82. ฉันก้าวผ่านความโศกเศร้าจากการจากไปของแม่ได้อย่างไร
ในเดือนมิถุนายน ปี 2019 ฉันไปทำหน้าที่ในอีกภูมิภาคหนึ่ง ฉันไม่ได้กลับบ้านนานกว่าหนึ่งปี สามีผู้ไม่เชื่อของฉันจึงไปแจ้งตำรวจจับฉันกับแม่ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตำรวจจับ ตั้งแต่นั้นมาฉันก็ไม่กล้ากลับบ้าน แล้วก็ไม่กล้าไปเยี่ยมแม่ด้วย ฉันมักจะคิดถึงท่านอยู่บ่อยๆ ว่า “ตอนนี้แม่ฉันก็แก่ลงทุกวัน พ่อฉันก็จากไปเร็ว และแม่ไม่มีญาติพี่น้องคอยดูแล พอท่านถูกสามีของฉันแจ้งจับ ท่านก็ไม่กล้ามีปฏิสัมพันธ์กับพี่น้องชายหญิง ฉันไม่รู้ว่าสภาวะของท่านเป็นอย่างไร หรือใช้ชีวิตอยู่ยังไงในตอนนี้” แม่ทำงานหนักเพื่อเลี้ยงดูฉันมา และตอนนี้พอท่านแก่และต้องการคนดูแล ฉันกลับไม่เพียงแต่ไม่สามารถอยู่เคียงข้างเพื่อทำหน้าที่ลูกได้ แต่ยังทำให้ท่านต้องเดือดร้อนและใช้ชีวิตอยู่อย่างหวาดกลัวอีกด้วย ทุกครั้งที่คิดถึงเรื่องนี้ ฉันรู้สึกทุกข์ใจและรู้สึกติดค้างแม่มาก และเฝ้าหวังถึงวันที่จะได้กลับไปเยี่ยมท่านและทำหน้าที่ลูก แต่ฉันกลัวว่าจะถูกตำรวจจับถ้ากลับบ้าน ทั้งยังยุ่งอยู่กับการทำหน้าที่ ฉันจึงไม่สามารถกลับบ้านไปเยี่ยมท่านได้
ในเดือนกรกฎาคม ปี 2023 ระหว่างการชุมนุม ฉันได้รู้จากพี่น้องหญิงคนหนึ่งว่าแม่ของฉันเป็นโรคสมองเสื่อม และท่านไม่สามารถดูแลตัวเองได้อีกต่อไป และตอนนี้อาศัยอยู่ในบ้านพักคนชรา ฉันแทบไม่เชื่อหูตัวเอง แม่ฉันเป็นโรคสมองเสื่อมได้อย่างไร? ท่านดูแลตัวเองไม่ได้ และไม่มีญาติอยู่ใกล้ๆ คอยดูแล ฉันนึกไม่ออกเลยว่าท่านเป็นทุกข์มากแค่ไหน! ฉันสะกดอารมณ์ของตัวเองไว้ระหว่างการชุมนุม ต่อมา เมื่อฉันสงบลงในตอนกลางคืน ฉันก็คิดว่า “แม่เป็นโรคสมองเสื่อมได้อย่างไร? ถ้าท่านป่วยเป็นโรคอื่น อย่างน้อยจิตใจของท่านก็จะแจ่มใส และขณะที่เจ็บป่วย ท่านจะสามารถทบทวน เข้าใจตัวเอง และเรียนรู้บทเรียนได้ และบางทีท่านอาจจะหายจากอาการป่วยได้ แต่ตอนนี้ที่สติของท่านไม่ปกติแล้ว จะมีความหวังให้ท่านได้รับความรอดได้อย่างไร?” ฉันยังรู้สึกด้วยว่าแม่อาจเป็นโรคสมองเสื่อมเพราะสามีฉันแจ้งจับแม่กับฉัน สิ่งนี้ทำให้ท่านไม่ได้เข้าร่วมการชุมนุมและทำหน้าที่ของตัวเอง แถมท่านต้องเป็นห่วงฉันด้วย นี่อาจทำให้จิตของท่านได้รับผลกระทบ ถ้าที่ผ่านมาฉันสามารถทำหน้าที่ในบ้านเกิดได้ ฉันก็จะได้ดูแลท่าน ทั้งยังสามารถสามัคคีธรรมถึงพระวจนะของพระเจ้ากับท่านและคอยสนับสนุนท่านได้ และบางทีท่านอาจจะไม่ป่วยเป็นโรคนี้ ในช่วงเวลาที่แม่ต้องการการดูแลจากฉันมากที่สุด ฉันกลับไม่สามารถอยู่เคียงข้างท่านได้ ท่านจะเลี้ยงลูกสาวอย่างฉันมาเพื่ออะไร? ฉันรู้สึกติดค้างแม่มาก ฉันไม่มีแรงจูงใจจะทำหน้าที่ตัวเอง และถึงกับเสียใจที่มาทำหน้าที่ในภูมิภาคอื่น
หลังจากผู้ดูแลรู้เรื่องสภาวะของฉัน เธอก็อ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่งให้ฉันฟังดังนี้ “การที่พ่อแม่ของเจ้าป่วยหนักหรือพบเจอโชคร้ายครั้งใหญ่จึงเป็นสิ่งที่พวกเขาควรมีประสบการณ์เอาไว้ ในชีวิตมนุษย์ เป็นเรื่องปกติอย่างยิ่งที่จะมีประสบการณ์กับการเกิด แก่ เจ็บ ตาย และเผชิญเรื่องราวต่างๆ ทั้งใหญ่และเล็ก ถ้าเจ้าเป็นผู้ใหญ่ เจ้าก็ควรเผชิญเรื่องเหล่านี้อย่างสงบและถูกต้อง อย่าตำหนิตนเองเกินเหตุหรือรู้สึกติดค้างเกินควรเพราะไม่สามารถดูแลพ่อแม่ของเจ้าได้ และยิ่งไปกว่านั้น อย่าทุ่มเทพลังงานให้กับเรื่องนี้มากเกินไป จนส่งผลต่อการไล่ตามเสาะหาความจริงและการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าอย่างถูกควร บางคนนึกว่าพ่อแม่เจ็บป่วยเพราะคิดถึงลูกๆ เป็นเช่นนั้นหรือไม่? ลูกๆ ของบางคนอยู่เคียงข้างพวกเขาตลอดปี แต่พวกเขาก็เจ็บป่วยอยู่ดีมิใช่หรือ? ผู้คนจะเจ็บป่วยเมื่อใดและเป็นโรคอะไรในชีวิตของพวกเขานั้นล้วนถูกจัดวางเรียบเรียงโดยพระหัตถ์ของพระเจ้า และไม่เกี่ยวกับว่าลูกๆ ของพวกเขาอยู่เคียงข้างหรือไม่ หากพระเจ้าไม่ได้ทรงจัดเตรียมให้การล้มป่วยเป็นส่วนหนึ่งในชะตากรรมของพ่อแม่ของเจ้า ต่อให้เจ้าไม่ได้อยู่ด้วย ก็จะไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับพวกเขา ถ้าพวกเขาถูกลิขิตให้เผชิญความเจ็บป่วยหรือโชคร้ายครั้งใหญ่ในชีวิตของพวกเขา ต่อให้เจ้าอยู่เคียงข้าง แล้วเจ้าจะเปลี่ยนแปลงอะไรในเรื่องนี้ได้? พวกเขาจะหลีกเลี่ยงเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ดีใช่หรือไม่? (ใช่) เพียงแต่ว่าในฐานะที่เป็นลูก ด้วยเหตุที่เจ้ามีความผูกพันทางสายเลือดกับพ่อแม่ของเจ้าเช่นนี้ เจ้าย่อมจะรู้สึกเสียใจเมื่อได้ยินว่าพวกเขาป่วย นี่เป็นเรื่องปกติอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตาม ไม่มีความจำเป็นที่เจ้าจะต้องครุ่นคิดว่าเพราะพ่อแม่กำลังเผชิญความเจ็บป่วยหรือโชคร้ายครั้งใหญ่ แล้วเจ้าจะช่วยให้พวกเขาหายเจ็บหายปวดหรือแก้ไขความยากลำบากให้พวกเขาได้อย่างไร พ่อแม่ของเจ้ามีประสบการณ์กับเรื่องแบบนี้มามากกว่าสองสามครั้งแล้ว ถ้าพระเจ้าทรงจัดเตรียมสภาพแวดล้อมไว้ขจัดปัญหาเหล่านี้ให้พวกเขา ไม่ช้าก็เร็ว ปัญหาย่อมจะหายไปอย่างสิ้นเชิง หากปัญหาเหล่านี้เป็นอุปสรรคในชีวิตของพวกเขา และเป็นสิ่งที่พวกเขาต้องมีประสบการณ์ด้วย เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงเรื่องนี้ได้ และขึ้นอยู่กับพระเจ้าว่าพวกเขาต้องมีประสบการณ์กับปัญหาเหล่านี้ไปนานเท่าใด ผู้คนไม่อาจเปลี่ยนแปลงเรื่องนี้ได้ ถ้าเจ้าต้องการพึ่งพากำลังของตนเองในการแก้ปัญหาเหล่านี้ ต้องการวิเคราะห์และสืบค้นสาเหตุของปัญหาและผลที่จะตามมา นั่นย่อมเป็นความคิดที่โง่เขลา และไม่จำเป็น” (พระวจนะฯ เล่ม 6 ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง, ควรไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างไร (17)) หลังจากอ่านพระวจนะของพระเจ้า ฉันก็เข้าใจว่าการเกิด แก่ เจ็บ ตายของผู้คนเป็นกฎที่พระเจ้าทรงลิขิตไว้ ความยากลำบากที่คนเราต้องเผชิญในชีวิตล้วนถูกพระเจ้าทรงกำหนดไว้ล่วงหน้าแล้ว และฉันไม่ควรวิเคราะห์หรือศึกษาเรื่องเหล่านี้จากมุมมองของมนุษย์ สิ่งที่ฉันควรทำคือยอมรับสิ่งเหล่านั้นจากพระเจ้า และเรียนรู้ที่จะนบนอบการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระองค์ แม่ของฉันเป็นโรคสมองเสื่อม และนี่คือความทุกข์ที่ท่านต้องทนรับ มันเกี่ยวข้องกับชะตากรรมของท่านเอง ไม่ได้เกิดจากการที่ท่านเป็นห่วงฉัน หรือจากการที่ฉันไม่ได้อยู่ดูแลท่าน แต่ฉันคิดผิดไปว่าถ้าฉันอยู่ดูแลท่านและช่วยท่านในการเข้าสู่ชีวิต ท่านก็คงไม่ป่วยเป็นโรคนี้ นี่คือความเข้าใจผิดเรื่องอธิปไตยและการจัดการเตรียมการของพระเจ้า และเป็นความคิดที่บิดเบือน ฉันคิดถึงพ่อแม่ในโลกนี้ บางคนมีลูกอยู่เคียงข้างคอยดูแล พวกเขาก็ยังคงต้องทนทุกข์กับความเจ็บป่วยที่จะเกิดขึ้นกับตัวเองและตายตามเวลาที่กำหนดไว้ การมีลูกอยู่ดูแลก็ไม่ได้ช่วยให้พวกเขาได้รับการยกเว้นจากความทุกข์อันใหญ่หลวง ความเจ็บป่วยของแม่ฉันและความรุนแรงของโรคล้วนถูกกำหนดไว้โดยพระเจ้า หากกลับบ้านไป ฉันก็คงทำได้เพียงดูแลท่านบ้าง แต่ฉันไม่สามารถบรรเทาความทุกข์ของท่านได้ ฉันต้องนบนอบและไว้วางใจมอบความเจ็บป่วยของแม่ไว้ในพระหัตถ์พระเจ้า ยอมให้พระองค์ทรงจัดวางเรียบเรียงและจัดการเตรียมการทุกอย่าง และทุ่มเทหัวใจให้กับหน้าที่ของตัวเอง
