49. เหตุใดการยอมรับความผิดพลาดจึงยากนัก?
ฉันรับผิดชอบงานวิดีโอที่คริสตจักร วันหนึ่ง พี่น้องหญิงคนหนึ่งรีบร้อนโทรหาฉัน เธอไม่ได้ตรวจทานวิดีโอชิ้นหนึ่งให้ดี และงานนั้นต้องทำใหม่ ซึ่งก่อให้เกิดความล่าช้า และเราต้องใช้ทั้งแรงงาน และทรัพยากร เมื่อได้ยินชื่อของวิดีโอชิ้นนั้น ฉันก็ตระหนักว่าเป็นงานที่ฉันช่วยตรวจด้วย แต่ก็ไม่พบปัญหาใดๆ เช่นกัน หลังจากวางสาย ฉันรีบไปหาคำตอบว่าเกิดอะไรขึ้น และเจอว่าชื่อของวิดีโอชิ้นนั้นสะกดผิด แน่นอนว่า ความผิดพลาดในงานควรถูกรายงานต่อผู้นำ หรือเน้นย้ำกับทุกคน เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาทำนองเดียวกันในอนาคต แต่แล้วฉันก็นึกถึงการที่ฉันทำพลาดในเรื่องพื้นฐาน และสงสัยว่า หลังจากนั้นผู้นำจะมองฉันอย่างไร เขาจะคิดว่าฉันทำหน้าที่แบบไม่จริงจัง หรือวางใจไม่ได้ไหม? หากเป็นเช่นนั้น ฉันคงจะเสียตำแหน่งผู้รับผิดชอบไป จากนั้น ฉันก็นึกถึงเรื่องที่ฉันมักจะย้ำกับพี่น้องชายหญิงเสมอ ถึงความสำคัญของการผลิตวิดีโอด้วยความใส่ใจ หากทุกคนรู้ว่าเรื่องนี้ฉันเป็นคนทำพลาด พวกเขาจะคิดว่าฉันไม่เหมาะที่จะเป็นคนรับผิดชอบไหม? แล้วชื่อเสียงของฉันจะเป็นอย่างไร? ดังนั้น ฉันจึงไม่อยากบอกคนอื่นเรื่องความผิดพลาดนี้ ฉันหาข้ออ้างให้ตัวเองว่า “พวกเราไม่ได้จงใจเลินเล่อ เราตรวจดูในสิ่งที่ควรดูแล้ว ฉันไม่อาจคาดการณ์สถานการณ์เฉพาะอย่างนี้ได้ ความเสียหายที่เกิดขึ้นย้อนคืนมาไม่ได้ แต่ตราบใดที่คราวหน้าฉันระวังมากขึ้น ก็ไม่เป็นไร อีกอย่าง ฉันไม่ได้ตรวจทานวิดีโอชิ้นนี้คนเดียว ต่อให้ทุกคนรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ก็ไม่ใช่ความผิดของฉันคนเดียวเดียว ให้เรื่องจบแค่ตรงนี้ก็ได้ ทุกคนที่เกี่ยวข้องรู้เรื่องนี้ เท่านั้นพอ” ดังนั้น ฉันเลยไม่ได้บอกผู้นำหรือพี่น้องชายหญิงคนอื่นในกลุ่ม แม้ว่าฉันจะรู้สึกไม่สบายใจ และรู้ว่าตัวเองกำลังบ่ายเบี่ยงความรับผิดชอบ พอฉันคิดว่าความผิดพลาดนี้อาจส่งผลต่อชื่อเสียง และแม้แต่ตำแหน่งของฉันอย่างไร ฉันก็แค่ใช้ชีวิตต่อไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
วันหนึ่ง ฉันอ่านพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า “มนุษย์ที่เสื่อมทรามเก่งเรื่องการอำพรางตน ไม่ว่าพวกเขาจะทำสิ่งใดหรือเผยความเสื่อมทรามอันใดออกมา พวกเขาก็ต้องอำพรางตนอยู่เสมอ หากเกิดเรื่องผิดพลาดหรือพวกเขาทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง พวกเขาก็อยากที่จะโยนความผิดให้ผู้อื่น พวกเขาอยากได้ความดีความชอบจากการทำเรื่องที่ดีไว้กับตัว และให้ผู้อื่นรับผิดในเรื่องไม่ดี ในชีวิตจริงมีการอำพรางเช่นนี้อยู่มากมิใช่หรือ? มีอยู่มากเกินไป เป็นการทำผิดพลาดหรือการอำพรางตนที่เชื่อมโยงกับอุปนิสัย? การอำพรางเป็นเรื่องของอุปนิสัย เกี่ยวข้องกับอุปนิสัยอันโอหัง ความเลว และความหลอกลวง พระเจ้าทรงเกลียดชังการอำพรางเป็นพิเศษ อันที่จริงเมื่อเจ้าอำพรางตนเอง ทุกคนต่างเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เจ้านึกว่าผู้อื่นมองไม่เห็น ทั้งยังพยายามโต้แย้งและสร้างความชอบธรรมให้ตนเองอย่างสุดความสามารถด้วยการพยายามที่จะรักษาหน้าและทำให้ทุกคนคิดว่าเจ้าไม่ได้ทำอะไรผิด