ประการที่แปด: พวกเขาย่อมจะให้ผู้อื่นนบนอบเฉพาะพวกเขาเท่านั้น ไม่ใช่ความจริงหรือพระเจ้า (ภาคที่หนึ่ง)
ส่วนเสริม: ชำแหละปัญหาทั้งหลายที่เกิดขึ้นในยามถอดคำเทศนา
เราได้ยินบางคนตั้งข้อสังเกตว่าคนถอดเสียงตัดเรื่องเล่าในช่วงต้นของคำเทศนาสองสามครั้งล่าสุดออกไป เหลือไว้แต่เนื้อความทางการของคำเทศนาที่ตามหลังเรื่องเล่า นี่เป็นเรื่องจริงหรือไม่? มีการแยกเรื่องเล่าเรื่องใดออกจากคำเทศนาที่ตามมาบ้าง? (เรื่องราวของต้าเป่าและเสียวเป่า เรื่องราวของต้าหมิงและเสี่ยวหมิง และการเสวนาเรื่องต้นทุน: “แล้วแต่ละกัน!”) เรื่องเล่าสามเรื่องนี้ถูกแยกออกจากเนื้อหาที่เป็นคำเทศนา แต่เพราะเหตุใด? มีเหตุผลอันใด? เห็นได้ชัดว่าคนที่ถอดเสียงคิดว่าเรื่องเล่านำร่องไม่เข้ากับเนื้อหาของคำเทศนาที่ตามมา จึงแยกเรื่องเล่าเหล่านั้นออกไป นี่ชอบด้วยเหตุผลหรือไม่? นี่เป็นสิ่งที่คนถอดเสียงทำโดยแท้ พวกเขาคิดว่าตนถูกและโอหังเกินไป ดึงเรื่องเล่าไปจัดเป็นบทแยกต่างหากโดยไม่มีเนื้อหาของคำเทศนาแต่อย่างใด พวกเจ้าว่าผลของการทำเช่นนี้ดีหรือไม่ดี? นอกจากนี้ พวกเจ้าว่าเรื่องที่เล่านำร่องนั้นจำเป็นต้องสอดคล้องและเข้ากับคำเทศนาที่ตามมาหรือไม่? นี่จำเป็นจริงหรือ? (ไม่) แล้วเหตุใดคนที่ถอดคำเทศนาจึงเข้าใจงานผิดไปเช่นนี้? พวกเขาเชื่อไปเช่นนี้ได้อย่างไร? นี่เป็นปัญหาอันใด? พวกเขาคิดอยู่ในใจว่า “เรื่องที่พระองค์เล่านั้นนอกประเด็น ฉันจะคัดกรองให้พระองค์เอง และเวลาเผยแพร่ ฉันก็จะไม่เอามารวมกัน คำเทศนาก็อยู่ส่วนคำเทศนา ให้ต่อเนื่องกันไปทีละเรื่อง เนื้อหาของเรื่องเล่านำร่องไม่ควรเข้ามาแทรกเนื้อความของคำเทศนา ฉันต้องคัดกรองให้พระองค์ เพราะพระองค์ไม่เข้าใจเรื่องนี้” นี่ใช่เจตนาดีหรือไม่? เจตนาดีของพวกเขานี้มาจากไหน? มาจากมโนคติอันหลงผิดของมนุษย์ใช่หรือไม่? (ใช่) เวลาเราเทศนา เราจำเป็นต้องคำนึงถึงทุกสิ่งอย่างรอบด้านขนาดนั้นหรือไม่? แต่ละเรื่องที่เราเล่าจำเป็นต้องสอดคล้องกับเนื้อหาที่ตามมาหรือไม่? (ไม่) ไม่มีความจำเป็นในเรื่องนี้ นี่เรียกว่ากฎข้อบังคับ เป็นมโนคติอันหลงผิด คนที่ถอดเสียงผิดพลาดตรงไหนบ้าง? (ทำสิ่งต่างๆ ตามมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของตน) มีอะไรอีก? (บุ่มบ่ามกระทำการตามอำเภอใจ) ธรรมชาติของพฤติกรรมเช่นนี้ค่อนข้างบุ่มบ่ามตามอำเภอใจ พวกเขาไม่มีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้า การพูดเช่นนี้สมเหตุสมผล แต่ก็แตกต่างจากแก่นแท้ของเรื่องนี้อยู่ดี เวลาถอดคำเทศนา พวกเขามองทุกสิ่งที่พระเจ้าตรัสโดยใช้ท่าทีและมุมมองเช่นใด? ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล่าหรือคำเทศนา พวกเขามองและฟังสิ่งที่กล่าวไปนี้ด้วยท่าทีและมุมมองเช่นใด? (มุมมองของความรู้และการเรียนรู้) ถูกต้อง การมองเรื่องเล่าและเนื้อหาของคำเทศนาจากมุมของความรู้ย่อมจะทำให้เกิดปัญหานี้ พวกเขาเชื่อว่าเวลาที่เราเทศนา ไม่ว่าจะอยากพูดถึงส่วนใด เนื้อหาก็ต้องเป็นไปตามลำดับ ทุกประโยคต้องมีเหตุผล ทุกประโยคต้องสอดคล้องกับมโนคติอันหลงผิดของทุกคน และทุกส่วนต้องมีจุดมุ่งหมายที่เคร่งครัด พวกเขาประเมินคำเทศนาของเราตามมโนคติอันหลงผิดนี้ นี่แสดงว่าไม่มีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณใช่หรือไม่? (ใช่) นี่ไม่มีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณโดยแท้! การใช้ตรรกะและใช้การคาดเดามาพิจารณาสิ่งที่เราพูดตามมุมมองของความรู้ถือเป็นความผิดพลาดที่ร้ายแรง เรากำลังสามัคคีธรรมความจริง ไม่ได้แต่งสุนทรพจน์ เจ้าควรชัดเจนในเรื่องนี้ ในหมู่พวกเจ้า คนที่ได้ฟังคำเทศนาในที่ชุมนุมและต่อมาก็ได้ฟังคำเทศนาซ้ำอีกครั้งในส่วนที่พวกเขานำไปถอดเสียงนี้ สังเกตเห็นกันหรือไม่ว่ามีประเด็นสำคัญหรือสิ่งใดที่พูดไว้ในตอนนั้นถูกพวกเขาตัดออกไปบ้าง? มีอะไรเช่นนี้เกิดขึ้นหรือไม่? ตัวอย่างเช่น บางทีเจ้าอาจได้ฟังข้อความหนึ่งๆ ในที่ชุมนุมซึ่งชวนให้ตื้นตันใจมากและทำให้เจริญใจอย่างยิ่ง แต่ต่อมาเมื่อฟังบันทึกเสียงเทศนากลับพบว่าบทตอนดังกล่าวไม่อยู่ตรงนั้น ถูกเอาออกไปแล้ว เคยเกิดเรื่องแบบนี้กับเจ้าบ้างหรือไม่? ถ้าพวกเจ้าไม่ได้ฟังอย่างตั้งใจ ก็อาจจะไม่ทันตระหนัก ดังนั้นในอนาคต จงตั้งใจฟังให้ดี เราเคยฟังบันทึกเสียงครั้งหนึ่ง และในตอนที่เราเพิ่งเริ่มอภิปรายถึงสิ่งต่างๆ ที่ศัตรูของพระคริสต์สำแดงออกมา โดยระบุรายการตั้งแต่ข้อหนึ่งถึงสิบห้า พวกเขากลับเอาคำชี้แจงและคำอธิบายโดยละเอียดออกจากแต่ละข้อ แล้วระบุแต่เพียงการสำแดงข้อที่หนึ่ง การสำแดงข้อที่สอง การสำแดงข้อที่สามต่อๆ กันไปเท่านั้น พูดถึงการสำแดงแต่ละข้อไปทีละข้อแบบเร็วมาก เร็วกว่าที่ครูในโรงเรียนสอนบทเรียนมาก สำหรับคนส่วนใหญ่ที่ไม่เคยฟังคำเทศนานั้นมาก่อนและไม่คุ้นเคย เวลาฟัง พวกเขาจะไม่มีจังหวะให้ไตร่ตรองเลย ถ้าอยากฟังอย่างตั้งใจ พวกเขาก็จะต้องคอยหยุดกลางคันอยู่เสมอ ฟังประโยคหนึ่งแล้วรีบจดไว้ จากนั้นก็ไตร่ตรองว่าประโยคนี้หมายความว่าอย่างไร แล้วจึงกดฟังประโยคถัดไป มิฉะนั้น จังหวะจะเร็วเกินไปและพวกเขาก็จะตามไม่ทัน นี่คือความผิดพลาดร้ายแรงที่คนตัดต่อบันทึกเสียงเทศนาทำไว้ คำเทศนาก็คือการพูดคุย เป็นการเสวนา เนื้อหาของคำเทศนามีอะไรบ้าง? พูดถึงความจริงต่างๆ และสภาวะอันหลากหลายของผู้คน ซึ่งเกี่ยวข้องกับความจริงทั้งสิ้น แล้วเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับความจริงนี้ง่ายที่ผู้คนจะยอมรับและเข้าใจ หรือว่าต้องใช้การพิจารณา ใคร่ครวญ และประมวลข้อมูลในใจก่อนแล้วจึงค่อยๆ ตอบสนอง? (จำเป็นต้องใช้การพิจารณา ใคร่ครวญ และประมวลข้อมูลในใจ) เมื่อเป็นเช่นนี้ ดูตามสถานการณ์นี้ ผู้เทศนาควรรักษาความเร็วแบบใด? ถ้าพวกเขาพูดเร็วเหมือนปืนกล จะใช้ได้หรือไม่? (ไม่ได้) เหมือนครูสอนหนังสือ? (ไม่ได้) เหมือนคนกล่าวสุนทรพจน์? (ไม่ได้) ไม่ได้แน่นอน ขณะเทศนาก็ต้องมีการถามตอบ เว้นระยะให้ใคร่ครวญ ให้เวลาผู้คนได้ตอบ—จังหวะที่เหมาะสมย่อมเป็นเช่นนี้ พวกเขาถอดคำเทศนาโดยไม่เข้าใจหลักธรรมข้อนี้ นี่แสดงว่าไม่มีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณใช่หรือไม่? (ใช่) พวกเขาไม่มีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณจริงๆ นึกว่า “เรื่องที่พระองค์ตรัสอยู่นี้ ฉันเคยได้ยินแล้ว ฟังครั้งเดียว ฉันก็จำใจความสำคัญได้ และรู้ว่าพระองค์กำลังตรัสเรื่องอะไร ด้วยประสบการณ์และทักษะอันยอดเยี่ยมที่ฉันได้จากการตัดต่อบันทึกเสียงเทศนาบ่อยๆ ฉันจะทำแบบนี้และเร่งจังหวะให้เร็วขึ้น” การเร่งจังหวะให้เร็วขึ้นโดยตัวมันเองดูไม่ค่อยเป็นปัญหาเท่าใดนัก—แต่ส่งผลเช่นใดต่อการถอดคำเทศนา? นี่เปลี่ยนคำเทศนาให้กลายเป็นเรียงความ เมื่อเปลี่ยนให้กลายเป็นเรียงความ ก็ไม่ทำให้รู้สึกว่ากำลังฟังด้วยตนเอง แล้วจะสัมฤทธิ์ผลเช่นเดียวกันได้หรือไม่? ต้องมีความแตกต่างเป็นแน่ ความแตกต่างนี้ทำให้ดีขึ้นหรือแย่ลง? (แย่ลง) ย่อมทำให้แย่ลง ผู้คนที่ไม่มีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณย่อมริอ่านกระทำการด้วยตนเอง และคิดว่าตนฉลาด พวกเขาเชื่อว่าตนเองมีการศึกษา มีทักษะ มีพรสวรรค์ และปราดเปรื่อง แต่สุดท้ายพวกเขากลับทำเรื่องที่ไร้สำนึก เป็นเช่นนี้มิใช่หรือ? (ใช่) ในคำเทศนาของเรา เหตุใดบางครั้งเราจึงตั้งคำถามกับพวกเจ้า? บางคนกล่าวว่า “พระองค์อาจจะกลัวพวกเราสัปหงก” เป็นเช่นนั้นหรือไม่? เหตุใดบางครั้งเราจึงพูดเรื่องอื่น ออกนอกหัวข้อ และเสวนาเรื่องเบาๆ สนุกๆ? ก็เพื่อให้พวกเจ้าผ่อนคลาย เว้นระยะให้พวกเจ้ามีเวลาใคร่ครวญบ้าง ทั้งยังเปิดโอกาสให้พวกเจ้าเข้าใจความจริงบางด้านได้กว้างขึ้น พวกเจ้าจะได้ไม่จำกัดความเข้าใจของตนอยู่ที่ตัวคำพูด ความหมายตามตัวอักษร คำสอน หรือโครงสร้างทางไวยากรณ์เท่านั้น—ไม่ควรจำกัดไว้กับเรื่องเหล่านี้ ดังนั้น บางครั้งเราจึงพูดเรื่องอื่น บางครั้งเราก็เล่าเรื่องตลกเพื่อทำให้บรรยากาศผ่อนคลาย แต่แท้จริงแล้วเราทำไปเพื่อสัมฤทธิ์ผลบางอย่างเป็นหลัก—พวกเจ้าควรเข้าใจเรื่องนี้
เจ้าดูเถิด เวลาศิษยาภิบาลในศาสนาเทศนา เขาย่อมยืนบนแท่นเทศน์และเอาแต่พูดเรื่องน่าเบื่อที่ไม่เกี่ยวข้องกับชีวิตจริง สภาวะทางจิตใจ หรือปัญหาที่ผู้คนมีแม้แต่น้อย มีแต่คำพูดและคำสอนที่ตายแล้ว พวกเขาพูดแต่คำที่ฟังดูดีไม่กี่คำและร้องบอกวลีชวนเชื่อที่ว่างเปล่าบ้างเท่านั้น นี่ทำให้ผู้ฟังรู้สึกเบื่อหน่าย และไม่ได้อะไรจากการฟัง ท้ายที่สุดกลับส่งผลเป็นสถานการณ์ที่ศิษยาภิบาลพูดอยู่ข้างบน โดยที่คนข้างล่างไม่ได้ให้ความสนใจ ไม่มีปฏิสัมพันธ์แต่อย่างใด ศิษยาภิบาลเปลืองลมปากอยู่มิใช่หรือ? ศิษยาภิบาลเทศนาเช่นนี้ก็เพื่อหาเลี้ยงชีพ เพื่อความอยู่รอดของตนเองเท่านั้น ไม่ได้คำนึงถึงความต้องการของผู้มาชุมนุม ส่วนพวกเราในตอนนี้ การเทศนาของพวกเราไม่ใช่การประกอบศาสนพิธีหรือการทำงานบางอย่างให้เสร็จสิ้น—แต่เป็นการสัมฤทธิ์ผลหลายอย่าง การที่จะสัมฤทธิ์ผลก็ต้องคำนึงให้ครบทุกด้าน—ความต้องการของผู้คนทุกประเภท มโนคติอันหลงผิด ความคิดฝัน สภาวะ และมุมมองของพวกเขา ต้องพิจารณาให้หมด และต้องคำนึงด้วยว่าผู้คนแต่ละชนชั้นทางสังคมสามารถยอมรับภาษาที่ใช้นี้ได้มากขนาดไหน บางคนที่มีการศึกษาและออกจะชอบภาษาที่เป็นทางการก็จำเป็นต้องได้ยินศัพท์ภาษาเขียนที่ค่อนข้างถูกหลักไวยากรณ์และมีตรรกะบ้าง พวกเขาสามารถเข้าใจคำศัพท์เหล่านั้น นอกจากนี้ยังมีคนทั่วไปบางคนที่เป็นชนชั้นล่างของสังคม ไม่คุ้นเคยกับภาษาที่เป็นทางการเช่นนั้น แล้วเราควรทำอย่างไร? เราก็ต้องใช้ภาษาพูดเล็กน้อย ในอดีต เราไม่ได้ใช้ภาษาพูดมากนัก แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เราได้เรียนรู้มาบ้าง และตอนนี้ก็ถึงกับกล่าวสุภาษิตสักสองส่วนหรือเล่าเรื่องตลกในบางครั้ง เมื่อทำเช่นนี้ พอทุกคนฟังแล้วก็จะรู้สึกว่าทุกสิ่งที่เราพูดนั้นเข้าใจง่ายไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ในชนชั้นใดทางสังคม รู้สึกว่าสิ่งที่พูดนั้นเชื่อมโยงใกล้ชิดกับพวกเขามากขึ้น แต่ถ้าเป็นภาษาพูดทั้งหมด เนื้อหาของคำเทศนาก็จะฟังดูไม่ลึกซึ้งพอ ดังนั้นจึงต้องผสมผสานภาษาที่เป็นทางการเข้าไปบ้าง โดยใช้ภาษาในชีวิตประจำวันพูดทั้งสิ้น เมื่อนั้นเท่านั้นจึงจะเป็นไปตามมาตรฐานขั้นต่ำ พอเริ่มใช้ภาษาพูด การกล่าวคำอย่างเช่น “ก็แค่พูดเฉยๆ” “แบบว่า” “หมายถึง” และอื่นๆ การใส่สำนวนดังกล่าวเข้ามามากเกินไปอาจส่งผลต่อระดับการถ่ายทอดความจริงได้ อย่างไรก็ตาม ถ้าเป็นภาษาทางการหมด พูดจาเป็นระบบและเป็นทางการขนาดนั้นทั้งหมด เป็นไปตามตรรกะและเหตุผลทางไวยากรณ์ทีละขั้นทีละตอน โดยไม่มีข้อผิดพลาดแม้แต่น้อย เหมือนท่องเรียงความหรืออ่านข้อความ ราวกับเขียนบทไว้หมดตั้งแต่ต้นจนจบ ชนิดคำต่อคำ แม้แต่เครื่องหมายวรรคตอนก็ด้วย พวกเจ้าคิดว่านั่นจะได้ผลหรือไม่? นั่นจะยุ่งยากเกินไป เราไม่มีเรี่ยวแรงทำอะไรแบบนั้น นี่คือแง่หนึ่ง นอกจากนี้ ไม่ว่าพวกเขาจะมีการศึกษาหรือไม่มีการศึกษา ทุกคนต่างก็แสดงแง่มุมต่างๆ ในความเป็นมนุษย์ของตนออกมา และการแสดงออกซึ่งความเป็นมนุษย์นี้ก็สัมพันธ์กับชีวิตจริง ในทางกลับกัน ชีวิตจริงย่อมแยกออกจากภาษาในชีวิตประจำวันไม่ได้ แยกออกจากสภาพแวดล้อมในการดำรงชีวิตของเจ้าไม่ได้ สภาพแวดล้อมในการดำรงชีวิตย่อมเต็มไปด้วยภาษาชนิดที่ใช้ในชีวิตประจำวันนี้ โดยมีภาษาพูดผสมอยู่บ้าง บวกกับคำศัพท์ง่ายๆ บางคำที่มีกลิ่นอายของภาษาเขียน เท่านี้ก็พอแล้ว โดยพื้นฐานย่อมครอบคลุมและรวมทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องเอาไว้แล้ว ไม่ว่าพวกเขาจะเฒ่าหรือเยาว์ ไม่มีการศึกษาหรือพอจะมีความรู้บ้าง ทุกคนย่อมสามารถจับใจความได้ ทุกคนสามารถเข้าใจได้ พวกเขาจะไม่รู้สึกเบื่อ และไม่รู้สึกว่าเกินความสามารถของตน นี่คือสิ่งที่การสามัคคีธรรมและการเทศนาต้องพิจารณา คำนึงถึงความต้องการทุกด้านของผู้คน ถ้าจะให้คำเทศนาสัมฤทธิ์ผล เจ้าก็ต้องคำนึงถึงแง่มุมทั้งหมดนี้ ได้แก่ จังหวะการพูด การเลือกใช้คำ และลักษณะการแสดงออก นอกจากนี้ เวลากล่าวบางสิ่งและสามัคคีธรรมถึงแง่มุมหนึ่งของความจริง ควรกล่าวถึงจุดใดจึงจะถ่ายทอดครบถ้วนแล้ว? กล่าวถึงจุดใดจึงยังไม่ถี่ถ้วนพอ? ควรเพิ่มแง่มุมใดบ้าง? ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ต้องพิจารณา ถ้าเจ้าไม่คำนึงแม้แต่แง่มุมเหล่านี้ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ขาดขีดความสามารถในการคิดอ่านอย่างมาก ขณะที่คนอื่นคิดอ่านสองมิติ เจ้าต้องคิดให้ได้สามมิติ เจ้าต้องมองได้ครอบคลุมและแม่นยำกว่าคนอื่น สามารถมองปัญหาทุกชนิดได้อย่างชัดเจน และยังรู้สึกได้ถึงหลักธรรมความจริงที่เกี่ยวข้องอีกด้วย โดยพื้นฐานแล้ว นี่ย่อมครอบคลุมหมดทุกแง่มุมของอุปนิสัยที่เสื่อมทรามที่ผู้คนสามารถนึกถึง แสดงออก หรือเผยออกมา รวมทั้งสภาวะที่เกี่ยวข้อง และทุกคนย่อมจะเข้าใจ คนที่ถอดเสียงต้องมีขีดความสามารถและวิธีคิดเหล่านี้ด้วยหรือไม่? ถ้าพวกเขาไม่มีสิ่งเหล่านี้ กลับพึ่งพาความรู้ที่เรียนมาอยู่เสมอในการสรุปประเด็นหลักของคำเทศนา แนวคิดหลัก ใจความสำคัญของแต่ละส่วน นี่ก็จะเหมือนนักเรียนจีนศึกษางานเขียน ครูจะให้พวกเขาดูข้อความทั้งหมดมาก่อนล่วงหน้า แล้วจึงให้อ่านอย่างละเอียดรวดเดียวจบ ในการเรียนอย่างเป็นทางการครั้งแรก ครูย่อมพูดถึงใจความสำคัญของย่อหน้าแรก แนะนำศัพท์ใหม่ และอธิบายไวยากรณ์ที่เกี่ยวข้อง เมื่อเรียนทุกส่วนครบแล้ว เจ้ายังต้องท่องจำ และสุดท้ายก็แต่งประโยคด้วยศัพท์ใหม่ ทำความเข้าใจแนวคิดหลักของข้อความและจุดประสงค์ที่ผู้แต่งเขียนขึ้นมา เมื่อทำดังนี้ เจ้าก็จะเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าข้อความนั้นๆ พยายามจะสื่ออะไร ทุกคนเคยเรียนสิ่งเหล่านี้ ทุกคนรู้จัก แต่ถ้าเจ้านำสิ่งเหล่านี้มาใช้ถอดคำเทศนา นี่ย่อมพื้นฐานเกินไป เรากำลังบอกเจ้าว่าถ้าเจ้าเขียนเรียงความ เจ้าสามารถใช้สิ่งเหล่านี้ได้ นั่นเป็นเพียงสามัญสำนึกพื้นฐานของการเขียน แต่ถ้าเจ้านำความคิดนี้ ทฤษฎีนี้ วิธีการนี้มาใช้กับการถอดคำเทศนา เจ้าก็จะผิดพลาดได้มิใช่หรือ? ย่อมจะผิดพลาดได้อย่างแน่นอน เจ้าไม่รู้ว่าเหตุใดเราจึงอยากเล่าเรื่องนี้ เจ้าไม่ได้พยายามที่จะเข้าใจความจริงที่เจ้าควรเข้าใจจากเรื่องนี้—นี่คือความผิดพลาด นอกจากนี้ เจ้าสามารถเข้าใจความจริงทั้งในเรื่องเล่าและในเนื้อหาที่เทศนาได้หรือไม่? ถ้าเจ้าไม่อาจเข้าใจได้ เจ้าก็ไม่มีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณ พวกที่ไม่มีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณนี้มีคุณสมบัติอันใดที่จะมาถอดคำเทศนา?
พวกเจ้าทุกคนคิดว่าเราเล่าเรื่องเพราะเหตุใด? คนที่ถอดคำเทศนาก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไร ดังนั้น พวกเขาจึงเพิ่มมุมมองของตนเข้าไป พวกเขาเชื่อว่าถ้าเราอยากเล่าเรื่อง ก็ต้องเข้ากับเนื้อหาที่ตามมา—พวกเขาไม่รู้ว่าเหตุใดเราจึงเล่าเรื่อง พวกเจ้าก็ไม่รู้เหมือนกันใช่หรือไม่? ในเมื่อพวกเจ้าไม่รู้ เราก็จะบอกเหตุผลให้พวกเจ้าฟัง ตั้งแต่ต้นจนถึงตอนนี้ เราได้เสวนาถึงสิ่งที่ศัตรูของพระคริสต์สำแดงออกมาประมาณสิบครั้งแล้ว และเราเพิ่งจะพูดไปเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น ถ้าเราพูดเรื่องนี้แบบรวดเดียวจบ หัวข้อนี้ก็จะน่าเบื่อมากใช่หรือไม่? ทุกครั้งที่พวกเราเริ่มต้น ถ้าเราพูดถึงเรื่องต่างๆ ทันที—ให้ทุกคนทบทวนสิ่งที่เสวนาในครั้งที่แล้วก่อน จากนั้นจึงเริ่มพูด พร้อมกับที่พวกเจ้าทุกคนรีบจดบันทึก เขียนแล้วเขียนอีก และพยายามฝืนลืมตาเอาไว้—และแล้วถ้าเราให้ทุกคนสรุปเมื่อเราพูดจบ โดยที่ทุกคนขยี้ตา พลิกดูและท่องเนื้อหาที่สามัคคีธรรมกันในวันนี้ และเมื่อดูเหมือนว่าทุกคนจำได้คร่าวๆ แล้ว เราก็พูดว่า “วันนี้พอแค่นี้ เลิกชุมนุมกันเถิด พวกเราจะคุยเรื่องนี้กันต่อในครั้งหน้า” เมื่อนั้นทุกคนก็จะทุกข์ใจเล็กน้อยว่า “ชุมนุมทุกครั้งมีแต่เรื่องเหล่านี้ รูปแบบเดิมๆ เนื้อหาเยิ่นเย้อและแห้งแล้งเกินไป” ยิ่งไปกว่านั้น การสามัคคีธรรมความจริงต้องมีหลากหลายแง่มุม โดยที่ผู้คนก้าวหน้าในความจริงทุกแง่มุมไปพร้อมกัน เหมือนการเข้าสู่ชีวิตของมนุษย์โดยแท้ กล่าวคือคนเราต้องเติบโตในเรื่องของการรู้จักตนเอง เปลี่ยนแปลงอุปนิสัย รู้จักพระเจ้า ตระหนักรู้สภาวะต่างๆ ของตนเอง รวมทั้งความเป็นมนุษย์ ความเข้าใจเชิงลึก และแง่มุมอื่นๆ ทั้งปวง—ต้องก้าวหน้าในเรื่องทั้งหมดนี้ไปพร้อมๆ กัน ระหว่างนี้ถ้าเราเสวนาแต่เรื่องการใช้วิจารณญาณดูสิ่งที่ศัตรูของพระคริสต์สำแดงออกมา ผู้คนก็อาจจะละเลยแง่มุมอื่นๆ ของความจริง และมัวคิดทั้งวันว่า “ใครดูเหมือนจะเป็นศัตรูของพระคริสต์บ้าง? ฉันเป็นศัตรูของพระคริสต์หรือเปล่า? รอบตัวฉันมีศัตรูของพระคริสต์อยู่กี่คน?” การทำเช่นนี้จะส่งผลต่อการเข้าสู่ความจริงในแง่มุมอื่นๆ ของพวกเขา ดังนั้น เราจึงตรึกตรองว่าจะรวมเอาความจริงอีกประการหนึ่งไว้ในเนื้อความที่เทศนาได้อย่างไร ผู้คนจะได้สามารถเข้าใจความจริงเพิ่มเติม กล่าวคือเวลาเสวนาหัวข้อ “การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์” ผู้คนก็สามารถเข้าใจแง่มุมอื่นไปพร้อมกันด้วย คำเทศนาเช่นนี้ย่อมให้ผลที่ดีขึ้นมิใช่หรือ? (ใช่) ตัวอย่างเช่น เวลากินอะไรเป็นอาหารหลัก บางครั้งเจ้าก็จะกินแอปเปิลควบคู่ไปด้วย นี่ย่อมให้สารอาหารเพิ่มเติมมิใช่หรือ? (ใช่) ถ้าเช่นนั้น จงบอกเราเถิดว่าเราจำเป็นต้องเล่าเรื่องหรือไม่? (จำเป็น) จำเป็นแน่นอน หากไม่จำเป็น เราจะเล่าไปเพื่ออะไร? การใช้เรื่องเล่ามาเสวนาหัวข้อเบาๆ สนุกๆ เปิดโอกาสให้ผู้คนเรียนรู้และได้บางสิ่งที่เป็นแง่มุมอื่นของความจริง นี่เป็นสิ่งที่ดี เมื่อเสวนาหัวข้อเบาๆ เหล่านี้จบ เราก็กลับมาที่หัวข้อหลัก การจัดลำดับเช่นนี้เหมาะสมแล้ว เจ้ากินอะไรก่อนอาหารจานหลัก? (อาหารเรียกน้ำย่อย) นี่คืออาหารเรียกน้ำย่อย ปกติแล้วอาหารเรียกน้ำย่อยมีรสอร่อยมากและกระตุ้นความอยากอาหารได้ใช่หรือไม่? ดังนั้น เวลาเราเล่าเรื่อง เจ้าก็สามารถได้รับความจริงแง่มุมหนึ่งจากเรื่องเล่านั้น ทำให้เจ้ามีความรู้หรือความเข้าใจที่ลึกซึ้งขึ้น ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ดี แน่นอนว่าผู้ที่ไร้ความเข้าใจฝ่ายวิญญาณย่อมได้ฟังเรื่องเล่าและได้ยินเพียงเปลือกนอกเท่านั้น พวกเขาไม่เห็นความจริงที่ควรเข้าใจในเรื่องเล่า พวกเขาไม่มีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณ—นี่เป็นเรื่องที่ไม่สามารถทำอะไรได้ ตัวอย่างเช่น การฟัง “เรื่องราวของต้าเป่าและเสียวเป่า” บางคนจำได้เพียงว่าต้าเป่าไม่ดีและเสียวเป่าโง่ พวกเขาจำชื่อต้าเป่าและเสียวเป่าได้ แต่จำไม่ได้ว่าชายในเรื่องเล่าเผยอุปนิสัยที่เสื่อมทรามออกมาในรูปการณ์ใด เผยอุปนิสัยแบบใดออกมา อุปนิสัยนี้เกี่ยวข้องกับสิ่งใด หรือสัมพันธ์กับความจริงอย่างไร ตัวเจ้าเองจะเผยอุปนิสัยเช่นนี้ออกมาในสถานการณ์ใดบ้าง? เจ้าจะกล่าวคำในทำนองนั้นหรือไม่? ถ้าเจ้าบอกว่า “ฉันจะไม่พูดอะไรทำนองนั้น” นี่ย่อมเป็นปัญหา เพราะพิสูจน์ให้เห็นว่าเจ้ายังไม่เข้าใจความจริง บางคนกล่าวว่า “ฉันอาจจะพูดคำเช่นนั้นเวลาเผชิญสถานการณ์บางอย่าง เป็นอุปนิสัยอย่างหนึ่งที่แสดงตัวในสภาวะหนึ่งๆ” เมื่อเจ้ารู้เช่นนี้ เจ้าก็จะไม่ฟังเรื่องเล่านี้อย่างสูญเปล่าแล้ว หลังจากที่ฟังเรื่องเล่า บางคนก็กล่าวว่า “ต้าเป่าเป็นคนแบบไหน? เขาถึงขั้นรังแกและหลอกลวงเด็กเล็ก เขาเลวทรามมาก! ฉันจะไม่หลอกลวงเด็กๆ อย่างนั้น” นี่คือการไม่มีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณมิใช่หรือ? พวกเขาเอาแต่พูดถึงเรื่องที่เกิดขึ้น แต่ไม่เข้าใจความจริงในเรื่องเล่าที่สามัคคีธรรมกันอยู่ ไม่สามารถเชื่อมโยงสถานการณ์เข้ากับตนเองได้ นี่แสดงให้เห็นว่าไม่มีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณ เป็นการไร้ความเข้าใจฝ่ายวิญญาณที่ร้ายแรง คนที่ถอดคำเทศนาก็ประสบปัญหานี้ ทันทีที่มีบางสิ่งเกี่ยวข้องกับความจริง บางคนก็เผยมุมมองของผู้ไม่เชื่อออกมา ทันทีที่มีความจริงเข้ามาเกี่ยวข้อง บางคนก็ไร้ซึ่งความเข้าใจฝ่ายวิญญาณ ทันทีที่มีความจริงเข้ามาเกี่ยวข้อง บางคนก็มีแนวโน้มที่จะเกิดความบิดเบือนต่างๆ บ้างก็ดื้อแพ่ง บ้างกลายเป็นคนเลว และบ้างก็รังเกียจความจริง แล้วคนที่ถอดคำเทศนามีอุปนิสัยเช่นใด? อย่างน้อยที่สุด พวกเขาก็โอหังและทะนงตน ริอ่านกระทำการเอาเอง ไม่เข้าใจและไม่เสาะแสวงที่จะเข้าใจ พวกเขาไม่ถามด้วยซ้ำ เอาแต่แยกเรื่องเล่าออกจากเนื้อหาที่ตามมาโดยตรง คิดไปว่า “คำเทศนาเหล่านี้ยกให้ฉันถอดความ ดังนั้น ฉันจึงมีสิทธิ์ที่จะตัดสินใจเช่นนี้ เดี๋ยวฉันเหวี่ยงขวานฟันฉับเดียวก็เอาเรื่องเล่าออกหมดเกลี้ยง ฉันจะทำกับคำเทศนาที่พระองค์ประทานมาแบบนี้ละ ถ้าพระองค์ไม่ชอบ ก็อย่าใช้ฉัน” นี่โอหังและทะนงตนมิใช่หรือ? พวกเขาไม่สามารถรับฟังความจริง ไม่เข้าใจความจริง พวกเขาไม่รู้ว่าหน้าที่ของตนคืออะไร หรือว่าตนเองควรทำและไม่ควรทำสิ่งใด—พวกเขาไม่รู้อะไรเหล่านี้เลย ผู้คนที่ไม่มีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณทำได้แต่เรื่องไร้สำนึกเท่านั้น เรื่องที่ไม่เหมือนมนุษย์มนาซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าไม่มีความซื่อตรง พวกเขายังทำแต่สิ่งที่ละเมิดหลักธรรมความจริง นึกว่าตนฉลาด ซ้ำยังไม่มีความนบนอบ มีการมอบบันทึกเสียงเทศนาของเราให้พวกเขาถอดความ และไม่ว่าพวกเขาจะมีความคิดเห็นหรือคิดอ่านว่าจะจัดการถอดความอย่างไร พวกเขาก็ไม่ได้ถามเรา ปัญหานี้ร้ายแรงมากมิใช่หรือ? (ใช่) ร้ายแรงขนาดไหน? (มีธรรมชาติของการปรับเปลี่ยนพระวจนะของพระเจ้า) ย่อมมีธรรมชาติเช่นนี้อยู่บ้าง
เราเล่าเรื่องพลางอภิปรายแง่มุมหนึ่งของความจริงโดยเฉพาะ แล้วหลังจากนั้นก็เทศนาถึงแง่มุมอื่นๆ เราคำนึงหรือไม่ว่าสองสิ่งนี้สอดคล้องกัน? ตอนแรกเราต้องคำนึงถึงเรื่องนี้ แต่เหตุใดเราจึงไม่ยืนกรานว่าสองแง่มุมนี้ต้องสอดคล้องกัน? เราตระหนักรู้เรื่องนี้หรือไม่? (รู้) แล้วเหตุใดเรื่องนี้จึงกลายเป็นปัญหาสำหรับคนที่ถอดเสียงเทศนา? เรารู้ว่าเรื่องที่เรากำลังเล่าไม่ได้เชื่อมโยงกับคำเทศนาที่ตามมา พวกเขารู้เรื่องนี้หรือไม่? พวกเขาไม่รู้ พวกเขาไม่ได้ใส่ใจที่จะคำนึงถึงเรื่องนี้ด้วยซ้ำ นึกไปว่า “พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงชี้นำพระองค์ ตราบใดที่ฟังแล้วเหมือนความจริงย่อมใช้ได้ วันนั้นพระองค์ทรงเล่าเรื่อง แล้วหลังจากนั้นก็อภิปรายเนื้อหาจำเพาะ สองสิ่งนี้สัมพันธ์กันอย่างไร? ทำไมถึงพูดในลักษณะนี้? เมื่อพูดจบแล้วจะให้ประโยชน์อะไรได้บ้าง? พระองค์ไม่รู้อะไรเหล่านี้เลย นี่ใช้ไม่ได้!” ประการแรก เราจะพูดเรื่องใด พูดอย่างไร และกล่าวถึงเนื้อหาอันใดเป็นการเฉพาะ—จงบอกเราเถิดว่าขณะตัดสินใจเรื่องเหล่านี้ เราอยู่ในสภาวะที่มีการคิดอ่านแจ่มชัดใช่หรือไม่? (ใช่) เราอยู่ในสภาวะที่คิดอ่านได้แจ่มชัดโดยแท้ ไม่ได้อยู่ในสภาวะที่เลอะเลือนเป็นแน่ สมองของเรามีการคิดอ่านที่ชัดเจน ถ้าใครไม่มีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณ ไม่รู้วิธีแสวงหาความจริง วิเคราะห์และจัดหมวดหมู่สิ่งต่างๆ อย่างมืดบอด คิดไปว่าดีทีเดียว พวกเขาย่อมเป็นฟาริสีตามตำราเลยมิใช่หรือ? พวกเขาชอบฟังแต่ทฤษฎีที่ว่างเปล่าและยิ่งใหญ่ ไม่ชอบฟังคำเทศนาที่เน้นการปฏิบัติและสัมพันธ์กับชีวิตจริง ผลก็คือพวกเขาไม่เข้าใจแม้แต่ความจริงที่ตื้นเขินที่สุด นี่แสดงให้เห็นว่าขาดความเข้าใจฝ่ายวิญญาณอย่างหนัก! ถ้าไม่มีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้า ผู้คนก็จะโอหังและคิดว่าตนถูก เริ่มเหิมเกริมเป็นพิเศษ ไม่ว่าเรื่องใดก็บังอาจตัดสิน นึกว่าตนนั้นเข้าใจทุกอย่าง มวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามเป็นเช่นนี้โดยแท้ นี่คืออุปนิสัยของพวกเขา การกล้ากระทำการโดยไม่ยั้งคิดเป็นเรื่องดีหรือไม่ดี? (ไม่ดี) อันที่จริงจะกล้าหรือขลาดก็ไม่สำคัญ ที่สำคัญคือหัวใจของคนเรามีความยำเกรงพระเจ้าบ้างหรือไม่ ภายหลังเมื่อพวกเจ้าฟังบันทึกเสียงเทศนา จงใส่ใจใช้วิจารณญาณฟังดูว่ามีการดึงอะไรที่สำคัญออกจากข้อความที่ถอดเสียงเอาไว้หรือไม่ พวกน่าสมเพชที่ไม่มีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณนี้ บางครั้งสิ่งที่พวกเขาทำก็สามารถก่อให้เกิดการรบกวนและความเสียหายได้โดยไม่ตั้งใจ พวกเขาบอกว่าไม่ได้เจตนา—ถ้าไม่ได้เจตนา นั่นหมายความหรือไม่ว่าอุปนิสัยของพวกเขาไม่ใช่อุปนิสัยที่เสื่อมทราม? ก็ยังเป็นอุปนิสัยที่เสื่อมทรามอยู่ดี หัวข้อนี้ก็จบลงเพียงเท่านี้
ส่วนเสริม:
“ความฝันของเสียวกั่ง”
วันนี้เราก็จะเริ่มต้นด้วยการเล่าเรื่องอีก พวกเจ้าสนใจฟังเรื่องเล่าหรือไม่? แล้วพวกเจ้าจะสามารถได้อะไรจากเรื่องเล่าหรือไม่? มีเรื่องราวเกิดขึ้นในเรื่องเล่า และในเรื่องราวเหล่านี้ก็มีความจริง ผู้คนในเรื่องเล่ามีสภาวะบางอย่าง มีการเผยบางสิ่งออกมา มีเจตนาและอุปนิสัยบางอย่างที่เสื่อมทราม อันที่จริง สิ่งเหล่านี้มีอยู่ในตัวทุกคน และเชื่อมโยงกับทุกคน ถ้าเจ้าเข้าใจและสามารถรับรู้สิ่งต่างๆ ที่อยู่ในเรื่องเล่าได้ นี่ก็พิสูจน์ว่าเจ้ามีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณ บางคนกล่าวว่า “พระองค์ตรัสว่าฉันมีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณ นั่นหมายความว่าฉันเป็นคนที่รักความจริงใช่หรือไม่?” ไม่จำเป็น นี่เป็นคนละเรื่องกัน บางคนมีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณ แต่ไม่รักความจริง พวกเขาเพียงแค่เข้าใจแล้วก็แล้วกัน ไม่ได้นำความจริงไปเทียบดูตนเองหรือนำไปปฏิบัติ บางคนมีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณ หลังจากฟังเรื่องเล่าแล้ว พวกเขาก็ค้นพบว่าตนนั้นมีปัญหาเดียวกันและคำนึงว่าจะเข้าสู่อย่างไร ต่อไปข้างหน้าจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร—คนเหล่านี้สัมฤทธิ์ผลที่ต้องการแล้ว ดังนั้น วันนี้เราจะเล่าเรื่องให้ฟังต่อ เนื้อหาเป็นเรื่องเบาๆ และทุกคนย่อมเต็มใจที่จะรับฟัง สองวันมานี้ เราขบคิดอยู่ว่าเรื่องเล่าใดที่จะสามารถทำให้คนส่วนใหญ่ได้อะไรบางอย่างและเกิดความเจริญใจเมื่อได้ฟัง ยิ่งไปกว่านั้นยังสามารถทำให้ความจริงแง่มุมหนึ่งตราตรึงอยู่ลึกๆ ในตัวพวกเขา ตลอดจนทำให้พวกเขาสามารถเชื่อมโยงเรื่องเล่าเข้ากับความเป็นจริง และสามารถได้ประโยชน์จากเรื่องเล่าผ่านทางการเข้าสู่แง่มุมหนึ่งของความจริงหรือด้วยการแก้ไขความเบี่ยงเบนอย่างหนึ่งให้ถูกต้อง เราลืมตั้งชื่อให้กับเรื่องที่เล่าไปครั้งก่อน ดังนั้น วันนี้พวกเราจะตั้งชื่อให้เรื่องนั้นกัน พวกเจ้าคิดว่าควรเรียกเรื่องนั้นว่าอย่างไร? (พรสวรรค์ที่พิเศษ) ตัดคำว่า “พิเศษ” ออกไป เรียกว่า “พรสวรรค์” กันเถิด คำว่า “พิเศษ” ในที่นี้ฟังดูแปลกอยู่บ้าง และผู้คนก็จะมุ่งสนใจคำดังกล่าว ส่วน “พรสวรรค์” มีความหมายที่แยบยลกว่า แล้ววันนี้เราจะเล่าเรื่องอะไร? เรื่องเล่าในวันนี้มีชื่อว่า “ความฝันของเสียวกั่ง” คำว่า “เสี่ยว” แปลว่า “เล็ก” อย่างที่พวกเจ้าทุกคนรู้ แล้วคำว่า “กั่ง” เล่า? (“ตำแหน่ง”) ถูกต้อง พอได้ยินชื่อนี้ พวกเจ้าก็น่าจะรู้เนื้อหาของเรื่องเล่าแล้ว—พวกเจ้าควรที่จะเดาได้ใกล้เคียง คราวนี้เราก็จะเริ่มเล่าเรื่องละ
เสียวกั่งเป็นคนหนุ่มที่กระตือรือร้น ใฝ่รู้ ขยันหมั่นเพียร และฉลาดพอสมควร เขารักการศึกษา ดังนั้นจึงเรียนรู้เรื่องเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ซึ่งเป็นที่นิยมกันมากในปัจจุบันมาบ้าง แล้วก็เป็นธรรมดาที่เขาจะได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ของตนที่ฝ่ายวีดิทัศน์ในพระนิเวศของพระเจ้า ครั้งแรกที่เขาร่วมงานกับฝ่ายวีดิทัศน์ เสียวกั่งมีความสุขและภูมิใจมาก ด้วยเหตุที่เขาเป็นหนุ่มและเชี่ยวชาญเทคโนโลยีบางอย่าง เขาจึงเชื่อว่างานวีดิทัศน์เป็นทั้งความถนัดพิเศษและงานอดิเรกของเขา และการปฏิบัติหน้าที่ในที่นั้นจะทำให้เขาสามารถใช้ความเชี่ยวชาญของตน และยังสามารถก้าวหน้าในสายงานนี้ผ่านกระบวนการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องอีกด้วย นอกจากนี้ คนส่วนใหญ่ที่เขาพบที่นี่ก็เป็นคนหนุ่มสาวเช่นกัน เขาชอบบรรยากาศที่นี่และสนุกกับการทำหน้าที่นี้มาก ดังนั้น เขาจึงยุ่งอยู่กับงานและศึกษาอย่างจริงจังทุกวัน ด้วยเหตุนี้นี่เองเสียวกั่งจึงตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อเริ่มงานทุกวัน บางครั้งกว่าจะพักผ่อนก็ดึกมาก เสียวกั่งจ่ายราคาให้กับหน้าที่ของตนเป็นอันมากและทนทุกข์กับความยากลำบากบางอย่าง แล้วก็เป็นธรรมดาที่เขาจะได้เรียนรู้สิ่งที่เกี่ยวข้องกับความรู้ในสายงานพอสมควรอีกด้วย เขารู้สึกว่าเวลาที่ผ่านไปในแต่ละวันนั้นให้ผลเป็นอันมาก เสียวกั่งยังหมั่นสามัคคีธรรมและเข้าชุมนุมกับพี่น้องชายหญิงด้วย และรู้สึกว่าหลังจากมาที่นี่แล้ว เขาก้าวหน้ามากขึ้นเมื่อเทียบกับตอนที่เชื่อในพระเจ้าอยู่ที่บ้านเกิด เขาเติบโตขึ้นและสามารถรับผิดชอบงานบางอย่างได้แล้ว เขารู้สึกเป็นสุขและพอใจมาก เดิมทีตอนที่เขาร่ำเรียนเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์อยู่นั้น เขาก็หวังว่าวันหนึ่งจะได้ทำงานกับคอมพิวเตอร์ และบัดนี้ความปรารถนาของเขาก็เป็นจริงในที่สุด ดังนั้น เขาจึงเห็นคุณค่าของโอกาสนี้อย่างแท้จริง ผ่านไประยะหนึ่ง งานและตำแหน่งของเสียวกั่งยังคงไม่เปลี่ยนแปลง เขาทำงานของตนต่อไป ยึดมั่นในความรับผิดชอบและหน้าที่นี้ และดูเป็นผู้ใหญ่กว่าเมื่อก่อน เขามีความก้าวหน้าในการเข้าสู่ชีวิตอีกด้วย สามัคคีธรรมและอ่านอธิษฐานพระวจนะของพระเจ้ากับพี่น้องชายหญิงในที่ชุมนุมบ่อยๆ และความสนใจที่เขามีในการเชื่อในพระเจ้าก็แรงกล้าขึ้นเรื่อยๆ กล่าวได้ว่าความเชื่อของเสียวกั่งเพิ่มพูนขึ้นทีละน้อย ดังนั้น เขาจึงมีความฝันใหม่ว่า “คงจะดีมากถ้าฉันสามารถเป็นคนที่ทำประโยชน์ได้มากขึ้นระหว่างที่ทำงานคอมพิวเตอร์ไปด้วย!”
