14. การทบทวนการติดตามบุคคลขณะที่เชื่อในพระเจ้า

จากประสบการณ์ทั้งหมดของฉัน มีเหตุการณ์หนึ่งที่ฝากความประทับใจไว้อย่างลึกซึ้ง ในปีหนึ่ง หลี่จวน ผู้นำระดับสูงกว่ามาที่คริสตจักรของเราเพื่อตรวจสอบงาน ในตอนนั้น สมาชิกคริสตจักรคนหนึ่งกำลังแพร่อคติต่อเหล่าผู้นำและคนทำงาน และจัดตั้งกลุ่มพวกเพื่อก่อกวนคริสตจักร พวกเราสามัคคีธรรมกับเขาหลายครั้ง แต่เขาก็ไม่กลับใจ เราไม่แน่ใจว่าควรระบุว่าเขาเป็นศัตรูของพระคริสต์หรือไม่ ดังนั้นเราจึงถามหลี่จวน หลี่จวนใช้ความจริงเกี่ยวกับวิธีการแยกแยะศัตรูของพระคริสต์ มาสามัคคีธรรมกับเราว่าควรตัดสินเรื่องนี้อย่างไร ทำให้เรามีแนวทางต่อไป ฉันยังได้เรียนรู้จากการพูดคุยของเรา ว่าตอนที่หลี่จวนเป็นผู้นำใหม่ เธอจัดการความโกลาหลบางอย่างในคริสตจักรภายในเวลาแค่สองสัปดาห์ ซึ่งคนอื่นแก้ไขไม่ได้มาสองเดือน ตอนนี้ในฐานะผู้นำระดับสูงกว่า เธอได้ตรวจสอบงานของคริสตจักรมาหลายแห่ง และแก้ไขปัญหาของพวกเขามามาก ก่อนจะรู้ตัว ฉันก็เริ่มเคารพนับถือเธอ หลังจากนั้น ฉันกับผู้ร่วมงานของฉันก็พบปัญหาที่เราไม่เข้าใจ เราจึงรอหลี่จวนมาเพื่อให้การชี้แนะ หนึ่งเดือนต่อมา ในที่สุดเธอก็กลับมาที่คริสตจักรของเรา ฉันแบ่งปันปัญหาและความยากลำบากทั้งหลายที่เรากำลังเผชิญอยู่ในทันที และเธอก็แก้ไขสิ่งทั้งหลายได้อย่างรวดเร็วอีกครั้ง ฉันรู้สึกชื่นชมหลี่จวนอย่างมากหลังจากได้พบกับเธอไม่กี่ครั้ง ฉันรู้สึกว่าเธอคู่ควรที่จะเป็นผู้นำระดับสูงกว่า เนื่องจากเธอเข้าใจความจริงและมีวิจารณญาณ ปัญหาทั้งหลายที่ฉันไม่สามารถแก้ไขได้จริงๆ เป็นเรื่องที่เธอจัดการได้อย่างง่ายดาย ฉันหวังว่าเธอจะสามารถมาชี้แนะเราได้บ่อยๆ ฉันรู้สึกประหลาดใจมากที่หลี่จวนถูกปลดออกในไม่กี่เดือนต่อมา จากการโอหัง ทำตัวเผด็จการในหน้าที่ของตนเอง ขัดขวางต่องานของคริสตจักร และเนื่องจากเธอไม่ยอมรับการถูกตัดแต่ง การปลดออกของเธอเป็นเรื่องคาดไม่ถึงสำหรับฉัน แต่ฉันก็คิดว่าอาจจะเป็นเรื่องดีสำหรับเธอได้ ถ้าเธอสามารถเรียนรู้เกี่ยวกับตัวเองและเปลี่ยนแปลง เธอก็จะสามารถจัดการงานสำคัญได้อีกครั้ง ดังนั้นถึงแม้เธอจะถูกปลดออกแล้ว แต่ความรู้สึกในใจของฉันที่มีต่อเธอไม่เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย

ไม่กี่เดือนต่อมา คริสตจักรมอบหมายให้ฉันกับหลี่จวนรับผิดชอบงานชำระ ฉันรู้สึกตื่นเต้นมาก ฉันอยากใช้โอกาสนี้ให้เป็นประโยชน์โดยเรียนรู้จากเธอให้มากขึ้น ต่อมาเมื่อเราหารือปัญหาบางอย่าง เธอสามารถหาหลักธรรมที่เกี่ยวข้องเพื่อสามัคคีธรรมและแก้ไขปัญหาได้เสมอ เธอยังพูดบ่อยๆ ถึงเรื่องที่ได้เป็นผู้นำไม่นานหลังจากเข้าร่วมความเชื่อ ว่าเพราะเธอทำงานหนัก งานจึงปรับปรุงดีขึ้นอย่างไร ว่าหลังเธอถูกปลดออก เธอได้เรียนรู้เกี่ยวกับตัวเองอย่างไร และคริสตจักรกำลังมอบงานสำคัญให้เธออีกครั้ง การได้ยินเรื่องทั้งหมดนี้ทำให้ฉันเคารพนับถือเธอมากยิ่งขึ้น และเมื่อมีคำถาม ฉันจะไปหาเธอเสมอ ซึ่งเธอมีคำตอบให้ทุกครั้ง พอเวลาผ่านไป ฉันเลิกมุ่งเน้นการอธิษฐานและการแสวงหาพระเจ้าในหน้าที่ของตัวเอง และพึ่งพาหลี่จวนทุกเรื่องแทน โดยคิดว่าเธอพูดอะไรก็ถูกหมด ในตอนนั้นฉันคิดเรื่องเธอมากเกินไป ฉันเยินยอเธออย่างไม่ลืมหูลืมตา และเกือบจะร่วมทำชั่วอย่างใหญ่หลวงไปกับเธอ

