2. การพยายามอย่างยากลำบากที่จะยอมรับความผิดพลาด

วันเสาร์ที่ 3 ธันวาคม 2022 ฝนตกปรอยๆ

วันนี้ ขณะที่ฉันกำลังจัดระเบียบแผ่นงาน ฉันบังเอิญเจอวิดีโอที่ถูกมอบหมายไปอย่างไม่เหมาะสม โดยมีการผลิตงานซ้ำ ฉันรู้สึกประหลาดใจมาก หลังจากตรวจสอบอย่างละเอียด ฉันพบว่าสาเหตุเกิดจากฉันลืมตรวจสอบบันทึกก่อนเริ่มการผลิต ฉันนึกขึ้นได้ว่าฉันเคยทำผิดพลาดแบบนี้มาแล้วสองครั้ง เพราะไม่ได้ตรวจสอบบันทึก ตอนนั้นผู้นำติเตียนฉันว่าไม่ขยัน และสรุปสาเหตุของความผิดพลาด บอกฉันว่าต่อไปให้หลีกเลี่ยงอย่าทำผิดซ้ำเรื่องเดิม ไม่นึกเลยว่าคราวนี้ฉันจะทำผิดในเรื่องเดิมอีก ฉันรู้สึกอ่อนไปทั้งตัว “ฉันเพิ่งเป็นผู้ดูแลได้ไม่กี่วันเอง แต่กลับทำผิดพลาดในเรื่องง่ายๆ แบบนี้อีกแล้ว ถ้าผู้นำรู้เข้า เธอจะผิดหวังในตัวฉันมากขนาดไหน!  ถ้าเธอตัดแต่งและติเตียนฉันอีกรอบ ฉันจะสู้หน้าเธอได้ยังไง?”  ฉันยังนึกถึงไม่กี่วันก่อนที่ซินจิงพี่น้องหญิงในกลุ่มของเราถูกปลด เพราะเธอมักทำหน้าที่แบบสุกเอาเผากิน ตอนนั้น ฉันถึงกับสามัคคีธรรมและเปิดโปงธรรมชาติและผลที่ตามมาจากการทำงานแบบสุกเอาเผากินของเธออยู่เลย แต่ตอนนี้ฉันก็มาทำผิดพลาดในเรื่องง่ายๆ เพราะความสุกเอาเผากินของตัวเองเหมือนกัน ถ้าเหล่าพี่น้องรู้เข้า พวกเขาคงจะพูดว่าฉันดีแต่ประกาศคำพูดและคำสอน แต่กลับทำหน้าที่ของตัวเองแบบสุกเอาเผากินและไม่มีความเป็นจริงความจริงเลยแน่ๆ ทำให้ฉันไม่คู่ควรเป็นผู้ดูแล ยิ่งคิดเรื่องนี้มากเท่าไหร่ ฉันก็ยิ่งรู้สึกอึดอัดใจ และเสียใจที่ไม่ได้ตรวจสอบอย่างละเอียดในตอนนั้น ฉันอายเกินกว่าจะยอมรับความผิดพลาดต่อหน้าทุกคน ก็เลยลบบันทึกการผลิตครั้งก่อนออก ในขณะนั้น ประโยคหนึ่งจากพระวจนะของพระเจ้าก็แวบเข้ามาในหัวฉันที่ว่า “คำพูดและความประพฤติที่เป็นความลับทั้งหลายของมนุษย์จึงยังคงอยู่ต่อหน้าบัลลังก์พิพากษาของเราเสมอ(พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, งานแห่งการเผยแผ่ข่าวประเสริฐคืองานแห่งการช่วยมนุษย์ให้รอดด้วยเช่นกัน)  ฉันรู้สึกได้ถึงความหวาดกลัวและสั่นสะท้านในหัวใจ พระเจ้าทรงพินิจพิเคราะห์ความเป็นอยู่ที่ลึกที่สุดของมนุษย์ แม้ว่าฉันจะซ่อนเรื่องนี้จากผู้คนได้ แต่ฉันก็ไม่สามารถตบตาพระเจ้าได้ หากฉันเลือกที่จะหลอกลวง พระเจ้าจะทรงเห็นได้อย่างชัดเจนและพระองค์จะทรงกล่าวโทษฉัน ฉันกลัวมาก จึงรีบกู้คืนบันทึกที่ลบไป เมื่อมองไปที่บันทึกนี้ ก็เหมือนมองเห็นคราบที่ไม่สามารถลบออกไปได้ แต่ฉันก็ไม่มีความกล้าที่จะยอมรับความผิดกับผู้นำจริงๆ ฉันคิดว่า ถ้าฉันไม่พูดอะไรก็จะไม่มีใครรู้เรื่องนี้ ดังนั้น ฉันจึงปิดแผ่นงานอย่างรวดเร็ว

