47. การทบทวนเรื่องการเป็นคนสุกเอาเผากิน

โดย ยี่หาน ประเทศจีน

ในเดือนธันวาคม ปี 2021 ฉันเริ่มฝึกตรวจสอบวีดิทัศน์ ช่วงแรก ฉันศึกษาและไตร่ตรองอย่างใส่ใจ เมื่อไหร่ก็ตามที่เจอเรื่องที่ไม่เข้าใจ ฉันจะไปหาพี่น้องหญิงที่ทำงานร่วมกับฉันเพื่อหาทางแก้ไข เธอก็มักจะมาหารือกับฉันบ่อยๆ เกี่ยวกับปัญหาที่เธอพบในวีดิทัศน์ ฉันจะสรุปข้อบกพร่องและความเบี่ยงเบนของตัวเองในแต่ละครั้ง แล้วพยายามค้นหาและเรียนรู้หลักธรรมที่เกี่ยวข้อง ระหว่างที่ทีมสามัคคีธรรมถึงหลักธรรม ฉันจะตั้งใจฟังการสามัคคีธรรมของทุกคน และไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนเพื่อแก้ไขข้อบกพร่องของตัวเอง หลังจากฝึกฝนแบบนี้ได้ระยะหนึ่ง ฉันก็มีความก้าวหน้าในทักษะเฉพาะทางและสามารถจัดการงานบางอย่างได้ ฉันเริ่มรู้สึกพึงพอใจ คิดว่าตัวเองจับความเข้าใจหลักธรรมบางอย่างได้แล้ว ตั้งแต่นั้นมา ฉันก็แทบไม่ได้ความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้เลย เวลาสามัคคีธรรมถึงหลักธรรมและหารือปัญหากับสมาชิกคนอื่นในทีม ฉันก็ไม่ได้ไตร่ตรองอย่างจริงจังเหมือนเมื่อก่อน และไม่ได้ให้ความสำคัญกับการสรุปปัญหาในงานอีกต่อไป วิธีการทำหน้าที่ของฉันเริ่มเฉื่อยชา

ฉันจำได้ว่ามีอยู่ช่วงหนึ่ง พี่น้องชายหญิงบางคนยังใหม่กับหน้าที่ของตน และวีดิทัศน์ที่พวกเขาส่งมาก็มีปัญหามากมาย ฉันจำเป็นต้องสามัคคีธรรมกับพวกเขาและตอบกลับทีละคนเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้ ความคิดเจ้าเล่ห์บางอย่างผุดขึ้นมาในหัวใจฉันว่า “ถ้าฉันตรวจสอบวีดิทัศน์แต่ละรายการอย่างละเอียด และแสวงหาหลักธรรมที่เกี่ยวข้องเพื่อสามัคคีธรรมและตอบกลับพวกเขา ก็จะใช้เวลาและความพยายามอย่างมาก แล้วเมื่อไหร่ฉันจะตรวจวีดิทัศน์มากมายขนาดนี้เสร็จล่ะ? บางทีฉันควรจะแค่ชี้ให้เห็นปัญหาของพวกเขาคร่าวๆ แล้วปล่อยให้พวกเขาหาวิธีแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง แบบนี้ฉันจะประหยัดแรงไปได้เยอะ” ดังนั้น ฉันจึงแค่ชี้ให้เห็นปัญหาในวีดิทัศน์ และบอกทิศทางกว้างๆ เพื่อทำการปรับเปลี่ยน อีกครั้งหนึ่ง ฉันตรวจสอบวีดิทัศน์และพบปัญหาบางอย่าง แต่ฉันไม่แน่ใจเกี่ยวกับปัญหาเหล่านั้น เลยไปหารือกับพี่น้องหญิงที่ทำงานร่วมกับฉัน เธอบอกว่าเธอไม่เห็นปัญหาอะไร แต่ฉันก็ยังรู้สึกไม่สบายใจ หลังจากไตร่ตรองอยู่พักหนึ่ง ฉันก็ยังไม่แน่ใจว่านั่นเป็นปัญหาหรือไม่ แล้วฉันก็คิดที่จะทำแบบสุกเอาเผากิน โดยคิดว่า “บางทีฉันควรจะปล่อยมันไว้แบบนี้ พี่น้องหญิงคนนั้นจับความเข้าใจหลักธรรมได้ดีกว่าฉัน ขนาดเธอยังบอกว่าใช้ได้ ก็น่าจะไม่มีปัญหาอะไร ฉันไม่จำเป็นต้องใช้เวลาไตร่ตรองเรื่องนี้อีก อีกอย่าง มันเป็นแค่ความรู้สึกของฉัน ถ้าฉันคิดผิดแล้วทำให้งานล่าช้าล่ะ?” เมื่อคิดเช่นนั้น ฉันก็เลิกครุ่นคิดและแสวงหาคำตอบ แล้วฉันก็ส่งวีดิทัศน์ไปแบบนั้น ไม่กี่วันต่อมา ผู้ดูแลของเราชี้ให้เห็นว่าวีดิทัศน์นั้นมีปัญหาบางอย่างและจำเป็นต้องแก้ไข หลังจากนั้น พี่น้องชายหญิงของฉันก็ทยอยรายงานว่า พวกเขารู้สึกคิดลบหลังจากอ่านข้อเสนอแนะของเรา พวกเขาคิดว่าวีดิทัศน์ที่พวกเขาทำมีปัญหามากเกินไป และไม่รู้ว่าจะแก้ไขอย่างไร เมื่อเผชิญกับปัญหาที่ถูกเปิดโปงเหล่านี้ ฉันรู้สึกจนปัญญา อย่างไรก็ตาม ฉันจำได้ว่าผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลายที่ฉันเผชิญทุกวันล้วนได้รับการจัดการเตรียมการโดยพระเจ้าและอยู่ภายใต้อธิปไตยของพระองค์ การเผชิญกับสภาพการณ์เหล่านี้ไม่ได้ไร้เหตุผล ต้องมีบทเรียนให้ฉันเรียนรู้แน่ๆ ฉันจึงอธิษฐานถึงพระเจ้าและแสวงหาการชี้แนะของพระองค์