วันหนึ่ง ฉันได้เรียนรู้ว่าตอนที่จางปิงเป็นผู้นำก่อนหน้านี้ เธอได้พูดบางอย่างกับครอบครัวของเธอที่เป็นการตัดสิน เกี่ยวกับผู้ร่วมงาน เนื่องจากเธอมีอคติต่อผู้ร่วมงานของเธอ แล้วครอบครัวของเธอก็พูดเรื่องเหล่านี้ซ้ำๆ ในกลุ่มการชุมนุม ผู้นำคริสตจักรจึงตราหน้าจางปิงว่าเป็นศัตรูของพระคริสต์เพราะเรื่องนั้นเรื่องเดียว ครอบครัวของเธอรู้สึกว่าการจัดการด้วยวิธีนั้นไม่เป็นไปตามหลักธรรม พวกเขาจึงเขียนจดหมายเพื่อรายงานเรื่องนี้ แต่แล้วผู้นำคริสตจักรก็ตราหน้าทั้งครอบครัวของจางปิงว่าเป็นกลุ่มศัตรูของพระคริสต์ และแยกพวกเขาออกไป เมื่อดูเอกสารการขับไล่ของจางปิง ฉันก็เห็นว่าเธอเพียงแค่ดำเนินชีวิตอยู่ในอุปนิสัยอันเสื่อมทรามและพูดตัดสินบางสิ่งอย่าง เธอไม่ควรถูกตราหน้าว่าเป็นศัตรูของพระคริสต์ ครอบครัวของเธอเขียนรายงานแค่เพื่อชี้ให้เห็นปัญหา แต่พวกเขาไม่ได้จัดตั้งกลุ่มพวกหรือก่อกวนงานคริสตจักร พวกเขาไม่ควรถูกเรียกว่าศัตรูของพระคริสต์เลย นอกจากนี้ ฉันยังเคยมีปฏิสัมพันธ์กับจางปิงเมื่อไม่กี่ปีก่อนหน้านั้น เธอมีความเป็นมนุษย์ที่ยอมรับได้และดูไม่เหมือนคนทำชั่ว ฉันสงสัยว่าผู้นำทำผิดพลาดหรือไม่ที่เรียกเธอว่าศัตรูของพระคริสต์และขับไล่เธอ นั่นไม่ใช่ปัญหาเล็กๆ เลย ฉันต้องการความช่วยเหลือจากหลี่จวนในการคิดทบทวนอีกครั้ง แต่น่าประหลาดใจที่เธอกลับพูดอย่างเด็ดขาดมากว่า “จางปิงตัดสินผู้ร่วมงานของเธอ และนั่นเป็นความประพฤติชั่ว ครอบครัวของเธอออกมาปกป้องเธอและยื่นฟ้องรายงาน ดังนั้นพวกเขาจึงเป็นกลุ่มศัตรูของพระคริสต์ เราตรวจดูและเห็นได้ว่าพวกเขามีความประพฤติชั่วอื่นๆ หรือไม่” ฉันรู้สึกว่าไม่ถูกต้องที่เธอตัดสินเด็ดขาดขนาดนั้น แต่แล้วฉันก็คิดว่า ถ้าหลี่จวนแน่ใจขนาดนั้น เธอต้องเข้าใจและจัดการสิ่งทั้งหลายได้จริงๆ แน่ ถึงอย่างไรเธอก็เคยรับใช้ในฐานะผู้นำระดับสูงกว่า มีประสบการณ์มากมาย และมีวิจารณญาณที่ยอดเยี่ยม เธอต้องรู้ความจริงและเห็นสิ่งทั้งหลายดีกว่าฉันแน่ ฉันจึงเปลี่ยนน้ำเสียง แล้วพูดว่า “ฉันไม่ได้ติดต่อกับจางปิงมาสองสามปีแล้ว ฉันไม่รู้ว่าเธอทำความประพฤติชั่วอื่นๆ หรือไม่ ลองตรวจดูแล้วค่อยตัดสินกันเถอะ” ไม่นานเราก็ได้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับจางปิง เธอไม่ได้ทำความประพฤติชั่วอื่นๆ อีก หลังจากที่ตัดสินผู้ร่วมงาน เธอก็ทบทวนและเรียนรู้เกี่ยวกับตัวเอง ครอบครัวของเธอก็ไม่ได้ชักจูงคนอื่นให้สนับสนุนจางปิงเช่นกัน ดูจากพฤติกรรม พวกเขาไม่ควรถูกตราหน้าว่าเป็นศัตรูของพระคริสต์และถูกขับไล่ ฉันบอกข้อมูลนี้ให้หลี่จวนรู้ แต่เธอแสดงอาการดูแคลนอย่างมาก และคิดว่าการตราหน้าจางปิงว่าเป็นศัตรูของพระคริสต์นั้นไม่ใช่เรื่องผิด เธอพูดว่า “ถ้าเราปล่อยให้ศัตรูของพระคริสต์อยู่ในคริสตจักร แล้วพวกเขาเอาแต่ทำเรื่องชั่วและทำตัวขัดขวาง พวกเราก็มีส่วนในความชั่วของพวกเขา!”  พี่น้องหญิงอีกคนหนึ่งก็ไม่เห็นด้วยกับหลี่จวนเช่นกัน เธอยังพูดอีกว่าพวกเขาไม่ใช่กลุ่มศัตรูของพระคริสต์ แต่เค่แสดงความเสื่อมทรามบางอย่าง และเราควรรับพวกเขากลับมาในคริสตจักรในทันที หลี่จวนยังคงพูดอย่างมั่นใจว่า “ถึงจางปิงจะไม่ใช่ศัตรูของพระคริสต์ แต่เธอก็เป็นคนทำชั่ว เธอพูดให้ร้ายเพื่อนร่วมงานต่อหน้าครอบครัวของเธอ แล้วครอบครัวของเธอก็แบ่งปันเรื่องนี้ที่การชุมนุมและเขียนรายงาน นั่นเป็นการก่อกวนคริสตจักรไม่ใช่หรือ?  เรารับพวกเขากลับเข้ามาไม่ได้!  เราต้องเรียนรู้ทำความเข้าใจการทำชั่วของพวกเขาเพิ่มเติม” ฉันรู้สึกลังเลเล็กน้อยหลังจากได้ยินสิ่งที่หลี่จวนพูด เธอแน่ใจมากว่าจางปิงควรถูกขับไล่ นั่นหมายความว่าฉันมีมุมมองที่แคบไปในเรื่องนี้อย่างนั้นหรือ?  จางปิงเป็นคนทำชั่วจริงหรือนี่?  