73. การเผชิญกับรายงานเท็จ

วันหนึ่ง ฉันได้รับจดหมายรายงาน ซึ่งเหล่าพี่น้องชายหญิงกล่าวหาว่า ผู้นำคริสตจักรที่ชื่อพี่น้องหญิงเฉินโมล้มเหลวในการแบกรับภาระในหน้าที่ของเธอ ไม่สามารถแก้ปัญหาของผู้คน ไม่ได้ทำงานที่แท้จริง และเป็นผู้นำเทียมเท็จ หลังจากอ่านจดหมาย ฉันรีบจัดการประชุมกับเหล่าพี่น้องชายหญิงของคริสตจักรนั้น เพื่อทำความเข้าใจเพิ่มเติมว่าพวกเขาประเมินเฉินโมอย่างไร แต่ความเป็นจริงของสถานการณ์ไม่ตรงกับเนื้อหาในจดหมาย เหล่าพี่น้องชายหญิงในคริสตจักรนั้นล้วนกล่าวว่า เฉินโมแบกรับความรับผิดชอบในการทำหน้าที่ของเธอ ดำเนินโครงการของคริสตจักรอย่างกระตือรือร้น สามารถแก้ปัญหาของคนอื่นได้ทันที และอาจกล่าวได้ว่าเธอกำลังทำงานที่แท้จริง ฉันคิดในใจว่า “จดหมายรายงานนั้นบิดเบือนสถานการณ์ในคริสตจักรแห่งนี้ เกิดอะไรขึ้นกันแน่?”

ต่อมาเมื่อฉันตรวจสอบปัญหาเพิ่มเติม ฉันก็ได้รู้ว่าจดหมายรายงานนั้นเขียนโดยสมาชิกคริสตจักรสองคนชื่อจ้าวฮุยและหลิวอิง เหตุผลที่พวกเธอเขียนรายงานคือ ครั้งหนึ่งพวกเธอเห็นมัคนายกให้น้ำมาสายในการให้น้ำผู้มาใหม่ และเมื่อพวกเธอรายงานเรื่องนี้กับเฉินโม เธอไม่ได้ตำหนิมัคนายก เพราะรู้ว่าเขามาสาย เนื่องจากต้องดูแลโครงการเร่งด่วนอื่นในขณะนั้น และไม่เคยมาสายอีกเลย จ้าวกับหลิวไม่ได้พิจารณาสภาพการณ์แวดล้อม และฉวยโอกาสตัดสินเฉินโมว่าไม่แก้ปัญหา ปกป้องสมาชิกระดับสูงคนอื่นๆ และล้มเหลวในการทำงานที่แท้จริง ยิ่งกว่านั้น จ้าวและหลิวก็ไม่ปล่อยเรื่องนี้ไป พวกเธอมักตัดสินเฉินโมและมัคนายกคนอื่นๆ ในระหว่างการชุมนุม โดยกล่าวว่าพวกเขาแค่ปกป้องกันเอง ว่าไม่ได้ทำงานที่แท้จริงและเป็นเหล่าผู้นำและคนทำงานเทียมเท็จ ว่าไม่ได้ทำงานที่แท้จริงและเป็นเหล่าผู้นำและคนทำงานเทียมเท็จ และเฉินโมเองก็จมอยู่ในความคิดลบ ซึ่งยิ่งทำให้งานคริสตจักรชะงัก เมื่อฉันได้ยินเกี่ยวกับพฤติกรรมของจ้าวและหลิว ฉันนึกย้อนกลับไปถึงตอนที่ฉันเคยเป็นผู้นำในคริสตจักรนั้นเมื่อหลายปีก่อน ทั้งสองคนเคยร่วมมือกันโจมตีเหล่าผู้นำและคนทำงาน และถึงขั้นกล่าวว่าการขับไล่ศัตรูของพระคริสต์นั้น “ไม่ยุติธรรม” วิธีที่พวกเธอก่อความวุ่นวายเป็นสิ่งที่ขัดขวางชีวิตคริสตจักรอย่างมาก ตอนนั้นฉันเพิ่งจะได้เป็นผู้นำ นั่นเป็นครั้งแรกที่ฉันต้องรับมือกับสถานการณ์แบบนี้ และฉันยังค่อนข้างใหม่ในความเชื่อ ฉันจึงรู้สึกถูกจำกัด และไม่กล้าเปิดโปงหรือกำหนดข้อจำกัดใดๆ กับพวกเธอ ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นดำเนินต่อเนื่องยาวนานกว่าครึ่งปี จนกระทั่งผู้นำระดับสูงมาให้การสามัคคีธรรม เปิดโปงธรรมชาติและผลพวงจากพฤติกรรมชั่วของพวกเธอ พวกเธอถึงได้หยุดสร้างความวุ่นวาย เป็นเพราะพวกเธอหยุดขัดขวางชีวิตคริสตจักรและอ้างว่าพวกเธอพร้อมที่จะกลับใจ พวกเธอจึงได้รับอนุญาตให้อยู่ในคริสตจักรต่อไปภายใต้การกำกับดูแล แต่ปรากฏว่าในที่สุดพวกเธอก็กลับมาสร้างปัญหาและการก่อกวนอีกครั้ง โจมตีและตัดสินเหล่าผู้นำและคนทำงาน จ้าวกับหลิวมักจับผิดและกล่าวโทษเหล่าผู้นำและคนทำงาน สร้างความวุ่นวายภายในคริสตจักรและยังคงไม่ยอมกลับใจ เมื่อพิจารณาจากพฤติกรรมที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ของพวกเธอ ก็ชัดเจนว่าพวกเธอมีแก่นแท้ธรรมชาติของคนชั่ว เมื่อตระหนักถึงเรื่องนี้ ฉันก็คิดว่า “คราวนี้ ฉันต้องเปิดโปงและยับยั้งพวกเธอให้ถึงที่สุด ฉันไม่สามารถปล่อยให้พวกเธอทำชั่วและขัดขวางคริสตจักรต่อไปได้” แต่จากนั้นฉันก็คิดว่า “พวกเธอชอบจับผิดผู้นำและก่อความวุ่นวาย แล้วถ้าพวกเธอจับได้ว่าฉันพูดอะไรผิด หรือทำอะไรพลาดไปล่ะ?” ฉันนึกถึงตอนที่ฉันจัดการกับเรื่องศัตรูของพระคริสต์ครั้งก่อน ศัตรูของพระคริสต์ได้รายงานเรื่องฉันไปแล้วถึงสองครั้ง เหล่าพี่น้องชายหญิงจะคิดอย่างไรกับฉัน ถ้าจ้าวกับหลิวพากันรายงานเรื่องฉัน และบิดเบือนข้อเท็จจริงในสถานการณ์นี้?  พวกเขาจะสงสัยหรือเปล่าว่าฉันมีอะไรไม่ชอบมาพากล หรือว่าฉันเป็นผู้นำเทียมเท็จ?  เพราะฉันเคยถูกรายงานหลายครั้งแล้ว?  แล้วถ้าฉันถูกปลดเพราะเรื่องนี้ล่ะ?  ยิ่งฉันคิดถึงเรื่องนี้มากเท่าไหร่ ฉันก็ยิ่งหวาดกลัวมากขึ้นเท่านั้นและไม่สามารถรวบรวมความกล้าเผชิญหน้าพวกเธอได้ บังเอิญว่าในเวลานั้นฉันมีงานอื่นๆ อีกมาก ฉันจึงเลื่อนการจัดการจดหมายรายงานนั้นออกไป

