48. การทบทวนหลังจากหลงทาง

โดยซินจื้อ ประเทศจีน

วันหนึ่งในเดือนสิงหาคม ปี 2019 ผู้นำของฉันส่งจดหมายมาขอให้ฉันไปรับพี่น้องหญิงคนหนึ่งจากต่างเมือง ฉันเห็นว่าที่อยู่บ้านของพี่น้องหญิงคนนี้อยู่ในบริเวณคริสตจักรใกล้เคียง ฉันคิดว่า “ทำไมเธอถึงถูกย้ายมาที่คริสตจักรของเราล่ะ?  ทำไมไม่ไปคริสตจักรที่ใกล้กว่าล่ะ?”  แต่พอคิดดูอีกที คริสตจักรของเราต้องการคนเพิ่มสำหรับงานทุกประเภท ฉันจึงตัดสินใจไปรับเธอมาดู ไม่ว่าเธอจะทำหน้าที่อะไรได้ เราต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติม จากนั้นฉันเห็นจดหมายบอกว่าพี่น้องหญิงคนนี้ชื่อจูหยุน และจู่ๆ ฉันก็นึกขึ้นได้ว่า “ฉันได้พบพี่น้องหญิงจูหยุนเมื่อไม่กี่ปีก่อน เธออายุสี่สิบกว่าและเข้าใจความจริงเป็นอย่างดี ถ้าเป็นเธอ เธออาจกลายเป็นผู้นำหรือคนทำงานในคริสตจักรของเราเลยก็ได้ นี่จะทำให้ฉันได้คนมาช่วยเพิ่ม” ความคิดนี้ทำให้ฉันมีความสุขมาก ฉันไม่สนใจอีกต่อไปว่าเธออยู่ไกลแค่ไหน ฉันแค่อยากพาเธอเข้าคริสตจักรทันที!

ฉันใช้ที่อยู่ในจดหมายเพื่อค้นหาบ้านของจูหยุน และเคาะประตู แต่คนที่เปิดประตูดูแก่มาก ไม่ใช่จูหยุนที่ฉันเคยรู้จัก ฉันรีบพูดว่า “ขอโทษค่ะ ฉันมาผิดบ้าน!”  ฉันหันหลังเพื่อจะออกไป แต่เธอตามฉันมาและถามอย่างกระตือรือร้นว่า “มาหาใครเหรอคะ?”  ฉันบอกว่ามาหาจูหยุน เธอรีบพูดว่า “ฉันเองค่ะ!”  ฉันเดินตามเธอเข้าไปในบ้าน ขณะที่เราคุยกัน ฉันก็ได้รู้ว่าเธอถูกพรรคคอมมิวนิสต์จีนจับกุมและถูกจำคุกนานกว่าสามปี ตำรวจยังเฝ้าดูเธอหลังจากเธอได้รับการปล่อยตัว เธอเลยไม่สามารถเข้าร่วมการชุมนุมในบ้านเกิดของตัวเองได้ เธอไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากมาที่บ้านของลูกชายเพื่อที่จะได้กลับมาใช้ชีวิตคริสตจักร หลังจากทราบสถานการณ์ของเธอ ฉันก็ใจหาย ฉันคิดว่า “ถ้านี่คือจูหยุนที่ฉันเคยรู้จัก ถ้าเธอเข้าร่วมคริสตจักรของเรา ฉันคงจะได้คนมาช่วยที่เก่งมาก แต่จูหยุนคนนี้ถูกตำรวจเฝ้าดูอยู่ แปลว่าเธอทำหน้าที่อะไรไม่ได้เลย คริสตจักรขาดคนทำงานให้น้ำอยู่แล้ว และตอนนี้ต้องมีคนมาชุมนุมกับเธอแบบตัวต่อตัวอีก ถ้าตำรวจพุ่งเป้าไปที่พี่น้องชายหญิงที่ติดต่อกับเธอด้วย ความสูญเสียจะรุนแรงมาก!  ไม่ เธอเข้าคริสตจักรของเราไม่ได้ พอฉันกลับไป ฉันจะเขียนจดหมายถึงผู้นำและขอให้เธอย้ายจูหยุนไปยังคริสตจักรใกล้เคียง” เมื่อทราบสถานการณ์ของเธอแล้ว ฉันก็เตรียมตัวกลับ ฉันไม่ได้ถามว่าเธอมีปัญหาหรือความลำบากยากเย็นอะไร จูหยุนรีบถามฉันว่า “คุณจะกลับมาเมื่อไหร่เหรอคะ?”  ฉันพูดแบบขอไปทีว่า “รออยู่ที่นี่ก่อนนะ เดี๋ยวฉันจะติดต่อกลับมาหลังจากได้หารือบางเรื่องแล้ว”

ขากลับฉันคร่ำครวญกับตัวเองขณะเดินว่า “ผู้นำไม่รู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ จูหยุนอยู่ใกล้กับคริสตจักรใกล้เคียงมาก ทำไมไม่มีใครจากคริสตจักรนั้นมารับเธอล่ะ?  เราต้องมาไกลมาก ต่อไปเราต้องเสียเวลาเดินทางมากเพื่อมาชุมนุมกับเธอ…” ฉันบ่นในใจขณะเดินต่อไปทางเหนือ และพอเดินไป ฉันก็รู้ตัวว่าหลงทาง เมื่อถามทาง ฉันก็พบว่าตัวเองเดินมาทิศทางตรงข้ามที่จะออกนอกเมือง ฉันสับสนมาก “ฉันเคยเดินบนถนนสายนี้มาก่อน ฉันหลงทางได้ยังไง?”  ตอนนั้นฉันไม่ได้คิดอะไรกับเรื่องนั้นมากนัก พอกลับถึงบ้าน ฉันก็เขียนจดหมายเสนอแนะให้ผู้นำส่งจูหยุนไปยังคริสตจักรใกล้เคียง

