72. บทเรียนจากการรายงานเรื่องผู้นำเทียมเท็จ

โดย คริสตินา สหรัฐอเมริกา

ในเดือนมิถุนายน ปี 2021 ผู้นำสองคนในคริสตจักรของเราถูกปลดเพราะไม่ได้ทำงานจริง  ขณะที่ฉันสามัคคีธรรมเรื่องการชำแหละพฤติกรรมของพวกเขา พี่น้องหญิงคนหนึ่งก็ถามขึ้นมาว่า “ก่อนที่ผู้นำเทียมเท็จสองคนนี้จะถูกปลด พวกเราก็พอจะตระหนักถึงปัญหาของพวกเขาอยู่บ้าง  อีกทั้งช่วงหลังมานี้ คริสตจักรก็ได้สามัคคีธรรมความจริงเกี่ยวกับการมีวิจารณญาณแยกแยะผู้นำเทียมเท็จมาโดยตลอด ทุกคนจึงเข้าใจพฤติกรรมของพวกเขาอยู่บ้าง  แล้วทำไมถึงไม่มีใครแจ้งเรื่องปัญหาของผู้นำสองคนนี้ก่อนที่พวกเขาจะถูกปลดล่ะคะ?”  เมื่อได้ยินคำพูดของเธอ ฉันรู้สึกสะเทือนใจอย่างมาก ฉันทบทวนตัวเอง  แม้จะได้ฟังหลักธรรมความจริงมากมายเกี่ยวกับการมีวิจารณญาณแยกแยะผู้นำเทียมเท็จ แต่ฉันก็ยังไม่ได้มีวิจารณญาณแยกแยะผู้นำเทียมเท็จรอบตัวในชีวิตจริงอย่างมีสติเลย  บางครั้ง แม้จะสังเกตเห็นปัญหาบางอย่างของผู้นำ ฉันก็มีท่าทีเมินเฉย  ฉันตระหนักว่าท่าทีนี้ไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระเจ้า ฉันจึงอยากจะเปลี่ยนแปลง  ฉันจำเป็นต้องตระหนักถึงการมีวิจารณญาณแยกแยะผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลายรอบตัว ควบคุมดูแลการทำงานของผู้นำตามข้อพึงประสงค์ของพระเจ้า และให้การชี้แนะและความช่วยเหลือหากสังเกตเห็นว่าผู้นำทำงานขัดกับหลักธรรม  หากฉันระบุได้ว่าเป็นผู้นำเทียมเท็จหรือศัตรูของพระคริสต์ ฉันก็จำเป็นต้องรายงานต่อผู้นำระดับสูงเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของคริสตจักร

ต่อมา ฉันอาศัยอยู่กับพี่น้องหญิงเวนดี้ซึ่งเป็นผู้นำของอีกคริสตจักรหนึ่ง  ตอนแรก ฉันคิดว่าเธอเป็นคนอัธยาศัยดี ไม่ถือตัวว่าเป็นผู้นำ และเข้ากับคนอื่นได้ง่าย  อย่างไรก็ตาม หลังจากผ่านไประยะหนึ่ง ฉันสังเกตเห็นว่าเธอมีการดำเนินชีวิตด้วยความเป็นมนุษย์ที่ย่ำแย่ ดูเหมือนเธอจะให้ความสำคัญกับการกินมากและค่อนข้างขี้เกียจ  เมื่อเห็นว่ามีอะไรสกปรก เธอก็ไม่คิดจะทำความสะอาดเอง แต่เพียงเอ่ยปากพูดถึงเท่านั้น  บางครั้ง เธอก็ขอให้คนอื่นทำงานที่ตัวเองทำเองได้ง่ายๆ  พี่น้องหญิงรอบตัวเธอต่างก็ไม่พอใจกับพฤติกรรมของเธออยู่บ้าง  ตอนแรก ฉันคิดว่าเวนดี้มีปัญหาแค่เรื่องการดำเนินชีวิต ซึ่งไม่ใช่เรื่องของหลักธรรม ฉันจึงไม่ได้ใส่ใจ  ต่อมา ฉันสังเกตเห็นว่าเธอมักจะเข้าร่วมสามัคคีธรรมออนไลน์ในห้องของเธอ บางครั้งถึงกับยกแล็ปท็อปมาที่โต๊ะอาหารและกินไปพลางสามัคคีธรรมไปพลาง และบางครั้งเธอก็จะสามัคคีธรรมจนดึกดื่น แต่พี่น้องชายหญิงบอกว่าเธอไม่ค่อยแก้ไขปัญหาและความลำบากยากเย็นในหน้าที่ของพวกเขาเลย  ในตอนแรก ฉันรู้สึกว่าในฐานะผู้นำคริสตจักร เธอต้องดูแลงานในหลายๆ ด้าน ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย  ฉันไม่คิดว่าจะเป็นเรื่องใหญ่หากมีข้อบกพร่องบางอย่างในงานของเธอ  ฉันจึงไม่ได้ใส่ใจเรื่องเหล่านั้น  แต่ต่อมา ฉันรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ  ในฐานะผู้นำคริสตจักร หน้าที่หลักของเธอคือการสามัคคีธรรมความจริงและแก้ไขปัญหาและความลำบากยากเย็นของพี่น้องชายหญิง  เธอมักจะจัดการชุมนุมออนไลน์กับพี่น้องชายหญิง ดูเหมือนยุ่งมาก แต่กลับไม่ได้แก้ไขปัญหาที่เป็นจริง  นี่เป็นเพียงการประกาศคำสอนที่ว่างเปล่าโดยไม่ได้ทำงานจริงไม่ใช่หรือ?  ฉันนึกถึงสามัคคีธรรมของพระเจ้าที่เปิดโปงว่า ผู้นำเทียมเท็จบางคนใช้เวลาทั้งวันในการชุมนุมออนไลน์ ดูเหมือนยุ่ง แต่เป็นเพียงการพูดคำพูดและคำสอนและทำงานผิวเผินเท่านั้น  สำหรับปัญหาที่เป็นจริงในงานที่เกี่ยวข้องกับหลักธรรมความจริง พวกเขากลับไม่สามารถค้นพบหรือสามัคคีธรรมให้กระจ่างได้ ทำให้งานจำนวนมากต้องล่าช้า  ฉันสงสัยว่าเวนดี้อาจจะเป็นหนึ่งในผู้นำเทียมเท็จที่พระเจ้าทรงเปิดโปงหรือไม่  ต่อมา ฉันได้ยินพี่น้องหญิงคนหนึ่งบอกว่า เวนดี้ไม่สามารถสามัคคีธรรมความเป็นจริงความจริงหรือแก้ไขปัญหาที่เป็นจริงในการชุมนุมได้  ครั้งหนึ่ง สภาวะของพี่น้องหญิงคนนั้นค่อนข้างเป็นลบและส่งผลกระทบต่อหน้าที่ของเธอ  เมื่อรู้เรื่องนี้ เวนดี้ก็แค่ส่งพระวจนะของพระเจ้าให้เธอสองสามบทตอนโดยไม่ได้สามัคคีธรรมอะไรเลย  นอกจากนี้ ยังมีพี่น้องหญิงหลายคนที่ไม่ร่วมมือกันอย่างกลมเกลียวและมีรายงานไปถึงเวนดี้ แต่เธอก็ไม่ได้สามัคคีธรรมกับพวกเขาเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้  ต่อมา ฉันพบว่าเวนดี้ขาดความรอบคอบและหลักธรรมในการจัดแจงเรื่องต่างๆ  มีพี่น้องหญิงคนหนึ่งทำหน้าที่ผลิตวีดิทัศน์  เวนดี้คิดว่าพี่น้องหญิงคนนั้นเหมาะที่จะให้น้ำผู้เชื่อใหม่ด้วย  โดยไม่ได้สืบค้นสถานการณ์หน้าที่ของพี่น้องหญิงคนนั้นล่วงหน้า หรือหารือกับผู้ดูแลเพื่อดูว่าเหมาะสมหรือไม่ เวนดี้ก็มอบหมายเธอโดยตรงให้ทำหน้าที่ให้น้ำผู้เชื่อใหม่เพิ่มอีกอย่างหนึ่ง  ทุกคนรู้สึกว่าเวนดี้คิดง่ายเกินไปเกี่ยวกับสถานการณ์นี้ เพราะหน้าที่ให้น้ำต้องอาศัยความเข้าใจและการแก้ไขสภาวะและความลำบากยากเย็นของผู้เชื่อใหม่อย่างทันท่วงที  การจะทำหน้าที่นี้ให้ดีต้องใช้เวลาและพลังงานอย่างมาก  พี่น้องหญิงคนนั้นมีทักษะในการผลิตวีดิทัศน์ และหากไม่ประสานงานให้ดี การมอบหมายให้เธอไปให้น้ำผู้เชื่อใหม่ก็จะทำให้หน้าที่หลักของเธอต้องล่าช้า  อย่างไรก็ตาม เวนดี้ก็ยังคงมอบหมายให้เธอไปให้น้ำผู้เชื่อใหม่  เมื่อเห็นการจัดแจงงานของเวนดี้ ฉันก็รู้สึกไม่อยากเชื่ออยู่บ้างและคิดในใจว่า “เธอช่างประมาทในการจัดแจงเรื่องต่างๆ ขาดการสื่อสารและการแสวงหา แล้วเธอจะจัดการเรื่องสำคัญๆ ในงานคริสตจักรได้อย่างไร?  เธอมีขีดความสามารถและความสามารถในการทำงานที่จะเป็นผู้นำหรือไม่? เธอสามารถทำงานจริงได้ไหม?”  ฉันตั้งคำถามในใจอยู่เรื่อยๆ และรู้สึกอยู่รางๆ ว่าเวนดี้มีปัญหาบางอย่าง ฉันคิดจะรายงานต่อผู้นำระดับสูงเพื่อให้พวกเขาตรวจสอบและทำความเข้าใจความประพฤติจริงของเธอ  แต่แล้วฉันก็คิดว่า “ถ้าเรื่องที่ฉันรายงานเป็นความจริงและเวนดี้เป็นผู้นำเทียมเท็จจริงๆ นี่ก็เป็นการกระทำที่ยุติธรรมซึ่งปกป้องงานคริสตจักร  แต่ถ้าทัศนะของฉันไม่ครอบคลุมและเธอไม่ได้มีปัญหาร้ายแรงและสามารถทำงานจริงได้บ้าง พี่น้องชายหญิงจะหาว่าฉันขาดความเข้าใจความจริง หลับหูหลับตารายงาน และเข้าไปก้าวก่ายโดยไม่ยั้งคิดหรือเปล่า?  ถ้ามันก่อให้เกิดการขัดขวางและการก่อกวน พวกเขาจะหาว่าฉันมีความเป็นมนุษย์ที่แย่ และไม่สามารถปฏิบัติต่อผู้นำได้อย่างถูกต้อง ทั้งยังตัดสินเธอตามอำเภอใจหรือเปล่า?  แล้วผู้นำระดับสูงจะปลดฉันไหม?  ถ้าเวนดี้รู้ว่าฉันรายงานปัญหาของเธอ เธอจะผูกใจเจ็บและฉวยโอกาสหยิบยกปัญหาของฉันมาเล่นงานฉันหรือไม่? เวนดี้กับฉันอาศัยอยู่ด้วยกันและเจอกันทุกวัน มันจะน่าอึดอัดขนาดไหน!”  เมื่อคิดถึงเรื่องเหล่านี้ ฉันก็ลังเลและปลอบใจตัวเองว่า “สิ่งที่ฉันเห็นไม่ใช่ปัญหาใหญ่ เป็นแค่ข้อบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ ในการดำเนินชีวิตและความสามารถในการทำงานเท่านั้น  การที่เห็นเธอเข้าร่วมสามัคคีธรรมออนไลน์ทุกวัน ดูเหมือนเธอก็พอจะมีสำนึกของการแบกรับภาระอยู่บ้าง  ช่างเถอะ ฉันจะไม่รายงานเรื่องเธอ  ถ้าเธอไม่ได้ทำงานจริงจริงๆ พี่น้องชายหญิงในคริสตจักรของเธอก็คงจะรายงาน  ผู้นำและคนทำงานจะติดตามและควบคุมดูแลการทำงานของเธอ พวกเขาก็น่าจะเข้าใจปัญหาของเธออยู่แล้ว  ฉันควรเลิกกังวลและเลิกยุ่งเรื่องคนอื่นมากเกินไปได้แล้ว”  หลังจากคิดไปคิดมา ฉันก็ตัดสินใจไม่รายงานปัญหาของเธอ  แต่เมื่อฉันตัดสินใจจะปล่อยไป ฉันกลับรู้สึกไม่สบายใจและมโนธรรมในใจก็ไม่สงบ ฉันเห็นการสำแดงออกบางอย่างของเธอที่ไม่ได้ทำงานจริงอย่างชัดเจน และตระหนักว่ามันเป็นปัญหา แต่ฉันก็ยังอยากจะหลีกเลี่ยงและเมินเฉย  นี่คือการขาดความรับผิดชอบ!  หากเธอเป็นผู้นำเทียมเท็จที่ไม่ได้ทำงานจริงจริงๆ มันก็จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเข้าสู่ชีวิตของพี่น้องชายหญิงและทำให้งานของคริสตจักรล่าช้า  ฉันทบทวนตัวเองว่าทำไมฉันถึงลังเลที่จะรายงานปัญหาของเวนดี้?  ฉันกังวลอะไรอยู่?  อุปนิสัยอันเสื่อมทรามอะไรที่กำลังบีบคั้นฉันอยู่?

