ประการที่แปด: พวกเขาย่อมจะให้ผู้อื่นนบนอบเฉพาะพวกเขาเท่านั้น ไม่ใช่ความจริงหรือพระเจ้า (ภาคที่สอง)

ส่วนเสริม: การเสวนาสั้นๆ ถึงสามแง่มุมของความเป็นมนุษย์ที่ปกติ

คราวนี้พวกเราจะสามัคคีธรรมโดยที่ไม่มีเรื่องเล่า  พวกเราจะเริ่มด้วยหัวข้อที่มักจะเสวนากันคือ ความเป็นมนุษย์คืออะไร  ที่ผ่านมาพวกเราคุยเรื่องนี้กันไปมากแล้ว และตอนนี้ก็พูดถึงอีกเช่นกัน  นี่เป็นหัวข้อที่เอ่ยถึงกันเนืองๆ เป็นเรื่องที่คนเราเผชิญอยู่ทุกวันในชีวิตประจำวัน เป็นหัวข้อที่สามารถพบเจอและมีประสบการณ์ได้ทุกวัน  หัวข้อนั้นก็คือ ความเป็นมนุษย์คืออะไร  ความเป็นมนุษย์ครอบคลุมเรื่องสำคัญหลายเรื่อง  ลักษณะทั่วไปที่สำแดงให้เห็นถึงความเป็นมนุษย์ในชีวิตประจำวันของคนเรามีอะไรบ้าง?  (ความซื่อตรงและศักดิ์ศรี)  มีอะไรอีก?  มโนธรรมและสำนึก ถูกต้องหรือไม่?  (ถูกต้อง)  พวกเจ้ามักจะพูดถึงสิ่งเหล่านั้น  มีอะไรอีกที่พวกเจ้าไม่ค่อยพูดถึง?  นั่นก็คือ มีหัวข้อใดบ้างที่โดยพื้นฐานแล้วพวกเจ้าไม่ค่อยเอ่ยถึงเวลาพูดคุยกันตามปกติถึงความเป็นมนุษย์?  มโนธรรมและสำนึก ความซื่อตรงและศักดิ์ศรี—หัวข้อเหล่านี้เป็นเรื่องพื้นฐานที่คนเราพบเจอเป็นประจำ  มโนธรรม สำนึก ความซื่อตรง และศักดิ์ศรีที่พวกเจ้ามักจะเสวนากันมีความเชื่อมโยงกับชีวิตจริงของพวกเจ้ามากเพียงใด?  เนื้อหานั้นเสริมสร้างและช่วยเหลือการปฏิบัติและการเข้าสู่ของเจ้าในชีวิตจริงอย่างไรบ้าง?  มีประโยชน์เพียงใด?  แล้วมีเรื่องใดอีกบ้างที่เกี่ยวข้องอย่างแนบแน่นกับชีวิตประจำวันของพวกเจ้าตามชีวิตมนุษย์ที่เป็นปกติ?  เราจะเอ่ยถึงบางเรื่อง แล้วมาดูกันว่าใช่เรื่องที่พวกเจ้าพบเจอเป็นประจำหรือไม่  สำหรับเนื้อหาที่เกี่ยวพันกับความเป็นมนุษย์ พวกเราจะพักไว้ก่อนว่าเนื้อหานี้เป็นบวกหรือเป็นลบ และเกี่ยวเนื่องกับความเป็นมนุษย์ที่ปกติหรือผิดปกติ  นอกจากเรื่องที่เพิ่งเอ่ยไปแล้ว ยังมีเรื่องของท่าทีที่ผู้คนใช้ปฏิบัติต่อคน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลายนานาประเภทในชีวิตประจำวันอีกด้วย  นั่นก็เป็นเรื่องหนึ่งใช่หรือไม่?  นั่นก็เกี่ยวพันกับความเป็นมนุษย์มิใช่หรือ?  (ใช่)  แล้วก็มีอีกเรื่องหนึ่งคือ การดูแลสภาพแวดล้อมส่วนตัวของผู้คนในชีวิตประจำวัน กับอีกเรื่องคือท่าทีและพฤติกรรมของผู้คนในการติดต่อเพศตรงข้ามของพวกเขา  สามเรื่องนี้เกี่ยวเนื่องกับความเป็นมนุษย์หรือไม่?  (เกี่ยวเนื่อง)  เกี่ยวเนื่องกันหมด  สำหรับหัวข้อที่จะเสวนากันในตอนนี้ พวกเราจะพักเรื่องการไล่ตามเสาะหาความจริงของมนุษย์ วิธีเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงในการเชื่อในพระเจ้า และวิธีการยึดถือหลักธรรมต่างๆ เอาไว้ก่อน และคุยกันแต่เรื่องความเป็นมนุษย์เท่านั้น  ดังนั้น สามเรื่องที่กล่าวมานั้น—เชื่อมโยงกับความเป็นมนุษย์มากหรือไม่?  (มาก)  สามเรื่องนั้นมีอะไรบ้าง?  จงพูดทวนอีกครั้งเถิด  (เรื่องแรกคือท่าทีที่ผู้คนใช้ปฏิบัติต่อคน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลายนานาประเภทในชีวิตประจำวัน  เรื่องที่สองคือการดูแลสภาพแวดล้อมส่วนตัวของผู้คนในชีวิตประจำวัน  เรื่องที่สามคือท่าทีและพฤติกรรมของผู้คนในการติดต่อเพศตรงข้ามในชีวิตประจำวันของพวกเขา)  แล้วทั้งสามเรื่องเกี่ยวพันกับสิ่งใด?  (ความเป็นมนุษย์)  เหตุใดพวกเราจึงกล่าวว่าสามเรื่องนี้เกี่ยวพันกับความเป็นมนุษย์ เกี่ยวเนื่องกับความเป็นมนุษย์?  เหตุใดพวกเราจึงแยกสามเรื่องนี้ออกมา?  เหตุใดจึงไม่คุยในส่วนที่เกี่ยวกับมโนธรรมและสำนึก?  เหตุใดพวกเราจึงพักแง่มุมที่เสวนากันเป็นปกติมาพูดถึงสามเรื่องนี้?  สามเรื่องนี้อยู่ในขั้นสูงกว่าหรือขั้นพื้นฐานกว่าเรื่องของมโนธรรม สำนึก ความซื่อตรง และศักดิ์ศรีที่เกี่ยวเนื่องกับความเป็นมนุษย์ซึ่งพวกเราได้เสวนากันไปแล้ว?  (พื้นฐานกว่า)  เช่นนั้นแล้ว การเสวนาสามเรื่องนี้จะเป็นการดูเบาพวกเจ้าหรือไม่?  (ไม่)  แล้วเหตุใดพวกเราจึงจะเสวนาสามเรื่องนี้?  (เป็นเรื่องที่สัมพันธ์กับชีวิตจริง)  เป็นเรื่องที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงมากกว่า  นั่นคือสาเหตุที่พวกเจ้าคิดได้อย่างนั้นหรือ?  เหตุใดพวกเราจึงจะพูดคุยเรื่องนี้กัน?  เพราะว่าเราได้พบเจอปัญหาแล้ว กล่าวคือ ในแง่ภาวะของผู้คนและพฤติกรรมต่างๆ ที่ปรากฏในชีวิตประจำวันของผู้คนนั้น เราได้พบเจอปัญหาบางอย่างที่ผูกติดกับชีวิตจริงของผู้คนอย่างแนบแน่น และจำเป็นต้องนำปัญหามาตีแผ่และสามัคคีธรรมไปทีละเรื่อง  ในการเชื่อในพระเจ้านั้น หากผู้คนละเลยชีวิตจริงและพฤติกรรมต่างๆ ในความเป็นมนุษย์ที่ปกติและในชีวิตประจำวัน เอาแต่ก้มหน้าก้มตาไล่ตามเสาะหาความจริง—ซึ่งเป็นความจริงอันลุ่มลึก เช่น การเป็นคนที่พระเจ้ารัก—จงบอกเราเถิดว่า นั่นจะนำไปสู่ปัญหาใด?  เวลาไล่ตามเสาะหาความจริง ผู้คนจะเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงได้ภายใต้เงื่อนไขพื้นฐานเช่นใด?  (พวกเขาต้องไล่ตามเสาะหาความจริงในชีวิตจริง)  มีอะไรอีก?  (พวกเขาต้องมีความเป็นมนุษย์ที่ปกติ)  ถูกต้อง—พวกเขาต้องมีความเป็นมนุษย์ที่ปกติ ซึ่งนอกจากมโนธรรม สำนึก ความซื่อตรง และศักดิ์ศรีแล้ว ยังมีสามเรื่องที่พวกเราเพิ่งเอ่ยถึงอีกด้วย  หากคนคนหนึ่งไม่อาจใช้ชีวิตได้ตามมาตรฐานหรือสัมฤทธิ์ความเป็นปกติในสามเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความเป็นมนุษย์นี้ การพูดถึงการไล่ตามเสาะหาและแสวงหาความจริงก็ออกจะกลวงเปล่าอยู่บ้าง  การไล่ตามเสาะหาความจริง ไล่ตามเสาะหาการเข้าสู่ความเป็นจริงความจริง ไล่ตามเสาะหาความรอด—นี่ไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนบรรลุได้ มีเพียงคนส่วนน้อยที่รักความจริงและมีความเป็นมนุษย์ที่ปกติเท่านั้นที่ทำได้  หากคนเราไม่รู้ว่าคนที่มีความเป็นมนุษย์ที่ปกติควรมีสิ่งใด หรือควรทำสิ่งใด หรือควรมีท่าทีและมุมมองเช่นใดในเรื่องของผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลายบางประการ คนคนนั้นจะสัมฤทธิ์การเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงได้หรือไม่?  การไล่ตามเสาะหาความจริงของพวกเขาจะให้ผลได้หรือไม่?  น่าเสียดายที่ไม่อาจทำได้

ก. ท่าทีที่ผู้คนใช้ปฏิบัติต่อคน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลายนานาประเภท

พวกเราจะเริ่มด้วยการสามัคคีธรรมถึงเรื่องแรกที่เกี่ยวพันกับความเป็นมนุษย์ คือ ท่าทีที่ผู้คนใช้ปฏิบัติต่อคน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลายนานาประเภทในชีวิตประจำวัน  ทุกคนเข้าใจว่า “ชีวิตประจำวัน” หมายความว่าอย่างไร  ไม่จำเป็นต้องขยายความอีก  แล้วผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลายที่เกี่ยวเนื่องกับความเป็นมนุษย์ หลักๆ แล้วมีอะไรบ้าง?  กล่าวคือ มีอะไรบ้างที่เข้าขั้นความเป็นมนุษย์ที่ปกติ เกี่ยวเนื่องกับขอบเขตของความเป็นมนุษย์ที่ปกติ และเกี่ยวข้องกับความเป็นมนุษย์ที่ปกติ?  (การมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนและสิ่งทั้งหลาย)  นั่นเป็นส่วนหนึ่ง  ยังมีความรู้และทักษะวิชาชีพที่คนเราควรเรียนรู้ และมีความรู้ทั่วไปในการใช้ชีวิตประจำวัน  ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่คนที่มีความเป็นมนุษย์ที่ปกติควรเข้าใจและควรมี  ตัวอย่างเช่น บางคนเรียนงานไม้หรืองานก่ออิฐก่อปูน บ้างก็เรียนขับรถหรือซ่อมรถ  เหล่านี้คือทักษะ เป็นงานช่างฝีมือ และการรู้ในงานช่างฝีมือดังที่กล่าวมานี้ก็คือการมีความชำนาญในสายอาชีพของงานช่างฝีมือนั้นๆ  แล้วคนเราต้องเรียนรู้ทักษะถึงขั้นใดและได้มาตรฐานใดจึงจะนับว่าเป็นผู้ชำนาญ?  อย่างน้อยเขาก็ต้องสามารถสร้างงานที่สำเร็จออกมาได้ตามมาตรฐานอันเป็นที่ยอมรับ  มีบางคนที่ทำงานได้ค่อนข้างหยาบ  งานที่พวกเขาทำนั้นไม่ได้มาตรฐานถึงขนาดที่ทนดูไม่ไหว  ปัญหาในที่นี้คืออะไร?  เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับท่าทีที่พวกเขามีต่อวิชาชีพของตน  บางคนไม่มีท่าทีที่ตั้งใจจริง  โดยคิดว่า “ถ้าสิ่งที่ฉันทำออกมานี้ใช้งานได้ ก็ดีพอแล้ว  ใช้แก้ขัดไปก่อนสักไม่กี่ปี แล้วค่อยมาซ่อมทีหลัง”  ผู้คนที่มีความเป็นมนุษย์ที่ปกติควรมีทัศนะเช่นนี้หรือไม่?  (ไม่ควร)  บางคนมีท่าทีที่ไม่แยแสและไม่ทุกข์ร้อนอะไร  สำหรับพวกเขา “ดีพอ” ก็คือใช้ได้แล้ว  นี่คือท่าทีที่ไร้ความรับผิดชอบ  การจัดการสิ่งทั้งหลายอย่างไม่จริงจังและไร้ความรับผิดชอบเช่นนี้ก็คืออุปนิสัยอันเสื่อมทรามอย่างหนึ่ง  นี่คือนิสัยผักชีโรยหน้าที่ผู้คนพูดถึงบ่อยครั้ง  ในเรื่องทุกเรื่องที่พวกเขาทำ พวกเขาก็ทำจนถึงจุดที่ “นั่นถูกต้องแล้ว” และ “ใกล้เคียงพอแล้ว” นั่นคือท่าทีของคำว่า “อาจจะ” “เป็นไปได้” และ “สี่ในห้า”  พวกเขาทำสิ่งทั้งหลายอย่างขอไปที พอใจที่จะทำให้น้อยที่สุด และพอใจกับการพูดอำคนไปเรื่อย พวกเขาไม่เห็นประโยชน์ของการจริงจังกับสิ่งต่างๆ หรือการทำอะไรให้ละเอียดถี่ถ้วน และยิ่งมองไม่เห็นประโยชน์ของการแสวงหาหลักธรรมความจริง  นี่คืออุปนิสัยที่เสื่อมทรามอย่างหนึ่งมิใช่หรือ?  นี่ใช่การสำแดงถึงความเป็นมนุษย์ที่ปกติกระนั้นหรือ?  ไม่ใช่  การเรียกสิ่งนี้ว่าความโอหังนั้นถูกต้อง และการเรียกว่าไร้วินัยก็เหมาะสมทุกประการเช่นกัน—แต่ถ้าจะบรรยายให้สมบูรณ์แบบ คำเดียวที่จะทำได้ก็คือ “ผักชีโรยหน้า”  ผู้คนส่วนใหญ่มีนิสัยผักชีโรยหน้าอยู่ในตัวเอง เพียงแต่มากน้อยต่างกันเท่านั้น  พวกเขาอยากทำสิ่งต่างๆ อย่างสุกเอาเผากินและฉาบฉวยในทุกเรื่อง และมีกลิ่นอายของการหลอกลวงอยู่ในทุกสิ่งที่พวกเขาทำ  พวกเขาโกงคนอื่นเมื่อพวกเขาสามารถทำได้ ใช้ทางลัดเมื่อสามารถทำได้ และประหยัดเวลาเมื่อพวกเขาสามารถทำได้  พวกเขาคิดในใจว่า “ตราบใดที่ฉันหลีกเลี่ยงการถูกเปิดโปง และไม่ก่อให้เกิดปัญหา และไม่ถูกตำหนิ ฉันก็จะหลอกอำคนในเรื่องนี้ไปเรื่อยๆ  ฉันไม่จำเป็นต้องทำงานให้ดีนัก แบบนั้นยุ่งยากเกินไป!”  ผู้คนดังกล่าวไม่เคยเชี่ยวชาญสิ่งใด ไม่เต็มใจที่จะพยายามให้จงหนักหรือยอมทนทุกข์และยอมลำบากในการศึกษาของพวกเขา  พวกเขาอยากรู้เรื่องหนึ่งๆ เพียงผิวเผินเท่านั้น แล้วจากนั้นจึงเรียกตัวพวกเขาเองว่าช่ำชองในสิ่งนั้น เชื่อไปว่าตนเรียนรู้เรื่องนั้นสำเร็จแล้ว แล้วจากนั้นจึงพึ่งพาการนี้เพื่อมั่วไปในหนทางของพวกเขาจนตลอดรอดฝั่งไปได้  นี่ไม่ใช่ท่าทีที่ผู้คนมีต่อผู้อื่น ต่อเหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลายหรอกหรือ?  นี่ใช่ท่าทีที่ดีหรือไม่?  ไม่ใช่  พูดง่ายๆ ก็คือนี่เป็นการ “ทำแต่พอให้พ้นตัว”  นิสัยผักชีโรยหน้าเช่นนี้มีอยู่ในมวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามทุกคน  ผู้คนที่มีความต่ำช้าอยู่ในความเป็นมนุษย์ของตน ย่อมมีมุมมองและท่าทีที่ “ทำแต่พอให้พ้นตัว” ในทุกสิ่งที่พวกเขาทำ  ผู้คนเช่นนี้สามารถทำหน้าที่ของตนได้อย่างถูกควรหรือไม่?  ไม่  พวกเขาสามารถทำสิ่งต่างๆ อย่างมีหลักธรรมหรือไม่?  ยิ่งไม่มีวี่แววว่าจะทำได้เข้าไปใหญ่

บางคนไม่ว่าจะทำอะไรก็ไม่มุ่งมั่นตั้งใจ กลับมักง่าย สุกเอาเผากิน และไม่มีความรับผิดชอบ  ยกตัวอย่างบางคนที่หัดขับรถ แต่ไม่เคยถามคนขับที่มีประสบการณ์ว่าขณะขับรถควรใส่ใจอะไรบ้าง หรือความเร็วขนาดไหนจะทำให้เครื่องยนต์เสียหาย  พวกเขาไม่ถาม เอาแต่ขับอย่างเดียว—แล้วก็ทำรถพังเพราะเหตุนั้น  พวกเขาเตะรถและพูดว่า “รถนี่พังง่ายไป  เอารถเบนซ์หรือบีเอ็มดับเบิลยูให้ฉันเถอะ รถบุโรทั่งอย่างนี้ใช้ไม่ได้—มันตกรุ่นแล้ว!”  นั่นเป็นท่าทีเช่นใด?  พวกเขาไม่ทะนุถนอมวัตถุสิ่งของ ไม่คิดจะรักษาให้อยู่ในสภาพดี กลับจงใจพังและทำลายข้าวของ  บางคนใช้ชีวิตอย่างมักง่ายและละเลย  วันทั้งวันเอาแต่ทำทุกสิ่งอย่างลวกๆ และสะเพร่า  ผู้คนเหล่านี้เป็นคนประเภทไหน?  (คนที่ไม่ใส่ใจ)  “คนที่ไม่ใส่ใจ” ฟังดูสุภาพ—เจ้าควรเรียกพวกเขาว่า “คนที่ขาดความรับผิดชอบเพิกเฉย” “คนที่น่าดูหมิ่น” ก็เหมาะเช่นกัน  เรียกเช่นนั้นเกินเหตุหรือไม่?  คนเราจะบอกความแตกต่างระหว่างผู้คนที่ประเสริฐและผู้คนที่ต่ำช้าได้อย่างไร?  จงดูท่าทีและการกระทำที่พวกเขามีต่อหน้าที่ก็พอ และดูว่าพวกเขาปฏิบัติต่อสิ่งต่างๆ และประพฤติตนอย่างไรเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น  ผู้คนที่มีความสัตย์สุจริตและศักดิ์ศรีย่อมมีการกระทำที่รอบคอบ มีมโนธรรม และขยันหมั่นเพียร พวกเขาเต็มใจที่จะจ่ายราคา  ผู้คนที่ปราศจากความสัตย์สุจริตและศักดิ์ศรีนั้นมีการกระทำที่มักง่ายและฉาบฉวย แอบใช้เล่ห์กลอยู่เสมอ อยากทำอะไรแค่ให้พอพ้นตัวอยู่ตลอดเวลา  ไม่ว่าพวกเขาศึกษาด้วยกลวิธีใด พวกเขาก็ไม่ขยันหมั่นเรียนรู้ ไม่สามารถเรียนรู้ได้ และไม่ว่าจะใช้เวลาศึกษานานเท่าใด พวกเขาก็ยังคงไม่รู้ความอยู่ดี  นี่คือผู้คนที่มีบุคลิกลักษณะที่ไม่ดี  ผู้คนส่วนใหญ่สุกเอาเผากินเวลาทำหน้าที่ของตน  อุปนิสัยอันใดเข้ามามีบทบาทตรงนี้?  (ความต่ำช้า)  ผู้คนที่ต่ำช้าปฏิบัติต่อหน้าที่ของตนอย่างไร?  แน่นอนว่าพวกเขาไม่มีท่าทีที่ถูกต้องต่อหน้าที่ และย่อมทำหน้าที่อย่างสุกเอาเผากินเป็นแน่  นี่หมายความว่าพวกเขาไม่มีความเป็นมนุษย์ที่ปกติ  ผู้คนที่ต่ำช้าอย่างร้ายแรงก็เหมือนสัตว์  นี่เหมือนเลี้ยงสุนัขเอาไว้ กล่าวคือ หากเจ้าละสายตา มันก็จะกัดแทะข้าวของ ทำลายเครื่องเรือนและเครื่องใช้ไฟฟ้าของเจ้าเสียหมด  นั่นย่อมจะทำให้เสียของ  สุนัขเป็นสัตว์ มันไม่คิดที่จะทะนุถนอมข้าวของ และเจ้าก็ไม่สามารถให้มันรับผิดชอบเรื่องที่มันทำลงไปได้—เจ้าต้องคอยดูแลมันเอาไว้เท่านั้น  หากเจ้าไม่ดูแล แต่ปล่อยให้สัตว์วิ่งป่วนและรบกวนชีวิตของเจ้า นั่นก็แสดงว่ามีบางสิ่งขาดหายไปจากความเป็นมนุษย์ของเจ้า  เช่นนั้นแล้ว ตัวเจ้าก็ไม่ต่างจากสัตว์เท่าใดนัก  เจ้ามีไอคิวต่ำเกินไป—เป็นคนที่เอาดีไม่ได้  แล้วทำอย่างไรเจ้าจึงจะจัดการสุนัขได้ดี?  เจ้าต้องคิดหาทางควบคุมให้มันอยู่ในขอบเขตที่กำหนด หรือขังกรง ปล่อยมันออกมาตามเวลาที่จัดไว้สักวันละสองหรือสามครั้ง เพื่อให้มันได้ยืดเส้นยืดสายมากพอ  นั่นจะลดการกัดแทะตามใจชอบ และทำให้มันได้ออกกำลังด้วย เป็นการรักษาสุขภาพของมันให้แข็งแรง  เมื่อทำเช่นนั้น สุนัขย่อมได้รับการดูแลอย่างดี และสภาพแวดล้อมของเจ้าก็ได้รับการปกป้องเช่นกัน  หากคนเราไม่จัดการดูแลเรื่องที่ตนพบเจอและไม่มีท่าทีที่ถูกต้อง ย่อมมีบางสิ่งขาดหายไปจากความเป็นมนุษย์ของพวกเขา  และความเป็นมนุษย์นั้นก็ไม่ได้มาตรฐานของความเป็นมนุษย์ที่ปกติ  หรือหากพูดในแง่ของการทำอาหาร เวลาผัด ผู้คนทั่วไปย่อมใช้น้ำมันเพียงเล็กน้อย แต่ก็มีหญิงบางคนที่ใช้เป็นอันมาก  ต่อให้เจ้าร่ำรวย ก็ไม่อาจใช้น้ำมันอย่างสิ้นเปลือง—เจ้าต้องใช้ในปริมาณที่สมควร  แต่ผู้หญิงเหล่านี้ไม่สนใจเรื่องนั้น ถ้าพลั้งมือเทน้ำมันลงไปผัดมากเกินไป พวกเธอก็แค่ตักน้ำมันส่วนเกินออกมาทิ้งลงพื้นเท่านั้น  นั่นเสียของมิใช่หรือ?  มักจะเรียกขานคนที่มีท่าทีเช่นนี้ต่อวัตถุสิ่งของว่าอย่างไร?  “ฟุ้งเฟ้อ”—หรือหากเป็นคำว่ากล่าวก็ “มือเติบ”  วัตถุสิ่งของมาจากไหน?  พระเจ้าประทานมา  บางคนบอกว่าพวกเขาหาสิ่งเหล่านี้มาได้เอง—แต่หากพระเจ้าไม่ได้ประทานให้ เจ้าจะหาได้มากเพียงใด?  พระองค์ประทานชีวิตแก่เจ้า  หากพระองค์ไม่ประทานชีวิตแก่เจ้า เจ้าก็จะไม่มีอะไรเลยและไม่มีตัวตน เมื่อเป็นเช่นนั้น เจ้ายังจะมีวัตถุสิ่งของเหล่านั้นได้หรือ?  พระเจ้าอาจประทานแก่เจ้ามากกว่าครอบครัวทั่วไป แต่ท่าทีและมุมมองที่เจ้าใช้ข้าวของนี้อย่างทิ้งๆ ขว้างๆ เป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่?  ในส่วนของความเป็นมนุษย์มีการนิยามเรื่องนี้ว่าอย่างไร?  คนเช่นนี้มีความเป็นมนุษย์ที่ต่ำต้อย  คนที่ฟุ้งเฟ้อ ผลาญสิ่งของ  ไม่รู้จักทะนุถนอมข้าวของ—คนแบบนี้ไม่มีความเป็นมนุษย์ที่ปกติ  บางคนไม่คิดที่จะดูแลข้าวของในพระนิเวศของพระเจ้าอย่างเอาใจใส่ด้วยซ้ำ  บางอย่างเป็นของพระนิเวศของพระเจ้า  พวกเขาก็มองเห็นข้อนี้  แต่ถ้าฝนกำลังจะตก และของนั้นจะเสียถ้าเปียกฝน พวกเขาจะคิดว่าอย่างไร?  “ถึงเปียกก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร  ไม่ใช่ของฉันเสียหน่อย  ฉันจะปล่อยไว้อย่างนั้นละ”  แล้วพวกเขาก็เดินจากไป  เรียกท่าทีเช่นนี้ว่าอย่างไร?  เห็นแก่ตัว  การคิดของพวกเขานั้นซื่อตรงหรือไม่?  หากไม่ซื่อตรง พวกเขาเป็นคนเช่นใด?  (คดโกง)  หากคนคนหนึ่งไม่ซื่อตรง เช่นนั้นแล้ว พวกเขาย่อมคดโกงมิใช่หรือ?  ผู้คนที่การคิดไม่ซื่อตรงนี้มีความเป็นมนุษย์ที่ปกติหรือไม่?  แน่นอนว่าไม่มี  สำหรับเรื่องแรกของพวกเรา ท่าทีที่ผู้คนใช้ปฏิบัติต่อผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลายนานาประเภทนี้ ถึงตอนนี้พวกเราพูดถึงสิ่งต่างๆ ไปกี่อย่างแล้ว?  มีความต่ำช้า คนต่ำช้า  อะไรอีก?  (น่าดูหมิ่นและคดโกง)  ภาษาชาวบ้านแบบนี้—เวลาทบทวนตนเอง ทำความรู้จักและชำแหละตนเองในชีวิตประจำวัน พวกเจ้าใช้คำแบบนี้กันหรือไม่?  (ไม่)  ไม่มีใครใช้  แล้วพวกเจ้าใช้คำแบบใด?  พวกเจ้าใช้ศัพท์ที่ใหญ่โตโอ้อวด—ไม่มีใครใช้ภาษาในชีวิตประจำวันแบบนี้

หลายคนรู้สึกว่าตนเองยิ่งใหญ่ทีเดียวเพราะเชื่อในพระเจ้า  คนที่พอจะมีทักษะและความรู้ในวิชาชีพอยู่บ้าง หรือหรือแม้กระทั่งมีวุฒิการศึกษาระดับสู ยิ่งรู้สึกเป็นพิเศษว่าตนนั้นเหนือกว่าคนทั่วไป  พวกเขาคิดอย่างกระหยิ่มยิ้มย่องว่า “ฉันถึงขั้นออกจากงานทางโลกที่มั่นคง และไม่ได้มาที่พระนิเวศของพระเจ้าเพื่อขอข้าวกินเปล่าๆ  คนที่มีทักษะอย่างฉันสามารถทำคุณประโยชน์ในพระนิเวศของพระเจ้า  ฉันสละตนและทนทุกข์เพื่อพระเจ้า  ถึงกับยอมใช้ห้องพักและกินอาหารร่วมกับคนธรรมดาเหล่านี้ อยู่ด้วยกันแบบชุมชน  คุณสมบัติของฉันสูงส่งมาก!”  พวกเขานึกว่าตนมีความซื่อตรงที่ทรงเกียรติเป็นพิเศษ สูงส่งกว่าทุกคน  เบิกบานเพราะเรื่องนี้อยู่เสมอ  ข้อเท็จจริงก็คือมีหลายสิ่งหลายอย่างขาดหายไปจากความเป็นมนุษย์ของพวกเขา ไม่เพียงพวกเขาจะไม่รู้ตัวเท่านั้น แต่ยังลำพองใจ นึกไปว่าตนนั้นยิ่งใหญ่ มีลักษณะนิสัยที่สูงส่งกว่าคนธรรมดาทั่วไป  ที่จริงแล้วลักษณะนิสัยของพวกเขาไม่มีอะไรสักอย่างที่ตรงกับความหมายของคำว่า “ปกติ” ที่ตามหลังคำว่า “ความเป็นมนุษย์” ใน “ความเป็นมนุษย์ที่ปกติ”  ไม่มีสักอย่างที่ได้มาตรฐาน ทุกสิ่งยังห่างไกลเหลือเกิน  มโนธรรมของพวกเขาหรือ?  พวกเขาไม่มีมโนธรรม  ลักษณะนิสัยของพวกเขาหรือ?  ไม่มีอะไรดี  ความซื่อตรงและคุณสมบัติอื่นๆ หรือ?  ไม่มีดีเลย  ยามที่ทุกคนใช้ชีวิตร่วมกัน เมื่อบางคนมีสิ่งของมีค่า พวกเขาย่อมจะไม่กล้าวางทิ้งไว้อย่างเปิดเผย  เพราะเหตุใด?  ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพวกเขาไม่ไว้ใจผู้อื่น อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะที่ใดมีคนมาก ย่อมมีคนที่เชื่อไม่ได้ และบางคนก็อาจจะชอบหยิบฉวย—และอาจถึงขั้นลักขโมย  ผู้คนเหล่านี้มีลักษณะนิสัยที่ต่ำต้อย  บางคนเวลากินก็ตั้งท่าจะเลือกหยิบแต่ชิ้นที่ดีที่สุด และกินแต่ของที่ดีที่สุดจนอิ่ม ไม่ว่าจะมีคนที่ยังไม่ได้กินอยู่ข้างหลังตนอีกกี่คนก็ตาม  นั่นเห็นแก่ตัวเกินไปมิใช่หรือ?  มีบ้างบางคนที่คำนึงถึงผู้อื่นขณะกิน  นี่แสดงให้เห็นสิ่งใด?  แสดงว่ากลุ่มหลังนี้เป็นคนที่มีสำนึก รู้จักนึกถึงผู้อื่น  พวกเขาจะกินน้อยลงหน่อยเพื่อเหลือให้ผู้อื่นบ้าง  นั่นคือการมีคุณสมบัติ  ในพระนิเวศของพระเจ้านี้บางคนมีความเป็นมนุษย์ ส่วนบางคนก็ขาดไปหน่อย ไม่สามารถบรรลุถึงมาตรฐานของความเป็นมนุษย์ที่ปกติด้วยซ้ำ  เมื่อดูพฤติกรรมที่เรากล่าวมา คนที่มีความเป็นมนุษย์ที่ปกติในหมู่พวกเจ้ามีอยู่มากหรือไม่?  หรือว่ามีไม่มาก?  ปกติแล้ว เวลาพวกเจ้าแสดงพฤติกรรมดังกล่าวออกมา พวกเจ้าสามารถตระหนักได้หรือไม่ว่าพฤติกรรมเหล่านั้นเป็นปัญหา?  เวลาที่เจ้าเผยอุปนิสัยอันเสื่อมทรามออกมา เจ้ารู้ตัวหรือไม่?  หากเจ้ารู้ตัว รู้สึกได้ และเต็มใจที่จะเปลี่ยนแปลง เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็มีความเป็นมนุษย์อยู่บ้าง—เพียงแต่ยังเข้าไม่ถึงความเป็นปกติ  หากเจ้าไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ เช่นนั้นแล้วจะนับได้หรือไม่ว่าเจ้าเป็นคนที่มีความเป็นมนุษย์?  ไม่ได้  นี่ไม่ใช่เรื่องของความเป็นมนุษย์ที่ดีหรือไม่ดี ปกติหรือผิดปกติ—เจ้าไม่มีความเป็นมนุษย์  ยกตัวอย่างในมื้ออาหาร มีบางคนเห็นจานหมูตุ๋นถูกยกออกมาก็เริ่มตักกินทั้งชิ้นที่ติดมันและชิ้นที่ไม่มีมัน กินไม่หยุดจนเกลี้ยงจาน  พวกเจ้าเคยเห็นสัตว์แย่งกันกินอาหารหรือไม่?  (เคยเห็น)  เป็นฉากเดียวกัน แต่นั่นเป็นสัตว์ พอเป็นมนุษย์ การแย่งกันแบบนั้นเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นมนุษย์ที่ปกติหรือไม่?  (นั่นไม่ใช่ความเป็นมนุษย์ที่ปกติ)  แล้วคนที่มีความเป็นมนุษย์ที่ปกติทำอย่างไร?  (พวกเขาย่อมพอใจในสิ่งที่ตนมีและไม่ละโมบ)  การกล่าวเช่นนั้นตรงกับข้อเท็จจริงทีเดียว  แล้วทำอย่างไรคนเราจึงจะไม่ละโมบ?  ความคิดและมุมมองเช่นใดในเรื่องนี้ ที่ประกอบกันเป็นความคิดที่คนที่มีความเป็นมนุษย์ที่ปกติควรมี อันเป็นหนทางให้คนเราสามารถกระทำการได้อย่างถูกต้อง?  ก่อนอื่น การคิดของเจ้าต้องถูกต้อง  ตัวอย่างเช่น หญิงคนหนึ่งคิดไปว่า “วันนี้มีหมูตุ๋นเยอะมาก  ฉันอยากกินให้มากขึ้น แต่ก็อายนิดหน่อยที่จะทำอย่างนั้น เพราะรอบตัวมีแต่พี่น้องชาย  แล้วฉันควรทำอย่างไร?  ฉันคิดว่าจะรอจนกระทั่งพวกเขากินเสร็จแล้วค่อยกิน  ไม่อยากให้คนอื่นนึกสงสัยว่าผู้หญิงอย่างฉันทำไมเห็นแก่กินอย่างนั้น  นั่นจะต้องน่าขายหน้ามากเลย!”  การคิดเช่นนั้นเป็นเรื่องปกติของผู้หญิง เพราะโดยทั่วไปพวกเธอก็ออกจะหน้าบางอยู่แล้ว  ผู้ชายส่วนใหญ่ย่อมจะคิดว่า “หมูตุ๋นอร่อยเหลือเกิน  อย่างนั้นฉันกินต่อเลยก็แล้วกัน”  พวกเขาจะเป็นพวกแรกที่ยื่นตะเกียบไปคีบมากิน ไม่สนใจว่าผู้อื่นจะคิดอย่างไร  แต่ผู้ชายบางคนก็มีสำนึกมากกว่านั้น  พอกินไปคำหนึ่ง พวกเขาก็จะคิดว่า “มีคนข้างหลังอีกมากที่ยังไม่ได้กิน  ฉันต้องหยุดมือและเหลือให้คนอื่นบ้าง”  การที่พวกเขาสามารถนึกคิดและทำเช่นนั้นได้แสดงให้เห็นว่าพวกเขาเป็นคนที่มีสำนึก มีความเป็นมนุษย์ที่ปกติติดตัวมาแต่กำเนิด  บางคนเริ่มออกนอกเรื่องไปไกลว่า “พระเจ้าไม่ทรงต้องการให้ผู้คนกินหมูตุ๋น ดังนั้น ฉันก็จะไม่กินแม้แต่คำเดียว  นั่นย่อมหมายความว่าตัวฉันมีความเป็นมนุษย์มากขึ้นอีกไม่ใช่หรือ?”  นั่นเป็นการนึกคิดที่เหลวไหล  เรายกตัวอย่างนี้ขึ้นมาเพื่อแสดงให้เห็นสิ่งใด?  เพื่อแสดงให้เห็นว่าผู้คนควรใช้ท่าทีต่อผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลายทุกชนิดให้ถูกต้อง  คนเราย่อมมีท่าทีที่ถูกต้องนี้ได้ก็ด้วยความคิดที่เกิดจากมุมมองที่มีสำนึก มีมโนธรรม ความซื่อตรง และศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์  ถ้าเจ้าปฏิบัติด้วยกรอบความคิดแบบนี้ โดยพื้นฐานแล้วเจ้าย่อมจะตรงตามความเป็นมนุษย์ที่ปกติ

ท่าทีที่คนเรามีต่อผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลายเป็นเพียงสิ่งที่สำแดงให้เห็นว่าตนเองมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนและสิ่งต่างๆ ในชีวิตประจำวันอย่างไรเท่านั้น  การสำแดงเหล่านี้อาจไม่เกี่ยวข้องกับงานที่เจ้าทำมากนัก หรืออาจห่างไกลจากงานนั้นๆ แต่การเชื่อในพระเจ้าไม่ใช่เรื่องที่กลวงเปล่า กล่าวคือ ผู้เชื่อในพระเจ้าไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในสุญญากาศ แต่อยู่ในชีวิตจริง  พวกเขาไม่ต้องแยกตัวออกมาจากชีวิตจริง  แล้วผู้คนควรมีท่าทีและการคิดเช่นไรไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของทักษะในสายงาน หรือในเรื่องของปัญญาหรือความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับสิ่งหนึ่งๆ?  การมีกรอบความคิดที่จะทำตัวเลอะเลือนไปเรื่อยๆ อยู่เสมอนั้นถูกต้องหรือไม่?  บางคนเลอะเลือนในเรื่องเหล่านี้อยู่เสมอ—นั่นจะใช้ได้หรือไม่?  พวกเขาไม่มีปัญหากับมุมมองของตนบ้างเลยหรือ?  ปัญหาเรื่องมุมมองของพวกเขาเป็นส่วนหนึ่ง นอกจากนั้นแล้วยังเกี่ยวข้องกับลักษณะนิสัยของพวกเขาด้วย  พญานาคใหญ่สีแดงปกครองจีนมาหลายพันปี รณรงค์เรื่องต่างๆ และดิ้นรนต่อสู้ตลอดมา  มันไม่พัฒนาเศรษฐกิจ และไม่คำนึงถึงชีวิตของผู้คนทั่วไป  ในที่สุด ผู้คนก็ก่อเกิดความต่ำช้าอย่างหนึ่งที่เอาแต่ทำตัวเลื่อนลอยไปเรื่อยๆ  ไม่ว่าจะทำสิ่งใดก็ทำอย่างสุกเอาเผากิน และมองอะไรสั้นๆ  เวลาศึกษาหาความรู้ก็ไม่มุ่งหาความเป็นเลิศ และไม่อาจสัมฤทธิ์ความเป็นเลิศ  พวกเขาลงมือทำโดยมองอะไรสั้นๆ เสมอ กล่าวคือ พวกเขาดูว่าตลาดต้องการอะไร จากนั้นก็เร่งผลิตสิ่งนั้น ไม่คิดอะไรอื่นจนกว่าตนจะทำเงินได้มาก  พวกเขาไม่พัฒนาไปไกลกว่ารากฐานนี้ หรือค้นคว้าต่อยอดทางวิทยาศาสตร์ หรือพากเพียรเพื่อความเป็นเลิศที่สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น ผลสุดท้าย อุตสาหกรรมเบา อุตสาหกรรมหนักของจีน และอื่นๆ ทุกภาคส่วนจึงเหมือนกันหมดคือไม่มีผลิตภัณฑ์ที่ล้ำสมัยบนเวทีโลก  กระนั้น ชาวจีนกลับคุยโวว่า “ที่จีนนี้ พวกเรามีวัฒนธรรมดั้งเดิมระดับสุดยอดมานาน 5,000 ปี  พวกเราชาวจีนใจดีมีเมตตาและขยันขันแข็ง”  ถ้าเช่นนั้น เหตุใดประเทศจีนจึงทำของเลียนแบบมาหลอกเอาเงินของผู้คนไม่เลิก?  เหตุใดพวกเขาจึงไม่มีอะไรเลยที่สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้?  เกิดอะไรขึ้นที่จีน?  จีนมีผลิตภัณฑ์ล้ำสมัยบ้างหรือไม่?  ชาวจีนมีสิ่งหนึ่งที่ “ล้ำสมัย” นั่นคือทักษะในการลอกเลียนแบบและปลอมของ—ทักษะในการหลอกลวง  ความต่ำช้าของพวกเขามีให้เห็นในเรื่องนั้น  บางคนย่อมจะถามว่า “ทำไมพระองค์ถึงบรรยายพวกเราแบบนั้น?  ไม่ทรงคิดหรือว่านี่ดูแคลนและด้อยค่าพวกเรา?”  เป็นเช่นนั้นหรือไม่?  เมื่อมองดูสิ่งที่คนจีนทำ ก็อาจกล่าวได้ว่าเป็นเรื่องจริงโดยแท้  ตามตลาดหรือในหมู่ชาวบ้าน มีคนจีนที่ทำงานที่ตนพึงทำบ้างหรือไม่?  น้อยมาก และในหมู่คนส่วนน้อยที่พยายามทำงานที่ตนพึงทำนี้ เมื่อพวกเขามองเห็นว่าสภาพแวดล้อมทางสังคมเลวร้ายเพียงใด และถึงทำไปก็ไม่มีอะไรดีๆ เกิดขึ้น พวกเขาก็เลิกพยายามและถอดใจ

สิ่งทั้งหลายที่เกี่ยวข้องกับความเป็นมนุษย์—ทั้งท่าที ความคิด และความเห็นที่ผู้คนเผยออกมาเวลาที่พวกเขาปฏิบัติต่อผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลายนั้น—บอกอะไรได้มากมาย  บอกสิ่งใด?  บอกว่าคนเราจะมองเห็นลักษณะนิสัยของคนคนหนึ่งได้อย่างไร ฝ่ายนั้นเป็นคนที่น่านับถือและซื่อตรงหรือไม่  การเป็นคนที่น่านับถือและซื่อตรงหมายความว่าอย่างไร?  การทำตามจารีตประเพณีนั้นน่านับถือและซื่อตรงหรือไม่?  การมีอัธยาศัยไมตรีและมีมารยาทนั้นน่านับถือและซื่อตรงหรือไม่?  (ไม่)  การทำตามกฎเกณฑ์โดยไม่ผิดเพี้ยนนั้นน่านับถือและซื่อตรงหรือไม่?  (ไม่)  ทั้งหมดนี้ไม่มีข้อใดเลยที่ใช่  แล้วการเป็นคนที่น่านับถือและซื่อตรงเป็นเช่นใด?  ถ้าใครเป็นคนที่น่านับถือและซื่อตรง เช่นนั้นแล้ว ไม่สำคัญว่าพวกเขาทำสิ่งใด พวกเขาย่อมทำการนั้นด้วยความรู้สึกนึกคิดเฉพาะบางอย่าง นั่นคือ “ไม่สำคัญว่าฉันชอบทำสิ่งนี้หรือไม่ ทั้งยังไม่สำคัญว่าการนี้ตกอยู่ภายในขอบเขตของความสนใจของฉันหรือเป็นบางสิ่งที่ฉันมีความสนใจน้อย—การนี้ถูกมอบให้ฉันทำ และฉันก็จะทำการนี้ให้ดี  ฉันจะเริ่มศึกษาการนี้จากศูนย์ และด้วยท่าทีของฉันที่ปักหลักอยู่กับความเป็นจริง ฉันจะเข้ารับภาระหน้าที่ตามการนี้ทีละก้าว  สุดท้ายแล้ว ไม่สำคัญว่าฉันได้ไปไกลเพียงใดในกิจนั้น ฉันย่อมจะได้ทำอย่างดีที่สุดแล้ว”  อย่างน้อยที่สุด เจ้าต้องครองท่าทีและความรู้สึกนึกคิดที่ติดดิน  จากชั่วขณะที่เจ้าเข้ารับกิจหนึ่ง หากเจ้าทำกิจนั้นด้วยความสับสนปนเปและไม่ใส่ใจกิจนั้นเลยแม้แต่น้อย—หากเจ้าไม่ปฏิบัติต่อกิจนั้นอย่างจริงจังตั้งใจ และไม่อ้างอิงถึงทรัพยากรที่เกี่ยวข้อง ทำการตระเตรียมโดยละเอียด หรือแสวงหาและปรึกษาผู้อื่น และหากนอกจากนั้นแล้ว เจ้าไม่เพิ่มเวลาที่เจ้าใช้ในการศึกษาสิ่งนี้เพื่อที่เจ้าอาจปรับปรุงในสิ่งนี้ได้เป็นนิตย์ อันเป็นการบรรลุความเชี่ยวชาญในทักษะหรืออาชีพนี้ แต่กลับธำรงไว้ซึ่งท่าทีที่ไม่อินังขังขอบต่อสิ่งนี้และท่าทีของการอยู่ไปวันๆ ในการปฏิบัติที่เจ้ามีต่อสิ่งนี้ เช่นนั้นแล้ว นี่ย่อมเป็นปัญหาในสภาวะความเป็นมนุษย์ของเจ้า  นี่ไม่ใช่แค่การทำบางสิ่งต่อไปโดยไม่มีจุดประสงค์ชัดเจนหรอกหรือ?  บางคนพูดว่า “ฉันไม่ชอบเลยตอนที่คุณมอบหน้าที่ประเภทนี้ให้ฉัน”  หากเจ้าไม่ชอบหน้าที่นี้ จงอย่ายอมรับหน้าที่นี้—และหากเจ้ายอมรับหน้าที่นี้ เจ้าควรเข้าหาหน้าที่นี้ด้วยท่าทีที่จริงจังตั้งใจและรับผิดชอบ  นั่นคือท่าทีแบบที่เจ้าควรมี  ผู้คนที่มีความเป็นมนุษย์ที่ปกติพึงมีสิ่งนี้มิใช่หรือ?  นี่เองคือการเป็นคนที่น่านับถือและซื่อตรง  ในแง่ของความเป็นมนุษย์ที่ปกตินี้ อย่างน้อยที่สุด เจ้าจำเป็นต้องมีความใส่ใจ ความตั้งใจจริง และความเต็มใจที่จะจ่ายราคา ควบคู่ไปกับท่าทีที่ติดดิน เอาจริงเอาจัง และมีความรับผิดชอบ  การมีสิ่งเหล่านี้ก็มากพอแล้ว

มีผู้คนทุกประเภทอยู่ในคริสตจักร  คนที่รักความจริงย่อมมีความเป็นมนุษย์ที่ดีกว่า และเมื่อพวกเขาเผยอุปนิสัยที่เสื่อมทรามออกมา ก็ย่อมแก้ไขให้ถูกต้องได้ง่าย  คนที่ไม่รักความจริงนั้นมีความเป็นมนุษย์ที่แย่กว่ามาก  หากคนเราไม่พยายามให้มากและไม่มีความรับผิดชอบต่อพระบัญชาของพระเจ้า พวกเขาก็เป็นคนที่เชื่อถือไม่ได้มิใช่หรือ?  ความเป็นมนุษย์เช่นนั้นไม่มีอะไรดีและไม่มีคุณค่า ทั้งยังเป็นสิ่งต่ำต้อย  เจ้าเชื่อในพระเจ้า  หากเจ้าใช้ท่าทีที่สุกเอาเผากินและไร้ความรับผิดชอบต่องานที่เจ้าได้รับ ไม่ว่าจะเป็นพระบัญชาจากพระเจ้าหรืองานจากคริสตจักร ท่าทีของเจ้าเป็นท่าทีซึ่งคนที่มีความเป็นมนุษย์ที่ปกติควรมีหรือไม่?  บางคนอาจบอกว่า “ฉันไม่จริงจังกับสิ่งที่พี่น้องชายหญิงให้ฉันทำ แต่รับรองได้ว่าฉันจะทำสิ่งที่พระเจ้าทรงมอบหมายมาให้สำเร็จ  ฉันจะทำงานเหล่านั้นอย่างดี”  นั่นใช่ความรู้สึกนึกคิดที่ถูกต้องหรือไม่?  (ไม่ใช่)  ไม่ใช่อย่างไร?  คนที่ไม่คู่ควรที่จะได้รับความเชื่อถือและขาดคุณธรรม คนที่ไม่มีสิ่งเหล่านี้อยู่ในความเป็นมนุษย์ของตน—พวกเขาจะจริงใจกับใครได้?  ไม่มีสักคน  แม้กับกิจธุระของตนเอง พวกเขาก็คดโกงและทำอย่างขอไปที  คนเช่นนั้นย่อมเลวทรามและไร้ค่ามิใช่หรือ?  หากคนเราสามารถทุ่มเทพยายาม มีความรับผิดชอบ และเป็นคนที่เชื่อถือได้ในเรื่องที่ผู้อื่นมอบหมายให้พวกเขาทำ เช่นนั้นแล้ว พวกเขาจะทำพระบัญชาที่ได้รับจากพระเจ้าได้แย่กว่านั้นมากหรือไม่?  คนที่มีมโนธรรมและสำนึก หากพวกเขาเข้าใจความจริง ก็ไม่ควรทำพระบัญชาที่ได้รับจากพระเจ้าและปฏิบัติหน้าที่ของตนได้แย่กว่านั้น  แน่นอนว่าพวกเขาย่อมจะทำได้ดีกว่าคนที่ไร้มโนธรรมและไม่มีคุณธรรมมาก  ลักษณะนิสัยของพวกเขาต่างกันตรงนั้น  บางคนบอกว่า “ถ้าคุณขอให้ฉันดูแลสุนัขหรือแมว ฉันย่อมจะไม่จริงจัง แต่ถ้าให้ฉันทำเรื่องสำคัญให้พระนิเวศของพระเจ้า ฉันจะทำให้ดีอย่างแน่นอน”  นี่ฟังขึ้นหรือไม่?  (ไม่)  เพราะเหตุใด?  ถ้าใครสักคนมีมุมมองที่ถูกต้องทั้งในเรื่องใหญ่เรื่องเล็กเหมือนๆ กัน ไม่ว่าพวกเขาจะได้รับพระบัญชาอันใด และถ้าพวกเขามีหัวใจที่ถูกต้อง มีคุณลักษณะอันประเสริฐ มีความซื่อตรง เชื่อถือได้ และมีศีลธรรมในการประพฤติปฏิบัติ เช่นนั้นย่อมล้ำค่าและแตกต่างออกไป  ผู้คนดังกล่าวย่อมจัดการทำเรื่องใดๆ อย่างมีศีลธรรมและเชื่อถือได้ทั้งสิ้น  หากคนที่ไร้ศีลธรรมและไม่น่าเชื่อถือบอกว่า “ถ้าพระเจ้ามีพระบัญชาโดยตรงให้ฉันทำบางสิ่ง ฉันย่อมจัดการเรื่องนั้นได้ดีเป็นแน่” นั่นเป็นความสัตย์จริงหรือไม่?  ย่อมจะกล่าวเกินจริงไปนิดและหลอกลวง  เมื่อไม่มีมโนธรรมหรือสำนึก เจ้าจะเป็นที่เชื่อใจของผู้อื่นได้อย่างไร?  คำพูดของเจ้าย่อมฟังดูกลวงเปล่า—เป็นเล่ห์กลอย่างหนึ่ง  พระนิเวศของพระเจ้าเคยมีสุนัขเล็กๆ อยู่สองตัวไว้เฝ้าระวังสถานที่  มีการจัดคนมาคอยดูแลพวกมัน ซึ่งก็ดูแลและปฏิบัติต่อสุนัขราวกับเป็นของตนเอง  คนคนนั้นไม่ได้ชื่นชอบสุนัขเท่าใดนัก  แต่ก็ดูแลเป็นอย่างดี  เมื่อสุนัขตัวหนึ่งป่วย เขาก็จะให้การรักษา อาบน้ำ และคอยให้อาหารตรงเวลา  เขาอาจจะไม่ชอบสุนัข แต่ก็ถือว่าการดูแลสุนัขเหล่านั้นเป็นพระบัญชาและความรับผิดชอบของตน  คนคนนั้นมีบางสิ่งที่ความเป็นมนุษย์ควรมีมิใช่หรือ?  เขามีความเป็นมนุษย์ ดังนั้นจึงทำเรื่องนั้นได้ดี  ต่อมา สุนัขสองตัวก็ถูกส่งมอบให้อีกคนดูแล และภายในเดือนเดียวกันนั้นเอง พวกมันกลับซูบผอมอย่างน่าเวทนา  เกิดอะไรขึ้น?  เมื่อสุนัขป่วย กลับไม่มีใครใส่ใจหรือสังเกตเห็น แล้วอารมณ์ที่ย่ำแย่ของพวกมันก็ส่งผลต่อความอยากอาหาร  นั่นคือสาเหตุที่พวกมันลงเอยด้วยการซูบผอมเช่นนั้น คนคนนั้นดูแลพวกมันในลักษณะนั้น  ผู้คนมีความแตกต่างกันหรือไม่?  (มี)  ตรงไหน?  (ในความเป็นมนุษย์)  คนที่ดูแลสุนัขเป็นอย่างดีเข้าใจความจริงได้มากหรือไม่?  ไม่จำเป็นต้องเป็นเช่นนั้น  ส่วนคนที่ดูแลสุนัขได้แย่ก็ไม่จำเป็นว่าต้องเชื่อในพระเจ้ามาไม่นานเท่าอีกคน  แล้วเพราะเหตุใดทั้งสองจึงมีความแตกต่างกันมากขนาดนั้น?  เพราะลักษณะนิสัยของพวกเขาต่างกัน  บางคนเชื่อถือได้  เมื่อรับปากใครแล้ว พวกเขาย่อมจะสามารถทำให้ดีในท้ายที่สุด ไม่ว่าจะชอบทำสิ่งนั้นหรือไม่ก็ตาม  เมื่อรับงานหนึ่งมาทำ พวกเขาย่อมจะทำให้เสร็จไปทีละขั้นทีละตอนเป็นแน่  ทำให้สมกับความเชื่อถือที่ผู้อื่นหยิบยื่นให้แก่พวกเขา และซื่อสัตย์ต่อหัวใจของตน  พวกเขามีมโนธรรม และใช้มโนธรรมประเมินทุกสิ่ง  บางคนไร้ซึ่งมโนธรรม  พวกเขาจะรับปากและบิดพลิ้วในภายหลัง  พวกเขาไม่พูดว่า “คนเหล่านั้นเชื่อในตัวฉัน  ฉันต้องทำเรื่องนี้ให้ดีเพื่อรักษาความไว้วางใจที่ได้รับ”  พวกเขาไม่มีหัวใจเช่นนั้น และไม่คิดแบบนั้น  นั่นคือข้อแตกต่างในความเป็นมนุษย์มิใช่หรือ?  จงบอกเราเถิดว่าคนที่ทำได้ดีนั้นคิดว่าการทำให้ดีเป็นเรื่องตรากตรำหรือไม่?  เขาไม่ได้คิดว่าเป็นเรื่องที่เหน็ดเหนื่อยหรือตรากตรำเกินไป  ไม่ได้เค้นสมองมาพยายามขบคิดว่าจะทำให้ดีได้อย่างไร และไม่ค่อยได้อธิษฐานในเรื่องนั้นบ่อยนัก  เขารู้แก่ใจว่าเรื่องถูกควรที่พึงทำคืออะไร ดังนั้น เขาจึงรับภาระนั้นๆ เอาไว้  คนที่ไม่เต็มใจแบกรับภาระก็ยอมรับหน้าที่เช่นกัน และเมื่อรับไว้ก็เห็นว่าเป็นเรื่องยุ่งยาก  เมื่อสุนัขเห่า เขาก็โมโหและเอ็ดพวกมันว่า “จะเห่าใช่ไหม?  เห่าอีกที ฉันจะเตะแกให้ตาย!”  ตรงนี้มีข้อแตกต่างในความเป็นมนุษย์มิใช่หรือ?  ย่อมมี และแตกต่างมาก  บางคนเวลาเจ้าให้พวกเขาทำงานบางอย่าง พวกเขาก็มองว่าน่าหงุดหงิด เป็นเรื่องกวนใจ มองว่าเจ้าให้อิสระแก่พวกเขาน้อย  “งานอีกแล้วหรือ?  ฉันมีงานต้องทำเยอะแล้ว—ไม่ได้เอ้อระเหยไปมาอยู่ที่นี่สักหน่อย!”  ดังนั้น พวกเขาจึงหาข้ออ้างสารพัดอย่างมาบ่ายเบี่ยงงาน แก้ตัวที่ไม่อาจลุล่วงความรับผิดชอบของตนได้  พวกเขาไม่มีมโนธรรมหรือสำนึก และไม่พิจารณาตนเอง กลับให้เหตุผลเพื่อสร้างความชอบธรรมและหาข้ออ้างมาแก้ต่างให้กับความเป็นมนุษย์ที่ย่ำแย่ของตน  คนที่ความเป็นมนุษย์ย่ำแย่ประพฤติตนกันเช่นนี้  แล้วคนเช่นนี้จะเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงได้หรือไม่?  (ไม่ได้)  เพราะเหตุใด?  พวกเขาไม่รักความจริง และไม่รักสิ่งที่เป็นบวก  เป็นเช่นนั้นมิใช่หรือ?  พวกเขาไม่มีทั้งความเป็นมนุษย์ที่ปกติและความเป็นจริงของสิ่งที่เป็นบวก  ไม่มีแก่นแท้เช่นนั้นอยู่ในตัว  แล้วความจริงสัมพันธ์กับความเป็นมนุษย์ที่ปกติอย่างไร?  คนเราต้องมีสิ่งใดอยู่ในความเป็นมนุษย์จึงจะเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงและปฏิบัติความจริงได้?  ต้องมีมโนธรรมและสำนึกเสียก่อน  ไม่ว่าจะทำสิ่งใดอยู่ ก็ต้องมีท่าทีที่ถูกต้อง มีการคิดที่ถูกต้อง และมีมุมมองที่ถูกต้อง  เมื่อมีสิ่งเหล่านี้เท่านั้น คนเราจึงจะมีความเป็นมนุษย์ที่ปกติได้—และเมื่อมีความเป็นมนุษย์ที่ปกติแล้วเท่านั้น คนเราจึงจะยอมรับและปฏิบัติความจริงได้

