52. การแก้ไขความต่ำช้าในการลุล่วงหน้าที่ของตน
ผมมักจะเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ เพื่อถ่ายภาพและวีดิทัศน์เพื่อผลิตวีดิทัศน์ของคริสตจักร ตอนที่เริ่มทำหน้าที่นี้ใหม่ๆ ผมสามารถคัดเลือกสื่อเหล่านี้ตามหลักธรรมได้อย่างรอบคอบ แต่ต่อมา จำนวนสื่อก็เพิ่มมากขึ้น บางครั้งผมถ่ายทำทั้งวัน และเมื่อกลับถึงบ้านก็รู้สึกเหนื่อยมาก และเมื่อเห็นว่ายังมีสื่อจำนวนมากที่ต้องคัดแยก ผมก็ไม่ค่อยเต็มใจที่จะทำ เพราะการคัดเลือกสื่อนั้นต้องประเมินตามหลักธรรม รวมทั้งต้องพิจารณาคุณค่าการใช้งานของสื่อแต่ละชิ้น โดยเฉพาะ ภาพถ่าย ต้องตรวจดูทีละภาพ ผมไม่อยากใช้เวลาและพลังงานไปกับเรื่องนี้มากนัก เพราะรู้สึกว่ามันเหนื่อยเกินไป ต่อมา เวลาคัดแยกสื่อ ผมจึงแค่ดูผ่านๆ ตราบใดที่ฉากหลังไม่รกเกินไปและดูพอใช้ได้ ผมคิดว่าแค่นี้ก็ดีพอแล้ว เวลาที่ไม่แน่ใจสื่อบางชิ้น ผมก็จะส่งต่อให้ผู้ดูแล ด้วยวิธีนี้ ผมก็ไม่ต้องประเมินตามหลักธรรมหรือทุ่มเทความพยายามมากเกินไป ผมจำได้ว่าครั้งหนึ่ง หลังจากที่ถ่ายทำเสร็จ ผมแค่รีบดูสื่อแบบผ่านๆ แล้วคัดเอาส่วนที่ดูดีกว่าส่งให้ผู้ดูแล ผู้ดูแลตรวจดูแล้วก็บอกว่าประมาณหนึ่งในสามของสื่อที่ผมส่งไปนั้นไม่ได้มาตรฐาน ไม่ว่าจะเป็นภาพรก ภาพไม่ชัด หรือองค์ประกอบภาพไม่ดี และเขายังบอกอีกว่าการตรวจงานของผมใช้เวลานานกว่าของคนอื่นเกือบสองเท่า เมื่อได้ยินแบบนั้น ผมก็รู้สึกละอายใจและรู้สึกผิด แต่ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจปัญหาของตัวเองมากนัก และเมื่อถ่ายทำสื่อที่ต้องการมาตรฐานสูงกว่าเดิม ผมก็อดไม่ได้ที่จะทำแบบสุกเอาเผากิน การถ่ายทำสื่อประเภทนี้ต้องควบคุมมุมกล้องอย่างแม่นยำ และต้องปรับทิศทางการถ่ายทำอยู่ตลอดเวลา ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้ทำให้สมองเหนื่อยล้ามากเกินไป และตราบใดที่ดูโดยรวมแล้วพอใช้ได้ ก็น่าจะเพียงพอแล้ว เพราะผมไม่ได้ตั้งใจทำงานอย่างจริงจัง สื่อบางส่วนจึงไม่สอดคล้องกับหลักธรรมและนำไปใช้ไม่ได้ และบางภาพถึงกับหลุดโฟกัส งานที่ควรทำเสร็จได้ในครั้งเดียวกลับต้องทำใหม่ ไม่นานหลังจากนั้น ผมก็ถูกตัดแต่งอย่างเข้มงวด ผู้ดูแลชี้ให้เห็นพฤติกรรมในหน้าที่ของผมช่วงที่ผ่านมา และเขาตัดแต่งผมที่ทำหน้าที่ตามใจตัวเองและทำแบบสุกเอาเผากิน สื่อที่ผมถ่ายทำมักต้องนำกลับมาแก้ไขใหม่อยู่เสมอ ทำให้สิ้นเปลืองทั้งกำลังคนและทรัพยากรเป็นอย่างมาก เขาบอกว่าผมกำลังขัดขวางและรบกวนงานถ่ายภาพ และกำชับให้ผมคิดทบทวนท่าทีที่ผมมีต่อหน้าที่ของตัวเองอย่างจริงจัง หลังจากที่ผู้ดูแลออกไป ผมรู้สึกทุกข์ใจและรู้สึกผิดเป็นอย่างมาก ผมจึงมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและอธิษฐานถึงพระองค์ ผมขอให้พระองค์ทรงชี้แนะให้ผมรู้จักตัวเอง และแก้ไขสภาวะสุกเอาเผากินในหน้าที่นี้
ต่อมา ผมได้แสวงหาพระวจนะของพระเจ้าที่เกี่ยวข้องกับปัญหาของผมโดยเฉพาะ ผมอ่านพระวจนะเหล่านี้ของพระเจ้าที่ว่า “หากเจ้าไม่ทุ่มเทหัวใจให้กับหน้าที่ของตน และไม่แสวงหาหลักธรรมความจริง หากเจ้าปนเปหรือสับสน เพียงทำสิ่งทั้งหลายในหนทางที่ง่ายที่สุดที่เจ้าสามารถทำได้เท่านั้น เช่นนั้นแล้วนี่เป็นความคิดประเภทใด? นี่เป็นความคิดในการทำสิ่งทั้งหลายในลักษณะที่สุกเอาเผากิน หากเจ้าไม่อุทิศตนต่อหน้าที่ของตน หากเจ้าไม่มีสำนึกในความรับผิดชอบต่อหน้าที่นั้น หรือไม่มีสำนึกในภารกิจ เจ้าจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนได้อย่างถูกควรหรือไม่? เจ้าจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนในลักษณะที่ได้มาตรฐานหรือไม่? และหากเจ้าไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ได้มาตรฐาน เจ้าจะสามารถเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงได้หรือไม่? ไม่ได้อย่างแน่นอน ทุกครั้งที่เจ้าปฏิบัติหน้าที่ของตน หากเจ้าไม่ขยันหมั่นเพียร เจ้าไม่ต้องการทุ่มเทพยายามแต่อย่างใด และเพียงทำให้สำเร็จแบบมั่วๆ โดยปราศจากความคิดราวกับว่าเจ้ากำลังเล่นเกมอะไรสักอย่างอยู่ นี่ไม่ใช่เรื่องเดือดร้อนหรอกหรือ? เจ้าจะสามารถได้รับสิ่งใดจากการปฏิบัติหน้าที่ของตนในหนทางนี้? ท้ายที่สุดผู้คนจะมองเห็นว่าเมื่อเจ้าปฏิบัติหน้าที่ของตน เจ้าไม่มีสำนึกในความรับผิดชอบ สุกเอาเผากิน และแค่ทำพอเป็นพิธีเท่านั้น—ในกรณีนี้ เจ้าย่อมตกอยู่ในอันตรายที่จะถูกกำจัดออกไป พระเจ้าทรงกำลังพินิจพิเคราะห์ตลอดทั้งกระบวนการในขณะที่เจ้าปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า และพระเจ้าจะตรัสว่าอย่างไร? (บุคคลนี้ไม่คู่ควรกับพระบัญชาของพระองค์หรือความไว้วางพระทัยของพระองค์) พระเจ้าจะตรัสว่าเจ้าไม่น่าไว้วางใจ และตรัสว่าเจ้าควรถูกกำจัดออกไป และดังนั้นไม่ว่าเจ้าจะปฏิบัติหน้าที่ใด ไม่ว่าจะเป็นหน้าที่ที่สำคัญหรือธรรมดาก็ตาม ในเมื่อไว้วางพระทัยมอบหมายงานนี้ให้เจ้าทำแล้ว หากเจ้าไม่ใส่ใจทำงานหรือลุล่วงความรับผิดชอบของเจ้า และหากเจ้าไม่เห็นว่างานนั้นเป็นพระบัญชาของพระเจ้า หรือไม่ถือว่างานดังกล่าวเป็นหน้าที่และภาระผูกพันของตัวเจ้าเอง โดยทำสิ่งทั้งหลายในลักษณะที่สุกเอาเผากินอยู่เสมอ เช่นนั้นแล้วนี่กำลังจะเป็นปัญหา ‘ไม่น่าไว้วางใจ’—สองคำนี้จะระบุลักษณะการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า สองคำนี้หมายความว่าการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าไม่ได้มาตรฐาน และเจ้าถูกกำจัดออกไป และพระเจ้าตรัสว่าบุคลิกลักษณะของเจ้าไม่ได้มาตรฐาน หากเจ้าได้รับมอบหมายให้ทำเรื่องใด แต่นี่คือท่าทีที่เจ้ามีต่อเรื่องนั้นและนี่คือวิธีที่เจ้ารับมือกับเรื่องนั้น เช่นนั้นแล้วเจ้าจะได้รับพระบัญชาให้ทำหน้าที่เพิ่มเติมในอนาคตหรือไม่? เจ้าจะสามารถได้รับมอบหมายให้ทำเรื่องสำคัญได้หรือไม่? ไม่อย่างแน่นอน เว้นแต่ว่าเจ้าจะแสดงการกลับใจอย่างแท้จริงออกมา อย่างไรก็ตามในส่วนลึกพระเจ้าจะทรงเก็บงำความไม่ไว้วางพระทัยและความไม่พอพระทัยต่อเจ้าเอาไว้เสมอ เรื่องนี้จะเป็นปัญหามิใช่หรือ? เจ้าอาจจะสูญสิ้นโอกาสในการปฏิบัติหน้าที่ของตน และเป็นไปไม่ได้ที่เจ้าจะได้รับการช่วยให้รอด” (พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, มีเพียงการอ่านพระวจนะของพระเจ้าและใคร่ครวญความจริงเป็นประจำเท่านั้นจึงจะมีเส้นทางให้เดิน) พระวจนะของพระเจ้าเปิดโปงสภาวะของผมได้อย่างตรงจุด ผมทำหน้าที่แบบขอไปทีเท่านั้น ไม่เคยทุ่มเทหัวใจให้กับสิ่งที่ทำ ทำตัวสุกเอาเผากินและไร้ความรับผิดชอบ คนเช่นนี้มีลักษณะนิสัยที่ต่ำทราม ไม่น่าไว้วางใจและพึ่งพาไม่ได้ วันนี้ ผมโชคดีที่ได้รับข่าวประเสริฐแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้าและทำหน้าที่ในคริสตจักร นี่คือการที่พระเจ้าทรงยกชูผมอย่างยิ่ง แต่ในหน้าที่ของผม ผมกลับทำงานแบบลัดขั้นตอนและทำสิ่งต่างๆ แบบขอไปที ไม่เคยอยากจ่ายราคาหรือทำตามหลักธรรม เวลาคัดเลือกสื่อ ผมก็แค่ทำพอเป็นพิธี และเวลาที่ไม่แน่ใจ ผมก็ไม่ได้แสวงหาหลักธรรมเพื่อประเมินอย่างรอบคอบ แต่กลับส่งให้ผู้ดูแลโดยตรง ทำให้ผู้ดูแลต้องเสียเวลาและแรงอย่างมากเพื่อตรวจสอบและคัดกรองสื่อที่ผมถ่าย และยังชี้ให้ผมเห็นปัญหาของสื่อเหล่านี้ ซึ่งสร้างภาระให้เขาโดยไม่จำเป็น เวลาที่ผู้ดูแลซักถาม ผมก็รู้สึกผิดอยู่บ้าง แต่หลังจากนั้น ผมก็ไม่ได้ทบทวนตัวเองเลย เมื่อถ่ายทำสื่อที่ต้องได้มาตรฐานที่สูงขึ้น ผมก็ยังคงลัดขั้นตอนและไม่ทำตามหลักธรรมที่พระนิเวศของพระเจ้าได้ทรงกำหนดไว้ ทุกครั้ง ผมตั้งเป้าไว้แค่ “พอใช้ได้” เท่านั้น ส่งผลให้สื่อจำนวนมากไม่สอดคล้องกับหลักธรรม ซึ่งไม่เพียงแต่จะเพิ่มภาระงานที่ผู้ดูแลต้องตรวจสอบ แต่ทำให้ผมต้องเอางานกลับมาทำใหม่อีกด้วย แม้แต่สื่อที่จำเป็นต้องใช้อย่างเร่งด่วนก็ยังล่าช้าออกไปเพราะต้องนำกลับมาทำใหม่ ผมไม่ได้ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างแท้จริงเลย แต่กำลังกระทำความชั่ว และก่อให้เกิดการขัดขวางและการรบกวน คริสตจักรได้มอบหมายงานนี้ให้แก่ผม แต่ผมกลับทำงานแบบลัดขั้นตอนและสุกเอาเผากิน ไม่ได้คำนึงถึงประสิทธิผลของงานเลย ผมตระหนักว่าตัวผมเองไม่มีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าเลยแม้แต่น้อย และไม่ใช่คนที่ควรค่าแก่การไว้วางใจหรือพึ่งพาได้