หลี่จวนเคยเป็นผู้นำมานาน ดังนั้นเธอน่าจะมีทัศนะกว้างไกลในสิ่งทั้งหลายมากกว่าเรา ฉันประเมินว่าฉันขาดวิจารณญาณ และเราสามารถตรวจดูสิ่งที่จางปิงเคยทำต่อไปได้ ดังนั้น แม้ว่าฉันจะไม่รู้สึกสบายใจเต็มร้อย แต่ฉันยังแข็งใจและให้พี่น้องชายหญิงตรวจสอบเรื่องนี้เพิ่มเติม ฉันรู้สึกไม่สบายใจจริงๆ หลังจากทำการจัดแจงเหล่านี้ แล้วใจของฉันก็เริ่มมืดมน ฉันอธิบายไม่ได้ว่ารู้สึกอย่างไร ฉันอธิษฐานถึงพระเจ้า ขอพระองค์ทรงนำให้ฉันรู้ตัวเองจากเรื่องนี้ และสามารถกระทำไปตามเจตนารมณ์ของพระองค์ หลังจากการอธิษฐาน ฉันอ่านพระวจนะของพระเจ้าดังนี้ “พระเจ้าทรงเฝ้าดูคริสตจักรทุกแห่งและบุคคลทุกคน  ไม่ว่าจะมีผู้คนปฏิบัติหน้าที่หรือติดตามพระเจ้าอยู่ในคริสตจักรกี่คน ทันทีที่พวกเขาออกห่างจากพระวจนะของพระเจ้า ทันทีที่พวกเขาสูญเสียพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ พวกเขาก็หยุดมีประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้า และด้วยเหตุนั้นพวกเขา—และหน้าที่ที่พวกเขาปฏิบัติอยู่—จึงไม่มีความเชื่อมโยงอันใดกับพระราชกิจของพระเจ้าและไม่มีส่วนในพระราชกิจ ซึ่งในกรณีดังกล่าว คริสตจักรแห่งนั้นย่อมกลายเป็นกลุ่มทางศาสนาไปแล้ว  จงบอกเราเถิดว่าเมื่อคริสตจักรกลายเป็นกลุ่มทางศาสนา ผลที่ตามมาย่อมเป็นเช่นใด?  พวกเจ้าไม่คิดหรือว่าผู้คนเหล่านี้ย่อมมีอันตรายอย่างใหญ่หลวง?  พวกเขาไม่แสวงหาความจริงเลยเมื่อเผชิญหน้ากับปัญหาและพวกเขาไม่ปฏิบัติตนตามหลักธรรมความจริง แต่ตกอยู่ภายใต้การจัดการเตรียมการและการบงการของมนุษย์  มีแม้กระทั่งหลายคนที่ไม่อธิษฐานหรือแสวงหาหลักธรรมความจริงเลยในขณะที่ปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขา พวกเขาเพียงแค่ถามผู้อื่นและทำตามที่ผู้อื่นพูดเท่านั้น โดยปฏิบัติตนตามคำบอกบทจากผู้อื่น  ไม่ว่าผู้อื่นจะบอกให้พวกเขาทำอะไร พวกเขาก็ทำเช่นนั้น  พวกเขารู้สึกว่าการอธิษฐานถึงพระเจ้าเกี่ยวกับปัญหาของตนและการแสวงหาความจริงนั้นคลุมเครือและยากลำบาก พวกเขาจึงมองหาทางออกที่ธรรมดาและง่าย  พวกเขาคิดว่าการพึ่งพาคนอื่นและทำสิ่งที่ผู้อื่นบอกนั้นง่ายและเป็นจริงที่สุดแล้ว ดังนั้นพวกเขาจึงเพียงแต่ทำสิ่งที่คนอื่นบอกให้ทำเท่านั้น ไถ่ถามผู้อื่นและทำตามทุกสิ่งที่พวกเขาเหล่านั้นบอก  ผลที่ตามมาก็คือ แม้จะเชื่อมาหลายปีแล้ว แต่พอเผชิญปัญหา พวกเขากลับไม่เคยมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าสักครั้ง ไม่เคยอธิษฐานและแสวงหาพระประสงค์ของพระองค์และความจริง แล้วจึงสัมฤทธิ์ความเข้าใจเกี่ยวกับความจริง และปฏิบัติตนและประพฤติตนตามเจตนารมณ์ของพระเจ้า—พวกเขาไม่เคยมีประสบการณ์เช่นนั้น  ผู้คนเช่นนี้ปฏิบัติตามความเชื่อในพระเจ้าจริงๆ หรือ?(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, มีเพียงด้วยการยำเกรงพระเจ้าเท่านั้น คนเราจึงจะสามารถก้าวเดินไปบนเส้นทางแห่งความรอด)  พระวจนะของพระเจ้าแสดงให้เห็นว่าเมื่อใครบางคนไม่มีที่ในหัวใจสำหรับพระองค์ และพวกเขาไม่แสวงหาหลักธรรมความจริง โดยเลือกฟังผู้อื่นและทำตามแผนของคนเหล่านั้นแทน นั่นไม่ใช่การปฏิบัติความเชื่อในพระเจ้า เนื่องจากพระเจ้าทรงไม่รับรู้ความเชื่อประเภทนั้น นั่นคือสภาวะของฉันเลยไม่ใช่หรือ?  ในเรื่องของครอบครัวของจางปิง หลี่จวนบอกว่าเธอมั่นใจว่าพวกเขาเป็นกลุ่มศัตรูของพระคริสต์ ฉันรู้สึกว่านั่นไม่เป็นไปตามข้อเท็จจริง แต่ฉันยกย่องเธออย่างสูงจนไม่ได้แสวงหาหลักธรรมความจริง ฉันคล้อยตามกับทุกเรื่องที่เธอบอกให้ฉันทำ ฉันตระหนักได้จากผลการตรวจสอบของเราว่าครอบครัวของพวกเธอถูกตราหน้าอย่างไม่ถูกควร แต่เมื่อเห็นว่าหลี่จวนยืนกรานขนาดไหน ฉันก็ไม่ได้คำนึงถึงทัศนะของตัวเองอย่างสิ้นเชิง ถึงจะรู้สึกไม่สบายใจ แต่ฉันก็ยังคงไม่แสวงหาหลักธรรมความจริง ฉันเพียงแค่ฝืนตัวเองให้ทำในสิ่งที่หลี่จวนบอก หัวใจของฉันไม่มีที่ให้พระเจ้าเลย แล้วนั่นเป็นการมีความเชื่อได้อย่างไร?  ยิ่งคิดเรื่องนี้มากเท่าไหร่ ฉันก็ยิ่งรู้สึกแย่ ฉันคิดเสมอว่าตัวเองเป็นผู้มีความเชื่อที่แท้จริง ฉันไม่เคยนึกภาพว่าฉันจะเลื่อมใสและติดตามบุคคล ฉันรู้สึกไม่สบายใจ ซึ่งหมายความว่าฉันถูกพระเจ้ารังเกียจเดียดฉันท์เสียแล้ว ถ้าฉันไม่กลับใจก็อาจจะถูกกำจัดจริงๆ ความคิดนี้ทำให้ฉันรู้สึกกลัว ฉันจึงอธิษฐาน ขอพระเจ้าทรงช่วยฉันพลิกฟื้นสภาวะของฉัน แสวงหาความจริงและสามารถปฏิบัติกับจางปิงและครอบครัวของเธอในหนทางที่มีหลักธรรมได้