ประมาณสิบวันต่อมา เหล่าผู้นำระดับสูงได้เขียนมาถามฉันถึงความคืบหน้าเกี่ยวกับจดหมายรายงาน เมื่อฉันบอกพวกเขาว่าฉันยังไม่ได้สามัคคีธรรมกับจ้าวฮุยและหลิวอิง เหล่าผู้นำได้เร่งให้ฉันจัดการเรื่องนี้โดยเร็วที่สุด ฉันตระหนักว่าคงจะเป็นการไร้ความรับผิดชอบอย่างมาก ถ้าฉันไม่แก้ไขสถานการณ์นี้ทันที ฉันจึงตัดสินใจเขียนถึงจ้าวและหลิวเพื่อจัดแจงเวลาในการพบกับพวกเธอทั้งสอง และพิสูจน์พฤติกรรมชั่วของพวกเธอ สิ่งที่ทำให้ฉันประหลาดใจก็คือวันถัดมา ฉันได้รับจดหมายอีกฉบับจากพวกเธอ โดยรายงานเฉินโมว่าไม่ได้ทำงานที่แท้จริงและไม่ได้แก้ไขปัญหาที่แท้จริง เนื้อหาบางส่วนในจดหมายบิดเบือนข้อเท็จจริงและบางส่วนจำเป็นต้องสอบถามและพิสูจน์ เมื่อเห็นว่าพวกเธอชั่วแค่ไหน และเห็นว่าพวกเธอรายงานและกล่าวหาเฉินโมด้วยท่าทีที่ไม่ยอมประนีประนอมขนาดนั้นได้อย่างไร ฉันก็รู้สึกกลัวขึ้นมาเล็กน้อย และคิดว่า “แล้วฉันจะทำอย่างไร ถ้าพวกเธอร่วมมือกันโจมตีฉัน เมื่อฉันเปิดโปงพวกเธอต่อหน้า?  แล้วถ้าพวกเธอจับผิดงานของฉันหรือส่งจดหมายรายงานที่บิดเบือนข้อเท็จจริงไปหมดเลยล่ะ?”  ยิ่งฉันคิดถึงเรื่องนี้มากเท่าไหร่ ฉันก็ยิ่งรู้สึกกลัวมากขึ้นเท่านั้น เมื่อรู้สึกหมดหนทาง ฉันก็อธิษฐานถึงพระเจ้าว่า “ข้าแต่พระเจ้า เมื่อเผชิญกับผู้คนที่ชั่วที่ขัดขวางชีวิตคริสตจักร ข้าพระองค์รู้ว่าควรยืนหยัดและเปิดโปงพวกเธอเพื่อปกป้องงานของคริสตจักร แต่ข้าพระองค์รู้สึกขลาดกลัวและหวาดหวั่น โปรดนำข้าพระองค์ให้ปฏิบัติความจริงและไม่ถูกผู้คนที่ชั่วเหล่านี้จำกัดด้วยเถิด” จากนั้นฉันก็ได้เห็นพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่งที่กล่าวว่า “ศัตรูของพระคริสต์มีอุปนิสัยที่ชั่วช้าอย่างยิ่ง  หากเจ้าพยายามตัดแต่งหรือเปิดโปงพวกเขา พวกเขาจะเกลียดชังเจ้าและฝังเขี้ยวลงในตัวเจ้าราวกับพวกเขาเป็นงูพิษ  เจ้าจะไม่สามารถเหวี่ยงหรือสลัดพวกเขาให้หลุดได้เลยไม่ว่าจะพยายามมากเพียงใด  เมื่อพวกเจ้าพบเจอศัตรูของพระคริสต์เช่นนี้ พวกเจ้ารู้สึกหวาดกลัวหรือไม่?  บางคนหวาดกลัวจริงๆ และกล่าวว่า ‘ฉันไม่กล้าตัดแต่งพวกเขาหรอก พวกเขาดุร้ายมาก เหมือนงูพิษ และถ้าพวกเขามารัดตัวฉัน ฉันก็จบสิ้น’  ผู้คนเหล่านี้เป็นคนประเภทใด?  พวกเขามีวุฒิภาวะน้อยเกินไป ไม่มีประโยชน์อะไรเลย พวกเขาไม่ใช่ทหารที่ดีของพระคริสต์ และไม่สามารถเป็นพยานให้พระเจ้าได้  ดังนั้น พวกเจ้าควรทำอย่างไรเมื่อพบเจอศัตรูของพระคริสต์เช่นนี้?  หากพวกเขาข่มขู่เจ้าหรือพยายามเอาชีวิตเจ้า เจ้าจะหวาดกลัวหรือไม่?… ผู้คนมักจะกลัวว่าศัตรูของพระคริสต์จะหาข้ออ้างเพื่อตอบโต้พวกเขา  แต่เจ้าไม่กลัวที่จะล่วงเกินพระเจ้าและทำให้พระองค์ทรงรังเกียจเดียดฉันท์หรือ?  หากเจ้ากลัวว่าศัตรูของพระคริสต์จะหาข้ออ้างเพื่อตอบโต้เจ้า เหตุใดจึงไม่รวบรวมหลักฐานการทำชั่วของศัตรูของพระคริสต์คนนั้นเพื่อรายงานและเปิดโปงพวกเขาเล่า?  ในการทำเช่นนั้น เจ้าจะได้รับความเห็นชอบและการสนับสนุนจากประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร และที่สำคัญที่สุด พระเจ้าจะทรงจดจำความประพฤติดีและการกระทำที่ยุติธรรมของเจ้า  แล้วเหตุใดจึงไม่ทำเช่นนี้เล่า?  ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรควรจดจำพระบัญชาของพระเจ้าเอาไว้ในใจเสมอ  การชำระคนชั่วและศัตรูของพระคริสต์ออกไปคือการต่อสู้ที่สำคัญที่สุดในการต่อสู้กับซาตาน  หากชนะในการต่อสู้นี้ ก็จะกลายเป็นคำพยานของผู้มีชัย  การต่อสู้กับเหล่าซาตานและพวกมารชั่วคือคำพยานจากประสบการณ์ที่ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรควรมี  นี่คือความเป็นจริงความจริงที่ผู้มีชัยต้องมี  พระเจ้าได้ประทานความจริงมากมายแก่ผู้คน ทรงนำเจ้ามาเป็นเวลานาน และทรงจัดเตรียมให้เจ้ามากมายเช่นนี้ เพื่อจุดประสงค์ในการให้เจ้าเป็นพยานและปกป้องงานของคริสตจักร  แต่กลับกลายเป็นว่า เมื่อคนชั่วและศัตรูของพระคริสต์ทำชั่วและก่อกวนงานของคริสตจักร เจ้ากลับขี้ขลาดและถอยหนี วิ่งหนีหัวซุกหัวซุน—เจ้าเป็นคนไร้ค่า  เจ้าไม่สามารถเอาชนะเหล่าซาตานได้ เจ้าไม่มีคำพยาน และพระเจ้าทรงรังเกียจเจ้า  ในช่วงเวลาที่สำคัญเช่นนี้ เจ้าต้องลุกขึ้นยืนหยัดและทำสงครามกับเหล่าซาตาน เปิดโปงการทำชั่วของศัตรูของพระคริสต์ กล่าวโทษและสาปแช่งพวกเขา ไม่ให้พวกเขามีที่ซ่อนตัว และชำระพวกเขาออกไปจากคริสตจักร  การทำเช่นนี้เท่านั้นที่จึงจะนับได้ว่าได้รับชัยชนะเหนือเหล่าซาตานและสิ้นสุดชะตากรรมของพวกมัน  เจ้าคือหนึ่งในประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร เป็นผู้ติดตามพระเจ้า  เจ้าต้องไม่หวาดกลัวต่อความท้าทาย เจ้าต้องกระทำการตามหลักธรรมความจริง  นี่คือความหมายของการเป็นผู้มีชัย  หากเจ้าหวาดกลัวต่อความท้าทายและยอมประนีประนอมเพราะเจ้ากลัวการตอบโต้จากคนชั่วหรือศัตรูของพระคริสต์ เช่นนั้นเจ้าก็ไม่ใช่ผู้ติดตามพระเจ้า และเจ้าไม่ใช่หนึ่งในประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร  เจ้าเป็นคนไร้ค่า ด้อยกว่าผู้รับใช้เสียอีก(พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, ประการที่เก้า (ภาคที่แปด))  พระวจนะของพระเจ้าบาดลึก ไม่ใช่ว่าฉันเป็นเหมือนกับคนอัปยศไร้ค่าอย่างที่พระเจ้าตรัสไว้หรอกหรือ?  เมื่อมีผู้คนที่ชั่วอยู่ในคริสตจักรคอยขัดขวางชีวิตคริสตจักร ในฐานะผู้นำ หน้าที่ของฉันคือ การยืนหยัดเปิดโปงและยับยั้งพวกเธอ เพื่อปกป้องงานของคริสตจักร แต่ในช่วงเวลาสำคัญ ฉันกลับขลาดกลัวและหลีกเลี่ยง การรู้ว่าจ้าวกับหลิวมักบิดเบือนข้อเท็จจริง จับผิดคนอื่น และเคยโจมตีฉันในอดีต ทำให้ฉันกลัวว่าหากฉันทำให้พวกเธอไม่พอใจ พวกเธอก็จะก่อปัญหาอีกครั้งและโต้กลับฉัน ดังนั้น เพื่อปกป้องตัวเอง ฉันจึงเลื่อนการจัดการกับปัญหาออกไป แล้วปล่อยให้พวกเธอวิพากษ์วิจารณ์และโจมตีเหล่าผู้นำกับคนทำงาน รวมทั้งขัดขวางชีวิตคริสตจักรต่อไป คำพยานของฉันอยู่ที่ไหนแล้ว?  ฉันไม่ได้กำลังปกป้องผู้คนที่ชั่วและทำให้ผลประโยชน์ของคริสตจักรเสียหายหรอกหรือ?  พระเจ้าทรงชิงชังพฤติกรรมเช่นนี้!  เมื่อรู้ตัว ฉันก็รู้สึกขยะแขยงตัวเอง และความเห็นแก่ตัวที่น่าตกใจของฉัน ฉันไม่สามารถเป็นคนอัปยศไร้ค่าที่หลีกเลี่ยงหน้าที่และหลบเลี่ยงความขัดแย้งต่อไปได้ ฉันต้องยืนหยัดและปกป้องงานของคริสตจักร