ต่อมา เมื่อผมได้อ่านคำสามัคคีธรรมของพระเจ้าเกี่ยวกับท่าทีของโนอาห์ต่อพระบัญชาของพระเจ้า ผมก็ได้รับความเข้าใจเกี่ยวกับตัวเองเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย พระเจ้าตรัสว่า “โนอาห์ได้ฟังเพียงไม่กี่ข้อความ และในเวลานั้นพระเจ้าไม่ได้ทรงแสดงพระวจนะมากมาย และดังนั้นจึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าโนอาห์ย่อมไม่เข้าใจความจริงหลายประการ เขาไม่ได้จับใจความวิทยาศาสตร์สมัยใหม่หรือความรู้สมัยใหม่ เขาเป็นคนธรรมดาเหลือเกิน เป็นสมาชิกที่ไม่น่าสนใจจดจำของเผ่าพันธุ์มนุษย์ กระนั้นในแง่มุมหนึ่ง เขากลับไม่เหมือนใครอื่น กล่าวคือ เขารู้จักเชื่อฟังพระวจนะของพระเจ้า เขารู้วิธีติดตามและยึดปฏิบัติตามพระวจนะของพระเจ้า เขารู้ว่าตำแหน่งที่ถูกควรของมนุษย์คืออะไร และเขาก็สามารถที่จะเชื่อและนบนอบพระวจนะของพระเจ้าได้อย่างแท้จริง—ไม่มีอะไรอื่นนอกเหนือจากนั้น หลักความเชื่ออันเรียบง่ายสองสามอย่างเหล่านี้ก็เพียงพอแล้วที่จะเปิดโอกาสให้โนอาห์สำเร็จลุล่วงทั้งหมดที่พระเจ้าได้ทรงไว้วางใจมอบหมายต่อเขา และเขาก็ได้พากเพียรบากบั่นในการนี้ไม่ใช่เป็นเวลาแค่สองสามเดือน ทั้งยังไม่ใช่เป็นเวลาหลายปี ทั้งยังไม่ใช่เป็นเวลาหลายทศวรรษ แต่เป็นเวลากว่าศตวรรษ ตัวเลขนี้ไม่น่าทึ่งหรอกหรือ? นอกจากโนอาห์แล้วใครหรือที่สามารถทำเช่นนี้ได้? (ไม่มีใครเลย) แล้วเหตุใดจึงไม่ล่ะ? ผู้คนบางคนพูดว่านั่นก็เนื่องมาจากการไม่เข้าใจความจริง—แต่นั่นไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง โนอาห์เข้าใจความจริงกี่ประการ? เหตุใดโนอาห์จึงสามารถทำทั้งหมดนี้ได้? ผู้เชื่อทุกวันนี้ได้อ่านพระวจนะของพระเจ้ามากมาย พวกเขาพอเข้าใจความจริงอยู่บ้าง—ดังนั้นเหตุใดพวกเขาจึงไม่สามารถทำสิ่งนี้ได้? ผู้อื่นพูดว่านั่นเป็นเพราะอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของผู้คน—แต่โนอาห์มิได้มีอุปนิสัยอันเสื่อมทรามมิใช่หรือ? เหตุใดโนอาห์จึงสามารถสัมฤทธิ์การนี้ได้ แต่ผู้คนสมัยนี้กลับทำไม่ได้? (เพราะผู้คนในวันนี้ไม่เชื่อพระวจนะของพระเจ้า พวกเขาทั้งไม่ปฏิบัติต่อพระวจนะเหล่านั้นและไม่ยึดปฏิบัติตามพระวจนะเหล่านั้นในฐานะที่เป็นความจริง) แล้วเหตุใดพวกเขาจึงไม่สามารถปฏิบัติต่อพระวจนะของพระเจ้าในฐานะที่เป็นความจริง? เหตุใดพวกเขาจึงไม่สามารถยึดปฏิบัติตามพระวจนะของพระเจ้า? (พวกเขาไม่มีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้า) ดังนั้นเมื่อผู้คนไม่เข้าใจความจริง และยังไม่ได้ฟังความจริงมากนัก หัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าจะเกิดขึ้นในตัวพวกเขาได้อย่างไร? (พวกเขาต้องมีความเป็นมนุษย์และมโนธรรม) ถูกต้อง ในความเป็นมนุษย์ของผู้คนนั้นต้องมีสองสิ่งซึ่งล้ำค่าที่สุด สิ่งแรกคือมโนธรรม และสิ่งที่สองคือเหตุผลตามความเป็นมนุษย์ที่ปกติ การมีมโนธรรมและเหตุผลตามความเป็นมนุษย์ที่ปกติเป็นมาตรฐานขั้นต่ำสุดของการเป็นคน เป็นมาตรฐานขั้นต่ำสุดและพื้นฐานที่สุดในการประเมินคน แต่สิ่งนี้กลับขาดหายไปจากผู้คนทุกวันนี้ และดังนั้นไม่ว่าพวกเขาจะได้ฟังและเข้าใจความจริงไปมากเพียงใดแล้วก็ตาม การมีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าย่อมพ้นวิสัยของพวกเขา แล้วสิ่งใดคือความแตกต่างที่สำคัญระหว่างผู้คนทุกวันนี้กับโนอาห์? (พวกเขาไม่มีความเป็นมนุษย์) แล้วอะไรคือแก่นแท้ของการไร้ซึ่งความเป็นมนุษย์? (พวกเขาย่อมเป็นสัตว์ป่าและปีศาจ) ‘สัตว์ป่าและปีศาจ’ ฟังดูไม่ดีนัก แต่นี่ตรงกับข้อเท็จจริง หากจะกล่าวให้สุภาพขึ้นก็คือพวกเขาไม่มีความเป็นมนุษย์ ผู้คนที่ไร้ความเป็นมนุษย์และเหตุผลย่อมไม่ใช่มนุษย์ พวกเขาต่ำกว่าสัตว์ป่าด้วยซ้ำ การที่โนอาห์สามารถทำพระบัญชาของพระเจ้าจนสำเร็จสมบูรณ์ได้ก็เพราะเมื่อโนอาห์ได้ยินพระวจนะของพระเจ้า เขาก็สามารถเก็บพระวจนะเหล่านั้นไว้ในหัวใจของเขาได้อย่างมั่นคง สำหรับเขาแล้ว พระบัญชาของพระเจ้าคือภาระหน้าที่ชั่วชีวิต ความเชื่อของเขาไม่สั่นคลอน เจตจำนงของเขาไม่เปลี่ยนแปลงอยู่หนึ่งร้อยปี นี่เป็นเพราะเขามีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้า เขาเป็นคนอย่างแท้จริง