12. การเลิกอำพรางตัวเองและการเป็นคนที่ซื่อสัตย์
ในปี 2022 ผมได้รับเลือกให้เป็นผู้นำคริสตจักร ผมคิดว่าตัวเองน่าจะดีพอสมควรในทุกด้าน ไม่อย่างนั้นพี่น้องชายหญิงคงไม่เลือกผม มีอยู่ครั้งหนึ่งในการชุมนุม พี่น้องหญิงหลี่อวี้ซึ่งเป็นมัคนายกข่าวประเสริฐ กำลังอยู่ในสภาวะที่เธอตีกรอบตัวเองว่ามีขีดความสามารถต่ำ เธอค่อนข้างคิดลบและอยากจะล้มเลิก ผมรู้ว่าขีดความสามารถของหลี่อวี้ไม่ได้แย่นัก ที่เธออยากล้มเลิกเป็นเพราะปัญหาเรื่องอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเป็นหลัก ผมคิดในใจว่า “ฉันเพิ่งมาเป็นผู้นำคริสตจักร และเมื่อเจอปัญหาแบบนี้ ฉันต้องสามัคคีธรรมเรื่องนี้และแก้ไขให้เร็วที่สุด นี่จะทำให้ฉันดูเหมือนเป็นคนทำงานเก่ง และจะทำให้หลี่อวี้ยอมรับในตัวฉันด้วย” เมื่อคิดได้ว่าผมเคยอยู่ในสภาวะเดียวกับหลี่อวี้ ผมจึงหาพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่งที่ผมกำลังอ่านอยู่ในตอนนั้น และแบ่งปันความเข้าใจของผมโดยอาศัยพระวจนะของพระเจ้าเหล่านี้ เมื่อเห็นว่าเธอเห็นด้วย ผมก็รู้สึกดีใจ จากนั้น หลี่อวี้ก็ถามผมว่า “แล้วหลังจากนั้นคุณปฏิบัติและเข้าสู่ยังไงคะ?” ผมรู้สึกประหม่าขึ้นมาทันที เพราะตอนนั้นผมมีความเข้าใจเพียงเล็กน้อย และยังไม่ได้ปฏิบัติและเข้าสู่เลย ผมคิดในใจว่า “ฉันสามัคคีธรรมความเข้าใจของตัวเองได้ดีมาก แต่พอพูดถึงการปฏิบัติและการเข้าสู่ ฉันกลับไม่มีอะไรจะพูด หลี่อวี้จะมองฉันยังไง? แบบนี้ไม่ดีแน่ ฉันต้องหาทางสามัคคีธรรมเพื่อช่วยให้มีหนทางไปต่อ” หัวผมเริ่มแล่นฉิว พยายามคิดหาวิธีแก้ไข ในขณะที่แอบปกปิดส่วนที่ขาดหายไปในประสบการณ์ของตัวเอง แล้วผมก็แค่พูดถึงพระวจนะของพระเจ้าที่ผมได้อ่านในตอนนั้นและสิ่งที่ผมเข้าใจ พอถึงส่วนที่ผมยังไม่เคยมีประสบการณ์เลย ผมก็แค่ข้ามส่วนนั้นไป แล้วพูดถึงความเข้าใจล่าสุดที่ผมมีต่อพระวจนะของพระเจ้า ในที่สุดผมก็สามัคคีธรรมจนจบด้วยการปะติดปะต่อเรื่องราวแบบนี้ เมื่อเห็นว่าหลี่อวี้ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง ผมก็รู้สึกผิดหวังในใจมาก โดยคิดว่า “ระดับที่แท้จริงของฉันถูกเปิดโปงแล้ว และตอนนี้หลี่อวี้คงจะดูถูกฉัน” ต่อมา เมื่อเราคุยกันเรื่องงานข่าวประเสริฐ หลี่อวี้ก็ถามคำถามเพิ่มเติมอีก แม้ว่าผมอยากจะเสนอวิธีแก้ไขเพื่อรักษาหน้า แต่ผมก็คิดคำแนะนำที่มีประโยชน์ไม่ออกเลยแม้จะไตร่ตรองอยู่นาน แล้วผมก็นึกขึ้นได้ว่าตอนนี้ผมเป็นผู้นำคริสตจักรแล้ว และไม่ว่ายังไง ผมก็ต้องชี้ให้เห็นหนทางไปต่อ ผมจึงบอกหลี่อวี้ว่า “ที่จริงแล้ว เมื่อเผชิญกับปัญหาเหล่านี้ พระเจ้าทรงทอดพระเนตรท่าทีที่เรามีต่อหน้าที่ของเราครับ ตราบใดที่เราใช้ความคิดให้มากขึ้นและจ่ายราคาให้มากขึ้น พระเจ้าจะทรงนำเราอย่างแน่นอนครับ” ผมสังเกตสีหน้าของหลี่อวี้ขณะที่ผมสามัคคีธรรม ตลอดการสามัคคีธรรมของผม หลี่อวี้ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองเลย เมื่อเห็นว่าผมพูดไปตั้งมากมายแต่กลับไม่เกิดผลลัพธ์อะไรเลย ผมก็รู้สึกเหมือนเสียหน้าอย่างสิ้นเชิง ผมมีแค่ตำแหน่งผู้นำคริสตจักรแต่กลับแก้ไขปัญหาไม่ได้ หลี่อวี้จะมองผมยังไง? ระหว่างทางกลับบ้าน ผมรู้สึกแย่มาก และรู้สึกท้อแท้อย่างหนัก ผมคิดในใจว่า “ฉันเพิ่งเริ่มเป็นผู้นำก็แสดงข้อบกพร่องออกมามากมายขนาดนี้แล้ว ไม่รู้ว่าในอนาคตฉันจะต้องเข้าร่วมการชุมนุมอีกกี่ครั้งและต้องเผชิญปัญหาอีกกี่เรื่อง ถ้าทุกครั้งเป็นเหมือนวันนี้ ฉันจะทำยังไง? ถ้าทุกคนมองฉันออกหมด แล้วต่อไปฉันจะอยู่ในคริสตจักรนี้ได้ยังไง?” ผมรู้สึกกดดันมากขึ้นเป็นทวีคูณ และหัวใจก็หนักอึ้ง ราวกับถูกหินทับไว้
หลังจากกลับถึงบ้าน ผมได้ดูวิดีโอคำพยานจากประสบการณ์เรื่อง “ผมทำร้ายตัวเองด้วยการอำพรางและการหลอกลวง” เมื่อนึกถึงตอนที่ผมอยู่ต่อหน้าหลี่อวี้และแสร้งทำเป็นเข้าใจ ในที่สุดผมก็ตระหนักได้ว่าผมกำลังอยู่ในสภาวะของการอำพรางตัวเอง ผมนึกถึงพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่งและค้นหามาอ่าน พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ผู้นำและคนทำงานบางคนไม่สามารถมองเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในคริสตจักรได้ ขณะที่ร่วมชุมนุมกันอยู่นั้น พวกเขาก็รู้สึกเหมือนตนไม่มีอะไรควรค่าที่จะกล่าว จึงได้แต่ฝืนตนเองให้กล่าวคำพูดและคำสอนบางอย่างออกมา พวกเขารู้ดีเป็นอย่างยิ่งว่าสิ่งที่ตนเองกำลังกล่าวอยู่นั้นเป็นเพียงคำสอน แต่ก็ยังกล่าวออกมาอยู่ดี ท้ายที่สุดแล้ว แม้แต่ตัวพวกเขาเองก็ยังรู้สึกว่าคำกล่าวของตนจืดชืด และบรรดาพี่น้องชายหญิงก็ไม่คิดว่าสิ่งที่กล่าวออกมานั้นเป็นที่เจริญใจใดๆ ด้วยเช่นกัน หากเจ้าไม่รู้ซึ้งถึงปัญหานี้ แต่ก็ยังดื้อดึงกล่าวคำพูดเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ เช่นนั้นพระวิญญาณบริสุทธิ์ก็จะไม่ทรงพระราชกิจ และไม่เกิดประโยชน์ต่อผู้คน หากเจ้าไม่ได้มีประสบการณ์กับความจริง แต่ยังต้องการที่จะพูดถึงความจริง เมื่อนั้นไม่ว่าเจ้าจะกล่าวอะไรออกมา เจ้าก็จะไม่สามารถเข้าใจความจริงอย่างถ่องแท้ สิ่งใดก็ตามที่เจ้ากล่าวต่อไปก็จะเป็นเพียงแค่คำพูดและคำสอน เจ้าอาจคิดว่าตัวเจ้าได้รับความรู้แจ้งบ้างแล้ว แต่นั่นกลับเป็นเพียงคำสอนเท่านั้น ไม่ใช่ความเป็นจริงความจริง ไม่ว่าผู้คนจะพยายามมากเพียงใด พวกเขาก็จะไม่อาจเข้าใจสิ่งที่เป็นจริงจากการฟังเจ้าสามัคคีธรรมความจริงได้ ระหว่างรับฟัง พวกเขาอาจรู้สึกว่าสิ่งที่เจ้ากล่าวนั้นถูกต้องเลยทีเดียว แต่หลังจากนั้นพวกเขาก็จะลืมสิ่งที่เจ้ากล่าวโดยสิ้นเชิง หากเจ้าไม่กล่าวถึงสภาวะจริง ๆ ของเจ้า เจ้าก็จะไม่สามารถสัมผัสหัวใจของผู้คน และผู้คนจะไม่จดจำหลังจากได้ยินคำกล่าวนั้น คำกล่าวนั้นไม่มอบสิ่งใดที่ก่อให้เกิดประโยชน์ เมื่อเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้ เจ้าควรตระหนักรู้ว่าสิ่งที่เจ้ากำลังกล่าวนั้นไม่สัมพันธ์กับชีวิตจริง กล่าวคือ จะไม่เป็นประโยชน์กับใครก็ตามหากเจ้ายังกล่าวต่อไปเช่นนี้ต่อไป และจะประดักประเดิดมากกว่าเดิมด้วยซ้ำหากมีใครบางคนถามคำถามที่เจ้าตอบไม่ได้ เจ้าควรหยุดทันที และให้ผู้อื่นได้สามัคคีธรรมกัน—นั่นจะเป็นทางเลือกที่ชาญฉลาด เมื่อเจ้าอยู่ในที่ชุมนุมและรู้บางสิ่งบางอย่างเกี่ยวกับประเด็นปัญหาจำเพาะเรื่องหนึ่ง เจ้าสามารถกล่าวคำพูดที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงบางอย่างเกี่ยวกับประเด็นปัญหานั้น สิ่งที่เจ้าพูดอาจจะตื้นเขินสักหน่อย แต่ทุกคนจะเข้าใจคำพูดของเจ้า หากเจ้ามีความต้องการอยู่เสมอที่จะพูดให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นเพื่อทำให้ผู้คนประทับใจ แต่ก็ดูเหมือนเจ้าไม่สามารถสื่อสารให้ใครเข้าใจได้เลย เช่นนั้นเจ้าก็ควรจะหยุดพูดถึง ทุกอย่างที่เจ้ากล่าวต่อจากนั้นจะกลายเป็นคำสอนที่ว่างเปล่า เจ้าควรปล่อยให้คนอื่นสามัคคีธรรมต่อไป หากเจ้ารู้สึกว่าสิ่งที่เจ้าเข้าใจคือคำสอนและการกล่าวสิ่งนี้ออกไปจะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ พระวิญญาณบริสุทธิ์จะไม่ทรงพระราชกิจหากเจ้ากล่าวในลักษณะเช่นนี้ หากเจ้าฝืนตนเองให้กล่าวออกมา เจ้าก็อาจลงเอยด้วยความไร้สาระและความเบี่ยงเบนทั้งหลาย และเจ้าก็อาจนำพาผู้คนให้หลงทางได้ ผู้คนส่วนใหญ่มีพื้นฐานที่ไม่ดีและขีดความสามารถต่ำจนไม่สามารถเข้าใจสิ่งที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นได้ในเวลาอันสั้นหรือจดจำสิ่งต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย แต่ในทางกลับกันหากเป็นสิ่งที่ผิดเพี้ยน เป็นกฎระเบียบ และเกี่ยวข้องกับคำสอน พวกเขาก็เข้าใจได้อย่างรวดเร็วทีเดียว นี่คือความเลวร้ายของพวกเขาไม่ใช่หรือ? ดังนั้นเจ้าต้องยึดตามหลักธรรมเวลาที่เจ้าสามัคคีธรรมถึงความจริงและกล่าวเกี่ยวกับสิ่งใดก็ตามที่เจ้าเข้าใจ มีความทะนงตัวอยู่ในหัวใจของผู้คน และบางครั้งเมื่อความทะนงตัวนั้นเข้ามามีอำนาจควบคุม พวกเขาก็จะยืนกรานที่จะกล่าว แม้ในเวลาที่พวกเขารู้ว่าสิ่งที่ตนกำลังกล่าวนั้นคือคำสอน พวกเขาคิดว่า ‘พี่น้องชายหญิงของฉันอาจไม่สามารถบอกได้ ฉันจะเพิกเฉยต่อสิ่งนั้นทั้งหมดเพื่อรักษาความมีหน้ามีตาของฉัน การรักษาภาพลักษณ์เป็นสิ่งที่สำคัญในตอนนี้’ นี่ไม่ใช่ความพยายามที่จะหลอกลวงผู้คนหรอกหรือ? นี่คือการไม่ภักดีต่อพระเจ้า! หากเป็นใครสักคนที่มีสำนึกสักนิด พวกเขาก็จะรู้สึกสำนึกผิดและรู้สึกว่าตนเองควรจะหยุดพูด พวกเขาจะรู้สึกว่าตนเองควรเปลี่ยนหัวข้อ และสามัคคีธรรมถึงสิ่งที่พวกเขามีประสบการณ์ หรืออาจจะเป็นความเข้าใจและความรู้ของพวกเขาเกี่ยวกับความจริง แต่ไม่ว่าใครสักคนจะมีความเข้าใจมากขนาดไหน พวกเขาก็ควรจะพูดได้มากที่สุดแค่นั้น สิ่งที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงที่ใครสักคนสามารถกล่าวออกมาได้มีขีดจำกัดอยู่ ไม่ว่าพวกเขาจะพูดมากขนาดไหน หากไม่มีประสบการณ์ จินตนาการและความคิดของเจ้าก็เป็นเพียงแค่ทฤษฎี เป็นแค่สิ่งที่มาจากมโนคติอันหลงผิดของมนุษย์” (พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, ภาคที่สาม) พระเจ้าตรัสว่าเมื่อสามัคคีธรรมในการชุมนุม ผู้คนควรพูดเท่าที่ตัวเองเข้าใจเท่านั้น นี่คือสำนึกที่พวกเขาพึงมี หากผู้คนฝืนตัวเองให้พูดในสิ่งที่พวกเขายังไม่เคยมีประสบการณ์หรือยังไม่เห็นอย่างชัดเจน