35. ทำไมฉัน ถึงโอหังนัก

โดยโจแอนน์ ประเทศเกาหลีใต้

วันหนึ่งผู้นำคริสตจักรสองคนได้หยิบยกปัญหาหนึ่งขึ้นมาคุยกับฉัน พวกเธอบอกว่าอิซาเบลลาที่รับผิดชอบงานข่าวประเสริฐไม่มีหลักธรรมในการกระทำ และไม่ได้หารือเรื่องต่างๆ กับผู้นำคริสตจักร พวกเธอบอกว่า อิซาเบลลาแค่มอบหมายงานใหม่ให้คนไปแบ่งปันข่าวประเสริฐตามอำเภอใจ ซึ่งส่งผลกระทบต่องานที่พี่น้องชายหญิงจัดการอยู่ในขณะนั้น และขัดขวางงานคริสตจักร ฉันพูดทันทีโดยไม่ไตร่ตรองว่า “อิซาเบลลาคงต้องเปลี่ยนหน้าที่คนไปตามความจำเป็นของงานค่ะ” ผู้นำคนหนึ่งพูดว่า “อิซาเบลลาขาดขีดความสามารถและไม่มีความสามารถในงานตัวเอง ไม่ได้จัดแจงคนทำงานอย่างเหมาะสม และคนอื่นไม่พอใจกับเรื่องนี้ ทำให้บางคนอยู่ในสภาวะคิดลบและส่งผลกระทบต่องานข่าวประเสริฐของเรา เธอไม่เหมาะสมที่จะจัดการงานนี้หรือเปล่า?”  ฉันรู้สึกรำคาญมากเมื่อได้ยินว่าพวกเธอต้องการหาคนมาแทนอิซาเบลลา และฉันตอบไปว่า “อะไรนะคะ?  งานข่าวประเสริฐน่ะ ถ้าไม่ให้อิซาเบลลาดูแล แล้วคุณจะไปหาใครที่ดีกว่าเธอได้อีก?  เรามีคนที่เหมาะสมด้วยเหรอ?  ปัญหาที่คุณพูดถึงมีอยู่แน่นอน แต่มันไม่ได้สลักสำคัญอะไร เธอทำงานข่าวประเสริฐเห็นผล เราจะปลดเธอเพราะเรื่องเล็กน้อยพวกนั้นไม่ได้!  เราต้องปกป้องงานของคริสตจักรค่ะ” ขณะที่ฉันแย้งผู้นำคริสตจักร ฉันคิดว่า พวกเธอกำลังจับผิด และไม่มีใครสมบูรณ์แบบ เราทุกคนล้วนเสื่อมทรามและมีข้อบกพร่อง ดังนั้นการวิจารณ์ใครบางคนว่าทำทุกอย่างไม่ถูกต้องนั้นถูกต้องแล้วหรือ?  ทำไมพวกเธอไม่ให้ความสำคัญกับผลงานก่อนล่ะ?  ถ้าเราปลดเธอแล้วผลงานข่าวประเสริฐแย่งลงล่ะ?  นั่นอาจทำให้ฉันดูเหมือนทำงานจริงไม่ได้ เหมือนผู้นำเทียมเท็จ จากนั้นคนอื่นจะคิดยังไงกับฉัน?  และผู้นำระดับสูงจะแทนที่ฉันไหมเมื่อเขารู้เรื่องนี้เข้า?  ผู้นำคริสตจักรสองคนที่ฉันคุยด้วยอึ้งกับคำตอบของฉัน ในที่สุดคนหนึ่งก็พูดว่า “เอาล่ะ ให้เธออยู่ตำแหน่งเดิมไปก่อนแล้วกัน” สองสามวันต่อมา ผู้นำระดับสูงติดต่อฉัน และถามว่าอิซาเบลลาทำหน้าที่เป็นอย่างไร ฉันบอกไปว่า “เธอทำได้ดี เธอประสบความสำเร็จบางอย่างในงาน และทำหลายอย่างลุล่วงจริงๆ” จากนั้นผู้นำก็ถามฉันว่า “แล้วความสำเร็จที่คุณพูดถึงคืออะไร?  คุณได้ตรวจสอบรายละเอียดหรือเปล่าว่าเธอได้คนมากี่คนจากงานข่าวประเสริฐ?  คุณรู้ไหมว่าเธอกุจำนวนให้ดูมาก?  เธอมีขีดความสามารถต่ำและขาดความสามารถ เธอแก้ปัญหาไม่ได้ คุณรู้เรื่องนั้นไหม?  คุณรู้ไหมว่าเธอมอบหมายงานโดยไม่ยึดตามหลักธรรม ซึ่งขัดขวางงานข่าวประเสริฐ?”  เมื่อเผชิญกับคำถามข้อแล้วข้อเล่า หัวใจฉันก็เต้นแรงและสมองก็ว่างเปล่า เมื่อเห็นว่าฉันตอบคำถามไม่ได้แม้แต่ข้อเดียว ผู้นำก็พูดต่อว่า “คุณมั่นใจมากว่าคุณเป็นฝ่ายถูก!  ผู้คนที่เป็นแบบนั้นขาดความตระหนักรู้ในตนเอง ถ้าคุณรู้จักตัวเองจริงๆ ทำไมคุณถึงไม่ขัดขืนตัวเองล่ะ?  ทำไมคุณถึงไม่ปฏิเสธตัวเอง?  คนอื่นได้หยิบยกปัญหานี้ขึ้นมาอย่างชัดเจน แต่คุณยังไม่ยอมรับ โอหังมากเลยนะ ว่าไหม?  คุณมีความเป็นจริงความจริงหรือเปล่า?  คนที่มีความเป็นจริงความจริงอย่างแท้จริงจะไม่เชื่อว่าตัวเองถูกอยู่เสมอ พวกเขาสามารถรับฟังเมื่อคนอื่นเป็นฝ่ายถูก พวกเขาสามารถยอมรับและนบนอบความจริง นั่นคือคนที่มีความเป็นมนุษย์ที่ปกติ แต่คนประเภทที่โอหังมากล่ะ?  พวกเขายอมรับความจริงได้ไหม?  ผู้คนที่โอหังนั้นไม่ยอมรับความจริง และจะไม่มีวันนบนอบความจริง พวกเขาไม่รู้จักตัวเอง พวกเขาไม่อาจขัดขืนตัวเอง และพวกเขาไม่อาจปฏิบัติความจริงหรือยึดมั่นหลักธรรมความจริง พวกเขาไม่อาจอยู่ร่วมกับผู้อื่น พวกเขาเป็นผู้คนที่อุปนิสัยไม่เปลี่ยนแปลง จากทั้งหมดนี้ เราจะเห็นได้ว่า ผู้คนที่โอหังคือเหล่าซาตานเก่าผู้ยึดติด คุณต้องทบทวนว่าคุณเป็นคนประเภทนั้นหรือเปล่า” ในตอนนั้นฉันอึ้งไป และหลังจากนั้น ฉันก็แค่นั่ง นึกทบทวนสิ่งที่เขาพูดอยู่ในใจที่ว่า พวกเขาไม่ยอมรับความจริง พวกเขาไม่มีวันนบนอบความจริง พวกเขาไม่อาจอยู่ร่วมกับผู้อื่น อุปนิสัยของพวกเขาไม่เปลี่ยนแปลง และพวกเขาเป็นเหล่าซาตานเก่าผู้ยึดติด ยิ่งคิดเรื่องนี้ ฉันก็ยิ่งรู้สึกแย่ และน้ำตาก็ไหลรินออกมาอย่างไม่อาจห้ามได้ ในช่วงที่เจ็บปวด ฉันอธิษฐานทั้งน้ำตาว่า “ข้าแต่พระเจ้า!  ข้าพระองค์ไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นคนประเภทที่โอหังและไม่ยอมรับความจริง โปรดทรงชี้แนะให้ข้าพระองค์ทบทวนตนเองและรู้จักตนเองด้วยเถิด”