และมีเหตุผลอันสูงสุดว่าพระเจ้าไว้วางพระทัยมอบหมายให้เขาสร้างเรือใหญ่ ผู้คนที่มีความเป็นมนุษย์และเหตุผลมากเท่าโนอาห์นี้หาได้ยากมาก การหาโนอาห์ให้พบอีกสักคนหนึ่งก็ย่อมจะยากมาก” (พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, บทแทรก สอง: วิธีที่โนอาห์และอับราฮัมเชื่อฟังพระวจนะของพระเจ้าและนบนอบพระองค์ (ภาคที่หนึ่ง)) โนอาห์ปฏิบัติตามพระบัญชาของพระเจ้าโดยไม่ลัดขั้นตอนหรือออมแรง โดยยืนหยัดในความพยายามตลอด 120 ปี จนในที่สุดก็สร้างเรือสำเร็จและลุล่วงพระบัญชาของพระเจ้า โนอาห์มีมโนธรรมและสำนึก เขาเป็นคนที่มีความเป็นมนุษย์ แต่เมื่อผมหันกลับมามองตัวเอง เวลาที่คัดเลือกสื่อ ผมเพียงตรวจดูอย่างลวกๆ และทำพอเป็นพิธีเท่านั้น ไม่ได้คิดว่าจะทำหน้าที่ให้ดีได้อย่างไร ไม่ว่าจะเป็นการตรวจดูว่าสื่อตรงไหนไม่สอดคล้องกับหลักธรรม หรือค้นหาว่าตัวเองยังบกพร่องตรงไหนและต้องปรับปรุงอะไร หรือคิดว่าจะลุล่วงหน้าที่รับผิดชอบของตัวเองได้อย่างไร แต่กลับมองว่าหน้าที่ของตัวเองเป็นภาระ และผลักงานที่ซับซ้อนกว่าไปให้ผู้ดูแล ส่วนตัวผมเองก็หาวิธีทำให้ตัวเองสบาย ผมมีความเป็นมนุษย์ตรงไหนกัน? ผมทำหน้าที่โดยใช้ความพยายามให้น้อยที่สุด โดยไม่คำนึงถึงข้อกำหนดของพระนิเวศของพระเจ้า หรือผลกระทบที่พฤติกรรมของผมมีต่องาน ท่าทีที่ผมมีต่องานนั้นแย่ยิ่งกว่าท่าทีของผู้ไม่เชื่อที่ทำงานให้เจ้านายเสียอีก ผมนึกถึงการให้น้ำและการหล่อเลี้ยงมากมายที่ได้รับจากพระวจนะของพระเจ้า รวมถึงทุกสิ่งที่พระเจ้าประทานให้เพื่อความอยู่รอด แต่ผมกลับไม่สามารถลุล่วงหน้าที่ของตัวเองในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง สิ่งที่ผมนำมาสู่งานของคริสตจักรมีเพียงการขัดขวางและการรบกวนเท่านั้น ผมรู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้งและอธิษฐานถึงพระเจ้า เต็มใจที่จะเปลี่ยนแปลงท่าทีสุกเอาเผากินและทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี หลังจากนั้น ผมก็ตั้งใจหลีกเลี่ยงปัญหาที่มักเกิดขึ้นในการทำหน้าที่มากขึ้น และระมัดระวังมากขึ้นในการคัดเลือกสื่อ
ต่อมาไม่นาน ผู้ดูแลได้มอบหมายให้ผมถ่ายทำวีดิทัศน์ชิ้นหนึ่ง ตอนที่ได้รับมอบหมายงานนั้นครั้งแรก ผมดีใจมาก และคิดกับตัวเองว่า “ครั้งนี้ผมต้องเตรียมตัวให้ดีและทำผลงานให้ออกมาดี” แต่ผมยังขาดทักษะอยู่บ้าง และจำเป็นต้องใช้เวลาในการศึกษาและค้นคว้าเพิ่มเติม ตอนแรก ผมสามารถศึกษาและฝึกฝนได้อย่างกระตือรือร้น แต่หลังจากผ่านไปหลายวัน วีดิทัศน์ที่ผมถ่ายก็ยังไม่สมบูรณ์แบบ และผมยังต้องใช้เวลาและความพยายามมากขึ้นในการศึกษาและค้นคว้า ผมเริ่มรู้สึกว่าเรื่องนี้ยุ่งยากเกินไป จึงปรับแก้งานเดิมเพียงเล็กน้อย แล้วคิดว่า “พอใช้ได้แล้ว” หลังจากทำเสร็จ ผมก็นำไปให้พี่น้องชายที่เป็นคู่ทำงานของผมดู เขาสังเกตว่าวีดิทัศน์ยังไม่ลื่นไหลและมีปัญหาในช่วงเปลี่ยนฉากบางจุด จึงแนะนำให้ผมถ่ายทำตอนเหล่านั้นใหม่ ผมคิดว่ามันยุ่งยากเกินไป จึงพูดกับเขาว่า “กำหนดส่งวีดิทัศน์นี้กระชั้นมาก ส่งไปแบบนี้เถอะ ถึงยังไง ด้วยทักษะของผม ทำได้ดีที่สุดก็แค่นี้แหละ” เมื่อเห็นว่าผมยืนกรานเช่นนั้น พี่น้องชายคนนั้นจึงไม่ได้พูดอะไรต่อ ต่อมาผู้ดูแลบอกกับผมว่า “คุณกำลังทำหน้าที่แบบสุกเอาเผากิน มีท่าทีที่ต่ำช้า และงานก็หยาบมาก งานนี้ไม่ต้องให้คุณทำแล้ว!” แม้จะเป็นเพียงคำพูดสั้นๆ แต่มันเหมือนมีดที่กรีดแทงใจของผม ผมรู้สึกเหมือนการตีตราว่า “สุกเอาเผากิน” ยังคงติดตัวผมอยู่ ผมไม่เข้าใจว่า ทั้งที่ผมพยายามแก้ไขท่าทีสุกเอาเผากินอย่างตั้งใจแล้ว ทำไมถึงยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง และทำไมผมยังคงสุกเอาเผากินในหน้าที่อยู่? ผมอธิษฐานถึงพระเจ้า และขอให้พระองค์ทรงชี้แนะเพื่อให้เข้าใจรากเหง้าของปัญหานี้ ต่อมา ผมได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่ง และในที่สุดก็ได้รับความกระจ่างเกี่ยวกับปัญหาของตัวผมเอง พระเจ้าตรัสว่า “การจัดการสิ่งทั้งหลายอย่างไม่จริงจังและไร้ความรับผิดชอบเช่นนี้ก็คืออุปนิสัยอันเสื่อมทรามอย่างหนึ่ง นี่คือนิสัยผักชีโรยหน้าที่ผู้คนพูดถึงบ่อยครั้ง