วันถัดมา ฉันได้ไปพบจ้าวและหลิว ทันทีที่พวกเธอเห็นฉัน พวกเธอก็เริ่มซักไซ้ฉันว่า “คุณกำลังทำงานอะไรอยู่?  คุณกำลังจัดการเรื่องผู้นำเทียมเท็จอยู่เหรอ?  หรือว่าเหล่าผู้นำและคนทำงานส่งคุณมาสามัคคีธรรมกับเรา?”  เมื่อฉันบอกพวกเธอว่าฉันมาที่นี่เพื่อพิสูจน์เนื้อหาในจดหมายรายงาน พวกเธอก็เริ่มบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อโจมตีและวิจารณ์เฉินโมอีกครั้ง โดยอ้างว่าเธอมักไม่เข้าร่วมการชุมนุมกลุ่ม ไม่แก้ปัญหาของเหล่าพี่น้องชายหญิงและล้มเหลวในการดูแลผู้มาใหม่ พวกเธอยังคงบ่นเรื่องที่มัคนายกให้น้ำมาชุมนุมกับผู้มาใหม่ไม่ตรงเวลา และบอกว่าเฉินโมไม่ได้ทำงานที่แท้จริง พวกเธอใส่ร้ายเฉินโม โดยกล่าวหาว่าเฉินโมเคยกล่าวโทษและกดขี่พวกเธอ เพียงเพราะพวกเธอพูดถึงข้อบกพร่องของอีกฝ่าย พวกเธอแสดงอำนาจบาตรใหญ่เป็นอย่างมาก จนฉันเริ่มลังเลอีกครั้งและคิดว่า “พวกเธอขาดความเป็นมนุษย์และชอบก่อปัญหาเสมอ เหล่าผู้นำและมัคนายกได้สามัคคีธรรม กับพวกเธอเรื่องเฉินโมไปแล้ว แต่พวกเธอก็ยังไม่ยอมเลิกรา ถ้าฉันเปิดโปงพวกเธอต่อหน้าตอนนี้ พวกเธออาจจะโกรธและใครจะรู้ว่าพวกเธอจะทำอะไรบ้าง?” ฉันรู้สึกว้าวุ่นใจมาก และถึงขั้นเสียใจที่มาจัดการกับจดหมายรายงานนี้ ฉันคิดในใจว่า “ฉันสามารถเขียนจดหมายถึงเหล่าผู้นำระดับสูงเพื่อแจ้งพวกเขาเกี่ยวกับสถานการณ์ และให้พวกเขาจัดการแทนได้ เมื่อทำแบบนั้น ฉันก็ไม่ต้องเผชิญหน้ากับจ้าวและหลิว ทั้งยังไม่ต้องรู้สึกวิตกกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้” ดังนั้น ฉันจึงตอบคำถามของพวกเธอแบบขอไปทีและรีบจากไป จากนั้นฉันก็เขียนจดหมายถึงเหล่าผู้นำระดับสูงเกี่ยวกับการพิสูจน์จดหมายรายงาน และพฤติกรรมของจ้าวและหลิว สองวันต่อมา เหล่าผู้นำตอบกลับมาว่า “คุณได้บอกเราถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในตอนนี้เกี่ยวกับจ้าวฮุยและหลิวอิง แต่คุณไม่ได้บอกว่าตั้งใจจะจัดการอย่างไร คุณแค่โยนเรื่องนี้มาให้เรา คุณคิดอย่างไรกับสถานการณ์นี้?” ฉันรู้สึกแย่มากหลังจากอ่านจดหมายนั้น ฉันยืนยันได้แล้วว่าจ้าวและหลิวเป็นผู้คนที่ชั่วในแก่นแท้ เพราะพวกเธอจับผิด วิจารณ์และโจมตีคนอื่นอยู่เสมอ ขัดขวางชีวิตคริสตจักรและปฏิเสธที่จะกลับใจ หากปล่อยให้พวกเธออยู่ต่อไป การขัดขวางงานของคริสตจักรจะยิ่งเลวร้ายกว่าเดิม ตามหลักธรรม พวกเธอควรถูกชำระออกจากคริสตจักรโดยเร็ว แต่เพื่อปกป้องตัวเอง ฉันกลับผลักความรับผิดชอบนี้ไปให้ผู้นำระดับสูง ฉันช่างหลอกลวงอย่างแท้จริง

