื่องนี้ พลางคิดว่า “ยิ่งเธอมีปัญหาเยอะเท่าไรก็ยิ่งดี บางทีในสายตาคนอื่น ฉันอาจจะยังถูกมองว่าเก่งกว่าเธอ และไม่ได้มีปัญหามากเท่าเธอ” บางครั้งฉันก็เกิดความคิดแล่นขึ้นมาในหัวว่า “นี่ฉันกำลังอิจฉาเฉิงซินอยู่หรือเปล่า?”  แต่ฉันไม่อยากจะยอมรับว่าตัวเองแย่ขนาดนั้น ก็เลยไม่ได้ทบทวนเรื่องนี้ ต่อมา ฉันเห็นว่าเฉิงซินไม่ได้รู้ซึ้งในหลักธรรมการทำหน้าที่ตัวเอง และคำนึงถึงปัญหาต่างๆ ในแบบที่ค่อนข้างมองด้านเดียว ฉันจึงชี้ให้เธอเห็นเรื่องนี้ ฉันอยากจับผิดเพื่อบั่นทอนการคิดบวกของเธอ แต่ฉันไม่คาดคิดว่าเธอจะจัดการเรื่องนี้ได้อย่างถูกต้อง และทำหน้าที่ของเธอต่อไปได้ตามปกติ ฉันรู้สึกผิดหวังมาก คิดว่า “ทำไมเธอถึงไม่คิดลบเลยล่ะ?”  เมื่อเวลาผ่านไป เฉิงซินเชี่ยวชาญในหลักธรรมบางอย่าง สามารถแก้ไขปัญหาในงานได้ด้วยตัวเอง และปัญหาก็เกิดขึ้นน้อยลง ผู้ดูแลพูดอย่างมีความสุขว่า “เฉิงซินก้าวหน้าขึ้นในช่วงนี้” แต่ฉันกลับไม่มีความสุขเลย โดยคิดว่า “เฉิงซินพึ่งจะเริ่มฝึกฝน แต่กลับก้าวหน้าไปมาก เธอแซงขึ้นมานำ นี่ทำให้ดูเหมือนว่าฉันมีขีดความสามารถที่แย่กว่าเธอไม่ใช่เหรอ?”  ยิ่งคิดเรื่องนี้มาก ฉันก็ยิ่งรู้สึกเสียศูนย์ “รู้อย่างนี้ฉันไม่ควรบอกเธอถึงสิ่งที่ต้องระวังเลย แบบนั้นเธอก็คงจะไม่ก้าวหน้าเร็วขนาดนี้” ฉันใช้ชีวิตอยู่กับความอิจฉา ในหัวมีแต่เรื่องความทะนงตนและสถานะของตัวเอง เอาแต่คิดเรื่องการค้นหาความเบี่ยงเบนและข้อบกพร่องในหน้าที่ของเฉิงซิน ลุ้นให้เธอทำผิดพลาดเยอะๆ เพราะว่าฉันใช้ชีวิตในสภาวะที่ไม่ถูกต้อง หัวใจของฉันมืดมนและหม่นหมอง และฉันก็มองไม่เห็นปัญหามากมายในหน้าที่ของตัวเอง

คืนหนึ่งขณะที่กำลังเตรียมตัวจะเข้านอน ฉันนึกย้อนไปถึงสภาวะการทำหน้าที่ของตัวเองในช่วงนี้ ต้องใช้ความพยายามมากในการมองปัญหา และฉันรู้สึกว่าหัวไม่ค่อยแล่น ฉันมองไม่เห็นปัญหาได้อย่างแจ่มแจ้งเหมือนในอดีต และไม่รู้สึกถึงการนำและการชี้แนะของพระเจ้า ฉันรู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อย จึงอธิษฐานถึงพระเจ้า “ข้าแต่พระเจ้า พักหลังมานี้ข้าพระองค์ทนไม่ได้ที่เห็นเฉิงซินทำได้ดี อีกทั้งไม่อาจทำหัวใจให้สงบตอนทำหน้าที่ ข้าพระองค์ไม่รู้วิธีเข้าใจตัวเอง โปรดประทานความรู้แจ้งและชี้แนะข้าพระองค์ด้วยเถิด” เมื่ออธิษฐานแล้ว ฉันอ่านพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า “ในฐานะผู้นำคริสตจักร เจ้าไม่เพียงจำเป็นต้องเรียนรู้ที่จะใช้ความจริงเพื่อแก้ไขปัญหาเท่านั้น เจ้ายังจำเป็นต้องเรียนรู้ที่จะค้นพบและบ่มเพาะผู้คนที่มีความสามารถพิเศษ และเจ้าต้องไม่ริษยาหรือกดขี่คนเหล่านี้เด็ดขาด  การปฏิบัติเช่นนี้ย่อมเป็นผลดีต่องานของคริสตจักร  หากเจ้าสามารถบ่มเพาะให้ผู้ที่ไล่ตามเสาะหาความจริงสักสองสามคนร่วมมือกับเจ้าได้และทำงานทั้งปวงได้ดี และในท้ายที่สุดพวกเจ้าทุกคนก็มีคำพยานจากประสบการณ์ เช่นนั้นแล้ว เจ้าย่อมเป็นผู้นำหรือคนทำงานที่ได้มาตรฐานแล้ว  หากเจ้าสามารถรับมือทุกสิ่งได้ตามหลักธรรม เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็ให้ความจงรักภักดี  บางคนกลัวอยู่เสมอว่าผู้อื่นจะเก่งกว่าตนหรืออยู่เหนือตน ว่าผู้อื่นจะได้รับการยอมรับขณะที่ตนถูกมองข้าม และนี่ก็พาให้พวกเขาเล่นงานและกีดกันผู้อื่น  นี่เป็นเรื่องของการอิจฉาผู้คนที่มีความสามารถพิเศษมิใช่หรือ?  