เวลาผ่านไปเช่นนี้วันแล้ววันเล่า และเสียวกั่งก็ปฏิบัติหน้าที่เดิมมาเรื่อยๆ ครั้งหนึ่งเขาบังเอิญได้ดูภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง ซึ่งหลังจากนั้นก็ส่งผลต่อเขาอย่างลึกซึ้ง เพราะเหตุใด? ในภาพยนตร์เรื่องนั้นมีชายหนุ่มอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเสียวกั่งอยู่คนหนึ่ง และเขาก็ชื่นชมการแสดง บทบาท บทพูด รวมทั้งกิริยาท่าทางของชายหนุ่มคนนี้ในภาพยนตร์ ทั้งยังรู้สึกอิจฉาเล็กน้อยอีกด้วย หลังจากดูภาพยนตร์จบ เขาก็จินตนาการเป็นครั้งคราวว่า “ถ้าได้เป็นชายหนุ่มในหนังคนนั้นก็คงจะเยี่ยมมาก ฉันอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ทุกวัน ผลิตและอัปโหลดวิดีโอสารพัดชนิด และไม่ว่าจะยุ่งหรือเหนื่อยขนาดไหน หรือทำงานหนักเพียงใด ฉันก็เป็นแค่คนทำงานเบื้องหลังอยู่ดี จะมีคนรู้ได้อย่างไรว่าพวกเราทำงานกันหนักขนาดไหน? ถ้าวันหนึ่งฉันสามารถปรากฏตัวบนจอหนังได้เหมือนหนุ่มในภาพยนตร์คนนั้น มีคนเห็นและรู้จักฉันได้มากขึ้น นั่นคงจะดีมาก!” เสียวกั่งดูภาพยนตร์เรื่องนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า รวมทั้งฉากต่างๆ ที่ล้วนมีชายหนุ่มคนนั้นอยู่ด้วย ยิ่งดูเขาก็ยิ่งอิจฉา และหัวใจของเขาก็ยิ่งโหยหา ปรารถนาที่จะเป็นนักแสดง ด้วยเหตุนี้ ความฝันใหม่ของเสียวกั่งจึงถือกำเนิดขึ้น ความฝันใหม่ของเขาคืออะไร? “ฉันอยากเรียนการแสดง และพากเพียรให้ได้เป็นนักแสดงที่มีมาตรฐาน ปรากฏตัวบนจอหนัง มีมาดเหมือนหนุ่มคนนั้น ทำให้ผู้คนอีกมากอิจฉาและอยากเป็นเหมือนฉัน” จากนั้นเป็นต้นมา เสียวกั่งก็เริ่มลงมือทำตามความฝันของตน ยามว่างเสียวกั่งจึงเข้าอินเทอร์เน็ตและดูข้อมูลทุกชนิดเกี่ยวกับการแสดง เขายังดูภาพยนตร์และรายการโทรทัศน์ทุกชนิด ดูและเรียนรู้ไปพร้อมกัน พลางเพ้อฝันว่าจะมีโอกาสได้เป็นนักแสดง วันเวลายังคงล่วงเลยไปเช่นนี้วันแล้ววันเล่า—เสียวกั่งศึกษาอาชีพการแสดงพลางทำงานในตำแหน่งของตนไปด้วย ในที่สุด ด้วยความพากเพียรและความขยันของเขา เสียวกั่งจึงเชี่ยวชาญพื้นฐานการแสดงที่สำคัญบางอย่าง เขาเรียนรู้ว่าจะเลียนแบบอย่างไร เรียนรู้ว่าจะพูดและแสดงต่อหน้าผู้อื่นอย่างไร และไม่มีอาการตื่นเวทีแม้แต่น้อย ในที่สุดคำร้องขอซ้ำแล้วซ้ำเล่าของเขาก็ทำให้เขาได้รับโอกาส นั่นคือมีภาพยนตร์เรื่องหนึ่งต้องการคนหนุ่มมารับบทนำ จากการทดสอบบท ผู้กำกับตระหนักว่ารูปลักษณ์ บุคลิก และทักษะพื้นฐานในการแสดงของเขานั้นตรงตามที่ต้องการ ถ้าได้รับการฝึกฝนอีกเล็กน้อย เขาก็น่าจะทำได้ เมื่อได้ข่าวดังนี้ เสียวกั่งก็ดีใจอย่างยิ่ง และคิดในใจว่า “ในที่สุดฉันก็เปลี่ยนจากทำงานเบื้องหลังมาอยู่บนจอหนังได้แล้ว—ความฝันอีกอย่างของฉันกำลังจะเป็นจริงแล้ว!” จากนั้นเสียวกั่งก็ถูกย้ายไปปฏิบัติหน้าที่ของตนที่กองถ่ายทำภาพยนตร์
หลังจากที่เสียวกั่งย้ายไปที่กองถ่ายทำภาพยนตร์ สภาพแวดล้อมใหม่ๆ ในการทำงานก็ทำให้เขาสดชื่นและมีชีวิตชีวา เขารู้สึกว่าทุกวันผ่านไปอย่างเป็นสุขยิ่ง ไม่น่าเบื่อ เฉื่อยชา และมีข้อจำกัดเหมือนเมื่อก่อน เพราะเขาใช้ชีวิตและทำงานที่นั่น และหลายสิ่งหลายอย่างที่เขาพบเจออยู่ทุกวันก็แตกต่างจากงานคอมพิวเตอร์โดยสิ้นเชิง—เขาใช้ชีวิตอยู่กับงานอีกสายหนึ่ง ในอีกโลกหนึ่ง เมื่อเป็นเช่นนี้ เสียวกั่งจึงทุ่มเทให้กับงานผลิตภาพยนตร์ เขายุ่งอยู่กับการแสดงและการท่องบทของตน ฟังคำแนะนำจากผู้กำกับและฟังพี่น้องชายหญิงวิเคราะห์เนื้อเรื่อง สำหรับเสียวกั่งแล้ว ส่วนที่ยากที่สุดคือการเข้าถึงตัวละคร ดังนั้น เขาจึงท่องบทของตนซ้ำแล้วซ้ำเล่าและนึกถึงตัวละครของตนอยู่เรื่อยๆ นึกว่าตนควรพูดและแสดงอย่างไร ควรเดินและยืนอย่างไร นึกแม้กระทั่งควรนั่งอย่างไร เขาต้องเรียนรู้ทั้งหมดนี้ใหม่ หลังจากทำงานที่ซับซ้อนและหลากหลายนี้อย่างต่อเนื่องอยู่ระยะหนึ่ง เสียวกั่งก็ตระหนักในที่สุดว่าการเป็นนักแสดงนั้นยากเย็นขนาดไหน ทุกวันเขาต้องท่องบทพูดเดิมๆ บางครั้งเขาสามารถท่องจำได้ขึ้นใจ แต่เมื่อถึงเวลาแสดงจริง เขากลับผิดพลาดและต้องถ่ายทำฉากนั้นใหม่เป็นประจำ มักจะถูกผู้กำกับว่ากล่าวเพราะบางครั้งเขาก็แสดงหรือพูดบทได้ไม่ดีพอ ถ้าเขาแสดงได้ไม่ดีหลายครั้งติดต่อกัน ก็จะถูกตัดแต่ง เสียหน้า ทนทุกข์ แม้กระทั่งถูกมองด้วยสายตาแปลกๆ และถูกล้อเลียน เมื่อพบเจอเรื่องทั้งหมดนี้ เสียวกั่งก็ท้อใจเล็กน้อย “ถ้ารู้ว่าการเป็นนักแสดงบนจอภาพยนตร์จะยากขนาดนี้ ฉันคงไม่มาที่นี่ แต่ตอนนี้ฉันออกจะติดหล่มนิดหน่อย ฉันอยู่ตรงนี้แล้ว ดังนั้นถ้าฉันเลิกล้มก่อนที่จะถ่ายทำเสร็จก็ย่อมจะไม่สมเหตุสมผล และไม่มีทางที่ฉันจะชี้แจงได้ นี่เคยเป็นความฝันของฉัน ฉันก็ต้องทำให้เป็นจริง แต่หนทางข้างหน้ายาวไกลอีกเท่าไร? ฉันจะทำต่อไหวหรือไม่?” เสียวกั่งเริ่มไม่แน่ใจ วันต่อๆ มา เสียวกั่งจึงดิ้นรนรับมือทั้งงานและชีวิตของตนในแต่ละวัน และนับวันก็ยิ่งเหลือรับ แต่เขาก็ยังต้องทนและฝืนใจก้าวต่อไป แล้วก็เป็นดังที่คนเราสามารถนึกภาพออก ต่อไปข้างหน้าเสียวกั่งจะต้องมีปัญหาในด้านต่างๆ เป็นแน่ เขาเริ่มทำงานที่ได้รับมอบหมายอย่างไม่เต็มใจนัก เมื่อผู้กำกับบอกให้เขาทำอะไร เขาก็ฟังไปอย่างนั้น หลังจากนั้น สิ่งใดที่ทำได้ เขาก็พยายามอย่างสุดความสามารถที่จะทำให้สำเร็จ แต่ถ้าไม่สามารถทำบางสิ่งได้ เขาก็ไม่เอาจริงกับตัวเอง ขณะนี้เสียวกั่งอยู่ในสภาวะเช่นใด? เขาผ่านพ้นแต่ละวันไปด้วยความจำใจอย่างยิ่ง คิดลบมาก และเฉื่อยชามาก หัวใจของเขาไม่ยอมรับการชี้แนะและช่วยเหลือด้วยความตั้งใจจริงจากผู้กำกับหรือพี่น้องชายหญิงเลย เชื่อไปว่า “ก็ฉันเป็นของฉันอย่างนี้ ไม่มีอะไรให้ปรับปรุงแล้ว พวกคุณกำลังผลักให้ฉันทำสิ่งที่เกินความสามารถ ถ้าถ่ายทำได้ก็ลงมือทำกันเลย ถ้าทำไม่ได้ก็ลืมๆ ไปแล้วกัน ส่วนฉันจะกลับไปทำหน้าที่ของฉันที่ฝ่ายวีดิทัศน์” เขานึกถึงการทำงานในฝ่ายวีดิทัศน์ การนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ทุกวันว่าดีเยี่ยมเพียงใด ช่างสะดวกสบายและง่ายดาย เขามีความสุขเหลือเกิน! ตัวตนทั้งหมดและโลกทั้งใบของเขาล้วนอยู่ที่การเคาะแป้นพิมพ์ เขามีทุกสิ่งที่ต้องการได้ด้วยการใช้เทคนิคพิเศษเท่านั้น โลกเสมือนจริงนั้นดึงดูดใจเสียวกั่งมาก ถึงตอนนี้ เสียวกั่งยิ่งคิดถึงอดีตและช่วงเวลาที่เขาปฏิบัติหน้าที่อยู่ในฝ่ายวีดิทัศน์มากขึ้นอีก วันเวลาก็ล่วงเลยไปเช่นนี้ และแล้วคืนหนึ่งเสียวกั่งก็หลับไม่ลง เหตุใดเขาจึงหลับไม่ลง? เขาคิดในใจอยู่ว่า “ฉันเหมาะที่จะเป็นนักแสดงหรือเปล่า? ถ้าฉันแสดงไม่ได้ อย่างนั้นฉันก็ควรกลับไปที่ฝ่ายวีดิทัศน์ทันที หน้าที่ที่ฝ่ายวีดิทัศน์นั้นผ่อนคลายและง่าย พอนั่งลงหน้าคอมพิวเตอร์ก็ผ่านไปครึ่งวันแล้ว และฉันไม่ต้องทำอาหารกินเอง หน้าที่นั้นไม่ต้องพยายามมาก ทุกสิ่งเป็นไปได้ด้วยการสัมผัสแป้นพิมพ์ มีแต่สิ่งที่เกินจินตนาการ ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ ทุกวันนี้ พอเป็นนักแสดง ฉันก็ต้องท่องบททุกวันและพูดบทซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่การแสดงของฉันก็ยังไม่เข้าขั้น ผู้กำกับมักจะต่อว่า และพี่น้องชายหญิงก็มักจะวิจารณ์ฉัน การทำหน้าที่นี้ลำบากเกินไป ทำงานในฝ่ายวีดิทัศน์ดีกว่ามาก!” ยิ่งนึกเขาก็ยิ่งคิดถึงหน้าที่เดิม เขาพลิกตัวไปมาอยู่ครึ่งคืน นอนไม่หลับ และเพิ่งจะเคลิ้มหลับไปได้ในครึ่งคืนหลังเมื่อเขาเหนื่อยเกินกว่าจะฝืนลืมตาได้ เมื่อเสียวกั่งลืมตาตื่นขึ้นมาตอนเช้าตรู่ ความคิดแรกของเขาก็คือ “ท้ายที่สุดแล้ว ฉันควรจากไปหรือไม่? ฉันควรจะกลับไปที่ฝ่ายวีดิทัศน์หรือไม่? ถ้าอยู่ที่นี่ ฉันก็ไม่รู้ว่าพอถ่ายทำเสร็จ จะพากันมองว่าหนังได้มาตรฐานหรือไม่ และใครจะรู้ว่าระหว่างนี้ฉันจะต้องสู้ทนความยากลำบากอีกมากเท่าไร ฉันไม่เหมาะที่จะเป็นนักแสดงเลย! ตอนนั้นเป็นเพราะอารมณ์ชั่ววูบและความคิดชั่วแล่นเลยอยากเป็นนักแสดง ฉันเลอะเลือนจริงๆ! ดูสิ ฉันก้าวผิดไปก้าวเดียว มาตอนนี้อะไรๆ ก็รับมือยากเหลือเกิน และไม่มีใครให้ฉันคุยเรื่องความยากลำบากนี้ด้วยเลย จากสถานการณ์ของฉันในตอนนี้ ดูเหมือนไม่ใช่เรื่องง่ายที่ฉันจะเป็นนักแสดงที่เก่งได้ ดังนั้นฉันก็ควรวางมือให้เร็วที่สุด ฉันจะบอกผู้กำกับทันทีว่าฉันจะกลับไป จะได้ไม่ถ่วงพวกเขา” จากนั้น เสียวกั่งก็รวบรวมความกล้าไปพูดเรื่องนี้กับผู้กำกับว่า “คืออย่างนี้ครับ ผมเป็นนักแสดงไม่ได้ แต่พวกคุณก็ยังเลือกผมอยู่อีก—ทำไมไม่ปล่อยให้ผมกลับไปที่ฝ่ายวีดิทัศน์ล่ะครับ?” ผู้กำกับก็ตอบว่า “ไม่มีทาง พวกเราถ่ายทำหนังเรื่องนี้ไปครึ่งหนึ่งแล้ว ถ้าเปลี่ยนนักแสดง ก็จะทำให้งานล่าช้าไม่ใช่หรือ?” เสียวกั่งจึงยืนกรานว่า “แล้วอย่างไรล่ะครับ? เปลี่ยนตัวผมเป็นใครก็ได้ตามที่คุณต้องการเถอะ ผมไม่เกี่ยวอะไรด้วยแล้ว ไม่ว่าอย่างไร คุณก็ต้องให้ผมไป ถ้าคุณไม่ปล่อยผมไป ผมก็จะไม่ทุ่มเทให้กับการแสดง!” ผู้กำกับเห็นว่าเสียวกั่งยืนกรานที่จะไปและทั้งสองฝ่ายจะไม่อาจถ่ายทำภาพยนตร์ให้เสร็จได้ ดังนั้นจึงปล่อยให้เขาจากไป
ในที่สุดเสียวกั่งก็กลับจากกองถ่ายทำภาพยนตร์มาที่ฝ่ายวีดิทัศน์ เขากลับมาที่ทำงานเดิมที่เขารู้จักเป็นอย่างดียิ่ง เขาสัมผัสเก้าอี้และเครื่องคอมพิวเตอร์ของตน และของทั้งสองก็ให้ความรู้สึกคุ้นเคย เขาชอบที่นี่มากกว่า เขาก้าวเข้าไปนั่ง เก้าอี้นั้นนุ่มและคอมพิวเตอร์ก็พร้อมใช้งาน “การทำวิดีโอนี้ดีกว่า หน้าที่นี้ไม่เหนื่อย การทำงานเบื้องหลังมีข้อดีในตัวเอง ถ้าผิดพลาดขึ้นมาก็ไม่มีใครรู้ และไม่มีใครวิพากษ์วิจารณ์ แค่แก้ไขให้ถูกต้องทันที เรื่องก็จบลงตรงนั้น” ในที่สุดเสียวกั่งก็ค้นพบข้อดีของการเป็นคนทำงานเบื้องหลัง แล้วตอนนี้อารมณ์ของเขาเป็นอย่างไร? เขารู้สึกชูใจและมีความสุขอย่างเหลือเชื่อ และคิดว่า “ฉันเลือกถูกแล้ว พระเจ้าประทานโอกาสและอนุญาตให้ฉันกลับมาทำงานนี้ ฉันรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้รับสิทธิพิเศษนี้!” เขาดีใจที่มีสักครั้งที่ตนเลือกถูก ในวันต่อๆ มา เสียวกั่งก็ทำงานที่เป็นกิจวัตรประจำวันของฝ่ายวีดิทัศน์ต่อไป ไม่มีอะไรพิเศษเกิดขึ้นในช่วงนี้ และแต่ละวันของเสียวกั่งก็ผ่านพ้นไปแบบธรรมดาๆ
วันหนึ่ง ขณะที่ทำงานวิดีโอชิ้นหนึ่ง เสียวกั่งก็พลันเห็นชายหนุ่มบุคลิกดีมีอารมณ์ขันที่แสดงได้ดีมากในการแสดงเต้นรายการหนึ่ง เขาคิดว่า “เขาก็อายุประมาณฉัน ทำไมเขาถึงเต้นได้ แล้วฉันเต้นไม่ได้?” ด้วยเหตุนี้ เสียวกั่งจึงถูกทดลองอีกครั้ง เขาเกิดความคิดเรื่องใดขึ้นมา? (เต้นรำ) เสียวกั่งมีความคิดที่จะเรียนเต้นรำ เขาดูคลิปวิดีโอนี้และการแสดงของชายหนุ่มคนนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จากนั้นเขาก็สอบถามว่าจะไปเรียนเต้นรำได้ที่ไหน เรียนอย่างไร และการเต้นรำขั้นพื้นฐานที่สุดมีอะไรบ้าง เขายังใช้ประโยชน์จากความสะดวกสบายของการอยู่ในที่ทำงานมาค้นหาข้อมูลการเรียนการสอนและวิดีโอที่เกี่ยวกับการเต้นรำในคอมพิวเตอร์ของตนอีกด้วย แน่นอนว่าระหว่างที่ค้นหา เสียวกั่งไม่ได้เอาแต่ดูเท่านั้น เขายังเรียนรู้โดยฝึกฝนไปด้วย และเพื่อที่จะเรียนเต้นรำ เสียวกั่งจึงตื่นแต่เช้าตรู่ทุกวันและเข้านอนดึกมาก เขาเริ่มเรียนการเต้นรำพื้นบ้านอย่างเป็นทางการโดยต่อยอดจากพื้นฐานการเต้นยิมนาสติกที่เขามีอยู่จำกัดมาก เขาตื่นแต่เช้าตรู่ทุกวันเพื่อยืดเส้นและทำท่าโค้งหลัง ระหว่างที่เรียนอยู่นั้น เสียวกั่งสู้ทนความเจ็บปวดทางกายอย่างมาก และใช้เวลาไปมาก ในที่สุดก็ได้ผลบ้างเล็กน้อย เสียวกั่งรู้สึกว่าในที่สุดโอกาสของเขาก็มาถึงแล้ว เขาสามารถเต้นบนเวทีได้เพราะเขาเชื่อว่าร่างกายของเขายืดหยุ่นขึ้นเล็กน้อยและเขาสามารถเต้นบางท่าได้ นอกจากนี้ ด้วยการเต้นตามแบบและร่ำเรียน เขาก็เกือบจะชำนาญการเต้นตามจังหวะดนตรีแล้ว ภายใต้รูปการณ์เหล่านี้ เสียวกั่งรู้สึกว่าถึงเวลายื่นเรื่องขอเปลี่ยนหน้าที่ของเขาต่อคริสตจักรแล้ว หลังจากร้องขอซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในที่สุดเสียวกั่งก็สมปรารถนาอีกครั้งและเข้าร่วมฝ่ายเต้นเพื่อเป็นนักเต้น นับแต่นั้นมา เสียวกั่งก็ตื่นแต่เช้าตรู่เหมือนนักเต้นคนอื่นๆ เพื่อฝึกรอบเช้าและซ้อมท่าเต้น เขาเข้าชุมนุม สามัคคีธรรม วิเคราะห์และวางแผนท่าเต้นกับคนเหล่านี้เป็นประจำ เขาเอาแต่ทำงานเช่นนี้ทุกวัน และพอหมดวัน เขาก็เหนื่อยจนปวดหลังและปวดขา ทุกวันเป็นเช่นนี้ ไม่ว่าฝนจะตกหรือแดดจะออก ตอนเริ่มต้น เสียวกั่งเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับการเต้นรำ แต่เมื่อเข้าใจและคุ้นเคยกับชีวิตและแง่มุมต่างๆ ของนักเต้นแล้ว เสียวกั่งก็รู้สึกว่าการเต้นรำมีอยู่เพียงเท่านี้ ต้องเต้นท่าเดิมซ้ำไปซ้ำมา บางครั้งก็ข้อเท้าพลิก บางครั้งหลังส่วนล่างก็เคล็ด ทั้งยังเสี่ยงที่จะบาดเจ็บอีกด้วย ขณะเต้น เขาจึงคิดไปว่า “ไม่น่าเลย การทำงานเป็นนักเต้นก็ยากเหมือนกัน ทุกวันฉันเหนื่อยมากจนทั้งตัวมีแต่กลิ่นเหงื่อ เรื่องไม่ได้ง่ายขนาดนั้น นี่กลับยากกว่างานวีดิทัศน์! ไม่ ฉันต้องพากเพียรเข้าไว้!” ครั้งนี้เขาไม่ได้วางมือง่ายนัก และบากบั่นจนได้ซ้อมใหญ่เพื่อแสดงเต้นรำในที่สุด ซึ่งหลังจากนั้นการเต้นของพวกเขาก็ถูกส่งไปพิจารณา ในวันพิจารณา เสียวกั่งอยู่ในอารมณ์แบบใด? เขาตื่นเต้นมากและเต็มไปด้วยความคาดหวังในผลแห่งความอุตสาหะของตนเองจนถึงขนาดไม่กินอาหารกลางวัน เขาทุ่มเทพยายามไปมากมิใช่หรือ? ในที่สุดเมื่อผลออกมา การเต้นรำของพวกเขากลับไม่ผ่านการพิจารณารอบแรก ข่าวนั้นเหมือนสายฟ้าฟาดใส่เสียวกั่ง และอารมณ์ของเขาก็ดิ่งถึงขีดสุด เขาทรุดนั่งกับเก้าอี้ “พวกเราใช้เวลาไปมากกับการเต้นครั้งนี้ แล้วคุณก็ปฏิเสธด้วยคำพูดเพียงคำเดียวเท่านี้หรือ? คุณรู้อะไรเกี่ยวกับการเต้นบ้าง? พวกเราเต้นตามหลัก พวกเราทุกคนจ่ายราคาไปแล้ว และคุณก็แค่ปฏิเสธการเต้นของพวกเราอย่างนี้หรือ?” แล้วเขาก็คิดว่า “การตัดสินใจอยู่ในมือของพวกเขา ถ้าพวกเขาไม่เห็นชอบกับการเต้นของพวกเรา พวกเราก็ต้องแก้ไขกันอีกครั้ง ไม่มีใครให้โต้เถียงด้วย ไม่มีอะไรอื่นที่พวกเราทำได้แล้ว อย่างนั้นก็มาเริ่มกันใหม่เถอะ” วันที่การเต้นของพวกเขาไม่ผ่านการพิจารณารอบแรก เสียวกั่งไม่ได้กินอาหารกลางวัน และเขาก็ฝืนกินอาหารค่ำไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น พวกเจ้าคิดว่าคืนนั้นเขาจะหลับได้หรือไม่? (เขานอนไม่หลับ) เขานอนไม่หลับอีกครั้ง คิดว้าวุ่นไม่หยุดว่า “ทำไมไม่ว่าฉันจะไปที่ไหน อะไรๆ ก็ไม่เป็นผล? พระเจ้าไม่เคยอวยพรฉัน การเต้นที่พวกเราพยายามกันมาสองเดือนไม่ผ่านการพิจารณารอบแรก ฉันไม่รู้ว่าจะผ่านการพิจารณารอบสองเมื่อไร และฉันก็ไม่รู้ว่าพวกเราจะต้องใช้เวลาอีกนานเท่าใดกว่าจะผ่าน ฉันจะได้ขึ้นเวทีและแสดงอย่างเป็นทางการเมื่อไรกัน? ไม่มีหวังที่ฉันจะได้เป็นจุดสนใจของผู้คนแล้ว!” เขาคิดกลับไปกลับมา ครุ่นคิด ใคร่ครวญ และนึกไปว่า “งานวีดิทัศน์นั้นดีกว่า ฉันแค่ไปที่นั่น นั่งลง เคาะแป้นพิมพ์ แล้วดอกไม้ พืชพรรณ และต้นไม้ก็ปรากฏขึ้นมาหมด นกร้องเมื่อฉันสั่งให้มันร้อง ม้าวิ่งเมื่อฉันสั่งให้มันวิ่ง ไม่ว่าฉันจะอยากได้อะไร ก็มีอยู่ในนั้น แต่ในการเต้น พวกเราต้องผ่านการพิจารณา และทุกวันฉันก็เหนื่อยมากจนทั้งตัวมีแต่กลิ่นเหงื่อ บางครั้งฉันเหนื่อยจนกินข้าวไม่ลงหรือนอนได้ไม่ดี แล้วการเต้นของพวกเราก็ไม่ผ่านการพิจารณารอบแรก หน้าที่นี้ก็ยากเช่นกัน จะไม่ดีกว่าหรือถ้าฉันกลับไปทำงานที่ฝ่ายวีดิทัศน์?” เขาคิดไปคิดมาว่า “แต่นั่นก็น่าสมเพชเหลือเกิน ทำไมฉันถึงโลเลอีกแล้ว? ฉันไม่ควรคิดแบบนี้ นอนเถอะ!” เขาผล็อยหลับไปอย่างมึนงง วันรุ่งขึ้นเขาตื่นขึ้นมาและเกือบจะลืมเรื่องทั้งหมดไปแล้ว ดังนั้นเขาจึงเต้นต่อไปและยังคงซ้อมใหญ่ เมื่อถึงวันพิจารณารอบที่สอง เสียวกั่งก็ประหม่าขึ้นมาอีก เขาถามว่า “การเต้นของพวกเราจะผ่านการพิจารณาครั้งนี้ได้ไหม?” ทุกคนก็ตอบว่า “ใครจะรู้? ถ้าไม่ผ่าน ก็พิสูจน์ว่าพวกเราเต้นไม่ดีพอ และพวกเราก็จะปรับปรุงกันต่อไป ผ่านเมื่อไร พวกเราก็จะได้แสดงและถ่ายทำอย่างเป็นทางการเมื่อนั้น ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามครรลองและจัดการเรื่องนี้กันอย่างถูกต้องเถิด” เสียวกั่งจึงบอกว่า “ไม่ พวกคุณจัดการเรื่องนี้กันอย่างถูกต้องได้ แต่ฉันไม่มีเวลาทำอย่างนั้น” ในที่สุด ผลการพิจารณารอบที่สองก็ออกมา และการเต้นของพวกเขาก็ไม่ผ่านอีกครั้ง เสียวกั่งจึงพูดว่า “ฮึ่ม ฉันว่าแล้ว! การประสบความสำเร็จในสายงานนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย! พวกเรายังหนุ่มสาว หน้าตาดี และเต้นได้ นี่คือจุดแข็งไม่ใช่หรือ? พวกคนที่พิจารณานั่นอิจฉาพวกเราเพราะพวกเขาเต้นไม่ได้ นั่นคือสาเหตุที่พวกเขาไม่ยอมให้การเต้นของพวกเราผ่าน ดูเหมือนจะไม่มีวันผ่าน การเต้นรำไม่ใช่เรื่องง่าย ฉันจะกลับแล้ว” คืนนั้นเสียวกั่งนอนหลับอย่างสงบสุขมาก เพราะเขาตัดสินใจแล้วว่าจะเก็บข้าวของจากไป และกล่าวคำอำลาในวันรุ่งขึ้น
ไม่ว่าอย่างไร ในที่สุดเสียวกั่งก็สมปรารถนาอีกครั้งและกลับมายังฝ่ายวีดิทัศน์ นั่งหน้าเครื่องคอมพิวเตอร์ของเขาตามเดิม เขาหวนนึกถึงความรู้สึกคุ้นเคยที่มีมาแต่อดีต และคิดว่า “ตัวฉันเกิดมาเพื่อทำงานเบื้องหลัง เป็นได้แค่ผู้กล้าที่ไม่มีใครรู้จัก ในชีวิตนี้ไม่มีโอกาสขึ้นเวทีหรือมีชื่อเสียง ฉันจะทำตัวดีๆ เคาะแป้นพิมพ์ต่อไปก็แล้วกัน นี่คือหน้าที่ของฉัน ดังนั้นฉันก็จะทำงานนี้เท่านั้น” เขาสงบใจลงได้หลังการเทียวไปเทียวมาทั้งมวลนี้ ความฝันครั้งที่สองของเขาสลายไปแล้ว ไม่ได้กลายเป็นจริง เสียวกั่งเป็นคนที่ “ขยันและใฝ่รู้” คนหนึ่ง เป็นคนที่ “กระตือรือร้นและทะเยอทะยาน” คนหนึ่ง—พวกเจ้าคิดว่ามีแนวโน้มที่เขาจะเต็มใจถึงขนาดยอมนั่งอยู่หน้าเครื่องคอมพิวเตอร์และทำงานที่น่าเบื่อเช่นนี้หรือไม่? ไม่มี เป็นไปได้มากว่าเขาจะไม่เต็มใจ
หมู่นี้เสียวกั่งหันมาหมกมุ่นกับการขับร้อง เขาเปลี่ยนเร็วปานนี้ได้อย่างไร? เหตุใดเขาจึงหมกมุ่นกับเรื่องนี้ เหตุใดเขาจึงอยู่ห่างจากเวทีไม่ได้? มีอะไรบางอย่างซ่อนเร้นอยู่ในหัวใจของเขา ครั้งนี้เขาไม่ได้ผลีผลามขอเปลี่ยนหน้าที่ของตน เพียงแต่ค้นหาข้อมูลทุกวันและฝึกฝนทักษะการเปล่งเสียงและการขับร้อง เขาฝึกฝนบ่อยจนเสียงแหบ บางครั้งก็ถึงขั้นเปล่งเสียงออกมาไม่ได้ ถึงกระนั้น เสียวกั่งก็ยังคงไม่ท้อใจ เพราะครั้งนี้เขาเปลี่ยนกลยุทธ์แล้ว เขากล่าวว่า “ครั้งนี้ฉันไม่อาจเปลี่ยนหน้าที่ของตนโดยไม่เข้าใจสถานการณ์จริงได้ ฉันต้องระมัดระวังให้มาก ไม่อย่างนั้นผู้คนจะเยาะเย้ยเอา พวกเขาจะคิดอย่างไรกับฉันถ้าฉันเปลี่ยนหน้าที่อยู่เรื่อย? พวกเขาย่อมจะดูถูกฉัน ครั้งนี้ฉันต้องฝึกฝนต่อไปจนกว่าจะคิดว่าตัวเองสามารถเป็นดาวด้านการร้องเพลงได้ เก่งเท่าบรรดานักร้องในคริสตจักร แล้วถึงจะลงชื่อเข้าฝ่ายบทเพลงนมัสการ” เขาทุ่มเทฝึกฝนเช่นนี้ทุกวัน ทั้งในยามว่างและในเวลาทำงาน ฝึกฝนอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย วันหนึ่ง ขณะที่เสียวกั่งทำงานอยู่ ผู้นำทีมของเขาก็พลันพูดกับเขาว่า “เสียวกั่ง ทำงานอะไรอยู่? ถ้าคุณสุกเอาเผากินแบบนี้อีกและไม่ทุ่มเททำงานของตัวเอง ก็จะไม่ได้รับอนุญาตให้ทำหน้าที่นี้อีกต่อไป” เสียวกั่งตอบว่า “ผมไม่ได้ทำอะไร” จากนั้นทุกคนก็เข้ามามุงรอบๆ พลางพูดว่า “เสียวกั่ง เกิดอะไรขึ้น? โอ คุณทำผิดพลาดมากเลย! เบื้องบนแก้ไขข้อผิดพลาดแนวนี้มาตั้งหลายครั้งแล้ว คุณยังทำผิดอยู่อีกได้อย่างไร? นี่เป็นเพราะคุณฝึกร้องเพลงทุกวันและไม่จดจ่อกับการตัดต่อวิดีโอ คุณก็เลยผิดพลาดและทำให้เรื่องสำคัญพลอยล่าช้าอยู่เรื่อย ถ้าทำผิดพลาดแบบนี้อีก คริสตจักรจะขับไล่คุณ คริสตจักรจะไม่ต้องการคุณอีกต่อไป และพวกเราทุกคนก็จะพากันปฏิเสธคุณ!” เสียวกั่งอธิบายไม่หยุดว่า “ฉันไม่ได้ตั้งใจ จากนี้ไปฉันจะระวัง ให้โอกาสฉันอีกสักครั้ง อย่าขับไล่ฉันเลย ฉันขอร้องพวกคุณ อย่าขับไล่ฉันเลย! พระเจ้า ช่วยข้าพระองค์ด้วย!” ตอนที่เขาร้องเรียก เขารู้สึกว่ามีมือใหญ่มาตบบ่าของเขา พร้อมกับพูดว่า “เสียวกั่ง ตื่นเถิด! ตื่นเถิด เสียวกั่ง!” เกิดอะไรขึ้น? (เขาฝันอยู่) เขากำลังฝัน ดวงตาของเขาปิดอยู่และเขาก็กำลังมึนงง มือของเขาคว้าจับอากาศ ทุกคนต่างสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วพวกเขาก็เห็นเสียวกั่งฟุบหน้าลงกับแป้นพิมพ์หลับไป พี่น้องชายคนหนึ่งตบตัวเขาเบาๆ และหลังจากผลักอยู่สองสามที ในที่สุดเสียวกั่งก็ตื่น พอตื่นขึ้นมา เขาก็กล่าวว่า “โห น่ากลัวมาก ผมเกือบจะถูกขับไล่แล้ว” “ด้วยเรื่องอะไร?” เสียวกั่งครุ่นคิดและเห็นว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น กลับเป็นเพียงความฝันเท่านั้น เขาตกใจตื่นเพราะความฝัน เรื่องราวก็จบลงตรงนี้ ที่เล่าไปนั้นก็คือเรื่อง “ความฝันของเสียวกั่ง”