ในเดือนมกราคม ปี 2024 ฉันได้รู้กะทันหันว่าแม่เสียชีวิตด้วยอาการป่วยเมื่อหนึ่งเดือนก่อน ข่าวนี้ทำให้ฉันเข่าทรุด ฉันไม่เคยคาดคิดว่าแม่จะจากไปเร็วขนาดนี้ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ฉันหวังมาตลอดว่าจะมีโอกาสได้กลับไปเยี่ยมแม่ แต่ก่อนที่ฉันจะได้ทำหน้าที่ลูกกตัญญู ท่านก็จากโลกนี้ไปตลอดกาล ฉันไม่มีโอกาสที่จะกตัญญูต่อท่านอีกต่อไปแล้ว ฉันรู้สึกทุกข์ใจมากและพยายามกลั้นน้ำตาไว้ ฉันได้แต่ร้องเรียกหาพระเจ้า ขอให้พระองค์ทรงปรามฉันไม่ให้บ่นต่อว่าพระองค์หรือเข้าใจพระองค์ผิด ฉันนั่งเหม่ออยู่หน้าคอมพิวเตอร์ตลอดบ่าย โดยไม่มีกะจิตกะใจจะทำหน้าที่ ฉันคิดถึงเรื่องที่ฉันไม่ได้ดูแลแม่ตอนที่ท่านป่วย และไม่ได้แม้แต่จะเห็นหน้าท่านเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่ท่านจะเสียชีวิต และฉันก็รู้สึกผิดและติดค้างอย่างสุดซึ้ง ฉันรู้ว่าญาติพี่น้องและคนรู้จักจะวิจารณ์ฉันว่าไม่มีมโนธรรม และตราหน้าฉันว่าเป็นลูกอกตัญญู ในช่วงสองสามวันต่อมา แม้ว่าฉันจะทำหน้าที่ของตัวเอง แต่ฉันก็ไม่มีชีวิตชีวาเลย ในใจของฉันเต็มไปด้วยภาพของแม่ที่เป็นทุกข์จากความเจ็บป่วย และฉันคิดว่าท่านคงจะโหยหาให้ฉันกลับบ้านไปดูใจท่านเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่ท่านจะจากไป ยิ่งคิดถึงเรื่องนี้ ฉันก็ยิ่งรู้สึกติดค้างแม่ และอดไม่ได้ที่จะหลั่งน้ำตา สองสามวันนั้นฉันใช้ชีวิตไปอย่างเหม่อลอย ต่อมา ฉันตระหนักว่าการเป็นแบบนี้ต่อไปเป็นเรื่องอันตราย ฉันจึงอธิษฐานถึงพระเจ้า ขอให้พระองค์ทรงนำฉันให้หลุดพ้นจากพันธนาการของความรักใคร่และไม่ถูกก่อกวน ฉันพบพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่งที่เป็นประโยชน์กับฉันมาก พระเจ้าตรัสว่า “การที่พ่อแม่ของเจ้าไม่สบายย่อมจะทำให้เจ้าตื่นตกใจอยู่แล้ว ดังนั้นการที่พ่อแม่เสียชีวิตจึงยิ่งจะทำให้ตื่นตกใจมากขึ้น เมื่อเป็นเช่นนั้น ก่อนที่เรื่องนี้จะเกิดขึ้น เจ้าควรใช้วิธีใดแก้ไขผลกระทบที่คาดไม่ถึงซึ่งจะเกิดแก่เจ้า เพื่อไม่ให้ส่งผล แทรกแซง หรือกระทบกระเทือนการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหรือเส้นทางที่เจ้าเดิน? ก่อนอื่น มาดูกันเถิดว่าแท้จริงแล้วความตายเป็นเรื่องอันใด และการเสียชีวิตแท้จริงแล้วเป็นเรื่องอันใด—นี่หมายความว่าคนคนหนึ่งกำลังจากโลกนี้ไปมิใช่หรือ? (ใช่) นี่หมายความว่าชีวิตที่คนคนหนึ่งมี ซึ่งก็คือการดำรงอยู่ทางกายภาพ สูญสิ้นไปจากโลกวัตถุที่มนุษย์มองเห็นได้ และอันตรธานไป จากนั้นคนคนนั้นก็ใช้ชีวิตในอีกโลกหนึ่ง ในอีกรูปแบบหนึ่งต่อไป การที่ชีวิตของพ่อแม่จากไปนั้นหมายความว่าสัมพันธภาพที่เจ้ามีกับพวกเขาในโลกนี้ก็สูญสลาย อันตรธาน และจบสิ้นไปด้วย พวกเขากำลังมีชีวิตอยู่ในอีกโลกหนึ่ง ในอีกรูปแบบหนึ่ง ส่วนเรื่องที่ว่าชีวิตของพวกเขาจะดำเนินไปอย่างไรในโลกนั้น พวกเขาจะกลับมายังโลกนี้ พบเจ้าอีกครั้ง หรือมีสัมพันธภาพทางเนื้อหนังหรือการเกาะเกี่ยวทางอารมณ์ความรู้สึกกับเจ้าในแบบใดหรือไม่ นี่เป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงลิขิต และไม่เกี่ยวข้องกับเจ้า สรุปแล้ว การจากไปของพวกเขาหมายความว่าภารกิจของพวกเขาในโลกนี้จบสิ้นลงแล้ว ภารกิจของพวกเขาถึงกาลอวสานแล้ว เมื่อภารกิจที่พวกเขามีในชีวิตนี้และในโลกนี้สิ้นสุดลงแล้ว สัมพันธภาพที่เจ้ามีกับพวกเขาย่อมสิ้นสุดลงด้วย… การที่พ่อแม่ของเจ้าจากไปย่อมจะเป็นข่าวสุดท้ายโดยแท้ที่เจ้าจะได้ยินเกี่ยวกับพวกเขาในโลกนี้ และเป็นระยะสุดท้ายแล้วที่เจ้าจะได้เห็นหรือได้ยินในเรื่องประสบการณ์ที่พวกเขามีกับการเกิด