จากนั้นวันหนึ่งในการเฝ้าเดี่ยว ฉันได้อ่านเรื่องนี้ในพระวจนะของพระเจ้า “ความโอหังคือสาเหตุรากเหง้าของอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของมนุษย์  ยิ่งผู้คนโอหัง พวกเขาก็ยิ่งไร้สำนึก และยิ่งไร้สำนึก พวกเขาก็ยิ่งมีแนวโน้มที่จะต่อต้านพระเจ้า  ปัญหานี้รุนแรงเพียงใด?  เนื่องจากผู้คนมีอุปนิสัยอันโอหัง พวกเขาจึงไม่เพียงถือว่าผู้อื่นทั้งหมดอยู่ต่ำกว่าตนเท่านั้น แต่ที่แย่ที่สุดคือ พวกเขาถึงขั้นไม่สนใจพระเจ้า และพวกเขาไม่มีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าเลย  แม้ผู้คนบางคนอาจจะเชื่อในพระเจ้าและติดตามพระองค์ แต่พวกเขาก็ไม่ได้ปฏิบัติต่อพระองค์เฉกเช่นพระเจ้าแต่อย่างใด  พวกเขารู้สึกเสมอว่า พวกเขามีความจริงและคิดว่าตัวเองยิ่งใหญ่เหลือเกิน  นี่คือแก่นแท้และรากเหง้าของอุปนิสัยอันโอหัง และนั่นมาจากซาตาน  เพราะฉะนั้น ปัญหาเรื่องความโอหังจึงต้องได้รับการแก้ไข  การรู้สึกว่าตนเองดีกว่าคนอื่น—เป็นเรื่องเล็ก  ปัญหาที่สำคัญยิ่งก็คืออุปนิสัยอันโอหังของคนเรากีดกันคนเราจากการนบนอบพระเจ้า อธิปไตยของพระองค์ และการจัดการเตรียมการของพระองค์ บุคคลเช่นนี้รู้สึกเอนเอียงที่จะแข่งขันกับพระเจ้าเพื่ออำนาจและควบคุมผู้อื่นอยู่เสมอ  บุคคลประเภทนี้ไม่มีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าแม้แต่น้อย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการรักพระเจ้าหรือการนบนอบพระองค์  ผู้คนที่โอหังและทะนงตน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกที่โอหังเสียจนสิ้นสำนึก ไม่สามารถนบนอบพระเจ้าในการเชื่อในพระองค์ของพวกเขา และถึงขั้นยกย่องและเป็นคำพยานให้ตนเอง  ผู้คนประเภทนี้ขัดขืนพระเจ้ามากที่สุด และไม่มีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าโดยสิ้นเชิง  หากผู้คนปรารถนาที่จะไปถึงจุดที่พวกเขามีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้า เช่นนั้นแล้ว พวกเขาก็ต้องแก้ไขอุปนิสัยอันโอหังของตนเสียก่อน  ยิ่งเจ้าแก้ไขอุปนิสัยอันโอหังของเจ้าได้อย่างถ้วนทั่วมากขึ้นเท่าใด เจ้าก็ยิ่งจะมีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้ามากขึ้นเท่านั้น และเมื่อนั้นเท่านั้น เจ้าจึงจะสามารถนบนอบพระองค์ และได้มาซึ่งความจริงและรู้จักพระองค์  เฉพาะบรรดาผู้ที่ได้รับความจริงเท่านั้นที่เป็นมนุษย์อย่างแท้จริง(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, ภาคที่สาม)  พระวจนะของพระเจ้าให้ความรู้แจ้งแก่ฉันมากทีเดียว เป็นเรื่องจริง ความโอหังคือต้นตอของความเสื่อมทราม ด้วยความโอหัง ฉันจึงมองว่าตัวเองดีกว่าคนอื่น และแย่ยิ่งไปกว่านั้น ฉันมองไม่เห็นพระเจ้า เมื่อเกิดปัญหา ฉันไม่มาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า ไม่แสวงหาเจตนารมณ์ของพระองค์หรือหลักธรรมความจริง แต่กลับเรียกร้องอย่างเผด็จการว่าทุกคนต้องฟังฉัน ฉันนึกถึงคำติชมที่ฉันได้จากผู้นำคริสตจักรเรื่องปัญหาของอิซาเบลลา ฉันแย้งทุกสิ่งที่พวกเธอพูดโดยไม่ไตร่ตรองเลย พวกเธอบอกว่าอิซาเบลลาไม่มีหลักธรรม ว่าเธอมอบหมายงานใหม่ตามอำเภอใจโดยไม่พูดคุยกับผู้นำคริสตจักร ซึ่งขัดขวางสิ่งต่างๆ จนถึงขั้นที่คนไม่รู้ว่าควรทำหน้าที่อะไร ฉันปฏิเสธปัญหานี้โดยสิ้นเชิงและไม่ยอมฟังเลย ฉันปกป้องอิซาเบลลาอย่างเต็มที่ โดยบอกว่าเธอทำตัวแบบนั้นเพราะงานข่าวประเสริฐต้องการคนอย่างเร่งด่วน และนั่นเป็นเรื่องจำเป็น ผู้นำคริสตจักรบอกว่าเธอเป็นคนมีขีดความสามารถต่ำและขาดความสามารถในการทำงาน และไม่เหมาะที่จะจัดการงานข่าวประเสริฐของเรา ฉันไม่ได้ตรวจสอบสถานการณ์ที่แท้จริง หรือคำนึงว่าเธอควรถูกปลดตามหลักธรรมหรือไม่ แต่ฉันกลับโต้แย้งและรู้สึกรำคาญ ฉันย้อนถามว่าทำไมอิซาเบลลาไม่ควรเป็นผู้ดูแล และถามผู้นำคริสตจักรว่าพวกเธอจะหาผู้ดูแลที่ดีกว่าเธอได้ไหม และฉันใช้วิธีนี้ข่มขู่พวกเธอจนพูดไม่ออก การหยิบยกปัญหานี้ขึ้นมาแสดงว่าผู้นำคริสตจักรมีความรับผิดชอบและค้ำจุนงานของคริสตจักร แต่ฉันกลับรู้สึกตลอดว่าตัวเองเข้าใจความจริงดีกว่าพวกเธอ ฉันรู้สึกว่าตัวเองมีความเข้าใจเชิงลึกมากกว่า ในขณะที่พวกเธอเข้าใจความจริงเพียงผิวเผินและไม่เห็นสิ่งทั้งหลายอย่างถูกต้อง ฉันเลยไม่จำเป็นต้องฟังพวกเธอ ช่างโอหังและเผด็จการจริงๆ!  ฉันยืนกรานไม่ยอมรับความจริง ไม่ยอมรับถ้อยแถลงที่ถูกต้องแม้แต่คำเดียว ฉันแย้งทุกสิ่งที่พวกเธอพูด เถียงจนพวกเธอหยุดแสดงความคิดเห็น ฉันโอหังเกินกว่าเหตุมาก และไม่มีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าเลย ฉันไม่ได้ใช้ผู้คนตามหลักธรรม และได้ทำให้งานของคริสตจักรเสียหายไปแล้ว ฉันไม่เพียงไม่รับรู้ถึงความผิดพลาดของตัวเอง แต่กลับโวยวายโดยกล่าวหาผู้นำคริสตจักร ว่าจับผิดและปฏิบัติต่ออิซาเบลลาอย่างไม่ยุติธรรม ฉันไม่ใช่ซาตานเก่าผู้ยึดติดที่อุปนิสัยไม่เปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อยหรอกหรือ?  ฉันจะเข้ากับคนอื่นตามปกติและร่วมมือกันอย่างกลมเกลียวได้ยังไง?  ฉันรู้สึกแย่มากเมื่อคิดแบบนั้น และอธิษฐานถึงพระเจ้า โดยเต็มใจที่จะกลับใจและควบคุมสถานการณ์เรื่องอิซาเบลลาโดยเร็ว หลังจากได้ตรวจสอบสิ่งต่างๆ อย่างแท้จริง ฉันก็ได้เรียนรู้ว่าอิซาเบลลาหลอกลวงในรายงานและทำให้งานยุ่งเหยิงไปหมด ว่าผู้เชื่อใหม่จำนวนมากไม่เข้าร่วมการชุมนุมเพราะเธอไม่ได้มอบหมายผู้ให้น้ำ อิซาเบลลามีขีดความสามารถต่ำเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แต่เธอก็โอหังและเผด็จการด้วย และไม่เคยหารือเรื่องงานของตัวเองกับใครเลย เมื่อเกิดปัญหา เธอก็แก้ไขไม่ได้และไม่รับฟังคำแนะนำของผู้อื่น ปัญหามากมายจึงถูกละเลยเป็นเวลานาน ซึ่งขัดขวางความก้าวหน้าของงานข่าวประเสริฐ เมื่อเผชิญกับข้อเท็จจริงเหล่านี้ ในที่สุดฉันก็รับรู้ว่าเลือกคนผิดไป เมื่อผู้นำคริสตจักรเสนอแนะให้แทนที่เธอ ฉันไม่เห็นด้วยและข่มขู่พวกเธอจนยอมจำนน ยิ่งคิดเรื่องนี้ ฉันก็ยิ่งรู้สึกแย่ เกลียดตัวเองที่โอหังมากและทึกทักว่าตัวเองเป็นฝ่ายถูกอยู่เสมอ ฉันมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและอธิษฐาน ขอให้พระองค์ทรงชี้แนะฉันให้เข้าใจแก่นแท้ของปัญหาตัวเอง