ระหว่างการเฝ้าเดี่ยว ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนเหล่านี้ที่ว่า  “ความรับผิดชอบเช่นนั้นย่อมเจืออุปนิสัยอันเสื่อมทรามเอาไว้  นี่คือความต่ำช้าที่ผู้คนพูดถึงบ่อยครั้ง  ในเรื่องทุกเรื่องที่พวกเขาทำ พวกเขาก็ทำจนถึงจุดที่ ‘นั่นถูกต้องแล้ว’ และ ‘ใกล้เคียงพอแล้ว’ นั่นคือท่าทีของคำว่า ‘อาจจะ’ ‘เป็นไปได้’ และ ‘สี่ในห้า’  พวกเขาทำสิ่งทั้งหลายอย่างขอไปที พอใจที่จะทำให้น้อยที่สุด และพอใจกับการพูดอำคนไปเรื่อย พวกเขาไม่เห็นประโยชน์ของการจริงจังกับสิ่งต่างๆ หรือการทำอะไรให้ละเอียดถี่ถ้วน และยิ่งมองไม่เห็นประโยชน์ของการแสวงหาหลักธรรมความจริง  นี่ย่อมมีอุปนิสัยอันเสื่อมทรามปะปนอยู่มิใช่หรือ?  นี่ใช่การสำแดงถึงความเป็นมนุษย์ที่ปกติกระนั้นหรือ?  ไม่ใช่  การเรียกสิ่งนี้ว่าความโอหังนั้นถูกต้อง และการเรียกว่าไร้วินัยก็เหมาะสมทุกประการเช่นกัน—แต่ถ้าจะบรรยายให้สมบูรณ์แบบ คำเดียวที่จะใช้ได้ก็คือ ‘ต่ำช้า’  ผู้คนส่วนใหญ่มีความต่ำช้าอยู่ในตัวเอง เพียงแต่มากน้อยต่างกันเท่านั้น  พวกเขาอยากทำสิ่งต่างๆ อย่างสุกเอาเผากินและฉาบฉวยในทุกเรื่อง และมีกลิ่นอายของการหลอกลวงอยู่ในทุกสิ่งที่พวกเขาทำ  เมื่อโกงคนอื่นได้ก็ทำ เมื่อใช้ทางลัดได้ก็ทำ และเมื่อประหยัดเวลาได้ก็ทำ  พวกเขาคิดในใจว่า ‘ตราบใดที่ฉันหลีกเลี่ยงการถูกเปิดโปง และไม่ก่อให้เกิดปัญหา และไม่ถูกตำหนิ ฉันก็จะหลอกอำคนในเรื่องนี้ไปเรื่อยๆ  ฉันไม่จำเป็นต้องทำงานให้ดีนัก แบบนั้นยุ่งยากเกินไป!’  ผู้คนดังกล่าวไม่เคยแตกฉานในสิ่งใด ไม่เต็มใจที่จะพยายามให้จงหนักหรือยอมทนทุกข์และยอมลำบากในการศึกษาของพวกเขา  พวกเขาอยากรู้เรื่องหนึ่งๆ เพียงผิวเผินเท่านั้น แล้วจากนั้นจึงเรียกตัวพวกเขาเองว่าช่ำชองในสิ่งนั้น เชื่อไปว่าตนเองเรียนรู้เรื่องนั้นสำเร็จแล้ว แล้วจากนั้นจึงพึ่งพาการนี้เพื่อมั่วไปในหนทางของพวกเขาจนตลอดรอดฝั่งไปได้  นี่ไม่ใช่ท่าทีที่ผู้คนมีต่อผู้อื่น ต่อเหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลายหรอกหรือ?  นี่ใช่ท่าทีที่ดีหรือไม่?  ไม่ใช่  พูดง่ายๆ ก็คือนี่เป็นการ ‘ทำแต่พอให้พ้นตัว’  ความต่ำช้าเช่นนี้มีอยู่ในมวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามทุกคน  ผู้คนที่มีความต่ำช้าอยู่ในความเป็นมนุษย์ของตน ย่อมมีมุมมองและท่าทีที่ ‘ทำแต่พอให้พ้นตัว’ ในทุกสิ่งที่พวกเขาทำ  ผู้คนเช่นนี้สามารถทำหน้าที่ของตนได้อย่างถูกควรหรือไม่?  ไม่  พวกเขาสามารถทำสิ่งต่างๆ อย่างมีหลักธรรมหรือไม่?  ยิ่งไม่มีวี่แววว่าจะทำได้เข้าไปใหญ่(พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, ประการที่แปด: พวกเขาย่อมจะให้ผู้อื่นนบนอบเฉพาะพวกเขาเท่านั้น ไม่ใช่ความจริงหรือพระเจ้า (ภาคที่สอง))  “คนเราจะบอกความแตกต่างระหว่างผู้คนที่ประเสริฐและผู้คนที่ต่ำช้าได้อย่างไร?  จงดูท่าทีและการกระทำที่พวกเขามีต่อหน้าที่ก็พอ และดูว่าพวกเขาปฏิบัติต่อสิ่งต่างๆ และประพฤติตนอย่างไรเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น  ผู้คนที่มีความสัตย์สุจริตและศักดิ์ศรีย่อมมีการกระทำที่รอบคอบ มีมโนธรรม และขยันหมั่นเพียร พวกเขาเต็มใจที่จะจ่ายราคา  ผู้คนที่ปราศจากความสัตย์สุจริตและศักดิ์ศรีนั้นมีการกระทำที่มักง่ายและฉาบฉวย แอบใช้เล่ห์กลอยู่เสมอ อยากทำอะไรแค่ให้พอพ้นตัวอยู่ตลอดเวลา  ไม่ว่าพวกเขาศึกษาด้วยกลวิธีใด