นั่นย่อมเห็นแก่ตัวและต่ำทรามมิใช่หรือ?  นี่คืออุปนิสัยจำพวกใด?  เป็นอุปนิสัยที่ชั่วช้า  ผู้ที่คิดถึงแต่ผลประโยชน์ของตนเองเท่านั้น เอาแต่ตอบสนองความอยากได้อยากมีที่เห็นแก่ตัวของตนเองเท่านั้น ไม่นึกถึงผู้อื่นหรือคำนึงถึงผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า ย่อมมีอุปนิสัยที่ไม่ดี และพระเจ้าก็ไม่โปรดพวกเขา  หากเจ้าสามารถคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้าได้อย่างแท้จริง เจ้าย่อมจะสามารถปฏิบัติต่อผู้อื่นได้อย่างเป็นธรรม(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, คนเราจะสามารถได้รับอิสรภาพและการปลดปล่อยก็ด้วยการปลดเปลื้องอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนทิ้งเท่านั้น)  หลังจากอ่านพระวจนะของพระเจ้า ฉันยอมรับว่าตัวเองกำลังใช้ชีวิตอยู่ในสภาวะอิจฉา เมื่อฉันเห็นว่าเฉิงซินมีขีดความสามารถที่ดี และผู้ดูแลก็เห็นคุณค่าเธอ บ่มเพาะเธอ ฉันก็รู้สึกอิจฉาและไม่เต็มใจที่จะยอมรับ เป็นกังวลว่างานของเธอจะได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่างานของฉัน และเธอจะโดดเด่นกว่าฉัน แล้วฉันจะดูด้อยกว่าเธอ ฉันลุ้นอยู่ตลอดว่าให้มีความเบี่ยงเบนและปัญหาเกิดขึ้นเยอะ ๆ ในหน้าที่ของเธอ และพยายามจับผิดเธอและด้อยค่าเธออยู่เสมอ ทำให้เธอคิดลบและไม่สามารถทำงานได้ เพื่อที่ฉันจะได้ดูดีกว่าเธอ ฉันสกัดกั้นและกีดกันเธออยู่ใช่ไหม?  สิ่งที่ฉันเผยออกมานั้นเป็นอุปนิสัยที่เห็นแก่ตัวและมุ่งร้าย!  ไม่มีใครรู้ว่าฉันคิดอะไรอยู่ แต่ทุกอย่างกระจ่างชัดภายใต้การทรงพินิจพิเคราะห์ของพระเจ้า ในอดีตฉันคิดอยู่ตลอดว่าจะไม่อิจฉาใคร ไม่แม้แต่จะคิดพยายามกดข่มพวกเขา ฉันไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองนั้นช่างมุ่งร้ายและไร้ความเป็นมนุษย์!  ฉันรู้ดีว่าขีดความสามารถของฉันนั้นปานกลางมาก และผลลัพธ์ที่ฉันได้จากหน้าที่ก็ไม่ได้ดีนัก แต่ฉันยังต้องการแข่งขันกับเฉิงซินเพื่อชื่อเสียงและสถานะด้วย ฉันมันไร้การตระหนักรู้ตนเองและไร้สำนึกสิ้นดี!  ฉันรู้สึกละอายใจมาก

จากนั้นฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าเพิ่มเติมว่า “ถึงแม้ศัตรูของพระคริสต์จะกินอาหารจากพระนิเวศของพระเจ้า ชื่นชมพระวจนะของพระองค์ และชื่นชมผลประโยชน์ทั้งปวงจากพระนิเวศของพระองค์ แต่พวกเขาก็มักปรารถนาที่จะมีโอกาสได้หัวเราะเยาะพระนิเวศของพระเจ้า  พวกเขาตั้งตารออย่างกระตือรือร้นให้ผู้เชื่อในพระเจ้าทุกคนแยกย้ายกระจัดกระจายกันไป และพระราชกิจของพระเจ้าถูกทิ้งจนไม่สามารถคืบหน้าไปได้อีก  เพราะฉะนั้นเมื่อมีบางสิ่งเกิดขึ้นกับพระนิเวศของพระเจ้า แทนที่จะปกป้องพระนิเวศ คิดหาวิธีหนทางในการแก้ไขปัญหา หรือปกป้องพี่น้องชายหญิงด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี หรือแทนที่จะร่วมมือกับพี่น้องชายหญิงเพื่อจัดการปัญหานั้นโดยพร้อมเพรียง พากันมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและนบนอบอธิปไตยของพระองค์ ศัตรูของพระคริสต์กลับจะยืนอยู่ข้างสนาม หัวเราะเยาะ ให้คำแนะนำที่ไม่มีประโยชน์ ทำลายและก่อกวน  ในช่วงเวลาที่สำคัญอย่างยิ่งยวดนั้น พวกเขาจะถึงกับยื่นมือช่วยเหลือบุคคลภายนอกแม้จะทำให้พระนิเวศของพระเจ้าเสียหายก็ตาม ทำตัวเป็นข้ารับใช้ของซาตานเยี่ยงนั้น จงใจก่อกวนและทำลายสิ่งต่างๆ  คนเช่นนั้นมิใช่ศัตรูของพระเจ้าหรอกหรือ?  