หลังจากนั้น ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่งที่กล่าวถึงปัญหาความโอหังของฉัน พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “การทำตัวโอหังและคิดว่าตนเองถูกเป็นอุปนิสัยเยี่ยงซาตานที่เด่นชัดที่สุดของมนุษย์ และหากผู้คนไม่ยอมรับความจริง พวกเขาจะไม่มีทางชำระอุปนิสัยนี้ให้บริสุทธิ์ได้  ผู้คนล้วนมีอุปนิสัยที่โอหังและคิดว่าตนเองถูก และพวกเขาก็ทะนงตนอยู่เสมอ  ไม่ว่าพวกเขาคิดอะไรหรือพูดสิ่งใด หรือพวกเขามองเห็นสิ่งทั้งหลายอย่างไร พวกเขาก็คิดอยู่เสมอว่ามุมมองและท่าทีของพวกเขาเองถูกต้อง และคิดอยู่เสมอว่าสิ่งที่ผู้อื่นพูดนั้นไม่ดีเท่าหรือไม่ถูกต้องเท่าสิ่งที่พวกเขาพูด  พวกเขายึดติดกับความคิดเห็นของตนเองอยู่ตลอดเวลา และไม่ว่าใครพูด พวกเขาก็จะไม่ฟังคนเหล่านั้น  ต่อให้สิ่งที่คนอื่นพูดนั้นถูกต้อง หรือเป็นไปแนวเดียวกับความจริง พวกเขาก็จะไม่ยอมรับสิ่งนั้น พวกเขาเพียงดูเหมือนจะรับฟัง แต่พวกเขาจะไม่นำแนวคิดนั้นมาใช้จริง และเมื่อถึงเวลากระทำ  พวกเขาจะยังคงทำสิ่งทั้งหลาย ตามหนทางของตนเอง พลางคิดอยู่เสมอว่าสิ่งที่พวกเขาพูดนั้นถูกต้องและสมเหตุสมผล  อันที่จริงเป็นไปได้ว่าสิ่งที่เจ้าพูดนั้นถูกต้องและสมเหตุสมผล หรือสิ่งที่เจ้าทำนั้นถูกต้องและไร้ที่ติ ทว่าเจ้าเปิดเผยอุปนิสัยประเภทใดออกมา?  นี่ไม่ใช่อุปนิสัยแห่งความโอหังและความคิดว่าตนถูกเสมอหรอกหรือ?  หากเจ้าไม่ทิ้งอุปนิสัยอันโอหังและคิดว่าตนเองถูกเสมอนี้ไป สิ่งนี้จะไม่ส่งผลต่อการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหรอกหรือ?  สิ่งนี้จะไม่ส่งผลต่อการปฏิบัติความจริงของเจ้าหรอกหรือ?  หากเจ้าไม่แก้ไขอุปนิสัยอันโอหังและคิดว่าตนเองถูกของเจ้า สิ่งนี้จะไม่ทำให้เกิดความล้มเหลวอันร้ายแรงในอนาคตหรอกหรือ?  แน่นอนว่าเจ้าจะประสบกับความพลาดพลั้ง นี่เป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้  จงบอกเราเถิดว่า พระเจ้าสามารถทอดพระเนตรเห็นพฤติกรรมเช่นนั้นของมนุษย์ได้หรือไม่?  พระเจ้ายิ่งกว่าสามารถทอดพระเนตรเห็นพฤติกรรมเช่นนั้นได้!  ไม่เพียงแต่พระเจ้าทรงพินิจพิเคราะห์ส่วนลึกในหัวใจของผู้คนเท่านั้น พระองค์ยังทรงสังเกตทุกคำพูดและการกระทำของพวกเขาตลอดทุกสถานที่และทุกเวลาอีกด้วย  เมื่อพระเจ้าทอดพระเนตรเห็นพฤติกรรมนี้ของเจ้า พระองค์จะตรัสเช่นไร?  พระเจ้าจะตรัสว่า ‘เจ้าช่างดื้อแพ่ง!  การที่เจ้าอาจยึดติดกับแนวคิดของตนเองในยามที่เจ้าไม่รู้ว่าตนเองทำผิดพลาดเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ แต่เมื่อเจ้ารู้แน่ชัดว่าเจ้าทำผิดพลาด แต่ยังคงยึดติดกับแนวคิดของตนและจะตายไปโดยไม่ทันกลับใจ เจ้าก็เป็นเพียงคนโง่จอมดื้อรั้น และเจ้าย่อมตกที่นั่งลำบาก  ไม่ว่าผู้ใดเสนอแนะ หากเจ้ามีท่าทีที่ต้านทานและคิดลบต่อข้อเสนอแนะนั้นอยู่เสมอและไม่ยอมรับความจริงแม้แต่น้อย และหากหัวใจของเจ้าต้านทาน ปิดตาย และไม่ไยดีอย่างสิ้นเชิง เช่นนั้นเจ้าก็ช่างน่าขัน เจ้าคือคนไร้สาระ!  เจ้าเป็นพวกที่จัดการได้ยากเกินไป!’  เจ้าจัดการได้ยากเกินไปในหนทางใด?  เจ้าเป็นคนที่จัดการได้ยากเพราะสิ่งที่เจ้าแสดงออกไม่ใช่การเข้าหาที่ผิด หรือพฤติกรรมที่ผิด ทว่าเป็นการเปิดเผยอุปนิสัยของเจ้า  นี่เป็นการเผยอุปนิสัยอะไรออกมา?  อุปนิสัยที่รังเกียจและเกลียดชังความจริงนั่นเอง  เมื่อเจ้าถูกระบุลักษณะว่าเป็นคนที่เกลียดชังความจริง ในสายพระเนตรของพระเจ้า เจ้าย่อมตกที่นั่งลำบาก และพระองค์จะทรงรังเกียจเดียดฉันท์และเมินเจ้า  จากมุมมองของผู้คน อย่างมากที่สุดที่พวกเขาจะกล่าวก็คือ ‘อุปนิสัยของบุคคลนี้แย่ พวกเขาดันทุรัง ไม่ยอมอ่อนข้อ และโอหังอย่างเหลือเชื่อ!  บุคคลนี้เข้ากับคนอื่นได้ยากลำบากและไม่รักความจริง  พวกเขาไม่เคยยอมรับความจริงและไม่นำความจริงมาปฏิบัติ’  อย่างมากที่สุดทุกคนก็จะให้การประเมินนี้แก่เจ้า แต่การประเมินนี้สามารถตัดสินชะตากรรมของเจ้าได้หรือไม่?  การประเมินที่ผู้คนมอบให้เจ้าไม่สามารถตัดสินชะตากรรมของเจ้าได้ แต่มีสิ่งหนึ่งที่เจ้าต้องไม่ลืม นั่นคือพระเจ้าทรงพินิจพิเคราะห์หัวใจของผู้คน และขณะเดียวกันพระเจ้าก็ทรงเฝ้าสังเกตทุกคำพูดและการกระทำของพวกเขา  หากพระเจ้าทรงนิยามเจ้าในหนทางนี้และตรัสว่าเจ้าเกลียดชังความจริง หากพระองค์ไม่ได้เพียงตรัสว่าเจ้ามีอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเล็กน้อย หรือตรัสว่าเจ้าไม่เชื่อฟังเล็กน้อย นี่ไม่ใช่ปัญหาที่ร้ายแรงหรอกหรือ?  (นี่เป็นปัญหาที่ร้ายแรง)  เรื่องนี้หมายถึงความเดือดร้อน และความเดือดร้อนนี้ก็ไม่อยู่ในหนทางที่ผู้คนมองเห็นเจ้า หรือในหนทางที่พวกเขาประเมินเจ้าอย่างไร ความเดือดร้อนนี้อยู่ที่พระเจ้าทรงมีทัศนะอย่างไรต่ออุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้าที่เกลียดชังความจริง  แล้วพระเจ้าทรงมีทัศนะต่ออุปนิสัยนี้อย่างไร?  พระเจ้าทรงกำหนดแล้วหรือว่าเจ้าเกลียดชังและไม่รักความจริง และนั่นคือทั้งหมดหรือ?  ง่ายดายเช่นนั้นหรือ?  ความจริงมาจากที่ใด?  ความจริงเป็นตัวแทนของใคร?  (ความจริงเป็นตัวแทนของพระเจ้า)  จงไตร่ตรองในเรื่องนี้ว่า หากบุคคลหนึ่งเกลียดชังความจริง เช่นนั้นแล้วจากมุมมองของพระเจ้า พระองค์จะทรงมีทัศนะต่อพวกเขาอย่างไร?  (ในฐานะศัตรูของพระองค์) นี่ไม่ใช่ปัญหาที่ร้ายแรงหรอกหรือ?  เมื่อบุคคลหนึ่งเกลียดชังความจริง พวกเขาย่อมเกลียดชังพระเจ้า!(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, มีเพียงมีชีวิตเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าให้บ่อยครั้งเท่านั้น คนเราจึงจะสามารถมีสัมพันธภาพที่ปกติกับพระองค์)  การเผยจากพระวจนะของพระเจ้ามีผลกระทบต่อฉันอย่างมาก ฉันได้เห็นความเสื่อมทรามอันอัปลักษณ์ของความโอหังของตัวเอง พี่น้องหญิงสองคนให้ข้อเสนอแนะเรื่องคนที่ฉันเลือกไว้ แต่ฉันไม่ยอมรับเลย เพราะรู้สึกว่าตัวเองเป็นฝ่ายถูก ฉันไม่ให้โอกาสพวกเธอได้พูดด้วยซ้ำ เอาแต่ตำหนิและข่มขู่พวกเธอ ฉันพูดจาโอหังหลายอย่างมากจนกระทั่งพวกเธอต้องถอย นั่นไม่ใช่แค่ความผิดพลาดในวิธีการและพฤติกรรมของฉันเท่านั้น แต่มันมาจากอุปนิสัยเยี่ยงซาตานที่รังเกียจและเกลียดชังความจริง ฉันรู้สึกคลื่นไส้ เหมือนกลืนบางสิ่งที่น่าขยะแขยงเข้าไป เมื่อฉันคิดถึง วิธีที่ฉันพูดและกระทำตอนโต้แย้งผู้นำทั้งสอง ฉันรู้สึกละอายใจมาก เหมือนคนโง่เขลาที่น่าเวทนา ในสายพระเนตรของพระเจ้า การรังเกียจและเกลียดชังความจริงก็คือการเกลียดชังพระเจ้าและเป็นศัตรูของพระองค์ และศัตรูทั้งหมดของพระเจ้าคือมารและซาตาน ผู้นำระดับสูงทำถูกที่สุดแล้วที่เปิดโปงฉันว่าเป็นซาตานเก่าผู้ยึดติด นั่นคือแก่นแท้ธรรมชาติของฉัน เผชิญกับปัญหาด้วยการต่อต้านและการปฏิเสธ ไม่ยอมรับความจริง ทำหน้าที่ตามอุปนิสัยเสื่อมทรามเยี่ยงซาตานของตัวเอง นี่ไม่เท่ากับการต่อต้านพระเจ้าได้ยังไง และฉันไม่ถูกตัดแต่งเพราะเรื่องนี้ได้ยังไง?  ณ จุดนั้น ฉันตระหนักว่า การถูกตัดแต่งในลักษณะนั้นเป็นความชอบธรรมของพระเจ้า แม้ว่าการถูกเปิดโปงและถูกตัดแต่งจะทำให้ฉันเสียหน้าและลำบากใจ แต่มันก็ช่วยให้ฉันเห็นธรรมชาติอันโอหังของตัวเอง และทำให้ฉันมีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้ามากขึ้นหน่อย