ในวันถัดมาหลังจากส่งจดหมายไป ฉันรู้สึกไม่สบายใจตลอด ราวกับว่ามีบางอย่างผิดปกติ ฉันสงบจิตใจไม่ได้ตอนอ่านพระวจนะของพระเจ้า หรือจดจ่ออยู่กับคำเทศนาหรือการสามัคคีธรรมไม่ได้ ฉันรู้ตัวว่าอาจทำบางอย่างที่ขัดต่อเจตนารมณ์ของพระเจ้าลงไป ฉันจึงรีบอธิษฐานถึงพระเจ้า ขอให้พระองค์ประทานความรู้แจ้งและชี้แนะฉันให้รู้จักตัวเอง หลังจากอธิษฐานเสร็จ ฉันก็จำได้ว่าหลงทางเมื่อวันก่อน ฉันตระหนักว่าเมื่อเป็นเรื่องรับจูหยุนเข้าคริสตจักร สิ่งเดียวที่ฉันสนใจคือผลประโยชน์ของตัวเอง ถ้าทำแล้วดีต่อฉัน ฉันก็จะทำ แต่ถ้าทำแล้วไม่ดี ฉันก็จะปฏิเสธและบ่น ฉันไม่สนใจชีวิตของพี่น้องหญิงของฉันเลย ฉันเริ่มเข้าใจปัญหาของตัวเองก็ต่อเมื่อได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าไปสองสามบทตอน พระวจนะของพระเจ้ากล่าวว่า “เรื่องที่เกี่ยวกับผลประโยชน์ของคนคนหนึ่งเผยเขาออกมามากที่สุด  ผลประโยชน์เชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับชีวิตของทุกคน และทุกสิ่งที่คนคนหนึ่งพบเจอในแต่ละวันล้วนเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของเขา  ตัวอย่างเช่น เมื่อเจ้าพูดอะไรบางอย่างหรือพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องเรื่องหนึ่ง มีผลประโยชน์อะไรบ้างที่เกี่ยวข้อง?  เมื่อคนสองคนหารือกันถึงประเด็นปัญหาบางอย่าง นั่นเป็นเรื่องที่ว่าใครพูดเก่งและใครพูดไม่เก่ง ใครได้รับการยกย่องจากคนอื่นและใครถูกคนอื่นดูถูก… ผลประโยชน์ที่ผู้คนไล่ตามไขว่คว้ายังเกี่ยวข้องกับแง่มุมอื่นใดอีกบ้าง?  เวลาดำเนินธุรกิจของตน ผู้คนจะชั่งน้ำหนัก คำนวณ และไตร่ตรองอยู่ในความรู้สึกนึกคิดตลอดเวลา เค้นสมองเพื่อคิดว่าการกระทำใดเป็นประโยชน์แก่ตน การกระทำใดไม่เป็นประโยชน์แก่ตน การกระทำใดสามารถส่งเสริมผลประโยชน์ของตน การกระทำใดที่อย่างน้อยที่สุดก็ไม่ทำลายผลประโยชน์ของตน และการกระทำใดสามารถทำให้พวกเขาได้รับความเกรียงไกรมากที่สุดและผลประโยชน์ทางวัตถุที่ยิ่งใหญ่ที่สุด และทำให้ตนกลายเป็นผู้ที่ได้รับประโยชน์สูงสุด  นี่คือผลประโยชน์สองประการที่ผู้คนต่อสู้เพื่อให้ได้มาเมื่อใดก็ตามที่เกิดปัญหาต่างๆ ขึ้นกับพวกเขา(พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, ประการที่เก้า (ภาคที่หนึ่ง))  “ธรรมชาติของซาตานนี่เองที่กำกับดูแลและครอบงำผู้คนจากภายในไปจนกว่าพวกเขาจะมีประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้าและเข้าใจความจริงแล้ว  สิ่งใดหรือที่ธรรมชาตินั้นพ่วงท้ายมาด้วยเป็นพิเศษ?  ตัวอย่างเช่น  เหตุใดพวกเจ้าจึงเห็นแก่ตัว?  เหตุใดเจ้าจึงปกป้องตำแหน่งของตัวเจ้าเอง?  เหตุใดเจ้าจึงมีความรู้สึกรุนแรงเช่นนั้น?  เหตุใดพวกเจ้าจึงชื่นชมสิ่งที่ไม่ชอบธรรมเหล่านั้น?  เหตุใดพวกเจ้าจึงชอบสิ่งชั่วร้ายพวกนั้น?  อะไรคือพื้นฐานของความชื่นชอบของพวกเจ้าที่มีต่อสิ่งทั้งหลายดังกล่าว?  สิ่งเหล่านี้มาจากไหน?  เหตุใดเจ้าจึงมีความสุขยิ่งนักที่จะยอมรับสิ่งเหล่านี้?  ถึงตอนนี้พวกเจ้าล้วนได้มาเข้าใจว่าเหตุผลหลักเบื้องหลังสิ่งทั้งปวงนี้ก็คือว่า มีพิษของซาตานอยู่ภายในตัวมนุษย์  ดังนั้น อะไรคือพิษของซาตาน?  สามารถแสดงมันออกมาในทางใดได้บ้าง?  ตัวอย่างเช่น หากเจ้าถามว่า ‘ผู้คนควรดำรงชีวิตอย่างไร?  ผู้คนควรดำรงชีวิตเพื่อสิ่งใด?’  ผู้คนก็จะตอบว่า ‘มนุษย์ทุกคนทำเพื่อตัวเอง ส่วนคนรั้งท้ายปล่อยให้มารพาไปตามยถากรรม’  วลีเดียวนี้แสดงถึงรากเหง้าที่แท้จริงของปัญหา  ปรัชญาและตรรกะของซาตานได้กลายมาเป็นชีวิตของผู้คนไปแล้ว  ไม่ว่าผู้คนจะไล่ตามเสาะหาสิ่งใด พวกเขาก็ทำเช่นนั้นเพื่อตัวเอง—ดังนั้นแล้วพวกเขาจึงดำรงชีวิตเพื่อตัวพวกเขาเองเท่านั้น  ‘มนุษย์ทุกคนทำเพื่อตัวเอง ส่วนคนรั้งท้ายปล่อยให้มารพาไปตามยถากรรม’—นี่คือปรัชญาชีวิตของมนุษย์ และมันยังเป็นตัวแทนธรรมชาติของมนุษย์อีกด้วย  คำพูดเหล่านี้ได้กลายเป็นธรรมชาติของมวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามไปแล้ว และเป็นภาพเหมือนของธรรมชาติเยี่ยงซาตานของมวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามโดยแท้  ธรรมชาติเยี่ยงซาตานนี้ได้กลายเป็นรากฐานสำหรับการดำรงอยู่ของมวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามไปแล้ว  มวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามดำรงชีวิตตามพิษของซาตานนี้มาเป็นเวลาหลายพันปีจวบจนปัจจุบัน(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, วิธีเดินบนเส้นทางของเปโตร)  พระวจนะของพระเจ้าเผยสภาวะของฉัน ฉันได้เห็นว่าฉันเห็นแก่ตัวและน่ารังเกียจ ฉันคิดถึงผลประโยชน์ของตัวเองในทุกเรื่อง และอยากหาวิธีที่จะทำให้ฉันได้รับประโยชน์สูงสุด ฉันไม่ได้คิดถึงพี่น้องชายหญิงเลย เรื่องงานของคริสตจักรยิ่งไม่ต้องพูดถึง ตอนผู้นำขอให้ฉันไปรับพี่น้องหญิงจูหยุน ฉันนึกว่าเธอจะทำงานให้คริสตจักรได้ และฉันจะได้คนมาช่วยอีกคนเพื่อแบ่งเบาภาระและทำให้งานของฉันมีประสิทธิผลมากขึ้น ซึ่งจะทำให้ฉันดูดีขึ้น ฉันเลยอดใจรอไม่ไหวที่จะต้อนรับเธอเข้าคริสตจักรของเรา แต่พอเห็นว่าเธอไม่ใช่พี่น้องหญิงที่ฉันเคยรู้จัก และเธอเป็นความเสี่ยงด้านความปลอดภัย ฉันก็ตระหนักว่าเธอไม่เพียงทำหน้าที่ไม่ได้ แต่ต้องมีคนไปชุมนุมกับเธอแบบตัวต่อตัวด้วย ฉันคิดว่าเธอไม่เพียงแต่จะไม่ช่วยเพิ่มผลิตภาพงานของเราหรือทำให้ฉันดูดี แต่เธออาจเป็นความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของเราอีกด้วย ฉันไม่เห็นด้วยและบ่นว่าการจัดแจงของผู้นำนั้นไม่สมเหตุสมผล ฉันเลยรีบพยายามยัดเยียดเธอให้คริสตจักรใกล้เคียง ฉันได้เห็นว่าการใช้ชีวิตตามพิษของซาตานที่ว่า “มนุษย์ทุกคนทำเพื่อตัวเอง ส่วนคนรั้งท้ายปล่อยให้มารพาไปตามยถากรรม” ทำให้ฉันเห็นแก่ตัวและน่ารังเกียจมากขึ้นเรื่อยๆ ฉันคิดถึงแต่ผลประโยชน์ของตัวเอง และสิ่งเดียวที่ฉันสนใจคือตัวฉันเอง พระเจ้าทรงเห็นสิ่งที่อยู่ในหัวใจของเรา แล้วพระเจ้าจะไม่ทรงรังเกียจความคิดของฉันได้ยังไง?  เมื่อนึกถึงเรื่องที่พี่น้องหญิงจูหยุนถูกย้ายไปยังคริสตจักรใกล้เคียง ฉันก็รู้สึกสำนึกผิด และรู้ว่าจากนี้ไป ฉันต้องปฏิบัติตามพระวจนะของพระเจ้า และจะคำนึงถึงผลประโยชน์ของตัวเองไม่ได้อีกต่อไป

