83. ในที่สุด ฉันก็แยกแยะคนชั่วออก
ในเดือนมีนาคม ปี 2020 ฉันได้รับจดหมายจากแม่ ฉันได้ทราบว่าแม่ถูกเอาตัวออกไปจากคริสตจักรในฐานะคนชั่วมาปีกว่าแล้ว ข่าวกะทันหันนี้ทำให้ฉันสั่นสะท้านราวกับถูกฟ้าผ่า ฉันอ่านจดหมายยังไม่ทันจบ น้ำตาก็เริ่มไหลจากตา พระราชกิจแห่งความรอดของพระเจ้าในยุคสุดท้ายเป็นโอกาสที่มีเพียงครั้งเดียวในชีวิต! ในเมื่อแม่ถูกเอาตัวออกไปจากคริสตจักรแล้ว ท่านจะหมดหวังที่จะได้รับความรอดไม่ใช่เหรอ? ตอนนั้น ในหัวฉันมีแต่ภาพแม่ที่ทำดีต่อฉันมาโดยตลอด ตั้งแต่เด็ก แม่ชี้แนะฉันให้อ่านพระวจนะของพระเจ้าและสอนฉันให้อธิษฐาน พ่ออยากให้ฉันเรียนเก่งๆ เพื่อจะได้ก้าวหน้าในอนาคต แต่แม่กลับยืนกรานให้ฉันเชื่อในพระเจ้าและทำหน้าที่ ซึ่งทำให้ฉันได้เดินบนเส้นทางชีวิตที่ถูกต้อง ต่อมา แม่ถูกตำรวจตามล่าเพราะเผยแผ่ข่าวประเสริฐและต้องหลบหนี ทุกครั้งที่แม่เขียนจดหมายมาหาฉัน ท่านจะหนุนใจให้ฉันทำหน้าที่ของตัวเองอย่างจริงใจและไล่ตามเสาะหาความจริง… ความทรงจำเหล่านี้ฉายซ้ำไปซ้ำมาในหัวของฉันเหมือนฉากในภาพยนตร์ แม่เชื่อในพระเจ้ามาสิบหกปี และแม้จะถูกจับกุมถึงสองครั้ง แม่ก็ไม่ได้ทรยศพระเจ้าและยังคงทำหน้าที่ของตนขณะอยู่ไกลบ้าน ทำให้ฉันเชื่อว่าแม่เชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง แล้วแม่จะถูกเอาตัวออกไปได้อย่างไร? ผู้นำทำอะไรผิดพลาดหรือเปล่า? ดูจากการพลีอุทิศและการสละตนของแม่มาหลายปี จะให้โอกาสท่านกลับใจอีกครั้งไม่ได้เลยหรือ? แม่บอกในจดหมายว่า แม่ทำหน้าที่แบบสุกเอาเผากินและทำตามอำเภอใจ ทั้งยังสร้างความแตกแยกและเล่นพรรคเล่นพวกในหมู่พี่น้องชายหญิง นำความสูญเสียมาสู่งานของคริสตจักร และทุกครั้งที่ถูกตัดแต่ง แม่ก็ไม่เคยทบทวนหรือรู้จักตัวเอง และคิดเสมอว่าปัญหาอยู่ที่คนอื่น แม่บอกว่าได้ทำความชั่วไว้มากเกินไป และถูกต้องแล้วที่ถูกเอาตัวออกไป ว่าหลังจากเชื่อมาสิบกว่าปี ท่านไม่ได้เป็นคำพยานใดๆ เลย แต่กลับทำความชั่วมากมายและทำให้งานของคริสตจักรเสียหาย แม่บอกว่าตนเป็นมารเฒ่า เป็นข้ารับใช้ของซาตาน และเป็นปีศาจชั่ว การมีชีวิตอยู่ถือเป็นตราบาป และแม่เจ็บปวดมากจนอยากฆ่าตัวตาย แล้วฉันก็นึกขึ้นได้ว่าแม้หลังจากที่แม่ถูกเอาตัวออกไปแล้ว แม่ก็ยังส่งเงินที่หามาได้จากการทำงานมาให้เพื่อสนับสนุนฉันในการทำหน้าที่ พฤติกรรมของแม่ทำให้ฉันสับสน นี่เป็นเพียงเพราะอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของแม่ร้ายแรงเกินไป หรือว่าแก่นแท้ของแม่มีปัญหากันแน่? ถ้าแม่ได้รับโอกาสอีกครั้ง แม่จะสามารถกลับใจและหลีกเลี่ยงการถูกเอาตัวออกไปได้ไหม? พระเจ้าทรงช่วยผู้คนให้รอดให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และพระนิเวศของพระเจ้าก็อนุญาตให้ผู้ที่ถูกเอาตัวออกไปกลับมาได้หากพวกเขากลับใจอย่างแท้จริง เมื่อเห็นว่าแม่แสดงพฤติกรรมที่ดีบ้างหลังจากถูกเอาตัวออกไป คริสตจักรอาจจะให้โอกาสแม่อีกครั้งได้นะ? ดังนั้นฉันจึงเขียนจดหมายไปช่วยแม่ ขอให้แม่กลับใจอย่างจริงใจ และบอกว่าถ้าแม่กลับใจอย่างแท้จริง ก็อาจจะได้รับการยอมรับให้กลับเข้ามาในคริสตจักรอีกครั้ง
ระหว่างการชุมนุมครั้งหนึ่ง ฉันเล่าความคิดของตัวเอง พี่น้องหญิงคนหนึ่งบอกว่าฉันขาดวิจารณญาณแยกแยะแก่นแท้ของแม่ ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมฉันถึงอยากให้แม่ได้รับการยอมรับให้กลับเข้ามาในคริสตจักรเสมอ เธอบอกว่าฉันจำเป็นต้องแสวงหาความจริงในเรื่องนี้ ฉันตระหนักว่าพระเจ้ากำลังทรงใช้พี่น้องหญิงคนนี้เพื่อเตือนให้ฉันเรียนรู้บทเรียน ดังนั้นฉันจึงอธิษฐานถึงพระเจ้าว่า “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์สับสนเรื่องที่แม่ของข้าพระองค์ถูกเอาตัวออกไป โปรดประทานความรู้แจ้งให้ข้าพระองค์เข้าใจความจริง และอนุญาตให้ข้าพระองค์เรียนรู้ที่จะแยกแยะแก่นแท้ธรรมชาติของแม่ และหลุดพ้นจากพันธนาการแห่งความรู้สึกด้วยเถิด”