และทำเช่นนั้นแม้จะรู้ดีว่าตัวเองกำลังพร่ำคำสอน นั่นก็เป็นเพียงการสนองความหลงตัวเองของพวกเขา และกำลังหลอกผู้คน นั่นคือสิ่งที่ผมกำลังทำอยู่ในการชุมนุม เมื่อผมได้ยินมัคนายกข่าวประเสริฐพูดถึงปัญหาต่างๆ ผมก็แค่อยากจะแก้ไขปัญหาให้เธอโดยเร็ว เพื่อแสดงให้เห็นว่าผมมีความสามารถสมกับการเป็นผู้นำคริสตจักร แต่ขณะที่สามัคคีธรรม ผมก็ตระหนักว่าหลังจากที่ผมได้พูดคุยถึงความเข้าใจเพียงเล็กน้อยของตัวเองแล้ว ผมก็ไม่มีอะไรจะพูดอีก เพื่อรักษาภาพลักษณ์ของตัวเอง ผมจึงฝืนตัวเองให้พร่ำคำสอนต่อไป โดยต้องการอำพรางตัวเองว่าเป็นคนที่มีประสบการณ์ ผลก็คือ ปัญหาของหลี่อวี้ยังคงไม่ได้รับการแก้ไข ผมเอาแต่คิดหาวิธีหลีกเลี่ยงการเสียหน้าตลอดกระบวนการทั้งหมด ผมไม่ได้คิดเลยว่าจะแก้ไขปัญหาอย่างแท้จริงได้ยังไง สภาวะของมัคนายกข่าวประเสริฐไม่ดีนัก และมีความลำบากยากเย็นจริงๆ ในงานข่าวประเสริฐ แต่ผมกลับไม่รู้สึกร้อนใจกับเรื่องนั้น และถึงกับเก็บเอาเรื่องที่ตัวเองจะเสียหน้าหรือได้หน้ามาใส่ใจ ผมช่างเห็นแก่ตัวและน่ารังเกียจจริงๆ! ผมหลอกหลี่อวี้ด้วยการพร่ำคำสอน แต่พระเจ้าทรงพินิจพิเคราะห์ส่วนลึกในหัวใจของเรา การทำหน้าที่แบบนั้น ไม่ได้ทำงานจริงหรือแก้ปัญหาจริง เป็นพฤติกรรมของผู้นำเทียมเท็จ
หลังจากที่พี่น้องชายหญิงรู้เรื่องสภาวะของผม พวกเขาก็หาพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่งมาให้ ซึ่งช่วยให้ผมเห็นปัญหาของตัวเองได้ชัดเจนยิ่งขึ้น พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “โดยเนื้อแท้แล้วผู้คนก็คือสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง สิ่งมีชีวิตทรงสร้างจะมีฤทธานุภาพสูงสุดได้หรือไม่? สัมฤทธิ์ความสมบูรณ์แบบและไร้ที่ติได้หรือไม่? จะเชี่ยวชาญทุกสิ่ง เข้าใจทุกสิ่ง มองเห็นทุกสิ่งได้อย่างชัดเจน และสามารถทำทุกสิ่งได้หรือไม่? ย่อมไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ภายในตัวผู้คนมีอุปนิสัยอันเสื่อมทรามซึ่งเป็นจุดอ่อนที่ถึงแก่ชีวิตคือ ทันทีที่ผู้คนเรียนรู้ทักษะหรือวิชาชีพหนึ่งๆ พวกเขาย่อมรู้สึกว่าตนมีความสามารถ เป็นคนที่มีสถานะและคุณค่า และเป็นมืออาชีพ ไม่ว่าความสามารถที่แท้จริงของพวกเขาจะเป็นเช่นใด พวกเขาทุกคนก็อยากสร้างภาพว่าตนเป็นคนที่มีชื่อเสียงหรือเก่งเป็นพิเศษ อยากกลายเป็นคนที่ค่อนข้างเป็นที่รู้จัก อยากทำให้ผู้อื่นคิดว่าพวกเขาเพียบพร้อมและไร้ที่ติ ไม่มีข้อบกพร่องเลย พวกเขาอยากให้ผู้อื่นมองว่าตนเป็นคนที่มีความสามารถ มีอำนาจ ยอดเยี่ยม หรือมีชื่อเสียงและยิ่งใหญ่ มีภาพลักษณ์ที่ดูใหญ่โตและน่าเกรงขาม มีความสามารถที่จะทำสิ่งใดก็ได้ และไม่มีสิ่งใดที่พวกเขาทำไม่ได้ พวกเขารู้สึกว่าถ้าพวกเขาขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น พวกเขาก็จะดูไร้ความสามารถและต่ำต้อย และผู้คนก็จะดูถูกพวกเขา ด้วยเหตุผลนี้ พวกเขาจึงมีหน้าฉากตั้งไว้เสมอ… นี่คืออุปนิสัยประเภทใด? ความโอหังของผู้คนเช่นนี้ไม่มีขอบเขต พวกเขาสูญสิ้นเหตุผลทั้งปวงไปแล้ว พวกเขาไม่ปรารถนาที่จะเป็นเหมือนคนอื่น พวกเขาไม่ต้องการเป็นคนธรรมดา เป็นคนปกติ แต่ต้องการเป็นคนที่เหนือมนุษย์ เป็นบุคคลพิเศษ หรือดาวรุ่ง นี่เป็นปัญหาที่ใหญ่โตยิ่งนัก! สำหรับจุดอ่อน ข้อบกพร่อง ความไม่รู้เท่าทัน ความโง่เขลา และการขาดพร่องความเข้าใจภายในสภาวะความเป็นมนุษย์ปกติ พวกเขาจะห่อสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดไว้ และไม่ให้ผู้อื่นมองเห็น และจากนั้นก็ปลอมแปลงตัวพวกเขาเองต่อไป มีบางคนที่ไม่อาจเห็นสิ่งใดได้ชัดเจนเลย แต่ก็ยังอ้างว่าพวกเขาเข้าใจในหัวใจของตน เมื่อเจ้าขอให้พวกเขาอธิบายสิ่งนั้น พวกเขาก็ไม่สามารถอธิบายได้ หลังจากที่ใครคนอื่นได้อธิบายสิ่งนั้นแล้ว ถึงตอนนั้นเอง พวกเขาก็อ้างว่าพวกเขากำลังจะพูดสิ่งเดียวกันอยู่พอดี แต่ไม่สามารถเอ่ยสิ่งนั้นออกมาได้ทันเวลา พวกเขาทำทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาสามารถทำได้เพื่อปลอมแปลงตัวเองและลองพยายามที่จะวางฉากหน้าให้ดูดี พวกเจ้าว่าอย่างไรดี ผู้คนเช่นนี้ไม่ได้มีชีวิตอย่างเหม่อลอยฝันกลางวันหรอกหรือ? พวกเขาไม่ได้กำลังฝันอยู่หรอกหรือ? พวกเขาไม่รู้ว่าตัวพวกเขาเองเป็นใคร อีกทั้งพวกเขาก็ไม่รู้วิธีใช้ชีวิตตามความเป็นมนุษย์ที่ปกติ พวกเขาไม่เคยได้ปฏิบัติตนเหมือนพวกมนุษย์ที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงเลยสักครั้ง หากเจ้าใช้ชีวิตในแต่ละวันอย่างขอไปที ฝันกลางวัน และไม่ทำสิ่งใดตามความเป็นจริง หากเจ้าดำเนินชีวิตตามจินตนาการของตนเสมอ เช่นนั้นแล้ว นี่คือปัญหา เส้นทางในชีวิตที่เจ้าเลือกนั้นไม่ถูกต้อง หากเจ้าทำเช่นนี้ เช่นนั้นแล้วไม่สำคัญว่าเจ้าจะเชื่อในพระเจ้าอย่างไร เจ้าก็จะไม่เข้าใจความจริง อีกทั้งเจ้าจะไม่มีความสามารถที่จะได้รับความจริง ว่ากันโดยสัตย์จริงแล้ว เจ้าไม่สามารถได้รับความจริงเพราะจุดเริ่มต้นของเจ้าผิด” (พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, เงื่อนไขห้าประการที่ต้องทำเพื่อออกเดินไปบนร่องครรลองที่ถูกต้องของการเชื่อในพระเจ้า) พระเจ้าทรงเปิดโปงว่าผู้คนมีอุปนิสัยโอหัง และไม่ต้องการอยู่ในที่ของตนในฐานะคนธรรมดา และอยากจะแสร้งทำเป็นว่าตัวเองทำได้ทุกสิ่งและเข้าใจทุกอย่างอยู่เสมอ โดยพยายามทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิดคิดว่าพวกเขาอยู่ในระดับสูง และไม่ใช่คนทั่วไป นี่คือสิ่งที่ผมกำลังประพฤติอยู่ หลังจากได้รับเลือกให้เป็นผู้นำคริสตจักร ผมก็รู้สึกว่าตัวเองค่อนข้างดีในทุกๆ ด้าน ผมอยากแสดงให้คนอื่นเห็นว่าผมสามารถแบกรับภาระนี้ได้ และรู้สึกว่าไม่ว่าผมจะเผชิญกับปัญหาอะไร ผมก็จะสามารถช่วยพี่น้องชายหญิงแก้ไขได้ และมีเพียงสิ่งนี้เท่านั้นที่สอดคล้องกับสถานะในปัจจุบันของผม แต่เมื่อผมไม่สามารถให้เส้นทางแห่งการปฏิบัติได้ตอนที่พยายามแก้ไขปัญหาของคนอื่น ผมก็แค่ปะติดปะต่อเรื่องบางอย่างมาสามัคคีธรรมกับพวกเขา และยังฝืนตัวเองให้พร่ำคำพูดและคำสอนบางอย่างเพื่อรักษาหน้า ผมมักจะปกปิดสิ่งที่ตัวเองขาด สิ่งที่ตัวเองไม่เข้าใจ และสิ่งที่ตัวเองทำไม่ได้ ผมอยากแสร้งทำต่อหน้าคนอื่นว่าไม่มีปัญหาไหนเอาชนะผมได้ ผมไม่ได้กำลังพยายามอำพรางตัวเองว่าเป็นยอดมนุษย์หรอกหรือ? ผมไม่เคยเป็นผู้นำคริสตจักรมาก่อน และไม่คุ้นเคยกับปัญหาหลายอย่างที่เกี่ยวข้อง จึงเป็นเรื่องปกติที่ผมจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาของหลี่อวี้ได้ในทันที แต่ถึงอย่างนั้น เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้ตัวเอง ผมกลับปกปิดสิ่งที่ผมยังเห็นได้ไม่ชัดเจนหรือยังไม่เข้าใจ ผมไม่เต็มใจที่จะอยู่ในที่อันเหมาะสมของตนในฐานะคนธรรมดา ธรรมชาติของผมโอหังเกินไป ผมช่างไร้ซึ่งสำนึกจริงๆ!
หลังจากนั้น ผมก็หาพระวจนะของพระเจ้าที่เปิดโปงคนที่มักจะอำพรางตัวเองมาไตร่ตรอง และผมก็ได้รับความเข้าใจเกี่ยวกับตัวเองมากขึ้น พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “บางคนพยายามปกปิดตัวตนที่แท้จริงอยู่เสมอ ฟอกขาวให้ตนดูดีเป็นประจำ อำพรางตนตลอดเวลาเพื่อให้ผู้อื่นยกย่องตนและไม่อาจมองเห็นข้อเสียหรือข้อบกพร่องของตนได้ ทั้งยังอยากนำเสนอด้านที่ดีที่สุดของตนให้ผู้อื่นเห็นอยู่เสมอ—นี่คืออุปนิสัยเช่นใด? นี่คือความโอหัง ความเทียมเท็จ ความหน้าซื่อใจคด เป็นอุปนิสัยของซาตาน เป็นสิ่งที่เลว นี่ก็เหมือนกับที่ไม่ว่าสมาชิกของระบอบซาตานจะต่อสู้ บาดหมาง หรือเข่นฆ่ากันในความมืดมากเพียงใด ก็ไม่อนุญาตให้ใครรายงานหรือเปิดโปงพวกเขา พวกเขากลัวว่าผู้คนจะมองเห็นโฉมหน้าเยี่ยงปีศาจของตน และพวกเขาทำทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาสามารถทำได้เพื่อปิดบังการนั้นไว้ ในที่สาธารณะ พวกเขาทำสุดความสามารถที่จะล้างความผิดให้ตัวเอง โดยพูดว่าพวกเขารักประชาชนมากเพียงใด พวกเขายิ่งใหญ่ รุ่งโรจน์ และไม่มีทางผิดพลาดเพียงใด นี่คือธรรมชาติของซาตาน ลักษณะที่โดดเด่นที่สุดในธรรมชาติของซาตานคือเล่ห์เพทุบายและการหลอกลวง แล้วอะไรเล่าคือจุดมุ่งหมายของเล่ห์เพทุบายและการหลอกลวงนี้? การตบตาผู้คน การหยุดพวกเขาไม่ให้เห็นแก่นแท้และตัวตนที่แท้จริงของมัน และด้วยเหตุนี้จึงสัมฤทธิ์จุดมุ่งหมายของการทำให้การปกครองของมันยืนยาวขึ้น ผู้คนธรรมดาอาจขาดพร่องอำนาจและสถานะดังกล่าว แต่พวกเขาก็ปรารถนาเช่นกันที่จะทำให้ผู้อื่นมีทัศนะที่เป็นคุณต่อตัวพวกเขา และปรารถนาที่จะให้ผู้คนมีการประเมินคุณค่าสูงเกี่ยวกับพวกเขา และยกชูสถานะของพวกเขาในหัวใจของคนเหล่านั้นให้สูง นี่คืออุปนิสัยอันเสื่อมทราม และหากผู้คนไม่เข้าใจความจริง พวกเขาย่อมไม่สามารถตระหนักรู้เรื่องนี้ได้ อุปนิสัยอันเสื่อมทรามเป็นสิ่งที่ตระหนักรู้ได้ยากที่สุดเหนือทุกสิ่ง การตระหนักรู้ข้อผิดพลาดและข้อบกพร่องของตนเองนั้นง่าย แต่การตระหนักรู้อุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตัวเจ้าเองไม่ใช่เรื่องง่าย ผู้คนที่ไม่รู้จักตนเองย่อมไม่ยอมพูดถึงสภาวะอันเสื่อมทรามของพวกเขา—พวกเขาคิดเสมอว่าตนเองใช้ได้ และเมื่อไม่ตระหนักรู้เรื่องนี้ พวกเขาก็เริ่มอวดตนว่า ‘ตลอดหลายปีที่เชื่อมา ฉันก้าวผ่านการข่มเหงมามากเหลือเกิน และทนทุกข์กับความยากลำบากมามากนัก พวกคุณรู้ไหมว่าฉันฝ่าฟันทั้งหมดนั้นมาได้อย่างไร?’ นี่ใช่อุปนิสัยอันโอหังหรือไม่? มีแรงจูงใจอันใดอยู่เบื้องหลังการแสดงออกของพวกเขา? (เพื่อให้ผู้คนยกย่องพวกเขา) สิ่งใดคือเหตุจูงใจให้พวกเขาทำให้ผู้อื่นมายกย่องตนเอง? (เพื่อให้มีสถานะในความรู้สึกนึกคิดของผู้คนเหล่านั้น) เมื่อเจ้ามีสถานะในความรู้สึกนึกคิดของใครบางคน เมื่อนั้นเวลาพวกเขาอยู่กับเจ้า พวกเขาย่อมมีสัมมาคารวะกับเจ้า และพูดคุยกับเจ้าด้วยความสุภาพเป็นพิเศษ พวกเขาเทิดทูนเจ้าอยู่เสมอ พวกเขายอมให้เจ้าเสมอในทุกสิ่ง พวกเขาหลีกทางให้เจ้า อีกทั้งประจบประแจงและเชื่อฟังเจ้า พวกเขามาหาเจ้าและให้เจ้าเป็นผู้ตัดสินใจในทุกเรื่อง เจ้าย่อมรู้สึกถึงความชื่นชมยินดีในการนี้—เจ้ารู้สึกว่าตนเองแข็งแกร่งกว่าและดีกว่าใคร ทุกคนชอบความรู้สึกนี้… การไล่ตามไขว่คว้าและการได้ครอบครองสถานะคอยขับเคลื่อนคำพูดและการกระทำของเจ้า เจ้าย่อมขับเคี่ยว ฉกฉวย และแข่งขันกับผู้อื่นเพื่อการนั้น เป้าหมายของเจ้าคือเพื่อยึดตำแหน่ง และทำให้ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรฟังเจ้า เกื้อหนุนเจ้า และบูชาเจ้า เมื่อเจ้าได้ครอบครองตำแหน่งนั้นแล้ว เมื่อนั้นเจ้าย่อมมีอำนาจ และสามารถสุขสำราญกับผลประโยชน์จากสถานะ ความเลื่อมใสจากผู้อื่น และข้อได้เปรียบทั้งปวงที่มาพร้อมกับตำแหน่งนั้นได้ ผู้คนอำพรางตนอยู่เสมอ อวดตนต่อหน้าผู้อื่น สร้างภาพ เสแสร้งแกล้งทำ และเสริมแต่งตนเองเพื่อทำให้ผู้อื่นคิดว่าพวกเขาเพียบพร้อม จุดมุ่งหมายในการนี้ของพวกเขาคือเพื่อให้ได้รับสถานะ พวกเขาจะได้สุขสำราญกับผลประโยชน์แห่งสถานะเหล่านี้ หากเจ้าไม่เชื่อเรื่องนี้ก็จงคิดให้ถี่ถ้วนเถิดว่า เหตุใดเจ้าจึงอยากให้ผู้คนยกย่องเจ้าอยู่เสมอ? เจ้าอยากให้พวกเขาเทิดทูนและบูชาเจ้า เพื่อที่ในท้ายที่สุดเจ้าจะได้สามารถมีอำนาจและสุขสำราญกับผลประโยชน์แห่งสถานะเหล่านี้ได้ สถานะที่เจ้าแสวงหามาอย่างสุดกำลังนั้นจะนำผลประโยชน์มากมายมาให้เจ้า และผลประโยชน์เหล่านี้ย่อมเป็นสิ่งที่ผู้อื่นริษยาและอยากมีอยากได้อย่างแน่นอน เมื่อผู้คนได้ลิ้มรสผลประโยชน์อันมากมายที่สถานะมีให้ พวกเขาก็ย่อมมัวเมา และหลงระเริงไปกับชีวิตอันหรูหรานั้น ผู้คนคิดว่ามีเพียงชีวิตเช่นนี้เท่านั้นที่ไม่หมดไปอย่างสูญเปล่า มนุษยชาติที่เสื่อมทรามสุขใจกับการหลงระเริงในสิ่งเหล่านี้ เพราะฉะนั้น เมื่อบุคคลหนึ่งได้ดำรงตำแหน่งหนึ่งๆ และเริ่มชื่นชมยินดีกับผลประโยชน์ทั้งหลายที่มากับตำแหน่งนั้น พวกเขาจะลุ่มหลงในความหรรษาที่เปี่ยมบาปเหล่านี้อย่างไม่หยุดหย่อน จนถึงจุดที่ไม่ยอมปล่อยมือจากสิ่งเหล่านี้ด้วยซ้ำ โดยแก่นแท้แล้ว การไล่ตามไขว่คว้าชื่อเสียงและสถานะถูกขับเคลื่อนโดยแรงปรารถนาที่จะเกษมสำราญกับผลประโยชน์ที่มาพร้อมกับตำแหน่งบางอย่าง ปกครองในฐานะกษัตริย์ ควบคุมประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร มีอำนาจครอบครองเหนือทุกสิ่ง รวมถึงก่อตั้งอาณาจักรอิสระที่พวกเขาสามารถใช้ชีวิตอย่างสุขสบายด้วยผลประโยชน์ที่มาจากสถานะของพวกเขา และหลงระเริงไปกับความหรรษาอันเปี่ยมบาป ซาตานใช้วิธีการทุกชนิดเพื่อหลอกลวงผู้คน ล่อลวงพวกเขา และทำให้พวกเขากลายเป็นคนโง่เขลา โดยสร้างภาพจำอันเทียมเท็จให้พวกเขา ซาตานถึงกับใช้การข่มขู่และคุกคามเพื่อทำให้ผู้คนเลื่อมใสและกลัวมัน โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือทำให้พวกเขานบนอบและบูชามัน นี่เป็นสิ่งที่ทำให้ซาตานพอใจ ทั้งยังเป็นเป้าหมายของมันในการแข่งขันกับพระเจ้าเพื่อเอาชนะใจผู้คนอีกด้วย” (พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, หลักธรรมที่คนเราควรใช้นำทางการประพฤติตน) พระเจ้าทรงเปิดโปงว่าคนที่อยากจะเสแสร้งและอำพรางตัวเองอยู่เสมอคือคนหน้าซื่อใจคด พวกเขาโอหังและเสแสร้งโดยธรรมชาติ และพวกเขาปกปิดปัญหาของตัวเองและหลอกลวงผู้คนด้วยภาพลักษณ์จอมปลอม เพียงเพื่อจะได้สำราญใจกับการยกย่องและการปฏิบัติเป็นพิเศษจากผู้อื่น หลังจากได้รับเลือกให้เป็นผู้นำคริสตจักร เมื่อผมพยายามแก้ไขปัญหาของหลี่อวี้ ผมก็แสร้งทำเป็นเข้าใจและมีประสบการณ์ทั้งที่ผมไม่มี และใช้คำพูดที่ปะติดปะต่อกันเพื่อหลอกลวงผู้อื่น จุดประสงค์ของผมคือเพื่อรักษาภาพลักษณ์ที่ดีของตัวเอง ผมอยากให้คนอื่นยกย่องผม เคารพนับถือผม โคจรรอบตัวผม และมีผมเป็นศูนย์กลาง ท้ายที่สุดแล้ว ผมก็ทำไปเพื่อให้ได้สำราญใจกับความรู้สึกเหนือกว่า ที่มาจากการได้รับการยกย่องจากผู้อื่น ส่วนลึกในหัวใจของผมช่างเลวร้ายจริงๆ! ก่อนที่ผมจะได้รับเลือกให้เป็นผู้นำคริสตจักร เมื่อผมได้ยินพี่น้องชายหญิงถามคำถาม ผมจะอยากคุยกับพวกเขาเรื่องประสบการณ์ของผมเสมอ เพราะผมคิดว่าทุกคนจะเคารพคนที่มีประสบการณ์ ดังนั้น แม้ว่าผมจะไม่มีความเข้าใจที่ได้จากประสบการณ์มากนัก