หลังจากนั้นไม่นาน ฉันได้รับจดหมายอีกฉบับจากผู้นำ พี่น้องชายหญิงบางคนกำลังหลบหนีจากพรรคคอมมิวนิสต์จีน และเราจำเป็นต้องจัดแจงให้พวกเขามาที่คริสตจักรของเรา หลังจากอ่านจดหมาย ฉันคิดกับตัวเองว่า “คราวนี้ฉันจะคิดถึงผลประโยชน์ของตัวเองไม่ได้อีกต่อไป ไม่ว่าพวกเขาจะปฏิบัติหน้าที่ได้ไหม ฉันก็พร้อมที่จะยอมรับพวกเขา เพื่อให้พวกเขาได้มีชีวิตคริสตจักร” ฉันจึงไปตามที่อยู่ที่ผู้นำให้มา ต้อนรับพวกเขาเข้าคริสตจักรของเรา และจัดแจงสิ่งที่จำเป็น หลังจากปฏิบัติเช่นนี้ ฉันก็รู้สึกสงบและสบายใจมาก

ต่อมา ตำรวจคอยจับตาดูฉันด้วย ฉันเลยเป็นความเสี่ยงด้านความปลอดภัยและติดต่อกับคนอื่นไม่ได้ ฉันเข้าร่วมการชุมนุมไม่ได้ และปฏิบัติหน้าที่ตัวเองไม่ได้ นั่นเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากสำหรับฉัน ฉันมักจะคิดถึงคืนวันที่ได้ชุมนุมกับพี่น้องชายหญิงและปฏิบัติหน้าที่ของตัวเอง ฉันตั้งตารอที่จะได้เจอพี่น้องชายหญิงอีกครั้ง สามัคคีธรรมความจริงด้วยกันและพูดสิ่งที่อยู่ในหัวใจ ความปรารถนาที่จะมีชีวิตคริสตจักรและเจอพี่น้องชายหญิงทำให้ฉันรู้สึกทรมาน เมื่อนั้นเองที่ฉันเข้าใจว่า พี่น้องชายหญิงที่ถูกพรรคคอมมิวนิสต์จีนไล่ล่ารู้สึกยังไง ตอนพวกเขาไม่สามารถมีชีวิตคริสตจักรหรือติดต่อกับพี่น้องชายหญิงของตัวเอง ฉันนึกถึงพี่น้องหญิงจูหยุนที่ฉันผลักไสไปให้คริสตจักรใกล้เคียง ในตอนนั้นฉันคิดแค่ว่าเพราะเธอปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้ เธอเลยช่วยงานของคริสตจักรไม่ได้ แต่ฉันไม่ได้คิดเลยว่าเธอทรมานและเจ็บปวดแค่ไหน จากการที่เธอถูกพรรคคอมมิวนิสต์จีนจำคุกนานกว่าสามปี และยังคงถูกเฝ้าติดตามหลังจากได้รับการปล่อยตัว แถมไม่สามารถติดต่อพี่น้องชายหญิงหรือใช้ชีวิตคริสตจักรได้ เพื่อที่จะเข้าร่วมการชุมนุม เธอจำเป็นต้องเดินทางมาหาเราจากบ้านเกิดของตัวเอง เธอทำแบบนี้เพื่อติดต่อกับพี่น้องชายหญิง แต่ฉันกลับปฏิเสธเธอ โดยไม่แม้แต่จะปลอบใจหรือแสดงความเห็นใจแม้แต่น้อย ยิ่งฉันคิดเรื่องนี้ ฉันก็ยิ่งรู้สึกผิด ทำไมฉันถึงเย็นชาและไร้หัวใจขนาดนั้น?  วันหนึ่งฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าที่เผยให้เห็นเหล่าศัตรูของพระคริสต์ ซึ่งช่วยให้ฉันเห็นปัญหาของตัวเองชัดเจนขึ้น พระวจนะของพระเจ้ากล่าวว่า “การสำแดงหลักของความยอกย้อนและความอำมหิตของศัตรูของพระคริสต์คือ ทุกสิ่งที่พวกเขาทำล้วนมีเป้าหมายที่ชัดเจนเป็นพิเศษ  สิ่งแรกที่พวกเขานึกถึงคือผลประโยชน์ของตนเอง และวิธีการของพวกเขาน่ารังเกียจ หยาบคาย โสมม ต่ำช้า และคลุมเครือ  หนทางที่พวกเขาทำสิ่งต่างๆ และหนทางกับหลักการที่พวกเขาปฏิบัติต่อผู้คนก็ไม่มีความจริงใจ  หนทางที่พวกเขาปฏิบัติต่อผู้คนคือเอารัดเอาเปรียบและเล่นสนุกกับคนเหล่านั้น และเมื่อผู้คนไม่มีคุณค่าที่เป็นประโยชน์ต่อพวกเขาอีกต่อไป พวกเขาก็จะเขี่ยคนเหล่านั้นทิ้ง  หากเจ้ามีคุณค่าที่เป็นประโยชน์ต่อพวกเขา พวกเขาก็เสแสร้งทำเป็นใส่ใจเจ้า ‘คุณเป็นอย่างไรบ้าง?  คุณมีปัญหาอะไรหรือเปล่า?  ฉันช่วยคุณแก้ไขปัญหาได้นะ  ถ้ามีปัญหาอะไรก็บอกฉันมา  ฉันอยู่ตรงนี้เพื่อคุณ  พวกเราช่างโชคดีเหลือเกินที่มีความสัมพันธ์อันดีเช่นนี้!’  พวกเขาดูเหมือนเอาใจใส่เป็นอย่างยิ่ง  แต่หากวันหนึ่งเจ้าไม่มีคุณค่าที่เป็นประโยชน์แก่พวกเขาอีกต่อไป พวกเขาก็จะทอดทิ้งเจ้า พวกเขาจะเขี่ยเจ้าทิ้งเจ้าและเพิกเฉยต่อเจ้า ราวกับพวกเขาไม่เคยพบเจ้ามาก่อน  เวลาที่เจ้ามีปัญหาจริงๆ และไปหาพวกเขาเพื่อขอความช่วยเหลือ ท่าทีของพวกเขาก็เปลี่ยนไปในทันที คำพูดของพวกเขาไม่หวานหูเหมือนตอนที่พวกเขาสัญญาว่าจะช่วยเจ้าในตอนแรก—แล้วทำไมจึงเป็นเช่นนี้?  นั่นก็เพราะเจ้าไม่มีคุณค่าที่จะเป็นประโยชน์ต่อพวกเขา  ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงเลิกสนใจเจ้า  และไม่เพียงเท่านั้น หากพวกเขาพบว่าเจ้าทำสิ่งใดผิดไปหรือพบสิ่งที่พวกเขาสามารถใช้เป็นเครื่องมือต่อรองกับเจ้า พวกเขาก็จะเริ่มเย้ยหยันเจ้าอย่างเย็นชา และอาจถึงขั้นกล่าวโทษเจ้า  เจ้าคิดอย่างไรกับวิธีการนี้?  