ต่อมาฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าเพิ่มเติม ซึ่งทำให้ฉันเข้าใจและมีวิจารณญาณแยกแยะเรื่องสภาวะของตัวเองดีขึ้น พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ไม่ว่าพวกเขากำลังทำสิ่งใดอยู่ ศัตรูของพระคริสต์ก็มีจุดมุ่งหมายและเจตนาของตนเองเสมอ กระทำการตามแผนการของตนเสมอ ทั้งยังมีท่าทีต่อการจัดแจงเตรียมการและงานในพระนิเวศของพระเจ้าว่า ‘คุณอาจมีแผนเป็นพัน แต่ฉันมีกฎข้อเดียว’ ทั้งหมดนี้ล้วนถูกกำหนดโดยธรรมชาติในตัวศัตรูของพระคริสต์  แล้วศัตรูของพระคริสต์จะเปลี่ยนแปลงวิธีคิดและกระทำการตามหลักธรรมความจริงได้หรือไม่?  นั่นย่อมจะเป็นไปไม่ได้โดยสิ้นเชิง เว้นแต่ว่าเบื้องบนจะเรียกร้องให้พวกเขาทำเช่นนั้นโดยตรง ซึ่งพวกเขาก็พอจะฝืนทำได้บ้างด้วยความจำเป็นและอย่างเสียมิได้  หากพวกเขาไม่ทำอะไรเลย ก็จะถูกเปิดโปงและถูกปลด  พวกเขาสามารถทำงานจริงได้บ้างภายใต้รูปการณ์เช่นนี้เท่านั้น  นี่คือท่าทีที่ศัตรูของพระคริสต์มีต่อการทำหน้าที่ และเป็นท่าทีที่พวกเขามีต่อการปฏิบัติความจริงเช่นกันคือ เวลาที่การปฏิบัติความจริงเป็นประโยชน์ต่อพวกเขา เวลาที่ทุกคนจะให้ความเห็นชอบในตัวพวกเขาและเลื่อมใสพวกเขา พวกเขาย่อมจะยินยอมทำตามเป็นแน่ และพยายามพอเป็นพิธีให้ดูใกล้เคียงกับที่ผู้อื่นยอมรับได้เท่านั้น  หากการปฏิบัติความจริงไม่เป็นประโยชน์ต่อพวกเขา หากไม่มีใครมองเห็น และผู้นำระดับสูงขึ้นไปก็มองไม่เห็น ไม่ต้องสงสัยเลยว่าในเวลาเช่นนั้นพวกเขาจะปฏิบัติความจริงหรือไม่  การปฏิบัติความจริงของพวกเขาขึ้นอยู่กับบริบทและสถานการณ์ และพวกเขาย่อมคำนึงว่าตนเองจะสามารถปฏิบัติความจริงให้ผู้อื่นมองเห็นได้อย่างไร และจะได้ประโยชน์มากเท่าไร พวกเขาฉลาดมากเวลาทำความเข้าใจเรื่องเหล่านี้ และสามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ต่างๆ ได้  พวกเขาคำนึงถึงชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะของตนเองตลอดเวลา ไม่คำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้าแต่อย่างใด ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงไม่สามารถปฏิบัติความจริงและค้ำชูหลักธรรม  ศัตรูของพระคริสต์สนใจแต่ชื่อเสียง ผลประโยชน์ สถานะ และประโยชน์ส่วนตนเท่านั้น การไม่ได้รับผลประโยชน์อันใดหรือการที่พวกเขาไม่ได้แสดงตนให้คนเห็นเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ การปฏิบัติความจริงจึงเป็นเรื่องยุ่งยากสำหรับพวกเขา  หากไม่มีใครตระหนักรู้ความพยายามของพวกเขา และแม้พวกเขาทำงานอยู่ต่อหน้าผู้อื่น แต่ไม่มีใครมองเห็นงานของพวกเขา เช่นนั้นพวกเขาก็จะไม่ปฏิบัติความจริงใดๆ เลย  หากเป็นงานที่พระนิเวศของพระเจ้าจัดแจงเตรียมการให้โดยตรง และพวกเขาไม่มีทางเลือกนอกจากทำงานนั้น พวกเขาก็ยังคำนึงอยู่ดีว่างานนี้จะเป็นประโยชน์ต่อสถานะและความมีหน้ามีตาของพวกเขาหรือไม่  หากดีต่อสถานะและส่งเสริมความมีหน้ามีตาของพวกเขาได้ พวกเขาก็จะทุ่มเททุกสิ่งที่มีให้กับงานนี้และทำงานได้ดี เพราะรู้สึกว่าตนกำลังยิงกระสุนนัดเดียวได้นกสองตัว  หากไม่เป็นประโยชน์ต่อชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะของพวกเขา และการทำงานได้ไม่ดีก็อาจทำให้พวกเขาเสียความน่าเชื่อถือได้ พวกเขาย่อมคิดหาหนทางหรือข้ออ้างที่จะถอนตัว  ไม่ว่าศัตรูของพระคริสต์จะปฏิบัติหน้าที่อันใด พวกเขาก็ยึดหลักการเดียวกันอยู่เสมอคือ พวกเขาต้องได้บางสิ่งในแง่ของความมีหน้ามีตา สถานะ หรือผลประโยชน์ของตน และต้องไม่เกิดความสูญเสียใดๆ  ชนิดของงานที่ศัตรูของพระคริสต์ชอบมากที่สุดก็คือเมื่อพวกเขาไม่ต้องทนทุกข์หรือจ่ายราคาใดๆ ทั้งยังเป็นประโยชน์ต่อความมีหน้ามีตาและสถานะของพวกเขา  สรุปแล้ว ไม่ว่าจะกำลังทำสิ่งใด ศัตรูของพระคริสต์ก็คำนึงถึงผลประโยชน์ของตนเองเป็นอันดับแรก และลงมือกระทำการก็ต่อเมื่อพวกเขาใคร่ครวญทุกสิ่งรอบด้านแล้ว พวกเขาไม่ยอมนบนอบความจริงอย่างแท้จริง อย่างจริงใจ และอย่างไม่มีเงื่อนไขโดยไม่มีการประนีประนอม แต่กลับเลือกที่จะนบนอบอย่างมีเงื่อนไข  เงื่อนไขนี้มีว่าอย่างไร?  