พวกเขาก็ไม่ขยันหมั่นเรียนรู้ ไม่สามารถเรียนรู้ได้ และไม่ว่าจะใช้เวลาศึกษานานเท่าใด พวกเขาก็ยังคงไม่รู้ความอยู่ดี  นี่คือผู้คนที่มีบุคลิกลักษณะที่ไม่ดี(พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, ประการที่แปด: พวกเขาย่อมจะให้ผู้อื่นนบนอบเฉพาะพวกเขาเท่านั้น ไม่ใช่ความจริงหรือพระเจ้า (ภาคที่สอง))  “แอบใช้เล่ห์กลอยู่เสมอ” “ปราศจากความสัตย์สุจริตและศักดิ์ศรี” และ “ผู้คนที่ต่ำช้า” ทุกถ้อยคำในประโยคเหล่านั้นทิ่มแทงใจฉัน ฉันทบทวนพฤติกรรมของตัวเองในการทำหน้าที่ การกระทำของฉันตรงกับที่พระเจ้าทรงเปิดโปงเลยไม่ใช่หรือ? เมื่อฉันสังเกตเห็นว่าวีดิทัศน์ที่พี่น้องชายหญิงทำมีปัญหามากมาย ฉันไม่ได้ไตร่ตรองว่าจะช่วยพวกเขาแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างไร หรือชี้แนะให้พวกเขาเข้าใจความจริงและเข้าสู่หลักธรรม แต่สิ่งที่ฉันคำนึงถึงเป็นอันดับแรกคือจะประหยัดแรงตัวเองได้อย่างไร ฉันคิดว่าถ้าฉันตรวจสอบวีดิทัศน์แต่ละรายการอย่างรอบคอบและตอบกลับอย่างละเอียด มันจะยุ่งยากเกินไปและต้องใช้ความคิดมาก ดังนั้น ฉันจึงแค่กล่าวถึงปัญหาในวีดิทัศน์แบบสั้นๆ แต่ไม่ได้สามัคคีธรรมกับพวกเขาถึงหลักธรรมหรือชี้แนวทางแก้ไขที่สัมพันธ์กับชีวิตจริง ผลก็คือ พี่น้องชายหญิงรู้สึกคิดลบหลังจากอ่านข้อเสนอแนะของฉัน การที่ฉันทำแบบนี้ไม่ได้ก่อให้เกิดการขัดขวางหรอกหรือ? ตอนที่ตรวจสอบวีดิทัศน์อีกรายการหนึ่ง ฉันรู้สึกว่ามีปัญหาบางอย่าง แต่ฉันไม่อยากไตร่ตรองอย่างจริงจังเพราะฉันไม่แน่ใจ ฉันถึงกับหาข้ออ้างให้ตัวเอง โดยคิดว่า การไตร่ตรองอาจไม่นำไปสู่ผลลัพธ์เสมอไป พี่น้องหญิงคนนั้นจับความเข้าใจหลักธรรมได้ดีกว่าฉัน ขนาดเธอยังบอกว่าใช้ได้ ก็น่าจะไม่มีปัญหาใหญ่อะไร ฉันไม่ได้ทุ่มเทอย่างแท้จริงเพื่อแสวงหาคำตอบก่อนที่จะสรุปว่าการไตร่ตรองอาจไม่นำไปสู่ผลลัพธ์ใดๆ ฉันก็แค่ปลิ้นปล้อนและอู้งานไม่ใช่หรือ? ฉันช่างหลอกลวงจริงๆ! ท่าทีต่อหน้าที่ของฉันนี้เป็นเหมือนที่พระเจ้าทรงเปิดโปงไว้ทุกประการ “ตราบใดที่ฉันหลีกเลี่ยงการถูกเปิดโปง และไม่ก่อให้เกิดปัญหา และไม่ถูกตำหนิ ฉันก็จะหลอกอำคนในเรื่องนี้ไปเรื่อยๆ  ฉันไม่จำเป็นต้องทำงานให้ดีนัก แบบนั้นยุ่งยากเกินไป!(พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, ประการที่แปด: พวกเขาย่อมจะให้ผู้อื่นนบนอบเฉพาะพวกเขาเท่านั้น ไม่ใช่ความจริงหรือพระเจ้า (ภาคที่สอง))  ถ้อยคำเหล่านั้นบรรยายตัวฉันได้อย่างตรงจุด ฉันใช้ชีวิตไปวันๆ แบบไม่คิดให้รอบคอบ ฉันพอใจกับการหลีกเลี่ยงความยากลำบากทางกายและแค่เอาตัวรอดไปวันๆ ฉันไม่เคยคำนึงถึงความลำบากยากเย็นของพี่น้องชายหญิง หรือว่าการทำหน้าที่แบบนี้จะมีประสิทธิผลหรือไม่ ถ้าฉันสามารถทำอะไรอย่างสุกเอาเผากินได้ ฉันก็จะทำแบบนั้น โดยไม่แสดงความจงรักภักดีต่อหน้าที่ของฉันเลย ด้วยท่าทีเช่นนี้ ฉันไม่น่าไว้วางใจอย่างยิ่ง ดังที่พระเจ้าทรงบรรยายไว้ว่า “ปราศจากความสัตย์สุจริตและศักดิ์ศรี” และ “ผู้คนที่ต่ำช้า” นี่ไม่ใช่การกล่าวเกินจริงเลย ฉันรู้สึกทุกข์ใจและสำนึกผิดอย่างมาก จึงได้อธิษฐานถึงพระเจ้าว่า “ข้าแต่พระเจ้า ท่าทีต่อหน้าที่ของข้าพระองค์ช่างหย่อนยานและไร้ความรับผิดชอบโดยสิ้นเชิง ข้าพระองค์ไม่อยากใช้ชีวิตที่ต้อยต่ำเช่นนี้อีกต่อไป ข้าพระองค์เต็มใจที่จะขัดขืนเนื้อหนังของตน ขยันขันแข็งและจริงจัง และยอมจ่ายราคา เพื่อทำหน้าที่ของตนให้ดี”

