7. ผู้คนบางคนคิดว่าการที่เชื่อในพระเจ้าหมายถึงการหมายมั่นต่อการเข้าร่วมคริสตจักรในวันอาทิตย์ การทำการบริจาคและการใจบุญสุนทาน และเข้าร่วมกิจกรรมของคริสตจักรเป็นประจำ  พวกเขาเชื่อว่าพวกเขาสามารถได้รับการช่วยให้รอดโดยการทำสิ่งเหล่านี้  ทรรศนะทั้งหลายดังกล่าวเป็นไปในแนวเดียวกับน้ำพระทัยของพระเจ้าหรือไม่?

ข้อพระคัมภีร์สำหรับอ้างอิง

“ไม่ใช่ทุกคนที่เรียกเราว่า ‘องค์พระผู้เป็นเจ้า’ จะได้เข้าในแผ่นดินสวรรค์ แต่ผู้ที่ปฏิบัติตามพระทัยพระบิดาของเรา ผู้สถิตในสวรรค์จึงจะเข้าได้ เมื่อถึงวันนั้นจะมีคนจำนวนมากร้องแก่เราว่า ‘องค์พระผู้เป็นเจ้า ข้าพระองค์ได้เผยพระวจนะในพระนามของพระองค์ และได้ขับผีออกในพระนามของพระองค์ และได้ทำการแห่งฤทธานุภาพมากมายในพระนามของพระองค์ไม่ใช่หรือ?’ เมื่อนั้นเราจะกล่าวแก่พวกเขาว่า ‘เราไม่เคยรู้จักพวกเจ้าเลย เจ้าผู้ทำความชั่ว จงไปเสียให้พ้นหน้าเรา’” (มัทธิว 7:21-23)

“แผ่นดินสวรรค์ก็ถูกโจมตีอย่างรุนแรง และพวกที่รุนแรงพยายามชิงเอาให้ได้” (มัทธิว 11:12)

“เราบอกความจริงกับท่านทั้งหลายว่า ถ้าพวกท่านไม่กลับใจและเป็นเหมือนเด็กเล็กๆ ก็จะเข้าในแผ่นดินสวรรค์ไม่ได้เลย” (มัทธิว 18:3)

พระวจนะของพระเจ้าที่เกี่ยวข้อง

แม้ว่าผู้คนมากมายเชื่อในพระเจ้า แต่น้อยคนนักที่เข้าใจว่าอะไรคือความหมายของความเชื่อในพระเจ้า และพวกเขาต้องทำอะไรเพื่อให้สอดคล้องกับน้ำพระทัยของพระเจ้า  นี่เป็นเพราะแม้ว่าผู้คนจะคุ้นเคยกับคำว่า “พระเจ้า” และวลีทั้งหลาย อาทิ “พระราชกิจของพระเจ้า” แต่พวกเขาก็ไม่รู้จักพระเจ้า และพวกเขายิ่งรู้จักพระราชกิจของพระองค์น้อยกว่า  ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่ทุกคนซึ่งไม่รู้จักพระเจ้าจะสับสนปนเปในการเชื่อของพวกเขาในพระองค์  ผู้คนไม่ถือการเชื่อในพระเจ้าเป็นเรื่องจริงจัง และทั้งหมดนี้ก็เป็นเพราะการที่เชื่อในพระเจ้าเป็นความไม่คุ้นเคยเกินไป แปลกเกินไปสำหรับพวกเขา  ในหนทางนี้พวกเขาจึงไปไม่ถึงข้อเรียกร้องทั้งหลายของพระเจ้า  กล่าวอีกนัยหนึ่ง หากผู้คนไม่รู้จักพระเจ้าและไม่รู้จักพระราชกิจของพระองค์ เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็ไม่เหมาะสำหรับการใช้งานโดยพระเจ้าและพวกเขายิ่งไม่มีความสามารถที่จะทำให้สมดังน้ำพระทัยของพระองค์ได้  “การเชื่อในพระเจ้า” หมายถึงการเชื่อว่ามีพระเจ้าอยู่องค์หนึ่ง นี่เป็นมโนทัศน์ที่เรียบง่ายที่สุดเกี่ยวกับการเชื่อในพระเจ้า  ยิ่งไปกว่านั้น การเชื่อว่ามีพระเจ้าอยู่องค์หนึ่งไม่เหมือนกับการเชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง ตรงกันข้าม มันเป็นความเชื่อที่เรียบง่ายประเภทหนึ่งซึ่งมีนัยแฝงทางศาสนาที่รุนแรง  ความเชื่อแท้จริงในพระเจ้าหมายถึงสิ่งต่อไปนี้: บนพื้นฐานของความเชื่อที่ว่าพระเจ้าทรงครองอำนาจอธิปไตยเหนือทุกสรรพสิ่ง คนเรามีประสบการณ์กับพระวจนะของพระองค์และพระราชกิจของพระองค์ ลบล้างอุปนิสัยเสื่อมทรามของคนเรา ทำให้สมดังน้ำพระทัยของพระเจ้าและได้มารู้จักพระเจ้า  มีเพียงการเดินทางแบบนี้เท่านั้นที่อาจถูกเรียกว่า “ความเชื่อในพระเจ้า”  กระนั้นผู้คนมักเห็นว่าการเชื่อในพระเจ้าเป็นเรื่องเรียบง่ายและไร้สาระ  ผู้คนที่เชื่อในพระเจ้าในหนทางนี้ได้สูญเสียความหมายของความเชื่อในพระเจ้าไปแล้ว และแม้ว่าพวกเขาอาจจะยังเชื่อต่อไปจนถึงวาระท้ายสุด แต่พวกเขาจะไม่มีวันได้รับการเห็นชอบของพระเจ้า เพราะพวกเขาก้าวย่างไปบนเส้นทางที่ผิด  ณ วันนี้ ยังมีพวกผู้ที่เชื่อในพระเจ้าตามความหมายของตัวอักษรที่เขียนไว้และหลักคำสอนที่กลวงเป็นโพรง  พวกเขาไม่รู้ว่าพวกเขาขาดแก่นแท้ของการเชื่อในพระเจ้า และพวกเขาไม่สามารถได้รับการเห็นชอบของพระเจ้า  พวกเขายังคงอธิษฐานต่อพระเจ้าเพื่อขอพระพรแห่งความปลอดภัยและพระคุณที่เพียงพอ  พวกเราจงมาหยุดนิ่ง สงบใจและถามตัวเองว่า เป็นไปได้ไหมว่าการเชื่อในพระเจ้าเป็นสิ่งที่ง่ายที่สุดบนโลกอย่างแท้จริง?  เป็นไปได้ไหมที่การเชื่อในพระเจ้าไม่ได้มีความหมายอะไรมากไปกว่าการได้รับพระคุณมากมายจากพระเจ้า?  ผู้คนที่เชื่อในพระเจ้าโดยที่ไม่รู้จักพระองค์หรือที่เชื่อในพระเจ้าแต่ยังคงต่อต้านพระองค์จะมีความสามารถที่จะทำให้สมดังน้ำพระทัยของพระเจ้าได้อย่างแท้จริง หรือ?