ต่อมา ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าเหล่านี้ที่ว่า “แง่มุมที่เด่นชัดที่สุดของปรัชญาในการดำรงชีวิตทางโลกของมนุษย์คือความฉลาดแกมโกง  ผู้คนคิดว่าหากพวกเขาไม่ฉลาดแกมโกง พวกเขาก็จะมีแนวโน้มที่จะล่วงเกินผู้อื่นและไม่สามารถปกป้องตนเองได้ โดยพวกเขาคิดว่าตนจะต้องฉลาดแกมโกงพอที่จะไม่ทำร้ายหรือล่วงเกินใคร ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงรักษาตนเองให้ปลอดภัย ปกป้องความเป็นอยู่ของตนเอง และตั้งหลักอย่างมั่นคงท่ามกลางผู้อื่น  ผู้ไม่มีความเชื่อทั้งหลายต่างดำเนินชีวิตตามปรัชญาของซาตาน  พวกเขาล้วนเป็นคนที่ชอบเอาใจผู้คนและไม่ล่วงเกินผู้ใด  เจ้าได้มาถึงพระนิเวศของพระเจ้า ได้อ่านพระวจนะของพระเจ้า และได้ฟังคำเทศนาของพระนิเวศของพระเจ้า เช่นนั้นเหตุใดเจ้าถึงไม่สามารถที่จะปฏิบัติความจริง พูดจาจากหัวใจ และเป็นคนที่ซื่อสัตย์?  เหตุใดเจ้าถึงเป็นคนที่ชอบเอาใจผู้คนอยู่เสมอ?  พวกคนที่ชอบเอาใจผู้คนนั้นเอาแต่ปกป้องผลประโยชน์ของตนเองเท่านั้น และไม่ปกป้องผลประโยชน์ของคริสตจักร  ยามที่พวกเขาเห็นบางคนทำชั่วและสร้างความเสียหายต่อผลประโยชน์ของคริสตจักร พวกเขาก็เพิกเฉยต่อการกระทำนั้น  พวกเขาชอบเอาใจผู้คนและไม่ล่วงเกินผู้ใด  นี่คือไร้ความรับผิดชอบ และคนจำพวกนั้นฉลาดแกมโกงมากเกินไปและไม่น่าไว้ใจ  บางคนยินดีที่จะช่วยเหลือผู้อื่น เต็มใจที่จะรับกระสุนแทนเพื่อน และยอมจ่ายทุกราคาเพื่อเพื่อน ก็เพื่อปกป้องความถือดีและความหยิ่งทะนงของตนเอง และเพื่อรักษาความมีหน้ามีตาและสถานะของตน  แต่เมื่อพวกเขาจำเป็นต้องปกป้องผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า ความจริง และความยุติธรรม เจตนาดีของพวกเขาก็หายไป เจตนาดีเหล่านี้ได้หายไปโดยสิ้นเชิง  เมื่อพวกเขาควรปฏิบัติความจริง พวกเขากลับไม่ปฏิบัติเลย  เกิดอะไรขึ้น?  เพื่อปกป้องศักดิ์ศรีและความหยิ่งทะนงของตนเอง พวกเขาจะยอมจ่ายไม่ว่าจะราคาใดและสู้ทนไม่ว่าความทุกข์ใด  แต่เมื่อพวกเขาจำเป็นต้องทำงานจริงและรับมือกับเรื่องที่สัมพันธ์กับชีวิตจริง เพื่อพิทักษ์งานของคริสตจักรและสิ่งที่เป็นบวก และเพื่อปกป้องและจัดเตรียมให้กับประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร เพราะอะไรพวกเขาจึงไม่มีเรี่ยวแรงที่จะจ่ายราคาใดๆ และสู้ทนความทุกข์ใดอีกต่อไป?  นี่เป็นเรื่องนึกไม่ถึงเลย  อันที่จริงพวกเขามีอุปนิสัยประเภทหนึ่งที่รังเกียจความจริง  เหตุใดเราถึงพูดว่าอุปนิสัยของพวกเขารังเกียจความจริง?  ก็เพราะว่าเมื่อใดก็ตามที่มีบางสิ่งเกี่ยวข้องกับการเป็นพยานให้พระเจ้า การปฏิบัติความจริง การคุ้มครองประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร การต่อสู้กับอุบายของซาตาน หรือการปกป้องงานของคริสตจักร พวกเขาก็จะหนีหายและหลบซ่อน และไม่เข้าร่วมกับเรื่องที่ถูกที่ควรใดๆ  ไหนเล่าความเป็นผู้กล้าและจิตวิญญาณที่จะสู้ทนความทุกข์ของพวกเขา?  พวกเขานำสิ่งเหล่านี้ไปประยุกต์ใช้ที่ไหน?  นี่เป็นสิ่งที่มองเห็นได้ง่าย  ต่อให้บางคนกล่าวเตือนพวกเขา โดยกล่าวว่าพวกเขาไม่ควรเห็นแก่ตัวและต่ำช้าเช่นนั้น ไม่ควรปกป้องตนเอง และเตือนว่าพวกเขาควรที่จะปกป้องงานของคริสตจักร พวกเขาก็ไม่ได้ใส่ใจนัก  พวกเขากล่าวกับตนเองว่า ‘ฉันไม่ทำสิ่งเหล่านั้นหรอก และสิ่งเหล่านั้นไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับฉัน  การกระทำเช่นนั้นจะดีต่อการไล่ตามไขว่คว้าชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะของฉันอย่างไร?’ พวกเขาไม่ใช่บุคคลที่ไล่ตามเสาะหาความจริง  พวกเขาชอบไล่ตามไขว่คว้าชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะเท่านั้น ไม่ทำงานที่พระเจ้าไว้วางพระทัยมอบหมายให้พวกเขาทำแม้แต่น้อย  ดังนั้นยามที่พวกเขาเป็นที่ต้องการในงานของคริสตจักร พวกเขาก็แค่เลือกที่จะหนี  นี่หมายความว่า ในหัวใจของพวกเขานั้น พวกเขาไม่ชอบสิ่งที่เป็นบวกและไม่สนใจความจริง  นี่คือการสำแดงที่ชัดเจนของการรังเกียจความจริง(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, ภาคที่สาม)  “ผู้คนส่วนใหญ่เต็มใจที่จะไล่ตามเสาะหาความจริงและอยากปฏิบัติความจริง แต่บ่อยครั้งพวกเขามีเพียงความตั้งใจแน่วแน่และความปรารถนาที่จะทำเช่นนั้น ทว่าความจริงยังไม่ได้กลายเป็นชีวิตในตัวพวกเขา  ดังนั้น เมื่อเจ้าเผชิญกองกำลังแห่งความมืดที่ก่อกวนและบ่อนทำลายงานของคริสตจักร—ตัวอย่างเช่น เมื่อเจ้าเผชิญหน้าผู้นำเทียมเท็จที่จัดการเรื่องต่างๆ โดยละเมิดหลักธรรมและไม่ทำงานที่แท้จริง หรือคนชั่วและศัตรูของพระคริสต์ที่ทำชั่วและก่อกวนงานของคริสตจักร อันเป็นการทำร้ายประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร—เจ้ากลับไม่มีความกล้าที่จะลุกขึ้นพูด  เหตุใดเจ้าจึงไม่มีความกล้านี้?  เป็นเพราะเจ้าขลาดกลัวหรือพูดไม่เก่ง หรือว่าเจ้าไม่กล้าพูดออกมาเพราะเจ้าไม่อาจมองเห็นสิ่งต่างๆ ได้อย่างชัดเจน?  ไม่ใช่ทั้งสองอย่าง แต่เป็นผลมาจากการที่เจ้าถูกอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของตนตีกรอบเอาไว้เป็นสำคัญ  หนึ่งในอุปนิสัยที่เสื่อมทรามที่เจ้าเผยออกมาคืออุปนิสัยที่หลอกลวง กล่าวคือ เมื่อมีอะไรเกิดขึ้น สิ่งแรกที่เจ้าคำนึงถึงคือผลประโยชน์ของตนเอง ผลที่จะตามมาจากการกระทำของเจ้า และคำนึงว่าผลที่ตามมานั้นจะเป็นประโยชน์ต่อเจ้าหรือไม่  นี่คืออุปนิสัยที่หลอกลวงมิใช่หรือ?  อีกอย่างก็คืออุปนิสัยที่เห็นแก่ตัวและเลวทราม  เจ้าคิดไปว่า ‘การที่พวกเขาทำลายผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าเกี่ยวอะไรกับฉัน?  ฉันไม่ใช่ผู้นำ แล้วทำไมฉันต้องเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย?  นั่นไม่เกี่ยวกับฉัน และไม่ใช่ความรับผิดชอบของฉัน’  ความคิดและถ้อยคำดังกล่าวไม่ใช่สิ่งที่เจ้าเจตนาคิดขึ้นมา แต่เจ้าคิดโดยไม่รู้ตัว—นี่คืออุปนิสัยที่เสื่อมทรามที่ผู้คนเผยออกมาเมื่อพวกเขาเผชิญปัญหา(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, ภาคที่สาม)  พระวจนะของพระเจ้าเปิดโปงอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของฉัน  ฉันเห็นแก่ตัวและหลอกลวงจริงๆ  ฉันเห็นว่าเวนดี้ไม่ได้แก้ไขปัญหาที่เป็นจริงหรือทำงานจริงในหลายๆ เรื่อง และการกระทำของเธอก็กำลังสร้างความเสียหายต่อผลประโยชน์ของคริสตจักรอยู่แล้ว  แต่ฉันกลับกังวลว่าถ้าฉันรายงานเรื่องเธอผิดไป พี่น้องชายหญิงจะมองฉันในแง่ร้าย ว่าฉันอาจจะถูกปลด และยิ่งกลัวว่าจะล่วงเกินเวนดี้และทำลายความสัมพันธ์ของเรา ทำให้เข้ากันได้ยากในอนาคต  ฉันจึงไม่เต็มใจที่จะรายงานเรื่องเธอ  เพื่อปกป้องตัวเองและผลประโยชน์ของตัวเอง ฉันจึงเอาแต่นิ่งเงียบเกี่ยวกับปัญหาที่ฉันเห็น  ฉันไม่ได้ปฏิบัติความจริงหรือปกป้องงานของคริสตจักรเลย ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าชิงชังและน่าเกลียดชังสำหรับพระเจ้าอย่างแท้จริง  เมื่อคิดถึงการที่เวนดี้ขาดหลักธรรมในการกระทำของเธอ ไม่สามารถแยกแยะลำดับความสำคัญในงานของเธอได้ และไม่ได้ทำงานจริง แม้ฉันจะไม่แน่ใจ 100% ว่าเธอเป็นผู้นำเทียมเท็จ แต่ฉันก็เห็นได้ว่าปัญหาของเธอกำลังส่งผลกระทบต่อการเข้าสู่ชีวิตของพี่น้องชายหญิง และงานของคริสตจักรอยู่แล้ว  ฉันควรรายงานปัญหาเหล่านี้ต่อผู้นำระดับสูงโดยเร็วที่สุด เพื่อให้พวกเขาเข้าใจสถานการณ์ อีกทั้งสืบค้นและยืนยัน  หากยืนยันได้ว่าเป็นผู้นำเทียมเท็จ เธอก็ควรถูกปลดและมอบหมายงานใหม่ให้ตามหลักธรรม  หากเธอเพียงแค่มีความเบี่ยงเบนบางอย่างในงานของเธอ ผู้นำก็สามารถช่วยเธอผ่านการสามัคคีธรรมในประเด็นเหล่านี้ได้  มิฉะนั้น หากเธอยังคงทำงานแบบนี้ต่อไป มันก็จะทำให้งานของคริสตจักรล่าช้า และสร้างความเสียหายต่อการเข้าสู่ชีวิตของพี่น้องชายหญิง  อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ฉันคิดว่าปัญหาของเวนดี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับฉันโดยตรง และการรายงานปัญหาผิดๆ ก็อาจส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์และอนาคตของฉัน  เนื่องจากฉันยังมองปัญหาของเธอไม่ทะลุปรุโปร่ง ฉันจึงใช้ข้ออ้างว่า “ฉันยังมองไม่ทะลุปรุโปร่ง และกลัวว่าจะรายงานผิด” เพื่อที่จะไม่รายงานเรื่องเธอต่อผู้นำระดับสูง  ฉันยังอ้างอีกว่าถ้าเธอเป็นผู้นำเทียมเท็จที่ไม่ได้ทำงานจริงจริงๆ พี่น้องชายหญิงคนอื่นก็จะรายงานเรื่องเธอเอง  ฉันอยากจะผลัก “เรื่องที่อาจล่วงเกินคนอื่น” ไปให้คนอื่น และซ่อนตัวเหมือนคนขี้ขลาด  เพื่อรักษาความสัมพันธ์ของฉันกับเวนดี้ และปกป้องภาพลักษณ์ จุดหมายปลายทางในอนาคต และชะตาของฉันเอง ฉันไม่ได้คำนึงถึงผลประโยชน์ของคริสตจักรหรือปกป้องงานคริสตจักรเลย  ฉันเห็นแก่ตัวและหลอกลวงอย่างที่สุด โดยทำตามปรัชญาของซาตาน เช่น “มนุษย์ทุกคนทำเพื่อตัวเอง ส่วนคนรั้งท้ายปล่อยให้มารพาไปตามยถากรรม” “ผู้คนที่มีไหวพริบนั้น เก่งในการปกป้องตัวเอง ด้วยการแค่พยายามหลีกเลี่ยงปัญหาเท่านั้น” และ “จงปล่อยสิ่งทั้งหลายให้ลอยไป หากพวกมันไม่ส่งผลต่อคนเราเป็นการส่วนตัว”  สิ่งเหล่านี้ได้หยั่งรากลึกในใจของฉัน ครอบงำความคิดของฉัน ทำให้ฉันคำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนตัวเสมอในสิ่งที่ฉันพูดและทำ และระมัดระวังเกินเหตุและลังเล  แม้เมื่อฉันเห็นปัญหาของผู้นำ ฉันก็ไม่เต็มใจที่จะรายงานเรื่องเธอ แค่มองดูและเฝ้าดูเรื่องราวต่างๆ คลี่คลายไปขณะที่ผลประโยชน์ของคริสตจักรได้รับความเสียหาย  ฉันเห็นว่าการใช้ชีวิตตามอุปนิสัยเยี่ยงซาตานและปรัชญาต่างๆ ทำให้ฉันน่ารังเกียจและต่ำช้าอย่างแท้จริง และฉันก็ขาดความซื่อตรงหรือสภาพเสมือนมนุษย์โดยสิ้นเชิง  หากฉันยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไปและไม่กลับใจ ฉันก็มีแต่จะถูกพระเจ้าทรงรังเกียจเดียดฉันท์และกำจัดออกไปเท่านั้น  ความคิดเหล่านี้ทำให้ฉันกลัว และฉันตระหนักว่าฉันจำเป็นต้องหลุดพ้นจากพันธนาการของอุปนิสัยเยี่ยงซาตานอย่างรวดเร็ว และไม่ถูกมันควบคุมอีกต่อไป