หลังจากอธิษฐาน ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าบางบทตอนและได้เข้าใจข้อกำหนดของพระองค์ดีขึ้น พระเจ้าตรัสว่า “ในยามปฏิบัติหน้าที่ คนเราต้องเรียนรู้ที่จะมีมโนธรรม เข้มงวด รอบคอบ และมีความรับผิดชอบ และทำหน้าที่อย่างมั่นคง นั่นคือ โดยการก้าวไปทีละก้าว  คนเราต้องทุ่มเทกำลังทั้งหมดของตนเพื่อทำหน้าที่นั้นให้ดี จนกว่าพวกเขาจะพึงพอใจกับวิธีที่ตนได้ปฏิบัติลงไป  หากคนเราไม่เข้าใจความจริง พวกเขาควรแสวงหาหลักธรรม และกระทำตามหลักธรรมและตามข้อกำหนดของพระเจ้า พวกเขาควรเต็มใจทุ่มเทความพยายามมากขึ้นเพื่อทำหน้าที่ของตนให้ดี และไม่ทำอย่างสุกเอาเผากินอย่างเด็ดขาด  โดยการปฏิบัติในหนทางนี้เท่านั้น คนเราจึงจะรู้สึกสงบสุขในหัวใจได้ โดยไม่ถูกมโนธรรมของตนตำหนิ(พระวจนะฯ เล่ม 5 หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน, หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (5))  พระเจ้าทรงกำหนดให้เรายึดมั่นในหน้าที่ของเรา รักษาท่าทีที่ใส่ใจและรับผิดชอบในทุกสิ่งที่เราทำ แสวงหาหลักธรรมความจริง และทำให้ดีที่สุด ฉันตระหนักว่าฉันไม่สามารถทำอะไรอย่างสุกเอาเผากินได้อีกต่อไป ฉันต้องนำข้อกำหนดของพระเจ้าไปปฏิบัติ ตรวจสอบวีดิทัศน์แต่ละรายการอย่างละเอียด และให้คำชี้แนะที่อิงตามหลักธรรมอย่างละเอียดเกี่ยวกับปัญหาต่างๆ แม้ว่าสิ่งนี้จะต้องใช้ความคิดและทนทุกข์ทางกายเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย แต่หากมันนำไปสู่ผลที่ดีขึ้นในหน้าที่ เช่นนั้นแล้วก็คุ้มค่า หลังจากนั้น ขณะที่ฉันตรวจสอบและตอบปัญหาของพี่น้องชายหญิงต่อไป ฉันก็ไตร่ตรองว่าจะแสดงออกอย่างไรเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด เมื่อใช้วิธีการนี้ ฉันไม่รู้สึกเหนื่อยมากนัก และสามารถเข้าสู่หลักธรรมได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม เนื่องจากอุปนิสัยอันเสื่อมทรามอย่างรุนแรงและความอยากสะดวกสบายทางกายที่มากเกินไปของฉัน ฉันจึงยังคงรู้สึกถูกทดลองให้เลือกทางที่ง่ายและทำอะไรอย่างสุกเอาเผากินเมื่อเผชิญกับปัญหาที่ซับซ้อน

