52. การถูกปลด: สัญญาณเตือนที่ฉันต้องการ

ฉันยอมรับพระราชกิจแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ในปี 2008 จากการอ่านพระวจนะของพระเจ้า การชุมนุมและการสามัคคีธรรม ฉันได้เรียนรู้ว่า เพื่อที่จะได้รับความรอดและบรรลุบั้นปลายอันยอดเยี่ยม เราไม่เพียงต้องแสวงหาความจริงเท่านั้น แต่ยังต้องลุล่วงหน้าที่ของเราในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้างด้วย ดังนั้นฉันจึงสาบานอย่างเงียบๆ ว่า จะแสวงหาความจริงและลุล่วงหน้าที่ของตน ฉันสังเกตเห็นว่าพี่น้องชายหญิงบางคนที่รับใช้ในฐานะผู้นำคริสตจักรหรือหัวหน้ากลุ่ม มักจะสามัคคีธรรมถึงพระวจนะของพระเจ้าเพื่อแก้ไขปัญหาในการชุมนุม และยุ่งอยู่กับงานคริสตจักรเสมอ ฉันคิดว่าพวกเขาต้องได้รับการชมเชยจากพระเจ้าและเป็นผู้แสวงหาความจริงแน่ๆ ถึงได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ที่สำคัญๆ เช่นนี้ ฉันจึงชื่นชมพวกเขามาก ในทางตรงกันข้าม ฉันรู้สึกว่าผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ธรรมดาๆ ซึ่งไม่จำเป็นต้องสามัคคีธรรมความจริงเพื่อแก้ไขปัญหา เช่น รับรองพี่น้องชายหญิงคนอื่นๆ หรือทำกิจการทั่วไปอื่นๆ จะไม่ได้รับความชื่นชมจากผู้อื่น แถมยังมีโอกาสน้อยมากที่จะได้รับการช่วยให้รอดในอนาคต ต่อมาขณะที่รับรองผู้นำคริสตจักร ฉันเห็นว่าเธอมักจะสามัคคีธรรมถึงพระวจนะของพระเจ้าเพื่อแก้ไขปัญหาของพี่น้องชายหญิง ฉันเลยคิดว่าเธอต้องเข้าใจความจริงเป็นอย่างมากแน่ๆ เมื่อฉันสังเกตเห็นอีกด้วยว่า ผู้นำระดับสูงมักจะมาชุมนุมกับเธอเพื่อสามัคคีธรรมถึงพระวจนะของพระเจ้า ฉันก็คิดว่าคริสตจักรต้องกำลังบ่มเพาะเธออยู่แน่ๆ และคิดว่าเธอมีโอกาสดีมากที่จะได้รับการช่วยให้รอด ด้วยความอิจฉาริษยา ความอยากเป็นผู้นำของฉันก็แรงกล้าขึ้นยิ่งกว่าเดิม และฉันสาบานกับตัวเองว่าจะเข้าไปรับหน้าที่ที่สำคัญในอนาคต

ต่อมาฉันได้กลายเป็นหัวหน้ากลุ่มให้น้ำ ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบดูแลงานของหลายกลุ่ม ฉันพอใจกับเรื่องนี้มาก และคิดในใจว่า “ในเมื่อผู้นำมอบหมายให้ฉันปฏิบัติหน้าที่ที่สำคัญขนาดนี้ ต้องหมายความว่าฉันมีความเป็นจริงความจริงอยู่บ้างและเป็นผู้ไล่ตามเสาะหาความจริง ดูเหมือนว่าสุดท้ายแล้วฉันก็มีโอกาสที่จะได้รับการช่วยให้รอด” เมื่อตระหนักได้อย่างนี้ ฉันก็ขอบคุณพระเจ้าเรื่อยมา หลังจากนั้น ฉันก็วิ่งวุ่นกับการทำงานในคริสตจักรทุกวัน เพื่อให้มั่นใจว่าผู้มาใหม่ได้รับการวางรากฐานที่มั่นคงในหนทางที่แท้จริงโดยเร็วที่สุด แต่เพราะฉันสามัคคีธรรมความจริงได้ไม่ชัดเจน เราจึงล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่าในการทำให้งานให้น้ำเกิดผลสำเร็จ และผู้มาใหม่หลายคนยังคงไม่เข้าร่วมการชุมนุมเป็นประจำ ฉันเริ่มวิตกกังวลมากกว่าเดิม เมื่อเห็นว่าผู้มาใหม่ส่วนใหญ่ที่หัวหน้ากลุ่มคนอื่นดูแลอยู่ เข้าร่วมการชุมนุมเป็นประจำและปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างแข็งขัน ฉันคิดว่า “เมื่อผู้นำของเราเห็นว่าฉันยังทำผลงานได้ไม่ดี เธอจะคิดไหมว่าฉันไม่มีความเป็นจริงความจริงและไม่สามารถทำงานจริงได้?  ถ้าฉันถูกปลด ฉันจะได้ทำหน้าที่อื่นที่สำคัญพอๆ กันนี้ได้อย่างไร?  ฉันจะไม่จบเห่หรอกหรือถ้าผู้นำมอบหมายกิจทั่วไปที่ไม่สำคัญให้ฉันทำแทน?  