ในการทบทวนของฉัน ฉันยังตระหนักด้วยว่าฉันมีมุมมองที่ผิดไป  ฉันกังวลว่าฉันอาจมองสิ่งต่างๆ ไม่ถูกต้องหรือไม่ครอบคลุม และถ้าฉันรายงานอะไรผิดไป มันจะก่อให้เกิดการขัดขวางและการก่อกวน  ด้วยเหตุนี้ ฉันจึงไม่กล้ารายงานปัญหาของเวนดี้  ต่อมา ฉันทำใจให้สงบและไตร่ตรองว่า “มุมมองนี้ถูกต้องหรือไม่? มันสอดคล้องกับหลักธรรมความจริงหรือไม่?”  ฉันนึกถึงพระวจนะของพระเจ้าเหล่านี้ที่ว่า “ผู้คนที่มีความสามารถพิเศษซึ่งได้รับการส่งเสริมและการบ่มเพาะโดยพระนิเวศของพระเจ้า สามารถพอหรือไม่ที่จะรับงานและทำหน้าที่ของตนได้ดีในช่วงที่ได้รับการส่งเสริมและการบ่มเพาะ หรือก่อนการส่งเสริมและการบ่มเพาะ?  แน่นอนว่าไม่  ด้วยเหตุนี้จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ผู้คนเหล่านี้จะได้รับประสบการณ์กับการตัดแต่ง การพิพากษาและการตีสอน การเปิดโปง และแม้กระทั่งการถูกปลดในระหว่างช่วงเวลาของการบ่มเพาะ การนี้เป็นปกติ นี่คือการฝึกฝนและการบ่มเพาะ  ผู้คนต้องไม่มีความคาดหวังที่สูงหรือข้อเรียกร้องที่เกินความจริงใดๆ ต่อบรรดาผู้ที่ได้รับการส่งเสริมและการบ่มเพาะ นั่นย่อมจะไม่สมเหตุสมผล และไม่เป็นธรรมต่อพวกเขา  พวกเจ้าสามารถกำกับดูแลงานของพวกเขา  หากพวกเจ้าพบเจอปัญหาหรือสิ่งที่ละเมิดหลักธรรมในครรลองแห่งการทำงานของพวกเขา เจ้าก็สามารถหยิบยกประเด็นปัญหานั้นมาแสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขเรื่องราวเหล่านี้  สิ่งที่พวกเจ้าไม่ควรทำคือตัดสิน กล่าวโทษ โจมตี หรือกีดกันพวกเขาออกไป เพราะพวกเขาเพิ่งจะยังอยู่ในช่วงเวลาของการบ่มเพาะ และไม่ควรถูกมองว่าเป็นผู้คนที่ได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมแล้ว และยิ่งไม่ควรมองว่าเป็นผู้คนที่ไร้ที่ติ หรือผู้คนที่ครองความเป็นจริงความจริง… ดังนั้น วิธีปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างมีเหตุผลที่สุดย่อมเป็นเช่นใด?  คือการมองพวกเขาในฐานะคนธรรมดา สามัคคีธรรมกับพวกเขา เรียนรู้จากจุดแข็งของกันและกัน และเติมเต็มกันและกันเมื่อเจ้าจำเป็นต้องแสวงหาใครสักคนเพื่อถามปัญหา  นอกจากนี้ยังเป็นความรับผิดชอบของทุกคนที่จะต้องกำกับดูแลผู้นำและคนทำงานเพื่อดูว่าพวกเขากำลังทำงานจริงหรือไม่ พวกเขาสามารถใช้ความจริงแก้ปัญหาได้หรือไม่ เหล่านี้คือมาตรฐานและหลักธรรมสำหรับประเมินวัดว่าผู้นำหรือคนทำงานได้มาตรฐานหรือไม่  หากผู้นำหรือคนทำงานสามารถจัดการและแก้ปัญหาทั่วไปได้ เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็มีความสามารถพอ  แต่หากพวกเขาไม่สามารถรับมือและแก้ไขปัญหาธรรมดาได้ พวกเขาก็ไม่เหมาะที่จะเป็นผู้นำหรือคนทำงาน และต้องถูกปลดจากตำแหน่งของพวกเขาโดยเร็ว  ต้องมีการเลือกคนอื่น และงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้าต้องไม่ล่าช้า  การทำให้งานแห่งพระนิเวศของพระเจ้าล่าช้าเป็นการทำร้ายตนเองและผู้อื่น นั่นไม่เป็นการดีสำหรับผู้ใดเลย(พระวจนะฯ เล่ม 5 หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน, หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (5))  จากพระวจนะของพระเจ้า ฉันเข้าใจหลักธรรมในการรับมือกับผู้นำและคนทำงาน  ผู้นำและคนทำงานยังคงอยู่ในช่วงของการฝึกฝน พวกเขายังไม่บรรลุความรอดหรือความเพียบพร้อมและยังเป็นผู้คนที่เสื่อมทรามด้วย  เราจำเป็นต้องปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างถูกต้อง หากผู้นำเพียงแค่เผยความเสื่อมทรามออกมา หรือมีการเบี่ยงเบนในงาน เนื่องจากมีระยะเวลาการปฏิบัติที่สั้นซึ่งไม่ใช่ปัญหาด้านเนื้อแท้ เราก็ควรช่วยเหลือหรือตัดแต่งพวกเขาด้วยความรัก  อย่างไรก็ตาม หากผู้นำหรือคนทำงานมีขีดความสามารถที่ย่ำแย่ ขาดความสามารถในการทำงาน และไม่สามารถทำงานจริงได้ หรือหากความเป็นมนุษย์ของผู้นำมีปัญหาและพวกเขาเดินตามหนทางที่ผิด และไม่ได้ทำงานจริง การยังคงใช้ผู้นำเช่นนี้ต่อไปก็จะทำให้การเข้าสู่ชีวิตของพี่น้องชายหญิงและงานคริสตจักรล่าช้า  เมื่อค้นพบผู้นำเทียมเท็จเช่นนี้ เราจำเป็นต้องเปิดโปงและรายงานเรื่องพวกเขา  พระเจ้าไม่เคยตรัสว่า ถ้าเรามองอะไรไม่ชัดเจน เราจะสามารถนิ่งดูดายและเพิกเฉยได้ หรือเราไม่ต้องปฏิบัติความจริง  แต่สำหรับความลำบากยากเย็นและปัญหาที่เรามองไม่ชัดเจน เราควรเสาะหาผู้ที่เข้าใจความจริงเพื่อสามัคคีธรรม แสวงหาหลักธรรมความจริง หรือรายงานเรื่องเหล่านี้ต่อผู้นำระดับสูง  แม้ว่าเราจะรายงานเรื่องอะไรผิดไป ก็ไม่เป็นไร สิ่งที่สำคัญที่สุดคือปัญหานั้นได้รับการแก้ไข  ถ้าเรานิ่งดูดายและไม่ทำอะไรเลยเพราะเรามองอะไรไม่ชัดเจนหรือกลัวว่าจะรายงานเรื่องอะไรผิดไป และสถานการณ์เลวร้ายลงเมื่อเหตุการณ์ดำเนินไป สร้างความเสียหายต่อผลประโยชน์ของคริสตจักรและทำให้งานคริสตจักรล่าช้า สุดท้ายก็จะสายเกินไปที่จะพูดอะไร และความเสียหายจะไม่อาจแก้ไขได้  ก่อนหน้านี้ ฉันไม่เข้าใจชัดเจนว่าอะไรคือการขัดขวางและการก่อกวน แต่ต่อมา ผ่านการแสวงหาและการสามัคคีธรรม ฉันก็เข้าใจมากขึ้น  การกระทำของบุคคลหนึ่งจะนับเป็นการขัดขวางและการก่อกวนหรือไม่นั้น ส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับว่าเจตนาของพวกเขาถูกต้องหรือไม่  และปัญหาที่พวกเขารายงานเป็นความจริง และเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของคริสตจักรหรือหลักธรรมหรือไม่  หากเจตนาของพวกเขาถูกต้อง สิ่งที่รายงานเป็นความจริงและเป็นไปเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของคริสตจักร ดังนั้น ถึงแม้ในขณะนั้นพวกเขาจะเห็นได้ไม่ชัดเจนว่าผู้นำเป็นผู้นำเทียมเท็จหรือไม่ การแจ้งปัญหาที่พวกเขาเห็นตามข้อเท็จจริง ก็คือการปกป้องงานของคริสตจักรและไม่ใช่การขัดขวางและการก่อกวน  อย่างไรก็ตาม หากเจตนาของพวกเขาผิด และพวกเขามีเจตนาแอบแฝง เช่น การแย่งชิงอำนาจ การฉวยโอกาสจากการเบี่ยงเบนในงานของผู้นำมาทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ เพื่อโค่นล้มพวกเขาและเข้าแทนที่ หรือการผูกใจเจ็บเพราะถูกผู้นำตัดแต่ง การหาข้อผิดพลาดและบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อโจมตีและตัดสินผู้นำเพื่อระบายความคับข้องใจส่วนตัว หรือหรือจู้จี้จุกจิกกับผู้นำตามอุปนิสัยที่โอหังของตนเอง การฉวยโอกาสจากการเผยความเสื่อมทราม การเบี่ยงเบน ปัญหา ข้อบกพร่อง หรือข้อด้อยในหน้าที่ของผู้นำ และการคัดค้านทุกครั้งที่มีโอกาสและพยายามหาช่องทางเอาเปรียบโดยไม่ปล่อยวาง สิ่งนี้ถือเป็นการก่อกวนและการขัดขวาง  เมื่อตระหนักถึงสิ่งนี้ ฉันก็เข้าใจความแตกต่างระหว่างการแสวงหาและแจ้งปัญหาตามปกติ กับการขัดขวางและการก่อกวนได้ดีขึ้น