นี่เป็นเรื่องที่โง่เขลามิใช่หรือ? ผู้อื่นคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? พวกเขารู้สึกอย่างไร? ย่อมเอือมระอาและชิงชัง หากว่าเมื่อทำผิดพลาด เจ้าสามารถจัดการกับความผิดพลาดนั้นได้อย่างถูกต้อง และสามารถเปิดโอกาสให้ทุกคนพูดถึงความผิดพลาดดังกล่าวได้ ยอมให้พวกเขาแสดงความคิดเห็นและใช้วิจารณญาณในเรื่องนี้ และเจ้าสามารถเปิดใจและชำแหละความผิดพลาดได้ ข้อคิดเห็นที่ทุกคนมีเกี่ยวกับเจ้าจะเป็นเช่นไร? พวกเขาจะพูดว่าเจ้าเป็นคนซื่อสัตย์เพราะเจ้าเปิดใจให้พระเจ้า ด้วยการกระทำและพฤติกรรมของเจ้า พวกเขาจะสามารถมองเห็นหัวใจของเจ้า แต่หากเจ้าพยายามอำพรางตัวเจ้าเองและหลอกลวงทุกคน ผู้คนก็จะมองข้ามตัวเจ้า และพูดว่าเจ้าเป็นคนเขลาและคนที่ขาดปัญญา หากเจ้าไม่พยายามเสแสร้งแกล้งทำหรือสร้างความชอบธรรมให้ตนเอง หากเจ้ายอมรับความผิดพลาดของเจ้าได้ ทุกคนย่อมจะพูดว่าเจ้าซื่อสัตย์และมีปัญญา แล้วอะไรเล่าทำให้เจ้ามีปัญญา? ทุกคนทำความผิดพลาด ทุกคนมีข้อผิดพลาดและข้อตำหนิ และอันที่จริงแล้ว ทุกคนมีอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเดียวกัน จงอย่าคิดว่าตัวเจ้าเองสูงศักดิ์ เพียบพร้อม และใจดีกว่าผู้อื่น นั่นเป็นการไม่สมเหตุสมผลอย่างที่สุด ทันทีที่อุปนิสัยอันเสื่อมทรามของผู้คนและแก่นแท้และโฉมหน้าที่แท้จริงของความเสื่อมทรามของพวกเขาเป็นที่ชัดเจนสำหรับเจ้า เจ้าย่อมจะไม่พยายามปิดบังความผิดพลาดของตัวเอง และเจ้าจะไม่ถือสาความผิดพลาดของผู้อื่น—เจ้าจะเผชิญหน้าทั้งสองกรณีนี้ได้อย่างถูกต้อง เมื่อนั้นเท่านั้นเจ้าจึงจะเกิดความรู้ความเข้าใจเชิงลึกและไม่ทำสิ่งที่โง่เขลา ซึ่งจะทำให้เจ้ามีปัญญา พวกที่ไม่มีปัญญาย่อมเป็นคนที่โง่เขลา พวกเขาย่อมวนเวียนอยู่กับความผิดพลาดเล็กน้อยของพวกเขาอยู่เสมอ พลางทำอะไรลับๆ ล่อๆ อยู่หลังฉาก เห็นแล้วชวนให้ขยะแขยง ในข้อเท็จจริงแล้ว สิ่งที่เจ้ากำลังทำอยู่นั้นเห็นได้ชัดในทันทีทันใดสำหรับผู้คนอื่นๆ แต่กระนั้นเจ้าก็ยังคงเล่นละครอย่างไม่รู้จักอาย สำหรับผู้อื่นแล้ว นี่ดูเหมือนการแสดงตลก นี่ย่อมโง่เขลามิใช่หรือ? นี่โง่เขลาจริงๆ” (พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, หลักธรรมที่คนเราควรใช้นำทางการประพฤติตน) จากพระวจนะของพระเจ้า ฉันตระหนักว่า การเสแสร้ง ปกปิด และไม่สามารถยอมรับความผิดพลาดของตัวเองได้ ร้ายแรงกว่าการทำพลาดทั่วไปมาก มันเป็นเต็มไปด้วยเล่ห์ลวง และไร้สัตย์! ในทางกลับกัน เมื่อผู้คนตีแผ่ตัวเอง และรับผิดชอบในความผิดพลาด ไม่เพียงแต่คนอื่นจะไม่ดูถูกพวกเขา แต่คนเหล่านั้นจะเคารพพวกเขา เพราะพูดความจริงได้ง่ายดายและเปิดเผย พวกเราทุกคน ต่างมีช่วงเวลาที่ทำผิดพลาด พระเจ้าไม่ทรงกล่าวโทษผู้คนไปเรื่อยเพราะข้อผิดพลาดของพวกเขา พระองค์ทรงดูว่า หลังจากนั้นพวกเขากลับใจได้จริงหรือไม่ แต่ว่าฉันไม่เข้าใจเรื่องนี้ ฉันคิดว่าการทำพลาดเป็นเรื่องน่าอับอาย โดยเฉพาะในฐานะหัวหน้างาน—ฉันคิดว่าถ้าฉันทำพลาดในเรื่องพื้นฐาน ผู้คนจะดูแคลนฉัน พวกเขาจะคิดว่า ฉันไม่ได้เก่งไปกว่าพี่น้องชายหญิงของตัวเอง และฉันอาจถูกแทนที่ ดังนั้น เมื่อพบความผิดพลาดในวิดีโอที่ฉันเป็นคนตรวจ ฉันจึงไม่กล้ารับผิด และยืนกรานที่จะปกปิดไว้ ฉันทำราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพื่อเลี่ยงความรับผิดชอบ และกวาดปัญหาซ่อนไว้ใต้พรม