ยิ่งช่วงเวลานั้นสำคัญยิ่งยวดเพียงใด สภาพเสมือนมารของพวกเขายิ่งถูกเปิดโปงออกมาอย่างชัดเจนมากเท่านั้น ยิ่งช่วงเวลานั้นสำคัญอย่างยิ่งยวดและมีเหตุการณ์เกิดขึ้นมากมายเพียงใด สภาพเสมือนมารของพวกเขาก็ยิ่งถูกเปิดโปงอย่างละเอียดและเต็มที่มากขึ้นเท่านั้น ยิ่งช่วงเวลานั้นสำคัญอย่างยิ่งยวดเพียงใด พวกเขาก็จะยิ่งช่วยเหลือคนภายนอกโดยแลกกับความเสียหายที่เกิดขึ้นกับพระนิเวศของพระเจ้ามากขึ้นเท่านั้น  พวกเขาเป็นคนประเภทใด?  ผู้คนเช่นนั้นคือพี่น้องชายหญิงหรือไม่?  พวกเขาคือผู้ที่ทำสิ่งทำลายล้างและน่ารังเกียจ พวกเขาคือศัตรูของพระเจ้า พวกเขาคือหมู่มาร พวกเขาคือเหล่าซาตาน พวกเขาคือคนชั่ว คือศัตรูของพระคริสต์นั่นเอง  พวกเขาไม่ใช่พี่น้องชายหญิง และไม่ใช่ผู้ที่เหมาะสมจะได้รับความรอด  หากพวกเขาเป็นพี่ชายหญิง เป็นคนของพระนิเวศของพระเจ้าจริงๆ เช่นนั้นเมื่อมีปัญหาใดเกิดขึ้นในพระนิเวศของพระองค์ พวกเขาย่อมจะมีหัวใจและจิตใจเป็นหนึ่งเดียวกันกับพี่น้องชายหญิงในการเผชิญหน้าและรับมือกับปัญหานั้นโดยพร้อมเพรียง  พวกเขาจะไม่ทำตัวเป็นผู้สังเกตเหตุการณ์ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการมองดูและหัวเราะ  มีเพียงผู้คนเยี่ยงศัตรูของพระคริสต์เท่านั้นที่จะยืนอยู่ข้างสนาม หัวเราะเยาะ และตั้งหน้าตั้งตารอให้เกิดเรื่องเลวร้ายขึ้นกับพระนิเวศของพระเจ้า(พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, ประการที่สิบ (ภาคที่หนึ่ง))  พระเจ้าทรงเปิดโปงว่าผู้ที่จ้องจะหัวเราะเยาะพระนิเวศของพระเจ้า และหวังให้พระราชกิจแห่งพระนิเวศของพระองค์ผิดพลาดคือพวกมาร ฉันรู้สึกว่าพระเจ้าพิโรธคนแบบนั้นอย่างยิ่ง และฉันก็กลัวมาก ฉันจับผิดเฉิงซินเพื่อเล่นงานเธออยู่เสมอ และลุ้นให้เธอมีปัญหาในหน้าที่ ยิ่งมากก็ยิ่งดี ยิ่งเธอทำผิดพลาดมาก เธอจะยิ่งดูด้อยกว่าฉัน และฉันถึงกับลุ้นให้เธอเริ่มคิดลบจนทำหน้าที่ต่อไปไม่ได้ สิ่งที่เฉิงซินทำนั้นเป็นงานของคริสตจักร ดังนั้นตอนฉันอยากให้เธอทำผิดพลาดในหน้าที่อยู่ตลอด ก็เท่ากับฉันหวังให้งานของคริสตจักรมีปัญหาไม่ใช่เหรอ?  นั่นต่างอะไรกับศัตรูของพระคริสต์ ที่เมื่อไม่สมปรารถนาด้านชื่อเสียงและสถานะ ก็สาปแช่งให้พระราชกิจแห่งพระนิเวศของพระเจ้าล้มเหลว และหัวเราะเยาะพระนิเวศของพระองค์?  หัวใจฉันมุ่งร้ายเกินไปจริงๆ!  คนที่มีมโนธรรมและสำนึกย่อมมีความสุขที่เห็นว่าพระราชกิจแห่งพระนิเวศของพระเจ้าก้าวหน้าไปตามปกติ และรู้สึกเศร้าที่เห็นปัญหามากมาย แต่พอฉันเห็นปัญหาปรากฏในหน้าที่ของเฉิงซิน ฉันไม่คิดหาวิธีสามัคคีธรรมกับเธอและช่วยเธอ หรือวิธีร่วมมือกับเธอแบบน้ำหนึ่งใจเดียวกันเพื่อให้ทำงานได้ดี ในหัวฉันกลับเต็มไปด้วยความคิดที่จะค้นหาปัญหาในงานของเธอให้ได้มากขึ้นอีก เพื่อจะได้เล่นงานเธอ และทำให้ตัวเองดูดีขึ้น ฉันถึงกับลุ้นให้เธอทำผิดพลาดมากขึ้น ยิ่งมากก็ยิ่งดี ฉันเพลิดเพลินกับการจัดเตรียมจากพระวจนะของพระเจ้า แต่ยังคงหัวเราะเยาะพระนิเวศของพระองค์ราวกับเป็นศัตรูของพระคริสต์ ฉันไม่มีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าแม้แต่น้อย ฉันเป็นสมาชิกพระนิเวศของพระเจ้าแบบไหนกัน?  