ครั้งหนึ่ง ขณะตรวจสอบวีดิทัศน์ ฉันสังเกตเห็นว่ามีปัญหาบางอย่างที่แก้ไขได้ยาก ฉันคิดว่า “ถ้าจะให้ข้อเสนอแนะ ฉันก็ต้องศึกษาและค้นคว้าก่อนเพื่อหาทางออก นั่นจะยุ่งยากน่าดู แค่คิดก็ปวดหัวแล้ว! ถ้าฉันใช้เวลาทำแบบนั้นแล้วยังคิดไม่ออก จะไม่เสียแรงเปล่าหรอกหรือ? ช่างมันเถอะ ตอนนี้ฉันจะให้ความสำคัญกับวีดิทัศน์อื่นก่อน แล้วค่อยจัดการกับวีดิทัศน์เหล่านี้ทีหลังเมื่อมีเวลา” หลังจากนั้นไม่นาน ผู้นำของเราสังเกตเห็นว่าประสิทธิผลในงานวีดิทัศน์ของเราลดลง และได้ตรวจสอบวีดิทัศน์ที่พี่น้องชายหญิงส่งมาในช่วงสามเดือนที่ผ่านมาอีกครั้ง พวกเขาพบว่ามีวีดิทัศน์จำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้รับการแก้ไข และเราไม่ได้จัดการกับมันอย่างทันท่วงทีหรือให้การชี้แนะแก่พี่น้องชายหญิงเพื่อแก้ไขตามหลักธรรม ทำให้งานวีดิทัศน์ล่าช้าอย่างมาก เมื่อเห็นผลลัพธ์เช่นนี้ ฉันก็ตกตะลึง ทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดจากการที่ฉันละเลยและทำหน้าที่อย่างสุกเอาเผากินหรอกหรือ? ฉันบรรยายความรู้สึกในหัวใจไม่ได้ เหมือนมีหินก้อนใหญ่ทับอก ทำให้ฉันหายใจไม่ออก ต่อมา ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนนี้ที่ว่า “เรื่องที่ว่าเจ้าควรปฏิบัติต่อพระบัญชาของพระเจ้าอย่างไรนั้นสำคัญอย่างยิ่งยวด  นี่เป็นเรื่องที่จริงจังมาก  หากเจ้าไม่สามารถทำสิ่งที่พระเจ้าไว้วางพระทัยมอบหมายให้เจ้าทำนั้นแล้วเสร็จได้ เช่นนั้นเจ้าก็ไม่เหมาะที่จะใช้ชีวิตอยู่ในการสถิตของพระองค์และเจ้าก็ควรยอมรับการลงโทษ  เป็นเรื่องปกติและชอบด้วยเหตุผลโดยแท้ที่มนุษย์จะทำสิ่งที่พระเจ้าไว้วางพระทัยบัญชาให้ตนทำนั้นให้แล้วเสร็จ  นี่คือความรับผิดชอบสูงสุดของมนุษย์ และมีความสำคัญเทียบเท่ากับชีวิตของเขาเอง  หากเจ้าปฏิบัติต่อพระบัญชาของพระเจ้าอย่างไม่จริงจัง นี่ย่อมเป็นการทรยศพระเจ้าอย่างร้ายแรงที่สุด  ในการทำเช่นนี้ เจ้าน่าสังเวชยิ่งกว่ายูดาส และควรถูกสาปแช่ง(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, วิธีที่จะรู้จักธรรมชาติของมนุษย์)  การอ่านพระวจนะเหล่านี้ของพระเจ้าทำให้ฉันรู้สึกถึงอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้า หากฉันทำหน้าที่ด้วยท่าทีที่ไม่จริงจัง ทำอะไรอย่างสุกเอาเผากินและปลิ้นปล้อน และอู้อยู่เสมอ นั่นแสดงถึงการทรยศพระเจ้าอย่างร้ายแรง และฉันจะไม่คู่ควรที่จะอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า และสมควรถูกสาปแช่งและลงโทษ ฉันหวาดกลัว รู้สึกว่าตัวเองอยู่ในจุดที่อันตราย เมื่อคิดถึงการที่คริสตจักรจัดแจงให้ฉันตรวจสอบวีดิทัศน์ ความหวังก็คือฉันจะทุ่มเทหัวใจและกำลังทั้งหมดให้กับงานและทำออกมาให้ดี แต่ฉันกลับปลิ้นปล้อนในหน้าที่และมองหาทางอู้งาน เมื่อเจอปัญหาที่ฉันไม่เข้าใจหรือมองไม่ออก ฉันก็ไม่ไตร่ตรองอย่างจริงจัง แต่เมื่อเผชิญกับปัญหาที่ต้องใช้ความพยายามและความคิดอย่างมาก ฉันกลับเลือกที่จะประหยัดแรงตัวเองและดองวีดิทัศน์เหล่านั้นไว้ก่อน ไม่ได้ค้นคว้าและศึกษาอย่างทันท่วงที หรือแสวงหาหลักธรรมที่เกี่ยวข้องเพื่อชี้แนะสมาชิกคนอื่นในทีม ฉันไม่ได้ลุล่วงความรับผิดชอบของตัวเอง สิ่งที่ฉันทำไปนั้นขัดขวางงานวีดิทัศน์โดยสิ้นเชิง เมื่อย้อนกลับไปคิดถึงตอนที่ฉันรับหน้าที่นี้ครั้งแรก ฉันตั้งใจแน่วแน่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า ว่าจะทะนุถนอมโอกาสในการทำหน้าที่นี้และจงรักภักดีเพื่อตอบแทนความรักของพระเจ้า แต่ตอนนี้ ถ้าฉันแค่เอาตัวรอดไปวันๆ ได้ ฉันก็จะทำโดยไม่มีสำนึกถึงความรับผิดชอบใดๆ นี่ไม่ใช่การหลอกลวงพระเจ้าอย่างโจ่งแจ้งหรอกหรือ? ฉันทำให้พระเจ้าผิดหวังจริงๆ และไม่น่าไว้วางใจเลย! การคิดถึงเรื่องนี้ทำให้ฉันรู้สึกเสียใจและตำหนิตัวเอง และรู้สึกติดค้างพระเจ้ามากยิ่งกว่าเดิม ฉันร้องไห้ขณะอธิษฐานถึงพระเจ้าว่า “ข้าแต่พระเจ้า การกระทำของข้าพระองค์มีแต่จะขัดขวางและก่อกวนงาน ข้าพระองค์เต็มใจที่จะกลับใจและแก้ไขท่าทีต่อหน้าที่ของข้าพระองค์ โปรดทรงชี้แนะข้าพระองค์ด้วยเถิด”