ไม่ใช่เรื่องใหญ่หากพี่น้องชายหญิงไม่ชื่นชมฉัน แต่หากฉันสูญเสียโอกาสที่จะได้มีบั้นปลายและจุดจบอันยอดเยี่ยม นั่นจะเป็นปัญหาร้ายแรง!  ไม่ได้การแล้วสิ ฉันต้องรวบรวมเจ้าหน้าที่ให้น้ำทุกคนและหาวิธีแก้ไขปัญหานี้โดยเร็วที่สุด!”  หลังจากนั้น ฉันก็เริ่มสามัคคีธรรมกับทีมให้น้ำแต่ละทีม โดยสั่งให้พวกเขาให้การสนับสนุนผู้มาใหม่ทุกคนที่ไม่ได้เข้าร่วมการชุมนุม และทำให้พวกเขาเข้าร่วมเป็นประจำภายในสองสัปดาห์ต่อไป อย่างไรก็ตาม ฉันไม่ได้สามัคคีธรรมอย่างถูกควรถึงวิธีการแก้ไขปัญหาและความลำบากยากเย็นที่เรากำลังมีในงานให้น้ำตั้งแต่แรก ต่อมาฉันได้ยินว่าพี่น้องหญิงคนหนึ่งอัดอั้นจนร้องไห้ออกมา บอกว่าการสามัคคีธรรมของฉันไม่ได้มอบเส้นทางแห่งการปฏิบัติให้เธอ และเธอก็รู้สึกถูกฉันตีกรอบมาก เมื่อเธอพูดแบบนี้ ฉันไม่เพียงไม่ใช้เวลาทบทวนตนเอง ฉันถึงกับคิดต่อไปว่าฉันเป็นฝ่ายถูก หลังจากผ่านไปสามเดือน กลุ่มที่ฉันดูแลยังคงทำผลงานได้ไม่ดี และฉันกังวลว่าผู้นำจะปลดฉัน ฉันคิดว่าทันทีที่ฉันถูกปลด ฉันจะจบเห่ เห็นได้ชัดว่าพระราชกิจของพระเจ้าใกล้จะสิ้นสุดลงแล้ว ถ้าฉันถูกปลดและถูกกำจัด ฉันจะบรรลุบั้นปลายและจุดจบที่ดีได้อย่างไร?  ฉันจะยังได้รับการช่วยให้รอดอยู่ไหม?  ความเชื่อของฉันตลอดหลายปีที่ผ่านมาจะสูญเปล่าไหม?  ยิ่งคิดฉันก็ยิ่งตื่นตกใจ ฉันไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรดี สุดท้ายแล้ว ฉันแค่ไม่เหมาะกับงานนี้และถูกปลด ผู้นำมอบหมายงานใหม่ให้ฉันรับรองพี่น้องชายหญิงตามความต้องการในปัจจุบันของคริสตจักร

ฉันตกตะลึงมากตอนที่ผู้นำมอบหมายงานใหม่ให้ฉัน “รับรองพี่น้องชายหญิงเหรอ?  ฉันแย่ขนาดนั้นเลยเหรอ?  ฉันอาจทำงานให้น้ำได้ไม่ดีนัก แต่ก็ไม่น่าแย่ถึงขนาดได้รับมอบหมายงานใหม่ให้ไปทำงานรับรองหรอก พี่น้องชายหญิงจะคิดอย่างไรกับฉัน?”  เมื่อฉันนึกขึ้นได้ว่าพี่น้องหญิงคนหนึ่งได้รับมอบหมายงานใหม่ ให้ทำงานรับรองมาเจ็ดปีแล้ว โดยไม่เคยได้เลื่อนขั้นอีกครั้ง ฉันก็รู้สึกต่อต้านยิ่งกว่าเดิม คิดว่าคงไม่มีโอกาสทำให้ตัวเองโดดเด่นในหน้าที่ธรรมดาๆ เช่นนี้ และคิดว่าจะไม่มีวันได้รับการช่วยให้รอด เนื่องจากฉันสละตน ทนทุกข์ และพลีอุทิศมามากมายตลอดหลายปีในฐานะผู้เชื่อ ฉันเลยไม่เคยคิดว่าตัวเองจะลงเอยด้วยการทำงานรับรอง จะมีอะไรให้ตั้งตารอในอนาคตฉันล่ะ?  ถึงอย่างนั้น ก็คงไม่สมเหตุสมผลเลยที่จะปฏิเสธงานที่ได้รับมอบหมายมา ฉันเลยต้องนบนอบ อย่างไรก็ตาม ฉันกลับหมดสิ้นแรงใจจะทำอะไร เมื่อเป็นเรื่องการหาที่พักที่เหมาะสมไว้เช่า ขาของฉันหนักอึ้งจนแทบก้าวเดินไม่ไหว ท่ามกลางความทุกข์ ฉันอธิษฐานถึงพระเจ้าหลายครั้งว่า “ข้าแต่พระเจ้า!  ข้าพระองค์รู้ว่าด้วยพระอนุญาตของพระองค์ คริสตจักรจึงมอบหมายให้ข้าพระองค์รับรองพี่น้องชายหญิง แต่ดูเหมือนข้าพระองค์จะไม่สามารถนบนอบได้ ข้าพระองค์ยังคงไม่เต็มใจที่จะทำหน้าที่นี้ และข้าพระองค์รู้สึกอ่อนแอและคิดลบ ข้าแต่พระเจ้า!  ข้าพระองค์รู้ว่าตนเองอยู่ในสภาวะล่อแหลม โปรดช่วยข้าพระองค์ให้รอดด้วยเถิด!  