ในเรื่องทุกเรื่องที่พวกเขาทำ พวกเขาก็ทำจนถึงจุดที่ ‘นั่นถูกต้องแล้ว’ และ ‘ใกล้เคียงพอแล้ว’ นั่นคือท่าทีของคำว่า ‘อาจจะ’ ‘เป็นไปได้’ และ ‘สี่ในห้า’ พวกเขาทำสิ่งทั้งหลายอย่างขอไปที พอใจที่จะทำให้น้อยที่สุด และพอใจกับการพูดอำคนไปเรื่อย พวกเขาไม่เห็นประโยชน์ของการจริงจังกับสิ่งต่างๆ หรือการทำอะไรให้ละเอียดถี่ถ้วน และยิ่งมองไม่เห็นประโยชน์ของการแสวงหาหลักธรรมความจริง นี่คืออุปนิสัยที่เสื่อมทรามอย่างหนึ่งมิใช่หรือ? นี่ใช่การสำแดงถึงความเป็นมนุษย์ที่ปกติกระนั้นหรือ? ไม่ใช่ การเรียกสิ่งนี้ว่าความโอหังนั้นถูกต้อง และการเรียกว่าไร้วินัยก็เหมาะสมทุกประการเช่นกัน—แต่ถ้าจะบรรยายให้สมบูรณ์แบบ คำเดียวที่จะทำได้ก็คือ ‘ผักชีโรยหน้า’ ผู้คนส่วนใหญ่มีนิสัยผักชีโรยหน้าอยู่ในตัวเอง เพียงแต่มากน้อยต่างกันเท่านั้น พวกเขาอยากทำสิ่งต่างๆ อย่างสุกเอาเผากินและฉาบฉวยในทุกเรื่อง และมีกลิ่นอายของการหลอกลวงอยู่ในทุกสิ่งที่พวกเขาทำ พวกเขาโกงคนอื่นเมื่อพวกเขาสามารถทำได้ ใช้ทางลัดเมื่อสามารถทำได้ และประหยัดเวลาเมื่อพวกเขาสามารถทำได้ พวกเขาคิดในใจว่า ‘ตราบใดที่ฉันหลีกเลี่ยงการถูกเปิดโปง และไม่ก่อให้เกิดปัญหา และไม่ถูกตำหนิ ฉันก็จะหลอกอำคนในเรื่องนี้ไปเรื่อยๆ ฉันไม่จำเป็นต้องทำงานให้ดีนัก แบบนั้นยุ่งยากเกินไป!’ ผู้คนดังกล่าวไม่เคยเชี่ยวชาญสิ่งใด ไม่เต็มใจที่จะพยายามให้จงหนักหรือยอมทนทุกข์และยอมลำบากในการศึกษาของพวกเขา พวกเขาอยากรู้เรื่องหนึ่งๆ เพียงผิวเผินเท่านั้น แล้วจากนั้นจึงเรียกตัวพวกเขาเองว่าช่ำชองในสิ่งนั้น เชื่อไปว่าตนเรียนรู้เรื่องนั้นสำเร็จแล้ว แล้วจากนั้นจึงพึ่งพาการนี้เพื่อมั่วไปในหนทางของพวกเขาจนตลอดรอดฝั่งไปได้ นี่ไม่ใช่ท่าทีที่ผู้คนมีต่อผู้อื่น ต่อเหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลายหรอกหรือ? นี่ใช่ท่าทีที่ดีหรือไม่? ไม่ใช่ พูดง่ายๆ ก็คือนี่เป็นการ ‘ทำแต่พอให้พ้นตัว’ นิสัยผักชีโรยหน้าเช่นนี้มีอยู่ในมวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามทุกคน ผู้คนที่มีความต่ำช้าอยู่ในความเป็นมนุษย์ของตน ย่อมมีมุมมองและท่าทีที่ ‘ทำแต่พอให้พ้นตัว’ ในทุกสิ่งที่พวกเขาทำ ผู้คนเช่นนี้สามารถทำหน้าที่ของตนได้อย่างถูกควรหรือไม่? ไม่ พวกเขาสามารถทำสิ่งต่างๆ อย่างมีหลักธรรมหรือไม่? ยิ่งไม่มีวี่แววว่าจะทำได้เข้าไปใหญ่” (พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, ประการที่แปด: พวกเขาย่อมจะให้ผู้อื่นนบนอบเฉพาะพวกเขาเท่านั้น ไม่ใช่ความจริงหรือพระเจ้า (ภาคที่สอง)) ปรากฏว่าเหตุผลที่ผมมักไม่จริงจังในหน้าที่ ไม่ปฏิบัติตามหลักธรรม และทำสิ่งต่างๆ แบบขอไปที โดยมุ่งแค่ “พอใช้ได้” หรือ “ประมาณนี้ก็พอ” ก็เพราะความต่ำช้าของผมนั้นร้ายแรงเกินไป เมื่อมองย้อนกลับไป ผมถึงเห็นว่าตัวเองสุกเอาเผากินในหน้าที่มาตลอด คอยแต่จะลัดขั้นตอนทุกครั้งที่ทำได้ ผมทำอะไรโดยไม่มีหลักธรรมเลย ไม่เคยอยากทุ่มเทความพยายามในการคิดให้รอบคอบหรือไล่ตามเสาะหาผลลัพธ์ที่ดีที่สุดเลย คิดแค่ว่า ตราบใดที่ไม่ก่อปัญหาใหญ่และไม่ถูกปลดจากหน้าที่ ก็พอแล้ว ผมแค่ใช้ชีวิตไปวันๆ ในพระนิเวศของพระเจ้า ไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน เช่น ตอนที่ผมถ่ายทำสื่อต่างๆ ถ้าผมยอมทุ่มเทมากขึ้นและไตร่ตรองหลักธรรมให้มากขึ้น ผมก็คงทำงานออกมาได้ดี แต่ผมกลับพอใจกับการทำงานให้เพียงแค่ “พอผ่าน” หรือ “พอใช้ได้” เท่านั้น ผมถึงกับอ้างว่าตัวเองไม่เข้าใจหลักธรรม แล้วผลักภาระสื่อที่ตัวเองประเมินได้ยากไปให้ผู้ดูแล ตอนที่ผู้ดูแลมอบหมายให้ผมถ่ายทำวีดิทัศน์ ผมรู้อย่างชัดเจนว่าวีดิทัศน์นั้นมีปัญหา และพี่น้องชายที่เป็นคู่ทำงานของผมก็เสนอให้ถ่ายทำใหม่ แต่ผมก็ยังไม่อยากทุ่มเทความพยายามเพิ่มเติมหรือจ่ายราคา และคิดว่างานที่ทำออกมานั้นดีพออยู่แล้ว ผมแค่อยากทำพอเป็นพิธีให้จบๆ ไป ผมตระหนักว่าความต่ำช้าของผมนั้นร้ายแรงมาก และพยายามลัดขั้นตอนในหน้าที่อยู่ตลอดเวลา ผลก็คือ สื่อไม่ได้มาตรฐาน และทำให้งานเกิดความล่าช้า การทำหน้าที่ด้วยความต่ำช้าเช่นนี้เป็นการทำร้ายทั้งผู้อื่นและตัวผมเองอย่างแท้จริง!