ในคืนนั้น ฉันนอนพลิกไปพลิกมาอยู่บนเตียง หลับไม่ลง รู้สึกไม่สบายใจ ฉันทำผิดพลาดอย่างชัดเจนจนส่งผลเสียต่อการทำงาน แต่ฉันกลับแกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง และไม่ได้วางแผนจะบอกผู้นำเกี่ยวกับปัญหานี้ ฉันกำลังตบตาอย่างโจ่งแจ้ง!  ต่อมา ฉันได้อ่านเรื่องนี้จากพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า “พระเจ้าไม่ทรงทำให้พวกที่หลอกลวงมีความเพียบพร้อม  หากหัวใจของเจ้าไม่ซื่อสัตย์—หากเจ้าไม่พยายามเป็นบุคคลที่ซื่อสัตย์—เช่นนั้นแล้ว พระเจ้าก็จะไม่ทรงรับเจ้าไว้  ในทำนองเดียวกัน เจ้าจะไม่ได้รับความจริง และจะไม่สามารถได้รับพระเจ้าอีกด้วย  การที่เจ้าไม่ได้รับพระเจ้าหมายความว่าอย่างไร?  หากเจ้าไม่ได้รับพระเจ้า และเจ้ายังไม่เข้าใจความจริง เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็จะไม่รู้จักพระเจ้า และดังนั้นก็ย่อมไม่มีทางที่เจ้าจะสามารถเข้ากันได้กับพระเจ้า ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนั้น เจ้าก็คือศัตรูของพระเจ้า  หากเจ้าเข้ากันไม่ได้กับพระเจ้า พระเจ้าก็ไม่ใช่พระเจ้าของเจ้า และหากพระเจ้าไม่ใช่พระเจ้าของเจ้า เจ้าย่อมไม่สามารถได้รับการช่วยให้รอด  หากเจ้าไม่พยายามบรรลุความรอด เหตุใดเจ้าจึงเชื่อในพระเจ้า?  หากเจ้าไม่สามารถบรรลุความรอด เจ้าก็จะเป็นศัตรูคู่อริกับพระเจ้าตลอดไป และบทอวสานของเจ้าก็จะถูกกำหนด  ด้วยเหตุนั้น หากผู้คนปรารถนาที่จะได้รับการช่วยให้รอด เช่นนั้นแล้วพวกเขาต้องเริ่มต้นด้วยการเป็นคนซื่อสัตย์  ในท้ายที่สุด บรรดาผู้ซึ่งพระเจ้าจะทรงรับไว้ย่อมได้รับการทำเครื่องหมาย  พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าคือสิ่งใด?  สิ่งนี้ถูกเขียนไว้ในพระธรรมวิวรณ์ ในพระคัมภีร์ว่า ‘และในปากของพวกเขาไม่พบความเท็จ เขาเป็นคนที่ปราศจากตำหนิ’ (วิวรณ์ 14:5)  ‘พวกเขา’ คือผู้ใด?  พวกเขาคือบรรดาผู้ที่พระเจ้าทรงช่วยให้รอด ทำให้มีความเพียบพร้อมและทรงรับไว้  พระเจ้าทรงพรรณนาผู้คนเหล่านี้ว่าอย่างไร?  สิ่งใดคือคุณลักษณะเฉพาะและการแสดงออกของการปฏิบัติตนของพวกเขา?  พวกเขาไม่มีตำหนิ  พวกเขาไม่พูดโกหก  พวกเจ้าทั้งหมดน่าจะสามารถเข้าใจและจับความได้ว่าการไม่พูดโกหกหมายถึงสิ่งใด กล่าวคือ นี่หมายถึงการเป็นคนซื่อสัตย์(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, หกข้อบ่งชี้ถึงการเจริญเติบโตของชีวิต)  “ทุกคนต่างมีอุปนิสัยหลอกลวง ความแตกต่างหนึ่งเดียวอยู่ที่ว่าอุปนิสัยนั้นร้ายแรงเพียงใด  แม้ว่าเจ้าอาจจะเปิดใจและสามัคคีธรรมปัญหาของเจ้าในการชุมนุม แต่นั่นหมายความว่าเจ้าไม่มีอุปนิสัยหลอกลวงอย่างนั้นหรือ?  ไม่ใช่ เจ้าก็มีอุปนิสัยดังกล่าวเช่นกัน  เหตุใดเราจึงกล่าวเช่นนี้?  นี่คือตัวอย่าง เจ้าอาจจะเปิดอกสามัคคีธรรมถึงสิ่งทั้งหลายที่ไม่แตะต้องศักดิ์ศรีหรือความทะนงตนของเจ้า สิ่งที่ไม่ได้น่าละอายใจ และสิ่งที่จะไม่ทำให้เจ้าถูกตัดแต่งได้—แต่หากเจ้าได้ทำอะไรบางอย่างที่ละเมิดหลักธรรมความจริง บางอย่างที่ทุกคนจะเกลียดชังและขยะแขยง เจ้าจะสามารถสามัคคีธรรมถึงสิ่งเหล่านั้นอย่างเปิดอกในการชุมนุมได้หรือไม่?  และหากเจ้าทำอะไรบางอย่างที่ไม่อาจพูดได้ การที่เจ้าจะเปิดใจเผยความจริงเกี่ยวกับสิ่งนั้นย่อมจะยากยิ่งกว่าเดิม  หากมีใครมาตรวจสอบหรือพยายามที่จะหาคนผิดในเรื่องดังกล่าว เจ้าย่อมจะใช้ทุกวิธีการที่ทำได้เพื่อซ่อนมันไว้ อีกทั้งเจ้าจะหวาดกลัวว่าเรื่องนี้อาจถูกเปิดโปง  เจ้าจะพยายามปิดบังและพยายามหนีความผิดอยู่เสมอ  นี่คืออุปนิสัยหลอกลวงมิใช่หรือ?  เจ้าอาจจะเชื่อว่าหากเจ้าไม่พูดออกไปย่อมจะไม่มีใครรู้ และแม้แต่พระเจ้าก็จะไม่มีทางรู้เรื่องนั้นเสียด้วยซ้ำ  นั่นเป็นความเข้าใจผิด!  พระเจ้าทรงพินิจพิเคราะห์ส่วนที่ลึกที่สุดในหัวใจของผู้คน  หากเจ้าไม่สามารถรับรู้เรื่องนี้ได้ เช่นนั้นเจ้าก็ไม่รู้จักพระเจ้าเลย  คนหลอกลวงไม่เพียงแต่ใช้เล่ห์กับผู้อื่นเท่านั้น—พวกเขายังกล้าที่จะพยายามใช้เล่ห์กับพระเจ้าและใช้วิธีการอันหลอกลวงเพื่อต้านทานพระองค์เสียด้วยซ้ำ  ผู้คนเช่นนั้นจะสามารถบรรลุความรอดของพระเจ้าได้หรือ?  พระอุปนิสัยของพระเจ้านั้นชอบธรรมและบริสุทธิ์ อีกทั้งคนหลอกลวงก็เป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงรังเกียจมากที่สุด  ดังนั้นแล้ว คนหลอกลวงจึงเป็นพวกที่บรรลุความรอดได้ยากที่สุด  ผู้คนที่มีธรรมชาติอันหลอกลวงเป็นคนที่โกหกมากที่สุด  พวกเขาจะถึงกับโกหกพระเจ้าและพยายามหลอกพระองค์ และพวกเขาก็เป็นพวกที่ดันทุรังไม่ยอมกลับใจ  สิ่งนี้หมายความว่า พวกเขาจะไม่สามารถบรรลุความรอดของพระเจ้าได้(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, มีเพียงการรู้จักอุปนิสัยอันเสื่อมทรามหกประเภทเท่านั้นที่หมายถึงการรู้จักตนเองอย่างแท้จริง)  เมื่อเปรียบเทียบพระวจนะของพระเจ้า กับความคิดและการกระทำของฉันหลังจากทำผิดพลาด ฉันก็รู้ตัวว่ากำลังเปิดเผยอุปนิสัยหลอกลวง เป็นความจริงที่ฉันทำหน้าที่อย่างสุกเอาเผากิน ส่งผลให้เกิดการทำงานซ้ำซ้อน และสิ้นเปลืองทั้งทรัพยากรมนุษย์และวัตถุ ฉันควรจะเป็นคนซื่อสัตย์และยอมรับความผิดพลาดกับผู้นำอย่างสุจริตใจและรับผิดชอบ แต่ฉันกลัวว่าผู้นำและเหล่าพี่น้องจะดูถูกฉัน ฉันจึงเลือกที่จะปกปิดความผิดพลาดด้วยการลบบันทึกการผลิตก่อนหน้านี้ คิดว่านี่จะช่วยให้ไม่มีใครพบปัญหา แม้ว่าฉันจะกู้คืนบันทึกกลับมาในภายหลัง แต่ฉันก็ยังไม่อยากยอมรับความผิดพลาด หวังให้เรื่องนี้ผ่านไปโดยไม่มีใครสังเกตเห็น ตราบใดที่ไม่มีใครพบเรื่องนี้ทีหลัง เรื่องนี้ก็คงจะจบลงโดยไม่ต้องสะสาง หากมีใครพบเข้าทีหลัง ฉันก็สามารถบอกได้ว่า ฉันเพิ่งจะสังเกตเห็นในตอนนั้นแต่ลืมที่จะบอก ไม่ได้ตั้งใจที่จะปกปิดความผิดพลาด ด้วยหนทางนี้ ฉันจะปกปิดความผิดไว้ได้ โดยไม่ให้ดูเหมือนตบตา ฉันช่างหลอกลวงเหลือเกิน!  แก่นแท้ของพระเจ้านั้นบริสุทธิ์ และพระองค์ทรงโปรดผู้คนที่ซื่อสัตย์และทรงเกลียดชังผู้คนที่หลอกลวง แม้ว่าฉันจะรู้ว่าพระเจ้าทรงพินิจพิเคราะห์ทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ฉันก็ยังมีพฤติกรรมหลอกลวงและฉ้อฉล การกระทำของฉันทำให้พระเจ้าทรงขยะแขยง หากฉันไม่กลับใจและเป็นคนที่ซื่อสัตย์ ไม่ว่าภายนอกฉันจะดูเสียสละไปมากแค่ไหน ฉันก็จะไม่ได้รับการช่วยให้รอดในที่สุด แต่ถึงกระนั้น การยอมรับความผิดพลาดกับผู้นำก็น่าอายมาก ฉันกลัวว่าผู้นำจะผิดหวังในตัวฉันและตัดแต่งฉัน ฉันไม่มีความกล้าที่จะพูดออกมา ฉันรู้สึกขัดแย้งและเจ็บปวดในหัวใจ