ตัดตอนมาจาก คำนำของ พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

ผู้คนบางคนคิดอยู่เสมอว่า “การที่เชื่อในพระเจ้าไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของการเข้าร่วมการประชุม การขับร้องเพลง การฟังพระวจนะของพระเจ้า การอธิษฐาน และการทำหน้าที่บางอย่างให้ลุล่วงหรอกหรือ?  นั่นไม่ใช่เรื่องทั้งหมดหรอกหรือ?”  ไม่สำคัญว่าเจ้าได้เชื่อในพระเจ้ามานานเท่าใด เจ้ายังคงไม่ได้รับความเข้าใจครบถ้วนเกี่ยวกับนัยสำคัญของการเชื่อในพระเจ้า  ในข้อเท็จจริงนั้น นัยสำคัญของการเชื่อในพระเจ้าลุ่มลึกมากจนกระทั่งผู้คนไร้ความสามารถที่จะหยั่งลึกการนั้นได้  ในที่สุด สิ่งทั้งหลายภายในผู้คนซึ่งเป็นของซาตานและสิ่งทั้งหลายซึ่งเป็นธรรมชาติของพวกเขา ต้องเปลี่ยนแปลงและต้องกลายเป็นเข้ากันได้กับข้อพึงประสงค์แห่งความจริง มีเพียงในหนทางนี้เท่านั้นคนเราจึงจะสามารถบรรลุความรอดได้อย่างแท้จริง  หากเจ้าแค่พ่นคำพูดบางคำที่เป็นคำสอนหรือตะโกนคำขวัญออกมา แล้วก็ทำความประพฤติดีสองสามอย่าง แสดงพฤติกรรมที่ดีมากกว่านั้นเล็กน้อย และละเว้นจากการกระทำบาปบางอย่าง บาปอันชัดเจนบางอย่าง ดังที่เจ้าเคยเมื่อครั้งที่เจ้าอยู่ภายในศาสนา นี่ยังคงไม่ได้หมายความว่า เจ้าได้ก้าวเท้าไปบนร่องครรลองที่ถูกต้องของการที่เชื่อในพระเจ้าแล้ว  การมีความสามารถที่จะยึดปฏิบัติตามกฎเกณฑ์บ่งบอกว่าเจ้ากำลังเดินบนเส้นทางที่ถูกต้องกระนั้นหรือ?  นั่นหมายความว่าเจ้าได้เลือกอย่างถูกต้องแล้วหรือ?  หากสิ่งทั้งหลายภายในธรรมชาติของเจ้ายังไม่เปลี่ยนแปลง และในที่สุดเจ้ายังคงต้านทานและล่วงเกินพระเจ้าอยู่ เช่นนั้นแล้ว นี่ก็เป็นปัญหาใหญ่ที่สุดของเจ้า  หากในการเชื่อในพระเจ้าของเจ้า เจ้าไม่แก้ไขปัญหานี้ เช่นนั้นแล้ว เจ้าจะสามารถได้รับการพิจารณาว่าได้รับการช่วยให้รอดแล้วได้หรือ?  เราหมายถึงสิ่งใดโดยการพูดเช่นนี้?  เราหมายที่จะทำให้พวกเจ้าทั้งหมดเข้าใจในหัวใจของพวกเจ้าว่า การเชื่อในพระเจ้าไม่สามารถแยกออกจากพระวจนะของพระเจ้า จากพระเจ้า หรือจากความจริงได้  เจ้าต้องเลือกเส้นทางของเจ้าอย่างดี ทุ่มเทความพยายามให้กับความจริง และทุ่มเทความพยายามให้กับพระวจนะของพระเจ้า  จงอย่าแค่รับความรู้ครึ่งๆ กลางๆ เอาไว้หรือได้มาซึ่งความเข้าใจประมาณหนึ่ง แล้วก็คิดว่าเจ้าทำสำเร็จแล้ว หากเจ้าหลอกตัวเจ้าเอง เจ้าก็มีแต่จะทำร้ายตัวเจ้าเองเท่านั้น  ผู้คนไม่ควรเบี่ยงเบนในการเชื่อในพระเจ้าของพวกเขา ในที่สุด หากพวกเขาไม่มีพระเจ้าในหัวใจของพวกเขา และพวกเขาแค่ถือหนังสือเล่มหนึ่งไว้และชำเลืองมองหนังสือเล่มนั้นชั่วประเดี๋ยว แต่ไม่เหลือที่ไว้ให้พระเจ้าในหัวใจของพวกเขา เช่นนั้นแล้ว พวกเขาก็จบสิ้นแล้ว