แก่ เจ็บ และตายในชีวิต ทั้งหมดก็มีอยู่เท่านั้น ความตายของพวกเขาจะไม่เอาสิ่งใดไปจากเจ้าหรือให้สิ่งใดแก่เจ้า พวกเขาก็เพียงแต่สิ้นชีวิต และการเดินทางจำเพาะของพวกเขาในฐานะมนุษย์ในครั้งนี้ย่อมจะสิ้นสุดลง ดังนั้นเมื่อเป็นเรื่องการจากไปของพวกเขา จึงไม่สำคัญว่านี่เป็นการตายด้วยอุบัติเหตุ การตายตามปกติ การตายเพราะโรคภัย และอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นกรณีใด ถ้าไม่ใช่เพราะอธิปไตยและการจัดเตรียมของพระเจ้า ก็ไม่มีใครหรือกำลังบังคับใดจะสามารถเอาชีวิตของพวกเขาไปได้ การที่พวกเขาจากไปหมายถึงการสิ้นสุดชีวิตทางกายภาพของพวกเขาเท่านั้น ถ้าเจ้าคิดถึงและถนอมรักความทรงจำที่มีต่อพวกเขา หรือรู้สึกผิดต่อพวกเขาเพราะความรู้สึกที่เจ้ามี เจ้าก็ไม่ควร ทั้งหมดนี้ไม่จำเป็น พวกเขาจากโลกนี้ไปแล้ว ดังนั้น การคิดเช่นนี้ต่อไปจึงไร้ประโยชน์มิใช่หรือ? เจ้าอาจนึกว่า ‘หลายปีมานี้พ่อแม่คิดถึงฉันบ้างหรือไม่? พวกท่านทนทุกข์มากขึ้นเท่าใดเพราะฉันไม่ได้อยู่เคียงข้างคอยลุล่วงหน้าที่ลูกกตัญญู? หลายปีมานี้ ฉันอยากใช้เวลาอยู่กับพ่อแม่สักสองสามวันอยู่เสมอ ฉันไม่เคยคาดคิดว่าพวกท่านจะจากไปเร็วอย่างนี้ ฉันทั้งรู้สึกผิดและเสียใจ’ นี่ไม่จำเป็น เรื่องเหล่านั้นไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับเจ้า เหตุใดจึงไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับเจ้า? เพราะการลุล่วงหน้าที่ลูกกตัญญูและการอยู่เป็นเพื่อนพวกเขาต่างก็ไม่ใช่ภาระผูกพันหรืองานที่พระเจ้าประทานแก่เจ้า พระเจ้าทรงลิขิตไว้ล่วงหน้าแล้วว่าพ่อแม่ของเจ้าจะมีประสบการณ์กับเรื่องดีๆ และความทุกข์เพราะเจ้ามากเท่าใด—นี่ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับเจ้าเลย พวกเขาจะไม่มีชีวิตยืนนานขึ้นเพราะเจ้าอยู่กับพวกเขา และจะไม่มีชีวิตสั้นลงเพราะเจ้าอยู่ห่างจากพวกเขาและไม่อาจอยู่กับพวกเขาได้บ่อยนัก พระเจ้าทรงลิขิตไว้ล่วงหน้าแล้วว่าพวกเขาจะมีชีวิตนานเท่าใด และนั่นก็ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับเจ้า ด้วยเหตุนั้น ในช่วงชีวิตของเจ้า ถ้าเจ้าได้ข่าวว่าพ่อแม่จากไป เจ้าก็ไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิด เจ้าควรมีท่าทีที่ถูกต้องและยอมรับเรื่องนี้” (พระวจนะฯ เล่ม 6 ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง, ควรไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างไร (17)) พระวจนะของพระเจ้าชัดเจนมาก การเกิด แก่ เจ็บ ตายของผู้คนล้วนถูกพระเจ้าทรงลิขิตไว้ ไม่ว่าคนเราจะอายุเท่าไรหรือตายอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นการตายตามปกติหรือการตายจากอุบัติเหตุ สิ่งเหล่านี้ล้วนถูกพระเจ้าทรงกำหนดไว้ล่วงหน้าแล้ว และไม่มีใครเปลี่ยนแปลงได้ การจากไปของแม่ฉันก็เป็นส่วนหนึ่งของอธิปไตยและการจัดการเตรียมการของพระเจ้าเช่นกัน ซึ่งพระเจ้าได้ทรงกำหนดไว้ล่วงหน้าแล้วแม้กระทั่งก่อนที่แม่ฉันจะเกิด และพอถึงเวลาของท่าน ก็เป็นเรื่องปกติที่ท่านต้องจากไป ต่อให้ฉันจะอยู่ดูแลท่าน ฉันก็ไม่สามารถยื้อชีวิตท่านไว้ได้ ฉันจำได้ว่าตอนที่พ่อป่วย ฉันพาท่านไปโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษาและอยู่ดูแลท่านอย่างดีเป็นเวลาหลายเดือน แต่ฉันก็ไม่สามารถบรรเทาความทุกข์ของท่านได้ แต่สุดท้ายท่านก็ยังคงจากไปเพราะความเจ็บป่วยอยู่ดี การเกิด แก่ เจ็บ ตายของผู้คนล้วนถูกพระเจ้าทรงกำหนดไว้ล่วงหน้าแล้ว ฉันไม่สามารถบรรเทาความทุกข์ของพ่อแม่ได้ แล้วก็ไม่สามารถยืดอายุของพวกท่านได้ด้วย