นี่คือการสำแดงของความเมตตาและความจริงใจหรือไม่?  เมื่อศัตรูของพระคริสต์สำแดงความยอกย้อนและความอำมหิตประเภทนี้ในพฤติกรรมของตนต่อผู้อื่น การสำแดงเหล่านี้มีร่องรอยใดๆ ของความเป็นมนุษย์อยู่บ้างหรือไม่?  พวกเขามีความจริงใจต่อผู้คนแม้สักนิดหรือไม่?  แน่นอนว่าไม่มีเลย  ทุกสิ่งที่พวกเขาทำล้วนเพื่อผลประโยชน์ ความภาคภูมิใจ และความมีหน้ามีตาของตนเอง เพื่อให้ตนเองมีสถานะและมีชื่อเสียงในหมู่ผู้อื่น  หากพวกเขาสามารถเอาเปรียบทุกคนที่พวกเขาพบเจอได้ พวกเขาก็จะทำ  พวกเขาดูหมิ่นและไม่สนใจไยดีผู้ที่พวกเขาไม่สามารถเอารัดเอาเปรียบได้ แม้เจ้าเป็นฝ่ายเข้าหาพวกเขาด้วยตัวเองก็ตาม พวกเขาก็เมินเฉยต่อเจ้า และไม่มองเจ้าเลยด้วยซ้ำ  แต่หากวันหนึ่งเมื่อพวกเขาต้องการเจ้า ท่าทีที่พวกเขามีต่อเจ้าก็เปลี่ยนไปในทันที และพวกเขาจะกลายเป็นเอาใจใส่และเป็นมิตรมาก จนทำให้เจ้างุนงง  ทำไมท่าทีที่พวกเขามีต่อเจ้าจึงได้เปลี่ยนไป?  (เพราะตอนนี้ข้าพระองค์มีคุณค่าที่เป็นประโยชน์ต่อพวกเขา)  นั่นถูกต้องแล้ว เมื่อพวกเขาเห็นว่าเจ้ามีคุณค่าที่เป็นประโยชน์ต่อพวกเขา ท่าทีของพวกเขาย่อมเปลี่ยนไป(พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, บทแทรก สี่: สรุปลักษณะนิสัยของพวกศัตรูของพระคริสต์และแก่นนิสัยของพวกเขา (ภาคที่หนึ่ง))  เมื่อฉันเห็นสิ่งที่พระวจนะของพระเจ้าเผย ฉันก็รู้สึกทุกข์ใจและรู้สึกผิด ฉันทำตัวและประพฤติตัวเหมือนศัตรูของพระคริสต์ ฉันมีแรงจูงใจในทุกสถานการณ์ และคำนึงถึงแต่ผลประโยชน์ของตัวเอง ฉันคำนวณและใช้คนอื่นตอนมีปฏิสัมพันธ์กับพวกเขา ฉันไม่มีความรักต่อพี่น้องชายหญิง ไม่มีความซื่อสัตย์หรือความเมตตา พี่น้องหญิงจูหยุนถูกพรรคคอมมิวนิสต์จีนเฝ้าติดตามมานานมาก และมีชีวิตคริสตจักรไม่ได้ ฉันควรจะเข้าใจสถานการณ์ของเธอ เกื้อหนุนและช่วยเหลือเธอด้วยความรัก จัดแจงให้เธอเข้าร่วมการชุมนุมและปฏิบัติหน้าที่ที่เธอทำได้โดยเร็วที่สุด แต่ฉันกลับกังวลเรื่องเธอเป็นความเสี่ยงด้านความปลอดภัย ฉันคิดว่าการยอมรับเธอเข้าคริสตจักรจะไม่ช่วยงานของคริสตจักรเลย แถมเราจะต้องลงแรงมากขึ้นและจ่ายราคาเพื่อช่วยเหลือเธอ ในกรณีที่แย่ที่สุด เธอจะทำให้พี่น้องชายหญิงคนอื่นไม่ปลอดภัย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่องานคริสตจักร ฉันเลยไม่สนใจเลยว่าเธอจะมีชีวิตคริสตจักรได้ไหม และฉันไม่ได้ถามเธอสักคำถามเดียวเรื่องสภาวะหรือความลำบากยากเย็นของเธอ ฉันแค่อยากกำจัดเธอ ไม่ใช่รับเธอเข้าคริสตจักร ฉันเฉยเมยและเห็นแก่ตัว ฉันอดถามตัวเองไม่ได้ว่า “เรื่องเล็กแบบนี้ฉันยังไม่สามารถคิดถึงพี่น้องหญิงของตัวเองได้ ฉันไม่มีความรักหรือความกรุณา แล้วความช่วยเหลือที่ฉันเคยให้พี่น้องชายหญิงก่อนหน้านี้จะมาจากใจจริงได้ยังไง?”  เมื่อทบทวนดูแล้ว ฉันพบว่าหลายครั้งฉันช่วยเหลือพี่น้องชายหญิงเพราะฉันเป็นผู้นำคริสตจักร ฉันคิดว่าการให้การเกื้อหนุนที่เหมาะสมและดูแลให้แน่ใจว่าทุกคนมีสภาวะปกติ จะช่วยให้ฉันบรรลุผลในหน้าที่ตัวเอง ซึ่งจะรับประกันว่าฉันมีภาพลักษณ์ที่ดี ฉันเพิ่งจะตระหนักตอนนี้เองว่าฉันไม่ได้คำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้า และไม่ได้ลุล่วงความรับผิดชอบของตัวเองในฐานะผู้นำ แต่ฉันกลับปกป้องชื่อเสียงและสถานะของตัวเอง ภายนอกฉันปฏิบัติหน้าที่ของฉัน แต่จริงๆ แล้ว ฉันดูแลผลประโยชน์ส่วนตัวโดยใช้หน้าที่บังหน้า และฉันใช้คนอื่นเป็นบันไดในการไล่ตามไขว่คว้าชื่อเสียงและสถานะ พระเจ้าทรงรังเกียจสิ่งที่ฉันทำ และฉันกำลังเดินบนเส้นทางแห่งการต่อต้านพระเจ้า ถ้าฉันไม่เคยผ่านประสบการณ์ความเจ็บปวดจากการที่ไม่ได้มีส่วนร่วมในชีวิตคริสตจักร ฉันคงจะไม่มีวันรู้ถึง ความเจ็บปวดและความทุกข์ที่พี่น้องชายหญิงต้องเผชิญมาตลอดช่วงที่ไม่มีการชุมนุมและชีวิตคริสตจักร และฉันคงจะไม่มีวันตระหนักถึงอุปนิสัยศัตรูของพระคริสต์ที่ชั่วร้ายและร้ายกาจของตัวเอง

ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าอีกบทตอนหนึ่งที่ว่า “ข้อผิดพลาดในการที่ผู้คนไล่ตามเสาะหาผลประโยชน์ของตนเองนั้นก็คือว่า เป้าหมายที่พวกเขาไล่ตามเสาะหานั้นคือเป้าหมายของซาตาน ซึ่งเป็นเป้าหมายที่เลวทรามและไม่ยุติธรรม  เมื่อผู้คนไล่ไขว่คว้าผลประโยชน์ส่วนตน เช่น ชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะ พวกเขากลายเป็นเครื่องมือของซาตานโดยไม่รู้ตัว พวกเขากลายเป็นทางออกสำหรับซาตาน และที่มากกว่านั้นก็คือ พวกเขากลายเป็นร่างจำแลงของซาตาน  พวกเขาแสดงบทบาทเชิงลบอยู่ในคริสตจักร ผลกระทบที่พวกเขามีต่องานของคริสตจักร และต่อชีวิตคริสตจักรที่ปกติและการไล่ตามเสาะหาตามปกติของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรก็คือ การก่อความไม่สงบและลดคุณค่า พวกเขาส่งผลเลวร้ายในเชิงลบ(พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, ประการที่เก้า (ภาคที่หนึ่ง))  การเผยจากพระวจนะของพระเจ้าครั้งนี้ทำให้ฉันตระหนักว่า หากเราทำหน้าที่ของตัวเองโดยไม่ปฏิบัติความจริง แล้วปกป้องชื่อเสียงและสถานะของเรา ไม่ว่าเราจะจ่ายราคามากแค่ไหน เราก็จะมีบทบาทที่เป็นลบในคริสตจักรและเป็นเครื่องมือให้ซาตานอยู่ร่ำไป เรารังแต่จะก่อการขัดขวางและการก่อกวนต่องานของคริสตจักร และทำลายการเข้าสู่ชีวิตของพี่น้องชายหญิงของเรา ฉันนึกถึงพี่น้องหญิงจูหยุนที่ถูกบีบให้ต้องจากบ้านเกิดมาหาพวกเรา เพียงเพื่อจะได้มีส่วนร่วมในชีวิตคริสตจักร เธอเชื่อในพระเจ้าอย่างจริงใจและปรารถนาในพระวจนะของพระเจ้า ถ้าฉันมีความเป็นมนุษย์แม้เพียงเล็กน้อย ฉันคงจะไม่ปฏิบัติกับเธอแบบนั้น ฉันเป็นผู้นำคริสตจักร แต่เมื่อพี่น้องหญิงจูหยุนเดือดร้อน ฉันกลับช่วยเหลือเธอไม่ได้ ฉันพยายามผลักไสเธอให้คริสตจักรอื่นอย่างเฉยเมยและไร้ความปราณี ยิ่งคิดถึงสิ่งที่ตัวเองทำ ฉันก็ยิ่งเกลียดตัวเอง ฉันรู้สึกว่าติดค้างพี่น้องหญิงของฉัน และติดค้างพระเจ้ายิ่งกว่า ฉันมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและอธิษฐานว่า “ข้าแต่พระเจ้า!  เมื่อทำสิ่งต่างๆ ข้าพระองค์คำนึงถึงแต่ผลประโยชน์ของตัวเอง และไม่มีความรักต่อพี่น้องชายหญิง ข้าพระองค์เห็นแก่ตัวและชั่วช้ามาก!  ข้าแต่พระเจ้า!  ข้าพระองค์อยากกลับใจ…”