หลังจากนั้นฉันก็มองหาหลักธรรมความจริงที่เกี่ยวข้องกับปัญหาของจางปิง เรียนรู้ความแตกต่างระหว่างศัตรูของพระคริสต์และคนที่มีอุปนิสัยอันเสื่อมทรามทั่วไป ลักษณะหลักของศัตรูของพระคริสต์คือพวกเขาเห็นอำนาจคือชีวิต และมักต้องการควบคุมผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรรเสมอ พวกเขาลงโทษผู้คนเพื่อให้ได้รับอำนาจ พวกเขาทำชั่วมากมาย และขัดขวางงานของคริสตจักรอย่างร้ายแรง อีกทั้งศัตรูของพระคริสต์ยังรังเกียจและเกลียดความจริง พวกเขาเป็นคนชั่วโดยแก่นแท้ และไม่มีมโนธรรมหรือเหตุผล พวกเขาไม่รู้สึกผิด ไม่ว่าจะทำชั่วมากแค่ไหนก็ตาม และไม่มีโอกาสที่พวกเขาจะกลับใจ ผู้คนที่เสื่อมทรามทั่วไป อดไม่ได้ที่จะพูดและทำสิ่งทั้งหลายเพื่อชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะ แต่พวกเขาสามารถยอมรับความจริงและทบทวนตนเองได้ หลังจากเดินผิดเส้นทาง พวกเขาสามารถตระหนักถึงตนเอง และแสดงการกลับใจได้ เป็นดั่งที่พระเจ้าตรัสว่า “ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นใคร ไม่ว่าพวกเขาจะทำความชั่วมามากเพียงใด หรือข้อผิดพลาดของพวกเขาร้ายแรงเพียงใด การที่คนคนหนึ่งถูกกำหนดว่าเป็นศัตรูของพระคริสต์หรือมีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ ย่อมขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาสามารถยอมรับความจริงและการถูกตัดแต่งได้หรือไม่ และพวกเขามีการสำนึกผิดอย่างแท้จริงหรือไม่  หากพวกเขาสามารถยอมรับความจริงและยอมรับการถูกตัดแต่งได้ หากพวกเขามีการสำนึกผิดอย่างแท้จริง และหากพวกเขาเต็มใจที่จะใช้ทั้งชีวิตของตนลงแรงทำงานเพื่อพระเจ้า เช่นนั้นแล้ว นี่ย่อมบ่งชี้ถึงการกลับใจอย่างแท้จริงอยู่บ้าง  คนเช่นนี้ไม่อาจถูกระบุลักษณะว่าเป็นศัตรูของพระคริสต์ได้(พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, ประการที่เก้า (ภาคที่สาม))  ฉันรู้ในใจตัวเอง ว่าจางปิงไม่ใช่ศัตรูของพระคริสต์ และฉันไม่สามารถโอนเอนไปมาและฟังหลี่จวนอย่างไม่ลืมหูลืมตาได้