ข้าพระองค์ไม่อยากเป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ” หลังจากอธิษฐานจบ ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าบางบทตอนที่ว่า “ทุกวันนี้ผู้คนส่วนใหญ่อยู่ในสภาวะแบบนี้คือ เพื่อให้ได้รับพร ฉันต้องสละตัวเองเพื่อพระเจ้าและจ่ายราคาเพื่อพระองค์ เพื่อให้ได้รับพร ฉันต้องละทิ้งทุกสิ่งเพื่อพระเจ้า ฉันต้องทำสิ่งที่พระองค์ไว้วางพระทัยมอบหมายให้ฉันทำให้เสร็จสิ้น และฉันต้องปฏิบัติหน้าที่ของฉันให้ดี  สภาวะเช่นนี้มีเจตนาที่อยากได้รับพรครอบงำอยู่ ซึ่งเป็นตัวอย่างของการสละตัวเองเพื่อพระเจ้าจนหมดสิ้นเพื่อจุดประสงค์ของการได้มาซึ่งบำเหน็จรางวัลจากพระองค์และได้รับมงกุฎ  ผู้คนเช่นนั้นไม่มีความจริงในหัวใจของพวกเขา และแน่นอนว่าความเข้าใจของพวกเขานั้นประกอบด้วยคำพูดและคำสอนไม่กี่คำที่พวกเขาโอ้อวดทุกแห่งหนที่พวกเขาไป  เส้นทางของพวกเขานั้นคือของเปาโล  ความเชื่อของผู้คนเช่นนั้นคือบทบาทของการตรากตรำทำงานเป็นนิตย์ และลึกลงไปแล้วพวกเขารู้สึกว่า ยิ่งพวกเขาทำมากขึ้นเท่าใด นั่นก็จะยิ่งเป็นการพิสูจน์มากขึ้นเท่านั้นถึงความจงรักภักดีของพวกเขาที่มีต่อพระเจ้า ว่ายิ่งพวกเขาทำมากขึ้นเท่าใด แน่นอนว่าพระองค์ก็ยิ่งจะพึงพอพระทัยมากขึ้นเท่านั้น และว่ายิ่งพวกเขาทำมากขึ้นเท่าใด พวกเขาก็จะยิ่งสมควรมากขึ้นเท่านั้นที่จะได้รับการมอบมงกุฎเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า และพรที่พวกเขาได้รับก็มีแต่จะยิ่งใหญ่ขึ้น  พวกเขาคิดว่าหากพวกเขาสามารถสู้ทนความทุกข์ ทำการประกาศ และตายเพื่อพระคริสต์ได้ หากพวกเขาสามารถพลีอุทิศชีวิตของพวกเขาเองได้ และหากพวกเขาสามารถทำหน้าที่ทั้งหมดซึ่งพระเจ้าได้ไว้วางพระทัยมอบหมายให้พวกเขาจนครบบริบูรณ์ได้ เช่นนั้นแล้ว พวกเขาย่อมจะเป็นผู้ที่ได้รับพรอันยิ่งใหญ่ที่สุด และพวกเขาย่อมแน่ใจว่าตนจะได้รับมอบมงกุฎ(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, วิธีเดินบนเส้นทางของเปโตร)  “ศัตรูของพระคริสต์มองการได้รับพรว่ายิ่งใหญ่กว่าฟ้าสวรรค์ ยิ่งใหญ่กว่าชีวิต สำคัญกว่าการไล่ตามเสาะหาความจริง การเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัย หรือความรอดส่วนบุคคล และสำคัญกว่าการทำหน้าที่ของตนให้ดีและเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่ได้มาตรฐาน  พวกเขาคิดว่าการเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่ได้มาตรฐาน การทำหน้าที่ของตนได้ดี และการได้รับการช่วยให้รอดล้วนแต่เป็นสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่แทบจะไม่ควรค่าแก่การเอ่ยถึงหรือแสดงความคิดเห็น ในขณะที่การได้รับพรเป็นสิ่งเดียวในชีวิตทั้งชีวิตของพวกเขาที่ไม่อาจลืมได้เป็นอันขาด  ในสิ่งใดก็ตามที่พวกเขาเผชิญ ไม่ว่าจะใหญ่หรือเล็กเพียงใด พวกเขาก็เอามายึดโยงกับการได้รับพร ระมัดระวังและเอาใจใส่อย่างยิ่ง และพวกเขาก็เหลือทางออกไว้ให้ตัวเองเสมอ  ดังนั้นเมื่อการมอบหมายหน้าที่ให้แก่พวกเขาถูกปรับเปลี่ยนเสียใหม่ หากเป็นการส่งเสริม ศัตรูของพระคริสต์ก็จะคิดว่าพวกเขามีความหวังที่จะได้รับพร  หากเป็นการลดชั้น จากผู้นำทีมไปเป็นผู้ช่วยผู้นำทีม หรือจากผู้ช่วยผู้นำทีมไปเป็นสมาชิกกลุ่มปกติทั่วไป พวกเขาย่อมคาดคิดไปว่านี่จะเป็นปัญหาใหญ่ และคิดว่าความหวังที่ตนจะได้รับพรย่อมมีน้อย  นี่เป็นทัศนคติแบบใด?  ใช่ทัศนคติที่ถูกต้องเหมาะสมหรือไม่?  ไม่อย่างแน่นอน  ทัศนะเช่นนี้ไร้สาระ!(พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, ประการที่สิบสอง: พวกเขาอยากถอนตัวเมื่อไม่มีสถานะหรือไม่มีหวังที่จะได้รับพร)  ผ่านการเปิดโปงจากพระวจนะของพระเจ้า ฉันก็ตระหนักว่าฉันดำเนินชีวิตและแสวงหาเพียงเพื่อให้ได้รับพรเท่านั้น ฉันสละตนเพื่อพระเจ้าและปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างสุดความสามารถก็เพียงเพื่อให้ได้รับพรเท่านั้น ความเชื่อของฉันไม่ต่างอะไรจากความเชื่อของศัตรูของพระคริสต์ ฉันนึกว่าตัวเองมีโอกาสดีที่จะได้รับพรในฐานะผู้นำ แต่ถ้าฉันได้รับมอบหมายงานใหม่โดยเปลี่ยนจากหน้าที่ที่สำคัญไปทำหน้าที่บางอย่างที่ไม่สำคัญ โอกาสที่ฉันจะได้รับพรก็จะมีน้อยมาก เมื่อคิดย้อนกลับไปถึงตอนที่ฉันเริ่มเชื่อในพระเจ้า ตอนนั้นฉันอิจฉาเหล่าผู้นำมาก โดยคิดว่าพวกเขาทุกคนกำลังทำหน้าที่ที่สำคัญๆ มีขีดความสามารถที่ดีและไล่ตามเสาะหาความจริง ฉันเชื่อว่าพวกเขาจะได้รับการช่วยให้รอดและการทำให้เพียบพร้อมโดยพระเจ้า และจะได้รับพรอันยิ่งใหญ่ในอนาคตอย่างแน่นอน ส่วนผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ที่ไม่สำคัญ ฉันคิดว่าพวกเขาขาดความเป็นจริงความจริง และแทบไม่มีโอกาสที่จะได้รับพรและการช่วยให้รอดเลย เนื่องจากความคิดของฉันถูกครอบงำด้วยแนวคิดนี้ ฉันจึงพยายามอย่างต่อเนื่องที่จะกลายเป็นผู้นำ ในฐานะหัวหน้ากลุ่ม เมื่อฉันไม่สามารถบรรลุผลในหน้าที่ ฉันก็ไม่ทบทวนตัวเอง แต่กลับกังวลว่าจะถูกปลด เพื่อรักษาตำแหน่งและประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว ฉันถึงกับใช้สิทธิอำนาจของตัวเองเพื่อตีกรอบพี่น้องชายหญิงของฉัน เมื่อคริสตจักรมอบหมายให้ฉันรับรองพี่น้องชายหญิงหลังจากที่ฉันถูกปลด ฉันก็รังเกียจการตัดสินใจนั้นอย่างมาก ฉันเริ่มคิดลบและย่อหย่อนในหน้าที่ โดยคิดว่าโอกาสในอนาคตของฉันจะดูริบหรี่หลังเข้าไปรับบทบาทนั้น ทุกสถานการณ์เหล่านี้ เปิดโปงความหมกมุ่นของฉันในการได้รับพรให้เห็นอย่างชัดเจน ฉันตระหนักว่าฉันเชื่อในพระเจ้า ทำการพลีอุทิศและสละตนเพียงเพื่อให้ได้รับพรเท่านั้น ฉันไม่ได้นบนอบพระเจ้าและทำหน้าที่ของตัวเองในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้างเลยแม้แต่น้อย ในหน้าที่ ฉันมีความสัมพันธ์กับพระเจ้าแบบแลกเปลี่ยนล้วนๆ และกำลังเดินอยู่บนเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์

ต่อมาฉันได้พบพระวจนะของพระเจ้าบางบทตอนที่ว่า “ในพระนิเวศของพระเจ้า มีการเอ่ยอยู่เสมอถึงการน้อมรับพระบัญชาจากพระเจ้าและการปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างถูกควร  หน้าที่เกิดขึ้นได้อย่างไร?  หากจะพูดกว้างๆ แล้ว มันเกิดขึ้นโดยเป็นผลมาจากพระราชกิจบริหารจัดการของพระเจ้าในการนำพาความรอดมาสู่มนุษยชาติ พูดอย่างเฉพาะเจาะจงก็คือ ขณะที่พระราชกิจบริหารจัดการของพระเจ้าดำเนินไปท่ามกลางมวลมนุษย์ งานต่างๆ ก็ปรากฏขึ้นซึ่งกำหนดให้ผู้คนทำในส่วนของตนและทำงานเหล่านั้นให้เสร็จสิ้น  การนี้ทำให้เกิดความรับผิดชอบและภารกิจที่ผู้คนจะต้องทำให้ลุล่วง และความรับผิดชอบกับภารกิจเหล่านี้ก็คือหน้าที่ทั้งหลายที่พระเจ้าประทานแก่มวลมนุษย์  ในพระนิเวศของพระเจ้านั้น ภารกิจต่างๆ ที่ต้องการให้ผู้คนทำในส่วนของตนคือหน้าที่ที่พวกเขาควรปฏิบัติ  ดังนั้น มีความแตกต่างระหว่างหน้าที่ทั้งหลายในแง่ที่ว่าดีกว่ากับแย่กว่า สูงส่งกว่ากับต่ำต้อยกว่า หรือยิ่งใหญ่กับเล็กน้อยหรือไม่?  