วันจันทร์ที่ 5 ธันวาคม 2022 ท้องฟ้ามืดครึ้ม

ผ่านมาสองวันแล้ว แต่ฉันก็ยังไม่มีความกล้าที่จะบอกผู้นำ ตลอดสองวันนี้ ฉันอยากจะลบเหตุการณ์นี้ออกจากความทรงจำอย่างหมดท่า เพื่อที่จะไม่ต้องยอมรับความผิดพลาดและเผชิญกับความอับอาย ฉันทุ่มหมดตัวไปกับงาน ซึ่งช่วยให้ฉันลืมเรื่องนี้ไปชั่วคราว แต่เมื่อถึงช่วงที่ละจากงาน ฉันก็อดไม่ได้ที่จะคิดถึงเรื่องนี้อีก ความผิดพลาดนี้เกาะติดฉันราวกับฝันร้าย ไม่ว่าฉันจะกิน ทำความสะอาด หรือเดิน เมื่อคิดถึงความผิดพลาดนั้น ก็ทำให้หัวใจฉันเจ็บปวดราวกับถูกบิด เหมือนกับมีเสียงคอยกล่าวหาฉันอยู่ในหัวตลอดเวลาว่า “เธอไม่ใช่คนที่ซื่อสัตย์ เธอไม่สามารถได้รับการช่วยให้รอด” ตอนกลางคืน ฉันก็หลับไม่สนิท และหัวใจฉันก็อยู่ในความทรมาน ฉันนึกถึงพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า “กล่าวสั้นๆ ก็คือ การซื่อสัตย์คือการกระทำและคำพูดที่บริสุทธิ์ ไม่หลอกลวงทั้งพระเจ้าและมนุษย์  สิ่งที่เรากล่าวถึงนั้นเรียบง่ายมาก แต่กลับยากลำบากสำหรับพวกเจ้าเป็นทวีคูณ  ผู้คนมากมายยอมถูกโยนลงนรกมากกว่าที่จะพูดและกระทำการด้วยความซื่อสัตย์  จึงไม่น่าประหลาดใจเลยที่เราเตรียมวิธีอีกแบบไว้จัดการคนที่ไม่ซื่อสัตย์(พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, การตักเตือนสามประการ)  ตอนอ่านพระวจนะของพระเจ้าเหล่านี้ก่อนหน้านี้ ฉันไม่ค่อยเข้าใจนัก ฉันคิดว่า “การเป็นคนที่ซื่อสัตย์มันยากขนาดนั้นเลยเหรอ?  พระเจ้าตรัสไว้อย่างชัดเจนว่า หากเราไม่กลายเป็นผู้คนที่ซื่อสัตย์ เราก็จะไม่ได้รับการช่วยให้รอด เมื่อฉันรู้ถึงผลที่ตามมานี้ เพื่อให้ได้รับการช่วยให้รอดและเข้าสู่ราชอาณาจักรแห่งสวรรค์ ฉันก็ควรพูดและกระทำอย่างซื่อสัตย์ตามพระวจนะของพระเจ้า ไม่ว่าจะต้องสู้ทนกับการทนทุกข์สักแค่ไหนก็ตาม นี่ไม่น่าจะยาก!  ยิ่งกว่านั้น ฉันเป็นคนที่มีบุคลิกตรงไปตรงมาโดยธรรมชาติ คิดอะไรก็พูดออกไปอย่างนั้น ดังนั้น การเป็นคนซื่อสัตย์และพูดความจริงไม่น่าจะยากสำหรับฉัน” แต่ในการเปิดเผยข้อเท็จจริงนี้ ฉันก็ได้ตระหนักว่าการเป็นคนที่ซื่อสัตย์ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด ฉันไม่มีแม้แต่ความกล้าที่จะยอมรับความผิดพลาดของตัวเอง เพื่อรักษาศักดิ์ศรีและสถานะของตัวเอง ฉันถึงกับใช้เล่ห์กลปกปิดข้อเท็จจริง แม้ว่าฉันจะรู้ชัดเจนว่าฉันจะไม่ได้รับการช่วยให้รอดหากไม่เป็นคนซื่อสัตย์ แต่ฉันก็ยังไม่อยากยอมรับความผิดพลาด ฉันไม่ใช่บุคคลประเภทที่พระเจ้าทรงอธิบายไว้หรอกหรือ ที่ยอมถูกตัดสินลงโทษให้ตกนรกดีกว่าพูดอย่างซื่อสัตย์?  ฉันคิดถึงการที่ฉันเชื่อในพระเจ้ามานานกว่าสิบปี แต่ก็ยังไม่สามารถเป็นคนที่ซื่อสัตย์ได้แม้แต่ในเรื่องเล็กๆ นี้ หรือยอมรับความผิดพลาดของตัวเองได้อย่างสุจริตใจ ฉันไม่มีความเป็นจริงความจริงแม้แต่น้อย!  ฉันรู้สึกท้อแท้และผิดหวังในตัวเองมาก ฉันป่าวร้องอยู่ตลอดว่าฉันต้องการปฏิบัติความจริง แต่เมื่อเผชิญกับเรื่องที่เกี่ยวข้องกับศักดิ์ศรีและสถานะของฉัน ฉันกลับจงใจไม่ปฏิบัติความจริง ฉันรู้สึกจิตตก และไม่อยากคุยกับเหล่าพี่น้อง ฉันรู้สึกอยู่ตลอดว่าฉันไม่ปฏิบัติความจริงและไม่เป็นคนที่ซื่อสัตย์ ฉันก็เลยไม่มีหน้าจะไปเจอพวกเขา ตอนกลางคืน ก่อนนอน ฉันอธิษฐานถึงพระเจ้าด้วยน้ำตานองหน้า ระบายความเจ็บปวดในหัวใจว่า “พระเจ้า ข้าพระองค์เห็นแล้วว่าตนเองน่าอนาถเพียงใด ข้าพระองค์ไม่สามารถปฏิบัติความจริงแม้แต่ในเรื่องเล็กๆ เช่นนี้ได้ แม้แต่พูดอย่างสัตย์จริงสักคำหรือยอมรับความผิดพลาดข้าพระองค์ก็ทำไม่ได้ ข้าพระองค์ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามอย่างฝังลึกเสียแล้ว!  พระเจ้า ข้าพระองค์รู้สึกท้อแท้ยิ่งนัก ข้าพระองค์ไม่อยากใช้ชีวิตแบบนี้ ขอพระองค์ทรงช่วยข้าพระองค์ให้รอดด้วย”