หลังจากเข้าใจหลักธรรมแล้ว ฉันก็คิดถึงปัญหาของเวนดี้อีกครั้ง และฉันตระหนักว่าการดำเนินชีวิตตามความเป็นมนุษย์ที่ย่ำแย่ของเธอไม่ใช่ปัญหาด้านเนื้อแท้ และสามารถแก้ไขได้ด้วยการชี้แนะและความช่วยเหลือที่เหมาะสมในโอกาสที่เหมาะสม  อย่างไรก็ตาม การจัดแจงที่เร่งรีบและไร้หลักธรรมของเธอ ก็รบกวนหน้าที่ของพี่น้องชายหญิงและงานคริสตจักร  เธอยังไม่ใส่ใจต่อความรับผิดชอบหลักของเธอ ขาดสำนึกของการแบกรับภาระที่แท้จริง และล้มเหลวในการบรรลุผลในงานที่เธอรับผิดชอบ และไม่ได้แก้ไขสภาวะและปัญหาของพี่น้องชายหญิง  เรื่องเหล่านี้เกี่ยวข้องกับว่าเธอสามารถทำงานจริงได้หรือไม่ และเธอได้ทำงานจริงหรือไม่  แม้ว่าฉันจะมองสิ่งเหล่านี้ไม่ชัดเจนและไม่สามารถระบุลักษณะของเธอว่าเป็นผู้นำเทียมเท็จได้ แต่ฉันก็สามารถรายงานและแสวงหาการชี้แนะได้  เนื่องจากเจตนาของฉันไม่ใช่การทำให้ชีวิตของเธอลำบากหรือหาช่องทางเอาเปรียบเธอ การปฏิบัติในลักษณะนี้จึงเหมาะสม  ฉันไม่สามารถใช้ข้ออ้างที่ว่า “ถ้าฉันมองอะไรไม่ชัดเจน การรายงานผิดๆ จะก่อให้เกิดการก่อกวนและการขัดขวาง” เพื่อทำเรื่องนี้อย่างสุกเอาเผากินได้  นั่นจะเป็นการขาดความรับผิดชอบต่องานของคริสตจักร และเป็นการสำแดงออกของการไม่ปกป้องผลประโยชน์ของคริสตจักรหรือไม่ปฏิบัติความจริง