วันหนึ่ง ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าสองบทตอน “บรรดาผู้ที่พรั่งพรูการพูดคุยที่เป็นพิษและมุ่งร้ายของตนภายในคริสตจักร ผู้ซึ่งแพร่ข่าวลือ ยุแหย่ให้เกิดความไม่ลงรอยกัน และก่อการแบ่งพรรคแบ่งพวกในหมู่พี่น้องชายหญิง—พวกเขาควรจะถูกไล่ออกจากคริสตจักร ถึงกระนั้นก็ดี เนื่องจากปัจจุบันเป็นยุคแห่งพระราชกิจที่ต่างออกไปของพระเจ้า ผู้คนเหล่านี้จึงถูกคุมเข้ม เพราะแน่นอนแล้วว่าพวกเขาจะถูกกำจัดออกไป ทุกคนที่ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามล้วนมีอุปนิสัยที่เสื่อมทราม บางคนไม่มีสิ่งใดมากไปกว่าอุปนิสัยที่เสื่อมทราม ในขณะที่คนอื่นๆ แตกต่างออกไป นั่นคือ ไม่ใช่แค่พวกเขามีอุปนิสัยที่เสื่อมทรามเท่านั้น แต่ธรรมชาติของพวกเขายังมุ่งร้ายอย่างที่สุดอีกด้วย ไม่ใช่แค่คำพูดและการกระทำของพวกเขาเท่านั้นที่เปิดเผยอุปนิสัยเยี่ยงซาตานอันเสื่อมทรามของพวกเขา แต่ยิ่งไปกว่านั้น ผู้คนเหล่านี้คือหมู่มารและเหล่าซาตานอย่างแท้จริง พฤติกรรมของพวกเขารบกวนและทำให้พระราชกิจของพระเจ้าหยุดชะงัก มันรบกวนการเข้าสู่ชีวิตของบรรดาพี่น้องชายหญิง และการนั้นสร้างความเสียหายต่อชีวิตตามปกติของคริสตจักร ไม่ช้าก็เร็ว หมาป่าในคราบแกะเหล่านี้ต้องถูกชำระออกไป ท่าทีที่ไม่ผ่อนปรน ท่าทีแห่งการปฏิเสธ ควรจะถูกนำมาใช้กับทาสรับใช้ของซาตานเหล่านี้ นี่เท่านั้นคือการยืนในฝ่ายของพระเจ้า และพวกที่ล้มเหลวในการทำเช่นนั้นกำลังเกลือกกลิ้งในโคลนตมกับซาตาน” (พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, คำเตือนสำหรับบรรดาผู้ที่ไม่ปฏิบัติความจริง) “ผู้คนที่เชื่อในพระเจ้าอย่างจริงแท้คือบรรดาผู้ที่เต็มใจที่จะนำพระวจนะของพระเจ้ามาปฏิบัติและเต็มใจที่จะปฏิบัติความจริง ผู้คนที่สามารถตั้งมั่นอย่างแท้จริงในคำพยานของตนต่อพระเจ้าคือบรรดาผู้ที่เต็มใจที่จะนำพระวจนะของพระองค์มาปฏิบัติและสามารถยืนอยู่ในฝ่ายของความจริงได้อย่างจริงแท้อีกด้วย ผู้คนที่อาศัยเล่ห์เหลี่ยมและความไม่เป็นธรรมล้วนขาดพร่องความจริง และพวกเขาล้วนนำความอัปยศอดสูมาสู่พระเจ้า พวกที่ก่อให้เกิดการโต้เถียงกันในคริสตจักรคือข้ารับใช้ของซาตาน พวกเขาคือร่างจำแลงของซาตาน ผู้คนเช่นนี้มุ่งร้ายอย่างมาก พวกที่ไม่มีการหยั่งรู้และไม่สามารถยืนอยู่ในฝ่ายของความจริงได้ล้วนเก็บซ่อนเจตนาชั่วร้ายเอาไว้และทำให้ความจริงมัวหมอง พวกเขาเป็นตัวแทนขนานแท้ของซาตานเสียยิ่งกว่า พวกเขาอยู่นอกเหนือการไถ่ และจะถูกกำจัดออกไปเป็นธรรมดา ครอบครัวของพระเจ้าไม่ยอมให้พวกที่ไม่ปฏิบัติความจริงหลงเหลืออยู่ อีกทั้งไม่ยอมให้หลงเหลือผู้ที่จงใจรื้อทำลายคริสตจักรอยู่เลย อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะทำงานแห่งการขับไล่ ผู้คนเช่นนั้นมีแต่จะถูกเผยให้เห็นและถูกกำจัดออกไปในที่สุด งานที่ไร้ประโยชน์จะไม่ถูกนำมาใช้กับผู้คนเหล่านี้อีกแล้ว พวกที่เป็นของซาตานไม่สามารถยืนอยู่ในฝ่ายของความจริงได้ แต่ทว่าบรรดาผู้ที่แสวงหาความจริงสามารถทำได้” (พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, คำเตือนสำหรับบรรดาผู้ที่ไม่ปฏิบัติความจริง) การเปิดโปงจากพระวจนะของพระเจ้าทำให้ฉันเข้าใจว่า มีเพียงผู้ที่สามารถยอมรับและปฏิบัติความจริงเท่านั้นที่เชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง ส่วนผู้ที่ไม่ยอมรับความจริง ทำชั่วและก่อกวนงานคริสตจักรอย่างต่อเนื่อง และไม่เคยกลับใจ คือหมู่มารและเหล่าซาตานตัวจริง พวกเขาคือผู้ที่พระเจ้าจะทรงเผยให้เห็นและกำจัดออกไป และคริสตจักรจะต้องเอาพวกเขาออกไป นี่คือกฎการปกครองของคริสตจักร ฉันได้เรียนรู้จากพี่น้องชายหญิงว่า แม่ของฉันทำชั่วอย่างต่อเนื่องโดยไม่เคยกลับใจ แม่ใช้ประโยชน์จากความเสื่อมทรามพี่น้องหญิงคนหนึ่งเผยออกมาเพื่อโจมตีและตัดสินเธอ ทั้งยังชักชวนคนอื่นให้มาร่วมตัดสินและกีดกันพี่น้องหญิงคนนี้ ทำให้สภาวะของเธอแย่ลง แม่ฉันไม่ได้รับผลลัพธ์ใดๆ ในหน้าที่ของตน และเมื่อผู้นำทีมของแม่สอบถามความคืบหน้า แม่ก็ตัดสินพวกเขาลับหลังว่าไม่เปี่ยมรัก ผู้ดูแลคนหนึ่งได้สามัคคีธรรมและเปิดโปงปัญหาของแม่ แต่แม่กลับบอกว่าพวกเขากดข่มแม่และไม่ยอมให้แม่พูด แม่แสดงความไม่พอใจต่อผู้ดูแลลับหลังพวกเขาด้วย ทำให้คนอื่นเกิดอคติต่อพวกเขา ซึ่งขัดขวางและก่อกวนงานอย่างร้ายแรง ผู้นำจึงชำแหละการกระทำและการประพฤติปฏิบัติของแม่ เตือนแม่ และจัดแจงให้แม่ทบทวนตัวเองตามลำพัง แต่แม่ฉันกลับไม่ทบทวน กลับไปเข้าร่วมการชุมนุมต่างๆ ตามใจชอบ ซึ่งสร้างความแตกแยกระหว่างพี่น้องชายหญิงกับผู้นำ ข้อเท็จจริงเหล่านี้ทำให้ฉันตกตะลึง ธรรมชาติของแม่ช่างมุ่งร้ายจริงๆ! หากใครทำอะไรขัดใจแม่แม้เพียงเล็กน้อย แม่ก็จะผูกใจเจ็บ เที่ยวตัดสินพวกเขาลับหลัง สร้างความไม่พอใจ และแพร่เชื้อความร้าวฉานในหมู่พี่น้องชายหญิง ซึ่งขัดขวางงานของคริสตจักร คนอื่นๆ เตือนแม่ครั้งแล้วครั้งเล่า แต่แม่ก็ไม่เคยกลับใจเลย กลับทำชั่วอย่างต่อเนื่อง และขัดขวางงานของคริสตจักรกับการเข้าสู่ชีวิตของพี่น้อง