73. ความเข้าใจเชิงลึกที่ได้รับจากการถูกตัดแต่ง

โดยสเตซี่ ประเทศเกาหลีใต้

ในเดือนสิงหาคม ปี 2022 ฉันรับผิดชอบงานให้น้ำในคริสตจักร  วันหนึ่ง ผู้นำคนหนึ่งบอกฉันว่ามีพี่น้องชายหญิงบางคนรายงานว่าฉันไม่ได้ตรวจสอบสภาวะหรือความลำบากยากเย็นของผู้มาใหม่ก่อนการชุมนุม และการสามัคคีธรรมในการชุมนุมไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่แท้จริงได้  พวกเขายังรายงานด้วยว่าผู้มาใหม่บางคนไม่ได้มาเข้าร่วมการชุมนุม และฉันไม่ได้สอบถามหรือตรวจสอบสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างทันท่วงที  ฉันไม่ได้พูดอะไร แต่ฉันเถียงกลับในใจ พลางคิดว่า “ฉันได้สอบถามและตรวจสอบสภาวะของผู้มาใหม่บางคนล่วงหน้าแล้ว แต่พวกเขาแค่ไม่ตอบข้อความของฉัน ฉันก็เลยไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขา  อีกอย่าง ถึงแม้บางครั้งฉันจะไม่รู้ว่ามีผู้มาใหม่บางคนไม่มาเข้าร่วมการชุมนุม แต่ต่อมาพวกเขาก็กลับมาเข้าร่วมการชุมนุมเป็นประจำ แล้วมันเป็นเรื่องใหญ่อะไรนักหนา?”  ฉันอดไม่ได้ที่จะรู้สึกไม่พอใจอยู่บ้างกับพี่น้องชายหญิงที่รายงานปัญหาเหล่านั้น  ฉันคิดว่า “ก่อนจะรายงานปัญหาพวกนี้ คุณมาคุยกับฉันและถามฉันเกี่ยวกับสถานการณ์และบริบทก่อนก็ได้ ถ้าฉันไม่ยอมรับ คุณค่อยไปรายงานผู้นำ  พอคุณไปรายงานผู้นำโดยตรงโดยไม่พูดอะไรสักคำ ผู้นำจะมองฉันยังไง?  เธอจะไม่คิดว่าฉันไม่ยอมรับคำแนะนำหรือความจริงหรอกหรือ?”  ความคิดเหล่านี้ทำให้ฉันรู้สึกหงุดหงิด  แม้ว่าฉันจะรู้ว่าคำแนะนำจากพี่น้องชายหญิงเป็นประโยชน์ต่อหน้าที่ของฉัน และฉันควรยอมรับมันก่อน แล้วทบทวนและรู้จักตัวเอง ไม่ควรโต้เถียงและพยายามแก้ต่างให้ตัวเอง แต่พอคิดว่าศักดิ์ศรีและสถานะของฉันจะเสียหาย ฉันก็รู้สึกไม่เต็มใจที่จะเผชิญหน้ากับสถานการณ์นั้น

ต่อมา ฉันสงบลงและทบทวนปัญหาที่พี่น้องชายหญิงรายงาน และฉันก็ตระหนักว่าจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงจริงๆ  ดังนั้น ฉันจึงส่งข้อความในกลุ่มเพื่อขอให้ทุกคนชี้ให้เห็นปัญหาใดๆ ของฉันที่พวกเขาสังเกตเห็น  ไม่นานนัก พี่น้องชายเจเดนก็ได้ชี้ให้เห็นปัญหาบางอย่างที่เขาเห็นและยังให้คำแนะนำบางอย่างกับฉันด้วย  เมื่อฉันเห็นว่าความคิดเห็นของเขาคล้ายกับสิ่งที่ผู้นำพูด ฉันก็เริ่มสงสัย พลางคิดว่า “เขาต้องเป็นคนไปรายงานฉันกับผู้นำแน่ๆ ไม่อย่างนั้นทำไมพวกเขาถึงพูดอะไรคล้ายกันขนาดนี้?”  เมื่อคิดเช่นนี้ ฉันก็พบว่ายากที่จะปฏิบัติต่อปัญหาและคำแนะนำที่เขาเสนอมาอย่างถูกต้อง และฉันก็เถียงกลับไปทีละประเด็น  จากนั้นเขาก็ส่งข้อความในกลุ่มว่า “คุณบอกว่าเราให้คำแนะนำและสื่อสารเกี่ยวกับปัญหาใดๆ ได้หมด แล้วพอเราทำอย่างนั้นแล้ว ทำไมคุณถึงเอาแต่แก้ตัวและไม่แสดงความเต็มใจที่จะแสวงหาหรือยอมรับเลย?”  เมื่อเขาเปิดโปงฉันต่อหน้าพี่น้องชายหญิงจำนวนเยอะมาก ฉันก็รู้สึกอับอายขายหน้าอย่างที่สุด  ฉันเริ่มมีอคติต่อเขา พลางคิดว่า “คุณไม่ไว้หน้าฉันเลย!  คุณไม่แค่รายงานปัญหาของฉันกับผู้นำเป็นการส่วนตัว แต่ยังให้คำแนะนำและเปิดโปงฉันต่อหน้าผู้คนทั้งหมดนี้อีก  ฉันจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนได้อีก?  หลังจากนี้ฉันจะเผชิญหน้ากับพี่น้องชายหญิงได้ยังไง?  ถ้าฉันมีปัญหาอะไร คุณแค่บอกฉันเป็นการส่วนตัวไม่ได้หรือ?  ทำไมคุณต้องมาต่อว่าฉันต่อหน้าคนมากมายขนาดนี้ด้วย?  คุณตั้งใจจะทำให้ฉันอับอายขายหน้าต่อหน้าทุกคนใช่ไหม?  เห็นได้ชัดว่าคุณแค่พยายามทำให้ฉันลำบาก ถ้าไม่แสดงให้เห็นว่าใครใหญ่ คุณจะคิดว่ารังแกฉันได้”  ฉันถึงกับมีความคิดที่มุ่งร้ายในหัวใจว่า “ฉันรับผิดชอบงานให้น้ำ  ถ้าคุณยังทำแบบนี้ต่อไปโดยไม่ไว้หน้าฉัน ฉันจะหาเหตุผลมาหยุดคุณไม่ให้ได้ให้น้ำผู้มาใหม่ เพราะถ้าฉันไม่ทำ คุณจะทำลายภาพลักษณ์ของฉันในสายตาของทุกคน”  เมื่อความคิดนี้แวบเข้ามาในหัว ฉันก็ใจหาย และคิดว่า “ฉันคิดเรื่องที่มุ่งร้ายแบบนี้ได้ยังไง?  นี่จะเป็นการโจมตีและโต้ตอบคนอื่นไม่ใช่เหรอ?”  ฉันรู้สึกกลัวเล็กน้อย จึงอธิษฐานถึงพระเจ้าอย่างเงียบๆ ว่า “ข้าแต่พระเจ้า โปรดทรงดูแลหัวใจของข้าพระองค์ให้สงบลง จะได้ไม่กระทำตามอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนเอง โปรดทรงชี้แนะข้าพระองค์ให้ผ่านพ้นสถานการณ์นี้ไปด้วยเถิด” หลังจากอธิษฐาน ฉันเห็นพี่น้องชายหญิงหลายคนส่งข้อความในกลุ่มว่าเห็นด้วยกับคำแนะนำของเจเดน  ในที่สุดฉันก็ตระหนักว่าสถานการณ์นี้ที่ฉันเผชิญมีเจตนารมณ์ของพระเจ้าอยู่  ฉันต้องยอมรับและนบนอบก่อน แสวงหาความจริง ทบทวนตัวเอง และเรียนรู้บทเรียน