เรื่องนี้พูดถึงปัญหาอันใด? พูดถึงข้อเท็จจริงที่ว่าความฝันและความเป็นจริงมักจะขัดแย้งกัน โดยมากแล้วผู้คนนึกว่าความฝันของตนชอบด้วยเหตุผล แต่พวกเขาหารู้ไม่ว่าความฝันและความเป็นจริงไม่ใช่เรื่องเดียวกันแต่อย่างใด ความฝันเป็นเพียงการคิดฝันเฟื่องของเจ้า เป็นเพียงความสนใจชั่วคราวของเจ้าเท่านั้น โดยมากแล้วความฝันก็คือความชอบส่วนตัว ความทะเยอทะยาน และความอยากได้อยากมีของผู้คนที่กลายมาเป็นเป้าหมายในการไล่ตามไขว่คว้าของพวกเขา ความฝันของผู้คนผิดจากความเป็นจริงโดยสิ้นเชิง ถ้าผู้คนมีความฝันมากเกินไป พวกเขามักจะผิดพลาดในเรื่องใด? พวกเขาจะละเลยงานตรงหน้าซึ่งพวกเขาควรทำในขณะนั้น พวกเขาจะเพิกเฉยต่อความเป็นจริง และมองข้ามหน้าที่ที่ตนควรปฏิบัติ งานที่ตนควรทำให้สำเร็จ รวมทั้งภาระผูกพันและความรับผิดชอบที่ตนควรทำให้ลุล่วงในเวลานั้น พวกเขาจะไม่ให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้และจะเอาแต่ไล่ตามความฝันของตนต่อไป วิ่งวุ่นและทำงานหนักอย่างต่อเนื่องเพื่อทำให้ความฝันกลายเป็นจริง และทำอะไรมากมายที่ไร้ความหมาย เมื่อเป็นเช่นนี้ ไม่เพียงพวกเขาจะไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนได้อย่างถูกควรเท่านั้น แต่อาจถ่วงและก่อกวนให้งานของคริสตจักรล่าช้าอีกด้วย ผู้คนจำนวนมากไม่เข้าใจความจริงหรือไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง พวกเขาทำเหมือนการปฏิบัติหน้าที่เป็นสิ่งใด? พวกเขาทำเหมือนว่าเป็นงานอย่างหนึ่ง เป็นงานอดิเรกชนิดหนึ่ง หรือเป็นการลงทุนที่พวกเขาให้ความสนใจ พวกเขาไม่ได้ทำเหมือนว่าหน้าที่คือภารกิจหรืองานที่พระเจ้าประทานให้ หรือความรับผิดชอบที่ตนควรทำให้ลุล่วง และยิ่งไม่เสาะแสวงที่จะเข้าใจความจริงหรือเจตนารมณ์ของพระเจ้าระหว่างที่ปฏิบัติหน้าที่ของตน เพื่อที่พวกเขาจะได้สามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนได้ดีและทำให้พระบัญชาของพระเจ้าสำเร็จลุล่วง ดังนั้น ขณะปฏิบัติหน้าที่ของตน บางคนจึงเกิดความไม่เต็มใจทันทีที่ต้องสู้ทนความยากลำบากเล็กน้อยและอยากหนีไปเสีย เมื่อพวกเขาเผชิญเรื่องยุ่งยากหรือพบเจอเหตุขัดข้องบางอย่าง พวกเขาก็ถอยห่าง และอยากหนีอีกครั้ง พวกเขาไม่แสวงหาความจริง เอาแต่คิดจะหนี ถ้ามีอะไรผิดพลาด พวกเขาก็เอาแต่ซ่อนตัวอยู่ในกระดองเหมือนเต่า จากนั้นก็รอจนกว่าปัญหาจะผ่านไปแล้วค่อยออกมาอีกครั้ง มีผู้คนเช่นนี้มากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อขอให้รับผิดชอบงานบางอย่าง ก็มีบางคนที่ไม่คำนึงว่าตนจะสามารถถวายความจงรักภักดีได้อย่างไร หรือจะปฏิบัติหน้าที่นี้และทำงานนี้ให้ดีได้อย่างไร กลับคำนึงว่าจะบ่ายเบี่ยงความรับผิดชอบได้อย่างไร จะหลีกเลี่ยงการถูกตัดแต่งได้อย่างไร จะหลีกเลี่ยงการรับผิดชอบได้อย่างไร และจะผ่านพ้นโดยไม่เจ็บตัวได้อย่างไรเมื่อเกิดปัญหาหรือข้อผิดพลาด พวกเขาคำนึงถึงทางหนีของตนก่อน และคำนึงว่าจะทำตามความชอบและความสนใจของตนเองได้อย่างไร ไม่ใช่ว่าจะปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ดีและถวายความจงรักภักดีได้อย่างไร ผู้คนเช่นนี้จะสามารถได้รับความจริงหรือไม่? พวกเขาไม่ทุ่มเทให้กับความจริง และไม่นำความจริงไปปฏิบัติในการปฏิบัติหน้าที่ของตน สำหรับพวกเขาแล้ว หญ้าอีกฟากของรั้วย่อมเขียวกว่าเสมอ วันนี้พวกเขาอยากทำสิ่งนี้ พรุ่งนี้พวกเขาอยากทำสิ่งนั้น และคิดไปว่าหน้าที่ของทุกคนดีกว่าและง่ายกว่าของตนเอง กระนั้น พวกเขาก็ไม่ทุ่มเทให้กับความจริง ไม่คิดว่าความคิดเหล่านี้ของตนมีปัญหาอันใด และไม่แสวงหาความจริงเพื่อแก้ปัญหา ความรู้สึกนึกคิดของพวกเขามุ่งสนใจอยู่เสมอว่าเมื่อใดความฝันของตนจะเป็นจริง ใครเป็นจุดสนใจ ใครได้รับการยอมรับจากเบื้องบน ใครทำงานโดยไม่ถูกตัดแต่งและได้เลื่อนตำแหน่ง ความรู้สึกนึกคิดของพวกเขาเต็มไปด้วยเรื่องเหล่านี้ แล้วคนที่คิดเรื่องเหล่านี้อยู่เสมอจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนได้ตามมาตรฐานหรือไม่? พวกเขาจะไม่มีวันทำได้สำเร็จ แล้วคนที่ปฏิบัติหน้าที่ในลักษณะนี้เป็นคนประเภทใด? ใช่คนที่ไล่ตามเสาะหาความจริงหรือไม่? ก่อนอื่น มีสิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือคนเช่นนี้ไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง พวกเขาเสาะแสวงที่จะสุขสำราญกับพรไม่กี่อย่าง มีชื่อเสียง และเป็นจุดสนใจในพระนิเวศของพระเจ้า เหมือนกับตอนที่พวกเขาประคองตัวอยู่ในสังคมไม่มีผิด ว่ากันตามแก่นแท้แล้ว พวกเขาเป็นคนประเภทใด? พวกเขาคือผู้ไม่เชื่อ ผู้ไม่เชื่อปฏิบัติหน้าที่ในพระนิเวศของพระเจ้าเหมือนที่พวกเขาทำงานในโลกภายนอก พวกเขาสนใจว่าใครได้เลื่อนตำแหน่ง ใครได้เป็นผู้นำทีม ใครได้เป็นผู้นำคริสตจักร ใครได้รับการชมเชยจากทุกคนเพราะงานที่ทำ ใครได้รับการยกชูและกล่าวถึง พวกเขาใส่ใจเรื่องเหล่านี้ เหมือนในบริษัทโดยแท้ตรงที่ใครได้เลื่อนตำแหน่ง ใครได้ขึ้นเงินเดือน ใครได้รับคำชมจากผู้นำ และใครสนิทสนมคุ้นเคยกับผู้นำ—ผู้คนพากันใส่ใจเรื่องเหล่านี้ ถ้าพวกเขาแสวงหาสิ่งเหล่านี้ในพระนิเวศของพระเจ้าเช่นกัน และหมกมุ่นอยู่กับเรื่องเหล่านี้ทั้งวัน พวกเขาก็เป็นเหมือนผู้ไม่มีความเชื่อมิใช่หรือ? โดยแก่นแท้แล้ว พวกเขาคือผู้ไม่มีความเชื่อ ตรงตามแบบฉบับของผู้ไม่เชื่อ ไม่ว่าพวกเขาจะปฏิบัติหน้าที่อันใด ก็จะทำแต่งานใช้แรงและกระทำการอย่างสุกเอาเผากินเท่านั้น ไม่ว่าพวกเขาจะฟังคำเทศนาอันใด พวกเขาก็จะไม่ยอมรับความจริงอยู่ดี และจะยิ่งไม่นำความจริงไปปฏิบัติ พวกเขาเชื่อในพระเจ้ามาหลายปีโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ และไม่ว่าจะปฏิบัติหน้าที่ของตนมานานกี่ปี พวกเขาก็จะไม่สามารถถวายความจงรักภักดี พวกเขาไม่มีความเชื่ออันแท้จริงในพระเจ้า ไม่มีความจงรักภักดี พวกเขาคือผู้ไม่เชื่อ
ขณะปฏิบัติหน้าที่ของตน บางคนกลับกลัวการรับผิดชอบ ถ้าคริสตจักรมอบหมายงานให้พวกเขาทำ พวกเขาก็จะพิจารณาก่อนว่างานนั้นต้องให้พวกเขารับผิดชอบหรือไม่ และถ้าเป็นเช่นนั้น พวกเขาก็จะไม่รับงาน เงื่อนไขของพวกเขาในการปฏิบัติหน้าที่หนึ่งๆ ก็คือ หนึ่ง ต้องเป็นงานสบาย สอง เป็นงานที่ไม่ยุ่งหรือเหนื่อย และสาม ไม่ว่าพวกเขาจะทำอะไร พวกเขาก็ไม่ต้องรับผิดชอบ นี่เป็นหน้าที่ประเภทเดียวที่พวกเขายอมทำ นี่คือคนประเภทใด? นี่คือคนกลับกลอกหลอกลวงมิใช่หรือ? พวกเขาไม่อยากแบกรับความรับผิดชอบแม้แต่น้อย ถึงขนาดกลัวว่าใบไม้ที่ร่วงจากต้นจะทำให้ตนหัวแตก คนเช่นนี้จะปฏิบัติหน้าที่อะไรได้? พวกเขาจะทำประโยชน์อะไรได้ในพระนิเวศของพระเจ้า? งานแห่งพระนิเวศของพระเจ้าเกี่ยวข้องกับพระราชกิจแห่งการสู้รบกับซาตาน รวมทั้งการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร มีหน้าที่ใดบ้างที่ไม่พ่วงความรับผิดชอบมาด้วย? พวกเจ้าว่าการเป็นผู้นำนั้นแบกรับความรับผิดชอบเอาไว้หรือไม่? ความรับผิดชอบของพวกเขากลับยิ่งมากขึ้น และพวกเขาก็ยิ่งต้องรับผิดชอบมากขึ้นมิใช่หรือ? ไม่ว่าเจ้าจะประกาศข่าวประเสริฐ เป็นพยานยืนยัน ทำวีดิทัศน์ และอื่นๆ—ไม่ว่าเจ้าจะทำงานอะไร—ตราบใดที่เกี่ยวข้องกับหลักธรรมความจริง งานนั้นก็ย่อมมาพร้อมกับความรับผิดชอบ ถ้าการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าไร้หลักธรรม ก็จะส่งผลต่องานแห่งพระนิเวศของพระเจ้า และถ้าเจ้ากลัวที่จะรับผิดชอบ เจ้าก็จะไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ใดๆ ได้ คนที่กลัวการรับผิดชอบเวลาปฏิบัติหน้าที่ของตนนั้นเป็นคนขลาด หรือว่าอุปนิสัยของพวกเขามีปัญหากันแน่? เจ้าต้องสามารถบอกความแตกต่างได้ ข้อเท็จจริงก็คือนี่ไม่ใช่เรื่องของความขลาด หากบุคคลนั้นไล่ตามความมั่งคั่ง หรือกำลังทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อตนเอง พวกเขาสามารถกล้าขนาดนั้นได้อย่างไร? พวกเขาจะยอมรับความเสี่ยงทุกอย่าง แต่เมื่อพวกเขาทำสิ่งทั้งหลายให้คริสตจักร ให้พระนิเวศของพระเจ้า พวกเขาไม่ยอมเสี่ยงอะไรเลย ผู้คนเช่นนี้เห็นแก่ตัวและเลวทราม เป็นพวกคิดคดทรยศที่สุดในบรรดาคนทั้งปวง ผู้ใดก็ตามที่ไม่รับผิดชอบการปฏิบัติหน้าที่ของตนย่อมไม่จริงใจต่อพระเจ้าแม้แต่น้อย ยิ่งไม่พักต้องพูดถึงความจงรักภักดีของพวกเขา บุคคลจำพวกใดที่กล้าแบกรับความรับผิดชอบ? คนแบบใดที่กล้ารับภาระอันหนักอึ้ง? คนที่เป็นผู้นำและกล้าเดินหน้าในช่วงเวลาที่สำคัญอย่างที่สุดต่องานแห่งพระนิเวศของพระเจ้า ไม่กลัวที่จะแบกรับความรับผิดชอบอันหนักอึ้งและสู้ทนความยากลำบากอันใหญ่หลวงเมื่อพวกเขามองเห็นงานที่มีความสำคัญอย่างที่สุด นั่นคือคนที่จงรักภักดีต่อพระเจ้า เป็นทหารที่ดีของพระคริสต์ จริงหรือไม่ที่ทุกคนที่กลัวการรับผิดชอบในหน้าที่ของตน ทำเช่นนั้นเพราะพวกเขาไม่เข้าใจความจริง? ไม่จริง นี่คือปัญหาเกี่ยวกับความเป็นมนุษย์ของพวกเขา พวกเขาไม่มีสำนึกในความยุติธรรมหรือสำนึกรับผิดชอบ พวกเขาคือผู้คนที่เห็นแก่ตัวและเลวทราม ไม่ใช่ผู้ที่เชื่อในพระเจ้าด้วยใจจริง และพวกเขาก็ไม่ยอมรับความจริงแม้แต่น้อย ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงไม่สามารถได้รับการช่วยให้รอด ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องจ่ายราคาเพื่อให้ได้มาซึ่งความจริง และพวกเขาจะพบเจออุปสรรคมากมายในการปฏิบัติความจริง พวกเขาต้องละทิ้งสิ่งต่างๆ ละทิ้งผลประโยชน์ทางเนื้อหนังของตน และสู้ทนความทุกข์บางอย่าง เมื่อนั้นเท่านั้นพวกเขาจึงจะสามารถนำความจริงไปปฏิบัติได้ ดังนั้นคนที่กลัวการรับผิดชอบจะสามารถปฏิบัติความจริงได้หรือไม่? พวกเขาปฏิบัติความจริงไม่ได้อย่างแน่นอน นับประสาอะไรกับการได้มาซึ่งความจริง พวกเขากลัวการปฏิบัติความจริง กลัวการสูญเสียผลประโยชน์ของตน พวกเขากลัวการถูกเหยียดหยาม การดูถูกดูหมิ่น และการถูกตัดสิน และพวกเขาก็ไม่กล้าปฏิบัติความจริง ผลก็คือพวกเขาไม่สามารถได้รับความจริง และไม่ว่าจะเชื่อในพระเจ้ามากี่ปี พวกเขาก็ไม่สามารถเข้าถึงความรอดของพระองค์ได้ ผู้ที่สามารถปฏิบัติหน้าที่ในพระนิเวศของพระเจ้าต้องเป็นคนที่มีสำนึกที่จะแบกรับภาระในงานของคริสตจักร รับผิดชอบ ค้ำจุนหลักธรรมความจริง สามารถทนทุกข์และยอมลำบากได้ หากคนใดไม่มีสิ่งเหล่านี้ พวกเขาก็ไม่เหมาะที่จะปฏิบัติหน้าที่ และไม่อยู่ในภาวะที่จะปฏิบัติหน้าที่ มีผู้คนมากมายกลัวที่จะรับผิดชอบการปฏิบัติหน้าที่ ความกลัวของพวกเขาสำแดงให้เห็นในสามหนทางหลัก หนทางแรกคือพวกเขาเลือกหน้าที่ที่ไม่พึงต้องรับผิดชอบ หากผู้นำคริสตจักรจัดการเตรียมการให้พวกเขาปฏิบัติหน้าที่อย่างหนึ่ง พวกเขาย่อมถามก่อนว่าพวกเขาต้องรับผิดชอบอะไรในหน้าที่นั้นหรือไม่ หากใช่ พวกเขาก็ไม่ยอมรับหน้าที่นั้น หากไม่ต้องให้พวกเขาแบกรับความรับผิดชอบและไม่ต้องรับผิดชอบอะไร พวกเขาก็ยอมรับหน้าที่นั้นไว้อย่างเสียไม่ได้ แต่ก็ยังคงต้องดูว่างานนั้นเหน็ดเหนื่อยหรือยุ่งยากหรือไม่ และแม้พวกเขาจะยอมรับหน้าที่ไว้อย่างไม่เต็มใจแล้วก็ตาม แต่พวกเขาก็ไร้แรงจูงใจที่จะปฏิบัติหน้าที่นั้นให้ดี เลือกที่จะสุกเอาเผากินอยู่ดี การพักผ่อน ไร้ซึ่งงานหนัก และไม่มีความยากลำบากทางกาย—นี่คือหลักการของพวกเขา หนทางที่สองคือเมื่อมีความลำบากยากเย็นบังเกิดกับพวกเขาหรือพวกเขาเผชิญปัญหา สิ่งแรกที่พวกเขาทำคือรายงานผู้นำและให้ผู้นำรับมือและแก้ไขเรื่องนั้น โดยหวังว่าพวกเขาจะยังคงสบายต่อไป พวกเขาไม่ใส่ใจว่าผู้นำจะรับมือประเด็นปัญหาอย่างไรและไม่สนใจเรื่องนี้—ตราบใดที่พวกเขาไม่ต้องรับผิดชอบด้วยตนเอง ตราบนั้นทุกอย่างก็ดีแล้วสำหรับพวกเขา การปฏิบัติหน้าที่เช่นนี้เป็นการจงรักภักดีต่อพระเจ้าหรือไม่? นี่เรียกว่าการโยนกลอง การละทิ้งหน้าที่ การเล่นตุกติก มีแต่ลมปากทั้งสิ้น พวกเขาไม่ทำสิ่งใดที่เป็นจริง พวกเขาบอกตนเองว่า “ถ้าฉันต้องแก้ไขเรื่องนี้ แล้วลงเอยด้วยการทำผิดพลาดขึ้นมา จะเกิดอะไรขึ้น? เมื่อพวกเขาตรวจสอบว่าใครผิด พวกเขาจะไม่จัดการฉันหรอกหรือ? ความรับผิดชอบจะไม่ตกเป็นของฉันก่อนเพื่อนหรอกหรือ?” นี่คือสิ่งที่พวกเขากังวล แต่เจ้าเชื่อหรือไม่ว่าพระเจ้าทรงพินิจพิเคราะห์ทุกสิ่ง? ทุกคนย่อมทำผิด หากบุคคลที่มีเจตนาถูกต้องนั้นขาดพร่องประสบการณ์และไม่เคยจัดการเรื่องบางอย่างมาก่อน แต่พวกเขาทำดีที่สุดแล้ว นั่นย่อมเป็นที่ประจักษ์แก่สายพระเนตรของพระเจ้า เจ้าต้องเชื่อว่าพระเจ้าทรงพินิจพิเคราะห์ทุกสรรพสิ่งและหัวใจของมนุษย์ หากคนเราไม่เชื่อแม้แต่สิ่งนี้ พวกเขาย่อมเป็นผู้ไม่เชื่อมิใช่หรือ? การที่คนเช่นนี้ปฏิบัติหน้าที่จะมีนัยสำคัญอะไรได้? แท้จริงแล้วไม่สำคัญมิใช่หรือว่าพวกเขาปฏิบัติหน้าที่นี้หรือไม่? พวกเขากลัวการรับผิดชอบและบ่ายเบี่ยงความรับผิดชอบ เมื่อมีบางสิ่งเกิดขึ้น พวกเขาก็ไม่พยายามคิดหาทางจัดการปัญหาทันที กลับโทรแจ้งผู้นำเป็นสิ่งแรก แน่นอนว่าบางคนก็พยายามจัดการปัญหาด้วยตัวเองพลางแจ้งผู้นำไปด้วย แต่บางคนไม่ทำเช่นนี้ และสิ่งแรกที่พวกเขาทำก็คือโทรศัพท์หาผู้นำ และหลังจากโทรหาแล้ว พวกเขาก็แค่รออยู่เฉยๆ รอคอยคำสั่ง พอผู้นำสั่งให้พวกเขาก้าวหนึ่งก้าว พวกเขาก็ก้าวหนึ่งก้าว ถ้าผู้นำบอกให้ทำอะไรสักอย่าง พวกเขาก็ทำอย่างนั้น ถ้าผู้นำไม่พูดหรือสั่งอะไร พวกเขาก็ไม่ทำอะไรและเอาแต่ผัดวันประกันพรุ่ง เมื่อไม่มีใครกระตุ้นพวกเขาหรือกำกับดูแลพวกเขา พวกเขาก็ไม่ทำงานอะไรเลย จงบอกเราเถิดว่าคนแบบนี้กำลังทำหน้าที่อยู่หรือไม่? ต่อให้พวกเขากำลังออกแรงทำงาน พวกเขาก็ไม่มีความจงรักภักดี! ยังมีอีกหนทางหนึ่งที่เป็นการสำแดงความกลัวที่จะต้องรับผิดชอบต่อการปฏิบัติหน้าที่ของบุคคลให้เห็น เมื่อพวกเขาปฏิบัติหน้าที่ของตน ผู้คนบางคนทำงานที่ผิวเผินเรียบง่ายเพียงเล็กน้อย งานที่ไม่พ่วงเอาการต้องรับผิดชอบมาด้วย ส่วนงานที่นำความลำบากยากเย็นและการต้องรับผิดชอบมาให้นั้น พวกเขาโยนให้ผู้อื่นทำ และหากบางสิ่งเกิดผิดพลาด พวกเขาก็โยนความผิดไปให้ผู้คนเหล่านั้น และทำให้ตัวเองไม่เดือดร้อน เมื่อผู้นำคริสตจักรเห็นว่าผู้คนเหล่านั้นขาดความรับผิดชอบ พวกเขาก็ให้ความช่วยเหลืออย่างอดทน หรือตัดแต่งผู้คนเหล่านั้น เพื่อให้คนเหล่านั้นสามารถรับผิดชอบได้ แต่คนเหล่านั้นก็ไม่อยากรับผิดชอบอยู่ดี และคิดไปว่า “หน้าที่นี้ทำยาก เวลามีอะไรผิดพลาดขึ้นมา ฉันก็จะต้องรับผิดชอบ ฉันอาจถึงกับถูกปลดและกำจัดออกไป และนั่นย่อมจะเป็นการจบสิ้นสำหรับฉัน” นี่คือท่าทีแบบใด? หากพวกเขาไม่มีสำนึกรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่ของตน พวกเขาจะปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ดีได้อย่างไร? ผู้ที่ไม่สละตนเพื่อพระเจ้าอย่างแท้จริงย่อมไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่อันใดได้ดี และผู้ที่กลัวการรับผิดชอบมีแต่จะทำให้สิ่งทั้งหลายล่าช้าเท่านั้นเมื่อพวกเขาปฏิบัติหน้าที่ของตน ผู้คนเช่นนี้ไว้ใจหรือพึ่งพาไม่ได้ พวกเขาทำหน้าที่ของตนเพียงเพื่อหาอาหารใส่ปากท้องของตนเท่านั้น “ขอทาน” เยี่ยงนี้ควรถูกกำจัดออกไปหรือไม่? พวกเขาควรถูกขับออกไป พระนิเวศของพระเจ้าไม่ต้องการผู้คนเช่นนี้ นี่คือการสำแดงสามประการของผู้คนที่กลัวการรับผิดชอบเวลาปฏิบัติหน้าที่ของตน ผู้คนที่กลัวการรับผิดชอบในหน้าที่ของตนย่อมไม่อาจเข้าถึงแม้แต่ระดับของคนทำงานใช้แรงที่จงรักภักดี และไม่เหมาะที่จะปฏิบัติหน้าที่ บางคนถูกกำจัดออกไปเพราะมีท่าทีเช่นนี้ต่อหน้าที่ กระทั่งบัดนี้ พวกเขาก็อาจจะไม่รู้สาเหตุและยังคงพร่ำบ่นว่า “ฉันปฏิบัติหน้าที่ของตนด้วยความกระตือรือร้นอันแรงกล้า แล้วทำไมพวกเขาถึงไล่ฉันออกมาอย่างเย็นชาแบบนี้?” กระทั่งบัดนี้ พวกเขาก็ยังไม่เข้าใจ คนที่ไม่เข้าใจความจริงย่อมไม่สามารถเข้าใจได้ไปตลอดชีวิตว่าเหตุใดตนจึงถูกกำจัดออกไป พวกเขาแก้ตัว และปกป้องตนเองไม่หยุด พลางคิดว่า “ผู้คนปกป้องตนเองตามสัญชาตญาณ และพวกเขาก็ควรทำเช่นนั้น มีใครบ้างที่ไม่ปกป้องตัวเองสักนิด? มีใครบ้างที่ไม่นึกถึงตนเองสักหน่อย? มีใครบ้างที่ไม่ต้องเหลือทางหนีไว้ให้ตนเอง?” หากเจ้าปกป้องตนเองทุกครั้งที่มีบางสิ่งบังเกิดแก่เจ้าและเหลือทางหนีทีไล่หรือประตูหลังให้ตนเอง เจ้ากำลังนำความจริงไปปฏิบัติกระนั้นหรือ? นี่ไม่ใช่การปฏิบัติความจริง—แต่เป็นการทำตัวลับๆ ล่อๆ ตอนนี้เจ้ากำลังปฏิบัติหน้าที่ของตนอยู่ในพระนิเวศของพระเจ้า หลักธรรมข้อแรกในการปฏิบัติหน้าที่คืออะไร? คือเจ้าต้องปฏิบัติหน้าที่นั้นๆ ด้วยหัวใจทั้งดวงของเจ้าเสียก่อน ใช้ความพยายามทั้งหมด และปกป้องผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า นี่คือหลักธรรมความจริงข้อหนึ่ง เป็นหลักธรรมความจริงที่เจ้าควรนำไปปฏิบัติ การปกป้องตนเองด้วยการเหลือทางหนีทีไล่หรือประตูหลังเอาไว้ให้ตนเองนั้นคือหลักปฏิบัติที่ผู้ไม่มีความเชื่อทำกัน และเป็นปรัชญาที่พวกเขาให้การยกชูมากที่สุด การคำนึงถึงตนเองก่อนในทุกสิ่งทุกอย่างและให้ผลประโยชน์ของตนเองมาก่อนสิ่งอื่นใด ไม่นึกถึงผู้อื่น ไม่มีความเกี่ยวเนื่องกับผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าและผลประโยชน์ของผู้อื่น คิดถึงผลประโยชน์ของตนเองก่อน แล้วจากนั้นก็นึกถึงทางหนีทีไล่—นี่คือผู้ไม่มีความเชื่อมิใช่หรือ? นี่คือสิ่งที่ผู้ไม่มีความเชื่อเป็นโดยแท้ คนแบบนี้ไม่เหมาะที่จะปฏิบัติหน้าที่ ยังคงมีบางคนที่เหมือนกับเสียวกั่งในเรื่องเล่า—ตัวเขาคือตัวอย่างที่ชัดเจน พวกเขาไม่สามารถทำสิ่งใดในลักษณะที่ติดดิน อยากหลีกเลี่ยงความยุ่งยากในทุกสิ่งที่ทำ ไม่อยากทนทุกข์กับความยากลำบากหรือความขุ่นข้องแม้แต่น้อย เนื้อหนังของพวกเขาต้องสบาย พวกเขาต้องสามารถกินและนอนเป็นเวลา ต้องไม่ถูกลมพัดต้องตัวหรือถูกแดดเผา ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาไม่รับผิดชอบงานของตนแต่อย่างใด สิ่งที่พวกเขาทำต้องเป็นสิ่งที่พวกเขาชอบ เป็นสิ่งที่พวกเขาถนัด เป็นสิ่งที่พวกเขาเต็มใจทำอย่างยิ่ง ถ้าไม่ได้ทำสิ่งที่อยากทำ พวกเขาก็ไม่เชื่อฟังแม้แต่น้อย พวกเขาเปลี่ยนความคิดและสองจิตสองใจตลอดเวลา ไม่เคยแน่วแน่ในสิ่งที่ทำ—ทำอะไรเผื่อเลือกเสมอ เมื่อทนทุกข์ พวกเขาก็อยากล่าถอย พวกเขาไม่สามารถทนรับการตัดแต่งได้ จะเรียกร้องอะไรจากพวกเขามากก็ไม่ได้ พวกเขาไม่สามารถทนทุกข์ได้ สิ่งที่พวกเขาทำขึ้นอยู่กับความสนใจและแผนการของพวกเขาเองทั้งสิ้น—ไม่มีความเชื่อฟังในตัวพวกเขาแม้แต่น้อย คนแบบนี้ถ้าไม่สามารถแสวงหาความจริงและทบทวนตนเองได้ ก็ยากที่จะเปลี่ยนแปลงแนวปฏิบัติและอุปนิสัยที่เสื่อมทรามเหล่านี้ การปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้เชื่อในพระเจ้า อย่างน้อยที่สุดก็ต้องมีความจริงใจอยู่บ้าง พวกเจ้าคิดว่าผู้คนเหล่านี้จริงใจหรือไม่? เมื่อจำเป็นต้องใช้ความพยายามอย่างจริงจัง พวกเขากลับหดตัวหนี พวกเขาไม่มีความจริงใจแม้แต่น้อย เรื่องนี้จึงเป็นปัญหาอย่างมากและจัดการได้ยากยิ่ง พวกเขารู้สึกว่าตนเองยิ่งใหญ่ และแม้ในยามที่ถูกปลดหรือถูกตัดแต่ง ก็รู้สึกว่าตนไม่ได้รับความเป็นธรรม นี่เป็นปัญหามากถ้าผู้คนไม่แสวงหาความจริงหรือไม่เข้าสู่ความเป็นจริงความจริง หัวข้อนี้ก็พอเท่านี้—พวกเรามาเข้าประเด็นหลักกันเถิด
การชำแหละวิธีที่ศัตรูของพระคริสต์ใช้ทำให้ผู้อื่นนบนอบเฉพาะพวกตนเท่านั้น ไม่ใช่ความจริงหรือพระเจ้า
สามัคคีธรรมในวันนี้ว่าด้วยประการที่แปดในบรรดาการสำแดงต่างๆ ของศัตรูของพระคริสต์ นั่นคือ พวกเขาย่อมจะให้ผู้อื่นนบนอบเฉพาะพวกเขาเท่านั้น ไม่ใช่ความจริงหรือพระเจ้า พวกเจ้าสามารถเข้าใจการสำแดงนี้หรือไม่? จงพิจารณาเสียก่อนว่า ในหัวข้อนี้มีการสำแดงใดบ้างที่เจ้าสามารถนำไปเทียบเคียงกับความเข้าใจของพวกเจ้า พวกเขาย่อมจะให้ผู้อื่นนบนอบเฉพาะพวกเขาเท่านั้น ไม่ใช่ความจริงหรือพระเจ้า—ความหมายตามตัวอักษรนั้นเข้าใจง่าย แต่ภายในนั้นมีสภาวะมากมาย และมีอุปนิสัยต่างๆ ที่ผู้คนหลายจำพวกแสดงออกมา หรือพฤติกรรมอันหลากหลายที่อุปนิสัยต่างๆ เหล่านั้นแสดงออกมา นี่เป็นหัวข้อใหญ่ พวกเราจะต้องสามัคคีธรรมเรื่องนี้จากลักษณะปลีกย่อยบางอย่าง เพื่อที่จะอธิบายหัวข้อนี้ตามความหมายตามตัวอักษร ผู้คนที่ประกาศวาจาและคำสอนมักจะกล่าวกันบ่อยที่สุดว่า “นี่หมายถึงการฟังพวกเขาทุกเรื่อง—พวกเขาทำให้ผู้คนฟังพวกเขา แม้ในยามที่สิ่งที่พวกเขาพูดนั้นไม่สอดคล้องกับความจริง เวลาพวกเขาประกาศวาจาและคำสอนไม่กี่ประการ พวกเขาก็ทำให้คนอื่นฟังวาจาและคำสอนของตน เวลาพวกเขากล่าววลีสักวลีหนึ่ง พวกเขาก็ทำให้ผู้อื่นใส่ใจฟัง พวกเขามีแนวโน้มที่จะสั่งคนอื่น มอบหมายงานให้คนอื่น และบังคับให้คนอื่นฟังตนอยู่ตลอดเวลา” เวลาพวกเขาพูดถึงความหมายตามตัวอักษรอยู่บ้าง นี่คือวิธีที่พวกเขามักจะพูดกันบ่อยที่สุดไม่ใช่หรือ? มีอะไรอีก? “พวกเขาคิดว่าตัวเองถูกทุกเรื่อง ให้ทุกคนฟังตน และให้ผู้คนนบนอบสิ่งที่ตนพูด แม้นั่นจะไม่สอดคล้องกับความจริง พวกเขามองว่าตนเองคือความจริงและเป็นพระเจ้า และเมื่อฟังพวกเขา ผู้คนก็กำลังนบนอบความจริงและพระเจ้า นั่นคือความหมาย” หากพวกเจ้าเป็นคนพูดหัวข้อนี้ นึกดูเถิดว่าพวกเจ้าควรพูดอย่างไร หากพวกเจ้าจะเริ่มจากสิ่งที่เคยเห็นหรือเคยมีประสบการณ์ด้วยตนเอง พวกเจ้าจะเริ่มจากองค์ประกอบใด? ทันทีที่พวกเราพูดถึงความเป็นจริง พวกเจ้าก็ไม่มีอะไรจะพูดแล้ว ถ้าอย่างนั้น เวลาสามัคคีธรรมตามปกติกับพี่น้องชายหญิง พวกเจ้าก็ไม่มีอะไรจะพูดด้วยหรือเปล่า? พวกเจ้าจะทำงานของตนให้ดีโดยไม่มีการพูดคุยได้อย่างไร? ก่อนอื่น จงพูดถึงลักษณะและพฤติกรรมที่เห็นได้ชัดบางประการของการสำแดงนี้กันสักหน่อย พวกเจ้าเคยเห็นหรือเคยเป็นพยานถึงลักษณะและพฤติกรรมแบบใดมาก่อนบ้าง? พอจะนึกออกไหม? (ขณะทำหน้าที่ของตน ข้าพระองค์เกิดแนวคิดบางอย่างที่ค่อนข้างแรงกล้า และอยากลงมือทำตามนั้นจริงๆ ข้าพระองค์คิดว่าความคิดของตัวเองนั้นดีและถูกต้อง แล้วเมื่อคนอื่นมีข้อสงสัย ข้าพระองค์ก็บอกว่าต้องไม่ถ่วงเรื่องนี้ให้ล่าช้า จำเป็นต้องจัดการในทันที จากนั้นข้าพระองค์ก็มัดมือชกทำสิ่งที่ตัวเองหมายที่จะทำ คนอื่นอาจปรารถนาที่จะแสวงหา แต่ข้าพระองค์ไม่ต้องการให้เวลาพวกเขา—ต้องการให้พวกเขาทำสิ่งที่เป็นไปตามแนวคิดของข้าพระองค์) นั่นคือการสำแดงที่เห็นได้อย่างชัดเจน มีใครจะพูดอีกบ้าง? (ข้าพระองค์เคยสามัคคีธรรมกับพี่น้องชายหญิงเรื่องการส่งเสริมและบ่มเพาะใครบางคน อันที่จริง ข้าพระองค์ตั้งใจไว้แล้วว่าจะเลื่อนตำแหน่งให้คนคนนั้น ข้าพระองค์รู้สึกว่าข้าพระองค์ได้แสวงหาจากเบื้องบนแล้ว และการเลื่อนตำแหน่งให้คนคนนั้นก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่พี่น้องชายหญิงบางคนยังไม่เข้าใจเรื่องนี้ดีนัก และข้าพระองค์ก็ไม่ได้สามัคคีธรรมว่าเพราะอะไรพวกเราถึงควรส่งเสริมคนคนนั้น ใช้หลักธรรมใด หรือความจริงข้อใด—ข้าพระองค์เพียงบอกพวกเขาอย่างแข็งกร้าวไปว่าคนคนนั้นดีอย่างไร และการเลื่อนตำแหน่งให้เขาก็ตรงตามหลักธรรม ข้าพระองค์คาดคั้นให้พวกเขาเชื่อฟังข้าพระองค์ เชื่อว่าสิ่งที่ข้าพระองค์กำลังทำอยู่นั้นถูกต้อง) พวกเจ้ากำลังพูดถึงปัญหาประเภทหนึ่ง และสภาวะอย่างหนึ่ง ซึ่งสอดคล้องกับหัวข้อนี้ในภาพรวม ดูเหมือนว่าความเข้าใจตามตัวอักษรเพียงเล็กน้อยนั้นจะเป็นขอบเขตความเข้าใจในความจริงที่พวกเจ้ามี ดังนั้น เราจะต้องสามัคคีธรรมเรื่องนี้ หากพวกเจ้าเข้าใจเรื่องนี้พอสมควร พวกเราก็จะข้ามหัวข้อนี้และสามัคคีธรรมหัวข้อต่อไป แต่ดูเหมือนพวกเรายังทำเช่นนั้นไม่ได้ และต้องสามัคคีธรรมเรื่องนี้ตามที่วางแผนไว้