นี่ไม่ใช่การเผยความเสื่อมทรามตามปกติ และไม่ใช่ปัญหาอุปนิสัยอันเสื่อมทรามที่ร้ายแรงอย่างที่ฉันเคยคิด แต่แม่มีธรรมชาติที่ชั่วช้า และแก่นแท้ของแม่ในฐานะคนชั่วก็ได้ถูกเผยออกมาแล้ว ต่อให้ได้โอกาสอีกครั้ง แม่ก็จะไม่กลับใจ คริสตจักรได้เอาตัวแม่ออกไปตามหลักธรรม เพื่อปกป้องงานของคริสตจักรและพี่น้องชายหญิงจากการถูกก่อกวนอีกต่อไป การจัดการสิ่งต่างๆ แบบนี้ยุติธรรมอย่างที่สุดและสอดคล้องกับหลักธรรมความจริง ฉันคิดเสมอว่าด้วยความเชื่อสิบหกปี การออกไปทำหน้าที่นอกบ้านอยู่หลายปี การยังคงเชื่อต่อไปแม้จะถูกจับกุมถึงสองครั้ง การละทิ้งครอบครัวและอาชีพ ตลอดจนความพยายามและการสละตนทั้งหมดของแม่ แม่คือผู้เชื่อที่แท้จริง แต่ตอนนี้ฉันเห็นชัดเจนแล้วว่า แม่ของฉันเชื่อในพระเจ้าเพียงเพื่อแอบเข้ามาในคริสตจักรและได้รับพร และแม่อยากใช้การละทิ้งและการพลีอุทิศจอมปลอมของตัวเองมาแลกกับพรแห่งสวรรค์ พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ได้ทรงแสดงความจริงมากมาย แต่แม่กลับไม่ยอมรับหรือปฏิบัติตามแม้แต่ข้อเดียว แต่กลับทำชั่วและก่อกวนในคริสตจักร และดื้อรั้นไม่ยอมกลับใจ นี่คือคนชั่ว นี่ต่างอะไรจากพวกฟาริสีที่ไม่ยอมรับความจริงที่องค์พระเยซูเจ้าทรงแสดง และตรึงองค์พระเยซูเจ้าบนไม้กางเขน ทั้งๆ ที่เดินทางไปทั่วโลกเพื่อชักชวนผู้คนให้เปลี่ยนความเชื่อ? ฉันนึกถึงสิ่งที่องค์พระเยซูเจ้าตรัสว่า “ไม่ใช่ทุกคนที่เรียกเราว่า ‘องค์พระผู้เป็นเจ้า’ จะได้เข้าในแผ่นดินสวรรค์ แต่ผู้ที่ปฏิบัติตามพระทัยพระบิดาของเรา ผู้สถิตในสวรรค์จึงจะเข้าได้ เมื่อถึงวันนั้นจะมีคนจำนวนมากร้องแก่เราว่า ‘องค์พระผู้เป็นเจ้า ข้าพระองค์ได้เผยพระวจนะในพระนามของพระองค์ และได้ขับผีออกในพระนามของพระองค์ และได้ทำการแห่งฤทธานุภาพมากมายในพระนามของพระองค์ไม่ใช่หรือ?’ เมื่อนั้นเราจะกล่าวแก่พวกเขาว่า ‘เราไม่เคยรู้จักพวกเจ้าเลย เจ้าผู้ทำความชั่ว จงไปเสียให้พ้นหน้าเรา’” (มัทธิว 7:21-23) พระวจนะของพระเจ้าทำให้ฉันเข้าใจว่า คนเราสามารถพลีอุทิศและพยายามในแบบที่มองเห็นได้ แต่นี่ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาเป็นผู้เชื่อที่แท้จริง และพระเจ้าไม่ทรงยอมรับความเชื่อแบบนี้ มีเพียงผู้ที่ยอมรับและปฏิบัติความจริงเท่านั้นที่เป็นผู้เชื่อที่แท้จริง คนเช่นนี้มีความหวังที่จะทิ้งอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตน ได้รับความรอดจากพระเจ้า และเข้าสู่ราชอาณาจักรของพระเจ้า ฉันยังสงสัยด้วยว่าการที่แม่ยอมรับความประพฤติชั่วของตนและยอมรับว่าตัวเองเป็นมารและซาตาน หลังจากถูกเอาตัวออกไปนั้น ถือเป็นการกลับใจอย่างแท้จริงหรือไม่ และนี่เพียงพอที่คริสตจักรจะอนุญาตให้แม่กลับมาหรือไม่
ขณะที่แสวงหา ฉันได้อ่านพระวจนะเหล่านี้ของพระเจ้า “ไม่ว่าพระเจ้ากริ้วชาวนีนะเวห์เพียงใดก็ตาม ทันทีที่พวกเขาประกาศอดอาหารและสวมผ้ากระสอบกับขี้เถ้า พระหทัยของพระองค์ก็เริ่มอ่อนลงทุกที และพระองค์เริ่มเปลี่ยนพระทัย ในชั่วเวลาก่อนที่พระองค์จะทรงกล่าวประกาศต่อพวกเขาว่าพระองค์จะทำลายเมืองนี้—ชั่วขณะก่อนการกลับใจและการสารภาพบาปของพวกเขานั้น—พระเจ้ายังคงกริ้วพวกเขา ทันทีที่พวกเขาได้ดำเนินลำดับการกระทำที่กลับใจต่างๆ แล้ว โทสะที่พระเจ้ามีต่อผู้คนเมืองนีนะเวห์ก็ค่อยๆ แปลงรูปเป็นความปรานีและการทนยอมรับพวกเขา ไม่มีอะไรที่ขัดแย้งกันเกี่ยวกับการเผยพระอุปนิสัยสองแง่มุมนี้ของพระเจ้าพร้อมกันในเหตุการณ์เดียวกัน ดังนั้นแล้ว คนเราควรเข้าใจและรู้ถึงการขาดพร่องความขัดแย้งนี้อย่างไร? พระเจ้าได้ทรงแสดงและเผยเนื้อแท้แต่ละอย่างที่ตรงข้ามกันสองขั้วนี้ก่อนและหลังผู้คนเมืองนีนะเวห์กลับใจแล้ว เปิดโอกาสให้ผู้คนได้เห็นความแท้จริงและความมิอาจถูกล่วงเกินได้แห่งเนื้อแท้ของพระเจ้า พระเจ้าทรงใช้ท่าทีของพระองค์เพื่อบอกผู้คนดังนี้ว่า ไม่ใช่ว่าพระเจ้าไม่ทรงทนยอมรับผู้คนหรือว่าพระเจ้าไม่ทรงต้องประสงค์จะแสดงความปรานีต่อพวกเขา แต่เป็นเพราะพวกเขาแทบจะไม่กลับใจต่อพระเจ้าอย่างแท้จริง และเป็นสิ่งที่พบได้ยากที่ผู้คนจะหันกลับจากการประพฤติชั่วของพวกเขาและเลิกการทารุณซึ่งมือพวกเขาทำอย่างแท้จริง กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เมื่อพระเจ้ากริ้วมนุษย์ พระองค์ทรงหวังว่ามนุษย์จะสามารถกลับใจได้อย่างแท้จริง และพระองค์ทรงหวังว่าจะมองเห็นการกลับใจที่แท้จริงของมนุษย์ ซึ่งในกรณีนั้น พระองค์ก็จะประทานความปรานีและการทนยอมรับให้กับมนุษย์อย่างโอบอ้อมอารีต่อไป