ว่าสถานะและความมีหน้ามีตาของพวกเขาต้องได้รับการปกป้อง และต้องไม่เกิดการสูญเสีย  เมื่อเงื่อนไขข้อนี้ได้รับการตอบสนองแล้วเท่านั้น พวกเขาจึงจะตัดสินใจเลือกว่าจะทำสิ่งใด  นั่นคือ ศัตรูของพระคริสต์ครุ่นคิดจริงจังว่าจะปฏิบัติต่อหลักธรรมความจริง พระบัญชาของพระเจ้า และงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้าอย่างไร หรือจะจัดการสิ่งทั้งหลายที่พวกเขาเผชิญอย่างไร  พวกเขาไม่คำนึงถึงวิธีสนองเจตนารมณ์ของพระเจ้า วิธีที่จะไม่สร้างความเสียหายให้แก่ผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า วิธีทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัย หรือวิธีทำประโยชน์แก่เหล่าพี่น้องชายหญิง เหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาคำนึงถึง  พวกศัตรูของพระคริสต์คำนึงถึงสิ่งใด?  สถานะและความมีหน้ามีตาของพวกเขาเองจะได้รับผลกระทบหรือไม่ และเกียรติยศของพวกเขาจะลดลงหรือไม่  หากการทำบางสิ่งตามหลักธรรมความจริงเป็นประโยชน์ต่องานแห่งพระนิเวศของพระเจ้าและพี่น้องชายหญิง แต่จะเป็นเหตุให้ความมีหน้ามีตาของพวกเขาเองเสียหาย และทำให้ผู้คนหลายคนตระหนักถึงวุฒิภาวะที่แท้จริงของพวกเขาและรู้ว่าพวกเขามีแก่นแท้ธรรมชาติจำพวกใด เช่นนั้นแล้ว พวกเขาย่อมจะไม่ปฏิบัติตนตามหลักธรรมความจริงเป็นแน่  หากการทำงานจริงบางอย่างจะทำให้มีผู้คนจำนวนมากขึ้นมายกย่องพวกเขา นับถือและเลื่อมใสพวกเขา เปิดโอกาสให้พวกเขายิ่งมีเกียรติยศมากขึ้น หรือทำให้คำพูดของพวกเขามีสิทธิอำนาจ และทำให้ผู้คนในจำนวนที่มากขึ้นนบนอบพวกเขา เช่นนั้นแล้ว พวกเขาย่อมจะเลือกทำสิ่งนั้นในหนทางนั้น มิฉะนั้นพวกเขาจะไม่มีวันเลือกการทิ้งผลประโยชน์ของตนเองเพราะคำนึงถึงผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าหรือของพี่น้องชายหญิง  นี่คือแก่นแท้ธรรมชาติของพวกศัตรูพระคริสต์(พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, ประการที่เก้า (ภาคที่สาม))  พระวจนะของพระเจ้าแสดงให้ฉันเห็นว่า การต่อต้านและรู้สึกรำคาญเมื่อคนอื่นพูดถึงปัญหาของอิซาเบลลา และการไม่เห็นด้วยเรื่องแทนที่เธอ ไม่ได้เป็นเพียงเพราะอุปนิสัยโอหังเท่านั้น เบื้องหลังนั้นซ่อนเร้นแรงจูงใจอันเลวทรามและเห็นแก่ตัวของฉัน ฉันไม่ยอมรับข้อเสนอแนะของผู้นำสองคนนั้น เพียงเพื่อปกป้องสถานะของตัวเองในคริสตจักร แต่พวกเธอพูดถูกเรื่องปัญหาของอิซาเบลลา เธอไม่เหมาะที่จะเป็นผู้ดูแลและขัดขวางงานข่าวประเสริฐของเราไปแล้ว ฉันควรปลดเธอทันที แต่ฉันกลับหาเหตุผลสารพัดเพื่อขัดขวางแนวทางปฏิบัตินั้น เพื่อที่จะรักษาสถานะของตัวเองไว้ให้ได้ ผลก็คือผู้นำคริสตจักรสองคนนั้นไม่รู้ว่าจะจัดแจงสิ่งทั้งหลายอย่างไรให้เหมาะสม และเรื่องนี้ก็ยิ่งขัดขวางงานข่าวประเสริฐของเรามากขึ้น ความโอหังของฉัน ความล้มเหลวของฉันในการค้ำจุนงานของคริสตจักร และการที่ฉันให้ความสำคัญกับสถานะส่วนตัวของตัวเองเป็นอย่างแรก ล้วนส่งผลกระทบต่องานข่าวประเสริฐของเราและการเข้าสู่ชีวิตของพี่น้องชายหญิง ฉันขัดขวางงานของคริสตจักร ฉันพูดส่งๆ ว่าจะค้ำจุนงานของคริสตจักร แต่ที่จริงแล้ว ทั้งหมดก็เพื่อรักษาสถานะของตัวเอง ตราบใดที่ฉันปกป้องสถานะของตัวเองในคริสตจักรไว้ได้ ต่อให้คนที่ฉันเลือกไว้จะมีปัญหาและงานของคริสตจักรจะถูกขัดขวาง ฉันก็ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น ฉันพร้อมที่จะเห็นผลประโยชน์ของคริสตจักรเสียหายหากนั่นหมายถึงฉันปกป้องสถานะของตัวเองไว้ได้ นั่นไม่ใช่พฤติกรรมของศัตรูของพระคริสต์หรอกหรือ?  การพิพากษาและการเผยจากพระวจนะของพระเจ้า ทำให้ฉันเห็นแก่นแท้ธรรมชาติต่อต้านพระเจ้าของตัวเอง และเห็นแรงจูงใจอันเลวทรามของตัวเองอย่างชัดเจน ณ จุดนั้น ฉันรู้สึกค่อนข้างกลัว และเต็มใจที่จะกลับใจต่อพระเจ้า หยุดทำชั่วและต่อต้านพระองค์เพราะความโอหัง