ฉันจึงแสวงหาต่อไป ทำไมเมื่อหลี่จวนกับฉันมองเห็นสิ่งทั้งหลายต่างกัน ฉันกลับไม่แสวงหาหลักธรรม และแค่เห็นด้วยกับเธออย่างไม่ลืมหูลืมตา?  ต้นตอของปัญหานี้คืออะไร?  ฉันจำได้ว่าพระเจ้าตรัสว่า “เจ้าไม่ได้เลื่อมใสความถ่อมใจของพระคริสต์ แต่เจ้ากลับเคารพผู้เลี้ยงเทียมเท็จที่มีสถานะโดดเด่น  เจ้าไม่ได้ชื่นชูความน่ารักหรือพระปัญญาของพระคริสต์ แต่เจ้าชื่นชอบพวกคนเสเพลที่ไหลไปตามความโสมมของโลก  เจ้าเอาแต่เยาะเย้ยความเจ็บปวดของพระคริสต์ที่ไม่ทรงมีที่วางพระเศียร แต่กลับเลื่อมใสซากศพพวกนั้นที่ตามล่าของถวายและใช้ชีวิตอยู่กับความเสเพล  เจ้าไม่เต็มใจที่จะทนทุกข์เคียงข้างพระคริสต์ แต่กลับยินดีที่จะโผเข้าสู่อ้อมแขนของศัตรูของพระคริสต์ที่บุ่มบ่ามและเอาแต่ใจ ทั้งที่พวกเขามีให้เจ้าเพียงแค่เนื้อหนัง คำพูด และการควบคุม  แม้กระทั่งในเวลานี้ หัวใจของเจ้าก็ยังคงหันไปหาพวกเขา หาความมีหน้ามีตาของพวกเขา สถานะของพวกเขา อิทธิพลของพวกเขา  กระนั้นเจ้าก็ยังคงมีท่าทีว่าพระราชกิจของพระคริสต์นั้นยากที่จะยอมรับ และไม่เต็มใจที่จะยอมรับพระราชกิจนั้น  เพียงเพราะเหตุนี้ เราจึงกล่าวว่าเจ้าไร้ซึ่งความเชื่อที่จะยอมรับพระคริสต์(พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, เจ้าเป็นผู้เชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริงหรือไม่?)  เมื่ออ่านพระวจนะของพระเจ้า ฉันเห็นว่าฉันเลื่อมใสและติดตามบุคคล เพราะฉันไม่เทิดทูนพระคริสต์ว่ายิ่งใหญ่ในความเชื่อของฉัน แต่ฉันกลับชื่นชอบสถานะและอำนาจ เนื่องจากหลี่จวนเคยเป็นผู้นำระดับสูงและมีวิธีแก้ปัญหาที่ดีอยู่บ้างเมื่อเธอตรวจสอบงาน ฉันก็คิดว่าเธอรู้ความจริงและมีวิจารณญาณ ฉันจึงเคารพนับถือและเลื่อมใสศรัทธาเธอ นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมฉันจึงไม่มีแนวคิดหรือความเห็นของตัวเองเมื่อเราเป็นคู่ทำงานกัน ฉันทำตามทุกอย่างที่เธอพูด ถือคำพูดของเธอเป็นความจริงหมดทั้งสิ้น แม้แต่เรื่องสำคัญอย่างการที่จางปิงและครอบครัวของเธอควรถูกขับไล่หรือไม่ ฉันก็ยังคงติดตามหลี่จวนอย่างไม่ลืมหูลืมตา เรื่องนี้ทำให้การพาครอบครัวนั้นกลับมาในคริสตจักรล่าช้า และทำให้การเข้าสู่ชีวิตของพวกเขาล่าช้า พระเจ้าทรงชื่นชมชีวิตของแต่ละบุคคลและทุกบุคคล ผู้ที่ถูกผู้นำเทียมเท็จกดขี่นั้นไม่สามารถใช้ชีวิตในคริสตจักรได้เป็นเวลานาน พวกเขาอยู่ในความมืด ไร้ที่พึ่ง และเจ็บปวด แต่ฉันไม่พิจารณาเจตนารมณ์ของพระเจ้า ฉันไม่รับผิดชอบต่อชีวิตของผู้อื่น ในเรื่องของครอบครัวของจางปิง ฉันมักเอนเอียงไปมาและฟังหลี่จวนอยู่เสมอ ฉันช่างเลอะเลือนอย่างเหลือเชื่อ!  หากไม่มีความมืดมนและความเจ็บปวดฝ่ายวิญญาณนั้น ฉันก็คงไม่ตื่นขึ้นมา คงยังทำผิดต่อไป ฉันอธิษฐานถึงพระเจ้าในการกลับใจว่า “พระเจ้า!  ข้าพระองค์ไม่อยากเยินยอและติดตามบุคคลอีกต่อไป ข้าพระองค์ต้องการเทิดทูนพระองค์ว่ายิ่งใหญ่ และกระทำตามหลักธรรมความจริง” ต่อมา ฉันแบ่งปันความเห็นของฉันกับหลี่จวน และเธอพูดห้วนๆ ว่า “ไว้หารือกันทีหลัง” แล้วเธอก็เปลี่ยนหัวข้อ ฉันเห็นได้ว่าเธอยังยึดติดกับทัศนะของตัวเอง และไม่สนใจชีวิตของคนอื่น ฉันโมโหจัด ฉันจึงตัดสินใจว่าไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ฉันต้องบอกผู้นำของเราเกี่ยวกับเหตุการณ์ครอบครัวของจางปิง ผู้นำมาทำให้งานบางอย่างลุล่วงในไม่กี่วันต่อมา และเผยให้เห็นว่าหลี่จวนทำตัวเผด็จการในงานชำระ เธอตราหน้าคนอื่นตามอำเภอใจโดยไม่ยึดตามหลักธรรม และขัดขวางงานคริสตจักรอย่างร้ายแรง ดังนั้น ผู้นำจึงปลดหลี่จวน เห็นได้ชัดว่าในกรณีของจางปิงนั้น หลี่จวนตระหนักรู้ดีว่าเธอผิด แต่ไม่อยากยอมรับเรื่องนี้ เธอจัดแจงเป็นการส่วนตัวให้คนอื่นไปหาข้อมูลเรื่องจางปิงเพื่อหาความผิดของเธอ และตั้งใจที่จะให้จางปิงและครอบครัวของเธอถูกขับไล่ในฐานะศัตรูของพระคริสต์ให้จงได้ ฉันโกรธมาก เพื่อปกป้องสถานะของตัวเอง เธอไม่สนใจเกี่ยวกับชีวิตของพี่น้องชายหญิงเลย เธอช่างชั่วร้ายอย่างเหลือเชื่อ เมื่อย้อนคิดถึงช่วงเวลาที่ฉันอยู่กับหลี่จวน เธอเอาแต่พูดเกี่ยวกับการทำงานหนักทั้งหมดของตัวเอง ฉันจึงมองว่าเธอเป็นคนที่ไล่ตามเสาะหาความจริง ฉันไม่ใช้ความจริงเพื่อจำแนกแรงจูงใจและแก่นของการกระทำของเธอ การแบ่งปันประสบการณ์จริงๆ หมายถึงการพูดคุยเกี่ยวกับสิ่งที่คุณได้รู้มาเกี่ยวกับตัวเองผ่านการพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้า ความจริงที่คุณได้เรียนรู้และวิธีที่คุณได้ปฏิบัติความจริงเพื่อสนองพระทัยพระเจ้า แต่หลี่จวนไม่สามารถพูดเกี่ยวกับการเข้าใจที่แท้จริงได้ ช่วงเวลายากลำบากเหล่านั้นที่เธอพูดถึง ล้วนเพื่อยกย่องและเป็นพยานให้ตัวเอง และเพื่อได้รับความขื่นชม เธออยู่บนเส้นทางของศัตรูของพระคริสต์ ในจุดนี้ ฉันได้มีวิจารณญาณบางอย่างเกี่ยวกับหลี่จวน และยิ่งเกลียดตัวเองมากขึ้น ฉันเป็นผู้มีความเชื่อมาหลายปี แต่กลับไม่มองที่ผู้คนหรือสิ่งทั้งหลายผ่านทางพระวจนะของพระเจ้าเลย ฉันเพียงมองที่ของประทานและขีดความสามารถของผู้คน อีกทั้งชื่นชอบสถานะและอำนาจ ฉันเกือบคล้อยตามหลี่จวนในการทำชั่ว ขับไล่ผู้คนอย่างไม่ถูกต้อง และทำให้เกิดความเสียหายที่แก้ไขไม่ได้ ฉันช่างตามืดบอดและโง่เง่าเสียจริง!  เมื่อคิดอย่างนี้ ฉันก็เริ่มรู้สึกกลัว