ตัดตอนมาจาก “พวกที่ได้สูญเสียพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ไปแล้วมีความเสี่ยงมากที่สุด” ใน บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์

นัยสำคัญของการเชื่อในพระเจ้าคือการได้รับการช่วยให้รอด ดังนั้นแล้วการได้รับการช่วยให้รอดหมายความว่าอะไร?  “การได้รับการช่วยให้รอด” “การแยกตัวออกจากอิทธิพลมืดของซาตาน”—ผู้คนพูดคุยเกี่ยวกับหัวข้อเหล่านี้บ่อยครั้ง แต่พวกเขาไม่รู้ว่าการได้รับการช่วยให้รอดหมายความว่าอะไร  การได้รับการช่วยให้รอดหมายความว่าอะไร?  การนี้เกี่ยวโยงกับน้ำพระทัยของพระเจ้า  พูดง่ายๆ ก็คือการได้รับการช่วยให้รอดหมายความว่าเจ้าสามารถดำรงชีวิตต่อไปได้ และหมายความว่าเจ้าได้รับการชุบชีวิต  ดังนั้นก่อนหน้านั้นเจ้าตายแล้วหรือ?  เจ้าสามารถพูดได้ และเจ้าสามารถหายใจได้ ดังนั้นแล้วจะสามารถพูดว่าเจ้าตายแล้วได้อย่างไร?  (วิญญาณตายแล้ว)  ทำไมจึงมีการพูดว่าผู้คนตายแล้วหากวิญญาณของพวกเขาตาย?  การพูดเช่นนี้มีสิ่งใดเป็นพื้นฐานเล่า?  ก่อนได้รับการช่วยให้รอด พวกเขาอยู่ที่ใด?  (ภายใต้แดนครอบครองของซาตาน)  ผู้คนดำรงชีวิตภายใต้อิทธิพลของซาตาน  พวกเขาพึ่งพาสิ่งใดในการดำรงชีวิต?  (ปรัชญาและยาพิษของซาตาน)  พวกเขาพึ่งพาธรรมชาติเยี่ยงซาตานและธรรมชาติอันเสื่อมทรามของพวกเขาในการดำรงชีวิต  เมื่อบุคคลหนึ่งดำรงชีวิตด้วยสิ่งเหล่านี้ ความเป็นอยู่ทั้งปวงของพวกเขา—เนื้อหนังของพวกเขา และด้านอื่นๆ ทั้งหมด อาทิ ดวงจิตของพวกเขาและความคิดของพวกเขา—จะเป็นหรือตายเล่า?  จากทัศนคติของพระเจ้า พวกเขาตายแล้ว  จากภายนอกผิวเผิน เจ้าปรากฏเหมือนว่ากำลังหายใจและกำลังคิด แต่ทุกสิ่งทุกอย่างที่เจ้ากำลังคิดอยู่เนืองนิตย์คือความชั่ว เจ้าคิดเกี่ยวกับสิ่งทั้งหลายที่เป็นการเยาะเย้ยท้าทายพระเจ้าและเป็นกบฏต่อพระเจ้า สิ่งทั้งหลายที่พระเจ้าทรงรังเกียจ ทรงเกลียดชัง และทรงกล่าวโทษ  ในสายพระเนตรของพระเจ้า สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดไม่เพียงแค่เป็นของเนื้อหนังเท่านั้น แต่ทั้งหมดนั้นเป็นของซาตานและพวกมาร  ดังนั้นแล้วผู้คนเป็นสิ่งใดในสายพระเนตรของพระเจ้า?  พวกเขาเป็นมนุษย์หรือไม่?  ไม่ พวกเขาไม่ใช่มนุษย์  พระเจ้าทรงมองเห็นพวกเขาเป็นพวกมาร เป็นเหล่าสัตว์ และเป็นพวกซาตาน พวกซาตานที่มีชีวิต!  ผู้คนดำรงชีวิตด้วยสิ่งทั้งหลายและแก่นแท้ของซาตาน และในสายพระเนตรของพระเจ้า พวกเขาเองก็เป็นพวกซาตานที่มีชีวิตซึ่งสวมใส่เนื้อหนังมนุษย์  พระเจ้าทรงนิยามผู้คนเช่นนี้ว่าซากศพเดินได้ เหมือนผู้คนที่ตายแล้ว  พระเจ้าทรงพระราชกิจแห่งความรอดในปัจจุบันของพระองค์เพื่อรับผู้คนเช่นนี้—ซากศพเดินได้เหล่านี้ซึ่งดำรงชีวิตตามอุปนิสัยเยี่ยงซาตานอันเสื่อมทรามของพวกเขาและตามแก่นแท้เยี่ยงซาตานอันเสื่อมทรามของพวกเขา—พระองค์ทรงรับสิ่งที่เรียกว่าผู้คนที่ตายแล้วเหล่านี้ และทรงแปรพวกเขาไปเป็นคนมีชีวิต  นี่คือความหมายของการได้รับการช่วยให้รอด