ต่อมาฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าอีกบทตอนหนึ่ง ฉันได้เห็นการจัดหาและการดูแลมวลมนุษย์อันไม่เห็นแก่ตัวของพระเจ้า และรู้สึกละอายใจยิ่งกว่าเดิมกับความเห็นแก่ตัวและความชั่วช้าของตัวเอง พระวจนะของพระเจ้ากล่าวว่า “ไม่ว่าเจ้าจะได้ยินพระวจนะของพระเจ้ามามากเพียงใด ไม่ว่าเจ้าจะสามารถยอมรับและเข้าใจความจริงได้มากเพียงใด ไม่ว่าเจ้าจะใช้ชีวิตตามความเป็นจริงมามากเพียงใด หรือไม่ว่าเจ้าจะได้รับผลลัพธ์มามากเพียงใด ก็มีข้อเท็จจริงประการหนึ่งที่เจ้าต้องเข้าใจ นั่นก็คือพระเจ้าทรงประทานความจริง หนทาง และชีวิตให้แต่ละคนและทุกๆ คนอย่างเสรี และการนี้เป็นสิ่งที่ยุติธรรมสำหรับทุกคน  พระเจ้าไม่มีวันจะทรงเลือกปฏิบัติดีต่อคนคนหนึ่งมากกว่าอีกคนหนึ่งเพราะว่าพวกเขาเชื่อในพระเจ้ามานานหรือพวกเขาทนทุกข์มามาก และพระองค์จะไม่มีวันทรงโปรดปรานหรืออวยพรคนคนหนึ่งเพราะว่าพวกเขาเชื่อในพระองค์มาเป็นเวลานานหรือเพราะว่าพวกเขาทนทุกข์มามาก  และพระเจ้าจะไม่ทรงปฏิบัติต่อใครแตกต่างกันไปเพราะอายุ รูปลักษณ์ เพศ ภูมิหลังของครอบครัวของพวกเขา และเหตุผลอื่นๆ  ทุกคนได้รับสิ่งเดียวกันจากพระเจ้า  พระองค์ไม่ทรงเปิดโอกาสให้ใครได้รับน้อยกว่า หรือให้ใครได้รับมากกว่า  พระเจ้าทรงยุติธรรมและมีเหตุผลกับแต่ละคนและทุกๆ คน  พระองค์ประทานสิ่งที่ผู้คนจำเป็นต้องมีจริงๆ ให้พวกเขา ในยามที่พวกเขาจำเป็นต้องได้รับสิ่งนั้น โดยไม่ทรงปล่อยให้พวกเขาหิวโหย หนาวเหน็บ หรือกระหายน้ำ และพระองค์ก็ทรงตอบสนองความจำเป็นทั้งปวงในหัวใจของมนุษย์  เมื่อพระเจ้าทรงกระทำสิ่งเหล่านี้ พระเจ้าทรงกำหนดสิ่งใดต่อผู้คน?  พระเจ้าประทานสิ่งเหล่านี้ให้ผู้คน แล้วพระเจ้าทรงมีเหตุจูงใจที่เห็นแก่ตัวหรือไม่?  (ไม่มี)  พระเจ้าไม่ทรงมีเหตุจูงใจที่เห็นแก่ตัวเลย  พระวจนะและพระราชกิจของพระเจ้าล้วนแล้วแต่เป็นไปเพื่อประโยชน์ของมนุษยชาติ และมีจุดมุ่งหมายเพื่อที่จะแก้ไขความยากลำบากและความลำบากยากเย็นทั้งปวงของผู้คน เพื่อให้พวกเขาสามารถได้รับชีวิตที่แท้จริงจากพระองค์  นี่คือข้อเท็จจริง(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, มนุษย์เป็นผู้ได้รับประโยชน์มากที่สุดจากแผนการบริหารจัดการของพระเจ้า)  พระเจ้าทรงจัดหาอย่างไม่เห็นแก่ตัวให้กับทุกคนที่ความเชื่อที่แท้จริง พระองค์ทรงจ่ายราคาด้วยความเหนื่อยยากอย่างใหญ่หลวงเพื่อพวกเราทุกคน และไม่เคยทรงคาดหวังสิ่งใดตอบแทน ทรงหวังเพียงว่าเราจะไล่ตามเสาะหาความจริง เปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของเรา และใช้ชีวิตตามสภาพเสมือนมนุษย์ที่แท้จริง แต่การปฏิบัติของฉันต่อพี่น้องชายหญิงขึ้นอยู่กับว่าพวกเขามีประโยชน์ไหม ถ้าพวกเขามีประโยชน์ ฉันก็เต็มใจที่จะจ่ายราคาทุกรูปแบบ ถ้าไม่มีประโยชน์ ฉันก็จะไม่สนใจพวกเขาเลย ฉันไม่อยากยุ่งเกี่ยวถ้าไม่ได้ประโยชน์อะไร องค์พระเยซูเจ้าตรัสไว้ว่า “เราบอกความจริงกับท่านทั้งหลายว่า ซึ่งพวกท่านได้ทำกับคนใดคนหนึ่งที่เล็กน้อยที่สุดในพี่น้องของเรานี้ ก็เหมือนทำกับเราด้วย(มัทธิว 25:40)  เป็นเรื่องจริง แม้แต่พี่น้องชายหญิงในคริสตจักรที่ไม่มีอะไรโดดเด่น ก็ควรได้รับความช่วยเหลือ ตราบใดที่พวกเขาเชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง และไม่ใช่คนชั่ว ศัตรูของพระคริสต์ หรือผู้ไม่เชื่อ การที่สามารถช่วยเหลือพวกเขาด้วยความรักได้ ย่อมเป็นการคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้า และได้รับความเห็นชอบจากพระองค์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับพี่น้องชายหญิงที่กลับบ้านไม่ได้เพราะถูกพรรคคอมมิวนิสต์จีนไล่ล่าและต้องการตัว เราต้องปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างดีและดูให้แน่ใจว่าพวกเขาปลอดภัย นี่เป็นความประพฤติที่ดียิ่งกว่า ท่าทีของคนคนหนึ่งต่อพี่น้องชายหญิงเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความเป็นมนุษย์ของคนคนนั้น ฉันรู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้ง หากฉันมีโอกาสทำหน้าที่อีกครั้ง ฉันจะเห็นแก่ตัวและน่ารังเกียจแบบนั้นไม่ได้อีกต่อไป หรือคำนึงถึงแต่ผลประโยชน์ของตัวเองเมื่อมีปฏิสัมพันธ์กับพี่น้องชายหญิง ฉันต้องช่วยเหลือพี่น้องชายหญิงอย่างเต็มที่ และเป็นคนที่มีความเป็นมนุษย์และมีเหตุผล