ฉันรู้สึกผิดที่ทำแบบนี้ แต่ก็ไม่เต็มใจบอกความจริงกับทุกคนอยู่ดี ฉันเต็มไปด้วยเล่ห์ลวงเหลือเกิน! ฉันทำให้งานของคริสตจักรเสียหายอย่างเห็นได้ชัด แต่ฉันกลับไม่พูดอะไรเลย แถมพยายามปกปิดความผิดพลาดของตัวเอง ฉันให้ผู้นำและพี่น้องชายหญิงเห็นแต่ด้านดีของฉัน ไม่เห็นความผิดพลาด แบบนั้น ทุกคนก็จะคิดว่าฉันเป็นคนจริงจังและตรงไปตรงมาในงาน ฉันจะสามารถ รักษาภาพลักษณ์ และตำแหน่งหัวหน้างานเอาไว้ได้ นี่เป็นการกระทำที่น่าดูหมิ่นเหลือเกิน! ฉันกลัวผู้คนรู้ถึงความผิดพลาดของฉัน ฉันจึงทำทุกวิถีทางเพื่ออำพรางตัว ฉันปกปิดด้านที่น่าเกลียดของตัวเอง หลอกลวงผู้คน และซ่อนความจริงจากพวกเขา ฉันใช้ชีวิตแบบไม่มีคุณลักษณะ หรือศักดิ์ศรี ฉันไม่อาจปกปิดความผิดพลาดของตัวเอง และหลอกลวงคนอื่นต่อไปได้ ดังนั้น ฉันจึงเขียนจดหมายหาผู้นำ แจ้งเขาถึงสถานการณ์ และฉันก็เปิดใจกับทุกคนเรื่องความเสื่อมทรามของฉัน ฉันบอกความจริงกับพวกเขา เพื่อให้พวกเขาได้เรียนรู้เยี่ยงอย่างจากฉัน เมื่อทำเช่นนี้แล้ว ฉันก็รู้สึกโล่งใจขึ้นเล็กน้อย
แต่เมื่อฉันเปิดรายการงานของเรา ฉันก็พบว่ามีวิดีโออีกชิ้นหนึ่ง ที่อาจถูกทำสองครั้ง ฉันแทบไม่อยากเชื่อว่าจะเป็นเรื่องจริง ฉันคอยติดตามคนที่ฉันมอบหมายแต่ละงานให้ แล้วจะเกิดความผิดพลาดอีกได้อย่างไร? แต่เมื่อตรวจสอบดู งานชิ้นนั้นก็ถูกทำถึงสองครั้งจริงๆ ตอนนั้นฉันตัวชาไปหมด เรื่องนี้ไม่ดีเอาเสียเลย ฉันเพิ่งยอมรับข้อผิดพลาดกับผู้นำไป เขายังไม่ทันเข้าใจสถานการณ์โดยละเอียดด้วยซ้ำ ฉันก็ทำพังอีก เขาจะคิดอย่างไรกับฉัน? เขาจะคิดว่าฉันทำพลาดอยู่เสมอ และไม่เหมาะจะรับผิดชอบงานนี้ไหม? และหากพี่น้องชายหญิงคนอื่นรู้เข้า พวกเขาจะคิดว่าฉันไม่น่าไว้วางใจเกินไปหรือไม่? หากความผิดพลาดพื้นๆ เหล่านี้เกิดขึ้นอยู่เรื่อย แล้วครั้งหน้าที่ฉันสามัคคีธรรม ถึงการจริงจังและรับผิดชอบต่อหน้าที่ของเรา พวกเขาจะยังจริงจังกับคำนี้ไหม? ไม่ได้ ฉันต้องหาคำตอบว่าสาเหตุของความผิดพลาดครั้งนี้คืออะไรกันแน่ และหวังว่าฉันจะไม่ใช่ผู้รับผิดชอบหลัก ต่อให้ฉันมีส่วนผิด ก็ต้องเป็นส่วนที่เล็กกว่า แบบนั้นฉันถึงจะไม่เสียหน้า และสถานะของฉันก็จะปลอดภัย สุดท้าย หลังจากตรวจสอบอย่างถี่ถ้วน ฉันก็พบว่า หลังจากมอบหมายงานนั้น ฉันก็แค่บันทึกไว้ในรายการงานอันเก่า ทำให้หัวหน้ากลุ่มมอบหมายงานนั้นอีกครั้ง ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ฉันคือคนหลักที่รับผิดชอบเรื่องนี้ เมื่อตระหนักได้ ฉันก็หวั่นใจขึ้นมา ฉันโชคไม่ดีขนาดนี้ได้อย่างไร? ฉันดันเจอปัญหาพวกนี้ที่ไม่ควรเกิดขึ้น ช่างโชคร้ายเสียจริง! ฉันทำอะไรไม่ถูกเลย ฉันควรบอกผู้นำเรื่องความผิดพลาดนี้หรือไม่? หากทุกคนรู้ว่าฉันผิดพลาดในเรื่องพื้นฐานติดกันถึงสองครั้ง แล้วพวกเขาจะคิดกับฉันอย่างไร? ฉันนึกถึงพระวจนะของพระเจ้าที่อ่านก่อนหน้านี้ การโกหกและเต็มไปด้วยเล่ห์ลวงร้ายแรงกว่าความผิดพลาดมากนัก และเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงดูหมิ่นยิ่งกว่า ในใจของฉันรู้สึกกลัว ฉันต้องกัดฟันบอกความจริงกับผู้นำเรื่องความผิดพลาดนี้ แต่ฉันก็ไม่อาจปล่อยวางความกลัว ฉันเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น หัวใจของฉันหนักอึ้ง ราวกับมีภูเขาทับอยู่บนอก ฉันรู้สึกไม่มีสมาธิเวลาทำหน้าที่ พอตกกลางคืนก็นอนไม่หลับ ฉันรู้ว่าสภาวะนี้ไม่ถูกต้อง ฉันจึงอธิษฐานถึงพระเจ้า ขอพระองค์ทรงนำให้ฉันรู้จักตัวเอง
