1 ฉันช่างโชคดีที่ได้รับใช้พระเจ้า

โดย Gensui, เกาหลีใต้

พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “การทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อมของพระเจ้าถูกทำให้สำเร็จลุล่วงได้โดยผ่านทางสิ่งใด? มันสำเร็จลุล่วงได้โดยผ่านทางพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระองค์ พระอุปนิสัยของพระเจ้าส่วนใหญ่แล้วประกอบด้วยความชอบธรรม พระพิโรธ พระบารมี การพิพากษา และการสาปแช่ง และการทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อมของพระองค์ส่วนใหญ่แล้วเป็นไปโดยผ่านทางการพิพากษา” (“เจ้าสามารถรู้จักความดีงามของพระเจ้าได้โดยการรับประสบการณ์กับการทดสอบอันแสนเจ็บปวดเท่านั้น” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) “ก่อนหน้าเวลาแห่งคนปรนนิบัตินั้น มนุษย์ไม่มีความเข้าใจใดเลยเกี่ยวกับการไล่ตามเสาะหาชีวิต การเชื่อในพระเจ้าหมายถึงสิ่งใด หรือพระปรีชาญาณแห่งพระราชกิจของพระเจ้า และเขาไม่เข้าใจว่าพระราชกิจของพระเจ้าสามารถทดสอบมนุษย์ได้ จากเวลาแห่งคนปรนนิบัติตลอดมาจนถึงวันนี้ มนุษย์มองเห็นว่าพระราชกิจของพระเจ้าน่าอัศจรรย์เพียงใด—มันเป็นสิ่งที่มนุษย์มิอาจหยั่งรู้ได้—และเขาไม่สามารถคิดฝันได้ว่าพระเจ้าทรงพระราชกิจโดยการใช้สมองของเขาได้อย่างไร และเขายังมองเห็นว่าวุฒิภาวะของเขาต่ำเพียงใดและเห็นว่าเขานั้นไม่เชื่อฟังมากเกินไป เมื่อพระเจ้าทรงสาปแช่งมนุษย์ ก็เป็นไปเพื่อให้สัมฤทธิ์ประสิทธิผล และพระองค์มิได้ทรงทำให้มนุษย์ถึงแก่ความตาย แม้ว่าพระองค์ได้ทรงสาปแช่งมนุษย์ พระองค์ก็ทรงทำเช่นนั้นโดยผ่านทางพระวจนะ และคำสาปแช่งทั้งหลายของพระองค์มิได้บังเกิดกับมนุษย์อย่างแท้จริง เพราะสิ่งที่พระเจ้าทรงสาปแช่งคือความไม่เชื่อฟังของมนุษย์ และดังนั้น พระวจนะแห่งการสาปแช่งของพระเจ้าจึงได้ถูกตรัสไปเพื่อที่จะทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อมด้วยเช่นกัน ไม่ว่าพระเจ้าทรงพิพากษามนุษย์หรือทรงสาปแช่งเขา ทั้งสองสิ่งนั้นทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อม กล่าวคือ ทั้งสองถูกกระทำไปเพื่อที่จะทำให้สิ่งที่ไม่บริสุทธิ์ภายในมนุษย์มีความเพียบพร้อม มนุษย์ได้รับการถลุงโดยผ่านทางวิธีนี้ และเป็นวิธีซึ่งทำให้สิ่งที่ขาดหายไปภายในมนุษย์มีความเพียบพร้อมโดยผ่านทางพระวจนะและพระราชกิจของพระองค์ พระราชกิจของพระเจ้าทุกขั้นตอน—ไม่ว่าจะเป็นพระวจนะที่ดุดัน หรือการพิพากษา หรือการตีสอน—ทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อม และถูกต้องเหมาะสมอย่างแน่นอน ตลอดยุคทั้งหลายพระเจ้ามิเคยได้ทรงพระราชกิจเหมือนเช่นนี้เลย วันนี้ พระองค์ทรงพระราชกิจภายในตัวพวกเจ้า เพื่อที่พวกเจ้าจะได้ซาบซึ้งในพระปรีชาญาณของพระองค์ ถึงแม้ว่าพวกเจ้าได้ทนทุกข์กับความเจ็บปวดบางอย่างภายในตัวพวกเจ้า แต่หัวใจของพวกเจ้ารู้สึกตั้งมั่นและสงบ มันเป็นพรของพวกเจ้าที่สามารถชื่นชมกับพระราชกิจช่วงระยะนี้ของพระเจ้าได้ ไม่ว่าสิ่งที่พวกเจ้าสามารถได้รับในอนาคตจะเป็นอะไร แต่ทั้งหมดที่พวกเจ้ามองเห็นจากพระราชกิจของพระเจ้าในตัวพวกเจ้าวันนี้คือความรัก หากมนุษย์ไม่ได้รับประสบการณ์กับการพิพากษาและกระบวนการถลุงของพระเจ้า การกระทำทั้งหลายและความเร่าร้อนของเขาก็จะคงอยู่ในระดับผิวเผินตลอดเวลา และอุปนิสัยของเขาก็จะยังคงไม่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา สิ่งนี้นับว่าเป็นการได้ถูกพระเจ้ารับไว้กระนั้นหรือ?” (“เจ้าสามารถรู้จักความดีงามของพระเจ้าได้โดยการรับประสบการณ์กับการทดสอบอันแสนเจ็บปวดเท่านั้น” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) พระวจนะเหล่านี้ของพระเจ้าน่าตื้นตันมากสำหรับผม ผมสัมผัสได้ว่า พระราชกิจแห่งการพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้าคือเพื่อชำระและช่วยมนุษยชาติให้รอดอย่างแท้จริง ผมอยากแบ่งปันความเข้าใจบางอย่างในเรื่องของ การทดสอบแรกที่ผมเคยผ่านมา หลังจากยอมรับในพระราชกิจแห่งการพิพากษาในยุคสุดท้าย ซึ่งเป็นการทดสอบพวกคนปรนนิบัติครับ