หลายเดือนต่อมา ในที่สุดฉันก็เริ่มทำอีกหน้าที่หนึ่ง ผู้นำจัดแจงให้ฉันเกื้อหนุนพี่น้องหญิงคนหนึ่งที่เป็นความเสี่ยงด้านความปลอดภัย ฉันคิดว่า “หลังจากทุกอย่างที่ฉันเผชิญมา ในที่สุดฉันก็มีหน้าที่ ถ้าฉันติดต่อกับพี่น้องหญิงคนนี้ แล้วติดร่างแหไปด้วยล่ะ จะทำยังไง?”  ณ จุดนี้ ฉันรู้ตัวว่าไม่ได้อยู่ในสภาวะที่ถูกต้อง และฉันรีบอธิษฐานถึงพระเจ้าว่าฉันจะขัดขืนตัวเอง โดยบอกว่าฉันอยากช่วยเหลือและเกื้อหนุนพี่น้องหญิงของฉันอย่างเต็มที่ เมื่อได้ชุมนุมและสามัคคีธรรมถึงพระวจนะของพระเจ้ากับเธอ สภาวะคิดลบของเธอก็ค่อยๆ เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น และเธออยากเขียนบทความเป็นพยานยืนยันให้พระเจ้า เมื่อฉันพยายามช่วยพี่น้องหญิงของฉันอย่างสุดความสามารถ ฉันก็รู้สึกสงบสุขมาก