นี่จึงกล่าวได้ว่าการประพฤติชั่วของมนุษย์ก่อให้เกิดพระพิโรธของพระเจ้า ในขณะที่ความปรานีและการทนยอมรับของพระเจ้าถูกประทานให้กับผู้ที่ฟังพระเจ้าและกลับใจเฉพาะพระพักตร์พระองค์อย่างแท้จริง ให้กับผู้ที่สามารถหันกลับจากการประพฤติชั่วของพวกเขาและเลิกการทารุณซึ่งมือพวกเขาทำ ท่าทีของพระเจ้าได้รับการเผยอย่างชัดเจนมากในการปฏิบัติต่อชาวนีนะเวห์ของพระองค์ กล่าวคือ ความกรุณาและความยอมผ่อนปรนของพระเจ้านั้นได้มาไม่ยากเย็น และสิ่งที่พระองค์ทรงพึงประสงค์คือการกลับใจใหม่อันแท้จริงของคนเรา ตราบเท่าที่ผู้คนหันกลับจากการประพฤติชั่วของพวกเขาและเลิกการทารุณของพวกเขา พระเจ้าจะเปลี่ยนพระทัยของพระองค์และท่าทีที่พระองค์ทรงมีต่อพวกเขา” (พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 2) “เมื่อเจ้ามองเห็นว่าหมู่มารและเหล่าซาตานในโลกท้าทายพระเจ้าอย่างไร เจ้าก็กำลังมองเห็นวิธีที่ซาตานและพวกมารในโลกวิญญาณท้าทายพระเจ้าอย่างนั้น—ไม่แตกต่างกันเลย พวกมันมาจากแหล่งกำเนิดเดียวกันและมีแก่นแท้ธรรมชาติเหมือนกัน นั่นคือสาเหตุที่พวกมันทำสิ่งเดียวกัน ไม่ว่าพวกมันจะใช้รูปสัณฐานใด พวกมันก็ล้วนทำสิ่งเดียวกันทั้งสิ้น… ถ้าพวกเขาโจมตีพระเจ้าและหมิ่นประมาทพระเจ้า เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็คือมาร ไม่ใช่มนุษย์ ภายใต้หนังมนุษย์ ไม่ว่าสิ่งที่พวกเขากล่าวจะฟังดูดีหรือถูกต้องเพียงใด แก่นแท้ธรรมชาติของพวกเขาก็คือแก่นแท้ธรรมชาติของพวกมาร พวกมารสามารถพูดสิ่งที่ฟังดูดีเพื่อชักพาผู้คนให้หลงผิดได้ แต่พวกมันไม่ยอมรับความจริงแต่อย่างใด และยิ่งไม่นำไปปฏิบัติ—แน่นอนว่าเป็นเช่นนี้ จงดูพวกคนชั่วและศัตรูของพระคริสต์เหล่านั้นและดูพวกที่ท้าทายและทรยศพระเจ้าเถิด—พวกเขาเป็นคนประเภทนี้มิใช่หรือ?… พวกเขายังอยากจัดการและเปลี่ยนแปลงพระวจนะของพระเจ้าอยู่ตลอดเวลา อยากเพิ่มเติมความหมายของตนเองเข้าไป ทำให้พระวจนะทั้งปวงเป็นไปตามที่ตนคิดอีกด้วย—ผู้คนเหล่านี้คือผู้ที่แก่นแท้ธรรมชาติของพวกเขามีปัญหา จงบอกเราเถิดว่าเหมาะสมหรือไม่ที่จะยอมให้ผู้คนเหล่านี้ที่เป็นพวกมาร หรือผู้คนเหล่านี้ที่มีแก่นแท้ธรรมชาติของมารคงอยู่ในพระนิเวศของพระเจ้า? (ไม่เหมาะสม) ไม่เหมาะสม พวกเขาไม่เหมือนประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรตรงที่ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรเป็นคนของพระเจ้า ส่วนผู้คนเหล่านี้เป็นคนของซาตานและพวกมาร” (พระวจนะฯ เล่ม 6 ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง, ควรไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างไร (4)) การไตร่ตรองพระวจนะของพระเจ้าทำให้ฉันเข้าใจ เรื่องราวของชาวนีนะเวห์ ผู้ที่กระตุ้นพระพิโรธของพระเจ้าและเผชิญกับการทำลายล้างเนื่องจากความประพฤติชั่วของพวกเขา แต่เพราะพวกเขาสามารถ “หันกลับจากการประพฤติชั่วของพวกเขาและเลิกการทารุณซึ่งมือพวกเขาทำ” และเพราะพวกเขากลับใจอย่างแท้จริง พวกเขาจึงสามารถได้รับความกรุณาและการอภัยจากพระเจ้าได้ เราจะได้รับความกรุณาและการอภัยจากพระเจ้าก็ต่อเมื่อเราทบทวน ยอมรับ เสียใจ และเกลียดชังเส้นทางชั่วที่เราเคยเดินอย่างแท้จริง และเมื่อเราสามารถฟังพระวจนะของพระเจ้า เริ่มต้นใหม่ และหยุดเดินบนเส้นทางชั่วที่เคยอยู่ แค่พูดคำที่ฟังดูดีโดยไม่ยอมรับหรือปฏิบัติความจริง ไม่ถือเป็นการกลับใจอย่างแท้จริง และพระเจ้าจะไม่ทรงแสดงความกรุณาหรือการอภัยต่อคนเช่นนั้น ฉันได้ตรวจสอบพฤติกรรมของแม่ และพบว่าแม่ยังคงไม่ยอมรับความชั่วทั้งหมดที่ตัวเองทำลงไป แต่กลับโยนความผิดให้คนอื่น โดยบอกว่าตอนนั้นมีพี่น้องหญิงคนหนึ่งดูถูกผู้ดูแล มักจะจับผิดและนินทาข้อบกพร่องของพวกเขา และเพราะตัวเองไม่มีวิจารณญาณแยกแยะ จึงเข้าข้างพี่น้องหญิงคนนี้ในการทำชั่ว แม่ของฉันยังไม่เข้าใจเลยแม้แต่น้อยถึงความชั่วทั้งหมดที่ตนทำลงไป หรือธรรมชาติเยี่ยงซาตานอันร้ายกาจและมุ่งร้ายของตน และแม่ก็ไม่ได้รู้สึกเสียใจหรือเกลียดชังสิ่งเหล่านี้อย่างแท้จริง แล้วแม่จะกลับใจอย่างแท้จริงได้อย่างไร? หากแม่ได้รับการยอมรับกลับเข้ามา แม่ก็จะยังคงทำชั่วและก่อกวนงานคริสตจักรเหมือนเดิม นอกจากนี้ แม้ว่าแม่จะยอมรับว่าตัวเองเป็นมารเฒ่า เป็นข้ารับใช้ของซาตาน และเป็นปีศาจชั่ว แต่ในเรื่องความชั่วที่ตนทำลงไปอย่างแน่ชัด ว่าทำไมถึงทำเช่นนั้น เจตนาอะไรครอบงำแม่ แม่ทำตามพิษของซาตานอะไร