ต่อมา ฉันอ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่ง และได้เข้าใจสภาวะของตัวเอง พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ไม่ว่าศัตรูของพระคริสต์ทำสิ่งที่ผิดมากมายเพียงใด ไม่ว่าพวกเขาทำสิ่งผิดประเภทใด ไม่ว่าจะเป็นการโกงกิน การล้างผลาญ หรือการใช้ของถวายของพระเจ้าไปในทางที่ผิด หรือหากพวกเขากำลังก่อกวนและขัดขวางงานของคริสตจักร สร้างปัญหายุ่งเหยิงมหาศาลให้กับงาน อีกทั้งยั่วยุพระพิโรธของพระเจ้า พวกเขาก็ยังใจเย็น วางเฉย และไม่เป็นห่วงอะไรเลยเสมอ ไม่ว่าศัตรูของพระคริสต์ทำความชั่วประเภทใดหรือสิ่งนั้นก่อให้เกิดผลสืบเนื่องใด พวกเขาก็ไม่เคยมาเฉพาะพระพักตร์ในทันทีเพื่อสารภาพบาปของตนและกลับใจ หรือมาอยู่ต่อหน้าพี่น้องชายหญิงด้วยท่าทีที่ตีแผ่ตนเองและเปิดใจยอมรับการทำผิดของตน ทำความรู้จักการกระทำผิดและความเสื่อมทรามของตน อีกทั้งเสียใจต่อความประพฤติชั่วของตน แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พวกเขากลับกรำสมองเพื่อหาข้อแก้ตัวสารพัดที่จะบ่ายเบี่ยงความรับผิดชอบ และโยนความผิดให้ผู้อื่นเพื่อกอบกู้หน้าตาและสถานะของตนคืนมา สิ่งที่พวกเขาใส่ใจไม่ใช่งานของคริสตจักร แต่เป็นการที่ความมีหน้ามีตาและสถานะของตนได้รับความเสียหายหรือได้รับผลกระทบในหนทางใดบ้างหรือไม่ พวกเขาไม่คำนึงถึงหรือนึกถึงหนทางที่จะชดเชยความสูญเสียที่เกิดกับพระนิเวศของพระเจ้าอันเนื่องมาจากการกระทำผิดของตนแต่อย่างใดเลย ทั้งพวกเขาก็ไม่พยายามชดใช้หนี้ที่ตนมีต่อพระเจ้า กล่าวได้ว่า พวกเขาไม่เคยยอมรับว่าตนสามารถทำบางสิ่งที่ผิดได้ หรือว่าตนได้ทำความผิดพลาดลงไป ในหัวใจของศัตรูของพระคริสต์ การเป็นฝ่ายยอมรับความผิดพลาดก่อนและบอกข้อเท็จจริงของความผิดพลาดนั้นด้วยความซื่อสัตย์ถือเป็นการไร้ความสามารถและความโง่เขลา หากความประพฤติชั่วของพวกศัตรูของพระคริสต์ถูกค้นพบและเปิดโปง พวกเขาจะยอมรับความผิดพลาดที่เกิดจากความประมาทชั่วคราวเท่านั้น ไม่มีวันยอมรับการปล่อยปละละเลยหน้าที่และความไม่รับผิดชอบของตน อีกทั้งพวกเขาจะพยายามผลักความรับผิดชอบให้ผู้อื่นเพื่อลบมลทินออกจากประวัติของตน ในเวลาแบบนี้ ศัตรูของพระคริสต์ไม่คำนึงว่าจะชดเชยความสูญเสียที่เกิดกับพระนิเวศของพระเจ้าอย่างไร จะเปิดใจยอมรับความผิดพลาดของตนหรือบอกเล่าเรื่องนี้กับประชาการที่พระเจ้าทรงเลือกสรรอย่างไร พวกเขาห่วงอยู่กับการหาหนทางทำให้ปัญหาใหญ่ดูเหมือนเป็นปัญหาเล็ก และทำให้ปัญหาเล็กดูไม่เป็นปัญหา พวกเขาให้เหตุผลตามข้อเท็จจริงแวดล้อมเพื่อทำให้ผู้อื่นเข้าใจและเห็นใจพวกเขา พวกเขาพยายามอย่างถึงที่สุดเพื่อกอบกู้ความมีหน้ามีตาของตนในจิตใจของผู้คนอื่น ทำให้ผลกระทบในทางลบอย่างร้ายแรงซึ่งเกิดจากการกระทำผิดของตนดูเล็กน้อยที่สุด ไม่ยอมให้เบื้องบนมองเห็นพวกเขาไปในทางที่ไม่ดี และทำให้แน่ใจว่าเบื้องบนไม่มีวันให้พวกเขารับผิดชอบ ปลดพวกเขา สืบสวนสถานการณ์ หรือจัดการพวกเขา พวกศัตรูของพระคริสต์เต็มใจที่จะสู้ทนความทุกข์ไม่ว่ามากน้อยเพียงใดเพื่อกอบกู้ความมีหน้ามีตาและสถานะ เพื่อให้ผลประโยชน์ของตนเองไม่ได้รับความเสียหาย และพวกเขาก็จะคิดหาทุกวิธีการที่เป็นไปได้เพื่อแก้ไขทุกความลำบากยากเย็น