วันหนึ่งในเดือนกุมภาพันธ์ปี 1991 ผมไปเข้าร่วมการชุมนุมเหมือนเช่นเคย เมื่อพี่ชายคนหนึ่งพูดกับเราอย่างเปี่ยมสุขว่า “พระวิญญาณบริสุทธิ์ดำรัสพระวจนะแล้ว!” เหล่าพี่น้องชายหญิงจึงเริ่มต้นอ่าน: “คำสรรเสริญได้มาสู่ศิโยน และสถานที่ประทับของพระเจ้าได้ปรากฏขึ้น พระนามบริสุทธิ์อันรุ่งโรจน์ซึ่งได้รับการเชิดชูโดยบรรดาผู้คนทั้งปวงแพร่ไปทั่ว โอ พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์! พระเศียรแห่งจักรวาล พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย—พระองค์ทรงเป็นองค์ตะวันอันทรงแสงที่ขึ้นบนภูเขาศิโยน ซึ่งตั้งตระหง่านเหนือจักรวาลทั้งมวลด้วยพระบารมีและความโอ่อ่าตระการ […]” “พระองค์ได้จัดกลุ่มของผู้ชนะขึ้นและทำให้แผนการจัดการบริหารของพระเจ้าลุล่วง ผู้คนทั้งปวงจะหลั่งไหลมายังภูเขาแห่งนี้ ผู้คนทั้งปวงจะคุกเข่าลงต่อหน้าพระบัลลังก์! พระองค์คือพระเจ้าเที่ยงแท้พระองค์นั้นแต่ผู้เดียว พระองค์ทรงสมควรแก่พระสิริและพระเกียรติ ขอพระสิริ คำสรรเสริญ และสิทธิอำนาจทั้งปวงจงมีแด่พระบัลลังก์!” (“บทที่ 1” ของ พระดำรัสของพระคริสต์ในปฐมกาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) ถึงตอนนั้นผมจะยังไม่เข้าใจพระวจนะนี้ทั้งหมด แต่ตอนที่ได้ยิน ผมก็รู้สึกว่าพระวจนะนั้นแสนพิเศษ น่าตื้นตัน และไม่มีมนุษย์คนไหนสามารถพูดถ้อยคำเช่นนั้นได้ ผมมั่นใจว่าพระวจนะเหล่านี้ต้องมาจากพระเจ้า ว่าพระวจนะนั้นคือพระดำรัสของพระวิญญาณบริสุทธิ์ หลังจากนั้น พระวจนะแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์บทแล้วบทเล่าก็ถูกส่งมาที่คริสตจักรของเราอยู่ตลอด พระวจนะที่เปิดเผยความจริงมากมายแห่งศรัทธาและความลึกลับของพระคัมภีร์ อีกทั้งเปิดเผยเส้นทางของการปฏิบัติความจริงและการเข้าสู่ชีวิตให้แก่พวกเราด้วย ระหว่างเวลานั้น พวกเราทำการชุมนุมกันเกือบทุกวันเพื่ออ่านพระวจนะของพระวิญญาณบริสุทธิ์ พระวจนะนั้นช่างค้ำจุนและหล่อเลี้ยงหัวใจของผมนัก ทุกคนต่างจดจ่ออยู่ในความปีติยินดีและสุขใจ และรู้สึกว่าได้รับพระพรมากล้น เราทุกคนต่างคิดว่า พวกเราอยู่ในกลุ่มแรกที่จะถูกยกขึ้นไปเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า คิดว่าเราคือผู้เอาชนะที่พระเจ้าจะทรงสร้าง คิดว่าเรามีส่วนแบ่งในอาณาจักรแห่งสวรรค์แน่นอน อีกทั้งเราคู่ควรที่จะได้รับพระสัญญาและพระพรจากพระเจ้า เราทุกคนต่างทุ่มเทตนเองเพื่อพระเจ้าอย่างเต็มเปี่ยมด้วยศรัทธา บางคนก็คัดลอกพระวจนะแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ออกมาอย่างบ้าระห่ำ บางคนก็นำพระวจนะไปแต่งเป็นเพลงสรรเสริญ สถานการณ์ของพวกเราในตอนนั้นก็ลำบากมากเช่นกัน มีเหล่าพี่น้องชายหญิงจำนวนไม่น้อยที่ถูกจับกุมระหว่างการชุมนุม ผมไม่ได้ขี้ขลาดหรือหวาดกลัว แต่กลับทุ่มเทตัวเองเพื่อพระเจ้าอย่างกระตือรือร้นต่อไป

เพราะผมเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวังที่จะได้รับพระพรและได้เข้าสู่อาณาจักรแห่งสวรรค์ พระเจ้าดำรัสพระวจนะใหม่ๆ และนำพวกเราเข้าสู่การทดสอบพวกคนปรนนิบัติ วันหนึ่งในเดือนตุลาคม ผมได้รับแจ้งให้ไปที่การชุมนุมที่คริสตจักรซึ่งอยู่ห่างออกไป 25 ไมล์ เพื่อรวบรวมพระวจนะใหม่ซึ่งดำรัสโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ผมคิดว่าจะต้องมีข่าวที่วิเศษแน่ ผมจึงรีบขึ้นจักรยานและปั่นไปยังสถานที่ชุมนุมอย่างตื่นเต้น พลางฮัมเพลงและพรั่งพรูไปด้วยพลังงาน พอไปถึงผมก็ต้องแปลกใจ ผมเห็นว่าเหล่าพี่น้องชายหญิงดูเหมือนจะมีปัญหา และทุกคนต่างก้มหน้าก้มตา พี่ชายคนหนึ่งพูดกับผมว่า “พระวิญญาณบริสุทธิ์มีพระดำรัสแล้ว พระเจ้าตรัสว่าเราทุกคนคือพวกคนปรนนิบัติ” พี่สาวคนหนึ่งก็พูดขึ้นมา สองตามีน้ำตาเอ่อ “พวกเราทุกคนคือคนปรนนิบัติ ประชาชนชาวจีนมีอยู่เพื่อให้บริการ และเราจะไม่ได้รับพระพรใดๆ ทั้งสิ้น” ผมไม่เชื่อเลยว่ามันคือเรื่องจริง ผมจึงเร่งไปอ่านพระวจนะของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และอ่านพระวจนะนี้จากพระเจ้า: “ในประเทศจีน นอกเหนือจากบรรดาบุตรหัวปีของเราและประชากรของเราแล้ว บุคคลอื่นทั้งหมดคือเชื้อสายของพญานาคใหญ่สีแดงและจะต้องถูกละทิ้ง พวกเจ้าต้องเข้าใจว่า จะว่าไปแล้วประเทศจีนคือชนชาติที่ถูกเราสาปแช่ง และมีประชากรของเราไม่กี่คนที่นั่นที่ไม่ได้เป็นสิ่งใดมากไปกว่าพวกที่ทำการปรนนิบัติเพื่องานในอนาคตของเรา กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ นอกเหนือจากบรรดาบุตรหัวปีของเราแล้ว ก็ไม่มีบุคคลอื่นใด—พวกเขาทั้งหมดจะต้องพินาศ จงอย่าคิดว่าเราสุดขั้วจนเกินไปในกิจการของเรา—นี่คือประกาศกฤษฎีกาบริหารของเรา พวกที่ทุกข์ทนกับคำสาปแช่งของเราคือเป้าหมายของความเกลียดชังของเรา และการนี้ได้รับการกำหนดไว้อย่างมั่นคง” (“บทที่ 95” ของ พระดำรัสของพระคริสต์ในปฐมกาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) พอได้อ่านบทตอนนี้ ผมถึงกับอึ้งไปเลย พวกคนปรนนิบัติเคยถูกพูดถึงหลายครั้งในพระวจนะของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และผมคิดมาตลอดว่าพระวจนะหมายถึงผู้ไม่เชื่อ แต่กลายเป็นว่ามันเกี่ยวกับตัวเราเอง พระวจนะนั้นกล่าวว่า ชาวจีนคือพวกคนปรนนิบัติผู้ถูกสาปแช่งโดยพระเจ้า และเมื่อพวกเขาปรนนิบัติงานของตัวเองสำเร็จ พวกเขาก็จะถูกโยนลงสู่บาดาลลึก ผมรู้สึกอ่อนแรงไปทั้งตัว ผมไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองคือคนปรนนิบัติ ศรัทธาตลอดหลายปีที่ผ่านมาสูญเปล่าอย่างนั้นหรือ? ไม่เพียงแต่ผมไม่ได้รับพระพรในอาณาจักรแห่งสวรรค์เท่านั้น แต่ผมยังจะถูกโยนลงสู่บาดาลลึกอีก! ผมรู้สึกเหมือนถูกโยนลงไปในขุมนรก ผมรู้สึกทุกข์ระทม และความข้องใจทั้งหลายก็เริ่มปรากฏ ผมคิดถึงว่า ผมได้ล้มเลิกการศึกษาเพื่อดำเนินตามองค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างไร คนบนโลกนี้เย้ยหยันผมอย่างไร เพื่อนฝูงและครอบครัวไม่เข้าใจผมอย่างไร และคิดถึงการข่มเหงจากตำรวจของพรรคคอมมิวนิสต์จีน และที่ผมหลบหนีการจับกุมอย่างหวุดหวิดมาได้หลายครั้ง แต่ผมก็ไม่เคยถอยกลับ ผมกลับเดินหน้าทุ่มเทตัวเองและทำการพลีอุทิศต่อไป ผมได้ทนทุกข์อย่างหนัก ผมคิดว่าตัวเองคงได้เข้าสู่อาณาจักรแห่งสวรรค์และเพลิดเพลินกับพระพร แต่ตอนนี้ ผมเป็นเพียงคนปรนนิบัติที่ต่ำต้อย ผมจับต้นชนปลายไม่ถูก ผมนั่งอยู่ตรงนั้นสักพักพลางถอนหายใจด้วยความสิ้นหวัง เหล่าพี่น้องชายหญิงคนอื่นๆ ก็ได้แต่ก้มหน้าก้มตา บางคนเช็ดน้ำตา บางคนก็ปิดหน้าแล้วเริ่มร้องไห้ออกมาดังๆ พี่ชายน้องชายบางคนถึงขนาดคร่ำครวญเสียงดัง