วันจันทร์ที่ 12 ธันวาคม 2022 ท้องฟ้ามืดครึ้ม กลายเป็นแจ่มใส

เดิมทีฉันตั้งใจจะยอมรับความผิดพลาดกับผู้นำ แต่เมื่อถึงเวลาที่ต้องพูด ฉันก็ยังรู้สึกกังวลอยู่มาก ฉันอดไม่ได้ที่จะสงสัยว่า ทำไมฉันถึงยอมรับความผิดพลาดและพูดความจริงได้ยากขนาดนี้?  อะไรที่ขวางกั้นฉันไม่ให้เป็นคนที่ซื่อสัตย์กันแน่?  ฉันได้บอกเล่าสภาวะของฉันกับพี่น้องหญิงหลี่ถง และเธอก็ส่งพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่งมาให้ฉัน ซึ่งในที่สุดก็ทำให้ฉันเข้าใจเรื่องนี้ขึ้นมาบ้าง พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “เวลาทำบางสิ่งบางอย่าง หากเจ้ามีความแน่วแน่ เจ้าย่อมสามารถทำสิ่งนั้นได้ดีด้วยแรงผลักครั้งเดียว แต่การพูดความจริงโดยไม่โกหกครั้งเดียวย่อมไม่ทำให้เจ้าเป็นคนที่ซื่อสัตย์อย่างถาวร  การเป็นคนซื่อสัตย์เกี่ยวเนื่องกับการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของเจ้า และนี่ก็พึงต้องผ่านประสบการณ์สักสิบหรือยี่สิบปี  เจ้าต้องทิ้งอุปนิสัยหลอกลวงของตนที่โกหกและตีสองหน้าเสียก่อน เจ้าจึงจะทำได้ตามมาตรฐานของการเป็นคนที่ซื่อสัตย์โดยพื้นฐาน  สำหรับทุกคนแล้วนี่ยากมิใช่หรือ?  นี่คือความท้าทายอันใหญ่หลวง  ตอนนี้พระเจ้าทรงต้องการทำให้ผู้คนกลุ่มหนึ่งเพียบพร้อมและได้พวกเขาไว้ และทุกคนที่ไล่ตามเสาะหาความจริงต้องยอมรับการพิพากษาและการตีสอน บททดสอบและกระบวนการถลุง ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อแก้ไขอุปนิสัยที่เต็มไปด้วยเล่ห์ลวงของพวกเขาและทำให้พวกเขากลายเป็นบุคคลที่ซื่อสัตย์ เป็นผู้คนที่นบนอบพระเจ้า  นี่ไม่ใช่บางสิ่งที่สามารถสัมฤทธิ์ด้วยการผลักครั้งเดียว นี่พึงต้องมีความเชื่อที่แท้จริง และคนเราต้องทนทุกข์กับบททดสอบและกระบวนการถลุงมากมายก่อนที่พวกเขาจะสามารถสัมฤทธิ์ผล  หากตอนนี้พระเจ้าทรงขอให้เจ้าเป็นคนที่ซื่อสัตย์และพูดความจริง พูดบางสิ่งที่เกี่ยวพันกับข้อเท็จจริง กับอนาคตของเจ้าและชะตากรรมของเจ้า ซึ่งมีผลสืบเนื่องที่อาจจะไม่เป็นผลดีต่อเจ้า แล้วผู้อื่นก็ไม่คิดว่าเจ้าสูงส่งอีกต่อไป และเจ้ารู้สึกว่าความมีหน้ามีตาของเจ้าถูกทำลาย—ในรูปการณ์แวดล้อมเช่นนั้น เจ้าจะตรงไปตรงมาและพูดความจริงได้หรือไม่?  เจ้าจะยังคงซื่อสัตย์ได้หรือไม่?  นี่เป็นสิ่งที่ทำได้ยากที่สุด ยากกว่าการสละชีวิตของเจ้ามากนัก  เจ้าอาจจะพูดว่า ‘การให้ฉันพูดความจริงนั้นทำไม่ได้  ฉันยอมตายเพื่อพระเจ้าดีกว่าพูดความจริง  ฉันไม่ได้ต้องการเป็นคนซื่อสัตย์เลย  ฉันยอมตายดีกว่าให้ทุกคนดูแคลนและคิดว่าฉันเป็นแค่คนธรรมดาๆ’  นี่แสดงให้เห็นว่าผู้คนรักและทะนุถนอมสิ่งใดมากที่สุด?  สิ่งที่ผู้คนรักและทะนุถนอมที่สุดคือสถานะและความมีหน้ามีตาของพวกเขา—สิ่งทั้งหลายที่มีอุปนิสัยเยี่ยงซาตานของพวกเขาคอยควบคุม  ชีวิตเป็นเรื่องรองลงมา  หากพวกเขาถูกสถานการณ์บังคับ พวกเขาก็จะรวบรวมเรี่ยวแรงเพื่อมอบชีวิตของตน แต่สถานะและความมีหน้ามีตาไม่ได้ปล่อยมือกันง่ายๆ  สำหรับผู้คนที่เชื่อในพระเจ้านั้น การมอบชีวิตของตนไม่ได้สำคัญที่สุด พระเจ้าทรงประสงค์ให้ผู้คนยอมรับความจริง และเป็นคนซื่อสัตย์อย่างแท้จริง กล่าวสิ่งใดก็ตามที่อยู่ในหัวใจของตน เปิดกว้างและตีแผ่ตนเองต่อทุกคน  นี่ทำง่ายหรือไม่?  (ไม่ง่าย)  ที่จริงแล้ว พระเจ้าไม่ได้ทรงขอให้เจ้าสละชีวิตของเจ้า  พระเจ้าไม่ได้ประทานชีวิตของเจ้าให้แก่เจ้าหรอกหรือ?  ชีวิตของเจ้าจะมีประโยชน์อันใดต่อพระเจ้า?  พระเจ้าไม่ต้องการสิ่งนั้น  พระเจ้าต้องประสงค์ให้เจ้าพูดอย่างซื่อสัตย์ ให้เจ้าพูดว่าเจ้าเป็นคนเช่นไรและเจ้าคิดสิ่งใดอยู่ในหัวใจของเจ้า  เจ้าสามารถพูดสิ่งเหล่านี้ได้หรือไม่?  ถึงตรงนี้ การทำสิ่งเหล่านี้ย่อมลำบากยากเย็น และเจ้าอาจพูดว่า ‘ให้ฉันทำงานหนักเถิด ฉันย่อมจะมีเรี่ยวแรงที่จะทำ  ให้ฉันพลีอุทิศทรัพย์สมบัติทั้งหมดของฉัน ฉันย่อมจะทำได้  ฉันสามารถละทิ้งบิดามารดาและลูกๆ ของฉัน ชีวิตสมรสและอาชีพการงานของฉันได้โดยง่าย  แต่การพูดถึงสิ่งที่อยู่ในหัวใจของฉัน การพูดอย่างซื่อสัตย์—นั่นคือสิ่งเดียวที่ฉันไม่สามารถทำได้’  อะไรคือสาเหตุที่เจ้าไม่สามารถทำเช่นนั้นได้?  