นับจากจุดแรกเริ่มที่สุดของการกระทำผิดหรือความผิดพลาดของพวกเขา ศัตรูของพระคริสต์ไม่เคยมีเจตนาที่จะแบกความรับผิดชอบใดสำหรับความผิดทั้งหลายที่ตนทำ พวกเขาไม่เคยมีเจตนาที่จะยอมรับ สามัคคีธรรม เปิดโปง หรือชำแหละเหตุจูงใจ เจตนา และอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเบื้องหลังความผิดทั้งหลายที่พวกเขาทำ และแน่นอนว่าพวกเขาไม่เคยมีเจตนาที่จะชดเชยความเสียหายที่ตนก่อให้เกิดกับงานของคริสตจักร และความสูญเสียที่ตนก่อให้เกิดกับการเข้าสู่ชีวิตของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร เพราะฉะนั้นไม่ว่าเจ้ามองเรื่องนี้จากมุมมองใด พวกศัตรูพระคริสต์ก็คือผู้คนที่ดื้อดึงปฏิเสธที่จะยอมรับการกระทำผิดของตน และจะยอมตายเสียดีกว่าที่จะกลับใจ พวกศัตรูของพระคริสต์หน้าด้านและไร้ยางอายเกินกว่าที่จะหวังถึงการไถ่ทั้งปวง และพวกเขาก็ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าเหล่าซาตานที่มีชีวิตเลย” (พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, ประการที่สิบเอ็ด) จากพระวจนะของพระเจ้า ฉันเห็นว่า ศัตรูของพระคริสต์ให้ค่ากับสถานะและชื่อเสียงของพวกเขาเป็นพิเศษ ไม่ว่าพวกเขาบกพร่องหรือละเลยต่อหน้าที่เพียงใด หรือไม่ว่าพวกเขาทำให้งานของคริสตจักรเสียหายแค่ไหน พวกเขาก็ไม่เคยยอมรับผิด ศัตรูของพระคริสต์กลัวว่าคนอื่นจะเห็นถึงข้อเสีย และดูถูกพวกเขา ดังนั้น เมื่อตระหนักว่าตัวเองทำพลาดซึ่งจะทำให้พวกเขาเสื่อมเสีย พวกเขาก็จะไม่สบายใจ กินไม่ได้ หรือนอนไม่หลับ พวกเขาจะเค้นสมองคิดหาทางปกปิดร่องรอย และกอบกู้ชื่อเสียงของตัวเอง เช่นเดียวกับพฤติกรรมของฉัน ฉันมองว่าสถานะและชื่อเสียงของฉันสำคัญมาก จนเมื่อเจอปัญหาในงาน ฉันไม่ได้สำนึกผิดกับการตกหล่นของตัวเองเลย ฉันไม่ทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงความผิดพลาดในอนาคต สิ่งเดียวที่ฉันคิดคำนึง คือทุกคนจะมองฉันอย่างไร เมื่อรู้ว่าฉันทำผิดในเรื่องพื้นฐานอย่างนั้น และพวกเขาจะดูแคลนฉัน หรือคิดว่าฉันไม่เหมาะที่จะทำหน้าที่ของตัวเองหรือไม่ เพื่อรักษาสถานะและชื่อเสียงของตัวเอง ฉันจึงรู้สึกไม่สบายใจอยู่ทั้งวัน จนถึงขั้นนอนไม่หลับ สิ่งเดียวที่ฉันคิด คือวิธีปกปิดความผิดพลาด และเลี่ยงไม่ให้ถูกจับได้ ฉันอยากปัดความรับผิดชอบ ซ่อนความผิดพลาดไว้ และคอยกันไม่ให้คนอื่นรู้เรื่อง ฉันไม่อยากยืดอกรับผิด ฉันหน้าซื่อใจคด ไม่มีความคุณลักษณะหรือศักดิ์ศรีเลยจริงๆ! อันที่จริง ในฐานะผู้รับผิดชอบ ฉันรู้ขั้นตอนเหล่านั้นดี ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ฉันคือผู้รับผิดชอบหลัก แต่ฉันก็ยังหวังว่า ฉันจะหนีจากความผิดนี้ไปได้ หรือเจอเบาะแสบางอย่าง ที่ทำให้ฉันโบ้ยความผิดไปที่อื่น สุดท้าย เมื่อตระหนักว่าฉันไม่อาจบ่ายเบี่ยงความรับผิดชอบได้ ฉันก็ดึงดันเล่นบทเหยื่อ ขีดว่าทุกอย่างเป็นเพราะโชคร้าย ฉันไม่ได้รับงานนี้มาจากพระเจ้า ฉันไม่ทบทวนตัวเอง ฉันแค่พร่ำบ่นเรื่องโชคร้าย ฉันปกปิดความผิดพลาดของตัวเอง และทำตัวหน้าซื่อใจคดเพื่อปกป้องสถานะ นั่นคือพฤติกรรมของศัตรูของพระคริสต์ เมื่อตระหนักถึงเรื่องนี้ ฉันก็กลัวจับใจ ฉันรู้ว่าการที่ฉันทำแบบนี้ต่อไป ไม่กลับใจ เหมือนพวกศัตรูของพระคริสต์ มันอันตรายแค่ไหน!