ข. การดูแลสภาพแวดล้อมส่วนตัวของผู้คน

เรื่องที่สองคือ การดูแลสภาพแวดล้อมส่วนตัวของผู้คนในชีวิตประจำวัน  เรื่องนี้เกี่ยวพันกับด้านใดของความเป็นมนุษย์ที่ปกติ?  (ด้านสภาพแวดล้อมในการดำเนินชีวิตของคนเรา)  แล้วนั่นประกอบด้วยอะไรบ้าง?  ประกอบด้วยพื้นที่ใหญ่ๆ สองแห่งเป็นหลักคือ สภาพแวดล้อมที่คนเราอยู่อาศัยซึ่งครอบคลุมเฉพาะชีวิตส่วนตัวเท่านั้น และสภาพแวดล้อมสาธารณะที่คนเราใช้อยู่เนืองๆ  แล้วสองพื้นที่ใหญ่ๆ นี้เกี่ยวข้องกับสิ่งใดโดยเฉพาะ?  เกี่ยวข้องกับรูปแบบการใช้ชีวิตของคนเรา การจัดการสุขอนามัย รวมทั้งสภาพแวดล้อมของตน  เมื่อแยกย่อยลงไปอีก รูปแบบการใช้ชีวิตของคนเราประกอบด้วยอะไรบ้าง?  งานและการพักผ่อน อาหาร และสิ่งต่างๆ อย่างการดูแลรักษาสุขภาพในแต่ละวัน รวมถึงความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับชีวิตประจำวัน  พวกเราจะเริ่มจากข้อแรกคืองานและการพักผ่อน  นี่เป็นเรื่องที่ควรเป็นไปอย่างสม่ำเสมอและเป็นเวลา  เว้นแต่ในรูปการณ์พิเศษ เช่น เมื่อคนเราต้องอยู่ดึกเพราะงานหรือต้องทำงานล่วงเวลา โดยมากงานและการพักผ่อนมักจะเป็นไปอย่างสม่ำเสมอและเป็นเวลา  นั่นคือหนทางที่ถูกต้อง  มีบางคนชอบอยู่ดึกมากกว่า  พวกเขาไม่นอนแต่หัวค่ำ กลับสาละวนทำอะไรสารพัดอย่าง  ไม่เข้านอนจนกระทั่งผู้อื่นตื่นมาเริ่มงานในยามเช้าตรู่ ตกกลางคืนพอผู้อื่นเข้านอน ตอนนั้นพวกเขาค่อยลุกขึ้นมาทำงาน  มีคนเช่นนั้นอยู่ไม่ใช่หรือ?  ทำอะไรไม่พร้อมเพรียงกับคนอื่นอยู่เสมอ ทำตัวพิเศษตลอดเวลา—ผู้คนเช่นนี้ไม่มีสำนึกสักเท่าไร  โดยพื้นฐานแล้ว ภายใต้รูปการณ์ที่ปกติ จังหวะของทุกคนควรสอดคล้องกัน ยกเว้นกรณีพิเศษเท่านั้น  เรื่องต่อไปคืออะไร?  (อาหาร)  ข้อกำหนดเรื่องอาหารในความเป็นมนุษย์ที่ปกตินั้นทำได้ง่ายใช่หรือไม่?  (ใช่)  เรื่องนี้ง่าย  แต่ผู้คนก็มีทัศนะที่คลาดเคลื่อนในเรื่องของอาหารไม่ใช่หรือ?  บ้างก็บอกว่า “พวกเราเชื่อในพระเจ้า และทุกสิ่งก็อยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์  ไม่มีการกินแบบไหนจะเป็นอันตรายต่อกระเพาะอาหารของคนเรา  พวกเราจะกินของที่ชอบกินตามอำเภอใจอย่างเต็มที่  นี่ไม่ใช่ปัญหาเพราะพระเจ้าทรงคุ้มครองพวกเราอยู่”  มีคนที่เข้าใจเช่นนี้อยู่ไม่ใช่หรือ?  ความเข้าใจเช่นนี้ออกจะบิดเบี้ยวไปหน่อยไม่ใช่หรือ?  ความเข้าใจแบบนี้ผิดปกติ คนที่มีความเข้าใจเช่นนี้มีการคิดที่ไม่ปกติ  ยังมีคนอีกพวกหนึ่งที่เอาความรู้พื้นฐานในการดำเนินชีวิตตามสามัญสำนึกไปปะปนกับการตามใจเนื้อหนัง  พวกเขาเชื่อว่าการใส่ใจกับความรู้พื้นฐานในการดำเนินชีวิตตามสามัญสำนึกก็คือการตามใจเนื้อหนัง  มีคนที่เชื่อเช่นนี้อยู่ไม่ใช่หรือ?  (ใช่)  ยกตัวอย่างเช่น บางคนมีปัญหาเรื่องกระเพาะอาหารและไม่กินของเผ็ดที่ไปกระตุ้นอาการ  แล้วก็มีบางคนไปพูดกับพวกเขาว่า “นั่นเป็นความชอบส่วนตัวเรื่องอาหารของคุณ คุณกำลังคำนึงถึงเนื้อหนัง  คุณต้องขบถต่อเนื้อหนัง  ที่ที่คุณจะไปย่อมมีบางแห่งที่มีอาหารแบบนั้น และคุณก็จะต้องกินอาหารแบบนั้น  จะไม่กินได้อย่างไร?”  มีคนที่มีความเข้าใจประเภทนี้อยู่ไม่ใช่หรือ?  (ใช่)  บางคนกินของบางอย่างไม่ได้ แต่ก็ยืนกรานที่จะกินจนตัวเองไม่สบาย เพื่อที่จะขบถต่อเนื้อหนัง  เราจึงบอกว่า “ถ้าไม่อยากกิน เจ้าไม่ต้องกินก็ได้  ไม่มีใครกล่าวโทษถ้าเจ้าไม่กิน”  พวกเขาก็ตอบว่า “ไม่ ข้าพระองค์ต้องกิน!”  เมื่อเป็นเช่นนั้นก็สมควรแล้วที่พวกเขาจะมีอาการไม่สบาย  พวกเขาทำตัวเอง  ตั้งกฎข้อบังคับให้ตัวเอง ก็ต้องทำตามกฎเหล่านั้นเอาเอง  แล้วการไม่กินของนั้นผิดหรือไม่?  (ไม่ผิด)  ย่อมจะไม่ผิด  บางคนแพ้อาหารบางอย่างด้วยเงื่อนไขจำเพาะทางสุขภาพ  ต้องหลีกเลี่ยงและไม่กินของเหล่านั้น  บางคนแพ้พริก จึงไม่ควรกินพริก แต่กลับยืนกรานที่จะกิน แล้วก็ยังคงกินต่อ เชื่อไปว่านั่นคือการขบถต่อเนื้อหนัง  นั่นเป็นความเข้าใจที่บิดเบี้ยวไม่ใช่หรือ?  ย่อมเป็นเช่นนั้น  ถ้าสุขภาพไม่แข็งแรงพอที่จะกินสิ่งใด พวกเขาก็ไม่ควรกิน  จะสู้รบกับร่างกายของตนเองไปเพื่ออะไร?  นั่นคือการทำอะไรโดยไม่คิดให้ดีเสียก่อนไม่ใช่หรือ?  (ใช่)  ไม่มีความจำเป็นต้องทำตามกฎข้อบังคับนั้น หรือขบถต่อเนื้อหนังของตนแบบนั้น  ทุกคนมีเงื่อนไขทางกายภาพของตนเอง กล่าวคือ บางคนกระเพาะอาหารไม่ดี บางคนหัวใจอ่อนแอ บ้างก็สายตาแย่กว่าคนอื่น บ้างก็เหงื่อออกง่าย บางคนกลับไม่เคยมีเหงื่อ  ทุกคนมีภาวะแตกต่างกัน เจ้าต้องปรับแก้ไปตามภาวะของเจ้าเอง  มีประโยคหนึ่งที่อธิบายกรณีเหล่านี้ได้คือ หัดใช้สามัญสำนึกในชีวิตบ้าง  “สามัญสำนึก” ในที่นี้หมายความว่าอย่างไร?  หมายความว่าเจ้าต้องรู้ว่าสิ่งใดกินแล้วเป็นอันตรายและสิ่งใดกินแล้วดีต่อตัวเอง  ถ้าบางอย่างมีรสไม่อร่อย แต่ดีต่อสุขภาพของเจ้า เช่นนั้นเจ้าก็ต้องกินเพื่อสุขภาพของตน ถ้าสิ่งใดอร่อย แต่เจ้ากินแล้วไม่สบาย เช่นนั้นก็อย่ากิน  นั่นคือสามัญสำนึก  นอกเหนือจากนั้น ผู้คนยังต้องรู้วิธีพื้นฐานบางอย่างตามสามัญสำนึกในการดูแลสุขภาพด้วย  ในสี่ฤดูของปี จงปล่อยให้เวลา สภาพอากาศ และฤดูกาลเป็นตัวกำหนดสิ่งที่เจ้ากิน—นี่คือหลักการสำคัญ  อย่าสู้กับร่างกายของตนเอง—นี่คือความคิดและความเข้าใจซึ่งผู้คนที่มีความเป็นมนุษย์ที่ปกติควรมี  บางคนเป็นโรคลำไส้อักเสบและทนทุกข์กับอาการท้องเดินเวลากินอาหารที่ไปกระตุ้นอาการ  เช่นนั้นก็จงอย่ากินอาหารเหล่านั้น  แต่บางคนก็บอกว่า “ฉันไม่กลัว  พระเจ้าทรงคุ้มครองฉันอยู่” และยอมทนทุกข์กับอาการท้องเดินหลังมื้ออาหารด้วยเหตุนั้น  พวกเขาถึงกับพูดว่าพระเจ้าทรงให้พวกเขาเผชิญบททดสอบและถลุงพวกเขาเช่นนี้  คนเหล่านี้ไร้สาระไม่ใช่หรือ?  ถ้าพวกเขาไม่ไร้สาระ พวกเขาก็เป็นคนที่เห็นแก่กินอย่างร้ายกาจ กินโดยไม่คำนึงถึงผลที่จะตามมา  ผู้คนดังกล่าวมีปัญหาเป็นอันมาก  พวกเขาไม่สามารถควบคุมความอยากอาหารของตนได้ แต่กลับบอกว่า “ฉันไม่กลัว  พระเจ้าทรงคุ้มครองฉันอยู่!”  ความเข้าใจที่พวกเขามีในเรื่องนี้เป็นเช่นไร?  บิดเบี้ยว พวกเขาไม่เข้าใจความจริง แต่ก็พยายามนำไปใช้อย่างมืดบอด  พวกเขาเป็นโรคลำไส้อักเสบ แต่ก็กินไม่เลือก แล้วพอท้องเดินเพราะเหตุนั้น การบอกว่าพระเจ้าทรงให้พวกเขาเผชิญบททดสอบและถลุงพวกเขา—นั่นเป็นการเอากฎข้อบังคับมาใช้อย่างมืดบอดไม่ใช่หรือ?  การที่คนไร้สาระเช่นนั้นพูดอะไรที่เหลวไหลแบบนั้น—นั่นคือการหมิ่นประมาทพระเจ้าไม่ใช่หรือ?  พระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงพระราชกิจในตัวคนที่ไร้สาระจนน่าขันเช่นนั้นหรือไม่?  (ไม่)  ถ้าเจ้าไม่เข้าใจความจริง เจ้าก็ต้องไม่เอากฎข้อบังคับไปใช้กับสิ่งต่างๆ อย่างมืดบอด  พระเจ้าจะให้คนเผชิญบททดสอบโดยไม่ทรงแยกแยะอย่างนั้นหรือ?  แน่นอนว่าไม่  เจ้าไม่มีคุณสมบัติที่จะเผชิญบททดสอบด้วยซ้ำ วุฒิภาวะของเจ้ายังไม่ถึงระดับนั้น—ดังนั้น พระเจ้าย่อมจะไม่ให้เจ้าเผชิญบททดสอบ  คนที่ไม่รู้ว่าอาหารใดจะทำให้พวกเขาไม่สบายเป็นคนโง่ที่ไม่ค่อยมีสติปัญญา  คนที่ขาดความมีเหตุผลและสติปัญญาจะเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้าได้หรือไม่?  พวกเขาจะเข้าใจความจริงได้หรือไม่?  (ไม่ได้)  แล้วพระเจ้าจะทรงให้คนเช่นนั้นเผชิญบททดสอบหรือไม่?  พระองค์ย่อมจะไม่ทำ  นั่นคือการไร้สำนึกและเป็นการพูดจาไร้สาระ  พระเจ้าทรงมีหลักธรรมในการทดสอบผู้คน บททดสอบย่อมมุ่งไปที่ผู้คนที่รักความจริงและไล่ตามเสาะหาความจริง ผู้คนที่พระเจ้าจะทรงใช้ และคนที่จะเป็นพยานให้พระองค์ได้  ทรงให้ผู้คนที่มีความเชื่อที่แท้จริง ซึ่งสามารถติดตามพระองค์ และเป็นพยานยืนยันให้พระองค์ได้ เข้ารับบททดสอบ  ส่วนคนที่แสวงหาแต่ความสะดวกสบายและความสุขสำราญ ไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงแต่อย่างใด และแน่นอนว่ารวมถึงคนที่มีความเข้าใจบิดเบี้ยวในเรื่องต่างๆ ย่อมไม่มีพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์  เมื่อเป็นเช่นนั้น พระเจ้าจะทรงให้พวกเขาเผชิญบททดสอบอย่างนั้นหรือ?  เป็นไปไม่ได้เลย

บางคนเข้าถึงยาสมุนไพรจีนหรืออาหารบำรุงสุขภาพ ซึ่งพวกเขาก็กินกันเป็นว่าเล่น  ผู้หญิงบางคนมักจะเอาอะไรที่ปกป้องผิวพรรณ ทำให้ผิวขาวและเต่งตึงมาละเลงทั่วใบหน้า  พวกเธอจะใช้เวลาแต่งหน้ากันวันละสองชั่วโมง ล้างออกอีกสามชั่วโมง แล้วในที่สุดก็ทำลายผิวพรรณของตนจนจำแทบไม่ได้  แล้วยังจะพูดด้วยซ้ำไปว่า “ไม่มีใครเอาชนะกฎธรรมชาติที่ความงามย่อมเลือนหายไปตามวัยได้—ดูผิวพรรณที่แก่ลงเรื่อยๆ ของฉันนี้ก็พอ!”  ข้อเท็จจริงก็คือพวกเธอจะไม่ดูแก่ขนาดนั้นถ้าไม่มัววุ่นวายกับใบหน้าของตนมาโดยตลอด—การเอาผลิตภัณฑ์เหล่านั้นมาโปะหน้านั่นเองที่ทำให้ผิวหน้าแก่ชรา  พวกเจ้าคิดอย่างไรกับเรื่องนี้?  (พวกเธอทำตัวเอง)  สมแล้วที่เป็นอย่างนั้น!  ความเป็นมนุษย์ที่ปกติย่อมมีความรู้พื้นฐานตามสามัญสำนึกบางอย่างในการดำเนินชีวิต และคนเราก็ต้องทำความเข้าใจความรู้นั้น เช่น ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพของตนและป้องกันการเจ็บป่วย อย่างเช่น เท้าเย็นอาจทำให้ปวดหลังได้ หรือว่าคนเราควรรักษาอาการสายตายาวก่อนวัยอย่างไร หรือการนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์นานเกินไปมีผลเสียอย่างไร  คนเราควรเข้าใจเรื่องการดูแลสุขภาพของตนตามสามัญสำนึกดังกล่าวบ้าง  บางคนอาจบอกว่า “การที่จะเชื่อในพระเจ้านั้น คุณควรอ่านพระวจนะของพระองค์เท่านั้น  มีประโยชน์อะไรที่จะมาเรียนรู้เรื่องการดูแลสุขภาพตามสามัญสำนึกทั้งหมดนั่น?  อายุขัยของมนุษย์เป็นไปตามที่พระเจ้ากำหนด รู้จักดูแลสุขภาพมากขนาดไหนก็ไม่เกิดประโยชน์  พอถึงเวลาตาย ก็ไม่มีใครช่วยชีวิตคุณได้”  ฟังเผินๆ ก็เหมือนจะถูกต้อง แต่ที่จริงแล้วไร้สาระอยู่บ้าง  เป็นสิ่งที่คนที่ไม่มีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณพูดกัน  พวกเขาเรียนรู้ที่จะกล่าววาจาและคำสอนที่จำเจไปเรื่อย และทำตัวให้ดูเหมือนมีสภาวะฝ่ายวิญญาณ ทั้งที่แท้จริงแล้ว พวกเขาไม่มีความเข้าใจที่ถ่องแท้แต่อย่างใด  พยายามนำเอากฎข้อบังคับมาใช้อย่างมืดบอดเวลาเกิดเรื่องกับตน พูดจาให้ฟังดูดีเท่าที่จะพูดได้ ไม่ยอมปฏิบัติความจริงใดๆ  ยกตัวอย่าง บางคนอาจบอกพวกเขาว่าข้าวโพดบดต้มข้นๆ ช่วยบำรุงร่างกาย ดีต่อสุขภาพ  นั่นย่อมจะไม่เข้าหูพวกเขา  แต่ทันทีที่พวกเขาได้ยินใครบางคนบอกว่าหมูตุ๋นดีต่อสุขภาพ พอเห็นหมูตุ๋นในครั้งถัดไป พวกเขาก็จะกินจนอิ่มหนำ ถึงกับพูดไปเคี้ยวไปว่า “ฉันจะทำอะไรได้?  ฉันต้องกินหมูตุ๋นนี่เพื่อสุขภาพของตัวเอง!”  นั่นเป็นคำพูดที่หลอกลวงไม่ใช่หรือ?  (ใช่)  นั่นคือการหลอกลวง  การที่จะมีสิ่งที่ผู้คนที่มีความเป็นมนุษย์ที่ปกติควรมี การรู้สิ่งที่ผู้คนควรรู้ การรู้สิ่งที่พึงรู้ในช่วงชีวิตตามวัยของเจ้า—นั่นคือการมีความเป็นมนุษย์ที่ปกติ  บางคนกินแบบไม่คิดหน้าคิดหลังในช่วงอายุยี่สิบปี  พวกเขากินน้ำแข็งก้อนในวันที่หนาวเยือก  ผู้ใหญ่ในบ้านพากันหวาดกลัวเมื่อเห็นเช่นนั้น และกำชับกำชาให้เลิกเสีย พลางบอกว่าจะปวดกระเพาะเอาได้  “ปวดกระเพาะหรือ?  ฉันจะไม่เป็นอะไรหรอก” พวกเขาตอบ “ดูสิ ร่างกายของฉันอยู่ในภาวะที่ดีสุดแล้ว!”  พวกเขาไม่รู้เรื่องดังกล่าวในวัยของตน  รอจนพวกเขาอายุสี่สิบ แล้วให้พวกเขากินน้ำแข็งสักก้อนสิ  พวกเขาจะกินหรือไม่?  (ไม่)  แล้วพออายุหกสิบก็ลืมเรื่องกินน้ำแข็งไปได้—พวกเขากลับกลัวที่จะเข้าใกล้น้ำแข็ง  น้ำแข็งย่อมเย็นเยือกเกินกว่าที่ร่างกายของพวกเขาจะทนรับได้  นั่นเรียกว่าประสบการณ์—เป็นการเรียนรู้บทเรียนชีวิต  ถ้าใครที่อายุหกสิบแล้วยังไม่รู้ว่ากระเพาะของตนทนรับน้ำแข็งมากเกินไปไม่ไหว ร่างกายรับไม่ได้ น้ำแข็งจะทำให้พวกเขาป่วย นั่นเรียกว่าอะไร?  พวกเขาขาดความเป็นมนุษย์ที่ปกติใช่หรือไม่?  พวกเขาขาดประสบการณ์ในการใช้ชีวิต  ถ้าคนที่มีอายุหกสิบกว่าปียังคงไม่รู้ว่าความหนาวเย็นไม่ดีต่อแผ่นหลัง เท้าเย็นทำให้ปวดหลัง เช่นนั้นแล้ว พวกเขาต้องใช้ชีวิตอย่างไรมาตลอดหกสิบกว่าปีนั้น?  พวกเขาต้องเอาแต่ปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปเป็นแน่  บางคนพอเข้าวัยสี่สิบปีก็เข้าใจเรื่องพื้นฐานตามสามัญสำนึกเกี่ยวกับชีวิตได้มากแล้ว เช่น ความรู้พื้นฐานตามสามัญสำนึกเกี่ยวกับสุขภาพ และพวกเขาก็พอจะมีทัศนะที่ถูกต้องในเรื่องของวัตถุสิ่งของ เงิน งาน รวมทั้งเรื่องของญาติพี่น้อง กิจธุระทางโลก ชีวิต และอื่นๆ อยู่บ้าง  พวกเขามีความเข้าใจในเรื่องเหล่านี้อย่างถ่องแท้ และต่อให้ไม่เชื่อในพระเจ้า พวกเขาก็ยังพอจะเข้าใจเรื่องเหล่านี้ดีกว่าคนรุ่นเยาว์กว่าตน  นี่คือคนที่มีสำนึกเรื่องถูกผิด และมีการคิดอ่านที่ปกติ  ในช่วงสองทศวรรษที่พวกเขาใช้ชีวิตนับแต่เข้าวัยยี่สิบปีเป็นต้นมา พวกเขาก็เข้าใจหลายสิ่งหลายอย่าง ซึ่งบางอย่างก็เข้าใกล้ความจริง  นี่แสดงให้เห็นว่าพวกเขาเป็นคนที่มีความสามารถในการทำความเข้าใจ มีขีดความสามารถที่ดี  และถ้าพวกเขาเป็นคนที่ไล่ตามเสาะหาความจริง ก็จะเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงได้เร็วขึ้นมาก เพราะพวกเขาย่อมจะผ่านประสบการณ์มามากในช่วงยี่สิบปีนั้น และได้บางสิ่งที่เป็นบวกไว้กับตัว  ประสบการณ์ของพวกเขาจะสอดคล้องกับความเป็นจริงความจริงที่พระเจ้าตรัสถึง  อย่างไรก็ดี ถ้าคนคนนั้นยังขาดความเป็นมนุษย์อยู่มาก และพวกเขาไม่มีทัศนะที่ถูกต้อง หรือมีความคิดตามแบบที่ความเป็นมนุษย์ที่ปกติควรมี และยิ่งไม่มีสติปัญญาตามความเป็นมนุษย์ที่ปกติในเรื่องของชีวิต ในเรื่องของผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลายที่เกิดขึ้นในช่วงยี่สิบปีนั้น เช่นนั้นแล้ว เขาย่อมจะใช้ชีวิตตลอดหลายปีนั้นอย่างสูญเปล่า  ในที่หลายแห่งที่เราเคยไป เราพบว่าพี่น้องหญิงที่อาวุโสกว่าบางคนหุงหาอาหารไม่เป็น  แม้แต่การวางแผนจัดมื้ออาหารให้สมดุลก็ทำไม่ได้  เอาของที่ควรนำไปทอดมาทำน้ำแกง ส่วนของที่ควรนำไปต้มน้ำแกงก็เอามาทอด  ผลผลิตเปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาล แต่บนโต๊ะของพวกเธอกลับมีแต่อาหารเดิมๆ ไม่กี่อย่างอยู่เสมอ  นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?  นั่นคือการสิ้นไร้สติปัญญาอย่างแท้จริงไม่ใช่หรือ?  พวกเธอไม่มีขีดความสามารถของความเป็นมนุษย์ที่ปกติ  แม้แต่การเอาวัตถุดิบอันหลากหลายที่ตนพบเจอในชีวิตประจำวัน เช่น กะหล่ำปลีและมันฝรั่ง มาปรุงอาหารก็ทำไม่ได้  แม้แต่งานที่ง่ายที่สุดพวกเธอก็ยังไม่ทำไม่ได้และไม่อาจทำให้สำเร็จ  แล้วพวกเธอถูไถผ่านวันเวลาห้าสิบหกสิบปีนี้มาได้อย่างไรกัน?  เป็นไปได้จริงหรือที่หัวใจของพวกเธอไม่ได้เรียกร้องอะไรจากชีวิตของตนเองเลย?  ถ้าใครสักคนไม่อาจเรียนรู้ประสบการณ์จากสิ่งที่ตนทำ แล้วคนแบบนั้นจะทำหน้าที่อะไรให้ดีได้?  ข้อเท็จจริงมีอยู่ว่าถ้าเพียงแต่ผู้คนจะพยายามให้มากและฝึกฝนสักระยะหนึ่ง พวกเขาย่อมสามารถเรียนรู้ที่จะทำสิ่งต่างๆ ได้  ถ้าเรียนรู้มาหลายปี แล้วยังคงทำอะไรไม่ได้สักอย่าง สติปัญญาและขีดความสามารถของพวกเขาก็ต้องแย่เอามากๆ!

คราวนี้พวกเราก็มาพูดเรื่องการจัดการสุขอนามัยกันสักหน่อย  ไม่นานมานี้เราเพิ่งไปมาสองที่ ซึ่งสภาพรอบบ้านทั้งสองหลังนั้นรกรุงรังเป็นที่สุด  เดิมทีทุกอย่างที่นั่นเป็นระเบียบมาก แล้วสถานที่เหล่านั้นลงเอยเป็น “เล้าหมู” เช่นนั้นได้อย่างไร?  สาเหตุก็คือผู้คนที่นั่นไม่รู้ว่าจะจัดการสิ่งต่างๆ ให้เรียบร้อยได้อย่างไร  พวกเขาไม่มีจิตสำนึกและหลักเกณฑ์ด้านสุขอนามัยตามความเป็นมนุษย์ที่ปกติ  ไม่เพียงแต่เกียจคร้านเท่านั้น นอกจากนั้นแล้ว พวกเขายังคุ้นชินกับการใช้ชีวิตในภาวะดังกล่าวอีกด้วย  ทิ้งขยะกันเกลื่อนพื้นและวางของเกลื่อนกลาดไปทั่วทุกที่ ไม่มีกฎหรือข้อบังคับใดๆ  เวลาทำความสะอาดที่ใดสักแห่งเสร็จ พวกเขาก็รักษาที่นั้นให้ดูสะอาดได้เพียงวันสองวันเท่านั้น ไม่กี่วันให้หลังก็รกรุงรังและสกปรกเสียจนทนมองไม่ไหว  บอกเราเถิดว่าสภาพแวดล้อมเช่นนั้นเรียกว่าอะไร?  แล้วคนที่นั่นก็สามารถกินอิ่มนอนหลับในสภาพแบบนั้น—นั่นเป็นผู้คนเช่นใด?  พวกเขาเหมือนหมูไม่ใช่หรือ?  ไม่มีความตระหนักรู้และไม่เข้าใจเรื่องสุขอนามัย เรื่องสภาพแวดล้อม การจัดระเบียบ และการบริหารจัดการ  ไม่ว่าจะสกปรกหรือรกเรื้ออย่างไรก็ไม่ได้สังเกตเห็น  ไม่รู้สึกเดือดร้อน พวกเขาไม่วิตกและไม่สะดุ้งสะเทือนในเรื่องนั้น  ใช้ชีวิตไปตามที่เคยมา ไม่มีอะไรเป็นพิเศษและไม่มีกฎระเบียบ  สถานที่บางแห่งดูแลสุขอนามัยและสภาพแวดล้อมรอบตัวดีมาก พวกเจ้าย่อมจะคิดว่าผู้คนที่นั่นสนใจดูแลความสะอาด รู้จักจัดการสภาพรอบตัว—แต่พอมีการออกตรวจแบบไม่แจ้งล่วงหน้า ถึงได้รู้ว่าพวกเขาส่งคนไปทำความสะอาดเอาไว้ก่อนการตรวจตราสถานที่แล้ว  ถ้าเจ้าบอกพวกเขาล่วงหน้าว่าเจ้ากำลังจะไป ก็รับรองได้ว่าสถานที่นั้นจะสะอาดสะอ้าน ถ้าเจ้าไปโดยไม่บอกให้รู้ เจ้าก็จะพบเห็นสภาพแวดล้อมที่ต่างออกไป ซึ่งแน่นอนว่าสกปรกและรก  ห้องของเด็กสาวบางคนมีเสื้อผ้ารองเท้าทิ้งเกลื่อน ส่วนด้านนอกก็เอาเครื่องมือทำงานอย่างจอบและอีเต้อกองรวมไว้กับเสื้อผ้า  บางคนที่นั่นอาจบอกว่าตนยุ่งมากจนไม่มีเวลาทำความสะอาด  พวกเขายุ่งขนาดนั้นเชียวหรือ?  ไม่มีแม้แต่เวลาจะหายใจหายคอหรือเปล่า?  ถ้าไม่มี เช่นนั้นก็ยุ่งจริง—แต่แน่นอนว่าพวกเขาไม่ได้ยุ่งขนาดนั้นหรอกใช่ไหม?  การจัดการสถานที่ของตนเองมีอะไรยากนักหนา?  การรักษาสภาพแวดล้อมให้สะอาดเรียบร้อยมีอะไรที่ตรากตรำขนาดนั้น?  นี่เกี่ยวข้องกับความเป็นมนุษย์หรือไม่?  เหตุใดผู้คนจึงอยากใช้ชีวิตอยู่ใน “เล้าหมู” กันขนาดนั้น?  เหตุใดพวกเขาจึงอยู่ในสภาพแวดล้อมเช่นนั้นได้อย่างสบายอกสบายใจอย่างนั้น?  พวกเขาไม่รู้สึกอะไรโดยสิ้นเชิงกับสภาพรอบตัวเยี่ยงนั้นได้อย่างไร?  เกิดอะไรขึ้นกันแน่?  อะไรเป็นเหตุให้เกิดสภาพแวดล้อมที่จัดการได้แย่อย่างนั้น?  ถ้าเราไปที่ใดเป็นครั้งคราวและแจ้งล่วงหน้า พวกเขาก็จะทำความสะอาดกันเสียหมดจด แต่ถ้าเราไปที่นั่นบ่อยๆ พวกเขาก็จะหยุดทำ พลางบอกว่า “พระองค์เสด็จมาที่นี่บ่อยๆ ดังนั้น พวกเราก็จะงดเว้นพิธีรีตอง  พวกเราเป็นเช่นนี้เลย  การทำความสะอาดตลอดเวลานั้นเหน็ดเหนื่อยมาก!  ใครจะมีแรงทำ?  พวกเรามีงานยุ่งมากทั้งวัน ไม่มีเวลาหวีผมด้วยซ้ำ!”  พวกเขาอ้างเหตุผลมาสร้างความชอบธรรมให้ตนเองเช่นนี้  แล้วพวกเขายังให้เหตุผลอื่นใดอีก?  “ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องชั่วคราว  พวกเราไม่จำเป็นต้องจัดแจงให้เรียบร้อยสมบูรณ์แบบ  ที่เป็นอยู่นี้ย่อมจะใช้ได้แล้ว”  จริงอยู่ว่าทุกสิ่งเป็นเรื่องชั่วคราว—แต่ต่อให้เจ้าอาศัยอยู่ในกระโจม เจ้าก็ยังต้องดูแลกระโจมไม่ใช่หรือ?  นั่นคือความเป็นมนุษย์ที่ปกติ  ถ้าเจ้าไม่มีแม้แต่ความเป็นมนุษย์ที่ปกติในส่วนนั้น แล้วเจ้าจะต่างจากสัตว์อย่างไร?

ในพระนิเวศของพระเจ้ามีคริสตจักรแห่งหนึ่งตั้งอยู่ในทำเลที่ดีมาก ใกล้เขาใกล้น้ำ  มีการสร้างถนนสายหนึ่งที่นั่น แม่น้ำใกล้เคียงก็มีต้นไม้เรียงราย  ซ้ำยังมีศาลาพร้อมสวนหินอยู่ข้างๆ คริสตจักรแห่งนั้นอีกด้วย  ที่นั่นสวยมากจริงๆ  วันหนึ่งเรามองเห็นแต่ไกลว่ามีอะไรชิ้นเล็กๆ สีเหลืองอยู่บนถนนที่สะอาดสะอ้านสายนั้น  เมื่อเข้าไปดูใกล้ๆ จึงเห็นว่าเป็นเปลือกส้ม  ไม่รู้ว่าใครกันที่โยนขยะทิ้งตามอำเภอใจไว้ตรงนั้น  แล้วในศาลาซึ่งก็สะอาดมาตลอดเช่นกัน มีคนกำลังกินเมล็ดทานตะวันและทิ้งเปลือกเกลื่อนพื้น  บอกเราเถิดว่าคนคนนั้นเป็นคนที่รู้กฎเกณฑ์หรือไม่?  ในความเป็นมนุษย์ที่ปกติ มีการกำหนดมาตรฐานด้านสุขอนามัยและสภาพแวดล้อมของคนเราเอาไว้หรือว่าไม่มี?  บางคนอาจบอกว่า “ฉันไม่มีมาตรฐานตรงไหนกัน?  ฉันล้างเท้าทุกเย็น  บางคนไม่ทำนะ  บางคนตื่นเช้ามาไม่ล้างหน้าด้วยซ้ำ”  เท้าของเจ้าอาจจะสะอาดจริง แต่เหตุใดสภาพที่ทำงานของเจ้าจึงเหมือนเล้าหมู?  ความสะอาดของเจ้านั้นนับเป็นอะไรได้?  อย่างเก่งก็แสดงให้เห็นว่าเจ้านั้นเห็นแก่ตัวอย่างหนัก  เจ้าอยากบริหารจัดการทุกอย่าง—แต่ถ้าทำไม่ได้แม้แต่การบริหารจัดการพื้นที่ที่มีรั้วรอบขอบชิด แล้วเจ้าจะเป็นเจ้านายของสรรพสิ่งได้อย่างไร?  ช่างไม่ละอายแก่ใจโดยแท้!  ผู้คนเหล่านี้ไม่เพียงไม่สามารถจัดการดูแลสภาพแวดล้อมของตนได้เท่านั้น—แม้แต่สุขอนามัยของตนเอง พวกเขาก็จัดการดูแลไม่ได้ ซ้ำยังโยนขยะลงพื้น  พวกเขาเกิดนิสัยเคยชินเช่นนี้ได้อย่างไร?  พวกเขาอาจสร้างความชอบธรรมให้กับการทิ้งเปลือกผลไม้ลงพื้นโดยเรียกว่าปุ๋ยหมัก  แล้วเหตุใดจึงไม่เอาไปใส่กองปุ๋ยหมักหรือถังขยะ?  ทำไมโยนลงถนนหรือในศาลาแห่งนั้น?  ศาลาเป็นสถานที่สำหรับหมักปุ๋ยหรือไม่?  นั่นคือการไม่เคารพกฎเกณฑ์ไม่ใช่หรือ?  (ใช่)  นี่คือการขาดความเป็นมนุษย์ สำนึก และหลักศีลธรรมอย่างรุนแรง—นี่คือคนที่เลวทราม!  จงบอกเราเถิดว่าปัญหานี้มีทางแก้หรือไม่?  จะหยุดยั้งปัญหานี้ได้อย่างไร?  การกำกับดูแลจะแก้ปัญหาได้หรือไม่?  ใครจะคอยจับตาดูได้ตลอด?  แล้วควรทำอย่างไร?  (ปรับเงินพวกเขา)  ใช่ นั่นคือทางเลือกสุดท้าย  ต้องมีการวางระบบให้เหมาะสม  ไม่เว้นโทษอีกต่อไป  ผู้คนเหล่านี้ช่างต่ำช้าจริงๆ—พวกเขาเกินแก้แล้ว!  บางแห่งมีลังกระดาษเปื่อยยุ่ย แผ่นไม้ผุๆ และเศษกระดาษทิ้งเกลื่อนไปหมด และผู้คนที่นั่นก็บอกว่าพวกเขาจะเก็บไว้ใช้ภายหลัง  ในเมื่อเป็นของมีประโยชน์ เหตุใดจึงไม่จัดเก็บเป็นตั้งๆ ตามชนิดให้เรียบร้อย?  นั่นย่อมจะดูดีกว่าและประหยัดพื้นที่กว่าไม่ใช่หรือ?  ผู้คนส่วนใหญ่ไม่รู้จักบริหารจัดการ  กองของกันกระจัดกระจายไร้ระเบียบในสถานที่ของตนจนไม่มีที่ว่าง  ของยิ่งกองก็ยิ่งรก แล้วพอรก ฝุ่นผงก็มา จนสถานที่นั้นกลายเป็นกองขยะ ใครเห็นก็รังเกียจ  ผู้คนที่อาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมเช่นนั้นมีความเป็นมนุษย์ที่ปกติหรือไม่?  ถ้าแม้แต่สภาพที่อยู่อาศัยของตนก็จัดการดูแลให้เรียบร้อยไม่ได้ พวกเขาเป็นคนที่มีขีดความสามารถหรือไม่?  ผู้คนเช่นนี้จะยังมีความแตกต่างอะไรจากสัตว์?  สาเหตุส่วนหนึ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าจะจัดการพื้นที่ที่ตนอยู่อาศัยกันอย่างไรก็เพราะไม่มีใครตระหนักรู้เรื่องสุขอนามัย หรือรู้วิธีจัดการดูแลสภาพแวดล้อมของตน  พวกเขาไม่เคยฉุกคิดเรื่องเหล่านี้ และไม่ตระหนักรู้ว่าสภาพแวดล้อมในการดำเนินชีวิตของคนควรเป็นเช่นใด  พวกเขาเหมือนสัตว์ ไม่รู้ตัวว่าควรใช้ชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบไหน  อีกส่วนเป็นเรื่องของผู้จัดการที่ไม่รู้วิธีบริหารจัดการสิ่งเหล่านี้  ผู้จัดการไม่รู้ว่าควรบริหารจัดการสิ่งเหล่านี้อย่างไร และคนที่ทำงานให้พวกเขาก็ไม่ขวนขวายหรือไม่ตระหนักถึงเรื่องเหล่านี้  ในที่สุดด้วย “ความร่วมมือ” ของทุกคน ที่แห่งนั้นก็กลายเป็น “เล้าหมู”  เมื่อผู้คนเหล่านี้อยู่ในที่แห่งหนึ่งสักระยะ เราก็มักรู้สึกว่า “เหตุใดที่แห่งนั้นจึงไม่เคยสะอาด?  เหตุใดจึงไม่เคยเป็นเหมือนบ้าน?”  บอกเราเถิดว่าการมองดูสถานที่แบบนั้นจะจรรโลงความรู้สึกของคนคนหนึ่งได้หรือไม่?  (ไม่ได้)  การไปที่นั่นจะทำให้พวกเจ้าอารมณ์ดีหรือไม่?  (พวกเราคงไม่ค่อยรู้สึกอะไรด้วย)  นั่นย่อมจะเป็นคำตอบที่แท้จริงของพวกเจ้า—ไม่ค่อยรู้สึกอะไร  เราวางแผนให้กับสถานที่เหล่านั้นบางแห่ง เมื่อเสร็จงานและจัดระเบียบสิ่งต่างๆ เสียใหม่ ทุกคนก็ชื่นชมภาพที่เห็น  แต่ไม่กี่วันให้หลัง สิ่งต่างๆ ก็รกรุงรังอีก  ถ้าจะรักษาสุขอนามัยเอาไว้ เราก็ต้องหาคนที่เหมาะสมมาจัดการดูแลงานดังกล่าว  เพราะคนส่วนใหญ่ไม่สะอาด ทำงานอะไรก็รกเลอะ  บางคนเก็บผักมาแล้วไม่รู้ว่าควรล้างตรงไหน  พวกเขายืนกรานที่จะหาที่สะอาดเพื่อล้างผัก ส่งผลให้ที่นั้นๆ พลอยสกปรกไปด้วย  เห็นแบบนั้นแล้ว เจ้าจะรู้สึกอย่างไร?  คนพวกนี้คือสัตว์ฝูงหนึ่งไม่ใช่หรือ?  พวกเขาไม่มีความเป็นมนุษย์!  ผู้คนที่ไม่สนใจสุขอนามัยและไม่รู้ว่าควรจัดการดูแลสภาพแวดล้อมของตนอย่างไรนี้—เห็นแล้วก็ชวนให้โมโหจริงๆ!  ผู้คนเหล่านี้ได้รับสภาพแวดล้อมที่ดีไว้ใช้อยู่อาศัย จัดแต่งทุกอย่างให้สวยงามพร้อมสรรพ  ฤดูใบไม้ผลิก็มีดอกไม้และต้นหญ้าสารพัดชนิดขึ้นมาให้เห็น มีภูเขา มีน้ำ มีศาลา มีที่ทำงาน มีที่อยู่อาศัย มีสิ่งอำนวยความสะดวกสารพัดอย่าง  ช่างดีเหลือเกิน!  แต่สุดท้ายเป็นอย่างไร?  พวกเขากลับไม่เห็นคุณค่า ไม่ซาบซึ้งในความเมตตานั้น  คิดไปว่า “ที่นี่สวยกว่าที่ส่วนใหญ่ แต่ก็เป็นเพียงชนบท  พื้นดินมีแต่หญ้ากับโคลน”  ด้วยกรอบความคิดเช่นนั้น พวกเขาจึงทำลายสถานที่นั้นอย่างไม่ใส่ใจ  ไม่คิดจะจัดการดูแลสภาพแวดล้อมของตน  มีสิ่งที่ขาดหายไปมากเหลือเกินในความเป็นมนุษย์แบบนั้น!  ไม่มีสิ่งที่ความเป็นมนุษย์พึงมี ผู้คนเหล่านั้นดูแลสภาพแวดล้อมในการดำเนินชีวิตของตนในด้านต่างๆ ให้เรียบร้อยในระดับพื้นฐานที่สุดไม่ได้ด้วยซ้ำ  บอกเราเถิดว่าทำไมผู้คนถึงไม่คิดที่จะถนอมรักษาสภาพแวดล้อมที่ดีเช่นนั้นที่ตนอยู่อาศัย?  พวกเขาไม่คิดที่จะเอาใจใส่ดูแลได้อย่างไร?  เพราะเหตุใด?  เป็นเพราะพวกเขายุ่งกับหน้าที่ของตนจนไม่มีเวลาอย่างนั้นหรือ?  หรือพวกเขายังมีปัญหาอะไรอีกกันแน่?  มีใครไม่ยุ่งกับหน้าที่ของตนบ้าง?  มีคนที่อาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่แย่กว่าพวกเจ้า แต่พวกเขาก็ดูแลสถานที่ของตนเป็นอย่างดีทีเดียว  ผู้คนมองเห็นก็ยกนิ้วให้ พร้อมกับชื่นชมและยกย่องพวกเขา  จากนั้นก็มีสภาพแวดล้อมในการดำเนินชีวิตของพวกเจ้า—ผู้อื่นไม่จำเป็นต้องเข้าไปข้างในด้วยซ้ำ เพียงมองสภาพรอบนอก พวกเขาก็นึกดูถูกเจ้าแล้ว  นี่เจ้าทำตัวเองไม่ใช่หรือ?  การกระทำและพฤติกรรมของเจ้าทำให้ที่อยู่อาศัยของเจ้ามีสภาพเก่าโทรมจนน่ารังเกียจ  เมื่อผู้คนเห็นสภาพที่อยู่ของเจ้า ก็เหมือนพวกเขามองเห็นแก่นแท้ของเจ้า  แล้วเจ้าจะตำหนิที่พวกเขาที่นึกดูถูกเจ้าได้หรือ?  คนเราจะสูงส่งหรือต้อยต่ำ ประเสริฐหรือเลวทราม ไม่ได้ตัดสินจากการประเมินของผู้อื่น แต่จากสิ่งที่พวกเขาใช้เป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต  ถ้าเจ้ามีสิ่งที่เป็นความเป็นมนุษย์ที่ปกติ เจ้าย่อมใช้ชีวิตตามสภาพเสมือนมนุษย์ที่แท้จริงได้  เจ้าจะสามารถสำแดงคุณสมบัติอันสูงส่งของเจ้า และผู้อื่นก็จะเห็นค่าและยกย่องนับถือเจ้าไปเอง  ถ้าเจ้าไม่มีสิ่งเหล่านั้น ไม่เข้าใจสุขอนามัยในระดับสามัญสำนึก และไม่รู้ว่าควรดูแลสภาพแวดล้อมของตนอย่างไร ใช้ชีวิตอยู่แต่ใน “เล้าหมู” ทั้งวันและรู้สึกพอใจกับมันมาก นั่นย่อมเผยความเป็นสัตว์ในตัวเจ้าออกมา  และหมายความว่าตัวเจ้านั้นเลวทรามและต่ำต้อย  คนที่เลวทรามและต่ำต้อยเช่นนี้ มีความเป็นมนุษย์ที่เลวทรามและต่ำต้อยเช่นนี้ ไร้ซึ่งความคิด ทัศนะ หลักเกณฑ์ และการไล่ตามเสาะหาที่ความเป็นมนุษย์ที่ปกติพึงมีแม้แต่น้อย—เมื่อไม่มีสิ่งเหล่านั้นเลย คนเช่นนี้จะเข้าใจความจริงได้หรือไม่?  พวกเขาจะเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงได้หรือไม่?  (ไม่ได้)  พวกเจ้าก็คิดเช่นกันว่าพวกเขาทำไม่ได้ใช่ไหม?  เพราะเหตุใดจึงทำไม่ได้?  บางคนอาจจะบอกว่า “หลายปีที่เชื่อในพระเจ้ามานี้ พวกเราละทิ้งเรื่องทางโลกทั้งหมดนั้นไปนานแล้ว  พวกเราไม่สนใจเรื่องพวกนั้น!  ‘การมีชีวิตที่ดี’—นั่นเป็นเรื่องทางโลก!”  มีคนที่พูดแบบนี้อยู่ไม่ใช่หรือ?  แล้วอากาศที่เจ้าหายใจเป็นของทางโลกหรือไม่?  เสื้อผ้าที่เจ้าสวมใส่ วัตถุสิ่งของทุกชิ้นที่เจ้าใช้—ใช่ของทางโลกหรือไม่?  เหตุใดเจ้าจึงไม่หาสถานที่โล่งแจ้งไว้ชุมนุมตรงไหนก็ได้?  มาชุมนุมกันทำไมในห้อง?  คนที่พูดจาเช่นนี้ไร้สาระไม่ใช่หรือ?  เราจะบอกข้อเท็จจริงเรื่องหนึ่งให้ ถ้าคนแบบนี้อยากเข้าสู่ความเป็นจริงความจริง ย่อมจะเป็นเรื่องยากสำหรับพวกเขา  ถ้าคนคนหนึ่งอยากเข้าสู่ความเป็นจริงความจริง เขาต้องมีความเป็นมนุษย์ที่ปกติเสียก่อน นอกจากนั้นยังต้องทิ้งนิสัยความเคยชินที่ไม่ดีในชีวิตของตน เพื่อมาไล่ตามเสาะหาบางสิ่งที่มีรูปแบบ และหมายมุ่งในชีวิตที่มีคุณภาพ มีมารยาท และมีศีลธรรม  กล่าวเช่นนี้เหมาะสมหรือไม่?  แล้วปัญหาเหล่านี้แก้ง่ายหรือไม่?  ใช้เวลานานเท่าใดจึงจะเปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้ชีวิตของคนเราและเลิกนิสัยความเคยชินที่ไม่ดีในชีวิตได้?  ต้องใช้วิธีการเช่นใดจึงจะเข้าสู่สภาวะนี้ได้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้?  มีวิธีใดบ้างนอกเหนือจากการลงโทษ?  (การกำกับดูแลกัน)  การกำกับดูแลกันเป็นวิธีหนึ่ง ที่สำคัญคือผู้คนยอมรับวิธีนั้นหรือไม่  ตามความเห็นของเรา การเรียกค่าปรับก็เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพ และมีประสิทธิผลจริง  ทันทีที่เจ้าพูดถึงเงินค่าปรับ เจ้าก็กำลังพูดถึงผลประโยชน์ของผู้คน  พวกเขาไม่มีทางเลือกนอกจากต้องยอมทำตาม เพราะกลัวว่าตนจะเสียผลประโยชน์  นั่นคือผลสัมฤทธิ์ของการเรียกค่าปรับ  แต่เหตุใดการสามัคคีธรรมความจริงกับผู้คนเหล่านั้นจึงไม่สัมฤทธิ์ผลอันใด?  เพราะพวกเขาไม่มีความเป็นมนุษย์ที่ปกติหรือเงื่อนไขเบื้องต้นของการยอมรับความจริง  ด้วยเหตุนั้น การสามัคคีธรรมความจริงจึงเป็นวิธีที่ใช้ไม่ได้ผลกับพวกเขา  ไม่ว่าจะอยู่ในสภาพแวดล้อมการทำงานทำงานแบบใด ก็จงเรียนรู้ที่จะคัดแยกสิ่งต่างๆ ไปตามประเภทเป็นข้อแรก สอง เรียนรู้ที่จะรักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อย สาม รักษาสุขอนามัยและความสะอาด แล้วนอกจากนั้นก็บ่มเพาะนิสัยในการเก็บกวาดขยะ  นั่นคือสิ่งที่ความเป็นมนุษย์ที่ปกติควรมี