หลังจากนั้น ผมได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าเพิ่มเติมที่ว่า “เรื่องที่ว่าเจ้าควรปฏิบัติต่อพระบัญชาของพระเจ้าอย่างไรนั้นสำคัญอย่างยิ่งยวด นี่เป็นเรื่องที่จริงจังมาก หากเจ้าไม่สามารถทำสิ่งที่พระเจ้าไว้วางพระทัยมอบหมายให้เจ้าทำนั้นแล้วเสร็จได้ เช่นนั้นเจ้าก็ไม่เหมาะที่จะใช้ชีวิตอยู่ในการสถิตของพระองค์และเจ้าก็ควรยอมรับการลงโทษ เป็นเรื่องปกติและชอบด้วยเหตุผลโดยแท้ที่มนุษย์จะทำสิ่งที่พระเจ้าไว้วางพระทัยบัญชาให้ตนทำนั้นให้แล้วเสร็จ นี่คือความรับผิดชอบสูงสุดของมนุษย์ และมีความสำคัญเทียบเท่ากับชีวิตของเขาเอง หากเจ้าปฏิบัติต่อพระบัญชาของพระเจ้าอย่างไม่จริงจัง นี่ย่อมเป็นการทรยศพระเจ้าอย่างร้ายแรงที่สุด ในการทำเช่นนี้ เจ้าน่าสังเวชยิ่งกว่ายูดาส และควรถูกสาปแช่ง ผู้คนต้องเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าควรปฏิบัติต่อพระบัญชาของพระเจ้าอย่างไร และอย่างน้อยที่สุด พวกเขาก็ต้องเข้าใจว่า การที่พระเจ้าไว้วางพระทัยมอบหมายพระบัญชาแก่มนุษย์ก็คือการที่พระองค์ทรงยกชูมนุษย์ เป็นการแสดงพระคุณแก่มนุษย์เป็นพิเศษ และเป็นเกียรติแก่มนุษย์อย่างที่สุด และสิ่งอื่นล้วนสามารถละทิ้งได้—แม้กระทั่งชีวิตของตนเอง—แต่พระบัญชาของพระเจ้าต้องเสร็จสมบูรณ์” (พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, วิธีที่จะรู้จักธรรมชาติของมนุษย์) “จากภายนอก ตลอดเวลาที่พวกเขาปฏิบัติหน้าที่ของตน ผู้คนบางคนไม่ได้ดูเหมือนว่ามีปัญหาร้ายแรงอันใด พวกเขาไม่ได้ทำชั่วอย่างเห็นได้ชัด พวกเขาไม่ได้ก่อให้เกิดการขัดขวางหรือการก่อกวน หรือเดินบนเส้นทางของศัตรูของพระคริสต์ ในการปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขา พวกเขาไม่มีความผิดพลาดหรือปัญหาใหญ่โตอันใดเกี่ยวกับหลักธรรมเกิดขึ้น แต่กระนั้น โดยไม่ได้ตระหนัก ภายในเวลาเพียงไม่กี่ปี พวกเขากลับถูกเปิดเผยว่าไม่ได้ยอมรับความจริงเลย และเป็นหนึ่งในบรรดาผู้ไม่เชื่อ เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น? ผู้อื่นไม่สามารถมองเห็นประเด็นปัญหาได้ แต่พระเจ้าทรงพินิจพิเคราะห์หัวใจส่วนในสุดของผู้คนเหล่านี้ และพระองค์ทอดพระเนตรเห็นปัญหาดังกล่าว พวกเขาทำอย่างขอไปทีและไม่สำนึกกลับใจในการปฏิบัติหน้าที่ของตนอยู่เสมอ เมื่อเวลาผ่านไป พวกเขาจึงถูกเปิดเผยเป็นธรรมดา การที่ยังคงไม่กลับใจหมายความว่าอย่างไร? นั่นหมายความว่าแม้พวกเขาได้ปฏิบัติหน้าที่ของตนมาโดยตลอด แต่พวกเขากลับมีท่าทีผิดๆ ต่อหน้าที่เหล่านั้นอยู่เสมอ ท่าทีของการขอไปที ท่าทีลำลองตามสบาย และพวกเขาไม่เคยใส่ใจจริงจังเลย นับประสาอะไรที่พวกเขาจะมอบหัวใจทั้งหมดของพวกเขาให้กับหน้าที่ของตน พวกเขาอาจทุ่มความพยายามเล็กน้อย แต่พวกเขาก็แค่แสร้งทำท่าพอเป็นพิธี พวกเขาไม่ได้มอบทุกสิ่งทุกอย่างของพวกเขาให้กับหน้าที่ของตน และการฝ่าฝืนของพวกเขาก็ไม่มีที่สิ้นสุด ในสายพระเนตรของพระเจ้า พวกเขาไม่เคยกลับใจ พวกเขาทำอย่างขอไปทีเสมอมา และไม่เคยมีความเปลี่ยนแปลงอันใดในตัวพวกเขา—นั่นคือ พวกเขาไม่ปล่อยวางความชั่วในมือของพวกเขาและกลับใจต่อพระองค์ พระเจ้าทอดพระเนตรไม่เห็นท่าทีแห่งการกลับใจใหม่ในตัวพวกเขา และพระองค์ทอดพระเนตรไม่เห็นการพลิกกลับในท่าทีของพวกเขา พวกเขายึดมั่นในหน้าที่ทั้งหลายของพวกเขาและพระบัญชาของพระเจ้าด้วยท่าทีและวิธีการเช่นนั้น ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอันใดในอุปนิสัยอันดื้อดึงและดื้อแพ่งนี้โดยตลอด และที่ยิ่งไปกว่านั้นคือ พวกเขาไม่เคยรู้สึกเป็นหนี้พระเจ้า ไม่เคยรู้สึกว่าการขอไปทีของพวกเขาเป็นการกระทำผิด เป็นการทำชั่ว ในหัวใจของพวกเขา ไม่มีความเป็นหนี้เลย ไม่มีความรู้สึกผิดเลย ไม่มีการตำหนิตนเองเลย และนับประสาอะไรที่จะมีการกล่าวหาตนเอง และเมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า พระเจ้าทอดพระเนตรเห็นว่าบุคคลประเภทนี้เกินกว่าจะเยียวยาได้ ไม่สำคัญว่าพระเจ้าตรัสสิ่งใด และไม่สำคัญว่าพวกเขาได้ยินคำเทศนากี่คำหรือพวกเขาเข้าใจความจริงมากเพียงใด หัวใจของพวกเขาไม่ได้รับการดลใจและท่าทีของพวกเขาไม่ได้ปรับเปลี่ยนหรือกลับตัว พระเจ้าทอดพระเนตรเห็นดังนี้และตรัสว่า ‘ไม่มีความหวังใดเลยสำหรับบุคคลผู้นี้ ไม่มีสิ่งใดเลยที่เราพูดสัมผัสหัวใจของพวกเขา และไม่มีสิ่งใดเลยที่เราพูดที่ทำให้พวกเขากลับตัว