ฉันยังตระหนักด้วยว่า ในส่วนที่ฉันดื้อรั้นเหลือเกินและไม่เต็มใจยอมรับผิด เป็นเพราะฉันถูกตำแหน่งผู้รับผิดชอบมาผูกมัดและควบคุม จนทำให้ฉันจัดการกับความผิดพลาดของตัวเองอย่างไม่ถูกต้อง ฉันพบพระวจนะบางส่วนของพระเจ้าที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “เจ้าควรปฏิบัติอย่างไรเพื่อที่จะเป็นบุคคลที่ปกติและธรรมดาคนหนึ่ง? การนี้ทำได้อย่างไร?… ก่อนอื่นจงอย่าตั้งชื่อตำแหน่งให้ตัวเองและผูกมัดอยู่กับชื่อตำแหน่งนั้นโดยพูดว่า ‘ฉันคือผู้นำ ฉันคือผู้นำทีม ฉันคือผู้ดูแล ไม่มีใครรู้เรื่องธุรกิจนี้ดีไปกว่าฉัน ไม่มีใครเข้าใจทักษะทั้งหลายมากไปกว่าฉัน’ จงอย่าติดอยู่กับชื่อตำแหน่งที่เจ้าตั้งขึ้นเอง ทันทีที่เจ้าทำเช่นนั้น นั่นจะพันธนาการมือและเท้าของเจ้า รวมทั้งส่งผลต่อสิ่งที่เจ้าพูดและทำ การคิดและการตัดสินที่เป็นปกติของเจ้าก็จะได้รับผลไปด้วย เจ้าต้องปลดปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระจากการตีกรอบของสถานะนี้ ก่อนอื่น จงลดตัวจากตำแหน่งและชื่อตำแหน่งที่เป็นทางการนี้ และยืนในที่ทางของบุคคลธรรมดา หากเจ้าทำเช่นนี้ ความรู้สึกนึกคิดของเจ้าก็จะกลายเป็นปกติขึ้นมาบ้าง เจ้าต้องยอมรับและพูดด้วยว่า ‘ฉันไม่รู้ว่าจะทำสิ่งนี้ได้อย่างไร และฉันไม่เข้าใจสิ่งนั้นอีกด้วย—ฉันกำลังจะทำการศึกษาค้นคว้าบางอย่าง’ หรือ ‘ฉันไม่เคยได้รับประสบการณ์นี้มาก่อน ฉันเลยไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร’ เมื่อเจ้าสามารถพูดสิ่งที่เจ้ากำลังคิดอยู่จริงๆ และพูดอย่างซื่อสัตย์ได้ เจ้าย่อมจะมีสำนึกที่ปกติ ผู้อื่นจะรู้จักตัวตนที่แท้จริงของเจ้า และจะมีทัศนะที่ปกติต่อเจ้าด้วยเหตุนี้ และเจ้าก็จะไม่ต้องแสร้งเล่นละครและจะไม่มีแรงกดดันใหญ่หลวงอันใดต่อตัวเจ้า แล้วเจ้าก็จะสามารถสื่อสารกับผู้คนได้อย่างเป็นปกติ การใช้ชีวิตเช่นนี้เป็นไปอย่างอิสระและง่ายดาย ผู้ใดก็ตามที่พบว่าการใช้ชีวิตนั้นช่างน่าเหนื่อยล้า ก็เป็นเพราะพวกเขาทำให้เป็นแบบนี้เอง” (พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, การทะนุถนอมความล้ำค่าแห่งพระวจนะของพระเจ้าคือรากฐานของการเชื่อในพระเจ้า) “เมื่อใครบางคนในคริสตจักรได้รับการส่งเสริมและบ่มเพาะให้เป็นผู้นำ พวกเขาก็แค่ได้รับการส่งเสริมและบ่มเพาะในความหมายที่ตรงไปตรงมา ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาได้มาตรฐานและมีความสามารถในฐานะผู้นำ ว่าพวกเขาสามารถเข้ารับภาระหน้าที่ของงานตำแหน่งผู้นำได้แล้ว และสามารถทำงานได้จริง—นั่นไม่ใช่กรณีเช่นนั้น ผู้คนส่วนใหญ่ไม่สามารถมองสิ่งเหล่านี้ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง และพวกเขาก็ยกย่องคนที่ได้รับการส่งเสริมไปตามความคิดฝันของตน นี่คือความผิดพลาด ไม่ว่าจะเชื่อในพระเจ้ามากี่ปีแล้วก็ตาม ผู้ที่ได้รับการส่งเสริมเหล่านั้นมีความเป็นจริงความจริงอย่างแท้จริงหรือไม่? ไม่จำเป็น พวกเขาสามารถทำตามการจัดการเตรียมงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้าให้เกิดผลได้หรือไม่? ไม่จำเป็น พวกเขามีสำนึกรับผิดชอบหรือไม่? พวกเขาจงรักภักดีหรือไม่? พวกเขาสามารถนบนอบหรือไม่? เวลาเผชิญปัญหา พวกเขาสามารถแสวงหาความจริงหรือไม่? ไม่มีผู้ใดรู้ทั้งหมดนี้ ผู้คนเหล่านี้มีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าหรือไม่? แล้วหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าของพวกเขายิ่งใหญ่เพียงใดกันแน่? เวลาทำสิ่งทั้งหลาย พวกเขาหลีกเลี่ยงการทำตามเจตจำนงของตนเองได้หรือไม่? พวกเขาสามารถแสวงหาพระเจ้าหรือไม่? ระหว่างที่พวกเขาปฏิบัติงานตำแหน่งผู้นำ พวกเขาสามารถมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าบ่อยๆ เพื่อแสวงหาเจตนารมณ์ของพระเจ้าหรือไม่? พวกเขาสามารถนำผู้คนเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงหรือไม่? แน่นอนว่าพวกเขาไม่สามารถทำเรื่องดังกล่าวได้ พวกเขายังไม่ได้รับการฝึกฝนและพวกเขายังไม่มีประสบการณ์มากพอ ดังนั้นพวกเขาจึงไม่สามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้ นี่คือสาเหตุที่การส่งเสริมและบ่มเพาะใครบางคนไม่ได้หมายความว่าพวกเขาเข้าใจความจริงแล้ว อีกทั้งไม่ใช่การกล่าวว่าพวกเขาสามารถทำหน้าที่ของตนในแบบที่ได้มาตรฐานแล้ว” (พระวจนะฯ เล่ม 5 หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน, หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (5)) จากพระวจนะของพระเจ้า ฉันเข้าใจว่าการเป็นผู้นำ หรือเป็นผู้รับผิดชอบ ไม่ได้หมายความว่าเราเป็นผู้มีคุณสมบัติ สูงส่ง หรือเก่งกว่าคนอื่นโดยอัตโนมัติ นั่นคือโอกาสพัฒนาทักษะของเรา หรือฝึกฝนผ่านงาน การฝึกฝนเปิดเผยอุปนิสัยเสื่อมทรามของผู้คน และย่อมมีความพ่ายแพ้และความล้มเหลวเสมอ นั่นเป็นเรื่องปกติอย่างที่สุด แต่เมื่อฉันวางตัวเองในตำแหน่งผู้รับผิดชอบ ฉันก็คิดว่า ฉันต้องเก่งกว่าคนอื่น ไม่ทำพลาดแบบเดียวกับพวกเขา หรือเปิดเผยความเสื่อมทรามอย่างพวกเขา ดังนั้นเมื่อฉันทำพลาด ฉันจึงไม่อยากยอมรับ ฉันเอาแต่เสแสร้งและปกปิดมันไว้ ฉันใช้เวลาทั้งหมดไปกับการเปี่ยมด้วยความกังวล ใช้ชีวิตอันแสนเหนื่อยยาก ทั้งหมดเป็นเพราะฉันให้ค่ากับสถานะและชื่อเสียงของตัวเอง นอกจากนี้ ฉันยังตระหนักด้วยว่า การทำพลาดและเสียหน้าไม่ใช่เรื่องแย่เสมอไป ดั่งที่พระวจนะของพระเจ้ากล่าวว่า “การทำให้ตัวเจ้าดูแย่ก็เป็นเรื่องดี ช่วยให้เจ้ามองเห็นความบกพร่องของตนเองและความหลงตัวเองของเจ้า นี่แสดงให้เจ้าเห็นว่าปัญหาของเจ้าอยู่ตรงไหนและช่วยให้เจ้าเข้าใจได้อย่างชัดเจนว่าเจ้าไม่ใช่คนที่สมบูรณ์แบบ ไม่มีผู้คนที่สมบูรณ์แบบและการทำให้ตัวเจ้าดูแย่ก็เป็นเรื่องปกติมาก ทุกคนย่อมมีประสบการณ์กับช่วงเวลาที่พวกเขาทำให้ตัวเองดูโง่เขลาหรือรู้สึกอับอาย ทุกคนล้วนล้มเหลว มีประสบการณ์กับการติดขัด และมีจุดอ่อน การทำให้ตัวเองดูแย่ไม่ใช่เรื่องไม่ดี เมื่อเจ้าทำให้ตัวเองดูแย่ แต่ไม่รู้สึกอับอาย และไม่ได้รู้สึกหมดกำลังใจอยู่ลึกๆ ในใจ นั่นไม่ได้หมายความว่าเจ้าไร้ยางอาย แต่หมายความว่าเจ้าไม่ใส่ใจว่าการทำให้ตัวเองดูแย่จะส่งผลต่อความมีหน้ามีตาของเจ้าหรือไม่ และหมายความว่าความหลงตัวเองของเจ้าไม่ได้ครอบงำความคิดอ่านของเจ้าอีกต่อไป หมายความว่าความเป็นมนุษย์ของเจ้าเติบโตเต็มที่แล้ว นี่ช่างวิเศษนัก! นี่เป็นเรื่องดีมิใช่หรือ? นี่เป็นเรื่องดี จงอย่าคิดว่าเจ้าปฏิบัติได้ไม่ดีหรือเจ้าโชคไม่ดี และจงอย่ามองหาสาเหตุแท้จริงที่อยู่เบื้องหลัง นี่เป็นเรื่องปกติ” (พระวจนะฯ เล่ม 6 ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง, ควรไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างไร (2)) อันที่จริง หลังจากความผิดพลาดทั้งสองหน รวมถึงความพยายามซ่อนมันไว้อย่างน่าอดสู ในที่สุดฉันก็รู้จักตัวเองขึ้นบ้าง ฉันได้เห็นว่า ฉันไม่ได้เก่งไปกว่าพี่น้องชายหญิงคนไหน ฉันทำหน้าที่ด้วยความสะเพร่า กังวลเรื่องชื่อเสียงและสถานะมากเกินไป ฉันไม่มีความกล้าที่จะยอมรับผิดด้วยซ้ำ ฉันอยากปกปิดเอาไว้ และหลอกลวงทุกคน ฉันเป็นคนหน้าซื่อใจคดลวงโลก อันที่จริง การเผชิญปัญหาขณะทำหน้าที่ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว ตราบใดที่เราเป็นคนเปิดเผย ซื่อสัตย์ และเผชิญความผิดพลาดทั้งหลายด้วยความสงบ คิดทบทวน วันหน้าเราก็ย่อมเลี่ยงปัญหาทำนองเดียวกัน และสามารถได้รับอะไรบางอย่างได้ นี่คือท่าทีและเหตุผลที่ผู้คนพึงมี ตอนนี้ เมื่อฉันเข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้า ฉันก็ไม่สนว่าคนอื่นจะคิดกับฉันอย่างไร ฉันสร้างผลกระทบต่องานของเราไปแล้ว ฉันต้องหาคำตอบว่าอะไรคือต้นเหตุของความผิดพลาดเหล่านี้ เพื่อเลี่ยงไม่ให้เกิดขึ้นอีกในอนาคต