ต่อมา ฉันอ่านพระวจนะของพระเจ้าอีกบทตอนหนึ่งที่ว่า “เมื่อใครบางคนได้รับเลือกจากพี่น้องชายหญิงให้เป็นผู้นำ หรือได้รับการส่งเสริมโดยพระนิเวศของพระเจ้าให้ทำงานบางชิ้นหรือปฏิบัติหน้าที่บางอย่าง นี่ไม่ได้หมายความว่าพวกเขามีสถานะหรือตำแหน่งพิเศษ หรือว่าความจริงทั้งหลายที่พวกเขาเข้าใจนั้นลึกซึ้งกว่าและมีจำนวนมากกว่าความจริงทั้งหลายของผู้คนอื่นๆ—นับประสาอะไรที่จะหมายความว่าบุคคลนี้สามารถนบนอบพระเจ้าและจะไม่ทรยศพระองค์  แน่นอนว่านี่ไม่ได้หมายความเช่นกันว่าพวกเขารู้จักพระเจ้าและเป็นใครบางคนที่ยำเกรงพระเจ้า  ในข้อเท็จจริงแล้ว พวกเขายังไม่ได้บรรลุสิ่งใดที่กล่าวมานี้เลย  การส่งเสริมและการบ่มเพาะก็เป็นเพียงแค่การส่งเสริมและการบ่มเพาะในความหมายที่ตรงไปตรงมา และไม่ได้เทียบเท่ากับว่าพวกเขาได้รับการลิขิตไว้ล่วงหน้าและได้รับความเห็นชอบจากพระเจ้าแล้ว  การส่งเสริมและการบ่มเพาะของพวกเขาแค่หมายความว่าพวกเขาได้รับการส่งเสริมแล้ว และรอการบ่มเพาะอยู่  และจุดจบสุดท้ายของการบ่มเพาะนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าบุคคลผู้นี้ไล่ตามเสาะหาความจริงหรือไม่ และสามารถเลือกเส้นทางที่จะไล่ตามเสาะหาความจริงหรือไม่  ด้วยเหตุนี้ เมื่อใครบางคนในคริสตจักรได้รับการส่งเสริมและบ่มเพาะให้เป็นผู้นำ พวกเขาก็แค่ได้รับการส่งเสริมและบ่มเพาะในความหมายที่ตรงไปตรงมา ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาได้มาตรฐานและมีความสามารถในฐานะผู้นำ ว่าพวกเขาสามารถเข้ารับภาระหน้าที่ของงานตำแหน่งผู้นำได้แล้ว และสามารถทำงานได้จริง—นั่นไม่ใช่กรณีเช่นนั้น  ผู้คนส่วนใหญ่ไม่สามารถมองสิ่งเหล่านี้ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง และพวกเขาก็ยกย่องคนที่ได้รับการส่งเสริมไปตามความคิดฝันของตน  นี่คือความผิดพลาด  ไม่ว่าจะเชื่อในพระเจ้ามากี่ปีแล้วก็ตาม ผู้ที่ได้รับการส่งเสริมเหล่านั้นมีความเป็นจริงความจริงอย่างแท้จริงหรือไม่?  ไม่จำเป็น  พวกเขาสามารถทำตามการจัดการเตรียมงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้าให้เกิดผลได้หรือไม่?  ไม่จำเป็น  พวกเขามีสำนึกรับผิดชอบหรือไม่?  พวกเขาจงรักภักดีหรือไม่?  พวกเขาสามารถนบนอบหรือไม่?  เวลาเผชิญปัญหา พวกเขาสามารถแสวงหาความจริงหรือไม่?  ไม่มีผู้ใดรู้ทั้งหมดนี้  ผู้คนเหล่านี้มีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าหรือไม่?  แล้วหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าของพวกเขายิ่งใหญ่เพียงใดกันแน่?  เวลาทำสิ่งทั้งหลาย พวกเขาหลีกเลี่ยงการทำตามเจตจำนงของตนเองได้หรือไม่?  พวกเขาสามารถแสวงหาพระเจ้าหรือไม่?  ระหว่างที่พวกเขาปฏิบัติงานตำแหน่งผู้นำ พวกเขาสามารถมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าบ่อยๆ เพื่อแสวงหาเจตนารมณ์ของพระเจ้าหรือไม่?  พวกเขาสามารถนำผู้คนเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงหรือไม่?  แน่นอนว่าพวกเขาไม่สามารถทำเรื่องดังกล่าวได้  พวกเขายังไม่ได้รับการฝึกฝนและพวกเขายังไม่มีประสบการณ์มากพอ ดังนั้นพวกเขาจึงไม่สามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้  นี่คือสาเหตุที่การส่งเสริมและบ่มเพาะใครบางคนไม่ได้หมายความว่าพวกเขาเข้าใจความจริงแล้ว อีกทั้งไม่ใช่การกล่าวว่าพวกเขาสามารถทำหน้าที่ของตนในแบบที่ได้มาตรฐานแล้ว… เราพูดเช่นนี้ด้วยจุดประสงค์อันใด?  เพื่อให้ทุกคนรู้ว่าพวกเขาต้องมีท่าทีที่ถูกต้องต่อผู้คนที่มีความสามารถพิเศษนานาประเภทที่ได้รับการส่งเสริมและบ่มเพาะอยู่ในพระนิเวศของพระเจ้า ข้อเรียกร้องที่พวกเขามีต่อผู้คนเหล่านี้ต้องไม่แข็งกร้าว และแน่นอนว่าความคิดเห็นที่พวกเขามีต่อผู้คนเหล่านี้ต้องไม่หลุดจากความเป็นจริงเช่นกัน  การเลื่อมใสและยกย่องพวกเขาเกินควรย่อมเบาปัญญา การมีข้อเรียกร้องที่เกรี้ยวกราดกับพวกเขาเกินไปก็ไร้มนุษยธรรมและไม่อยู่กับความเป็นจริง  ดังนั้น วิธีปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างมีเหตุผลที่สุดย่อมเป็นเช่นใด?  คือการมองพวกเขาในฐานะคนธรรมดา สามัคคีธรรมกับพวกเขา เรียนรู้จากจุดแข็งของกันและกัน และเติมเต็มกันและกันเมื่อเจ้าจำเป็นต้องแสวงหาใครสักคนเพื่อถามปัญหา(พระวจนะฯ เล่ม 5 หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน, หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (5))  พระวจนะของพระเจ้าชัดเจนมาก การถูกเลือกให้เป็นผู้นำหรือคนทำงาน ไม่ได้หมายถึงว่าบุคคลนั้นรู้ความจริงและสามารถทำหน้าที่ได้อย่างเพียงพอ พวกเขามีอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเช่นกัน พวกเขาอาจปฏิบัติหน้าที่ตามความเพ้อฝันและประสบการณ์ของตัวเอง และอาจทำสิ่งทั้งหลายที่ฝ่าฝืนหลักธรรม เราต้องพิจารณาผู้คนตามหลักธรรมความจริง ไม่ใช่ติดตามคนโดยไม่ลืมหูลืมตา ยิ่งกว่านั้น ต่อให้สามัคคีธรรมเกี่ยวกับความจริงของผู้นำจะมีความกระจ่าง แต่นั่นก็เป็นความรู้แจ้งและการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ซึ่งเราควรยอมรับสิ่งนี้จากพระเจ้า เราไม่ควรเลื่อมใสและติดตามผู้นำอย่างไม่ลืมหูลืมตา ถ้ามีข้อผิดพลาดหรือความพลั้งเผลอในงานของผู้นำหรือของคนทำงาน หรือถ้าพวกเขาละเมิดหลักธรรมความจริงใด ก็ควรได้รับการจัดการอย่างเหมาะควร ทั้งยังสามารถให้การชี้แนะและความช่วยเหลือด้วยความรัก เพื่อให้พวกเขาเปลี่ยนแปลงและทำสิ่งทั้งหลายตามหลักธรรมได้ แต่ในเมื่อฉันชื่นชอบสถานะและอำนาจ ฉันคิดอย่างคลาดเคลื่อนว่าในเมื่อหลี่จวนเคยเป็นผู้นำระดับสูงกว่า เธอควรรู้ความจริงดีกว่าเรา ความคิดของฉันช่างบิดเบือนเสียจริง!  แม้ว่าเธอจะเคยเป็นผู้นำมาหลายปีและมีประสบการณ์ทำงานมาบ้าง อีกทั้งเธอสามารถกล่าวคำสอนและแก้ไขปัญหาบางอย่างได้ นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเธอเข้าใจความจริง สามัคคีธรรมและความเข้าใจของเธอมักจะฟังดูยอดเยี่ยม เธอพูดว่าเมื่อเราไม่เข้าใจสิ่งทั้งหลาย เราควรแสวงหาหลักธรรมความจริง ไม่ใช่ยึดติดกับทัศนะของเราเอง แต่เมื่อเผชิญกับปัญหา เธอมักทำตามวิธีของเธอเองเสมอ เธอไม่ยอมรับคำเสนอแนะของคนอื่นแม้แต่น้อย และไม่มีหัวใจที่แสวงหา เธอแค่พูดเกี่ยวกับคำสอนโดยไม่มีความเป็นจริงใดๆ เธอไม่มีการทบทวนหรือการเข้าใจธรรมชาติอันโอหังเยี่ยงซาตานของตัวเอง และพร้อมที่จะขับไล่ผู้คนอย่างไม่ยี่หระ เพื่อรักษาสถานะของตัวเองไว้ เมื่อมองดูหลี่จวนในแง่ของทุกสิ่งที่เกิดขึ้นก็ชัดเจนว่าเธอเป็นประเภทเดียวกันกับผู้นำเทียมเท็จและศัตรูของพระคริสต์