ครั้งหนึ่งในการเฝ้าเดี่ยว ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่ง พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ขั้นตอนที่สองเกิดขึ้นเมื่อผู้คนอื่นออกเสียงแสดงข้อคิดเห็นที่เห็นต่าง—เจ้าควรปฏิบัติอย่างไรเพื่อกันไม่ให้เกิดการทำตามอำเภอใจและหุนหันพลันแล่น?  ก่อนอื่นเจ้าต้องมีท่าทีของความถ่อมใจ พักวางสิ่งที่เจ้าเชื่อว่าถูกต้องลงไว้ก่อน และปล่อยให้ทุกคนสามัคคีธรรมกัน  ต่อให้เจ้าเชื่อว่าหนทางของเจ้านั้นถูกต้อง เจ้าก็ไม่ควรเอาแต่ยืนกรานที่จะทำเช่นนั้น  นั่นย่อมเป็นความก้าวหน้าอย่างหนึ่ง แสดงให้เห็นท่าทีของการแสวงหาความจริง ปฏิเสธตัวเจ้าเอง และสนองเจตนารมณ์ของพระเจ้า  ทันทีที่เจ้ามีท่าทีนี้ ในเวลาเดียวกันก็ไม่ยึดติดกับข้อคิดเห็นทั้งหลายของตนเอง เจ้าก็ควรอธิษฐาน  แสวงหาความจริงจากพระเจ้า แล้วจากนั้นจงมองหาหลักพื้นฐานในพระวจนะของพระเจ้า—กำหนดพิจารณาวิธีปฏิบัติตนตามพระวจนะของพระเจ้า  นี่คือการฝึกฝนปฏิบัติที่เหมาะสมที่สุดและถูกต้องแม่นยำที่สุด  เวลาที่ผู้คนแสวงหาความจริงและชูปัญหาให้ทุกคนสามัคคีธรรมร่วมกันและแสวงหาร่วมกัน นั่นคือเวลาที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงจัดเตรียมความรู้แจ้งไว้ให้  พระเจ้าประทานความรู้แจ้งแก่ผู้คนตามหลักธรรมทั้งหลาย—พระองค์ทอดพระเนตรท่าทีของเจ้า  หากเจ้ายังคงดื้อดึงทำตามความเห็นของตนโดยไม่คำนึงว่าทัศนะของเจ้าว่าถูกหรือผิด พระเจ้าจะซ่อนพระพักตร์ของพระองค์จากเจ้าและเพิกเฉยต่อเจ้า พระองค์จะทรงทำให้เจ้าอับจนหนทาง เผยตัวเจ้าออกมา และเปิดโปงสภาวะที่อัปลักษณ์ของเจ้า  หากในทางกลับกัน ท่าทีของเจ้าถูกต้อง ทั้งไม่ยืนกรานในหนทางของเจ้าเอง หรือไม่คิดว่าตนเองเป็นฝ่ายชอบธรรมเสมอ หรือไม่ทำตามอำเภอใจและหุนหันพลันแล่น แต่เป็นท่าทีของการแสวงหาและของการยอมรับความจริง หากเจ้าสามัคคีธรรมกับทุกคน เช่นนั้นแล้วพระวิญญาณบริสุทธิ์จะเริ่มทรงพระราชกิจในหมู่พวกเจ้า และบางทีพระองค์อาจจะทรงนำทางเจ้าให้เข้าใจด้วยคำพูดของใครบางคน  บางครั้ง เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ประทานความรู้แจ้งแก่เจ้า พระองค์ทรงนำทางเจ้าให้เข้าใจเงื่อนปมของเรื่องด้วยคำพูดหรือวลีเพียงไม่กี่คำ หรือด้วยการประทานแนวคิดหนึ่งให้กับเจ้า  เจ้าตระหนักในทันทีนั้นว่า สิ่งใดก็ตามที่เจ้ากำลังยึดติดนั้นผิดพลาด และในทันทีเดียวกันนั้น เจ้าก็เข้าใจหนทางในการปฏิบัติตัวที่ถูกต้องเหมาะสมมากที่สุด  เมื่อได้มาถึงระดับเช่นนี้แล้ว เจ้าได้หลีกเลี่ยงการทำความชั่วและในเวลาเดียวกันก็หลีกเลี่ยงการแบกรับผลสืบเนื่องจากความผิดพลาดสำเร็จแล้วมิใช่หรือ?  นี่ไม่ใช่การคุ้มครองของพระเจ้าหรือ?  (ใช่)  จะสัมฤทธิ์สิ่งเช่นนั้นอย่างไร?  การนี้จะบรรลุได้เมื่อเจ้ามีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้า และเมื่อเจ้าแสวงหาความจริงด้วยหัวใจแห่งการนบนอบ  ทันทีที่เจ้าได้รับความรู้แจ้งแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์และกำหนดหลักธรรมของการปฏิบัติแล้ว การฝึกฝนปฏิบัติของเจ้าย่อมจะตรงตามความจริง และเจ้าจะสามารถสนองเจตนารมณ์ของพระเจ้าได้(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, ภาคที่สาม)  พระวจนะของพระเจ้ามอบเส้นทางแห่งการปฏิบัติให้แก่ฉัน เพื่อที่จะไม่ทำชั่วในหน้าที่หรือขัดขวางงานของคริสตจักร สิ่งสำคัญคือต้องมีท่าทีแสวงหาความจริงเมื่อเกิดปัญหาและมีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้า และต้องร่วมมือกับผู้อื่นได้ และเมื่อเผชิญกับความคิดเห็นที่แตกต่าง ก็ต้องวางตัวเองลง อธิษฐาน และแสวงหา นั่นคือทางเดียวที่จะได้รับพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ทำสิ่งทั้งหลายอย่างถูกต้อง และลดความผิดพลาดให้เหลือน้อยที่สุด การเข้าใจเรื่องนี้ทำให้ฉันได้รับความรู้แจ้ง และรู้ว่าควรเดินหน้าต่อไปอย่างไร หลังจากนั้น ฉันก็ปลดอิซาเบลลา และมีการคัดเลือกผู้ดูแลคนใหม่ ต่อมาไม่นาน งานข่าวประเสริฐก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ฉันรู้สึกสำนึกผิดยิ่งกว่าเดิมเมื่อเห็นผลลัพธ์เหล่านี้ ฉันรู้สึกขยะแขยงกับความโอหังของตัวเองเมื่อก่อน และกับการที่ฉันดื้อรั้นเก็บอิซาเบลลาไว้ในตำแหน่งเดิม ซึ่งขัดขวางงานของคริสตจักรและเป็นการลงมือกระทำผิด ฉันอธิษฐานว่าฉันพร้อมที่จะแสวงหาความจริงในทุกสิ่ง จะเลิกทำตัวเผด็จการแบบเดิมๆ และเลิกใช้ชีวิตด้วยอุปนิสัยโอหังแบบนั้น