ต่อมา หลังจากอ่านพระวจนะของพระเจ้าสองบทตอน ฉันก็เข้าใจธรรมชาติและผลพวงจากการกระทำของตัวเองได้ดีขึ้น พระวจนะของพระเจ้ากล่าวว่า “พวกเรามักจะสามัคคีธรรมและชำแหละศัตรูของพระคริสต์และคนชั่ว เสวนาถึงวิธีแยกแยะและรู้จักพวกเขา ทั้งหมดนี้ก็เพื่อจุดประสงค์ในการสามัคคีธรรมความจริงอย่างชัดเจน และเพื่อให้ผู้คนมีวิจารณญาณแยกแยะคนชั่วและศัตรูของพระคริสต์ เพื่อที่พวกเขาจะสามารถเปิดโปงคนเหล่านั้นได้  ด้วยวิธีนี้ ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรจะไม่ถูกศัตรูของพระคริสต์ชักพาให้หลงผิดหรือก่อกวนอีกต่อไป และสามารถหลุดพ้นจากอิทธิพลและพันธนาการของซาตานได้  อย่างไรก็ตาม ผู้คนบางคนยังคงมีปรัชญาการดำรงชีวิตทางโลกอยู่ในหัวใจของพวกเขา  พวกเขาไม่พยายามแยกแยะคนชั่วและศัตรูของพระคริสต์ แต่พวกเขากลับสวมบทบาทของคนที่ชอบเอาใจผู้คน  พวกเขาไม่ต่อสู้กับศัตรูของพระคริสต์ ไม่ขีดเส้นแบ่งที่ชัดเจนกับศัตรูของพระคริสต์ และเลือกแนวทางที่ประนีประนอมและวางตัวเป็นกลางเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของพวกเขาเอง  พวกเขาปล่อยให้พวกมารเหล่านี้—คนชั่วและศัตรูของพระคริสต์เหล่านี้—อยู่ในพระนิเวศของพระเจ้าต่อไป ชักนำภยันตรายเข้ามาด้วยการเลี้ยงดูพวกมาร  พวกเขาปล่อยให้พวกมารเหล่านี้ก่อกวนงานของคริสตจักรอย่างเต็มที่และก่อกวนพี่น้องชายหญิงในการทำหน้าที่ของตน  ผู้คนเช่นนี้สวมบทบาทใด?  พวกเขากลายเป็นเกราะกำบังให้ศัตรูของพระคริสต์และเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดของศัตรูของพระคริสต์  แม้เจ้าจะไม่ได้ทำสิ่งเดียวกับศัตรูของพระคริสต์หรือกระทำชั่วแบบเดียวกัน เจ้าก็มีส่วนร่วมในการทำชั่วของพวกเขา—เจ้าย่อมถูกกล่าวโทษ  เจ้าผ่อนปรนและให้ที่พักพิงแก่ศัตรูของพระคริสต์ ปล่อยให้พวกเขาสร้างความเสียหายร้ายแรงรอบตัวเจ้าโดยไม่ดำเนินการหรือทำสิ่งใดเลย  เจ้าก็มีส่วนร่วมในความชั่วของศัตรูของพระคริสต์ไม่ใช่หรือ?  นี่คือเหตุผลที่ผู้นำเทียมเท็จและคนที่ชอบเอาใจผู้คนบางคนกลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดของศัตรูของพระคริสต์  ใครก็ตามที่เห็นศัตรูของพระคริสต์ก่อกวนงานของคริสตจักรแต่ไม่เปิดโปงพวกเขาและไม่ขีดเส้นแบ่งที่ชัดเจนกับพวกเขา ย่อมกลายเป็นลูกสมุนและผู้สมรู้ร่วมคิดของพวกเขา  พวกเขาไม่มีการนบนอบและความจงรักภักดีต่อพระเจ้า  ในช่วงเวลาที่สำคัญของการต่อสู้ระหว่างพระเจ้ากับซาตาน พวกเขายืนอยู่ฝ่ายซาตาน ปกป้องศัตรูของพระคริสต์และทรยศพระเจ้า  ผู้คนเช่นนี้น่ารังเกียจสำหรับพระเจ้า(พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, ประการที่เก้า (ภาคที่แปด))  “ทุกคริสตจักรย่อมมีคนที่ชอบเอาใจผู้คนอยู่บ้าง  คนที่ชอบเอาใจผู้คนเหล่านี้ไม่มีวิจารณญาณแยกแยะคนชั่วที่ครอบงำและขัดขวางการลงคะแนนคัดเลือก  ต่อให้พอจะมีวิจารณญาณแยกแยะอยู่บ้าง แต่พวกเขาก็เพิกเฉย  ท่าทีที่พวกเขามีต่อทุกปัญหาที่เกิดขึ้นในการลงคะแนนคัดเลือกของคริสตจักรก็คือ ‘เรื่องที่ไม่เกี่ยวกับตน ก็จงปล่อยผ่านไป’  พวกเขาคิดว่าใครจะมาเป็นผู้นำก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ และไม่เกี่ยวข้องอะไรกับตน  ตราบใดที่พวกเขาสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมีความสุข พวกเขาก็ไม่มีปัญหา  เจ้าคิดอย่างไรกับผู้คนแบบนี้?  พวกเขาคือคนที่รักความจริงหรือไม่?  (ไม่)  พวกเขาเป็นคนเช่นใด?  นี่คือคนที่ชอบเอาใจผู้คน และสามารถเรียกว่าผู้ไม่เชื่อได้ด้วยเช่นกัน  ผู้คนเหล่านี้ไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง เอาแต่เสาะแสวงการมีชีวิตที่ง่ายดาย ละโมบความสุขสบายทางเนื้อหนังเท่านั้น  พวกเขาเห็นแก่ตัวเกินไปและเหลี่ยมจัดเหลือเกิน  ในสังคมมีผู้คนเช่นนี้อยู่มากมายใช่หรือไม่?  ไม่ว่าพรรคการเมืองใดจะขึ้นมามีอำนาจ ไม่ว่าใครจะดำรงตำแหน่ง พวกเขาก็เป็นที่ชื่นชอบ สามารถจัดการสัมพันธภาพทางสังคมได้อย่างราบรื่นยิ่ง และพวกเขาก็ใช้ชีวิตอย่างสะดวกสบาย ไม่ว่าจะเกิดความเคลื่อนไหวทางการเมืองเช่นใด พวกเขาก็ไม่ติดร่างแหไปด้วย  ผู้คนเหล่านี้เป็นคนเช่นใด?  เป็นผู้คนที่หลอกลวงที่สุด เหลี่ยมจัดที่สุด ซึ่งรู้กันว่า ‘ลื่นเป็นปลาไหล’ และเป็น ‘อสรพิษเฒ่า’  พวกเขาใช้ชีวิตตามปรัชญาของซาตาน ไม่มีหลักธรรมแม้แต่น้อย  ไม่ว่าใครจะอยู่ในอำนาจ พวกเขาก็คอยสนองตอบคนเหล่านั้น ป้อยอ และชื่นชมคุณงามความดีของคนเหล่านั้น  พวกเขาเอาแต่ปกป้องผู้บังคับบัญชาของตน และไม่เคยล่วงเกินผู้บังคับบัญชาเหล่านั้นเลย  ไม่ว่าผู้บังคับบัญชาเหล่านั้นจะทำความชั่วมากเพียงใด พวกเขาก็ไม่คัดค้านและไม่สนับสนุน แต่เก็บงำความคิดของตนไว้ลึกๆ ในใจ  พวกเขาจึงเป็นที่ชื่นชอบไม่ว่าใครจะขึ้นมามีอำนาจ  ซาตานและพวกกษัตริย์มารทั้งหลายชอบคนจำพวกนี้  เหตุใดพวกกษัตริย์มารจึงชอบคนจำพวกนี้?  เพราะพวกเขาไม่ทำให้กิจธุระของกษัตริย์มารเสียหายและไม่ทำตัวเป็นภัยคุกคาม  คนจำพวกนี้ไม่มีหลักธรรมและไม่มีบรรทัดฐานในการประพฤติปฏิบัติตน ไม่มีความซื่อตรงและไร้ศักดิ์ศรี พวกเขาเอาแต่ทำตามกระแสนิยมในสังคมและก้มหัวให้กษัตริย์มาร ปรับตัวตามความนิยมชมชอบของอีกฝ่ายเท่านั้น  ในคริสตจักรก็มีผู้คนเช่นนี้ด้วยมิใช่หรือ?  