ระหว่างทางกลับบ้านหลังการชุมนุม ผมแทบไม่เหลือเรี่ยวแรงที่จะปั่นจักรยาน ผมสงสัยไปตลอดทางว่า “ฉันเป็นคนปรนนิบัติได้อย่างไรกัน?” ยิ่งผมคิดถึงมันมากเท่าไหร่ ผมก็ยิ่งรู้สึกว่ามันผิด และน้ำตาก็เอาแต่เอ่อขึ้นมา พอกลับถึงบ้าน ผมไม่สนใจที่จะทำอะไรทั้งสิ้น นอกจากเดินก้มหน้าก้มตา ไม่อยากพูดกับใครทั้งนั้น ขนาดหายใจยังเหนื่อยเกินทน ผมไม่สามารถลาออกจากการเป็นคนปรนนิบัติ ผู้ซึ่งท้ายที่สุดก็ไม่ได้รับพระพรใดๆ ได้

พระวจนะของพระเจ้าถูกปล่อยออกมาบทแล้วบทเล่า และผมก็อ่านแต่ละบทอย่างกระตือรือร้น ปรารถนาว่าจะมีสักเศษเสี้ยวของความหวังในพระวจนะของพระองค์ ที่ผลลัพธ์ของผมจะเปลี่ยนแปลงได้ แต่นอกจากผมจะไม่เจออะไรเกี่ยวกับพระพรอย่างที่หวังแล้ว พระวจนะทั้งหมดมีเพียงการพิพากษาอันรุนแรง มีบางส่วนในพระวจนะของพระเจ้า โดยเฉพาะที่กล่าวว่า: “พวกที่ทำการปรนนิบัติและพวกที่เป็นของมารคือคนตายที่ไร้จิตวิญญาณ และพวกเขาทั้งหมดต้องถูกลบล้างและถูกทำให้ไปสู่ความไม่มีอะไร นี่คือความล้ำลึกแห่งแผนการบริหารจัดการของเรา และเป็นส่วนหนึ่งของแผนการบริหารจัดการของเราที่มวลมนุษย์ไม่สามารถหยั่งลึกได้ อย่างไรก็ตาม ในเวลาเดียวกัน เราก็ได้ทำให้การนี้เป็นที่เผยเป็นสาธารณะต่อทุกคน พวกที่ไม่ได้เป็นของเราก็ขัดต่อเรา บรรดาผู้ที่เป็นของเราคือผู้ที่เข้ากับเราได้ นี่โต้แย้งไม่ได้อย่างที่สุด และเป็นหลักการเบื้องหลังการพิพากษาซาตานของเรา หลักการนี้ควรเป็นที่รู้จักต่อคนทั้งหมดเพื่อที่พวกเขาจะสามารถมองเห็นความชอบธรรมและความเป็นธรรมของเรา ทุกคนที่มาจากซาตานจะถูกพิพากษา ถูกเผาผลาญ และถูกทำให้แปรเป็นเถ้า นี่ก็คือความพิโรธของเราด้วยเช่นกัน และจากการนี้อุปนิสัยของเราก็ได้ถูกทำให้เป็นที่ประจักษ์ชัดมากขึ้น” (“บทที่ 108” ของ ” ของ ถ้อยดำรัสของพระคริสต์ในปฐมกาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) “หลังจากทำงานปรนนิบัติให้เราในวันนี้แล้ว พวกเขาทั้งหมดต้องจากไป! จงอย่าเอ้อระเหยอยู่ในนิเวศของเรา จงหยุดการเอาแต่ได้ที่ต่อเนื่องไร้ยางอายของพวกเจ้า! พวกที่เป็นของซาตานคือบุตรของมารทั้งหมด และย่อมจะพินาศตลอดไป” (“บทที่ 109” ของ พระดำรัสของพระคริสต์ในปฐมกาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) พอได้เห็นพระเจ้าทรงพิพากษาและสาปแช่งพวกคนปรนนิบัติแล้ว ผมก็สูญสิ้นความหวังทั้งหมด และรู้สึกว่าตัวเองร่วงหล่นลงสู่บาดาลลึกแล้วจริงๆ ผมไม่รู้เลยว่าจะอธิบายความรู้สึกที่ทุกข์ระทมนั้นได้อย่างไร ผมคิดถึงว่าเคยได้อยู่ในอ้อมกอดของพระเจ้าอย่างไร เคยยินดีกับความรักของพระองค์อย่างไร แต่ตอนนี้ผมกลับถูกโยนทิ้ง ถูกกล่าวโทษและถูกสาปแช่งโดยพระเจ้า ถูกขับลงสู่บาดาลลึก ผมจมดิ่งลงสู่กระบวนการถลุงของความระทมทุกข์ และกลายเป็นคนคิดลบ ผมไม่มีเรี่ยวแรงที่จะอธิษฐาน ฟังบทเพลงสรรเสริญ หรืออ่านพระวจนะของพระเจ้า ผมถึงขั้นเริ่มนึกเสียใจกับทุกสิ่งที่ผมได้ทุ่มเทและพลีอุทิศไปก่อนหน้า ถ้าผมรู้ว่ามันจะกลายเป็นแบบนั้น ผมคงทิ้งทางออกไว้ให้ตัวเอง แต่ตอนนี้ผมไม่ได้ทิ้งอะไรไว้เลย ถ้าเพื่อนฝูงและครอบครัวผู้ไม่เชื่อของผมรู้ว่าผมกลายเป็นคนปรนนิบัติ และจะจบลงแบบมือเปล่า พวกเขาจะไม่เย้ยหยันผมอย่างไม่มีจบสิ้นงั้นหรือ? ผมจะมีหน้าไปเจอใครได้อย่างไร? ผมจะทำอย่างไรดี? พอผมคิดถึงเรื่องนั้น ผมก็รู้สึกว่าถูกตำหนิจริงๆ พอคิดถึงที่ตัวเองได้ศรัทธามาหลายปี แม้ว่าผมจะทุกข์ทรมานค่อนข้างมาก แต่ผมก็ได้เพลิดเพลินกับพระคุณและพระพรของพระเจ้ามากๆ วันนี้ พระเจ้าทรงยกระดับให้ผมได้ยินพระวจนะใหม่ของพระองค์ และผมก็ได้เรียนรู้ความลึกลับและความจริงมากมาย ผมไม่อาจแยกห่างพระเจ้าได้ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม

ครั้งหนึ่งในการชุมนุม พวกเราได้อ่านพระวจนะเหล่านี้ของพระเจ้า: “เราพึงปรารถนาเพียงแค่ว่าพวกเจ้ามอบถวายกำลังทั้งหมดที่เจ้ามีให้แก่เราด้วยสุดหัวใจและจิตใจของเจ้า และด้วยสุดความสามารถของพวกเจ้า ไม่ว่าจะเป็นวันนี้หรือวันพรุ่งนี้ ไม่ว่าเจ้าจะเป็นใครบางคนผู้ซึ่งทำการปรนนิบัติเราหรือใครบางคนผู้ซึ่งได้รับพร เจ้าควรทุ่มเทกำลังทั้งหมดที่เจ้าวัดได้ให้กับราชอาณาจักรของเรา นี่คือภาระผูกพันที่ผู้คนซึ่งถูกสร้างทั้งปวงควรรับไว้ และต้องถูกกระทำและดำเนินการในหนทางนี้ เราจะระดมทุกสรรพสิ่งเพื่อทำการปรนนิบัติในการทำให้ความงดงามแห่งราชอาณาจักรของเราใหม่ตลอดเวลา และเพื่อบ้านของเราจะได้ถูกทำให้ปรองดองและรวมกันเป็นหนึ่งเดียว ไม่มีผู้ใดได้รับอนุญาตให้เยาะเย้ยท้าทายเรา และผู้ใดก็ตามที่ทำเช่นนั้นจะต้องทนทุกข์กับการพิพากษาและถูกสาปแช่ง” (“บทที่ 100” ของ พระดำรัสของพระคริสต์ในปฐมกาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) ผู้นำคริสตจักรในตอนนั้นได้แบ่งปันการสามัคคีธรรมจากพระวจนะนั้นด้วย “ผู้คนจำนวนมากรู้สึกว่ามันน่าละอายที่จะเป็นคนปรนนิบัติ แต่นั่นผิดอย่างที่สุด การที่พวกเราสามารถทำการปรนนิบัติต่อพระเจ้าได้ในวันนี้เป็นบางสิ่งบางอย่างที่พระองค์ได้ทรงลิขิตไว้ล่วงหน้าแล้ว และยิ่งไปกว่านั้น พระเจ้าได้ทรงเลือกสรรพวกเราเพื่อให้ทำเช่นนั้น แท้ที่จริงแล้ว การทำการปรนนิบัติพระเจ้าผู้ทรงสูงสุดและทรงมหิทธิฤทธิ์เป็นสิ่งที่มีสง่าราศีทีเดียว! พวกเราเป็นมนุษย์ผู้ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามอย่างถลำลึก และเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า พวกเราทั้งหมดล้วนเป็นแค่สรรพสิ่งที่ทรงสร้างตัวจิ๋ว ผู้ใดเล่าที่เหมาะจะทำงานปรนนิบัติพระเจ้า? ในบรรดามวลมนุษย์ทั้งปวงนั้น พวกเราคือบรรดาผู้ที่พระเจ้าได้ทรงคัดเลือกให้รับใช้พระองค์ พวกเราได้รับมากมาย และนี่คือการยกระดับที่ยิ่งใหญ่จากพระเจ้าอย่างแท้จริง นี่คือคำแถลงการณ์ที่เป็นธรรมที่สุด และหากเจ้า ไม่สามารถจับใจความมันได้ เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็โอหังเกินเหตุผลทั้งปวง เราขอบอกเจ้าด้วยความจริงเลยว่า พระเจ้าได้ทรงอนุญาตให้พวกเรา─พวกเราผู้ซึ่งขาดพร่องในสภาวะความเป็นมนุษย์โดยสิ้นเชิง─มารับใช้พระองค์ ถึงกระนั้น เจ้ารู้หรือไม่ว่า พระองค์ได้ทรงทนทุกข์กับความอัปยศอดสูมากเพียงใด? พระองค์ทรงเผชิญหน้ากับผู้คนที่เสื่อมทรามดังเช่นตัวพวกเราเองในแต่ละวัน แต่ทว่าผู้ใดเล่าท่ามกลางพวกเราที่เคยคิดคำนึงถึงความอัปยศอดสูงอันยิ่งใหญ่ที่พระเจ้าได้ทรงทนทุกข์? พวกเรามักกบฏต่อพระองค์และเยาะเย้ยท้าทายพระองค์อยู่เสมอ พวกเราตัดสินพระองค์ด้วยมโนคติที่หลงผิดและการจินตนาการทั้งหลายของพวกเราเอง และพวกเราได้ทำพระทัยของพระองค์แตกสลาย พระเจ้าได้ทรงทนทุกข์กับความปวดร้าวมากเพียงใด? จงฟังเราเมื่อเราพูดว่าพวกเรานั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยอุปนิสัยที่เสื่อมทราม และเมื่อพวกเราปรนนิบัติพระองค์นั้น พวกเราทำไม่ได้ตามข้อพึงประสงค์ของพระองค์ หลังจากมีพฤติกรรมเช่นนั้นแล้ว พวกเราก็ไม่เหมาะแม้กระทั่งจะทำการปรนนิบัติพระเจ้า พวกเราจะสามารถเหมาะที่จะเป็นประชากรของพระองค์ได้อย่างไรกัน?” พอได้ยินเช่นนี้ผมก็ได้รู้ตัว พระเจ้าคือพระผู้สร้าง และพระองค์คือผู้ประทับอยู่สูงสุด ส่วนตัวผมก็ต่ำต้อยและเล็กจ้อยนัก ดังนั้นการได้ทำงานปรนนิบัติพระองค์ก็คือการยกระดับและพระกรุณาของพระเจ้า แต่ผมกลับไม่รู้จักตัวตนหรือสถานะของตัวเอง เชื่อว่าการเป็นคนปรนนิบัตินั้นต่ำต้อย และผมไม่เต็มใจจะทำสิ่งนั้นเพื่อพระเจ้า ผมช่างโอหังและไร้เหตุผลนัก พอคิดย้อนไป ถึงแม้ผมจะไล่ตามอย่างกระตือรือร้น ทำการพลีอุทิศและทุ่มเทตัวเอง แต่ทั้งหมดก็เพื่อจะได้รับพระพร เพื่อเพลิดเพลินกับพระพรของอาณาจักรแห่งสวรรค์ ผมกลายเป็นคนที่มีแรงจูงใจอย่างมากเมื่อได้อ่านพระวจนะของพระเจ้า เรื่องพระสัญญาและพระพรสำหรับมนุษย์ และผมเดินหน้าต่อแม้ต้องเผชิญกับการข่มเหงจากตำรวจของพรรคคอมมิวนิสต์จีน แต่พอผมได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าที่บอกว่าพวกเราคือคนปรนนิบัติ ผู้จะถูกโยนลงสู่บาดาลลึก ผมก็เริ่มข้องใจและตำหนิพระเจ้า ถึงขั้นคิดว่าจะทรยศและทอดทิ้งพระเจ้าด้วยซ้ำ ผมจะเป็นผู้เชื่อที่แท้จริงได้อย่างไร? สิ่งที่ผมได้มอบ สิ่งที่ผมพลีอุทิศและทุ่มเททั้งหมดล้วนแปดเปื้อนด้วยแรงจูงใจและความไม่บริสุทธิ์ของผม มันคือเพื่อให้ได้รับพระพร พยายามที่จะหลอกลวงพระเจ้า ทำข้อตกลงกับพระเจ้า ผมช่างเห็นแก่ตัวและน่ารังเกียจมาก ผมเพลิดเพลินกับพระคุณและพระพรของพระเจ้า การค้ำจุนและการรดน้ำแห่งพระวจนะของพระองค์อย่างมาก แต่ผมกลับต้องการทรยศพระองค์ เวลาที่ผมไม่เห็นพระพรสำหรับผมในนั้น ผมไร้ซึ่งจิตสำนึกหรือเหตุใดโดยสิ้นเชิง ความคิดนี้ทิ้งให้ผมเต็มไปด้วยความสำนึกผิดและการตำหนิตนเอง ผมคือผลผลิตแห่งพญานาคใหญ่สีแดง ผมตกเป็นของซาตานและไม่ได้อยู่ในพระนิเวศของพระเจ้า ขนาดศรัทธาของผมก็ถูกกระตุ้นด้วยการได้รับพระพร พระเจ้านั้นทรงบริสุทธิ์และชอบธรรม และพระอุปนิสัยของพระองค์ก็ไม่ทนต่อการทำให้ขุ่นเคือง การปฏิบัติด้วยพฤติกรรมและทัศนคติต่อพระเจ้าของผม ผมไม่คู่ควรแม้แต่จะเป็นคนปรนนิบัติด้วยซ้ำ ผมควรถูกสาปแช่งและถูกพระเจ้าทรงส่งไปนรกตั้งนานแล้ว พระเจ้าไม่ได้ทรงลงโทษผม แต่ทรงอนุญาตให้ผมใช้ชีวิตอยู่ด้วยลมหายใจนี้ เพื่อให้ผมได้มีโอกาสฟังพระดำรัสของพระองค์ ยอมรับในการค้ำจุนของพระองค์เพื่อชีวิต และทำงานปรนนิบัติพระเจ้าผู้ซึ่งประทับอยู่สูงสุด นี่คือการยกระดับอันแสนวิเศษ และผมควรที่จะขอบคุณพระเจ้า ผมมีสิทธิ์อะไรไปตัดพ้อหรือ? ผมได้รู้แล้วว่าผมต้องปรนนิบัติพระเจ้าอย่างดี!