ต่อมา ฉันเริ่มไตร่ตรอง ในตอนแรก ฉันอยากทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี แต่ทำไมสุดท้ายถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้? ขณะที่แสวงหาคำตอบ ฉันเจอพระวจนะของพระเจ้าบทตอนเหล่านี้ที่ว่า “ผู้คนที่เกียจคร้านไม่สามารถทำสิ่งใดได้เลย  สรุปเป็นสองวลีก็คือ พวกเขาเป็นคนไร้ประโยชน์ พวกเขามีความพิการระดับที่สอง  ไม่ว่าขีดความสามารถของผู้คนที่เกียจคร้านจะดีเพียงใด นั่นก็เป็นเพียงแค่ผักชีโรยหน้า ต่อให้พวกเขามีขีดความสามารถที่ดี แต่นั่นก็ไร้ประโยชน์  พวกเขาเกียจคร้านเกินไป—พวกเขารู้ว่าควรทำสิ่งใด แต่กลับไม่ทำ และต่อให้พวกเขารู้ว่าสิ่งใดเป็นปัญหา พวกเขาก็ไม่แสวงหาความจริงเพื่อแก้ไข และแม้พวกเขารู้ว่าตนควรทุกข์ทนกับความยากลำบากอันใดเพื่อให้งานมีประสิทธิผล แต่พวกเขาก็ไม่เต็มใจสู้ทนความยากลำบากที่คุ้มค่าเหล่านี้—พวกเขาจึงไม่สามารถได้รับความจริงใดๆ และไม่สามารถทำงานจริงได้เลย  พวกเขาไม่ปรารถนาที่จะสู้ทนความยากลำบากที่ผู้คนควรสู้ทน พวกเขารู้จักเพียงที่จะลุ่มหลงในความสะดวกสบาย เพลิดเพลินกับช่วงเวลาอันชื่นบานและการพักผ่อนหย่อนใจ และเพลิดเพลินกับชีวิตที่เป็นอิสระและผ่อนคลาย  พวกเขาไร้ประโยชน์ไม่ใช่หรือ?  ผู้คนที่สู้ทนความยากลำบากไม่ได้ย่อมไม่สมควรที่จะมีชีวิตอยู่  ผู้คนที่ปรารถนาจะมีชีวิตเยี่ยงกาฝากอยู่เสมอนั้น ย่อมเป็นคนที่ไม่มีมโนธรรมหรือสำนึก พวกเขาคือสัตว์เดรัจฉาน และคนเช่นนี้ไม่เหมาะแม้แต่จะทำงานใช้แรง  เนื่องจากพวกเขาสู้ทนความยากลำบากไม่ได้ แม้ในยามที่พวกเขาทำงานใช้แรง พวกเขาก็ไม่สามารถทำได้ดี และหากพวกเขาปรารถนาที่จะได้รับความจริง ก็ยิ่งไม่มีหวังในเรื่องนี้  คนที่ทนทุกข์ไม่ได้และไม่รักความจริงเป็นคนไร้ประโยชน์ พวกเขาไม่มีคุณสมบัติที่จะทำงานใช้แรงด้วยซ้ำไป  พวกเขาคือสัตว์เดรัจฉาน ไม่มีความเป็นมนุษย์แม้แต่น้อย  ผู้คนเช่นนี้ต้องถูกกำจัดออกไป เช่นนี้เท่านั้นจึงสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระเจ้า(พระวจนะฯ เล่ม 5 หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน, หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (8))  “เจ้าพอใจที่จะมีชีวิตอยู่ภายใต้อิทธิพลของซาตานพร้อมกับสันติสุขและความชื่นบาน และสิ่งชูใจเล็กน้อยทางเนื้อหนังอย่างนั้นหรือ?  เจ้าไม่ได้ต่ำต้อยที่สุดในบรรดาผู้คนทั้งหมดหรอกหรือ?  ไม่มีใครเลยที่โง่เขลาไปกว่าพวกที่มองดูความรอดแต่ไม่ไล่ตามเสาะหาที่จะได้รับมัน นี่คือผู้คนที่ปล่อยตัวปล่อยใจไปกับเนื้อหนังและสุขสำราญไปกับซาตาน  เจ้าหวังว่าความเชื่อของเจ้าในพระเจ้าจะไม่พ่วงเอาความท้าทายหรือความทุกข์ลำบากอันใด หรือความยากลำบากแม้เพียงน้อยนิดมาด้วย  เจ้าไล่ตามเสาะหาสิ่งเหล่านั้นซึ่งไร้ค่าเสมอ และเจ้าไม่ให้คุณค่ากับชีวิต แทนที่จะเป็นเช่นนั้นกลับให้ความคิดฟุ้งซ่านของตัวเจ้าเองมาก่อนความจริง  เจ้าช่างไร้ค่ายิ่งนัก!  เจ้ามีชีวิตอยู่เหมือนสุกรตัวหนึ่ง—มีความแตกต่างอะไรเล่าระหว่างตัวเจ้า และพวกสุกรกับพวกสุนัข?  พวกที่ไม่ได้ไล่ตามเสาะหาความจริง แต่กลับรักเนื้อหนัง ไม่ใช่สัตว์ร้ายทั้งหมดหรอกหรือ?  พวกที่ตายไปแล้วและปราศจากจิตวิญญาณไม่ใช่ซากศพที่เดินได้หรอกหรือ?  วจนะมากมายเพียงใดแล้วที่ได้กล่าวไปท่ามกลางพวกเจ้า?  งานที่ได้ถูกกระทำไปท่ามกลางพวกเจ้ามีเพียงเล็กน้อยเท่านั้นอย่างนั้นหรือ?  เราได้จัดเตรียมไปมากเพียงใดแล้วท่ามกลางพวกเจ้า?  แล้วเหตุใดเจ้ายังไม่ได้รับมัน?  เจ้ามีอะไรให้ต้องร้องทุกข์หรือ?  นี่ไม่ใช่กรณีที่เจ้าไม่ได้รับสิ่งใดเลยเพราะเจ้าหลงรักเนื้อหนังมากเกินไปหรอกหรือ?  