ประการที่แปดของการสำแดงต่างๆ ของศัตรูของพระคริสต์ก็คือ พวกเขาย่อมจะให้ผู้อื่นนบนอบเฉพาะพวกเขาเท่านั้น ไม่ใช่ความจริงหรือพระเจ้า ในหัวข้อนี้มีการแสดงออกหลายประการของแก่นแท้ในตัวศัตรูของพระคริสต์ แน่นอนว่านี่ไม่ใช่เพียงเรื่องราวเดียว วลีเดียว ทัศนะเดียว หรือวิธีจัดการสิ่งต่างๆ เพียงวิธีเดียว แต่เป็นอุปนิสัยอย่างหนึ่ง แล้วเป็นอุปนิสัยใด? อุปนิสัยนี้สำแดงออกมาหลายรูปแบบ ข้อแรกคือผู้คนดังกล่าวไม่สามารถร่วมมือกับใครได้ นั่นเป็นวิธีหนึ่งในการทำสิ่งต่างๆ หรือไม่? (ไม่ใช่ นั่นเป็นอุปนิสัยอย่างหนึ่ง) ถูกต้อง—นั่นคือการเผยอุปนิสัยอย่างหนึ่งออกมา เป็นอุปนิสัยที่มีแก่นแท้เป็นความโอหังและความคิดว่าตนถูก ผู้คนเช่นนี้ไม่สามารถร่วมมือกับใครได้ นั่นคือข้อแรก การสำแดงข้อที่สองก็คือพวกเขามีความอยากและความทะเยอทะยานที่จะควบคุมและพิชิตผู้คน นั่นเป็นอุปนิสัยหรือไม่? (ใช่) เป็นวิธีทำสิ่งต่างๆ หรือไม่? (ไม่ใช่) แตกต่างจากเรื่องที่พวกเจ้าได้พูดไว้หรือไม่? พวกเจ้าได้พูดถึงเหตุการณ์เฉพาะ และวิธีทำสิ่งต่างๆ เป็นอย่างๆ—สิ่งเหล่านั้นไม่ใช่แก่นแท้ การสำแดงข้อนี้ร้ายแรงกว่าสิ่งที่พวกเจ้าพูดมามิใช่หรือ? (ใช่) นี่ลงถึงต้นตอ ส่วนข้อที่สามก็คือห้ามผู้อื่นแทรกแซง สอบถาม หรือกำกับดูแลพวกเขาในงานที่พวกเขารับผิดชอบอยู่ นั่นคือแก่นแท้ใช่หรือไม่? (ใช่) ภายในแก่นแท้แต่ละอย่างเหล่านี้มีพฤติกรรมและวิธีทำสิ่งต่างๆ มากมายแฝงอยู่ ดังที่กล่าวไปแล้วว่าแก่นแท้ข้อนี้ตรงกับการสำแดงประการที่แปด ถูกต้องหรือไม่? การสำแดงข้อที่สี่คือ เมื่อได้รับประสบการณ์และความรู้เล็กน้อย ได้เรียนรู้บทเรียนบางอย่าง พวกเขาก็เสแสร้งว่ามีความจริง ซึ่งหมายความว่าหากพวกเขาสามารถสามัคคีธรรมความจริงได้บ้าง พวกเขาย่อมคิดว่าตนเองมีความเป็นจริงความจริง และปรารถนาที่จะแสดงให้ผู้อื่นเห็นว่าตนเป็นคนที่มีความจริง—เป็นคนที่ปฏิบัติความจริง รักความจริง และมีความเป็นจริงความจริง พวกเขาเสแสร้งว่ามีความจริง—นี่เป็นเรื่องของธรรมชาติที่ร้ายแรงไม่ใช่หรือ? (ใช่) การสำแดงเช่นนี้สอดคล้องกับประการที่แปดหรือไม่? (ใช่) สอดคล้องกัน โดยพื้นฐานแล้ว ประการที่แปดนั้นสำแดงออกในสี่ลักษณะนี้ จงทวนให้เราฟังเถิด เริ่มจากข้อแรก (ข้อแรกคือผู้คนดังกล่าวไม่สามารถร่วมมือกับใครได้อย่างกลมเกลียว) คำว่า “อย่างกลมเกลียว” หมายถึงสามารถให้ความร่วมมือกันได้ แต่ผู้คนดังกล่าวไม่อาจร่วมมือกับใครได้เลย พวกเขาทำสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง ทำโดยลำพัง คำว่า “ลำพัง” คือลักษณะบ่งชี้ของการสำแดงข้อแรก คราวนี้ก็ข้อที่สอง (พวกเขามีความทะเยอทะยานและความอยากที่จะควบคุมและพิชิตผู้คน) นี่เป็นการสำแดงที่ร้ายแรงหรือไม่? (ร้ายแรง) แล้วลักษณะบ่งชี้ของการสำแดงข้อที่สองคืออะไร? จงอธิบายด้วยคำคำเดียว (เลว) “เลว” เป็นคำคุณศัพท์ เป็นการบรรยายอุปนิสัยของพวกเขา ควรเป็นคำว่า “ควบคุม” การ “ควบคุม” เป็นการกระทำ เป็นการกระทำชนิดหนึ่งที่เกิดจากอุปนิสัยดังกล่าว และการสำแดงข้อที่สาม (พวกเขาห้ามผู้อื่นแทรกแซง สอบถาม หรือกำกับดูแลพวกเขาในงานที่พวกเขารับผิดชอบอยู่) นั่นเป็นอุปนิสัยที่พบได้ทั่วไปในตัวศัตรูของพระคริสต์ไม่ใช่หรือ? (ใช่) เป็นอุปนิสัยที่เป็นลักษณะเฉพาะซึ่งมีเฉพาะในศัตรูของพระคริสต์ มีคำที่เหมาะสมในการสรุปการสำแดงข้อนี้หรือไม่? มี—“ต่อต้าน” ไม่ว่าใครมา พวกเขาก็ต่อต้าน และนับประสาอะไรกับยอมรับการกำกับดูแลและการสอบถามจากพี่น้องชายหญิงและคนทั่วไป—แม้กระทั่งการพินิจพิเคราะห์จากพระเจ้า พวกเขาก็จะไม่ยอมรับ นั่นคือการต่อต้านมิใช่หรือ? (ใช่) และการสำแดงข้อที่สี่ (เมื่อได้รับประสบการณ์และความรู้เล็กน้อย ได้เรียนรู้บทเรียนบางอย่าง พวกเขาก็เสแสร้งว่ามีความจริง) พวกเราจะสรุปการสำแดงนี้ด้วยถ้อยคำที่เหมาะสมก็คือ “เสแสร้ง” การเสแสร้งนั้นร้ายแรงกว่าการปลอมแปลง พฤติกรรมพื้นฐานที่สำคัญซึ่งบ่งบอกลักษณะ วิธีทำสิ่งต่างๆ รวมทั้งอุปนิสัยต่างๆ ที่เกี่ยวพันกับประการที่แปด ล้วนพบได้ในการสำแดงสี่ข้อนี้ ลักษณะบ่งชี้ของการสำแดงข้อแรกคือ “ลำพัง” พวกเขาไม่ร่วมมือกับใคร ต้องการกระทำการด้วยตัวเอง ไม่ฟังใครนอกจากตัวเอง และทำให้ผู้อื่นฟังแต่ตนเท่านั้น ห้ามฟังคนอื่น หากไม่ฟังก็ไปเสีย ลักษณะบ่งชี้ของการสำแดงข้อที่สองคือ “ควบคุม” พวกเขาปรารถนาที่จะควบคุมผู้คน และจะใช้วิธีการต่างๆ นานามาควบคุมเจ้า ควบคุมความคิดของเจ้า วิธีทำสิ่งต่างๆ ของเจ้า หัวใจของเจ้า และทัศนะของเจ้า พวกเขาไม่สามัคคีธรรมความจริงกับเจ้า ไม่ทำให้เจ้าเข้าใจหลักธรรมความจริง และไม่ทำให้เจ้าเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้า พวกเขาต้องการควบคุมเจ้าไว้ใช้เอง เจ้าจะได้พูดแทนพวกเขา ทำสิ่งต่างๆ ให้พวกเขา และทำงานใช้แรงเพื่อพวกเขา เจ้าจะได้ยกชูและเป็นพยานยืนยันให้พวกเขา พวกเขาต้องการควบคุมเจ้าให้เป็นทาส เป็นหุ่นเชิดของพวกเขา ลักษณะบ่งชี้ของการสำแดงข้อที่สามก็คือ “ต่อต้าน” ซึ่งหมายถึงต่อต้านทุกสิ่ง—ทุกสิ่งที่อาจเป็นการใช้วิจารณญาณแยกแยะ หรือเป็นการกำกับดูแล หรือเป็นภัยคุกคามต่องานและคำพูดของพวกเขา พวกเขาไม่ยอมรับและต่อต้านทั้งหมด ลักษณะบ่งชี้ของการสำแดงข้อที่สี่คือ “เสแสร้ง”—พวกเขาเสแสร้งเรื่องใด? พวกเขาเสแสร้งว่ามีความจริง หมายความว่าพวกเขาต้องการให้ผู้คนจดจำสิ่งพวกเขาพูดและสิ่งที่พวกเขาทำ ถึงกับให้จดลงสมุดบันทึกเอาไว้ พวกเขาบอกว่า “แค่จดจำไว้ในใจจะพอได้อย่างไร? คุณต้องเขียนลงสมุดบันทึกเอาไว้ พวกคุณไม่มีใครเข้าใจสิ่งที่ฉันกำลังพูดอยู่หรอก—นี่เป็นเรื่องที่ลึกซึ้งมาก!” พวกเขาเข้าใจว่าคำพูดของตนคืออะไร? คือความจริง ต่อจากนี้ไป พวกเราก็จะสามัคคีธรรมถึงการสำแดงเหล่านี้ไปทีละเรื่อง
I. การชำแหละการไร้ความสามารถของพวกศัตรูของพระคริสต์ในการที่จะให้ความร่วมมือกับผู้ใด
ข้อแรกคือศัตรูของพระคริสต์ไม่สามารถร่วมมือกับใครได้ นี่คือการสำแดงข้อแรกที่ว่าศัตรูของพระคริสต์ย่อมจะให้ผู้อื่นนบนอบเฉพาะพวกเขาเท่านั้น ไม่ใช่ความจริงหรือพระเจ้า พวกเขาไม่สามารถร่วมมือกับใครได้—ที่ว่า “ใคร” นี้ครอบคลุมทุกคน ไม่ว่าบุคลิกของพวกเขาจะเข้ากันได้กับคนอื่นหรือไม่ และไม่ว่ารูปการณ์จะเป็นเช่นใด พวกเขาก็ไม่อาจให้ความร่วมมือได้เลย นี่ไม่ใช่เรื่องของการเผยความเสื่อมทรามธรรมดา—แต่เป็นปัญหาในธรรมชาติของพวกเขา บางคนบอกว่า “คนบางคนมีบุคลิกที่เข้ากันกับฉันไม่ได้ และเพราะเหตุนั้น ฉันจึงไม่สามารถร่วมมือกับพวกเขาได้” นั่นไม่ใช่ปัญหาเรื่องบุคลิกธรรมดา แต่เป็นเรื่องของอุปนิสัยอันเสื่อมทราม การมีอุปนิสัยอันเสื่อมทรามคือการมีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าคนเรามีแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์ หากใครสักคนสามารถแสวงหาความจริงและเชื่อฟังสิ่งที่ผู้อื่นบอกได้ ไม่ว่าเขาจะเป็นใคร ตราบใดที่สิ่งนั้นสอดคล้องกับความจริง การสัมฤทธิ์ความร่วมมือกับผู้อื่นอย่างกลมเกลียวย่อมจะเป็นเรื่องง่ายมิใช่หรือ? (ใช่) ผู้คนที่สามารถนบนอบความจริงย่อมร่วมมือกับผู้อื่นได้ง่าย ส่วนผู้คนที่ไม่สามารถนบนอบความจริงได้นั้น ไม่สามารถร่วมมือกับใครได้เลย ตัวอย่างเช่น บางคนค่อนข้างโอหังและคิดว่าตนถูก พวกเขาไม่ยอมรับความจริงแม้แต่น้อย และไม่สามารถร่วมมือกับใครอย่างกลมเกลียวได้ ในเวลานี้ นี่คือปัญหาที่ร้ายแรง—พวกเขามีธรรมชาติเยี่ยงศัตรูของพระคริสต์ และไม่สามารถนบนอบความจริงหรือพระเจ้าได้ ผู้คนมีอุปนิสัยอันเสื่อมทรามอยู่อย่างหนึ่งคือ หากพวกเขาสามารถยอมรับความจริงได้ การที่พวกเขาจะได้รับการช่วยให้รอดก็จะเป็นเรื่องง่าย แต่หากพวกเขามีธรรมชาติของศัตรูของพระคริสต์และไม่สามารถยอมรับความจริงได้ พวกเขาก็กำลังตกที่นั่งลำบาก—การได้รับการช่วยให้รอดจะไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับพวกเขา ศัตรูของพระคริสต์จำนวนมากถูกเผยเพราะไร้ความสามารถที่จะให้ความร่วมมือกับผู้ใดเป็นหลัก พวกเขาทำตัวเผด็จการอยู่เสมอ นั่นเป็นการเผยให้เห็นอุปนิสัยอันเสื่อมทราม หรือเป็นแก่นแท้ธรรมชาติของศัตรูของพระคริสต์? การไม่สามารถร่วมมือกับใครได้—เป็นปัญหาเช่นใด? เกี่ยวอะไรกับการให้ผู้อื่นนบนอบเฉพาะพวกเขาเท่านั้น ไม่ใช่ความจริงหรือพระเจ้า? หากพวกเราสามัคคีธรรมเรื่องนี้กันอย่างชัดเจน พวกเจ้าก็จะสามารถมองเห็นว่าคนที่มีแก่นแท้ธรรมชาติของศัตรูของพระคริสต์ไม่สามารถร่วมมือกับใครได้ พวกเขาจะเดินแยกทางกับคนที่พวกเขาร่วมมือด้วย ถึงขั้นกลายเป็นคู่แข่งที่ไม่ลดราวาศอกให้กัน ภายนอกนั้น อาจดูเหมือนศัตรูของพระคริสต์บางคนมีผู้ช่วยหรือคู่ทำงาน แต่ข้อเท็จจริงก็คือ เมื่อเกิดบางสิ่งขึ้น ไม่สำคัญว่าผู้อื่นจะถูกต้องเพียงใด ศัตรูของพระคริสต์ก็ไม่เคยรับฟังสิ่งที่ผู้อื่นพูดเลย พวกเขาไม่แม้แต่จะพิจารณาเลยด้วยซ้ำ นับประสาอะไรกับการเสวนาเรื่องนั้นหรือสามัคคีธรรมเรื่องนั้น พวกเขาไม่ให้ความสนใจแม้แต่น้อย ราวกับว่าผู้อื่นไม่ได้อยู่ตรงนั้นด้วย เมื่อศัตรูของพระคริสต์รับฟังสิ่งที่ผู้อื่นพูด พวกเขาก็แค่ทำอย่างขอไปทีหรือแสร้งทำให้ผู้อื่นเห็นเท่านั้น แต่ในท้ายที่สุดแล้ว เมื่อถึงเวลาที่ต้องตัดสินใจขั้นสุดท้าย ผู้ชี้ขาดก็คือศัตรูของพระคริสต์ คำพูดของผู้อื่นคือลมปากที่สูญเปล่าและไม่สำคัญแม้แต่น้อย ตัวอย่างเช่น เมื่อคนสองคนรับผิดชอบบางสิ่ง และหนึ่งในสองคนนี้มีแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์ สิ่งที่แสดงออกในตัวคนคนนี้คืออะไร? ไม่ว่าสิ่งนั้นคืออะไร มีเพียงเขาและเขาเท่านั้นที่เป็นคนเริ่มต้น เป็นคนตั้งคำถาม เป็นคนจัดการสิ่งต่างๆ และเป็นคนคิดหาทางออก และโดยส่วนใหญ่แล้ว เขาปกปิดคู่ทำงานของตนไม่รู้อะไรเลย ในสายตาของเขา คู่ทำงานคืออะไร? ไม่ใช่ผู้ช่วยของตน แต่เป็นแค่เครื่องประดับให้ตนดูดี ในสายตาของศัตรูของพระคริสต์ คู่ทำงานของเขาไม่มีอยู่จริง เมื่อใดก็ตามที่มีปัญหา ศัตรูของพระคริสต์ย่อมพิจารณาอย่างถี่ถ้วน และทันทีที่ตัดสินใจเลือกแนวทางกระทำการแล้ว เขาก็แจ้งทุกคนว่าจะต้องทำเช่นนี้ และไม่อนุญาตให้ใครตั้งคำถาม แก่นแท้ของความร่วมมือกับผู้อื่นของเขาคืออะไร? โดยพื้นฐานแล้วก็คือการตัดสินชี้ขาด ไม่เคยหารือปัญหากับใครอื่น รับผิดชอบงานแต่เพียงลำพัง และเปลี่ยนคู่ทำงานให้กลายเป็นเครื่องประดับให้ตนดูดี เขากระทำการตามลำพังเสมอและไม่เคยร่วมมือกับใครเลย เขาไม่เคยหารือหรือสื่อสารเรื่องงานกับคนอื่น มักจะตัดสินใจและจัดการปัญหาตามลำพัง และในหลายๆ เรื่อง คนอื่นมาพบว่าสิ่งต่างๆ เสร็จสิ้นหรือได้รับการจัดการไปแล้วอย่างไรก็หลังจากที่ทำเสร็จแล้วเท่านั้น ผู้คนอื่นๆ บอกเขาว่า “ปัญหาทั้งหมดต้องมีการหารือกับพวกเรา คุณจัดการคนคนนั้นไปเมื่อใด? คุณรับมือเขาอย่างไร? ทำไมพวกเราถึงไม่รู้เรื่อง?” เขาไม่ให้คำอธิบายและไม่ให้ความสนใจ สำหรับเขาแล้ว คู่ทำงานของตนไม่มีประโยชน์อะไรเลย เป็นเพียงเครื่องประดับหรือของตกแต่งให้ตนดูดีเท่านั้น เมื่อเกิดสิ่งใดขึ้น เขาก็ขบคิด ตัดสินใจ และกระทำการตามที่ตนปรารถนา ไม่ว่าจะมีผู้คนรอบตัวเขากี่คน ก็เหมือนผู้คนเหล่านี้ไม่ได้อยู่ตรงนั้น สำหรับศัตรูของพระคริสต์แล้ว คนเหล่านี้อาจเป็นอากาศธาตุเช่นกัน เมื่อเป็นเช่นนี้ ความร่วมมือกับผู้อื่นของเขามีแง่มุมใดที่เป็นจริงบ้างหรือไม่? ไม่มีเลย เขาเพียงทำอย่างขอไปทีและเสแสร้งแกล้งทำเท่านั้น คนอื่นถามเขาว่า “ทำไมคุณไม่สามัคคีธรรมกับคนอื่นเวลาประสบปัญหา?” เขาก็ตอบว่า “พวกเขาจะไปรู้อะไร? ฉันเป็นผู้นำทีม การตัดสินใจขึ้นอยู่กับฉัน” คนอื่นถามว่า “แล้วทำไมคุณไม่สามัคคีธรรมกับคู่ทำงานของคุณ?” เขาตอบกลับว่า “ฉันบอกเขาแล้ว เขาไม่มีความคิดเห็น” เขาใช้การที่ผู้อื่นไม่มีความเห็นหรือไม่สามารถคิดด้วยตัวเองได้มาเป็นข้ออ้างเพื่อปิดบังข้อเท็จจริงที่ว่า เขากำลังทำตามอำเภอใจตน และหลังจากนั้นก็ไม่มีการใคร่ครวญตนเองแม้แต่น้อย การที่คนแบบนี้จะยอมรับความจริงย่อมจะเป็นไปไม่ได้ นี่เป็นปัญหาเกี่ยวกับธรรมชาติของศัตรูของพระคริสต์ประการหนึ่ง
คำว่า “ความร่วมมือ” ได้รับการอธิบายและปฏิบัติกันอย่างไร? (หารือกันเมื่อมีเรื่องเกิดขึ้น) ใช่ การปฏิบัติเช่นนั้นเป็นความร่วมมืออย่างหนึ่ง มีอะไรอีก? (ชดเชยจุดอ่อนของตนด้วยจุดแข็งของผู้อื่น และคอยกำกับดูแลกันและกัน) นั่นเหมาะเจาะทีเดียว การปฏิบัติเช่นนั้นก็คือการร่วมมือกันอย่างกลมเกลียว มีอีกหรือไม่? การขอความคิดเห็นจากอีกฝ่ายเมื่อเกิดเรื่องขึ้น—นั่นก็เป็นความร่วมมือมิใช่หรือ? (ใช่) หากคนคนหนึ่งสามัคคีธรรมถึงความเห็นของตน แล้วอีกฝ่ายก็ทำเช่นนั้นบ้าง และสุดท้าย ทั้งคู่ก็เพียงยึดตามสามัคคีธรรมของฝ่ายแรก แล้วจะทำอย่างขอไปทีไปเพื่ออะไร? นั่นไม่ใช่การร่วมมือกัน—ไม่ตรงตามหลักธรรม และไม่ก่อให้เกิดผลลัพธ์จากความร่วมมือ หากเจ้าพูดไม่หยุดเหมือนปืนกล ไม่ให้คนอื่นที่อยากพูดมีโอกาสบ้าง และไม่ฟังผู้อื่นแม้ในยามที่เจ้าได้พูดแนวคิดของตนไปหมดแล้ว นั่นใช่การหารือหรือไม่? ใช่การสามัคคีธรรมหรือไม่? นั่นเป็นเพียงการทำอย่างขอไปทีเท่านั้น—ไม่ใช่ความร่วมมือ แล้วความร่วมมือคืออะไร? คือเมื่อเจ้าพูดถึงแนวคิดและการตัดสินใจของตนแล้ว เจ้าสามารถขอความคิดเห็นและทัศนะจากอีกฝ่ายหนึ่งได้ จากนั้นก็นำคำกล่าวและทัศนะทั้งของเจ้าและของอีกฝ่ายมาเทียบกัน โดยมีคนไม่กี่คนใช้วิจารณญาณแยกแยะร่วมกัน แสวงหาหลักธรรม ด้วยเหตุนี้ จึงเกิดความเข้าใจร่วมกัน และกำหนดเส้นทางปฏิบัติที่ถูกต้อง นั่นจึงเป็นความหมายของการหารือและสามัคคีธรรม—นั่นจึงเป็นความหมายของ “ความร่วมมือ” บางคนในฐานะผู้นำ กลับไม่สามารถมองเรื่องบางเรื่องได้อย่างทะลุปรุโปร่ง แต่ก็จะไม่ยอมนำเรื่องดังกล่าวไปหารือกับผู้อื่นจนกระทั่งไม่มีทางเลือก ถึงตอนนั้น พวกเขาจึงบอกกับกลุ่มว่า “ผมไม่สามารถจัดการเรื่องนี้อย่างเผด็จการได้ จำเป็นต้องร่วมมือกับทุกคนอย่างกลมเกลียว ผมจะปล่อยให้พวกคุณทุกคนแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้และหารือกัน เพื่อกำหนดสิ่งที่ถูกต้องที่พวกเราควรทำ” หลังจากที่ทุกคนได้พูดและแสดงความคิดเห็นแล้ว พวกเขาก็ถามผู้นำว่าคิดอย่างไร เขาตอบว่า “สิ่งที่ทุกคนต้องการก็เหมือนกับสิ่งที่ผมต้องการ—ผมก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน เป็นสิ่งที่ผมวางแผนที่จะทำมาตั้งแต่แรก และได้รับมติเอกฉันท์ด้วยการหารือกันในครั้งนี้” นี่คือความเห็นที่ตรงไปตรงมาหรือไม่? เรื่องนี้มีสิ่งไม่ชอบมาพากล เขาไม่อาจมองเรื่องดังกล่าวได้อย่างทะลุปรุโปร่งเลย และสิ่งที่เขาพูดก็มีเจตนาที่จะชักพาผู้คนให้หลงผิดและใช้เล่ห์เหลี่ยมหลอกลวงผู้คน—หมายที่จะทำให้ผู้คนยกย่องเขา การที่เขาขอความคิดเห็นจากทุกคนเป็นเพียงพิธีการ เพื่อให้ทุกคนพูดว่าเขาไม่ใช่เผด็จการหรือมีอำนาจเด็ดขาด เพื่อไม่ให้ถูกตีตราเช่นนั้น เขาจึงใช้วิธีนี้มากลบเกลื่อนสิ่งต่างๆ ข้อเท็จจริงก็คือ ในระหว่างที่ทุกคนกำลังพูดคุยกัน เขาไม่ได้รับฟังเลย และไม่ใส่ใจสิ่งที่ทุกคนพูดคุยกันแม้แต่น้อย และเขาก็ไม่มีความจริงใจในการเปิดโอกาสให้ทุกคนพูดอีกด้วย ภายนอกนั้น เขาปล่อยให้ทุกคนสามัคคีธรรมและหารือกัน แต่ในความเป็นจริง เขาเพียงให้ทุกคนคุยเพื่อหาวิธีการที่ตรงกับความตั้งใจของเขาเอง และเมื่อกำหนดวิธีที่เหมาะสมเพื่อใช้ดำเนินการแล้ว เขาก็จะยัดเยียดให้ผู้คนยอมรับสิ่งที่เขาตั้งใจว่าจะทำ ไม่ว่าจะถูกต้องหรือไม่ก็ตาม พร้อมกับทำให้ทุกคนนึกว่าวิธีของเขานั้นถูกต้อง ทั้งยังเป็นความตั้งใจของทุกคน ในที่สุด เขาก็ดำเนินการด้วยกำลังบังคับ นั่นคือสิ่งที่พวกเจ้าเรียกว่าความร่วมมือหรือไม่? ไม่ใช่—แล้วพวกเจ้าเรียกว่าอะไร? เขากำลังทำตัวเผด็จการ ไม่ว่าจะถูกต้องหรือผิด เขาก็ต้องการมีสิทธิ์ชี้ขาดแต่เพียงผู้เดียว นอกจากนี้ เวลาเกิดอะไรขึ้นและเขาไม่อาจมองทะลุได้ เขาก็ให้ทุกคนพูดไปก่อน พอทุกคนพูดจบ เขาจึงสรุปทัศนะของคนเหล่านั้น มองหาวิธีการที่เขาชอบและเห็นว่าเหมาะสมในทัศนะเหล่านั้น แล้วทำให้ทุกคนยอมรับ เขากำลังแสร้งทำเป็นร่วมมือ โดยผลลัพธ์ก็คือ เขายังคงกระทำการตามที่ตั้งใจไว้—เขายังคงเป็นคนเดียวที่มีสิทธิ์ตัดสินชี้ขาด เขาหาข้อเสียและชี้ช่องโหว่ในสิ่งที่ทุกคนพูด ให้ความคิดเห็นและกำหนดทิศทาง จากนั้นจึงสังเคราะห์ทั้งหมดนั้นให้เป็นคำกล่าวที่ถูกต้องและสมบูรณ์เพียงหนึ่งเดียว เพื่อใช้ในการตัดสินใจ แสดงให้ทุกคนเห็นว่าเขาเหนือชั้นกว่าผู้อื่น ดูภายนอกเหมือนเขาได้ยินข้อความของทุกคน และปล่อยให้ทุกคนพูด แต่ข้อเท็จจริงก็คือ เขาคนเดียวเท่านั้นที่ตัดสินใจในท้ายที่สุด อันที่จริง การตัดสินใจเป็นไปตามความเข้าใจเชิงลึกและทัศนะของทุกคน เขาเพียงแต่สรุป เรียบเรียงให้สมบูรณ์และถูกต้องแม่นยำขึ้นมาหน่อยเท่านั้น บางคนมองเรื่องนี้ไม่ออก จึงคิดว่าเขาเหนือกว่าผู้อื่น การกระทำดังกล่าวของเขามีลักษณะนิสัยเช่นใด? เจ้าเล่ห์แสนกลอย่างยิ่งมิใช่หรือ? เขาเอาสิ่งที่ทุกคนพูดมาสรุปและกล่าวอ้างว่าเป็นทัศนะของตนเอง เพื่อให้ผู้คนบูชาและเชื่อฟังเขา แล้วในที่สุด ทุกคนก็กระทำการตามที่เขาต้องการ นั่นคือการร่วมมือกันอย่างกลมเกลียวหรือไม่? เป็นความโอหัง ความคิดว่าตนถูก และความเผด็จการ—เขาเอาความดีความชอบทั้งหมดใส่ตัว คนแบบนี้ไม่ซื่อตรงเป็นอย่างยิ่ง เวลาร่วมมือกับผู้อื่นก็โอหังมากและคิดว่าตนถูก และผู้คนจะมองเห็นเช่นนั้นเมื่อเวลาผ่านไปนานพอ บางคนก็จะบอกว่า “คุณบอกว่าฉันไม่สามารถร่วมมือกับใครได้—แต่ฉันมีคู่ทำงานนะ! เขาร่วมมือกับฉันด้วยดี ไปที่ที่ฉันไป ทำสิ่งที่ฉันทำ ไปทุกที่ที่ฉันให้เขาไป ทำทุกสิ่งที่ฉันให้ทำ ไม่ว่าจะให้ทำแบบไหนก็ตาม” นั่นใช่ความร่วมมือหรือไม่? ไม่ใช่ นั่นเรียกว่าคนรับใช้ คนรับใช้ทำตามคำสั่งของเจ้า—นั่นใช่ความร่วมมือหรือไม่? ชัดเจนว่าเขาเป็นลูกสมุน ไม่มีแนวคิดหรือทัศนะ และยิ่งไม่มีความคิดเห็นเป็นของตนเอง ยิ่งไปกว่านั้น การคิดอ่านของเขายังเป็นการคิดอ่านของคนที่ชอบเอาใจผู้คน เขาทำอะไรก็ไม่ละเอียดรอบคอบ กลับทำแบบขอไปทีอย่างสุกเอาเผากิน ไม่ค้ำจุนผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้า ความร่วมมือแบบนั้นก่อให้เกิดประโยชน์อะไรได้บ้าง? ไม่ว่าเขาจะร่วมมือกับใคร เขาก็เอาแต่ทำตามคำสั่งของคนคนนั้น เป็นลูกสมุนอยู่ร่ำไป ไม่ว่าผู้อื่นจะพูดอะไรเขาก็เชื่อฟัง ไม่ว่าจะให้ทำสิ่งใดเขาก็ทำ นั่นไม่ใช่ความร่วมมือ ความร่วมมือคืออะไร? เจ้าต้องหารือกันในเรื่องต่างๆ ได้ แสดงทัศนะและความคิดเห็นได้ เจ้าต้องส่งเสริมและกำกับดูแลกันและกัน แสวงหาจากกันและกัน สอบถามกัน และคอยกระตุ้นเตือนกัน นั่นคือการร่วมมืออย่างกลมเกลียว ตัวอย่างเช่น สมมติว่าเจ้าจัดการบางสิ่งตามเจตจำนงของตนเอง แล้วใครสักคนพูดว่า “คุณทำผิด ทั้งหมดนั้นขัดต่อหลักธรรม ทำไมคุณถึงจัดการตามใจชอบโดยไม่แสวงหาความจริง?” เจ้ากล่าวตอบไปว่า “จริงด้วย—ฉันดีใจที่คุณเตือนให้ฉันรู้ตัว! ถ้าคุณไม่เตือน ก็คงจะเกิดความวิบัติ!” นั่นคือการกระตุ้นเตือนกันและกัน แล้วการกำกับดูแลกันเป็นเช่นใด? ทุกคนมีอุปนิสัยอันเสื่อมทราม และอาจทำหน้าที่ของตนอย่างสุกเอาเผากิน ดูแลรักษาแต่สถานะและความหยิ่งทะนงของตนเอง แทนที่จะเป็นผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้า สภาวะดังกล่าวมีอยู่ในตัวทุกคน หากเจ้ารู้ว่าใครสักคนมีปัญหา เจ้าก็ควรเป็นฝ่ายริเริ่มสามัคคีธรรมกับเขา เตือนเขาให้ทำหน้าที่ของตนอย่างสอดคล้องกับหลักธรรม พลางใช้เรื่องนี้เครื่องเตือนใจตัวเอง นั่นคือการกำกับดูแลซึ่งกันและกัน การกำกับดูแลกันและกันมีหน้าที่อย่างไร? เพื่อดูแลรักษาผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้า ทั้งยังป้องกันไม่ให้ผู้คนใช้เส้นทางที่ผิดอีกด้วย นอกจากกระตุ้นเตือนและกำกับดูแลกันแล้ว ความร่วมมือยังทำหน้าที่อีกประการหนึ่งคือ เป็นการสอบถามกันและกัน ตัวอย่างเช่น เวลาที่เจ้าต้องการจัดการคนคนหนึ่ง เจ้าควรสามัคคีธรรมและสอบถามคู่ทำงานของเจ้าว่า “ฉันไม่เคยพบเจอเรื่องแบบนี้มาก่อน ไม่รู้ว่าจะจัดการอย่างไร ควรจัดการเรื่องนี้อย่างไรดี? ฉันหาทางออกไม่ได้จริงๆ!” เขาตอบว่า “ฉันเคยจัดการปัญหาแบบนี้มาก่อน บริบทในตอนนั้นต่างจากกรณีของคนคนนี้เล็กน้อย ถ้าพวกเราจัดการเรื่องนี้ด้วยวิธีเดียวกัน ก็จะเหมือนการทำตามกฎเกณฑ์ไปสักหน่อย ตอนนี้ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะจัดการอย่างไรดี” เจ้าจึงกล่าวว่า “ฉันมีแนวคิดที่อยากขอความเห็นจากคุณ ดูจากลักษณะนิสัยแล้ว คนคนนี้ดูเหมือนคนชั่ว แต่ตอนนี้พวกเรายังแน่ใจอะไรไม่ได้ อย่างไรก็ตาม เขาสามารถทำงานใช้แรง อย่างนั้นก็ให้เขาทำแบบนั้นไปก่อน ถ้าเขาทำงานใช้แรงไม่ได้ ซ้ำยังขัดขวางและก่อกวนสิ่งต่างๆ ต่อไป เช่นนั้นพวกเราค่อยจัดการกับเขา” เมื่อได้ฟังดังนี้ เขาจึงกล่าวว่า “นั่นเป็นวิธีที่ดี รอบคอบและตรงตามหลักธรรมทุกอย่าง ไม่เป็นการกดขี่และไม่ใช่การระบายความโมโหส่วนตัว อย่างนั้นก็จัดการกันตามนั้นเถิด” พวกเจ้าสองคนหารือจนเห็นพ้องต้องกัน งานที่ทำเช่นนั้นย่อมดำเนินไปอย่างราบรื่น สมมติว่าพวกเจ้าสองคนไม่ร่วมมือและไม่หารือกัน เวลาคู่ทำงานของเจ้าไม่รู้ว่าจะจัดการกับบางเรื่องอย่างไร เขาก็ผลักภาระมาให้เจ้า โดยคิดว่า “จัดการไปตามใจชอบเลย ถ้ามีอะไรผิดพลาด ก็จะเป็นความรับผิดชอบของคุณอยู่ดี—ฉันจะไม่ร่วมรับผิดชอบกับคุณ” เจ้าย่อมสามารถมองเห็นได้ว่าคู่ทำงานของเจ้ากระทำการด้วยความไม่เต็มใจที่จะรับผิดชอบ เจ้ากลับไม่ชี้ให้เขาเห็น แต่วู่วามกระทำการตามใจตัวเอง โดยคิดว่า “คุณไม่อยากรับผิดชอบใช่ไหม? อยากให้ฉันจัดการเรื่องนี้ใช่ไหม? ดี อย่างนั้นฉันจะจัดการเอง—ฉันจะขับไล่เขาเสีย” พวกเจ้าสองคนคิดอ่านไม่เหมือนกัน ต่างก็มีมุมมองของตนเอง—และผลก็คือ เรื่องนั้นถูกจัดการอย่างสะเปะสะปะ เป็นการละเมิดหลักธรรม แล้วคนที่สามารถทำงานใช้แรงก็ถูกเอาออกไปตามอำเภอใจ นั่นคือความร่วมมืออย่างกลมเกลียวหรือไม่? ความร่วมมืออย่างกลมเกลียวเป็นหนทางเดียวที่จะสัมฤทธิ์ผลลัพธ์ที่เป็นบวก หากคนคนหนึ่งจะไม่รับผิดชอบและอีกคนหนึ่งจะกระทำการตามอำเภอใจ นั่นก็เหมือนกับพวกเขาไม่ร่วมมือกันเลย พวกเขากระทำการตามใจตนเองทั้งคู่ การปฏิบัติหน้าที่ของตนเช่นนี้จะเป็นไปตามมาตรฐานได้อย่างไร?