ต่อมา ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าอีกบทตอนหนึ่งที่ว่า “เมื่อความจริงกลายเป็นชีวิตของเจ้าแล้ว ถ้าเจ้าเห็นใครหมิ่นประมาทพระเจ้า ไม่ยำเกรงพระเจ้า ทำหน้าที่ของตนอย่างสุกเอาเผากิน หรือขัดขวางและก่อกวนงานของคริสตจักร เจ้าย่อมจะปฏิบัติต่อพวกเขาตามหลักธรรมความจริงได้ มีวิจารณญาณแยกแยะคนที่ควรแยกแยะ และเปิดโปงคนที่ควรเปิดโปง… คนที่เชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง แม้จะยังไม่ได้รับความจริงและชีวิต แต่อย่างน้อยที่สุด คำพูดและการกระทำของพวกเขาย่อมจะอยู่ฝ่ายพระเจ้า อย่างน้อยที่สุด พวกเขาจะไม่ยืนดูอยู่เฉยๆ เมื่อเห็นว่าผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าได้รับความเสียหาย  ถ้าพวกเขาพยายามเพิกเฉย พวกเขาก็จะรู้สึกว่าถูกมโนธรรมตำหนิและไม่สบายใจ พวกเขาจะบอกตนเองว่า ‘ฉันจะนั่งเฉยและไม่ทำอะไรไม่ได้  ฉันต้องลุกขึ้นพูดอะไรบางอย่าง ต้องลุล่วงความรับผิดชอบของฉัน  ฉันต้องก้าวออกไปเปิดโปงและหยุดยั้งการทำชั่วนี้ เพื่อพิทักษ์รักษาไม่ให้ผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าเสียหาย และเพื่อให้แน่ใจว่าชีวิตคริสตจักรจะไม่ถูกก่อกวน’  ถ้าความจริงกลายเป็นชีวิตของเจ้าในหัวใจของเจ้าแล้ว ไม่เพียงเจ้าจะมีความกล้าหาญและความมุ่งมั่นนี้เท่านั้น แต่เจ้ายังจะสามารถมองทะลุเรื่องนี้ได้อีกด้วย  ยิ่งไปกว่านั้น เจ้าจะสามารถลุล่วงความรับผิดชอบในส่วนที่เจ้าพึงมีต่อพระราชกิจของพระเจ้าและผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระองค์ได้ และเมื่อทำดังนี้ หน้าที่ของเจ้าก็จะลุล่วง(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, ภาคที่สาม)  จากพระวจนะของพระเจ้า ฉันเข้าใจว่า ผู้ที่มีความเป็นจริงความจริงนั้นมีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้า  เมื่อเผชิญกับสถานการณ์ต่างๆ พวกเขาจะปฏิบัติตามหลักธรรมความจริง  เมื่อพวกเขาเห็นปัญหาที่สร้างความเสียหายต่อผลประโยชน์ของคริสตจักรหรือขัดขวางและก่อกวนงานคริสตจักร พวกเขาจะไม่นิ่งดูดายหรือเพิกเฉย และจะไม่ให้ความสำคัญกับการรักษาความสัมพันธ์กับผู้อื่นหรือปกป้องผลประโยชน์ของตนเองเลย แต่พวกเขาจะมุ่งเน้นไปที่การปกป้องผลประโยชน์และงานของคริสตจักร  พวกเขามีความกล้าที่จะเปิดโปงสิ่งที่เป็นลบและปฏิบัติตามหลักธรรม และพวกเขามีสำนึกของการแบกรับภาระและมีความรับผิดชอบในหน้าที่ของตน  ตอนนี้ที่พระเจ้าทรงจัดการเตรียมการให้ฉันเห็นปัญหากับเวนดี้ ฉันก็มีความรับผิดชอบที่จะต้องติดตามและแก้ไขปัญหาเหล่านั้น ฉันไม่สามารถเมินเฉยได้  ฉันต้องนำปัญหาเหล่านี้มาเปิดเผยและแสวงหาการชี้แนะจากผู้นำระดับสูง  ไม่ว่าพี่น้องชายหญิงจะมองฉันอย่างไร หรือฉันอาจจะต้องเผชิญกับการกดขี่หรือการทรมาน ฉันก็ต้องกระทำตามหลักธรรมความจริง  ฉันควรมีความเชื่อในพระเจ้าและเชื่อในความชอบธรรมของพระองค์  เมื่อคิดเช่นนี้ ฉันก็ปล่อยวางความกังวลของฉันได้  ต่อมา ฉันได้เข้าพบผู้นำระดับสูงเพื่อรายงานปัญหาต่างๆ  ผู้นำรับฟังอย่างตั้งใจและอดทน พร้อมทั้งหนุนใจให้ฉัน พูดอย่างเปิดเผยเกี่ยวกับทุกสิ่งที่ฉันได้เห็น  เธอบอกว่าคริสตจักรสนับสนุนผู้ที่สามารถเปิดโปงและรายงานเรื่องผู้นำเทียมเท็จและศัตรูของพระคริสต์ได้อย่างแท้จริงเป็นพิเศษ และพระเจ้าทรงได้รับการปลอบโยนจากคนเช่นนั้น  ดังนั้น ฉันจึงให้รายละเอียดปัญหาทั้งหมดของเวนดี้  ผู้นำก็รู้สึกว่าเวนดี้มีปัญหาเช่นกัน โดยบอกว่าทุกครั้งที่เธอตรวจสอบงานของเวนดี้ เวนดี้จะรายงานในแง่บวก แต่กลับไม่มีความคืบหน้าที่แท้จริงเลย  ผู้นำก็คิดที่จะตรวจสอบผลการปฏิบัติงานของเวนดี้อยู่เช่นกัน