ผู้หญิงบางคนหวีผมแล้วก็ออกไปข้างนอก ไม่กวาดเศษผมที่ร่วงหล่นเสียก่อน  พวกเธอทำเช่นนี้ทุกวัน  นิสัยเช่นนี้จะเปลี่ยนได้หรือไม่?  เมื่อเจ้าหวีผมตนเองเสร็จแล้ว เจ้าต้องทำความสะอาดและเก็บกวาดให้เรียบร้อยทันที  อย่าทิ้งให้คนอื่นทำ—จงจัดการสภาพแวดล้อมของตนเองให้ดีด้วยตัวเจ้าเอง  ถ้าเจ้าอยากดูแลสภาพแวดล้อมของตนให้ดี เจ้าก็ต้องเริ่มที่ตัวเอง  จงทำความสะอาดพื้นที่ของตนเองเสียก่อน  นอกจากนั้นก็ต้องมีจิตสาธารณะดูแลสภาพแวดล้อมส่วนรวมที่ตนอาศัยอยู่  ตัวอย่างเช่น ทุกคนควรรับผิดชอบดูแลพื้นที่ที่ผู้คนใช้อยู่อาศัยและพักผ่อน  ถ้าเห็นเศษเปลือกส้มตามพื้นบ้าง ก็เก็บทิ้งถังขยะไปเลย  ตามสถานที่ก่อสร้างบางแห่งพอเสร็จงานก็มีเศษไม้ เศษเลื่อยไม้ เหล็กเส้น และตะปูอยู่ทั่วไปหมด  ไปที่นั่นดูเถิด ถ้าไม่ระวัง ตัวเจ้าก็อาจเหยียบตะปูเอาได้ง่ายๆ  ไม่ปลอดภัยอย่างยิ่ง  เหตุใดจึงไม่ทำความสะอาดและดูแลให้ถูกสุขอนามัยเมื่อทำงานเสร็จ?  เป็นนิสัยแย่ๆ ชนิดใดกัน?  เมื่อทำเช่นนี้แล้ว พวกเขาให้คำอธิบายได้หรือไม่?  ผู้คนจะคิดอย่างไรเมื่อเห็นที่ทำงานสกปรกเลอะเทอะดังกล่าว?  นั่นเป็นวิธีทำงานของสัตว์ไม่ใช่หรือ?  ผู้คนที่มีความเป็นมนุษย์ต้องทำความสะอาดให้เรียบร้อยเมื่อทำงานหนึ่งๆ เสร็จ และพอผู้อื่นมองเพียงปราดเดียวก็จะรู้ว่านั่นเป็นงานที่มนุษย์ทำ  สัตว์ย่อมไม่ทำความสะอาดหลังจากทำงานเสร็จ ราวกับว่าการทำความสะอาดไม่ใช่หน้าที่และไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับพวกมัน  นั่นเป็นตรรกะแบบใด?  เราเคยเห็นผู้คนมาไม่น้อยที่ไม่ทำความสะอาดหลังการทำงาน  พวกเขามีนิสัยที่ไม่ดีนี้กันทุกคน  เราบอกพวกเขาไปแล้วว่าทุกวันเมื่อเสร็จงาน พวกเขาต้องจัดแจงให้ใครสักคนเก็บกวาดขยะให้หมด  จงทำความสะอาดทุกวัน  ทำแบบนั้น หน้างานจึงจะสะอาด  พวกเขาต้องบ่มเพาะนิสัยเช่นนั้นให้เคยชิน  การที่จะบ่มเพาะนิสัยหนึ่งๆ ในชีวิต คนเราต้องเริ่มด้วยการดูแลรักษาสภาพแวดล้อม จากนั้นก็รอให้เกิดความคุ้นชินกับสภาพแวดล้อมดังกล่าว  แล้ววันหนึ่งเมื่อสภาพแวดล้อมนั้นๆ เปลี่ยนไป ตัวพวกเขาก็จะรู้สึกไม่สบายใจที่เห็นอะไรไม่สะอาด  นี่เหมือนบางคนที่เคยใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศสักสามหรือห้าปีโดยแท้ นึกว่าทุกสิ่งทางโน้นดีกว่า  แล้วก็มาถึงวันที่พวกเขากลับบ้านเกิด และรู้สึกว่าตนนั้นดูดีขึ้นมาทันที  พวกเขาดูหมิ่นผู้อื่นที่ไม่สนใจสุขอนามัย ดูแคลนผู้คนที่บ้านช่องไม่สะอาด  พวกเขาทนไม่อาบน้ำสักสองสามวันไม่ได้ด้วยซ้ำ  สภาพแวดล้อมของพวกเขาเป็นตัวกำหนดเรื่องนี้ไม่ใช่หรือ?  เรื่องก็เป็นเช่นนั้น  ดังนั้น เจ้าต้องเริ่มด้วยการดูแลสุขอนามัยส่วนตนและสภาพแวดล้อมของตนเอง  เมื่อทำเช่นนั้นแล้วจึงจะรู้สึกชูใจเวลาทำหน้าที่ ทั้งยังเป็นสิ่งที่ผู้คนที่มีความเป็นมนุษย์ที่ปกติควรมีอีกด้วย  ตามสถานที่หลายแห่งที่เราเคยไป เราเห็นห้องเด็กสาวที่รกไปหมด ไม่เป็นระเบียบ  บางคนอาจถามว่า “พระองค์อยากให้พวกเราเป็นระเบียบเรียบร้อย ควรเป็นอย่างค่ายฝึกทหารหรือไม่?”  ไม่จำเป็นต้องถึงขนาดนั้น  จงเก็บที่นอนและทำความสะอาดห้องของตนเองทุกวัน  รักษาความสะอาด  ทำให้เคยชินเป็นนิสัย  ถ้าเจ้าทำสิ่งเหล่านี้ทุกวัน แล้วกลายเป็นนิสัย เป็นกิจวัตร และเป็นไปโดยอัตโนมัติเหมือนการกิน เช่นนั้นเจ้าย่อมจะบ่มเพาะนิสัยเช่นนี้ในชีวิตประจำวันได้แล้ว และหลักเกณฑ์ที่เจ้ามีต่อสภาพแวดล้อมรอบตัวย่อมจะสูงขึ้นอีกขั้นแล้ว  และเมื่อหลักเกณฑ์เหล่านั้นสูงขึ้นอีกขั้น กิริยาท่าทางทั้งหมดของเจ้า ทัศนคติ รสนิยม ความเป็นมนุษย์ และศักดิ์ศรีของเจ้าก็จะพลอยสูงขึ้นกันหมด  แต่ถ้าเจ้าใช้ชีวิตอยู่ใน “เล้าหมู” ไม่ใช่สถานที่สำหรับมนุษย์ แต่เหมือนรังสัตว์มากกว่า เจ้าย่อมไม่มีสภาพเสมือนมนุษย์  ตัวอย่างเช่น พอเข้าห้อง เมื่อเห็นว่าห้องและพื้นห้องสะอาด บางคนก็จะไถพื้นรองเท้าอยู่ข้างนอกสักพักเพื่อเอาสิ่งสกปรกออก  แล้วพวกเขาก็จะรู้สึกว่าไม่สะอาดอยู่ดี ดังนั้นจึงถอดรองเท้าออกก่อนเข้าห้อง  เมื่อเจ้าของห้องเห็นว่าพวกเขาเป็นคนสะอาดและให้เกียรติตนเพียงใด เขาย่อมให้เกียรติคนเหล่านั้นด้วย  แล้วก็มีคนอื่นที่จะเดินย่ำเข้าไปเลยพร้อมรองเท้าที่มีโคลนเกาะหนา ไม่คิดว่านั่นจะทำให้พื้นเปื้อนโคลน  พวกเขาไม่รับรู้โดยสิ้นเชิง  เจ้าของห้องย่อมมองเห็นว่าพวกเขาไม่สนใจกฎเกณฑ์เป็นปกติวิสัย  เขาย่อมมองคนเหล่านั้นในทางที่ไม่ดี ดังนั้นจึงนึกดูหมิ่น และจะไม่ยอมให้พวกเขาเข้าห้องในภายหน้า  เขาจะให้คนเหล่านั้นรออยู่ข้างนอก และนั่นย่อมจะแฝงนัยว่า “คุณไม่สมควรเข้ามาข้างใน—ถ้าเข้ามาก็จะทำให้ห้องเลอะเทอะ และฉันจะต้องเสียเวลาทำความสะอาดนานมาก!”  เขาจะไม่ให้เกียรติคนเหล่านั้น  เมื่อมองเห็นว่าคนเหล่านั้นไม่มีสภาพเสมือนมนุษย์ เขาย่อมจะไม่ให้เกียรติคนเหล่านั้นด้วยซ้ำไป  ถ้าใครมาถึงจุดนี้ในชีวิต พวกเขาจะยังคงเป็นมนุษย์อยู่หรือไม่?  สัตว์เลี้ยงยังดีกว่าพวกเขาเลย  ดังนั้น ผู้คนต้องใช้ชีวิตตามสภาพเสมือนมนุษย์จึงจะเรียกว่ามนุษย์ได้ พวกเขาต้องมีความเป็นมนุษย์ที่ปกติจึงจะใช้ชีวิตตามสภาพเสมือนมนุษย์ได้  ไม่ว่าใครจะอาศัยอยู่ในที่ใด ทำหน้าที่ใด พวกเขาก็ต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์  ต้องดูแลเอาใจใส่สถานที่และสุขอนามัยของตน มีสำนึกรับผิดชอบ และมีนิสัยความเคยชินที่ดีในชีวิต  พวกเขาต้องสนใจและจริงจังกับทุกสิ่งที่ตนทำ และทำไปจนกว่าจะทำได้ดีและทำได้ถึงเกณฑ์  เช่นนี้ผู้คนก็จะมองเห็นจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า จากลักษณะการประพฤติปฏิบัติตนและจัดการสิ่งทั้งหลายว่าเจ้านั้นซื่อตรงและน่านับถือ เป็นคนดีคนหนึ่ง  พวกเขาจะรู้สึกเลื่อมใสและเกิดความเคารพในตัวเจ้าไปเอง  พวกเขาจะยอมรับนับถือและเห็นค่าของเจ้าอีกด้วย ดังนั้น พวกเขาก็จะไม่หลอกหรือกลั่นแกล้งเจ้า  ย่อมจะจริงจังเวลาพูดจากับเจ้า ไม่มีการเยาะหยันหรือเหยียดหยาม  เราไม่รู้ว่าผู้คนมองเราว่าอย่างไร แต่เรามีความรู้สึกอย่างหนึ่งว่าเวลาเราพบเจอผู้คนส่วนใหญ่ พวกเขาไม่มัวล้อเล่นหรือพูดจาเรื่อยเปื่อย  เราไม่รู้ว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น  อาจเป็นเพราะผู้คนเกิดความรู้สึกอย่างหนึ่งว่า “พระองค์เป็นคนจริงจังมากเลย จริงจังในถ้อยดำรัสและการกระทำด้วย  ทรงเป็นคนที่ซื่อตรง ข้าพระองค์เลยไม่กล้าพูดเรื่องตลกเวลามีปฏิสัมพันธ์กับพระองค์  เห็นได้ชัดตั้งแต่แวบแรกว่าพระองค์ไม่ใช่คนแบบนั้น”  เวลาที่เจ้าไปที่ไหนสักแห่งและคุยกับผู้คน พูดจาตามสบาย มีปฏิสัมพันธ์กับผู้คน ถ้าพวกเขารู้สึกว่ามีบางสิ่งอยู่ในความเป็นมนุษย์และศีลธรรมของเจ้า—พวกเขาก็อาจจะไม่สามารถพูดได้อย่างชัดเจนว่าสิ่งนั้นคืออะไร แต่เจ้าย่อมจะรู้ว่าแต่ละวันตัวเจ้าคิดอะไรบ้าง เจ้าย่อมจะมีหลักธรรมและมาตรฐานอยู่เสมอว่าจะมองสิ่งทั้งหลายและสนทนากับผู้คนอย่างไร—ถ้าเจ้าสนทนาและมีปฏิสัมพันธ์ในลักษณะนั้น พวกเขาก็จะบอกว่าเจ้ารอบคอบมาก จริงจังและรอบคอบในทุกสิ่งที่ทำมาก ซึ่งหมายความว่าเจ้ามีหลักธรรมอย่างยิ่ง  ในที่สุด นี่ย่อมจะกระตุ้นให้พวกเขาเกิดความรู้สึกเช่นใดอยู่ในใจ?  จงตรองเรื่องนี้ไปช้าๆ  ถ้าการประพฤติปฏิบัติตนของเจ้ามีสิ่งที่คนที่มีความเป็นมนุษย์ที่ปกติพึงมี ก็ไม่สำคัญแล้วว่าผู้คนจะประเมินเจ้าลับหลังว่าอย่างไร  ถ้าพวกเขารู้สึกอยู่ในก้นบึ้งของหัวใจว่าเจ้าเป็นคนที่ซื่อตรง รอบคอบ มีท่าทีที่จริงจังและรับผิดชอบในทุกสิ่ง สูงส่งด้วยคุณธรรม เช่นนั้นแล้ว หลังจากที่สนทนาและมีปฏิสัมพันธ์กับเจ้าอยู่ระยะหนึ่ง พวกเขาก็จะให้ความเห็นชอบและยอมรับนับถือเจ้า  จากนั้น เจ้าจึงจะมีคุณค่าในฐานะคนคนหนึ่ง  หลังจากที่คลุกคลีกับเจ้าอยู่ระยะหนึ่ง ถ้าพวกเขามองเห็นว่าเจ้าทำอะไรได้ไม่ดีสักอย่าง เกียจคร้านและเห็นแก่กิน ไม่เต็มใจเรียนรู้อะไร เจ้าตั้งมาตรฐานไว้สูงเกินความสามารถของตนเอง มักได้และเห็นแก่ตัวอย่างยิ่ง—และอื่นๆ เจ้าไม่สนใจสุขอนามัย ไม่คิดที่จะดูแลสภาพแวดล้อมรอบตัว ถ้าพวกเขามองว่าไม่ว่าจะทำอะไร เจ้าก็ไม่รู้วิธีการ ด้อยขีดความสามารถอย่างยิ่ง ไม่คู่ควรที่จะได้รับความเชื่อถือ ไม่สามารถทำงานใดๆ ที่ได้รับมอบหมายให้ดี—เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็จะก็จะไร้ค่าในสายตาผู้คนโดยสิ้นเชิง และและถูกปฏิเสธในฐานะคนๆ หนึ่ง  การเป็นคนไร้ค่าในสายตาผู้อื่นนั้นโดยรวมแล้วก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่—สิ่งสำคัญก็คือถ้าเจ้าเป็นคนเลวทราม ต่ำต้อย และไร้ค่าในพระทัยของพระเจ้า เหมือนสัตว์ร้ายที่ไร้หัวใจหรือวิญญาณ เช่นนั้นแล้วเจ้าย่อมเดือดร้อน  เจ้ายังห่างไกลจากการได้รับความรอดมากนัก!  ใครก็ตามที่ลักษณะนิสัยยังไม่ได้มาตรฐาน วาจาและการกระทำไม่เป็นไปตามกฎข้อบังคับโดยสิ้นเชิง ทำตัวเหมือนสัตว์ พวกเขามีหวังที่จะได้รับการช่วยให้รอดหรือไม่?  ในความเห็นของเรา พวกเขามีภัย  ไม่ช้าก็เร็ว พวกเขาย่อมจะถูกกำจัดออกไป

ค. ท่าทีและพฤติกรรมของผู้คนในการติดต่อกับเพศตรงข้าม

เรื่องที่สามคือท่าทีและพฤติกรรมทของผู้คนในการติดต่อเพศตรงข้ามในชีวิตประจำวัน  นี่เป็นเรื่องที่ทุกคนที่ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางผู้อื่นย่อมจะเผชิญไม่ว่าจะอยู่ในวัยใด  นี่เกี่ยวพันกับความเป็นมนุษย์ในด้านใดบ้าง?  เกี่ยวพันกับศักดิ์ศรีของคนเรา สำนึกละอายแก่ใจ และรูปแบบการวางตัว  บางคนมองการติดต่อเพศตรงข้ามอย่างฉาบฉวยยิ่ง  รู้สึกว่าตราบใดที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ และการลุ่มหลงในความนึกคิดที่เต็มไปด้วยความใคร่หรือเผย ตัณหาอันชั่วช้าออกมาบ้างก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่เช่นกัน  คนที่มีความเป็นมนุษย์ที่ปกติควรมีความคิดเช่นนี้หรือไม่?  นี่คือเครื่องหมายของความเป็นมนุษย์ที่ปกติหรือไม่?  เมื่อเจ้ามีอายุมากพอที่จะแต่งงานและติดต่อกับเพศตรงข้าม และอยากคบหาดูใจกับใคร ก็จงทำเช่นนั้นอย่างเป็นปกติ แล้วจะไม่มีใครก้าวก่าย  แต่บางคนไม่อยากมีความสัมพันธ์เป็นเรื่องเป็นราว—พวกเขาเกี้ยวพานคนที่ตนต้องตาสักสองวัน แล้วทันทีที่พบเจอคนที่ถูกใจตนและตรงกับความชอบส่วนตัว พวกเขาก็เริ่มอวดตน  พวกเขาอวดตนอย่างไร?  ยักคิ้ว หลิ่วตา หรือเปลี่ยนน้ำเสียงเวลาพูด หรือไม่ก็เคลื่อนไหวด้วยท่วงท่าบางอย่าง หรือเริ่มแสดงความเห็นติดตลกเพื่อให้คนสังเกตเห็น นี่คือการอวดตน  เมื่อคนที่โดยปกติแล้วไม่ได้เป็นเช่นนี้กลับเผยพฤติกรรมเหล่านี้ออกมา เจ้าก็แน่ใจได้ว่าใกล้ๆ กันนั้นมีเพศตรงข้ามบางคนที่ต้องใจพวกเขา  ผู้คนเหล่านี้เป็นคนเช่นใด?  เจ้าอาจจะกล่าวว่าพวกเขาวางตนได้แย่และไม่รักษาเส้นแบ่งระหว่างชายหญิงให้ชัดเจน แต่ก็ไม่ได้แสดงพฤติกรรมใดๆ ที่น่ารังเกียจออกมา  บางคนอาจจะบอกว่าพวกเขาแค่ทำตัวเหลวไหลเท่านั้น  กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ พวกเขาไม่นับถือตัวเอง คนเหลวไหลย่อมไม่มีแนวคิดเรื่องการเคารพตนเอง  บางคนเผยลักษณะเหล่านี้ออกมาในชีวิตประจำวัน แต่ไม่ส่งผลต่อการปฏิบัติหน้าที่ของตน และไม่ได้ส่งผลต่อการทำงานของตนให้แล้วเสร็จ ดังนั้น แท้จริงแล้วนี่เป็นปัญหาหรือไม่?  บางคนถามว่า “ตราบใดที่ไม่ได้ขัดขวางการไล่ตามเสาะหาความจริง ก็ไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องพูดเรื่องนี้ไม่ใช่หรือ?”  เรื่องนี้เกี่ยวเนื่องกับสิ่งใด?  ความละอายแก่ใจและศักดิ์ศรีในความเป็นมนุษย์ของคนเรา  ความเป็นมนุษย์ของคนคนหนึ่งไม่อาจขาดความละอายแก่ใจและศักดิ์ศรีได้ และเมื่อไม่มีสิ่งเหล่านี้ ความเป็นมนุษย์ของพวกเขาก็ไม่อาจเป็นปกติ  บางคนนั้นน่าเชื่อถือ พวกเขาตั้งใจจริง มีความรับผิดชอบ และขยันขันแข็งในทุกสิ่งที่ทำ  พวกเขาไม่มีปัญหาใหญ่โตอะไร เพียงแต่ไม่จริงจังกับชีวิตในแง่นี้เท่านั้น  เมื่อเจ้าเกี้ยวพานเพศตรงข้าม นี่เป็นเรื่องสร้างสรรค์หรือเสียหาย?  ถ้าคนที่เจ้าเกี้ยวพานเกิดหลงรักเจ้า จะเกิดอะไรขึ้น?  เจ้าอาจจะบอกว่า “นั่นไม่ใช่สิ่งที่ฉันต้องการ” ก็ถ้าเจ้ายังคงเกี้ยวพานใครสักคนทั้งที่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เจ้าต้องการ เจ้าก็กำลังปั่นหัวพวกเขาเล่นไม่ใช่หรือ?  เจ้ากำลังทำร้ายพวกเขา!  นี่ค่อนข้างไร้สำนึกทางศีลธรรม  ผู้คนที่ทำเรื่องนี้มีลักษณะนิสัยที่แย่  ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าเจ้าไม่ได้ตั้งใจที่จะไล่ตามไขว่คว้าความสัมพันธ์ครั้งนี้และไม่จริงจัง แต่ก็ยังคงยักคิ้วหลิ่วตาให้เพศตรงข้าม อวดตัวด้วยความสนุกและขบขัน ทำทุกสิ่งเพื่อแสดงให้เห็นว่าเจ้ามีสไตล์ เจ้าหล่อหรือสวย—ถ้าอวดตัวแบบนี้ แท้จริงแล้วเจ้ากำลังทำอะไรอยู่?  (ยั่วยวนผู้คน)  มีเจตนาที่จะยั่วยวนอยู่ในนั้น  ทีนี้ พฤติกรรมยั่วยวนเช่นนี้เป็นสิ่งที่ประเสริฐหรืออัปลักษณ์?  (เป็นสิ่งที่อัปลักษณ์)  ตรงนี้เองที่ไม่มีศักดิ์ศรีอีกต่อไป  ในโลกนี้มีผู้คนประเภทใดบ้างที่ยั่วยวนผู้อื่น?  โสเภณี หญิงแพศยา คนสารเลว—คนเหล่านี้ไม่รู้จักละอาย  การไม่รู้จักละอายหมายความว่าอย่างไร?  หมายความว่าพวกเขาไม่รู้สึกถึงความเสื่อมเสีย  แล้วความซื่อตรง ความละอาย เกียรติ รวมทั้งศักดิ์ศรีและชื่อเสียง—พวกเขาไม่สนใจสิ่งเหล่านี้เลย  ผู้คนเช่นนี้เที่ยวอวดตัวและเกี้ยวพาราสีไปทั่ว  การเกี้ยวพานคนสองคนสำหรับพวกเขาแล้วไม่มากพอ และพวกเขาก็ไม่เห็นว่าแปดหรือสิบคนจะเป็นจำนวนที่มากเกินไป  ต้องหลายๆ พันคนจึงจะทำให้พวกเขามีความสุข  หญิงบางคนแต่งงานและมีลูกสองคนแล้ว แต่คนนอกบ้านกลับไม่มีใครรู้  เหตุใดพวกเธอจึงไม่ยอมให้ผู้คนรู้?  พวกเธอกลัวว่าพอบอกไปว่าตนแต่งงานมีสามีแล้ว ก็จะเล่นหูเล่นตาไม่ได้ผลอีกต่อไป สูญเสียความเย้ายวนและความดึงดูดใจ  นั่นคือสาเหตุที่พวกเธอจะไม่ยอมเปิดเผยเรื่องนี้  คนเช่นนี้ไม่รู้สึกถึงความเสื่อมเสียมิใช่หรือ?  ถ้าความเป็นมนุษย์ของใครมีอะไรแบบนี้ นั่นใช่ความเป็นมนุษย์ที่ปกติหรือไม่?  ไม่ใช่  นี่แฝงนัยว่าถ้าเจ้ามีความเป็นมนุษย์เช่นนี้และพฤติกรรมเยี่ยงนี้ เจ้าก็ไร้ซึ่งความเป็นมนุษย์ที่ปกติ ความเป็นมนุษย์ของเจ้าไร้ซึ่งความละอายแก่ใจและศักดิ์ศรี  บางคนเริ่มจัดผมเผ้าและเสื้อผ้าทันทีที่มีเพศตรงข้ามอยู่ด้วย หรือเติมสีแก้มและทาแป้ง พยายามเต็มที่ที่จะทำให้ตนดูสวยขึ้น  พวกเธอมีเป้าหมายอันใดในการทำเช่นนี้?  มีเป้าหมายที่จะยั่วยวน  นี่คือสิ่งที่ไม่ควรมีอยู่ในความเป็นมนุษย์ที่ปกติ  การสามารถยั่วยวนผู้คนเช่นนี้และไม่รู้สึกอะไร นึกว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดามาก และไม่ใช่เรื่องใหญ่โต ก็คือการไร้สำนึกละอายแก่ใจและไม่รู้แม้กระทั่งว่าสิ่งใดควรทำและไม่ควรทำ  มีบางคนถ้าให้เงินหนึ่งหมื่นหยวนก็ยินยอมที่จะเดินเปลือยเปล่าไปตามถนน  นี่เป็นคนประเภทใด?  เป็นคนที่ไม่มีสำนึกละอายแก่ใจ  พวกเธอทำอะไรก็ได้เพื่อเงิน ไร้ซึ่งความละอาย  สำหรับพวกเธอแล้ว ความซื่อตรง ลักษณะนิสัย สำนึกละอายแก่ใจ และศักดิ์ศรีไม่มีความหมายและไร้ค่า  พวกเธอรู้สึกว่าการสามารถอวดตนและยั่วยวนผู้อื่นได้เป็นความสามารถพิเศษเฉพาะตน และความเบิกบานเพียงอย่างเดียวของพวกเธอก็มาจากการเป็นที่โปรดปรานของผู้คนจำนวนมากขึ้นและมีผู้คนตามจีบเพิ่มขึ้น  นั่นคือเกียรติสูงสุดแล้วในสายตาของผู้หญิงแบบนั้น เป็นสิ่งที่พวกเธอเห็นว่าล้ำค่า  พวกเธอมองไม่เห็นความล้ำค่าของอะไรอย่างศักดิ์ศรี สำนึกละอายแก่ใจ หรือลักษณะนิสัย  นี่คือความเป็นมนุษย์ที่ดีหรือไม่?  (ไม่ใช่)  พวกเจ้าเคยแสดงพฤติกรรมเหล่านี้หรือไม่?  (เคย)  แล้วพวกเจ้าควบคุมได้หรือไม่?  พวกเจ้าควบคุมพฤติกรรมเหล่านี้ได้ในเวลาส่วนใหญ่ หรือว่าควบคุมได้แค่บางครั้งเท่านั้น?  พวกเจ้ามีความสามารถที่จะยับยั้งชั่งใจตนเองหรือไม่?  ผู้คนที่ยับยั้งชั่งใจได้คือคนที่รู้จักละอายแก่ใจ  ทุกคนมีช่วงเวลาที่หุนหันพลันแล่นแล้วก็คลายไป แต่เมื่อคนที่สามารถยับยั้งชั่งใจมีช่วงเวลาเช่นนั้นบ้าง พวกเขาย่อมรู้สึกว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้นไม่ถูกต้อง ทำให้ตนเองเสื่อมค่า ต้องกลับตัวทันที และต้องไม่ทำเช่นนั้นอีก  ภายหลังเมื่อพวกเขาพบเจอเรื่องดังกล่าวอีกครั้ง พวกเขาย่อมสามารถควบคุมตนเองได้  ถ้าความเป็นมนุษย์ของเจ้าไม่มีแม้แต่ความสามารถในส่วนที่จะยับยั้งชั่งใจนี้ เมื่อถึงคราวที่ต้องปฏิบัติความจริง เจ้าจะขบถต่อสิ่งใดได้?  บางคนรู้สึกว่าตนมีรูปร่างหน้าตาดีเป็นพิเศษ และพบว่ามีเพศตรงข้ามคอยตามจีบไม่หยุดหย่อน ยิ่งมีคนตามจีบ พวกเธอก็ยิ่งรู้สึกว่าสามารถอวดตนได้  นี่เป็นภัยกับพวกเธอมิใช่หรือ?  พวกเจ้าควรทำอย่างไรในสถานการณ์เช่นนี้?  (ตระหนักรู้และหลีกเลี่ยงหลุมพรางนี้)  นี่เป็นหลุมพรางโดยแท้ ซึ่งเจ้าต้องหลีกเลี่ยง—ถ้าไม่หลีกเลี่ยง เจ้าก็อาจพบว่ามีคนดักจับเจ้าเอาไว้ก็เป็นได้  เจ้าต้องหลีกเลี่ยงหลุมพรางนี้ก่อนที่จะตกลงไป นี่เรียกว่าการยับยั้งชั่งใจ  ผู้คนที่มีความยับยั้งชั่งใจย่อมมีสำนึกละอายแก่ใจและมีศักดิ์ศรี  คนที่ไม่มีความยับยั้งชั่งใจย่อมถูกคนที่ยั่วยวนนั้นล่อลวงเอาได้ และหลงกลเหยื่อล่อเมื่อมีคนตามจีบตน ซึ่งก่อให้เกิดปัญหา  ยิ่งไปกว่านั้น ผู้คนยังจงใจอวดตัวอีกด้วย คอยแต่งองค์ทรงเครื่อง และไม่ว่าชุดใดที่ใส่แล้วที่ทำให้ตนดูหล่อขึ้น ดูดึงดูดใจและสวยขึ้น ก็จะเจาะจงเลือกชุดนั้นๆ มาสวมใส่ และจะสวมใส่ทุกวี่วัน นี่เป็นภัยต่อคนเหล่านี้ และแสดงให้เห็นว่านี่คือคนที่พยายามยั่วยวนผู้อื่นโดยเจตนา  ถ้าเจ้าดูต้องตาและยั่วยวนเกินไปในชุดเหล่านี้ เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็ต้องขบถต่อเนื้อหนังของตนและเลิกใส่เสื้อผ้าเช่นนี้เสีย  ถ้าเจ้ามีปณิธานในเรื่องนี้ เจ้าย่อมจะทำได้  แต่ถ้าเจ้าไม่มีปณิธานในเรื่องนี้และอยากมองหาคู่ครอง เช่นนั้นก็จงเดินหน้าหาสักคนเถิด กล่าวคือ จงมีปฏิสัมพันธ์กันตามปกติ ไม่มัวเกี้ยวพานอีกฝ่าย  ถ้าเจ้าไม่ได้มองหาคู่ครอง แต่ยังคงเกี้ยวพานผู้อื่น นี่ก็เรียกได้เพียงว่าไม่มีสำนึกละอายแก่ใจ  เจ้าต้องชัดเจนว่าตนเองกำลังเลือกอะไร  พวกเจ้าทุกคนยึดปฏิบัติตามหลักธรรมกันหรือไม่?  (พวกเรามีปณิธานนี้อยู่)  ถ้าพวกเจ้ามีปณิธานข้อนี้ พวกเจ้าย่อมมีพละกำลัง มีแรงจูงใจ และจะปฏิบัติตามหลักธรรมโดยง่าย  ว่ากันตามแก่นแท้แล้ว บางคนมีธรรมชาติที่ดี และยิ่งไปกว่านั้น เมื่อมาพบเจอความเชื่อในพระเจ้า พวกเขาก็ไล่ตามเสาะหาความจริงและเดินบนเส้นทางที่ถูกต้อง ดังนั้นจึงไม่มีความอยากได้อยากมีเช่นนั้น และไม่ตอบสนองคนที่พยายามเกี้ยวพานพวกเขา  บางคนโน้มเอียงไปในทางนี้อย่างมาก ขณะที่ผู้อื่นกลับไม่สนใจ บางคนดูเหมือนมีปณิธานข้อนี้ แต่ตัวพวกเขาเองกลับบอกไม่ได้ด้วยซ้ำไปว่ามีหรือไม่มีปณิธานข้อนี้กันแน่  เรื่องของการมีปฏิสัมพันธ์กับเพศตรงข้ามนี้เป็นสิ่งที่เจ้าต้องจัดการให้ถูกต้อง ต้องคอยทบทวน และระบุให้ได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของศักดิ์ศรีและความละอายแก่ใจในความเป็นมนุษย์ที่ปกติ  การไม่มีสำนึกละอายแก่ใจเกี่ยวเนื่องกับการไม่มีความเป็นมนุษย์อย่างไร?  กล่าวได้ว่าถ้าใครไม่มีสำนึกละอายแก่ใจ พวกเขาก็ไม่มีความเป็นมนุษย์  เหตุใดทุกคนที่ไม่มีความเป็นมนุษย์จึงไม่รักความจริง?  แล้วเหตุใดพวกเราจึงกล่าวว่าคนเราสามารถไล่ตามเสาะหาความจริงได้ถ้ามีความเป็นมนุษย์?  จงบอกเราเถิดว่าคนที่ไม่มีสำนึกละอายแก่ใจรู้หรือไม่ว่าสิ่งใดดีและสิ่งใดไม่ดี?  (ไม่รู้)  ดังนั้น เมื่อพวกเขาทำเรื่องเลวร้ายที่ต่อต้านและทรยศพระเจ้า รวมทั้งละเมิดความจริง พวกเขารู้สึกถึงการติเตียนตนเองบ้างหรือไม่?  (ไม่)  ถ้ามโนธรรมของพวกเขาไม่ติเตียนพวกเขา พวกเขาจะเดินไปบนเส้นทางที่ถูกต้องได้หรือไม่?  พวกเขาจะไล่ตามเสาะหาความจริงได้หรือไม่?  ผู้คนที่หน้าหนาไร้ยางอายย่อมด้านชา ไม่อาจแยกแยะสิ่งที่เป็นบวกและสิ่งที่เป็นลบ หรือสิ่งที่พระเจ้าทรงรักและสิ่งที่พระองค์ทรงชังออกจากกันได้อย่างชัดเจน  ดังนั้น เมื่อพระเจ้าตรัสบอกให้ผู้คนซื่อสัตย์ พวกเขาจึงบอกว่า “การโกหกเป็นปัญหาอย่างไร?  การพูดเท็จไม่ใช่เรื่องเสื่อมเสีย!”  คนที่ไร้ความละอายย่อมจะพูดอะไรเช่นนี้มิใช่หรือ?  ถ้าคนที่มีสำนึกละอายแก่ใจไม่อาจทำตัวซื่อสัตย์และถูกทุกคนจับได้ พวกเขาย่อมหน้าแดงใช่หรือไม่?  ย่อมอึดอัดอยู่ในใจใช่หรือไม่?  (ใช่)  แล้วคนที่ไม่มีความละอายเป็นอย่างไร?  “การเป็นคนที่ซื่อสัตย์ สิ่งที่คนอื่นคิด คุณค่าที่ฉันมีในสายตาของพวกเขา หรือความสำคัญที่พวกเขาให้กับฉัน—เรื่องพวกนั้นไม่สำคัญกับฉันเลย!”  พวกเขาไม่สนใจ  แล้วแบบนี้ พวกเขายังจะไล่ตามเสาะหาความจริงได้หรือไม่?  หลังจากที่พวกเขาโกหก ถ้าเจ้าถามพวกเขาว่ารู้สึกวุ่นวายใจหรือตำหนิตัวเองบ้างหรือไม่ พวกเขาย่อมจะตอบว่า “การมีสันติสุขเป็นอย่างไร?  อะไรคือการตำหนิตัวเอง?  ทำไมเรื่องนี้ต้องยุ่งยากขนาดนี้?”  พวกเขาไม่มีความตระหนักรู้ดังกล่าว  คนที่มีสำนึกบกพร่องเช่นนี้จะติดตามพระเจ้าได้หรือไม่?  พวกเขาจะไล่ตามเสาะหาความจริงได้หรือไม่?  พวกเขาย่อมไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง  สำหรับพวกเขาแล้ว ไม่มีเส้นแบ่งระหว่างสิ่งที่เป็นบวกกับสิ่งที่เป็นลบ ระหว่างความจริงกับสิ่งที่ละเมิดความจริง—ทุกสิ่งเหมือนกันหมด  ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น พวกเขาก็คิดว่าถ้าทุกคนพยายาม ถ้าทุกคนทำหน้าที่ของตนและจ่ายราคา ก็จะดีเอง  ไม่มีอะไรแบ่งแยกสิ่งที่เป็นบวกและเป็นลบ หรือความจริงกับสิ่งที่ละเมิดความจริงออกจากกัน  พวกเขาไม่รู้สึกถึงการติเตียนตนเองเวลาทำอะไรที่ต่อต้านพระเจ้า ทำอะไรที่ละเมิดหลักธรรมความจริง ทำเรื่องที่เป็นเหตุให้ผู้อื่นเสียผลประโยชน์ หรือทำสิ่งที่รบกวนงานของคริสตจักร  พวกเขาไม่มีการติเตียนตนเองเลย  ในเรื่องนี้พวกเขาไร้ซึ่งสำนึกละอายแก่ใจมิใช่หรือ?  ผู้คนที่ไม่มีสำนึกละอายแก่ใจย่อมไม่มีวิจารณญาณแยกแยะเรื่องดังกล่าว  สำหรับพวกเขาแล้ว นั่นเป็นเรื่องของการทำสิ่งที่อยากทำ  อะไรก็ได้ทั้งนั้น ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ความจริงมาตัดสิน  ดังนั้นจึงไม่มีทางที่คนไร้สำนึกละอายแก่ใจจะเข้าใจความจริงหรือปฏิบัติความจริง  การไร้สำนึกละอายแก่ใจและการไร้ความเป็นมนุษย์สัมพันธ์กันเช่นนี้  แล้วเหตุใดพวกเจ้าจึงกล่าวเช่นนี้ไม่ได้?  พวกเจ้าล้วนคิดว่า “สิ่งที่พระองค์เทศนาอยู่ไม่ค่อยเกี่ยวข้องกับความจริงเท่าไรนัก กลับห่างไกลจากความจริงมาก  ปกติแล้วพวกเรามองเห็นเรื่องเหล่านี้ได้อย่างชัดเจน แล้วพวกเรายังต้องให้พระองค์มาตรัสเรื่องเหล่านี้ให้ฟังอีกหรือ?”  ถ้าพวกเจ้ารู้สึกว่าที่เราพูดไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับความจริง แล้วพวกเจ้าเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงไปมากเท่าใดแล้ว?  พวกเจ้าใช้ชีวิตตามความเป็นมนุษย์ที่ปกติอย่างนั้นหรือ?  พวกเจ้ากลายเป็นคนที่มีความจริงและความเป็นมนุษย์โดยแท้กันหรือยัง?  พวกเจ้ามีวุฒิภาวะน้อยนักและขบคิดเรื่องเหล่านี้ไม่ออกด้วยซ้ำ แบบนี้พวกเจ้าจะมีความเป็นจริงความจริงอันใดได้?

หนึ่งในกฎการปกครองสิบข้อในพระนิเวศของพระเจ้ากล่าวว่า มนุษย์มีอุปนิสัยอันเสื่อมทราม และยิ่งไปกว่านั้นยังถูกความรู้สึกครอบงำ  เมื่อเป็นเช่นนั้นจึงห้ามอย่างเด็ดขาดไม่ให้สมาชิกสองคนซึ่งเป็นเพศตรงกันข้ามทำงานร่วมกันโดยไม่มีผู้อื่นอยู่ด้วยเมื่อรับใช้พระเจ้า  ใครก็ตามที่ถูกพบว่าทำเช่นนั้นจะถูกขับไล่โดยไม่มีข้อยกเว้น  ผู้คนมองกฎการปกครองข้อนี้กันอย่างไร?  ถ้าชายคนหนึ่งมีความสัมพันธ์ที่ไม่ถูกควรกับหญิงสามสิบกว่าคน จงบอกเราเถิดว่าผู้คนที่ได้ยินเรื่องนี้จะรู้สึกอย่างไร?  (ไม่อยากจะเชื่อ)  เจ้าย่อมจะประหลาดใจเมื่อได้ฟัง เจ้าจะตกใจอย่างยิ่งว่า “โอ้โฮ มากขนาดนั้น!  นั่นน่ารังเกียจไม่ใช่หรือ?”  แล้วตอนที่ผู้ชายคนนั้นเล่าให้เจ้าฟัง เขาย่อมจะมีความรู้สึกเช่นใด?  (เขาย่อมจะทำท่าเหมือนว่านั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญสำหรับเขา)  สำหรับเขาแล้วเป็นเรื่องที่ไม่มีอะไรน่าพูดถึง  จงถามเขาดูเถิดว่าวันนี้เขาจะกินอะไร “ข้าว”  ถามเขาสิว่าเขาคบผู้หญิงมากี่คนแล้ว “สามสิบหรือมากกว่านั้น”  เขาจะพูดถึงสองเรื่องนี้ด้วยน้ำเสียงและทัศนคติที่เหมือนกันโดยแท้  มีความรอดใดๆ สำหรับคนที่มีความเป็นมนุษย์เช่นนี้หรือไม่?  ไม่มี ต่อให้เขาเชื่อในพระเจ้าก็ตามที  เวลาโพล่งอะไรแบบนั้นออกมา เขาไม่รู้จักละอายได้อย่างไร?  นี่เป็นเรื่องที่เสื่อมเสีย!  แล้วเขาแค่โพล่งมันออกมาได้อย่างไร?  บอกเราเถิดว่าเขามีสำนึกละอายแก่ใจหลงเหลืออยู่บ้างหรือไม่?  ไม่มี  การรับรู้มโนธรรมในความเป็นมนุษย์ของเขานั้นด้านชาไปแล้ว เขาไม่มีการรับรู้อีกต่อไป  นี่ไม่ใช่เรื่องของการเป็นคนชั่วช้าเท่านั้น—ผู้คนที่ไม่มีความละอายหรือศักดิ์ศรีย่อมไม่ใช่คนอีกต่อไป  ดูภายนอกพวกเขายังคงเหมือนผู้คน แต่ภาพภายนอกก็พังทลายทันทีที่พวกเขาต้องลงมือทำอะไรบางอย่าง  พวกเขาสามารถทำอะไรก็ได้โดยไม่รู้จักความละอาย—และนั่นก็หมายความว่าพวกเขาไม่ใช่คนอีกต่อไป  มาจบการเสวนาของพวกเราในเรื่องเหล่านี้เอาไว้เท่านี้เถิด

จงใคร่ครวญความเป็นมนุษย์ทั้งสามด้านที่พวกเราเสวนากันไปในวันนี้เถิด—ใช่เรื่องสำคัญหรือไม่?  สิ่งที่มีอยู่ในความเป็นมนุษย์ที่ปกตินี้แยกต่างหากจากการไล่ตามเสาะหาความจริงหรือไม่?  (ไม่)  เช่นนั้นแล้ว สิ่งเหล่านี้มีอะไรเกี่ยวข้องกับการไล่ตามเสาะหาความจริงบ้าง?  ถ้าความเป็นมนุษย์ของผู้เชื่อในพระเจ้าไม่มีความละเอียดรอบคอบ ไม่มีสำนึกรับผิดชอบ หรือความสามารถที่จะใส่ใจการกระทำของตนเอง—ถ้าพวกเขาไม่มีความเป็นมนุษย์ในลักษณะนี้ พวกเขาจะสามารถได้อะไรจากการเชื่อในพระเจ้าและการไล่ตามเสาะหาความจริง?  หลายปีมานี้พวกเราสามัคคีธรรมความจริงในทุกๆ ด้านกันมาไม่น้อย  ถ้าผู้คนไม่พยายามให้มากหรือไม่มีทัศนคติที่ตั้งใจจริงกับความจริงเหล่านี้ ทำทุกอย่างด้วยความมักง่ายและไม่ได้ตั้งใจทำสิ่งใดจริง เช่นนี้พวกเขาจะเข้าใจความจริงได้สำเร็จหรือไม่?  บางคนกล่าวว่า “ถ้าเข้าใจความจริงไม่ได้ ฉันจะเอาแต่ท่องจำคำสอนและศัพท์เฉพาะเหล่านี้ไม่ได้หรือ?”  เจ้าจะสามารถได้มาซึ่งความจริงในท้ายที่สุดด้วยการทำเช่นนี้หรือไม่?  ถ้าเจ้าไม่มีความเป็นมนุษย์ที่ปกติดังที่กล่าวมานี้และไม่มีสิ่งเหล่านี้อยู่ในความเป็นมนุษย์ของตน ซึ่งหมายความว่าเจ้าไม่มีท่าทีที่ตั้งใจจริง ละเอียดรอบคอบ จริงจัง และรับผิดชอบในเรื่องต่างๆ เช่นนั้นแล้ว ความจริงย่อมกลายเป็นคำสอนและวลีติดปากสำหรับเจ้า—กลายเป็นกฎข้อบังคับ  เจ้าไม่อาจได้มาซึ่งความจริงเพราะเจ้าไม่สามารถเข้าใจความจริง  นอกจากนี้ ถ้าเจ้าไม่จัดการดูแลสภาพแวดล้อม กิจวัตร และรูปแบบการใช้ชีวิตส่วนตัวให้ดี เจ้าจะเข้าสู่หลักธรรมและคำกล่าวต่างๆ ที่เกี่ยวพันกับความจริงได้หรือไม่?  เจ้าย่อมจะทำไม่ได้  ยิ่งไปกว่านั้น ผู้คนต้องรักสิ่งที่เป็นบวกในชีวิต ส่วนสิ่งที่เป็นลบและเลวนั้น พวกเขาก็ต้องดำรงท่าทีที่ชิงชังและรังเกียจอยู่ในส่วนลึกของหัวใจ  นี่คือหนทางเดียวเท่านั้นที่จะเข้าสู่ความจริงได้บ้าง  นี่หมายความว่าในการไล่ตามเสาะหาความจริงของเจ้า เจ้าต้องมีท่าทีที่ถูกต้องและมีสภาวะจิตใจที่ถูกควร ต้องเป็นคนที่ซื่อตรง จริงจัง  มีแต่คนเช่นนี้เท่านั้นที่สามารถได้มาซึ่งความจริง  ถ้าใครไม่มีสำนึกละอายแก่ใจ ยังคงด้านชาและไม่มีการตระหนักรู้ในหัวใจเวลาทำเรื่องเลวๆ ลงไปเป็นอันมาก ทำสิ่งต่างๆ เป็นอันมากที่กบฏต่อพระเจ้าและละเมิดความจริง นึกว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่—เช่นนั้นแล้ว ความจริงมีประโยชน์อะไรกับพวกเขาหรือไม่?  ไม่มีประโยชน์เลย  ความจริงไม่ส่งผลในตัวพวกเขา และไม่สามารถยับยั้ง ติเตียน ชี้แนะ หรือชี้ทิศทางและเส้นทางให้พวกเขา ซึ่งหมายความว่าพวกเขาย่อมเดือดร้อน  คนที่ไม่มีแม้แต่สำนึกละอายแก่ใจจะเข้าใจความจริงได้อย่างไร?  สำหรับคนที่สามารถเข้าใจความจริงได้ หัวใจของพวกเขาต้องไวต่อสิ่งที่เป็นบวกและเป็นลบเสียก่อน  เพียงมีการเอ่ยถึงหรือพบเจอเรื่องที่เป็นลบหรือเลว พวกเขาย่อมรังเกียจ และถ้าลงมือทำเรื่องเช่นนั้นเสียเอง พวกเขาย่อมรู้สึกละอายและวุ่นวายใจ  พวกเขารู้สึกรักความจริงและสามารถยอมรับความจริงเอาไว้ในหัวใจได้ สามารถใช้ความจริงมายับยั้งชั่งใจตนและแก้ไขสภาวะที่ผิดให้กลับมาถูกต้องได้  เหล่านี้คือสิ่งที่ความเป็นมนุษย์ที่ปกติควรมีมิใช่หรือ?  (ใช่)  เมื่อมีสิ่งเหล่านี้ ก็ง่ายที่คนเราจะไล่ตามเสาะหาความจริงใช่หรือไม่?  และหากใครไม่มีสิ่งเหล่านี้เลย เช่นนั้นแล้ว การพูดเรื่องการไล่ตามเสาะหาความจริงก็เป็นเพียงการพูดคุยที่ว่างเปล่าเท่านั้น—พวกเขาจะทำเช่นนั้นโดยที่ไม่มีสิ่งที่เป็นบวกอยู่ในหัวใจได้อย่างไร?  ความจริงจะไม่หยั่งราก ออกดอก และออกผลในตัวเจ้าจนกว่าความเป็นมนุษย์ที่ปกติของเจ้าจะมีสิ่งเหล่านี้—เมื่อนั้นเท่านั้นที่ความจริงจะให้ผล  เมื่อเจ้าเข้าใจความจริงแล้ว เจ้าก็จะปรับเปลี่ยนการคิดและควบคุมพฤติกรรมของตนได้ และความคิดที่เสื่อมทรามของเจ้าก็จะลดน้อยลงทุกที  นี่คือการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง

พวกเจ้ามีสิ่งที่สำแดงถึงความเป็นมนุษย์ที่ปกติดังที่เสวนากันไปในวันนี้อยู่กี่อย่าง?  แล้วขาดอีกกี่อย่าง?  พวกเจ้ามีสิ่งใดบ้าง?  (สำนึกละอายแก่ใจ)  สำนึกละอายแก่ใจ—นั่นเป็นสิ่งที่ดี  สำนึกละอายแก่ใจคือสิ่งที่พวกเจ้าควรมีเป็นอย่างน้อย  มีสิ่งใดอีก?  พวกเจ้าทุกคนมีการคิดอ่านและท่าทีที่จริงจังและละเอียดรอบคอบในเรื่องของผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลายหรือไม่?  เรามองเห็นว่าพวกเจ้าทำอะไรก็หละหลวม เอาแต่ทำตัวเนือยๆ และหย่อนยาน พอเห็นสิ่งที่พวกเจ้าทำแล้ว หัวใจของเราก็ร้อนรน  พวกเจ้าจับสังเกตปัญหาเหล่านี้ด้วยตนเองได้หรือไม่?  พอสังเกตพบปัญหาเหล่านี้แล้ว พวกเจ้ากังวลกันหรือไม่?  (กังวล)  กังวลอย่างไร?  เล่ามาเถิด  (พอได้ฟังสามัคคีธรรมของพระเจ้าในตอนนี้ ข้าพระองค์รู้สึกว่าตัวเองไม่ค่อยมีความเป็นมนุษย์มากนัก และมีการคิดอ่านที่ไม่จริงจังกับหน้าที่และเหตุการณ์ในชีวิตของตน  ข้าพระองค์ยังห่างไกลจากมาตรฐานที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้มากนัก  ข้าพระองค์รู้สึกกลัวอยู่บ้าง)  ความเป็นมนุษย์ของเจ้ายังบกพร่องอยู่มากเหลือเกินใช่หรือไม่?  เจ้ารู้สึกว่าเจ้าเชื่อในพระเจ้ามาหลายปีและฟังความจริงไปมากแล้ว แต่เจ้ากลับไม่มีแม้แต่สิ่งที่เป็นรากฐานที่สำคัญที่สุดของความเป็นมนุษย์—แล้วเจ้าจะไม่ร้อนใจได้อย่างไร?  บางคนมีทักษะเฉพาะทางอยู่บ้าง แต่พวกเขากลับทำทุกสิ่งได้แย่มาก  ล้วนไม่ดีเท่าที่ควร ไม่ได้มาตรฐาน และพวกเขาก็ไม่ศึกษาดูว่าวิธีการที่ทันสมัยและได้มาตรฐานนั้นมีอะไรบ้าง  นี่พวกเขาคิดอะไรล้าหลังมิใช่หรือ?  ยกตัวอย่าง เคยมีการขอให้พวกเขาติดตั้งประตู และพวกเขาก็บอกว่า “ที่ที่ผมจากมานั้น ประตูส่วนใหญ่ที่พวกเรามีเป็นประตูบานเดี่ยว”  สถานที่เล็กๆ ที่พวกเขาจากมานั้นไม่ใช่ตัวกำหนดมาตรฐาน  พวกเขาควรดูรูปแบบประตูที่ใช้กันในธุรกิจต่างๆ และตามอาคารที่พักอาศัยในเมืองใหญ่ จากนั้นก็ทำงานของตนตามความเป็นจริงของสถานการณ์นั้นๆ  แต่ในกรณีนี้ พวกเขากลับเปิดปากพูดว่า “ที่บ้านเกิดของพวกเราไม่ทำประตูบานคู่ แล้วที่นี่ก็ไม่ค่อยมีคนมากนัก  ถึงมีมากก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อยู่ดี—เบียดๆ กันหน่อยก็เข้าได้แล้ว”  คนอื่นจึงบอกว่า “ถ้าผู้คนเบียดเสียดเข้าประตูนานไป ก็จะทำให้วงกบประตูพังเอาได้  มาคุยเรื่องนี้ให้จบกันเถอะ  คราวนี้ยกเว้นให้สักครั้ง ทำประตูบานคู่ได้ไหม?”  แล้วพวกเขาก็ตอบว่า “ไม่!  ผมทำประตูบานเดี่ยว ทำบานคู่ไม่เป็น  แล้วคนที่รู้วิธีทำนั้นเป็นผมหรือว่าเป็นคุณ?  เป็นผม—แล้วทำไมคุณถึงไม่ฟังผมในเรื่องนี้?  คุณต้องฟังผมสิ!”  มีการบอกพวกเขาไปแล้วว่าให้ทำงานตามสถานการณ์ แต่พวกเขาก็ไม่ฟังและยืนกรานที่จะทำประตูบานเล็ก  เช่นนี้ก็ยุ่งยากมิใช่หรือ?  พอขอให้ติดตั้งผนังกระจกกั้นภายในกับภายนอกเพื่อให้มีแสงเข้ามาและไม่ให้รู้สึกว่าห้องนั้นคับแคบ พวกเขาก็บอกว่า “พวกเราจะติดตั้งกระจกไปทำไม?  แบบนั้นจะเกิดความเสี่ยงด้านความปลอดภัยไม่ใช่หรือ?  ผมไม่ติดตั้งกระจก ประตูสองบานนี้ก็ดีพอแล้ว  ที่ที่ผมจากมานั้น พวกเราใช้แต่ประตูแบบนี้เท่านั้น”  พวกเขาใช้คำจำพวก “ที่ที่ฉันจากมา” “ที่บ้านฉัน” “ฉันเรียนเรื่องเฉพาะทางมา” อยู่เสมอเพื่อกดคนอื่นเอาไว้  แล้วเรื่องพวกนี้เป็นความจริงหรือไม่?  (ไม่เป็น)  การที่พวกเขาใช้ท่าทีเช่นนี้กับเรื่องภายนอก ความเป็นมนุษย์ของพวกเขาต้องขาดตกอะไรไป?  ความมีเหตุผล แล้วความมีเหตุผลของพวกเขาต้องบกพร่องในเรื่องแบบใดเป็นพิเศษ?  ความเข้าใจเชิงลึก  พวกเขารู้สึกตลอดเวลาว่าทุกสิ่งในที่ที่พวกเขาจากมานั้นถูกต้อง ทุกสิ่งเลิศที่สุด ทุกอย่างคือความจริง  พวกเขาแทบไม่มีเหตุผลเลยมิใช่หรือ?  ความมีเหตุผลตามปกติควรมีลักษณะเช่นใด?  ด้วยความมีเหตุผลที่ปกติ พวกเขาย่อมจะพูดว่า “ผมทำอาชีพนี้มาหลายปีแล้ว แต่ก็ยังเห็นมาไม่มาก  ที่ที่ผมจากมานั้น พวกเราทุกคนทำประตูกันแบบนี้ ดังนั้น มาดูกันว่าประตูที่นี่ใหญ่ขนาดไหน  พวกเราจะทำตามที่ผู้คนที่นี่ทำกัน  นี่เป็นคนละสถานที่ และในงานนี้ ผมควรทำตัวยืดหยุ่นเข้าไว้”  นั่นคือความมีเหตุผลใช่หรือไม่?  (ใช่)  แล้วคนเช่นนี้มีเหตุผลดังที่กล่าวมานี้หรือไม่?  ไม่มี—พวกเขาไม่มีเหตุผล  แล้วสุดท้ายจัดการเรื่องนี้กันอย่างไร?  ต้องมาทำงานกันใหม่  การลงมือทำงานกันอีกรอบเป็นความสูญเสียอย่างหนึ่งมิใช่หรือ?  (ใช่)  เป็นความสูญเสีย  มีเรื่องแบบนี้มากหรือไม่?  มีมาก  คนคนนั้นดื้อดึงเป็นที่สุด  ดื้อดึงเพียงใด?  พวกเขาไม่ฟังสิ่งที่ใครๆ พูด ไม่ฟังสิ่งที่เราพูดด้วยซ้ำ และยังพูดจาแย้งเราด้วย  เราบอกว่า “เจ้าต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดีขึ้น  ถ้าไม่ทำ นี่ย่อมไม่ใช่งานของเจ้า”  แล้วพวกเขายังกล้าตอบว่า “ต่อให้ไม่ทรงต้องการข้าพระองค์ ข้าพระองค์ก็จะทำประตูขนาดนี้!”  นั่นเป็นอุปนิสัยเช่นใด?  เป็นความเป็นมนุษย์ที่ปกติหรือไม่?  (ไม่ใช่)  ไม่ใช่ความเป็นมนุษย์ที่ปกติ—แล้วเป็นความเป็นมนุษย์แบบใด?  ในความเห็นของเรา พวกเขาเหมือนสัตว์อยู่บ้าง  เหมือนวัวที่หิวน้ำไม่มีผิด กล่าวคือ ไม่ว่าเกวียนที่วัวนั้นลากจะบรรทุกสินค้าหรือผู้คนมากเท่าใด ทันทีที่มันเห็นแอ่งน้ำหรือแม่น้ำ มันก็จะลากเกวียนตรงไปทางนั้น  จะกี่คนก็ฉุดมันไม่อยู่  นี่คือสัตว์ที่พวกเรากำลังพูดถึง  ผู้คนก็มีอุปนิสัยแบบนี้เช่นกันใช่หรือไม่?  เมื่อมีอุปนิสัยแบบนี้ ก็ไม่ใช่ความเป็นมนุษย์ที่ปกติ และเป็นอันตราย  พวกเขาจะหาข้ออ้างมาปฏิเสธเจ้า หาข้ออ้างที่จะไม่ฟัง  พวกเขาดื้อรั้นและเบาปัญญาอย่างยิ่ง  เมื่อมีเรื่องเช่นนี้ในชีวิตประจำวัน ถ้าเจ้าไม่มีท่าทีของการยอมรับอย่างถ่อมตน รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ถ้าเจ้าไม่มีท่าทีของการศึกษาหาความรู้ แล้วเจ้าจะยอมรับความจริงได้อย่างไร?  เจ้าจะปฏิบัติความจริงได้อย่างไร?  ทุกคนบอกว่าทำประตูบานคู่จะเหมาะกว่า  เจ้ากลับทำตามนั้นไม่ได้ด้วยซ้ำ แล้วนั่นก็ไม่ได้ใกล้เคียงการปฏิบัติความจริงแต่อย่างใด—เจ้าไม่ฟังแม้แต่ข้อเสนอแนะที่มีเหตุผล  แล้วเจ้าจะรับฟังสิ่งที่เกี่ยวเนื่องกับความจริงได้หรือไม่?  เจ้าย่อมจะไม่ฟังเหมือนที่เป็นอยู่เสมอ  อะไรที่เกี่ยวเนื่องกับความจริงจะไม่เข้าหูคนที่มีอุปนิสัยเช่นนี้ และนั่นย่อมเป็นปัญหาใหญ่สำหรับพวกเขา  ถ้าความเป็นมนุษย์ของคนเราไม่มีแม้แต่สำนึกเช่นนี้ แล้วพวกเขาจะปฏิบัติความจริงอันใดได้?  พวกเขาทำเรื่องที่สาละวนทำอยู่ทุกวันนั้นไปเพื่อใคร?  พวกเขาล้วนทำสิ่งเหล่านั้นตามความชอบของตนเอง ตามความอยากได้อยากมีที่เห็นแก่ตัวของพวกเขาเองทั้งสิ้น  ทุกวันพวกเขามีทัศนะต่อผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลายที่รายล้อมรอบตัวในชีวิตประจำวันดังนี้ว่า “ฉันจะทำสิ่งที่อยากทำ ฉันจะทำสิ่งที่ฉันคิด และฉันจะทำตามที่ฉันเชื่อ”  นี่เรียกว่าอะไร?  ตลอดวัน ทุกสิ่งที่พวกเขาคิดล้วนชั่ว  แล้วถ้าหัวใจของพวกเขาชั่วอย่างนั้น การกระทำของพวกเขาจะเป็นอย่างไร?  มีเรื่องทำนองว่าคนที่มีความคิดชั่วไปทุกอย่างแต่การกระทำทั้งหมดก็ยังคงตรงตามความจริงอยู่หรือไม่?  นี่ไม่ถูกต้อง—เป็นเรื่องที่ย้อนแย้งกันเอง  ความคิดของพวกเขาล้วนชั่ว และจุดเริ่มต้นของพวกเขาก็ชั่วไปหมด ดังนั้น สิ่งที่พวกเขาทำ อย่างน้อยที่สุดก็จะไม่เป็นที่จดจำ  แล้วในเรื่องที่ไม่เป็นที่จดจำ บ้างก็เป็นการขัดขวางและการก่อกวน บ้างก็เป็นการทำลาย ส่วนอื่นๆ นั้นกลับไม่เลวเกินไป  ถ้าพิจารณาเรื่องเหล่านี้อย่างจริงจัง พวกเขาก็จะต้องถูกกล่าวโทษ  เรื่องราวย่อมเป็นเช่นนั้น