สาเหตุก็คือว่าทันทีที่เจ้าทำ ผู้ใดก็ตามที่รู้จักเจ้าหรือคุ้นเคยกับเจ้า จะมองเจ้าต่างออกไป  พวกเขาจะไม่ยอมรับนับถือเจ้าอีกต่อไป  เจ้าจะเสียหน้าและรู้สึกอับอายอย่างที่สุด ความซื่อสัตย์สุจริตและศักดิ์ศรีของเจ้าก็จะไม่มีอีกต่อไป  สถานะและเกียรติภูมิอันสูงส่งของเจ้าในหัวใจของผู้อื่นจะไม่มีอีกต่อไป  นี่คือสาเหตุที่เจ้าจะไม่พูดความจริงในรูปการณ์แวดล้อมดังกล่าวไม่ว่าจะอย่างไร  เมื่อผู้คนเผชิญกับสิ่งนี้ จะมีการสู้รบในหัวใจของพวกเขา  เมื่อการสู้รบนั้นจบลง บางคนก็ฝ่าพ้นความลำบากยากเย็นของพวกเขาไปในท้ายที่สุด ขณะที่คนอื่นยังไม่ได้ฝ่าพ้นการผูกมัดและข้อจำกัดของอุปนิสัยเยี่ยงซาตานของพวกเขาจนถึงทุกวันนี้และยังคงถูกควบคุมโดย สถานะ ความทะนงตน ความถือดี และสิ่งที่เรียกว่าศักดิ์ศรีของพวกเขาเอง  นี่คือความลำบากยากเย็นอย่างหนึ่งมิใช่หรือ?  เพียงกล่าวอย่างซื่อสัตย์และพูดความจริงไม่ใช่เรื่องยิ่งใหญ่อะไร แต่มีวีรบุรุษผู้กล้าหาญมากมายเหลือเกิน ผู้คนมากมายเหลือเกินที่สาบานว่าจะอุทิศตน สละตน และทุ่มเทชีวิตของพวกเขาเพื่อพระเจ้า และอีกหลายคนเหลือเกินที่ได้กล่าวสิ่งที่ยิ่งใหญ่ต่อพระเจ้า พวกเขาพบว่าตนทำสิ่งนั้นไม่ได้(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, การทำให้หน้าที่ลุล่วงอย่างถูกต้องเหมาะสมพึงต้องมีความร่วมมือที่กลมกลืน)  หลังจากได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าแล้ว ฉันก็ตระหนักได้ว่าที่ฉันไม่กล้ายอมรับความผิดพลาดกับผู้นำ เป็นเพราะฉันให้ความสำคัญกับศักดิ์ศรีและสถานะของตนมากเกินไป แถมยังกังวลในเรื่องภาพลักษณ์ของตัวเองในสายตาของผู้อื่นมากเกินไป เมื่อมองย้อนกลับไป ตั้งแต่ฉันยังเด็ก ฉันได้ถือเอาน้ำพิษของซาตานอย่าง “ต้นไม้ต้องมีเปลือกฉันใด ผู้คนต้องมีความภาคภูมิใจฉันนั้น” และ “มนุษย์อยู่ที่ใดก็ทิ้งชื่อของเขาไว้ที่นั่นฉันใด ห่านบินไปที่ใดก็เปล่งเสียงร้องของมันที่นั่นฉันนั้น” ว่าเป็นคำพูดที่ชาญฉลาด ฉันให้ความสำคัญอย่างมากกับศักดิ์ศรีและสถานะของตัวเองมาโดยตลอด ไม่ว่าฉันจะทำอะไร ฉันต้องการสร้างความประทับใจที่ดีให้ผู้อื่นและได้รับคำชมจากพวกเขา พอฉันทำไม่ดีและเสียหน้า ฉันก็รู้สึกทุกข์ใจอย่างมาก ฉันจำได้ว่าตอนอยู่ที่โรงเรียน คุณครูจะให้เด็กๆ ที่ทำผิดยกมือขึ้น พอฉันทำผิดบ่อยๆ ฉันก็รู้สึกว่าคุณครูกับเพื่อนร่วมชั้นคงจะคิดว่าฉันโง่และหัวเราะเยาะฉัน ฉันก็เลยไม่กล้ายกมือ พอคุณครูเดินผ่านฉันไป ฉันก็จะปกปิดความผิดพลาดของตัวเองไม่ให้คุณครูเห็น เพื่อรักษาศักดิ์ศรีของตัวเอง ฉันเรียนรู้ที่จะใช้เล่ห์กลและตบตาคนตั้งแต่อายุยังน้อย หลังจากที่ฉันเชื่อในพระเจ้า ฉันทำงานด้านการผลิตวิดีโอในคริสตจักร ฉันรู้ว่างานนี้ต้องให้ความสำคัญกับรายละเอียดอย่างมาก เพราะข้อผิดพลาดเล็กน้อยสามารถนำไปสู่ความสูญเสียครั้งใหญ่ได้ ดังนั้น ฉันจึงพยายามทำงานให้รอบคอบที่สุด อยากให้เหล่าพี่น้องคิดว่าฉันเป็นคนขยันและรับผิดชอบ และมีความประทับใจที่ดีต่อฉัน ฉันยังหวังให้ผู้นำให้ความสำคัญกับฉันด้วย โดยเฉพาะตอนที่ฉันเพิ่งได้รับมอบหมายให้ดูแลงานด้านวิดีโอ ฉันคิดว่าคงเป็นเพราะทุกคนยอมรับฉัน และเห็นว่าฉันเป็นคนที่จริงจัง รับผิดชอบ และเชื่อถือได้ ดังนั้นพอฉันทำผิดพลาด สิ่งแรกที่ฉันกังวลคือศักดิ์ศรีและสถานะของฉัน ฉันกังวลว่าหากผู้นำรู้ว่าฉันทำผิดพลาดในเรื่องพื้นฐานแบบนี้ เธอจะไม่ไว้วางใจหรือให้ความสำคัญกับฉันอีกต่อไป และเหล่าพี่น้องก็จะดูถูกฉัน คิดว่าฉันเป็นคนไร้ความรับผิดชอบและน่ารังเกียจ ซึ่งจะทำลายภาพลักษณ์ที่ดีที่ฉันปั้นแต่งมาหลายปี เพื่อปกป้องศักดิ์ศรีและรักษาภาพลักษณ์ที่ดีในสายตาของทุกคน ฉันจึงมีพฤติกรรมหลอกลวงและฉ้อฉล และพยายามปกปิดความผิดพลาดของตัวเอง ฉันถึงกับคิดว่าจะทำเป็นไม่สนใจเรื่องนี้ ไม่บอกให้ใครรู้ หวังให้เรื่องนี้เงียบไปและผ่านไปโดยไม่มีใครรู้ ฉันช่างหลอกลวงเหลือเกิน!  แม้ว่าฉันจะรู้ชัดเจนว่าพระเจ้าทรงพินิจพิเคราะห์ทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ฉันก็ยังพยายามปกปิดความผิดพลาด แสดงให้เห็นว่าฉันไม่เพียงหลอกลวง แต่ยังดื้อแพ่งมากอีกด้วย ฉันตระหนักได้ว่าศักดิ์ศรีและสถานะของฉันคืออุปสรรคใหญ่ที่สุดในการเป็นคนที่ซื่อสัตย์ หากฉันไม่สามารถปลดปล่อยตัวเองจากการพันธนาการและการจำกัดของศักดิ์ศรีและสถานะได้ ฉันก็จะไม่สามารถปฏิบัติความจริงได้ และในท้ายที่สุด ฉันก็จะถูกกำจัดออกไป