วันต่อมา ผู้นำขอให้พี่น้องชายหญิงที่รู้จักเวนดี้เขียนการประเมิน  ผลลัพธ์น่าตกใจ ปัญหาของเวนดี้ร้ายแรงกว่าที่ฉันจินตนาการไว้มาก  จากการประเมินของพี่น้องชายหญิง ฉันเห็นว่า ขณะที่เวนดี้ดูเหมือนจะยุ่งอยู่กับการเข้าร่วมการชุมนุมออนไลน์ทุกวัน โดยปกติจะตรงต่อเวลาและใช้เวลาในการชุมนุมอย่างมาก แต่สามัคคีธรรมของเธอก็เป็นเพียงคำพูดและคำสอน และไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจริงได้  ครั้งหนึ่ง พี่น้องหญิงคนหนึ่งซึ่งอยู่ในสภาวะที่เป็นลบ พยายามติดต่อเธออย่างกระตือรือร้นเพื่อสามัคคีธรรม โดยส่งข้อความหาเวนดี้หลายครั้ง แต่เวนดี้ก็ไม่เคยมาช่วยเธอเลย  เมื่อพวกเธอนัดเวลาได้ในที่สุด ก่อนที่จะเริ่มสามัคคีธรรมด้วยซ้ำ เวนดี้ก็ทิ้งพี่น้องหญิงคนนั้นไว้ตามลำพังและไปจัดการเรื่องส่วนตัว แสดงให้เห็นถึงความเย็นชาและความเห็นแก่ตัวเป็นพิเศษ  เธอไม่ค่อยตรวจสอบหรือติดตามหน้าที่ของพี่น้องชายหญิง และเมื่อเธอทำเป็นครั้งคราว เธอก็แค่ทำไปอย่างสุกเอาเผากินเท่านั้น  เธอไม่ได้ริเริ่มระบุหรือแก้ไขปัญหาและความลำบากยากเย็นต่างๆ  และเธอก็ไม่ได้ลุล่วงหน้าที่ของผู้นำเลย  เมื่อเธอเห็นผลลัพธ์ที่ไม่ดีในหน้าที่ของพี่น้องชายหญิง เธอก็จะแค่เตือนหรือกระตุ้นพวกเขา ราวกับว่าเธอเป็นหัวหน้าคนงานในโรงงาน  สำหรับปัญหาที่เกิดขึ้นจริง เช่น หน้าที่ของพวกเขาติดขัดตรงไหนและจะหาทางแก้ไขได้อย่างไร เธอก็ไม่เคยใส่ใจไยดีเลย  นอกจากนี้ เธอยังขาดหลักธรรมในการมอบหมายงานบุคลากรใหม่  เธอมอบหมายให้คนทำงานข่าวประเสริฐคนสำคัญสองคนไปทำหน้าที่ธุรการทั่วไป ซึ่งไม่นานนักก็ส่งผลกระทบต่องานข่าวประเสริฐ เธอจึงมอบหมายให้พวกเขากลับมาทำหน้าที่เดิม  เธอทำเช่นเดียวกันในการหาผู้ให้น้ำ โดยไม่เคยพิจารณาสถานการณ์หน้าที่ของพี่น้องชายหญิง และเพียงแค่เลือกใครก็ตามที่เธอคิดว่าเหมาะสมโดยไม่พิจารณาอย่างถี่ถ้วน ส่งผลให้รบกวนหน้าที่ของพี่น้องชายหญิง และขัดขวางงานของคริสตจักร…  จากการเปิดโปงพฤติกรรมแต่ละอย่างของเธอโดยพี่น้องชายหญิง เห็นได้ชัดว่าเวนดี้ไม่เพียงล้มเหลวในการขับเคลื่อนงานของคริสตจักรที่เธอรับผิดชอบเท่านั้น แต่ยังเป็นอุปสรรคต่องานนั้นด้วย