ดังนั้นฉันต้องมีเหตุผลและนบนอบอธิปไตยและการจัดการเตรียมการของพระเจ้า ฉันยังคิดถึงเรื่องที่แม่ของฉันเจ็บป่วยหลายโรคก่อนที่ท่านจะหันมาเชื่อในพระเจ้าด้วย หมอทุกคนบอกว่าท่านจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน แต่ตั้งแต่ท่านหันมาเชื่อในพระเจ้า การเจ็บป่วยต่างๆ ของท่านก็ดีขึ้น การที่แม่ของฉันมีชีวิตอยู่จนถึงวัยเจ็ดสิบกว่าก็เป็นพระคุณและพระพรจากพระเจ้าอยู่แล้ว เมื่อตระหนักได้อย่างนี้ ฉันก็รู้สึกโล่งใจขึ้นบ้าง และไม่รู้สึกตำหนิตัวเองและรู้สึกผิดเกี่ยวกับการตายของแม่อีกต่อไป
จากนั้นฉันก็ได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่งที่ว่า “มีคำกล่าวในโลกของผู้ไม่มีความเชื่อว่า ‘กาตอบแทนแม่ด้วยการหาอาหารให้ ส่วนลูกแกะคุกเข่ารับน้ำนมจากแม่’ ยังมีคำกล่าวนี้อีกด้วยว่า ‘คนอกตัญญูต่ำกว่าสัตว์เดรัจฉาน’ คำกล่าวเหล่านี้ฟังดูใหญ่โตยิ่ง! อันที่จริง ปรากฏการณ์ที่คำกล่าวข้อแรกเอ่ยถึงเรื่องกาตอบแทนแม่ด้วยการหาอาหารให้ ส่วนลูกแกะคุกเข่ารับน้ำนมจากแม่นั้นมีอยู่จริง นี่คือข้อเท็จจริง อย่างไรก็ดี นี่เป็นเพียงปรากฏการณ์ในโลกของสิ่งมีชีวิตเท่านั้น เป็นเพียงกฎอย่างหนึ่งที่พระเจ้าทรงวางไว้ให้แก่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างต่างๆ สิ่งมีชีวิตทรงสร้างทุกชนิด รวมถึงมนุษย์ ล้วนปฏิบัติตาม กฎนี้ และนี่ยิ่งแสดงให้เห็นว่าสิ่งมีชีวิตทั้งปวงก็คือสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้นมา ไม่มีสิ่งมีชีวิตทรงสร้างใดสามารถละเมิดกฎข้อนี้ และไม่มีสิ่งมีชีวิตทรงสร้างใดสามารถอยู่เหนือกฎนี้ แม้แต่สัตว์กินเนื้อที่ค่อนข้างดุร้ายอย่างสิงโตและเสือก็บำรุงเลี้ยงและไม่กัดลูกๆ ของมันก่อนที่ลูกจะโตเต็มวัย นี่คือสัญชาตญาณของสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ชนิดใด ดุร้ายหรือเชื่องและอ่อนโยน สัตว์ทุกตัวล้วนมีสัญชาตญาณนี้ สิ่งมีชีวิตทรงสร้างทุกชนิด รวมถึงมนุษย์ ได้แต่เพิ่มจำนวนและอยู่รอดต่อไปด้วยการทำตามสัญชาตญาณนี้และกฎข้อนี้ ถ้าสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นไม่ปฏิบัติตามกฎนี้ หรือไม่มีกฎข้อนี้และสัญชาตญาณนี้ สิ่งมีชีวิตเหล่านั้นก็จะไม่สามารถเพิ่มจำนวนและอยู่รอดได้ ห่วงโซ่ทางชีวภาพจะไม่เกิดขึ้น และโลกนี้ก็จะไม่มีอยู่เช่นกัน นี่คือเรื่องจริงมิใช่หรือ? (ใช่) คำกล่าวที่ว่ากาตอบแทนแม่ด้วยการหาอาหารให้ ส่วนลูกแกะคุกเข่ารับน้ำนมจากแม่ แสดงให้เห็นโดยแท้ว่าโลกของสิ่งมีชีวิตดำเนินไปตามกฎเช่นนี้ สิ่งมีชีวิตทรงสร้างทุกชนิดมีสัญชาตญาณนี้ เมื่อลูกเกิดมา ก็จะมีสัตว์ชนิดนั้นตัวเมียหรือตัวผู้คอยดูแลและบำรุงเลี้ยงจนโตเต็มวัย สิ่งมีชีวิตทรงสร้างทุกชนิดสามารถลุล่วงความรับผิดชอบและภาระผูกพันที่ตนมีต่อเลือดเนื้อเชื้อไขได้ ตั้งอกตั้งใจเลี้ยงดูรุ่นต่อไปให้เติบโตตามหน้าที่ มนุษย์ควรเป็นเช่นนี้มากกว่าด้วยซ้ำ มวลมนุษย์เรียกตัวเองว่าสัตว์ที่สูงส่งกว่า—ถ้าพวกเขาไม่สามารถทำตามกฎข้อนี้ และไม่มีสัญชาตญาณนี้ เช่นนั้นแล้วมนุษย์ก็แย่ยิ่งกว่าสัตว์มิใช่หรือ? เพราะฉะนั้น ไม่ว่าพ่อแม่ของเจ้าจะดูแลเจ้ามากเพียงใด หรือลุล่วงความรับผิดชอบที่พวกเขามีต่อเจ้าไปมากเท่าใดระหว่างที่เลี้ยงดูเจ้า พวกเขาก็เพียงแต่ทำเรื่องที่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างพึงทำเท่านั้น—นี่เป็นสัญชาตญาณของพวกเขา… สิ่งมีชีวิตทรงสร้างและสัตว์ทุกชนิดมีสัญชาตญาณและกฎเหล่านี้ และปฏิบัติตามได้อย่างดียิ่ง ดำเนินการตามนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ นี่คือสิ่งที่ไม่มีใครสามารถทำลายได้ ยังมีสัตว์พิเศษบางตัว เช่น