ความแตกต่างเช่นนั้นไม่มีอยู่จริง ตราบใดที่มีบางสิ่งบางอย่างเกี่ยวข้องกับพระราชกิจบริหารจัดการของพระเจ้า เป็นข้อกำหนดเกี่ยวกับงานในพระนิเวศของพระองค์ และเป็นสิ่งที่ต้องทำเพื่อเผยแผ่ข่าวประเสริฐ ตราบนั้นนั่นก็คือหน้าที่ของบุคคลหนึ่ง  นี่คือที่มาและเป็นคำจำกัดความของหน้าที่(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, อะไรคือการปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ได้มาตรฐาน?)  “การที่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างสามารถลุล่วงหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง สามารถทำให้พระผู้สร้างพึงพอพระทัย ย่อมเป็นสิ่งที่สวยงามที่สุดท่ามกลางมวลมนุษย์ และเป็นสิ่งที่ควรเผยแพร่ไปในหมู่มนุษย์ในฐานะเรื่องเล่าขานที่พึงได้รับการสรรเสริญ  สิ่งมีชีวิตทรงสร้างควรยอมรับทุกสิ่งที่พระผู้สร้างไว้วางพระทัยมอบหมายให้พวกเขาทำอย่างไม่มีเงื่อนไข สำหรับมวลมนุษย์แล้ว นี่เป็นเรื่องเกี่ยวกับทั้งความสุขและสิทธิประโยชน์ และสำหรับบรรดาคนที่ลุล่วงหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างทั้งหมด ไม่มีสิ่งใดสวยงามหรือควรค่าแก่การจดจำยิ่งไปกว่านี้แล้ว—นั่นเป็นบางสิ่งที่เป็นบวก  และสำหรับเรื่องวิธีที่พระผู้สร้างทรงปฏิบัติต่อบรรดาผู้ที่สามารถลุล่วงหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง และสิ่งที่พระองค์ทรงสัญญากับพวกเขา นี่เป็นเรื่องของพระผู้สร้าง ไม่ใช่กิจธุระของมวลมนุษย์ทรงสร้าง  หากจะพูดให้ชัดเจนและง่ายยิ่งขึ้นอีกเล็กน้อย นี่ขึ้นอยู่กับพระเจ้า และผู้คนไม่มีสิทธิ์ที่จะก้าวก่าย  เจ้าจะได้สิ่งใดก็ตามที่พระเจ้าประทานให้เจ้า และหากพระองค์ไม่ประทานสิ่งใดให้เจ้าเลย เช่นนั้นก็ไม่มีสิ่งใดที่เจ้าสามารถพูดเกี่ยวกับการนั้นได้เลย  เมื่อสิ่งมีชีวิตทรงสร้างยอมรับพระบัญชาของพระเจ้า และให้ความร่วมมือกับพระผู้สร้างในการปฏิบัติหน้าที่ของตนและทำสิ่งที่พวกเขาสามารถทำได้ นี่ย่อมไม่ใช่การแลกเปลี่ยนหรือการค้า ผู้คนไม่ควรพยายามที่จะแลกเปลี่ยนการแสดงออกถึงท่าทีหรือการกระทำและพฤติกรรมต่างๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งพระสัญญาหรือพระพรอันใดจากพระเจ้า  เมื่อพระผู้สร้างไว้วางพระทัยมอบหมายพระราชกิจนี้ให้พวกเจ้า ก็ย่อมเป็นสิ่งที่ถูกต้องและเหมาะสมที่พวกเจ้าจะยอมรับหน้าที่และพระบัญชานี้ในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง  มีสิ่งใดที่เป็นการแลกเปลี่ยนในการนี้หรือไม่?  (ไม่มี)  ในด้านของพระผู้สร้าง พระองค์เต็มพระทัยที่จะไว้วางพระทัยมอบหมายหน้าที่ที่ผู้คนควรที่จะปฏิบัติให้กับพวกเจ้าแต่ละคน และในด้านของมวลมนุษย์ทรงสร้าง ผู้คนควรยอมรับหน้าที่นี้อย่างเปรมปรีดิ์ โดยปฏิบัติต่อหน้าที่นี้ดุจเป็นภาระผูกพันของชีวิตตน เป็นคุณค่าซึ่งพวกเขาควรใช้ชีวิตอยู่ในชีวิตนี้  ในที่นี้ไม่มีการแลกเปลี่ยน นี่ไม่ใช่การแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียมกัน นับประสาอะไรที่การนี้จะเกี่ยวข้องกับบำเหน็จหรือคำกล่าวอื่นๆ ที่ผู้คนคิดฝันเล่า  นี่ไม่ใช่การค้าแต่อย่างใดเลย นี่ไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนราคาที่ผู้คนจ่ายไป หรือการทำงานหนักที่พวกเขาจัดเตรียมเมื่อปฏิบัติหน้าที่ของตนเพื่อสิ่งอื่น  พระเจ้าไม่เคยได้ตรัสเช่นนั้น