ต่อมา ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าสองบทตอน ซึ่งช่วยให้ฉันเข้าใจแก่นแท้ของพฤติกรรมของเวนดี้ได้ดีขึ้น  พระวจนะของพระเจ้ากล่าวว่า “คนเราควรตัดสินอย่างไรว่าผู้นำคนหนึ่งกำลังลุล่วงหน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน หรือเขาเป็นผู้นำเทียมเท็จ?  ในระดับพื้นฐานที่สุด คนเราต้องดูว่าพวกเขาสามารถทำงานจริงได้หรือไม่ มีขีดความสามารถเช่นนี้หรือไม่  จากนั้น ก็ควรดูว่าพวกเขาภาระใจที่จะทำงานนี้ให้ดีหรือไม่  อย่าไปสนใจว่าสิ่งที่พวกเขาพูดนั้นฟังดูดีเพียงใดและพวกเขาดูเข้าใจหลักคำสอนมากแค่ไหน และอย่าไปสนใจว่าพวกเขามีพรสวรรค์และมีความสามารถพิเศษเพียงใดในยามที่จัดการกับเรื่องภายนอก—สิ่งเหล่านี้ไม่สำคัญ  สิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งยวดมากที่สุดคือพวกเขาสามารถดำเนินงานที่เป็นพื้นฐานที่สุดของคริสตจักรได้อย่างถูกควรหรือไม่ พวกเขาสามารถใช้ความจริงแก้ไขปัญหาได้หรือไม่ และพวกเขาสามารถนำผู้คนไปสู่ความเป็นจริงความจริงได้หรือไม่  นี่คืองานที่เป็นพื้นฐานและเป็นแก่นสำคัญมากที่สุด  หากพวกเขาไม่สามารถทำงานที่เป็นแก่นสารเหล่านี้ได้ เช่นนั้นแล้ว ไม่ว่าพวกเขามีขีดความสามารถดีเพียงใด พวกเขาเก่งแค่ไหน หรือพวกเขาสามารถสู้ทนความยากลำบากและจ่ายราคาได้มากเพียงใด พวกเขาก็ยังคงเป็นผู้นำเทียมเท็จ  คนบางคนกล่าวว่า ‘ตอนนี้ลืมเรื่องที่เขาไม่ทำงานจริงไปก่อน  เขามีขีดความสามารถดีและเป็นคนที่มีความสามารถ  หากเขาฝึกฝนสักระยะหนึ่ง เขาจะต้องสามารถทำงานจริงได้แน่  อีกอย่างเขาก็ยังไม่ได้ทำอะไรที่ไม่ดี และยังไม่ได้ทำชั่วหรือก่อการรบกวนและการขัดขวางเลย—คุณจะพูดว่าเขาเป็นผู้นำเทียมเท็จได้อย่างไร?’  พวกเราจะอธิบายเรื่องนี้ได้อย่างไร?  ไม่สำคัญว่าเจ้าเก่งแค่ไหน มีขีดความสามารถและมีการศึกษาในระดับไหน เจ้าสามารถกู่ก้องคำขวัญได้มากมายเพียงใด หรือเจ้าเข้าใจคำพูดและคำสอนมากมายแค่ไหน ไม่ว่าในแต่ละวันเจ้าจะยุ่งหรือเหนื่อยล้าเพียงใด หรือเจ้าเดินทางมาไกลแค่ไหน เจ้าไปเยี่ยมเยียนคริสตจักรกี่แห่ง หรือเจ้าแบกรับความเสี่ยงและสู้ทนความทุกข์มากเพียงใด—สิ่งเหล่านี้ไม่สำคัญเลย  สิ่งที่สำคัญคือเจ้าปฏิบัติงานของตนตามการจัดการเตรียมงานหรือไม่ เจ้าดำเนินการจัดการเตรียมงานเหล่านั้นอย่างถูกต้องหรือไม่ ระหว่างการเป็นผู้นำของเจ้า เจ้าได้มีส่วนร่วมในงานอันเฉพาะเจาะจงทุกๆ งานที่เจ้าเป็นผู้รับผิดชอบหรือไม่ เจ้าแก้ไขประเด็นปัญหาจริงไปแล้วกี่อย่าง มีคนที่มาเข้าใจหลักธรรมความจริงเพราะการเป็นผู้นำและการชี้แนะของเจ้ากี่คน และงานของคริสตจักรได้คืบหน้าและพัฒนาไปมากเพียงใด—สิ่งที่สำคัญก็คือ เจ้าสัมฤทธิ์ผลลัพธ์เหล่านี้แล้วหรือยัง  ไม่ว่าเจ้ามีส่วนเกี่ยวข้องกับงานอันเฉพาะเจาะจงงานใด สิ่งสำคัญก็คือเจ้าได้ติดตามผลและกำกับงานนั้นอย่างต่อเนื่องแทนการทำตัวสูงส่ง มีอำนาจ และออกคำสั่งหรือไม่  นอกจากเรื่องนี้แล้ว สิ่งที่สำคัญอีกเช่นกันก็คือ ในขณะที่เจ้าทำหน้าที่ของตนนั้นเจ้ามีการเข้าสู่ชีวิตหรือไม่ เจ้าสามารถจัดการกับเรื่องทั้งหลายตามหลักธรรมได้หรือไม่ เจ้ามีคำพยานของการนำความจริงไปปฏิบัติหรือไม่ และเจ้าสามารถจัดการและแก้ไขปัญหาจริงที่ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรเผชิญได้หรือไม่  สิ่งเหล่านี้ รวมถึงสิ่งที่คล้ายคลึงกัน ล้วนเป็นหลักเกณฑ์ในการประเมินว่าผู้นำหรือคนทำงานได้ลุล่วงหน้าที่รับผิดชอบของพวกเขาหรือไม่(พระวจนะฯ เล่ม 5 หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน, หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (9))  “โดยพื้นฐานแล้วผู้นำเทียมเท็จไม่สามารถทำงานของคริสตจักรที่จำเป็นที่สุดและสำคัญยิ่งยวดได้  พวกเขาเพียงแค่จัดการกับกิจธุระทั่วไปที่เรียบง่ายบางอย่าง งานของพวกเขาไม่ได้มีบทบาทที่สำคัญยิ่งยวดหรือเป็นการชี้ขาดในงานของคริสตจักรโดยรวม และงานของพวกเขาไม่ได้ก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่แท้จริง  โดยพื้นฐานแล้วสามัคคีธรรมของพวกเขาครอบคลุมเพียงหัวข้อที่ธรรมดาและซ้ำซากเพียงไม่กี่หัวข้อ สามัคคีธรรมของพวกเขาล้วนเป็นคำพูดและคำสอนที่ถูกนำมากล่าวซ้ำแล้วซ้ำอีก และสามัคคีธรรมของพวกเขาก็กลวงเปล่า กว้าง และขาดรายละเอียด  สามัคคีธรรมของพวกเขามีเพียงสิ่งที่ผู้คนเข้าใจได้จากการอ่านตามตัวอักษรเท่านั้น  ผู้นำเทียมเท็จเหล่านี้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่แท้จริงซึ่งประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรมีในการเข้าสู่ชีวิตของพวกเขาได้เลย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พวกเขายิ่งไม่สามารถแก้ไขมโนคติอันหลงผิด ความคิดฝัน และการเผยอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของผู้คนได้  สิ่งสำคัญก็คือผู้นำเทียมเท็จนั้นไม่สามารถแบกรับงานที่สำคัญยิ่งซึ่งพระนิเวศของพระเจ้าจัดการเตรียมการไว้ได้เลย อย่างเช่น งานข่าวประเสริฐ งานผลิตภาพยนตร์ หรืองานข้อเขียน  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเป็นเรื่องของงานที่เกี่ยวข้องกับความรู้ที่เป็นความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง แม้ผู้นำเทียมเท็จอาจจะรู้ชัดเจนทีเดียวว่าตนเป็นคนที่ไม่มีความรู้ความเชี่ยวชาญพิเศษในสายงานเหล่านี้ แต่พวกเขาก็ไม่ศึกษาหาความรู้ในสายงานดังกล่าว และพวกเขาก็ไม่ทำการค้นคว้าวิจัย และยิ่งไม่สามารถให้แนวทางที่เฉพาะเจาะจงแก่ผู้อื่นหรือแก้ปัญหาใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับงานเหล่านั้นได้เลย  ทว่าพวกเขายังคงจัดการชุมนุมอย่างไร้ยางอาย โดยพูดถึงทฤษฎีที่ว่างเปล่าอย่างไม่รู้จบ รวมทั้งกล่าวคำพูดและคำสอน  ผู้นำเทียมเท็จรู้ดีว่าพวกเขาไม่สามารถทำงานประเภทนี้ได้ แต่พวกเขากลับแสร้งทำเป็นผู้เชี่ยวชาญ กระทำการอย่างทะนงตน และใช้คำสอนที่ยิ่งใหญ่ในการว่ากล่าวผู้อื่นอยู่เสมอ  พวกเขาไม่สามารถตอบคำถามของใครได้เลย แต่กลับหาข้ออ้างและข้อแก้ตัวมาว่ากล่าวผู้อื่น โดยถามว่าเพราะเหตุใดคนเหล่านั้นจึงไม่เรียนรู้วิชาชีพนั้น เพราะเหตุใดคนเหล่านั้นจึงไม่แสวงหาความจริง และเพราะเหตุใดคนเหล่านั้นจึงไม่สามารถแก้ปัญหาของตนเองได้  ผู้นำเทียมเท็จซึ่งไม่มีความรู้ความเชี่ยวชาญพิเศษในสายงานเหล่านี้และไม่สามารถแก้ปัญหาใดๆ ได้นั้น ยังคงสั่งสอนผู้อื่นในฐานะผู้ที่มีอำนาจระดับสูง  ดูจากภายนอกแล้ว พวกเขายุ่งมากในสายตาคนอื่น ราวกับว่าพวกเขาสามารถทำงานได้มากมายและมีความสามารถมาก แต่ในความเป็นจริงนั้น พวกเขาไม่มีค่าอะไรเลย  เห็นได้ชัดเจนว่าผู้นำเทียมเท็จไม่สามารถทำงานจริงได้ ทว่ากลับทำให้ตนเองยุ่งอย่างกระตือรือร้น และกล่าวคำพูดซ้ำซากในการชุมนุมอยู่เสมอ โดยกล่าวคำพูดของตนซ้ำไปซ้ำมา และไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่แท้จริงได้สักอย่างเดียว  ผู้คนเบื่อหน่ายเรื่องนี้มาก และไม่สามารถได้รับความเจริญใดๆ จากเรื่องนี้เลย  งานประเภทนี้ไร้ประสิทธิภาพอย่างยิ่ง และงานดังกล่าวก็ไม่ก่อให้เกิดผลลัพธ์ใดๆ เลย  นี่คือวิธีทำงานของผู้นำเทียมเท็จ และงานของคริสตจักรก็ล่าช้าออกไปเพราะวิธีทำงานเช่นนี้  ทว่าผู้นำเทียมเท็จก็ยังคงรู้สึกว่าตนทำงานได้อย่างดีเยี่ยมและตนมีความสามารถมาก ในขณะที่ข้อเท็จจริงก็คือพวกเขาไม่เคยทำงานของคริสตจักรให้ดีได้เลยสักแง่มุมเดียว  พวกเขาไม่รู้ว่าผู้นำและคนทำงานซึ่งอยู่ภายใต้ขอบเขตความรับผิดชอบของตนนั้นได้มาตรฐานหรือไม่ และพวกเขาก็ไม่รู้ว่าผู้นำและผู้กำกับดูแลฝ่ายต่างๆ สามารถแบกรับงานของตนได้หรือไม่ และพวกเขาก็ไม่ใส่ใจและไม่ถามไถ่ว่ามีปัญหาเกิดขึ้นในการปฏิบัติหน้าที่ของพี่น้องชายหญิงหรือไม่  กล่าวโดยสรุปได้ว่าผู้นำเทียมเท็จไม่สามารถแก้ไขปัญหาใดๆ ในงานของตนได้ แต่พวกเขาก็ยังคงยุ่งวุ่นวายอย่างกระตือรือร้น  จากมุมมองของคนอื่น ผู้นำเทียมเท็จสามารถผ่านความยากลำบาก เต็มใจที่จะจ่ายราคา และพวกเขาก็ใช้เวลาทุกวันไปกับการวิ่งวุ่นไปมา  เมื่อถึงเวลากินอาหาร ก็ต้องเรียกพวกเขามาที่โต๊ะอาหาร และพวกเขาก็เข้านอนดึกมาก  ทว่าผลลัพธ์ของงานที่พวกเขาทำกลับไม่ดีเลย… ผลสืบเนื่องที่เห็นได้ชัดที่สุดจากการที่ผู้นำเทียมเท็จได้ทำงานมาสักระยะหนึ่งแล้วก็คือการที่ผู้คนส่วนใหญ่ไม่สามารถเข้าใจความจริง พวกเขาไม่รู้จักวิธีที่จะแยกแยะเมื่อมีใครบางคนเผยความเสื่อมทรามหรือเกิดมีมโนคติอันหลงผิดขึ้นมา และแน่นอนว่าพวกเขาไม่เข้าใจหลักธรรมความจริงที่ควรยึดถือในการทำหน้าที่ของตน  บรรดาผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ของตนและบรรดาผู้ที่ไม่ปฏิบัติหน้าที่ของตนล้วนแต่เอื่อยเฉื่อย ไม่มีการยับยั้งชั่งใจ และไม่มีวินัย อยู่ในความสับสนอลหม่านเหมือนเม็ดทรายที่กระจัดกระจาย  พวกเขาส่วนใหญ่อาจจะสามารถกล่าวคำพูดหรือคำสอนได้บ้าง แต่ในขณะที่ทำหน้าที่ของตน พวกเขาก็เพียงปฏิบัติตามข้อบังคับเท่านั้น พวกเขาไม่รู้วิธีที่จะแสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขปัญหาทั้งหลาย  ในเมื่อผู้นำเทียมเท็จเองก็ไม่รู้วิธีที่จะแสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขปัญหา พวกเขาจะสามารถนำคนอื่นให้ทำเช่นนั้นได้อย่างไร?  ไม่ว่าจะมีสิ่งใดเกิดขึ้นกับคนอื่นก็ตาม ผู้นำเทียมเท็จกลับสามารถเตือนสติพวกเขาได้เท่านั้นโดยกล่าวว่า ‘พวกเราต้องคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้า!’  ‘พวกเราต้องจงรักภักดีในการปฏิบัติหน้าที่ของพวกเรา!’  ‘เมื่อมีบางสิ่งเกิดขึ้นกับพวกเรา พวกเราต้องรู้วิธีที่จะอธิษฐาน และพวกเราต้องแสวงหาหลักธรรมความจริง!’  ผู้นำเทียมเท็จมักจะตะโกนคำขวัญและคำสอนเหล่านี้ แต่ก็ไม่ได้ก่อให้เกิดผลลัพธ์ใดๆ เลย  หลังจากที่ผู้คนได้ยินคำขวัญและคำสอนเหล่านั้น พวกเขายังคงไม่เข้าใจว่าหลักธรรมความจริงคืออะไร และพวกเขาก็ไร้เส้นทางของการปฏิบัติ(พระวจนะฯ เล่ม 5 หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน, หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (3))  พฤติกรรมของเวนดี้เป็นไปตามที่พระวจนะของพระเจ้าเปิดโปงทุกประการ  เธอสนใจแต่เพียงการทำให้ดูยุ่ง ทำไปอย่างสุกเอาเผากิน ยึดติดกับพิธีรีตอง และเน้นการพร่ำพูดคำขวัญ คำพูดและคำสอนในการทำหน้าที่  เธอไม่ได้ลงไปคลุกคลีอยู่ท่ามกลางพี่น้องชายหญิง และล้มเหลวในการตรวจสอบสภาวะและความลำบากยากเย็นที่เกิดขึ้นจริงของพวกเขา ไม่ต้องพูดถึงการแสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้เลย  เธอเป็นเหมือนเจ้าหน้าที่พรรคคอมมิวนิสต์ที่ออกคำสั่งจากเบื้องบน โดยไม่เข้าใจภาวะของผู้คนอย่างแท้จริง  เห็นได้ชัดว่าเธอเป็นผู้นำเทียมเท็จที่ไม่ได้ทำงานจริง  ต่อมา ผู้นำได้จัดการชุมนุมเพื่อใช้วิจารณญาณแยกแยะพฤติกรรมของเวนดี้ตามพระวจนะของพระเจ้า  ทุกคนมีความเข้าใจที่ชัดเจนขึ้นเกี่ยวกับหลักธรรมในการมีวิจารณญาณแยกแยะผู้นำเทียมเท็จ  พวกเขาตระหนักว่าหลักเกณฑ์ในการตัดสินว่าผู้นำทำงานจริงหรือไม่นั้น ไม่ได้อยู่ที่ว่าพวกเขาดูยุ่งแค่ไหนหรือตะโกนคำขวัญดังแค่ไหน แต่อยู่ที่ว่าพวกเขาสามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจริงและบรรลุผลลัพธ์ที่แท้จริงในงานของพวกเขาได้หรือไม่  ในที่สุด ทุกคนก็เห็นพ้องต้องกันเป็นเอกฉันท์ที่จะปลดเวนดี้  เมื่อเห็นผลลัพธ์นี้ ฉันรู้สึกตื่นเต้นมาก แต่ก็เสียใจที่ไม่ได้รายงานปัญหาของเธอเร็วกว่านี้  ถ้าฉันรายงานพวกเขาเร็วกว่านี้ ก็อาจหลีกเลี่ยงความสูญเสียต่องานของคริสตจักรได้