และมีอุปนิสัยเยี่ยงซาตานอะไรมาเกี่ยวข้อง แม่ก็ไม่ได้ทบทวนหรือเข้าใจอย่างแท้จริงเลย ฉันนึกย้อนไปถึงสิ่งที่ถูกต้องทั้งหมดที่แม่เคยบอกขณะที่ฉันเติบโต เช่น พระราชกิจแห่งความรอดของพระเจ้าในยุคสุดท้ายนั้นล้ำค่าเพียงใด และการทำหน้าที่และแสวงหาความจริงอย่างจริงใจคือเส้นทางที่ถูกต้องในชีวิต แต่ถึงแม้แม่จะพูดสิ่งเหล่านี้มานานกว่าสิบปี ท่านก็ไม่ได้ยอมรับหรือปฏิบัติความจริงใดๆ เลย แม่ยอมรับความประพฤติชั่วของตัวเองด้วยวาจาและสามารถพูดสิ่งที่ถูกต้องได้ แต่นี่ไม่ได้หมายความว่าแม่ได้กลับใจอย่างแท้จริงแล้ว คริสตจักรอนุญาตให้ผู้ที่แสดงการกลับใจอย่างแท้จริงกลับมาได้ แต่ไม่ใช่คนอย่างแม่ของฉัน ที่ยอมรับด้วยวาจาเท่านั้น แต่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง
ต่อมา ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าอีกบทตอนหนึ่ง “ไม่ว่าเจ้าจะเป็นศัตรูของพระคริสต์หรือคนชั่ว หรือว่าเจ้าจะถูกเอาตัวออกไปหรือถูกขับไล่ การลุล่วงความรับผิดชอบของเจ้าในฐานะบุคคลหนึ่งเป็นสิ่งที่เจ้าควรทำ ทำไมเราถึงกล่าวว่ามันเป็นสิ่งที่เจ้าควรทำ? เจ้าได้รับความจริงที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้ให้อย่างมากมาย และนี่ก็เป็นโลหิตจากพระหทัยของพระเจ้าด้วย พระนิเวศของพระเจ้าได้ให้น้ำเจ้าและจัดเตรียมให้เจ้ามานานหลายปี แต่พระเจ้าทรงเรียกร้องอะไรจากเจ้าหรือไม่? ไม่ หนังสือต่างๆ ทั้งหมดที่พระนิเวศของพระเจ้าแจกจ่ายนั้นฟรี ไม่มีใครต้องเสียเงินแม้แต่สตางค์เดียว ในทำนองเดียวกัน หนทางที่แท้จริงแห่งชีวิตนิรันดร์และพระวจนะแห่งชีวิตที่พระเจ้าประทานแก่ผู้คนนั้นก็ฟรี และคำเทศนาและการสามัคคีธรรมของพระนิเวศของพระเจ้าก็ล้วนให้ผู้คนฟังได้ฟรี ดังนั้น ไม่ว่าเจ้าจะเป็นคนธรรมดาหรือเป็นสมาชิกของกลุ่มพิเศษ เจ้าก็ได้รับความจริงมากมายจากพระเจ้าโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่ถูกควรอย่างแน่นอนที่เจ้าควรจะถ่ายทอดพระวจนะของพระเจ้าและข่าวประเสริฐของพระเจ้าแก่ผู้คนและนำผู้คนมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า มิใช่หรือ? พระเจ้าได้ประทานความจริงทั้งหมดแก่มวลมนุษย์ ใครเล่าจะสามารถตอบแทนความรักอันยิ่งใหญ่นี้ได้? พระคุณของพระเจ้า พระวจนะของพระเจ้า และพระชนม์ชีพของพระเจ้านั้นประเมินค่ามิได้ และไม่มีมนุษย์คนใดสามารถตอบแทนได้! ชีวิตของมนุษย์มีค่าขนาดนั้นเชียวหรือ? มันจะมีค่าเท่ากับความจริงได้หรือ? ดังนั้น ไม่มีใครสามารถตอบแทนความรักและพระคุณของพระเจ้าได้ และนั่นรวมถึงผู้ที่ถูกเอาตัวออกไป ถูกขับไล่ และถูกกำจัดโดยคริสตจักรด้วย—พวกเขาไม่ใช่ข้อยกเว้น ตราบใดที่เจ้ามีมโนธรรม สำนึก และความเป็นมนุษย์อยู่บ้าง ไม่ว่าพระนิเวศของพระเจ้าจะปฏิบัติต่อเจ้าอย่างไร เจ้าก็ควรลุล่วงพันธะของเจ้าที่จะถ่ายทอดพระวจนะของพระเจ้าและเป็นพยานยืนยันถึงพระราชกิจของพระองค์ นี่คือความรับผิดชอบที่ผู้คนมิอาจปัดได้ ดังนั้น ไม่ว่าเจ้าจะประกาศพระวจนะของพระเจ้าและข่าวประเสริฐของพระองค์แก่ผู้คนกี่คน หรือได้ผู้คนมากี่คน นี่ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะชมเชยเจ้าได้ พระเจ้าได้ทรงแสดงความจริงมากมาย แต่เจ้าก็ไม่ฟังหรือยอมรับ การทำงานรับใช้เล็กน้อยและประกาศข่าวประเสริฐแก่ผู้อื่นเป็นสิ่งที่เจ้าควรทำอย่างแน่นอน มิใช่หรือ? เมื่อพิจารณาว่าเจ้ามาถึงจุดนี้ในวันนี้แล้ว เจ้าไม่ควรกลับใจหรือ? เจ้าไม่ควรมองหาโอกาสที่จะตอบแทนความรักของพระเจ้าหรือ? เจ้าควรทำอย่างยิ่ง! พระนิเวศของพระเจ้ามีกฎการปกครอง และการเอาผู้คนออกไป การขับไล่พวกเขา และการกำจัดพวกเขาเป็นสิ่งที่ทำตามกฎการปกครองและตามข้อกำหนดของพระเจ้า—การทำสิ่งเหล่านี้ถูกต้องแล้ว บางคนอาจกล่าวว่า ‘มันค่อนข้างน่าอายที่จะยอมรับคนที่ได้มาจากการประกาศข่าวประเสริฐของผู้ที่ถูกเอาตัวออกไปหรือถูกขับไล่เข้ามาในคริสตจักร’ ในความเป็นจริง นี่คือหน้าที่ที่ผู้คนควรทำ และไม่มีอะไรน่าอาย ผู้คนล้วนเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง แม้ว่าเจ้าจะถูกเอาตัวออกไปหรือถูกขับไล่ ถูกกล่าวโทษว่าเป็นคนชั่วหรือศัตรูของพระคริสต์ หรือเจ้าเป็นเป้าหมายที่จะถูกกำจัด เจ้าก็ยังคงเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างมิใช่หรือ? เมื่อเจ้าถูกเอาตัวออกไปแล้ว พระเจ้าจะไม่ใช่พระเจ้าของเจ้าอีกต่อไปหรือ? พระวจนะที่พระเจ้าได้ตรัสแก่เจ้าและสิ่งที่พระเจ้าได้จัดเตรียมให้เจ้าจะถูกลบล้างไปในคราวเดียวหรือ? สิ่งเหล่านี้จะหยุดดำรงอยู่หรือไม่? สิ่งเหล่านี้ยังคงดำรงอยู่ เพียงแต่เจ้าไม่ได้ทะนุถนอมสิ่งเหล่านี้ ทุกคนที่รับเชื่อ ไม่ว่าคนที่ทำให้พวกเขารับเชื่อจะเป็นใครก็ตาม ล้วนเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างและควรยอมสยบอยู่เบื้องหน้าพระผู้สร้าง ดังนั้น หากคนเหล่านี้ที่ถูกเอาตัวออกไปหรือถูกขับไล่เต็มใจที่จะประกาศข่าวประเสริฐ พวกเราก็จะไม่ยับยั้งพวกเขา แต่ไม่ว่าพวกเขาจะประกาศอย่างไร หลักธรรมของพระนิเวศของพระเจ้าในการใช้ผู้คนและกฎการปกครองของพระนิเวศของพระเจ้าก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ และนี่จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลงเลย” (พระวจนะฯ เล่ม 5 หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน, หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (6)) พระวจนะของพระเจ้าทำให้ฉันเข้าใจว่า พระเจ้าได้ทรงแสดงพระวจนะมากมายและทรงพระราชกิจแห่งการช่วยผู้คนให้รอดอยู่เสมอ เราได้รับความรอดนี้มาเปล่าๆ และเป็นเรื่องธรรมดาที่เราจะทำหน้าที่ของเรา แม้ว่าแม่ของฉันจะถูกเอาตัวออกไปแล้ว แม่ก็ยังคงเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง และต้องพึ่งพาพระเจ้าทุกวันเพื่ออาหาร น้ำ และอากาศในการดำรงชีวิต พระเจ้าไม่ได้ทรงริบสิทธิ์ของแม่ในการกินและดื่มพระวจนะของพระองค์ไป แม่เต็มใจที่จะเผยแผ่ข่าวประเสริฐและให้เงินฉันเพื่อสนับสนุนฉันในการทำหน้าที่ ซึ่งเป็นเพียงการลุล่วงความรับผิดชอบบางส่วนของแม่เท่านั้น แต่แม่ไม่ได้กลับใจอย่างแท้จริง และเมื่อพิจารณาตามหลักธรรมแล้ว แม่ก็ไม่เหมาะที่จะกลับมา ฉันเคยเลอะเลือน ไม่แสวงหาความจริง และไม่เข้าใจพระอุปนิสัยของพระเจ้า ฉันเห็นว่าแม่มีการประพฤติปฏิบัติที่ดีอยู่บ้างและสามารถพูดสิ่งที่ถูกต้องได้บ้าง ฉันจึงหวังเสมอว่าคริสตจักรจะสามารถรับแม่กลับมาได้ ฉันช่างเลอะเลือนเสียจริง! ฉันยังถามตัวเองด้วยว่า ถ้าเป็นคนอื่นที่ถูกเอาตัวออกไป ฉันจะหวังให้พวกเขาได้รับการยอมรับให้กลับมาไหม? ฉันจะไม่หวังแบบนั้น ทำไมฉันถึงหวังให้แม่ของฉัน ได้รับโอกาสอีกครั้งและได้รับการยอมรับให้กลับมาหลังจากที่ถูกเอาตัวออกไปแล้วล่ะ? รากเหง้าของปัญหานี้คืออะไร? ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่ง “ส่วนสุดท้ายแห่งพระวจนะของพระเจ้าตีแผ่ความอ่อนแออันร้ายแรงที่สุดของมวลมนุษย์—พวกเขาล้วนมีชีวิตอยู่ในสภาวะที่เป็นความรู้สึก—และดังนั้นพระเจ้าจึงไม่ทรงหลีกเลี่ยงพวกเขาสักคนเดียว และทรงเปิดโปงความลับที่ซ่อนเร้นอยู่ในหัวใจของมวลมนุษย์ทั้งปวง เหตุใดผู้คนจึงแยกตัวออกจากความรู้สึกของตนได้ยาก? การทำเช่นนั้นสูงกว่ามาตรฐานทางมโนธรรมกระนั้นหรือ? มโนธรรมสามารถทำให้น้ำพระทัยของพระเจ้าลุล่วงได้หรือไม่? ความรู้สึกสามารถช่วยให้ผู้คนผ่านความทุกข์ยากได้หรือไม่? ในสายพระเนตรของพระเจ้า ความรู้สึกคือศัตรูของพระองค์—การนี้ไม่ได้แถลงไว้อย่างชัดเจนในพระวจนะของพระเจ้าหรอกหรือ?” (พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, การตีความความล้ำลึกต่างๆ แห่ง “พระวจนะของพระเจ้าถึงทั้งจักรวาล” บทที่ 28) พระเจ้าทรงเปิดโปงว่าความรู้สึกเป็นศัตรูของพระองค์ ว่ามันเป็นจุดอ่อนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษย์ ว่าการดำเนินชีวิตในความรู้สึกจะขัดขวางเราไม่ให้มองสิ่งต่างๆ และผู้คนด้วยหลักธรรม ว่าการดำเนินชีวิตแบบนี้จะทำให้เรามีแนวโน้มที่จะขัดขวางและก่อกวนงานของคริสตจักร ก่อนหน้านี้ ฉันไม่รู้ว่าความรู้สึกของฉันรุนแรงเพียงใด ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา ผู้คนรอบตัวฉันถูกเผยว่าเป็นคนชั่วและศัตรูของพระคริสต์ และฉันสามารถประเมินและเปิดโปงปัญหาของพวกเขาได้อย่างตรงไปตรงมา ด้วยเหตุนี้ ฉันจึงรู้สึกว่าฉันยังคงมีสำนึกถึงความยุติธรรมอยู่ แต่การที่แม่ฉันถูกเอาตัวออกไปได้เผยฉันอย่างหมดเปลือก แม่ของฉันทำความชั่วไว้มากมาย แต่ฉันก็ไม่ได้เกลียดแม่ ตรงกันข้าม ฉันรู้สึกเศร้าและร้องไห้ทุกครั้งที่นึกถึงเรื่องแม่ถูกเอาตัวออกไป และฉันรู้สึกเจ็บปวดมากที่แม่สูญเสียโอกาสในการได้รับความรอด ถึงขั้นสงสัยว่าผู้นำและคนทำงานทำผิดพลาดในการเอาตัวแม่ออกไปหรือไม่ และรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรมแทนแม่ เมื่อเห็นว่าแม่แสดงพฤติกรรมที่ดีอยู่บ้าง และไม่มีความดื้อรั้นหรือการต่อต้านในแบบที่มองเห็นได้ต่อการถูกเอาตัวออกไป