ช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน เราได้รับพระวจนะใหม่ของพระเจ้ามากขึ้น “หลังจากที่เราหวนคืนสู่ศิโยน บรรดาผู้ที่อยู่บนแผ่นดินโลกจะยังคงสรรเสริญเราต่อไปดั่งเช่นในอดีต พวกคนปรนนิบัติที่จงรักภักดีเหล่านั้นจะรอคอยตลอดไปเพื่อทำการปรนนิบัติเรา แต่การทำหน้าที่ของพวกเขาจะมาถึงบทอวสานแล้ว สิ่งที่ดีที่สุดที่พวกเขาสามารถทำได้ก็คือการใคร่ครวญรูปการณ์แวดล้อมของการทรงสถิตของเราบนแผ่นดินโลก ในเวลานั้น เราจะเริ่มนำพาความวิบัติลงมายังพวกที่จะทนทุกข์กับหายนะ กระนั้นทุกคนก็ยังเชื่อว่าเราคือพระเจ้าผู้ชอบธรรม เราจะไม่ลงโทษพวกคนปรนนิบัติที่จงรักภักดีเหล่านั้นอย่างแน่นอน เพียงแต่จะยอมให้พวกเขารับพระคุณของเราไว้ เพราะเราได้พูดไว้แล้วว่าเราจะลงโทษคนทำชั่วทั้งหมด และว่าบรรดาผู้ที่ทำความประพฤติดีจะรับความชื่นชมยินดีทางวัตถุที่เราประทานไว้ อันเป็นการสาธิตแสดงว่าเราคือพระเจ้าแห่งความชอบธรรมและความสัตย์ซื่อพระองค์เอง” (“บทที่ 120” ของ พระดำรัสของพระคริสต์ในปฐมกาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) ผมได้เห็นแล้วว่า พระเจ้าไม่ได้ทรงทอดทิ้งพวกเราเลย และพระองค์ก็ไม่ได้ทรงลงโทษพวกเราเพราะพวกเราเป็นผลผลิตจากพญานาคใหญ่สีแดงด้วย พระเจ้ายังทรงอนุญาตให้พวกเราเป็นคนปรนนิบัติที่อุทิศตนเพื่อพระองค์ และสรรเสริญพระองค์บนโลกนี้ สิ่งนี้ทำให้ผมรู้สึกอบอุ่น และผมก็มีพลังขึ้นจริงๆ ผมรู้สึกอย่างแท้จริงว่า การทำงานปรนนิบัติพระเจ้าคือการถูกยกระดับโดยพระองค์ และนั่นคือพระพร ตลอดช่วงเวลานั้น พวกเราร้องเพลง “โชคดีของเราที่ได้ทำงานปรนนิบัติพระเจ้า” ในทุกการชุมนุม “ด้วยการเผยและการพิพากษาแห่งพระวจนะของพระเจ้า เราจึงเห็นว่าตัวเราเสื่อมทรามล้ำลึกเพียงใด ผู้เต็มไปด้วยเจตนาและความปรารถนาที่จะได้รับพระพร แล้วเราคู่ควรที่จะดำเนินชีวิตเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้าได้อย่างไร? เรานั้นไม่คู่ควรจะเข้าสู่อาณาจักรแห่งสวรรค์ การได้ปรนนิบัติพระเจ้าคือการทรงยกระดับของพระองค์แล้ว โอ้! ด้วยพระคุณของพระเจ้าซึ่งเราทำงานปรนนิบัติ และการปรนนิบัตินั้นคือโชคดีของพวกเราจริงๆ ไม่ว่าจะได้รับพระพรหรือต้องทุกข์ทนต่อโชคร้ายมากแค่ไหน ฉันก็ยินดีที่จะรับใช้พระเจ้าจวบจนวันสุดท้าย” (ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ)