และผู้คนไม่ควรเข้าใจในหนทางนี้(พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, ประการที่เก้า (ภาคที่เจ็ด))  จากพระวจนะของพระเจ้า ฉันได้ตระหนักว่าหน้าที่คือพระบัญชาที่พระเจ้าทรงไว้วางพระทัยมอบหมายให้ผู้คน คริสตจักรมอบหมายหน้าที่ให้ผู้คนตามความต้องการในปัจจุบันของคริสตจักร เช่นเดียวกับขีดความสามารถและความสามารถพิเศษของแต่ละคน แต่ละหน้าที่มีความสำคัญ เพราะแต่ละหน้าที่มีบทบาทในการเผยแผ่และเป็นพยานยืนยันให้พระราชกิจแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้า ไม่มีหน้าที่ของใครที่สำคัญไปกว่าของผู้อื่น แต่ละหน้าที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่องานของคริสตจักร ดังนั้นฉันจึงควรยอมรับหน้าที่ของตนโดยไม่มีเงื่อนไขและทำหน้าที่สุดความสามารถ นี่คือมโนธรรมและเหตุผลที่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างควรมี พระเจ้าประทานโอกาสให้ฉันทำหน้าที่ของตัวเอง เพื่อที่ฉันจะได้ไล่ตามเสาะหาความจริงในขณะที่ปฏิบัติหน้าที่ จะได้มีประสบการณ์กับพระวจนะและพระราชกิจของพระเจ้า จะได้เห็นถึงอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตัวเองและแก้ไขได้ และท้ายที่สุด จะได้ยำเกรงและนบนอบพระเจ้าโดยไม่ตกอยู่ภายใต้พันธนาการและผลกระทบร้ายแรงจากอุปนิสัยเยี่ยงซาตานของฉัน แต่ฉันไม่เข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้า โดยจัดลำดับหน้าที่ว่าดีหรือแย่ และมองว่าหน้าที่ของตัวเองเป็นหนทางของการได้รับพร ฉันพยายามโกงและหลอกใช้พระเจ้า โดยนึกฝันว่าจะได้รับพรเป็นการตอบแทนจากการทำหน้าที่ของตัวเอง ฉันเห็นแก่ตัวและน่ารังเกียจมาก!  ฉันเห็นอย่างชัดเจนว่า หากฉันไม่แก้ไขมุมมองที่ไม่ถูกต้องเรื่องการไล่ตามเสาะหา และไม่แก้ไขอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของฉัน ไม่ว่าหน้าที่ของฉันจะสำคัญเพียงใด หรือฉันจะสละตนและพลีอุทิศไปมากแค่ไหน ฉันก็จะไม่มีวันได้รับการชมเชยจากพระเจ้า และท้ายที่สุดก็จะถูกกำจัดและถูกลงโทษ เมื่อได้รู้ถึงเรื่องทั้งหมดนี้แล้ว ฉันก็ตระหนักว่าตัวเองอยู่ในสภาวะที่ล่อแหลมมาก และพร้อมที่จะปรับเจตนาของตนให้ถูกต้องและทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี

ต่อมาฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนต่อไปนี้ “ไม่มีความสัมพันธ์ใดๆ ระหว่างหน้าที่ของมนุษย์กับการที่เขาจะได้รับพรหรือประสบเคราะห์ร้ายหรือไม่  หน้าที่คือสิ่งที่มนุษย์ควรทำให้ลุล่วง เป็นงานของเขาที่สวรรค์ส่งมาให้ ซึ่งมนุษย์ควรปฏิบัติโดยไม่แสวงหาสิ่งตอบแทน ปราศจากเงื่อนไขหรือเหตุผล  เมื่อนั้นเท่านั้นที่เขากำลังทำหน้าที่ของเขา  การได้รับพรหมายถึงพรทั้งหลายที่คนคนหนึ่งได้รับเมื่อพวกเขาได้รับการทำให้เพียบพร้อมหลังได้รับประสบการณ์กับการพิพากษา  การประสบเคราะห์ร้ายหมายถึงการลงโทษที่คนคนหนึ่งได้รับเมื่ออุปนิสัยของพวกเขาไม่เปลี่ยนแปลงหลังจากที่พวกเขาได้ก้าวผ่านการตีสอนและการพิพากษาแล้ว—นั่นคือ เมื่อพวกเขาไม่ได้รับการทำให้เพียบพร้อม  แต่ไม่ว่าพวกเขาจะได้รับพรหรือประสบเคราะห์ร้ายก็ตาม สิ่งมีชีวิตทรงสร้างควรปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาให้ลุล่วง ทำสิ่งที่ควรจะทำ และทำสิ่งที่พวกเขาสามารถทำได้ นี่คือสิ่งที่บุคคลคนหนึ่ง