ไม่นานนัก ฉันก็เผชิญกับอีกสถานการณ์หนึ่ง ในขณะที่คุยงานกับมัคนายกข่าวประเสริฐหลายคน ฉันได้เสนอแนะบางอย่าง ซึ่งทุกคนปฏิเสธทันที ฉันรู้สึกขายหน้าเล็กน้อยและสงสัยว่า สิ่งที่ฉันพูดไปนั้นผิดมากเลยหรือ ทุกอย่างที่คนอื่นพูดถูกต้องแล้วหรือ?  คนอื่นจะคิดยังไงกับฉันที่เป็นผู้นำ หากทัศนะของฉันถูกปฏิเสธไปหมด?  พวกเขาจะต้องคิดว่าฉันไม่เข้าใจความจริงและขาดความเป็นจริงแน่ๆ แล้วหลังจากนั้นพวกเขาจะฟังฉันไหม?  ฉันจะยังมีศักดิ์ศรีของความเป็นผู้นำในสายตาของผู้คนอยู่ไหม?  เมื่อคิดเช่นนี้ ฉันก็รู้สึกอยากแย้งสิ่งที่คนอื่นพูดอีกเพื่อที่จะได้ไม่เสียหน้า จากนั้นฉันก็รู้สึกผิดมาก โดยตระหนักว่าฉันไม่ได้อยู่ในสภาวะที่ถูกต้อง ฉันอธิษฐานถึงพระเจ้าในใจว่า “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์รู้ว่าพวกเขาพูดถูก แต่ข้าพระองค์รู้สึกเสียหน้าและอยากปกป้องสถานะของตัวเองอีกแล้ว โปรดทรงดูแลข้าพระองค์และช่วยให้ข้าพระองค์ยอมรับข้อเสนอแนะที่ถูกต้องของพี่น้องชายหญิง ทำตามหลักธรรมความจริงและไม่ใช้ชีวิตในความเสื่อมทรามของตนเองด้วยเถิด” หลังจากอธิษฐาน ฉันอ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนนี้ “คนเราต้องหารือกับผู้อื่นเกี่ยวกับทุกสิ่งที่พวกเขาทำ  จงฟังสิ่งที่คนอื่นอยากจะพูดเสียก่อน  หากทัศนะของคนส่วนใหญ่ถูกต้องและสอดคล้องกับความจริง เจ้าก็ควรยอมรับและเชื่อฟังทัศนะนั้น  ไม่ว่าเจ้าจะทำอะไร จงอย่าพูดพ่นทัศนะที่ฟังดูสูงส่ง  การกระทำดังกล่าวไม่เคยเป็นสิ่งที่ดีในกลุ่มคนใดก็ตาม… เจ้าควรสามัคคีธรรมกับผู้อื่นบ่อยครั้ง โดยเสนอแนะและแสดงทัศนะของเจ้าเอง—นี่คือหน้าที่ของเจ้าและเสรีภาพของเจ้า  แต่สุดท้ายแล้ว เมื่อต้องตัดสินใจในเรื่องหนึ่ง หากเจ้าเป็นเพียงคนเดียวที่ให้คำชี้ขาดอันเป็นที่สิ้นสุด ให้ทุกคนทำตามที่เจ้าพูดและทำตามเจตจำนงของเจ้า เช่นนั้นเจ้าก็กำลังละเมิดหลักธรรม… ถ้าไม่มีอะไรชัดเจนสำหรับเจ้าและเจ้าไม่มีความเห็น จงเรียนรู้ที่จะฟังและเชื่อฟัง และแสวงหาความจริง  นี่คือหน้าที่ที่เจ้าควรปฏิบัติ นี่เป็นท่าทีที่ประพฤติดี  หากเจ้าไม่มีความเห็นเป็นของตนเองและกลัวที่จะดูโง่เขลา กลัวที่จะไม่สามารถทำให้ตัวเองโดดเด่น และกลัวอับอายขายหน้าอยู่เสมอ—หากเจ้ากลัวว่าจะถูกผู้อื่นดูหมิ่นและกลัวจะไม่มีพื้นที่อยู่ในหัวใจของพวกเขา และดังนั้นเจ้าจึงพยายามดันทุรังให้ตัวเองตกเป็นจุดสนใจและอยากจะพูดพ่นแนวคิดที่ฟังดูสูงส่งอยู่เสมอ โดยหยิบยกคำกล่าวอ้างอันไร้สาระบางอย่างที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ซึ่งเจ้าอยากให้ผู้อื่นยอมรับ—เจ้ากำลังปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าอยู่หรือไม่?  (ไม่)  เจ้ากำลังทำอะไรอยู่?  เจ้ากำลังทำตัวเป็นผู้ทำลายล้าง(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, ภาคที่สาม)  พระวจนะของพระเจ้าให้ความรู้แจ้ง การสามัคคีธรรมกับผู้อื่นและการแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ เป็นส่วนหนึ่งของหน้าที่และความรับผิดชอบของฉัน แต่การให้ทุกคนทำในสิ่งที่ฉันต้องการและฟังฉัน เป็นเพียงความโอหัง ตอนคุยงาน ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะแสดงความคิดเห็นของตัวเอง และเราควรเลือกสิ่งที่สอดคล้องกับหลักธรรมความจริง และเป็นประโยชน์ต่องานของคริสตจักร นั่นคือท่าทีที่ยอมรับความจริง หลังจากนั้น ฉันก็เริ่มมุ่งเน้นไปที่การปฏิบัติความจริง และเมื่อพบความคิดเห็นที่แตกต่างตอนคุยงาน ฉันจะสอบถามเรื่องแนวคิดต่างๆ ของคนอื่นเพิ่มเติมเพื่อให้ได้ฉันทามติที่เรานำไปปฏิบัติต่อได้ ฉันจำได้ว่าครั้งหนึ่ง ฉันทำบางอย่างเสร็จด้วยตัวเองและรู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อย หลังจากอธิษฐานและทบทวน ฉันก็ตระหนักว่าฉันไม่ได้คุยกับคู่ทำงานเพื่อให้ได้ฉันทามติ และนั่นไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้อง ฉันเปิดใจกับทุกคนในการสามัคคีธรรมว่า ฉันโอหัง ไม่หารือสิ่งต่างๆ ก่อนตัดสินใจ และฉันไม่มีเหตุผลในแง่นี้ ฉันบอกว่าจะเปลี่ยนแปลงและเลิกทำสิ่งต่างๆ แบบนั้น ฉันขอให้ทุกคนช่วยเฝ้าดูฉันด้วย ฉันรู้สึกว่าการวางตัวเองลงและการปฏิบัติความจริงทำให้ฉันสบายใจ