มองเผินๆ แล้ว ฉันไม่ได้ก่อกวนและขัดขวางงานของคริสตจักรโดยตรงเหมือนกับที่พวกมารและซาตานทำ แต่เจตนาที่ฉันเผยออกมาและธรรมชาติของการกระทำของฉันนั้นเหมือนกับพวกมารและซาตานทุกอย่าง ฉันต่อต้านพระเจ้า!  ถ้าไม่ใช่เพราะการเผยของพระเจ้าและการเปิดโปงจากพระวจนะของพระองค์ ฉันก็คงไม่สามารถค้นพบเจตนาของตนเอง หรือมองทะลุถึงแก่นแท้ของปัญหาได้ และฉันคงจะถูกรูปลักษณ์ภายนอกของตนเองชักพาให้หลงผิด ฉันกลัวมาก รู้สึกเศร้าและผิด ฉันรู้แจ้งแก่ใจว่าเฉิงซินมีขีดความสามารถที่ดีและหัวไว และเธอเหนือกว่าฉันมากในด้านเหล่านี้ แต่ฉันอิจฉาเธอและกดข่มเธอโดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้าเลยแม้แต่น้อย ฉันทำเรื่องนี้ลงไปได้ยังไง?  ฉันช่างไร้ความเป็นมนุษย์จริงๆ!  ฉันอธิษฐานถึงพระเจ้า “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์แย่มาก โปรดทรงนำข้าพระองค์ให้หลุดพ้นจากบ่วงอิจฉาด้วยเถิด ข้าพระองค์ไม่อยากใช้ชีวิตด้วยอุปนิสัยอันเสื่อมทรามอีกต่อไปแล้ว”

ต่อมา ฉันได้ทบทวนตัวเอง สิ่งใดกันนะที่กำลังควบคุมฉันเพื่อให้ฉันอิจฉาคนอื่น?  ฉันอ่านพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า “ศัตรูของพระคริสต์ชมชอบความมีหน้ามีตาและสถานะมาก  ความมีหน้ามีตาและสถานะเป็นเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงชีวิตของพวกเขา พวกเขารู้สึกว่าชีวิตไร้ความหมายหากปราศจากความมีหน้ามีตาและสถานะ และพวกเขาก็ไร้แรงกำลังที่จะทำสิ่งใดหากปราศจากความมีหน้ามีตาและสถานะ  สำหรับศัตรูของพระคริสต์ ทั้งความมีหน้ามีตาและสถานะผูกติดอยู่กับผลประโยชน์ส่วนตัวของพวกเขาอย่างแนบแน่น ต่างก็เป็นจุดตายของพวกเขา  นั่นคือสาเหตุที่ทุกสิ่งที่ศัตรูของพระคริสต์ทำล้วนวนเวียนอยู่กับสถานะและความมีหน้ามีตา  ถ้าไม่ใช่เพื่อสิ่งเหล่านี้ พวกเขาก็อาจไม่ทำงานอันใดเลย  ไม่ว่าศัตรูของพระคริสต์จะมีสถานะหรือไม่ เป้าหมายที่พวกเขาต่อสู้เพื่อให้ได้มา ทิศทางที่พวกเขาพากเพียรอยู่ก็มุ่งไปหาสองสิ่งนี้—ความมีหน้ามีตาและสถานะ… ศัตรูของพระคริสต์ไม่ยอมทำงานจริงเพื่อการเข้าสู่ชีวิตของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร และไม่ยอมทำงานจริงเพื่อเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร  เมื่อพวกเขาจ่ายราคา จงดูว่าเหตุใดพวกเขาจึงจ่ายราคา  เมื่อพวกเขาโต้เถียงประเด็นหนึ่งๆ อย่างเผ็ดร้อน จงดูว่าเหตุใดพวกเขาจึงโต้เถียงประเด็นนั้น  เวลาที่พวกเขาพูดถึงหรือกล่าวโทษคนคนหนึ่ง จงดูว่าพวกเขามีเจตนาและเป้าหมายอันใด  เมื่อพวกเขาเสียใจหรือโกรธเคืองเรื่องใด จงดูว่าพวกเขาเผยอุปนิสัยอะไรออกมา  ผู้คนไม่สามารถมองเห็นภายในหัวใจของผู้คนได้ แต่พระเจ้าทรงทำได้  เมื่อพระเจ้าทรงมองเข้าไปในหัวใจของผู้คน พระองค์ทรงใช้สิ่งใดประเมินแก่นแท้ของสิ่งที่ผู้คนพูดและทำ?  