ประเด็นของการที่เชื่อในพระเจ้าคือการบรรลุความรอด  การได้รับการช่วยให้รอดหมายความว่าเจ้าแปรจากบุคคลที่ตายแล้วไปเป็นบุคคลที่มีชีวิต  ความหมายโดยนัยของการนี้ก็คือลมหายใจของเจ้าได้รับการรื้อฟื้น และเจ้ามีชีวิต เจ้ามีความสามารถที่จะรู้จักพระเจ้าได้ และเจ้ามีความสามารถที่จะกราบไหว้เพื่อนมัสการพระองค์ได้  ในหัวใจของเจ้า เจ้าไม่มีการต้านทานพระเจ้าอีกต่อไป เจ้าไม่เยาะเย้ยท้าทายพระองค์ ไม่โจมตีพระองค์ และไม่กบฏต่อพระองค์อีกต่อไป  มีเพียงผู้คนเช่นนี้เท่านั้นที่มีชีวิตอย่างจริงแท้ในสายพระเนตรของพระเจ้า  หากใครบางคนเพียงแค่พูดว่าพวกเขายอมรับรู้พระเจ้า และเชื่อในหัวใจของพวกเขาว่ามีพระเจ้าองค์หนึ่ง เช่นนั้นแล้วพวกเขาจะเป็นหนึ่งในบรรดาคนมีชีวิตหรือไม่?  (ไม่ พวกเขาไม่เป็น)  ดังนั้นแล้วผู้คนประเภทใดเล่าที่เป็นคนมีชีวิต?  คนมีชีวิตครองความเป็นจริงจำพวกใดเล่า?  อย่างน้อยที่สุด คนมีชีวิตสามารถพูดภาษามนุษย์ได้  นั่นคือสิ่งใด?  นั่นหมายความว่าคำพูดที่พวกเขาเปล่งออกมาเกี่ยวข้องกับแนวคิด ความคิด และวิจารณญาณ  คนมีชีวิตคิดเกี่ยวกับและทำสรรพสิ่งใดเป็นนิจศีล?  พวกเขามีความสามารถที่จะเข้าร่วมในกิจกรรมของมนุษย์ และทำให้หน้าที่ของพวกเขาลุล่วงได้  สิ่งใดเป็นธรรมชาติของสิ่งที่พวกเขาทำและพูด?  นั่นคือทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาเปิดเผย ทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาคิด และทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาทำนั้นถูกทำด้วยธรรมชาติแห่งการยำเกรงพระเจ้าและการหลบเลี่ยงความชั่ว  กล่าวให้เหมาะสมยิ่งขึ้นก็คือ ในฐานะคนมีชีวิตคนหนึ่ง ทุกความประพฤติและทุกความคิดของเจ้าไม่ถูกกล่าวโทษโดยพระเจ้า หรือถูกรังเกียจและถูกบอกปัดโดยพระเจ้า แต่สิ่งเหล่านั้นกลับได้รับความเห็นชอบและการชมเชยโดยพระเจ้าเสียมากกว่า  นี่คือสิ่งที่คนมีชีวิตทำ และก็เป็นสิ่งที่คนมีชีวิตควรทำอีกด้วย