วันหนึ่งระหว่างการเฝ้าเดี่ยว ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าสองบทตอน “ไม่ว่าสภาพการณ์ที่เป็นเหตุให้ใครบางคนถูกตัดแต่งจะเป็นอย่างไร ท่าทีที่สำคัญอย่างยิ่งยวดที่สุดที่จะมีต่อเรื่องนี้คือท่าทีใด?  อันดับแรกเลยก็คือ เจ้าต้องยอมรับการตัดแต่งนี้  ไม่สำคัญว่าใครกำลังตัดแต่งเจ้า ด้วยเหตุผลใด ไม่สำคัญว่าการตัดแต่งนี้จะดูรุนแรงหรือไม่ หรือน้ำเสียงและถ้อยคำเป็นอย่างไร เจ้าก็ควรยอมรับการตัดแต่งนี้  จากนั้นเจ้าก็ควรรับรู้ว่าเจ้าทำสิ่งใดผิด เจ้าเผยอุปนิสัยอันเสื่อมทรามใดออกมา และเจ้าปฏิบัติตนโดยสอดคล้องกับหลักธรรมความจริงหรือไม่  สิ่งที่สำคัญที่สุด นี่คือท่าทีที่เจ้าควรมี  แล้วศัตรูของพระคริสต์มีท่าทีเช่นนี้หรือไม่?  ไม่มีท่าทีเช่นนี้ ท่าทีที่พวกเขาแสดงออกอย่างชัดเจนตั้งแต่ต้นจนจบคือท่าทีของการขัดขืนและความสะอิดสะเอียน  ด้วยท่าทีเช่นนั้น พวกเขาสามารถอยู่ในความเงียบสงบเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและยอมรับการตัดแต่งอย่างถ่อมตนได้หรือไม่?  ไม่ พวกเขาทำไม่ได้  เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วพวกเขาจะทำอย่างไร?  อันดับแรกเลยก็คือ พวกเขาจะโต้แย้งและชี้แจงเหตุผลอย่างเอาจริงเอาจัง แก้ต่างและโต้แย้งการกระทำผิดซึ่งพวกเขาทำลงไปรวมทั้งอุปนิสัยอันเสื่อมทรามที่พวกเขาได้เผยออกมา โดยหวังว่าจะชนะใจจนได้รับความเข้าใจและการให้อภัยจากผู้คน เพื่อที่พวกเขาจะได้ไม่ต้องรับผิดชอบหรือยอมรับคำพูดที่ตัดแต่งพวกเขา  พวกเขาแสดงท่าทีเช่นไรเมื่อเผชิญกับการถูกตัดแต่ง?  “ฉันไม่ได้ทำบาป  ฉันไม่ได้ทำอะไรผิดเลย  หากฉันทำผิดพลาดไป ย่อมมีเหตุผลสำหรับความผิดพลาดนั้น หากฉันทำผิดพลาดไป ฉันก็ไม่ได้ตั้งใจทำเช่นนั้น ฉันไม่ควรต้องรับผิดชอบในความผิดพลาดนั้น  มีใครไม่ทำผิดพลาดบ้างล่ะ?”  พวกเขาใช้ประโยชน์จากคำกล่าวและวลีเหล่านี้ แต่พวกเขาไม่แสวงหาความจริง และพวกเขาไม่ยอมรับความผิดพลาดที่พวกเขาได้ทำลงไปหรืออุปนิสัยอันเสื่อมทรามที่พวกเขาเผยออกมา—และแน่นอนว่าพวกเขาไม่ยอมรับว่าเจตนาและเป้าหมายของพวกเขาในการทำชั่วคือสิ่งใด  ไม่สำคัญว่าความผิดพลาดที่พวกเขาได้ทำลงไปเป็นที่ประจักษ์ชัดเพียงใดหรือพวกเขาเป็นเหตุให้เกิดการสูญเสียอันใหญ่หลวงเพียงใด พวกเขาก็แสร้งเอาหูไปนาเอาตาไปไร่กับสิ่งเหล่านี้  พวกเขาไม่รู้สึกเสียใจหรือรู้สึกผิดเลยแม้แต่น้อย และมโนธรรมของพวกเขาไม่รู้สึกว่าถูกตำหนิแต่อย่างใด  แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พวกเขากลับแก้ต่างให้ตัวเองอย่างสุดกำลังและสู้รบกันด้วยคำพูด โดยคิดว่า “ทุกคนมีมุมมองที่สามารถอธิบายได้  ทุกคนมีเหตุผลของตัวเอง ขึ้นอยู่กับว่าใครพูดเก่งกว่ากัน  หากฉันสามารถหลอกให้คนส่วนใหญ่ยอมรับเหตุผลและคำอธิบายของฉันได้ เช่นนั้นฉันก็ชนะ และความจริงที่คุณพูดย่อมไม่ใช่ความจริง และข้อเท็จจริงของคุณก็ไม่ถูกต้อง  คุณต้องการกล่าวโทษฉันอย่างนั้นหรือ?  ไม่มีทาง!”  เมื่อศัตรูของพระคริสต์ถูกตัดแต่ง ในห้วงลึกของหัวใจและดวงจิตของพวกเขานั้น พวกเขาขัดขืนและปฏิเสธอย่างเด็ดขาดและแน่วแน่ รวมทั้งรู้สึกสะอิดสะเอียนกับการถูกตัดแต่งนี้  ท่าทีของพวกเขาก็คือ “ไม่ว่าคุณจะพูดอะไร ไม่ว่าคุณจะพูดถูกแค่ไหน ฉันก็จะไม่ยอมรับ และฉันจะไม่ยอมรับสิ่งที่คุณพูด  ฉันไม่ผิด”  ไม่สำคัญว่าข้อเท็จจริงทั้งหลายจะเปิดเผยอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของพวกเขาออกมาอย่างไร พวกเขาก็ไม่รับรู้หรือยอมรับการเปิดเผยนี้ แต่ยังคงทำการท้าทายและขัดขืนของตนต่อไป  ไม่ว่าผู้อื่นจะพูดอะไรก็ตาม พวกเขาไม่ยอมรับและไม่รับรู้เรื่องนั้น แต่คิดว่า “พวกเรามาดูกันเถิดว่าใครพูดได้เก่งกว่ากัน พวกเรามาดูกันเถิดว่าใครเป็นคนที่พูดได้ดีกว่ากัน”  นี่คือรูปแบบหนึ่งของท่าทีที่ศัตรูของพระคริสต์ใช้ปฏิบัติต่อการถูกตัดแต่ง(พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, ประการที่เก้า (ภาคที่แปด))  “ท่าทีและการสำแดงนานัปการของศัตรูของพระคริสต์ที่มีต่อการตัดแต่ง ตลอดจนความคิด มุมมอง แนวคิด และอื่นๆ ที่ออกมาจากสถานการณ์นี้ล้วนต่างจากของคนธรรมดาทั่วไป  เมื่อศัตรูของพระคริสต์ถูกตัดแต่ง สิ่งแรกที่พวกเขาทำคือต้านทานและปฏิเสธอยู่ในส่วนลึกของหัวใจ  พวกเขาต่อสู้  แล้วเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น?  