บุคคลซึ่งไล่ตามเสาะหาพระเจ้า ควรทำเป็นอย่างน้อย  เจ้าไม่ควรปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าเพียงเพื่อให้ได้รับพรเท่านั้น และไม่ควรปฏิเสธการปฏิบัติหน้าที่ของตนเพราะกลัวว่าจะประสบเคราะห์ร้าย  เราขอบอกสิ่งเดียวนี้กับพวกเจ้าว่า การปฏิบัติหน้าที่ของมนุษย์คือสิ่งที่เขาควรทำ และหากเขาไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ของเขาได้ เช่นนั้นแล้วนี่ก็คือความเป็นกบฏของเขา(พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ความแตกต่างระหว่างพันธกิจของพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์และหน้าที่ของมนุษย์)  “เราไม่ได้กำหนดบั้นปลายของแต่ละบุคคลตามอายุ ความอาวุโส หรือระดับความทุกข์ และยิ่งไม่ได้กำหนดโดยดูว่าพวกเขาน่าเวทนาเพียงใด แต่ดูว่าพวกเขาครองความจริงหรือไม่  ไม่มีตัวเลือกอื่นนอกจากนี้  พวกเจ้าจำต้องเข้าใจว่า ทุกคนที่ไม่ปฏิบัติตามน้ำพระทัยของพระเจ้าจะถูกลงโทษโดยไม่มีข้อยกเว้น  นี่เป็นสิ่งที่ไม่มีใครสามารถเปลี่ยนแปลงได้(พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, จงตระเตรียมความประพฤติที่ดีงามให้พอเพียงสำหรับบั้นปลายของเจ้า)  พระวจนะของพระเจ้าสอนฉันว่า หน้าที่ที่คุณปฏิบัติไม่มีผลต่อการที่คุณจะได้รับพรหรือประสบเคราะห์ร้ายหรือไม่ หน้าที่เป็นพระบัญชาจากพระเจ้า เป็นความรับผิดชอบของมนุษย์ เป็นเรื่องที่ปกติและชอบด้วยเหตุผลโดยแท้ที่คนเราควรทำหน้าที่ของตัวเอง กุญแจสำคัญในการได้รับการช่วยให้รอด คือแสวงหาความจริง รับความจริง และเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยให้สำเร็จ ไม่ได้เกี่ยวกับว่าคนเราทำหน้าที่อะไรเลย การปฏิบัติหน้าที่ที่สำคัญและการมีสถานะสูงไม่ได้หมายความว่าคุณมีความเป็นจริงความจริง หากคุณไม่แสวงหาความจริง ไม่เปลี่ยนอุปนิสัยตัวเอง และถึงกับต่อรองกับพระเจ้าเพื่อให้ได้รับพร โกงพระองค์ หลอกใช้พระองค์ และขัดขวางงานของคริสตจักร คุณก็จะถูกเผยและถูกกำจัดเช่นกัน และไม่มีวันได้รับการช่วยให้รอดจากพระเจ้า ต่อให้คุณได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ที่ดูไม่สำคัญ ตราบใดที่คุณพยายามเต็มที่ แสวงหาความจริง และเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยได้สำเร็จ คุณก็จะได้รับการช่วยให้รอด ฉันนึกถึงผู้นำเทียมเท็จหลายคนที่ถูกเผยและถูกกำจัด พวกเขาปฏิบัติหน้าที่ที่สำคัญๆ ร่วมการชุมนุมและสามัคคีธรรม สละตน ฝ่าฟันความทุกข์ และเป็นที่นับถือของพี่น้องชายหญิงทุกคน แต่พวกเขาไม่ได้ไล่ตามเสาะหาความจริง พวกเขาเพียงแต่ให้ความรู้ด้านคำสอนแก่ผู้คนเท่านั้น พวกเขาไม่ได้ปฏิบัติตามหรือมีประสบการณ์กับพระวจนะของพระเจ้าเลยแม้แต่น้อย พวกเขาเพียงแต่สละตนและพลีอุทิศเพื่อให้ได้รับพร และปกป้องสถานะและชื่อเสียงของตนเอง แม้จะเชื่อในพระเจ้ามาหลายปี แต่พวกเขายังไม่รู้จักตัวเองหรือเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของตัวเอง และเพราะพวกเขาเดินบนเส้นทางที่ผิด พวกเขาจึงถูกปลด ฉันตระหนักว่ามันไร้สาระ และขัดแย้งกับความจริงของพระวจนะของพระเจ้าที่จะเชื่อว่า ผู้ที่ฝ่าฟันความทุกข์ สละตน มีสถานะสูง และปฏิบัติหน้าที่ที่สำคัญๆ จะได้รับการช่วยให้รอดและได้รับรางวัลเป็นบั้นปลายและจุดจบอันยอดเยี่ยม