บางคนมีทัศนะที่ผิดพลาดอย่างหนึ่งอยู่ในตัว เป็นทัศนะที่ผู้อื่นเห็นว่าน่ารังเกียจอย่างยิ่ง  ผู้คนเหล่านี้มีพรสวรรค์หรือจุดแข็งอยู่บ้าง หรืออาจจะมีฝีมือ มีความสามารถบางอย่าง หรือทักษะพิเศษบางด้าน และหลังจากที่พวกเขามาเชื่อในพระเจ้า ก็นึกว่าตนเองเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ  ท่าทีเช่นนี้ถูกต้องหรือไม่?  พวกเจ้าคิดอย่างไรกับทัศนะแบบนี้?  นี่จัดเป็นการคิดตามความเป็นมนุษย์ที่ปกติหรือไม่?  ไม่ใช่  แล้วเป็นแนวคิดแบบใด?  ไร้สำนึกมิใช่หรือ?  (ใช่)  พวกเขาเชื่อไปว่า “ฉันสูงส่งกว่าคนทั่วไปเพราะฉันรู้วิธีทำงานนี้ และฉันก็เก่งกว่าคนทั่วไปในพระนิเวศของพระเจ้า  ฉันเป็นผู้ชาย มีวิชาช่างฝีมือและความสามารถ เป็นนักพูดที่เก่งและมีความสามารถพิเศษ  เป็นคนที่เด่นทีเดียวในพระนิเวศของพระเจ้า  ใครๆ ก็ชื่นชมฉัน  ไม่มีใครออกคำสั่งกับฉันได้ ไม่มีใครนำฉันได้ และไม่มีใครสั่งฉันให้ทำอะไรได้  ฉันมีทักษะนี้ ดังนั้น ฉันก็จะทำตามที่อยากทำ  ฉันไม่ต้องคำนึงถึงหลักธรรม—ไม่ว่าฉันจะทำอะไรย่อมถูกต้องและตรงกับความจริง”  พวกเจ้าคิดอย่างไรกับทัศนะแบบนี้?  มีคนเช่นนี้มิใช่หรือ?  ผู้คนเช่นนี้ไม่ใช่คนส่วนน้อย พวกเขามาที่พระนิเวศของพระเจ้าเพื่ออวดตัว  ถ้าพวกเขาใช้จุดแข็งหรือทักษะของตนมาทำหน้าที่ในพระนิเวศของพระเจ้า นั่นย่อมจะไม่เป็นไร แต่ถ้าหมายที่จะอวดตัว เช่นนั้นก็เป็นปัญหาที่มีธรรมชาติอีกแบบ  เหตุใดจึงเรียกการทำเช่นนี้ว่า “อวดตัว”?  พวกเขามองว่าผู้เชื่อในพระเจ้าโง่เขลา ไร้ค่า  การคิดของพวกเขามีบางสิ่งผิดปกติมิใช่หรือ?  ความมีเหตุผลของพวกเขามีบางสิ่งผิดปกติมิใช่หรือ?  สิ่งต่างๆ เป็นเช่นนี้จริงหรือ?  คนที่เชื่อในพระเจ้าไร้ค่าจริงหรือ?  (ไม่จริง)  แล้วเหตุใดผู้คนเหล่านั้นจึงมองผู้เชื่อกันแบบนี้?  เหตุใดพวกเขาจึงมีความคิดเช่นนี้?  อะไรทำให้เกิดความคิดเช่นนี้ขึ้นมา?  พวกเขาเรียนรู้มาจากผู้ไม่มีความเชื่ออย่างนั้นหรือ?  พวกเขานึกว่าผู้คนที่เชื่อในพระเจ้าไร้ความหมาย ล้วนเป็นแม่บ้านพ่อบ้าน เป็นชาวบ้านกันทั้งนั้น มาจากชนชั้นล่างของสังคม  ทัศนะของพวกเขาก็คือทัศนะของพญานาคใหญ่สีแดง  พวกเขานึกว่าผู้คนที่เชื่อในพระเจ้าไร้ความสามารถ ไม่อาจสร้างฐานะในสังคมได้ และมาเชื่อในพระเจ้าเพียงเพราะข้างนอกนั้นไม่มีเส้นทางให้พวกเขาเดิน ไม่มีที่อื่นให้หันไปพึ่ง  พวกเขานึกว่าเพราะตนมีความสามารถบางอย่าง พอจะรู้วิชาชีพบางอย่าง หรือพอจะมีความรู้เฉพาะด้าน นั่นจึงทำให้พวกเขาเป็นคนที่มีความสามารถพิเศษในพระนิเวศของพระเจ้า  ความคิดเช่นนั้นถูกต้องหรือไม่?  (ไม่)  ผิดตรงไหน?  พวกเขาเชื่อไปว่าพระนิเวศของพระเจ้าไม่มีผู้คนที่มีความสามารถ พอตัวเองมีความรู้ในสายงานอยู่บ้าง ก็อยากกุมอำนาจและมีสิทธิ์ขาดในเรื่องต่างๆ  มีคนแบบนี้อยู่ข้างนอกนั้นหรือไม่?  มีคนเช่นนี้อยู่ข้างตัวพวกเจ้า หรือในหมู่คนที่พวกเจ้าคุ้นเคยหรือรู้จักหรือไม่?  มีหลายคนที่มีทักษะด้านใดด้านหนึ่ง และเมื่อเจ้าให้พวกเขาเป็นผู้นำทีมหรือผู้ดูแล พวกเขาก็รู้สึกเหมือนว่าตนได้ตำแหน่งอย่างเป็นทางการ  รู้สึกว่ามีสิทธิ์ขาดในพระนิเวศของพระเจ้า ไม่มีใครอื่นที่คอยสอดส่องดูแลผลประโยชน์ให้พระนิเวศของพระเจ้าเหมือนพวกเขาหรือคอยปกป้องผลประโยชน์ของพระนิเวศยิ่งไปกว่าพวกเขา และไม่มีใครจงรักภักดีเท่าพวกเขา  พวกเขาอยากบริหารจัดการและมีส่วนร่วมในทุกสิ่ง แต่กลับจัดการได้ไม่ดีสักอย่าง และไม่แสวงหาหลักธรรมความจริง  พวกเขาไม่ฟังสิ่งที่เราพูดด้วยซ้ำ  มีคนแบบนี้อยู่ข้างนอกนั้นหรือไม่?  (มี)  มีผู้คนแบบนี้  พวกเขาอยากบริหารจัดการทุกคนและอยากมีตำแหน่งโดยอ้างทักษะบางอย่างที่มีอยู่กับตัว  ยกตัวอย่าง เวลาพี่น้องชายหญิงทำอะไรไม่ถูกใจพวกเขา พวกเขาก็จะพูดว่า “พวกเราต้องจัดการคนพวกนี้—พวกเขาทำเกินไปแล้ว!”  เมื่อผู้เชื่อในพระเจ้ามีปัญหา ก็ต้องสามัคคีธรรมความจริงกับพวกเขา  นี่ไม่ใช่ค่ายทหารที่ต้องลงมือควบคุมกันแบบทหาร  เมื่อเป็นเรื่องในคริสตจักรก็สามารถแก้ปัญหาได้ด้วยการสามัคคีธรรมถึงพระวจนะของพระเจ้าและทำให้ผู้คนเข้าใจความจริงเท่านั้น  คนที่ไม่ยอมรับความจริง กระทำการตามอำเภอใจและเอาแน่เอานอนไม่ได้ ก็อาจถูกตัดแต่ง—เฉพาะคนที่ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ยอมรับความจริงเท่านั้นที่อาจถูกบ่มวินัย  มีบ้างบางคนที่ทำหน้าที่ผู้ดูแลหรือผู้นำและคนทำงานซึ่งเห็นได้ชัดว่าไม่มีความเป็นจริงความจริง แต่ก็อยากกุมอำนาจและมีสิทธิ์ชี้ขาดในพระนิเวศของพระเจ้าตลอดเวลาอยู่ดี  คนเหล่านี้มีมโนธรรมและสำนึกหรือไม่?  พวกเขาเพียงแต่รู้เคล็ดลับบางอย่างในการทำงานและไม่เข้าใจความจริงแม้แต่นิดเดียว  นึกว่าตัวเองมีประโยชน์และสามารถ นึกว่าตัวเองเก่งกว่าคนทั่วไปในพระนิเวศของพระเจ้า และอยากทำตามใจอยากในคริสตจักรด้วยตำแหน่งที่มีอำนาจ—อยากมีสิทธิ์ขาดอยู่คนเดียว  พวกเขาไม่แสวงหาหลักธรรมความจริง กลับกระทำการตามใจชอบ ตามที่ถูกใจตน  ปัญหาในที่นี้คืออะไร?  นี่คืออุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์มิใช่หรือ?  ผู้คนเช่นนี้มีสำนึกตามความเป็นมนุษย์ที่ปกติหรือไม่?  ไม่มีแม้แต่นิดเดียว  พวกเราจะยุติสามัคคีธรรมเรื่องความเป็นมนุษย์ที่ปกติกันตรงนี้

การชำแหละวิธีที่ศัตรูของพระคริสต์ใช้ทำให้ผู้อื่นนบนอบเฉพาะพวกตนเท่านั้น ไม่ใช่ความจริงหรือพระเจ้า

III. การชำแหละเรื่องที่ศัตรูของพระคริสต์ห้ามผู้อื่นก้าวก่าย สอบถาม หรือกำกับดูแลพวกเขาในงานที่พวกเขาทำ

ต่อเนื่องจากหัวข้อที่สามัคคีธรรมกันไว้ในครั้งที่แล้วคือลักษณะต่างๆ ที่ศัตรูของพระคริสต์สำแดงออกมาเป็นประการที่แปด อันได้แก่ พวกเขาย่อมจะให้ผู้อื่นนบนอบเฉพาะพวกเขาเท่านั้น ไม่ใช่ความจริงหรือพระเจ้า  พวกเราได้แบ่งประเด็นนี้ออกเป็นสี่ข้อย่อย  โดยเสวนาในการชุมนุมครั้งที่แล้วไปสองข้อ ข้อแรกมีว่าพวกเขาไม่สามารถร่วมมือกับใครได้ ข้อสองบอกว่าพวกเขามีความอยากและความทะเยอทะยานที่จะควบคุมและเอาชนะคน  ข้อสามว่าอย่างไร?  ห้ามผู้อื่นแทรกแซง สอบถาม หรือกำกับดูแลพวกเขาไม่ว่าพวกเขาจะรับงานใดไปทำก็ตาม  งานใดก็ตามที่พวกเขารับไปทำนี้อาจรวมถึงงานใดบ้าง?  รวมถึงงานในโครงการใดก็ตามที่ผู้นำหรือคนทำงานอาจรับผิดชอบอยู่ ตลอดจนงานที่ผู้ดูแลทีมหรือผู้นำทีมอาจรับผิดชอบอยู่อีกด้วย นี่อาจเป็นงานที่ใช้ความเชี่ยวชาญบางด้าน หรืองานที่ทำคนเดียวก็ได้เช่นกัน  คนที่รับงานไปทำนี้อาจเป็นผู้นำหรือคนทำงาน หรืออาจเป็นพี่น้องชายหญิงทั่วไป  ถ้าพวกเขาห้ามผู้อื่นแทรกแซง สอบถาม หรือกำกับดูแลพวกเขา พวกเขาย่อมอยู่ในสภาวะเช่นใด?  พฤติกรรมใดเกี่ยวเนื่องกับการห้ามเช่นนี้?  นี่เป็นอีกพฤติกรรมหนึ่งที่อยู่ในการสำแดงประการที่แปดของศัตรูของพระคริสต์ เป็นการเผยแก่นแท้ของพวกเขาออกมาอีกอย่างหนึ่ง  ในหน้าที่แต่ละชนิด มีงานบางอย่างที่ใช้ความเชี่ยวชาญในสายงาน และมีบ้างที่เกี่ยวพันโดยตรงกับการเข้าสู่ชีวิต  งานที่ใช้ความเชี่ยวชาญในสาขาอาชีพย่อมเกี่ยวพันกับสิ่งต่างๆ สารพัดด้าน เช่น เทคนิค ความรู้ การเรียนรู้ และการจัดสรรบุคลากร  ทั้งหมดนี้รวมอยู่ในงานที่ใช้ความเชี่ยวชาญในสายงาน  บางคนเคยประกอบอาชีพมาแล้ว ย่อมเริ่มทำงานนั้นด้วยตนเอง  ไม่หารือกับผู้อื่นในเรื่องงานนั้นๆ และเมื่อประสบความยุ่งยาก พวกเขาก็ไม่อยากแสวงหาความคิดเห็นจากผู้อื่น อยากแต่จะเป็นผู้รู้อยู่คนเดียวและมีสิทธิ์ชี้ขาด  ผู้อื่นอาจเสนอแนวคิดและคำแนะนำ โดยหวังที่จะช่วยพวกเขาสักหน่อย—แต่พวกเขายอมรับหรือไม่?  (ไม่)  ไม่ พวกเขายอมรับไม่ได้  นั่นเป็นอุปนิสัยชนิดใด?  มีอุปนิสัยใดกำกับพวกเขาอยู่ พวกเขาถึงห้ามผู้อื่นแทรกแซง สอบถาม หรือกำกับดูแลการปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขา?  พวกเขาเชื่อไปว่า “ฉันรู้เรื่องงานสายนี้ และฉันก็รู้ทฤษฎี  คริสตจักรให้ฉันทำงานนี้  ดังนั้น ฉันก็จะทำด้วยตนเอง”  พวกเขามักจะกล่าวอ้างว่าตนเข้าใจอาชีพนี้ และเป็นคนวงใน เพื่อสร้างเหตุอันชอบธรรมที่จะไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลใดๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับงานหรือความคืบหน้าของงานแก่ผู้อื่น  พวกเขาไม่อยากให้ผู้อื่นรู้เรื่องความเผอเรอ ความผิดพลาด หรือความขลุกขลักที่เกิดขึ้นในงานด้วยซ้ำ  เมื่อใครคนอื่นรู้เรื่องดังกล่าวและอยากสอบถาม เข้าไปเกี่ยวข้อง หรือหาข้อมูลเพิ่ม พวกเขาก็ไม่ยอมตอบคำ แต่บอกว่า “เรื่องในขอบเขตงานของฉันย่อมเป็นเรื่องของฉัน  คุณไม่มีสิทธิ์สอบถาม  คริสตจักรไม่ได้ให้คุณทำงานนี้—แต่มอบให้ฉันทำ ฉันจึงต้องเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ”  นั่นใช่การสร้างความชอบธรรมให้ตนเองที่สมเหตุสมผลหรือไม่?  ถูกต้องหรือไม่ที่พวกเขา “เก็บเรื่องนี้เป็นความลับ”?  (ไม่)  เพราะเหตุใด?  การสามัคคีธรรมกับผู้อื่นถึงสถานะของงาน ความพลาดพลั้งและปัญหาที่เกิดขึ้นในงาน แผนการและทิศทางของงาน จะกลายเป็นการเปิดเผยความลับหรือไม่?  (ไม่)  ย่อมไม่ใช่ ยกเว้นรายละเอียดจำเพาะบางอย่างที่จะเป็นภัยด้านความปลอดภัยของคริสตจักรถ้ามีการเปิดเผย และย่อมไม่เหมาะที่จะบอกผู้อื่น  ในกรณีดังกล่าว การไม่บอกใครย่อมไม่เป็นไร  แต่ถ้าใช้การรักษาความลับมาอ้างเพื่อสร้างความชอบธรรมให้ตนเอง และจะไม่ยอมให้ผู้อื่นรู้อะไรที่อยู่ในขอบเขตงานของตน ต่อต้านและไม่ยอมให้ทั้งพี่น้องชายหญิงทั่วไป ผู้นำ และคนทำงานสอบถาม ตั้งคำถาม หรือขอข้อมูล เมื่อทำดังนั้น ปัญหาในที่นั้นย่อมเป็นเช่นใด?  ยกตัวอย่าง พวกเขาอาจอยากทำบางสิ่งในหนทางบางอย่าง  แล้วใครสักคนก็บอกพวกเขาว่า “ถ้าคุณทำแบบนั้นก็จะทำให้พระนิเวศของพระเจ้าสูญเสียผลประโยชน์ ส่วนคุณก็จะพลัดออกนอกทาง  พวกเราทำแบบนี้แทน ดีไหม?”  พวกเขาก็คิดในใจว่า “ถ้าฉันทำอย่างที่คุณบอก นั่นก็จะแสดงให้คนอื่นเห็นว่าวิธีการของฉันไม่ดีไม่ใช่หรือ?  จากนั้นความดีความชอบในเรื่องงานก็จะกลายเป็นของคุณไม่ใช่หรือ?  จะยอมให้เป็นอย่างนั้นไม่ได้ ฉันยอมออกนอกทางดีกว่าทำตามวิธีของคุณ  ฉันต้องยึดตามวิธีของตัวเอง  ฉันไม่สนใจหรอกว่าจะทำให้พระนิเวศของพระเจ้าเสียผลประโยชน์หรือเปล่า ความมีหน้ามีตาและสถานะของฉันต่างหากที่สำคัญ—เกียรติของฉันต่างหากที่สำคัญ!”  ต่อให้สิ่งที่พวกเขาทำนั้นผิด พวกเขาก็จะเอาแต่ทำให้ยิ่งผิดพลาดเข้าไปใหญ่ และจะไม่ยอมให้ใครแทรกแซง  นั่นคืออุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์มิใช่หรือ?  (ใช่)  การไม่ยอมให้ผู้อื่นแทรกแซงนี้มีแก่นแท้เป็นเช่นใด?  เป็นการทำกิจการของตนเอง  ผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าไม่ใช่สิ่งสำคัญสำหรับพวกเขา และงานของพระนิเวศก็ไม่ใช่สิ่งที่พวกเขามุ่งเน้น  พวกเขาไม่ทำงานตามหลักธรรมข้อนั้น  กลับทำงานโดยมุ่งเน้นผลประโยชน์ส่วนตน เน้นสถานะและเกียรติของตน งานและผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าต้องส่งเสริมสถานะและผลประโยชน์ของพวกเขา  นั่นคือสาเหตุที่พวกเขาไม่ยอมให้ผู้อื่นแทรกแซงหรือสอบถามเรื่องงานของพวกเขา  เชื่อไปว่าทันทีที่มีคนแทรกแซงงานของตน สถานะและผลประโยชน์ของตนก็จะถูกคุกคาม ข้อบกพร่องและข้อด้อยของพวกเขา รวมทั้งปัญหาและความเบี่ยงเบนในงานของพวกเขาก็มีความโน้มเอียงที่จะถูกเปิดโปงเช่นกัน  ดังนั้น พวกเขาจึงห้ามผู้อื่นแทรกแซงงานของพวกเขาอย่างเด็ดขาด และไม่ยอมรับความร่วมมือหรือการกำกับดูแลจากใครอื่น

ไม่ว่าศัตรูของพระคริสต์จะทำงานอะไร พวกเขาก็กลัวว่าเบื้องบนจะรู้เรื่องงานของตนมากขึ้นและสอบถาม  ถ้าเบื้องบนสอบถามถึงสถานะของงานหรือการจัดสรรบุคลากร พวกเขาก็จะเอาแต่เล่าเรื่องบางอย่างที่ไม่สลักสำคัญให้ฟังอย่างสุกเอาเผากิน เรื่องบางอย่างที่พวกเขาเชื่อว่าถึงเบื้องบนรู้ก็ไม่เป็นไร รู้ไปก็ไม่มีผลสืบเนื่อง  ถ้าเบื้องบนเร่งสอบถามส่วนที่เหลือ พวกเขาก็จะเชื่อไปว่าเบื้องบนกำลังก้าวก่ายหน้าที่และ “เรื่องภายใน” ของพวกเขา  พวกเขาจะไม่พูดอะไรกับเบื้องบนอีก แต่จะทำเป็นไม่เข้าใจ หลอกลวง และปกปิดเรื่องราวเสีย  พวกเขาไม่ยอมให้พระนิเวศของพระเจ้ากำกับดูแลมิใช่หรือ?  (ใช่)  แล้วถ้าใครพบเจอปัญหาของพวกเขา จะเปิดโปงพวกเขาและรายงานปัญหาแก่เบื้องบน พวกเขาจะทำอย่างไร?  พวกเขาย่อมจะสกัดเอาไว้ ดักหน้าเอาไว้ก่อน—ถึงกับขู่ว่า “ถ้าคุณพูดเรื่องนี้และทำให้พวกเราถูกเบื้องบนตัดแต่ง ก็จะเป็นความผิดของคุณ  ถ้าจะมีใครถูกตัดแต่ง ย่อมจะเป็นคุณ!”  พวกเขาพยายามสถาปนาอาณาจักรอิสระอยู่มิใช่หรือ?  (ใช่)  พวกเขาถึงกับไม่ยอมให้เบื้องบนสอบถาม และไม่มีใครมีสิทธิ์รู้เรื่องภายในขอบเขตงานของพวกเขาหรือถามพวกเขาในเรื่องเหล่านั้น และยิ่งไม่มีสิทธิ์ให้คำแนะนำ  ถ้าพวกเขาได้งานสักโครงการมาทำ เช่นนั้นแล้วก็มีแต่พวกเขาเท่านั้นที่สามารถตัดสินชี้ขาดเรื่องราวในขอบเขตงานนั้นได้ มีแต่พวกเขาเท่านั้นที่สามารถชี้ขาด มีแต่พวกเขาเท่านั้นที่สามารถกระทำการและพูดได้ตามใจชอบ และไม่ว่าพวกเขาจะกระทำการอย่างไร พวกเขาก็มีเหตุผลมาสร้างความชอบธรรมในเรื่องนั้น  แล้วเมื่อมีคนสอบถาม พวกเขาย่อมกระทำการโดยใช้วิธีแบบใด?  สุกเอาเผากินและกลบเกลื่อน  มีอะไรอีก?  (หลอกลวง)  ถูกต้อง หลอกลวง—พวกเขาจะถึงกับนำเสนอฉากหน้าที่เทียมเท็จแก่เจ้า  ยกตัวอย่างในคริสตจักรบางแห่ง เห็นได้ชัดว่าภายในเวลาหนึ่งเดือน ผู้นำหรือมัคนายกข่าวประเสริฐอาจได้คนมาเพียงสามคนในคริสตจักรที่พวกเขารับผิดชอบ น้อยกว่าคริสตจักรอื่นมาก  พวกเขารู้สึกว่าไม่มีหนทางที่จะชี้แจงเรื่องนั้นแก่เบื้องบนได้—แล้วพวกเขาทำอย่างไร?  เมื่อพวกเขารายงานเรื่องงานของตน พวกเขาก็เติมศูนย์ต่อท้ายเลขสาม แล้วบอกว่าพวกเขาได้คนมาสามสิบคน  คนอื่นรู้เรื่องนี้เข้าก็ถามพวกเขาว่า “นั่นเป็นการหลอกลวงไม่ใช่หรือ?”  “การหลอกลวงหรือ?” พวกเขาย้อนถาม  “แล้วอย่างไร เดี๋ยวพอพวกเราได้คนมาชดเชยให้สามสิบคนในเดือนหน้าก็จะไม่เป็นไรแล้วไม่ใช่หรือ?”  พวกเขามีเหตุผลมาสร้างความชอบธรรมให้กับการทำเช่นนี้  ถ้าใครอื่นจริงจังกับเรื่องดังกล่าวและต้องการรายงานข้อเท็จจริงแก่เบื้องบน พวกเขาย่อมเชื่อไปว่าคนคนนั้นกำลังสร้างปัญหาให้พวกเขา หาเรื่องรังควานพวกเขา  ดังนั้น พวกเขาจึงข่มขี่และจัดการคนคนนั้นเสีย—สร้างปัญหาให้คนคนนั้น  ในการทำเช่นนี้ พวกเขากำลังระรานผู้คนมิใช่หรือ?  พวกเขาทำชั่วอยู่มิใช่หรือ?  พวกเขาไม่ยอมแสวงหาหลักธรรมความจริงในงานของตนแต่อย่างใด แล้วพวกเขามีจุดหมายเช่นใดในการทำงาน?  ย่อมเป็นการรักษาสถานะและลู่ทางทำมาหากินของตนเอาไว้  ไม่ว่าพวกเขาจะทำเรื่องเลวอันใด ก็ไม่ยอมบอกผู้คนว่ามีเจตนาและแรงจูงใจเช่นใดในสิ่งที่ทำ  พวกเขาต้องเก็บเรื่องเหล่านั้นเป็นความลับสุดยอด สำหรับพวกเขาแล้ว นั่นเป็นข้อมูลลับ  อะไรคือหัวข้อที่อ่อนไหวที่สุดสำหรับผู้คนแบบนี้?  ก็คือตอนที่เจ้าถามพวกเขาว่า “พักนี้คุณทำอะไรอยู่?  การปฏิบัติหน้าที่ของคุณให้ผลบ้างไหม?  เกิดการขัดขวางหรือการก่อกวนในส่วนที่งานของคุณครอบคลุมอยู่บ้างหรือไม่?  แล้วคุณรับมืออย่างไร?  งานของคุณไปถึงจุดที่ควรจะเป็นหรือยัง?  คุณทำหน้าที่ด้วยความจงรักภักดีมาโดยตลอดหรือไม่?  การตัดสินใจของคุณในเรื่องงานทำให้พระนิเวศของพระเจ้าสูญเสียผลประโยชน์บ้างหรือไม่?  มีการปลดผู้นำที่ไม่ได้มาตรฐานบ้างหรือไม่?  มีการส่งเสริมและบ่มเพาะผู้คนที่มีขีดความสามารถดีและออกจะไล่ตามเสาะหาความจริงบ้างหรือไม่?  คุณกดผู้คนที่ไม่เชื่อฟังคุณบ้างหรือไม่?  คุณรู้อะไรบ้างเกี่ยวกับอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของตน?  คุณเป็นคนเช่นไร?”  นี่คือหัวข้อที่อ่อนไหวที่สุดสำหรับพวกเขา  การถูกถามเช่นนี้คือสิ่งที่พวกเขากลัวที่สุด ดังนั้น แทนที่จะรอให้เจ้าถาม พวกเขาก็จะรีบหาหัวข้ออื่นมากลบเกลื่อนเรื่องเหล่านั้น  อยากทำทุกทางให้เจ้าไขว้เขว กีดกันไม่ให้เจ้ารู้ว่าสถานการณ์จริงในเวลานี้เป็นเช่นไร  คอยปิดหูปิดตาเจ้าเอาไว้เสมอ กีดกันไม่ให้เจ้ารู้ว่าแท้จริงแล้วพวกเขาทำงานไปถึงไหน  ไม่มีความโปร่งใสในเรื่องนั้นแม้แต่น้อย  ผู้คนแบบนั้นมีความเชื่อที่แท้จริงในพระเจ้าหรือไม่?  พวกเขายำเกรงพระเจ้าหรือไม่?  ไม่  พวกเขาไม่ยอมลุกขึ้นมารายงานเรื่องงานด้วยตนเอง หรือขวนขวายรายงานเรื่องขลุกขลักในงานเลย ไม่ยอมถาม แสวงหา หรือเปิดเผยเรื่องปัญหาที่ท้าทายและความสับสนที่ตนพบเจอในงาน กลับไปไกลถึงขั้นปกปิดเรื่องเหล่านั้น ตบตาและหลอกลวงผู้อื่น  ไม่มีความโปร่งใสในงานของพวกเขาเลย ต่อเมื่อเบื้องบนกดดันให้พวกเขารายงานและชี้แจงตามความเป็นจริง พวกเขาจึงจะพูดบ้างอย่างเสียมิได้  พวกเขายอมตายเสียดีกว่าจะพูดเรื่องใดๆ ที่เกี่ยวพันกับความมีหน้ามีตาและสถานะของตนเอง—พวกเขายอมตายเสียก่อนที่จะยอมปริปากสักคำในเรื่องนั้น  ในทางกลับกัน พวกเขากลับแสร้งทำเป็นไม่เคยเข้าใจ  นั่นคืออุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์มิใช่หรือ?  นี่เป็นคนจำพวกใด?  ปัญหาแบบนี้แก้ง่ายหรือไม่?  ถ้าเบื้องบนพึงให้แนวทางแก่พวกเขาในเรื่องงาน พวกเขาย่อมมีท่าทีเช่นใดในเรื่องนั้น?  สุกเอาเผากิน  ภายนอกพวกเขาดูเห็นด้วย และจะถึงกับหยิบสมุดจดหรือคอมพิวเตอร์ออกมาบันทึกเป็นการใหญ่—แต่พอจดเสร็จ พวกเขาจะเข้าใจการชี้แนะและลงมือทำงานต่อจากนั้นหรือไม่?  (ไม่)  พวกเขาทำท่าให้เจ้าดู แสดงละครเพื่อชักพาให้เจ้าหลงเชื่อ  แท้จริงแล้วพวกเขาคิดอะไรอยู่?  “ในเมื่อมอบงานนี้ให้ฉันทำแล้ว ก็ต้องทำตามที่ฉันบอก  ไม่มีใครจะมาก้าวก่ายเรื่องที่ฉันอยากทำได้  ‘เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นมีอำนาจควบคุมมากกว่าเจ้าหน้าที่รัฐ’ ดังนั้น ฉันจึงมีสิทธิ์นี้  ถ้าไม่เป็นอย่างนั้น ก็อย่าให้ฉันทำงานนี้  ไล่ฉันออกเสีย”  พวกเขาคิดเช่นนี้ และพวกเขาก็ทำเช่นนี้  นี่เป็นอุปนิสัยแบบใด?  นี่คืออุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์มิใช่หรือ?  (ใช่)  นี่เป็นปัญหา  พวกเขาไม่ยอมให้เจ้าแทรกแซงหรือสอบถาม ไม่ยอมให้สืบเสาะและตั้งคำถาม  พวกเขาอ่อนไหวในเรื่องนั้นมาก  คิดไปว่า “นี่เบื้องบนพยายามตรวจดูปัญหาและตรวจสอบงานของฉันใช่ไหม?  ใครไปเล่าอะไรไว้?”  ด้วยความตื่นตระหนก พวกเขามุ่งมั่นพยายามที่จะขบคิดให้ออกว่าใครกันแน่ที่เอาความลับของพวกเขาไปเปิดเผย  ในที่สุด ความสงสัยของพวกเขาก็ตีวงแคบเข้ามาจนเหลืออยู่สองคน และพวกเขาก็ไล่สองคนนั้นออกไป  นี่เป็นปัญหาเรื่องใด?  เรื่องอุปนิสัยในตัวศัตรูของพระคริสต์

อุปนิสัยในตัวศัตรูของพระคริสต์มีลักษณะเด่นที่สำคัญคืออะไร?  ยึดมั่นในสถานะและควบคุมผู้อื่น  พวกเขาได้สถานะมาก็เพื่อที่จะควบคุมผู้อื่น  ตราบใดที่มีสถานะ พวกเขาก็จะให้ผู้คนอยู่ภายใต้การควบคุมของพวกเขาได้โดยชอบ  เหตุใดเราจึงบอกว่าพวกเขาย่อมจะทำเช่นนั้นได้โดยชอบ?  เพราะงานของพวกเขาได้รับมอบหมายจากพระนิเวศของพระเจ้า พวกเขาได้รับเลือกจากพี่น้องชายหญิงให้ทำงานนั้น  ฉะนั้น พวกเขาย่อมจะรู้สึกว่าตนทำงานนั้นด้วยเหตุอันชอบธรรมมิใช่หรือ?  (ใช่)  ดังนั้น พวกเขาจึงใช้เรื่องนี้เป็นต้นทุนพลางคิดไปว่า “พวกคุณเลือกฉันมาไม่ใช่หรือ?  ถ้าเลือกฉันมาแล้ว พวกคุณก็ต้องไว้ใจฉัน  มีคำกล่าวของผู้ไม่มีความเชื่อที่บอกว่า ‘ใช้คนอย่าสงสัย ถ้าสงสัยก็อย่าใช้’”  ตรงนี้พวกเขาถึงกับใช้คติของซาตาน  คำกล่าวนี้ใช่ความจริงหรือไม่?  (ไม่ใช่)  เป็นความคิดนอกรีตและตรรกะวิบัติของซาตาน  ถ้าเจ้าสอบถามเรื่องงานของพวกเขา พวกเขาก็จะพูดถึงทฤษฎีอย่างเช่น “‘ใช้คนอย่าสงสัย ถ้าสงสัยก็อย่าใช้’  ถ้าคุณใช้ฉัน คุณจะระแวงฉันไม่ได้  ถ้าไม่รู้ว่าฉันเป็นคนเช่นไร ถ้ามองฉันไม่ออก เช่นนั้นก็อย่าใช้ฉัน  แต่นี่คุณใช้ฉันอยู่ และในเมื่อเป็นอย่างนั้น ฉันก็ต้องยืนอยู่ในตำแหน่งนี้ให้มั่น  ฉันพูดคำไหนก็ต้องเป็นคำนั้น”  เรื่องงานต้องเป็นไปตามที่พวกเขาบอกทั้งหมด การไม่ยอมพวกเขา หรือหาคู่ทำงานให้ หรือให้ผู้อื่นกำกับดูแลและชี้แนะพวกเขาย่อมจะไม่เป็นผล  ถ้าใครมาตรวจสอบงานของพวกเขา พวกเขาย่อมพูดแต่คำว่าไม่เท่านั้น—รู้สึกว่าพวกเขาไม่ได้ทำอะไรผิดและไม่จำเป็นต้องถูกตรวจสอบ  พวกเขาใช้สถานะและอำนาจสั่งการที่มีตามสิทธิ์มาควบคุมผู้อื่น คุมสถานที่ทำงาน และงานของคริสตจักร  พวกเขากำลังจัดตั้งอาณาจักรอิสระมิใช่หรือ?  นี่คือศัตรูของพระคริสต์มิใช่หรือ?  พระนิเวศของพระเจ้าอาจให้พวกเขาทำงานนี้และปฏิบัติหน้าที่นี้ แต่พระนิเวศย่อมจะไม่ให้พวกเขากุมอำนาจในฐานะเผด็จการ  คนแบบนี้เข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้าและการจัดเตรียมโดยพระนิเวศของพระองค์ไปในทางที่ผิดมิใช่หรือ?  เหตุใดพวกเขาจึงไขว่คว้าสถานะและอำนาจอยู่เสมอ แทนที่จะทำหน้าที่ของตนให้ดี?  (พวกเขาถูกอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์กำกับเอาไว้)  ถูกต้อง—อุปนิสัยในตัวศัตรูของพระคริสต์เป็นเช่นนั้น  เวลาคริสตจักรจัดแจงเตรียมงานให้พวกเขา เหตุใดพวกเขาจึงเข้าใจผิด?  เพราะโดยเนื้อแท้แล้ว พวกเขาชอบควบคุมผู้คน  นั่นคือแก่นแท้ธรรมชาติของพวกเขา—นั่นคือสิ่งที่พวกเขาเป็น  เตรียมงานให้พวกเขาทำ แล้วพวกเขาก็จะรู้สึกว่าตอนนี้พวกเขามีอำนาจและสถานะแล้ว ดังนั้นจึงมีอำนาจควบคุมพื้นที่ของตน  ถ้าเจ้าเข้าไปในเขตของพวกเขา เจ้าก็ต้องทำตามที่พวกเขาบอก  ตัวอย่างเช่น พระนิเวศของพระเจ้าเคยจัดแจงให้ผู้นำไปตรวจสอบงานของศัตรูของพระคริสต์คนหนึ่ง  ผู้นำคนนั้นและศัตรูของพระคริสต์เป็นผู้นำคริสตจักรทั้งคู่ มีตำแหน่งเท่ากัน  ศัตรูของพระคริสต์ก็บอกว่า “คุณเป็นผู้นำคริสตจักร และฉันก็เป็นผู้นำคริสตจักร  เราสองคนมีตำแหน่งเท่ากัน  คุณไม่ก้าวก่ายเรื่องของฉัน ฉันก็จะไม่ก้าวก่ายเรื่องของคุณ  อย่ามาสามัคคีธรรมกับฉัน—คุณไม่อยู่ในฐานะที่จะทำอย่างนั้น!  แล้วคุณอยากถามไถ่ว่าสิ่งต่างๆ ที่คริสตจักรของพวกเราดำเนินไปอย่างไร—เบื้องบนสั่งให้คุณถามอย่างนั้นหรือ?  แสดงหลักฐานให้ฉันดู”  ผู้นำก็ตอบว่า “เบื้องบนแค่ให้ฉันมาบอกความ  ถ้าคุณไม่เชื่อฉัน ก็ไปถามดูสิ”  ศัตรูของพระคริสต์ก็บอกว่า “ถ้าอย่างนั้น อะไรทำให้คุณมีสิทธิ์มาสามัคคีธรรมกับฉันและมากล่าวหาฉัน?  อะไรทำให้คุณมีสิทธิ์มาสอบถามเรื่องต่างๆ ที่อยู่ในขอบเขตงานของฉัน?  คุณไม่อยู่ในสถานะที่จะทำอย่างนั้น!”  คำที่พูดมานี้ตรงตามความจริงหรือไม่?  (ไม่)  นี่เป็นการกระทำแบบใด?  เป็นการกระทำที่มีแต่ศัตรูของพระคริสต์เท่านั้นที่จะทำ  มีคำกล่าวอย่างหนึ่งในหมู่ผู้ไม่มีความเชื่อคือ “อำนาจคือความถูกต้อง”  พวกเขาแข่งขันกันเพื่อดูว่าตำแหน่งของใครสูงกว่ากัน ใครมีอำนาจมากกว่ากัน ใครมีความสามารถมากกว่ากัน  พวกเขาแข่งกันเพื่อดูว่าใครคุมคนจำนวนมากกว่ากัน  แล้วในพระนิเวศของพระเจ้า ศัตรูของพระคริสต์ก็แข่งกับคนอื่นเพื่อดูสิ่งเดียวกันนี้  พวกเขามาผิดที่แล้วมิใช่หรือ?  โดยทั่วไป คนที่มีอุปนิสัยที่เสื่อมทราม แต่ไม่ได้เป็นศัตรูของพระคริสต์ จะคิดเช่นนี้หรือไม่เมื่อพบเจอผู้นำคริสตจักรที่มีตำแหน่งเสมอตน?  พวกเขาจะเผยบางสิ่งออกมา แต่ก็จะสามัคคีธรรมกับผู้นำคริสตจักรคนนั้นได้ตามปกติ  พวกเขาจะไม่พูดเป็นอันขาดว่า “คุณอยู่ในฐานะที่จะมาสอบถามเรื่องงานของฉันหรือ?”  พวกเขาจะไม่พูดเช่นนั้น เพราะพวกเขามีสำนึกที่ปกติ และมีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้า  คนที่มีสำนึกที่ปกติย่อมประพฤติตนเช่นใด?  พวกเขาจะคิดว่า “การให้พวกเรานำคริสตจักร—คือการที่พระเจ้าทรงยกชูพวกเราขึ้นมา เป็นพระบัญชาของพระองค์ และเป็นหน้าที่ของพวกเรา  ถ้าพระเจ้าไม่มีพระบัญชาให้พวกเราทำเช่นนี้ พวกเราก็ไร้ตัวตน  นี่ไม่ใช่การให้ตำแหน่งทางการอะไรทำนองนั้น  ฉันสามารถสามัคคีธรรมกับคุณเรื่องงานของคริสตจักร เรื่องพี่น้องชายหญิงเป็นอย่างไรบ้างแล้ว รวมทั้งประสบการณ์ในการทำงานของฉันด้วย”  ศัตรูของพระคริสต์จะสามัคคีธรรมกับผู้อื่นถึงเรื่องเหล่านี้หรือไม่?  ไม่—พวกเขาจะไม่เผยออกมาเป็นอันขาด  ดังนั้น ลักษณะสำคัญอย่างหนึ่งของศัตรูของพระคริสต์ก็คือความอยากมีสถานะและอำนาจเหนือกว่าคนทั่วไป นอกจากนี้ พวกเขายังเจ้าเล่ห์และตลบตะแลงกว่าคนทั่วไปอีกด้วย  ความเจ้าเล่ห์และตลบตะแลงของพวกเขาสำแดงให้เห็นในเรื่องใด?  (พวกเขาไม่ยอมบอกอะไรทั้งสิ้น  ไม่ยอมบอกอะไรตรงๆ)  เพราะพวกเขารู้สึกว่าทุกเรื่องคือความลับ เป็นสิ่งที่พวกเขาไม่ควรบอกผู้อื่น  พวกเขาระวังผู้อื่นไปทุกเรื่อง ซุกซ่อน กลบเกลื่อน และปกปิดทุกสิ่งเอาไว้  แล้วพวกเขาจะมีปฏิสัมพันธ์และการสนทนาที่ปกติได้หรือไม่เวลาติดต่อเจรจากับผู้อื่น?  จะพูดอะไรออกมาจากหัวใจได้หรือไม่?  ไม่ได้  พวกเขาเอาแต่กล่าววาจาจำเจที่ตื้นเขินและคำที่ฟังรื่นหูเพียงไม่กี่คำเท่านั้น เพื่อกีดกันไม่ให้เจ้าประเมินสถานการณ์เบื้องหลัง  หลังจากที่เจ้าติดต่อพวกเขาอยู่ระยะหนึ่ง เจ้าก็จะรู้สึกว่า “คนคนนี้ภายนอกก็ดูไม่ใช่คนชั่ว แต่ทำไมฉันถึงรู้สึกอยู่เสมอว่าหัวใจของเขาอยู่ห่างจากคนอื่นเหลือเกิน?  ทำไมติดต่อพวกเขาทีไรถึงประดักประเดิดอย่างนี้เสมอ?  ฉันรู้สึกตลอดเวลาว่าอ่านพวกเขาไม่ออก”  เจ้ารู้สึกเช่นนั้นหรือไม่?  (รู้สึก)  นั่นคืออุปนิสัยในตัวศัตรูของพระคริสต์ กล่าวคือ พวกเขาระวังตัวกับทุกคน  แล้วเหตุใดพวกเขาจึงระวังตัว?  เพราะในความเห็นของพวกเขา ไม่ว่าใครก็อาจเป็นภัยคุกคามสถานะของพวกเขาได้  ถ้าพวกเขาไม่รอบคอบ ถ้าพวกเขาลดการระวังตัว พวกเขาก็อาจเปิดโอกาสให้ผู้อื่นล่วงรู้ว่าสถานการณ์จริงของพวกเขาเป็นเช่นใด ตัวตนที่แท้จริงของพวกเขาเป็นเช่นใด—แล้วจากนั้นพวกเขาก็จะดำรงสถานะของตนเอาไว้ไม่ได้  ดังนั้น เมื่อพวกเขาพบเจอใครมาถามไถ่เรื่องสถานะของงานและหน้าที่ของพวกเขา หรือถามถึงสภาวะในตัวพวกเขา พวกเขาก็จะปิดบังเท่าที่จะทำได้และซุกซ่อนเท่าที่จะทำได้  อะไรที่ซ่อนไม่ได้ พวกเขาก็จะหาทางกลบเกลื่อน หรือซ่อนตัวจากเจ้าเสีย  ศัตรูของพระคริสต์บางคนมีอุปนิสัยที่แปลกประหลาด กล่าวคือ แม้จะใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางผู้อื่น เจ้าก็จะไม่เห็นพวกเขามีปฏิสัมพันธ์กับใครตามปกติ และพวกเขาก็ไม่มีการสนทนาตามปกติกับผู้อื่น  พวกเขาปลีกตัวอยู่คนเดียวทุกวัน ออกมาให้เห็นเมื่อถึงมื้ออาหาร แล้วจากนั้นก็หายตัวไปอีก  พวกเขาหายตัวอยู่เสมอ  เหตุใดพวกเขาจึงไม่มีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น?  พวกเขามีเรื่องคุยกับครอบครัวของตน แล้วเหตุใดจึงไม่มีอะไรคุยกับพี่น้องชายหญิง?  ผู้ไม่มีความเชื่อมีคำกล่าวอยู่ว่า “พูดมากไปย่อมผิดพลาด”  ผู้คนดังกล่าวยึดหลักปรัชญาข้อนี้ พวกเขาจะไม่ปล่อยให้ตัวเองพูดจาไม่ระวัง เพราะสิ่งที่พูดออกมาอาจเผยความลับของพวกเขาก็เป็นได้ เปิดโปงความอ่อนแอของพวกเขา  ไม่มีทางบอกได้ว่าคำใดจะทำให้ผู้อื่นดูแคลนพวกเขาและทำให้ผู้อื่นรู้ว่าแท้จริงแล้วพวกเขามีความเป็นไปอย่างไรบ้าง ดังนั้น พวกเขาจึงทำทุกสิ่งที่ทำได้เพื่อหลบหลีกผู้อื่น  การหลบหลีกของพวกเขานี้เป็นไปโดยไม่ได้ตั้งใจ หรือว่ามีอะไรคอยกำกับอยู่ในตัวมันเอง?  ย่อมมีอะไรในนั้นคอยกำกับการกระทำดังกล่าวอยู่  แล้วสิ่งนั้นยุติธรรมและมีเกียรติ หรือว่าส่อแววไม่สุจริต?  (ส่อแววไม่สุจริต)  แน่นอนว่าย่อมไม่สุจริต  ศัตรูของพระคริสต์ไม่ได้ประพฤติตัวเช่นนี้เท่านั้น—โดยมากแล้ว พวกเขาไม่สนทนาหรือมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นตามปกติ บางครั้งแม้พวกเขาจะพูดจาฉะฉานมากและสามารถพูดได้—แต่แล้วพวกเขากลับพูดเรื่องอะไร?  เนื้อหามีว่าอย่างไร?  พวกเขากล่าววาจาและคำสอน อวดตัว  พวกเขาบอกว่าตัวเองสามารถทำงานจริงและแก้ปัญหาจริงได้ ทั้งที่แท้จริงแล้ว พวกเขาไม่มีทักษะจริงแต่อย่างใด  ถามพวกเขาดูเถิดว่าพวกเขามีข้อบกพร่องอันใดบ้าง มีอุปนิสัยที่โอหังหรือไม่ แล้วพวกเขาก็จะตอบว่า “ในหมู่มวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามมีใครบ้างที่ไม่โอหัง?”  จงดูตรงจุดนั้น—แม้แต่ความโอหังของพวกเขาก็ยังมีหลักการรองรับ ซึ่งรวมทุกคนเอาไว้ในนั้นด้วย ราวกับว่าความโอหังของพวกเขานั้นถูกควรมาก  พวกเขาจะไม่มีวันแสวงหาความจริง และดูเหมือนจะไม่รับรู้ว่ามีปัญหาหรือความยุ่งยากอันใดในงานบ้าง  และเจ้าก็จะไม่รู้สถานการณ์จริงด้วยการถามพวกเขา  เมื่อพวกเขาไม่มีอะไรทำ ก็จะเอาแต่นั่งเงียบอยู่ตรงนั้น และเมื่อใดที่พูดขึ้นมา พวกเขาก็จะคุยเรื่องคุณสมบัติของตน  พวกเขาไม่เคยเปิดใจ ไม่เคยพูดว่ามีความเป็นกบฏหรือความอยากได้อยากมีอันฟุ้งเฟ้อเช่นใดอยู่ในตัวบ้าง หรือว่าพยายามเจรจาต่อรองกับพระเจ้าอย่างไร หรือพวกเขาโกหกใครบ้าง หรือมีความทะเยอทะยานเช่นใดในการทำงาน  พวกเขาไม่เคยหยิบยกประเด็นเหล่านี้ขึ้นมา และเมื่อคนอื่นพูดขึ้นมา พวกเขาก็ไม่สนใจ  แม้แต่คำถามที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่อยู่ในขอบเขตงานของพวกเขา พวกเขาก็จะตอบนิดหน่อยแบบขอไปทีเท่านั้น  สรุปแล้ว ใครก็ตามที่ไปติดต่อพวกเขาอยู่ระยะหนึ่ง ถ้าคิดจะรู้เรื่องในขอบเขตหน้าที่ของพวกเขาให้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับบุคลากร แนวทางการทำงานที่ใช้ความเชี่ยวชาญ หรือความคืบหน้าของงาน ก็ย่อมจะเกิดความยุ่งยากขนานใหญ่  ไม่ว่าเจ้าจะถามจากแง่มุมใด—จะพยายามเลียบเคียงแบบอ้อมๆ หรือถามตรงๆ หรือถามคนใกล้ชิดของพวกเขา—นั่นจะไม่ได้ผลโดยง่าย  เป็นเรื่องที่เปลืองแรงมาก  นี่ตลบตะแลงมิใช่หรือ?  (ใช่)  เหตุใดการหาข้อมูลจากพวกเขาว่าสิ่งต่างๆ เป็นไปอย่างไรจึงเปลืองแรงขนาดนี้?  เหตุใดพวกเขาจึงซุกซ่อนเรื่องราวไว้เสียมิดชิดขนาดนี้?  มีเป้าหมายอะไร?  พวกเขาอยากอยู่ในสถานะและลู่ทางทำมาหากินของตนอย่างปลอดภัย  เชื่อไปว่า “กว่าจะได้สถานะนี้ กว่าจะมาถึงจุดที่ฉันอยู่ในวันนี้ ไม่ใช่เรื่องง่าย—ถ้าฉันทำให้ตัวเองขายหน้าด้วยการทำอะไรผิดพลาดเพราะเลินเล่อไปชั่วขณะ นั่นจะไม่สร้างปัญหาให้ฉันหรอกหรือ?  นอกจากนี้ ถ้าพระนิเวศของพระเจ้ารู้เรื่องไม่ดีที่ฉันทำไว้ ใครจะบอกได้ว่าพวกเขาจะจัดการฉันหรือเปล่า?”  ไม่ว่าเจ้าจะพูดมากเพียงใดเรื่องการเปิดใจ การเป็นคนที่ซื่อสัตย์ และการทำหน้าที่ด้วยความจงรักภักดี นั่นจะเข้าหูพวกเขาหรือไม่?  ไม่  สำหรับพวกเขาแล้ว มีคติประจำตัวเพียงข้อเดียวคือ พูดจาไม่ระวังจะพาเรืออับปาง  ถ้าเจ้าบอกผู้อื่นทุกอย่าง เจ้าก็ไม่มีความสามารถ—เป็นคนที่ไม่มีอะไรดี!  นั่นคือคติประจำตัวของพวกเขา  อุปนิสัยประจำตัวศัตรูของพระคริสต์เป็นเช่นนั้น