นี่เป็นเพราะตามแก่นแท้ธรรมชาติจริงๆ ของพวกเขาแล้ว ศัตรูของพระคริสต์รังเกียจและเกลียดชังความจริง พวกเขาไม่ยอมรับความจริงเลย  โดยธรรมชาติแล้ว(พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, ประการที่สิบสอง: พวกเขาอยากถอนตัวเมื่อไม่มีสถานะหรือไม่มีหวังที่จะได้รับพร)  โดยการไตร่ตรองพระวจนะของพระเจ้า ในที่สุดฉันก็ตระหนักว่าเมื่อคนที่ไล่ตามเสาะหาความจริงถูกตัดแต่ง ไม่ว่าท่าทีหรือน้ำเสียงของคนที่ตัดแต่งพวกเขาจะเป็นอย่างไร หรือการตัดแต่งนี้เกิดขึ้นในสถานการณ์หรือบริบทใด พวกเขาสามารถยอมรับมันก่อน ทบทวนว่าพวกเขาได้ละเมิดหลักธรรมตรงไหนและได้เผยอุปนิสัยอันเสื่อมทรามอะไรออกมา และแสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขมัน  แต่โดยแก่นแท้แล้ว พวกศัตรูของพระคริสต์นั้นรังเกียจและเกลียดชังความจริง และเมื่อถูกตัดแต่งและได้รับคำชี้แนะจากผู้อื่น ก็รู้สึกอยากจะต่อต้านและปฏิเสธสิ่งเหล่านี้  ต่อให้ปัญหาของพวกเขาจะชัดเจนและสร้างความเสียหายต่องานไปแล้ว พวกเขาก็ยังไม่ยอมรับว่าตัวเองผิด ทั้งยังหาเหตุผลและข้อแก้ตัวต่างๆ นานาเพื่อปกป้องและลบล้างความผิดให้ตัวเอง  เมื่อทบทวนท่าทีและพฤติกรรมของฉันตอนที่ถูกตัดแต่ง ฉันก็ตระหนักว่าอุปนิสัยที่ฉันเผยออกมานั้น แท้จริงแล้วเหมือนกับอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์  เมื่อพี่น้องชายหญิงให้คำแนะนำแก่ฉัน ฉันก็ไม่ได้รีบยอมรับ ทบทวนและตรวจสอบปัญหาและความเบี่ยงเบนของตัวเอง แต่กลับรู้สึกคัดค้านและไม่พอใจ และมองหาเหตุผลและข้อแก้ตัวต่างๆ นานาเพื่อโต้เถียงและแก้ต่างให้ตัวเอง  ในเรื่องนี้ ฉันไม่เพียงไม่ยอมรับความจริง แต่ยังรังเกียจความจริงอีกด้วย!  อันที่จริง หลังจากพิจารณาและทบทวนอย่างรอบคอบ ฉันก็เห็นว่าปัญหาที่พี่น้องชายหญิงหยิบยกขึ้นมานั้นล้วนเป็นข้อเท็จจริง และไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม หากผู้มาใหม่ไม่ได้รับการให้น้ำอย่างดี นี่ก็หมายความว่าฉันขาดความรับผิดชอบในหน้าที่ของฉัน  ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อพี่น้องชายหญิงรายงานว่าฉันไม่ได้สอบถามหรือตรวจสอบว่าทำไมผู้มาใหม่ถึงไม่มาเข้าร่วมการชุมนุมอย่างทันท่วงที ฉันถึงกับแก้ตัว โดยคิดว่าผู้มาใหม่แค่ขาดการชุมนุมเป็นครั้งคราวและจะกลับมาเข้าร่วมเป็นประจำในภายหลัง ดังนั้นนี่จึงไม่ใช่ปัญหาใหญ่  ในความเป็นจริง ในฐานะผู้ให้น้ำ การที่ฉันไม่รู้ว่าผู้มาใหม่ไม่มาเข้าร่วมการชุมนุมและไม่ได้ติดตามหรือตรวจสอบเรื่องนี้ให้ทันท่วงที  นั่นคือความเลินเล่อและแสดงให้เห็นว่าฉันทำหน้าที่แบบสุกเอาเผากิน  แต่ฉันกลับปฏิเสธและโต้แย้งปัญหาและคำแนะนำที่พี่น้องชายหญิงหยิบยกขึ้นมาด้วยข้อแก้ตัวต่างๆ และแม้ภายนอกนี่อาจดูเหมือนไม่ใช่ปัญหาใหญ่ แต่นี่เกี่ยวข้องกับท่าทีของฉันต่อหน้าที่ ทั้งยังเผยให้เห็นท่าทีที่ฉันมีต่อความจริงและพระเจ้าด้วย  เมื่อได้ทบทวนเรื่องนี้ ฉันถึงได้ตระหนักว่าธรรมชาติของปัญหานี้ร้ายแรงเพียงใด  หากสถานการณ์นี้ไม่เกิดขึ้นกับฉัน ฉันก็คงไม่ได้ทบทวนตัวเองเลย และคงไม่รู้เห็นถึงอุปนิสัยเยี่ยงซาตานของฉันที่รังเกียจความจริง และถ้าฉันยังทำแบบนี้ต่อไป สุดท้ายฉันคงจะลงเอยด้วยการถูกพระเจ้าทรงรังเกียจเดียดฉันท์และกำจัดออกไป