เสือและสิงโตอีกด้วย เวลาสัตว์เหล่านี้โตเต็มที่ พวกมันก็จากพ่อแม่ไป และตัวผู้บางตัวก็ถึงกับกลายเป็นคู่แข่ง กัดกัน ขับเคี่ยวและต่อสู้กันตามความจำเป็น นี่เป็นเรื่องปกติ เป็นกฎอย่างหนึ่ง พวกมันไม่สนใจความรู้สึก และไม่ได้ใช้ชีวิตท่ามกลางความรู้สึกต่างๆ เหมือนผู้คน อยากตลอดเวลาที่จะตอบแทนความใจดีมีเมตตาที่พ่อแม่แสดงให้พวกเขาเห็นด้วยการเลี้ยงดูพวกเขามา พลางกังวลอยู่เสมอว่าถ้าไม่แสดงความกตัญญูรู้คุณต่อพ่อแม่ คนอื่นก็จะกล่าวโทษพวกเขา ต่อว่า และวิพากษ์วิจารณ์พวกเขาลับหลัง ในโลกของสัตว์ไม่มีแนวคิดเหล่านี้ เหตุใดผู้คนจึงพูดเรื่องแบบนี้? เพราะในสังคมและในกลุ่มคนมีแนวคิดต่างๆ และมีทัศนะที่ยึดถือกันทั่วไปซึ่งไม่ถูกต้อง หลังจากที่ผู้คนได้รับอิทธิพล ถูกกัดกร่อน และถูกทำให้ผุพังจากสิ่งเหล่านี้แล้ว ในตัวพวกเขาย่อมเกิดวิธีตีความและวิธีรับมือสัมพันธภาพพ่อแม่ลูกที่แตกต่างออกไป และในที่สุดพวกเขาก็จะปฏิบัติต่อพ่อแม่ของตนดุจดังเจ้าหนี้—เป็นเจ้าหนี้ที่ชั่วชีวิตนี้พวกเขาจะไม่มีวันสามารถใช้คืนได้หมด มีแม้กระทั่งบางคนที่รู้สึกผิดไปชั่วชีวิตหลังจากที่พ่อแม่ตาย รู้สึกผิดว่าตนนั้นไม่สามารถตอบแทนความใจดีมีเมตตาของพ่อแม่ เพราะพวกเขาเคยทำบางสิ่งที่ทำให้พ่อแม่ไม่มีความสุข หรือไม่ได้เป็นไปในทางที่พ่อแม่อยากให้เป็น จงบอกเราเถิด นี่เกินเหตุมิใช่หรือ? ผู้คนดำเนินชีวิตอยู่ท่ามกลางความรู้สึกของตนเอง ดังนั้นพวกเขาจึงได้แต่ถูกแนวคิดต่างๆ ที่เกิดจากความรู้สึกเหล่านี้แทรกแซงและรบกวน” (พระวจนะฯ เล่ม 6 ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง, ควรไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างไร (17)) หลังจากอ่านพระวจนะของพระเจ้า ฉันก็เข้าใจว่าเหตุผลที่ฉันเจ็บปวดมากเป็นเพราะฉันได้ถูกฝังหัวด้วยพิษของวัฒนธรรมดั้งเดิม เช่น “คนอกตัญญูต่ำกว่าเดรัจฉาน” และ “เลี้ยงลูกไว้ดูแลยามแก่เฒ่า” ฉันเชื่อว่าในเมื่อพ่อแม่ทำงานหนักเลี้ยงดูฉันมา จัดหาอาหาร เสื้อผ้า และการศึกษาให้ฉัน และในเมื่อฉันไม่มีโอกาสได้ตอบแทนบุญคุณของพ่อที่เลี้ยงดูฉันมาก่อนที่ท่านจะจากไป และถ้าฉันไม่ตอบแทนบุญคุณของแม่ ฉันก็จะเป็นคนที่น่าอับอายอย่างที่สุด และต่ำกว่าเดรัจฉานเสียอีก ฉันถือว่าค่านิยมดั้งเดิมเหล่านี้เป็นสิ่งที่เป็นบวกและเป็นหลักธรรมในการดำเนินชีวิต โดยไม่ตระหนักว่าชีวิตของฉันมาจากพระเจ้า แม่เป็นเพียงผู้ให้กำเนิดและเลี้ยงดูฉัน และพ่อแม่ฉันก็เพียงแค่ลุล่วงความรับผิดชอบและภาระผูกพันของตัวเองในทุกสิ่งที่พวกท่านทำเพื่อฉัน และจะถือว่าสิ่งนี้เป็นบุญคุณไม่ได้ เมื่อทบทวนดูแล้ว หากไม่ใช่เพราะการดูแลและการคุ้มครองของพระเจ้าตอนที่ฉันเติบโตมา ตอนนี้ฉันคงไม่มีชีวิตอยู่แล้ว ตอนที่ฉันยังเด็ก ฉันไปพายเรือเล่นกับเพื่อน แล้วเรือก็คว่ำ เราทั้งสองคนตกลงไปในแม่น้ำและเกือบจมน้ำตาย แต่โชคดีที่ผู้ใหญ่สองคนบังเอิญตกปลาอยู่ริมแม่น้ำและช่วยชีวิตพวกเราไว้ ตอนนั้นฉันคิดว่าฉันแค่โชคดี แต่ต่อมาเมื่อได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าและพบว่าพระเจ้าทรงเฝ้าดูแลมนุษยชาติทั้งวันทั้งคืน ฉันก็ตระหนักว่าแท้จริงแล้วนี่คือการดูแลและการคุ้มครองของพระเจ้า ยิ่งไปกว่านั้น การที่พ่อแม่ดูแลเลี้ยงดูฉันก็เป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงลิขิตไว้เช่นกัน แต่ฉันไม่ได้ขอบคุณพระเจ้าสำหรับการดูแลและการคุ้มครอง หรือทำหน้าที่ของตัวเองอย่างถูกควร แต่ฉันกลับรู้สึกติดค้างแม่อยู่เสมอที่ไม่สามารถดูแลท่านได้ และสิ่งนี้ถึงกับส่งผลกระทบต่อหน้าที่ของฉัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากได้รู้ว่าแม่จากไปแล้ว ฉันก็ยิ่งรู้สึกผิดและทรมานที่ไม่สามารถดูแลท่านในวัยชราและไปส่งท่านเป็นครั้งสุดท้ายได้ ฉันถึงกับเสียใจที่ออกจากบ้านมาทำหน้าที่ของตัวเอง ฉันนี่ช่างไร้มโนธรรมเสียจริง! ฉันได้รับอิทธิพลและถูกแนวคิดวัฒนธรรมดั้งเดิมทำร้าย และฉันก็ไม่สามารถแยกแยะผิดชอบชั่วดีได้อย่างแท้จริง!