ผมก็ยังพยายามที่จะพูดให้มากขึ้น หลังจากได้รับเลือกให้เป็นผู้นำคริสตจักร ผมก็ยังอยากได้รับการยอมรับผ่านการสามัคคีธรรมในการชุมนุม ไม่ว่าผมจะได้รับการยอมรับหรือไม่ก็ตาม หากมองที่เจตนาของผมแล้ว สิ่งที่ผมแสวงหาก็คือการทำให้ผู้คนเคารพและยกย่องผม นี่คือการเดินบนเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์ ทันทีที่ผมได้เป็นผู้นำคริสตจักร ผมก็เริ่มคิดหาวิธีที่จะทำให้ผู้คนเคารพและยกย่องผม ผมยังใช้การอำพรางและเล่ห์เหลี่ยมเพื่อหลอกลวงพี่น้องชายหญิงและเพลิดเพลินกับผลประโยชน์ทางสถานะตำแหน่ง ผมช่างไร้ซึ่งสำนึกจริงๆ! สิ่งที่ผมไล่ตามไขว่คว้านั้นตรงข้ามกับข้อพึงประสงค์ของพระเจ้าอย่างสิ้นเชิง หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ก็จะขัดขวางการเข้าสู่ชีวิตของพี่น้องชายหญิงและงานของคริสตจักร ไม่ช้าก็เร็ว ผมจะต้องล่วงเกินพระเจ้าแน่! เมื่อผมเข้าใจสิ่งนี้ ผมก็เขียนจดหมายถึงหลี่อวี้และพูดคุยอย่างเปิดเผยเกี่ยวกับสภาวะของผมในวันนั้นรวมถึงความเข้าใจของผม และหาพระวจนะของพระเจ้าเพิ่มเติมเพื่อช่วยเธอ หลี่อวี้ก็เขียนตอบผมและสามัคคีธรรมถึงความเข้าใจบางส่วนของเธอเช่นกัน ด้วยการเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง ผมรู้สึกเหมือนได้พบที่อันเหมาะสมของตัวเองอยู่บ้าง และรู้สึกสบายใจขึ้นมาก
เมื่อผมตระหนักว่าปัญหาเรื่องการเสแสร้งและการอำพรางตัวเองของผมนั้นร้ายแรงมาก ผมก็มองหาเส้นทางแห่งการปฏิบัติเพื่อเข้าสู่ ในการแสวงหา ผมได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า “ไม่ว่าจะเผชิญปัญหาใด เจ้าต้องแสวงหาความจริงมาแก้ปัญหาเหล่านั้น เจ้าต้องไม่อำพรางตนหรือนำเสนอภาพลักษณ์จอมปลอมแก่ผู้อื่นเป็นอันขาด ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่เจ้าขาดตก หรือบกพร่อง ข้อเสีย หรืออุปนิสัยที่เสื่อมทรามของเจ้า เจ้าต้องเปิดใจสามัคคีธรรมถึงเรื่องทั้งหมดนี้ อย่าปิดบังเอาไว้ การเรียนรู้วิธีเปิดใจคือก้าวแรกสู่การเข้าสู่ชีวิต และเป็นด่านแรกซึ่งผ่านได้ยากที่สุด เมื่อเจ้าผ่านด่านนี้ได้แล้ว การเข้าสู่ความจริงก็จะเป็นเรื่องง่าย เมื่อเจ้าผ่านก้าวนี้ไปแล้ว ย่อมจะหมายความว่าอย่างไร? หมายความว่าเจ้ากำลังเปิดใจ กำลังจะตีแผ่และเปิดใจถึงทุกส่วนที่เป็นเจ้า—ไม่ว่าจะดีหรือเลว เป็นบวกหรือเป็นลบ—พลางเปิดเผยทั้งหมดนั้นให้ผู้อื่นเห็นและให้พระเจ้าทอดพระเนตร ไม่ซ่อนเร้นหรือปิดบังสิ่งใดจากพระเจ้า ไม่ใช้การอำพราง การหลอกลวง หรือเล่ห์ลวงใดๆ กับพระเจ้า ทั้งยังตรงไปตรงมากับผู้อื่นเช่นกัน เมื่อทำดังนี้ เจ้าย่อมจะใช้ชีวิตอยู่ในความสว่าง ไม่เพียงพระเจ้าจะทรงพินิจพิเคราะห์เจ้าเท่านั้น แต่ผู้อื่นก็จะมองเห็นอีกด้วยว่าการกระทำของเจ้ามีหลักธรรมและโปร่งใส เจ้าไม่จำเป็นต้องใช้วิธีการใดๆ มาปกป้องความมีหน้ามีตา ภาพลักษณ์ และสถานะของเจ้า ไม่จำเป็นต้องปิดบังหรือกลบเกลื่อนความผิดพลาดของเจ้า เจ้าไม่จำเป็นต้องพยายามทำสิ่งที่ไร้ประโยชน์เหล่านี้ ถ้าเจ้าสามารถปล่อยมือจากสิ่งเหล่านี้ได้ ชีวิตของเจ้าก็จะผ่อนคลายลงมาก ไม่ถูกตีกรอบ ไร้ซึ่งความเจ็บปวด และเจ้าย่อมจะใช้ชีวิตอยู่ในความสว่างโดยสมบูรณ์” (พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, ภาคที่สาม) “เจ้าควรปฏิบัติอย่างไรเพื่อที่จะเป็นบุคคลที่ปกติและธรรมดาคนหนึ่ง? การนี้ทำได้อย่างไร?… ก่อนอื่นจงอย่าตั้งชื่อตำแหน่งให้ตัวเองและผูกมัดอยู่กับชื่อตำแหน่งนั้นโดยพูดว่า ‘ฉันคือผู้นำ ฉันคือผู้นำทีม ฉันคือผู้ดูแล ไม่มีใครรู้เรื่องธุรกิจนี้ดีไปกว่าฉัน ไม่มีใครเข้าใจทักษะทั้งหลายมากไปกว่าฉัน’ จงอย่าติดอยู่กับชื่อตำแหน่งที่เจ้าตั้งขึ้นเอง ทันทีที่เจ้าทำเช่นนั้น นั่นจะพันธนาการมือและเท้าของเจ้า รวมทั้งส่งผลต่อสิ่งที่เจ้าพูดและทำ การคิดและการตัดสินที่เป็นปกติของเจ้าก็จะได้รับผลไปด้วย เจ้าต้องปลดปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระจากการตีกรอบของสถานะนี้ ก่อนอื่น จงลดตัวจากตำแหน่งและชื่อตำแหน่งที่เป็นทางการนี้ และยืนในที่ทางของบุคคลธรรมดา หากเจ้าทำเช่นนี้ ความรู้สึกนึกคิดของเจ้าก็จะกลายเป็นปกติขึ้นมาบ้าง เจ้าต้องยอมรับและพูดด้วยว่า ‘ฉันไม่รู้ว่าจะทำสิ่งนี้ได้อย่างไร และฉันไม่เข้าใจสิ่งนั้นอีกด้วย—ฉันกำลังจะทำการศึกษาค้นคว้าบางอย่าง’ หรือ ‘ฉันไม่เคยได้รับประสบการณ์นี้มาก่อน ฉันเลยไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร’ เมื่อเจ้าสามารถพูดสิ่งที่เจ้ากำลังคิดอยู่จริงๆ และพูดอย่างซื่อสัตย์ได้ เจ้าย่อมจะมีสำนึกที่ปกติ ผู้อื่นจะรู้จักตัวตนที่แท้จริงของเจ้า