ตัดตอนมาจาก “มีเพียงการเชื่อฟังอย่างแท้จริงเท่านั้นที่เป็นการเชื่อที่แท้จริง” ใน บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์

ชีวิตฝ่ายวิญญาณที่ปกติไม่ได้จำกัดแค่การปฏิบัติสิ่งทั้งหลาย อย่างเช่นการอธิษฐาน การร้องเพลงสรรเสริญ การมีส่วนร่วมในชีวิตของคริสตจักร และการกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าเท่านั้น  แต่ยังเกี่ยวพันถึงการใช้ชีวิตฝ่ายวิญญาณที่ใหม่และสว่างไสวด้วย  สิ่งที่สำคัญไม่ใช่ว่าเจ้าปฏิบัติอย่างไร แต่เป็นดอกผลที่มาจากการปฏิบัติของเจ้า  ผู้คนส่วนใหญ่เชื่อว่าชีวิตฝ่ายวิญญาณที่ปกติจำเป็นต้องเกี่ยวพันกับการอธิษฐาน การร้องเพลงสรรเสริญ การกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า หรือการไตร่ตรองเกี่ยวกับพระวจนะของพระองค์ ไม่ว่าการปฏิบัติเช่นนั้นจริงๆ แล้วจะมีผลลัพธ์ใดๆ หรือนำไปสู่ความเข้าใจที่แท้จริงหรือไม่ก็ตาม  ผู้คนเหล่านี้มุ่งเน้นที่การปฏิบัติตามขั้นตอนที่ผิวเผิน โดยไม่มีความคิดใดๆ ถึงผลลัพธ์ของพวกมัน พวกเขาคือผู้คนที่ใช้ชีวิตอยู่ในพิธีกรรมของศาสนา ไม่ใช่ผู้คนที่ใช้ชีวิตอยู่ภายในคริสตจักร และนับประสาอะไรที่พวกเขาจะเป็นประชากรของราชอาณาจักร  การอธิษฐาน การร้องเพลงสรรเสริญ และการกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าของพวกเขาทั้งหมดเป็นเพียงการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ที่ทำไปเพราะความจำต้องทำและเพื่อให้ตามสมัยนิยมได้ทัน ไม่ใช่ทำเพราะความเต็มใจหรือทำจากหัวใจ  ไม่ว่าผู้คนเหล่านี้จะอธิษฐานหรือร้องเพลงมากเพียงใดก็ตาม ความพยายามของพวกเขาจะไม่ผลิดอกออกผล เพราะสิ่งที่พวกเขาปฏิบัติเป็นเพียงกฎเกณฑ์และพิธีกรรมของศาสนา พวกเขาไม่ได้ปฏิบัติตามพระวจนะของพระเจ้าจริงๆ  พวกเขามุ่งเน้นแค่การเอะอะโวยวายว่าพวกเขาปฏิบัติอย่างไรเท่านั้น และพวกเขาปฏิบัติต่อพระวจนะของพระเจ้าเหมือนเป็นกฎเกณฑ์ที่ต้องปฏิบัติตาม  ผู้คนเช่นนั้นไม่ได้กำลังนำพระวจนะของพระเจ้ามาปฏิบัติ พวกเขาเพียงกำลังสนองความต้องการของเนื้อหนัง และปฏิบัติเพื่อให้คนอื่นมองเห็น  กฎเกณฑ์และพิธีกรรมทางศาสนาเหล่านี้ต่างมีต้นกำเนิดจากมนุษย์ และสิ่งเหล่านี้ไม่ได้มาจากพระเจ้า  พระเจ้าทรงไม่ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ อีกทั้งพระองค์ยังไม่ทรงต้องอยู่ภายใต้กฎหมายใดๆ  แต่พระองค์ทรงกระทำสิ่งใหม่ๆ ทุกวัน และสำเร็จลุล่วงพระราชกิจภาคปฏิบัติ  เช่นเดียวกับผู้คนในคริสตจักรหลักการพึ่งตนเองสามด้านที่จำกัดตัวเองแค่การปฏิบัติ เช่น การเข้าร่วมนมัสการตอนเช้าทุกวัน การถวายคำอธิษฐานตอนเย็นและการอธิษฐานขอบคุณก่อนมื้ออาหาร และการขอบคุณในทุกสรรพสิ่ง—ไม่ว่าพวกเขาจะปฏิบัติมากเพียงใดและไม่ว่าพวกเขาจะปฏิบัติยาวนานเพียงใดก็ตาม พวกเขาจะไม่มีพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์  เมื่อผู้คนใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางกฎเกณฑ์และมีหัวใจที่ยึดติดกับวิธีการปฏิบัติ พระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงไม่สามารถปฏิบัติพระราชกิจได้ เพราะหัวใจของพวกเขาถูกกฎเกณฑ์และมโนคติอันหลงผิดของมนุษย์จับจองอยู่  ดังนั้น พระเจ้าจึงทรงไร้ความสามารถที่จะเข้ามาแทรกแซงและปฏิบัติพระราชกิจกับพวกเขาได้ และพวกเขาสามารถใช้ชีวิตต่อไปได้โดยอยู่ภายใต้การควบคุมของกฎหมายเท่านั้น  ผู้คนเช่นนั้นไม่สามารถรับคำสรรเสริญจากพระเจ้าได้ตลอดกาล