เมื่อเรารู้สึกมีความสุขที่ได้เป็นพวกคนปรนนิบัติ และยินดีที่จะทำงานปรนนิบัติพระเจ้าแล้ว พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ก็ได้ตรัสพระวจนะใหม่ ครั้งนี้คือวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 1992 พระองค์ได้ทรงยกระดับพวกเราให้เป็นประชากรแห่งอาณาจักร และทรงจบการทดสอบคนปรนนิบัติ พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “สถานการณ์ตอนนี้ไม่ใช่สิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยเป็น และงานของเราได้เข้าสู่จุดเริ่มต้นใหม่แล้ว เมื่อเป็นเช่นนั้นก็ย่อมจะมีแนวทางใหม่ กล่าวคือ บรรดาผู้ที่เห็นวจนะของเราและยอมรับวจนะว่าเป็นชีวิตของพวกเขาโดยแท้ คือประชากรในราชอาณาจักรของเราทั้งหมด และเมื่ออยู่ในราชอาณาจักรของเรา พวกเขาก็คือประชากรของราชอาณาจักรของเรา เพราะพวกเขายอมรับการนำของวจนะของเรา แม้ว่าพวกเขาได้รับการบ่งถึงว่าเป็นประชากรของเรา สมญานี้ก็ไม่มีทางเป็นรองการรับเรียกว่า ‘บุตร’ ของเรา” (“บทที่ 1” ของ พระวจนะของพระเจ้าถึงทั้งจักรวาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) พอได้เห็นว่าพระเจ้าทรงเปลี่ยนคนปรนนิบัติให้กลายเป็นประชากรของยุคอาณาจักรของพระองค์ ผมก็มีความสุข ปนเปไปกับเสียใจและตำหนิตัวเอง ผมเสียใจที่ผมเคยเป็นคนคิดลบ อ่อนแอ และไร้ซึ่งความหวังในระหว่างการทดสอบคนปรนนิบัติ และถึงขนาดตัดพ้อพระเจ้า เข้าใจพระองค์ผิดและตำหนิพระองค์ ผมเคยไม่เต็มใจที่จะเป็นคนปรนนิบัติของพระองค์ ผมไร้ซึ่งความภักดีและการเชื่อฟังพระเจ้าอย่างสิ้นเชิง สิ่งนี้ทิ้งให้ผมรู้สึกเสียใจและเป็นหนี้พระเจ้าอย่างยิ่ง ผมมีความสุขเพราะในฐานะผลผลิตของพญานาคใหญ่สีแดง ที่แสนกบฏและเสื่อมทราม แค่เพราะว่าเราไม่ได้ยอมแพ้ในระหว่างการทดสอบ พระเจ้าก็ทรงยกระดับพวกเราให้เป็นประชากรในอาณาจักร เป็นสมาชิกในพระนิเวศของพระองค์ ผมรู้สึกได้ถึงความรักยิ่งใหญ่ที่พระเจ้าทรงมีต่อพวกเรา อีกทั้งความรู้สึกขอบคุณและการสรรเสริญต่อพระเจ้าก็ท่วมท้นขึ้นมาในหัวใจของผม