ต่อมา ฉันอ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่ง “เมื่อคนเราสามารถเอาจริงเอาจัง มีความรับผิดชอบ และมอบหัวใจและพละกำลังทั้งหมดของพวกเขา งานนั้นจะเสร็จสิ้นอย่างถูกต้องเหมาะสม บางครั้งเจ้าอยู่ในสภาวะจิตใจที่ไม่ถูกต้อง และไม่สามารถพบเจอและค้นพบความผิดพลาดซึ่งชัดเจนมาก หากเจ้ามีสภาวะจิตใจที่ถูกต้อง เช่นนั้นแล้ว ด้วยความรู้แจ้งและการทรงนำจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ เจ้าก็จะสามารถระบุแยกแยะประเด็นปัญหานั้นได้ หากพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทรงนำเจ้าและได้ทรงมอบการตระหนักรู้หนึ่งให้เจ้า เปิดโอกาสให้เจ้ารู้สึกถึงความชัดเจนที่หัวใจและรู้ว่าความผิดพลาดอยู่ที่ไหน เจ้าก็จะสามารถแก้ไขความเบี่ยงเบนให้ถูกต้องและเพียรพยายามเพื่อหลักธรรมความจริงได้ หากเจ้าอยู่ในสภาวะจิตใจที่ไม่ถูกต้อง และหากเจ้าใจลอยและไม่เอาใจใส่ เจ้าจะสามารถสังเกตเห็นความผิดพลาดนั้นได้หรือไม่? เจ้าย่อมจะไม่สามารถ สิ่งที่เห็นได้จากการนี้คืออะไร? นี่แสดงให้เห็นว่าการที่ผู้คนทำในส่วนของตนเองนั้นสำคัญมากสำหรับการปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ดี ทัศนคติของพวกเขาสำคัญมาก และความคิดและแนวคิดของพวกเขามุ่งตรงไปยังที่ใดก็สำคัญมาก พระเจ้าทรงพินิจพิเคราะห์และสามารถทอดพระเนตรเห็นว่าผู้คนอยู่ในสภาพจิตใจเช่นไร และในใจพวกเขามานะพยายามกันมากเพียงใดระหว่างปฏิบัติหน้าที่ของตน การที่ผู้คนใส่หัวใจและพละกำลังทั้งหมดของพวกเขาเข้าไปในสิ่งที่พวกเขาทำนั้นสำคัญอย่างยิ่ง การที่พวกเขาทำในส่วนของตนเองก็เป็นองค์ประกอบสำคัญอย่างยิ่งอย่างหนึ่ง ผู้คนจะกระทำการด้วยหัวใจและพละกำลังทั้งหมดของพวกเขา ก็ต่อเมื่อพวกเขาเพียรพยายามที่จะไม่เสียใจเกี่ยวกับหน้าที่ที่พวกเขาทำเสร็จสิ้นแล้วและสิ่งที่พวกเขาได้ทำลงไป และไม่เป็นหนี้ต่อพระเจ้า” (พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, ภาคที่สาม) พระวจนะของพระเจ้ากล่าวว่า เมื่อสภาพจิตใจของคนเราไม่ถูกต้อง อีกทั้งใจลอย และทำหน้าที่ด้วยความสะเพร่า พวกเขายอมไม่อาจเห็นความผิดพลาดที่อยู่ต่อหน้าตัวเอง สถานการณ์ของฉันเป็นดั่งที่พระเจ้าตรัส ความผิดพลาดสองหนนี้ตำตาฉันอยู่ทนโท่—หากฉันใส่ใจมากขึ้นสักนิด ฉันก็คงเห็นได้โดยง่าย แต่ว่าฉัน กลับไม่สังเกตเห็น วิดีโอชิ้นหนึ่งต้องทำใหม่ ส่วนอีกถูกทำสองหน เราใช้ทั้งแรงงาน และทรัพยากร และอันที่จริง เรื่องนี้เกี่ยวข้องอย่างยิ่งกับสภาพจิตใจของฉันในตอนนั้น ฉันคิดว่าตัวเองช่ำชองในงานนี้ คิดว่าฉันรู้ขั้นตอนการทำงานเป็นอย่างดี ฉัยจึงไม่ระวังอย่างตอนที่เริ่มทำแรกๆ ฉันโอหัง และสะเพร่า โดยเฉพาะในการตรวจทานขั้นแรก ฉันคิดว่าเป็นเรื่องง่าย คิดว่าทำแค่พอผ่านๆ ไปตามประสบการณ์ที่ผ่านมาก็ได้ ฉันไม่ใส่ใจ ไม่ได้ตรวจทานให้ละเอียดถี่ถ้วน และสุดท้าย ฉันก็ทำผิดพลาดในเรื่องพื้นฐาน และทั้งหมดนี้ เป็นเพราะฉันใช้ชีวิตอยู่ในอุปนิสัยโอหัง และทำหน้าที่แบบส่งๆ ต่อมา ฉันเปิดใจกับพี่น้องชายหญิงถึงความผิดพลาดที่ฉันทำในหน้าที่ ฉันสรุปปัญหาในงานของเรา และเสนอแบบอย่างบางอย่าง ที่จะช่วยป้องกันปัญหาทำนองเดียวกันในอนาคต ฉันได้พบความสงบสุขในจิตใจบางอย่างผ่านเรื่องนี้
ในไม่ช้า ฉันก็ได้รับผิดชอบโครงการใหม่ แต่เพราะฉันไม่เคยทำวิดีโอแนวนี้มาก่อน ฉันได้เข้าใจรายละเอียดทั้งหมดโดยถ่องแท้ จึงเกิดปัญหาบางอย่างขึ้นระหว่างการผลิต ถึงแม้บางครั้งฉันจะกังวลว่าผู้คนจะคิดอย่างไร ฉันก็ปฏิบัติต่อปัญหาด้วยชุดความคิดที่ถูกต้อง ไม่ถูกความยโสมาควบคุม ความผิดพลาดแต่ละครั้ง ฉันบันทึกเอาไว้ และสรุปความผิดปกติ เพื่อหาทางป้องกันไม่ให้มันเกิดขึ้นอีก หลังทำเช่นนี้ ฉันก็สามารถเห็นการทรงนำของพระเจ้า จับและแก้ไขปัญหาได้มากมาย ก่อนที่มันจะสร้างความเสียหายใดๆ ต่อคริสตจักร ฉันได้เรียนรู้ผ่านประสบการณ์นี้ว่า เมื่อทุ่มทั้งใจให้การทำหน้าที่ เราจะย่อมมีการทรงนำและการทรงคุ้มครองจากพระเจ้า ขณะเดียวกัน ฉันก็ได้เรียนรู้ว่า การที่เราอับอายจากความผิดพลาดหรือความล้มเหลวไม่ใช่เรื่องเลวร้าย สิ่งนี้ช่วยให้ฉันเห็นข้อเสีย และความเสื่อมทรามของตัวเอง ให้ฉันได้ละวางความทะนงตน และปฏิบัติต่อตัวเองได้ถูกต้อง