เมื่อมีบางสิ่งเกิดขึ้นระหว่างการร่วมมือกัน เจ้าต้องไถ่ถามและหารือกัน ศัตรูของพระคริสต์ปฏิบัติเช่นนี้ได้หรือไม่? ศัตรูของพระคริสต์ไม่สามารถร่วมมือกับใครได้ พวกเขาปรารถนาที่จะตั้งตนให้มีอำนาจเด็ดขาดแต่เพียงผู้เดียวอยู่เสมอ ลักษณะของการสำแดงเช่นนี้คือ “ลำพัง” เหตุใดจึงใช้คำว่า “ลำพัง” มาอธิบายเรื่องนี้? เพราะก่อนลงมือกระทำการ พวกเขาไม่มาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่ออธิษฐาน ไม่แสวงหาหลักธรรมความจริง และยิ่งไม่หาใครมาสามัคคีธรรมด้วยและบอกพวกเขาว่า “แนวทางนี้เหมาะสมหรือไม่? การจัดเตรียมงานกำหนดไว้ว่าอย่างไร? เรื่องแบบนี้ควรจัดการอย่างไร?” พวกเขาไม่หารือเรื่องต่างๆ หรือเสาะหาฉันทมติกับผู้ร่วมงานและคู่ทำงานของตนเลย—เอาแต่พิจารณาสิ่งต่างๆ และออกอุบายอยู่คนเดียว วางแผนและการจัดเตรียมการของตนเอง ด้วยการกวาดตาอ่านการจัดเตรียมงานของพระนิเวศของพระเจ้าอย่างเพียงผ่านๆ พวกเขาก็คิดว่าตนเข้าใจแล้ว จากนั้นก็จัดเตรียมงานอย่างมืดบอด—และกว่าผู้อื่นจะรู้เรื่องนี้ งานนั้นก็ถูกจัดวางไปเรียบร้อยแล้ว เป็นไปไม่ได้เลยที่ใครจะได้ยินทัศนะหรือความคิดเห็นจากปากของพวกเขาล่วงหน้า เพราะพวกเขาไม่เคยสื่อสารความคิดและทัศนะที่ตนมีให้กับผู้ใด บางคนอาจถามว่า “ผู้นำและคนทำงานทุกคนมีคู่ทำงานไม่ใช่หรือ?” พวกเขาอาจมีใครสักคนเป็นคู่ทำงานเพียงในนาม แต่เมื่อถึงเวลาทำงาน พวกเขาก็ไม่มีคู่ทำงานอีกต่อไป—พวกเขาทำเพียงลำพัง แม้ผู้นำและคนทำงานจะมีคู่ทำงาน และทุกคนที่ทำหน้าที่ก็มีคู่ทำงาน แต่ศัตรูของพระคริสต์เชื่อว่าตนมีขีดความสามารถที่ดีและเก่งกว่าคนทั่วไป ดังนั้น คนทั่วไปไม่คู่ควรที่จะมาเป็นคู่ทำงานของพวกเขา และล้วนด้อยกว่าพวกเขาทั้งสิ้น นี่คือสาเหตุที่ศัตรูของพระคริสต์ชอบเป็นผู้ตัดสินชี้ขาดและไม่ชอบหารือเรื่องต่างๆ กับใคร พวกเขาคิดว่าการทำเช่นนั้นทำให้พวกเขาดูเหมือนไร้ความสามารถและไร้ประโยชน์ นี่เป็นมุมมองแบบไหน? เป็นอุปนิสัยแบบใด? นี่คืออุปนิสัยอันโอหังมิใช่หรือ? พวกเขาคิดว่าการให้ความร่วมมือและหารือสิ่งต่างๆ กับผู้อื่น การสอบถามและแสวงหาคำตอบจากผู้อื่นนั้นไม่มีศักดิ์ศรีและเสียเกียรติ เป็นการดูหมิ่นความเคารพตนเองของพวกเขา ดังนั้น เพื่อปกป้องความเคารพตนเองตนเองของตน พวกเขาจึงไม่ยอมให้มีความโปร่งใสในสิ่งใดก็ตามที่ตนทำ และพวกเขาก็ไม่บอกเล่าให้ผู้อื่นฟัง นับประสาอะไรที่พวกเขาจะหารือกับผู้อื่น พวกเขาคิดว่าการหารือกับผู้อื่นเป็นการแสดงให้เห็นว่าตนไร้ความสามารถ การเที่ยวร้องขอความคิดเห็นจากคนอื่นอยู่เสมอหมายความว่าพวกเขาโง่เขลาและไม่สามารถคิดเองได้ และการร่วมมือกับผู้อื่นเพื่อทำกิจหนึ่งให้สำเร็จหรือแก้ปัญหาบางอย่างทำให้พวกเขาดูไร้ประโยชน์ นี่คือวิธีคิดที่โอหังและไร้สาระของพวกเขามิใช่หรือ? นี่คืออุปนิสัยอันเสื่อมทรามของพวกเขามิใช่หรือ? ความโอหังและความคิดว่าตนเองถูกภายในตัวพวกเขานั้นชัดเจนเกินไป พวกเขาสูญสิ้นสำนึกที่ปกติของมนุษย์ไปหมดแล้ว และความของพวกเขาก็ไม่ค่อยจะปกตินัก พวกเขาคิดอยู่เสมอว่าตนมีความสามารถ สามารถทำสิ่งทั้งหลายให้เสร็จสิ้นได้ด้วยตนเอง และไม่มีความจำเป็นต้องร่วมมือกับผู้อื่น เนื่องจากพวกเขามีอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเช่นนี้ พวกเขาจึงไม่สามารถสัมฤทธิ์ความร่วมมือที่กลมเกลียวได้ พวกเขาเชื่อว่าการร่วมมือกับผู้อื่นคือการลดทอนและแบ่งแยกอำนาจของตน เมื่อมีการแบ่งงานกับผู้อื่น อำนาจของตนเองย่อมลดน้อยลง และพวกเขาไม่สามารถตัดสินใจทุกอย่างได้ด้วยตนเอง นั่นหมายความว่าพวกเขาไร้ซึ่งอำนาจที่แท้จริง ซึ่งเป็นการสูญเสียอย่างมหาศาลสำหรับพวกเขา ดังนั้น ไม่ว่าจะมีสิ่งใดเกิดขึ้นกับพวกเขา หากพวกเขาเชื่อว่าพวกเขาเข้าใจและรู้ว่าจะจัดการเรื่องนั้นอย่างเหมาะสมได้อย่างไร พวกเขาย่อมจะไม่หารือเรื่องนั้นกับผู้ใด และพวกเขาจะตัดสินชี้ขาดทั้งหมดเอง พวกเขาเลือกที่จะทำผิดมากกว่าที่จะปล่อยให้คนอื่นรู้ พวกเขายอมผิดพลาดมากกว่าจะยอมแบ่งปันอำนาจกับคนอื่น และพวกเขาเลือกที่จะถูกปลดแทนการปล่อยให้คนอื่นเข้าไปก้าวก่ายงานของตน นี่คือศัตรูของพระคริสต์ พวกเขาเลือกที่จะทำให้ผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้าเสียหาย เลือกที่จะเดิมพันด้วยผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้ามากกว่าที่จะแบ่งปันอำนาจของตนกับคนอื่น พวกเขาคิดว่าเวลาที่พวกเขากำลังทำงานชิ้นหนึ่งหรือกำลังจัดการเรื่องราวบางอย่าง นี่ไม่ใช่การปฏิบัติหน้าที่ แต่เป็นโอกาสที่จะแสดงตนและโดดเด่นเหนือผู้อื่น และเป็นโอกาสที่จะใช้อำนาจมากกว่า เพราะฉะนั้น แม้พวกเขาบอกว่าตนจะร่วมมือกับผู้อื่นอย่างกลมเกลียวและจะหารือเรื่องต่างๆ ร่วมกับผู้อื่นเมื่อเกิดเรื่องราวขึ้นมา แต่ความจริงก็คือ ลึกลงไปในหัวใจของพวกเขาแล้ว พวกเขาไม่เต็มใจที่จะสละอำนาจหรือสถานะของตน พวกเขาคิดว่า ตราบใดที่พวกเขาเข้าใจคำสอนบางประการและสามารถทำได้ด้วยตัวเอง พวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องร่วมมือกับใคร พวกเขาคิดว่าควรดำเนินการและทำให้เสร็จโดยลำพัง และเช่นนี้เท่านั้นที่จะทำให้ตนมีความสามารถ ทัศนะเช่นนี้ถูกต้องหรือไม่? พวกเขาไม่รู้ว่าหากละเมิดหลักธรรม พวกเขาก็ไม่ได้กำลังทำหน้าที่ของตน พวกเขาไม่สามารถดำเนินการตามพระบัญชาของพระเจ้า และได้แต่เพียงลงแรงทำงานเท่านั้น เวลาทำหน้าที่ของตน แทนที่จะแสวงหาหลักธรรมความจริง พวกเขากลับใช้อำนาจตามความคิดและเจตนาของตนเอง อวดตน และสำแดงตนเอง ไม่ว่าคู่ทำงานของพวกเขาจะเป็นใครหรือทำอะไร พวกเขาก็ไม่เคยอยากหารือเรื่องต่างๆ เลย พวกเขาต้องการลงมือเองอยู่เสมอ และต้องการตัดสินชี้ขาดอยู่ตลอดเวลา เห็นได้ชัดว่าพวกเขากำลังเล่นกับอำนาจและใช้อำนาจทำสิ่งต่างๆ ศัตรูของพระคริสต์ล้วนรักอำนาจ และเมื่อมีสถานะแล้ว พวกเขาก็ต้องการอำนาจมากขึ้น เมื่อมีอำนาจ ศัตรูของพระคริสต์ก็มีแนวโน้มที่จะใช้สถานะของตนเพื่ออวดตัวและสำแดงตนเอง เพื่อให้ผู้อื่นยกย่องตน และสัมฤทธิ์เป้าหมายของการโดดเด่นเหนือฝูงชน ด้วยเหตุนี้ ศัตรูของพระคริสต์จึงยึดติดอยู่กับอำนาจและสถานะ และจะไม่มีวันสละอำนาจของตนเป็นอันขาด ไม่ว่าจะทำหน้าที่ใดอยู่ ไม่ว่าหน้าที่นั้นจะเกี่ยวข้องกับความรู้ความชำนาญในด้านใดก็ตาม พวกเขาก็จะแสร้งทำเป็นรู้เรื่อง แม้ในยามที่เห็นชัดเจนว่าพวกเขาไม่รู้ก็ตาม และหากใครกล่าวหาว่าพวกเขาไม่เข้าใจ และแค่แสร้งทำเท่านั้น พวกเขาก็จะบอกว่า “ต่อให้ฉันเริ่มศึกษาในตอนนี้ ฉันก็จะเข้าใจเรื่องนี้ดีกว่าคุณ ก็แค่ค้นข้อมูลในอินเทอร์เน็ตบ้างไม่ใช่หรือ?” ศัตรูของพระคริสต์โอหังและคิดว่าตนถูกกันแบบนี้ พวกเขามองทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเรื่องง่าย และกล้าเหมาทั้งหมดเอาไปทำคนเดียว แล้วผลก็คือ เมื่อเบื้องบนตรวจสอบงานนั้นและถามว่าเรื่องราวคืบหน้าไปอย่างไร พวกเขาก็บอกว่าจัดการไปเกือบจะทั้งหมดแล้ว ข้อเท็จจริงก็คือพวกเขาได้ทำทุกอย่างด้วยตัวเองโดยไม่หารือกับใครเลย—พวกเขาตัดสินใจเองทุกเรื่อง หากเจ้าถามพวกเขาว่า “วิธีกระทำการของคุณมีหลักธรรมหรือไม่?” พวกเขาก็จะหยิบยกทฤษฎีมากมายขึ้นมาพิสูจน์ว่าสิ่งที่พวกเขากำลังทำอยู่นั้นถูกต้องและตรงตามหลักธรรม ในความเป็นจริง การคิดอ่านของพวกเขาบิดเบี้ยวและผิดพลาด พวกเขาไม่เคยหารือกับผู้อื่นเลย แต่มีสิทธิ์ตัดสินชี้ขาดเสมอ โดยตัดสินใจด้วยตัวเอง การตัดสินใจโดยคนคนเดียวโดยมากย่อมไม่แคล้วที่จะมีความเบี่ยงเบน แล้วการคิดว่าตัวเองถูกต้องและแม่นยำคืออุปนิสัยเช่นไร? เห็นได้ชัดว่าเป็นอุปนิสัยที่โอหัง เพราะพวกเขามีอุปนิสัยที่โอหัง พวกเขาจึงเผด็จการ—เพราะเหตุนั้นพวกเขาจึงก่อความวุ่นวายและทำเรื่องไม่ดี นี่คือการถือตนเป็นใหญ่—เป็นการผูกขาด นี่คืออุปนิสัยประจำตัวศัตรูของพระคริสต์ พวกเขาไม่เคยเต็มใจร่วมมือกับใคร กลับเห็นว่านั่นไม่สำคัญและไม่จำเป็น พวกเขาคิดเสมอว่าตนเก่งกว่าผู้อื่น ไม่มีใครเทียบกับตนได้ ด้วยเหตุนี้ ศัตรูของพระคริสต์จึงไม่มีความปรารถนาหรือเจตจำนงที่จะร่วมมือกับผู้อื่น พวกเขาต้องการให้เป็นไปตามที่ตนพูด และต้องการผูกขาด เมื่อนั้นเท่านั้นพวกเขาจึงจะรู้สึกพึงพอใจ—เมื่อนั้นเท่านั้นพวกเขาจึงจะสามารถแสดงให้เห็นว่าตนเหนือกว่า ทำให้ผู้อื่นรู้สึกประทับใจและบูชาพวกเขา
เรื่องนี้ยังมีอีกด้านหนึ่งก็คือ ศัตรูของพระคริสต์อยากมีอำนาจเบ็ดเสร็จตลอดเวลา มีสิทธิ์ชี้ขาดแต่เพียงผู้เดียว อุปนิสัยด้านนี้ยังทำให้พวกเขาไม่อาจร่วมมือกับผู้อื่นได้อีกด้วย ถ้าเจ้าถามพวกเขาว่าเต็มใจให้ความร่วมมือหรือไม่ พวกเขาย่อมตอบว่าเต็มใจ แต่พอถึงเวลาทำเช่นนั้น พวกเขากลับทำไม่ได้ นี่คืออุปนิสัยของพวกเขา เหตุใดจึงทำไม่ได้? สมมุติว่าศัตรูของพระคริสต์ได้เป็นผู้ช่วยผู้นำทีม และอีกคนเป็นผู้นำทีม คนที่มีแก่นแท้ธรรมชาติเป็นศัตรูของพระคริสต์ย่อมจะเปลี่ยนจากผู้ช่วยผู้นำทีมไปเป็นผู้นำทีม แล้วผู้นำทีมก็จะกลายเป็นผู้ช่วยของเขา พวกเขาจะสลับตำแหน่งกัน แล้วเขาจะทำสำเร็จได้อย่างไร? เขามีกลวิธีมากมาย กลวิธีอย่างหนึ่งก็คือการใช้ช่วงเวลาที่เขาลงมือกระทำการต่อหน้าพี่น้องชายหญิงให้เป็นประโยชน์—ช่วงเวลาที่แทบทุกคนสามารถมองเห็นเขา—โดยพูดและกระทำการมากมาย พร้อมกับอวดตัว ทำให้ผู้คนยกย่องเขายอมรับว่าเขาเก่งกว่าผู้นำทีมมาก และเขาเหนือกว่าผู้นำทีมแล้ว เมื่อเวลาผ่านไป พี่น้องชายหญิงย่อมพากันพูดว่า ผู้นำทีมไม่เก่งเท่าผู้ช่วยผู้นำทีม ศัตรูของพระคริสต์ปลื้มใจที่ได้ฟังเช่นนี้ และคิดว่า “ในที่สุด พวกเขาก็ยอมรับว่าฉันเก่งกว่าผู้นำทีม ฉันบรรลุเป้าหมายแล้ว” ภายใต้รูปการณ์ปกติ ผู้ช่วยผู้นำทีมควรลุล่วงความรับผิดชอบและภาระผูกพันอันใดบ้าง? เขาต้องร่วมมือกับผู้นำทีมในการดำเนินการและปฏิบัติงานที่คริสตจักรจัดวางไว้ แจ้งเรื่องต่างๆ ให้ผู้นำทีมรู้ กระตุ้นเตือน และกำกับดูแลผู้นำทีม—กระทำการร่วมกันโดยหารือกัน ผู้นำทีมต้องมีบทบาทในการนำเป็นหลัก ส่วนผู้ช่วยผู้นำทีมก็ต้องคอยหนุนหลัง ร่วมมือกับผู้นำทีมเพื่อดูว่างานทุกโครงการได้รับการดูแลเป็นอย่างดี นอกจากไม่บ่อนทำลายสิ่งต่างๆ แล้ว ก็ต้องทำทุกสิ่งโดยร่วมมือกับผู้นำทีม เพื่อให้งานที่ต้องทำนั้นดำเนินไปด้วยดี ถ้าการกระทำของผู้นำทีมละเมิดหลักธรรม ผู้ช่วยผู้นำทีมก็ต้องหยิบยกเรื่องนั้นขึ้นมาพูดกับผู้นำทีม ช่วยเหลือเขา และแก้ไขความผิดพลาดนั้นให้ถูกต้อง และทุกเรื่องที่ผู้นำทีมทำถูกต้อง ทำดี และตรงตามหลักธรรมความจริง ผู้ช่วยผู้นำทีมก็ต้องเกื้อหนุนและร่วมแรงร่วมใจกัน ทุ่มเทอย่างสุดกำลังในการรับใช้ และมีน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับผู้นำทีมเพื่อที่จะทำงานให้ดี ถ้าเกิดปัญหา หรือถ้าพบเจอปัญหา ทั้งสองก็ต้องพูดคุยกันเพื่อหาทางแก้ไข บางครั้งมีเรื่องที่ต้องทำพร้อมกันสองเรื่อง เมื่อทั้งสองพูดคุยกันแล้ว ต่างฝ่ายต่างก็ต้องแยกย้ายไปดูแลงานของตนเองให้ดี นั่นคือการร่วมมือกัน—เป็นการร่วมมือกันอย่างกลมเกลียว ศัตรูของพระคริสต์ร่วมมือกับผู้อื่นเช่นนี้หรือไม่? แน่นอนว่าไม่ ถ้าคนที่ทำหน้าที่ผู้ช่วยผู้นำทีมเป็นศัตรูของพระคริสต์ เขาย่อมขบคิดว่าตนต้องทำอย่างไรจึงจะสลับตำแหน่งกับผู้นำทีมได้ เปลี่ยนผู้นำทีมให้กลายเป็นผู้ช่วย และผู้ช่วยเป็นผู้นำทีม จะได้เข้าควบคุมดูแล เขาสั่งให้ผู้นำทีมทำนั่นทำนี่ แสดงให้ทุกคนเห็นว่าเขาเก่งกว่าผู้นำทีมมาก และเหมาะที่จะเป็นผู้นำทีม ด้วยวิธีนี้ เขาย่อมมีเกียรติในหมู่ผู้อื่นมากขึ้น จากนั้นก็จะได้รับเลือกเป็นผู้นำทีมไปเอง เขาเจตนาทำให้ผู้นำทีมดูโง่เขลาและเสียหน้า จนผู้อื่นดูแคลนผู้นำทีม จากนั้นเขาก็ใช้วาจาเยาะหยันและเสียดสี เปิดโปงและดูเบาผู้นำทีม ความแตกต่างระหว่างคนทั้งสองจะเพิ่มขึ้นทีละน้อยจนกว้างขึ้นเรื่อยๆ ที่ทางที่ทั้งสองมีในหัวใจของผู้คนก็ยิ่งแตกต่างกันมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเหตุนั้น ศัตรูของพระคริสต์จึงกลายเป็นผู้นำทีมในท้ายที่สุด—ได้ผู้คนมาเข้าฝ่ายตน แล้วด้วยอุปนิสัยเช่นนั้น เขาจะสามารถร่วมมือกับผู้อื่นด้วยความกลมเกลียวได้หรือไม่? ไม่ได้ ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด เขาก็อยากเป็นตัวหลัก อยากผูกขาด และกุมอำนาจเอาไว้ในมือ ไม่ว่าเจ้าจะมีตำแหน่งใด เป็นหัวหน้าหรือผู้ช่วย ตำแหน่งใหญ่หรือเล็ก ในสายตาของเขาแล้ว ไม่ช้าก็เร็ว สถานะและอำนาจต้องกลายเป็นของเขาแต่เพียงผู้เดียว ไม่ว่าคนที่ทำหน้าที่กับเขา หรือทำโครงการงานใดกับเขา หรือแม้แต่ถกเถียงประเด็นปัญหากับเขาจะเป็นใคร เขาก็ยังคงกระทำการด้วยตนเองตามลำพัง ไม่ร่วมมือกับใคร ไม่ยอมให้ใครมีเกียรติหรือตำแหน่งเหมือนตน และมีความสามารถหรือมีหน้ามีตาเสมอตน ทันทีที่ใครสักคนทำท่าว่าจะเหนือกว่าเขาและคุกคามสถานะของเขา เขาจะพยายามใช้ทุกวิถีทางที่ตนมีเพื่อพลิกสถานการณ์ ตัวอย่างเช่น ทุกคนกำลังหารือเรื่องหนึ่ง แล้วพอการหารือจวนเจียนจะได้ผลลัพธ์ เขาย่อมจะเข้าใจด้วยการมองปราดเดียวและรู้ว่าควรทำสิ่งใด เขาจะพูดว่า “เรื่องนี้จัดการยากขนาดนั้นจริงหรือ? ยังจำเป็นต้องหารือกันแบบนี้หรือเปล่า? สิ่งที่พวกคุณพูดกันอยู่นั้นจะไม่ได้ผลเลย!” แล้วเขาก็จะเสนอทฤษฎีที่แปลกใหม่หรือแนวคิดที่ฟังดูสูงส่งซึ่งยังไม่มีใครนึกถึงมาก่อน โดยหักล้างทัศนะของทุกคนในท้ายที่สุด เมื่อเขาทำเช่นนั้นแล้ว ผู้คนก็จะคิดว่า “มิน่า เขาถึงอยู่ระดับสูงจริงๆ ทำไมพวกเราไม่ทันนึกถึงข้อนั้นกันนะ? พวกเราก็แค่ฝูงชนที่ไม่รู้ความ ไม่ได้การ—พวกเราจำเป็นต้องได้คุณมาเป็นผู้นำ!” นั่นคือผลลัพธ์ที่ศัตรูของพระคริสต์ต้องการ เขาพร่ำพูดแนวคิดที่ฟังดูสูงส่งอยู่เสมอ จะได้ทำตัวโดดเด่นไม่เหมือนใคร และได้รับการยกย่องนับถือจากผู้อื่น แล้วสุดท้าย ผู้คนจะมีภาพจำเกี่ยวกับเขาอย่างไร? แนวคิดของเขาเหนือกว่าคนทั่วไป สูงส่งกว่าแนวคิดของคนธรรมดา สูงส่งเพียงใด? ถ้าเขาไม่อยู่ตรงนั้น ทั้งกลุ่มก็ไม่อาจลงความเห็นหรือสรุปอะไรได้ จึงต้องรอให้เขามาพูดอะไรสักอย่าง เมื่อเขาพูดจบ ทุกคนก็พากันเลื่อมใส และถ้าสิ่งที่เขาพูดมานั้นคลาดเคลื่อน ทุกคนก็ยังคงบอกว่าสูงส่งอยู่ดี เมื่อเป็นเช่นนี้ เขาก็กำลังชักพาผู้คนให้หลงผิดมิใช่หรือ? แล้วเหตุใดเขาจึงร่วมมือกับใครไม่ได้? เขารู้สึกว่า “การร่วมมือกับผู้คนเป็นการวางตัวไว้ระดับเดียวกันกับคนเหล่านั้น เสือสองตัวจะอยู่ถ้ำเดียวกันได้หรือ? เจ้าป่ามีได้เพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น และความเป็นใหญ่ย่อมเป็นของใครก็ตามที่คว้ามาครองได้—และคนที่ทำเช่นนั้นได้คือคนที่มีความสามารถอย่างฉัน พวกคุณไม่มีใครปราดเปรื่องขนาดนั้น ขีดความสามารถก็อ่อนด้อย แถมยังขลาดกลัว นอกจากนั้น พวกคุณก็ไม่เคยโกงหรือหลอกชาวโลก—มีแต่ถูกคนอื่นหลอก ในที่นี้จึงมีฉันคนเดียวที่มีคุณสมบัติเป็นผู้นำ!” สำหรับเขาแล้ว เรื่องเลวร้ายจึงกลายเป็นเรื่องดี เขาอวดอ้างเรื่องไม่ดีที่ตนทำไว้—นั่นไร้ยางอายมิใช่หรือ? เหตุใดเขาจึงพูดเรื่องเหล่านี้ออกมา? แล้วเขาทำเช่นนี้ไปเพื่อสิ่งใด? เพื่อจะได้เป็นผู้นำ เพื่อเป็นคนที่โดดเด่นที่สุดไม่ว่าจะอยู่กับคนกลุ่มใหญ่เพียงใดก็ตาม นั่นคือเจตนาของเขามิใช่หรือ? (ใช่) ดังนั้น เขาจึงคิดหาทุกหนทางเพื่อดูเบา ด้อยค่า และเยาะหยันทุกคน จากนั้นก็นำเสนอแนวคิดที่ฟังดูสูงส่งของตนเอง เพื่อทำให้ทุกคนเชื่อและทำตามที่เขาบอก นั่นใช่การร่วมมือกันหรือไม่? ไม่ใช่—แล้วคืออะไร? เรื่องนี้สอดคล้องกับประการที่แปดที่พวกเรากำลังพูดอยู่คือ พวกเขาย่อมจะให้ผู้อื่นนบนอบเฉพาะพวกเขาเท่านั้น ไม่ใช่ความจริงหรือพระเจ้า ที่กล่าวมานี้เป็นเรื่องของความร่วมมือ ศัตรูของพระคริสต์—ไม่ว่าจะทำสิ่งใดอยู่ จะเป็นภาษาที่ใช้หรือการกระทำของพวกเขาก็ตาม—สามารถทำหน้าที่ของตนด้วยการร่วมมือกับผู้อื่นได้หรือไม่? (ไม่ได้) พวกเขาไม่ให้ความร่วมมือ กลับเอาแต่เรียกร้องให้ผู้อื่นทำตามคำบอกและการกระทำของตน เมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเขาสามารถรับฟังคำแนะนำจากผู้อื่นหรือไม่? แน่นอนว่าไม่ได้ ไม่ว่าผู้อื่นจะแนะนำอย่างไร พวกเขาก็ไม่ค่อยสนใจ ไม่ขอรายละเอียดหรือเหตุผล ไม่ถามว่าแท้จริงแล้วควรจัดการเรื่องต่างๆ อย่างไร และยิ่งไม่แสวงหาหลักธรรมความจริง ที่แย่กว่านั้นก็คือ พวกเขาไม่ถามเราด้วยซ้ำเวลาที่เราอยู่ตรงหน้าพวกเขา—ทำเหมือนเราเป็นอากาศธาตุ เราถามว่าพวกเขามีปัญหาบ้างหรือไม่ พวกเขาก็ตอบว่าไม่มี เห็นได้ชัดว่าพวกเขาไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรกับสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น กระนั้นพวกเขาก็ไม่ถามเราเลย ทั้งที่เราอยู่ตรงนั้นต่อหน้าพวกเขา เมื่อเป็นดังนี้ พวกเขาจะร่วมมือกับใครอื่นได้หรือไม่? ไม่มีใครมีคุณสมบัติที่จะเป็นคู่ทำงานของพวกเขา เป็นได้เพียงทาสและคนรับใช้ของพวกเขาเท่านั้น เป็นเช่นนั้นมิใช่หรือ? พวกเขาบางคนอาจมีคู่ทำงาน แต่อันที่จริง คู่ทำงานเหล่านั้นก็คือคนรับใช้ของพวกเขา เหมือนหุ่นเชิดมาก พวกเขาบอกว่า “ไปตรงนี้” คู่ทำงานของพวกเขาก็ไป พูดว่า “ไปตรงนั้น” คู่ทำงานของพวกเขาก็ไป คู่ทำงานรู้สิ่งที่พวกเขายอมให้รู้ และสิ่งที่พวกเขาไม่ให้รู้ คู่ทำงานก็ไม่กล้าแม้แต่จะถาม สิ่งต่าง ๆ เป็นไปตามที่พวกเขาบอก บางคนอาจบอกพวกเขาว่า “ทำแบบนี้ไม่ได้ มีบางเรื่องที่คุณจะควบคุมดูแลอยู่คนเดียวไม่ได้ คุณต้องหาคนมาร่วมมือกัน คนที่จะคอยกำกับดูแลคุณ นอกจากนี้ ที่ผ่านมาก็มีงานบางอย่างที่คุณจัดการได้ไม่ค่อยดีนัก คุณต้องหาคนที่มีขีดความสามารถ มีฝีมือในการทำงาน สามารถร่วมมือกับคุณและช่วยคุณได้—คุณต้องปกป้องดูแลงานของคริสตจักรและผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้า!” พวกเขาจะตอบว่าอย่างไร? “ถ้าคุณปลดคู่ทำงานของฉัน ก็ไม่มีใครอื่นที่เหมาะจะร่วมมือกับฉันอีกแล้ว” ที่พวกเขาพูดมานี้หมายความว่าอย่างไร? หมายความว่าพวกเขาจะไม่มีคู่ทำงาน หรือว่าพวกเขาไม่อาจหาคนรับใช้และทาสแบบนั้นได้? พวกเขากลัวว่าจะหาทาสหรือคนรับใช้แบบนั้นไม่ได้ นั่นคือ “คู่ทำงาน” ประเภทที่ทำตามที่พวกเขาสั่งเท่านั้น พวกเจ้าว่าเรื่องที่พวกเขาคัดค้านขึ้นมานี้ควรแก้ไขอย่างไร? เจ้าอาจบอกว่า “อ้อ คุณหาคู่ทำงานไม่ได้หรือ? เช่นนั้นคุณก็ไม่จำเป็นต้องทำงานในโครงการนี้—ใครมีคู่ทำงานก็มาทำแทนได้” เช่นนี้ก็แก้ปัญหาได้แล้วใช่หรือไม่? ถ้าไม่มีใครเหมาะที่จะร่วมมือกับเจ้า ไม่มีใครสามารถร่วมมือกับเจ้าได้ อย่างนั้นเจ้าเป็นสิ่งใดกันเล่า? เจ้าย่อมเป็นปีศาจ เป็นตัวประหลาด อย่างน้อยที่สุด คนที่มีสำนึกโดยแท้ย่อมสามารถร่วมมือกับคนทั่วไปได้ เว้นแต่คนคนนั้นจะด้อยขีดความสามารถเกินไป นั่นจึงจะทำไม่ได้ สิ่งแรกที่คนที่มีสำนึกต้องทำก็คือเรียนรู้ที่จะร่วมมือกับผู้อื่นในการทำหน้าที่ของตน พวกเขาต้องสามารถร่วมมือกับใครก็ได้ เว้นแต่ว่าคนคนนั้นจะบกพร่องทางสติปัญญาหรือเป็นมาร ซึ่งในกรณีนั้นย่อมไม่มีหนทางที่จะร่วมมือกับพวกเขาได้ การร่วมมือกับคนส่วนใหญ่ได้เป็นเรื่องสำคัญมาก—เป็นเครื่องหมายของการมีสำนึกที่ปกติ
หนึ่งในลักษณะเฉพาะที่เด่นชัดที่สุดของแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์คือ เขาผูกขาดอำนาจและตั้งตนเป็นเผด็จการเสียเอง กล่าวคือ เขาไม่ฟังใคร ไม่ให้ความเคารพผู้ใด และไม่ว่าผู้คนจะมีจุดแข็งเช่นไร หรือแสดงทัศนะที่ถูกต้องหรือความคิดเห็นอันชาญฉลาดอย่างไร หรือเสนอวิธีการใดที่เหมาะสม เขาก็ไม่ใส่ใจ ราวกับว่าไม่มีใครมีคุณสมบัติที่จะร่วมมือกับตน หรือมีส่วนร่วมในสิ่งใดก็ตามที่ตนทำ นี่คืออุปนิสัยแบบที่ศัตรูของพระคริสต์มี บางคนบอกว่านี่คือความเป็นมนุษย์ที่ไม่ดี—แต่จะเป็นความเป็นมนุษย์ที่ไม่ดีซึ่งพบเห็นกันทั่วไปได้อย่างไร? นี่คืออุปนิสัยเยี่ยงซาตานโดยสิ้นเชิง และอุปนิสัยเยี่ยงนี้ก็ชั่วช้าอย่างยิ่ง เหตุใดเราจึงบอกว่าอุปนิสัยของพวกเขาชั่วช้าอย่างยิ่ง? ศัตรูของพระคริสต์ยึดทุกสิ่งไปจากพระนิเวศของพระเจ้าและยึดทรัพย์สินของคริสตจักร ทำเหมือนสิ่งเหล่านั้นเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของตน จึงต้องให้ตนบริหารจัดการทั้งหมด และพวกเขาไม่ยอมให้ผู้ใดก้าวก่ายในเรื่องนี้ สิ่งเดียวที่พวกเขานึกถึงเวลาทำงานของคริสตจักรก็คือผลประโยชน์ของตนเอง สถานะของตนเอง และความหยิ่งทะนงของตนเอง พวกเขาไม่ยอมให้ใครทำให้ผลประโยชน์ของตนเสียหาย และยิ่งไม่ยอมให้คนที่มีขีดความสามารถหรือคนที่สามารถกล่าวคำพยานจากประสบการณ์ของตน มาคุกคามความมีหน้ามีตาและสถานะของพวกเขา ดังนั้น ในฐานะคู่แข่ง พวกเขาจึงพยายามกดขี่และกีดกันคนที่สามารถกล่าวคำพยานจากประสบการณ์ รวมทั้งสามารถสามัคคีธรรมความจริงและจัดเตรียมให้แก่ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรได้ และพวกเขาก็พยายามอย่างยิ่งยวดที่จะแยกผู้คนเหล่านี้ออกจากคนอื่นโดยสิ้นเชิง ทำให้ชื่อเสียงของคนเหล่านี้แปดเปื้อนอย่างหนัก และโค่นล้มคนเหล่านี้ลง เมื่อนั้นเท่านั้นศัตรูของพระคริสต์จึงจะรู้สึกสงบสุข ถ้าผู้คนเหล่านี้ไม่เคยคิดลบ และสามารถทำหน้าที่ของตนต่อไป กล่าวคำพยานของตน และเกื้อหนุนผู้อื่นได้ เช่นนั้นแล้ว ศัตรูของพระคริสต์ก็จะหันไปใช้ทางเลือกสุดท้าย ซึ่งก็คือการจับผิดและกล่าวโทษพวกเขา หรือใส่ความพวกเขา สร้างเหตุขึ้นมาเพื่อทรมานพวกเขา จนกว่าพวกเขาจะถูกเอาออกไปจากคริสตจักร เมื่อนั้นเท่านั้นศัตรูของพระคริสต์จึงจะรู้สึกผ่อนคลายโดยสมบูรณ์ นี่คือสิ่งที่ร้ายกาจและมุ่งร้ายที่สุดเกี่ยวกับศัตรูของพระคริสต์ สิ่งที่ทำให้พวกเขาหวาดกลัวและวิตกกังวลมากที่สุดก็คือผู้คนที่ไล่ตามเสาะหาความจริงและมีคำพยานจากประสบการณ์ที่แท้จริง เพราะผู้คนที่มีคำพยานดังกล่าวคือคนที่ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรให้ความเห็นชอบและเกื้อหนุนมากที่สุด ไม่ใช่คนที่พูดเพ้อเจ้อเกี่ยวกับวาจาและคำสอน ศัตรูของพระคริสต์ไม่มีคำพยานจากประสบการณ์ที่แท้จริง และไม่สามารถปฏิบัติความจริงได้ อย่างดีที่สุด พวกเขาก็สามารถทำดีได้ไม่กี่ประการเพื่อประจบเอาใจผู้คน แต่ไม่ว่าพวกเขาจะทำดีมากเท่าใดหรือกล่าวสิ่งที่น่าฟังมากแค่ไหน ก็ยังเทียบไม่ได้กับประโยชน์และข้อดีที่คำพยานจากประสบการณ์อันดีงามสามารถมอบให้แก่ผู้คน ไม่มีสิ่งใดทดแทนผลจากการจัดหาและการให้น้ำซึ่งประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรได้รับจากผู้ที่สามารถกล่าวคำพยานจากประสบการณ์ของตน ดังนั้น เมื่อศัตรูของพระคริสต์เห็นใครบางคนกล่าวคำพยานจากประสบการณ์ของตน สายตาของพวกเขาจึงกลายเป็นดั่งคมมีด ความเดือดดาลปะทุขึ้นในหัวใจของพวกเขา ความเกลียดชังพลุ่งพล่าน และพวกเขาแทบจะอดใจไม่ไหวที่จะปิดปากผู้พูดและหยุดยั้งไม่ให้กล่าวอะไรอีกต่อไป หากคนคนนี้ยังคงพูดต่อไป ความมีหน้ามีตาของศัตรูพระคริสต์ก็จะถูกทำลายจนสิ้น ใบหน้าอันอัปลักษณ์ของพวกเขาจะถูกเปิดโปงให้ทุกคนเห็นโดยสิ้นเชิง ดังนั้น ศัตรูของพระคริสต์จึงหาข้ออ้างมาก่อกวนคนที่กำลังกล่าวคำพยาน และเพื่อกดขี่เขา ศัตรูของพระคริสต์ยอมให้ตนเองชักพาผู้คนให้หลงผิดด้วยวาจาและคำสอนแต่เพียงฝ่ายเดียว พวกเขาไม่ยอมให้ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรถวายพระสิริแด่พระเจ้าด้วยการกล่าวคำพยานจากประสบการณ์ของตน ซึ่งบ่งบอกว่าศัตรูของพระคริสต์เกลียดและกลัวผู้คนประเภทไหนมากที่สุด เมื่อใครสักคนทำให้ตนเองโดดเด่นขึ้นมาด้วยงานเล็กๆ น้อยๆ หรือเมื่อใครสักคนสามารถกล่าวคำพยานจากประสบการณ์ที่แท้จริง และประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรได้รับประโยชน์ ได้รับความเจริญใจ และการเกื้อหนุน รวมทั้งได้รับการยกย่องอย่างใหญ่หลวงจากทุกคน ความอิจฉาและความเกลียดชังในหัวใจของศัตรูพระคริสต์ก็เพิ่มพูนขึ้น พวกเขาพยายามกีดกันและกดขี่คนคนนั้นไว้ ไม่ว่าภายใต้รูปการณ์แบบใด พวกเขาก็ไม่ยอมให้ผู้คนดังกล่าวรับผิดชอบงานใดๆ เลย เพื่อป้องกันไม่ให้คนเหล่านี้คุกคามสถานะของตน ยามอยู่ต่อหน้าศัตรูของพระคริสต์ ผู้คนที่มีความเป็นจริงความจริงย่อมเน้นย้ำและทำให้ความขาดแคลน ความน่าเวทนา ความอัปลักษณ์ และความเลวร้ายของศัตรูพระคริสต์เด่นชัดขึ้นมา ดังนั้น เมื่อศัตรูของพระคริสต์เลือกคู่ทำงานหรือผู้ร่วมงาน พวกเขาจึงไม่เคยเลือกผู้คนที่มีความเป็นจริงความจริง พวกเขาไม่เคยเลือกผู้คนที่สามารถกล่าวคำพยานจากประสบการณ์ของตน และไม่เคยเลือกคนที่ซื่อสัตย์หรือคนที่สามารถปฏิบัติความจริงได้ เหล่านี้คือผู้คนที่ศัตรูของพระคริสต์อิจฉาและเกลียดชังมากที่สุด และเป็นเสี้ยนหนามของศัตรูของพระคริสต์ ไม่ว่าผู้คนที่ปฏิบัติความจริงเหล่านี้จะทำสิ่งที่ดีงามหรือเป็นประโยชน์ต่องานแห่งพระนิเวศของพระเจ้ามากเท่าใด ศัตรูของพระคริสต์ก็จะพยายามอย่างที่สุดที่จะปกปิดการกระทำเหล่านี้ไว้ พวกเขาจะถึงกับบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อกล่าวอ้างความดีความชอบในเรื่องดีๆ มาเป็นของตน ขณะเดียวกันก็ผลักความผิดในเรื่องที่ไม่ดีไปให้ผู้อื่น อันเป็นการยกชูตนเองและดูเบาคนอื่น ศัตรูของพระคริสต์มีความอิจฉาริษยาและเกลียดชังผู้ที่ไล่ตามเสาะหาความจริงและสามารถกล่าวคำพยานจากประสบการณ์ของตนเป็นอย่างยิ่ง พวกเขากลัวว่าผู้คนเหล่านี้จะคุกคามสถานะของตนเอง ดังนั้น พวกเขาจึงทำทุกอย่างที่สามารถทำได้เพื่อโจมตีและกีดกันคนเหล่านี้ พวกเขาห้ามพี่น้องชายหญิงติดต่อหรือเข้าใกล้คนเหล่านี้ ห้ามเกื้อหนุนหรือยกย่องผู้คนที่สามารถกล่าวคำพยานจากประสบการณ์ของตน นี่จึงสิ่งที่เผยธรรมชาติเยี่ยงซาตานของศัตรูพระคริสต์มากที่สุด ซึ่งเป็นธรรมชาติที่รังเกียจความจริงและเกลียดชังพระเจ้า และด้วยเหตุนี้ จึงพิสูจน์ให้เห็นด้วยว่าศัตรูของพระคริสต์คือความชั่วที่ทวนกระแสอยู่ในคริสตจักร พวกเขาคือคนที่ต้องรับผิดชอบต่อการก่อกวนงานของคริสตจักรและขัดขวางน้ำพระทัยของพระเจ้า ยิ่งไปกว่านั้น ศัตรูของพระคริสต์มักจะกุเรื่องโกหกและบิดเบือนข้อเท็จจริงในหมู่พี่น้องชายหญิง ดูเบาและกล่าวโทษผู้คนที่สามารถพูดถึงคำพยานจากประสบการณ์ของตน ไม่สำคัญว่าคนเหล่านั้นจะทำงานอะไร ศัตรูของพระคริสต์ก็หาข้ออ้างเพื่อกีดกันและกดขี่คนเหล่านั้น รวมทั้งตัดสินคนเหล่านั้น โดยกล่าวว่าคนเหล่านั้นโอหังและคิดว่าตนถูก คนเหล่านั้นชอบโอ้อวด และคนเหล่านั้นมีความทะเยอทะยาน ในความเป็นจริงแล้ว คนเหล่านี้มีคำพยานจากประสบการณ์อยู่บ้างและครองความเป็นจริงความจริงบางประการ พวกเขามีความเป็นมนุษย์ที่ค่อนข้างดี มีมโนธรรมและสำนึก และสามารถยอมรับความจริง และแม้พวกเขาจะมีจุดอ่อน มีข้อบกพร่อง และมีการเผยอุปนิสัยอันเสื่อมทรามอยู่บ้างเป็นครั้งคราว แต่พวกเขาก็สามารถทบทวนตัวเองและกลับใจได้ ผู้คนเหล่านี้คือผู้ที่พระเจ้าจะทรงช่วยให้รอด และคือผู้ที่มีความหวังที่จะได้รับการทำให้เพียบพร้อมจากพระเจ้า