ฉันยังได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า “ปัญหาที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงหลายประการเกิดขึ้นขณะที่ผู้คนมีประสบการณ์กับการเป็นคนซื่อสัตย์  บางครั้งพวกเขาพูดไปโดยไม่คิด พวกเขาทำพลาดไปชั่วขณะและพูดโกหกเพราะพวกเขาถูกแรงจูงใจหรือจุดมุ่งหมายที่ผิด หรือความไร้แก่นสารและความหยิ่งยโสควบคุมอยู่ และผลก็คือพวกเขาต้องพูดโกหกมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อปกปิดคำโกหกของตน  ท้ายที่สุดพวกเขาย่อมรู้สึกไม่สบายใจอยู่ในหัวใจ แต่ก็ไม่สามารถเอาคำโกหกเหล่านั้นคืนมาได้ พวกเขาไร้ซึ่งความกล้าที่จะแก้ไขความผิดพลาดของตน ไร้ซึ่งความกล้าที่จะยอมรับว่าพวกเขาพูดโกหก และในหนทางนี้ ความผิดพลาดของพวกเขาก็ดำเนินต่อไปเรื่อยๆ  หลังจากนี้ไปย่อมเหมือนมีก้อนหินกดทับหัวใจของพวกเขาอยู่เสมอ พวกเขาต้องการหาโอกาสสารภาพทุกสิ่งทุกอย่าง ยอมรับความผิดของตนและกลับใจอยู่ตลอด แต่พวกเขาไม่เคยลงมือทำสิ่งนี้  ในท้ายที่สุดพวกเขาก็คิดทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นและพูดกับตนเองว่า ‘ในอนาคต เมื่อฉันปฏิบัติหน้าที่ของฉัน ฉันจะชดเชยให้’  พวกเขาพูดเสมอว่าพวกเขาจะชดเชยให้ แต่พวกเขาไม่เคยทำ  นี่ไม่เรียบง่ายเหมือนแค่การขอโทษหลังการพูดโกหก—เจ้าสามารถชดเชยความเสียหายและผลสืบเนื่องของการพูดโกหกและการหลอกลวงได้หรือไม่?  หากท่ามกลางความเกลียดชังตนเองอย่างใหญ่หลวง เจ้าสามารถสำนึกกลับใจ และไม่มีวันทำเช่นนั้นอีก เช่นนั้นเจ้าก็อาจได้รับการยอมผ่อนปรนและความกรุณาจากพระเจ้า  หากเจ้าเอ่ยคำรื่นหูและพูดว่าเจ้าจะชดเชยความเสียหายที่เกิดจากการโกหกของเจ้าในอนาคต แต่ไม่กลับใจอย่างแท้จริง และต่อมาก็พูดปดและหลอกลวง เช่นนั้นเจ้าก็ดื้อดึงเหลือเกินที่จะไม่ยอมกลับใจ และเจ้าจะถูกกำจัดออกไปอย่างแน่นอน… แสดงให้เห็นว่าคนที่หลอกลวงนั้นเป็นการเปิดเผยอุปนิสัยอันเสื่อมทราม คือการกบฏและแข็งขืนต่อพระเจ้า และดังนั้นย่อมจะนำความเจ็บปวดมาให้เจ้า  ยามที่เจ้าโกหกหรือหลอกลวง เจ้าอาจรู้สึกว่าเจ้าได้พูดไปอย่างฉลาดแยบยลและเปี่ยมชั้นเชิงมาก และเจ้าก็ไม่ได้เผยเบาะแสเล็กๆ น้อยๆ อันใดเกี่ยวกับการหลอกลวงของเจ้าออกไปเลย—แต่ต่อมา เจ้าก็จะรู้สึกถึงสำนึกของการตำหนิและการกล่าวหาซึ่งอาจติดตามวนเวียนไปทั้งชีวิตของเจ้า  หากเจ้าตั้งใจและจงใจโกหกและหลอกลวง และเมื่อถึงวันหนึ่งที่เจ้าตระหนักถึงความร้ายแรงของเรื่องนี้ นั่นจะทิ่มแทงทะลุหัวใจของเจ้าราวกับมีด และเจ้าจะคอยมองหาโอกาสที่จะแก้ไขให้ถูกต้องอยู่ตลอดเวลา  และนั่นคือสิ่งที่เจ้าพึงทำ เว้นเสียแต่ว่าเจ้าไม่มีมโนธรรมและไม่เคยดำเนินชีวิตตามมโนธรรมของตน อีกทั้งไม่มีความเป็นมนุษย์ และไม่มีความซื่อตรงหรือศักดิ์ศรี  หากเจ้าพอมีความซื่อตรงและศักดิ์ศรีสักเล็กน้อย และมีความตระหนักรู้ถึงมโนธรรมอยู่บ้าง พอเจ้าตระหนักว่าตัวเองกำลังโกหกและทำการหลอกลวง เจ้าจะรู้สึกว่าพฤติกรรมนี้ของตัวเองช่างน่าละอาย เสื่อมเสียและต่ำช้า เจ้าจะดูหมิ่นและชังตัวเอง แล้วเจ้าก็จะละทิ้งเส้นทางแห่งการโกหกและหลอกลวง(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, คนเราจะใช้ชีวิตตามสภาพเสมือนมนุษย์ที่แท้จริงได้ก็ด้วยการเป็นคนที่ซื่อสัตย์เท่านั้น)  หลังจากได้อ่านพระวจนะของพระเจ้า ฉันก็รู้สึกซาบซึ้งใจอย่างลึกซึ้ง ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ฉันยังไม่ได้บอกใครเกี่ยวกับความผิดพลาดในการทำหน้าที่ของฉัน แม้ว่าศักดิ์ศรีของฉันจะยังอยู่ดี แต่ฉันก็รู้สึกเหมือนมีเข็มทิ่มแทงใจอยู่ตลอดเวลาในยามว่าง สิ่งนี้ทำให้ฉันกระสับกระส่ายและไม่สบายใจอยู่ทุกวี่วัน ตกกลางคืนก็นอนไม่ค่อยหลับ และหัวใจของฉันก็ทนทุกข์กับความรู้สึกผิด ฉันรู้สึกอยู่ลึกๆ ว่า หากไม่ได้เป็นคนที่ซื่อสัตย์ ก็จะไม่มีความสงบหรือความเบิกบานเลย ด้วยการพึ่งพาการตบตาและการเสแสร้ง ฉันรักษาศักดิ์ศรีของตัวเองไว้ได้ชั่วคราว แต่ฉันก็สูญเสียเกียรติและความซื่อสัตย์ไป และความเจ็บปวดจากความรู้สึกผิดก็ท่วมท้น เมื่อมองย้อนกลับไป ฉันก็ตระหนักได้ว่าฉันทำผิดซ้ำในเรื่องเดิมๆ หลายครั้ง เพราะฉันไม่ได้ตรวจสอบบันทึกย้อนหลังก่อนที่จะสร้างวิดีโอ หากฉันทำตามขั้นตอนการทำงานและตรวจสอบทุกอย่างอย่างถูกควร คงหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดเหล่านี้ได้ทั้งหมด แม้ว่าผู้นำจะเน้นย้ำถึงความสำคัญของการกรอกและตรวจสอบแบบฟอร์มหลังจากความผิดพลาดสองครั้งแรกของฉัน แต่ฉันกลับรู้สึกว่าขั้นตอนนี้ยุ่งยากเกินไป และเลือกที่จะเสี่ยง คิดว่าการไม่ตรวจสอบคงจะไม่ทำให้เกิดปัญหาอะไร บางครั้ง เวลายุ่งๆ ฉันก็ข้ามขั้นตอนนี้ไปเลย ฉันเห็นว่าการทำหน้าที่ของฉันไม่เพียงแต่สุกเอาเผากิน แต่ยังโอหังและคิดว่าตนถูก อีกทั้งยังเลวร้ายอย่างมาก เมื่อเกิดความผิดพลาด ฉันถึงกับพยายามปกปิด ฉันอำพรางสร้างภาพตัวเองและตบตาผู้อื่นด้วยภาพลักษณ์ปลอมๆ นี่ช่างน่ารังเกียจและไร้ยางอายอย่างแท้จริง!  เมื่อตระหนักได้ถึงความรุนแรงของปัญหานี้ ฉันจึงอธิษฐานถึงพระเจ้าและกลับใจ