ไม่ว่าศัตรูของพระคริสต์จะทำงานอะไรอยู่ พวกเขาย่อมห้ามผู้อื่นแทรกแซงหรือสอบถาม และยิ่งไปกว่านั้นยังห้ามพระนิเวศของพระเจ้ากำกับดูแลพวกเขาอีกด้วย  พวกเขาทำเช่นนี้มีจุดหมายอันใด?  หลักๆ แล้ว พวกเขาอยากควบคุมประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร อยากปกป้องสถานะและอำนาจของตนให้ปลอดภัย ซึ่งหมายความว่าพวกเขากำลังปกป้องช่องทางทำมาหากินของตนให้ปลอดภัย  นั่นคือจุดหมายสำคัญของพวกเขา  หากพวกเจ้าเป็นผู้นำหรือคนทำงาน พวกเจ้ากลัวหรือไม่ว่าพระนิเวศของพระเจ้าจะสอบถามและกำกับดูแลงานของพวกเจ้า?  พวกเจ้ากลัวหรือไม่ว่าพระนิเวศของพระเจ้าจะพบเจอข้อเสียและความเบี่ยงเบนในงานของพวกเจ้าและตัดแต่งพวกเจ้า?  พวกเจ้ากลัวหรือไม่ว่าหลังจากที่เบื้องบนรู้ขีดความสามารถและวุฒิภาวะจริงของพวกเจ้าแล้ว พวกเขาจะมองพวกเจ้าต่างออกไปและไม่คิดจะส่งเสริมพวกเจ้า?  ถ้าเจ้ามีความกลัวเหล่านี้อยู่ ก็ย่อมพิสูจน์ว่าแรงจูงใจของเจ้าไม่ใช่เพื่องานของคริสตจักร เจ้ากำลังทำงานเพื่อความมีหน้ามีตาและสถานะ ซึ่งพิสูจน์ว่าเจ้ามีอุปนิสัยเยี่ยงศัตรูของพระคริสต์  ถ้าเจ้ามีอุปนิสัยเยี่ยงศัตรูของพระคริสต์ เจ้าย่อมมีแนวโน้มที่จะเดินบนเส้นทางของศัตรูของพระคริสต์ และทำความชั่วทุกอย่างที่พวกศัตรูของพระคริสต์ทำ  ถ้าหัวใจของเจ้าไม่มีความยำเกรงต่อพระนิเวศของพระเจ้าที่กำกับดูแลงานของเจ้า และเจ้าสามารถตอบคำถามและข้อสงสัยของเบื้องบนได้จริงโดยไม่ซ่อนเร้นสิ่งใด และพูดเท่าที่เจ้ารู้ เช่นนั้นแล้ว ไม่ว่าสิ่งที่เจ้าพูดจะถูกหรือผิด ไม่ว่าเจ้าจะเผยความเสื่อมทรามอะไรออกมา—ต่อให้เจ้าเผยอุปนิสัยเยี่ยงศัตรูของพระคริสต์—ก็แน่นอนที่สุดว่าเจ้าจะไม่ถูกระบุว่าเป็นศัตรูของพระคริสต์  สิ่งที่เป็นกุญแจสำคัญก็คือว่าเจ้าสามารถรู้จักอุปนิสัยเยี่ยงศัตรูพระคริสต์ของตนเองหรือไม่ และเจ้าสามารถแสวงหาความจริงเพื่อแก้ปัญหานี้ได้หรือไม่  หากเจ้าเป็นคนที่ยอมรับความจริง อุปนิสัยเยี่ยงศัตรูของพระคริสต์ของเจ้าก็ย่อมจะแก้ไขได้  ถ้าเจ้ารู้ดีแก่ใจว่าเจ้ามีอุปนิสัยเยี่ยงศัตรูของพระคริสต์ แต่กลับไม่แสวงหาความจริงเพื่อแก้ไข ถ้าเจ้าถึงกับพยายามปกปิดหรือพูดปดเกี่ยวกับปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นและบ่ายเบี่ยงความรับผิดชอบ และหากเจ้าไม่ยอมรับความจริงเวลาถูกตัดแต่ง เช่นนั้นแล้ว นี่ย่อมจะเป็นปัญหาร้ายแรง และเจ้าก็ไม่ต่างอะไรจากศัตรูของพระคริสต์  เมื่อรู้ว่าเจ้ามีอุปนิสัยเยี่ยงศัตรูของพระคริสต์ เหตุใดเจ้าจึงไม่กล้าเผชิญหน้าอุปนิสัยนั้น?  เหตุใดเจ้าจึงไม่สามารถดำเนินการกับอุปนิสัยนั้นอย่างตรงไปตรงมาและพูดว่า “ถ้าเบื้องบนถามถึงงานของฉัน ฉันจะพูดทุกสิ่งที่ฉันรู้ และต่อให้สิ่งไม่ดีทั้งหลายที่ฉันทำไว้ถูกเปิดเผย และเบื้องบนไม่ใช้ฉันอีกต่อไปทันทีที่พวกเขารู้เรื่อง และฉันสูญเสียสถานะของฉัน ฉันก็จะยังคงพูดสิ่งที่ฉันต้องพูดให้ชัดเจน”?  ความกลัวของเจ้าที่จะถูกพระนิเวศของพระเจ้ากำกับดูแลและสอบถามเรื่องงานของเจ้าพิสูจน์ว่าเจ้ามองว่าสถานะของเจ้าล้ำค่ากว่าความจริง  นี่คืออุปนิสัยเยี่ยงศัตรูของพระคริสต์ไม่ใช่หรือ?  การทะนุถนอมสถานะเหนือทุกสิ่งคืออุปนิสัยเยี่ยงศัตรูของพระคริสต์  ทำไมเจ้าถึงมองสถานะว่าล้ำค่าขนาดนั้น?  เจ้าสามารถได้ประโยชน์อันใดจากสถานะ?  ถ้าสถานะนำความวิบัติ ความยากลำบาก ความอับอายขายหน้า และความเจ็บปวดมาให้เจ้า เจ้าจะยังมองว่าล้ำค่าอยู่หรือไม่?  (ไม่)  การมีสถานะมาพร้อมกับประโยชน์มากมาย เช่น ความอิจฉา ความเคารพ การยอมรับนับถือ และการยกยอปอปั้นจากผู้อื่น รวมทั้งความเลื่อมใสและความเคารพบูชาจากพวกเขา  และยังมีความรู้สึกว่าเป็นเลิศและมีอภิสิทธิ์ซึ่งสถานะของเจ้านำมาให้ ทำให้เจ้าเกิดความภาคภูมิใจและรู้สึกว่าตนมีคุณค่าอีกด้วย  นอกจากนี้เจ้ายังสามารถสุขสำราญกับสิ่งต่างๆ ที่ผู้อื่นไม่มี เช่น ประโยชน์จากสถานะและการปฏิบัติเป็นพิเศษ  เหล่านี้คือสิ่งที่เจ้าไม่กล้าแม้แต่จะนึกถึง และเป็นสิ่งที่เจ้าถวิลหาในฝันมาตลอด  เจ้ามองสิ่งเหล่านี้ว่าล้ำค่าหรือไม่?  ถ้าสถานะเป็นเพียงสิ่งที่กลวงเปล่า ไม่มีนัยสำคัญอันแท้จริง และการปกป้องสถานะก็ไม่มีประโยชน์อันใด การมองสถานะว่าล้ำค่าไม่โง่เขลาหรอกหรือ?  ถ้าเจ้าปล่อยมือจากสิ่งต่างๆ เช่น ผลประโยชน์และความสุขสำราญทางเนื้อหนังไปได้ เช่นนั้นแล้ว ชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะก็จะไม่ผูกมัดเจ้าไว้อีกต่อไป  ดังนั้น เพื่อที่จะแก้ปัญหาเกี่ยวกับการมองสถานะว่าล้ำค่าและไล่ตามไขว่คว้าสถานะ ต้องแก้ไขสิ่งใดก่อน?  ก่อนอื่นจงรู้เท่าทันธรรมชาติของปัญหาเรื่องการทำชั่วและการใช้เล่ห์เหลี่ยม การกลบเกลื่อนและปิดบัง รวมทั้งการปฏิเสธการกำกับดูแล การสอบถามและการตรวจสอบจากพระนิเวศของพระเจ้า เพื่อที่จะสุขสำราญกับผลประโยชน์ที่มาพร้อมสถานะ  นี่คือการต้านทานและต่อต้านพระเจ้าอย่างโจ่งแจ้งมิใช่หรือ?  ถ้าเจ้าสามารถรู้ทันธรรมชาติและผลสืบเนื่องของการอยากได้ใคร่มีผลประโยชน์จากสถานะได้ ปัญหาเรื่องการไล่ตามไขว่คว้าสถานะก็จะได้รับการแก้ไข  ถ้าเจ้าไม่สามารถรู้ทันแก่นแท้ของการละโมบในผลประโยชน์ที่มาพร้อมสถานะ ปัญหานี้ก็จะไม่มีวันได้รับการแก้ไข

เพื่อที่จะทำงานและปฏิบัติหน้าที่ของตน พวกเจ้าร่วมมือกับผู้อื่นหรือไม่?  พวกเจ้ายอมรับการกำกับดูแลหรือไม่?  ทำอะไรที่กีดกันไม่ให้ผู้อื่นแทรกแซงหรือสอบถามบ้างหรือไม่?  ถ้ามีใครสอบถาม เจ้าจะต่อต้านพวกเขาและบอกว่า “คุณคิดว่าตัวเองเป็นใครถึงมาแทรกแซงเรื่องของฉัน?  ฉันมีสถานะสูงกว่าคุณขั้นหนึ่ง และในงานของฉัน ฉันพูดคำไหนย่อมเป็นคำนั้น  เบื้องบนยังไม่สอบถาม แล้วคุณมีสิทธิ์อะไรมาสอบถาม?”  อะไรทำนองนั้นหรือไม่?  ศัตรูของพระคริสต์มีอุปนิสัยเช่นใดเป็นสำคัญ?  ครอบครองสถานะและไขว่คว้าอำนาจ ไม่ทำอะไรที่เป็นประโยชน์ต่องานในพระนิเวศของพระเจ้า ไม่ทำอะไรที่มาจากการคำนึงถึงผลประโยชน์ของพระนิเวศ กลับทำตัวสุกเอาเผากินและหลอกลวง ทำอะไรแบบขอไปที  ดูภายนอกเหมือนพวกเขาสาละวนทำงานของตนอย่างแข็งขันยิ่ง แต่พอดูสิ่งที่พวกเขาทำซึ่ง หนึ่ง ไม่มีความคืบหน้า สอง ไม่มีประสิทธิภาพ และสาม ไม่ค่อยมีผล—งานเหล่านั้นกลับยุ่งเหยิงไปหมด  มีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้นที่พวกเขาไม่ยอมปล่อยมือ นั่นคือการใช้โอกาสที่ได้จากงานมาเกาะกุมอำนาจไว้ไม่ยอมปล่อย  ตราบใดที่พวกเขามีอำนาจ พวกเขาย่อมไม่เป็นไร  ไม่ว่าพวกเขาจะทำงานใด เกี่ยวข้องกับงานสายอาชีพ กับกิจธุระภายนอก ทักษะเฉพาะทาง หรือด้านอื่น ก็ไม่มีความโปร่งใสในงานที่ทำเหมือนกันหมด  การไม่มีความโปร่งใสเช่นนี้เป็นไปโดยไม่ได้เจตนาหรือไม่?  ไม่ใช่—สิ่งใดที่ไม่ได้เจตนาย่อมไม่ใช่อุปนิสัย แต่เกี่ยวข้องกับการไร้ขีดความสามารถและไม่รู้ว่าควรทำงานอย่างไร  แล้วเพราะเหตุใดเราจึงกล่าวว่าอุปนิสัยนี้คืออุปนิสัยประจำตัวศัตรูของพระคริสต์?  พวกเขากระทำการโดยเจตนา  พวกเขามีความตั้งใจอยู่ในตัว กล่าวคือ พวกเขารู้ตัวว่ากำลังกีดกันไม่ให้เจ้ารู้เรื่องเหล่านี้ รู้ตัวว่ากำลังซ่อนตัวจากเจ้าและหลีกเลี่ยงไม่ยอมพบหน้าเจ้า  พวกเขาพูดจาและสนทนากับเจ้าให้น้อยที่สุด พูดคุยแลกเปลี่ยนกับเจ้าให้น้อยที่สุด  พวกเขาลดการเผชิญหน้าสิ่งเหล่านี้ให้เหลือน้อยที่สุด เจ้าจะได้ไม่คอยตำหนิและสอบถามพวกเขาอยู่เสมอ เจ้าจะได้ไม่รู้มากเกินไปว่าแท้จริงแล้วเกิดอะไรขึ้นบ้าง และจะได้ไม่ล่วงรู้โฉมหน้าที่แท้จริงของพวกเขา  นั่นเป็นไปโดยเจตนามิใช่หรือ?  มีความตั้งใจในการทำเช่นนั้นมิใช่หรือ?  พวกเขามีเจตนาและเป้าหมายว่าอย่างไร?  พวกเขาอยากลวงให้เจ้าหลงกล หลอกอำเจ้าไปเรื่อยๆ สร้างภาพจำเทียมเท็จให้แก่เจ้าและกีดกันไม่ให้เจ้ารู้ว่าแท้จริงแล้วสิ่งต่างๆ เป็นอย่างไร  เมื่อทำเช่นนั้น พวกเขาย่อมจะปกป้องสถานะของตนให้ปลอดภัยแล้ว ซึ่งยังความยินดีให้แก่พวกเขา  นั่นคือธรรมชาติในการกระทำของพวกเขามิใช่หรือ?  (ใช่)  นั่นคืออุปนิสัยในตัวศัตรูของพระคริสต์ หลอกลวง ตบตา และปิดบังสิ่งต่างๆ โดยมีสติรู้ตัว  มีสติรู้ตัวตลอด  จงบอกเราเถิดว่ามีงานโครงการใดบ้างที่ทำให้ผู้คนยุ่งมากจนไม่มีเวลาพบปะผู้อื่น?  ไม่มี ถูกต้องหรือไม่?  ไม่มีงานโครงการใดที่ทำให้คนยุ่งเสียจนไม่มีเวลากินหรือนอน หรือไม่มีเวลาพบปะผู้อื่น  สิ่งต่างๆ ยังไม่ยุ่งขนาดนั้น  ยังพอหาเวลาทำอะไรเหล่านั้นได้  แล้วเหตุใดผู้คนเหล่านี้จึงไม่มีเวลา?  พวกเขาไม่อยากพบหน้าเจ้า ไม่อยากให้เจ้าสอบถามเรื่องงานของพวกเขา  นั่นคืออุปนิสัยในตัวศัตรูของพระคริสต์มิใช่หรือ?  (ใช่)  พวกเขาเป็นคนจำพวกใด?  เป็นผู้ไม่เชื่อมิใช่หรือ?  พวกเขาเป็นเช่นนั้น—ศัตรูของพระคริสต์ทุกคนล้วนเป็นผู้ไม่เชื่อ  ถ้าไม่ใช่ ก็จะไม่ยึดเอางานของพระนิเวศของพระเจ้าไป หรือควบคุมคนที่ติดตามพระเจ้าเอาไว้ใต้อำนาจของพวกเขาเอง  พวกเขาจะไม่ทำอะไรแบบนั้น  พฤติกรรมแรกของผู้ไม่เชื่อก็คือไม่มีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าเลย  ลอบวางแผนเพื่อผลประโยชน์ของตนเองโดยอ้างว่าเชื่อในพระเจ้า พวกเขากล้าและเหิมเกริม ไม่กลัวเลย  การเชื่อในพระเจ้าของพวกเขานั้นไม่ใช่ความเชื่อที่แท้จริง แต่เป็นวลีชวนเชื่อ  พวกเขาไม่มีความยำเกรงพระเจ้าอยู่ในหัวใจโดยสิ้นเชิง

ทันทีที่ผู้คนได้ยินว่ามีคนหมายที่จะแทรกแซงและกำกับดูแลงานของพวกเขา พวกเขาใช้ท่าทีเช่นใด?  “กำกับดูแลก็ได้อยู่  ฉันยอมรับการกำกับดูแล  สอบถามก็ดีเหมือนกัน—แต่ถ้าคุณกำกับดูแลฉันจริง ก็ไม่มีทางที่งานของฉันจะเดินหน้า  ฉันย่อมไม่มีอิสระที่จะทำอะไรได้  ถ้าคุณมีสิทธิ์ชี้ขาดตลอดเวลาและให้ฉันไปจัดการตามนั้น ฉันก็จะทำงานไม่ได้  ‘จ่าฝูงมีได้เพียงหนึ่ง’”  นี่เป็นทฤษฎีอย่างหนึ่งมิใช่หรือ?  เป็นทฤษฎีของศัตรูของพระคริสต์  คนที่พูดดังนี้มีอุปนิสัยเช่นใด?  ใช่อุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์หรือไม่?  “จ่าฝูงมีได้เพียงหนึ่ง” หมายความว่าอย่างไร?  พวกเขาถึงกับจะไม่ยอมให้เบื้องบนสอบถาม  ถ้าเบื้องบนไม่สอบถาม การกระทำของเจ้าก็จะไม่ละเมิดความจริงกระนั้นหรือ?  เจ้าจะทำอะไรผิดเพราะการสอบถามนั้นหรือไม่?  เบื้องบนจะทำให้เจ้าเสียงานเสียการหรือไม่?  จงบอกเราเถิดว่าเบื้องบนชี้แนะเรื่องงาน สอบถาม และกำกับดูแลงานเพื่อดูให้การทำงานนั้นดีขึ้นหรือว่าแย่ลง?  (ดีขึ้น)  ถ้าอย่างนั้น เหตุใดบางคนจึงไม่ยอมรับผลที่ดีขึ้น?  (พวกเขาถูกอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์กำกับ)  ถูกต้อง  เป็นอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ในตัวพวกเขานั่นเอง—พวกเขาอดไม่ได้  ทันทีที่มีคนสอบถามเรื่องงานที่พวกเขารับผิดชอบ ก็ทำให้พวกเขาขุ่นใจแล้ว  รู้สึกว่าผลประโยชน์ของพวกเขาจะถูกจัดสรรไปให้ผู้อื่น รวมถึงสถานะและอำนาจของพวกเขาด้วย  ดังนั้น พวกเขาจึงไม่สบายใจ  รู้สึกว่าแผนการและขั้นตอนต่างๆ ของตนถูกทำให้ระส่ำระสาย  แล้วในสายตาของพวกเขา นั่นจะใช้ได้หรือไม่?  ถ้าเบื้องบนส่งเสริมใครสักคนและให้คนคนนั้นมาร่วมมือกับพวกเขา พวกเขาย่อมนึกไปว่า “ฉันไม่มีแผนที่จะใช้คนคนนี้ แต่เบื้องบนกลับยืนกรานว่าพวกเขาเก่งและส่งเสริมพวกเขา  ฉันไม่รู้สึกดีในเรื่องนี้เลย  ฉันจะร่วมมือทำงานไปพร้อมกับพวกเขาได้อย่างไร?  ถ้าเบื้องบนใช้พวกเขา ฉันจะเลิกทำก็แล้วกัน!”  พวกเขากล่าวคำอย่างนั้น แต่เอาเข้าจริง พวกเขาจะปล่อยมือจากสถานะของตนได้หรือไม่?  ย่อมทำไม่ได้—สิ่งที่พวกเขาทำอยู่คือการหาเรื่องเผชิญหน้ากัน  พวกเขาจะยินยอมให้ใครมาทำงานที่คุกคามสถานะของพวกเขา ไม่ทำให้พวกเขาโดดเด่น และบ่อนทำลายสภาพการณ์ปัจจุบันของพวกเขากระนั้นหรือ?  พวกเขาย่อมจะไม่ยอม  ตัวอย่างเช่น เมื่อเบื้องบนเลื่อนตำแหน่งให้ใครหรือปลดใคร พวกเขาคิดว่าอย่างไร?  “ตบหน้ากันชัดๆ!  พวกเขาไม่ยอมทำอะไรผ่านฉันด้วยซ้ำ  ถึงอย่างไร ฉันก็ยังคงเป็นผู้นำ—ทำไมพวกเขาถึงไม่บอกอะไรฉันเสียก่อน?  แล้วกัน ทำเหมือนฉันไม่สำคัญเอาเสียเลย!”  แล้วเจ้าเป็นใครกัน?  นั่นใช่งานของเจ้าหรือ?  ข้อแรก นี่ไม่ใช่เรื่องของเจ้า และข้อสอง ผู้คนเหล่านี้ไม่ได้ติดตามเจ้า แล้วเหตุใดเจ้าต้องสำคัญกับพวกเขามากขนาดนั้น?  นั่นตรงกับความจริงหรือไม่?  ความจริงเรื่องใด?  การที่เบื้องบนจะเลื่อนตำแหน่งให้ใครหรือปลดใครย่อมมีหลักธรรม  เพราะเหตุใดเบื้องบนจึงเลื่อนตำแหน่งให้ใครสักคน?  เพราะจำเป็นต้องใช้พวกเขาทำงานนั้นๆ  เหตุใดเบื้องบนจึงปลดคน?  เพราะงานนั้นไม่ต้องการพวกเขาอีกต่อไป—พวกเขาไม่สามารถทำงานนั้นได้  ถ้าเจ้าไม่ปลดพวกเขา และถึงกับไม่ยอมให้เบื้องบนปลด เจ้าก็เป็นคนที่ไม่ฟังเหตุผลมิใช่หรือ?  (ใช่)  บางคนบอกว่า “การที่เบื้องบนปลดใครสักคนนั้น—ทำให้ฉันเสียหน้า  ถ้าพวกเขาหมายจะปลดใคร ก็ควรบอกฉันเป็นการส่วนตัว แล้วฉันจะปลดเอง  นั่นเป็นงานของฉัน เป็นส่วนหนึ่งในความรับผิดชอบของฉัน  ถ้าฉันปลดพวกเขา ก็จะแสดงให้ทุกคนเห็นว่าฉันมองคนออก และสามารถทำงานจริงได้  นั่นจะเป็นเกียรติอย่างยิ่ง!”  พวกเจ้าคิดแบบนี้กันหรือไม่?  บางคนอยากมีชื่อเสียงและความภาคภูมิใจที่ดี แล้วพวกเขาก็ให้เหตุผลมาสร้างความชอบธรรมกันแบบนี้  นั่นเป็นเรื่องที่ยอมรับได้หรือไม่?  เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลหรือไม่?  ด้านหนึ่ง พระนิเวศของพระเจ้าทำงานของตนตามหลักธรรมความจริง อีกด้านหนึ่ง พระนิเวศก็ทำงานตามรูปการณ์ที่เป็นไป  ไม่มีเรื่องทำนองสั่งการข้ามขั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเป็นเรื่องที่เบื้องบนเลื่อนตำแหน่งและปลดคน หรือให้การชี้แนะและวิธีทำงานบางโครงการ—ในกรณีดังกล่าวก็ยิ่งไม่ใช่เรื่องสั่งการข้ามขั้นเข้าไปใหญ่  แล้วเพราะเหตุใดศัตรูของพระคริสต์จึงมองหา “ความผิด” เหล่านี้?  สิ่งหนึ่งที่แน่ใจได้ก็คือพวกเขาไม่เข้าใจความจริง ดังนั้นจึงประเมินงานในพระนิเวศของพระเจ้าด้วยสมองของมนุษย์และกระบวนการที่ใช้กันในโลกภายนอก  นอกจากนั้น จุดหมายหลักของพวกเขายังคงเป็นการรักษาตัวให้ปลอดภัย และต้องมีความภาคภูมิใจ  พวกเขาไหลลื่นและมีเหลี่ยมคูในทุกสิ่งที่ทำ ไม่อาจยอมให้ผู้คนที่ทำงานให้พวกเขามองเห็นว่าพวกเขามีข้อเสียหรือข้อบกพร่องอะไรบ้าง  แล้วพวกเขาจะรักษาหน้าตาไปถึงขั้นใด?  จนกว่าผู้อื่นจะมองว่าพวกเขาไร้ตำหนิ ไม่มีความเสื่อมทรามหรือข้อบกพร่องใดๆ  ผู้อื่นย่อมจะมองว่าเหมาะแล้วที่เบื้องบนจะใช้พวกเขา และพี่น้องชายหญิงก็ควรเลือกพวกเขา—พวกเขาคือคนที่เพียบพร้อม  พวกเขาอยากให้เป็นเช่นนั้นมิใช่หรือ?  นั่นคืออุปนิสัยในตัวศัตรูของพระคริสต์มิใช่หรือ?  (ใช่)  ใช่แล้ว นั่นคืออุปนิสัยในตัวศัตรูของพระคริสต์

ที่พวกเราเพิ่งสามัคคีธรรมกันไปเมื่อครู่คือหนึ่งในพฤติกรรมหลักของศัตรูของพระคริสต์—พวกเขาห้ามผู้อื่นแทรกแซง สอบถาม หรือกำกับดูแลพวกเขาในงานที่พวกเขาทำ  ไม่ว่าพระนิเวศของพระเจ้าจะจัดแจงเตรียมการอย่างไรเพื่อติดตามงานของพวกเขา หรือรู้เรื่องงานให้มากขึ้น หรือกำกับดูแลงานนั้น พวกเขาก็จะใช้วิธีการทุกชนิดมาขัดขวางและปฏิเสธการจัดเตรียมเหล่านั้น  ยกตัวอย่าง เมื่อบางคนได้รับมอบหมายโครงการจากเบื้องบน แล้วเวลาก็ล่วงเลยไประยะหนึ่งโดยที่ไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด  พวกเขาไม่บอกเบื้องบนว่าตนกำลังทำงานนั้นอยู่หรือเปล่า งานนั้นเป็นอย่างไรบ้าง มีเรื่องยุ่งยากหรือปัญหาขลุกขลักอะไรหรือไม่  พวกเขาไม่แจ้งข้อมูลกลับมา  งานบางอย่างก็เร่งด่วนและไม่อาจรอช้าได้ แต่พวกเขาก็ประวิงเวลา ทำให้ยืดเยื้อนานโดยไม่ทำงานให้เสร็จ  เมื่อเป็นเช่นนั้น เบื้องบนก็ต้องสอบถาม  พอเบื้องบนทำเช่นนี้ คนเหล่านั้นก็มองว่าการสอบถามนั้นน่าขายหน้าเหลือทน แล้วพวกเขาก็ต่อต้านอยู่ในใจว่า “ตั้งแต่ฉันได้รับมอบงานนี้ก็เพิ่งผ่านมาสิบกว่าวันเอง  ฉันยังไม่ทันได้ปรับตัวด้วยซ้ำ เบื้องบนก็มาสอบถามเสียแล้ว  เบื้องบนวางข้อกำหนดให้ผู้อื่นสูงเกินไปแล้ว!”  พวกเขาเป็นอย่างนั้น จับผิดการสอบถาม  ปัญหาในที่นี้คืออะไร?  บอกเราเถิดว่าเป็นเรื่องปกติมากมิใช่หรือที่เบื้องบนจะสอบถาม?  ส่วนหนึ่งคืออยากรู้สถานะของงานให้มากขึ้นว่าคืบหน้าไปถึงไหน ยังมีเรื่องยุ่งยากอะไรให้แก้ไขอีก นอกจากนั้นก็อยากรู้ให้มากขึ้นว่าผู้คนที่มอบหมายให้ไปทำงานนี้มีขีดความสามารถแบบใด และแท้จริงแล้วพวกเขาจะสามารถแก้ปัญหาและทำงานได้ดีหรือไม่  เบื้องบนอยากรู้ข้อเท็จจริงตามที่มันเป็น และส่วนใหญ่แล้วก็มักจะสอบถามในรูปการณ์เช่นที่กล่าวมา  นั่นคือสิ่งที่เบื้องบนควรทำมิใช่หรือ?  เบื้องบนกังวลว่าเจ้าจะไม่รู้วิธีแก้ปัญหาและไม่อาจทำงานได้  นั่นคือสาเหตุที่เบื้องบนสอบถาม  บางคนรู้สึกคัดค้านและรังเกียจการสอบถามแบบนี้มาก  พวกเขาไม่เต็มใจที่จะให้ผู้คนสอบถาม และตราบใดที่ผู้คนทำเช่นนั้น พวกเขาก็จะไม่ยอมรับและเกิดความเคลือบแคลง คิดวนเวียนตลอดเวลาว่า “ทำไมถึงสอบถามและหาทางรู้ให้มากขึ้นอยู่เรื่อย?  พวกเขาไม่ไว้ใจและดูแคลนฉันใช่ไหม?  ถ้าไม่ไว้ใจฉัน อย่างนั้นพวกเขาก็ไม่ควรใช้ฉัน!”  พวกเขาไม่เคยเข้าใจการสอบถามและการกำกับดูแลจากเบื้องบน เอาแต่ต่อต้าน  ผู้คนเช่นนี้มีสำนึกหรือไม่?  เหตุใดพวกเขาจึงไม่ยอมให้เบื้องบนสอบถามและกำกับดูแลพวกเขา?  เหตุใดพวกเขาจึงไม่ยอมรับ ทั้งยังท้าทายอีกด้วย?  มีปัญหาอะไรในที่นี้?  พวกเขาไม่สนใจว่าการปฏิบัติหน้าที่ของตนจะมีประสิทธิผลหรือฉุดรั้งความคืบหน้าของงานหรือไม่  ไม่แสวงหาหลักธรรมความจริงเวลาทำหน้าที่ของตน แต่กลับทำอะไรตามใจอยาก  พวกเขาไม่คำนึงถึงผลลัพธ์หรือประสิทธิภาพของงาน ไม่นึกถึงผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าแต่อย่างใด และยิ่งไม่คำนึงถึงเจตนารมณ์และข้อกำหนดของพระเจ้า  คิดไปว่า “ฉันมีวิธีการและตารางเวลาของตัวเองในการทำหน้าที่  อย่ามากำหนดอะไรฉันมากนักหรือกำหนดอะไรให้ละเอียดเกินไป  การที่ฉันทำหน้าที่ของตัวเองได้นี้ก็ดีพอแล้ว  ฉันไม่อาจเหนื่อยเกินไปหรือทนทุกข์มากเกินไปได้”  พวกเขาไม่เข้าใจการสอบถามและความพยายามของเบื้องบนที่จะรู้เรื่องงานของพวกเขาให้มากขึ้น  พวกเขาไม่เข้าใจเพราะขาดอะไร?  ขาดการนบนอบมิใช่หรือ?  ขาดสำนึกรับผิดชอบมิใช่หรือ?  ความจงรักภักดีล่ะ?  ถ้าพวกเขารับผิดชอบและจงรักภักดีในการทำหน้าที่ของตนจริง พวกเขาจะบอกปัดไม่ให้เบื้องบนสอบถามเรื่องงานของพวกเขาหรือไม่?  (ไม่)  พวกเขาย่อมจะเข้าใจได้  ถ้าไม่อาจเข้าใจได้จริง ก็มีความเป็นไปได้เพียงข้อเดียวคือ พวกเขามองว่าหน้าที่ของตนคืออาชีพและหนทางทำมาหากินของตน และฉวยใช้เป็นต้นทุน มองหน้าที่ที่ทำอยู่ว่าเป็นเงื่อนไขและเครื่องต่อรองเพื่อให้ได้มาซึ่งรางวัลตลอดเวลา  พวกเขาจะทำแต่งานที่มีเกียรติบ้างเท่านั้นเพื่อให้พออยู่ร่วมกับเบื้องบนได้ ไม่พยายามที่จะรับพระบัญชาจากพระเจ้ามาเป็นหน้าที่และภาระผูกพันของตน  ดังนั้น เมื่อเบื้องบนสอบถามเรื่องงานหรือกำกับดูแลงานของพวกเขา พวกเขาจึงรู้สึกผลักไสและไม่ยอมรับ  เป็นแบบนั้นมิใช่หรือ?  (ใช่)  ปัญหานี้เกิดจากอะไร?  แก่นแท้ของปัญหาคืออะไร?  คือพวกเขามีท่าทีต่องานโครงการนั้นๆ ในทางที่ผิด  นึกถึงแต่ความสบายและความสะดวกทางเนื้อหนัง นึกถึงสถานะและความภาคภูมิใจของตนเท่านั้น แทนที่จะนึกถึงประสิทธิผลของงานและผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า  พวกเขาไม่เสาะแสวงที่จะกระทำการตามหลักธรรมความจริงแต่อย่างใด  ถ้าพวกเขาพอจะมีมโนธรรมและสำนึกจริง พวกเขาย่อมจะเข้าใจการสอบถามและการกำกับดูแลของเบื้องบนได้  พวกเขาย่อมจะพูดจากหัวใจว่า “ดีแล้วที่เบื้องบนสอบถาม  ไม่อย่างนั้น ฉันก็จะทำไปตามที่อยากทำอยู่เสมอ ซึ่งจะไปขวางประสิทธิผลของงาน หรือถึงกับทำให้เสียงาน  เบื้องบนสามัคคีธรรมและดำเนินการกลั่นกรอง และนี่ก็แก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงได้จริง—เป็นเรื่องที่เยี่ยมมาก!”  นี่ย่อมจะแสดงให้เห็นว่าพวกเขาเป็นคนที่มีความรับผิดชอบ  กลัวว่าถ้ารับงานไปทำคนเดียว ถ้าเกิดมีข้อผิดพลาดหรือข้อบกพร่อง และเป็นเหตุให้งานในพระนิเวศของพระเจ้าเสียหายจนไร้หนทางแก้ไข นั่นจะเป็นสิ่งที่พวกเขารับผิดชอบไม่ไหว  นั่นคือสำนึกรับผิดชอบมิใช่หรือ?  (ใช่)  นั่นคือสำนึกรับผิดชอบ และเป็นสัญญาณว่าพวกเขากำลังลุล่วงความจงรักภักดี  แล้วคนที่ไม่ยอมให้ผู้อื่นสอบถามเรื่องงานของตนนั้นมีความรู้สึกนึกคิดอย่างไร?  “งานนี้เป็นเรื่องของฉัน เพราะฉันคือคนที่ได้รับมอบหมายให้ทำงานนี้  ในเรื่องของฉัน ฉันย่อมเป็นคนตัดสินใจ ไม่จำเป็นต้องให้ใครอื่นมาเกี่ยวข้อง!”  พวกเขาพิจารณาสิ่งต่างๆ เอาเอง และทำตามใจชอบ ซึ่งก็เป็นไปตามบุคลิกของพวกเขา  พวกเขาทำทุกสิ่งที่จะเป็นประโยชน์กับตน และไม่ยอมให้ใครถามถึงเรื่องต่างๆ—ไม่ยอมให้ใครรู้สภาพการณ์ที่แท้จริง  ถ้าเจ้าถามพวกเขาว่า “งานนั้นเป็นอย่างไรบ้างแล้ว?” พวกเขาก็จะตอบว่า “รอไปก่อน”  จากนั้น ถ้าเจ้าถามว่า “งานคืบหน้าไปอย่างไร?” พวกเขาก็จะตอบว่า “เกือบเสร็จแล้ว”  ไม่ว่าเจ้าจะถามอะไร พวกเขาก็จะตอบเพียงคำสองคำเท่านั้น  ยอมเอ่ยแค่ครั้งละสองคำ ไม่มากไปกว่านั้น—จะไม่พูดประโยคที่ถูกต้องเจาะจงแม้แต่ประโยคเดียว  การพูดจากับคนแบบนี้น่าเอือมระอามิใช่หรือ?  เห็นได้ชัดว่าพวกเขาไม่อยากพูดอะไรกับเจ้ามากไปกว่านั้น  ถ้าเจ้าถามต่อ พวกเขาก็จะหมดความอดทนและพูดว่า “คุณเอาแต่ถามเรื่องเล็กๆ นั่น ราวกับว่าฉันทำอะไรให้แล้วเสร็จไม่ได้—เหมือนว่าฉันไม่มีความสามารถที่จะทำงานนั้น!”  พวกเขาก็แค่ไม่เต็มใจให้ผู้คนตั้งคำถาม  แล้วถ้าเจ้าเฝ้าถามพวกเขาต่อไป พวกเขาก็จะบอกว่า “คุณเห็นฉันเป็นอะไร?  เป็นลาหรือม้าให้คุณออกคำสั่งอย่างนั้นหรือ?  ถ้าคุณไม่ไว้ใจฉัน ก็อย่าใช้ฉันสิ ถ้าจะใช้ฉัน ก็ต้องเชื่อใจ—และที่ว่าเชื่อใจฉัน ก็หมายความว่าคุณไม่ควรมาสอบถามอยู่เรื่อยๆ!”  พวกเขามีท่าทีเช่นนี้  แล้วพวกเขาทำเหมือนว่างานโครงการนี้เป็นหน้าที่ที่พวกเขาพึงทำหรือไม่?  (ไม่)  ศัตรูของพระคริสต์ไม่ได้มองว่างานคือหน้าที่ของตน แต่เป็นข้อต่อรองเพื่อให้ได้พรและรางวัล  พวกเขาพอใจที่จะทำงานใช้แรงเท่านั้น ซึ่งพวกเขาก็อยากเอามาแลกเป็นพร  นั่นคือสาเหตุที่พวกเขาทำงานด้วยท่าทีที่สุกเอาเผากิน  พวกเขาไม่อยากให้ผู้อื่นแทรกแซงงานของตน ส่วนหนึ่งก็เพื่อปกป้องศักดิ์ศรีและความภาคภูมิใจของตน  พวกเขาเชื่อว่าหน้าที่ที่พวกเขาปฏิบัติและงานที่พวกเขาทำนั้นเป็นของพวกเขาเอง เป็นเรื่องส่วนตัวของพวกเขา  เพราะเหตุนั้น พวกเขาจึงไม่ยอมให้ผู้อื่นแทรกแซง  อีกส่วนหนึ่งก็คือถ้าพวกเขาทำงานดี ก็จะกล่าวอ้างเอาความดีความชอบในงานและถามหารางวัลได้  ถ้ามีคนแทรกแซง ความดีความชอบก็จะไม่ใช่ของพวกเขาเพียงคนเดียวอีกต่อไป  พวกเขากลัวว่าผู้อื่นจะชิงเอาความดีความชอบไปจากตน  นั่นคือสาเหตุที่พวกเขาจะไม่ยินยอมให้ผู้อื่นแทรกแซงงานของพวกเขาเป็นอันขาด  คนเยี่ยงศัตรูของพระคริสต์นี้เห็นแก่ตัวและเลวทรามมิใช่หรือ?  ไม่ว่าพวกเขาจะทำหน้าที่อะไร ก็เหมือนว่าพวกเขากำลังทำกิจธุระส่วนตัวอยู่โดยแท้  ไม่ยอมให้ผู้อื่นแทรกแซงหรือมีส่วนร่วม ไม่ว่าผลจะออกมาดีหรือไม่ดีเวลาที่พวกเขาทำอะไรด้วยตนเองก็ตาม  ถ้าพวกเขาทำได้ดี พวกเขาก็จะยอมให้ตนได้ความดีความชอบอยู่คนเดียวเท่านั้น ไม่ให้ใครอื่นกล่าวอ้างได้ว่ามีส่วนในความดีความชอบและในผลงานดังกล่าว  นั่นเป็นปัญหามิใช่หรือ?  เป็นอุปนิสัยเช่นใด?  เป็นอุปนิสัยของซาตาน  เมื่อซาตานกระทำการ มันย่อมไม่อนุญาตให้ใครอื่นแทรกแซง  มันต้องการมีสิทธิ์ขาดในทุกสิ่งที่ทำและต้องการควบคุมทุกอย่าง และไม่มีผู้ใดอาจกำกับดูแลหรือซักไซ้ไล่เลียงอันใด  หากผู้ใดแทรกแซงหรือก้าวก่าย นี่ยิ่งไม่ยินยอมให้ทำ  ศัตรูของพระคริสต์กระทำการเช่นนี้เอง ไม่ว่าพวกเขาจะทำสิ่งใด ย่อมไม่อนุญาตให้ผู้ใดสอบถาม และไม่ว่าพวกเขาจะดำเนินการอย่างไรอยู่หลังฉาก ก็ไม่อนุญาตให้ผู้ใดแทรกแซง  นี่คือพฤติกรรมแห่งศัตรูของพระคริสต์  พวกเขากระทำการในหนทางนี้เพราะนัยหนึ่ง พวกเขามีอุปนิสัยที่โอหังมาก อีกนัยหนึ่งก็ไร้สำนึกเป็นอย่างยิ่ง  ไม่มีความนบนอบโดยสิ้นเชิง และพวกเขาก็ไม่อนุญาตให้ผู้ใดมากำกับดูแลหรือตรวจทานงานของพวกเขา  นี่เป็นการกระทำของปีศาจอย่างแท้จริง ซึ่งแตกต่างจากการกระทำของบุคคลที่ปกติอย่างสิ้นเชิง  ผู้ใดก็ตามที่ทำงาน พึงต้องมีความร่วมมือจากผู้อื่น พวกเขาจำเป็นต้องมีความช่วยเหลือ ข้อเสนอแนะ และความร่วมมือของผู้อื่น และต่อให้มีใครบางคนกำกับดูแลหรือเฝ้าดูอยู่ นี่ก็ไม่ใช่เรื่องไม่ดี แต่เป็นสิ่งจำเป็น  ถ้ามีความผิดพลาดเกิดขึ้นกับงานส่วนหนึ่ง แล้วผู้คนที่เฝ้าดูอยู่ระบุออกมา แก้ไขได้อย่างทันท่วงที และป้องกันไม่ให้งานเสียหาย นี่ย่อมช่วยได้มากมิใช่หรือ?  ดังนั้น เมื่อคนฉลาดหลักแหลมทำอะไร พวกเขาจึงชอบให้ผู้อื่นคอยกำกับดูแล สังเกตการณ์ และสอบถาม  ถ้าเกิดมีอะไรผิดพลาด แล้วคนเหล่านี้สามารถชี้ให้เห็น และมีการแก้ไขความผิดพลาดให้ถูกต้องได้อย่างทันท่วงที นี่ย่อมเป็นผลลัพธ์ที่อยากได้กันมากมิใช่หรือ?  ในโลกนี้ไม่มีใครไม่ต้องการความช่วยเหลือจากผู้อื่น  มีแต่คนที่มีภาวะออทิสติกหรือซึมเศร้าเท่านั้นที่ชอบอยู่คนเดียวและไม่ไปมาหาสู่หรือสนทนากับผู้อื่น  เมื่อผู้คนมีภาวะออทิสติกหรือซึมเศร้า พวกเขาก็ไม่ปกติอีกต่อไป  ไม่อาจควบคุมตนเองได้อีกต่อไป  ถ้าผู้คนมีความรู้สึกนึกคิดและมีสำนึกที่ปกติ แต่แค่ไม่อยากสนทนากับผู้อื่น และไม่อยากให้ผู้อื่นรู้ว่าตนทำอะไร พวกเขาอยากทำสิ่งต่างๆ ในทางลับ ทำให้เป็นเรื่องส่วนตัว และกระทำการอยู่หลังฉาก ไม่ฟังสิ่งที่ใครอื่นพูด ผู้คนเช่นนั้นย่อมเป็นศัตรูของพระคริสต์มิใช่หรือ?  พวกเขาคือศัตรูของพระคริสต์

ครั้งหนึ่ง ตอนที่เราพบหน้าผู้นำคริสตจักรแห่งหนึ่ง เราถามเขาว่าการปฏิบัติหน้าที่ของพี่น้องชายหญิงเป็นอย่างไรบ้าง  เราถามว่า “ตอนนี้มีใครในคริสตจักรที่รบกวนชีวิตคริสตจักรบ้างหรือไม่?”  เจ้าเดาคำตอบของเขาออกไหม?  “อะไรๆ ก็ดี พวกเขาสบายดี”  เราจึงถามว่า “แล้วพี่น้องหญิงคนนั้นๆ ทำหน้าที่ของเธอเป็นอย่างไร?”  เขาก็ตอบว่า “ดี”  จากนั้น เราก็ถามว่า “เธอคนนั้นเชื่อในพระเจ้ามากี่ปีแล้ว?”  เขาก็ตอบว่า “ก็ดี”  เราจึงพูดว่า “โต๊ะตัวนี้ไม่ควรอยู่ตรงนี้ ต้องย้ายออกไป”  เขาก็ตอบว่า “ผมจะคิดเรื่องนั้นดู”  เราเลยถามว่า “ดินแปลงนี้ต้องรดน้ำไม่ใช่หรือ?”  เขาก็ตอบว่า “พวกเราจะสามัคคีธรรมเรื่องนั้น”  เราก็พูดว่า “นี่เป็นผักที่เจ้าปลูกไว้ในแปลงนี้ปีนี้  ปีหน้าเจ้าจะปลูกผักชนิดเดียวกันนี้หรือไม่?”  เขาก็ตอบว่า “กลุ่มผู้ตัดสินใจของพวกเรามีแผนการอยู่”  เขาให้คำตอบในลักษณะนั้น  ฟังแล้วทำให้เจ้ารู้สึกอย่างไร?  เจ้าเข้าใจอะไรในคำตอบที่ได้บ้างหรือไม่?  ได้ข้อมูลอะไรบ้างหรือไม่?  (ไม่เลย)  เจ้าบอกได้ทันทีว่าเขากำลังเมินเจ้า คิดว่าเจ้าไร้สมอง เป็นคนนอก  แท้จริงแล้วเขาไม่รู้ว่าใครคือคนนอก ผู้ไม่มีความเชื่อเรียกอะไรแบบนี้ว่า “ผู้มาเยือนทำตัวเป็นเจ้าของบ้าน”  เขาไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร  เราบอกว่า “พวกเจ้ามีคนอาศัยอยู่ที่นี่มากทีเดียว แล้วอากาศก็ถ่ายเทไม่ดี  พวกเจ้าควรติดพัดลม ไม่อย่างนั้น อากาศในนี้ก็จะร้อนเกินไป ผู้คนจะเป็นลมแดดได้ง่าย”  เขาตอบว่า “พวกเราจะหารือเรื่องนั้นกัน”  ทุกเรื่องที่เราบอกไป เขาต้องเอาไปหารือ สามัคคีธรรม และไตร่ตรองอีกด้วย  ไม่ว่าเราจะจัดแจงเตรียมสิ่งใด พูดอะไร ก็ไม่มีความสำคัญสำหรับเขา  ในสายตาของเขา นั่นไม่ใช่การจัดเตรียมหรือคำสั่ง และเขาก็ไม่นำไปดำเนินการ  เมื่อเป็นเช่นนั้น เขาย่อมเห็นคำพูดของเราเป็นอะไร?  (ข้อเสนอแนะให้เขาพิจารณา)  แล้วเรากำลังเสนอแนะเพื่อให้เขาพิจารณาอยู่หรือไม่?  ไม่—เรากำลังบอกเขาว่าเขาควรทำอะไร ต้องทำอะไร  นี่เป็นเพราะเขาไม่เข้าใจสิ่งที่เราพูดหรือไม่?  ถ้าเขาไม่เข้าใจ เช่นนั้นก็หมายความว่าเขาเป็นคนหัวทึบที่ไม่รู้ว่าตนเองเป็นใครหรือว่าตัวเองทำหน้าที่อะไรอยู่  มีผู้คนอาศัยอยู่ที่นั่นมากมายนัก โดยที่ไม่มีเครื่องปรับอากาศในอาคารหรือระบบไหลเวียนอากาศ  ในเมื่อเขาไม่ติดพัดลม แล้วเขาจะฉลาดได้ขนาดไหนกัน?  เขาควรกลับบ้านทันที—เขาเป็นขยะ และพระนิเวศของพระเจ้าก็ไม่ต้องการขยะ  ผู้คนไม่ได้รู้ทุกสิ่งทุกอย่างไปเสียทุกเรื่อง แต่ก็สามารถเรียนรู้ได้  มีบางสิ่งที่เราไม่เข้าใจ ดังนั้น เราย่อมนำเรื่องนั้นๆ ไปหารือกับผู้อื่นว่า “พวกเจ้าคิดว่าเรื่องนี้ควรทำเช่นใดจึงจะดี?  เสนอแนะมาได้ตามสบาย”  ถ้าบางคนคิดว่าวิธีการบางอย่างนั้นดีที่สุด เราย่อมบอกว่า “ได้ ทำตามที่เจ้าพูดก็แล้วกัน  ถึงอย่างไร เราก็ยังคิดไม่ตกว่าพวกเราควรทำเช่นใด  พวกเราจะทำตามที่เจ้าพูด”  นั่นคือการคิดอ่านตามความเป็นมนุษย์ที่ปกติมิใช่หรือ?  นั่นคือการไปกันได้กับผู้อื่น  การที่จะไปกันได้กับผู้อื่นนั้น ผู้คนต้องไม่แบ่งแยกว่าใครเหนือกว่าหรือด้อยกว่า หรือใครได้และไม่ได้รับความสนใจ หรือว่าใครมีสิทธิ์ขาดในเรื่องต่างๆ  ไม่มีความจำเป็นต้องแบ่งแยกเช่นนี้—วิธีของใครถูกต้องและตรงตามหลักธรรมความจริง ก็ฟังคนนั้น  พวกเจ้าทำเช่นนี้ได้หรือไม่?  (ได้)  มีบางคนทำไม่ได้  ศัตรูของพระคริสต์ทำไม่ได้—พวกเขายืนกรานว่าจะต้องมีสิทธิ์ขาดเท่านั้น  นั่นเป็นเรื่องเยี่ยงใดกัน?  สิ่งที่ผู้อื่นหยิบยกขึ้นมากลับไม่เป็นที่ยอมรับของพวกเขา ต่อให้สมเหตุสมผลก็ตาม พวกเขารู้ว่านั่นถูกต้องและมีเหตุผล แต่พวกเขาก็จะไม่ทำตามสิ่งที่ใครอื่นเสนอ—ตราบใดที่พวกเขาเป็นคนเสนอเรื่องนั้นๆ เสียเอง พวกเขาย่อมมีความสุข  แม้ในเรื่องเล็กเช่นนี้ พวกเขาก็ยังต่อสู้เพื่อให้ตัวเองเป็นเลิศ  นั่นคืออุปนิสัยอันใด?  อุปนิสัยในตัวศัตรูของพระคริสต์  พวกเขาให้ค่ากับสถานะ ชื่อเสียง และความภาคภูมิใจกันเกินเหตุ  ให้ค่ามากขนาดไหน?  สำหรับพวกเขาแล้ว สิ่งเหล่านี้สำคัญกว่าชีวิตของตัวเอง—พวกเขาจะปกป้องสถานะและชื่อเสียงของตนเอาไว้ ต่อให้ต้องแลกด้วยเสียชีวิตก็ตาม

ศัตรูของพระคริสต์ห้ามผู้อื่นแทรกแซง สอบถาม หรือกำกับดูแลงานใดก็ตามที่พวกเขาทำ และข้อห้ามนี้ก็สำแดงให้เห็นหลายทาง  หนึ่งคือการปฏิเสธซึ่งเห็นได้ชัดเจน  “เลิกแทรกแซง สอบถาม และกำกับดูแลฉันเวลาฉันทำงานเถอะ  งานไหนที่ฉันทำก็เป็นความรับผิดชอบของฉัน ฉันมีแนวคิดอยู่แล้วว่าจะทำอย่างไร และไม่ต้องการให้ใครมาจัดการดูแลอะไรให้!”  นี่คือการปฏิเสธโดยตรง  การสำแดงอีกอย่างหนึ่งคือทำเป็นเปิดใจรับฟัง โดยบอกว่า “ได้ พวกเรามาสามัคคีธรรมกันและดูว่าควรทำงานอย่างไร” แต่พอผู้อื่นเริ่มสอบถามและพยายามหาข้อมูลเรื่องงานของพวกเขามากขึ้นจริง หรือชี้ให้เห็นปัญหาบางอย่างและให้คำเสนอแนะบ้าง ท่าทีของพวกเขากลับเป็นเช่นใด?  (ไม่ยอมรับฟัง)  ถูกต้อง—พวกเขาไม่ยอมรับโดยแท้ หาข้อแก้ตัวและข้ออ้างมาปฏิเสธข้อเสนอแนะของผู้อื่น กลับผิดให้เป็นถูกและถูกให้เป็นผิด แต่แท้จริงแล้วพวกเขารู้อยู่แก่ใจว่าตนกำลังฝืนตรรกะ กำลังกล่าวคำที่ฟังดูสูงส่ง และสิ่งที่พูดอยู่นั้นเป็นเพียงทฤษฎี คำพูดของพวกเขาไม่ได้สัมพันธ์กับชีวิตจริงเท่าสิ่งที่ผู้อื่นพูด  กระนั้น เพื่อที่จะปกป้องสถานะของตน—และทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าพวกเขาผิดและผู้อื่นถูก—พวกเขาก็ยังกลับเรื่องถูกของผู้อื่นให้เป็นผิด กลับเรื่องผิดของตนให้เป็นถูก และยังคงทำเช่นนั้นต่อไป ไม่ยอมให้นำสิ่งที่ถูกต้องและตรงตามความจริงเข้ามาใช้หรือนำมาดำเนินการให้เป็นผลในที่ที่พวกเขาอยู่  พวกเขากำลังทำเหมือนงานของคริสตจักรเป็นเรื่องเล่น เป็นเรื่องตลกมิใช่หรือ?  พวกเขาไม่ยอมรับการสอบถามและการกำกับดูแลมิใช่หรือ?  พวกเขาไม่ได้แสดงออกว่า “ห้าม” อย่างโจ่งแจ้งด้วยการบอกเจ้าว่า “คุณไม่ได้รับอนุญาตให้มาก้าวก่ายงานของฉัน”  พวกเขาไม่ได้ทำตัวให้เห็นในลักษณะนั้น แต่นั่นคือทัศนคติของพวกเขา  พวกเขาจะใช้เล่ห์กลบางอย่าง และมองภายนอกก็ดูเหมือนเปี่ยมศรัทธามาก  พวกเขาจะพูดว่า “พอดีว่าพวกเราต้องการความช่วยเหลือ ดังนั้น ในเมื่อคุณอยู่ตรงนี้แล้ว ก็สามัคคีธรรมกับพวกเราหน่อยเถิด!”  ผู้นำระดับสูงกว่าพวกเขาย่อมจะเชื่อว่าพวกเขาจริงใจ ดังนั้นจึงสามัคคีธรรมกับพวกเขา บอกให้พวกเขารู้รูปการณ์ตามที่เป็นจริง  เมื่อพวกเขาฟังผู้นำแล้ว ก็จะคิดไปว่า “คุณมองเรื่องต่างๆ แบบนั้นนั่นเอง—เอาเถิด ฉันต้องโต้แย้งคุณในเรื่องนั้น หักล้างและพิสูจน์ว่าทัศนะของคุณผิด  ฉันจะทำให้คุณได้อาย”  นั่นใช่ท่าทีของการยอมรับหรือไม่?  (ไม่ใช่)  เช่นนั้นเป็นท่าทีแบบใด?  เป็นการไม่ยอมให้ผู้อื่นแทรกแซง สอบถาม หรือกำกับดูแลพวกเขาในงานที่พวกเขาทำ  ในเมื่อศัตรูของพระคริสต์ย่อมจะทำเช่นนั้น แล้วเพราะเหตุใดพวกเขาจึงสร้างภาพเทียมเท็จให้ผู้คนดูและทำทีว่ายอมรับ?  การที่พวกเขาหลอกลวงผู้คนเช่นนี้แสดงให้เห็นว่าพวกเขาเจ้าเล่ห์มากขนาดไหน  พวกเขากลัวว่าผู้คนจะมองตนออก  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลานี้ มีบางคนพอจะมีวิจารณญาณอยู่บ้าง ดังนั้น ถ้าศัตรูของพระคริสต์ปฏิเสธการกำกับดูแลและความช่วยเหลือจากผู้อื่นโดยตรง ผู้คนก็จะสามารถบอกได้และมองพวกเขาออก  จากนั้น พวกเขาก็จะสูญเสียความภาคภูมิใจและสถานะของตน และไม่ใช่เรื่องง่ายที่พวกเขาจะได้รับเลือกให้เป็นผู้นำหรือคนทำงานอีกในอนาคต  ดังนั้น เมื่อผู้นำระดับสูงขึ้นไปมาตรวจงานของพวกเขา พวกเขาจึงแสร้งยอมรับ กล่าวคำที่ชวนฟังและโอนอ่อนผ่อนตาม ทำให้ทุกคนคิดไปว่า “ดูเถิดว่าผู้นำของพวกเราเปี่ยมศรัทธาขนาดไหน แสวงหาความจริงขนาดไหน!  ผู้นำคอยสอดส่องดูแลชีวิตของพวกเราและงานของคริสตจักร  พวกเขาทำหน้าที่ของตนด้วยความรับผิดชอบ  พวกเราจะเลือกพวกเขาอีกในการลงคะแนนคัดเลือกครั้งหน้า”  สิ่งที่ไม่มีใครเห็นว่าจะเกิดขึ้นก็คือเมื่อผู้นำระดับสูงขึ้นไปจากไปแล้ว ศัตรูของพระคริสต์ก็จะพูดอะไรทำนองนี้ว่า “สิ่งที่คนที่มาตรวจงานนั้นพูดล้วนถูกต้อง แต่ไม่จำเป็นต้องเหมาะกับเงื่อนไขในคริสตจักรของพวกเรา  คริสตจักรทุกแห่งย่อมมีอะไรแตกต่างกันไป  พวกเราจะทำตามที่พวกเขาพูดทั้งหมดไม่ได้—ต้องพิจารณาตามสถานการณ์จริงของพวกเรา  จะเอาแต่ทำตามกฎข้อบังคับที่ท่องจำมาไม่ได้!”  แล้วทุกคนก็ยุติเรื่องนี้โดยคิดว่าที่พูดมานั้นถูกต้อง  พวกเขาถูกชักพาให้หลงผิดไปแล้วมิใช่หรือ?  ส่วนหนึ่งที่ศัตรูของพระคริสต์ทำก็คือการกล่าวคำที่รื่นหูและแสร้งยอมรับการกำกับดูแลจากผู้อื่น แล้วทันทีหลังจากนั้นพวกเขาก็เริ่มงานที่ชักพาให้หลงผิดและล้างสมองเป็นการภายใน  พวกเขาดำเนินการทั้งสองส่วนตามแนวทางนี้พร้อมกัน  พวกเขามีเล่ห์เหลี่ยมหรือไม่?  มีล้นเหลือจริงๆ!  ภายนอกพวกเขาพูดจาดีและแสร้งทำทียอมรับ ทำให้ทุกคนเชื่อว่าพวกเขารู้สึกรับผิดชอบต่องานเป็นอย่างมาก สามารถปล่อยมือจากตำแหน่งและสถานะของตนได้ พวกเขาไม่ใช่เผด็จการ แต่สามารถยอมรับการกำกับดูแลจากเบื้องบนหรือคนอื่นได้—และระหว่างที่ทำเช่นนั้น พวกเขาก็ “อธิบายอย่างชัดเจน” ให้พี่น้องชายหญิงฟังว่าสิ่งต่างๆ มีข้อดีข้อเสียอย่างไร และ “อธิบายอย่างชัดเจน” ถึงสถานการณ์ต่างๆ  เป้าประสงค์ของพวกเขาคืออะไร?  คือการไม่ยอมรับการแทรกแซง สอบถาม หรือกำกับดูแลจากผู้อื่น และเพื่อทำให้พี่น้องชายหญิงคิดว่าการที่พวกเขากระทำการอย่างที่พวกเขาทำนั้นมีเหตุผลสมควร ถูกต้อง สอดคล้องกับการจัดการเตรียมงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้า และเป็นไปตามหลักธรรมแห่งการกระทำสิ่งต่างๆ และให้พี่น้องคิดว่าในฐานะผู้นำ พวกเขาย่อมปฏิบัติตามหลักธรรม  แท้จริงแล้วมีเพียงไม่กี่คนในคริสตจักรที่เข้าใจความจริง ไม่ต้องสงสัยเลยว่าผู้คนส่วนใหญ่ไม่สามารถใช้วิจารณญาณ พวกเขาไม่สามารถมองเห็นว่าแท้จริงแล้วศัตรูของพระคริสต์เป็นคนเช่นไร และย่อมถูกชักพาให้หลงเชื่อเป็นธรรมดา  ตัวอย่างเช่น บางคนนอนไม่หลับด้วยสาเหตุจำเพาะบางอย่าง  พวกเขาไม่หลับเลยทั้งคืน  มีคนสองจำพวกที่แสดงอาการนอนไม่หลับออกมาสองทางต่างกัน  พวกแรกหาโอกาสนอนกลางวันเสียหน่อยทันทีที่ทำได้  ไม่ยอมให้ผู้อื่นรู้ว่าตนไม่ได้นอน  นั่นคือสถานการณ์อย่างหนึ่ง เป็นลักษณะอย่างหนึ่งที่สิ่งต่างๆ เป็นไป  ไม่มีเจตนาอยู่เบื้องหลัง  คนอีกจำพวกจะผล็อยหลับระหว่างมื้ออาหารและบอกทุกคนว่า “เมื่อคืนฉันไม่ได้นอน!”  บางคนจึงถามว่า “ทำไมถึงไม่ได้นอน?” ซึ่งพวกเขาย่อมตอบว่า “มีการชุมนุมออนไลน์ แล้วฉันเจอปัญหาบางอย่างในงาน  ก็เลยอยู่แก้ปัญหาทั้งคืน”  พวกเขาพูดต่อไปไม่หยุด ประกาศว่าตนไม่ได้นอนทั้งคืน  พวกเขาอิดออดที่จะตื่นอยู่ทั้งคืนหรือไม่?  เหตุใดพวกเขาจึงอธิบายให้กลุ่มฟัง?  แล้วมีอะไรในคำอธิบายนั้นบ้างหรือไม่?  พวกเขามีเป้าหมายอันใด?  พวกเขาอยากบอกให้ทั้งโลกรู้ว่าพวกเขาทำอะไรลงไป กลัวว่าผู้อื่นจะไม่รู้  พวกเขาอยากให้ทุกคนรู้ว่าพวกเขาทนทุกข์ พวกเขาตื่นอยู่ทั้งคืน พวกเขาเต็มใจจ่ายราคาในการเชื่อในพระเจ้า และไม่ละโมบความสะดวกสบาย  ด้วยการพูดเช่นนี้ พวกเขาหมายที่จะได้ความเห็นอกเห็นใจและความเห็นชอบจากพี่น้องชายหญิง  พวกเขาซื้อใจคนด้วยการแสดงอะไรที่ตื้นเขินเช่นนี้ และทำให้ผู้อื่นยอมรับนับถือตนด้วยการทำเช่นนี้ แล้วผู้คนก็ให้เกียรติพวกเขาอยู่ในหัวใจ  เมื่อพวกเขามีสถานะแล้ว ก็แน่นอนว่าพวกเขาย่อมพูดจาวางอำนาจ  และเมื่อพูดจาวางอำนาจ เมื่อนั้นพวกเขาก็จะสามารถได้รับการปฏิบัติเป็นพิเศษซึ่งมาพร้อมกับสถานะมิใช่หรือ?  (ใช่)  เจ้าคิดว่าพวกเขาคว้าโอกาสนี้ไว้ดีแล้วหรือยัง?  เวลาที่พวกเจ้าไม่ได้นอน หรือถ้าพวกเจ้าอยู่ดึก พวกเจ้าบอกผู้อื่นหรือไม่?  (บอก)  เวลาที่พวกเจ้าบอก นั่นเป็นไปโดยไม่เจตนา หรือว่ามีเจตนาบางอย่างอยู่เบื้องหลัง?  พวกเจ้าเพียงพลั้งปากบอกใครบางคน หรือว่ากล่าวประกาศเสียใหญ่โต แสดงละครให้ดู?  (พลั้งปากบอก)  ไม่มีเจตนาเบื้องหลังการพลั้งปากพูดอะไร นั่นจึงไม่ได้บ่งบอกปัญหาในอุปนิสัย  แน่นอนที่สุดว่าการพูดโดยเจตนากับการพูดโดยไม่เจตนามีธรรมชาติต่างกัน  เวลาศัตรูของพระคริสต์กระทำการ ไม่ว่าดูภายนอกพวกเขาจะยอมรับการแทรกแซงและการสอบถามจากผู้อื่น หรือปฏิเสธทันที—ไม่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจะเป็นแบบใดก็ตาม อะไรคือแรงจูงใจเบื้องหลังสิ่งที่พวกเขาทำอยู่?  พวกเขาไขว่คว้าสถานะและอำนาจ และจะไม่ยอมปล่อยมือ  นั่นคือแรงจูงใจของพวกเขามิใช่หรือ?  (ใช่)  ถูกต้องแล้ว—พวกเขาจะไม่ปล่อยให้อำนาจที่ได้มาอย่างยากลำบาก รวมทั้งสถานะและเกียรติที่ได้มายาก หลุดมือไปอย่างง่ายดายในยามเผลอไผลเป็นอันขาด พวกเขาจะไม่ยอมให้ใครมาลดทอนอำนาจและอิทธิพลของตนด้วยการแทรกแซงหรือสอบถามเรื่องงานของพวกเขา  พวกเขาเชื่อดังนี้ว่าการทำหน้าที่หนึ่งๆ การทำงานโครงการหนึ่ง แท้จริงแล้วไม่ใช่หน้าที่ และพวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องทำในฐานะที่เป็นภาระผูกพัน แต่เป็นการมีอำนาจบางอย่าง มีผู้คนให้ตนสั่งการบ้าง  พวกเขาเชื่อไปว่าเมื่อมีอำนาจ พวกเขาก็ไม่ต้องหารือกับใครอีกต่อไป แต่มีโอกาสและมีอำนาจที่จะกำกับควบคุมแล้วในตอนนี้  นี่คือท่าทีชนิดที่พวกเขามีต่อหน้าที่