ฉันปฏิบัติแบบนั้นตอนคุยงานสองสามครั้งถัดไป และพบว่าฉันจัดการสิ่งต่างๆ ได้ดีขึ้นโดยไม่มีปัญหาใดๆ เกิดขึ้น ฉันรู้สึกขอบคุณพระเจ้ามาก จากเรื่องนี้ ฉันได้รับประสบการณ์ว่าการไม่โอหังในหน้าที่และการร่วมมืออย่างดีกับผู้อื่น จะทำให้เราได้รับพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และมีแนวโน้มมากขึ้นที่เราจะทำสิ่งต่างๆ ได้สำเร็จลุล่วง ตอนนี้ฉันเข้าใจอุปนิสัยเสื่อมทรามอันโอหังของตัวเองบ้างแล้ว ฉันสามารถปฏิบัติความจริงและเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย นี่คือผลจากพระวจนะของพระเจ้า

ก่อนหน้า: 34. สิ่งใดอยู่เบื้องหลังความคิดลบและความเกียจคร้านในหน้าที่

ถัดไป: 38. บทเรียนที่ได้รับจากความล้มเหลว

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

31. ยึดมั่นในหน้าที่ของฉัน

โดย หย่างมู่ ประเทศเกาหลีใต้ฉันเคยรู้สึกอิจฉาเมื่อเห็นพี่น้องชายหญิงแสดง ร้องเพลง และเต้นรำในการสรรเสริญพระเจ้า...

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

ติดต่อเราผ่าน Messenger