โดยสรุปแล้ว ผู้คนเหล่านี้เหมาะสมที่จะทำหน้าที่ พวกเขาตอบสนองข้อกำหนดและหลักธรรมสำหรับการทำหน้าที่ แต่ศัตรูของพระคริสต์กลับคิดในใจว่า “ไม่มีทางที่ฉันจะยอมทนกับเรื่องนี้ คุณอยากมีบทบาทในอาณาเขตของฉัน อยากแข่งกับฉัน นั่นเป็นไปไม่ได้หรอก อย่าแม้แต่จะคิด คุณมีการศึกษาสูงกว่าฉัน พูดจาฉะฉานกว่าฉัน ได้รับความนิยมมากกว่าฉัน และคุณก็ไล่ตามเสาะหาความจริงด้วยความขยันขันแข็งมากกว่าฉัน ถ้าฉันร่วมมือกับคุณและคุณแย่งความโดดเด่นไปจากฉัน แล้วฉันจะทำอย่างไร?” พวกเขาคำนึงถึงผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้าหรือไม่? ไม่ พวกเขาคิดถึงอะไร? พวกเขาเอาแต่คิดหาวิธีรักษาสถานะของตน แม้ศัตรูของพระคริสต์จะรู้ตัวว่าไม่สามารถทำงานจริงได้ พวกเขาก็ไม่บ่มเพาะหรือส่งเสริมผู้คนที่มีขีดความสามารถดีและไล่ตามเสาะหาความจริง ผู้คนกลุ่มเดียวที่พวกเขาส่งเสริมคือคนที่ประจบประแจงพวกเขา คนที่มีแนวโน้มที่จะบูชาผู้อื่น คนที่เห็นชอบและเลื่อมใสพวกเขาอยู่ในหัวใจ เป็นคนที่มีเล่ห์เหลี่ยม คนที่ไม่เข้าใจความจริง และไม่สามารถใช้วิจารณญาณแยกแยะได้ ศัตรูของพระคริสต์ส่งเสริมให้ผู้คนเหล่านี้ขึ้นมาอยู่ข้างกายตนเพื่อรับใช้ตน วิ่งวุ่นเพื่อพวกเขา และใช้เวลาในแต่ละวันวนเวียนอยู่รอบกายตน นี่ทำให้ศัตรูของพระคริสต์มีอำนาจในคริสตจักร และหมายความว่าผู้คนมากมายเข้าหาพวกเขา ติดตามพวกเขา และไม่มีใครกล้าล่วงเกินพวกเขา ผู้คนทั้งหมดนี้ที่ศัตรูของพระคริสต์บ่มเพาะเป็นคนที่ไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง คนเหล่านี้ส่วนใหญ่ไร้ซึ่งความเข้าใจฝ่ายวิญญาณและรู้จักแต่การทำตามกฎเท่านั้น พวกเขาชอบเดินตามกระแสนิยมและผู้มีอำนาจ คนคือคนประเภทที่มีความกล้าขึ้นมาเพราะมีเจ้านายที่มีอำนาจ—เป็นกลุ่มผู้คนที่เลอะเลือน ผู้ไม่มีความเชื่อมีคำกล่าวว่าอย่างไร? เป็นผู้ติดตามของคนดียังดีกว่าเป็นบรรพชนของคนเลวที่ผู้คนบูชา ศัตรูของพระคริสต์ทำตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิง—พวกเขาทำตัวเป็นบรรพชนที่ได้รับการบูชาจากผู้คนดังกล่าว ตั้งใจบ่มเพาะคนเหล่านี้ให้มาคอยโบกธงและให้กำลังใจตน เมื่อใดก็ตามที่ศัตรูของพระคริสต์มีอำนาจในคริสตจักร เขาจะเกณฑ์ผู้คนที่เลอะเลือนและคนที่ทำอะไรอย่างมืดบอดมาเป็นผู้ช่วยของตนเสมอ ขณะเดียวกันก็กีดกันและกดขี่ผู้คนที่มีขีดความสามารถซึ่งเข้าใจและปฏิบัติความจริงได้ คนที่รับผิดชอบงานได้—โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้นำและคนทำงานที่สามารถทำงานที่แท้จริงได้ ด้วยหนทางนี้ ในคริสตจักรจึงแบ่งออกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งมีความเป็นมนุษย์ที่ค่อนข้างซื่อสัตย์ ทำหน้าที่ของตนด้วยความจริงใจ และเป็นคนที่ไล่ตามเสาะหาความจริง อีกฝ่ายหนึ่งเป็นกลุ่มคนที่เลอะเลือน ทำสิ่งต่างๆ อย่างมืดบอด และนำโดยศัตรูของพระคริสต์ ทั้งสองฝ่ายนี้จะต่อสู้กันต่อไปจนกว่าศัตรูของพระคริสต์ถูกเผยและกำจัดออกไป ศัตรูของพระคริสต์ต่อสู้และกระทำการต่อต้านคนที่ทำหน้าที่ของตนด้วยความจริงใจและไล่ตามเสาะหาความจริงอยู่เสมอ การกระทำเช่นนี้รบกวนงานของคริสตจักรอย่างร้ายแรงมิใช่หรือ? นี่เป็นการขัดขวางและก่อกวนพระราชกิจของพระเจ้ามิใช่หรือ? กองกำลังของศัตรูของพระคริสต์คือสิ่งกีดขวางและอุปสรรคที่ขัดขวางไม่ให้คริสตจักรดำเนินการตามน้ำพระทัยของพระเจ้ามิใช่หรือ? เป็นกองกำลังเลวร้ายที่ต่อต้านพระเจ้าไม่ใช่หรือ? เหตุใดศัตรูของพระคริสต์จึงกระทำการเช่นนี้? เพราะพวกเขามีความรู้สึกนึกคิดที่ชัดเจนว่า หากคนที่เป็นบวกเหล่านี้ลุกขึ้นมาเป็นผู้นำและคนทำงาน คนเหล่านี้ก็จะกลายเป็นคู่แข่งของศัตรูของพระคริสต์ เป็นกองกำลังที่ต่อต้านศัตรูของพระคริสต์ และจะไม่ฟังคำพูดหรือเชื่อฟังศัตรูของพระคริสต์เป็นอันขาด พวกเขาจะไม่ทำตามทุกสิ่งที่ศัตรูของพระคริสต์สั่งอย่างแน่นอน ผู้คนเหล่านี้จะมีจำนวนมากพอที่จะเป็นภัยคุกคามต่อสถานะของศัตรูของพระคริสต์ เวลาศัตรูของพระคริสต์เห็นผู้คนเหล่านี้ ความเกลียดชังก็ผุดขึ้นมาในหัวใจ หากพวกเขาไม่กีดกันและเอาชนะคนเหล่านี้ ไม่ทำลายชื่อเสียงของคนเหล่านี้ หัวใจของพวกเขาก็จะไม่มีความสงบสุขและความมั่นใจ เพราะฉะนั้น พวกเขาจึงต้องเร่งมือบ่มเพาะอำนาจของตนและเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ฝ่ายของตน เช่นนี้พวกเขาจึงจะสามารถควบคุมประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรได้มากยิ่งขึ้น และจะไม่มีวันต้องกังวลอีกต่อไปว่าคนที่ไล่ตามเสาะหาความจริงเพียงหยิบมือหนึ่งจะเป็นภัยคุกคามสถานะของพวกเขา ศัตรูของพระคริสต์ก่อตั้งกองกำลังของตนเองในคริสตจักร โดยดึงเอาคนที่รับฟังพวกเขา เชื่อฟังพวกเขา และประจบสอพลอพวกเขา แล้วส่งเสริมคนเหล่านี้ให้รับผิดชอบงานทุกด้าน การทำเช่นนี้เป็นประโยชน์ต่องานในพระนิเวศของพระเจ้าหรือไม่? ไม่ ไม่เพียงไม่เป็นประโยชน์ แต่ยังก่อให้เกิดการขัดขวางและการก่อกวนงานของคริสตจักรอีกด้วย หากกองกำลังอันเลวร้ายนี้ได้ผู้คนเกินกว่าครึ่งไปเป็นพวก ก็มีโอกาสที่กองกำลังนี้จะโค่นล้มคริสตจักร เพราะจำนวนคนที่ไล่ตามเสาะหาความจริงในคริสตจักรกลายเป็นคนกลุ่มน้อย ขณะที่คนทำงานใช้แรงและผู้ไม่เชื่อที่อยู่ที่นั่นเพียงเพื่อกินขนมปังให้อิ่มท้องกลับมีจำนวนครึ่งหนึ่งเป็นอย่างน้อย ในสถานการณ์เช่นนี้ หากศัตรูของพระคริสต์มุ่งใช้จุดแข็งของตนชักพาคนเหล่านั้นให้หลงผิดและดึงคนเหล่านั้นมาเป็นพวก แน่นอนว่าพวกเขาย่อมจะได้เปรียบโดยธรรมชาติเมื่อคริสตจักรมีการคัดเลือกผู้นำ เพราะฉะนั้น พระนิเวศของพระเจ้าจึงเน้นย้ำอยู่เสมอว่า ระหว่างการลงคะแนนคัดเลือก ควรสามัคคีธรรมความจริงจนกว่าจะชัดเจน ถ้าเจ้าไม่อาจเปิดโปงและเอาชนะศัตรูของพระคริสต์ได้ด้วยการสามัคคีธรรมความจริง ศัตรูของพระคริสต์ก็จะสามารถชักพาผู้คนให้หลงผิดและได้รับคัดเลือกเป็นผู้นำ ยึดและควบคุมคริสตจักรเอาไว้ นั่นย่อมจะเป็นเรื่องอันตรายมิใช่หรือ? หากมีศัตรูของพระคริสต์คนหรือสองคนปรากฏในคริสตจักร ก็ไม่จำเป็นจะต้องกลัว แต่หากศัตรูของพระคริสต์กลายเป็นกองกำลังและมีอิทธิพลถึงระดับหนึ่ง นั่นก็จะเป็นสิ่งที่น่ากลัว เพราะฉะนั้น ศัตรูของพระคริสต์ต้องถูกถอนรากถอนโคนและขับไล่จากคริสตจักรก่อนที่พวกเขาจะมีอิทธิพลถึงขั้นนั้น งานนี้มีความสำคัญสูงสุด และจำเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนี้ ผู้ไม่เชื่อในคริสตจักร โดยเฉพาะคนที่โน้มเอียงไปในทางที่จะบูชาและติดตามมนุษย์ ชอบเดินตามกำลังบังคับ ชอบสมรู้ร่วมคิดและเป็นลูกสมุนของหมู่มาร ชอบจับกลุ่มตั้งพรรคพวก—ผู้ไม่เชื่อและหมู่มารเช่นนั้นควรถูกเอาตัวออกไปโดยเร็วที่สุด นั่นเป็นหนทางเดียวที่จะป้องกันไม่ให้กลุ่มคนเยี่ยงนั้นตั้งกองกำลังมาก่อกวนและควบคุมคริสตจักร นี่คือสิ่งที่ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรต้องมองเห็นอย่างชัดเจน เป็นสิ่งที่คนที่เข้าใจความจริงควรรับเป็นภาระ ทุกคนแบกรับภาระงานของคริสตจักร ทุกคนที่คำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้า ต้องรับรู้สิ่งเหล่านี้ตามความเป็นจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พวกเขาต้องมองเห็นคนจำพวกศัตรูของพระคริสต์ตามที่คนเหล่านั้นเป็น รวมถึงหมู่มารตัวเล็กๆ ที่ชอบประจบประแจงและบูชาผู้คน จากนั้นจึงจำกัดคนเหล่านั้นหรือเอาคนเหล่านั้นออกไปจากคริสตจักร การปฏิบัติเช่นนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่ง ผู้คนอย่างศัตรูของพระคริสต์ตั้งใจเป็นพิเศษที่จะสร้างสัมพันธ์อันดีกับผู้คนที่เลอะเลือน คนเสเพลที่ไร้ประโยชน์ และคนเลวทรามที่ไม่ยอมรับหรือรักความจริงดังกล่าว พวกเขาเอาชนะใจคนเหล่านั้นและ “ร่วมมือ” กับคนเหล่านั้นอย่างกลมเกลียว สนิทสนม และกระตือรือร้นยิ่ง คนเหล่านั้นเป็นสิ่งทรงสร้างจำพวกใด? พวกเขาเป็นสมาชิกในกลุ่มศัตรูของพระคริสต์มิใช่หรือ? หากเบื้องบนปลด “บรรพชนที่พวกเขาบูชา” ลูกหลานที่กตัญญูรู้คุณเหล่านี้ย่อมจะทนไม่ได้—พวกเขาจะตัดสินเบื้องบนว่าไม่เป็นธรรม และจะรวมตัวกันปกป้องศัตรูของพระคริสต์ พระนิเวศของพระเจ้าจะปล่อยให้พวกเขามีชัยได้หรือ? พระนิเวศจึงได้แต่เหวี่ยงแหจับพวกเขาทุกคนและเอาตัวออกไปให้หมด พวกเขาเป็นพวกของศัตรูของพระคริสต์ เป็นปีศาจชั่ว และจะปล่อยให้รอดไปไม่ได้แม้แต่คนเดียว ผู้คนอย่างศัตรูของพระคริสต์แทบจะไม่กระทำการตามลำพัง ส่วนใหญ่แล้ว พวกเขารวมกลุ่มกันอย่างน้อยสองหรือสามคน เพื่อลงมือร่วมกัน อย่างไรก็ดี มีบางกรณีที่ศัตรูของพระคริสต์กระทำการคนเดียว นี่เป็นเพราะพวกเขาไม่มีความสามารถ หรือบางทีอาจจะไม่มีโอกาส แต่สิ่งที่พวกเขามีเหมือนศัตรูของพระคริสต์คนอื่นๆ ก็คือความรักสถานะเป็นพิเศษ จงอย่าทึกทักเองว่าพวกเขาไม่รักสถานะเพราะพวกเขาไม่มีทักษะหรือการศึกษา ผิดแล้ว เจ้ายังมองไม่ทะลุแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์อย่างชัดแจ้ง—ตราบใดที่ใครสักคนเป็นศัตรูของพระคริสต์ เขาย่อมชื่นชอบสถานะ ในเมื่อศัตรูของพระคริสต์ไม่สามารถร่วมมือกับใครได้ แล้วเหตุใดพวกเขาจึงบ่มเพาะกลุ่มผู้คนที่เลอะเลือน ขยะ และคนเลวทรามเช่นนี้ไว้คอยเลียเท้าของตน? พวกเขาหมายที่จะร่วมมือกับผู้คนเหล่านี้กระนั้นหรือ? หากพวกเขาร่วมมือกับคนเหล่านี้ได้จริง เช่นนั้นถ้อยแถลงที่ว่า “ศัตรูของพระคริสต์ไม่สามารถร่วมมือกับใครได้” ก็ไม่เป็นความจริง คำว่าพวกเขาไม่สามารถร่วมมือกับใครได้—คำว่า “ใคร” นั้นหมายถึงผู้คนที่คิดบวกเป็นหลัก แต่เมื่อคำนึงถึงอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ พวกเขาก็ไม่สามารถร่วมมือกับคนที่สมรู้ร่วมคิดกับตนได้เช่นกัน แล้วที่พวกเขาบ่มเพาะคนเหล่านี้เอาไว้ พวกเขากำลังทำสิ่งใด? พวกเขากำลังบ่มเพาะกลุ่มผู้คนที่เลอะเลือนซึ่งง่ายที่จะสั่งงาน ง่ายที่จะบงการ เป็นพวกที่ไม่มีทัศนะของตนเอง ศัตรูของพระคริสต์สั่งให้ทำอะไรก็ทำ—เป็นคนที่จะร่วมกันดูแลรักษาสถานะของศัตรูของพระคริสต์ต่อไป หากศัตรูของพระคริสต์พึ่งพาตนเอง เขาก็จะโดดเดี่ยว และการดูแลรักษาสถานะของตนเอาไว้ก็จะไม่ใช่เรื่องง่าย นั่นคือสาเหตุที่เขาเอาชนะใจกลุ่มผู้คนที่เลอะเลือนมารายล้อมตนทุกวัน และทำสิ่งต่างๆ ให้ตน เขาถึงกับชักพาประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรให้หลงผิด กล่าวคือ เขาเล่าว่าผู้คนเหล่านี้ไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างไรและทนทุกข์อย่างไร บอกว่าคนเหล่านี้สมควรได้รับการบ่มเพาะ ถึงกับบอกว่าเมื่อคนเหล่านี้มีปัญหา พวกเขาก็คอยสอบถามตนในเรื่องดังกล่าว นำปัญหามาถามตน—เป็นคนที่เชื่อฟังและนบนอบกันทุกคน เขากำลังร่วมมือกันทำหน้าที่ของตนอย่างนั้นหรือ? ศัตรูของพระคริสต์กำลังหาคนกลุ่มหนึ่งที่จะกระทำการเพื่อเขา เป็นลูกสมุนของเขา สมรู้ร่วมคิดกับเขา เพื่อเสริมสร้างสถานะของเขาให้แข็งแกร่ง นั่นไม่ใช่ความร่วมมือ—นั่นคือการทำกิจการของตนเอง นี่คือกองกำลังของศัตรูของพระคริสต์
พวกเจ้าคิดว่าอย่างไร การร่วมมือกับผู้อื่นยากหรือไม่? อันที่จริงแล้วไม่ยาก พวกเจ้าสามารถพูดว่าง่ายด้วยซ้ำ แต่เหตุใดผู้คนจึงยังคงรู้สึกว่านี่เป็นเรื่องยาก? เพราะพวกเขามีอุปนิสัยอันเสื่อมทราม สำหรับผู้ที่ครองสภาวะความเป็นมนุษย์ มโนธรรม และเหตุผล การร่วมมือกับผู้อื่นนั้นค่อนข้างง่าย และพวกเขาสามารถรู้สึกได้ว่านี่เป็นบางสิ่งที่ชวนให้ชื่นบาน นี่เป็นเพราะการที่ใครสักคนจะทำสิ่งทั้งหลายให้สำเร็จลุล่วงด้วยตนเองไม่ใช่การง่าย และไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ในสายงานใดหรือพวกเขากำลังทำสิ่งใดอยู่ก็ตาม การมีใครบางคนอยู่ในที่นั้นด้วย ชี้แจงสิ่งต่างๆ และให้ความช่วยเหลือย่อมดีเสมอ—ง่ายกว่าการทำสิ่งนั้นด้วยตนเองเป็นอันมาก นอกจากนี้ยังมีขีดจำกัดในสิ่งที่ขีดความสามารถของผู้คนสามารถทำได้หรือสิ่งที่พวกเขาสามารถมีประสบการณ์ด้วยตนเองได้อีกด้วย ไม่มีผู้ใดสามารถเป็นผู้เชี่ยวชาญทุกศาสตร์ กล่าวคือ เป็นไปไม่ได้ที่บุคคลหนึ่งๆ จะรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง สามารถทำทุกสิ่งทุกอย่างได้ สำเร็จลุล่วงทุกสิ่งทุกอย่าง—นั่นเป็นไปไม่ได้ และทุกคนควรมีเหตุผลเช่นนี้ ดังนั้นไม่ว่าเจ้าจะทำอะไร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสำคัญหรือไม่ เจ้าจำเป็นจะต้องมีใครสักคนอยู่ตรงนั้นเสมอเพื่อคอยช่วยเหลือเจ้า ให้คำชี้แนะและคำแนะนำ หรือร่วมมือทำสิ่งต่างๆ กับเจ้า นี่เป็นทางเดียวที่จะแน่ใจได้ว่าเจ้าจะทำสิ่งทั้งหลายให้ถูกต้องยิ่งขึ้น ผิดพลาดน้อยลง และมีแนวโน้มที่จะหลงผิดน้อยลง—นี่จึงเป็นเรื่องดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรับใช้พระเจ้านั้นเป็นเรื่องใหญ่ และการไม่แก้ไขอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนเองก็อาจทำให้เจ้ามีภัยได้! ผู้คนมีอุปนิสัยเยี่ยงซาตาน สามารถต่อต้านและกบฏต่อพระเจ้าเมื่อใดและที่ใดก็ได้ ผู้คนที่ใช้ชีวิตตามอุปนิสัยเยี่ยงซาตานสามารถปฏิเสธ ต่อต้าน และทรยศพระเจ้าได้ทุกเมื่อ ศัตรูของพระคริสต์นั้นโง่เขลามาก พวกเขาไม่ตระหนักในเรื่องนี้ คิดไปว่า “กว่าจะมีอำนาจ ฉันก็เจอปัญหามามากพอแล้ว จะแบ่งอำนาจให้ใครอื่นเพื่ออะไร? การมอบอำนาจให้คนอื่นหมายความว่าฉันจะไม่มีอำนาจเป็นของตัวเองไม่ใช่หรือ? แล้วถ้าไม่มีอำนาจ ฉันจะแสดงความสามารถพิเศษและฝีมือของตัวเองได้อย่างไร?” พวกเขาไม่รู้ว่าสิ่งที่พระเจ้าไว้วางพระทัยมอบหมายให้ผู้คนนั้นไม่ใช่อำนาจหรือสถานะ แต่เป็นหน้าที่ ศัตรูของพระคริสต์ยอมรับแต่อำนาจและสถานะเท่านั้น พวกเขาละเลยหน้าที่ และไม่ทำงานจริง แต่กลับไล่ตามไขว่คว้าเพียงชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะ เอาแต่อยากชิงอำนาจ ควบคุมประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร และหลงระเริงกับผลประโยชน์จากสถานะเท่านั้น การทำสิ่งต่างๆ แบบนี้อันตรายมาก—นี่คือการต่อต้านพระเจ้า! ใครก็ตามที่ไล่ตามไขว่คว้าแต่ชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะ แทนที่จะทำหน้าที่ของตนอย่างถูกต้องเหมาะสม ย่อมกำลังเล่นกับไฟและเล่นกับชีวิตของตนเอง ผู้ที่เล่นกับไฟและชีวิตของตนย่อมจะพาให้ตัวเองจบสิ้นได้ทุกขณะ วันนี้ในฐานะผู้นำหรือคนทำงาน เจ้ากำลังรับใช้พระเจ้า ซึ่งไม่ใช่เรื่องธรรมดา เจ้าไม่ได้กำลังทำสิ่งต่างๆ เพื่อใครทั้งสิ้น และยิ่งไม่ได้ทำงานเพื่อชำระค่าใช้จ่ายและหาอาหารมาเลี้ยงดูครอบครัว แต่เจ้ากำลังปฏิบัติหน้าที่ของตนในคริสตจักร โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน้าที่นี้มาจากพระบัญชาของพระเจ้า ดังนั้น การปฏิบัติหน้าที่แสดงนัยว่าอย่างไร? ว่าเจ้าจะต้องรับผิดชอบหน้าที่ของตนและพร้อมชี้แจงต่อพระเจ้า ไม่ว่าเจ้าจะทำหน้าที่ได้เป็นอย่างดีหรือไม่ก็ตาม ท้ายที่สุดแล้วต้องมีคำอธิบายต่อพระเจ้า และต้องมีผลลัพธ์ นี่เป็นเพราะสิ่งที่เจ้าน้อมรับเอาไว้คือพระบัญชาของพระเจ้า เป็นความรับผิดชอบอันศักดิ์สิทธิ์ และไม่ว่าความรับผิดชอบนี้จะสำคัญหรือเล็กน้อยเพียงใด ก็เป็นเรื่องที่จริงจัง จริงจังขนาดไหน? ถ้ามองในวงแคบ นี่คือเรื่องที่ว่าเจ้าสามารถได้มาซึ่งความจริงในชีวิตนี้หรือไม่และพระเจ้าทรงมองเจ้าว่าอย่างไร ถ้ามองภาพให้กว้างขึ้น นี่สัมพันธ์โดยตรงกับโอกาสในอนาคตและชะตากรรม รวมทั้งจุดจบของเจ้า ถ้าเจ้าทำความชั่วและต่อต้านพระเจ้า เจ้าก็จะถูกกล่าวโทษและลงทัณฑ์ พระเจ้าทรงบันทึกทุกสิ่งที่เจ้าทำเวลาปฏิบัติหน้าที่ของตน พระเจ้าทรงมีหลักธรรมและมาตรฐานของพระองค์เองว่าจะให้คะแนนและประเมินอย่างไร พระเจ้าทรงพิจารณาจุดจบของเจ้าตามทุกสิ่งที่เจ้าปฏิบัติในหน้าที่ของเจ้า นี่เป็นเรื่องจริงจังหรือไม่? จริงจังโดยแท้! ดังนั้น หากเจ้าได้รับมอบหมายงานสักงาน นั่นเป็นเรื่องที่เจ้าต้องจัดการด้วยตนเองหรือไม่? (ไม่ใช่) งานนั้นไม่ใช่สิ่งที่เจ้าสามารถทำให้สำเร็จได้ด้วยตนเอง แต่เป็นงานที่จำเป็นต้องให้เจ้ารับผิดชอบ ความรับผิดชอบเป็นของเจ้า เจ้าต้องทำพระบัญชานั้นให้สำเร็จ เรื่องนี้เกี่ยวพันกับอะไรบ้าง? เกี่ยวพันกับการให้ความร่วมมือ เกี่ยวพันว่าควรให้ความร่วมมือในการรับใช้อย่างไร ควรให้ความร่วมมือในการปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างไร ควรให้ความร่วมมือในการทำให้พระบัญชาสำเร็จได้อย่างไร และให้ความร่วมมืออย่างไรจึงจะเป็นการทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า เรื่องนี้เกี่ยวพันกับสิ่งเหล่านี้
ความร่วมมือที่กลมเกลียวเกี่ยวพันกับหลายสิ่งหลายอย่าง อย่างน้อยที่สุดหนึ่งในหลายสิ่งนี้ก็คือการเปิดโอกาสให้ผู้อื่นพูดและเสนอแนะอะไรที่ต่างออกไป ถ้าเจ้าเป็นคนที่มีเหตุผลจริง ไม่ว่าเจ้าจะทำงานประเภทใด เจ้าก็ต้องเรียนรู้ที่จะแสวงหาหลักธรรมความจริงเสียก่อน และเจ้าควรริเริ่มแสวงหาข้อคิดเห็นของผู้อื่นด้วย ตราบใดที่พวกเจ้าจริงจังกับทุกข้อเสนอแนะ แล้วแก้ไขปัญหาด้วยหัวใจและจิตใจที่เป็นหนึ่งเดียว ในแก่นแท้แล้วเจ้าย่อมจะสัมฤทธิ์ความร่วมมือที่กลมเกลียว ด้วยวิธีนี้ เจ้าย่อมจะเผชิญความลำบากยากเย็นในหน้าที่ของตนน้อยลงมาก ไม่ว่าจะเกิดปัญหาใดขึ้นมาก็ย่อมง่ายที่จะแก้ไขและจัดการปัญหาเหล่านั้น นี่คือผลลัพธ์ของความร่วมมือที่กลมเกลียว บางครั้งมีความขัดแย้งในเรื่องที่ไม่สลักสำคัญ แต่ตราบใดที่ความขัดแย้งเหล่านี้ไม่มีผลต่องาน ก็ย่อมจะไม่เป็นปัญหา อย่างไรก็ตาม ในเรื่องที่สำคัญและเรื่องใหญ่ๆ ที่เกี่ยวพันกับงานของคริสตจักร พวกเจ้าต้องบรรลุฉันทามติและแสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขเรื่องเหล่านั้น ในฐานะผู้นำหรือคนทำงาน หากเจ้าคิดอยู่เสมอว่าตัวเองเหนือกว่าผู้อื่น และสุขสำราญในหน้าที่ของเจ้าเสมือนเจ้าหน้าที่รัฐ ปล่อยตัวปล่อยใจให้หลงระเริงไปกับผลประโยชน์แห่งสถานะของเจ้าอยู่เสมอ สร้างแผนการของตัวเองอยู่เสมอ คิดคำนึงและชื่นชมกับชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะของตัวเองอยู่เสมอ มัวทำเรื่องของตัวเองตลอดเวลา และพยายามให้ได้รับสถานะที่สูงขึ้นอยู่เสมอ พยายามบริหารจัดการและควบคุมผู้คนให้มากขึ้น และพยายามขยายขอบเขตอำนาจของเจ้า นี่ย่อมสร้างความเดือดร้อน การปฏิบัติต่อหน้าที่อันสำคัญเสมือนโอกาสที่จะสุขสำราญกับตำแหน่งของเจ้าราวกับว่าเจ้าเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ เป็นสิ่งที่อันตรายมาก หากเจ้าปฏิบัติตัวเช่นนี้ตลอดเวลา ไม่ปรารถนาที่จะร่วมมือกับผู้อื่น ไม่ต้องการลดทอนและแบ่งปันอำนาจของตนกับผู้อื่น ไม่ต้องการให้ผู้ใดได้เปรียบเจ้า ขโมยความเป็นจุดสนใจ หากเจ้าต้องการสุขสำราญกับอำนาจเพียงลำพังตัวเจ้าเท่านั้น เช่นนั้นแล้วเจ้าก็คือศัตรูของพระคริสต์ แต่หากมีบ่อยครั้งที่เจ้าแสวงหาความจริง ปฏิบัติการกบฏต่อเนื้อหนัง แรงจูงใจและแนวคิดของเจ้า และสามารถอาสาเข้ามาร่วมมือกับผู้อื่น เปิดใจปรึกษาหารือและแสวงหาร่วมกับผู้อื่น รับฟังแนวคิดและข้อเสนอแนะของผู้อื่น และยอมรับคำแนะนำที่ถูกต้องและเป็นไปตามความจริงไม่ว่าจะมาจากผู้ใด เช่นนั้นแล้วเจ้าก็กำลังปฏิบัติอย่างมีปัญญาและถูกต้อง และสามารถหลีกเลี่ยงการใช้เส้นทางที่ผิด ซึ่งเป็นการปกป้องตัวเจ้า เจ้าต้องปล่อยมือจากตำแหน่งผู้นำทั้งหลาย ปล่อยมือจากการทำตัวราวกับเจ้ามีสถานะอันยิ่งใหญ่ ปฏิบัติต่อตนเองเหมือนคนทั่วไป ยืนอยู่ระดับเดียวกับผู้อื่น และมีท่าทีที่รับผิดชอบหน้าที่ของตน หากตลอดเวลาเจ้าปฏิบัติต่อหน้าที่ของเจ้าเหมือนเป็นตำแหน่งและสถานะของเจ้าหน้าที่รัฐ หรือเป็นความสำเร็จประเภทหนึ่ง และจินตนาการว่าผู้อื่นอยู่ตรงนั้นเพื่อทำงานและรับใช้ตำแหน่งของเจ้า นี่ย่อมเป็นปัญหา และพระเจ้าก็จะทรงชิงชังและรังเกียจเจ้า หากเจ้าเชื่อว่าเจ้าทัดเทียมกับผู้อื่น เจ้าเพียงแต่มีพระบัญชาและความรับผิดชอบจากพระเจ้าเพิ่มขึ้นมาบ้างเท่านั้น หากเจ้าสามารถเรียนรู้ที่จะวางตัวเสมอพวกเขา และถึงกับสามารถถ่อมตัวถามว่าผู้อื่นคิดอย่างไร หากเจ้าสามารถรับฟังอย่างจริงจัง ใกล้ชิด และตั้งใจ ว่าพวกเขาพูดอะไร เช่นนั้นแล้วเจ้าจะร่วมมือกับผู้อื่นได้อย่างกลมเกลียว การร่วมมือกันอย่างกลมเกลียวนี้จะสัมฤทธิ์ผลอันใดบ้าง? ผลที่เกิดขึ้นย่อมมีมากมาย เจ้าจะได้รับสิ่งที่เจ้าไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งก็คือความสว่างของความจริงและความเป็นจริงของชีวิต เจ้าจะค้นพบข้อดีของผู้อื่นและเรียนรู้จากจุดแข็งของพวกเขา ยังมีอย่างอื่นอีกก็คือ เจ้าคิดเห็นว่าคนอื่นนั้นโง่เขลา ไม่ฉลาด เบาปัญญา ด้อยกว่าเจ้า แต่พอเจ้าฟังความคิดเห็นของพวกเขา หรือเมื่อผู้อื่นเปิดใจกับเจ้า เจ้าก็จะค้นพบโดยไม่ได้ตั้งใจว่าไม่มีใครธรรมดามากอย่างที่เจ้าคิด ทุกคนสามารถเสนอความคิดอ่านและแนวคิดที่ต่างออกไป และทุกคนมีคุณความดีเป็นของตนเอง ถ้าเจ้าเรียนรู้ที่จะให้ความร่วมมือด้วยความสมัครสมาน นอกจากจะช่วยเจ้าเรียนรู้จากจุดแข็งของผู้อื่นแล้ว นี่ยังสามารถเผยให้เห็นความโอหังและความคิดว่าตนเองถูกเสมอและหยุดเจ้าจากการคิดไปว่าตนเองชาญฉลาดได้ เมื่อเจ้าไม่คิดอีกต่อไปว่าตนเองฉลาดกว่าและเก่งกว่าทุกคน เจ้าก็จะเลิกใช้ชีวิตอยู่ในสภาวะหลงตัวเองและมัวซาบซึ้งในคุณค่าของตนเอง และนั่นก็จะปกป้องเจ้ามิใช่หรือ? เช่นนั้นคือบทเรียนที่เจ้าควรเรียนรู้และเป็นผลดีที่เจ้าควรได้รับจากการร่วมมือกับผู้อื่น
ในการปฏิบัติต่อผู้คนของเรา เราตั้งใจรับฟังสิ่งที่คนส่วนใหญ่พูดออกมา เราถือเป็นเรื่องสำคัญที่จะสำรวจดูผู้คนทุกประเภท ฟังพวกเขาพูด รวมทั้งศึกษาภาษาและลีลาการพูดจาที่พวกเขาใช้ ตัวอย่างเช่น เจ้าเคยนึกเอาเองว่าผู้คนส่วนใหญ่มีการศึกษาเพียงเล็กน้อย แล้วก็ไม่รู้จักทักษะในการทำมาหากิน ดังนั้น จึงไม่จำเป็นต้องมีปฏิสัมพันธ์ด้วย ที่จริงแล้ว การคิดเช่นนั้นไม่ถูกต้อง เวลาเจ้าคบหาสมาคมกับผู้คนเหล่านี้ หรือแม้กระทั่งกับคนพิเศษบางคน เจ้าสามารถเข้าใจสิ่งที่อยู่ลึกลงไปในหัวใจของพวกเขาซึ่งเจ้าไม่อาจมองเห็นหรือรับรู้ได้—สิ่งทั้งหลาย เช่น ความคิดและทัศนะที่พวกเขามี ซึ่งบ้างก็บิดเบี้ยว และบ้างก็ถูกควร แน่นอนว่า “ความถูกควร” นั้นอาจห่างไกลจากความจริงมาก อาจไม่เกี่ยวข้องกับความจริงก็ได้ แต่เจ้าก็จะสามารถรู้จักด้านต่างๆ ของความเป็นมนุษย์ได้มากขึ้น สำหรับเจ้าแล้ว นั่นเป็นเรื่องดีมิใช่หรือ? (ใช่) นั่นคือความรู้ความเข้าใจเชิงลึก เป็นหนทางในการเพิ่มพูนความรู้ความเข้าใจเชิงลึกของเจ้า บางคนอาจกล่าวว่า “การเพิ่มพูนความรู้ความเข้าใจเชิงลึกของพวกเรามีประโยชน์อย่างไร?” มีประโยชน์ต่อการเข้าใจผู้คนประเภทต่างๆ ต่อวิจารณญาณแยกแยะและการชำแหละผู้คนหลากหลายประเภท และยิ่งมีประโยชน์ต่อความสามารถของเจ้าในการช่วยเหลือผู้คนหลากหลายประเภท นี่คือเส้นทางที่ทำให้งานเป็นอันมากแล้วเสร็จ บางคนมีสภาวะฝ่ายวิญญาณเทียมเท็จและเชื่อว่า “ตอนนี้ฉันเชื่อในพระเจ้าแล้ว ฉันไม่ฟังรายการที่ออกอากาศหรือข่าวสาร และไม่อ่านหนังสือพิมพ์ ฉันไม่มีปฏิสัมพันธ์กับโลกภายนอก ผู้คนจากทุกชนชั้นและทุกสาขาอาชีพล้วนเป็นมาร!” เอาละ เจ้าเข้าใจผิดแล้ว หากเจ้ามีความจริง เจ้ายังจะกลัวการมีปฏิสัมพันธ์กับหมู่มารอยู่อีกหรือ? แม้แต่พระเจ้าก็ยังทรงมีการติดต่อกับซาตานในโลกวิญญาณเป็นบางครั้ง พระองค์ทรงเปลี่ยนแปลงเพราะเหตุนี้หรือไม่? ไม่เลยแม้แต่น้อย เจ้ากลัวการข้องเกี่ยวกับหมู่มาร และมีปัญหาอยู่ในความกลัวนั้น สิ่งที่พึงกลัวอย่างแท้จริงก็คือการที่เจ้าไม่เข้าใจความจริง เจ้ามีความเข้าใจและทัศนะที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการเชื่อในพระเจ้าและความจริง เจ้ามีมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันมากมาย และเจ้าก็ดันทุรังในหลักคำสอนตามความเข้าใจของตนเองมากเกินไป นั่นคือสาเหตุที่ไม่ว่าเจ้าจะเป็นผู้นำหรือคนทำงาน หรือเป็นหัวหน้ากลุ่ม ไม่ว่าเจ้าจะรับผิดชอบงานใดและมีบทบาทเช่นไร เจ้าก็ต้องเรียนรู้ที่จะร่วมมือกับผู้อื่นและมีปฏิสัมพันธ์กับพวกเขา จงอย่าพร่ำพูดแต่แนวคิดที่ฟังดูสูงส่ง และอย่าวางท่าสูงส่งอยู่เสมอเพื่อให้ผู้คนรับฟังเจ้า หากเจ้าพร่ำพูดแนวคิดที่ฟังดูสูงส่งอยู่เสมอ และไม่อาจนำความจริงไปปฏิบัติหรือร่วมมือกับผู้อื่นได้โดยสิ้นเชิง เจ้าก็กำลังทำให้ตัวเองขายหน้า เช่นนั้นแล้ว ใครจะสนใจเจ้า? การล่มสลายของพวกฟาริสีเกิดขึ้นได้อย่างไร? พวกเขาประกาศทฤษฎีทางเทววิทยาและพร่ำพูดแนวคิดที่ฟังดูสูงส่งอยู่เสมอ ขณะที่พวกเขายังคงทำเช่นนั้น พระเจ้าย่อมไม่ทรงอยู่ในหัวใจของพวกเขาอีกต่อไป—พวกเขาปฏิเสธพระองค์ และถึงขั้นใช้ประโยชน์จากมโนคติอันหลงผิด กฎหมาย และกฎเกณฑ์ของมนุษย์มากล่าวโทษและต่อต้านพระเจ้า และตอกตรึงพระองค์บนกางเขน พวกเขาถือพระคัมภีร์ของตนไว้ทั้งวัน อ่านและค้นคว้าพระคัมภีร์ สามารถท่องพระคัมภีร์ได้อย่างคล่องแคล่ว แล้วผลที่ตามมาในท้ายที่สุดเป็นอย่างไร? พวกเขาไม่รู้ว่าพระเจ้าทรงอยู่ที่ใด ทั้งยังไม่รู้ว่าอุปนิสัยของพระองค์เป็นเช่นใด และแม้พระองค์จะได้ทรงแสดงความจริงไปแล้วมากมาย แต่พวกเขาไม่ยอมรับความจริงเหล่านั้นแม้แต่น้อย กลับต่อต้านและกล่าวโทษพระองค์ นั่นคือจุดจบของพวกเขามิใช่หรือ? พวกเจ้ารู้อย่างชัดเจนว่าผลลัพธ์ในเรื่องนั้นเป็นเช่นไร พวกเจ้ามีทัศนะที่คลาดเคลื่อนเช่นนั้นในการเชื่อในพระเจ้าของพวกเจ้าหรือไม่? พวกเจ้าปิดกั้นตนเองมิใช่หรือ? (ใช่) เจ้าเห็นเราปิดกั้นตนเองหรือไม่? เราอ่านข่าวเป็นบางครั้ง บางครั้งก็ดูการสัมภาษณ์แขกพิเศษและรายการอื่นๆ ในทำนองเดียวกัน บางครั้งเราก็คุยเล่นกับพี่น้องชายหญิง และบางครั้งเราก็พูดคุยกับคนที่กำลังปรุงอาหารหรือทำความสะอาด ไม่ว่าจะพบเจอใคร เราก็พูดคุยกับเขาบ้าง จงอย่าคิดว่าเพราะเจ้าได้รับผิดชอบงาน หรือเพราะเจ้ามีความสามารถพิเศษบางอย่าง หรือแม้กระทั่งเพราะเจ้าได้รับภารกิจพิเศษ เจ้าจึงพิเศษกว่าผู้อื่น นั่นไม่ถูกต้อง ทันทีที่เจ้าคิดว่าเจ้าพิเศษกว่าผู้อื่น ทัศนะที่ผิดพลาดนั้นก็จะขังเจ้าไว้ในกรงโดยที่เจ้าไม่รู้ตัว—นั่นย่อมจะก่อกำแพงเหล็กและสำริดปิดกั้นเจ้าจากโลกภายนอก จากนั้นเจ้าก็จะรู้สึกว่าเจ้าสูงส่งที่สุด เจ้าทำสิ่งนี้ไม่ได้ ทำสิ่งนั้นไม่ได้ จะพูดจาหรือสื่อสารกับคนนั้นคนนี้ไม่ได้ แม้แต่จะหัวเราะก็ไม่ได้ แล้วในที่สุดจะเกิดอะไรขึ้น? เจ้ากลายเป็นคนเช่นใด? (เป็นคนแปลกแยกที่ไม่สุงสิงกับใคร) เจ้ากลายเป็นคนแปลกแยกที่ไม่สุงสิงกับใคร ดูเถิด จักรพรรดิสมัยโบราณพูดเสมอว่า “ข้าพเจ้าผู้เดียวที่เป็นเช่นนั้นเช่นนี้” “ข้าพเจ้าเพียงลำพังที่เป็นดังนั้นดังนี้” “ข้าพเจ้าผู้เดียวที่คิด”—ประกาศอยู่เสมอว่าตนเพียงผู้เดียว หากเจ้าประกาศเสมอว่าตนเพียงผู้เดียว เจ้าต้องคิดว่าตัวเองยิ่งใหญ่เพียงใด? ยิ่งใหญ่เสียจนเจ้ากลายเป็นโอรสแห่งสวรรค์ไปแล้วจริงๆ เช่นนั้นหรือ? นั่นคือสิ่งที่เจ้าเป็นหรือ? โดยแก่นแท้แล้วเจ้าเป็นคนธรรมดา หากเจ้าคิดตลอดเวลาว่าตนเองยิ่งใหญ่และไม่ธรรมดา เจ้าก็กำลังตกที่นั่งลำบาก อะไรๆ ก็จะแย่ลงเรื่อยๆ หากเจ้าดำรงชีวิตทางโลกและประพฤติปฏิบัติตนด้วยทัศนะที่ผิดพลาดเช่นนั้น หนทางและวิถีทางในการกระทำของเจ้าย่อมจะเปลี่ยนไป—หลักธรรมของเจ้าย่อมจะเปลี่ยนแปลง หากเจ้าคิดตลอดเวลาว่าตัวเองแปลกแยก สูงส่งกว่าทุกคน เจ้าไม่ควรทำเรื่องแบบนั้นหรือแบบนี้ การทำสิ่งเช่นนั้นต่ำต้อยกว่าสถานะและตำแหน่งของเจ้า เช่นนั้นสิ่งต่างๆ ก็แย่ลงแล้วมิใช่หรือ? (แย่ลงแล้ว) เจ้าจะรู้สึกว่า “ด้วยสถานะอย่างฉัน ฉันจะพูดทุกอย่างกับผู้อื่นไม่ได้เด็ดขาด!” “ด้วยสถานะอย่างฉัน ฉันจะบอกผู้อื่นไม่ได้ว่าฉันเป็นกบฏ!” “ด้วยตำแหน่งอย่างฉัน ฉันจะบอกผู้อื่นถึงเรื่องที่เสียเกียรติ เช่น จุดอ่อน ข้อบกพร่อง ข้อผิดพลาด และเรื่องไม่มีการศึกษาไม่ได้—ฉันจะให้ใครรู้เรื่องเหล่านั้นไม่ได้เป็นอันขาด!” แบบนั้นย่อมจะเหน็ดเหนื่อยใช่หรือไม่? (แบบนั้นย่อมจะเหน็ดเหนื่อย) หากเจ้าใช้ชีวิตอย่างเหน็ดเหนื่อยขนาดนั้น เจ้าจะทำหน้าที่ของเจ้าให้ดีได้หรือ? (ไม่ได้) ปัญหาเกิดขึ้นที่ใด? ปัญหาเกิดขึ้นจากทัศนะที่เจ้ามีต่อหน้าที่และสถานะของตน ไม่ว่าเจ้าจะเป็น “ข้าราชการ” ที่ยิ่งใหญ่เพียงใด มีตำแหน่งใด ดูแลผู้คนจำนวนมากเท่าใด แท้จริงแล้วก็เป็นเพียงหน้าที่ที่แตกต่างกันเท่านั้น เจ้าไม่แตกต่างจากผู้อื่น เจ้ามองเรื่องนี้ตามที่มันเป็นไม่ได้ แต่กลับรู้สึกอยู่ในหัวใจเสมอว่า “ไม่ใช่หน้าที่ที่ต่างกัน—แท้จริงแล้วแตกต่างกันในเรื่องตำแหน่ง ฉันต้องอยู่เหนือผู้อื่น แล้วจะร่วมมือกับผู้อื่นได้อย่างไร? พวกเขาควรมาร่วมมือกับฉัน—ฉันไม่อาจร่วมมือกับพวกเขาได้!” หากเจ้าคิดเช่นนั้นอยู่เสมอ ปรารถนาที่จะอยู่เหนือทุกคนตลอดเวลา ปรารถนาที่จะยืนอยู่บนบ่าของผู้อื่น อยู่เหนือพวกเขา และดูแคลนพวกเขาอยู่ร่ำไป การที่เจ้าจะร่วมมือกับผู้คนย่อมจะไม่ใช่เรื่องง่าย เจ้าจะคิดอยู่ตลอดเวลาว่า “คนคนนั้นรู้อะไรบ้าง? ถ้าเขารู้เรื่องต่างๆ พี่น้องชายหญิงคงจะเลือกเขาเป็นผู้นำไปแล้ว แล้วทำไมพวกเขาถึงเลือกฉัน? เพราะฉันเก่งกว่าเขา ดังนั้น ฉันก็ไม่ควรเอาเรื่องต่างๆ ไปหารือกับเขา ถ้าฉันหารือ นั่นก็จะแสดงว่าฉันไม่เก่ง เพื่อที่จะพิสูจน์ว่าฉันเก่ง ฉันย่อมหารือเรื่องต่างๆ กับใครไม่ได้ ไม่มีใครเหมาะที่จะสนทนาเรื่องงานกับฉันเลย—ไม่มีเลยสักคน!” ศัตรูของพระคริสต์คิดเช่นนี้เอง