และนี่ไม่ใช่เพราะความคิดของเจ้านั้นฟุ้งซ่านเกินไปหรอกหรือ?  นี่ไม่ใช่เพราะเจ้าโง่เง่าเกินไปหรอกหรือ?  หากเจ้าไร้ความสามารถที่จะได้รับพรเหล่านี้ เจ้าสามารถติเตียนพระเจ้าเพราะการที่ไม่ทรงช่วยเจ้าให้รอดได้อย่างนั้นหรือ?… เราให้หนทางที่แท้จริงแก่เจ้าโดยไม่ได้ขออะไรกลับคืน กระนั้นเจ้าก็ยังไม่ไล่ตามเสาะหา  เจ้าเป็นหนึ่งในผู้ที่เชื่อในพระเจ้าหรือไม่?  เรามอบชีวิตมนุษย์ที่แท้จริงให้แก่เจ้า กระนั้นเจ้าก็ยังไม่ไล่ตามเสาะหา  เจ้าไม่ได้ต่างอะไรจากสุกรหรือสุนัขตัวหนึ่งหรอกหรือ?  พวกสุกรไม่เสาะหาชีวิตของมนุษย์ พวกมันไม่ไล่ตามเสาะหาการได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ และพวกมันไม่เข้าใจว่าชีวิตคืออะไร  ในแต่ละวัน หลังจากที่พวกมันกินกันจนอิ่มแปล้ มันก็แค่หลับไป  เราได้ให้หนทางที่แท้จริงแก่เจ้า กระนั้นเจ้าก็ไม่ได้รับมัน เจ้าเป็นคนมือเปล่า  เจ้าเต็มใจที่จะดำเนินต่อไปในชีวิตนี้ ชีวิตของสุกรตัวหนึ่งหรือไม่?  อะไรคือนัยสำคัญของการที่ผู้คนเช่นนั้นมีชีวิตอยู่?  ชีวิตของเจ้าช่างน่าเหยียดหยามและต่ำศักดิ์ เจ้ามีชีวิตอยู่ท่ามกลางความโสมมและความเสเพล และเจ้าไม่ได้ไล่ตามเสาะหาเป้าหมายใดเลย ชีวิตของเจ้าไม่ได้ต่ำศักดิ์ที่สุดในบรรดาสิ่งทั้งหมดหรอกหรือ?  เจ้ากล้าเผชิญหน้าพระเจ้ากระนั้นหรือ?  หากเจ้ามีประสบการณ์ในหนทางนี้ต่อไป เจ้าย่อมจะไม่ได้สิ่งใดเลยไม่ใช่หรือ?  หนทางที่แท้จริงได้ถูกมอบให้เจ้าไปแล้ว แต่การที่เจ้าจะสามารถรับไว้จนถึงที่สุดหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับการไล่ตามเสาะหาส่วนบุคคลของตัวเจ้าเอง(พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ประสบการณ์ของเปโตร: ความรู้ของเขาเกี่ยวกับการตีสอนและการพิพากษา)  ในอดีต ฉันไม่เคยเชื่อมโยงตัวเองกับคำอย่าง “ขยะ” หรือ “กาฝาก” เลย ไม่ต้องพูดถึงการจินตนาการว่าในสายพระเนตรของพระเจ้า พฤติกรรมของฉันอาจไม่ต่างจากซากศพเดินได้ ไม่ต่างอะไรจากหมูและสุนัข การตระหนักรู้ครั้งนี้ช่างบีบคั้นหัวใจและน่าเศร้า แต่สิ่งที่พระวจนะของพระเจ้าทรงเปิดโปงตรงกับพฤติกรรมของฉันทุกประการ ฉันได้ถือเอาความเพลิดเพลินทางกายเป็นเป้าหมายของตน แสวงหาแต่ชีวิตที่ง่ายและสบาย เมื่อต้องเผชิญกับความลำบากยากเย็นในหน้าที่ที่ต้องใช้ความพยายามและจ่ายราคา ฉันกลับใช้เล่ห์เหลี่ยมและความเกียจคร้าน ฉันก็จะทำอย่างสุกเอาเผากินเพื่อเอาตัวรอด หรือไม่ก็เพิกเฉยต่อวีดิทัศน์และปล่อยทิ้งไว้โดยไม่แก้ไข ทำทุกอย่างที่จะช่วยประหยัดแรง ฉันไม่ได้ลุล่วงความรับผิดชอบของตัวเอง ทำให้งานล่าช้า ฉันก็เป็นแค่ขยะและกาฝากที่เกาะคนอื่นกินไม่ใช่หรือ? ฉันตกอยู่ในสภาวะนี้ เพราะฉันถูกพิษของซาตานอย่าง “ชีวิตนี้สั้น ดังนั้นควรสุขสำราญกับชีวิตเมื่อยังทำได้” “ดื่มเหล้าวันนี้ให้หมดในวันนี้” และ “ดูแลตัวเองให้ดีขณะที่ยังมีชีวิตอยู่” ทำให้เป็นพิษและได้รับอิทธิพล อุดมการณ์ที่เป็นพิษเหล่านี้ทำให้ฉันให้ความสำคัญกับความสะดวกสบายทางกายของฉันเหนือสิ่งอื่นใด เพียงเพื่อให้แน่ใจว่าฉันจะไม่เหนื่อยหรือเครียด ส่วนเรื่องที่ว่าฉันลุล่วงความรับผิดชอบและภาระผูกพันได้หรือไม่ หรือพระเจ้าทรงเห็นชอบกับวิธีที่ฉันปฏิบัติหน้าที่หรือไม่นั้น ฉันไม่สนใจเลย การใช้ชีวิตตามพิษเหล่านี้ทำให้ฉันเห็นแก่ตัวและเสื่อมทรามมากขึ้นเรื่อยๆ ปราศจากความตั้งใจแน่วแน่ที่จะไล่ตามเสาะหาสิ่งที่เป็นบวก แม้ว่าแนวทางนี้จะทำให้ชีวิตของฉันง่ายขึ้น แต่มันก็ไม่ทำให้เกิดการเติบโตหรือได้รับอะไรเลย แต่กลับขัดขวางงาน ทำให้เกิดการกระทำผิด การลุ่มหลงในความสะดวกสบายทางกายเท่ากับการทำลายตัวเอง!