และจะมีทัศนะที่ปกติต่อเจ้าด้วยเหตุนี้ และเจ้าก็จะไม่ต้องแสร้งเล่นละครและจะไม่มีแรงกดดันใหญ่หลวงอันใดต่อตัวเจ้า แล้วเจ้าก็จะสามารถสื่อสารกับผู้คนได้อย่างเป็นปกติ การใช้ชีวิตเช่นนี้เป็นไปอย่างอิสระและง่ายดาย” (พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, การทะนุถนอมความล้ำค่าแห่งพระวจนะของพระเจ้าคือรากฐานของการเชื่อในพระเจ้า) หลังจากอ่านพระวจนะของพระเจ้า ผมก็เข้าใจว่าเพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องการเสแสร้งและการอำพราง เราต้องให้คนอื่นเห็นด้านที่จริงแท้ที่สุดของเรา เปิดเผยอย่างเต็มที่เกี่ยวกับทุกสิ่งที่เราทำไม่ได้และไม่เข้าใจ และให้ผู้คนได้เห็นและรับรู้เกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ ด้วยวิธีนี้เท่านั้นที่เราจะค่อยๆ กำจัดข้อจำกัดเรื่องหน้าตาและสถานะไปได้ ที่จริงแล้ว ด้วยวุฒิภาวะของผม ไม่ต้องพูดถึงตอนที่ผมเพิ่งเริ่มฝึกฝนเพื่อทำหน้าที่ผู้นำเลย ต่อให้ผมฝึกฝนมาเป็นเวลานาน ผมก็คงไม่สามารถมองทะลุปรุโปร่งและแก้ไขปัญหาได้ทุกเรื่อง สิ่งที่ผมต้องทำก็แค่เปิดใจ และไม่เสแสร้งหรืออำพรางตัวเอง เมื่อแก้ไขปัญหาขณะทำหน้าที่ ผมควรสามัคคีธรรมเฉพาะสิ่งที่ผมเข้าใจ ซื่อสัตย์กับผู้อื่นเกี่ยวกับสิ่งที่ผมไม่เข้าใจหรือยังไม่เคยมีประสบการณ์ แล้วจึงแสวงหาหลักธรรมความจริงร่วมกับพี่น้องชายหญิง หรือปรึกษาหารือและเรียนรู้จากพี่น้องชายหญิงคนอื่นๆ นี่คือสิ่งที่ผมควรเข้าสู่
ต่อมา ผ่านการเตือนสติจากพี่น้องหญิงคนหนึ่ง ผมก็พบว่าผมก็มีมุมมองที่คลาดเคลื่อนเช่นกัน พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “เมื่อใครบางคนได้รับเลือกจากพี่น้องชายหญิงให้เป็นผู้นำ หรือได้รับการส่งเสริมโดยพระนิเวศของพระเจ้าให้ทำงานบางชิ้นหรือปฏิบัติหน้าที่บางอย่าง นี่ไม่ได้หมายความว่าพวกเขามีสถานะหรือตำแหน่งพิเศษ หรือว่าความจริงทั้งหลายที่พวกเขาเข้าใจนั้นลึกซึ้งกว่าและมีจำนวนมากกว่าความจริงทั้งหลายของผู้คนอื่นๆ—นับประสาอะไรที่จะหมายความว่าบุคคลนี้สามารถนบนอบพระเจ้าและจะไม่ทรยศพระองค์ แน่นอนว่านี่ไม่ได้หมายความเช่นกันว่าพวกเขารู้จักพระเจ้าและเป็นใครบางคนที่ยำเกรงพระเจ้า ในข้อเท็จจริงแล้ว พวกเขายังไม่ได้บรรลุสิ่งใดที่กล่าวมานี้เลย การส่งเสริมและการบ่มเพาะก็เป็นเพียงแค่การส่งเสริมและการบ่มเพาะในความหมายที่ตรงไปตรงมา และไม่ได้เท่ากับว่าพวกเขาได้รับการลิขิตไว้ล่วงหน้าจากพระเจ้าและพระเจ้าทรงเห็นว่าคู่ควรแล้ว การส่งเสริมและการบ่มเพาะของพวกเขาแค่หมายความว่าพวกเขาได้รับการส่งเสริมแล้ว และรอการบ่มเพาะอยู่ และจุดจบสุดท้ายของการบ่มเพาะนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าบุคคลผู้นี้ไล่ตามเสาะหาความจริงหรือไม่ และสามารถเลือกเส้นทางที่จะไล่ตามเสาะหาความจริงหรือไม่ ด้วยเหตุนี้ เมื่อใครบางคนในคริสตจักรได้รับการส่งเสริมและบ่มเพาะให้เป็นผู้นำ พวกเขาก็แค่ได้รับการส่งเสริมและบ่มเพาะในความหมายที่ตรงไปตรงมา ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาได้มาตรฐานและมีความสามารถในฐานะผู้นำ ว่าพวกเขาสามารถเข้ารับภาระหน้าที่ของงานแห่งการนำได้แล้ว และสามารถทำงานได้จริง—นั่นไม่ใช่กรณีเช่นนั้น… ดังนั้น จุดมุ่งหมายและนัยสำคัญของการส่งเสริมและการบ่มเพาะใครบางคนคือสิ่งใด? นั่นก็คือ คนคนนี้ได้รับการส่งเสริมในฐานะปัจเจกบุคคลเพื่อให้พวกเขาปฏิบัติ และเพื่อให้พวกเขาได้รับการให้น้ำและการฝึกฝนเป็นพิเศษ ซึ่งเป็นเหตุให้พวกเขาสามารถเข้าใจหลักธรรมความจริง และหลักธรรม วิถีทาง และวิธีการในการทำสิ่งต่างๆ ที่แตกต่างกันและแก้ไขปัญหานานา ตลอดจนวิธีจัดการรับมือสภาพแวดล้อมและผู้คนนานาชนิดที่พวกเขาพบพานโดยสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระเจ้า และในหนทางที่อารักขาผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า เมื่อตัดสินบนพื้นฐานของประเด็นเหล่านี้ ผู้คนที่มีความสามารถพิเศษซึ่งได้รับการส่งเสริมและการบ่มเพาะโดยพระนิเวศของพระเจ้า สามารถพอหรือไม่ที่จะรับงานและทำหน้าที่ของตนได้ดีในช่วงที่ได้รับการส่งเสริมและการบ่มเพาะ หรือก่อนการส่งเสริมและการบ่มเพาะ? แน่นอนว่าไม่ ด้วยเหตุนี้จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ผู้คนเหล่านี้จะได้รับประสบการณ์กับการตัดแต่ง การพิพากษาและการตีสอน การเปิดโปง และแม้กระทั่งการถูกปลดในระหว่างช่วงเวลาของการบ่มเพาะ การนี้เป็นปกติ นี่คือการฝึกฝนและการบ่มเพาะ” (พระวจนะฯ เล่ม 5 หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน, หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (5)) หลังจากอ่านพระวจนะของพระเจ้า