ในจีนแผ่นดินใหญ่ พรรคคอมมิวนิสต์ปราบปรามการเชื่อทางศาสนา เป็นสภาพแวดล้อมที่เลวร้ายยิ่ง ผู้เชื่อในพระเจ้าเผชิญอันตรายจากการถูกจับกุมได้ทุกเมื่อ ดังนั้น ผู้นำและคนทำงานจึงไม่ชุมนุมกันบ่อยนัก บางครั้งพวกเขาไม่อาจจัดประชุมผู้ร่วมงานเดือนละครั้งได้ด้วยซ้ำ พวกเขารอจนภาวะต่างๆ เอื้ออำนวยให้ชุมนุม หรือจนกระทั่งพวกเขาได้พบสถานที่ที่เหมาะสม แล้วงานดำเนินไปอย่างไร? เมื่อมีการจัดการเตรียมงาน ก็ต้องหาคนส่งการจัดการเตรียมงานดังกล่าว ครั้งหนึ่ง พวกเราให้พี่น้องชายคนหนึ่งที่อยู่ใกล้ๆ กันไปส่งการจัดการเตรียมงานให้แก่ผู้นำภูมิภาค พี่น้องชายคนนี้เป็นผู้เชื่อธรรมดา พอเขานำการจัดการเตรียมงานไปส่ง ผู้นำภูมิภาคก็อ่านและกล่าวว่า “ฮึ คาดไว้แล้วว่าจะเป็นอย่างนี้” เขากำลังโอ้อวดสิ่งใดต่อหน้าพี่น้องชายคนนั้น? เขากำลังวางอำนาจ เพื่อที่ใครก็ตามที่มองอยู่จะได้บอกว่า “ว้าว สง่างามเหลือเกิน ภูมิฐานมาก!” และไม่ใช่แค่นั้น—หลังจากนั้นเขาพูดต่อทันทีว่า “นี่คือคนที่พวกเขาให้ส่งการจัดการเตรียมงานมาให้ผมอย่างนั้นหรือ? ตำแหน่งของเขาไม่สูงพอ!” นี่หมายความว่า “ฉันเป็นผู้นำภูมิภาค เป็นผู้นำที่สำคัญ ให้ผู้เชื่อธรรมดามาส่งสิ่งต่างๆ ให้ฉันได้อย่างไร? แบบนี้มันเกินไปไม่ใช่หรือ? เบื้องบนดูถูกฉันจริงๆ ฉันเป็นผู้นำภูมิภาค อย่างน้อยเขาก็ควรให้ผู้นำเขตมาส่งการจัดการเตรียมงานนี้ แต่กลับให้ผู้เชื่อธรรมดาที่ต่ำที่สุดมาส่ง—ตำแหน่งของเขาไม่สูงพอ!” ผู้นำคนนี้เป็นคนประเภทไหนกัน! เขาหวงแหนสถานะของตนว่าล้ำค่าเพียงใดถึงได้บอกว่าคนที่มาส่งนั้นมีลำดับขั้นที่ไม่สูงพอ? เขาใช้ตำแหน่งของตนมาเป็นข้ออ้างในการวางอำนาจ เขาเป็นเยี่ยงมารมิใช่หรือ? (ใช่) เขาเป็นเยี่ยงมารจริงๆ ในงานของคริสตจักร พวกเราพิถีพิถันกับการให้ใครไปส่งของหรือแจ้งข่าวหรือไม่? ในสภาพแวดล้อมอย่างจีนแผ่นดินใหญ่ พี่น้องชายหญิงเผชิญความเสี่ยงอันใหญ่หลวงเช่นนั้นระหว่างเดินทางไปส่งของ แต่เมื่อพี่น้องชายคนนี้ไปถึงพร้อมการจัดการเตรียมงาน ผู้นำกลับบอกเขาว่าเขามีตำแหน่งไม่สูงพอ แฝงนัยว่าต้องหาคนที่มีตำแหน่งเพียงพอ คนที่มีตำแหน่งและสถานะสอดคล้องกับผู้นำคนนี้ และการไม่ทำตามนั้นก็คือการดูถูกผู้นำ—นั่นคืออุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์มิใช่หรือ? (ใช่) เป็นอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ คนเยี่ยงมารคนนี้ไม่สามารถทำงานจริง ไม่มีทักษะ แต่ยังคงเรียกร้องอะไรเช่นนั้น—เขายังคงเน้นย้ำเรื่องสถานะ วลีติดปากของเขาคืออะไร? “ตำแหน่งของเขาไม่สูงพอ” ไม่ว่าคนที่กำลังพูดคุยอยู่กับเขาจะเป็นใคร เขาย่อมถามก่อนว่า “คุณเป็นผู้นำระดับไหน? ผู้นำกลุ่มเล็กๆ หรือเปล่า? ไปให้พ้น—ตำแหน่งของคุณไม่สูงพอ!” หากเป็นพี่น้องชายเบื้องบนที่จัดการชุมนุม เขาก็จะขยับขึ้นหน้าตลอดเวลา โดยกล่าวว่า “พี่น้องชายคนนี้ยิ่งใหญ่ที่สุดในหมู่ผู้นำคริสตจักร และผมรองลงมาจากเขา ไม่ว่าเขาจะนั่งตรงไหน ผมย่อมนั่งติดกับเขาตามลำดับขั้น” ในความรู้สึกนึกคิดของเขา เรื่องนี้ชัดเจนถึงเพียงนี้ นั่นมันไร้ยางอายมิใช่หรือ? (ใช่) ไร้ยางอายอย่างยิ่ง—เขาไม่มีความตระหนักรู้ในตนเองเลย! เขาไร้ยางอายขนาดไหน? มากพอที่จะทำให้ผู้คนรังเกียจ แม้เขาจะมีตำแหน่งผู้นำ แต่เขาทำอะไรได้บ้าง? เขาทำได้ดีขนาดไหน? ก่อนที่เขาจะโอ้อวดคุณสมบัติของตนได้นั้น เขาต้องมีผลงานบางอย่างมาแสดงให้เห็นบ้าง—นั่นจึงจะเหมาะสม นั่นจึงจะสมเหตุสมผล แต่เขากลับแบ่งแยกผู้คนตามตำแหน่งโดยไม่สัมฤทธิ์ผลลัพธ์ใดๆ ทั้งสิ้น ไม่เคยทำงานอะไรเลย! แล้วเขามีตำแหน่งอะไร? ในฐานะผู้นำภูมิภาค เขาไม่ค่อยได้ทำงานจริงเท่าใดนัก—เขาไม่เหมาะสมกับตำแหน่งนี้ หากเราจะแบ่งแยกผู้คนตามตำแหน่ง จะมีคนที่เข้าใกล้เราได้หรือไม่? ไม่มี เวลาที่เรามีปฏิสัมพันธ์กับผู้คน พวกเจ้าเห็นเราแบ่งแยกพวกเขาตามตำแหน่งหรือไม่? ไม่—ไม่ว่าเราพบเจอใคร หากทำได้ เราย่อมพูดคุยกับพวกเขาบ้าง และหากไม่มีเวลา เราก็เพียงทักทายพวกเขาเท่านั้นเอง แต่ศัตรูของพระคริสต์คนนี้กลับไม่คิดเช่นนั้น เขามองที่ตำแหน่ง สถานะ และคุณค่าทางสังคมว่าสำคัญยิ่งกว่าสิ่งใด ล้ำค่ากว่าชีวิตของเขาเองด้วยซ้ำ เวลาพวกเจ้าทำหน้าที่ด้วยกัน พวกเจ้าจำแนกความแตกต่างตามตำแหน่งหรือไม่? บางคนจำแนกความแตกต่างตามตำแหน่งในทุกสิ่งที่ตนทำ พวกเขาจะพูดในทันทีว่าคนอื่นกำลังทำงานและแจ้งข่าวต่างๆ เกินตำแหน่งของตน พวกเขากำลังทำเกินตำแหน่งอะไรกัน? จงทำหน้าที่ของตัวเจ้าเองให้ดีเสียก่อน เจ้าไม่สามารถทำหน้าที่ใดให้ดีหรือทำงานใดได้ แต่ยังจะแบ่งแยกตามตำแหน่ง—ใครขอให้เจ้าทำเช่นนั้น? นี่ยังไม่ถึงเวลามาแบ่งแยกตามตำแหน่ง เจ้ากำลังทำเช่นนั้นเร็วเกินไป เจ้าไม่มีความตระหนักรู้ในตนเองเลย มีบางครั้งที่พวกเราไปยังที่บางแห่งและตามหาผู้คนที่นั่นเพื่อแก้ไขปัญหา พวกเรามองหาผู้คนที่เหมาะสมโดยดูที่ตำแหน่งหรือเปล่า? โดยพื้นฐานแล้ว พวกเราไม่ทำเช่นนั้น หากเจ้ารับผิดชอบงานนั้น พวกเราย่อมจะมองหาเจ้า และหากเจ้าไม่อยู่ที่ตรงนั้น พวกเราก็จะหาคนอื่น พวกเราไม่แบ่งแยกตามตำแหน่งและไม่แบ่งแยกตามสถานะสูงหรือต่ำ หากใครทำการแบ่งแยกเช่นนั้นขึ้นมาเอง พวกเขาย่อมไม่มีตระหนักรู้ตนเอง และไม่เข้าใจหลักธรรม หากเจ้าแบ่งแยกตามสถานะ ลำดับขั้น และตำแหน่งในพระนิเวศของพระเจ้าแบบละเอียดถี่ถ้วนอย่างที่ผู้ไม่มีความเชื่อทำ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ไร้สำนึกโดยแท้! เจ้าไม่เข้าใจความจริง เจ้ายังขาดพร่องอีกมาก เจ้าไม่เข้าใจว่าการเชื่อในพระเจ้าหมายถึงอะไร
พวกเราเพิ่งพูดถึงการปฏิบัติในการร่วมมือกับผู้อื่นไป นี่เป็นสิ่งที่ทำง่ายหรือไม่? ใครก็ตามที่สามารถแสวงหาความจริง มีสำนึกของความละอายอยู่บ้าง มีความเป็นมนุษย์ มโนธรรม และสำนึก ย่อมสามารถปฏิบัติสิ่งที่เป็นความร่วมมือกับผู้อื่นได้ ผู้คนที่ไม่สามารถร่วมมือกับใครได้ก็คือผู้คนที่ไม่มีความเป็นมนุษย์ ปรารถนาที่จะผูกขาดสถานะตลอดเวลา คิดถึงศักดิ์ศรี สถานะ ชื่อเสียง และผลประโยชน์ของตนอยู่เสมอ แน่นอนว่านี่ยังเป็นหนึ่งในการสำแดงหลักของศัตรูของพระคริสต์อีกด้วย กล่าวคือ พวกเขาไม่ร่วมมือกับใคร และไม่สามารถสัมฤทธิ์ความร่วมมือกับใครอย่างกลมเกลียวได้ พวกเขาไม่ปฏิบัติตามหลักธรรมนั้น เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้? พวกเขาไม่เต็มใจที่จะสละอำนาจ ไม่เต็มใจที่จะให้ผู้อื่นรู้ว่ามีเรื่องที่พวกเขามองไม่ทะลุ มีเรื่องที่พวกเขาต้องแสวงหาคำปรึกษา พวกเขาสร้างภาพลวงตาให้แก่ผู้คน ทำให้ผู้คนคิดว่าไม่มีสิ่งใดที่พวกเขาทำไม่ได้ ไม่มีสิ่งใดที่พวกเขาไม่เข้าใจ ไม่มีสิ่งใดที่พวกเขาไม่รู้เรื่อง พวกเขามีคำตอบทุกเรื่อง และสำหรับพวกเขาแล้ว ทุกสิ่งล้วนทำได้ เป็นไปได้ และสัมฤทธิ์ได้—พวกเขาไม่ต้องการผู้อื่น ไม่ต้องการการช่วยเหลือ การเตือนความจำ หรือคำแนะนำจากผู้อื่น นั่นเป็นสาเหตุหนึ่ง นอกเหนือจากนั้น อุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคืออะไร? นั่นคือ เวลาพบเจอกับพวกเขา อุปนิสัยใดที่เจ้าจะมองเห็นได้อย่างทะลุปรุโปร่งจากการฟังพวกเขาพูดเพียงประโยคหรือสองประโยค? ความโอหัง พวกเขาโอหังเพียงใด? โอหังเกินที่จะรู้สำนึก—เหมือนเป็นโรคจิต ตัวอย่างเช่น หากพวกเขาจิบน้ำ และท่าจิบน้ำของพวกเขาดูดี พวกเขาก็จะหยิบยกเรื่องนั้นขึ้นมาคุยโอ่ว่า “ดูสิว่าท่าทางเวลาฉันดื่มน้ำนี้ดูดีขนาดไหน” พวกเขาเก่งเป็นพิเศษในการโอ้อวดตนเองและทำตัวเด่น ไร้ความละอายและไม่สะทกสะท้านแต่อย่างใด ศัตรูของพระคริสต์เป็นคนเช่นนั้น ในสายตาของพวกเขา ไม่มีใครเทียบพวกเขาได้ พวกเขาเก่งในการทำตัวเด่นเป็นพิเศษ และไร้ซึ่งความตระหนักรู้ในตนเองโดยสิ้นเชิง ศัตรูของพระคริสต์บางคนอัปลักษณ์เป็นอย่างยิ่ง แต่กลับคิดว่าตนดูดี มีใบหน้ารูปไข่ ดวงตาเรียวยาว และคิ้วโก่ง พวกเขาไร้ซึ่งความตระหนักรู้ในตนเองแม้เพียงเสี้ยวหนึ่ง พออายุประมาณ 30 หรือ 40 ปี คนทั่วไปย่อมจะประเมินรูปลักษณ์และความสามารถของตนเองได้อย่างแม่นยำไม่มากก็น้อย ทว่าศัตรูของพระคริสต์ปราศจากความมีสำนึกเช่นนั้น ปัญหาที่เกิดขึ้นคืออะไร? อุปนิสัยอันโอหังของพวกเขาเกินวิสัยของความมีสำนึกที่ปกติไปแล้ว พวกเขาโอหังขนาดไหน? ต่อให้หน้าตาเหมือนคางคก พวกเขาก็จะบอกว่าตนดูเหมือนหงส์ ในเรื่องนี้มีลักษณะของการไม่สามารถแยกแยะสิ่งที่ใช่ออกจากสิ่งที่ไม่ใช่ และเป็นการพลิกเรื่องราวต่างๆ กลับหัวกลับหาง ความโอหังขนาดนั้นเป็นความโอหังที่ถึงขั้นไร้ยางอาย โดยไม่อาจควบคุมได้ เมื่อคนธรรมดากล่าวชื่นชมรูปลักษณ์ตนเอง พวกเขาย่อมเห็นว่าเป็นเรื่องที่ไม่น่าพูดถึงและเกิดความอับอาย เมื่อพูดขึ้นมาแล้ว พวกเขาก็รู้สึกละอายใจไปทั้งวัน ซ้ำยังหน้าแดง ศัตรูของพระคริสต์ไม่มีอาการหน้าแดง พวกเขาจะยกย่องตัวเองในสิ่งดีๆ ที่ตนได้ทำลงไปและข้อดีที่ตนมี พวกเขาเป็นคนดีและเก่งกว่าคนอื่นในทุกด้าน—คำพูดพวกนี้หลุดออกจากปากของพวกเขาอย่างง่ายดายราวกับเป็นการพูดคุยธรรมดา พวกเขาไม่หน้าแดงเลยด้วยซ้ำ! นี่คือความโอหังเกินกว่าจะประเมินวัด เกินกว่าจะละอายหรือจะมีสำนึก นี่คือสาเหตุที่ศัตรูของพระคริสต์มองว่าคนปกติทุกคน—โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทุกคนที่แสวงหาความจริง มีมโนธรรมและสำนึกของความเป็นมนุษย์ที่ปกติ และมีการคิดอ่านที่ปกติ—เป็นคนธรรมดาสามัญ ไร้ความสามารถให้พูดถึง ต่ำต้อยกว่าพวกเขา ไม่มีจุดแข็งและคุณความดีอย่างพวกเขา กล่าวได้ว่า เพราะพวกเขาหยิ่งผยองและเชื่อว่าไม่มีใครเทียบกับตนได้—เพราะเหตุนี้นี่เอง ไม่ว่าจะทำสิ่งใด พวกเขาจึงไม่ปรารถนาที่จะร่วมมือหรือหารือสิ่งต่างๆ กับใคร พวกเขาอาจฟังคำเทศนา อ่านพระวจนะของพระเจ้า มองเห็นสิ่งที่พระวจนะของพระองค์เปิดโปง หรือถูกตัดแต่งเป็นบางครั้ง แต่ไม่ว่าอย่างไร พวกเขาก็จะไม่ยอมรับว่าตนได้เผยความเสื่อมทรามออกมาและได้กระทำผิด และยิ่งไม่ยอมรับว่าตนโอหังและคิดว่าตนเองถูก พวกเขาไม่สามารถเข้าใจได้ว่าพวกเขาเป็นเพียงคนธรรมดา และมีขีดความสามารถธรรมดา พวกเขาไม่อาจเข้าใจเรื่องทำนองนี้ได้ ไม่ว่าเจ้าจะตัดแต่งพวกเขาอย่างไร พวกเขาก็จะคิดอยู่ดีว่าตนมีขีดความสามารถที่ดี ตนนั้นสูงส่งกว่าผู้คนทั่วไป นี่คือการสิ้นหวังแล้วมิใช่หรือ? (ใช่) สิ้นหวังแล้ว นั่นคือศัตรูของพระคริสต์ ไม่ว่าจะถูกตัดแต่งอย่างไร เขาก็ไม่อาจก้มหัวและยอมรับอยู่ดีว่าตนนั้นไม่ดี ตนไร้ความสามารถ ในมุมมองของเขา การยอมรับปัญหา ข้อบกพร่อง หรือความเสื่อมทรามของตนก็จะเหมือนการถูกกล่าวโทษ เหมือนถูกทำลาย นี่คือวิธีคิดของเขา เขาคิดว่าทันทีที่ผู้อื่นมองเห็นข้อบกพร่องของเขา หรือทันทีที่เขายอมรับว่าด้อยขีดความสามารถและไม่มีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณ เขาย่อมจะสูญสิ้นเรี่ยวแรงที่จะเชื่อในพระเจ้าและพบว่าการเชื่อนี้ไร้ความหมาย เพราะจะไม่มีการรับรองสถานะให้เขาอีกต่อไป—เขาย่อมจะสูญเสียสถานะของตนไปแล้ว เขาคิดว่า “การใช้ชีวิตโดยปราศจากสถานะมีประโยชน์ด้วยหรือ? ตายเสียยังจะดีกว่า!” และหากเขามีสถานะ เขาย่อมไม่อาจข่มความโอหังของตนลงได้ วิ่งพล่านทำเรื่องไม่ดี แล้วหากถึงทางตันและถูกตัดแต่ง เขาก็จะต้องการละทิ้งงานของตน กลายเป็นคนที่คิดลบและอู้งาน ต้องการให้พวกเขากระทำการตามหลักธรรมความจริงกระนั้นหรือ? อย่าแม้แต่จะคิด เขาเชื่ออย่างไร? “ถ้าคุณให้ตำแหน่งฉันและปล่อยให้ฉันกระทำการด้วยตัวเองล่ะ? อยากให้ฉันร่วมมือกับคนอื่นหรือ? ไม่มีทาง! อย่าหาคู่ทำงานให้ฉันเลย—ฉันไม่อยากได้ ไม่มีใครเหมาะที่จะเป็นคู่ทำงานของฉันหรอก หรือไม่ก็อย่าใช้ฉันเลย—ให้คนอื่นทำเถิด!” นี่เป็นสิ่งทรงสร้างประเภทใด? “จ่าฝูงมีได้เพียงหนึ่ง”—นี่คือวิธีคิดของศัตรูของพระคริสต์ และสิ่งเหล่านี้คือการสำแดงของพวกเขา ไม่มีหวังที่จะแก้ไขได้แล้วมิใช่หรือ? (ใช่)
ในข้อแรกที่กล่าวว่า ศัตรูของพระคริสต์ไม่สามารถร่วมมือกับใครได้ คำว่า “ไม่สามารถ” นั้นหมายรวมสิ่งใดบ้าง? พวกเขาไม่ร่วมมือกับใคร และไม่อาจสัมฤทธิ์ความร่วมมือกับใครได้—นี่คือลักษณะสองประการของข้อนี้มิใช่หรือ? มีความหมายสองประการนี้แฝงอยู่ในนั้น ซึ่งกำหนดโดยแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์ แม้ผู้คนจะทำงานร่วมกับพวกเขาได้ แต่แก่นแท้กลับไม่ใช่ความร่วมมืออย่างแท้จริง—คนเหล่านั้นเป็นเพียงคนรับใช้ ให้การสนับสนุน ทำธุระเล็กๆ น้อยๆ และจัดการเรื่องราวต่างๆ ให้พวกเขา ไม่มีอะไรใกล้เคียงกับการมีคุณสมบัติที่จะเป็นความร่วมมือ แล้ว “ความร่วมมือ” มีนิยามว่าอย่างไร? ข้อเท็จจริงก็คือเป้าหมายสูงสุดของความร่วมมือคือการสัมฤทธิ์ความเข้าใจในหลักธรรมความจริง กระทำการตามหลักธรรมความจริง แก้ไขทุกปัญหา ตัดสินใจอย่างถูกต้อง—ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่ตรงตามหลักธรรม โดยไม่มีความเบี่ยงเบน และลดข้อผิดพลาดในการทำงาน เพื่อให้ทุกสิ่งที่เจ้าทำเป็นการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า ไม่ใช่การทำตามใจปรารถนา และไม่ก่อความวุ่นวาย การสำแดงข้อแรกที่ศัตรูของพระคริสต์ย่อมจะให้ผู้อื่นนบนอบเฉพาะพวกเขาเท่านั้น ไม่ใช่ความจริงหรือพระเจ้า ก็คือการที่พวกเขาไม่สามารถร่วมมือกับใครได้ บางคนอาจบอกว่า “การไม่สามารถร่วมมือกับใครได้ไม่เหมือนกับการให้คนอื่นนบนอบเฉพาะพวกเขาเท่านั้น” การไม่สามารถร่วมมือกับใครได้หมายความว่าพวกเขาไม่ฟังคำพูดของใครหรือขอคำแนะนำจากใคร—พวกเขาไม่แสวงหาแม้แต่เจตนารมณ์ของพระเจ้าหรือหลักธรรมความจริง เอาแต่กระทำการและประพฤติตนตามเจตจำนงของตนเอง นี่แฝงนัยว่าอย่างไร? พวกเขาคือคนที่เป็นใหญ่ในงานของตน ไม่ใช่ความจริง ไม่ใช่พระเจ้า ดังนั้น หลักการในการทำงานของพวกเขาจึงเป็นการให้ผู้อื่นฟังสิ่งที่พวกเขาพูด และปฏิบัติต่อพวกเขาเหมือนพวกเขาคือความจริง ราวกับว่าพวกเขาเป็นพระเจ้า นั่นคือธรรมชาติของเรื่องนี้มิใช่หรือ? บางคนอาจกล่าวว่า “ถ้าพวกเขาไม่สามารถร่วมมือกับใครได้ อาจเป็นเพราะพวกเขาเข้าใจความจริงและไม่จำเป็นต้องให้ความร่วมมือก็เป็นได้” เป็นเช่นนั้นหรือไม่? ยิ่งใครสักคนเข้าใจความจริงและปฏิบัติความจริงมากเท่าใด เวลากระทำการ เขาก็ยิ่งสอบถามและแสวงหาแหล่งข้อมูลมากขึ้นเท่านั้น เขาหารือเรื่องต่างๆ และสามัคคีธรรมกับผู้คนมากขึ้น พยายามที่จะลดความเสียหายและโอกาสที่จะเกิดข้อผิดพลาดให้เหลือน้อยที่สุด ยิ่งใครสักคนเข้าใจความจริงมากเท่าใด ก็ยิ่งมีสำนึก เต็มใจที่จะร่วมมือและสามารถร่วมมือกับผู้อื่นได้มากขึ้นเท่านั้น เป็นเช่นนั้นมิใช่หรือ? และยิ่งใครสักคนไม่เต็มใจและไม่สามารถร่วมมือกับผู้อื่น—ไม่ฟังคนอื่น ไม่พิจารณาข้อเสนอแนะของผู้อื่น และไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้า เวลาทำสิ่งต่างๆ ก็ไม่เต็มใจที่จะแสวงหาว่าการกระทำของตนนั้นตรงตามหลักธรรมความจริงหรือไม่—ยิ่งเขาไม่แสวงหาความจริง เขาก็ยิ่งไม่เข้าใจความจริง เขาเชื่ออย่างผิดๆ ว่าอย่างไร? “พี่น้องชายหญิงเลือกฉันมาเป็นผู้นำแล้ว พระเจ้าก็ให้โอกาสในการเป็นผู้นำนี้กับฉัน ดังนั้น ทุกสิ่งที่ฉันทำย่อมตรงตามความจริง—ไม่ว่าฉันจะทำอะไรก็ถูกต้อง” นี่คือความเข้าใจผิดมิใช่หรือ? เหตุใดจึงเข้าใจผิดเช่นนี้? สิ่งหนึ่งที่แน่นอนก็คือ ผู้คนเช่นนี้ไม่รักความจริง และอีกอย่างหนึ่งก็คือผู้คนเช่นนี้ไม่เข้าใจความจริงโดยสิ้นเชิง เรื่องนี้ไร้ซึ่งข้อสงสัยทั้งปวง
ศัตรูของพระคริสต์ไม่สามารถร่วมมือกับใครได้ นี่คือปัญหาที่ร้ายแรง ไม่ว่าศัตรูของพระคริสต์จะทำหน้าที่ใดอยู่ ไม่ว่าเขาร่วมมือกับใคร ก็จะมีความขัดแย้งและข้อพิพาทเสมอ บางคนอาจกล่าวว่า “ถ้าเขารับผิดชอบการทำความสะอาดและจัดเก็บภายในให้เรียบร้อยทุกวัน มีอะไรที่เขาจะไม่ให้ความร่วมมือกับคนอื่นเล่า?” ในเรื่องนี้มีปัญหาด้านอุปนิสัยอยู่ ไม่ว่าเขาจะมีปฏิสัมพันธ์หรือทำงานกับใคร เขาจะดุว่าคนเหล่านั้นเสมอ ปรารถนาที่จะว่ากล่าวสั่งสอน และให้ทำตามที่ตนบอกตลอดเวลา พวกเจ้าว่าคนแบบนี้สามารถร่วมมือกับผู้อื่นได้หรือ? เขาไม่สามารถร่วมมือกับใครได้ เพราะอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเขานั้นร้ายแรงเกินไป ไม่เพียงร่วมมือกับผู้อื่นไม่ได้เท่านั้น เขายังว่ากล่าวสั่งสอนและบีบคั้นผู้อื่นจากข้างบนอยู่เสมออีกด้วย—ปรารถนาที่จะนั่งขี่คอผู้คนและบีบบังคับให้เชื่อฟังอยู่เสมอ นี่ไม่ใช่ปัญหาด้านอุปนิสัยเท่านั้น—ความเป็นมนุษย์ของเขาก็มีปัญหาร้ายแรงเช่นกัน เขาไม่มีมโนธรรมหรือสำนึกเลย คนชั่วก็เป็นเช่นนี้ พวกเขาไม่สามารถร่วมมือกับใครได้ ไม่อาจเข้ากับใครได้ ผู้คนมีสิ่งใดในความเป็นมนุษย์ร่วมกัน? สิ่งเหล่านั้นมีอะไรบ้างที่เข้ากันได้? มโนธรรมและสำนึก และท่าทีที่รักความจริงของพวกเขา—สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่มีร่วมกัน หากทั้งสองฝ่ายมีความเป็นมนุษย์ที่ปกติเช่นนี้ เช่นนั้นพวกเขาย่อมสามารถเข้ากันได้ หากไม่มี ก็เข้ากันไม่ได้ แล้วหากฝ่ายหนึ่งมี อีกฝ่ายหนึ่งไม่มี เช่นนั้นพวกเขาก็เข้ากันไม่ได้เช่นกัน คนดีกับคนไม่ดีไม่อาจอยู่ร่วมกันได้—คนที่มีจิตใจดีและคนชั่วไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ การที่ผู้คนจะอยู่ร่วมกันได้อย่างเป็นปกตินั้นต้องเป็นไปตามเงื่อนไขบางประการ กล่าวคือ ก่อนที่จะสามารถร่วมมือกันได้นั้น อย่างน้อยพวกเขาต้องมีมโนธรรมและสำนึก อดทนและอดกลั้น ผู้คนต้องมีจิตใจเป็นหนึ่งเดียวกันจึงจะสามารถให้ความร่วมมือในการทำหน้าที่ได้ พวกเขาต้องดึงจุดแข็งของอีกฝ่ายมาชดเชยจุดอ่อนของตนเอง มีความอดทนและอดกลั้น และมีเกณฑ์พื้นฐานในการประพฤติปฏิบัติตน เมื่อทำเช่นนั้นจึงจะอยู่ร่วมกันได้อย่างปรองดอง และแม้จะมีความขัดแย้งและข้อพิพาทเป็นครั้งคราว แต่การให้ความร่วมมือก็สามารถดำเนินต่อไปได้ และอย่างน้อยก็จะไม่เกิดความเป็นศัตรู หากคนคนหนึ่งไม่มีเกณฑ์พื้นฐานเช่นนี้ ไม่มีมโนธรรมหรือสำนึก และทำสิ่งต่างๆ ในหนทางที่มุ่งเน้นผลประโยชน์ แสวงหาแต่ผลกำไรเพียงอย่างเดียว ปรารถนาจะได้ผลประโยชน์โดยการเอาเปรียบผู้อื่นอยู่เสมอ การให้ความร่วมมือก็จะเป็นไปไม่ได้ ในหมู่คนชั่วก็เป็นเช่นนี้ รวมทั้งในหมู่กษัตริย์มารที่ต่อสู้กันอย่างไม่หยุดหย่อน พวกวิญญาณชั่วต่างๆ ในโลกวิญญาณก็อยู่ร่วมกันไม่ได้ แม้บางครั้งหมู่มารจะรวมกลุ่มกัน แต่ทั้งหมดก็เป็นการหาประโยชน์จากกันและกันเพื่อบรรลุจุดหมายของตนเองทั้งสิ้น การรวมกลุ่มของหมู่มารเป็นเพียงชั่วคราว ไม่นานก็แตกสลายไปเอง ในหมู่ผู้คนก็เช่นเดียวกัน ผู้คนที่ไม่มีความเป็นมนุษย์ก็คือแอปเปิลเน่าที่พลอยทำให้ที่เหลือเน่าเสียไปด้วย เฉพาะคนที่มีความเป็นมนุษย์ที่ปกติเท่านั้นที่ร่วมมือด้วยง่าย อดทนและอดกลั้นต่อผู้อื่น สามารถฟังความคิดเห็นของผู้อื่น เวลาทำงานก็สามารถวางสถานะของตนลง และทำงานโดยหารือกับผู้อื่น พวกเขาก็มีอุปนิสัยอันเสื่อมทรามและปรารถนาให้ผู้อื่นฟังตนอยู่เสมอเช่นกัน—พวกเขาก็มีเจตนาเช่นนั้นด้วยเหมือนกัน—แต่เพราะพวกเขามีมโนธรรมและสำนึก สามารถแสวงหาความจริง รู้จักตนเอง และรู้สึกได้ว่าการทำเช่นนั้นไม่เหมาะสม เป็นสิ่งที่ทำให้รู้สึกถูกตำหนิ และสามารถยับยั้งชั่งใจตนเองได้ หนทางและวิธีการทำสิ่งต่างๆ ของพวกเขาจะเปลี่ยนแปลงไปทีละน้อย และด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงจะสามารถร่วมมือกับผู้อื่นได้ พวกเขากำลังเผยอุปนิสัยอันเสื่อมทราม แต่ไม่ใช่คนชั่ว และไม่มีแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์ พวกเขาจะไม่มีปัญหาใหญ่โตในการร่วมมือกับผู้อื่น หากพวกเขาเป็นคนชั่วหรือศัตรูของพระคริสต์ ย่อมจะไม่สามารถร่วมมือกับผู้อื่นได้ คนชั่วและศัตรูของพระคริสต์ทั้งหมดที่พระนิเวศของพระเจ้าเอาตัวออกไปล้วนเป็นเช่นนี้ พวกเขาไม่สามารถร่วมมือกับใครได้ และผลก็คือ พวกเขาถูกเผยและถูกกำจัดออกไปทั้งหมด กระนั้นก็ยังมีผู้คนจำนวนมากที่มีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ เป็นคนที่เดินบนเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์ และหลังจากผ่านการตัดแต่งไปมากมายแล้ว ก็สามารถยอมรับความจริง กลับใจได้อย่างแท้จริง และอดทนอดกลั้นต่อผู้อื่นได้ ผู้คนดังกล่าวค่อยๆ มาให้ความร่วมมือกับผู้อื่นได้อย่างกลมเกลียว มีแต่ศัตรูของพระคริสต์เท่านั้นที่ไม่สามารถร่วมมือกับใครได้ ไม่ว่าพวกเขาจะเผยอุปนิสัยอันเสื่อมทรามออกมามากเพียงใด พวกเขาก็จะไม่แสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขอุปนิสัยของตน แต่จะยังคงยืนกรานในหนทางของตนเองต่อไป ไม่คำนึงถึงศีลธรรมและไร้ความยับยั้งชั่งใจ พวกเขาไม่เพียงไม่สามารถร่วมมือกับผู้อื่นด้วยความกลมเกลียวเท่านั้น—หากเห็นว่ามีใครแยกแยะพวกเขาและไม่พอใจพวกเขา พวกเขาก็จะถึงกับตั้งใจทรมานคนคนนั้น ใช้ท่าทีกีดกันและเป็นปฏิปักษ์กับคนคนนั้น พวกเขาจะยังคงเป็นปฏิปักษ์กับคนคนนั้นต่อไป แม้จะต้องแลกด้วยการแทรกแซงงานของคริสตจักร ทั้งหมดนี้ถูกกำหนดโดยแก่นแท้ธรรมชาติของศัตรูของพระคริสต์
ในการฝึกฝนที่จะร่วมมืออย่างกลมเกลียว พวกเจ้าควรเรียนรู้บทเรียนใดบ้าง? การเรียนรู้ที่จะให้ความร่วมมือเป็นองค์ประกอบหนึ่งของการปฏิบัติในการรักความจริง และเป็นสัญญาณหนึ่งของการรักความจริงอีกด้วย นั่นเป็นหนทางพื้นฐานประการหนึ่งที่สำแดงให้เห็นว่าคนคนหนึ่งมีมโนธรรมและสำนึก เจ้าอาจกล่าวว่าเจ้ามีมโนธรรม ศักดิ์ศรี และสำนึก แต่หากเจ้าไม่สามารถร่วมมือกับใครได้ และไม่สามารถอยู่ร่วมกับครอบครัวของเจ้า คนนอก หรือมิตรสหายได้ และปฏิสัมพันธ์ที่เจ้ามีกับพวกเขาย่อมล้มเหลว และมีข้อพิพาทไม่รู้จบในงานที่ทำร่วมกัน ซึ่งสร้างศัตรูให้กับเจ้า—ดังนั้น หากเจ้าไม่สามารถอยู่ร่วมกับใครได้เลย เจ้าย่อมตกอยู่ในอันตราย หากพฤติกรรมเช่นนั้นเป็นหนึ่งในพฤติกรรมที่เกิดจากอุปนิสัยอันเสื่อมทรามทั้งปวงที่เจ้ามี หรือเป็นหนึ่งในพฤติกรรมทั้งมวลของเจ้าที่ไม่สอดคล้องกับความจริง และเป็นแต่เพียงพฤติกรรมอย่างหนึ่งที่เจ้าเองก็รู้ตัว ทั้งยังแสวงหาและเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง เจ้าก็ยังคงมีโอกาส ยังมีความเป็นไปได้ที่จะได้รับการช่วยให้รอด นี่ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ แต่หากเจ้าเป็นคนเช่นนี้โดยกำเนิด ไม่สามารถอยู่ร่วมกับใครได้เป็นปกติวิสัย และไม่ว่าจะพูดเรื่องนี้อย่างไรก็ไร้ประโยชน์—เจ้าไม่อาจยับยั้งชั่งใจได้เลย—เช่นนั้นนั่นก็คือปัญหาร้ายแรง หากไม่ว่าจะสามัคคีธรรมความจริงกับเจ้าอย่างไร เจ้าก็ไม่เห็นความสำคัญของเรื่องนี้ แต่กลับรู้สึกว่านี่ปัญหานี้ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ เป็นชีวิตที่ปกติของเจ้า เป็นหนทางหลักที่อุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้าสำแดงออกมา เช่นนั้นแล้ว แก่นแท้ของเจ้าก็คือแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์ และหากนั่นเป็นแก่นแท้ของเจ้า นั่นเป็นคนละเรื่องกับการที่เจ้าเดินอยู่บนเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์ บางคนเดินไปบนเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์ และบางคนก็เป็นศัตรูของพระคริสต์เสียเอง นี่มีความแตกต่างกันมิใช่หรือ? (ใช่) ผู้ที่เดินไปบนเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์ย่อมแสดงพฤติกรรมของศัตรูของพระคริสต์เหล่านี้ให้เห็นในการกระทำของพวกเขา พวกเขาจะเผยอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ให้เห็นอย่างชัดเจนและเด่นชัดกว่าคนทั่วไปเล็กน้อย แต่พวกเขาก็ยังคงสามารถทำงานที่ตรงตามความจริงได้ มีความเป็นมนุษย์ และมีสำนึก หากมีใครสักคนที่ไม่สามารถทำงานที่เป็นบวกได้โดยสิ้นเชิง และสิ่งที่เขาทำล้วนเป็นพฤติกรรมเหล่านี้ของศัตรูของพระคริสต์ เป็นการเผยแก่นแท้เหล่านี้ของศัตรูของพระคริสต์ให้เห็น—หากงานทั้งหมดที่เขาทำและหน้าที่ที่เขาปฏิบัติเป็นการเผยให้เห็นสิ่งดังกล่าว ไม่มีอะไรสอดคล้องกับความจริงเลย—ในกรณีนั้น เขาก็คือศัตรูของพระคริสต์