ตัดตอนมาจาก “เกี่ยวกับชีวิตฝ่ายวิญญาณที่ปกติ” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

เนื่องจากเจ้าเชื่อในพระเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าจำต้องกินและดื่มพระวจนะของพระองค์ ได้รับประสบการณ์กับพระวจนะของพระองค์ และใช้ชีวิตตามพระวจนะของพระองค์  การนี้เท่านั้นที่จะสามารถเรียกได้ว่าการเชื่อในพระเจ้า! หากเจ้ากล่าวว่าเจ้าเชื่อในพระเจ้าด้วยปากของเจ้า และกระนั้นก็ยังไร้ความสามารถที่จะนำพระวจนะใดๆ ของพระองค์ไปปฏิบัติหรือสร้างความเป็นจริงใดๆ  นี่ก็ไม่ได้เรียกว่าการเชื่อในพระเจ้า  แทนที่จะเป็นเช่นนั้น มันกลับเป็น “การแสวงหาขนมปังเพื่อตอบสนองความหิว”  การพูดถึงแต่คำพยานที่ไม่สลักสำคัญ สิ่งไร้ประโยชน์ทั้งหลาย และเรื่องฉาบฉวยต่างๆ โดยที่ไม่ได้ครอบครองความเป็นจริงแม้เพียงเล็กน้อย สิ่งต่างๆ เหล่านี้ไม่ได้ประกอบขึ้นเป็นการเชื่อในพระเจ้า และเจ้าก็แค่ยังไม่จับความเข้าใจการเชื่อในพระเจ้าอย่างถูกวิธีเลย  เหตุใดเจ้าจึงต้องกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้นะหรือ?  หากเจ้าไม่กินและดื่มพระวจนะของพระองค์แต่กลับแสวงหาที่จะขึ้นสู่สวรรค์เท่านั้น นั่นใช่การเชื่อในพระเจ้าหรือไม่?  อะไรคือขั้นตอนแรกที่ผู้เชื่อในพระเจ้าควรดำเนินการ?  พระเจ้าทรงทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อมโดยเส้นทางใด?  เจ้าจะสามารถได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยปราศจากการกินและการดื่มพระวจนะของพระเจ้าได้หรือไม่?  เจ้าสามารถได้รับการพิจารณาว่าเป็นบุคคลของราชอาณาจักรโดยปราศจากพระวจนะของพระเจ้าที่จะใช้เป็นความเป็นจริงของเจ้าได้หรือไม่?  การเชื่อในพระเจ้า แท้จริงแล้วหมายถึงอะไรกันแน่?  อย่างน้อยที่สุด ผู้เชื่อในพระเจ้าควรมีความประพฤติดีภายนอก ที่สำคัญที่สุดก็คือมีการครอบครองพระวจนะของพระเจ้า  ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม เจ้าไม่มีทางหันหนีจากพระวจนะของพระองค์ได้  การรู้จักพระเจ้าและการทำเจตนารมณ์ของพระองค์ให้ลุล่วง ล้วนแล้วแต่สัมฤทธิ์ได้โดยผ่านพระวจนะของพระองค์  ในอนาคตนั้น ทุกๆ ชนชาติ นิกาย ศาสนา และภาคส่วนจะถูกพิชิตผ่านพระวจนะของพระเจ้า  พระเจ้าจะตรัสโดยตรง และผู้คนทั้งหมดจะกุมพระวจนะของพระเจ้าไว้ในมือของตน และด้วยวิถีทางนี้ มนุษยชาติจะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม  พระวจนะของพระเจ้าแผ่ซ่านแทรกซึมไปทั่วทั้งภายในและภายนอก มนุษยชาติจะกล่าวพระวจนะของพระเจ้าด้วยปากของพวกเขา ปฏิบัติโดยสอดคล้องกับพระวจนะของพระเจ้า และเก็บรักษาพระวจนะของพระเจ้าไว้ภายใน ยังคงอาบแช่อยู่ในพระวจนะของพระเจ้าทั้งภายในและภายนอก  ด้วยเหตุนี้เอง มนุษย์จึงจะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม  พวกที่ทำเจตนารมณ์ของพระเจ้าให้ลุล่วงและสามารถเป็นพยานต่อพระองค์ได้ เหล่านี้คือผู้คนที่มีพระวจนะของพระเจ้าเป็นความเป็นจริงของตน

ตัดตอนมาจาก “ยุคแห่งราชอาณาจักรคือยุคพระวจนะ” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