ผมก็เข้าใจว่าการที่พระนิเวศของพระเจ้าเลื่อนขั้นและบ่มเพาะบุคคลหนึ่ง ไม่ได้หมายความว่าบุคคลนั้นได้เข้าสู่ความเป็นจริงความจริงแล้ว ไม่ได้หมายความว่าบุคคลนี้สามารถทำได้ทุกอย่างและเข้าใจทุกอย่าง พระนิเวศของพระเจ้าบ่มเพาะผู้คนเพื่อฝึกฝนพวกเขา เพื่อให้พวกเขามีโอกาสมากขึ้นในการเรียนรู้ที่จะปฏิบัติตามหลักธรรม และสามารถเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงได้เร็วขึ้น นี่ก็เหมือนกับตอนที่พี่น้องชายหญิงเลือกผมให้เป็นผู้นำคริสตจักร มันเป็นเพียงเพราะผมมีขีดความสามารถและความสามารถในการทำความเข้าใจในระดับหนึ่งเท่านั้น แต่นี่ไม่ได้หมายความว่าผมเข้าใจหลักธรรมความจริงและสามารถทำงานได้แล้ว ในการแบกรับหน้าที่ผู้นำ คนเราต้องผ่านช่วงเวลาแห่งการสำรวจ เรียนรู้ และฝึกฝน รวมทั้งต้องแสวงหาหลักธรรมความจริงอย่างมาก ตอนนี้ ผมก็เพียงกำลังฝึกฝนการเป็นผู้นำ มันเป็นโอกาสในการเรียนรู้ที่ล้ำค่ามาก ถ้าผมไม่สามารถเห็นระดับที่แท้จริงของตัวเองได้อย่างชัดเจน และยังคงโอหังอยู่เสมอ แสร้งทำเป็นเข้าใจเพื่อปกปิดปัญหาของตัวเองเพื่อสถานะ เช่นนั้นแล้ว ไม่ว่าพระเจ้าจะประทานโอกาสให้ผมมากแค่ไหน และไม่ว่าผมจะเรียนรู้มานานแค่ไหน ผมก็จะไม่สามารถมีการเข้าสู่ความจริงได้มากนัก ในทางกลับกัน ผมจะเดินตามเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์เพราะการไล่ตามไขว่คว้าสถานะของผม ซึ่งจะขัดกับเจตนารมณ์ของพระเจ้า
ต่อมา ผมได้รับเลือกให้เป็นผู้นำเขต มีอยู่ครั้งหนึ่ง เรามีการชุมนุมกับผู้นำฝ่ายข่าวประเสริฐ เมื่อผมฟังพี่น้องหญิงที่ผมให้ความร่วมมือด้วยสามัคคีธรรมกับผู้นำทีม ผมก็พบว่ามีงานหลายอย่างที่ผมไม่คุ้นเคย ช่วงหนึ่ง ผมไม่รู้จะพูดอะไร หรือจะเริ่มจากตรงไหน ตอนนั้นผมคิดในใจว่า “ถ้าฉันเงียบตลอดเวลา ผู้นำทีมจะคิดว่าฉันที่เป็นผู้นำเขตเป็นแค่เปลือกนอกที่กลวงโบ๋หรือเปล่า? นี่เป็นการพบกับพวกเขาครั้งแรก และถ้าพวกเขาคิดว่าฉันไม่เข้าใจอะไรเลย ฉันจะไม่โดนดูถูกตอนที่ฉันติดตามงานข่าวประเสริฐในอนาคตเหรอ?” เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ ผมก็อยากจะรีบพูดอะไรสักอย่าง เพื่อให้ผู้นำทีมยอมรับในตัวผม แต่ผมก็ตระหนักว่าสภาวะของผมนั้นไม่ถูกต้อง และผมก็รีบตั้งสติใหม่ ผมนึกถึงเส้นทางที่ชี้ให้เห็นในพระวจนะของพระเจ้า พระเจ้าตรัสว่า “เมื่อเจ้าหยุดนึกถึงตัวเองในฐานะผู้นำหรือคนทำงาน และเมื่อเจ้าเลิกคิดว่าเจ้าดีกว่าผู้คนอื่น และรู้สึกว่าเจ้าเป็นบุคคลธรรมดาคนหนึ่งเหมือนกับคนทุกคน และว่ามีบางด้านที่เจ้าด้อยกว่าผู้อื่น—เมื่อเจ้าสามัคคีธรรมความจริงและเรื่องที่สัมพันธ์กับงานด้วยท่าทีเช่นนี้ ผลย่อมต่างออกไป เช่นเดียวกับบรรยากาศ” (พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, การทะนุถนอมความล้ำค่าแห่งพระวจนะของพระเจ้าคือรากฐานของการเชื่อในพระเจ้า) เมื่อไตร่ตรองพระวจนะของพระเจ้า ผมก็ตระหนักว่ามีเพียงการวางตัวเองในตำแหน่งของคนธรรมดาเท่านั้น บรรยากาศของการชุมนุมนี้จึงจะผ่อนคลายและเป็นธรรมชาติ และเมื่อนั้นเท่านั้นจึงจะบรรลุผลลัพธ์ได้ ผมควรปล่อยวางสถานะของตัวเองในฐานะผู้นำเขต ถามพี่น้องชายหญิงอย่างไม่ลังเลเกี่ยวกับทุกสิ่งที่ผมไม่รู้ และแสดงด้านที่แท้จริงของผมให้ทุกคนเห็น เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ ผมก็ฟังทุกคนสามัคคีธรรมเกี่ยวกับงานข่าวประเสริฐต่อไป ผมถามเกี่ยวกับสิ่งที่ผมไม่เข้าใจหรือไม่เห็นอย่างชัดเจน และเมื่อผมพบปัญหา ผมก็จะแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของผมด้วย ด้วยวิธีนี้ เราชุมนุมกันเป็นเวลาหนึ่งวัน และแม้ว่าผมจะไม่ได้ให้ข้อเสนอแนะที่มีประโยชน์มากนัก แต่ผ่านการพูดคุยและสามัคคีธรรมร่วมกับพี่น้องชายหญิง เราก็คิดหาแนวทางสำหรับงานข่าวประเสริฐได้บ้าง และผมก็มีทิศทางในการทำหน้าที่ของผมต่อไป ผมรู้สึกผ่อนคลายมาก และพบความชื่นบานยินดี หลังจากนั้น ในระหว่างการทำหน้าที่ บางครั้งผมก็ยังอยากปกปิดสิ่งที่ผมไม่เข้าใจและทำไม่ได้ เมื่อใดก็ตามที่ผมพบว่าตัวเองอยากจะอำพรางตัวเองอีกครั้ง ผมก็จะอธิษฐานถึงพระเจ้าอย่างมีสติเพื่อปรับสภาวะของตัวเอง จากนั้น ผมก็เปิดใจและเผยสภาวะของผมให้พี่น้องชายหญิงฟัง เพื่อให้ทุกคนรู้สถานการณ์ที่แท้จริงของผม เมื่อผมนำสิ่งนี้ไปปฏิบัติ พี่น้องชายหญิงไม่เพียงแต่ไม่ดูถูกผมเท่านั้น แต่ยังเต็มใจที่จะร่วมมือกับผมมากขึ้นด้วย และเราก็มีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันมากขึ้นในการทำหน้าที่ของเรา ผมรู้สึกขอบคุณพระเจ้ามากสำหรับสิ่งที่ได้รับเหล่านี้!