มีบางคนที่เมื่อเบื้องบนสอบถามเรื่องงานของพวกเขา พวกเขาก็ตอบอย่างขอไปทีเท่านั้น  ให้คำตอบที่ผิวเผิน และไถ่ถามบางเรื่องที่ไม่จริงจังอะไร ราวกับว่าพวกเขาเป็นคนที่แสวงหาความจริง  ตัวอย่างเช่น ถ้าเกิดเหตุที่เป็นการขัดขวางและก่อกวนอย่างชัดเจน พวกเขาก็จะถามเบื้องบนว่าควรจัดการคนที่ก่อเหตุหรือไม่  เรื่องแบบนั้นเป็นส่วนหนึ่งในงานของพวกเขามิใช่หรือ?  (ใช่)  พวกเขาต้องการอะไรถึงเอาเรื่องนั้นมาถามเบื้องบน?  พวกเขาหมายจะสร้างภาพให้เจ้าดู แสดงให้เจ้าเห็นว่าถ้าแม้แต่เรื่องเช่นนั้น พวกเขาก็ยังถาม นั่นก็พิสูจน์ว่าพวกเขาไม่ได้อยู่เฉย พวกเขากำลังทำงาน  พวกเขาเอาแต่สร้างภาพมาชักพาให้เจ้าหลงเชื่อ  ข้อเท็จจริงก็คือพวกเขามีปัญหาบางอย่างอยู่ในหัวใจโดยแท้ และไม่รู้ว่าจะสามัคคีธรรมความจริงเพื่อแก้ปัญหาเหล่านั้นอย่างไร หรือว่าควรปฏิบัติตามหลักธรรมใด  มีเรื่องที่พวกเขาไม่แน่ใจทั้งในการจัดการผู้คนและจัดการธุระต่างๆ แต่พวกเขาก็ไม่เคยไถ่ถามหรือแสวงหาในเรื่องเหล่านั้น  ในเมื่อพวกเขาไม่แน่ใจในเรื่องเหล่านั้น พวกเขาก็ควรนำเรื่องไปถามเบื้องบนมิใช่หรือ?  (ใช่)  พวกเขาไม่แน่ใจและมองไม่ทะลุ แต่ก็ยังลงมือทำต่อไปอย่างมืดบอด—แล้วผลที่ตามมาย่อมจะเป็นเช่นใด?  พวกเขาคาดการณ์ได้หรือไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น?  พวกเขาจะรับผิดชอบผลที่ตามมาได้หรือไม่?  ย่อมจะทำไม่ได้  แล้วเหตุใดพวกเขาจึงไม่ถามเรื่องเหล่านั้น?  มีความคิดคำนึงอยู่ในการไม่ถามของพวกเขา  หนึ่งคือกลัวเบื้องบนจะจับได้ “ถ้าฉันจัดการไม่ได้แม้แต่เรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ และต้องนำเรื่องไปถาม เบื้องบนก็จะคิดว่าขีดความสามารถของฉันไม่ค่อยดี  นี่จะเปิดโอกาสให้เบื้องบนมองฉันออกอย่างทะลุปรุโปร่งไม่ใช่หรือ?”  ยังมีการคำนึงด้วยว่าถ้าพวกเขาถาม แล้วการตัดสินใจของเบื้องบนขัดแย้งและแตกต่างจากทัศนะของพวกเขา พวกเขาก็จะเลือกได้ยาก  ถ้าไม่ทำตามที่เบื้องบนบอก เบื้องบนก็จะกล่าวว่าพวกเขาละเมิดหลักธรรมในงาน ถ้าทำตาม ก็จะพาให้พวกเขาเสียผลประโยชน์  ดังนั้น พวกเขาจึงไม่ถาม  นั่นไตร่ตรองมาแล้วมิใช่หรือ?  (ใช่)  ย่อมไตร่ตรองมาแล้ว  คนที่คำนึงถึงสิ่งเหล่านี้อย่างพวกเขาเป็นคนจำพวกใด?  (ศัตรูของพระคริสต์)  พวกเขาเป็นศัตรูของพระคริสต์โดยแท้  ในเรื่องใดก็ตาม ไม่ว่าพวกเขาจะถามถึงเรื่องนั้นหรือไม่ เอ่ยถึงหรือแค่คิด พวกเขาก็ไม่แสวงหาความจริงหรือจัดการเรื่องนั้นตามหลักธรรม พวกเขาให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของตนเป็นอันดับแรกในทุกเรื่อง  มีรายการอยู่ในใจว่าเรื่องไหนบ้างที่พวกเขายอมให้เบื้องบนสอบถามและรู้ได้ เรื่องไหนบ้างที่ไม่อยากให้เบื้องบนรู้โดยสิ้นเชิง  พวกเขาตีกรอบเรื่องเหล่านั้นและแบ่งออกเป็นสองหมวด  พวกเขาจะพูดกับเบื้องบนอย่างคร่าวๆ เกี่ยวกับเรื่องที่ไม่สำคัญซึ่งไม่เป็นภัยคุกคามสถานะของพวกเขา เพื่อให้ผ่านเบื้องบนไปได้ แต่กับเรื่องที่อาจคุกคามสถานะของพวกเขาได้นั้น พวกเขาจะไม่เอ่ยปากสักคำ  และถ้าเบื้องบนถามถึงเรื่องเหล่านั้น พวกเขาย่อมทำอย่างไร?  พวกเขาจะใช้คำไม่กี่คำมาบ่ายเบี่ยง พวกเขาจะบอกว่า “ได้ พวกเราจะคุยเรื่องนี้กัน… พวกเราจะคอยดูต่อไป…”—มีแต่การตอบรับคำเจ้า ไม่มีอะไรให้อ่านได้ว่าไม่ยอมรับ  ดูภายนอกแล้ว พวกเขานบนอบมาก—แต่ข้อเท็จจริงก็คือพวกเขามีแผนการที่คิดคำนวณเอาไว้เอง  พวกเขาไม่มีแผนที่จะให้เบื้องบนตัดสินชี้ขาด ไม่มีแผนที่จะขอข้อเสนอแนะจากเบื้องบนและยอมให้เบื้องบนตัดสินใจ หรือแสวงหาเส้นทางบางอย่างจากเบื้องบน  พวกเขาไม่มีแผนการเช่นนั้น  ไม่อยากเปิดโอกาสให้เบื้องบนแทรกแซงหรือรู้ว่าแท้จริงแล้วสถานการณ์เป็นเช่นไร  เมื่อเบื้องบนรู้ นั่นจะเป็นภัยคุกคามพวกเขาอย่างไร?  (พวกเขาจะรู้สึกว่าสถานะของตนไม่ปลอดภัย)  ไม่เพียงพวกเขาจะรู้สึกว่าสถานะของตนไม่ปลอดภัยเท่านั้น—แต่แผนการและเป้าหมายของพวกเขาก็จะใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไปด้วย และเพราะเหตุนั้น พวกเขาก็จะไม่มีความชอบธรรมที่จะทำชั่วอีกต่อไป ไม่สามารถทำตามแผนการของตนเองโดยชอบ อย่างเปิดเผย และไม่ต้องอายอีกต่อไป  นี่คือปัญหาที่พวกเขาจะพบเจอ  แล้วพวกเขาแน่ใจได้หรือไม่ว่าควรลงมืออย่างไรจึงจะเป็นประโยชน์ต่อพวกเขาเอง?  แน่นอนว่าพวกเขาย่อมนึกคิดและคำนวณเรื่องนี้เอาไว้  พวกเจ้าเองก็พบเจอเรื่องดังกล่าวด้วยใช่หรือไม่?  แล้วในตอนนั้นพวกเจ้าคิดอย่างไรกับเรื่องเหล่านั้น?  พวกเจ้าทำอย่างไรในเรื่องเหล่านั้น?  เราจะยกตัวอย่างให้ฟัง  เคยมีชายที่ได้เป็นผู้นำและเหลิงในตำแหน่งอย่างมาก เขาชอบอวดตนต่อหน้าผู้อื่นเสมอเพื่อให้คนเหล่านั้นยอมรับนับถือตน  แล้วเขาก็บังเอิญเจอผู้ไม่มีความเชื่อที่เขารู้จัก ซึ่งก็อยากขอยืมเงินเขา  ผู้ไม่มีความเชื่อขอร้องอย่างน่าเวทนาจนผู้นำยอมให้ยืมด้วยความรู้สึกชั่วแล่น ด้วยความรู้สึกที่ถูกกระตุ้นชั่วขณะ หลังจากนั้นเมื่อใจสงบและหมดกังวลแล้ว เขาก็คิดไปว่า “ฉันเป็นผู้นำคริสตจักร—ก็น่าจะมีสิทธิ์ขาดในเงินของคริสตจักร  ในเรื่องสิ่งของต่างๆ ที่เป็นของพระนิเวศของพระเจ้า ของคริสตจักร และเป็นของถวาย—ฉันมีตำแหน่ง ดังนั้นก็ต้องทำตามที่ฉันพูด  การเงินก็เป็นเรื่องของฉันที่จะจัดการ ส่วนเรื่องการจัดสรรบุคลากรก็แล้วแต่ฉันจะจัดการเหมือนกัน—ฉันมีสิทธิ์ขาดในเรื่องทั้งหมดนี้!”  ดังนั้น เขาจึงเอาเงินในพระนิเวศของพระเจ้าให้ผู้ไม่มีความเชื่อยืม  พอทำไปแล้ว เขาก็รู้สึกไม่สบายใจอยู่บ้าง และพิจารณาว่าควรบอกให้เบื้องบนรู้เรื่องนี้หรือไม่  ถ้าบอก เบื้องบนก็อาจจะไม่ยินยอม—ดังนั้น เขาจึงเริ่มกุเรื่องโกหกและหาข้ออ้างมาหลอกลวงเบื้องบน  เบื้องบนก็สามัคคีธรรมถึงหลักธรรมความจริงแก่เขา แต่เขาก็ไม่สนใจฟัง  เขาทำชั่วด้วยการเบียดบังของถวายไปใช้ส่วนตัวเช่นนั้นเอง  เหตุใดบุคคลดังกล่าวจึงกล้าหมายตาของถวาย?  เจ้าเป็นเพียงผู้นำคริสตจักร—มีสิทธิ์มาบริหารจัดการของถวายหรือ?  มีสิทธิ์ขาดในเรื่องของถวายและการเงินกระนั้นหรือ?  ถ้าเจ้าเป็นคนที่มีความเป็นมนุษย์และสำนึกที่ปกติ คนที่ไล่ตามเสาะหาความจริง เจ้าควรมีท่าทีเช่นไรกับของที่ถวายพระเจ้า?  เรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับของถวายควรให้เบื้องบนพิจารณา เพื่อดูว่าพระนิเวศของพระเจ้าตัดสินใจว่าอย่างไรมิใช่หรือ?  เบื้องบนมีสิทธิ์ที่จะรู้เรื่องสำคัญเช่นนี้มิใช่หรือ?  ใช่แล้ว  นี่คือสิ่งที่เจ้าควรชัดเจนอยู่ในใจ เป็นสำนึกที่เจ้าควรมี  ในเรื่องการเงิน เบื้องบนมีสิทธิ์ที่จะรู้ทั้งเรื่องใหญ่เรื่องเล็กเหมือนๆ กัน  ถ้าเบื้องบนไม่ถามก็เรื่องหนึ่ง—แต่เมื่อเบื้องบนถาม เจ้าต้องตอบด้วยความสัตย์จริง และควรนบนอบไม่ว่าเบื้องบนจะตัดสินใจอย่างไร  นี่คือสำนึกในแบบที่เจ้าควรมีมิใช่หรือ?  (ใช่)  แต่ศัตรูของพระคริสต์สามารถที่จะมีสำนึกเช่นนี้หรือไม่?  (ไม่)  นั่นคือความแตกต่างระหว่างศัตรูของพระคริสต์กับผู้คนที่ปกติ  ถ้าพวกเขาคิดว่ามีโอกาสเต็มร้อยที่เบื้องบนจะไม่ยินยอมในเรื่องใด และพวกเขาจะทนทุกข์กับการสูญเสียความภาคภูมิใจ พวกเขาก็จะคิดหาวิธีทุกรูปแบบมาปกปิดเรื่องนั้นเอาไว้ ไม่ให้เบื้องบนรู้  พวกเขาจะขู่ผู้คนที่ทำงานให้พวกเขาด้วยซ้ำไปว่า “ถ้าใครเปิดเผยเรื่องนี้ คนนั้นก็ต่อต้านฉัน และจะเจอกับฉันแน่  ฉันจะจัดการพวกเขาเอง และไม่สนว่าจะเกิดอะไรขึ้น!”  แล้วเมื่อพวกเขาพูดจาน่ากลัวอย่างนั้น ก็ย่อมจะไม่มีใครกล้ารายงานเรื่องดังกล่าวแก่เบื้องบน  เหตุใดพวกเขาจึงทำเช่นนั้น?  พวกเขาเชื่อว่า “นี่อยู่ในขอบเขตอำนาจของฉัน  ฉันมีสิทธิ์จัดส่งและจัดสรรผู้คน เงิน และสิ่งของที่อยู่ในขอบเขตอำนาจของฉัน!”  พวกเขามีหลักธรรมสำหรับการจัดส่งและจัดสรรอย่างไร?  พวกเขาจัดแจงตามใจชอบ ใช้และมอบเงินมอบของกันตามอำเภอใจ ไม่ปฏิบัติตามหลักธรรมใดๆ เที่ยวผลาญและทิ้งขว้างสิ่งเหล่านี้อย่างไม่แยกแยะ และคนอื่นก็ไม่มีสิทธิ์ก้าวก่าย—พวกเขาต้องมีสิทธิ์ขาดทุกเรื่อง  พวกเขาคิดแบบนั้นมิใช่หรือ?  แน่นอนว่าพวกเขาจะไม่พูดออกมาดังๆ ในลักษณะที่แจ่มแจ้งขนาดนั้น—แต่แน่นอนที่สุดว่าพวกเขาย่อมคิดอยู่ในใจดังนี้ว่า “ตำแหน่งมีไปเพื่ออะไร?  เป็นเรื่องเกี่ยวกับเงินทอง เรื่องของการมีกิน มีเสื้อผ้าสวมใส่ทั้งสิ้นไม่ใช่หรือ?  ตอนนี้ฉันมีตำแหน่ง มีสถานะนั้น  ถ้าไม่ใช้อำนาจของตนมาทำตามใจอยาก ฉันจะไม่กลายเป็นคนโง่หรอกหรือ?”  พวกเขาเชื่อเช่นนี้มิใช่หรือ?  (ใช่)  เพราะพวกเขามีอุปนิสัยแบบนี้ และเชื่อดังนี้ พวกเขาจึงกล้าใช้ทุกวิธีและทุกวิถีทางที่นึกออกมาปิดบังเรื่องดังกล่าวโดยไม่นึกตะขิดตะขวงใจแม้แต่น้อย ไม่สนใจผลที่จะตามมา  เป็นเช่นนั้นใช่หรือไม่?  (ใช่)  พวกเขาไม่ประเมินว่านั่นถูกต้องหรือไม่ หรือว่าควรทำเช่นไรจึงจะถูกควร หรือหลักธรรมมีว่าอย่างไร  พวกเขาไม่คำนึงถึงสิ่งเหล่านี้ สิ่งเดียวที่พวกเขาคำนึงถึงก็คือใครจะคอยเฝ้าระวังผลประโยชน์ให้ตน  ศัตรูของพระคริสต์ช่างเป็นคนที่ตลบตะแลง เห็นแก่ตัว และเลวทรามนัก!  เลวทรามขนาดไหน?  กล่าวได้ด้วยวลีเดียวว่าไร้ยางอาย!  คนเหล่านั้นไม่ใช่คนของเจ้า ของเหล่านั้นก็ไม่ใช่ และเงินเหล่านั้นก็ยิ่งไม่ใช่ของเจ้า—แต่เจ้าก็ยังอยากเอาเป็นของตน อยากใช้ตามใจชอบ  ผู้อื่นไม่มีสิทธิ์ที่จะรู้เรื่องนั้นด้วยซ้ำ ต่อให้เจ้าผลาญและทำให้ของเหล่านั้นสูญเปล่า ผู้อื่นก็ไม่มีสิทธิ์สอบถาม  เจ้าถลำตัวไปไกลขนาดไหนแล้ว?  เจ้าไปถึงขั้นไม่มียางอายแล้ว!  ไร้ความละอายแก่ใจใช่หรือไม่?  (ใช่)  นั่นคือศัตรูของพระคริสต์  ในเรื่องเงิน เส้นที่คนทั่วไปจะไม่ข้ามย่อมเป็นเช่นใด?  พวกเขาคิดว่านั่นคือของถวายพระเจ้า และของถวายก็คือสิ่งที่ประชากรที่พระองค์ทรงเลือกสรรถวายพระเจ้า ดังนั้นจึงเป็นของพระเจ้า—เป็น “สิ่งของส่วนพระองค์” ดังที่บางคนอาจพูด  สิ่งที่เป็นของพระเจ้าย่อมไม่ใช่ของคนทั่วไป หรือของใครทั้งสิ้น  ใครคือองค์เจ้านายแห่งพระนิเวศของพระเจ้า?  (พระเจ้า)  ถูกต้อง คือพระเจ้า  แล้วพระนิเวศของพระเจ้าย่อมพ่วงเอาอะไรมาด้วย?  ย่อมพ่วงเอาประชากรที่พระองค์ทรงเลือกสรรในคริสตจักรแต่ละแห่งมาด้วย รวมทั้งข้าวของและทรัพย์สินทั้งมวลของคริสตจักรแต่ละแห่งมาด้วย  ทั้งหมดนี้เป็นของพระเจ้า  แน่นอนที่สุดว่าไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง และไม่มีใครมีสิทธิ์ครอบครอง  ศัตรูของพระคริสต์จะคิดเช่นนั้นหรือไม่?  (ไม่)  พวกเขาเชื่อไปว่าใครบริหารจัดการของถวาย ใครมีโอกาสเอาไป ก็เป็นของคนนั้น และถ้าใครเป็นผู้นำ ก็มีสิทธิ์ที่จะสุขสำราญกับของถวาย  นั่นคือสาเหตุที่พวกเขาไล่ตามไขว่คว้าสถานะอย่างสุดกำลังตลอดเวลา  เมื่อพวกเขาได้สถานะแล้ว ความหวังทั้งมวลของพวกเขาก็กลายเป็นจริงในที่สุด  เหตุใดพวกเขาจึงไล่ตามไขว่คว้าสถานะ?  ถ้าเจ้าให้พวกเขานำประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรด้วยความซื่อตรง มีหลักธรรมอยู่เบื้องหลังการกระทำของตน แต่ไม่อนุญาตให้พวกเขาแตะต้องทรัพย์สินของคริสตจักรหรือของถวายพระเจ้า พวกเขายังจะขวนขวายกันขนาดนั้นที่จะปีนป่ายขึ้นสูงหรือไม่?  แน่นอนที่สุดว่าไม่  พวกเขาจะรออยู่เฉยๆ และปล่อยให้สิ่งต่างๆ เป็นไปตามครรลอง  พวกเขาย่อมจะคิดว่า “ถ้าฉันได้รับเลือก ฉันจะทำงานและทำหน้าที่ของฉันให้ดี ถ้าไม่ได้รับเลือก ฉันก็จะไม่พะเน้าพะนอใคร  ฉันจะไม่พูดหรือทำอะไรในเรื่องนั้น”  เป็นเพราะศัตรูของพระคริสต์คิดไปว่าในฐานะผู้นำ คนเรามีสิทธิ์ที่จะสั่งการและสุขสำราญกับทรัพย์สินทั้งมวลของคริสตจักรนั่นเอง พวกเขาจึงเค้นสมองคิดพยายามที่จะพากเพียรไต่เต้าให้ได้สถานะและสุขสำราญกับทุกสิ่งที่สถานะนำมาให้ ถึงขั้นที่ไร้ซึ่งความละอาย  การไร้ซึ่งความละอายหมายถึงสิ่งใด?  หมายถึงการทำเรื่องเสื่อมเสีย—นั่นคือความหมายของการไร้ซึ่งความละอาย  ถ้าใครพูดกับพวกเขาว่า “สิ่งที่คุณทำอยู่เป็นเรื่องเสื่อมเสียอย่างยิ่ง!” พวกเขาย่อมจะไม่สนใจ แต่กลับคิดไปว่า “มีอะไรเสื่อมเสีย?  มีใครไม่ชอบสถานะบ้าง?  คุณรู้หรือเปล่าว่าการมีสถานะให้ความรู้สึกอย่างไร?  การได้คุมเงินให้ความรู้สึกอย่างไร?  คุณรู้จักความชื่นบานนั้นหรือเปล่า?  รู้จักความรู้สึกที่มีเกียรตินั้นหรือเปล่า?  เคยลิ้มลองหรือยัง?”  ศัตรูของพระคริสต์มองสถานะกันเช่นนั้นอยู่ในหัวใจส่วนลึก  เมื่อศัตรูของพระคริสต์ได้สถานะ พวกเขาจะอยากควบคุมทุกสิ่ง  พวกเขาจะเอาของถวายพระเจ้าไปควบคุมเองด้วย  อยากมีสิทธิ์ขาดในงานส่วนใดก็ตามของคริสตจักรที่ใช้เงิน โดยที่ไม่เคยหารือกับเบื้องบน  พวกเขากลายเป็นเจ้านายเหนือเงินของพระนิเวศของพระเจ้า และพระนิเวศของพระเจ้าก็กลายเป็นของพวกเขา  พวกเขามีสิทธิ์ตัดสินชี้ขาดเรื่องเงิน มีสิทธิ์กำหนดว่าจะทำอย่างไรกับเงิน มีสิทธิ์มอบเงินนั้นให้คนนี้คนนั้นตามใจชอบ สั่งการได้ว่าจะใช้เงินแต่ละส่วนอย่างไร  ในเรื่องของถวายพระเจ้า พวกเขาก็ไม่เคยกระทำการด้วยความรอบคอบและระมัดระวังตามหลักธรรม กลับใช้จ่ายอย่างฟุ้งเฟ้อ และต้องให้ทำตามที่พวกเขาบอก  คนแบบนั้นคือศัตรูของพระคริสต์โดยแท้

เคยมีคนที่แอบเบียดบังของถวายพระเจ้า ซึ่งเป็นปัญหาที่ร้ายแรง  นี่ไม่ใช่การกระทำผิดธรรมดา แต่เป็นปัญหาที่แก่นแท้ธรรมชาติของพวกเขา  เมื่อพวกเขามีปฏิสัมพันธ์กับผู้ไม่มีความเชื่อระหว่างที่จัดการกิจธุระบางอย่างไปด้วย พวกเขาก็คอยอวดตัวเพื่อทำให้ผู้คนคิดว่าพวกเขามีเงินและอำนาจ  ผลก็คือผู้คนพากันขอยืมเงินจากพวกเขา  ไม่เพียงคนคนนี้จะไม่ปฏิเสธเท่านั้น แต่ยังให้ยืมเงินจริงๆ อีกด้วย แล้วก็ทำเช่นนั้นโดยใช้กลวิธีต่างๆ มาหลอกลวงพระนิเวศของพระเจ้า  คนคนนี้จึงมีปัญหาร้ายแรง  ในเรื่องใหญ่เช่นนี้ เจ้าควรรายงานให้เบื้องบนรู้ และอธิบายข้อเท็จจริง เจ้าไม่อาจจัดการผู้คนที่ใช้ของถวายพระเจ้าเพื่อเอาความดีความชอบเข้าตัวเจ้าและเพื่อความภาคภูมิใจของเจ้าเองได้  คนที่มีเหตุผลและมีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้า เมื่อพบเจอเรื่องดังกล่าวก็ย่อมจะจัดการเช่นนั้น  แต่ศัตรูของพระคริสต์ทำเช่นนั้นหรือไม่?  เหตุใดพวกเขาจึงได้ชื่อว่าศัตรูของพระคริสต์?  เพราะพวกเขาไม่มีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าแม้แต่น้อย ทำอะไรตามใจชอบ ผลักไสพระเจ้า ความจริง และพระวจนะของพระเจ้าไปไว้ที่ส่วนลึกของใจ  พวกเขาไม่มีความนบนอบที่แท้จริงให้พระเจ้าโดยสิ้นเชิง กลับให้ความสำคัญกับประโยชน์ส่วนตน ชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะของตนเป็นอันดับแรก  พวกเขาใช้กลลวงมาชักพาให้ผู้นำและคนทำงานของคริสตจักรหลงเชื่อ และให้ผู้ไม่มีความเชื่อยืมเงินได้เพราะเหตุนั้น  นั่นใช่เงินของพวกเขาหรือไม่?  ด้วยวาจาเพียงไม่กี่คำ พวกเขาก็ให้ยืมได้แล้ว—นั่นคือการเอาของถวายพระเจ้าไปทำเป็นของกำนัลมิใช่หรือ?  นี่คือสิ่งที่ศัตรูของพระคริสต์ทำกัน และบางคนก็ทำเรื่องดังกล่าวลงไปจริงๆ  การที่พวกเขาทำเรื่องดังกล่าวได้นั้น อุปนิสัยของพวกเขาต้องกำเริบเสิบสานมาก โอหังอย่างยิ่ง และตลบตะแลงมากอีกด้วย  เห็นได้ชัดเช่นกันว่าพวกเขาโง่เขลา โง่ที่สุดเท่าที่จะโง่ได้แล้ว—และย่อมจะถูกแผนการของตนย้อนกลับมาทำร้ายตนเองเป็นแน่  จงบอกเราเถิดว่าควรจัดการผู้คนดังกล่าวอย่างไร?  (ควรขับไล่ออกไป)  เท่านั้นหรือ?  ขับออกไป?  แล้วใครจะชดใช้ค่าเสียหาย?  ต้องให้พวกเขาใช้คืน แล้วจากนั้นจึงขับไล่  การที่สามารถทำเรื่องเยี่ยงนั้นได้ ศัตรูของพระคริสต์ย่อมเหิมเกริมมากมิใช่หรือ?  พวกเขาต่างจากหัวหน้าทูตสวรรค์อย่างไร?  หัวหน้าทูตสวรรค์ย่อมจะพูดอย่างไร้ยางอายว่า “เป็นเราที่สร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกและสรรพสิ่งขึ้นมา—มวลมนุษย์อยู่ใต้การควบคุมของเรา!”  มันเหยียบย่ำและทำให้มวลมนุษย์เสื่อมทรามตามใจชอบ  เมื่อศัตรูของพระคริสต์ยึดอำนาจได้แล้ว พวกเขาย่อมพูดว่า “พวกคุณทุกคนต้องเชื่อในตัวฉันและติดตามฉัน  ฉันปกครองที่แห่งนี้ และมีสิทธิ์ขาด  มีเรื่องอะไรก็มาหาฉัน และเอาเงินของคริสตจักรมาให้ฉัน!”  บางคนบอกว่า “ทำไมพวกเราถึงต้องเอาเงินของคริสตจักรไปให้คุณ?” แล้วศัตรูของพระคริสต์ก็ตอบว่า “ฉันเป็นผู้นำ  ฉันมีสิทธิ์จัดการเรื่องนี้  ฉันต้องเป็นคนจัดการทุกเรื่อง รวมทั้งของถวายด้วย!”  จากนั้น พวกเขาก็เข้าควบคุมทุกอย่าง  ศัตรูของพระคริสต์ไม่สนใจว่าพี่น้องชายหญิงมีปัญหาหรือความยุ่งยากอันใดในการเข้าสู่ชีวิตบ้าง หรือขาดแคลนหนังสือคำเทศนาและพระวจนะของพระเจ้าเล่มใด  สิ่งที่พวกเขาสนใจคือใครเก็บรักษาเงินของคริสตจักร และมีอยู่มากเท่าใด มีการใช้เงินกันอย่างไร  ถ้าเบื้องบนสอบถามถึงสถานะทางการเงินของคริสตจักรนั้นๆ ไม่เพียงพวกเขาจะไม่มอบเงินของคริสตจักรให้เท่านั้น—แต่จะถึงขั้นไม่ยอมให้เบื้องบนรู้ข้อเท็จจริงอีกด้วย  เหตุใดจึงไม่ยอมให้รู้?  เพราะพวกเขาอยากยักยอกเอาเงินของคริสตจักรไว้ใช้เอง  ศัตรูของพระคริสต์สนใจวัตถุสิ่งของ เงินทอง และสถานะมากที่สุด  แน่นอนว่าพวกเขาไม่ได้เป็นไปตามที่พูดจาภายนอกว่า “ฉันเชื่อในพระเจ้า  ฉันไม่ไล่ตามไขว่คว้าทางโลก และไม่ละโมบเงิน”  แน่นอนที่สุดว่าพวกเขาไม่ได้เป็นอย่างที่พูด  เหตุใดพวกเขาจึงไล่ตามไขว่คว้าและรักษาสถานะอย่างสุดกำลัง?  เพราะพวกเขาอยากมี หรืออยากควบคุมและแย่งชิงทุกสิ่งที่อำนาจของพวกเขาครอบคลุมถึง—โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เงินและวัตถุสิ่งของ  พวกเขาสุขสำราญกับเงินและวัตถุสิ่งของเหล่านี้ราวกับเป็นผลประโยชน์ทางสถานะตำแหน่งของตน  พวกเขาเป็นพงศ์พันธุ์ของหัวหน้าทูตสวรรค์โดยแท้ มีแก่นแท้ธรรมชาติของซาตานทั้งในนามและในข้อเท็จจริง  ทุกคนที่ไล่ตามไขว่คว้าสถานะและให้ค่าเงินตราย่อมมีปัญหาที่แก่นนิสัยอย่างแน่นอน  แล้วเรื่องก็ไม่ได้ง่ายแค่พวกเขามีอุปนิสัยประจำตัวศัตรูของพระคริสต์เท่านั้น กล่าวคือ พวกเขาทะเยอทะยานมาก  อยากคุมเงินในพระนิเวศของพระเจ้า  ถ้าให้พวกเขารับผิดชอบงานชิ้นหนึ่ง เช่นนั้นแล้ว ก่อนอื่นพวกเขาจะไม่ยอมให้ผู้อื่นแทรกแซง หรือยอมรับการสอบถามหรือกำกับดูแลจากเบื้องบน นอกจากนั้น เวลาพวกเขาเป็นผู้ดูแลงานชิ้นใด ก็จะหาทางอวดตน ปกป้อง และยกชูตนเอง  พวกเขาอยากเป็นหนึ่งเสมอ อยากเป็นคนที่ปกครองและควบคุมผู้อื่น  ทั้งยังอยากมีและอยากแก่งแย่งสถานะที่สูงขึ้นไป ถึงขั้นอยากควบคุมทุกส่วนในพระนิเวศของพระเจ้า—โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เงินของพระนิเวศ  ศัตรูของพระคริสต์รักเงินเป็นพิเศษ  พอเห็นเงิน ดวงตาของพวกเขาก็ลุกวาว พวกเขาคิดเรื่องเงินอยู่ในใจเสมอและพยายามเข้าถึงตัวเงิน  ทั้งหมดนี้คือเครื่องหมายและสัญญาณที่บ่งชี้ว่าเป็นศัตรูของพระคริสต์  ถ้าเจ้าสามัคคีธรรมความจริงกับพวกเขา หรือพยายามที่จะรู้สภาวะของพี่น้องชายหญิง โดยถามอะไรทำนองว่าพี่น้องที่อ่อนแอและคิดลบมีกี่คน แต่ละคนได้ผลเช่นใดในหน้าที่ของตนบ้าง และคนไหนไม่เหมาะกับหน้าที่ที่ทำอยู่ ศัตรูของพระคริสต์จะไม่สนใจ  แต่พอเป็นเรื่องของถวายพระเจ้า—จำนวนเงิน ใครดูแลรักษาเงิน เก็บไว้ที่ไหน ใช้รหัสอะไร และอื่นๆ—นี่คือสิ่งที่พวกเขาสนใจเป็นที่สุด  ศัตรูของพระคริสต์รอบรู้เป็นพิเศษในเรื่องเหล่านี้  พวกเขารู้เรื่องเหล่านี้เหมือนเป็นหลังมือของตนเอง  นี่ก็เป็นเครื่องหมายประจำตัวศัตรูของพระคริสต์เช่นกัน  ศัตรูของพระคริสต์กล่าวคำที่ฟังรื่นหูเก่งที่สุด แต่ไม่ทำงานจริง  กลับหมกมุ่นอยู่กับความคิดที่จะสุขสำราญกับของถวายพระเจ้าอยู่เสมอ  จงบอกเราเถิด ศัตรูของพระคริสต์ไร้ศีลธรรมมิใช่หรือ?  พวกเขาไม่มีความเป็นคนโดยสิ้นเชิง—เป็นมารเต็มขั้น  ในงานของพวกเขา พวกเขาคอยห้ามผู้อื่นแทรกแซง สอบถาม และกำกับดูแลอยู่เสมอ  นี่คือพฤติกรรมข้อที่สามในการสำแดงประการที่แปดของศัตรูของพระคริสต์

ช่วงก่อนหน้านี้ คริสตจักรในประเทศหนึ่งซื้ออาคาร และอยากปรับปรุงใหม่ บังเอิญเหลือเกินที่ผู้นำคริสตจักรในประเทศนั้นเป็นศัตรูของพระคริสต์ที่ยังไม่ได้แสดงตัวตนที่แท้จริงของเธอออกมา  ศัตรูของพระคริสต์คนนั้นใช้คนที่ไม่มีใครรู้จักดีมาปรับปรุงอาคาร และไม่มีใครรู้ว่าเขามีความสัมพันธ์เช่นใดกับเธอ  ผลก็คือคนชั่วนั้นใช้สถานการณ์ดังกล่าวมาหาประโยชน์ และทำให้สิ้นเปลืองเงินที่ไม่ควรใช้ไปเป็นจำนวนมากในช่วงที่ปรับปรุงอาคาร  มีเครื่องเรือนที่ใช้งานได้ติดมากับบ้านหลังนั้นบ้าง ซึ่งก็ถูกขนย้ายออกไปหมดและแทนที่ด้วยของใหม่  แล้วจากนั้นเครื่องเรือนเก่าที่ถูกยกออกไปก็ถูกคนชั่วนั่นขายเอาเงิน  ของเหล่านั้นแท้จริงแล้วไม่ได้พัง—ยังใช้ได้อยู่เลย—แต่คนชั่วนั่นก็ใช้เงินอีกจำนวนหนึ่งไปซื้อของใหม่เพื่อจะได้ทำเงิน เพื่อจะได้หาประโยชน์จากสถานการณ์  ศัตรูของพระคริสต์รู้เรื่องเหล่านี้หรือไม่?  เธอรู้  แล้วเหตุใดเธอจึงเห็นดีเห็นงามที่เขากระทำการเช่นนั้น?  เพราะทั้งสองต้องมีความสัมพันธ์ที่ไม่ปกติเป็นแน่  บางคนมองเห็นปัญหา และกำลังจะติดตามตรวจสอบการก่อสร้างเพื่อดูว่าดำเนินไปอย่างไร  ทันทีที่พวกเขาบอกว่าจะไปดูการก่อสร้าง ศัตรูของพระคริสต์คนนั้นก็วิตกกังวลและร้อนใจ เธอพูดว่า “ไม่!  ยังไม่ถึงกำหนดแล้วเสร็จ—ไม่อนุญาตให้ใครดู!”  ปฏิกิริยาของเธอแรงมาก อ่อนไหวมาก—เรื่องนี้มีอะไรไม่ชอบมาพากลใช่หรือไม่?  (ใช่)  ผู้คนเหล่านั้นที่ตอนนี้เริ่มตระหนกก็หารือเรื่องนี้กันว่า “ไม่ได้การ  เธอไม่ยอมให้พวกเราดูการก่อสร้าง  จุดนี้ต้องมีปัญหาเป็นแน่ พวกเราต้องไปดูหน้างาน”  แต่ศัตรูของพระคริสต์ก็ไม่ยอมให้ดูอยู่ดีจนกว่าจะถึงเวลาส่งมอบงาน  จงบอกเราเถิดว่าผู้คนเหล่านั้นเลอะเลือนมิใช่หรือ?  การที่ศัตรูของพระคริสต์ไม่ยอมให้ดูการก่อสร้างก็พิสูจน์แล้วว่ามีพิรุธบางอย่าง  พวกเขาต้องรีบรายงานเบื้องบน หรือร่วมกันปลดเธอ หรือบุกไปดูและตรวจสอบการก่อสร้าง  นั่นคือความรับผิดชอบของพวกเขา  ถ้าพวกเขาไม่อาจรับผิดชอบเช่นนั้นได้ ก็หมายความว่าพวกเขาเป็นคนขลาดที่ไร้ความสามารถและไม่มีประโยชน์  พวกคนขลาดที่ไร้ความสามารถย่อมไม่ดึงดัน  ปัญหานี้ไม่ได้เกิดกับบ้านของพวกเขาเอง ดังนั้น พวกเขาจึงเอาแต่เพิกเฉย  พวกเขาเห็นแก่ตัวและไม่รับผิดชอบกันแบบนั้น  แล้วตอนที่ส่งมอบงาน เราก็เห็นทางวิดีโอแล้วว่ามีปัญหา  เราเห็นปัญหาอันใด?  มีโต๊ะอยู่กลางห้องประชุม รอบโต๊ะวางเก้าอี้หนังเหมือนที่ใช้ตามสำนักงานหรูๆ  เก้าอี้ที่เรานั่งล้วนเป็นเก้าอี้ธรรมดา แล้วคนธรรมดาเหล่านั้นควรใช้ของหรูหราแบบนั้นหรือไม่?  (ไม่)  นั่นคือเครื่องเรือนชนิดที่สองคนนั้นจัดวางให้ แล้วผู้คนที่นั่นก็รู้สึกดีใจมากที่ได้นั่งเก้าอี้เหล่านั้น  พอเราพบเห็นปัญหา เราก็โทรศัพท์ไปหาคนสารเลวนั้นและเริ่มสืบเสาะเรื่องนี้  ผลการตรวจสอบทั่วทุกแห่ง ในแต่ละห้อง เผยปัญหามากมายให้เห็น รวมทั้งความเสียหายมากมายทางการเงิน  เครื่องเรือนเดิมบางชิ้นในบ้านนั้นยังใช้ได้ แต่คนชั่วนั่นกลับยกออกและขายเอาเงิน ยิ่งไปกว่านั้น เขายังทำเงินเวลาซื้อเครื่องเรือนใหม่ในราคาที่สูง และนอกเหนือจากนั้นอีก เขายังติดตั้งอุปกรณ์บางอย่างที่ไม่ควรมีในคริสตจักรอีกด้วย  คนชั่วนั่นทำเช่นนี้โดยไม่ปรึกษาหารือใคร  เวลาที่เขาทำเรื่องนี้ ศัตรูของพระคริสต์รู้หรือไม่?  เธอน่าจะรู้  เธอไปหน้างานทุกวัน และเมื่อเห็นเรื่องนั้น เธอก็ไม่รายงาน กลับเห็นดีเห็นงามที่เขาผลาญของ  ช่างกล้า!  เธอคนนั้นใช่ผู้เชื่อในพระเจ้าหรือไม่?  หลังจากเชื่อในพระเจ้ามา 20 ปี เธอกลับทำตัวน่าชิงชังได้ขนาดนี้ และลงมือทำเรื่องแบบนั้น—นี่คือคนเยี่ยงใด?  เธอไม่ใช่คน!  กระทั่งคนดีๆ ในหมู่ผู้ไม่มีความเชื่อยังไม่ทำเยี่ยงนั้นเลย ไร้ศีลธรรมจริงๆ!  ทุกครั้งที่เบื้องบนถามเธอเรื่องงานก่อสร้าง เธอจะทำเป็นไม่รู้เรื่องเพื่อตบตาเบื้องบน ปิดบังและซ่อนเร้นสิ่งต่างๆ แล้วในที่สุดก็เกิดปัญหาขึ้นมามากมาย  เมื่อเป็นดังนั้น การขับไล่เธอให้ไปทำงานหาเงินมาชดใช้ค่าเสียหายจะเกินเหตุหรือไม่?  (ไม่)  บอกเราเถิดว่าต่อให้ศัตรูของพระคริสต์คนนั้นคืนเงินมาได้ เธอจะพบสันติสุขในชีวิตนี้หรือไม่?  เธอจะมีเวลาได้สบายบ้างหรือไม่?  เราเกรงว่าเธอจะต้องทรมานไปตลอดชีวิต  ถ้าเธอรู้ว่าการกระทำของตนจะลงเอยเช่นนี้ แล้วตอนนั้นเธอจะกระทำการเช่นนั้นไปเพื่ออะไรกันแน่?  เหตุใดเธอจึงทำเช่นนั้นในตอนแรก?  ไม่ใช่ว่าเธอเพิ่งเชื่อในพระเจ้าเพียงปีสองปีและไม่รู้กฎเกณฑ์ในพระนิเวศของพระองค์ หรือไม่รู้ว่าการมีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าเป็นเช่นใด หรือการจงรักภักดีคืออะไร—หลังจากเชื่อในพระองค์มาตลอดหลายปีนี้ เธอกลับไม่เปลี่ยนแปลงเลย และแม้จะสามารถทำงานรับใช้ได้บ้าง เธอก็ยังคงทำความชั่วเยี่ยงนั้น!  เมื่อทำตัวน่าชิงชังเช่นนั้น เธอก็ควรถูกกำจัดและสาปแช่ง!