อะไรหรือคือการเชื่อแท้จริงในพระเจ้าในวันนี้?  มันคือการยอมรับพระวจนะของพระเจ้าว่าเป็นความเป็นจริงของชีวิตของเจ้าและการรู้จักพระเจ้าจากพระวจนะของพระองค์เพื่อที่จะสัมฤทธิ์ในความรักที่แท้จริงสำหรับพระองค์  เพื่อให้ชัดเจน: การเชื่อในพระเจ้าเป็นไปเพื่อที่เจ้าอาจเชื่อฟังพระเจ้า รักพระเจ้า และปฏิบัติหน้าที่ซึ่งควรได้รับการปฏิบัติโดยสิ่งทรงสร้างอย่างหนึ่งของพระเจ้า  นี่คือจุดมุ่งหมายของการที่เชื่อในพระเจ้า  เจ้าจะต้องสัมฤทธิ์ในความรู้หนึ่งเกี่ยวกับความน่ารักชื่นชมของพระเจ้า เกี่ยวกับการที่พระเจ้าทรงคู่ควรเพียงใดต่อความเคารพ เกี่ยวกับวิธีที่พระเจ้าทรงพระราชกิจแห่งความรอดในบรรดาสิ่งทรงสร้างของพระองค์และการทำให้พวกเขามีความเพียบพร้อม—เหล่านี้คือสาระจำเป็นอันประจักษ์แจ้งของการเชื่อของเจ้าในพระเจ้า  การเชื่อในพระเจ้าโดยหลักแล้วเป็นการสลับเปลี่ยนจากชีวิตหนึ่งของเนื้อหนังไปสู่ชีวิตหนึ่งของการรักพระเจ้า จากการใช้ชีวิตภายในความเสื่อมทรามไปสู่การใช้ชีวิตภายในชีวิตของพระวจนะของพระเจ้า  มันคือการออกมาจากภายใต้แดนครอบครองของซาตานและการใช้ชีวิตอยู่ภายใต้การดูแลเอาพระทัยใส่และการคุ้มครองปกป้องของพระเจ้า มันคือการที่สามารถจะสัมฤทธิ์ในความเชื่อฟังต่อพระเจ้าและความไม่เชื่อฟังต่อเนื้อหนัง มันคือการยอมให้พระเจ้าทรงได้รับหมดทั้งหัวใจของเจ้า ยอมให้พระเจ้าทรงทำให้เจ้ามีความเพียบพร้อม และปลดปล่อยตัวเจ้าเองเป็นอิสระจากอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตาน  การเชื่อในพระเจ้าโดยหลักแล้วเป็นไปเพื่อที่ฤทธานุภาพและพระสิริของพระเจ้าอาจได้รับการสำแดงในตัวเจ้า เพื่อที่เจ้าอาจทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า และทำให้แผนของพระเจ้าสำเร็จลุล่วง และสามารถเป็นคำพยานต่อพระเจ้าได้ต่อหน้าซาตาน  การเชื่อในพระเจ้าไม่ควรวนเวียนอยู่กับความอยากที่จะได้เห็นหมายสำคัญและการอัศจรรย์ อีกทั้งไม่ควรเป็นไปเพื่อประโยชน์ของเนื้อหนังส่วนตัวของเจ้า  มันควรเป็นเรื่องเกี่ยวกับการไล่ตามเสาะหาการรู้จักพระเจ้า และการสามารถเชื่อฟังพระเจ้า และ เช่นเดียวกับเปโตร การเชื่อฟังพระองค์จนกระทั่งคนเราถึงแก่ความตาย  เหล่านี้คือจุดมุ่งหมายหลักของการที่เชื่อในพระเจ้า  เรากินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าเพื่อที่จะรู้จักพระเจ้าและทำให้พระองค์พึงพอพระทัย  การกินและการดื่มพระวจนะของพระเจ้าช่วยให้เจ้ามีความรู้มากขึ้นเกี่ยวกับพระเจ้า เพียงภายหลังจากนั้นแล้วเท่านั้นเจ้าจึงจะสามารถเชื่อฟังพระองค์ได้  ด้วยความรู้เกี่ยวกับพระเจ้าเท่านั้น เจ้าจึงสามารถรักพระองค์ได้ และนี่คือเป้าหมายที่มนุษย์ควรมีในการเชื่อของเขาในพระเจ้า  ในการเชื่อของเจ้าในพระเจ้า หากเจ้ากำลังพยายามที่จะได้เห็นหมายสำคัญและการอัศจรรย์อยู่เสมอ เช่นนั้นแล้วทัศนคติของการเชื่อนี้ในพระเจ้าก็ย่อมผิด  การเชื่อในพระเจ้าโดยหลักแล้วคือการยอมรับพระวจนะของพระเจ้าว่าเป็นความเป็นจริงของชีวิต  จุดมุ่งหมายของพระเจ้านั้นบรรลุได้ด้วยการนำพระวจนะของพระเจ้าจากพระโอษฐ์ของพระองค์ไปฝึกฝนปฏิบัติและยึดถือพระวจนะไว้ภายในตัวเจ้าเท่านั้น  ในการที่เชื่อในพระเจ้า มนุษย์ควรเพียรพยายามให้ได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้า เพื่อสามารถนบนอบต่อพระเจ้า และเพื่อความเชื่อฟังอันครบบริบูรณ์ต่อพระเจ้า  หากเจ้าสามารถเชื่อฟังพระเจ้าได้โดยปราศจากคำพร่ำบ่น มีความใส่ใจต่อความพึงปรารถนาของพระเจ้า สัมฤทธิ์ในวุฒิภาวะของเปโตร และมีลักษณะแนวแบบเปโตรตามที่พระเจ้าได้ตรัสถึง เช่นนั้นแล้วนั่นย่อมจะเป็นเวลาที่เจ้าได้สัมฤทธิ์ความสำเร็จในการเชื่อในพระเจ้าแล้ว และมันจะมีนัยสำคัญว่าเจ้าได้รับการทรงรับไว้โดยพระเจ้าแล้ว