ต่อมา ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าสองบทตอนที่สอนวิธีปฏิบัติต่อพ่อแม่ พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ในยามที่ติดต่อสัมพันธ์กับบิดามารดาของเจ้า ไม่ว่าเจ้าจะลุล่วงภาระผูกพันของตนในฐานะบุตรที่ดูแลบิดามารดาหรือไม่นั้นต้องอยู่บนพื้นฐานของภาวะส่วนตนของเจ้าและการจัดวางเรียบเรียงของพระเจ้าโดยสมบูรณ์ นี่อธิบายเรื่องนี้อย่างครบบริบูรณ์มิใช่หรือ? เมื่อบางคนไปจากบิดามารดาของตน พวกเขารู้สึกว่าตัวเองเป็นหนี้บิดามารดามากมายและพวกเขาไม่ได้ทำสิ่งใดเพื่อบิดามารดาเลย ทว่าตอนนั้นเมื่อพวกเขาอยู่ด้วยกัน พวกเขาก็ไม่กตัญญูต่อบิดามารดาของพวกเขาเลย และพวกเขาก็ไม่ได้ลุล่วงภาระผูกพันของตนแต่ประการใด นี่คือคนที่กตัญญูอย่างแท้จริงหรือ? นี่คือการกล่าววาจาอันว่างเปล่า ไม่ว่าเจ้าจะทำอะไร เจ้าจะคิดอะไร หรือเจ้าจะวางแผนอย่างไร สิ่งเหล่านั้นไม่สำคัญ สิ่งสำคัญคือเจ้าสามารถเข้าใจและเชื่ออย่างแท้จริงได้หรือไม่ว่าสิ่งมีชีวิตทรงสร้างทั้งปวงอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า บิดามารดาบางคนมีพรและโชคชะตานั้นที่จะสามารถชื่นชมยินดีกับความสำราญในบ้านและความสุขของครอบครัวใหญ่ที่เจริญรุ่งเรือง นี่คืออธิปไตยของพระเจ้า และพระพรที่พระเจ้าประทานแก่พวกเขา บิดามารดาบางคนไม่มีโชคชะตานี้ พระเจ้าไม่ได้ทรงจัดการเตรียมการโชคชะตานี้ไว้สำหรับพวกเขา พวกเขาไม่ได้รับพระพรที่จะชื่นชมยินดีกับการมีครอบครัวที่มีความสุข หรือชื่นชมยินดีกับการมีบุตรของตนอยู่เคียงข้าง นี่คือการจัดวางเรียบเรียงของพระเจ้าและผู้คนก็ไม่สามารถใช้กำลังบังคับเรื่องนี้ได้ ไม่ว่าจะเป็นเช่นไร ท้ายที่สุดแล้วเมื่อเป็นเรื่องของความกตัญญูรู้คุณ อย่างน้อยผู้คนก็ต้องมีกรอบความคิดของการนบนอบ หากสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวยและเจ้ามีวิถีทางที่จะทำอย่างนั้น เช่นนั้นแล้วเจ้าย่อมสามารถแสดงความกตัญญูรู้คุณต่อบิดามารดาของเจ้าได้ หากสภาพแวดล้อมไม่เอื้ออำนวยและเจ้าขาดพร่องวิถีทาง เช่นนั้นแล้วจงอย่าพยายามฝืนเรื่องนี้ การทำเช่นนี้เรียกว่าอะไร? (การนบนอบ) สิ่งนี้เรียกว่าการนบนอบ การนบนอบนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร? พื้นฐานสำหรับการนบนอบคืออะไร? การนบนอบอยู่บนพื้นฐานที่ว่าสิ่งทั้งปวงนี้เป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงจัดการเตรียมการและทรงครองอธิปไตย แม้ว่าผู้คนอาจปรารถนาที่จะเลือก พวกเขาก็ไม่สามารถทำได้ พวกเขาไม่มีสิทธิ์ที่จะเลือก และพวกเขาควรนบนอบ เมื่อเจ้ารู้สึกว่าผู้คนควรนบนอบและพระเจ้าทรงจัดวางเรียบเรียงทุกสิ่ง เจ้าไม่รู้สึกสงบในหัวใจของตนมากขึ้นหรอกหรือ? (ใช่) เช่นนั้นแล้วมโนธรรมของเจ้ายังคงรู้สึกถูกตำหนิอยู่หรือไม่? มโนธรรมของเจ้าจะไม่รู้สึกว่าถูกตำหนิอยู่เนืองนิจอีกต่อไป และแนวคิดว่าเจ้าได้อกตัญญูต่อบิดามารดาของเจ้าก็จะไม่ครอบงำเจ้าอีกต่อไป บางครั้งบางคราวเจ้าอาจยังคงคิดถึงเรื่องนี้ เนื่องจากความคิดเหล่านี้เป็นความคิดหรือสัญชาตญาณปกติภายในความเป็นมนุษย์ และไม่มีใครสามารถหลีกเลี่ยงความคิดเหล่านี้ได้” (พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, สิ่งใดหรือคือความเป็นจริงความจริง?) “ในฐานะลูก