ศัตรูของพระคริสต์มีสิ่งที่เหมือนกันตรงวิธีการทำงาน กล่าวคือ ไม่ว่าจะทำงานอะไรอยู่ พวกเขาก็ห้ามผู้อื่นแทรกแซงหรือสอบถาม  พวกเขาอยากซุกซ่อนและปิดบังสิ่งต่างๆ เอาไว้เสมอ  พวกเขาต้องแอบทำอะไรอยู่เป็นแน่ จึงไม่ยอมให้ผู้คนล่วงรู้ปัญหาในงานของตน  ถ้าพวกเขาทำสิ่งต่างๆ อย่างซื่อตรงและโปร่งใส สอดคล้องกับความจริงและหลักธรรม มีมโนธรรมที่ชัดเจน แล้วพวกเขาจะมีอะไรให้กังวล?  มีอะไรในนั้นที่จะเอ่ยถึงไม่ได้?  เหตุใดพวกเขาจึงไม่ยอมให้ผู้อื่นสอบถามและแทรกแซง?  พวกเขากังวลเรื่องอะไร?  พวกเขากลัวอะไร?  เห็นได้ชัดว่าพวกเขาลอบทำบางสิ่ง—เรื่องก็ชัดเจนถึงเพียงนี้โดยแท้!  ศัตรูของพระคริสต์ทำงานโดยไม่มีความโปร่งใส  เมื่อทำอะไรไม่ดีลงไป พวกเขาย่อมคิดหาทางซุกซ่อนและปิดบังเอาไว้ สร้างภาพเทียมเท็จ แม้กระทั่งหลอกลวงอย่างหน้าไม่อาย  นี่ส่งผลเช่นไร?  พระเจ้าทรงพินิจพิเคราะห์ทุกสิ่ง และแม้ผู้อื่นจะไม่รู้เรื่องอยู่ระยะหนึ่ง อาจถูกชักพาให้หลงเชื่ออยู่ระยะหนึ่ง แต่สักวันพระเจ้าจะทรงเผยเรื่องนั้นออกมา  ในสายพระเนตรของพระเจ้า ทุกสิ่งเป็นที่ประจักษ์ ทุกอย่างล้วนถูกเผยให้เห็น  ไม่มีประโยชน์ที่เจ้าจะซ่อนอะไรจากพระเจ้า  พระองค์ทรงเปี่ยมมหิทธิฤทธิ์ และเมื่อพระองค์ตัดสินพระทัยที่จะเผยเจ้าออกมา ทุกสิ่งย่อมจะถูกตีแผ่อย่างชัดแจ้ง  มีก็แต่ศัตรูของพระคริสต์ พวกคนโง่ที่ไม่มีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณและมีธรรมชาติของหัวหน้าทูตสวรรค์เท่านั้นที่จะเชื่อว่า “ตราบใดที่ฉันปกปิดเรื่องราวเอาไว้อย่างมิดชิด ไม่ยอมให้คุณแทรกแซงหรือสอบถาม และไม่ยอมให้คุณกำกับดูแลสิ่งต่างๆ คุณย่อมจะไม่รู้เรื่อง—และฉันก็จะควบคุมคริสตจักรแห่งนี้ไว้ได้หมด!”  พวกเขาเชื่อไปว่าถ้าพวกเขาปกครองเป็นกษัตริย์ ก็จะสามารถควบคุมสถานการณ์ได้  แล้วอันที่จริง สิ่งต่างๆ เป็นเช่นนั้นโดยแท้หรือไม่?  พวกเขาไม่รู้ว่าพระเจ้าทรงเปี่ยมมหิทธิฤทธิ์ ความฉลาดของพวกเขาเป็นเรื่องที่พวกเขาอวดอ้างไปเอง  พระเจ้าทรงพินิจพิเคราะห์ทุกสิ่ง  ตัวอย่างเช่น สมมุติว่าวันนี้เจ้าทำชั่ว พระเจ้าก็ทรงพินิจพิเคราะห์เรื่องนี้ แต่พระองค์ไม่ทรงเผยตัวเจ้าออกมา—พระองค์กำลังประทานโอกาสให้เจ้ากลับใจ  พรุ่งนี้เจ้าทำชั่วอีก และยังคงไม่สารภาพหรือกลับใจ พระเจ้าก็ยังคงประทานโอกาสแก่เจ้า และรอให้เจ้ากลับใจ  แต่ถ้าเจ้ายังคงไม่ยอมกลับใจ พระเจ้าก็จะไม่มีพระประสงค์ที่จะให้โอกาสนั้นแก่เจ้า  พระองค์จะทรงรังเกียจและชังเจ้า แล้วในพระทัยส่วนลึก พระองค์ก็จะไม่ทรงต้องการที่จะช่วยเจ้าให้รอด และจะทอดทิ้งเจ้าโดยสิ้นเชิง  ในกรณีเช่นนั้นย่อมจะเหลือเวลาเพียงไม่กี่นาทีที่พระองค์จะทรงเผยเจ้าออกมา และไม่ว่าเจ้าจะพยายามปกปิดสิ่งต่างๆ หรือขัดขวางเรื่องนี้อย่างไรก็จะไม่เป็นผลเลย  ถึงมือของเจ้าจะใหญ่เพียงใด แต่จะใช้มือบังฟ้าได้มิดหรือ?  ไม่ว่าเจ้าจะสามารถขนาดไหน เจ้าจะปิดดวงเนตรของพระเจ้าได้กระนั้นหรือ?  (ไม่ได้)  นั่นคือแนวคิดที่โง่เขลาของมนุษย์  ส่วนเรื่องที่ว่าแท้จริงแล้วพระเจ้าทรงเปี่ยมมหิทธิฤทธิ์เพียงใดนั้น ผู้คนสามารถรู้สึกได้บ้างแล้วจากพระวจนะของพระองค์  นอกจากนี้ มวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามทุกคนที่ทำความชั่วร้ายแรงและต่อต้านพระเจ้าโดยตรงก็ได้ถูกลงโทษต่างๆ นานาไปแล้ว ทุกคนที่มองเห็นเรื่องนี้ก็เชื่อสนิท และยอมรับว่านั่นคือการลงทัณฑ์อันสาสม  แม้แต่ผู้ไม่มีความเชื่อก็มองเห็นได้ว่าความชอบธรรมของพระเจ้าเป็นสิ่งที่มิอาจก้าวล่วงได้ ดังนั้น คนที่เชื่อในพระองค์โดยแท้ก็ยิ่งควรที่จะมองเรื่องนี้ออก  มหิทธานุภาพและพระปัญญาของพระเจ้าเป็นสิ่งที่ไม่อาจประมาณได้  มนุษย์ไม่มีทางมองเห็นสองสิ่งนี้ได้อย่างชัดเจน  มีเพลงนั้น—ร้องว่าอย่างไรนะ?  (“กิจการของพระเจ้ามิอาจหยั่งได้”)  นี่คือแก่นแท้ของพระเจ้า เป็นการเผยให้เห็นอัตลักษณ์และแก่นแท้ของพระองค์อย่างแท้จริง  ไม่มีความจำเป็นที่เจ้าจะต้องคาดเดาหรือคาดคะเน  เจ้ามีแต่ต้องเชื่อพระวจนะเหล่านั้นเท่านั้น—เมื่อเชื่อเช่นนั้น เจ้าก็จะไม่ทำเรื่องโง่เขลาดังกล่าว  ทุกคนนึกว่าตัวเองฉลาดกันทั้งนั้น เอาใบไม้มาปิดตาตัวเองแล้วถามว่า “ทรงมองเห็นข้าพระองค์ได้หรือไม่?”  พระเจ้าก็ทรงตอบว่า “ไม่เพียงมองเห็นได้ทั้งตัวเท่านั้น เรามองเห็นแม้กระทั่งหัวใจของเจ้า รวมทั้งเรื่องที่ว่าตัวเจ้ามาที่โลกมนุษย์กี่ครั้งแล้ว” แล้วผู้คนก็ได้แต่อึ้ง  อย่าคิดว่าตัวเจ้าฉลาด อย่านึกว่า “พระเจ้าไม่รู้เรื่องนี้ พระองค์ไม่รู้เรื่องนั้น  ไม่มีพี่น้องชายหญิงคนไหนเห็น ไม่มีใครรู้  ฉันมีอุบายเล็กๆ ของฉัน  ดูสิว่าฉันฉลาดขนาดไหน!”  คนในโลกนี้ที่ไม่เข้าใจความจริงหรือเชื่อว่าพระเจ้าทรงมีอธิปไตยเหนือสรรพสิ่ง ล้วนไม่ฉลาด  ไม่ว่าพวกเขาจะพูดหรือทำสิ่งใด ในที่สุดย่อมผิดพลาดทั้งสิ้น ล้วนละเมิดความจริง ไม่ยอมรับพระเจ้าทั้งสิ้น  มีคนเพียงประเภทเดียวเท่านั้นที่ฉลาด  คนประเภทใด?  ประเภทที่เชื่อว่าพระเจ้าทรงพินิจพิเคราะห์ทุกสิ่ง มองเห็นได้ทุกอย่าง และมีอธิปไตยเหนือสรรพสิ่ง  ผู้คนเช่นนั้นฉลาดหลักแหลมยิ่ง เพราะพวกเขานบนอบพระเจ้าในทุกสิ่งที่พวกเขาทำ ทุกสิ่งที่พวกเขาทำล้วนตรงกับความจริง ได้รับการเห็นชอบจากพระเจ้า และได้รับพรจากพระเจ้า  การที่คนคนหนึ่งจะหลักแหลมหรือไม่ขึ้นอยู่กับว่าพวกเขานบนอบพระเจ้าได้หรือไม่ ตัดสินกันตรงที่สิ่งที่พวกเขาพูดและทำนั้นตรงกับความจริงหรือไม่  ถ้าเจ้ามีแนวคิดเช่นนี้ว่า “ในเรื่องนี้ ฉันคิดอย่างนี้ และฉันก็อยากทำตามนี้ เพราะจะเป็นประโยชน์กับฉัน—แต่ฉันไม่อยากบอกเรื่องนี้กับคนอื่น และไม่อยากให้พวกเขารู้”—การคิดแบบนั้นถูกต้องหรือไม่?  (ไม่)  เมื่อตระหนักว่าคิดแบบนั้นไม่ถูกต้อง เจ้าควรทำอย่างไร?  เจ้าควรตบหน้าตัวเองแรงๆ สักฉาดเพื่อสอนบทเรียนให้ตนเอง  เจ้านึกว่าถ้าเจ้าไม่พูด พระเจ้าก็จะไม่รู้กระนั้นหรือ?  ข้อเท็จจริงก็คือระหว่างที่เจ้าคิดแบบนั้น พระเจ้าก็ทรงรู้ถึงหัวใจของเจ้าแล้ว  พระองค์ทรงรู้ได้อย่างไร?  พระเจ้าทรงมองเข้าไปถึงแก่นแท้ธรรมชาติของมนุษย์  แล้วเมื่อเป็นเช่นนั้น เหตุใดพระองค์จึงไม่ทรงเปิดโปงเจ้าในเรื่องนี้?  แม้จะไม่ทรงเปิดโปงเรื่องนี้ แต่เจ้าก็จะค่อยๆ เข้าใจได้ด้วยตนเอง เพราะเจ้ากินและดื่มพระวจนะของพระองค์ไปมากมายแล้ว  เจ้ามีมโนธรรมและสำนึก มีจิตใจ และมีการคิดอ่านที่ปกติ เจ้าควรขบคิดได้ด้วยตัวของเจ้าเองว่าสิ่งใดถูกและสิ่งใดผิด  พระเจ้ากำลังประทานเวลาและโอกาสให้เจ้าขบคิดสิ่งต่างๆ ให้ถ้วนถี่อย่างช้าๆ เพื่อดูว่าเจ้านั้นเบาปัญญาหรือไม่  หลังจากใคร่ครวญเรื่องนี้สักสองสามวัน เจ้าก็จะเห็นผล กล่าวคือ ถึงตอนนั้นเจ้าจะรู้ว่าเจ้านั้นเบาปัญญาและโง่เขลา และเจ้าไม่ควรซ่อนเร้นเรื่องนั้นจากพระเจ้า  เจ้าควรวางทุกสิ่งให้พระเจ้าดูและควรตรงไปตรงมาในทุกเรื่อง—นี่คือเงื่อนไขและสภาวะเพียงอย่างเดียวที่ควรดำรงไว้เบื้องหน้าพระเจ้า  แม้ในยามที่เจ้าไม่ยอมเปิดใจ เจ้าก็เปิดใจเบื้องหน้าพระเจ้า  ตามมุมมองของพระเจ้า พระองค์ทรงรู้ข้อเท็จจริงว่าเจ้าเปิดใจเรื่องนั้นๆ หรือไม่  ถ้าเจ้ามองเรื่องนั้นไม่ออก เจ้าก็โง่มากมิใช่หรือ?  แล้วเจ้าจะเป็นคนฉลาดได้อย่างไร?  ก็ด้วยการเปิดใจกับพระเจ้า  เจ้ารู้ว่าพระเจ้าทรงพินิจพิเคราะห์และรู้ทุกสิ่ง ดังนั้นก็อย่าคิดว่าตนเองฉลาด อย่านึกว่าพระองค์อาจจะไม่ทรงรู้ ในเมื่อเป็นเรื่องแน่นอนอยู่แล้วว่าพระเจ้าทรงเฝ้าสังเกตหัวใจของผู้คนอย่างลับๆ คนฉลาดก็ควรตรงไปตรงมาอีกสักหน่อย บริสุทธิ์ขึ้นอีกนิด และทำตัวให้ซื่อสัตย์—นั่นคือการกระทำที่มีปัญญา  การรู้สึกอยู่เสมอว่าตนเองฉลาด อยากรักษาความลับเล็กๆ ของเจ้าเอาไว้อยู่เสมอ พยายามตลอดเวลาที่จะรักษาความเป็นส่วนตัวเอาไว้บ้าง—นั่นใช่วิธีคิดที่ถูกต้องหรือไม่?  การทำตัวเช่นนั้นกับผู้อื่นย่อมไม่เป็นไร เพราะบางคนไม่ใช่คนที่เป็นบวกและไม่รักความจริง  เจ้าสามารถเก็บงำเรื่องจากคนแบบนั้นได้บ้าง  อย่าเปิดใจให้พวกเขา  ยกตัวอย่าง สมมุติว่ามีคนที่เจ้าเกลียด และเจ้าก็พูดถึงพวกเขาลับหลังในทางที่ไม่ดี  เจ้าควรบอกเรื่องนี้กับพวกเขาหรือไม่?  อย่าทำ—แค่ไม่ทำอะไรแบบนั้นอีกก็พอแล้ว  ถ้าเจ้าบอก ก็จะบั่นทอนความสัมพันธ์ระหว่างพวกเจ้าทั้งสอง  เจ้ารู้อยู่แก่ใจว่าตัวเจ้าไม่ดี โสมมและเลวอยู่ข้างใน อิจฉาผู้อื่น และเพื่อที่จะแก่งแย่งชื่อเสียงและผลประโยชน์ เจ้าก็พูดจาถึงผู้อื่นลับหลังในทางที่ไม่ดีเพื่อที่จะทำให้พวกเขาเสียชื่อ—ช่างเลวทรามนัก!  เจ้ายอมรับว่าตนเองเสื่อมทราม เจ้ารู้ว่าสิ่งที่เจ้าทำไปนั้นผิด และธรรมชาติของเจ้าก็เลว  จากนั้นเจ้าก็มาเบื้องหน้าพระเจ้าและอธิษฐานถึงพระองค์ว่า “ข้าแต่พระเจ้า สิ่งที่ข้าพระองค์แอบทำไปนั้นเลวและต่ำทราม—ขอพระองค์ทรงยกโทษให้ด้วย ได้โปรดทรงนำข้าพระองค์ ได้โปรดติเตียนข้าพระองค์เถิด  ข้าพระองค์จะพากเพียรไม่ทำเรื่องเช่นนั้นอีก”  การทำเช่นนั้นย่อมดี  เจ้าสามารถใช้เทคนิคบางอย่างในการมีปฏิสัมพันธ์ของเจ้ากับผู้คนได้ แต่การเปิดใจให้พระเจ้าอย่างหมดเปลือกย่อมดีที่สุด และหากเจ้าเก็บงำความตั้งใจและใช้เทคนิค เช่นนั้นแล้ว เจ้าย่อมจะเดือดร้อน  ในความรู้สึกนึกคิดของเจ้านั้น เจ้าคิดเสมอว่า “อะไรหนอที่ฉันจะสามารถพูดได้เพื่อทำให้พระเจ้าทรงยกย่องนับถือฉัน และไม่ทรงรู้ว่าฉันกำลังคิดอะไรอยู่ภายใน?  อะไรหนอคือสิ่งที่ถูกต้องที่จะพูด?  ฉันต้องเก็บตัวมากขึ้น ฉันต้องรู้กาละเทศะมากขึ้นสักหน่อย ฉันต้องมีวิธีการสักอย่าง บางทีถึงตอนนั้นพระเจ้าอาจจะทรงยกย่องนับถือฉัน”  เจ้าคิดว่าพระเจ้าจะไม่ทรงรู้หรือ หากเจ้าคิดอย่างนั้นอยู่เสมอ?  ไม่ว่าเจ้าจะคิดอะไรก็ตามพระเจ้าก็ทรงรู้  การคิดเช่นนั้นเป็นเรื่องที่น่าเหนื่อยล้า  การพูดอย่างซื่อสัตย์และอย่างแท้จริงนั้นเรียบง่ายกว่าอย่างมากมาย และนั่นทำให้ชีวิตของเจ้าง่ายขึ้น  พระเจ้าจะตรัสว่าเจ้าซื่อสัตย์และปราศจากราคี ว่าเจ้าเปิดเผยตรงไปตรงมา—และนั่นล้ำค่าไม่มีที่สิ้นสุด  หากเจ้ามีหัวใจที่ตรงไปตรงมาและท่าทีที่ซื่อสัตย์ เช่นนั้นแล้ว ต่อให้มีบางเวลาที่เจ้าไปไกลเกินไป และประพฤติตัวอย่างโง่เขลา สำหรับพระเจ้าแล้ว นี่ย่อมไม่ใช่การกระทำผิด นี่ย่อมดีกว่าการที่เจ้าจะคิดคำนวณแผนอยู่อย่างนั้น และดีกว่าการไตร่ตรองและการประมวลผลอยู่เป็นนิตย์ของเจ้า  ศัตรูของพระคริสต์ทำเรื่องเหล่านี้ได้หรือไม่?  (ทำไม่ได้)

ทุกคนที่เดินไปบนเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์คือคนที่มีอุปนิสัยเยี่ยงศัตรูของพระคริสต์ และเส้นทางที่คนที่มีอุปนิสัยเยี่ยงศัตรูของพระคริสต์ใช้เดินย่อมเป็นเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์—กระนั้นก็มีความแตกต่างอยู่บ้างระหว่างคนที่มีอุปนิสัยเยี่ยงศัตรูของพระคริสต์กับศัตรูของพระคริสต์เอง  ถ้าใครมีอุปนิสัยเยี่ยงศัตรูของพระคริสต์และเดินบนเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์ นั่นก็ไม่จำเป็นต้องบ่งชี้ว่าพวกเขาเป็นศัตรูของพระคริสต์  แต่ถ้าพวกเขาไม่ยอมกลับใจและไม่สามารถยอมรับความจริง พวกเขาก็กลายเป็นศัตรูของพระคริสต์ได้  ยังคงมีความหวังและโอกาสที่ผู้คนที่เดินบนเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์จะกลับใจ เพราะพวกเขายังไม่กลายเป็นศัตรูของพระคริสต์  ถ้าพวกเขาทำเรื่องชั่วหลายอย่างและถูกระบุว่าเป็นศัตรูของพระคริสต์ ถูกคัดออกและถูกขับไล่ทันทีด้วยเหตุนั้น พวกเขาก็จะไม่มีโอกาสกลับใจอีกต่อไป  ถ้าคนที่ใช้เส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์ยังไม่ได้ทำเรื่องชั่วมากนัก อย่างน้อย นี่ก็แสดงให้เห็นว่าพวกเขายังไม่ใช่คนชั่ว  ถ้าพวกเขายอมรับความจริงได้ พวกเขาก็ยังพอมีหวังอยู่บ้าง  ถ้าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น พวกเขาก็ไม่ยอมรับความจริง เช่นนั้นแล้ว ต่อให้ยังไม่ได้ทำความชั่วสารพัดรูปแบบ ก็ยากมากที่พวกเขาจะได้รับการช่วยให้รอด  เหตุใดศัตรูของพระคริสต์จึงไม่สามารถได้รับการช่วยให้รอด?  เพราะพวกเขาไม่ยอมรับความจริงแม้แต่น้อย  ไม่ว่าพระนิเวศของพระเจ้าจะสามัคคีธรรมอย่างไรถึงการเป็นคนที่ซื่อสัตย์—ว่าคนเราต้องเปิดเผยและตรงไปตรงมาอย่างไร มีอะไรจะพูดก็พูดออกมา และไม่หลอกลวง—พวกเขาก็ยอมรับไม่ได้อยู่ดี  รู้สึกตลอดเวลาว่าผู้คนเสียเปรียบเพราะซื่อสัตย์ และการพูดเรื่องจริงเป็นเรื่องเขลา  ไม่ว่าอย่างไรพวกเขาก็ไม่ยอมเป็นคนที่ซื่อสัตย์  นี่คือธรรมชาติในตัวศัตรูของพระคริสต์ ซึ่งรังเกียจและเกลียดความจริง  แล้วผู้คนจะได้รับการช่วยให้รอดได้อย่างไรถ้าพวกเขาไม่ยอมรับความจริงแม้แต่น้อย?  ถ้าคนที่เดินไปบนเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์ยอมรับความจริงได้ ก็มีความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างพวกเขากับศัตรูของพระคริสต์  ศัตรูของพระคริสต์ทุกคนไม่ยอมรับความจริงโดยสิ้นเชิง  ไม่ว่าพวกเขาจะทำเรื่องผิดหรือชั่วลงไปมากเท่าใด ไม่ว่าจะก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงขนาดไหนแก่งานของคริสตจักรและผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า พวกเขาก็จะไม่มีวันทบทวนและทำความรู้จักตนเอง  ต่อให้ถูกตัดแต่ง พวกเขาก็ไม่ยอมรับความจริงแต่อย่างใด นั่นคือสาเหตุที่คริสตจักรระบุว่าพวกเขาเป็นคนชั่ว เป็นศัตรูของพระคริสต์  ศัตรูของพระคริสต์จะยอมรับอย่างมากที่สุดเพียงว่าการกระทำของพวกเขาละเมิดหลักธรรมและไม่ตรงกับความจริง แต่จะไม่มีวันยอมรับเป็นอันขาดว่าตนจงใจทำความชั่ว หรือว่าเจตนาต่อต้านพระเจ้า  พวกเขาจะยอมรับว่าทำผิดเท่านั้น แต่จะไม่ยอมรับความจริง และต่อจากนั้นก็จะทำชั่วต่อไปเหมือนเมื่อก่อน ไม่ปฏิบัติความจริงใดๆ  จากข้อเท็จจริงที่ว่าศัตรูของพระคริสต์ไม่เคยยอมรับความจริง ก็สามารถมองเห็นว่าแก่นแท้ธรรมชาติในตัวศัตรูของพระคริสต์เป็นแก่นแท้ธรรมชาติที่รังเกียจและเกลียดความจริง  พวกเขายังคงเป็นคนที่ต่อต้านพระเจ้าเหมือนเคย ไม่ว่าจะเชื่อในพระองค์มากี่ปีแล้วก็ตาม  ในทางกลับกัน มวลมนุษย์ทั่วไปที่เสื่อมทรามอาจมีอุปนิสัยเยี่ยงศัตรูของพระคริสต์กันทุกคน แต่ก็มีข้อแตกต่างระหว่างพวกเขากับศัตรูของพระคริสต์อยู่อย่างหนึ่ง  มีหลายคนที่จำพระวจนะที่พระเจ้าใช้พิพากษาและเปิดโปงได้ขึ้นใจเมื่อได้ฟัง ใคร่ครวญพระวจนะนั้นๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า และทบทวนตนเอง  และแล้วพวกเขาก็อาจตระหนักว่า “เมื่อเป็นดังนี้ นี่ก็คืออุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ การเดินไปบนเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์เป็นอย่างนี้นี่เอง  ช่างเป็นปัญหาที่ร้ายแรงจริงๆ!  ฉันก็มีสภาวะและพฤติกรรมเหล่านั้น ฉันมีแก่นแท้แบบนั้น—ฉันเป็นคนจำพวกนั้น!”  จากนั้น พวกเขาก็พิจารณาว่าทำอย่างไรจึงจะทิ้งอุปนิสัยเยี่ยงศัตรูของพระคริสต์และกลับใจได้จริง พร้อมกันนั้น พวกเขาก็สามารถตั้งปณิธานว่าจะไม่เดินไปบนเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์  พวกเขาสามารถนึกทบทวนการกระทำและพฤติกรรมของตนเองทั้งในงานและชีวิต ในท่าทีที่พวกเขามีต่อผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลาย และต่อพระบัญชาของพระเจ้า ว่าเพราะเหตุใดพวกเขาจึงไม่สามารถนบนอบพระเจ้า เหตุใดพวกเขาจึงใช้ชีวิตตามอุปนิสัยเยี่ยงซาตานอยู่เสมอ เหตุใดจึงไม่สามารถขบถต่อเนื้อหนังและซาตานได้  และดังนั้น พวกเขาย่อมจะอธิษฐานถึงพระเจ้า ยอมรับการพิพากษาและตีสอนจากพระองค์ วิงวอนขอให้พระเจ้าช่วยพวกเขาให้รอดจากอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของตนและจากอิทธิพลของซาตาน  การที่พวกเขามีปณิธานที่จะทำเช่นนี้พิสูจน์ให้เห็นว่าพวกเขายอมรับความจริงได้  พวกเขาเผยอุปนิสัยที่เสื่อมทรามออกมาเช่นกัน และกระทำการตามอำเภอใจตน สิ่งที่แตกต่างก็คือศัตรูของพระคริสต์ไม่เพียงมีความทะเยอทะยานและความอยากที่จะสถาปนาอาณาจักรอิสระเท่านั้น—แต่พวกเขาจะไม่ยอมรับความจริงอีกด้วยไม่ว่าจะเป็นเช่นใดก็ตาม  นี่คือจุดตายของศัตรูของพระคริสต์  ในทางตรงกันข้าม ถ้าคนที่มีอุปนิสัยเยี่ยงศัตรูของพระคริสต์ยอมรับความจริงได้ สามารถอธิษฐานถึงพระเจ้าและพึ่งพาพระองค์ ถ้าพวกเขาอยากทิ้งอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของซาตาน และเดินไปบนเส้นทางของการไล่ตามเสาะหาความจริง เช่นนั้นแล้ว คำอธิษฐานและปณิธานนั้นๆ จะเป็นประโยชน์ต่อการเข้าสู่ชีวิตของพวกเขาในทางใด?  อย่างน้อยก็จะทำให้พวกเขาทบทวนตนเองและทำความรู้จักตนเองขณะทำหน้าที่ของตนไปด้วย และใช้ความจริงมาแก้ปัญหา จนพวกเขาอาจทำหน้าที่ของตนได้ถึงมาตรฐาน  นั่นย่อมจะเป็นประโยชน์แก่พวกเขาทางหนึ่ง  นอกจากนั้น ด้วยการฝึกฝนที่พวกเขาได้รับจากการทำหน้าที่ของตน พวกเขาย่อมจะสามารถออกเดินไปบนเส้นทางของการไล่ตามเสาะหาความจริง  ไม่ว่าจะพบเจอเรื่องยุ่งยากอันใด พวกเขาย่อมจะแสวงหาความจริงได้ มุ่งยอมรับความจริงและปฏิบัติความจริงได้ สามารถทิ้งอุปนิสัยเยี่ยงซาตานของตนไปได้ทีละน้อย มานบนอบพระเจ้าและนมัสการพระองค์ได้  พวกเขาจะสามารถเข้าถึงความรอดจากพระเจ้าด้วยการปฏิบัติเช่นนั้น  ผู้คนที่มีอุปนิสัยเยี่ยงศัตรูของพระคริสต์อาจเผยความเสื่อมทรามเป็นครั้งคราว อาจพูดจาและกระทำการเพราะเห็นแก่ชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะของตนอยู่ดีทั้งที่ไม่ได้ตั้งใจ และอาจจะยังคงทำงานตามอำเภอใจตน—แต่ทันทีที่พวกเขาตระหนักว่ากำลังเผยอุปนิสัยที่เสื่อมทรามออกมา พวกเขาย่อมจะรู้สึกเสียใจและอธิษฐานถึงพระเจ้า  นี่พิสูจน์ให้เห็นว่าพวกเขาเป็นคนที่ยอมรับความจริงได้ นบนอบพระราชกิจของพระเจ้า ทั้งยังพิสูจน์ว่าพวกเขากำลังไล่ตามเสาะหาการเข้าสู่ชีวิต  ไม่ว่าคนคนหนึ่งจะมีประสบการณ์มานานกี่ปี หรือเผยความเสื่อมทรามออกมามากเท่าใด ในท้ายที่สุดพวกเขาก็จะสามารถยอมรับความจริง และเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงได้  นี่คือคนที่นบนอบพระราชกิจของพระเจ้า  และเพราะพวกเขาทำเรื่องทั้งหมดนี้ จึงแสดงให้เห็นว่าพวกเขาวางรากฐานลงบนหนทางที่แท้จริงเรียบร้อยแล้ว  แต่บางคนที่เดินอยู่บนเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์กลับยอมรับความจริงไม่ได้  สำหรับพวกเขาแล้ว ความรอดจะเป็นสิ่งที่ได้มายากเหมือนกับศัตรูของพระคริสต์  ผู้คนดังกล่าวไม่รู้สึกอะไรเวลาได้ฟังพระวจนะของพระเจ้าที่เปิดโปงศัตรูของพระคริสต์ แต่กลับไม่แยแสและไม่ได้รับการดลใจ  เมื่อสามัคคีธรรมเข้าเรื่องอุปนิสัยในตัวศัตรูของพระคริสต์ พวกเขาก็จะยอมรับว่าตนมีอุปนิสัยเยี่ยงศัตรูของพระคริสต์และกำลังเดินอยู่บนเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์  พวกเขาจะพูดเรื่องนี้ได้ดีทีเดียว  แต่พอถึงเวลาปฏิบัติความจริง พวกเขาจะไม่ยอมปฏิบัติอยู่ดี ยังคงกระทำการตามอำเภอใจตน พึ่งพาอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์  ถ้าเจ้าถามพวกเขาว่า “เวลาเผยอุปนิสัยในตัวศัตรูของพระคริสต์ออกมา คุณดิ้นรนต่อสู้อยู่ในหัวใจหรือไม่?  เวลาพูดจาปกป้องสถานะของตนเอง คุณรู้สึกติเตียนตัวเองหรือไม่?  เวลาเผยอุปนิสัยในตัวศัตรูของพระคริสต์ออกมา คุณทบทวนและทำความรู้จักตนเองหรือไม่?  เมื่อรู้แล้วว่าตัวเองมีอุปนิสัยที่เสื่อมทราม คุณสำนึกผิดอยู่ในหัวใจบ้างหรือไม่?  คุณกลับใจหรือเปลี่ยนแปลงในภายหลังบ้างหรือไม่?” แน่นอนว่าพวกเขาย่อมไม่มีคำตอบให้ เพราะพวกเขาไม่เคยมีประสบการณ์ดังกล่าวเลย  พวกเขาย่อมจะพูดอะไรไม่ออก  ผู้คนเช่นนี้จะกลับใจได้จริงหรือไม่?  แน่นอนว่าย่อมจะทำได้ไม่ง่าย  คนที่ไล่ตามเสาะหาความจริงโดยแท้จะเจ็บปวดเมื่อเผยอุปนิสัยเยี่ยงศัตรูของพระคริสต์ในตัวของพวกเขาออกมา และย่อมจะร้อนใจ พวกเขาจะคิดอ่านว่า “แค่ทิ้งอุปนิสัยเยี่ยงซาตานนี้ ทำไมฉันถึงทำไม่ได้?  ทำไมฉันถึงเผยอุปนิสัยที่เสื่อมทรามออกมาตลอดเวลา?  ทำไมอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของฉันถึงดื้อรั้นและติดแน่นขนาดนี้?  ทำไมถึงเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงยากนัก?”  นี่แสดงให้เห็นว่าประสบการณ์ชีวิตของพวกเขาตื้นเขิน และอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของพวกเขายังไม่ได้รับการแก้ไขเท่าใดเลย  นั่นคือสาเหตุที่การสู้รบในหัวใจของพวกเขาดุเดือดรุนแรงขนาดนั้นเมื่อมีอะไรเกิดขึ้นกับตน และเป็นเหตุให้พวกเขาทนทรมานอย่างหนักขนาดนั้นอีกด้วย  แม้พวกเขาจะมีปณิธานที่จะทิ้งอุปนิสัยเยี่ยงซาตานของตน แต่ก็แน่นอนว่าพวกเขาไม่อาจไร้ซึ่งการต่อสู้กับอุปนิสัยดังกล่าวในหัวใจของตนได้—และสภาวะที่ต่อสู้ติดพันเช่นนั้นก็รุนแรงขึ้นทุกวัน  เมื่อพวกเขาลงลึกในการรู้จักตัวเองมากขึ้น และมองเห็นว่าตนเองเสื่อมทรามอย่างหนักเพียงใด พวกเขาย่อมโหยหาที่จะได้มาซึ่งความจริงยิ่งกว่าเดิม และยิ่งเห็นความล้ำค่าของความจริงมากขึ้นอีก พวกเขาจะสามารถยอมรับและปฏิบัติความจริงได้โดยไม่หยุดชะงักตลอดระยะเวลาที่ทำความรู้จักตนเองและอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของตน  วุฒิภาวะของพวกเขาจะค่อยๆ เติบโต และอุปนิสัยชีวิตก็จะเริ่มเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง  ถ้าพวกเขาพยายามมีประสบการณ์ในหนทางนี้ต่อไป สถานการณ์ของพวกเขาก็จะดีขึ้นเรื่อยๆ ปีแล้วปีเล่า และในที่สุดพวกเขาก็จะสามารถเอาชนะเนื้อหนังและทิ้งความเสื่อมทรามของตนได้ หมั่นปฏิบัติความจริงได้ และนบนอบพระเจ้าได้สำเร็จ  การเข้าสู่ชีวิตไม่ใช่เรื่องง่าย!  เหมือนการทำให้ใครสักคนที่กำลังจะตายฟื้นคืนสติขึ้นมานั่นเอง กล่าวคือ ความรับผิดชอบที่คนเราจะสามารถทำได้ก็คือการรับผิดชอบที่จะสามัคคีธรรมความจริง เกื้อหนุนพวกเขา มอบสิ่งที่จำเป็น หรือตัดแต่งพวกเขา  ถ้าพวกเขายอมรับความจริงและนบนอบได้ พวกเขาก็ยังมีหวัง อาจโชคดีพอที่จะหนีพ้น และเรื่องราวก็จะไปไม่ถึงขั้นเสียชีวิต  แต่ถ้าปฏิเสธที่จะยอมรับความจริง และไม่รู้จักตนเองแต่อย่างใด เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็มีภัย  หลังจากที่ถูกกำจัดออกไปแล้ว ศัตรูของพระคริสต์บางคนยังคงไม่รู้จักตนเองอยู่อีกปีสองปี และไม่ยอมรับรู้ความผิดของตน  ในกรณีดังกล่าวย่อมไม่มีสัญญาณชีวิตเหลืออยู่ในตัวพวกเขา และนั่นก็คือข้อพิสูจน์ว่าพวกเขาไม่มีหวังที่จะได้รับการช่วยให้รอดอีกแล้ว  เวลาพวกเจ้าถูกตัดแต่ง พวกเจ้ายอมรับความจริงได้หรือไม่?  (ได้)  เช่นนั้นก็มีหวัง—นั่นเป็นเรื่องดี!  ถ้าพวกเจ้ายอมรับความจริงได้ พวกเจ้าก็มีหวังที่จะได้รับความรอด

ถ้าพวกเจ้าอยากได้รับความรอด พวกเจ้าก็ต้องผ่านอุปสรรคมากมายไปให้ได้  อุปสรรคเหล่านั้นมีอะไรบ้าง?  การสู้รบกับอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของตนไม่หยุด และทำสงครามกับอุปนิสัยของซาตานและศัตรูของพระคริสต์ กล่าวคือ อุปนิสัยดังกล่าวอยากควบคุมเจ้าเอาไว้ และเจ้าก็อยากสลัดมันทิ้งไป มันอยากชักพาให้เจ้าหลงผิด และเจ้าก็อยากโยนมันทิ้ง  ถ้าพบว่าไม่อาจสลัดตัวหลุดจากอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของตนได้แม้จะมารู้จักมันแล้วก็ตาม เจ้าย่อมจะทุกข์ใจและเจ็บปวด แล้วเจ้าก็จะอธิษฐาน  บางครั้งเมื่อเจ้ามองเห็นว่าเวลาล่วงเลยไปสักพักแล้ว และเจ้ายังคงไม่อาจหลุดจากการควบคุมของอุปนิสัยของซาตานได้ เจ้าย่อมจะรู้สึกว่าหมดหวัง แต่เจ้าจะไม่ยอมแพ้ และรู้สึกว่าเจ้าจะคิดลบและท้อใจไปเรื่อยๆ ไม่ได้—เจ้าต้องสู้ต่อไป  ระหว่างที่ปฏิบัติหน้าที่และมีประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้า ผู้คนย่อมมีการตอบสนองอยู่ภายในมากน้อยต่างกันไป  สรุปว่าคนที่มีชีวิตคือคนที่ไล่ตามเสาะหาความจริง พวกเขามีการเปลี่ยนแปลงภายในอย่างต่อเนื่อง  การคิดอ่านและทัศนะของพวกเขา พฤติกรรมและการปฏิบัติต่างๆ แม้กระทั่งเจตนา แนวคิด และความนึกคิดในใจลึกๆ จะมีการพลิกขั้วตลอดเวลา  ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาจะวินิจฉัยถูกผิดและความผิดที่เคยทำลงไปได้ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้งเรื่องที่ว่าวิธีคิดบางอย่างถูกหรือผิด ทัศนะบางอย่างตรงกับความจริงหรือไม่ หลักธรรมเบื้องหลังการกระทำบางอย่างตรงกับเจตนารมณ์ของพระเจ้าหรือไม่ และตนเองใช่คนที่นบนอบพระเจ้า ใช่คนที่รักความจริงหรือไม่  เรื่องเหล่านี้จะชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ในหัวใจของพวกเขา  แล้วมีการสร้างผลสัมฤทธิ์เหล่านี้ขึ้นมาบนรากฐานใด?  รากฐานก็คือการปฏิบัติและเข้าสู่ความจริงตามความเข้าใจที่พวกเขามีในความจริง  เหตุใดศัตรูของพระคริสต์จึงไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้สำเร็จอยู่ดี?  พวกเขาไม่สามารถเข้าใจความจริงได้ใช่หรือไม่?  (ไม่ใช่)  พวกเขาสามารถเข้าใจความจริง แต่ไม่ยอมปฏิบัติความจริง และเมื่อได้ฟังความจริง ก็ไม่นำไปปฏิบัติ  อาจเป็นไปได้ว่าพวกเขาเข้าใจและยอมรับความจริงในฐานะคำสอน แต่แม้แต่คำสอนและกฎข้อบังคับในส่วนที่พวกเขาเข้าใจได้นั้น พวกเขานำไปปฏิบัติได้หรือไม่?  ไม่ได้แม้แต่น้อย ต่อให้เจ้าบังคับ ต่อให้พวกเขาพยายามจนเหนื่อยล้า พวกเขาก็จะนำไปปฏิบัติไม่ได้อยู่ดี  เพราะเหตุนั้น การเข้าสู่ความจริงจึงยังคงเป็นระยะห่างชั่วนิรันดร์สำหรับพวกเขา  ไม่ว่าศัตรูของพระคริสต์จะพูดถึงการเป็นคนที่ซื่อสัตย์มากเท่าใด พยายามอย่างหนักเพียงใด พวกเขาก็ยังคงกล่าวคำสัตย์ไม่ได้แม้แต่คำเดียว และไม่ว่าพวกเขาจะพูดจาอย่างไรเรื่องการคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้า พวกเขาก็จะปล่อยมือจากแรงจูงใจที่เลวทรามและเห็นแก่ตัวไม่ได้อยู่ดี  พวกเขากระทำการตามมุมมองที่เห็นแก่ตัว  เวลาเห็นอะไรดี เห็นอะไรที่จะเป็นประโยชน์กับตน พวกเขาย่อมพูดว่า “ส่งมาทางนี้—นั่นของฉัน!”  พวกเขาพูดแต่สิ่งที่จะเป็นผลดีต่อสถานะของตน และทำแต่สิ่งที่จะเป็นประโยชน์ต่อตนเอง  นี่คือแก่นแท้ในตัวศัตรูของพระคริสต์  ชั่วขณะที่มีความรู้สึกแรงกล้าที่สุด พวกเขาอาจรู้สึกว่าตนเข้าใจความจริงบ้างแล้ว  เกิดความรู้สึกฮึดสู้ขึ้นมา และร้องบอกวลีติดปากบางอย่าง เช่น “ฉันต้องปฏิบัติและเปลี่ยนแปลง ต้องทำให้พระเจ้าพอพระทัย!”  แต่พอถึงเวลาปฏิบัติความจริง พวกเขาทำหรือไม่?  พวกเขาไม่ทำ  ไม่ว่าพระเจ้าจะตรัสสิ่งใด จะทรงเทศนาความจริงและข้อเท็จจริงไปมากเท่าใด พร้อมทั้งยกตัวอย่างเรื่องจริงไปกี่เรื่อง ก็ไม่อาจเปลี่ยนใจศัตรูของพระคริสต์ หรือโยกคลอนความทะเยอทะยานของพวกเขาได้  นี่คือลักษณะนิสัยและเครื่องหมายประจำตัวศัตรูของพระคริสต์  พวกเขาจะไม่ยอมปฏิบัติความจริงอย่างสิ้นเชิงโดยแท้ เวลาพวกเขาพูดจาดี นั่นคือการพูดให้ผู้อื่นฟัง และไม่ว่าจะพูดดีขนาดไหน ก็เป็นเพียงการพูดคุยที่ว่างเปล่าและฟังดูสูงส่งรูปแบบหนึ่งเท่านั้น—สำหรับพวกเขาแล้ว นั่นคือทฤษฎี  อันที่จริง ความจริงมีฐานะเช่นใดในหัวใจของผู้คนดังกล่าว?  เราเคยบอกเจ้าไปแล้วว่าแก่นแท้ธรรมชาติในตัวศัตรูของพระคริสต์เป็นเช่นใด?  (เกลียดความจริง)  ถูกต้อง  พวกเขาเกลียดความจริง  พวกเขาเชื่อว่าความเลว ความเห็นแก่ตัวและต่ำทรามของตน ความโอหัง ความชั่วช้า การช่วงชิงสถานะและความร่ำรวย รวมทั้งการควบคุมผู้อื่น คือความจริงสูงสุด เป็นปรัชญาสูงสุด และไม่มีสิ่งอื่นใดจะสูงเท่าสิ่งเหล่านี้  เมื่อพวกเขาได้สถานะและสามารถควบคุมผู้คน พวกเขาก็สามารถทำอะไรก็ได้ตามใจอยาก จากนั้นความทะเยอทะยานและความอยากได้อยากมีทั้งมวลย่อมเป็นเรื่องที่ทำให้สำเร็จได้ทั้งสิ้น  นี่คือเป้าหมายสูงสุดของศัตรูของพระคริสต์

ศัตรูของพระคริสต์รังเกียจและเกลียดความจริง  เป็นไปได้หรือไม่ที่เจ้าจะทำให้ใครสักคนที่รังเกียจความจริงยอมรับและปฏิบัติความจริง?  (ไม่ได้)  การทำเช่นนั้นเท่ากับการทำให้หมูบินหรือให้หมาป่ากินหญ้าแห้ง—นั่นคือการบอกให้พวกมันทำเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ใช่หรือไม่?  บางครั้งเจ้าจะเห็นหมาป่าแฝงตัวเข้าไปอยู่ในฝูงแกะ  มันกำลังใช้อุบาย รอโอกาสที่จะกินแกะ  ธรรมชาติของมันจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง  ในทำนองเดียวกัน การให้ศัตรูของพระคริสต์ปฏิบัติความจริงก็เหมือนการให้หมาป่ากินหญ้าแห้งและทิ้งสัญชาตญาณกินแกะของมันเสีย นั่นย่อมเป็นไปไม่ได้  หมาป่าเป็นสัตว์กินเนื้อ  พวกมันกินแกะ—กินสัตว์สารพัดชนิด  นั่นคือธรรมชาติของมัน ซึ่งไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้  ถ้าใครบอกว่า “ฉันไม่รู้ว่าตัวเองเป็นศัตรูของพระคริสต์หรือเปล่า แต่เมื่อไรที่ได้ฟังการสามัคคีธรรมความจริง หัวใจของฉันจะเดือดดาล และฉันก็นึกเกลียดความจริง—ส่วนคนที่จะตัดแต่งฉัน ฉันก็ยิ่งเกลียดเข้าไปใหญ่” คนคนนั้นใช่ศัตรูของพระคริสต์หรือไม่?  (ใช่)  บางคนบอกว่า “เวลาเกิดอะไรขึ้นกับคุณ คุณต้องนบนอบและแสวงหาความจริง” แล้วคนแรกนั้นก็บอกว่า “เรื่องอะไรจะนบนอบ!  หยุดพูดเลย!”  นั่นเป็นเรื่องแบบใด?  ใช่เรื่องอารมณ์ร้ายหรือไม่?  (ไม่ใช่)  นี่คืออุปนิสัยอันใด?  (เกลียดความจริง)  พวกเขาจะไม่ยอมให้พูดถึงความจริงด้วยซ้ำ ทันทีที่เจ้าสามัคคีธรรมความจริง ธรรมชาติของพวกเขาก็ระเบิดออกมา และพวกเขาก็แสดงตัวตนที่แท้จริงให้เห็น  พวกเขาไม่ชอบฟังใครเอ่ยถึงการแสวงหาความจริงหรือนบนอบพระเจ้า  ไม่ชอบหนักขนาดไหน?  พอได้ฟังการพูดคุยเช่นนั้น พวกเขาก็ระเบิด  หมดอัธยาศัยไมตรี พวกเขาไม่กลัวที่จะเผยสิ่งที่ซุกซ่อนเอาไว้ออกมา  พวกเขาเกลียดถึงขนาดนั้น  แล้วพวกเขาจะปฏิบัติความจริงได้หรือไม่?  (ไม่ได้)  ความจริงไม่ได้มีไว้สำหรับคนชั่ว เป็นเรื่องของผู้คนที่มีมโนธรรมและสำนึก รักความจริงและสิ่งที่เป็นบวก  ความจริงกำหนดว่าคนเหล่านั้นต้องยอมรับและปฏิบัติความจริง  ส่วนคนเลวที่มีแก่นแท้เยี่ยงศัตรูของพระคริสต์ เป็นปฏิปักษ์อย่างยิ่งกับความจริงและสิ่งที่เป็นบวก พวกเขาจะไม่มีวันยอมรับความจริง  ไม่ว่าจะเชื่อในพระเจ้ามากี่ปี ฟังคำเทศนามากเท่าใด พวกเขาก็จะไม่ยอมรับหรือปฏิบัติความจริง  อย่านึกว่าพวกเขาไม่ปฏิบัติความจริงเพราะไม่เข้าใจความจริง และจะเข้าใจเมื่อได้ฟังความจริงมากขึ้น  นั่นเป็นไปไม่ได้ เพราะทุกคนที่รังเกียจและเกลียดความจริงเป็นพวกของซาตาน  พวกเขาจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง และคนอื่นก็ไม่อาจเปลี่ยนพวกเขาได้  นี่เหมือนหัวหน้าทูตสวรรค์หลังทรยศพระเจ้าไม่มีผิด กล่าวคือ พวกเจ้าเคยได้ยินพระเจ้าตรัสบ้างหรือไม่ว่าจะทรงช่วยหัวหน้าทูตสวรรค์ให้รอด?  พระเจ้าไม่เคยตรัสเช่นนั้น  แล้วพระเจ้าทำอย่างไรกับซาตาน?  ทรงโยนมันลงมากลางอากาศและให้มันทำงานให้พระองค์อยู่บนแผ่นดินโลก ทำสิ่งที่มันควรทำ  เมื่อมันทำงานให้พระองค์เสร็จแล้ว และแผนการบริหารจัดการของพระเจ้าก็สำเร็จสมบูรณ์ พระองค์ก็จะทรงทำลายมัน เรื่องย่อมจะจบลงตรงนั้น  พระเจ้าตรัสอะไรกับมันเพิ่มเติมสักคำหรือไม่?  (ไม่)  เพราะเหตุใด?  พูดได้คำเดียวว่าเพราะไร้ประโยชน์  การพูดอะไรสักอย่างกับมันย่อมเกินการ  พระเจ้าทรงมองออกอย่างทะลุปรุโปร่งว่าแก่นแท้ธรรมชาติในตัวศัตรูของพระคริสต์จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง  เรื่องก็เป็นเช่นนั้น

เมื่อพวกเจ้าพบเจอศัตรูของพระคริสต์ พวกเจ้าควรใช้ท่าทีเช่นไรกับพวกเขา?  เคยมีผู้นำบางคนถูกระบุว่าเป็นผู้นำเทียมเท็จหรือศัตรูของพระคริสต์ และถูกปลด  มีอยู่คนหนึ่งที่สักพักให้หลัง พี่น้องชายหญิงก็รายงานว่าเขามีความสามารถในการทำงานอยู่บ้าง ระหว่างนั้นเขากลับใจและปฏิบัติดีแล้ว  ไม่ได้กล่าวเจาะจงให้ชัดเจนเสียทีเดียวว่าเขาปฏิบัติดีในส่วนของพฤติกรรม หรือว่าพูดจารื่นหู หรือมีวินัยมากขึ้นเรื่อยๆ ในบทบาทของตน  ในเมื่อพี่น้องชายหญิงบอกว่าเขาปฏิบัติดี และในเมื่องานบางชิ้นขาดคน จึงมีการจัดแจงว่าเขาควรทำงานบางอย่าง  ผลก็คือไม่ถึงสองเดือนให้หลัง พี่น้องชายหญิงก็รายงานว่า “ปลดเขาทันทีเถิด—เขากดขี่จนพวกเราทนไม่ไหว  ถ้าไม่ปลดเขา พวกเราก็จะทำหน้าที่ของตัวเองไม่ได้”  ไม่ว่าอย่างไร พี่น้องก็ไม่ยินยอมให้ใช้เขา คนที่พี่น้องจะเลือกเป็นผู้นำย่อมจะไม่ใช่เขา  เขาก็เป็นคนทรามเช่นเดิม—พูดเก่ง แต่เอาเข้าจริงกลับไม่เปลี่ยนไปเลย  เกิดอะไรขึ้น?  ธรรมชาติของเขาถูกเปิดโปงอย่างหมดเปลือก  เจ้าคิดว่าเรื่องนี้ควรจัดการอย่างไร?  การที่พี่น้องชายหญิงมีปฏิกิริยาแรงอย่างนั้นพิสูจน์ให้เห็นว่าพวกเขามีวิจารณญาณบ้างแล้วโดยแท้  บางคนถูกเขาชักพาให้หลงเชื่อ หลังจากที่เบื้องบนจัดการเขาคนนั้น บางคนจึงปกป้องเขา และภายหลัง บ้างก็บอกว่าเขากลับใจแล้ว  ดังนั้น เขาจึงได้เลื่อนตำแหน่งอีกครั้ง แล้วผ่านไประยะหนึ่ง เขาก็ถูกเผยออกมาจนหมด  ครั้งนี้พี่น้องชายหญิงมองเขาออกอย่างทะลุปรุโปร่ง และรวมตัวกันล้มเขา  เบื้องบนก็มองเห็นว่าตอนนี้ผู้คนเหล่านี้มีวิจารณญาณแล้ว  การให้น้ำพวกเขาไม่ได้สูญเปล่า  ดังนั้น ในเมื่อทุกคนไม่ยอมให้ใช้เขา เบื้องบนจึงปลดเขาเสีย  วิจารณญาณของทุกคนมาจากไหน?  (การเข้าใจความจริง)  ใช่—พวกเขาเข้าใจความจริงแล้ว  วิจารณญาณเกิดจากการเข้าใจความจริง  ความจริงและพระเจ้ายังคงเป็นใหญ่ในที่นั้นมิใช่หรือ?  (ใช่)  วิจารณญาณของพวกเขามาถูกเวลา กล่าวคือ หลังจากที่ปลดเขาแล้ว พี่น้องชายหญิงก็ไม่ทนทุกข์กับการถูกเขาควบคุมอีกต่อไป  ผู้คนทนทุกข์ภายใต้การกดขี่ของเขากันมากนัก  เขาไม่มีความเป็นคนเลย  ไม่ทำงานที่ถูกควรของตน กลับก่อกวนการปฏิบัติหน้าที่ของพี่น้องชายหญิง—ข่มขี่พวกเขา ใช้อำนาจของตนมาทารุณพวกเขา  แล้วใครจะยอมให้ทำแบบนั้น?  คนโง่—นั่นละที่ยอม!  เมื่อคนเยี่ยงนั้นถูกปลด พวกเขามีความรู้สึกใดๆ กับเรื่องนั้นในภายหลังหรือไม่?  ครั้งก่อนคนคนนั้นถูกเบื้องบนปลด ครั้งนี้เขาถูกพี่น้องชายหญิงล้ม ถูกโห่ให้ลงจากเวที—เป็นการลงที่ไม่เลิศหรูเอาเสียเลย!  เดิมทีเขาอยากแสวงหาตำแหน่ง  กลายเป็นว่าเขาไม่ได้ตำแหน่ง แต่กลับร่วงหล่นลงมาทันที และถูกซัดกลับเข้าไปอยู่ในรูปเดิม  เขาน่าจะทบทวนตัวเองไปแล้วมิใช่หรือ?  (ใช่)  ถ้าเขาเป็นคนที่ปกติ คนที่เพียงแต่มีอุปนิสัยที่เสื่อมทรามอย่างร้ายแรงเท่านั้น เขาย่อมจะต้องทบทวนตัวเองไปแล้วด้วยใช่หรือไม่?  (ใช่)  มีคนจำพวกหนึ่งที่ไม่คิดทบทวนอะไร  นึกว่าตนเองถูก ไม่ว่าจะทำอะไรก็ถูก พวกเขาไม่ยอมรับข้อเท็จจริง ไม่ยอมรับสิ่งที่เป็นบวก และไม่ยอมรับการประเมินจากผู้อื่น  นี่คือผู้คนที่มีแก่นนิสัยประจำตัวศัตรูของพระคริสต์  มีแต่ศัตรูของพระคริสต์เท่านั้นที่ไม่รู้จักทบทวนตนเอง  แล้วพวกเขาครุ่นคิดเรื่องอะไรแทน?  “ฮึ่ม!  สักวันดาวของฉันจะเจิดจ้าอีกครั้ง  รอให้พวกเธออยู่ในกำมือของฉันก่อน—ถึงตอนนั้นพวกเธอก็จะเห็นว่าฉันจะทรมานพวกเธออย่างไร!”  พวกเขาจะมีโอกาสทำเช่นนั้นหรือไม่?  (ไม่)  หมดโอกาสแล้ว  เมื่อพี่น้องชายหญิงเข้าใจความจริงมากขึ้นเรื่อยๆ และสามารถใช้วิจารณญาณดูสภาวะอันหลากหลายของผู้คนต่างๆ ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสามารถแยกแยะศัตรูของพระคริสต์ได้ พื้นที่ที่ยังคงเหลือให้ศัตรูของพระคริสต์ทำความชั่วย่อมจะหดเล็กลงทุกที และพวกเขาก็จะมีโอกาสทำชั่วน้อยลงเรื่อยๆ  ไม่ใช่เรื่องง่ายที่พวกเขาจะพยายามกลับมาได้  พวกเขาหวังว่าเบื้องบนจะเทศนาเรื่องวิจารณญาณให้น้อยลงหน่อยและดูไม่ออกอีกต่อไปว่าพวกเขาเป็นคนเช่นไร  เมื่อได้ฟังสามัคคีธรรมถึงความจริงดังกล่าว พวกเขาก็รู้ว่าตนเองจบสิ้นแล้ว และคิดว่าไม่มีหวังอีกแล้วที่พวกเขาจะกลับมาได้  สิ่งที่พวกเขาครุ่นคิดไม่ใช่ว่า “สิ่งที่คนเหล่านั้นเปิดโปงและใช้วิจารณญาณดูอยู่นั้นถูกต้องแล้ว—สะท้อนสภาวะของฉันครบถ้วน  แล้วฉันควรเปลี่ยนแปลงอย่างไร?  ถ้ายังประพฤติปฏิบัติตัวเช่นนี้ต่อไป ฉันก็จะจบสิ้นไม่ใช่หรือ?  ฉันย่อมจะถูกทิ้ง  การเดินบนเส้นทางของหัวหน้าทูตสวรรค์และทำให้พระเจ้ากริ้วจะทำประโยชน์อะไรได้?”  พวกเขาจะมีความคิดเช่นนี้หรือไม่?  (ไม่)  พวกเขาย่อมไม่คิด และแน่นอนว่าจะไม่ทบทวนตนเองและพยายามทำความรู้จักตนเอง กลับจะยอมตายเสียก่อนที่จะยอมกลับใจ  นั่นคือธรรมชาติของพวกเขา  ไม่ว่าเจ้าจะสามัคคีธรรมความจริงอย่างไร ก็จะไม่ปลุกเร้าหรือทำให้พวกเขากลับใจ  มีทางออกฉุกเฉินโดยที่ไม่ต้องกลับใจหรือไม่?  (ไม่มี)  พวกเขาไม่ยอมกลับใจ  พวกเขาย่อมเดินไปตามทางของตนจนถึงที่สุด จนย่อยยับด้วยน้ำมือของตนเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่ธรรมชาติในตัวศัตรูของพระคริสต์คอยบงการอยู่