ตัดตอนมาจาก “ทุกสิ่งสัมฤทธิ์ได้ด้วยพระวจนะของพระเจ้า” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

เจ้าต้องรู้ว่าเราพึงปรารถนาผู้คนประเภทใด พวกที่ไม่บริสุทธิ์ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าสู่ราชอาณาจักร พวกที่ไม่บริสุทธิ์ไม่ได้รับอนุญาตให้ทำผืนดินศักดิ์สิทธิ์แปดเปื้อน  แม้ว่าเจ้าอาจได้ทำงานมากมายแล้ว และได้ทำงานมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว ในที่สุดหากเจ้ายังคงโสมมอย่างน่าสังเวช เช่นนั้นแล้วก็จะเป็นเรื่องที่มิอาจยอมผ่อนปรนได้ต่อธรรมบัญญัติแห่งฟ้าที่เจ้าปรารถนาที่จะเข้าสู่ราชอาณาจักรของเรา!  ตั้งแต่การแรกสร้างโลกจนกระทั่งวันนี้ เราไม่เคยได้เสนอช่องทางอันง่ายดายสู่ราชอาณาจักรของเราให้แก่พวกที่ประจบเรา  นี่คือกฎเกณฑ์แห่งสวรรค์ และไม่มีใครสามารถทำลายสิ่งนั้นได้!  เจ้าต้องแสวงหาชีวิต  วันนี้ บรรดาผู้ที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมคือประเภทเดียวกันกับเปโตร นั่นคือ พวกเขาคือบรรดาผู้ที่แสวงหาการเปลี่ยนแปลงทั้งหลายในอุปนิสัยของพวกเขาเอง และผู้ที่เต็มใจที่จะเป็นคำพยานต่อพระเจ้าและปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาในฐานะสิ่งที่ทรงสร้างหนึ่งของพระเจ้า  มีเพียงผู้คนเช่นนี้เท่านั้นที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม  หากเจ้าเพียงมุ่งหวังบำเหน็จ และไม่พยายามที่จะเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของชีวิตของเจ้าเอง เช่นนั้นแล้วความพยายามของเจ้าทั้งหมดก็จะสูญเปล่า—นี่คือความจริงที่มิอาจปรับเปลี่ยนได้อย่างหนึ่ง!

ตัดตอนมาจาก “ความสำเร็จหรือความล้มเหลวขึ้นอยู่กับเส้นทางที่มนุษย์เดิน” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

ก่อนหน้า: 6. ฉันเชื่อว่า มีพระเจ้าอยู่ แต่ฉันยังอายุน้อย ฉันจำเป็นต้องทำงานเพื่อครอบครัวและอาชีพการงานของฉัน และยังมีอีกมากนักที่ฉันต้องการทำ  ฉันจะยังคงได้รับการช่วยให้รอดหรือไม่ หากฉันรอจนกระทั่งฉันแก่ชราและมีเวลาที่จะเชื่อในพระเจ้า?

ถัดไป: 1. พวกคุณพูดว่าในช่วงระหว่างยุคสุดท้าย พระเจ้าทรงพระราชกิจแห่งการพิพากษาซึ่งเริ่มจากพระนิเวศของพระเจ้า โดยจำแนกชั้นแต่ละคนไปตามประเภท และประทานบำเหน็จแก่คนดีและลงโทษคนชั่ว  ดังนั้นแล้ว ผู้คนประเภทใดหรือที่พระเจ้าทรงช่วยให้รอด และประเภทใดหรือที่พระองค์ทรงกำจัดทิ้ง?

ปี 2021 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์ การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ข้อคัดสรรของพระวจนะแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ 170 หลักธรรมเกี่ยวกับการปฏิบัติความจริง ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า คำพยานเกี่ยวกับประสบการณ์ทั้งหลายหน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้