พระองค์ทรงใช้ความจริงมาประเมินแก่นแท้  ในสายตาของมนุษย์ การปกป้องความมีหน้ามีตาและสถานะของตนเองเป็นสิ่งที่ถูกควร  แล้วเหตุใดในสายพระเนตรของพระเจ้า กลับระบุว่านี่คือการเผยตัวและเป็นการแสดงออกของศัตรูของพระคริสต์ ทั้งยังเป็นแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์?  นี่เป็นไปตามแรงผลักดันและแรงจูงใจของทุกสิ่งที่ศัตรูของพระคริสต์ทำ  พระเจ้าทรงพินิจพิเคราะห์แรงผลักดันและแรงจูงใจของสิ่งที่พวกเขาทำ และในท้ายที่สุดจึงทรงพิจารณาว่าทุกสิ่งที่พวกเขาทำนั้นเป็นไปเพื่อความมีหน้ามีตาและสถานะของตนเอง แทนที่จะเป็นไปเพื่อการทำหน้าที่ของตน และยิ่งไม่ใช่เพื่อการปฏิบัติความจริงและนบนอบพระเจ้า(พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, ประการที่เก้า (ภาคที่สอง))  จากพระวจนะของพระเจ้า ฉันตระหนักว่า เหตุผลหลักที่ฉันอิจฉาคนอื่นคือความอยากได้อยากมีชื่อเสียงและสถานะของฉันรุนแรงเกินไป ฉันใช้ชีวิตตามพิษของซาตาน อย่างเช่น “ต้นไม้ต้องมีเปลือกฉันใด ผู้คนต้องมีความภาคภูมิใจฉันนั้น” “ห่านบินไปที่ใดก็เปล่งเสียงร้องที่นั่นฉันใด มนุษย์อยู่ที่ใดก็ฝากชื่อไว้ที่นั่นฉันนั้น” และ “มนุษย์ดิ้นรนขึ้นสู่ที่สูง น้ำไหลลงสู่ที่ต่ำ” ฉันเชื่อว่าการเป็นที่นับถือและชื่นชมทำให้ฉันมีศักดิ์ศรีและความมั่นใจในชีวิต และฉันรู้สึกอับอายและต่ำต้อยเมื่อคนอื่นเก่งกว่าฉัน ฉันจึงคำนึงถึงชื่อเสียงและสถานะของตัวเองในทุกก้าวย่างตอนทำหน้าที่ เมื่อฉันเห็นผู้ดูแลจัดแจงให้เฉิงซินไปชุมนุมและสามัคคีธรรมกับเธอเป็นการส่วนตัว ฉันก็อิจฉาเฉิงซินที่ผู้ดูแลเห็นคุณค่าและบ่มเพาะเธอ ฉันคิดหนักเพื่อค้นหาความเบี่ยงเบนและปัญหาในหน้าที่ของเฉิงซินเพื่อที่จะด้อยค่าเธอ เพราะกลัวมากว่าเธอจะเก่งกว่าฉัน เมื่อค้นพบปัญหาในหน้าที่ของเธอ ฉันก็รู้สึกดีใจมาก และรู้สึกเหมือนได้พบจุดที่สมดุล ในหัวฉันมีแต่ความคิดที่ว่า ใครในกลุ่มนี้มีสถานะสูงกว่าและต่ำกว่า ใครเหนือกว่าและใครด้อยกว่า และฉันจะทำให้ตัวเองดูดีได้อย่างไร ชื่อเสียงและสถานะนำมาซึ่งความสุขและความวิตกกังวล ทุกอย่างที่ฉันคิดล้วนเป็นไปเพื่อชื่อเสียงและสถานะทั้งสิ้น ไม่ใช่เพื่อให้ทำหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างได้ดี และเพื่อทำให้พระเจ้าพอพระทัยเลยแม้แต่น้อย ฉันใช้ชีวิตตามพิษของซาตาน และธรรมชาติของฉันนั้นก็โอหังเป็นพิเศษ ฉันอยากพยายามโดดเด่นกว่าคนรอบตัวอยู่เสมอ และไม่ยอมให้ใครเหนือกว่า ฉันอยากแค่ทำให้ตัวเองดูดี และไม่ยอมให้ใครอื่นโดดเด่น ฉันถึงกับกดข่มคนอื่นและทำให้พวกเขาลำบากเพื่อชื่อเสียงและสถานะของตัวเอง ฉันเห็นว่าเส้นทางที่ฉันกำลังเดินเป็นเส้นทางของศัตรูของพระคริสต์ เวลานี้ ฉันรู้สึกเสียใจมากและเกลียดตัวเอง เพราะความอยากได้อยากมีชื่อเสียงและสถานะของฉันนั้นรุนแรงเกินไป หากไม่กลับใจ ฉันรังแต่จะลงเอยด้วยการถูกพระเจ้าทรงรังเกียจเดียดฉันท์และกำจัดออกไป ฉันจำพระวจนะของพระเจ้าได้ว่า “คนทุกผู้มีสภาวะที่ไม่ถูกต้องบางอย่างอยู่ในตัวพวกเขา เช่น ความคิดลบ ความอ่อนแอ ความหดหู่ใจ และความเปราะบาง หรือมีเจตนาที่ต่ำช้า หรือมีความทุกข์ร้อนอย่างต่อเนื่องเพราะความหยิ่งทะนง ความอยากได้อยากมีอันเห็นแก่ตัว และความสนใจแต่เรื่องของตนเอง หรือนึกว่าตนมีขีดความสามารถที่อ่อนด้อย