ในอดีตฉันรู้สึกเสมอว่าตัวเองมีความเป็นมนุษย์ที่ดี ทนความยากลำบากในการปฏิบัติหน้าที่ได้ และมีความรักต่อพี่น้องชายหญิงของฉัน จากสิ่งที่ข้อเท็จจริงแสดงให้เห็น รวมถึงการพิพากษาและการเผยจากพระวจนะของพระเจ้า ในที่สุดฉันก็ได้เห็นว่าฉันเอาแต่แสวงหาผลประโยชน์ ฉันเห็นแก่ตัวและเฉยเมย ฉันถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามจนไม่เหลือสภาพเสมือนมนุษย์เลย!  พระวจนะของพระเจ้าทำให้ฉันเข้าใจ วิธีปฏิบัติต่อพี่น้องชายหญิงด้วยความเป็นมนุษย์และเหตุผล พระวจนะช่วยให้ฉันเข้ากับผู้อื่นได้โดยไม่ต้องแสวงหาผลประโยชน์ของตัวเองอยู่ร่ำไป เกื้อหนุนและช่วยเหลือพี่น้องชายหญิงได้อย่างจริงใจ ขอบคุณพระเจ้า!

ก่อนหน้า: 47. ฉันได้เห็นตัวตนที่แท้จริงของศิษยาภิบาลแล้ว

ถัดไป: 49. ท่าทีที่ถูกควรต่อหน้าที่ของตน

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

31. ยึดมั่นในหน้าที่ของฉัน

โดย หย่างมู่ ประเทศเกาหลีใต้ฉันเคยรู้สึกอิจฉาเมื่อเห็นพี่น้องชายหญิงแสดง ร้องเพลง และเต้นรำในการสรรเสริญพระเจ้า...

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

ติดต่อเราผ่าน Messenger