ขณะที่ฉันทบทวน ฉันก็ได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าเพิ่มเติม “สำหรับศัตรูของพระคริสต์ เมื่อเป็นเรื่องของการถูกตัดแต่ง พวกเขาไม่สามารถยอมรับเรื่องนี้  และมีเหตุผลต่างๆ ที่พวกเขาไม่สามารถยอมรับเรื่องนี้ได้ โดยเหตุผลหลักก็คือในยามที่ถูกตัดแต่ง พวกเขารู้สึกว่าพวกเขาเสียหน้าไปแล้ว พวกเขาได้สูญเสียความมีหน้ามีตา สถานะ และศักดิ์ศรีของตนไปแล้ว พวกเขาถูกทิ้งไว้ให้ไม่สามารถเงยหน้าต่อหน้าทุกคนได้  สิ่งเหล่านี้มีผลกระทบในหัวใจของพวกเขา ดังนั้นพวกเขาจึงพบว่าเป็นเรื่องยากที่จะยอมรับการถูกตัดแต่ง และพวกเขาก็รู้สึกว่าใครก็ตามที่ตัดแต่งพวกเขาตั้งใจที่จะทำร้ายพวกเขาและเป็นศัตรูของพวกเขา  นี่คือวิธีคิดของพวกศัตรูของพระคริสต์ในยามที่พวกเขาถูกตัดแต่ง  เจ้ามั่นใจในเรื่องนี้ได้(พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, ประการที่เก้า (ภาคที่แปด))  “ศัตรูของพระคริสต์ชมชอบความมีหน้ามีตาและสถานะมาก  ความมีหน้ามีตาและสถานะเป็นเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงชีวิตของพวกเขา พวกเขารู้สึกว่าชีวิตไร้ความหมายหากปราศจากความมีหน้ามีตาและสถานะ และพวกเขาก็ไร้แรงกำลังที่จะทำสิ่งใดหากปราศจากความมีหน้ามีตาและสถานะ  สำหรับศัตรูของพระคริสต์ ทั้งความมีหน้ามีตาและสถานะผูกติดอยู่กับผลประโยชน์ส่วนตัวของพวกเขาอย่างแนบแน่น ต่างก็เป็นจุดตายของพวกเขา  นั่นคือสาเหตุที่ทุกสิ่งที่ศัตรูของพระคริสต์ทำล้วนวนเวียนอยู่กับสถานะและความมีหน้ามีตา  ถ้าไม่ใช่เพื่อสิ่งเหล่านี้ พวกเขาก็อาจไม่ทำงานอันใดเลย  ไม่ว่าศัตรูของพระคริสต์จะมีสถานะหรือไม่ เป้าหมายที่พวกเขาต่อสู้เพื่อให้ได้มา ทิศทางที่พวกเขาพากเพียรอยู่ก็มุ่งไปหาสองสิ่งนี้—ความมีหน้ามีตาและสถานะ… เมื่อพวกเขาจ่ายราคา จงดูว่าเหตุใดพวกเขาจึงจ่ายราคา  เมื่อพวกเขาโต้เถียงประเด็นหนึ่งๆ อย่างเผ็ดร้อน จงดูว่าเหตุใดพวกเขาจึงโต้เถียงประเด็นนั้น  เวลาที่พวกเขาพูดถึงหรือกล่าวโทษคนคนหนึ่ง จงดูว่าพวกเขามีเจตนาและเป้าหมายอันใด  เมื่อพวกเขาเสียใจหรือโกรธเคืองเรื่องใด จงดูว่าพวกเขาเผยอุปนิสัยอะไรออกมา  ผู้คนไม่สามารถมองเห็นภายในหัวใจของผู้คนได้ แต่พระเจ้าทรงทำได้  เมื่อพระเจ้าทรงมองเข้าไปในหัวใจของผู้คน พระองค์ทรงใช้สิ่งใดประเมินแก่นแท้ของสิ่งที่ผู้คนพูดและทำ?  พระองค์ทรงใช้ความจริงมาประเมินแก่นแท้  ในสายตาของมนุษย์ การปกป้องความมีหน้ามีตาและสถานะของตนเองเป็นสิ่งที่ถูกควร  แล้วเหตุใดในสายพระเนตรของพระเจ้า กลับระบุว่านี่คือการเผยตัวและเป็นการแสดงออกของศัตรูของพระคริสต์ ทั้งยังเป็นแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์?  นี่เป็นไปตามแรงผลักดันและแรงจูงใจของทุกสิ่งที่ศัตรูของพระคริสต์ทำ  พระเจ้าทรงพินิจพิเคราะห์แรงผลักดันและแรงจูงใจของสิ่งที่พวกเขาทำ และในท้ายที่สุดจึงทรงพิจารณาว่าทุกสิ่งที่พวกเขาทำนั้นเป็นไปเพื่อความมีหน้ามีตาและสถานะของตนเอง แทนที่จะเป็นไปเพื่อการทำหน้าที่ของตน และยิ่งไม่ใช่เพื่อการปฏิบัติความจริงและนบนอบพระเจ้า(พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, ประการที่เก้า (ภาคที่สอง))  จากพระวจนะของพระเจ้า ฉันเข้าใจเหตุผลที่พวกศัตรูของพระคริสต์ยอมรับการถูกตัดแต่งไม่ได้  นอกจากแก่นแท้ของพวกเขาที่เกลียดชังและรังเกียจความจริงแล้ว ยังมีอีกเหตุผลหลักคือ พวกเขาถือว่าหน้าตาและสถานะของตนสำคัญกว่าสิ่งอื่นใดในหัวใจ  พวกศัตรูของพระคริสต์รู้สึกว่าใครก็ตามที่ชี้ให้เห็นปัญหาของพวกเขาหรือตัดแต่งพวกเขา พยายามทำให้พวกเขาลำบาก เสียหน้า และทำลายศักดิ์ศรีและสถานะของพวกเขา เพื่อรักษาหน้าตาและสถานะของตน พวกศัตรูของพระคริสต์จึงรู้สึกคัดค้านและเป็นปฏิปักษ์อย่างไม่หยุดหย่อน และถึงกับปฏิบัติต่อผู้ที่ตัดแต่งพวกเขาราวกับเป็นศัตรู  ขณะที่ทบทวน ฉันเห็นว่าฉันก็มีมุมมองนี้เช่นกัน  ในตอนแรก เมื่อฉันรู้ว่าพี่น้องชายหญิงรายงานปัญหาของฉันกับผู้นำ ฉันรู้สึกว่าพวกเขาจงใจพยายามเปิดโปงปัญหาของฉันกับผู้นำ ทำให้ฉันเสียหน้าและตกที่นั่งลำบาก และฉันคิดว่าพวกเขาควรจะบอกฉันเกี่ยวกับปัญหาที่พวกเขาสังเกตเห็นในตัวฉันก่อน หรือชี้ให้ฉันเห็นเป็นการส่วนตัว และถ้าฉันไม่ยอมรับ ถึงจะเหมาะสมที่พวกเขาจะรายงานปัญหาเหล่านี้กับผู้นำ  ในความเป็นจริง ถ้าฉันเป็นคนที่ยอมรับคำแนะนำและความจริงอย่างแท้จริง ฉันคงไม่สนใจว่าพวกเขาหยิบยกปัญหาขึ้นมาในบริบทหรือลักษณะใด แต่ฉันจะสนใจว่าปัญหาอะไรที่ถูกหยิบยกขึ้นมาและฉันควรเปลี่ยนแปลงและปรับปรุงตัวเองอย่างไร  เหตุผลที่ฉันมีความคิดเหล่านั้นก็เพราะฉันอยากปกป้องหน้าตาและสถานะของตัวเอง และรักษาภาพลักษณ์ที่ดีในสายตาของผู้นำ  เมื่อเจเดนให้คำแนะนำและเปิดโปงฉันต่อหน้าพี่น้องชายหญิง ฉันก็ยิ่งรู้สึกรับไม่ได้  ฉันคิดว่าเขาทำเช่นนี้เพื่อพยายามทำให้ฉันอับอายขายหน้าต่อหน้าทุกคน และนี่จะทำลายภาพลักษณ์ที่ดีที่ผู้คนมีต่อฉันอย่างร้ายแรง  ด้วยแรงผลักจากความอยากมีหน้าตาและสถานะ ฉันจึงโต้แย้งคำแนะนำของเขาแบบอ้อมๆ เพื่อรักษาหน้าตาของตัวเอง และฉันถึงกับมีความคิดที่มุ่งร้าย อยากจะใช้อำนาจและตำแหน่งของตัวเองกดขี่เขาและกีดกันไม่ให้เขามีส่วนร่วมในงานให้น้ำ  ฉันรู้ตัวว่ากังวลเรื่องหน้าตาและสถานะมากเกินไปจริงๆ ว่าสิ่งที่ฉันพูดและทำทั้งหมดล้วนมีพื้นฐานมาจากการปกป้องศักดิ์ศรีและสถานะของตัวเอง และฉันถึงกับอยากจะกดข่มผู้คน  ฉันเห็นว่าการไล่ตามไขว่คว้าหน้าตาและสถานะไม่ใช่เส้นทางที่ถูกต้องอย่างแท้จริง และมันรังแต่จะนำฉันไปสู่การคัดค้านพระเจ้า