แล้วพวกเขาก็มีประสบการณ์กับสภาวะที่คิดลบบางอย่าง  หากเจ้าใช้ชีวิตอยู่ในสภาวะเหล่านี้ตลอดเวลา ก็จะยากมากที่เจ้าจะได้มาซึ่งพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์  หากเป็นการยากที่เจ้าจะได้มาซึ่งพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เช่นนั้นแล้วในตัวเจ้าย่อมจะมีองค์ประกอบที่เป็นบวกอยู่น้อย และสิ่งที่เป็นความคิดลบก็จะออกมารบกวนเจ้า  ผู้คนมักจะพึ่งพาเจตจำนงส่วนตนในการเก็บกดสภาวะที่เป็นลบเหล่านั้นเอาไว้ แต่ไม่ว่าพวกเขาจะกดมันไว้เช่นไร พวกเขาก็ไม่สามารถสลัดมันทิ้งไปได้  สาเหตุหลักของการนี้ก็คือว่าผู้คนดูสิ่งที่เป็นลบเหล่านี้ไม่ออกอย่างสิ้นเชิง พวกเขาไม่สามารถมองเห็นแก่นแท้ของตนได้อย่างแจ่มแจ้ง  นี่จึงทำให้พวกเขาขัดขืนเนื้อหนังและซาตานได้ยากมาก  นอกจากนี้ผู้คนยังติดอยู่ในสภาวะที่คิดลบ หดหู่ และเสื่อมทรุดเช่นนี้อยู่เสมอ พวกเขาไม่อธิษฐานถึงพระเจ้าหรือหวังพึ่งพระองค์ แต่กลับทำอย่างขอไปทีเท่านั้น  ผลก็คือพระวิญญาณบริสุทธิ์ไม่ทรงพระราชกิจในตัวพวกเขา และด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงไม่สามารถเข้าใจความจริง ไม่มีเส้นทางในทุกสิ่งที่พวกเขาทำ และไม่สามารถมองเห็นเรื่องราวใดๆ ได้อย่างชัดแจ้ง  มีสิ่งที่เป็นลบอยู่ในตัวเจ้ามากเกินไป และหัวใจของเจ้าก็เต็มไปด้วยสิ่งเหล่านี้ ดังนั้นจิตใจของเจ้าจึงมักจะคิดลบ หดหู่ในจิตวิญญาณ และเจ้าก็ออกห่างจากพระเจ้าไปทุกที อ่อนแอลงเรื่อยๆ  หากเจ้าไม่สามารถได้รับความรู้แจ้งและพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เจ้าจะไม่สามารถหนีพ้นสภาวะเหล่านี้ได้ และสภาวะที่คิดลบของเจ้าก็จะไม่เปลี่ยนแปลง เพราะหากพระวิญญาณบริสุทธิ์ไม่ทรงพระราชกิจภายในตัวเจ้า เจ้าก็จะไม่สามารถหาเส้นทางได้พบ  ด้วยสาเหตุสองประการนี้เจ้าจึงทิ้งสภาวะที่คิดลบของตนและเข้าสู่สภาวะที่ปกติได้ยากมาก(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, คนเราจะสามารถได้รับอิสรภาพและการปลดปล่อยก็ด้วยการปลดเปลื้องอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนทิ้งเท่านั้น)  ฉันรู้สึกถึงความชอบธรรมอันเหลือเชื่อในอุปนิสัยของพระเจ้า พระองค์ทรงเกลียดชังความชั่วและสิ่งที่เป็นปฏิปักษ์ เมื่อฉันทำหน้าที่โดยคำนึงถึงความเย่อหยิ่งและสถานะของตัวเองตลอดเวลา คอยแต่อิจฉาเฉิงซิน และใช้ชีวิตในสภาวะแข่งขันเพื่อชื่อเสียงและสถานะ หัวใจของฉันก็เต็มไปด้วยสิ่งที่เป็นลบและเป็นปฏิปักษ์ ผลก็คือ พระเจ้าทรงซ่อนพระพักตร์ของพระองค์จากฉัน เมื่อปราศจากพระราชกิจและการนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ฉันก็ใช้ชีวิตในความมืดมน และทำหน้าที่ของตัวเองได้ยากมาก สิ่งเดียวที่ฉันคิดถึงคือความทะนงตนและสถานะของตัวเอง และฉันแค่ไม่มีหัวใจที่จะไตร่ตรองว่ามีปัญหาอะไรเกิดขึ้นในหน้าที่ของตัวเอง หรือจะปฏิบัติเช่นไรเพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของพระเจ้า เมื่อเป็นเช่นนี้ฉันจะทำหน้าที่ให้ดีได้อย่างไร?  เพื่อปกป้องความทะนงตนและสถานะอันไร้ค่าของตัวเอง ฉันละทิ้งหน้าที่และความรับผิดชอบและถูกพระเจ้าทรงรังเกียจเดียดฉันท์ ฉันมันโง่เขลาจริงๆ!