ผู้คนเช่นนี้สามารถเป็นผู้ชนะได้หรือไม่?  พวกเขาเป็นทหารดีของพระคริสต์หรือไม่?  พวกเขาเป็นพยานให้พระเจ้าหรือไม่?  เมื่อคนชั่วและศัตรูของพระคริสต์โผล่ออกมาก่อกวนงานของคริสตจักร ผู้คนเช่นนี้จะสามารถลุกขึ้นมาทำศึกกับพวกเขา เปิดโปง แยกแยะ และตัดขาดพวกเขา ยุติการทำชั่วของพวกเขา และเป็นพยานให้พระเจ้าได้หรือไม่?  แน่นอนที่สุดว่าพวกเขาทำไม่ได้  ปลาไหลพวกนี้ไม่ใช่คนที่พระเจ้าจะทรงทำให้เพียบพร้อมหรือจะทรงช่วยให้รอด  พวกเขาไม่เคยเป็นพยานให้พระเจ้าหรือค้ำชูผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระองค์  ในสายพระเนตรของพระเจ้า ผู้คนเหล่านี้ไม่ใช่คนที่ติดตามหรือนบนอบพระองค์ แต่เป็นผู้ที่ติดตามฝูงชนอย่างไม่ลืมหูลืมตาในการก่อความวุ่นวาย เป็นสมาชิกของซาตาน—เป็นพวกที่พระองค์จะทรงกำจัดออกไปเมื่อเสร็จสิ้นพระราชกิจ  พระเจ้าไม่ทรงมองวายร้ายเยี่ยงนี้ว่าล้ำค่า  พวกเขาไม่มีทั้งความจริงและชีวิต พวกเขาคือสัตว์เดรัจฉานและหมู่มาร ไม่คู่ควรกับความรอดจากพระเจ้าและไม่คู่ควรที่จะได้ชื่นชมความรักของพระองค์  ดังนั้นพระเจ้าจึงทรงทิ้งขว้างและกำจัดผู้คนเยี่ยงนี้ออกไปอย่างง่ายดาย คริสตจักรก็ควรเอาตัวพวกเขาออกไปทันทีในฐานะผู้ไม่เชื่อ(พระวจนะฯ เล่ม 5 หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน, หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (19))  จากพระวจนะของพระเจ้า ฉันได้เรียนรู้ว่า เมื่อเหล่าศัตรูของพระคริสต์และผู้คนที่ชั่วเข้ามาขัดขวางชีวิตคริสตจักรและงานของคริสตจักร พระเจ้าทรงทอดพระเนตรว่าผู้คนจะเลือกปกป้องผลประโยชน์ของคริสตจักรหรือปกป้องตัวเอง หากพวกเขาเลือกปกป้องตัวเอง และปล่อยให้ผู้คนที่ชั่วและศัตรูของพระคริสต์ขัดขวางและรบกวนงานของคริสตจักร ในสายพระเนตรของพระเจ้า พวกเขาไม่น่าไว้วางใจ หลอกลวง เห็นแก่ตัวและน่ารังเกียจ พระเจ้าจะไม่ทรงทำให้คนเช่นนี้เพียบพร้อม แต่จะทรงกล่าวโทษและกำจัดพวกเขาออกไป เมื่อใคร่ครวญพระวจนะของพระเจ้า ฉันก็รู้สึกกังวลใจอย่างมาก ฉันรู้ดีว่าจ้าวฮุยและหลิวอิงขัดขวางชีวิตคริสตจักร โจมตีและวิจารณ์เหล่าผู้นำอยู่เรื่อยๆ ซึ่งทำให้เหล่าผู้นำไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างถูกควร และทำให้งานของคริสตจักรหยุดชะงัก แต่ฉันกลับดำเนินชีวิตตามปรัชญาซาตาน เช่น “มนุษย์ทุกคนทำเพื่อตัวเอง ส่วนคนรั้งท้ายปล่อยให้มารพาไป” “คนฉลาดย่อมรู้จักปกป้องตัวเอง เสาะแสวงแต่การหลีกเลี่ยงความผิดพลาด” และ “ยิ่งปัญหาน้อยยิ่งดี” และด้วยเหตุนี้ ฉันจึงไม่กล้ายืนหยัดที่จะเปิดโปงและยับยั้งพวกเธอ แม้ว่าจะเห็นความประพฤติผิดและการขัดขวางของพวกเธออย่างชัดเจน ฉันกังวลว่าหากฉันล่วงเกินพวกเธอ พวกเธอก็จะจับผิดและโต้กลับด้วยการรายงานเรื่องฉัน ดังนั้นฉันจึงเอาแต่หลีกเลี่ยงการเปิดโปงพวกเธอและหลบเลี่ยงหน้าที่ของฉันเสมอ ถึงขั้นโยนหน้าที่นี้ไปให้ผู้นำระดับสูงแทน ด้วยวิธีนี้ ฉันรู้สึกว่าฉันจะหลีกเลี่ยงการล่วงเกินพวกเธอและปกป้องตัวเองได้ ฉันช่างเห็นแก่ตัวและหลอกลวงเสียจริง!  ในฐานะผู้นำ ฉันมีหน้าที่ต้องยืนหยัดและเปิดโปงผู้คนที่ชั่วทันที เมื่อมีการขัดขวางชีวิตคริสตจักร เพื่อปกป้องเหล่าพี่น้องชายหญิงของฉัน แต่ฉันกลับไม่ลุล่วงความรับผิดชอบของตัวเอง นับประสาอะไรกับการแสดงความจงรักภักดีของฉัน ผ่านการตระหนักรู้เหล่านี้ ในที่สุดฉันก็เห็นว่า การปล่อยให้น้ำพิษของซาตานบงการวิถีชีวิตของฉัน ทำให้ฉันถึงกับไม่เหลือเค้าความเป็นมนุษย์อยู่เลยแม้แต่น้อย และสูญสิ้นเหตุผลหรือมโนธรรมไปจนหมด ฉันนึกถึงสิ่งที่องค์พระเยซูเจ้าตรัสไว้ว่า “ใครไม่อยู่ฝ่ายเราก็ต่อต้านเรา และใครไม่รวบรวมไว้กับเรา ก็ทำให้กระจัดกระจาย(มัทธิว 12:30)  ในสงครามระหว่างพระเจ้ากับซาตาน เหล่าผู้ที่ไม่อยู่ฝ่ายพระเจ้าก็คืออยู่ฝ่ายซาตาน ไม่มีทางสายกลาง อย่างไรก็ตาม ฉันได้พยายามจัดการกับเหล่าคนชั่วอย่างแยบยล โดยเลือกโยนงานนี้ให้ผู้นำระดับสูง ฉันพยายามวางตัวเป็นกลาง โดยให้ความอยู่รอดของตัวเองมาก่อนหลักธรรม นี่ไม่ใช่การยืนอยู่ฝ่ายซาตานและทรยศต่อพระเจ้าอย่างชัดเจนหรอกหรือ?  ฉันถึงกับคิดว่าตัวเองฉลาดที่ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการจัดการผู้คนที่ชั่วนั่น แต่ในที่สุดฉันก็กลายเป็นเหยื่อของความฉลาดของตัวเอง ฉันอาจไม่ได้ทำชั่วหรือขัดขวางงานของคริสตจักรเหมือนผู้คนที่ชั่วเหล่านั้น แต่ฉันก็ล้มเหลวที่จะจัดการกับพวกเธอในทันที ทั้งที่เห็นถึงความชั่วและการขัดขวางของพวกเธออย่างชัดเจน ฉันได้เพิกเฉยต่อความประพฤติผิดของพวกเธอและถึงขั้นปกป้องพวกเธอ ฉันมีส่วนร่วมในการกระทำที่ผิดของพวกเธอ!  แล้วมโนธรรมและความเป็นมนุษย์ของฉันอยู่ที่ไหน?  ฉันไม่คู่ควรที่จะถูกเรียกว่ามนุษย์!  พอตระหนักถึงทั้งหมดนี้ ฉันก็รู้สึกเสียใจกับสิ่งที่ตัวเองทำลงไป ฉันล้มเหลวในการทำหน้าที่และการเตรียมความประพฤติดี ในทางกลับกัน ฉันเอาแต่สะสมความประพฤติชั่ว และถ้าฉันยังทำอย่างนี้ต่อไป พระเจ้าจะทรงรังเกียจเดียดฉันท์และกำจัดฉันออกไป