จางปิงและครอบครัวของเธอได้กลับมาสู่คริสตจักรหลังจากนั้น เมื่อคิดถึงการที่พวกเขาไม่สามารถใช้ชีวิตในคริสตจักรมาเป็นเวลากว่าสองเดือน และความเจ็บปวดฝ่ายวิญญาณทั้งหมดที่พวกเขาต้องทนทุกข์ ฉันก็รู้สึกแย่ในแบบที่ไม่อาจอธิบายได้ ฉันเกลียดตัวเองที่ไม่แสวงหาความจริง และเพียงแต่ฟังบุคคลหนึ่ง ถ้าฉันแสวงหาหลักธรรมความจริงและพาพวกเขากลับมาในคริสตจักรทันที การเข้าสู่ชีวิตของพวกเขาคงไม่ล่าช้าขนาดนี้ ณ จุดนั้น ฉันตระหนักว่า การเลื่อมใสใครอย่างไม่ลืมหูลืมตาทำให้ทำชั่วและขัดขืนพระเจ้าร่วมกับพวกเขาได้ง่ายเหลือเกิน ฉันยังเกลียดที่ตัวเองสับสนและตามืดบอด ที่ติดตามใครบางคนในการทำชั่วที่ใหญ่หลวงเช่นนั้น ต่อมา ฉันได้อ่านสิ่งนี้ในพระวจนะที่ว่า “หนทางที่เรียบง่ายที่สุดในการอธิบายความเชื่อในพระเจ้าก็คือการวางใจว่ามีพระเจ้า และบนรากฐานนี้ ก็คือการติดตามพระองค์ นบนอบพระองค์ ยอมรับอธิปไตย การจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระองค์ เอาใจใส่พระวจนะของพระองค์ ใช้ชีวิตที่สอดคล้องกับพระวจนะของพระองค์ ทำทุกสิ่งตามพระวจนะของพระองค์ เป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่แท้จริง และยำเกรงพระองค์และหลบเลี่ยงความชั่ว การทำเช่นนี้เท่านั้นคือความเชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง  นี่คือความหมายของการติดตามพระเจ้า(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, การเชื่อในศาสนาหรือการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาไม่สามารถช่วยคนเราให้รอด)  พระวจนะของพระเจ้าแสดงให้ฉันเห็นว่าการยำเกรงพระเจ้า การเทิดทูนพระองค์ว่ายิ่งใหญ่ และการแสวงหาหลักธรรมความจริงเมื่อเกิดปัญหาขึ้น เป็นอย่างน้อยที่สุดที่เราควรค้ำจุนในการเชื่อในพระเจ้า ไม่ว่าใครก็ตาม ตราบใดที่สิ่งที่พวกเขาพูดเป็นไปตามหลักธรรมความจริง คุณก็ควรติดตาม และปฏิเสธอย่างแน่วแน่ต่อทุกสิ่งที่เกิดจากมโนคติอันหลงผิดและการคิดฝันของมนุษย์ ทุกอย่างควรทำตามพระวจนะของพระเจ้า นั่นเป็นศรัทธาที่แท้จริงและการติดตามพระเจ้าอย่างแท้จริง ขอบคุณพระเจ้า!  ฉันรู้สึกชัดเจนขึ้นในเส้นทางของการติดตามพระเจ้าของฉัน