ในขณะที่ผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ทั่วไปและไม่สำคัญ มีโอกาสน้อยมากที่จะได้รับการช่วยให้รอดหรือได้รับพร ฉันนึกถึงเปาโลผู้มีตำแหน่งสูงในคริสตจักร ผู้ซึ่งเผยแผ่ข่าวประเสริฐไปทั่วทุกหนแห่ง ฝ่าฟันความทุกข์อันใหญ่หลวง และได้รับความชื่นชมและความนับถือจากทุกคน รวมถึงโลกศาสนาสมัยใหม่ที่มองว่าเขาเป็นต้นแบบสำหรับการเรียนรู้ แต่เปาโลไม่เคยแสวงหาความจริงเลย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องพยายามเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยตัวเอง และสละตนเพียงเพื่อให้ได้รับพรและมงกุฎเท่านั้น เขาเดินบนเส้นทางแห่งการต่อต้านพระเจ้าและท้ายที่สุดก็ถูกพระองค์ลงโทษ ในทางตรงกันข้าม งานของเปโตรไม่น่าประทับใจเท่ากับงานของเปาโลในระดับผิวเผิน แต่เขาไล่ตามเสาะหาความจริงและความรักของพระเจ้าในหน้าที่ของตน เขาให้ความสำคัญกับการรู้จักตัวเองและการรู้จักพระเจ้าผ่านการพิพากษาและการตีสอนของพระองค์ ท้ายที่สุด เขาถูกตรึงกางเขนกลับหัวเพื่อพระเจ้า สัมฤทธิ์การนบนอบพระองค์จนตัวตายและรักพระองค์อย่างสุดซึ้ง ซึ่งช่วยให้เขาได้รับการทำให้เพียบพร้อมโดยพระองค์ พระเจ้าทรงบริสุทธิ์และชอบธรรม พระองค์จะไม่ทรงนำผู้ที่ต่อรอง โกง และต่อต้านพระองค์เข้าสู่ราชอาณาจักร ไม่ต้องพูดถึงเรื่องทรงยอมให้ผู้ที่มีลักษณะเหมือนซาตานซึ่งเต็มไปด้วยอุปนิสัยอันเสื่อมทรามอยู่ต่อไป มีเพียงผู้ที่ไล่ตามเสาะหาความจริงและการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัย และผู้ที่ในที่สุดก็บรรลุความจริง นบนอบพระเจ้า และติดตามน้ำพระทัยของพระองค์เท่านั้น ที่จะได้เข้าสู่ราชอาณาจักรของพระเจ้า หลังจากตระหนักได้อย่างนี้ ฉันก็รู้สึกเป็นอิสระมากขึ้นมาก และพร้อมที่จะนบนอบพระเจ้าและรับรองพี่น้องชายหญิงอย่างสุดความสามารถ อย่างไรก็ตาม ขณะที่ฉันเตรียมตัวเพื่อเริ่มรับรอง ฉันได้รับข้อความจากผู้นำของฉัน ที่บอกว่าเนื่องจากความต้องการของงานคริสตจักร เธอได้มอบหมายให้ฉันไปที่คริสตจักรอื่นเพื่อให้น้ำผู้มาใหม่ ตอนได้รับข้อความนั้น ฉันก็อดไม่ได้ที่จะขอบคุณพระเจ้า ฉันอธิษฐานถึงพระเจ้า บอกพระองค์ว่าฉันพร้อมที่จะทุ่มเทและแสวงหาความจริง มุ่งเรื่องการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของฉัน และลุล่วงหน้าที่ของฉันอย่างขยันขันแข็ง

วันนี้ฉันได้ตระหนักรู้ขึ้นมาบ้างถึงความอยากได้พรและการมีความสัมพันธ์กับพระเจ้าในเชิงแลกเปลี่ยนของฉัน ฉันเห็นว่าตนเองเห็นแก่ตัวและน่ารังเกียจเพียงใด และฉันเต็มใจที่จะนบนอบและทำหน้าที่ของตนในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้างอย่างจริงจัง ทั้งหมดนี้เป็นเพราะความรอดของพระเจ้า และฉันก็ขอบคุณพระองค์เป็นอย่างสูง

ก่อนหน้า: 51. บอกลา การแข่งขันอย่างเอาเป็นเอาตาย

ถัดไป: 53. พระวจนะของพระเจ้าได้กำจัด ท่าทีระแวดระวัง และความเข้าใจผิดของฉัน

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

43. เมื่อปล่อยวางความเห็นแก่ตัว ฉันจึงเป็นอิสระ

โดย เสี่ยวเว่ย ประเทศจีนพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ในอุปนิสัยของผู้คนปกตินั้นไม่มีความคดโกงหรือการหลอกลวง ผู้คนมีสัมพันธภาพปกติต่อกัน...

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

ติดต่อเราผ่าน Messenger