ต่อมา ฉันได้ทบทวนอุปนิสัยที่ฉันเผยออกมาผ่านความคิดที่มุ่งร้ายของฉัน และฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่งที่กินใจฉันมาก พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “การโจมตีและการเอาคืนเป็นการกระทำและการเผยให้เห็นประเภทหนึ่งที่เกิดจากธรรมชาติอันมุ่งร้ายเยี่ยงซาตาน  นี่ยังเป็นการสำแดงของอุปนิสัยอันชั่วช้าอีกด้วย  ผู้คนคิดเช่นนี้ว่า ‘ถ้าเธอร้ายกับฉัน ฉันก็จะทำไม่ดีกับเธอ  ถ้าเธอไม่ไว้หน้าฉัน ทำไมฉันจะต้องไว้หน้าเธอด้วยเล่า?’  นี่คือการคิดแบบไหนกัน?  ไม่ใช่วิธีคิดเอาคืนหรอกหรือ?  ในสายตาของคนธรรมดาคนหนึ่ง นี่คือความคิดและทัศนะที่สมเหตุสมผลไม่ใช่หรือ?  มุมมองเช่นนี้ฟังขึ้นมิใช่หรือ?  ‘ฉันจะไม่เล่นงาน หากฉันไม่ถูกเล่นงาน หากฉันถูกเล่นงาน แน่นอนว่าฉันจะเล่นงานกลับ’ และ ‘ให้ทุกข์ย่อมได้ทุกข์’—ผู้ไม่มีความเชื่อมักจะกล่าวคำเหล่านี้ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปรัชญาที่มีเหตุผลในหมู่ผู้ไม่มีความเชื่อ และคล้อยตามมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์โดยสมบูรณ์  แต่ทว่าบรรดาผู้ที่เชื่อในพระเจ้าและไล่ตามเสาะหาความจริงควรมีทัศนะเช่นไรต่อคำพูดเหล่านี้?  ความคิดและทัศนะเหล่านี้ถูกต้องหรือไม่?  (ไม่)  เหตุใดจึงไม่ถูกต้อง?  แนวคิดเหล่านี้ควรได้รับการแยกแยะอย่างไร?  ความคิดและทัศนะเหล่านี้มีต้นกำเนิดมาจากที่ใด?  (จากซาตาน)  สิ่งเหล่านี้มีต้นกำเนิดมาจากซาตาน เรื่องนี้ไม่ต้องสงสัยเลย  สิ่งเหล่านี้มาจากอุปนิสัยส่วนใดของซาตาน?  สิ่งเหล่านี้มาจากธรรมชาติอันมุ่งร้ายของซาตาน มีแก่นแท้ที่มุ่งร้ายและอัปลักษณ์รวมถึงโฉมหน้าที่แท้จริงของซาตานอยู่ในนั้น  ความคิด ทัศนะ ถ้อยแถลง และแม้แต่การกระทำที่มีแก่นแท้ธรรมชาติของซาตานนั้น มีธรรมชาติเช่นไร?  นี่คืออุปนิสัยอันเสื่อมทรามของมนุษย์อย่างไม่ต้องสงสัย—นี่คืออุปนิสัยของซาตาน  สิ่งทั้งหลายเยี่ยงซาตานเหล่านี้ตรงตามพระวจนะของพระเจ้าหรือไม่?  สิ่งเหล่านี้อยู่ในแนวเดียวกับความจริงหรือไม่?  สิ่งเหล่านี้มีพื้นฐานตามพระวจนะของพระเจ้าหรือไม่?  (ไม่)  สิ่งเหล่านี้คือความคิดและทัศนะที่ผู้ติดตามพระเจ้าควรมี และเป็นการกระทำที่พวกเขาควรทำใช่หรือไม่?  ความคิดและการกระทำเหล่านี้ตรงตามความจริงหรือไม่?  (ไม่)” (พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, มีเพียงการแก้ไขอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนเท่านั้นที่สามารถก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง)  จากพระวจนะของพระเจ้า ฉันตระหนักว่าความคิดเรื่องการโจมตีและการแก้แค้นของฉันถูกขับเคลื่อนโดยพิษของซาตาน เช่น “ฉันจะไม่เล่นงาน หากฉันไม่ถูกเล่นงาน หากฉันถูกเล่นงาน แน่นอนว่าฉันจะเล่นงานกลับ” และ “ให้ทุกข์ย่อมได้ทุกข์”  ฉันคิดว่าการที่เจเดนเปิดโปงปัญหาของฉันต่อหน้าพี่น้องชายหญิงเป็นการไม่ไว้หน้าฉัน ว่าเขาทำไม่ดีกับฉันก่อน ฉันจึงมีสิทธิ์ที่จะทำไม่ดีตอบ  ฉันถึงกับรู้สึกว่าถ้าฉันไม่แสดงให้เขาเห็นว่าใครใหญ่ เขาจะคิดว่ารังแกฉันได้ ฉันจึงคิดว่าในอนาคต ฉันจะไม่ให้เขามีส่วนร่วมในงานให้น้ำ จากนั้นจะได้เห็นกันว่าเขาจะตัดแต่งฉันยังไง เมื่อทบทวนความคิดและเจตนาเหล่านี้ในตอนนี้ ฉันก็ได้เห็นว่าตัวเองนั้นทั้งมุ่งร้ายและน่ากลัวเพียงใด  การที่เจเดนรายงานปัญหาของฉันกับผู้นำแสดงให้เห็นว่าเขามีความรับผิดชอบต่องานและกำลังปกป้องงานของคริสตจักร  อีกทั้ง เมื่อฉันส่งข้อความในกลุ่มขอคำแนะนำจากทุกคน เจเดนก็ได้แบ่งปันความคิดและมุมมองของเขาอย่างแข็งขัน แสดงให้เห็นว่าเขามีสำนึกถึงภาระ แต่ฉันกลับรู้สึกว่าเขาจงใจทำให้ฉันลำบาก และฉันถึงกับพยายามโต้เถียงและแก้ต่างให้ตัวเอง  การที่เขาเปิดโปงปัญหาของฉันนั้นเป็นไปตามข้อเท็จจริงและเหมาะสมอย่างยิ่ง และการหยิบยกเรื่องเหล่านี้ขึ้นมาโดยตรงก็เป็นประโยชน์ต่อหน้าที่ของฉัน ไม่ได้มีเจตนาจะทำให้ฉันอับอายเลยแม้แต่น้อย  ยิ่งไปกว่านั้น การให้คำแนะนำและตัดแต่งกันในหมู่พี่น้องชายหญิงไม่ได้เป็นเรื่องของความใจดีหรือใจร้าย และตามความเข้าใจของฉันในเรื่องนี้ ฉันมีทัศนะเหมือนกับผู้ไม่เชื่อเลย ในอดีต ฉันเคยคิดว่าฉันมีความเป็นมนุษย์ที่ดี ว่าฉันจะไม่กดข่มหรือทรมานใครเหมือนพวกศัตรูของพระคริสต์ แต่เมื่อข้อเท็จจริงถูกเผยออกมา ฉันก็ได้เห็นว่าธรรมชาติของฉันมุ่งร้ายมาก ฉันไม่เคยทำอะไรแบบนั้นมาก่อนเพราะสถานการณ์ที่เหมาะสมยังไม่เกิดขึ้น แต่ในบางบริบท ฉันก็สามารถเผยความคิดที่มุ่งร้ายเหล่านี้ออกมาได้ตามธรรมชาติ  นี่คือการเผยให้เห็นธรรมชาติของฉัน  ในตอนนี้ ในที่สุดฉันก็ตระหนักว่าการถูกตัดแต่งนั้นยอดเยี่ยมอย่างแท้จริง เพราะมิฉะนั้น ฉันคงไม่ทางได้เห็นถึงทัศนะที่คลาดเคลื่อนและอุปนิสัยเยี่ยงซาตานภายในตัวฉัน และฉันคงไม่มีทางแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงได้  ฉันรู้สึกซาบซึ้งพระเจ้ามาก และฉันได้มาอธิษฐานเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าว่า “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์เห็นว่าตนเองไม่เพียงรังเกียจความจริง แต่ธรรมชาติของข้าพระองค์ยังมุ่งร้ายอีกด้วย เพื่อปกป้องหน้าตาและสถานะของตนเอง ข้าพระองค์ถึงกับอยากโจมตีและโต้ตอบพี่น้องชายหญิงที่ให้คำแนะนำแก่ข้าพระองค์  ข้าพระองค์เห็นว่าตนเองขาดความเป็นมนุษย์และไม่คู่ควรที่จะถูกเรียกว่าผู้เชื่อ ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ปรารถนาที่จะกลับใจและเปลี่ยนแปลง  โปรดทรงชี้แนะข้าพระองค์ให้พบเส้นทางแห่งการปฏิบัติและการเข้าสู่ ข้าพระองค์จะได้เรียนรู้ที่จะยอมรับคำแนะนำของพี่น้องชายหญิง”