วันหนึ่ง ตอนที่ฉันหารือเรื่องการฝึกอบรมคนอยู่กับผู้นำคริสตจักร พี่น้องหญิงหมิงอี้ เธอพูดถึงว่าพี่น้องหญิงเสี่ยวซุนเจินสามารถรู้ตนเองได้เมื่อสิ่งทั้งหลายเกิดขึ้น และสามัคคีธรรมเกี่ยวกับความจริงของเธอก็สัมพันธ์กับชีวิตจริง เธอจึงสามารถได้รับการฝึกฝนในฐานะผู้ดูแลงานให้น้ำได้ แต่จากการมีปฏิสัมพันธ์ของฉันกับซุนเจิน ฉันพบว่าเธอขาดขีดความสามารถและไม่มีความเข้าใจอันหมดจดต่อความจริง เธอทำหน้าที่อย่างเฉื่อยชาและไม่ได้ผลที่ดีมาติดต่อกันหลายเดือนแล้ว เธอจึงไม่ใช่ตัวเลือกที่ดี แต่เพราะหมิงอี้แนะนำเธอมา ฉันจึงสงสัยว่าฉันมองอะไรไม่ถูกต้องอยู่หรือเปล่า หมิงอี้เป็นผู้นำคริสตจักรมาหลายปี ดังนั้นวิจารณญาณของเธอจึงควรเหนือกว่าฉัน ฉันคิดว่าฉันควรทำตามที่เธอพูด แต่ฉันก็รู้สึกผิดเมื่อคิดแบบนั้น ฉันตระหนักได้ว่ากำลังจดจ่อกับสถานะของหมิงอี้และหลายปีที่เธอรับใช้ในฐานะผู้นำ ฉันกำลังยกย่องสถานะกับอำนาจ และติดตามบุคคลอีกแล้วไม่ใช่หรือ?  ฉันคิดเกี่ยวกับเรื่องของจางปิงและครอบครัวของเธอ ผลสืบเนื่องของการที่ฉันชื่นชมอำนาจและไม่ค้ำจุนหลักธรรม ทำให้ฉันเป็นทุกข์ใจ เบื้องหลังการที่ฉันพบเรื่องเช่นนี้อีกครั้ง มีเจตนารมณ์ของพระเจ้าอยู่ ถ้าฉันยังไม่สามารถค้ำจุนหลักธรรมและช่วยส่งเสริมตัวเลือกที่ไม่เหมาะสมให้เป็นผู้ดูแล จะทำให้การเข้าสู่ชีวิตของพี่น้องชายหญิงต้องชะงัก หมิงอี้เป็นผู้นำ แต่ไม่ได้หมายความว่าเธอรู้ความจริงหรือเข้าใจผู้คนได้อย่างสมบูรณ์ ข้อเสนอแนะของเธอเป็นเพียงบางสิ่งให้ฉันพิจารณา ฉันต้องพิจารณาว่าควรฝึกฝนซุนเจินตามหลักธรรมหรือไม่ ต่อมา ฉันรวบรวมผลประเมินของซุนเจินบางส่วน ซึ่งยืนยันว่าเธอขาดขีดความสามารถและไม่ได้ทำงานจริง ดังนั้นเธอจึงไม่ใช่ตัวเลือกที่ดี ฉันแบ่งปันความเห็นของฉันกับหมิงอี้ และเธอก็แสดงความเห็นด้วย ฉันรู้สึกในหัวใจว่าหนทางเดียวที่จะมีสันติสุขนั้น คือไม่ติดตามคนอย่างไม่ลืมหูลืมตา แต่ปฏิบัติตามหลักธรรมความจริง

เหตุการณ์ของจางปิงและครอบครัวของเธอ ได้ถูกสลักลงในใจของฉัน บทเรียนที่ไม่อาจลืมได้นี้ทำให้ฉันได้เห็นผลสืบเนื่องของการเยินยอและการติดตามบุคคลในขณะที่มีความเชื่อ ฉันยังได้รับประสบการณ์ว่าการแสวงหาความจริงและทำสิ่งทั้งหลายตามความจริง เป็นหนทางเดียวที่จะติดตามพระเจ้าและได้รับความเห็นชอบจากพระองค์

ก่อนหน้า: 12. สองทศวรรษแห่งความทุกข์ยาก

ถัดไป: 15. สิ่งปลอมปนในการพลีอุทิศให้แก่พระเจ้าของฉัน

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

26. เปิดประตูสู่หัวใจของฉันและต้อนรับการเสด็จกลับมาขององค์พระผู้เป็นเจ้า

โดยหยงหย่วน สหรัฐอเมริกาในเดือนพฤศจิกายนปี ค.ศ. 1982 ครอบครัวของเราอพยพไปยังประเทศสหรัฐอเมริกากันทั้งครอบครัว...

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

ติดต่อเราผ่าน Messenger