ฉันจึงหวังเสมอว่าคริสตจักรจะรับแม่กลับมา แม้ไม่ได้ร้องขอความเมตตาแทนแม่ แต่ในความคิด ฉันกำลังยืนอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับพระเจ้า หากไม่ใช่เพราะการพิพากษาและการเปิดโปงของพระวจนะของพระเจ้าและการเผยของข้อเท็จจริง ที่ทำให้ฉันเห็นแก่นแท้ของแม่อย่างชัดเจน ฉันคงร้องขอความเมตตาแทนแม่ และคงยืนอยู่ข้างคนชั่วและต่อต้านพระเจ้าไปแล้ว เมื่อทบทวนดู ในที่สุดฉันก็ตระหนักว่าพิษของซาตานเหล่านี้ เช่น “ความเกี่ยวดองนำมาซึ่งความลำเอียง” และ “มนุษย์มิใช่ไร้ชีวิตจิตใจ เขาจะสามารถเป็นอิสระจากภาวะอารมณ์ได้อย่างไรกัน?” ได้หยั่งรากลึกอยู่ในหัวใจของฉัน ทำให้ฉันดำเนินชีวิตตามความรู้สึกและไม่สามารถแยกแยะดีชั่วได้ ไม่ว่าแม่ของฉันจะทำความชั่วอะไร ฉันก็ยังคงคิดว่าแม่เป็นคนดี และเป็นคนที่ใกล้ชิดกับฉันที่สุด ฉันรู้สึกว่าจะติดค้างแม่และทนอยู่กับตัวเองไม่ได้หากไม่เข้าข้างแม่ เมื่อคิดดูตอนนี้ ตั้งแต่ยังเด็ก แม่ของฉันอ่านพระวจนะของพระเจ้ากับฉัน สอนฉันให้อธิษฐาน กระตุ้นให้ฉันทำหน้าที่ของตนอย่างจริงใจและไล่ตามเสาะหาความจริง และส่งเงินมาให้ฉันเพื่อสนับสนุนฉันในการทำหน้าที่ห่างจากบ้าน แม่ทำสิ่งเหล่านี้และสิ่งอื่นๆ ที่คล้ายกันเพียงเพื่อลุล่วงรับผิดชอบในฐานะผู้เป็นแม่ และนี่ก็เป็นอธิปไตยและการจัดการเตรียมการของพระเจ้าเช่นกัน ฉันนึกถึงตลอดหลายปีที่ฉันเชื่อในพระเจ้าในรังของหมู่มารที่ปกครองโดยพรรคคอมมิวนิสต์จีน ฉันเผชิญกับอันตรายหลายครั้ง แต่เป็นพระเจ้าที่ทรงเฝ้าดูและทรงช่วยฉันผ่านความลำบากยากเย็นต่างๆ ไปได้ นอกจากนี้ พี่น้องชายหญิงของฉันที่ไม่มีสายเลือดเดียวกันกับฉัน ก็เอาตัวเองเข้าเสี่ยงเพื่อปกป้องฉันเมื่อฉันเสี่ยงที่จะถูกจับกุม ฉันถูกจับกุมสองครั้งขณะทำหน้าที่และมีประวัติอาชญากรรม แต่เป็นพี่น้องชายหญิงของฉันที่รับฉันไปดูแลฉันราวกับว่าฉันเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของพวกเขาเอง ทั้งหมดนี้เป็นเพราะความรักของพระเจ้า ดังนั้นฉันควรขอบคุณพระเจ้าและตอบแทนความรักของพระองค์! แม่ของฉันเป็นคนชั่ว ได้ก่อกวนงานของคริสตจักรมามากแล้ว และแม่ก็ยังไม่ได้กลับใจอย่างแท้จริงแม้จะถูกเอาตัวออกไปแล้วก็ตาม แม้จะไม่ได้ใช้วิจารณญาณแยกแยะแม่ ฉันก็ยังอยากให้คริสตจักรให้โอกาสแม่อีกครั้งและรับแม่กลับมา ฉันไม่ได้คำนึงถึงผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้าหรือการเข้าสู่ชีวิตของพี่น้องชายหญิงเลย นี่ฉันไม่ได้กำลังสมรู้ร่วมคิดกับคนชั่ว และคัดค้านและต่อต้านพระเจ้าหรอกหรือ? ฉันทำตัวมีมโนธรรมและเปี่ยมรักต่อคนชั่ว ซึ่งเป็นการไม่จงรักภักดีต่อพระเจ้า โหดร้ายต่อพี่น้องชายหญิง และปราศจากความเป็นมนุษย์ ฉันเห็นว่าฉันกำลังดำเนินชีวิตตามพิษของซาตาน และฉันเป็นคนโง่ที่ขาดวิจารณญาณแยกแยะและความสามารถในการรู้ผิดชอบดีชั่ว ฉันเกือบจะยืนอยู่ข้างซาตานและต่อต้านพระเจ้าแล้ว ฉันตกอยู่ในอันตรายร้ายแรงเช่นนี้! เมื่อตระหนักถึงสิ่งเหล่านี้ ในที่สุดฉันก็เข้าใจด้วยตัวเองว่าพระเจ้าทรงหมายถึงอะไรใน “ความรู้สึกคือศัตรูของพระองค์” พระวจนะเหล่านี้สัมพันธ์กับชีวิตจริงและเป็นจริงมาก! ต่อมา ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าอีกบทตอนหนึ่งที่ว่า “เจ้าต้องตัดความรู้สึกทั้งหลายของเจ้าทิ้งไปให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เราไม่ทำสิ่งใดตามความรู้สึก แต่ใช้ความชอบธรรมแทน หากบิดามารดาของเจ้าทำสิ่งใดที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อคริสตจักร พวกเขาย่อมไม่สามารถหนีรอดได้” (พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ถ้อยดำรัสของพระคริสต์ในเบื้องต้น บทที่ 9) เป็นเพราะพระเจ้าทรงยึดมั่นในความชอบธรรมแทนที่จะกระทำตามความรู้สึก และความจริงและความชอบธรรมเป็นใหญ่ในพระนิเวศของพระเจ้า ศัตรูของพระคริสต์และคนชั่วเหล่านั้น ซึ่งก่อกวนและทำลายงานของพระเจ้าอย่างไม่กลับใจ และทำร้ายพี่น้องชายหญิงจึงสามารถถูกเอาตัวออกไปได้ งานของคริสตจักรทั้งหมดจึงสามารถดำเนินไปได้อย่างราบรื่น และพี่น้องชายหญิงจึงสามารถมีชีวิตคริสตจักรและสภาพแวดล้อมที่เป็นปกติเพื่อทำหน้าที่ได้ พระเจ้าทรงเรียกร้องให้เราหลีกเลี่ยงการพึ่งพาความรู้สึกในการพูดและการกระทำของเรา และให้เราพึ่งพาหลักธรรมแทน นี่คือวิธีที่เราควรปฏิบัติต่อพ่อแม่ของเราเช่นกัน และนี่คือความจริงที่ฉันควรนำไปปฏิบัติ แม้ว่าแม่ของฉันจะให้กำเนิดฉันทางร่างกาย แต่โดยแก่นแท้แล้วแม่เป็นคนชั่ว เป็นศัตรูของพระเจ้า และถูกพระเจ้าทรงเกลียดชัง ฉันต้องมีหลักธรรมในเรื่องนี้ ยืนอยู่ข้างพระเจ้า และไม่พึ่งพาความรู้สึกเพื่อเป็นปากเป็นเสียงให้แม่