หลังจากนั้น ฉันมาทบทวนว่าทำไมตัวเองถึงกลัวพวกคนชั่วนัก และนึกได้ถึงพระวจนะของพระเจ้าสองบทตอนที่เผยความจริงเกี่ยวกับพวกศัตรูของพระคริสต์ว่า “พวกเขาคิดว่าพระนิเวศของพระเจ้าก็เหมือนกับสังคม ซึ่งใครก็ตามที่ไม่ยอมอ่อนข้อและวางอำนาจจะสามารถยืนหยัดได้อย่างมั่นคง ไม่มีใครกล้าแตะต้องผู้ที่อำมหิต ดุร้าย และชั่ว และพวกเขาเชื่อว่าผู้คนที่ยอมรับการถูกตัดแต่งล้วนเป็นคนที่ไร้ความสามารถและไม่มีศักยภาพ  พวกเขาคิดว่าไม่มีใครกล้าแตะต้องผู้คนที่มีความสามารถอยู่บ้าง แม้ว่าคนเหล่านั้นจะทำผิดก็ไม่มีใครกล้าเปิดโปง และคิดว่าคนเหล่านั้นคือคนจริงที่แข็งแกร่งดั่งเหล็กกล้า!(พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, ประการที่เก้า (ภาคที่แปด))  “พระเจ้าได้ตรัสว่า ‘หากไม่ได้รับอนุญาตจากพระเจ้า ซาตานก็ไม่อาจแตะน้ำสักหยดหรือทรายสักเม็ดบนแผ่นดินได้ด้วยซ้ำ หากไม่ได้รับอนุญาตจากพระเจ้า ซาตานก็ไม่อาจเข้าไปยุ่งแม้แต่มดที่อยู่บนดิน ไม่พักต้องพูดถึงมวลมนุษย์ที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้นมา’  เจ้าสามารถเชื่อในพระวจนะเหล่านี้มากน้อยเพียงใด?  การต่อสู้กับศัตรูของพระคริสต์และคนชั่วเผยให้เห็นระดับความเชื่อของเจ้า  หากเจ้ามีการเชื่อที่แท้จริงในพระเจ้า เช่นนั้นเจ้าก็มีความเชื่อที่แท้จริง  หากเจ้ามีการเชื่อเพียงเล็กน้อยในพระเจ้า และการเชื่อนั้นก็เลื่อนลอยและกลวงเปล่า เช่นนั้นเจ้าก็ไม่มีความเชื่อที่แท้จริง  ถ้าเจ้าไม่เชื่อว่าพระเจ้าสามารถครองอธิปไตยเหนือทั้งหมดนี้ และซาตานอยู่ภายใต้อำนาจครอบครองของพระเจ้า และเจ้ายังคงหวาดกลัวศัตรูของพระคริสต์และคนชั่ว สามารถทนให้พวกเขากระทำชั่วในคริสตจักร ยอมให้พวกเขาก่อกวนและทำลายงานของคริสตจักร และสามารถยอมประนีประนอมกับซาตานหรือร้องขอความเมตตาจากมันเพื่อปกป้องตัวเจ้าเองได้ ไม่กล้าที่จะลุกขึ้นยืนหยัดและต่อสู้กับพวกเขา และเจ้าได้กลายเป็นคนละทิ้งหน้าที่ คนที่ชอบเอาใจผู้คน และคนดูอยู่ห่างๆ เช่นนั้นเจ้าก็ขาดการเชื่อที่แท้จริงในพระเจ้า  การเชื่อในพระเจ้าของเจ้ากลายเป็นเครื่องหมายคำถาม ซึ่งทำให้การเชื่อของเจ้าน่าสมเพชอย่างยิ่ง!(พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, ประการที่เก้า (ภาคที่แปด))  หลังจากที่ได้อ่านพระวจนะของพระเจ้า ฉันได้ตระหนักว่า พระเจ้าทรงควบคุมและมีอธิปไตยเหนือทุกสรรพสิ่ง พระคริสต์และความจริงนี่เองที่ทรงสิทธิอำนาจในพระนิเวศของพระเจ้า ไม่ว่าศัตรูของพระคริสต์และคนชั่วจะอาละวาดในคริสตจักร ทำความประพฤติผิดและก่อกวนชีวิตคริสตจักรเพียงใด พวกเขาก็เป็นแค่เครื่องมือที่พระเจ้าทรงใช้ทำให้ประชากรที่พระองค์ทรงเลือกสรรสามารถใช้วิจารณญาณได้อย่างเพียบพร้อม เมื่อบทบาทของพวกเขาสิ้นสุดลง พระเจ้าก็จะทรงเปิดโปงและกำจัดพวกเขาออกไปทีละคน แต่ฉันไม่ได้เข้าใจถึงกฏเกณฑ์ และความชอบธรรมของพระเจ้า และกลัวการล่วงเกินผู้คนที่ชั่วอยู่เสมอ ฉันเชื่อว่าในสังคมทั่วไป ยิ่งใครมีอำนาจบาตรใหญ่และเข้าถึงยากมากเท่าไร ก็ยิ่งจะมีคนกล้าท้าทายพวกเขาน้อยลง และประสบความสำเร็จมากขึ้นเท่านั้น ฉันคิดว่าหลักการเดียวกันนี้ใช้ได้กับพระนิเวศของพระเจ้าด้วย และถ้าฉันล่วงเกินผู้คนที่ชั่ว ผลพวงย่อมจะเป็นไปในทางลบอย่างแน่นอน สำหรับฉัน พระนิเวศของพระเจ้าก็เหมือนกับสังคมทั่วไป ที่ซึ่ง “การที่ศัตรูปรองดองกันดีกว่าการต่อสู้กัน” และ “การล่วงเกินคนดีดีกว่าไปล่วงเกินคนชั่ว” ภายใต้อิทธิพลของแนวคิดเหล่านี้ ฉันไม่กล้าที่จะก้าวออกมาและหยุดยั้งการขัดขวางชีวิตคริสตจักรของผู้คนที่ชั่ว เพราะฉันกลัวว่าพวกเธอจะตอบโต้ ปล่อยข่าวลือเกี่ยวกับฉันและรายงานฉันว่าเป็นผู้นำเทียมเท็จ ถ้าเรื่องนี้นำไปสู่การถูกปลด และทำให้ฉันไม่สามารถทำหน้าที่ได้ ฉันก็คงจะไม่มีวันมีบั้นปลายที่ดี ฉันประเมินอำนาจของผู้คนที่ชั่วเหล่านี้สูงเกินไป และปฏิเสธความชอบธรรมของพระเจ้าไปเสียหมด รวมถึงข้อเท็จจริงที่ว่าพระเจ้าทรงครองอำนาจเหนือสรรพสิ่ง ฉันนึกถึงคนคนหนึ่งที่ฉันเคยรู้จัก ชื่อว่าพี่น้องหญิงเฉินเจิ้งซิน เมื่อเธอได้รับมอบหมายให้จัดการความวุ่นวายในคริสตจักรแห่งหนึ่ง ผู้คนที่ชั่วซึ่งกำลังก่อกวนคริสตจักรอยู่นั้นได้ขับไล่เธอออกไป โจมตีเธอและไม่ยอมให้เธอเข้าร่วมการชุมนุม แต่เมื่อเผชิญหน้ากับผู้คนที่ชั่วเหล่านั้น เจิ้งซินไม่ได้แสดงความกลัวแม้แต่น้อย เธอพึ่งพาพระเจ้าในการเปิดโปงความประพฤติผิดของพวกเขา และผู้คนที่ชั่วทั้งหมดก็ถูกขับไล่ไปจากคริสตจักรในที่สุด ส่วนเจิ้งซิน เธอไม่ได้เสียท่าให้กับการโจมตีของผู้คนที่ชั่วและยังคงทำหน้าที่ของเธอในคริสตจักรต่อไป เรื่องราวของเธอทำให้ฉันมีความเข้าใจที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงว่า ความจริงเป็นใหญ่ในพระนิเวศของพระเจ้าอย่างไร ว่าพระองค์ทรงเป็นนายเหนือสรรพสิ่งอย่างไร เมื่อเราทำสิ่งที่ยุติธรรม พระเจ้าจะทรงนำ คุ้มครองและชมเชยเรา ประสบการณ์ของฉันกับจดหมายรายงานฉบับนี้ ยังแสดงให้ฉันเห็นอีกด้วยว่า คริสตจักรให้ความสำคัญกับการตรวจสอบและยืนยันจดหมายเหล่านี้อย่างจริงจังเพียงใด และดำเนินการอย่างเป็นธรรมและชอบธรรมตามหลักธรรมความจริงอย่างไร เมื่อจ้าวฮุยและหลิวอิงบิดเบือนความจริงในจดหมายรายงานของพวกเธอ และจับผิดเฉินโม คริสตจักรไม่ได้ปลดเฉินโมออกจากตำแหน่งเพียงเพราะจดหมาย แต่ได้ปรึกษาขอความเห็นจากเหล่าพี่น้องชายหญิงส่วนใหญ่ก่อน และได้ทำความเข้าใจที่ชัดเจนเกี่ยวกับสถานการณ์ของทั้งผู้เขียนรายงานและผู้ถูกรายงาน หากรายงานนั้นเป็นเท็จ คริสตจักรก็จะจัดการแก้ไขความอยุติธรรม แต่หากรายงานเป็นความจริง ก็จะดำเนินการตามหลักธรรม ในอดีต ฉันเคยถูกศัตรูของพระคริสต์รายงานถึงสองครั้ง แต่การสืบค้นต่อมาพบว่าทั้งสองรายงานนั้นเป็นเท็จ และด้วยเหตุนี้ คริสตจักรจึงไม่ได้ปลดฉันออกจากหน้าที่ ฉันเห็นว่าคริสตจักรทำทุกอย่างตามหลักธรรมความจริง และจะไม่ดำเนินการในเรื่องของใครก็ตามจากการฟังความข้างเดียว คริสตจักรจะไม่ทำผิดต่อคนดีและจะไม่ปล่อยให้ผู้คนที่ชั่วลอยนวล เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ ฉันรู้สึกว่าทัศนะของฉันในอดีตนั้นเหลวไหล เป็นทัศนะของผู้ไม่เชื่อ ในขณะเดียวกัน ฉันก็ตระหนักว่า สถานการณ์นี้เป็นการทดสอบ เพื่อดูว่าฉันจะหันไปหาความยุติธรรม ต่อสู้กับกองกำลังชั่วและตั้งมั่นในคำพยานของฉันให้พระเจ้าได้หรือไม่