ฉันยังได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าอีกบทตอนหนึ่งและพบเส้นทางแห่งการปฏิบัติ พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “มีเพียงผู้คนที่ซื่อสัตย์เท่านั้นที่สามารถมีส่วนในราชอาณาจักรสวรรค์  หากเจ้าไม่พยายามที่จะเป็นคนที่ซื่อสัตย์ หากเจ้าไม่มีประสบการณ์และไม่ปฏิบัติไปในทิศทางที่เป็นการไล่ตามเสาะหาความจริง หากเจ้าไม่เปิดโปงความอัปลักษณ์ของตัวเจ้าเอง และไม่ตีแผ่ตัวเองออกมา เช่นนั้นแล้วเจ้าจะไม่มีวันสามารถได้รับพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์และความเห็นชอบจากพระเจ้า  ไม่ว่าเจ้าจะทำอะไรหรือปฏิบัติหน้าที่อะไร เจ้าก็ต้องมีท่าทีที่ซื่อสัตย์  หากไม่มีท่าทีที่ซื่อสัตย์ เจ้าย่อมจะไม่สามารถทำหน้าที่ของตนได้ดี  หากเจ้าปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างสุกเอาเผากินเสมอ และล้มเหลวที่จะทำบางสิ่งให้ดี เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ควรทบทวนตนเอง ทำความรู้จักตนเอง และเปิดใจชำแหละตัวเจ้าเอง  จากนั้นเจ้าก็ควรแสวงหาหลักธรรมความจริง และเพียรพยายามที่จะทำให้ดีขึ้นในครั้งต่อไป แทนที่จะทำตัวสุกเอาเผากิน(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, การฝึกฝนปฏิบัติที่เป็นรากฐานสำคัญที่สุดของการเป็นคนที่ซื่อสัตย์)  หลังจากอ่านพระวจนะของพระเจ้า หัวใจของฉันก็กระจ่างขึ้นทันที เวลาเกิดความผิดพลาดขึ้นในการทำหน้าที่ ฉันควรจะทบทวนตัวเอง สรุปความคลาดเคลื่อน และเปิดใจ เปิดเผย และชำแหละตัวเองต่อหน้าทุกคน ยอมรับการตรวจตราจากพวกเขา นี่จะช่วยป้องกันข้อผิดพลาดในภายหน้า และยังเป็นการปฏิบัติในการเป็นคนที่ซื่อสัตย์อีกด้วย บทบาทการเป็นผู้ดูแลของฉันเป็นโอกาสที่พระเจ้าประทานให้ฉันเพื่อปฏิบัติ อีกอย่าง พระนิเวศของพระเจ้าก็ไม่เคยเรียกร้องผู้คนเลยว่าไม่ให้ทำผิดพลาดในการทำหน้าที่ของตน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องการการจัดประเภทผู้คนจากการทำผิดพลาด สิ่งสำคัญคือ หลังจากทำผิดพลาด คนคนหนึ่งสามารถสรุปเหตุผลได้ทันที ทบทวนตัวเอง แสวงหาหลักธรรมความจริง และหลีกเลี่ยงการทำผิดซ้ำในเรื่องเดิมหรือไม่ ตราบใดที่การปฏิบัติหน้าที่ของคนคนหนึ่งไม่เป็นแบบสุกเอาเผากินอยู่เรื่อยๆ และแก้ไขไม่ได้ พระนิเวศของพระเจ้าจะปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างถูกต้องและให้โอกาสพวกเขา ด้วยการถูกผลักดันจากอุปนิสัยเสื่อมทราม ความสุกเอาเผากินในการทำหน้าที่ของฉัน นำไปสู่ข้อผิดพลาด ก่อให้เกิดความสูญเสียต่อผลประโยชน์ของคริสตจักร นี่คือข้อเท็จจริง ฉันควรจะเป็นคนที่ซื่อสัตย์ เปิดเผยและชำแหละตัวเอง ให้ความสำคัญกับการแสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขอุปนิสัยเสื่อมทราม และทำหน้าที่อย่างขยันขันแข็ง นี่คือท่าทีของการยอมรับความจริง หากฉันปกปิดและตบตาเวลาทำผิดพลาด และปกปิดความผิดพลาดของฉันด้วยภาพลักษณ์ปลอมๆ ในขณะที่ชัดเจนว่าฉันทำหน้าที่แบบสุกเอาเผากินเพื่อลวงตาผู้อื่น แม้ว่าฉันจะรักษาศักดิ์ศรีและสถานะของตัวเองไว้ได้ชั่วคราว แต่ปัญหาการทำหน้าที่แบบขอไปทีจะยังไม่ได้รับการแก้ไข และฉันก็ไม่สามารถทำหน้าที่ให้ลุล่วงตามมาตรฐานได้ นี่เป็นการทำร้ายตัวเองจริงๆ ฉันไม่สามารถปกป้องศักดิ์ศรีของตัวเองด้วยการสร้างภาพได้อีกต่อไป ฉันต้องปฏิบัติความจริงและเป็นคนซื่อสัตย์ ฉันคิดถึงพี่น้องคนอื่นๆ ที่ก็มีปัญหากับการผลิตซ้ำ ในฐานะหัวหน้า ฉันควรเป็นตัวอย่างด้วยการ นำปัญหาของตัวเองออกมาเปิดเผย สรุปร่วมกับทุกคน แสวงหาทางแก้ไข และป้องกันไม่ให้ทุกคนทำผิดพลาดซ้ำ ซึ่งอาจส่งผลเสียต่องาน การคิดถึงเรื่องนี้ทำให้ฉันมีแรงจูงใจในการปฏิบัติความจริงและความกล้าที่จะยอมรับความผิดพลาด