ช่วงนี้พวกเราคุยกันเรื่องการใช้วิจารณญาณดูศัตรูของพระคริสต์มาโดยตลอด  พวกเจ้าคิดว่าคนที่เป็นศัตรูของพระคริสต์ฟังแล้วมีความรู้สึกอย่างไร?  เมื่อถึงเวลาชุมนุม พวกเขาย่อมรู้สึกทรมานจนทนไม่ไหว และรู้สึกคัดค้านอยู่ในหัวใจ  พวกเขาเป็นศัตรูของพระคริสต์มิใช่หรือ?  (ใช่)  เมื่อคนปกติที่มีอุปนิสัยที่เสื่อมทรามรู้ว่าตนมีอุปนิสัยเยี่ยงศัตรูของพระคริสต์ พวกเขาก็กระตือรือร้นอยากฟังและเข้าใจให้มากขึ้น เพราะเมื่อเข้าใจแล้ว เมื่อนั้นพวกเขาย่อมจะไล่ตามเสาะหาการเปลี่ยนแปลงได้  พวกเขาคิดว่าถ้าไม่เข้าใจ พวกเขาก็จะออกนอกลู่นอกทาง และอาจมีสักวันที่พวกเขาจะออกเดินไปบนเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์ ที่ซึ่งพวกเขาจะทำความชั่วร้ายแรง หมดความยับยั้งชั่งใจ สูญสิ้นโอกาสที่จะได้รับความรอดเพราะเหตุนั้น และพบกับความย่อยยับ  พวกเขากลัวเรื่องนี้  ศัตรูของพระคริสต์มีทัศนคติที่ต่างออกไป  พวกเขาเอาแต่กระเสือกกระสนที่จะกีดกันไม่ให้ใครอื่นพูดถึงและฟังคำเทศนาดังกล่าวเกี่ยวกับวิจารณญาณ ขมีขมันอยากให้ทุกคนเลอะเลือน ไม่รู้จักแยกแยะ และถูกพวกเขาชักพาให้หลงผิด  นั่นคือสิ่งที่จะทำให้พวกเขามีความสุข  ความปรารถนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของศัตรูของพระคริสต์คืออะไร?  การได้อำนาจ  พวกเจ้าอยากได้อำนาจกันหรือไม่?  (ไม่)  หัวใจของเจ้าไม่อยากได้ แต่บางครั้งเจ้าก็คิดขึ้นมาว่านั่นคือสิ่งที่เจ้าอยากได้ ดังนั้น ที่จริงแล้ว นั่นจึงเป็นสิ่งที่เจ้าอยากทำ  เจ้าอาจมีความปรารถนาของตนเองอยู่ในใจ เป็นความต้องการอยู่ในหัวใจส่วนลึกที่จะไม่เป็นคนเช่นนั้น ไม่ใช้เส้นทางนั้น แต่เมื่อมีบางสิ่งเกิดขึ้นกับเจ้า อุปนิสัยที่เสื่อมทรามของเจ้ากลับโยกคลอนและขับเคลื่อนเจ้า  เจ้าเค้นสมองคิดว่าจะปกป้องสถานะและอิทธิพลของตนได้อย่างไร จะควบคุมผู้คนได้มากเท่าใด จะพูดจาอย่างไรให้น่าเชื่อถือเพื่อให้ผู้อื่นยอมรับนับถือ  เมื่อเจ้าคิดเรื่องเหล่านี้อยู่เสมอ หัวใจของเจ้าก็ไม่อยู่ภายใต้การควบคุมของเจ้าอีกต่อไป  แล้วสิ่งใดควบคุมมันอยู่?  (อุปนิสัยที่เสื่อมทราม)  ใช่แล้ว—หัวใจของเจ้าอยู่ใต้การควบคุมของอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของซาตาน  คนเราย่อมครุ่นคิดห่วงใยผลประโยชน์ทางเนื้อหนังของตนตลอดวัน ดิ้นรนต่อสู้กับผู้อื่นตลอดเวลา และระหว่างที่ต่อสู้อยู่นี้ พวกเขาก็ไม่ได้อะไรไว้ ทั้งยังเจ็บปวดมาก—พวกเขามีชีวิตอยู่เพื่อเนื้อหนังและซาตานเท่านั้น  ดังนั้น คนเราจึงตั้งปณิธานที่จะทำหน้าที่ของตนให้ดีและดำเนินชีวิตเพื่อพระเจ้า เพียงเพื่อที่จะดิ้นรนต่อสู้เพื่อสถานะและผลประโยชน์ของตนอีกครั้งเมื่อเกิดเรื่องขึ้นกับตน เป็นการต่อสู้ดิ้นรนไปมาที่ทำให้พวกเขาเหนื่อยล้าเข้าไปถึงกระดูก และไม่ได้อะไรจากการนั้น  บอกเราเถิดว่านั่นเป็นวิธีดำเนินชีวิตที่เหน็ดเหนื่อยอย่างยิ่งมิใช่หรือ?  (ใช่)  พวกเขาใช้ชีวิตเช่นนี้วันแล้ววันเล่า และก่อนที่จะรู้ตัว เวลาก็ผ่านไปหลายทศวรรษแล้ว  บางคนเชื่อในพระเจ้ามาสิบหรือยี่สิบปี—แล้วพวกเขาได้ความจริงไปมากเท่าใด?  อุปนิสัยที่เสื่อมทรามของพวกเขาเปลี่ยนไปมากเพียงใด?  ในแต่ละวัน พวกเขาใช้ชีวิตเพื่อใคร?  สาละวนทำไปเพื่อสิ่งใด?  เค้นสมองคิดเพื่ออะไร?  เพื่อเนื้อหนังทั้งสิ้น  พระเจ้าตรัสไว้ว่า “เค้าความคิดในใจทั้งหมดของมนุษย์ล้วนเป็นเรื่องชั่วร้ายตลอดเวลา”  พระวจนะเหล่านี้มีที่ผิดหรือไม่?  จงลิ้มรสพระวจนะเถิด ดื่มด่ำอยู่ในพระวจนะ  เมื่อเจ้านึกถึงพระวจนะเหล่านี้ เมื่อเจ้ามีประสบการณ์กับพระวจนะ เจ้าย่อมกลัวมิใช่หรือ?  เจ้าอาจบอกว่า “ฉันรู้สึกกลัวอยู่บ้าง  ภายนอกฉันจ่ายราคาตลอดวัน ละทิ้ง สละตน และทนทุกข์  นั่นคือสิ่งที่กายเนื้อหนังของฉันทำ—แต่ความคิดอ่านทั้งหมดในใจฉันกลับชั่ว  ขัดกับความจริงทั้งสิ้น  แล้วในหลายสิ่งหลายอย่างที่ฉันทำ ความคิดอ่าน แรงจูงใจ และเป้าหมายของฉันล้วนเป็นการทำความชั่วตามที่ฉันคิดขึ้นมาทั้งสิ้น”  เมื่อกระทำการเช่นนั้นย่อมเกิดสิ่งใด?  ความประพฤติชั่ว  แล้วพระเจ้าจะทรงจดจำพวกเขาหรือไม่?  บางคนอาจบอกว่า “ฉันเชื่อในพระเจ้ามายี่สิบปีแล้ว  ยอมทิ้งทุกสิ่งทุกอย่าง—แล้วพระเจ้าก็ไม่ทรงจดจำเรื่องนั้นอยู่ดี”  พวกเขาเศร้าและเจ็บปวด  สิ่งใดทำให้พวกเขาเจ็บปวด?  ถ้าพระเจ้าทรงเข้มงวดกับมนุษย์จริง มนุษย์จะไม่มีอะไรให้คุยโวเลย  ทั้งหมดนี้คือพระคุณของพระเจ้า เป็นความกรุณาของพระองค์—พระเจ้าทรงอดกลั้นกับมนุษย์มากนัก  คิดดูเถิดว่าพระเจ้าทรงบริสุทธิ์ยิ่งนัก ชอบธรรมอย่างยิ่ง เปี่ยมมหิทธิฤทธิ์เหลือเกิน และพระองค์ก็ทรงเฝ้ามองเท่านั้นเมื่อผู้คนที่ติดตามพระองค์คิดแต่เรื่องชั่วทั้งวัน มีแต่ความคิดที่สวนทางกับความจริง ความคิดที่เป็นประโยชน์ต่อสถานะ ชื่อเสียง และผลประโยชน์ของตน  พระเจ้าจะทรงยอมผ่อนปรนให้ผู้ติดตามพระองค์ต่อต้านและทรยศพระองค์เช่นนี้หรือไม่?  แน่นอนที่สุดว่าไม่  เมื่อถูกแนวคิด ความคิดอ่าน เจตนา และแรงจูงใจเหล่านี้ครอบงำ ผู้คนก็ทำเรื่องที่กบฏและต่อต้านพระเจ้ากันอย่างโจ่งแจ้ง พลางคุยโตไปด้วยว่าตนกำลังทำหน้าที่ของตนและให้ความร่วมมือในพระราชกิจของพระเจ้า  ทั้งหมดนี้พระเจ้าย่อมมองเห็น ถึงกระนั้นพระองค์ก็ต้องทรงอดทน  ทรงสู้ทนเรื่องนี้อย่างไร?  พระองค์ประทานความจริง ทรงให้น้ำและเปิดโปง ทั้งยังประทานความรู้แจ้งและความกระจ่าง ชี้นำ สั่งสอน และบ่มวินัย—และเมื่อการบ่มวินัยนั้นรุนแรง พระองค์ก็ถึงกับต้องประทานความมั่นใจ  พระเจ้าต้องทรงอดทนเพียงใดในการทำทั้งหมดนั้น!  พระองค์ทรงจับตามองอุปนิสัยที่เสื่อมทรามต่างๆ ของผู้คนเหล่านี้ จับตามองข้อเท็จจริงที่ว่าสิ่งต่างๆ ที่พวกเขาเผยออกมา พฤติกรรม และแนวคิดของพวกเขาล้วนชั่ว—กระนั้น พระองค์ก็ยังทรงอดทนได้  บอกเราเถิดว่ามนุษย์จะทำเช่นนั้นได้หรือไม่?  (ไม่ได้)  ความอดทนที่พ่อแม่หยิบยื่นให้ลูกๆ เป็นเรื่องจริง แต่เมื่อไม่อาจทนสิ่งต่างๆ ได้ พวกเขาก็อาจทอดทิ้งหรือแม้กระทั่งสะบั้นความสัมพันธ์กับลูกได้อยู่ดี  แล้วความอดทนที่พระเจ้าทรงหยิบยื่นให้แก่คนคนหนึ่งเป็นเช่นไร?  แต่ละวันที่เจ้ามีชีวิตอยู่ก็คือวันหนึ่งๆ ที่พระเจ้าทรงหยิบยื่นความอดทนของพระองค์ให้แก่เจ้า  พระองค์ทรงอดทนถึงเพียงนั้น  มีอะไรอยู่ในความอดทนนั้น?  (ความรัก)  ไม่ได้มีเพียงความรัก—พระองค์ยังทรงมีความคาดหวังในตัวเจ้าอีกด้วย  เป็นความคาดหวังว่าอย่างไร?  ว่าพระองค์จะได้เห็นผลลัพธ์และผลการเก็บเกี่ยวผ่านทางพระราชกิจที่พระองค์ทำ และจะทรงทำให้มนุษย์สามารถลิ้มรสความรักของพระองค์  มนุษย์มีความรักเช่นนั้นหรือไม่?  ไม่มี  ด้วยการเรียนรู้และการศึกษาเพียงเล็กน้อย เพียงมีพรสวรรค์หรือทักษะพิเศษบ้าง คนคนหนึ่งก็รู้สึกว่าตนมีที่ยืนอันสูงส่งกว่าผู้อื่น คนทั่วไปไม่อาจเทียบชั้นกับตนได้  มนุษย์ทำตัวน่าชิงชังเช่นนั้น  แล้วพระเจ้าทรงทำเช่นนั้นหรือไม่?  ตรงกันข้ามเลยทีเดียว กล่าวคือ มวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามอย่างหนัก โสมมอย่างนึกไม่ถึงเช่นนั้น กลับเป็นคนที่พระเจ้าทรงช่วยให้รอด ยิ่งไปกว่านั้น พระองค์ยังทรงใช้ชีวิตร่วมกับพวกเขา พูดคุยกับพวกเขา และเกื้อหนุนพวกเขาซึ่งหน้า  มนุษย์ไม่อาจทำเช่นนั้นได้

ต่อจากนี้เป็นการสามัคคีธรรมเพิ่มเติมถึงปัญหาอีกข้อหนึ่ง  บางคนเวลาเป็นพยานก็บอกว่า “เมื่อใดที่เกิดเรื่องขึ้นกับฉัน ฉันก็นึกถึงความรักของพระเจ้า พระคุณของพระองค์ และได้รับการดลใจ  เมื่อใดที่นึกถึงสิ่งเหล่านี้ ฉันก็หยุดเผยอุปนิสัยที่เสื่อมทรามออกมา”  ผู้คนส่วนใหญ่รู้สึกว่าคำกล่าวนี้ดีงาม สามารถแก้ปัญหาเรื่องการเผยอุปนิสัยที่เสื่อมทรามได้จริง  แท้จริงแล้วถ้อยคำเหล่านี้ฟังขึ้นหรือไม่?  ฟังไม่ขึ้น  ความรักของพระเจ้า มหิทธานุภาพของพระองค์ ความอดกลั้นที่ทรงมีให้มนุษย์ และพระราชกิจทั้งปวงที่ทรงทำในตัวมนุษย์ ทำได้เพียงดลใจคนเท่านั้น—ดลใจส่วนที่เป็นความเป็นมนุษย์ในตัวพวกเขา ส่วนที่เป็นมโนธรรมและความมีเหตุผล แต่ไม่อาจแก้ไขอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของมนุษย์ได้ หรือเปลี่ยนแปลงเป้าหมายและทิศทางในการไล่ตามไขว่คว้าของมนุษย์  นี่คือสาเหตุที่พระเจ้าทรงพระราชกิจแห่งการพิพากษาในยุคสุดท้าย กล่าวคือ พระองค์ทรงแสดงและประทานความจริงเพื่อแก้ปัญหาเรื่องอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของมนุษย์  สิ่งสำคัญที่สุดที่พระเจ้าทรงทำคือเรื่องใด?  พระองค์ทรงแสดงและประทานความจริง พิพากษาและตีสอนมนุษย์  ไม่ต้องการที่จะดลใจเจ้าด้วยการลงมือเองหรือด้วยสิ่งที่พระองค์ทรงทำ ไม่ต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงทิศทางและเป้าหมายในการไล่ตามไขว่คว้าของเจ้า  พระองค์จะไม่ทรงพระราชกิจในลักษณะนั้น  สิ่งที่พระเจ้าตรัสในเรื่องที่ว่าพระองค์ทรงอดทนกับมนุษย์ขนาดไหน หรือช่วยมนุษย์ให้รอดอย่างไร จ่ายราคาไปมากมายเท่าใด—ไม่ว่าจะตรัสเช่นใด พระเจ้าก็เพียงต้องการที่จะทำให้มนุษย์เข้าใจเจตนารมณ์ของพระองค์ที่จะช่วยผู้คนให้รอด  พระองค์ไม่ได้ตรัสสิ่งเหล่านั้นเพื่อทำให้ผู้คนใจอ่อนและกลับตัวได้เพราะได้รับการดลใจจากการฟังพระองค์  นั่นทำไม่ได้  เพราะเหตุใด?  อุปนิสัยที่เสื่อมทรามของมนุษย์เป็นแก่นแท้ธรรมชาติของพวกเขา และแก่นแท้ธรรมชาตินั้นก็คือรากฐานที่ผู้คนพึ่งพาเพื่อให้มีชีวิตรอด  นี่ไม่ใช่ธรรมเนียมหรือนิสัยความเคยชินที่ไม่ดีซึ่งจะเปลี่ยนแปลงด้วยการจี้ให้ทำบ้าง แก่นแท้ธรรมชาติไม่ใช่สิ่งที่จะเปลี่ยนทันทีที่คนคนหนึ่งมีความสุข หรือพอจะได้ความรู้มาบ้าง หรือด้วยการอ่านหนังสือจำนวนหนึ่ง  นั่นย่อมเป็นไปไม่ได้  ไม่มีใครสามารถเปลี่ยนแปลงธรรมชาติของมนุษย์ได้  คนเราสามารถเปลี่ยนแปลงด้วยการยอมรับและได้มาซึ่งความจริงเท่านั้น—ความจริงเท่านั้นที่สามารถเปลี่ยนคนได้  ถ้าเจ้าอยากเปลี่ยนอุปนิสัยชีวิตของตนได้สำเร็จ เจ้าต้องไล่ตามเสาะหาความจริง และในการที่จะไล่ตามเสาะหาความจริงนั้น เจ้าต้องเริ่มด้วยการเข้าใจความจริงต่างๆ ที่พระเจ้าตรัสไว้ให้ชัดแจ้ง  บางคนเชื่อไปว่าถ้าคนเราเข้าใจคำสอน เช่นนั้นก็เข้าใจความจริงแล้ว  ไม่มีอะไรจะผิดยิ่งไปกว่านี้ได้อีกแล้ว  ไม่ใช่ว่าถ้าเจ้าเข้าใจคำสอนเกี่ยวกับการเชื่อในพระเจ้าและสามารถกล่าวทฤษฎีฝ่ายวิญญาณได้บ้าง เช่นนั้นเจ้าก็เข้าใจความจริงแล้ว  คราวนี้จงทบทวนดูเถิดว่าแท้จริงแล้วความจริงหมายถึงอะไร?  เหตุใดเราจึงพูดอยู่เสมอว่ามีคนที่ไม่เข้าใจความจริงอยู่มากเหลือเกิน?  พวกเขานึกว่า “ถ้าฉันสามารถเข้าใจความหมายในพระวจนะของพระเจ้า นั่นก็หมายความว่าฉันเข้าใจความจริงแล้ว” และนึกว่า “พระวจนะทั้งมวลของพระเจ้านั้นถูกต้อง ทุกคำล้วนตรัสเข้ามาในหัวใจของพวกเรา ดังนั้นจึงเป็นภาษาที่พวกเราใช้ร่วมกัน”  จงบอกเราเถิดว่าคำกล่าวนั้นถูกต้องหรือว่าไม่ถูกต้อง?  ที่จริงแล้ว การเข้าใจความจริงหมายความว่าอย่างไร?  เหตุใดพวกเราจึงกล่าวว่าพวกเขาไม่เข้าใจความจริง?  ก่อนอื่น พวกเราจะคุยกันสักหน่อยว่าความจริงคืออะไร  ความจริงคือความเป็นจริงของทุกสิ่งที่เป็นบวก  แล้วความเป็นจริงของสิ่งที่เป็นบวกนั้นเกี่ยวเนื่องกับมนุษย์อย่างไร?  (ข้าแต่พระเจ้า ตามที่ข้าพระองค์เข้าใจ เมื่อคนคนหนึ่งเข้าใจความจริงย่อมสำแดงออกมาในลักษณะที่ว่า ไม่ว่าพวกเขาจะพบเจอผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งใด พวกเขาก็มีหลักธรรม รู้ว่าควรทำอย่างไรกับเรื่องนั้นๆ และมีเส้นทางปฏิบัติ ความจริงสามารถแก้ไขความยุ่งยากให้พวกเขาและกลายเป็นความเป็นจริงในชีวิตของพวกเขาได้  พระเจ้าเคยตรัสไว้โดยแท้ว่าความเข้าใจที่คนคนหนึ่งมีในคำสอนไม่ใช่การเข้าใจความจริง—พวกเขารู้สึกเหมือนว่าตนเข้าใจความจริงแล้ว แต่ก็ไม่อาจแก้ปัญหาและความยุ่งยากใดๆ ที่มีในชีวิตจริงได้  พวกเขาไม่มีเส้นทางในเรื่องนั้น ไม่สามารถเชื่อมโยงสิ่งต่างๆ เข้ากับความจริงได้)  นั่นคือการไม่เข้าใจความจริง  สิ่งที่เพิ่งพูดมานั้นมีส่วนหนึ่งที่ถูกต้องตรงประเด็นว่า ความจริงคืออะไร?  (ความจริงสามารถทำให้ผู้คนมีเส้นทางปฏิบัติและกระทำการอย่างมีหลักธรรมได้ สามารถแก้ไขเรื่องยุ่งยากให้ผู้คนได้)  ถูกต้อง  การนำหลักธรรมความจริงมาเทียบดูตนเองและปฏิบัติตาม—นั่นคือเส้นทาง  ซึ่งพิสูจน์ว่านั่นคือการเข้าใจความจริง  ถ้าเจ้าเพียงแต่เข้าใจคำสอน และเมื่อเกิดเรื่องขึ้นกับตัว เจ้าก็ไม่อาจนำคำสอนไปใช้ได้ และไม่สามารถหาหลักธรรมพบ เช่นนั้นก็ไม่ใช่การเข้าใจความจริง  ความจริงคืออะไร?  ความจริงคือหลักธรรมและหลักเกณฑ์ของการทำสิ่งทั้งปวง  เป็นเช่นนั้นมิใช่หรือ?  (ใช่)  เมื่อเรากล่าวว่าพวกเจ้าไม่เข้าใจความจริง เรากำลังบอกว่าพวกเจ้าฟังคำเทศนาจบโดยที่รู้แต่คำสอนเท่านั้น  พวกเจ้าไม่รู้ว่าหลักธรรมและหลักเกณฑ์ที่เป็นความจริงในคำสอนมีอะไรบ้าง หรือว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับเจ้ามีสิ่งใดบ้างที่เกี่ยวข้องกับความจริงแง่นั้น หรือสภาวะใดบ้างที่เกี่ยวพันกับความจริงแง่นั้น และพวกเจ้าก็ไม่รู้ว่าควรนำความจริงแง่นั้นไปใช้อย่างไร  พวกเจ้าไม่รู้เรื่องอะไรเหล่านี้เลย  ยกตัวอย่าง สมมุติว่าพวกเจ้าตั้งคำถาม  การที่พวกเจ้าตั้งคำถามย่อมหมายความว่าพวกเจ้าไม่เข้าใจความจริงที่เกี่ยวข้อง  แล้วหลังจากสามัคคีธรรมเรื่องนั้นแล้ว พวกเจ้าจะเข้าใจหรือไม่?  (เข้าใจ)  หลังสามัคคีธรรม พวกเจ้าอาจเข้าใจบ้าง แต่ถ้าเกิดเรื่องที่คล้ายกันนั้นกับพวกเจ้าอีก แล้วพวกเจ้าไม่เข้าใจ นั่นย่อมไม่ใช่การเข้าใจความจริงโดยแท้  เจ้าไม่รู้อะไรเกี่ยวกับหลักธรรมและหลักเกณฑ์ที่เป็นความจริงนั้น เจ้าไม่มีความเข้าใจในเรื่องเหล่านั้น  อาจมีความจริงสักเรื่องที่เจ้านึกว่าตนเองเข้าใจ—แต่ในส่วนที่ว่าความจริงนั้นพูดถึงความเป็นจริงอันใด และมุ่งไปที่สภาวะเช่นใดในตัวมนุษย์ ถ้าเจ้าเข้าใจความจริงนั้นๆ แล้ว เจ้าสามารถหยิบยกสภาวะของตนเองขึ้นมาเทียบกับความจริงนั้นได้หรือไม่?  ถ้าทำไม่ได้ และเจ้าไม่เคยรู้ว่าสภาวะที่แท้จริงของตนเป็นอย่างไร เช่นนั้นแล้ว ความเข้าใจของเจ้าใช่การเข้าใจความจริงหรือไม่?  (ไม่ใช่)  ย่อมไม่ใช่การเข้าใจความจริง  เมื่อเป็นแง่มุมหนึ่งๆ ของความจริงและหลักธรรม ถ้าเจ้ารู้ว่าเรื่องใดและสภาวะใดเกี่ยวพันกับความจริงนั้นๆ ผู้คนประเภทใดหรือสภาวะเช่นใดของเจ้าเองเกี่ยวเนื่องกับความจริงนั้น และเจ้าก็สามารถใช้ความจริงนั้นมาแก้ไขเรื่องเหล่านั้นได้อีกด้วย เช่นนั้นจึงหมายความว่าเจ้าเข้าใจความจริง  ถ้าเจ้ารู้สึกว่าเจ้าเข้าใจคำเทศนาขณะที่ฟังอยู่ แต่พอบอกให้เจ้าสามัคคีธรรม เจ้ากลับพูดซ้ำคำที่เจ้าฟังมาเท่านั้น ไม่สามารถพูดจาและอธิบายในแง่ของสภาวะและสถานการณ์จริงได้ ความเข้าใจของเจ้าใช่การเข้าใจความจริงหรือไม่?  ย่อมไม่ใช่เช่นนั้น  แล้วโดยมาก พวกเจ้าเข้าใจความจริงหรือว่าไม่เข้าใจ?  (ไม่เข้าใจ)  เพราะเหตุใด?  เพราะกับความจริงส่วนใหญ่ พอฟังจบแล้ว พวกเจ้ากลับเข้าใจแต่คำสอนเท่านั้น  ทั้งหมดที่พวกเจ้าทำได้คือยึดปฏิบัติตามนั้นเหมือนเป็นกฎข้อบังคับ ไม่รู้วิธีนำไปใช้อย่างยืดหยุ่น  เมื่อเกิดเรื่องขึ้นกับเจ้า เจ้าก็ได้แต่อึ้ง เมื่อมีบางสิ่งเกิดขึ้นกับเจ้า เจ้าไม่สามารถใช้คำสอนในส่วนที่เจ้าเข้าใจกับเหตุการณ์นั้นได้—นั่นจึงไร้ประโยชน์  แล้วนั่นใช่การเข้าใจความจริงหรือว่าไม่ใช่?  (ไม่ใช่)  นั่นคือการไม่เข้าใจความจริง  ถ้าเจ้าไม่เข้าใจความจริง เช่นนั้นควรทำอย่างไร?  เจ้าต้องพากเพียรทำให้ดีขึ้น และพยายามขบคิด  มีไม่กี่อย่างที่ความเป็นมนุษย์ของเจ้าต้องมี กล่าวคือ เจ้าต้องตั้งใจจริงและละเอียดรอบคอบในสิ่งที่ตนเรียนรู้และทำ  ถ้าอยากไล่ตามเสาะหาความจริง แต่ไม่มีมโนธรรมและสำนึกของผู้คนที่ปกติ เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็จะไม่มีวันสามารถเข้าใจความจริง และความเชื่อของเจ้าย่อมเป็นความเชื่อที่เลอะเลือน  นี่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับขีดความสามารถของเจ้า แต่ขึ้นอยู่กับว่าเจ้ามีความเป็นมนุษย์แบบนี้หรือไม่เท่านั้น  ถ้าเจ้ามี เช่นนั้นแล้ว ต่อให้เจ้ามีขีดความสามารถปานกลาง เจ้าก็จะเข้าใจความจริงเบื้องต้นได้อยู่ดี  อย่างน้อย นี่ก็เข้าข่ายความจริง  และถ้าเจ้ามีขีดความสามารถดีมาก เช่นนั้นแล้ว สิ่งที่เจ้าเข้าใจก็อาจเป็นเรื่องของความจริงในระดับที่ลงลึก ซึ่งในกรณีนั้น เจ้าย่อมจะสามารถเข้าสู่ความจริงในระดับที่ลึกลงไปอีก  นี่เกี่ยวเนื่องกับขีดความสามารถของเจ้า  แต่ถ้าไม่มีท่าทีที่ตั้งใจจริงและละเอียดรอบคอบในความเป็นมนุษย์ของเจ้า แล้วเจ้าก็คลุมเครือและไม่แน่ใจอยู่เสมอ เลอะเลือน อยู่ในภาวะที่มืดมัวตลอดเวลา—มืดมัว เลือนราง และสุกเอาเผากินในทุกเรื่อง เช่นนั้นแล้ว สำหรับเจ้า ความจริงจะเป็นกฎข้อบังคับและคำสอนเสมอไป  เจ้าจะไม่สามารถได้ความจริงไว้  เมื่อได้ฟังเรากล่าวเช่นนี้แล้ว ตอนนี้พวกเจ้ารู้สึกหรือไม่ว่าการไล่ตามเสาะหาความจริงนั้นยาก?  ก็มีความยากอยู่ระดับหนึ่ง แต่อาจเป็นระดับที่ยากมากหรือไม่ค่อยยากก็ได้  ถ้าเจ้าใช้ความคิดและมีความพยายาม ระดับความยากก็จะลดลง และเจ้าก็จะได้มาซึ่งความจริงบ้าง ถ้าเจ้าไม่พยายามเข้าสู่ความจริงเลย เอาแต่พยายามกับคำสอนและการปฏิบัติภายนอกเท่านั้น เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็จะไม่สามารถได้ความจริงไว้

พวกเจ้ามองทะลุเข้าไปถึงแก่นสำคัญของบางสิ่งผ่านทางการสามัคคีธรรมอย่างเป็นระบบของเราเกี่ยวกับความจริงเหล่านี้บ้างหรือไม่?  พวกเจ้าเกิดความตระหนักบ้างหรือยัง?  สิ่งต่างๆ ในความจริงแต่ละเรื่องมีรายละเอียดมากกว่าองค์ความรู้ในหลักสูตรมหาวิทยาลัยมิใช่หรือ?  (ใช่)  มีรายละเอียดมากนัก  ผู้คนสามารถจับเนื้อหาที่เรียนรู้ได้ด้วยการพยายามเพียงไม่กี่ปีผ่านทางการฝึกฝนปฏิบัติอย่างต่อเนื่องและมีประสบการณ์ตรง ตราบเท่าที่พวกเขาสามารถท่องจำและเข้าใจเนื้อหาเหล่านั้นได้  ในการเรียนรู้เนื้อหาทางวิชาการนั้น คนเราค่อยๆ เชี่ยวชาญเรื่องนั้นได้ด้วยการใช้เวลา เรี่ยวแรง และใช้ความคิดในเรื่องนั้นบ้างก็พอ  แต่การที่จะเข้าใจความจริงจะใช้แต่สมองไม่ได้—เจ้าต้องใช้หัวใจด้วย  ถ้าไม่ใคร่ครวญพระวจนะของพระเจ้าด้วยหัวใจหรือมีประสบการณ์กับพระวจนะด้วยหัวใจ เจ้าก็จะไม่สามารถเข้าใจความจริง  เฉพาะคนที่มีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณ มีความตั้งใจจริง และมีความสามารถในการจับใจความเท่านั้นที่จะสามารถเข้าถึงความจริงได้ คนที่ไม่มีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณ มีขีดความสามารถอ่อนด้อย และไร้ความสามารถในการจับใจความ จะไม่มีวันเข้าถึงความจริงได้  พวกเจ้าเป็นคนที่ไม่เอาใจใส่หรือว่าละเอียดรอบคอบ?  (ไม่เอาใจใส่)  นั่นอันตรายมิใช่หรือ?  แล้วพวกเจ้าจะละเอียดรอบคอบได้หรือไม่?  (ได้)  นั่นเป็นเรื่องดี เราชอบฟังเรื่องดีๆ  อย่าพูดอยู่เสมอว่าทำไม่ได้—พวกเจ้าจะรู้ได้อย่างไรจนกว่าจะพยายามแล้ว?  พวกเจ้าควรที่จะทำได้  ด้วยปณิธานและท่าทีตอนนี้ที่พวกเจ้ามีในการไล่ตามเสาะหาของตน ก็มีหวังที่พวกเจ้าจะเข้าใจความจริงพื้นฐาน  นี่เป็นเรื่องที่สัมฤทธิ์ได้  ตราบใดที่คนคนหนึ่งเต็มใจใช้หัวใจและจ่ายราคา ทั้งยังหมั่นเพียรเข้าถึงความจริงอยู่ในหัวใจ พระวิญญาณบริสุทธิ์ย่อมจะทรงพระราชกิจและทำให้พวกเขาเพียบพร้อม  ถ้าไม่หมั่นเพียรเข้าถึงความจริงอยู่ในหัวใจ เช่นนั้นแล้ว พระวิญญาณบริสุทธิ์ก็จะไม่ทรงพระราชกิจ  จำไว้เถิดว่าการที่คนคนหนึ่งจะมาเข้าใจความจริง พวกเขาต้องริเริ่มพยายามและจ่ายราคา แต่นี่จะสัมฤทธิ์ผลที่ต้องการเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น สัมฤทธิ์ได้เพียงส่วนที่ผู้คนต้องทำในส่วนของตน  อีกครึ่งหนึ่งเป็นส่วนที่สำคัญยิ่งคือการเข้าใจความจริง ซึ่งผู้คนทำกันไม่ได้ ต้องพึ่งพาพระราชกิจและการทำให้เพียบพร้อมจากพระวิญญาณบริสุทธิ์จึงจะสัมฤทธิ์  พวกเจ้าต้องไม่ลืมว่าแม้จะอาศัยความพยายามก็พอในเรื่องของการได้มาซึ่งความรู้และการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ แต่การเข้าใจความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น  ไม่มีประโยชน์ที่จะพึ่งพาแต่สมอง—คนเราต้องใช้หัวใจ และต้องจ่ายราคาเช่นกัน  ด้วยการจ่ายราคาย่อมเข้าถึงสิ่งใด?  พระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์  แต่พระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์มีสิ่งใดเป็นรากฐาน?  ความรู้สึกนึกคิดของคนคนหนึ่งต้องละเอียดรอบคอบพอ หัวใจต้องเงียบและสงบพอ ตรงไปตรงมามากพอเสียก่อน พระเจ้าจึงจะทรงพระราชกิจ  พระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์นั้นละเอียดอ่อน คนที่เคยสัมผัสมาแล้วย่อมรู้  ผู้คนที่หมั่นพยายามเข้าถึงความจริงมักจะรู้สึกได้ถึงความรู้แจ้งจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ ดังนั้น เส้นทางปฏิบัติของพวกเขาในการปฏิบัติหน้าที่จึงราบรื่น และมีความชัดเจนในหัวใจมากขึ้นเรื่อยๆ  ผู้คนที่ไม่มีประสบการณ์ไม่อาจรู้สึกได้ถึงพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และจะไม่มีวันสามารถมองเห็นเส้นทางที่ถูกต้อง  สำหรับพวกเขาแล้ว ทุกเรื่องล้วนไม่ชัดเจนและพร่ามัว พวกเขาย่อมไม่รู้ว่าอะไรคือหนทางที่ถูกต้อง  อันที่จริง ไม่ใช่เรื่องยากที่จะสัมฤทธิ์การเข้าใจความจริงและมองเห็นเส้นทางปฏิบัติอย่างชัดเจน กล่าวคือ ถ้าคนเรามีภาวะเหล่านั้นอยู่ในหัวใจ พระวิญญาณบริสุทธิ์ก็จะทรงพระราชกิจ  แต่ถ้าหัวใจของเจ้าออกจากภาวะเหล่านั้น เจ้าก็จะไม่สามารถจับสังเกตพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้  นี่ไม่ใช่เรื่องที่เป็นนามธรรมหรือคลุมเครือ  เมื่อตัวเจ้าอยู่ในสภาวะเหล่านั้นและหัวใจของเจ้าก็อยู่ในภาวะเหล่านั้น ถ้าเจ้าแสวงหา พยายาม ใคร่ครวญ และอธิษฐาน พระวิญญาณบริสุทธิ์ก็จะทรงพระราชกิจในตัวเจ้า  แต่ถ้าเจ้าเหม่อลอย อยากไล่ตามไขว่คว้าสถานะและดิ้นรนเพื่อชื่อเสียงและผลประโยชน์อยู่เสมอ อยากวุ่นวายและใช้ความพยายามกับรูปแบบตลอดเวลา—ถ้าเจ้าหลบหลีกและซ่อนตัวจากพระเจ้า หลีกเลี่ยงและปฏิเสธพระเจ้า ไม่ตรงไปตรงมา และไม่เปิดใจให้พระองค์—พระวิญญาณบริสุทธิ์ก็จะไม่ทรงพระราชกิจ พระองค์จะไม่ทรงมองเจ้า และจะไม่ว่ากล่าวเจ้าด้วยซ้ำ  คนที่ไม่เคยมีแม้แต่ประสบการณ์กับการถูกพระวิญญาณบริสุทธิ์ว่ากล่าว จะสามารถเข้าใจความจริงได้มากเท่าใด?  บางครั้ง พระวิญญาณบริสุทธิ์ว่ากล่าวเจ้าเพื่อให้เจ้ารู้จักหนทางที่ถูกต้องและหนทางที่ผิดในการทำบางสิ่ง  เมื่อพระองค์ประทานความรู้สึกเช่นนั้นแก่เจ้า ในที่สุดเจ้าย่อมจะได้สิ่งใดจากการนั้น?  เจ้าย่อมจะได้ความสามารถในการแยกแยะถูกผิด และเพียงมองปราดเดียวก็จะชัดเจนมากในเรื่องนั้นๆ ว่า “วิธีนั้นผิด—ไม่ตรงกับหลักธรรม  ฉันไม่อาจทำแบบนั้นได้”  ในเรื่องนั้น เจ้าย่อมจะรู้ชัดว่าหลักธรรมมีอะไรบ้าง พระเจ้าทรงมีเจตนารมณ์เช่นใด และแท้จริงแล้ว ความจริงมีว่าอย่างไร ดังนั้น เจ้าก็จะรู้ว่าเจ้าควรทำสิ่งใด  แต่ถ้าพระวิญญาณบริสุทธิ์ไม่ทรงพระราชกิจ ไม่ประทานการบ่มวินัยดังกล่าวแก่เจ้า เจ้าจะก็อยู่ในภาวะเลอะเลือนตลอดไป ไร้ความชัดแจ้งในเรื่องดังกล่าว  เมื่อเกิดเรื่องดังกล่าวขึ้นกับเจ้า เจ้าจะได้แต่อึ้ง เมื่อเกิดเรื่องเช่นนั้นกับเจ้า เจ้าจะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น และเจ้าก็จะเลอะเลือนอย่างยิ่งอยู่ในหัวใจ—เจ้าจะไม่ชัดเจนว่าควรทำสิ่งใด  เจ้าอาจร้อนใจจะแย่อยู่แล้ว—แต่เพราะเหตุใดพระวิญญาณบริสุทธิ์จึงไม่ทรงพระราชกิจ?  บางทีสภาวะบางอย่างในตัวเจ้าอาจจะไม่ถูกต้อง และเจ้าก็กำลังต่อต้าน  เจ้าย่อมใช้สิ่งใดต่อต้าน?  ถ้าเจ้ายึดติดกับทัศนะที่ผิดหรือมโนคติอันหลงผิดบางอย่าง พระเจ้าจะไม่ทรงพระราชกิจ แต่จะทรงรอไปจนกว่าจะถึงเวลาที่เจ้าตระหนักว่ามโนคติอันหลงผิดหรือทัศนะนั้นๆ ผิด  พระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงพระราชกิจจากรากฐานนั้นเท่านั้น  เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระราชกิจ พระองค์ไม่ได้ทรงหยุดอยู่ตรงการให้เจ้ารู้อย่างมีสติว่าสิ่งใดถูกและสิ่งใดผิด  แต่ให้เจ้ามองเห็นอย่างชัดเจนว่าอะไรคือเส้นทาง ทิศทาง และจุดหมาย และความเข้าใจที่เจ้ามีนั้นห่างไกลจากความจริงเพียงใด  พระองค์ทรงทำให้เจ้ารู้เรื่องที่กล่าวมานี้อย่างชัดแจ้ง  พวกเจ้าเคยมีประสบการณ์เช่นนี้กันหรือยัง?  ถ้าใครเชื่อในพระเจ้ามาสิบหรือยี่สิบปีแล้วยังไม่มีประสบการณ์จำเพาะเช่นที่ว่านี้ พวกเขาย่อมเป็นคนเช่นใด?  เป็นคนที่ไม่เอาใจใส่  ได้แต่นำเสนอคำสอนและวลีติดปากที่มักจะพูดกันซ้ำๆ บ้างเท่านั้น และได้แต่แก้ปํญหาด้วยกลยุทธ์ไม่กี่อย่างและชั้นเชิงง่ายๆ ที่มีอยู่  และเพราะเหตุนี้ พวกเขาจึงมีชะตาชีวิตที่ไม่ค่อยก้าวหน้า—พวกเขาจะไม่มีวันสามารถเข้าใจความจริง และพระวิญญาณบริสุทธิ์ก็จะไม่ทรงพระราชกิจในตัวพวกเขา  สำหรับผู้คนที่ไม่เอาใจใส่เยี่ยงนี้ ผู้คนที่เอื้อมไม่ถึงความจริงโดยสิ้นเชิง พวกเขาจะไม่สามารถเข้าใจความจริง ต่อให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ประทานความรู้แจ้งแก่พวกเขาก็ตาม  ดังนั้น พระวิญญาณบริสุทธิ์ย่อมจะไม่ทรงพระราชกิจในตัวพวกเขา  เพราะเหตุใด?  พระเจ้าทรงเลือกที่รักมักที่ชังกระนั้นหรือ?  ไม่ใช่  แล้วเป็นเพราะเหตุใด?  เพราะขีดความสามารถของพวกเขาอ่อนด้อยเกินไป และความจริงเป็นเรื่องเกินเอื้อมสำหรับพวกเขา  ต่อให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระราชกิจ พวกเขาก็ไม่เข้าใจความจริง ถ้าบอกพวกเขาว่าสิ่งนั้นคือหลักธรรม พวกเขาจะมีความสามารถในการเข้าใจเรื่องนั้นหรือไม่?  ไม่  ดังนั้น พระเจ้าก็จะไม่ทรงทำเช่นนั้น  พวกเจ้าเคยมีประสบการณ์แบบนี้หรือไม่?  ความจริงย่อมเป็นกลาง  ระหว่างที่เจ้าไล่ตามเสาะหาความจริง ลงลึกในความจริง พระวิญญาณบริสุทธิ์ย่อมจะทรงพระราชกิจ และเจ้าก็จะได้ความจริงไว้  แต่ถ้าเจ้าเกียจคร้าน ละโมบความสะดวกสบาย และไม่เต็มใจที่จะเพียรพยายามกับความจริง พระวิญญาณบริสุทธิ์ย่อมจะไม่ทรงพระราชกิจ และเจ้าก็จะไม่สามารถได้มาซึ่งความจริง ไม่ว่าเจ้าจะเป็นใครก็ตามที  คราวนี้เข้าใจแล้วใช่หรือไม่?  ตอนนี้พวกเจ้าไล่ตามเสาะหาความจริงอยู่หรือไม่?  ใครก็ตามที่ไล่ตามเสาะหาย่อมได้ความจริง และคนที่ได้ความจริงไว้ในที่สุดย่อมจะกลายเป็นสมบัติล้ำค่า  คนที่ไม่สามารถได้ความจริงไว้จะได้แต่อิจฉาพวกเขา ซึ่งไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ กล่าวคือ ถ้าพลาดโอกาสนี้ ก็จะหมดโอกาสแล้ว

ช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการไล่ตามเสาะหาความจริงคือเมื่อใด?  คือช่วงนี้ที่พระเจ้ากำลังทรงพระราชกิจในเนื้อหนัง ตรัสและสามัคคีธรรมกับเจ้าซึ่งหน้า ชี้แนะและช่วยเหลือเจ้า  เหตุใดเราจึงกล่าวว่านี่คือช่วงเวลาที่ดีที่สุด?  เพราะพระราชกิจและถ้อยดำรัสของพระเจ้าผู้บังเกิดในเนื้อหนังสามารถทำให้เจ้าเข้าใจเจตนารมณ์ของพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้อย่างถ่องแท้ และเปิดโอกาสให้เจ้ารู้ว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระราชกิจอย่างไร  พระเจ้าผู้บังเกิดในเนื้อหนังสามารถเข้าใจหลักธรรม แบบแผน หนทาง และวิธีการทั้งหมดในพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และพระองค์ย่อมตรัสบอกเจ้า เจ้าจะได้ไม่ต้องควานหาเอาเอง  จงใช้ทางลัดนี้เถิด แล้วเจ้าจะเข้าถึงความจริงได้โดยตรง  เมื่อพระเจ้าผู้บังเกิดในเนื้อหนังหยุดตรัสและเสร็จสิ้นพระราชกิจของพระองค์แล้ว เจ้าจะต้องควานหาด้วยตนเอง  ไม่มีใครสามารถแทนที่เนื้อหนังที่มาบังเกิดนี้และบอกเจ้าได้อย่างชัดแจ้งว่าควรทำสิ่งใด พึงไปที่ใด และควรใช้เส้นทางเช่นใด  ไม่มีใครสามารถบอกเรื่องเหล่านั้นแก่เจ้าได้ ไม่ว่าใครคนนั้นจะมีสภาวะฝ่ายวิญญาณเช่นใดก็ไม่อาจทำได้  มีตัวอย่างในเรื่องนี้  นี่เหมือนผู้เชื่อในพระเยซูที่เชื่อมาสองพันปีแล้วโดยแท้ กล่าวคือ บางคนตอนนี้ถอยหลังไปอ่านพันธสัญญาเดิมและรักษาธรรมบัญญัติ บ้างก็พกกางเขนติดตัว แต่กลับแขวนพระบัญญัติสิบประการไว้ในห้อง รักษากฎข้อบังคับและพระบัญญัติเหล่านั้น  แล้วในที่สุดพวกเขาได้อะไรไป?  พระวิญญาณบริสุทธิ์ก็ทรงพระราชกิจ แต่ถ้าไม่มีพระวจนะที่ชัดแจ้งของพระเจ้า ผู้คนย่อมเอาแต่ควานหาอยู่เสมอ  การไร้ซึ่งพระวจนะที่ชัดแจ้งหมายความว่าอย่างไร?  หมายความว่าสิ่งที่ผู้คนควานหาและได้ไปนั้นย่อมไม่แน่ชัด  ไม่มีใครสามารถทำให้เจ้าแน่ใจ โดยกล่าวว่าถูกต้องแล้วที่เจ้าทำดังนี้และผิดที่เจ้าทำดังนั้น  ไม่มีใครบอกเจ้าเช่นนั้นได้  ต่อให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ประทานความรู้แจ้งแก่เจ้า และเจ้าก็เชื่อว่าถูกต้อง แล้วพระเจ้าทรงเห็นชอบหรือไม่?  เจ้าก็ไม่แน่ใจเช่นกันมิใช่หรือ?  (พวกเราไม่แน่ใจ)  พระวจนะเหล่านั้นที่องค์พระเยซูเจ้าทรงทิ้งไว้เบื้องหลังเมื่อสองพันปีก่อนและมีการบันทึกไว้ในพระคัมภีร์—บัดนี้สองพันปีให้หลัง ผู้เชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้าได้นำเสนอคำอธิบายเอาไว้ทุกรูปแบบในเรื่องการเสด็จกลับมาของพระองค์ และไม่มีใครรู้ว่าแท้จริงแล้วคำอธิบายที่ถูกต้องเที่ยงตรงมีว่าอย่างไร  ดังนั้น การยอมรับพระราชกิจระยะนี้จึงเป็นเรื่องที่บีบคั้นพวกเขาอย่างหนัก  นี่แสดงให้เห็นสิ่งใด?  แสดงให้เห็นว่าในเรื่องของถ้อยคำกำกวมที่กล่าวกันมาอย่างไม่ชัดแจ้งนี้ สิบคนก็อธิบายไปสิบอย่าง ร้อยคนก็ร้อยอย่าง  ทุกคนมีเหตุผลมาสร้างความชอบธรรมและมีข้อโต้แย้งของตนเอง  แล้วคำอธิบายใดถูกต้อง?  ตราบใดที่พระเจ้าไม่ตรัสหรือประทานข้อสรุป สิ่งที่มนุษย์พูดย่อมไม่สำคัญ  ไม่ว่าลัทธิของเจ้าจะใหญ่โตเพียงใด มีสมาชิกกี่คน นั่นมีความสำคัญหรือไม่กับพระเจ้า?  (ไม่มี)  พระเจ้าไม่ทรงมองไปที่อำนาจของเจ้า  ต่อให้ไม่มีแม้แต่คนเดียวในโลกที่สามารถยอมรับสิ่งที่พระเจ้าทำ สิ่งนั้นก็ถูกต้อง และเป็นความจริง  นี่คือข้อเท็จจริงชั่วนิรันดร์ที่ไม่มีทางเปลี่ยนแปลง!  ทุกศาสนาและลัทธิอธิบายความจริงว่าอย่างนี้อย่างนั้น แล้วในที่สุดเกิดอะไรขึ้น?  คำอธิบายของเจ้ามีประโยชน์อะไรหรือไม่?  (ไม่มี)  พระเจ้าทรงหักล้างคำอธิบายนั้นด้วยประโยคเดียว  ไม่ว่าเจ้าจะอธิบายต่อไปว่าอย่างไร พระเจ้าจะสนพระทัยเจ้าหรือไม่?  (ไม่)  เหตุใดพระเจ้าจึงไม่สนพระทัยเจ้า?  พระเจ้าเริ่มทรงพระราชกิจใหม่มาเกือบจะสามสิบปีแล้วในตอนนี้  ไม่ว่าคนเหล่านั้นจะส่งเสียงเอ็ดอึงด้วยความโอหังกันอย่างไร พระองค์จะใส่พระทัยหรือไม่?  (ไม่)  พระองค์จะไม่ใส่พระทัย  ผู้คนในศาสนาย่อมจะถามว่า “เมื่อพระองค์ไม่ใส่พระทัย คนเหล่านั้นจะสามารถได้รับการช่วยให้รอดหรือไม่?”  ข้อเท็จจริงก็คือพระวจนะของพระเจ้าชี้แจงทุกสิ่งไว้อย่างชัดเจนมานานแล้ว และพระองค์ตรัสคำใดก็เป็นไปตามนั้น  ไม่ว่าโลกศาสนาจะมีอำนาจมากเท่าใดก็ไร้ประโยชน์ ไม่ว่าพวกเขาจะมีกำลังคนมากเท่าใด นั่นก็ไม่ได้พิสูจน์ว่าพวกเขามีความจริง  พระเจ้าทรงทำสิ่งที่พระองค์พึงทำ ที่ใดควรเริ่ม พระองค์ก็ทรงเริ่มในที่นั้น ควรเลือกผู้ใด พระองค์ก็ทรงเลือกผู้นั้น  พระองค์ได้รับอิทธิพลจากโลกศาสนาและถูกพวกเขาตีกรอบเอาไว้หรือไม่?  (ไม่)  ไม่แม้แต่น้อย  นี่คือพระราชกิจของพระเจ้า กระนั้น มวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามก็อยากเถียงพระเจ้า และเสนอคำอธิบายแก่พระองค์ตลอดวัน—นี่มีประโยชน์อันใดหรือไม่?  พวกเขาถึงกับคว้าเอาถ้อยคำในพระคัมภีร์มาตีความตามอำเภอใจ—เห็นได้ชัดว่าพวกเขาตีความนอกบริบท และถึงกับอยากยึดถือถ้อยคำเหล่านั้นไปตลอดชีวิต รอคอยให้พระเจ้าทรงทำให้ถ้อยคำเหล่านั้นลุล่วง  พวกเขามัวฝันกันอยู่!  ถ้าไม่แสวงหาความจริงในพระวจนะของพระเจ้า และอยากขอให้พระเจ้าทำเรื่องนี้เรื่องนั้นอยู่เสมอ คนคนนั้นยังมีสำนึกอยู่หรือไม่?  พวกเขาพยายามทำอะไรกันอยู่?  อยากก่อกบฏหรือไร?  อยากขับเคี่ยวกับพระเจ้าหรือไร?  เมื่อมหันตภัยใหญ่หลวงมาถึงตัว ทุกคนจะได้แต่อึ้ง พวกเขาจะร่ำไห้และกรีดร้องอย่างไร้ประโยชน์ เรื่องราวย่อมจะดำเนินไปเช่นนั้นมิใช่หรือ?  ย่อมจะเป็นเช่นนั้น

ตอนนี้คือช่วงเวลาที่ดีที่สุด—เป็นเวลาที่พระเจ้ากำลังช่วยผู้คนให้รอดและทำให้พวกเขาเพียบพร้อม  อย่ารอให้ถึงวันที่เจ้าพลาดช่วงเวลานี้ไป แล้วจากนั้นก็ครุ่นคิดว่า “เรื่องนั้นที่พระเจ้าตรัสไว้หมายความว่าอย่างไร?  คงจะดีกว่าถ้าถามในตอนนั้น มาตอนนี้ฉันถามไม่ได้อีกแล้ว  อย่างนั้นฉันก็จะอธิษฐานเอาแล้วกัน พระวิญญาณบริสุทธิ์ย่อมจะทรงพระราชกิจ นั่นก็เหมือนกันแล้ว”  จะเหมือนกันหรือไม่?  (ไม่)  ถ้าเหมือนกัน เช่นนั้นแล้ว ผู้คนที่เชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้ามาตลอดสองพันปีนี้ย่อมจะไม่เป็นดังที่เป็นอยู่  ดูถ้อยคำที่คนที่ได้ชื่อว่าเป็นธรรมิกชนเขียนเอาไว้ในช่วงครึ่งแรกของสหัสวรรษที่สองก็พอ—ช่างตื้นเขินนัก น่าเวทนานัก!  ตอนนี้มีหนังสือบทเพลงนมัสการเล่มหนาที่ผู้คนทุกศาสนาและลัทธิพากันขับร้อง และบทเพลงนมัสการเหล่านั้นก็เอาแต่พูดถึงพระคุณของพระเจ้าและการได้รับพร—มีแต่สองเรื่องนั้นเท่านั้น  นั่นใช่การรู้จักพระเจ้าหรือไม่?  ไม่ใช่  มีความจริงอยู่ในนั้นบ้างหรือไม่?  (ไม่มี)  พวกเขารู้แต่ว่าพระเจ้าทรงรักผู้คนของโลก  มีคำกล่าวอยู่เสมอในโลกภายนอกนั้น ซึ่งไม่เคยเปลี่ยนแปลงว่า “พระเจ้าคือความรัก”  นั่นคือประโยคเดียวที่พวกเขารู้  จะว่าไป พระเจ้าทรงรักผู้คนอย่างไร?  ตอนนี้พระเจ้าทรงทอดทิ้งและกำจัดพวกเขา—พระองค์ยังใช่ความรักอยู่หรือไม่?  ตามความคิดเห็นของพวกเขาย่อมไม่ใช่—ไม่ใช่อีกแล้ว  ดังนั้น พวกเขาจึงกล่าวโทษพระองค์  ชายคนนั้นไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงและไม่อาจเข้าใจได้ว่านั่นเป็นเรื่องที่น่าเวทนาที่สุด  มีโอกาสที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ในเวลานี้  พระเจ้าทรงบังเกิดในเนื้อหนังแล้วเพื่อแสดงความจริงและช่วยผู้คนให้รอดด้วยพระองค์เอง  ถ้าเจ้าไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงและไม่ได้ความจริงไว้ก็ย่อมจะน่าเวทนายิ่ง  ถ้าเจ้าไล่ตามเสาะหาความจริงและทำเช่นนั้นด้วยความมุ่งมั่น แต่ก็ล้มเหลวที่จะเข้าใจความจริงในท้ายที่สุด เจ้าย่อมจะชัดเจนในมโนธรรม—อย่างน้อยเจ้าก็ไม่ได้ทำให้ตัวเองรู้สึกแย่  บัดนี้พวกเจ้าเริ่มไล่ตามเสาะหากันหรือยัง?  การปฏิบัติหน้าที่นับเป็นการไล่ตามเสาะหาความจริงหรือไม่?  นับเป็นการให้ความร่วมมืออย่างหนึ่ง แต่ในแง่ที่สัมฤทธิ์การไล่ตามเสาะหาความจริง ในแง่ที่นับเป็นการไล่ตามเสาะหาความจริง ยังไปไม่ถึงตรงนั้น  เป็นเพียงพฤติกรรมรูปแบบหนึ่ง การกระทำอย่างหนึ่งเท่านั้น—เป็นการมีท่าทีของการไล่ตามเสาะหาความจริง  แล้วเมื่อเป็นเช่นนั้น ทำอย่างไรจึงจะนับได้ว่าเป็นการไล่ตามเสาะหาความจริง?  เจ้าต้องเริ่มด้วยการเข้าใจความจริง  ถ้าเจ้าไม่เข้าใจความจริง ไม่จริงจังกับสิ่งใด ทำหน้าที่ของตนเพียงให้พอพ้นตัว และทำสิ่งต่างๆ ตามใจอยาก ไม่เคยแสวงหาความจริงหรือสนใจหลักธรรมความจริง แล้วเจ้าจะเข้าใจความจริงได้หรือไม่?  ถ้าเจ้าไม่เข้าใจความจริง เจ้าจะไล่ตามเสาะหาความจริงได้อย่างไร?  ถูกต้องหรือไม่?  (ถูกต้อง)  คนที่ไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงเป็นคนจำพวกใด?  เป็นพวกไร้สมอง  แล้วเมื่อเป็นเช่นนั้น เจ้าควรไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างไร?  เจ้าต้องเริ่มด้วยการเข้าใจความจริง  การเข้าใจความจริงนี้ต้องใช้ความพยายามมากหรือไม่?  ไม่  จงเริ่มที่สภาพแวดล้อมรอบตัวเจ้าและหน้าที่ที่เจ้าปฏิบัติ จงปฏิบัติและฝึกฝนตามหลักธรรมความจริง  การทำเช่นนี้แสดงว่าเจ้าเริ่มเดินไปบนเส้นทางของการไล่ตามเสาะหาความจริงแล้ว ก่อนอื่น จงเริ่มค้นหา ใคร่ครวญ อธิษฐาน และได้ความรู้แจ้งจากหลักธรรมเหล่านี้ไปทีละน้อย—ความรู้แจ้งที่เจ้าได้ไปนั้นคือความจริงที่เจ้าควรเข้าใจ  จงแสวงหาความจริงจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าเป็นอันดับแรก และไล่ตามเสาะหาที่จะกระทำการตามหลักธรรมความจริง  เรื่องทั้งหมดนี้ไม่อาจแยกออกจากชีวิตจริงได้ ซึ่งก็คือผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลายที่เจ้าพบเจอในชีวิต รวมทั้งเรื่องต่างๆ ภายในขอบเขตหน้าที่ของเจ้า  จงเริ่มจากเรื่องเหล่านั้น และเข้าให้ถึงการเข้าใจหลักธรรมความจริง—จากนั้นเจ้าก็จะมีการเข้าสู่ชีวิต

23 ตุลาคม ค.ศ. 2019

ก่อนหน้า: ประการที่แปด: พวกเขาย่อมจะให้ผู้อื่นนบนอบเฉพาะพวกเขาเท่านั้น ไม่ใช่ความจริงหรือพระเจ้า (ภาคที่หนึ่ง)

ถัดไป: ประการที่เก้า: พวกเขาทำหน้าที่ของพวกเขาเพียงเพื่อให้ตนเองโดดเด่นและหล่อเลี้ยงผลประโยชน์และความทะเยอทะยานของตน พวกเขาไม่เคยคำนึงถึงผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า และถึงขั้นทรยศผลประโยชน์เหล่านั้นแลกกับความรุ่งโรจน์ส่วนตน (ภาคที่หนึ่ง)

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

ติดต่อเราผ่าน Messenger