ต่อมา ฉันนึกถึงพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่งที่กล่าวไว้ว่า “เวลาอยู่ในคริสตจักร จงตั้งมั่นในคำพยานที่เจ้ามีให้เราและค้ำชูความจริง  ถูกคือถูก และผิดก็คือผิด อย่าสับสนระหว่างขาวกับดำ  เจ้าต้องต่อสู้กับซาตานและต้องกำราบมันให้ราบคาบ ไม่ให้มีวันลุกขึ้นมาได้อีก  พวกเจ้าต้องมอบทุกสิ่งทุกอย่างที่มีเพื่อปกป้องคำพยานแห่งเรา  การกระทำของพวกเจ้าย่อมจะมีเป้าหมายเช่นนี้—จงอย่าลืมข้อนี้(พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ถ้อยดำรัสของพระคริสต์ในเบื้องต้น บทที่ 41)  ผ่านพระวจนะของพระเจ้า ฉันได้เรียนรู้ว่า พระเจ้าทรงรักผู้ที่มีความซื่อสัตย์และมีสำนึกถึงความยุติธรรม ผู้คนเช่นนี้มีความสามารถในการปฏิบัติความจริง ยึดมั่นในหลักธรรม และปกป้องผลประโยชน์ของคริสตจักร และพวกเขาก็ไม่เกรงกลัวที่จะล่วงเกินผู้คน มีเพียงผู้คนเช่นนี้เท่านั้นที่พระเจ้าทรงยกย่อง เมื่อได้ตระหนักถึงเรื่องนี้ ฉันก็รู้สึกถึงความเชื่อที่ฟื้นคืนมาใหม่ และพร้อมที่จะยืนหยัดเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของคริสตจักร ฉันนึกถึงในอดีต ตอนที่รู้สึกว่าถูกผู้คนที่ชั่วบีบคั้น ฉันไม่กล้าที่จะเปิดโปงและยับยั้งพวกเธอ และนั่นนำไปสู่ความสับสนวุ่นวายในคริสตจักรเป็นเวลาครึ่งปี ซึ่งส่งผลกระทบร้ายแรงต่อชีวิตคริสตจักรและการเข้าสู่ชีวิตของเหล่าพี่น้องชายหญิง นี่เป็นความเสียใจที่จะติดตัวฉันไปตลอด ฉันรู้ว่าครั้งนี้ฉันต้องปฏิบัติความจริง และเลิกพยายามปกป้องตัวเองเหมือนคนขลาด ฉันต้องเร่งชำระผู้คนที่ชั่วนั่นออกไปจากคริสตจักร และเสริมสร้างวิจารณญานการแยกแยะให้กับเหล่าพี่น้องชายหญิง เพื่อไม่ให้พวกเขาหลงผิดและถูกรบกวนโดยผู้คนที่ชั่วอีกต่อไป หลังจากนั้น ฉันได้พบกับจ้าวฮุ่ยและหลิวอิง และเท้าความถึงพฤติกรรมที่พวกเธอทำซ้ำๆ พร้อมกับใช้พระวจนะของพระเจ้าเพื่อเปิดโปงและชำแหละการทำชั่วของพวกเธอ ฉันรู้สึกสงบและสบายใจมากหลังจากทำแบบนั้น หลังจากนั้นไม่นาน จากการลงคะแนนเสียงของของเหล่าพี่น้องชายหญิง ผู้คนที่ชั่วทั้งสองก็ถูกเอาตัวออกไปจากคริสตจักร นี่ทำให้ความวุ่นวายในคริสตจักรสิ้นสุดลง และในหมู่พี่น้องชายหญิง เรื่องนี้ก็ช่วยเสริมสร้างวิจารณญานการแยกแยะผู้คนที่ชั่วให้ดียิ่งขึ้น ฉันขอบคุณพระเจ้าสำหรับความชอบธรรมของพระองค์อย่างสุดหัวใจ