หลังจากผ่านการทดสอบมาได้ ผมก็ได้เห็นถึงพระปรีชาญาณอันน่าทึ่งในพระราชกิจของพระเจ้า พระองค์ทรงพิพากษา ตีสอน และแม้แต่สาปแช่งมนุษย์ด้วยพระวจนะของพระองค์ และถึงแม้ว่าพระวจนะนั้นจะรุนแรง ทิ้งให้เราเจ็บปวดและรู้สึกเป็นทุกข์ ทั้งหมดก็เพื่อชำระเราให้บริสุทธิ์ และเปลี่ยนแปลงเรา ถึงแม้ว่าผมจะได้รับการถลุงผ่านพระวจนะของพระเจ้า ผมก็ได้เห็นถึงพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระองค์ พระองค์ทรงรังเกียจแรงจูงใจและความไม่บริสุทธิ์ของเรา และพระองค์ทรงรังเกียจศรัทธาที่มีพระพรเป็นแรงจูงใจ หลังจากประสบการณ์นี้ มุมมองของผมต่อศรัทธาก็เปลี่ยนไปบ้างแล้ว ผมหยุดตั้งใจเด็ดเดี่ยวที่จะไล่ตามพระพรและการเข้าสู่อาณาจักรแห่งสวรรค์ แต่รู้สึกว่าการเป็นคนปรนนิบัติที่ได้รับใช้พระผู้สร้างนั้น คือการได้รับการยกระดับโดยพระเจ้า และนี่คือพระพรสำหรับผม มันทำให้ผมรู้สึกภูมิใจและเป็นเกียรติครับ!

ถัดไป: 12 ถวายหัวใจของฉันแด่พระเจ้า

พระเจ้าได้เสด็จมาอย่างลับๆ ก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงและได้ทรงสร้างกลุ่มผู้มีชัยชนะขึ้นแล้ว จากนั้น พระเจ้าจะทรงปรากฏอย่างเปิดเผยและทรงให้รางวัลคนดีและลงโทษคนชั่ว คุณต้องการต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าและให้พระเจ้าช่วยให้รอดก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงหรือไม่? อย่าลังเลที่จะติดต่อเราตอนนี้เพื่อหาวิธี
ติดต่อเราผ่าน Messenger
ติดต่อเราผ่าน Line

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

41 ยึดมั่นในหน้าที่ของฉัน

โดย Yangmu, เกาหลีใต้ ฉันเคยรู้สึกอิจฉาเมื่อเห็นพี่น้องชายหญิงแสดง ร้องเพลง และเต้นรำในการสรรเสริญพระเจ้า...

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้