จากประสบการณ์นี้ ฉันได้เรียนรู้ที่จะมีวิจารณญาณแยกแยะผู้นำเทียมเท็จได้ดีขึ้น และฉันก็ได้รับความรู้บางอย่างเกี่ยวกับอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตัวเอง  ฉันเห็นว่าฉันเห็นแก่ตัวและหลอกลวงเพียงใด คอยปกป้องตัวเองอยู่เสมอ และถึงกับยอมสละผลประโยชน์ของคริสตจักรเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตัวเองในช่วงเวลาที่สำคัญ  หากอุปนิสัยเยี่ยงซาตานเหล่านี้ในตัวฉันไม่ได้รับการแก้ไข ฉันก็จะถูกพระเจ้าทรงรังเกียจเดียดฉันท์และกำจัดออกไปอย่างแน่นอน  ฉันยังได้แก้ไขมุมมองที่คลาดเคลื่อนด้วย  ที่ผ่านมา ฉันไม่กล้ารายงานเรื่องต่างๆ ที่ตนเองยังมองไม่ชัดเจน เพราะกลัวว่ามุมมองของฉันจะไม่ครอบคลุม และฉันจะต้องรับผิดชอบหากรายงานผิดไป ราวกับว่าฉันต้องแน่ใจ 100% และไม่ผิดพลาด ก่อนจะรายงานอะไรต่อผู้นำระดับสูงได้  อย่างไรก็ตาม ด้วยการปฏิบัติเช่นนี้ ผู้นำเทียมเท็จ ศัตรูของพระคริสต์ คนชั่ว และผู้ไม่เชื่อจำนวนมาก จะไม่ถูกระบุและจัดการได้ทันท่วงที และเมื่อถึงเวลาที่พวกเขาก่อให้เกิดความสูญเสียอย่างมากต่องานของคริสตจักร หรือกระทำความชั่วสารพัดจนก่อให้เกิดความโกรธเคืองอย่างกว้างขวาง ก็สายเกินไปที่จะปลดหรือกำจัดพวกเขาออกไป และความเสียหายก็ได้เกิดขึ้นแล้ว  ฉันเห็นว่าความกังวลก่อนหน้านี้ของฉันที่ว่า “ถ้าฉันมองอะไรไม่ชัดเจน การรายงานผิดๆ จะก่อให้เกิดการขัดขวางและการก่อกวน” ช่างไร้สาระ  มันยังเป็นปรัชญาการดำรงชีวิตทางโลกเยี่ยงซาตานที่ฉลาดแกมโกง และไม่สอดคล้องกับหลักธรรมความจริง  จากประสบการณ์นี้ ฉันรู้สึกอย่างแท้จริงว่า พระนิเวศของพระเจ้าปกครองโดยความจริงและความชอบธรรม ว่าผู้นำเทียมเท็จและศัตรูของพระคริสต์ไม่สามารถยืนหยัดอยู่ในพระนิเวศของพระเจ้าได้ และพระนิเวศของพระเจ้าสนับสนุนและค้ำจุนการกระทำที่ยุติธรรมในการเปิดโปงและรายงานเรื่องผู้นำเทียมเท็จเป็นพิเศษ  มีเพียงการเป็นคนที่ปฏิบัติความจริงและปกป้องผลประโยชน์ของคริสตจักรเท่านั้น จึงจะสามารถสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระเจ้าได้

ก่อนหน้า: 71. ความแคลงใจของฉัน ต่อการปฏิบัติความจริง

ถัดไป: 74. การจงรักภักดีต่อผู้อื่นถือว่าเป็นคนดีจริงหรือ?

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

31. ยึดมั่นในหน้าที่ของฉัน

โดย หย่างมู่ ประเทศเกาหลีใต้ฉันเคยรู้สึกอิจฉาเมื่อเห็นพี่น้องชายหญิงแสดง ร้องเพลง และเต้นรำในการสรรเสริญพระเจ้า...

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

ติดต่อเราผ่าน Messenger