จากนั้น ฉันได้อ่านพระวจนะพระเจ้าเพิ่มเติมว่า “หากเจ้าสามารถคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้าได้อย่างแท้จริง เจ้าย่อมจะสามารถปฏิบัติต่อผู้อื่นได้อย่างเป็นธรรม  หากเจ้าแนะนำคนที่ดีและเปิดโอกาสให้พวกเขาฝึกฝนและปฏิบัติหน้าที่ อันเป็นการเพิ่มคนที่มีความสามารถพิเศษให้แก่พระนิเวศของพระเจ้า นั่นย่อมจะทำให้งานของเจ้าง่ายขึ้นมิใช่หรือ?  เช่นนั้นแล้ว เจ้าย่อมจะแสดงให้เห็นความจงรักภักดีในหน้าที่ของเจ้ามิใช่หรือ?  นั่นคือการทำดีเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า เป็นมโนธรรมและสำนึกขั้นต่ำสุดซึ่งผู้ที่ทำหน้าที่ผู้นำควรมี  ผู้ที่สามารถนำความจริงไปปฏิบัติ ย่อมสามารถยอมรับการพินิจพิเคราะห์จากพระเจ้าในสิ่งทั้งหลายที่พวกเขาทำได้  เมื่อเจ้ายอมรับการพินิจพิเคราะห์ของพระเจ้า หัวใจของเจ้าก็จะได้รับการแก้ไขให้ถูกต้อง  หากเจ้าเพียงทำสิ่งทั้งหลายเพื่อให้ผู้อื่นมองเห็นอยู่ตลอดเวลา และต้องการที่จะได้รับคำสรรเสริญและความเลื่อมใสจากผู้อื่นอยู่เสมอ และเจ้าไม่ยอมรับการพินิจพิเคราะห์จากพระเจ้า เช่นนั้นแล้ว พระเจ้ายังคงทรงอยู่ในหัวใจของเจ้ากระนั้นหรือ?  ผู้คนเช่นนี้ไม่มีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้า  จงอย่าทำสิ่งทั้งหลายเพื่อตัวเจ้าเองอยู่เสมอ และอย่าคำนึงถึงผลประโยชน์ของตนเองอยู่ตลอดเวลา อย่าคำนึงถึงผลประโยชน์อย่างมนุษย์ และอย่าไปนึกถึงความภาคภูมิใจ ความมีหน้ามีตา และสถานะของตัวเจ้าเอง ก่อนอื่นเจ้าต้องคำนึงถึงผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า และให้ผลประโยชน์เหล่านั้นมีความสำคัญเป็นอันดับแรก  เจ้าควรคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้าและเริ่มโดยการใคร่ครวญว่ามีมลทินอยู่ในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหรือไม่ เจ้าอุทิศตน ลุล่วงความรับผิดชอบของเจ้า และทุ่มเททั้งหมดที่เจ้ามีหรือยัง  รวมทั้งเจ้าได้คำนึงถึงหน้าที่ของเจ้าและงานของคริสตจักรด้วยหัวใจทั้งดวงหรือไม่  เจ้าต้องพิจารณาสิ่งเหล่านี้  หากเจ้าคิดคำนึงถึงสิ่งเหล่านี้อยู่เนืองๆ และคิดออก ก็ย่อมจะง่ายขึ้นที่เจ้าจะปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าให้ดี  เว้นแต่เพียงว่าขีดความสามารถของเจ้านั้นอ่อนด้อย และประสบการณ์ของเจ้าตื้นเขิน หรือหากเจ้าไม่ชำนาญในงานสายอาชีพของเจ้า และเรื่องนี้ก็ทำให้เกิดข้อผิดพลาดหรือข้อบกพร่องบางอย่างในงานของเจ้า ขัดขวางไม่ให้สัมฤทธิ์ผลอันดี แต่เจ้าก็ทำอย่างดีที่สุดแล้ว  เจ้าไม่ได้กระทำการเพื่อตอบสนองความอยากได้อยากมีหรือความชอบอันเห็นแก่ตัวของเจ้าเอง  แทนที่จะทำเช่นนั้น เจ้ากลับคำนึงถึงงานของคริสตจักรและผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าอย่างสม่ำเสมอ  แม้เจ้าจะไม่สัมฤทธิ์ผลอันดีในหน้าที่ของเจ้า แต่หัวใจของเจ้าก็ตั้งตรงแล้ว หากว่านอกจากนี้เจ้ายังสามารถแสวงหาความจริงมาแก้ปัญหาในหน้าที่ของเจ้า การทำหน้าที่ของเจ้าก็ย่อมจะได้มาตรฐาน และพร้อมกันนั้นเจ้าก็จะสามารถเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงได้  เมื่อเป็นเช่นนั้น เจ้าก็จะมีคำพยาน(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, คนเราจะสามารถได้รับอิสรภาพและการปลดปล่อยก็ด้วยการปลดเปลื้องอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนทิ้งเท่านั้น)  