ระหว่างการเฝ้าเดี่ยว ฉันได้แสวงหาพระวจนะของพระเจ้าเพื่ออ่านเกี่ยวกับปัญหาของตัวเองและพบเส้นทางแห่งการปฏิบัติ  พระเจ้าตรัสว่า “หากมีใครบางคนให้ข้อเสนอแนะแก่เจ้าในยามที่เจ้าไม่เข้าใจความจริง และบอกเจ้าว่าควรกระทำการให้สอดคล้องกับความจริงอย่างไร เจ้าก็ควรยอมรับวิธีนั้นและเปิดโอกาสให้ทุกคนสามัคคีธรรมถึงวิธีนั้นก่อน ดูว่าเส้นทางนั้นถูกต้องหรือไม่ สอดคล้องกับหลักธรรมความจริงหรือไม่  หากเจ้ายืนยันว่าเส้นทางนั้นสอดคล้องกับความจริง เช่นนั้นแล้วก็จงปฏิบัติตามนั้น หากเจ้าตัดสินว่าเส้นทางนั้นไม่สอดคล้องกับความจริง เช่นนั้นแล้วก็จงอย่าปฏิบัติตามนั้น  เรื่องราวก็ง่ายเช่นนั้นเอง  เมื่อเจ้าแสวงหาความจริง เจ้าควรแสวงหาจากผู้คนจำนวนมาก  หากใครมีบางสิ่งที่จะกล่าว เจ้าก็ควรรับฟังไว้ และจริงจังกับคำพูดทุกคำของพวกเขา  จงอย่าเมินหรือปฏิเสธพวกเขา เพราะนี่เกี่ยวข้องกับเรื่องทั้งหลายที่อยู่ในขอบข่ายหน้าที่ของเจ้าและเจ้าต้องปฏิบัติต่อการนี้อย่างจริงจัง  นี่คือท่าทีและสภาวะที่ถูกต้อง  เมื่อเจ้าอยู่ในสภาวะที่ถูกต้อง และไม่เผยอุปนิสัยที่รังเกียจความจริงและเกลียดชังความจริงออกมา เมื่อนั้นการปฏิบัติแบบนี้ก็จะเข้ามาแทนที่อุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้า  นี่คือการปฏิบัติความจริง  หากเจ้าปฏิบัติความจริงในหนทางนี้ ย่อมจะเกิดผลเช่นไร?  (พวกเราจะได้รับการทรงนำจากพระวิญญาณบริสุทธิ์)  การได้รับการทรงนำจากพระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นแง่มุมหนึ่ง  บางครั้งเรื่องราวก็ง่ายมากและสามารถสัมฤทธิ์ได้โดยใช้ความรู้สึกนึกคิดของเจ้าเอง หลังจากที่ผู้อื่นให้ข้อเสนอแนะแก่เจ้าจบแล้วและเจ้าเองก็เข้าใจ เจ้าย่อมจะสามารถแก้ไขสิ่งทั้งหลายให้ถูกต้องและกระทำการให้สอดคล้องกับหลักธรรมได้  ผู้คนอาจคิดว่านี่เป็นเรื่องเล็ก แต่สำหรับพระเจ้า นี่เป็นเรื่องใหญ่  เพราะเหตุใดเราจึงพูดเช่นนี้?  เพราะเมื่อเจ้าปฏิบัติในหนทางนี้ สำหรับพระเจ้าแล้ว เจ้าก็คือคนที่สามารถปฏิบัติความจริงได้ เป็นคนที่รักความจริง และไม่รังเกียจความจริง—เมื่อพระเจ้าทรงมองเข้าไปในหัวใจของเจ้า พระองค์ย่อมทอดพระเนตรเห็นอุปนิสัยของเจ้าด้วย และนี่คือเรื่องใหญ่  กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เมื่อเจ้าทำหน้าที่ของตนและกระทำการอยู่ในการสถิตของพระเจ้า สิ่งที่เจ้าสำแดงในการดำเนินชีวิตและเผยออกมาก็คือความเป็นจริงความจริงที่ผู้คนควรมีทั้งสิ้น  ท่าที ความคิด และสภาวะที่เจ้ามีในทุกสิ่งที่เจ้าทำนั้นคือสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับพระเจ้า และเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงพินิจพิเคราะห์(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, มีเพียงมีชีวิตเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าให้บ่อยครั้งเท่านั้น คนเราจึงจะสามารถมีสัมพันธภาพที่ปกติกับพระองค์)  พระวจนะของพระเจ้าแสดงให้ฉันเห็นเส้นทางแห่งการปฏิบัติ ซึ่งก็คือการรับฟังคำแนะนำของผู้อื่นอย่างจริงจัง ไม่ว่าใครจะเป็นคนให้คำแนะนำ ไม่ว่าฉันจะเข้าใจมันในขณะนั้นได้หรือไม่ หรือมันจะตรงกับความตั้งใจฉันหรือไม่ ฉันต้องไม่เพิกเฉยต่อคำแนะนำ และยิ่งต้องไม่ปัดมันทิ้งหรือดูแคลนมัน ฉันต้องยอมรับคำแนะนำเหล่านี้ก่อนและแสวงหาสามัคคีธรรมกับทุกคน และยอมรับและปฏิบัติสิ่งที่สอดคล้องกับหลักธรรมความจริง และไม่นำสิ่งที่ไม่สอดคล้องมาใช้  สิ่งที่สำคัญที่สุดในระหว่างกระบวนการนี้คือ ต้องไม่ใช้ชีวิตตามอุปนิสัยอันเสื่อมทรามที่รังเกียจความจริง ดื้อแพ่ง และโอหัง แต่ต้องปฏิบัติต่อคำแนะนำของผู้อื่นด้วยท่าทีที่แสวงหาแทน  ต่อมา ฉันได้หารือเกี่ยวกับปัญหาและคำแนะนำบางอย่างที่พี่น้องชายหญิงหยิบยกขึ้นมากับคู่ทำงานของฉันเพื่อแก้ไขปัญหาทีละอย่าง  หลังจากปฏิบัติเช่นนี้ ผลของงานให้น้ำก็ดีขึ้นกว่าเดิมมาก และฉันพบว่าอคติที่ฉันเคยมีต่อเจเดนได้หายไปแล้ว  ฉันรู้สึกซาบซึ้งพระเจ้าอย่างสุดซึ้ง