ต่อมา ฉันได้รับเลือกให้เป็นผู้นำทีม ในตอนนั้น มีพี่น้องหญิงสองคนเพิ่งเริ่มฝึกทำวีดิทัศน์ นอกจากการทำวีดิทัศน์ด้วยตัวเองแล้ว ฉันยังต้องชี้แนะเรื่องงานของพวกเธอและจัดการงานโดยรวมของกลุ่มอีกด้วย บางครั้ง เมื่อเห็นว่าปัญหาในวีดิทัศน์บางรายการซับซ้อน ฉันก็จะคิดที่จะใช้ทางลัดอีกครั้ง ฉันคิดว่า “ถ้าฉันแสวงหาหลักธรรมสำหรับแต่ละปัญหาและไตร่ตรอง มันจะต้องใช้ความคิดอย่างมาก แล้วเมื่อไหร่ฉันจะทำงานทั้งหมดนี้เสร็จ? แค่คิดก็เหนื่อยแล้ว มันยุ่งยากเกินไป! บางทีฉันไม่ควรจะพิถีพิถันขนาดนั้น ตราบใดที่มันดูพอใช้ได้ ก็น่าจะเพียงพอแล้ว” ฉันตระหนักว่าฉันกำลังแสวงหาความสะดวกสบายทางกายอีกครั้ง เมื่อนึกถึงท่าทีของโนอาห์ต่อหน้าที่ของเขา ฉันจึงค้นหาพระวจนะของพระเจ้าที่เกี่ยวข้อง พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “จากเมื่อครั้งที่พระเจ้าไว้วางพระทัยมอบหมายการก่อสร้างเรือใหญ่ให้โนอาห์ทำ ไม่มีที่จุดใดเลยที่โนอาห์ได้คิดกับตัวเองว่า ‘เมื่อไหร่หรือที่พระเจ้าจะทรงทำลายโลก?  เมื่อไรพระองค์จะทรงให้สัญญาณแก่ฉันว่าพระองค์จะทรงทำเช่นนั้น?’  แทนที่จะไตร่ตรองเรื่องทั้งหลายดังกล่าว โนอาห์กลับเอาจริงเอาจังกับการนำแต่ละสิ่งที่พระเจ้าตรัสบอกเขามาใส่หัวใจ แล้วดำเนินการไปทีละอย่าง  หลังจากยอมรับสิ่งที่พระเจ้าไว้วางพระทัยมอบหมายให้เขาทำ โนอาห์ก็เริ่มดำเนินการและทำการสร้างเรือใหญ่ที่พระเจ้าตรัสถึง ในฐานะสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเขา ไม่มีวี่แววว่าเต็มไปด้วยความละเลยแม้แต่น้อย  หลายวันผ่านไป หลายปีผ่านพ้น วันแล้ววันเล่า ปีแล้วปีเล่า พระเจ้าไม่ได้ทรงกำกับดูแลโนอาห์หรือเร่งเร้าเขาเลย แต่ตลอดเวลาทั้งหมดนี้ โนอาห์ได้พากเพียรบากบั่นในกิจสำคัญซึ่งพระเจ้าได้ไว้วางพระทัยมอบหมายให้เขาทำ  ทุกวจนะและวลีที่พระเจ้าได้ดำรัสนั้นได้ถูกจารึกไว้ภายในหัวใจของโนอาห์เสมือนคำพูดที่สลักอยู่บนแผ่นหิน  ตลอดหนทางนั้นเขาได้พากเพียรบากบั่นในสิ่งที่พระเจ้าไว้วางพระทัยมอบหมายให้เขาทำ ไม่หมดกำลังใจหรือคิดถึงการเลิกล้มเลย โดยไม่ใส่ใจต่อการเปลี่ยนแปลงทั้งหลายในโลกภายนอก ต่อการเยาะเย้ยถากถางของพวกที่อยู่รอบตัวเขา ต่อความยากลำบากที่เกี่ยวข้อง หรือต่อความลำบากยากเย็นที่เขาได้เผชิญ  พระวจนะของพระเจ้าถูกจารึกไว้บนหัวใจของโนอาห์ และโนอาห์ได้ดำเนินการตามพระวจนะเหล่านั้นในชีวิตในทุกๆ วันของเขา… ในหัวใจของโนอาห์ พระวจนะของพระเจ้าคือคำแนะนำที่สูงส่งที่สุดที่เขาควรที่จะติดตามและดำเนินการ และพระวจนะของพระเจ้าคือเป้าหมายและทิศทางที่เขาไล่ตามเสาะหาตลอดทั้งชีวิตของเขา  ดังนั้น ไม่ว่าพระเจ้าจะตรัสสิ่งใดกับเขา ไม่ว่าพระเจ้าจะทรงเอ่ยขอให้เขาทำสิ่งใด จะทรงบัญชาให้เขาทำสิ่งใด โนอาห์ก็ยอมรับไว้หมด และนำมาใส่หัวใจ เขาถือว่านั่นคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต และจัดการเรื่องดังกล่าวเช่นนั้น  เขาไม่เพียงไม่ลืมเท่านั้น ไม่เพียงเก็บเอาไว้ในหัวใจของเขาเท่านั้น แต่ยังทำให้เป็นจริงในชีวิตประจำวันของตนอีกด้วย ยอมรับและดำเนินการตามพระบัญชาของพระเจ้าด้วยชีวิตของเขา  และในหนทางนี้ เรือใหญ่จึงได้ถูกสร้างขึ้น ทีละแผ่นกระดาน  ทุกการดำเนินการของโนอาห์ ทุกวันของเขา ถูกทุ่มเทอุทิศให้แก่พระวจนะและพระบัญชาของพระเจ้า  อาจจะไม่ได้ดูเหมือนว่าโนอาห์กำลังปฏิบัติการเข้ารับภาระหน้าที่ซึ่งสำคัญยิ่งและสั่นสะเทือนเลือนลั่น แต่ในสายพระเนตรของพระเจ้าแล้ว ทุกความเคลื่อนไหวของโนอาห์ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาพยายามทำกับแต่ละขั้นตอนที่เขาใช้ ทุกงานที่มือของเขาออกแรงทำ—สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่ล้ำค่า และสมควรกับการรำลึกถึง และควรได้รับการเอาอย่างโดยมวลมนุษย์นี้(พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, บทแทรก สอง: วิธีที่โนอาห์และอับราฮัมเชื่อฟังพระวจนะของพระเจ้าและนบนอบพระองค์ (ภาคที่หนึ่ง))  ท่าทีของโนอาห์ต่อหน้าที่ของเขาทำให้ฉันรู้สึกละอายใจ ไม่ว่าการสร้างเรือนาวาจะยากลำบากเพียงใด หรือต้องเสียสละอะไรบ้าง โนอาห์มีเป้าหมายเดียวในใจคือ ลุล่วงพระบัญชาของพระเจ้าเพื่อให้พระองค์พอพระทัย เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้ โนอาห์สู้ทนต่อความยากลำบากและจ่ายราคาอย่างแท้จริง รวบรวมวัสดุที่จำเป็นทั้งหมดและสร้างเรือนาวาขึ้นทีละชิ้นด้วยค้อนและสิ่ว ยืนหยัดเป็นเวลา 120 ปี ฉันได้รับแรงบันดาลใจอย่างสุดซึ้งจากประสบการณ์ของโนอาห์ ฉันไม่สามารถแสวงหาความสุขสบายและปฏิบัติต่อหน้าที่อย่างสุกเอาเผากินได้อีกต่อไป ฉันต้องอธิษฐานและพึ่งพาพระเจ้า และเอาอย่างท่าทีของโนอาห์ต่อหน้าที่ของเขา ไม่ว่าการทำหน้าที่จะลำบากยากเย็นหรือต้องจ่ายราคาเพียงใด ฉันก็ต้องทำให้ดีที่สุดเพื่อทำให้สำเร็จ หลังจากนั้น ฉันนำสภาวะของฉันมาทูลต่อเบื้องพระพักตร์พระเจ้าในคำอธิษฐาน บางครั้งเมื่อฉันพบปัญหามากมายในวีดิทัศน์บางรายการ ฉันจะไตร่ตรองอย่างละเอียดก่อนโดยใช้หลักธรรมและหารือกับคู่ทำงานของฉัน แล้วจึงสื่อสารกับพี่น้องชายหญิงของเรา เมื่อต้องเผชิญกับปัญหาที่ซับซ้อนในวีดิทัศน์บางรายการ แทนที่จะเพิกเฉย ฉันจะค้นหาข้อมูลเพื่อเรียนรู้และแสวงหาทางออก พยายามอย่างเต็มที่ที่จะสามัคคีธรรมกับพี่น้องชายหญิงเกี่ยวกับเส้นทางแห่งการปฏิบัติ ในการจัดการงานโดยรวม ฉันยังพยายามอย่างเต็มที่ที่จะรองรับทุกด้าน สื่อสารกับคู่ทำงานของฉันเพื่อแก้ไขความเบี่ยงเบนหรือปัญหาใดๆ ที่เราพบในงาน หลังจากปฏิบัติงานในลักษณะนี้มาระยะหนึ่ง ทั้งพี่น้องหญิงคนนั้นและฉันก็มีความก้าวหน้า ก่อนหน้านี้ ฉันมีความเข้าใจเพียงผิวเผินเกี่ยวกับหลักธรรมบางอย่าง แต่ผ่านการสามัคคีธรรมกับพี่น้องชายหญิงของฉัน ฉันได้รับความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นเกี่ยวกับปัญหาเหล่านี้ ซึ่งช่วยให้ฉันพัฒนาทักษะเฉพาะทางของฉันได้ ฉันยังรู้สึกมีสำนึกในการแบกรับภาระในหน้าที่ของฉันมากกว่าเดิมอีกด้วย ตอนนั้นเองที่ฉันตระหนักว่า ผ่านกระบวนการทำหน้าที่ของเรา พระเจ้าทรงให้ความรู้แจ้งและชี้แนะเราให้เข้าใจหลักธรรมความจริงทีละน้อย ทรงมอบภาระและโอกาสให้เราปฏิบัติ แม้ว่าเนื้อหนังของเราอาจต้องทนทุกข์บ้าง แต่ท้ายที่สุดแล้ว เราคือผู้ที่ได้รับประโยชน์จากเรื่องนั้น ขอบคุณพระเจ้า!

ก่อนหน้า: 42. ฉันรู้ถึงประโยชน์ของการเขียนบทความคำพยานจากประสบการณ์แล้ว

ถัดไป: 51.เราควรฟังใครในเรื่องการทรงกลับมาขององค์พระผู้เป็นเจ้า

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

26. เปิดประตูสู่หัวใจของฉันและต้อนรับการเสด็จกลับมาขององค์พระผู้เป็นเจ้า

โดยหยงหย่วน สหรัฐอเมริกาในเดือนพฤศจิกายนปี ค.ศ. 1982 ครอบครัวของเราอพยพไปยังประเทศสหรัฐอเมริกากันทั้งครอบครัว...

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

ติดต่อเราผ่าน Messenger