หลังจากไตร่ตรองพระวจนะของพระเจ้า ฉันก็เข้าใจว่า ผู้คนที่คำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้าจะแนะนำและบ่มเพาะผู้คนที่มีขีดความสามารถที่ดีตอนพบเห็นพวกเขา ถึงแม้ว่าเฉิงซินเพิ่งจะฝึกฝนได้ไม่นาน และยังจับความเข้าใจหลักธรรมได้ไม่ดีนัก แต่เธอก็มีขีดความสามารถที่ดี และถ้าหากเธอได้รับการบ่มเพาะ ก็จะมีคนเข้ามาทำงานเพิ่มอีกคน และเราก็จะมีคนช่วยเพิ่มขึ้นอีกคน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่องานของคริสตจักร ฉันทบทวนดูแล้วพบว่า ฉันไม่อยากยอมรับว่าเฉิงซินเก่งกว่าฉัน เพราะฉันมีความคิดเห็นที่ผิดอยู่ภายใน ฉันคิดว่าเป็นเพราะฉันทำหน้าที่ด้านข้อเขียนมาหลายปี ฉันควรจะเหนือกว่าคนอื่นในทุกทาง ควรได้รับการเห็นคุณค่าและได้รับการบ่มเพาะ แต่มาคิดดูแล้ว ถึงแม้ฉันจะทำหน้าที่ด้านข้อเขียนมาแล้วหลายปี ขีดความสามารถของฉันนั้นปานกลาง และฉันจำเป็นต้องมีประสบการณ์กับการล้มเหลวและการเผยหลายครั้งเพื่อจะได้เข้าใจและรู้ซึ้งในหลักธรรมบางอย่าง แต่การที่เฉิงซินสามารถจับความเข้าใจหลักธรรมได้ในเวลาอันสั้นเป็นการพิสูจน์ว่า เธอมีขีดความสามารถที่ดีกว่าฉัน ฉันต้องยอมรับข้อเท็จจริงนี้ ต้องเห็นขีดความสามารถและวุฒิภาวะของตัวเองอย่างชัดเจน และยืนอยู่ในพื้นที่ของตัวเองอย่างถูกควร ฉันไม่สามารถอิจฉาและกีดกันเฉิงซินได้อย่างที่แล้วมา ฉันควรแก้ไขเจตนาของตัวเองและร่วมมือกับเธออย่างกลมเกลียวเพื่อทำหน้าที่ของพวกเราให้ดี หลังจากนั้น ฉันตั้งใจอธิษฐานถึงพระเจ้า วิงวอนขอให้พระองค์ทรงนำฉันให้ปล่อยวางความอิจฉา คำนึงถึงผลประโยชน์ของคริสตจักรและแก้ไขกรอบคิดในการทำหน้าที่ของตัวเอง หลังจากนั้น ฉันก็เลิกจับผิดเฉิงซิน และคิดหาวิธีทำงานกับเธอแทน โดยสรุปปัญหาในหน้าที่ของพวกเรา และค้นหาหลักธรรมที่เกี่ยวข้องเพื่อนำมาหารือกับเธอ เมื่อฉันละทิ้งสภาวะที่ไม่ถูกต้อง ปล่อยวางความอิจฉา และแก้ไขกรอบความคิดเพื่อทำหน้าที่ของตัวเอง ฉันก็รู้สึกถึงพระราชกิจและการนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และฉันสามารถเห็นปัญหาได้กระจ่างชัดขึ้น ภายหลังเมื่อมีการเลือกตั้งผู้ดูแลในทีมของเรา ฉันก็ลงคะแนนให้เฉิงซิน เมื่อผลออกมา ปรากฏว่าเฉิงซินได้รับเลือกตั้งให้เป็นผู้ดูแล และฉันก็จัดการมันได้อย่างถูกต้องและทำงานกับเธอได้อย่างกลมเกลียว การนำของพระวจนะของพระเจ้าช่วยให้ฉันได้รับความเข้าใจเรื่องอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตัวเองที่อิจฉาคนอื่น และได้เปลี่ยนแปลงอุปนิสัยนั้นบ้าง ขอบคุณพระเจ้า!

ก่อนหน้า: 60. ทำไมฉันถึงเกี่ยงงานในหน้าที่

ถัดไป: 82. การเชื่อในพระเจ้าเพียงเพื่อให้รับพระคุณและพระพรเป็นเรื่องที่ถูกต้องหรือไม่?

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

43. เมื่อปล่อยวางความเห็นแก่ตัว ฉันจึงเป็นอิสระ

โดย เสี่ยวเว่ย ประเทศจีนพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ในอุปนิสัยของผู้คนปกตินั้นไม่มีความคดโกงหรือการหลอกลวง ผู้คนมีสัมพันธภาพปกติต่อกัน...

31. ยึดมั่นในหน้าที่ของฉัน

โดย หย่างมู่ ประเทศเกาหลีใต้ฉันเคยรู้สึกอิจฉาเมื่อเห็นพี่น้องชายหญิงแสดง ร้องเพลง และเต้นรำในการสรรเสริญพระเจ้า...

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

ติดต่อเราผ่าน Messenger