ต่อมา ฉันถามตัวเองว่า “ฉันควรมีท่าทีอย่างไรต่อพี่น้องชายหญิงที่ชี้ให้เห็นปัญหาของฉัน?”  ในการแสวงหาของฉัน ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้า “เจ้าต้องเข้าใกล้คนที่สามารถพูดกับเจ้าตามความจริง การมีคนเช่นนี้อยู่เคียงข้างเจ้าเป็นข้อดีอย่างยิ่งกับเจ้า  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การมีคนดีอยู่รอบๆ ตัวเจ้าดังเช่นบรรดาผู้ที่มีความกล้าที่จะตำหนิเจ้าและเปิดโปงเจ้าเวลาที่พวกเขาค้นพบปัญหาเกี่ยวกับเจ้านั้น สามารถป้องกันไม่ให้เจ้าออกนอกลู่นอกทางไป  พวกเขาไม่สนใจว่าสถานะของเจ้าคืออะไร และชั่วขณะที่พวกเขาค้นพบว่าเจ้าทำบางสิ่งที่ขัดแย้งกับหลักธรรมความจริง พวกเขาก็จะตำหนิและเปิดโปงเจ้าหากจำเป็น  มีเพียงคนเช่นนี้เท่านั้นที่เป็นคนที่เที่ยงธรรม คนที่มีสำนึกถึงความยุติธรรม  ไม่ว่าพวกเขาจะเปิดโปงและตำหนิเจ้าว่าอย่างไร ก็ล้วนเป็นการช่วยเหลือเจ้า และล้วนเป็นเรื่องของการกำกับดูแลเจ้าและผลักดันเจ้าไปข้างหน้า  เจ้าต้องเข้าใกล้คนเช่นนี้ เมื่อมีคนเช่นนี้คอยช่วยเหลืออยู่ข้างกาย เจ้าย่อมจะปลอดภัยขึ้นมาก—นี่เองคือการมีการคุ้มครองจากพระเจ้า  การมีคนที่เข้าใจความจริงและค้ำจุนหลักธรรมเคียงข้างเจ้าทุกวันคอยกำกับดูแลเจ้านั้นเป็นประโยชน์มากต่อการที่เจ้าทำหน้าที่และงานของเจ้าให้ดี  แน่นอนที่สุดว่าเจ้าต้องไม่มีคนกลิ้งกลอกและหลอกลวงเหล่านี้ซึ่งเลียแข้งเลียขาเจ้าและประจบสอพลอเจ้าเป็นผู้ช่วยของเจ้า การมีคนเช่นนี้ติดอยู่กับเจ้าเป็นเหมือนการมีแมลงวันที่ส่งกลิ่นเหม็นบนตัวเจ้า เจ้าจะได้สัมผัสแบคทีเรียและไวรัสมากมายเหลือเกิน!  คนเช่นนี้หมิ่นเหม่ที่จะก่อกวนเจ้าและส่งผลต่องานของเจ้า พวกเขาสามารถเป็นเหตุให้เจ้าตกไปอยู่ในการทดลองและออกนอกลู่นอกทางไป และพวกเขาก็สามารถนำความวิบัติและหายนะมาสู่เจ้า  เจ้าต้องอยู่ห่างจากพวกเขา ยิ่งห่างยิ่งดี และหากเจ้าสามารถแยกแยะได้ว่าพวกเขามีแก่นแท้ของผู้ไม่เชื่อและให้พวกเขาถูกเอาตัวออกไปจากคริสตจักร เช่นนั้นก็ยิ่งดีขึ้นไปอีก… เจ้าควรทำอย่างไรหากเจ้าปรารถนาจะทิ้งระยะห่างจากเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์?  เจ้าควรริเริ่มที่จะเข้าใกล้คนที่รักความจริง คนที่เที่ยงธรรม เข้าใกล้คนที่สามารถชี้ให้เจ้าเห็นประเด็นปัญหาทั้งหลาย ผู้ที่สามารถพูดตามความจริงและตำหนิเจ้าในยามที่ค้นพบปัญหาของเจ้า และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่สามารถตัดแต่งเจ้าในยามที่พวกเขาค้นพบปัญหาของเจ้า—นี่คือคนที่เป็นประโยชน์ต่อเจ้ามากที่สุด และเจ้าก็ควรทะนุถนอมพวกเขา  หากเจ้ากีดกันและกำจัดคนดีเช่นนี้ เช่นนั้นเจ้าย่อมจะสูญเสียการคุ้มครองจากพระเจ้า และความวิบัติก็จะค่อยๆ มาสู่เจ้า  ด้วยการเข้าใกล้คนดีและคนที่เข้าใจความจริง เจ้าย่อมจะมีสันติสุขและความชื่นบานยินดี และเจ้าย่อมจะสามารถป้องกันไม่ให้เกิดความวิบัติได้ ด้วยการเข้าใกล้คนสามานย์ คนที่ไร้ยางอาย และคนที่ประจบสอพลอเจ้า เจ้าย่อมจะตกอยู่ในอันตราย  ไม่เพียงแต่เจ้าจะถูกลวงและหลอกให้หลงกลอย่างง่ายดายเท่านั้น