วันพุธที่ 14 ธันวาคม 2022 แดดออก

ระหว่างการชุมนุม ฉันได้บอกเล่าสภาวะของฉันกับทุกคนอย่างเปิดเผย เปิดโปงถึงความเสื่อมทรามและความผิดพลาดของฉัน และเตือนให้ทุกคนเรียนรู้จากบทเรียนเหล่านี้ หลังจากการชุมนุม ฉันรู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากอกได้ในที่สุด ฉันรู้สึกโล่งใจ และได้มีประสบการณ์กับความหอมหวานและความสบายที่มาจากการเปิดใจพูดความจริง ตรงกันข้ามกับที่ฉันคาดไว้ ผู้นำไม่ได้ดูถูกฉัน แต่กลับสมัคคีธรรมถึงพระวจนะของพระเจ้าเพื่อช่วยเหลือฉัน ซึ่งเจริญใจเป็นอย่างมาก ฉันตั้งใจไว้แล้ว ว่าจะมุ่งเน้นไปที่การแก้ปัญหาเรื่องการทำหน้าที่แบบสุกเอาเผากินของตัวเอง เพื่อให้หน้าที่ของฉันสัมฤทธิ์ผลลัพธ์ที่ดี

จากประสบการณ์นี้ ฉันได้ตระหนักว่าการเป็นคนที่ซื่อสัตย์ไม่ได้ง่ายอย่างที่ฉันเคยคิดฝัน ไม่ใช่แค่การมีบุคลิกตรงไปตรงมาและการพูดจาแบบตรงๆ นี่คือความเข้าใจที่บิดเบือนของฉัน ฉันถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามอย่างฝังลึก เต็มไปด้วยอุปนิสัยเสื่อมทราม เช่น ความหลอกลวง ความโอหัง และความเห็นแก่ตัว เพื่อปกป้องศักดิ์ศรีและสถานะของตัวเอง ฉันสามารถโกหกและตบตาคนได้ ฉันต้องยอมรับการพิพากษา การตีสอน และการตัดแต่งจากพระวจนะของพระเจ้า เพื่อที่จะได้รับการเปลี่ยนแปลง ฉันนึกถึงพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่งที่ฉันเคยอ่านว่า “ในสายพระเนตรของพระเจ้า การสามารถเป็นคนที่ซื่อสัตย์ไม่ได้แค่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงในทางการประพฤติปฏิบัติและพฤติกรรมเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงที่จำเป็นอย่างยิ่งในวิธีคิดและทัศนะของคนเราเกี่ยวกับเรื่องทั้งหลายอีกด้วย  พวกเขาไม่มีเจตนาที่จะโกหกหรือหลอกลวงอีกต่อไป และแน่นอนที่สุดว่าไม่มีการโป้ปดมดเท็จหรือการหลอกลวงในสิ่งที่พวกเขาพูดและทำ  คำพูดและความประพฤติของพวกเขากลายเป็นจริงใจมากขึ้นเรื่อยๆ มีคำพูดที่ซื่อสัตย์มากขึ้นเรื่อยๆ  ตัวอย่างเช่น เมื่อถูกถามว่าเจ้าได้ทำบางสิ่งไปแล้วหรือไม่ ต่อให้การยอมรับเรื่องนี้จะนำไปสู่การถูกตบหน้าหรือถูกลงโทษ เจ้าก็ยังสามารถบอกความจริงได้  ต่อให้การยอมรับเรื่องนี้พ่วงเอาการแบกรับความรับผิดชอบอันมีนัยสำคัญ การเผชิญกับความตาย หรือการทำลายล้างมาด้วย เจ้าก็ยังสามารถบอกความจริงและเต็มใจที่จะปฏิบัติความจริงเพื่อทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยได้  นี่บ่งชี้ว่าท่าทีที่เจ้ามีต่อพระวจนะของพระเจ้ากลายเป็นค่อนข้างมั่นคงไปแล้ว  ไม่สำคัญว่าจะเป็นเวลาใด การเลือกมาตรฐานใดมาตรฐานหนึ่งในการปฏิบัติซึ่งพระเจ้าทรงกำหนดแทบจะไม่ได้กลายเป็นประเด็นปัญหาสำหรับเจ้า เจ้าสามารถบรรลุและนำมาตรฐานในการปฏิบัติดังกล่าวไปปฏิบัติได้ตามธรรมชาติโดยปราศจากการควบคุมจากสภาพการณ์ภายนอก การชี้นำจากผู้นำและคนทำงาน หรือสำนึกถึงการพินิจพิเคราะห์ของพระเจ้าเคียงกับเจ้า  เจ้าสามารถทำสิ่งเหล่านี้ด้วยตัวเองได้อย่างค่อนข้างไม่ลำบากยากเย็น  เมื่อปราศจากการควบคุมจากสภาพการณ์ภายนอก อีกทั้งไม่มีความกลัวการบ่มวินัยจากพระเจ้าหรือความกลัวการตำหนิจากมโนธรรมของตน และแน่นอนว่าไม่มีความกลัวการเยาะเย้ยถากถางหรือการกำกับดูแลจากผู้อื่น—ไม่ใช่เพราะสิ่งใดเหล่านี้—เจ้าย่อมสามารถตรวจสอบพฤติกรรมของตัวเอง ประเมินวัดความถูกต้องของพฤติกรรมดังกล่าว และประเมินค่าว่าพฤติกรรมดังกล่าวสอดคล้องกับความจริงและทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยหรือไม่ได้อย่างกระตือรือร้น  ณ จุดนั้น ในแง่ของการเป็นคนซื่อสัตย์ เจ้าได้ถึงเกณฑ์มาตรฐานที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้แล้ว และโดยพื้นฐานแล้วเจ้าได้มาตรฐาน(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, โดยการแก้ไขมโนคติอันหลงผิดของคนเราเท่านั้น คนเราจึงจะสามารถออกเดินไปบนร่องครรลองที่ถูกต้องแห่ง… (3))  เมื่อเปรียบเทียบตัวเองกับมาตรฐานของการเป็นคนที่ซื่อสัตย์ที่พระเจ้าทรงประสงค์ ฉันรู้ว่าฉันยังห่างไกลมาก แต่ฉันก็เต็มใจที่จะพยายามไปให้ถึงตามพระประสงค์ของพระเจ้า ปฏิบัติพระวจนะของพระเจ้าในทุกสถานการณ์ที่เกิดขึ้น มุ่งเน้นการพูดอย่างสุจริตใจและปฏิบัติความจริงเพื่อเป็นคนที่ซื่อสัตย์

ก่อนหน้า: 1. ฉันทิ้งอารมณ์ที่เป็นลบไว้เบื้องหลังอย่างไร

ถัดไป: 3. ยึดมั่นในหน้าที่ของฉันผ่านเคราะห์ร้าย

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

31. ยึดมั่นในหน้าที่ของฉัน

โดย หย่างมู่ ประเทศเกาหลีใต้ฉันเคยรู้สึกอิจฉาเมื่อเห็นพี่น้องชายหญิงแสดง ร้องเพลง และเต้นรำในการสรรเสริญพระเจ้า...

26. เปิดประตูสู่หัวใจของฉันและต้อนรับการเสด็จกลับมาขององค์พระผู้เป็นเจ้า

โดยหยงหย่วน สหรัฐอเมริกาในเดือนพฤศจิกายนปี ค.ศ. 1982 ครอบครัวของเราอพยพไปยังประเทศสหรัฐอเมริกากันทั้งครอบครัว...

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

ติดต่อเราผ่าน Messenger