ผ่านประสบการณ์นี้ ฉันได้รับความตระหนักรู้ในธรรมชาติที่เห็นแก่ตัวและหลอกลวงของฉันขึ้นมาบ้าง และได้เป็นพยานให้ความบริสุทธิ์และความชอบธรรมของพระเจ้า ฉันรู้สึกอย่างแท้จริงว่าความจริงและความชอบธรรมเป็นใหญ่ในพระนิเวศของพระเจ้า และอิทธิพลชั่วร้ายไม่สามารถหยั่งรากในนั้นได้ ฉันยังได้ตระหนักว่า มีเพียงการปฏิบัติความจริงและการปกป้องผลประโยชน์ของคริสตจักรเท่านั้น ที่จะทำให้เราสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระเจ้า และรู้สึกสงบสุข ขอบคุณพระเจ้า!

ก่อนหน้า: 72. เส้นทางสู่ราชอาณาจักรแห่งสวรรค์

ถัดไป: 74. ผลที่ตามมาจากการบูชาบุคคลอย่างไม่ลืมหูลืมตา

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

31. ยึดมั่นในหน้าที่ของฉัน

โดย หย่างมู่ ประเทศเกาหลีใต้ฉันเคยรู้สึกอิจฉาเมื่อเห็นพี่น้องชายหญิงแสดง ร้องเพลง และเต้นรำในการสรรเสริญพระเจ้า...

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

ติดต่อเราผ่าน Messenger