แต่ความวิบัติยังอาจมาถึงเจ้าได้ตลอดเวลาอีกด้วย  เจ้าต้องรู้ว่าคนประเภทใดสามารถทำให้เจ้าได้รับประโยชน์มากที่สุด—นั่นก็คือบรรดาผู้ที่เตือนเจ้าเมื่อเจ้าทำบางสิ่งที่ผิด หรือเมื่อเจ้ายกย่องและเป็นพยานยืนยันเกี่ยวกับตัวเองและชักพาผู้อื่นให้หลงผิด นั่นสามารถทำให้เจ้าได้รับประโยชน์มากที่สุด  การเข้าใกล้คนเช่นนี้คือเส้นทางเดินที่ถูกต้อง(พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, ประการที่สี่: พวกเขายกชูตัวเองและเป็นพยานยืนยันให้ตัวเอง)  จากพระวจนะของพระเจ้า ฉันเข้าใจว่าเพื่อที่จะปฏิบัติหน้าที่ของฉันให้ดี ฉันต้องจงใจเข้าหาผู้ที่กล้าพูดความจริงและผู้ที่มีสำนึกถึงความยุติธรรม เพราะพวกเขาไม่คำนึงถึงสถานะ อำนาจ หรือความรู้สึกส่วนตัว  พวกเขาเห็นอะไรก็พูดอย่างนั้น และเปิดโปงหรือตัดแต่งผู้คนเมื่อจำเป็น  การมีคนเช่นนี้อยู่รอบตัวฉันไม่เพียงแต่ช่วยให้พวกเขาได้กำกับดูแลและเตือนสติฉันในหน้าที่ของฉัน แต่ยังยับยั้งอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของฉันด้วย  ฉันมีอุปนิสัยโอหังและทำอะไรตามใจตัวเองเสมอ  ฉันคิดเสมอว่าตัวเองถูกและไม่ได้มุ่งเน้นไปที่การแสวงหาหลักธรรม  พอมีพี่น้องชายหญิงเช่นนี้อยู่รอบตัวฉัน พวกเขาจะสามารถแก้ไขและเปิดโปงฉันได้เมื่อฉันกระทำขัดต่อหลักธรรม กระตุ้นให้ฉันทบทวนตัวเองและแสวงหาความจริง  นี่จะช่วยให้ฉันหลีกเลี่ยงการทำผิดพลาดและเดินในเส้นทางที่ผิด และมองเห็นธรรมชาติของฉันได้ชัดเจนยิ่งขึ้น  นี่จะช่วยให้ฉันปฏิบัติหน้าที่ของฉันได้ดี  เช่นเดียวกับเจเดน ผู้ซึ่งสามารถปกป้องงานของคริสตจักร และกล้าพูดและชี้ให้เห็นปัญหาใดๆ ที่เขาเห็นโดยตรง  แม้ว่าสิ่งที่เขาพูดจะทำให้ฉันอับอายในบางครั้ง แต่มันก็เป็นประโยชน์ต่อหน้าที่ของฉัน  ฉันต้องมีปฏิสัมพันธ์กับคนเช่นนี้มากขึ้นและให้พวกเขากำกับดูแลและเตือนสติฉันมากขึ้น  พอคิดถึงเรื่องนี้อีกครั้ง ฉันก็ตระหนักว่าสถานการณ์นี้ที่พระเจ้าทรงจัดการเตรียมการไว้ยอดเยี่ยมจริงๆ  เมื่อยอมรับคำแนะนำและการตัดแต่งจากพี่น้องชายหญิงของฉัน ฉันไม่เพียงแก้ไขความเบี่ยงเบนบางอย่างในหน้าที่ของตัวเองได้ แต่ยังได้รับความเข้าใจบางอย่างเกี่ยวกับอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของฉันด้วย  ฉันรู้สึกซาบซึ้งพระเจ้าจริงๆ!

ก่อนหน้า: 72. ความเชื่อในพระเจ้าเป็นไปเพียงเพื่อสันติสุขและพระพรจริงหรือ?

ถัดไป: 82. ฉันก้าวผ่านความโศกเศร้าจากการจากไปของแม่ได้อย่างไร

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

31. ยึดมั่นในหน้าที่ของฉัน

โดย หย่างมู่ ประเทศเกาหลีใต้ฉันเคยรู้สึกอิจฉาเมื่อเห็นพี่น้องชายหญิงแสดง ร้องเพลง และเต้นรำในการสรรเสริญพระเจ้า...

43. เมื่อปล่อยวางความเห็นแก่ตัว ฉันจึงเป็นอิสระ

โดย เสี่ยวเว่ย ประเทศจีนพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ในอุปนิสัยของผู้คนปกตินั้นไม่มีความคดโกงหรือการหลอกลวง ผู้คนมีสัมพันธภาพปกติต่อกัน...

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

ติดต่อเราผ่าน Messenger