เจ้าควรเข้าใจว่าพ่อแม่ไม่ใช่เจ้าหนี้ของลูก หากเจ้าใส่ใจแต่การตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ของเจ้า นั่นย่อมจะขัดขวางหน้าที่หลายอย่างที่เจ้าควรทำ มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เจ้าต้องทำในชีวิตของเจ้า และหน้าที่ที่เจ้าควรทำเหล่านี้ก็เป็นเรื่องที่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างพึงทำ เป็นสิ่งที่องค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งการทรงสร้างไว้วางพระทัยมอบหมายให้เจ้าทำ และไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับการตอบแทนความใจดีมีเมตตาของพ่อแม่ การแสดงความกตัญญูต่อพ่อแม่ การตอบแทน การตอบกลับความใจดีมีเมตตาของพวกเขา—สิ่งเหล่านี้ไม่มีความเกี่ยวข้องกับภารกิจในชีวิตของเจ้า กล่าวได้อีกด้วยว่าไม่มีความจำเป็นที่เจ้าจะต้องแสดงความกตัญญูต่อพ่อแม่ ตอบแทน หรือลุล่วงความรับผิดชอบที่เจ้ามีต่อพวกเขา กล่าวง่ายๆ ก็คือ เจ้าอาจทำเรื่องนี้ได้บ้างและลุล่วงความรับผิดชอบได้บ้างเมื่อรูปการณ์ของเจ้าเปิดโอกาสให้ทำ ยามที่รูปการณ์ไม่เปิดโอกาสให้ เจ้าก็ไม่จำเป็นต้องบีบบังคับตัวเองให้ทำเช่นนั้น หากเจ้าไม่สามารถลุล่วงหน้าที่รับผิดชอบในการแสดงความกตัญญูต่อพ่อแม่ของเจ้าได้ ก็ไม่ใช่ความผิดพลาดที่ร้ายแรง เป็นเพียงสิ่งที่ขัดต่อมโนธรรมและความยุติธรรมทางศีลธรรมของเจ้าอยู่บ้าง และเจ้าจะถูกบางคนตำหนิติเตียน—ก็เท่านั้น แต่อย่างน้อยที่สุด มันก็ไม่ได้ขัดต่อความจริง หากนั่นเป็นไปเพื่อการทำหน้าที่ของเจ้าและทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้าแล้ว เจ้าจะได้รับการเห็นชอบจากพระเจ้าเสียด้วยซ้ำ ดังนั้น สำหรับการกตัญญูต่อพ่อแม่ของเจ้า ตราบใดที่เจ้าเข้าใจความจริงและเข้าใจข้อกำหนดของพระเจ้าที่มีต่อผู้คนแล้ว แม้ว่าภาวะของเจ้าจะไม่อำนวยให้เจ้ากตัญญูต่อพ่อแม่ของเจ้า มโนธรรมของเจ้าก็จะไม่รู้สึกถูกตำหนิ” (พระวจนะฯ เล่ม 6 ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง, ควรไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างไร (17)) พระวจนะของพระเจ้าระบุวิธีปฏิบัติต่อพ่อแม่ของเราไว้อย่างชัดเจน สิ่งนี้ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขและความสามารถของเราเป็นหลัก หากเงื่อนไขเอื้ออำนวยและเรามีความสามารถมากพอ เราก็สามารถลุล่วงความรับผิดชอบและกตัญญูต่อพ่อแม่ของเราได้ แต่หากสภาพการณ์ไม่เอื้ออำนวย ก็ไม่จำเป็นต้องยืนกรานที่จะทำสิ่งนี้ และเราต้องนบนอบการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระเจ้า การที่ฉันไม่สามารถดูแลแม่ได้ในช่วงที่ท่านป่วยจนกระทั่งจากไป ไม่ได้หมายความว่าฉันไร้ความรู้สึกหรืออกตัญญู ฉันอยากกตัญญูต่อแม่ แต่เพราะฉันถูกพรรคคอมมิวนิสต์จีนข่มเหงและตามล่าเพราะเชื่อในพระเจ้าในประเทศที่ยึดหลักอเทวนิยม ฉันจึงไม่สามารถกลับบ้านได้ สิ่งนี้ไม่ได้สะท้อนว่าฉันขาดมโนธรรม ยิ่งไปกว่านั้น ฉันมีภารกิจของตัวเองในการเชื่อในพระเจ้า ซึ่งก็คือการทำหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง ถ้าฉันทำให้ตัวเองไม่สามารถทำหน้าที่ได้เพราะมัวแต่มุ่งเน้นไปที่การกตัญญูต่อแม่ นั่นก็จะหมายความว่าฉันขาดมโนธรรมอย่างแท้จริง เมื่อตระหนักถึงสิ่งนี้ ฉันก็ไม่รู้สึกว่าถูกมโนธรรมของตัวเองกล่าวโทษอีกต่อไป และสามารถสงบใจในหน้าที่ของตัวเองได้ เป็นพระวจนะของพระเจ้าที่เปลี่ยนทัศนคติที่คลาดเคลื่อนของฉัน ช่วยให้ฉันสามารถปฏิบัติต่อการจากไปของแม่ได้อย่างถูกควร และพบความรู้สึกเป็นอิสระในหัวใจของฉัน