ต่อมา ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าอีกบทตอนหนึ่ง ที่ทำให้ฉันเข้าใจว่าฉันควรปฏิบัติต่อแม่อย่างไร พระเจ้าตรัสว่า “สมมุติว่าพ่อแม่ของเจ้าขัดขวางการเชื่อในพระเจ้าของเจ้าด้วย แก่นแท้ธรรมชาติของพวกเขาคือแก่นแท้ธรรมชาติของผู้ไม่เชื่อและผู้ไม่มีความเชื่อ หรือถึงขั้นเป็นแก่นแท้ธรรมชาติของคนชั่วและมารทั้งหลาย แล้วพวกเขาก็ไม่ได้อยู่บนเส้นทางเดียวกับเจ้า กล่าวอีกนัยหนึ่งคือพวกเขาไม่ได้เป็นคนแบบเดียวกับเจ้าแต่อย่างใด และแม้เจ้าจะอาศัยอยู่ในบ้านหลังเดียวกับพวกเขามาหลายปี แต่ก็เห็นได้ชัดว่าพวกเขาไม่ได้มีการไล่ตามเสาะหาหรือลักษณะนิสัยเหมือนที่เจ้ามี และแน่นอนว่าพวกเขาไม่ได้มีความชอบส่วนตนหรือความมุ่งมาดปรารถนาเหมือนอย่างเจ้า เจ้าเชื่อในพระเจ้า ส่วนพวกเขานั้นไม่เชื่อในพระเจ้าเลย และต้านทานพระเจ้าด้วยซ้ำ ควรทำเช่นไรในสภาพการณ์เหล่านี้? (ปฏิเสธพวกเขา) ในรูปการณ์เหล่านี้พระเจ้าไม่ได้บอกให้เจ้าปฏิเสธหรือสาปแช่งพวกเขา พระเจ้าไม่ได้ตรัสเช่นนั้น ข้อกำหนดของพระเจ้าเรื่อง ‘ให้เกียรติพ่อแม่ของตน’ ยังคงมีผล นี่หมายความว่าระหว่างที่เจ้าใช้ชีวิตอยู่กับพ่อแม่ของเจ้านั้น เจ้าก็ควรค้ำชูข้อกำหนดเรื่องให้เกียรติพ่อแม่ของตนไปด้วย ไม่มีอะไรขัดแย้งกันในเรื่องนี้ใช่หรือไม่? (ใช่) ไม่มีอะไรขัดแย้งกันในเรื่องนี้เลย กล่าวอีกนัยหนึ่งคือเมื่อเจ้าสามารถกลับไปเยี่ยมบ้านได้ เจ้าก็สามารถทำอาหารให้พวกเขาสักมื้อหรือปรุงเกี๊ยวให้พวกเขากินบ้าง และถ้าเป็นไปได้ เจ้าก็สามารถซื้อผลิตภัณฑ์บางอย่างเกี่ยวกับสุขภาพให้พวกเขา แล้วพวกเขาก็จะพอใจในตัวเจ้าเป็นอย่างมาก… เจ้าต้องมีหลักธรรมในการปฏิบัติต่อผู้คนทั้งปวง รวมถึงพ่อแม่ของเจ้า ไม่ว่าพวกเขาจะเชื่อในพระเจ้าหรือไม่และไม่ว่าพวกเขาจะเป็นคนชั่วหรือไม่ก็ตาม เจ้าก็ต้องปฏิบัติต่อพวกเขาตามหลักธรรม พระเจ้าเคยตรัสบอกหลักธรรมข้อนี้แก่มนุษย์ว่า นี่เป็นเรื่องของการปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างเป็นธรรม—เพียงแต่ผู้คนมีความรับผิดชอบต่อพ่อแม่ของตนเพิ่มขึ้นมาเท่านั้น สิ่งที่เจ้าจำเป็นต้องทำมีเพียงการลุล่วงความรับผิดชอบนี้เท่านั้น ไม่ว่าพ่อแม่ของเจ้าจะเป็นผู้เชื่อหรือไม่ ไม่ว่าพวกเขาจะไล่ตามเสาะหาความเชื่อของตนหรือไม่ ไม่ว่าทัศนคติที่พวกเขามีต่อชีวิตและสภาวะความเป็นมนุษย์ของพวกเขาจะตรงกับของเจ้าหรือไม่ เจ้าก็เพียงต้องลุล่วงความรับผิดชอบที่เจ้ามีต่อพวกเขาก็พอ เจ้าไม่จำเป็นต้องเลี่ยงพวกเขา—แค่ปล่อยให้ทุกสิ่งเป็นไปตามครรลองของมันโดยธรรมชาติ ตามการจัดวางเรียบเรียงและการจัดแจงเตรียมการของพระเจ้า ถ้าพวกเขากีดขวางการเชื่อที่เจ้ามีในพระเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ควรลุล่วงความรับผิดชอบเรื่องความกตัญญูอย่างสุดความสามารถของเจ้าอยู่ดี เพื่อที่อย่างน้อยมโนธรรมของเจ้าจะได้ไม่รู้สึกติดค้างพวกเขา ถ้าพวกเขาไม่ขัดขวางเจ้า และสนับสนุนการเชื่อในพระเจ้าของเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ควรปฏิบัติตามหลักธรรมเช่นกัน ปฏิบัติต่อพวกเขาให้ดีเมื่อเหมาะสมที่จะทำเช่นนั้น” (พระวจนะฯ เล่ม 6 ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง, การไล่ตามเสาะหาความจริงคืออะไร (4)) พระวจนะของพระเจ้าทำให้หัวใจของฉันกระจ่างขึ้น และทำให้ฉันเข้าใจหลักธรรมในการปฏิบัติต่อสมาชิกในครอบครัว โดยแก่นแท้แล้วแม่ของฉันเป็นคนชั่ว และเราอยู่บนเส้นทางที่แตกต่างกัน ฉันไม่ควรพึ่งพาความรู้สึก แต่ควรพึ่งพาหลักธรรม อย่างไรก็ตาม แม่ได้เลี้ยงดูฉัน แบ่งปันข่าวประเสริฐกับฉัน และยังสนับสนุนฉันในความเชื่อของฉันจนถึงทุกวันนี้ และตราบใดที่มันไม่รบกวนหน้าที่ของฉัน ฉันก็ยังสามารถดูแลแม่และลุล่วงความรับผิดชอบในฐานะลูกของท่านได้
เรื่องที่แม่ของฉันถูกเอาตัวออกไปได้เผยให้เห็นว่าฉันตาบอดและอ่อนไหวเกินไปเพียงใด เป็นพระวจนะของพระเจ้าที่ชี้แนะฉันให้ใช้วิจารณญาณแยกแยะแก่นแท้ของแม่ว่าเป็นคนชั่ว และทำให้ฉันรู้ว่าฉันควรมีจุดยืนแบบไหน และยังทำให้ฉันเห็นอันตรายและผลที่ตามมาของการอ่อนไหวเกินไปอย่างชัดเจน ป้องกันไม่ให้ฉันทำอะไรที่ก่อกวน ฉันขอบคุณพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์จากก้นบึ้งของหัวใจ!