ไม่มีวิถีทางในการเปลี่ยนแปลงพวกเขา บุคคลนี้ไม่เหมาะที่จะปฏิบัติหน้าที่ของตน และไม่เหมาะที่จะออกแรงทำงานในบ้านของเรา’ เหตุใดพระเจ้าจึงตรัสเช่นนี้? นั่นเป็นเพราะเมื่อพวกเขาปฏิบัติหน้าที่ของตนและทำงาน พวกเขาสุกเอาเผากินอยู่เสมอ ไม่ว่าพวกเขาจะถูกตัดแต่งมากเพียงใด และไม่ว่าจะหยิบยื่นความอดกลั้นและอดทนให้พวกเขามากเพียงใด นั่นไม่มีผลใดเลยและไม่สามารถทำให้พวกเขาสำนึกกลับใจหรือเปลี่ยนแปลงได้อย่างแท้จริง นั่นไม่สามารถทำให้พวกเขาทำหน้าที่ของพวกเขาเป็นอย่างดีได้ นั่นไม่สามารถเปิดโอกาสให้พวกเขาเริ่มเข้าสู่เส้นทางแห่งการไล่ตามเสาะหาความจริงได้ ดังนั้นบุคคลผู้นี้จึงเกินเยียวยา เมื่อพระเจ้าทรงกำหนดพิจารณาว่าบุคคลนี้เกินกว่าจะเยียวยา พระองค์จะยังคงทรงควบคุมเขาอย่างเข้มงวดหรือไม่? พระองค์จะไม่ทรงทำเช่นนั้น พระเจ้าจะทรงปล่อยพวกเขาไป” (พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, ภาคที่สาม) หลังจากที่ได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าแล้ว ผมก็เข้าใจว่า ในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง การยอมรับพระบัญชาของพระเจ้าและลุล่วงหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างเป็นเรื่องที่ปกติและชอบด้วยเหตุผลโดยแท้ และเราควรลุล่วงหน้าที่อย่างสุดหัวใจและขยันขันแข็ง ถ้าเราทำหน้าที่ด้วยท่าทีสะเพร่าหรือเหลาะแหละ นั่นก็คือการทรยศพระเจ้าและสมควรได้รับการลงโทษ แม้ว่าผมจะกำลังทำหน้าที่ในคริสตจักร แต่ไม่ได้ทุ่มเทในการทำหน้าที่นั้นให้ดีอย่างแท้จริง ผมทำตัวสุกเอาเผากินอยู่เสมอ โดยเลือกทำทุกอย่างด้วยวิธีที่เร็วและง่ายที่สุด แม้จะรู้ว่ามีปัญหา ผมก็เพิกเฉยและแสร้งทำเป็นไม่เห็น ท้ายที่สุด สิ่งนี้ก่อให้เกิดการขัดขวางและการรบกวนต่องาน แม้แต่การลงแรงทำงานของผมก็ยังไม่ได้มาตรฐาน ผู้ดูแลตัดแต่งผมและเตือนให้ผมทำหน้าที่อย่างเหมาะสม แต่ผมยังคงดื้อรั้นและทำตามอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตัวเอง หัวใจของผมช่างดื้อแพ่งเสียจริง! ผมปฏิบัติต่อหน้าที่อย่างไม่จริงจังและไร้ความรับผิดชอบอยู่เสมอ ถ้าผมไม่กลับใจ ต้องถูกพระเจ้าทรงกำจัดออกไปอย่างแน่นอน ผมนึกถึงพี่น้องชายที่เป็นคู่ทำงานของผม เขาขยันขันแข็งในหน้าที่และไตร่ตรองหลักธรรมอย่างรอบคอบ เขาตรวจสอบสื่อของตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าเสมอเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีปัญหาก่อนส่งงาน ด้วยเหตุนี้ หน้าที่ของเขาจึงเกิดผลลัพธ์ที่ดีและแทบไม่มีข้อผิดพลาดหรือความเบี่ยงเบนเลย แต่เวลาผมทำหน้าที่ ผมกลับต้องแก้งานใหม่อยู่เสมอ และปัญหาต่างๆ ก็เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ผมเห็นว่าตัวเองเป็นคนที่ไม่น่าไว้วางใจ และขาดทั้งความซื่อตรงและศักดิ์ศรี
ต่อมา ผมได้พบเส้นทางในการทำหน้าที่ให้ดีจากพระวจนะของพระเจ้า ผมได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า “ในปัจจุบันโอกาสที่จะปฏิบัติหน้าที่มีไม่มาก ดังนั้น เจ้าต้องยึดกุมโอกาสเหล่านี้เอาไว้ให้มั่นในยามที่เจ้าทำได้ เวลาที่อยู่ต่อหน้าหน้าที่นั่นเองคือยามที่เจ้าต้องใช้ความพยายามที่แท้จริง นั่นคือเวลาที่เจ้าต้องมอบถวายตนเองและสละตนเพื่อพระเจ้า และเป็นเวลาที่เจ้าต้องจ่ายราคา จงอย่าสงวนสิ่งใดไว้ อย่าเก็บงำกลอุบายใดๆ อย่าเหลือทางหนีทีไล่หรือหาทางออกให้ตนเอง หากเจ้าหาทางหนีทีไล่ ใช้เล่ห์กล หรือกะล่อนและอู้งาน เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ไม่แคล้วที่จะทำได้แย่” (พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, การเข้าสู่ชีวิตเริ่มต้นที่การปฏิบัติหน้าที่) “เวลาที่เจ้าปฏิบัติหน้าที่ของตน โดยข้อเท็จจริงแล้ว เจ้ากำลังทำสิ่งที่พึงทำ หากเจ้าทำหน้าที่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า หากเจ้าปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าและนบนอบพระเจ้าด้วยท่าทีที่ซื่อสัตย์และด้วยหัวใจ ท่าทีนี้จะไม่ถูกต้องกว่าเป็นอย่างมากหรอกหรือ? ดังนั้น เจ้าจะนำท่าทีนี้ไปใช้ในชีวิตจริงได้อย่างไร? เจ้าต้องทำให้ ‘การนมัสการพระเจ้าด้วยหัวใจและความซื่อสัตย์’ เป็นความเป็นจริงของเจ้า เมื่อใดก็ตามที่เจ้าอยากทำตัวสุกเอาเผากิน เมื่อใดก็ตามที่เจ้าอยากกระทำการในหนทางที่กลับกลอกและเกียจคร้าน และเมื่อใดก็ตามที่เจ้าว่อกแว่กหรืออยากสนุกสนาน เจ้าควรคิดคำนึงว่า ‘ในการประพฤติตนเยี่ยงนี้ ฉันกำลังเป็นคนที่ไม่น่าไว้วางใจหรือไม่? นี่ใช่การใส่ใจทำหน้าที่ของฉันหรือไม่? ด้วยการทำเช่นนี้ ฉันไม่ได้อุทิศตนใช่หรือไม่? ฉันล้มเหลวในการใช้ชีวิตให้เป็นไปตามพระบัญชาที่พระเจ้าได้ไว้วางพระทัยมอบหมายให้ฉันใช่หรือไม่?’ นี่คือวิธีที่เจ้าควรทบทวนตนเอง ถ้าเจ้ามารู้ตัวว่าตนนั้นสุกเอาเผากินในหน้าที่ของตนอยู่เสมอ และเจ้าไม่อุทิศตนและเจ้าได้ทำร้ายพระทัยของพระเจ้า เจ้าควรทำอย่างไร? เจ้าควรพูดว่า ‘ในตอนนั้นฉันรู้สึกได้ว่าตรงนี้มีบางอย่างผิดปกติ แต่ฉันไม่ได้มองว่านั่นคือปัญหา ฉันแค่กลบเกลื่อนไปอย่างไม่ใส่ใจ ฉันไม่ตระหนักจนถึงตอนนี้ว่าจริงๆ แล้วฉันสุกเอาเผากิน ไม่เคยลุล่วงความรับผิดชอบของตน ฉันไม่มีมโนธรรมและสำนึกอย่างแท้จริง!’ เจ้าค้นพบปัญหาและได้รู้จักตนเองบ้างแล้ว—ดังนั้นตอนนี้เจ้าต้องกลับตัว! ท่าทีที่เจ้ามีต่อการปฏิบัติหน้าที่ของตนนั้นผิด เจ้าทำเหมือนหน้าที่เป็นงานเสริมและพยายามแค่ทำให้เสร็จๆ ไป ไม่ได้ใส่หัวใจของเจ้าลงไป หากเจ้าสุกเอาเผากินเช่นนี้อีก เจ้าต้องอธิษฐานถึงพระเจ้าและยอมให้พระองค์บ่มวินัยและสั่งสอนเจ้า ต่อเมื่อเจ้ามีปณิธานเช่นนี้ในการปฏิบัติหน้าที่ของตนเท่านั้น เจ้าจึงจะกลับใจได้อย่างแท้จริง เจ้าจะกลับตัวได้ก็ต่อเมื่อมโนธรรมของเจ้าชัดเจนและท่าทีที่เจ้ามีต่อการปฏิบัติหน้าที่ของตนเปลี่ยนไปแล้วเท่านั้น” (พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, มีเพียงการอ่านพระวจนะของพระเจ้าและใคร่ครวญความจริงเป็นประจำเท่านั้นจึงจะมีเส้นทางให้เดิน) จากพระวจนะของพระเจ้า ผมตระหนักว่า เราควรทำหน้าที่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า และต้องมีท่าทีที่ซื่อสัตย์จึงจะทำหน้าที่ได้ดี เมื่อเรารู้สึกอยากลัดขั้นตอนหรือสุกเอาเผากิน เราควรทบทวนตัวเองว่าเราได้ทำหน้าที่อย่างขยันขันแข็งและรับผิดชอบหรือไม่ และการกระทำของเราคู่ควรกับความไว้วางพระทัยของพระเจ้าหรือไม่ เมื่อเราทบทวนตัวเองให้มากขึ้น เราก็จะทำตัวสุกเอาเผากินน้อยลง และยังช่วยลดความเสียหายที่เกิดกับงานได้อีกด้วย สรุปก็คือ เราควรใช้ความสามารถของเราอย่างเต็มที่โดยไม่ออมแรง นี่คือหนทางที่จะทำหน้าที่ของเราให้ดี
ในเดือนพฤษภาคม ปี 2023 ผมดูแลงานด้านเทคนิคบางอย่าง เนื่องจากผมเพิ่งเริ่มทำหน้าที่นี้ จึงยังขาดทักษะทางเทคนิคบางด้าน เมื่อพี่น้องชายหญิงรายงานปัญหาเข้ามา ผมก็เข้าใจเพียงคร่าวๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ไม่รู้รายละเอียดที่ชัดเจน ทำให้ผมต้องแก้ปัญหาและหาสาเหตุของปัญหาทีละอย่าง บางครั้ง เมื่อมีปัญหาหลายอย่าง ผมก็รู้สึกอยากจะทำตัวสุกเอาเผากินอีกครั้ง แต่สามารถขัดขืนแรงกระตุ้นเหล่านั้นอย่างมีสติได้ ผมจำได้ว่าครั้งหนึ่ง อุปกรณ์ของพี่น้องหญิงคนหนึ่งเกิดขัดข้อง และเธอถามผมว่าสาเหตุเกิดจากอะไร ผมไม่คุ้นเคยกับอุปกรณ์ชิ้นนั้นมากนัก ดังนั้น หากจะแก้ปัญหาและหาว่าปัญหาคืออะไรจริงๆ ก็ต้องใช้ทั้งเวลาและความพยายาม ผมคิดจะตอบเธอแบบคร่าวๆ ตามความเข้าใจที่ผมมี แต่พอเขียนคำตอบเสร็จ ผมกลับรู้สึกไม่สบายใจ เพราะตระหนักว่าตัวเองกำลังทำตัวสุกเอาเผากินอีกแล้ว ผมนึกถึงตอนที่ตัวเองทำหน้าที่แบบสุกเอาเผากินในอดีต จนสร้างความเสียหายให้กับงาน และรู้ว่า ถ้ายังคงสุกเอาเผากินต่อไป ก็จะไม่สามารถแก้ปัญหาที่แท้จริงได้ สุดท้ายก็จะต้องเสียเวลาโต้ตอบกันไปมาหลายรอบ กระทบต่อการใช้อุปกรณ์ของพี่น้องหญิง และทำให้งานล่าช้า ผมต้องพยายามอย่างเต็มที่เพื่อทำความเข้าใจปัญหาให้กระจ่างโดยละเอียดก่อนจะตอบพี่น้องหญิง หลังจากนั้น ผมจึงดำเนินการตรวจสอบทีละขั้นตอน และพบสาเหตุของปัญหา เมื่อปฏิบัติเช่นนี้ ผมก็รู้สึกสบายใจ ต่อมา เมื่อเจอปัญหาที่ตัวเองจัดการไม่ได้ ผมก็ขอคำแนะนำจากพี่น้องชายหญิง และตอบกลับก็ต่อเมื่อยืนยันวิธีแก้ปัญหาแล้วเท่านั้น หลังจากปฏิบัติเช่นนี้อยู่ระยะหนึ่ง ท่าทีของผมที่มีต่อหน้าที่ก็เปลี่ยนไป และทักษะทางเทคนิคของผมก็พัฒนาขึ้นอย่างมาก แม้ว่าตอนนี้ ผมจะยังไม่เข้าใจอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตัวเองอย่างลึกซึ้ง แต่ผมก็เต็มใจพึ่งพาพระเจ้าเพื่อแก้ไขความต่ำช้าของตัวเอง และทำหน้าที่ให้ได้มาตรฐาน