ที่ผ่านมา ผู้นำและคนทำงานบางคนมักจะเผยอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ให้เห็น กล่าวคือพวกเขาเอาแต่ใจและทำตามอำเภอใจ และทุกอย่างต้องเป็นไปตามหนทางพวกเขาเท่านั้น แต่พวกเขากลับไม่กระทำความชั่วใดๆ อย่างโจ่งแจ้ง และความเป็นมนุษย์ของพวกเขาก็ไม่เลวร้าย เมื่อผ่านการถูกตัดแต่ง ผ่านความช่วยเหลือจากพี่น้องชายหญิง ผ่านการปรับเปลี่ยนการมอบหมายหน้าที่ให้แก่พวกเขาหรือปลดพวกเขา และช่วงเวลาที่พวกเขาคิดลบ ในที่สุดพวกเขาย่อมตระหนักว่าสิ่งที่พวกเขาเผยออกมาก่อนหน้านั้นคืออุปนิสัยอันเสื่อมทราม พวกเขาเต็มใจที่จะกลับใจ และคิดว่า “สิ่งสำคัญที่สุดคือการยืนหยัดทำหน้าที่ของตนไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น แม้ฉันเคยเดินอยู่บนเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์ แต่ก็ไม่ถูกระบุลักษณะว่าเป็นศัตรูของพระคริสต์ นี่คือความกรุณาของพระเจ้า ดังนั้น ฉันต้องทุ่มเทให้กับการเชื่อและการไล่ตามเสาะหาของตน เส้นทางของการไล่ตามเสาะหาความจริงนี้ไม่มีอะไรผิด” พวกเขาค่อยๆ กลับตัวไปทีละน้อย และแล้วก็กลับใจ มีการสำแดงที่ดีในตัวพวกเขา พวกเขาสามารถแสวงหาหลักธรรมความจริงเวลาทำหน้าที่ของตน ทั้งยังแสวงหาหลักธรรมความจริงเวลาคลุกคลีกับผู้อื่นอีกด้วย พวกเขากำลังเข้าสู่ทิศทางที่เป็นบวกในทุกๆ ด้าน เมื่อเป็นดังนี้ พวกเขาย่อมเปลี่ยนแปลงไปแล้วมิใช่หรือ? พวกเขาเปลี่ยนจากการเดินบนเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์มาเดินบนเส้นทางแห่งการปฏิบัติและไล่ตามเสาะหาความจริง พวกเขามีความหวังและมีโอกาสที่จะได้รับความรอด แล้วเจ้าจะระบุลักษณะได้หรือไม่ว่าผู้คนเช่นนี้เป็นศัตรูของพระคริสต์เพราะเคยมีการสำแดงบางอย่างของศัตรูของพระคริสต์หรือเดินบนเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์? ไม่ได้ ศัตรูของพระคริสต์จะยอมตายมากกว่ายอมกลับใจ พวกเขาไม่มีสำนึกของความละอาย นอกจากนั้น พวกเขายังชั่วช้า มีอุปนิสัยเลวร้าย และรังเกียจความจริงเป็นที่สุด คนที่รังเกียจความจริงขนาดนั้นจะนำความจริงไปปฏิบัติ หรือกลับใจได้หรือไม่? นั่นย่อมจะเป็นไปไม่ได้ การที่พวกเขารังเกียจความจริงอย่างสิ้นเชิงขนาดนี้ก็หมายความว่าพวกเขาจะไม่มีวันกลับใจ ผู้คนที่กลับใจได้มีสิ่งหนึ่งที่แน่นอนก็คือ พวกเขาทำผิดพลาดไปแล้ว แต่ก็สามารถยอมรับการพิพากษาและตีสอนจากพระวจนะของพระเจ้าได้ ยอมรับความจริงได้ และเวลาปฏิบัติหน้าที่ของตน ก็สามารถทุ่มเทความพยายามทำส่วนของตนอย่างสุดความสามารถ ใช้พระวจนะของพระเจ้าเป็นคติประจำตน และทำให้พระวจนะของพระเจ้ากลายเป็นความเป็นจริงในชีวิตของตน พวกเขายอมรับความจริง และลึกลงไป พวกเขาก็ไม่รังเกียจความจริง นี่คือความแตกต่างมิใช่หรือ? นี่คือความแตกต่าง อย่างไรก็ดี ศัตรูของพระคริสต์ไม่หยุดเพียงการไม่ยอมรับการตัดแต่งเท่านั้น—พวกเขาจะไม่ฟังคำพูดที่สอดคล้องกับความจริงของผู้ใด พวกเขาไม่เชื่อว่าพระวจนะของพระเจ้าคือความจริง และไม่ยอมรับว่าเป็นเช่นนั้นอีกด้วย ธรรมชาติของพวกเขาเป็นเช่นไร? เป็นธรรมชาติที่รังเกียจและเกลียดชังความจริงอย่างที่สุด เวลาใครสามัคคีธรรมความจริงหรือกล่าวคำพยานจากประสบการณ์ พวกเขาจึงรังเกียจเป็นอย่างยิ่ง และไม่เป็นมิตรกับคนที่กำลังสามัคคีธรรม หากมีใครในคริสตจักรเผยแพร่คำโต้แย้งต่างๆ นานาที่ไร้สาระและเลวร้าย พูดเรื่องเหลวไหลและไร้เหตุผล นี่กลับทำให้พวกเขามีความสุขอย่างยิ่ง พวกเขาจะเข้าร่วมทันทีและกลิ้งเกลือกอยู่ในโคลนตมร่วมกับคนคนนั้น ให้ความร่วมมืออย่างใกล้ชิด นี่เป็นเรื่องของกาเข้าฝูงกา ต่างก็มองหาคนประเภทเดียวกัน หากพวกเขาได้ยินประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรสามัคคีธรรมความจริงหรือกล่าวคำพยานจากประสบการณ์ของการรู้จักตนเองและการกลับใจด้วยความจริงใจ นั่นย่อมทำให้พวกเขากระสับกระส่ายจนโมโห แล้วก็เริ่มคิดหาทางกีดกันและโจมตีคนคนนั้น สรุปว่าพวกเขาไม่ได้มองคนที่ไล่ตามเสาะหาความจริงด้วยความชื่นชอบ พวกเขาต้องการกีดกันและเป็นศัตรูกับคนคนนั้น ใครก็ตามที่เก่งในการอวดตนด้วยการประกาศวาจาและคำสอน พวกเขากลับชื่นชอบเป็นอย่างมาก เห็นชอบในตัวคนคนนั้นอย่างยิ่ง ราวกับได้พบเจอคนรู้ใจและเพื่อนร่วมทาง หากใครพูดว่า “ผู้ใดทำงานมากที่สุดและสร้างคุณูปการอันยิ่งใหญ่ที่สุดจะได้รับรางวัลและมงกุฎอย่างยิ่งใหญ่ และจะได้ปกครองร่วมกับพระเจ้า” พวกเขาก็จะยิ่งตื่นเต้นอย่างที่สุด เลือดลมพลุ่งพล่าน พวกเขาจะรู้สึกว่าตนเหนือกว่าผู้อื่น ในที่สุด ตนก็โดดเด่นเหนือฝูงชน และตอนนี้ก็มีพื้นที่ให้พวกเขาแสดงออกและแสดงคุณค่าของตน เมื่อนั้นพวกเขาจะพึงพอใจมากทีเดียว นั่นคือการรังเกียจความจริงมิใช่หรือ? สมมติว่าเจ้าสามัคคีธรรมแก่พวกเขาว่า “พระเจ้าไม่โปรดคนอย่างเปาโล พระองค์ทรงรังเกียจผู้คนที่เดินบนเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์มากที่สุด รวมทั้งผู้ที่เที่ยวพูดทั้งวันว่า ‘องค์พระผู้เป็นเจ้า องค์พระผู้เป็นเจ้า ข้าพระองค์ทำงานให้พระองค์ไปมากแล้วไม่ใช่หรือ?’ พระองค์ทรงรังเกียจคนที่เที่ยวขอรางวัลและมงกุฎจากพระองค์ตลอดวัน” คำพูดเหล่านี้เป็นความจริงแน่นอน แต่พวกเขารู้สึกเช่นไรเมื่อได้ฟังสามัคคีธรรมดังกล่าว? พวกเขากล่าวอาเมนและยอมรับวาจาดังกล่าวหรือไม่? ปฏิกิริยาแรกของพวกเขาเป็นเช่นไร? รู้สึกขยะแขยงอยู่ในหัวใจและไม่เต็มใจรับฟัง—ความหมายของพวกเขาก็คือ “คุณมั่นใจในสิ่งที่คุณพูดอยู่ขนาดนั้นได้อย่างไร? คุณมีสิทธิ์ตัดสินชี้ขาดหรือ? ฉันไม่เชื่อสิ่งที่คุณพูดอยู่หรอก! ฉันจะทำสิ่งที่ฉันจะทำ ฉันจะเป็นอย่างเปาโลและขอมงกุฎจากพระเจ้า แบบนั้นฉันถึงจะได้รับพร และมีบั้นปลายที่ดี!” พวกเขายืนกรานที่จะคงทัศนะที่มีต่อเปาโลเอาไว้ ด้วยเหตุนี้ พวกเขากำลังต่อสู้กับพระเจ้าอยู่มิใช่หรือ? นั่นคือการต่อต้านพระเจ้าโจ่งแจ้งมิใช่หรือ? พระเจ้าได้ทรงเปิดโปงและชำแหละแก่นแท้ของเปาโลแล้ว พระองค์ตรัสเรื่องนี้ไปมากมาย และทุกสิ่งที่ตรัสก็ล้วนเป็นความจริง—แต่ศัตรูของพระคริสต์พวกนี้กลับไม่ยอมรับความจริงหรือข้อเท็จจริงที่ว่าการกระทำและพฤติกรรมทั้งหมดของเปาโลล้วนต่อต้านพระเจ้า ในความรู้สึกนึกคิดของพวกเขา พวกเขายังคงมีคำถามว่า “ถ้าคุณพูดอะไรสักอย่าง ก็หมายความว่าสิ่งนั้นถูกต้องอย่างนั้นหรือ? ด้วยเหตุผลอะไร? สำหรับฉันแล้ว สิ่งที่เปาโลพูดและทำก็ดูถูกต้อง ไม่มีอะไรผิดเลย ฉันกำลังไล่ตามไขว่คว้ามงกุฎและรางวัล—นั่นคือสิ่งที่ฉันสามารถทำได้! คุณจะหยุดฉันได้หรือ? ฉันไล่ตามเสาะหาที่จะทำงาน เมื่อทำได้มากแล้ว ฉันก็จะมีต้นทุน—ฉันจะสร้างคุณูปการเอาไว้ และเมื่อเป็นเช่นนั้น ฉันก็จะสามารถเข้าสู่ราชอาณาจักรสวรรค์และได้รับรางวัล นั่นย่อมไม่มีปัญหา!” พวกเขาดื้อดึงถึงเพียงนั้น ไม่ยอมรับความจริงแม้แต่น้อย เจ้าสามารถสามัคคีธรรมความจริงแก่พวกเขา แต่ก็จะไม่เข้าหูพวกเขา พวกเขารังเกียจความจริง นั่นคือท่าทีที่ศัตรูของพระคริสต์มีต่อพระวจนะของพระเจ้าและความจริง และยังเป็นท่าทีที่พวกเขามีต่อพระเจ้าด้วยเช่นกัน แล้วพวกเจ้ารู้สึกอย่างไรเมื่อได้ฟังความจริง? พวกเจ้ารู้สึกว่าตนไม่ได้กำลังไล่ตามเสาะหาความจริง ไม่เข้าใจความจริง พวกเจ้ารู้สึกว่าตนยังคงห่างไกลจากความจริงมาก และจำเป็นจะต้องพากเพียรไปสู่ความเป็นจริงความจริง และเมื่อใดที่พวกเจ้านำพระวจนะของพระเจ้ามาเปรียบเทียบกับตัวเอง เมื่อนั้นพวกเจ้าก็รู้สึกว่าตนช่างบกพร่องมากเหลือเกิน ด้อยขีดความสามารถ และไร้ซึ่งความเข้าใจฝ่ายวิญญาณ—พวกเจ้ายังคงสุกเอาเผากิน และยังคงมีความเลวอยู่ในตัว แล้วจากนั้นพวกเจ้าก็คิดลบ นั่นคือสภาวะของพวกเจ้ามิใช่หรือ? ในทางกลับกัน ศัตรูของพระคริสต์ไม่เคยคิดลบ พวกเขากระตือรือร้นอย่างมากตลอดเวลา ไม่เคยทบทวนตนเองหรือทำความรู้จักตนเอง แต่กลับคิดว่าตนไม่มีอะไรที่เป็นปัญหาใหญ่ ผู้คนที่โอหังและคิดว่าตนถูกก็เป็นเช่นนี้—ทันทีที่พวกเขาได้อำนาจมาไว้ในมือ พวกเขาก็กลายเป็นศัตรูของพระคริสต์
II. การชำแหละวิธีที่พวกศัตรูของพระคริสต์มีความอยากและความทะเยอทะยานอยู่เสมอที่จะควบคุมและพิชิตผู้คน
พวกเราจะสามัคคีธรรมกันต่อถึงประการถัดไปคือ ศัตรูของพระคริสต์มีความทะเยอทะยานและความอยากอยู่เสมอที่จะควบคุมและพิชิตผู้คน ปัญหานี้ร้ายแรงกว่าปัญหาที่พวกเขาไม่สามารถร่วมมือกับใครได้ พวกเจ้าว่าคนที่ชอบควบคุมและพิชิตผู้อื่นเป็นคนเช่นไร? คนจำพวกใดที่มีความทะเยอทะยานและความอยากที่จะควบคุมและพิชิตผู้อื่น? เราจะยกตัวอย่างให้ฟัง คนที่ชอบสถานะเป็นพิเศษนั้นสุขสำราญหรือไม่กับการควบคุมและพิชิตผู้อื่น? นี่เป็นพรรคพวกของศัตรูของพระคริสต์มิใช่หรือ? พวกเขาชักพาผู้อื่นให้หลงผิด ควบคุม และคอยกำราบเอาไว้ และแล้วผู้อื่นก็มาบูชาและฟังพวกเขา ดังนั้น พวกเขาจึงได้รับความเคารพและนับถือจากผู้คน ทั้งยังทำให้ผู้คนบูชาและยกย่องตน จากนั้นหัวใจของผู้คนย่อมมีที่ทางให้แก่พวกเขามิใช่หรือ? ถ้าผู้คนไม่เชื่อมั่นและไม่เห็นชอบในตัวพวกเขา ผู้คนจะบูชาพวกเขาหรือไม่? แน่นอนว่าไม่ ดังนั้น หลังจากที่คนเหล่านี้มีสถานะ พวกเขาก็ยังจำเป็นต้องโน้มน้าวให้ผู้อื่นเชื่อ ชนะใจผู้อื่นได้อย่างเบ็ดเสร็จ และทำให้มาเลื่อมใสตน เมื่อนั้นเท่านั้นผู้คนจึงจะบูชาพวกเขา นั่นเป็นคนจำพวกหนึ่ง ยังมีอีกจำพวกคือ—คนที่โอหังเป็นพิเศษ พวกเขาปฏิบัติต่อผู้คนด้วยวิธีเดียวกันคือ เริ่มด้วยการกำราบผู้คน ทำให้ทุกคนบูชาและเลื่อมใสพวกเขา เมื่อนั้นเท่านั้นพวกเขาจึงจะพอใจ ผู้คนที่ชั่วช้าอย่างยิ่งก็ชอบควบคุมผู้อื่นเช่นกัน ชอบให้ผู้คนฟังตน ให้มาวนเวียนอยู่รอบตัว และทำสิ่งต่างๆ เพื่อพวกเขา ทั้งคนที่โอหังมากและคนที่มีอุปนิสัยอันชั่วช้านี้ เมื่อได้กุมอำนาจ พวกเขาย่อมกลายเป็นศัตรูของพระคริสต์ ศัตรูของพระคริสต์มีความทะเยอทะยานและความอยากที่จะควบคุมและพิชิตผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา เมื่อพบเจอผู้คน พวกเขาก็อยากสืบเสาะให้แน่ใจอยู่เสมอว่าผู้อื่นมองพวกเขาอย่างไร หัวใจของผู้อื่นมีที่ทางให้พวกเขาหรือไม่ ผู้อื่นเลื่อมใสและบูชาพวกเขาหรือไม่ ถ้าพวกเขาพบเจอคนที่เลียเก่ง ป้อยอและพะเน้าพะนอเก่ง พวกเขาย่อมเป็นสุขมาก จากนั้นก็เริ่มยืนบนที่สูง ว่ากล่าวสั่งสอนผู้คน และพร่ำพูดแนวคิดที่ฟังดูสูงส่ง ปลูกฝังกฎข้อบังคับ วิธีการ คำสอน และมโนคติอันหลงผิดให้แก่ผู้คน ให้ผู้คนยอมรับสิ่งเหล่านี้เหมือนเป็นความจริง ถึงกับสร้างภาพให้สิ่งเหล่านี้ดูน่ารักว่า “ถ้าคุณยอมรับสิ่งเหล่านี้ได้ คุณก็คือคนที่รักและไล่ตามเสาะหาความจริง” ผู้คนที่ไม่มีวิจารณญาณย่อมจะคิดไปว่าสิ่งที่พวกเขาพูดอยู่นั้นมีเหตุผล และแม้จะฟังดูไม่ชัดเจน อีกทั้งคนฟังก็ไม่รู้ว่าตรงกับความจริงหรือไม่ แต่คนเหล่านี้ก็เอาแต่รู้สึกว่าสิ่งที่พวกเขาพูดอยู่นั้นไม่มีอะไรผิด ไม่ได้ละเมิดความจริง ดังนั้น พวกเขาจึงเชื่อฟังศัตรูของพระคริสต์ ถ้าใครสักคนสามารถดูศัตรูของพระคริสต์ออกและอาจเปิดโปงพวกเขาก็ได้ นั่นก็จะยั่วโมโหศัตรูของพระคริสต์ ซึ่งก็จะโยนความผิดไปกองไว้ที่คนเหล่านี้ทันที กล่าวโทษ และคุกคามคนเหล่านี้ พร้อมกับอวดศักดาให้ดู คนที่ไม่มีวิจารณญาณย่อมถูกศัตรูของพระคริสต์กำราบจนอยู่หมัดและเลื่อมใสพวกเขาจากก้นบึ้งของหัวใจ นึกบูชาศัตรูของพระคริสต์ พึ่งพาอาศัยพวกเขา และถึงกับหวาดกลัว มีความรู้สึกว่าตนนั้นเป็นทาสอยู่ใต้ศัตรูของพระคริสต์ ราวกับว่าถ้าไม่มีศัตรูของพระคริสต์คอยนำ สั่งสอน และตำหนิ คนเหล่านี้ก็จะว้าวุ่นใจ พอไม่มีสิ่งเหล่านี้ ผู้คนก็จะรู้สึกคล้ายกับว่าพวกตนไม่ปลอดภัย และพระเจ้าก็อาจจะไม่ทรงต้องการพวกเขาอีกต่อไป เมื่อเป็นเช่นนั้น เวลากระทำการ ทุกคนจึงเรียนรู้ที่จะคอยมองสีหน้าของศัตรูของพระคริสต์ กลัวว่าศัตรูของพระคริสต์จะไม่พอใจ ทุกคนพยายามเอาใจศัตรูของพระคริสต์ ผู้คนดังกล่าวแน่วแน่กับการติดตามศัตรูของพระคริสต์ เวลาทำงาน ศัตรูของพระคริสต์ย่อมประกาศวาจาและคำสอน พวกเขาเก่งในการสอนคนให้ยึดปฏิบัติตามกฎข้อบังคับบางอย่าง ไม่เคยบอกผู้คนว่าหลักธรรมความจริงที่ควรยึดปฏิบัติมีอะไรบ้าง เหตุใดผู้คนจึงต้องกระทำการเช่นนี้ เจตนารมณ์ของพระเจ้ามีสิ่งใดบ้าง พระนิเวศของพระเจ้าวางแผนงานไว้ว่าอย่างไร งานที่เป็นแก่นสำคัญที่สุดคืออะไร หรือว่างานสำคัญที่ต้องทำคือสิ่งใด ศัตรูของพระคริสต์ไม่พูดอะไรเลยในเรื่องที่มีความสำคัญที่สุดเหล่านี้ เวลาทำและจัดเตรียมงาน พวกเขาไม่เคยสามัคคีธรรมความจริง ตัวพวกเขาเองก็ไม่เข้าใจหลักธรรมความจริง ดังนั้นจึงได้แต่สอนผู้คนให้ปฏิบัติตามกฎข้อบังคับและคำสอนไม่กี่อย่าง—และถ้าผู้คนไม่ทำตามคำกล่าวและข้อบังคับของพวกเขา ก็จะถูกศัตรูของพระคริสต์ตำหนิและติเตียน ศัตรูของพระคริสต์มักจะทำงานโดยอ้างพระนิเวศของพระเจ้า ว่ากล่าวและสั่งสอนผู้อื่นจากที่สูง บางคนถึงกับพะวักพะวนเพราะการว่ากล่าวสั่งสอนของพวกเขา จนรู้สึกว่าพวกตนติดค้างพระเจ้าเพราะไม่กระทำการตามที่ศัตรูของพระคริสต์กำหนด ผู้คนดังกล่าวถูกศัตรูของพระคริสต์ควบคุมเอาไว้แล้วมิใช่หรือ? (ใช่) พฤติกรรมในส่วนของศัตรูของพระคริสต์นี้เป็นเช่นใด? เป็นพฤติกรรมที่ทำให้คนเป็นทาส “การทำให้เป็นทาส” นี้ในประเทศของพญานาคใหญ่สีแดงใช้คำเรียกว่า “ล้างสมอง” เหมือนกับตอนที่พญานาคใหญ่สีแดงจับผู้เชื่อในพระเจ้าไปเป็นเชลยนั่นเอง นอกจากทรมานพวกเขาแล้ว มันยังใช้อีกวิธีหนึ่งคือล้างสมอง ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นเกษตรกร กรรมกร หรือปัญญาชน พญานาคใหญ่สีแดงก็ใช้ความคิดนอกรีตและตรรกะวิบัติเป็นอันมาก—ทั้งความเชื่อแนวอเทวนิยม ทฤษฎีวิวัฒนาการ และลัทธิมาร์กซ์-เลนิน—มาล้างสมองผู้คน มันยัดเยียดปลูกฝังสิ่งเหล่านี้ให้กับผู้คนไม่ว่าคนเหล่านั้นจะมองว่าสิ่งเหล่านี้น่ารังเกียจหรือน่าชังเพียงใดก็ตาม จากนั้นก็ใช้แนวคิดและทฤษฎีเหล่านี้มาล่ามแขนขาผู้คนและควบคุมหัวใจของพวกเขาเอาไว้ พญานาคใหญ่สีแดงใช้วิธีนี้กีดกันไม่ให้ผู้คนเชื่อในพระเจ้า ยอมรับความจริง และไล่ตามเสาะหาความจริงเพื่อที่จะได้รับความรอดและการทำให้เพียบพร้อม ในทำนองเดียวกัน ไม่ว่าผู้คนที่ถูกศัตรูของพระคริสต์ควบคุมจะฟังคำเทศนาไปมากเท่าใด พวกเขาก็ไม่อาจเข้าใจความจริงหรือเข้าใจได้ว่าการเชื่อในพระเจ้าแท้จริงแล้วเป็นไปเพื่อสิ่งใด หรือพวกเขาควรใช้เส้นทางแบบใด ไม่อาจเข้าใจได้ว่าพวกเขาควรมีทัศนะที่ถูกต้องในการทำสิ่งต่างๆ หรือควรมีจุดยืน พวกเขาไม่เข้าใจเรื่องเหล่านี้ หัวใจของพวกเขามีแต่วาจาและคำสอน และทฤษฎีที่กลวงเปล่าของศัตรูของพระคริสต์เท่านั้น หลังจากที่ถูกศัตรูของพระคริสต์ชักพาให้หลงผิดและควบคุมเอาไว้นานเข้า พวกเขาก็ยิ่งเหมือนศัตรูของพระคริสต์ไปทุกอย่าง กล่าวคือ พวกเขากลายเป็นคนที่เชื่อในพระเจ้า แต่ไม่ยอมรับความจริงแต่อย่างใด ซ้ำยังคัดค้านและตั้งตนต่อต้านพระเจ้า คนที่ถูกศัตรูของพระคริสต์ชักพาให้หลงผิดและควบคุมเอาไว้เป็นผู้คนจำพวกใด? ไม่ต้องสงสัยเลยว่าไม่มีใครในหมู่พวกเขาที่รักความจริง—ทุกคนล้วนหน้าซื่อใจคด เป็นคนที่ไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงในการเชื่อในพระเจ้า และไม่ทำกิจธุระอันถูกควรเวลาทำหน้าที่ของตน ในการเชื่อในพระเจ้า ผู้คนเหล่านี้ไม่ติดตามพระเจ้า กลับติดตามศัตรูของพระคริสต์ กลายเป็นทาสของศัตรูของพระคริสต์ ส่งผลให้พวกเขาไม่สามารถได้รับความจริง นี่เป็นผลลัพธ์ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
พระเจ้าทรงใช้หลักปฏิบัติอันใดกับผู้คน? ทรงใช้กำลังหรือไม่? ใช้การควบคุมหรือไม่? ไม่—กลับตรงข้ามกับการควบคุมโดยสิ้นเชิง หลักปฏิบัติที่พระเจ้าทรงใช้กับผู้คนเป็นเช่นใด? (พระองค์ประทานเจตจำนงเสรีแก่ผู้คน) ใช่ พระองค์ประทานเจตจำนงเสรีแก่เจ้า ทรงทำให้เจ้าเกิดความเข้าใจได้เองท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่พระองค์ทรงจัดเตรียมเอาไว้ให้ เจ้าจะได้มีความเข้าใจและประสบการณ์แบบมนุษย์ไปเอง พระองค์ทรงทำให้เจ้าสามารถเข้าใจความจริงด้านหนึ่งได้อย่างเป็นธรรมชาติ เพื่อที่ว่าเมื่อเจ้าเผชิญสภาพแวดล้อมดังกล่าวอีกครั้ง เจ้าย่อมรู้ว่าจะทำเช่นใดและจะเลือกสิ่งใด พระองค์ยังทรงทำให้เจ้าเข้าใจจากหัวใจส่วนลึกของเจ้าได้ด้วยว่าสิ่งใดถูกและสิ่งใดผิด เพื่อให้เจ้าเลือกเส้นทางที่ถูกต้องในที่สุด พระเจ้าไม่ทรงควบคุมเจ้า และไม่ทรงบังคับเจ้า ทว่าศัตรูของพระคริสต์กลับกระทำการในทางตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง กล่าวคือ พวกเขาจะล้างสมองและปลูกฝังเจ้าด้วยการชักพาให้เจ้าหลงผิด จากนั้นจึงทำให้เจ้าเป็นทาสของพวกเขา เหตุใดเราจึงใช้คำว่า “ทาส”? ทาสคืออะไร? ทาสหมายความว่าเจ้าจะไม่ใช้วิจารณญาณดูว่าศัตรูของพระคริสต์ถูกหรือผิด เจ้าจะไม่กล้าทำเช่นนั้น—เจ้าจะไม่รู้ว่าพวกเขาถูกหรือว่าผิด เจ้าจะสับสนและเลอะเลือนอยู่ในหัวใจ ไม่ชัดเจนว่าสิ่งใดถูกและสิ่งใดผิด เจ้าจะไม่รู้ว่าตนเองควรทำและไม่ควรทำสิ่งใด กลับจะเอาแต่รอคำสั่งจากศัตรูของพระคริสต์เหมือนเป็นหุ่นเชิด ไม่กล้าลงมือถ้าศัตรูของพระคริสต์ไม่สั่ง และกล้าลงมือต่อเมื่อได้ยินคำสั่งจากพวกเขาเท่านั้น เจ้าย่อมจะสูญเสียความสามารถที่มีอยู่ในตัวไปแล้ว เจตจำนงเสรีของเจ้าจะไม่มีบทบาท เจ้าจะกลายเป็นคนตาย มีหัวใจ แต่ก็ไม่สามารถคิดอ่าน มีสมอง แต่ก็ไม่อาจพิจารณาปัญหาได้—เจ้าจะไม่รู้จักถูกผิด หรือรู้จักแยกแยะว่าสิ่งใดเป็นบวกและสิ่งใดเป็นลบ หรือว่าวิธีกระทำการที่ถูกต้องเป็นอย่างไร วิธีกระทำการที่ผิดเป็นอย่างไร ศัตรูของพระคริสต์ย่อมจะควบคุมเจ้าเอาไว้แล้วโดยที่เจ้าไม่ทันรู้ตัว แล้วพวกเขาจะควบคุมสิ่งใด? หัวใจของเจ้า หรือว่าความรู้สึกนึกคิด? เป็นหัวใจของเจ้า จากนั้นความรู้สึกนึกคิดของเจ้าก็จะตกอยู่ภายใต้การควบคุมของพวกเขาไปเอง พวกเขาจะมัดแขนขาของเจ้าเอาไว้แน่น ผูกไว้อย่างมั่นคงและแข็งแรง เพื่อให้เจ้าจมปลักอยู่กับความลังเลและสงสัยในแต่ละก้าวที่เจ้าก้าวไป และให้เจ้าถอยหนีในภายหลัง จากนั้นเจ้าก็จะอยากก้าวต่อ อยากลงมือทำอะไรสักอย่าง แต่ก็ถอยหนีอีก วิสัยทัศน์ที่เจ้ามีในแต่ละสิ่งที่เจ้าทำย่อมจะพร่ามัวและไม่ชัดเจน เรื่องนี้ไม่อาจแยกออกจากความคิดเห็นจากศัตรูของพระคริสต์ที่คอยชักพาให้หลงผิดได้ ศัตรูของพระคริสต์ใช้วิธีการใดเป็นหลักในการควบคุมผู้คน? สิ่งที่พวกเขาพูดล้วนตรงตามมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันที่ผู้คนมี ตรงตามความรู้สึกนึกคิดและการใช้เหตุผลของมนุษย์ เวลาพูด พวกเขาก็ดูเหมือนจะมีความเป็นมนุษย์อยู่บ้าง แต่กลับไม่มีความเป็นจริงความจริง จงบอกเราเถิดว่าผู้คนที่ถูกศัตรูของพระคริสต์ควบคุมและคอยติดตามศัตรูของพระคริสต์จะสามารถทำหน้าที่ในพระนิเวศของพระเจ้าอย่างสุดหัวใจและสุดเรี่ยวแรงที่มีได้หรือไม่? (ไม่ได้) มีอะไรเป็นสาเหตุอยู่เบื้องหลัง? พวกเขาไม่เข้าใจความจริง—นั่นคือสาเหตุหลัก และยังมีอีกสาเหตุหนึ่งคือ ศัตรูของพระคริสต์มัวช่วงชิงอำนาจ พวกเขาไม่ปฏิบัติความจริงเวลาทำหน้าที่ของตน และไม่ทำหน้าที่ด้วยหัวใจทั้งดวงและเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี แล้วคนรับใช้ของพวกเขาจะปฏิบัติความจริงได้หรือ? ศัตรูของพระคริสต์เป็นเช่นไร คนรับใช้ที่ตามหลังมาย่อมจะเป็นเช่นนั้นด้วย ศัตรูของพระคริสต์เดินนำให้คนไม่ปฏิบัติความจริง ทำสิ่งที่ขัดต่อหลักธรรม หักหลังผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า ไร้สำนึกและทำตัวเหมือนเผด็จการ นี่จะไม่ส่งผลต่อคนรับใช้ของพวกเขาได้หรือ? แน่นอนว่าไม่มีทางเป็นไปได้ ดังนั้น ผู้คนที่พวกเขาตีกรอบและควบคุมเอาไว้ย่อมจะเป็นเช่นใด? ย่อมจะระแวดระวังกัน ระแวงและต่อสู้กัน—แข่งขันกันเพื่อชื่อเสียงและผลประโยชน์ เพื่อโอกาสที่จะเปล่งประกาย และเพื่อต้นทุน ทุกคนที่ถูกศัตรูของพระคริสต์ควบคุมเอาไว้ย่อมไม่ลงรอยกันอยู่ลึกๆ และไม่ได้มีจิตใจเป็นหนึ่งเดียวกัน เวลาทำอะไร พวกเขาต่างก็ระมัดระวังและรอบคอบ ไม่เปิดใจให้กัน และไม่มีความสัมพันธ์แบบมนุษย์ตามปกติ ไม่มีการสามัคคีธรรมตามปกติในหมู่พวกเขา ไม่มีการอ่านอธิษฐาน ไม่มีชีวิตฝ่ายวิญญาณที่ปกติ พวกเขาแตกแยกเหมือนกลุ่มผู้ไม่มีความเชื่อที่มีธรรมชาติของซาตานในโลกภายนอกนั้นไม่มีผิด เมื่อศัตรูของพระคริสต์มีอำนาจก็ย่อมเป็นเช่นนั้น มีการระแวดระวังกันในหมู่ผู้คน มีการดิ้นรนต่อสู้ทั้งที่เปิดเผยและซ่อนเร้น มีการบ่อนทำลาย อิจฉา ตัดสิน และเปรียบเทียบกันว่าใครรับผิดชอบน้อยกว่า นั่นคือ “ถ้าคุณจะไม่รับผิดชอบอะไร ฉันก็จะไม่รับผิดชอบเช่นกัน คุณจะให้ฉันคำนึงถึงผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าไปเพื่ออะไรในเมื่อคุณเองก็ไม่คำนึงถึงเรื่องนั้น? เช่นนั้นฉันก็จะไม่คำนึงถึงเช่นกัน!” สถานที่แบบนั้นใช่พระนิเวศของพระเจ้าหรือไม่? ไม่ใช่ แล้วนั่นเป็นสถานที่เช่นใด? เป็นค่ายของซาตาน ความจริงไม่ได้เป็นใหญ่ในที่นั้น ไม่มีพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ หรือพรจากพระเจ้า หรือการทรงนำจากพระองค์ ดังนั้น ผู้คนที่นั่นจึงเหมือนเป็นมารน้อยกันหมด ภายนอกนั้น คำสรรเสริญเยินยอที่พวกเขาพูดถึงผู้อื่นฟังดูดี “โห พวกเขารักพระเจ้าจริงๆ ถวายของกันจริงๆ ทนทุกข์กันโดยแท้เวลาทำหน้าที่ของตน!” แต่จงให้พวกเขาประเมินใครสักคนดูเถิด สิ่งที่พวกเขาจะบอกเจ้าลับหลังย่อมจะต่างจากสิ่งที่พวกเขาพูดต่อหน้าคนเหล่านั้น ถ้าพี่น้องชายหญิงตกอยู่ในเงื้อมมือของผู้นำเทียมเท็จ เวลาปฏิบัติหน้าที่ของตน พวกเขาก็จะแตกแยกเหมือนกองทราย—ไม่ได้ผลอันใด ไม่มีพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และพวกเขาส่วนใหญ่ก็จะไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง แล้วถ้าพวกเขาตกอยู่ภายใต้การควบคุมของศัตรูของพระคริสต์จะเกิดอะไรขึ้น? จะเรียกผู้คนเหล่านั้นเป็นคริสตจักรไม่ได้อีกต่อไป พวกเขาเป็นคนในค่ายของซาตานและเป็นพลพรรคของศัตรูของพระคริสต์ทั้งสิ้น
เหตุใดศัตรูของพระคริสต์จึงอยากควบคุมผู้คนตลอดเวลา? เพราะพวกเขาไม่ปกป้องดูแลผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า ไม่ใส่ใจการเข้าสู่ชีวิตของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร ความคิดคำนึงของพวกเขามีแต่อำนาจ สถานะ และเกียรติของตนเอง เชื่อไปว่าตราบใดที่ตนควบคุมหัวใจของผู้คนเอาไว้และทำให้ทุกคนบูชาตน ความทะเยอทะยานและความอยากได้อยากมีของตนก็จะได้รับการเติมเต็ม ส่วนเรื่องที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า หรืองานของคริสตจักร หรือการเข้าสู่ชีวิตของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรนั้น พวกเขาไม่สนใจเรื่องเหล่านี้โดยสิ้นเชิง แม้ในยามที่เกิดปัญหา พวกเขาก็ไม่สามารถมองเห็น พวกเขาไม่อาจมองเห็นปัญหา เช่น การจัดสรรบุคลากรในพระนิเวศของพระเจ้าไม่ถูกควรตรงไหน หรือการกระจายทรัพย์สินในพระนิเวศของพระเจ้าไร้เหตุผลและพาให้เกิดการสูญเสียมากเกินไปตรงไหนบ้าง และใครเป็นคนผลาญสิ่งเหล่านั้น หรือว่าใครขัดขวางและรบกวนงาน ใครใช้คนอย่างไม่เหมาะสม หรือใครทำงานอย่างสุกเอาเผากิน—และยิ่งไม่อาจจัดการปัญหาดังกล่าวได้ แล้วพวกเขาจัดการสิ่งใด? เข้าไปแทรกแซงเรื่องใด? (เรื่องที่ไม่สลักสำคัญ) เรื่องที่ไม่สลักสำคัญมีเรื่องจำพวกใดบ้าง? ให้รายละเอียดหน่อยเถิด (ผู้นำบางคนจะตั้งต้นแก้ไขเรื่องในครอบครัวของพี่น้องชายหญิงบางคน—เช่น มีคนในครอบครัวที่เข้ากันไม่ได้ ซึ่งนี่เป็นเพียงเรื่องในชีวิตประจำวันเท่านั้น) ผู้นำเทียมเท็จย่อมทำเรื่องเช่นนั้น แล้วศัตรูของพระคริสต์ทำสิ่งใด? (พวกเขาไม่สนใจการเข้าสู่ชีวิตของพี่น้องชายหญิง ไม่สนใจเรื่องที่ขัดกับหลักธรรมความจริง เอาแต่สนใจสิ่งที่เกี่ยวพันกับหน้าตาและสถานะของพวกเขาเท่านั้น—เช่น ผู้คนไม่ทำตามที่พวกเขาบอก หรือบางคนไม่ชอบพวกเขา พวกเขาย่อมจัดการเรื่องทำนองนั้น) นั่นเป็นส่วนหนึ่ง มีเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้น ศัตรูของพระคริสต์ตรวจดูว่าใครบ้างที่พวกเขาเห็นว่าไม่พึงประสงค์ ใครไม่นอบน้อมต่อพวกเขา และใครที่สามารถดูพวกเขาออก พวกเขามองสิ่งเหล่านี้และจดไว้ในใจ เรื่องดังกล่าวมีความสำคัญต่อพวกเขามาก มีสิ่งใดอีก? (ถ้าคนที่ได้รับการลงคะแนนคัดเลือกในคริสตจักรมีวิจารณญาณดูพวกเขาออกและไม่ได้คิดเห็นแบบเดียวกับพวกเขา พวกเขาก็จะหาทางจับผิดคนคนนั้น และหาคนมาแทนที่ พวกเขาชอบทำอะไรแบบนั้น) ไม่ว่าคนที่ทำเรื่องเลวร้ายจะมีข้อเสียหรือปัญหาอันใด หรือก่อให้เกิดการขัดขวางและรบกวนเช่นใดก็ตาม ศัตรูของพระคริสต์ไม่สนใจเรื่องนี้—พวกเขาจับผิดเฉพาะผู้คนที่ทำหน้าที่ของตนและคนที่ไล่ตามเสาะหาความจริง มองหาเหตุผลอันชอบธรรมและข้ออ้างมาทำให้คนเหล่านี้ถูกแทนที่ ยังมีวิธีหลักอีกวิธีหนึ่งที่สำแดงให้เห็นว่าศัตรูของพระคริสต์ควบคุมผู้อื่น นั่นคือ นอกจากควบคุมพี่น้องชายหญิงทั่วไปแล้ว พวกเขายังพยายามควบคุมผู้คนที่กำกับดูแลงานแต่ละด้านอีกด้วย พวกเขาอยากกุมอำนาจทั้งหมดเอาไว้ในกำมือของตนเองอยู่เสมอ ดังนั้น พวกเขาจึงสอบถามทุกเรื่อง คอยจับจ้องและเฝ้ามองทุกสิ่ง ดูว่าผู้คนทำสิ่งต่างๆ อย่างไร พวกเขาไม่สามัคคีธรรมถึงหลักธรรมความจริงแก่ผู้คนแต่อย่างใด หรือให้ผู้คนกระทำการอย่างอิสระ พวกเขาอยากให้ทุกคนทำตามที่พวกเขาบอกและนบนอบพวกเขา กลัวอยู่เสมอว่าอำนาจของตนจะสูญสลายและถูกผู้อื่นชิงไป เวลาเสวนาเรื่องหนึ่งๆ ไม่ว่าจะมีผู้คนสามัคคีธรรมเรื่องนั้นอยู่กี่คนหรือว่าการสามัคคีธรรมของคนเหล่านั้นให้ผลเช่นใด พวกเขาจะปฏิเสธทั้งหมดนั้นเมื่อถึงตาพวกเขา แล้วการเสวนาก็จะต้องเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง นี่ย่อมมีผลสุดท้ายเป็นเช่นใด? เรื่องจะไม่จบจนกว่าทุกคนจะฟังพวกเขา และถ้าไม่เป็นเช่นนั้น ทุกคนก็จะต้องสามัคคีธรรมกันต่อไป บางครั้งสามัคคีธรรมแบบนี้ก็ดำเนินไปจนเลยเที่ยงคืน โดยไม่อนุญาตให้ใครได้นอน เรื่องจะไม่จบจนกว่าผู้อื่นจะฟังสิ่งที่พวกเขาพูด นี่คือสิ่งที่ศัตรูของพระคริสต์ทำ มีหรือไม่คนที่เชื่อว่าศัตรูของพระคริสต์รับผิดชอบงานจึงได้ทำเช่นนี้? การรับผิดชอบงานต่างจากการที่ศัตรูของพระคริสต์รวบอำนาจแบบเบ็ดเสร็จอย่างไร? (ต่างกันที่เจตนา) เวลาที่ผู้คนตั้งใจทำงานและรับผิดชอบงาน พวกเขาทำเช่นนี้เพื่อให้สามัคคีธรรมถึงหลักธรรมความจริงได้อย่างชัดแจ้ง ทุกคนจะได้สามารถเข้าใจความจริง ในทางกลับกัน จุดหมายของศัตรูของพระคริสต์คือการดำรงอำนาจ กุมความได้เปรียบ หักล้างทัศนะทั้งปวงที่ต่างจากความคิดเห็นของตนและอาจทำให้ตนนั้นเสียหน้า เจตนาเหล่านี้แตกต่างกันมิใช่หรือ? (ใช่) แตกต่างกันอย่างไร? พวกเจ้าแยกแยะได้หรือไม่? การทำให้ผู้คนเข้าใจหลักธรรมความจริงด้วยการสามัคคีธรรม กับการแก่งแย่งเพื่อให้ได้รับการยกย่องนับถือ—สองอย่างนี้ต่างกันตรงไหน? (เจตนา) ไม่ใช่เพียงเจตนาเท่านั้น—แน่นอนว่าเจตนาก็ต่าง (หนึ่งในแนวทางเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อพระนิเวศของพระเจ้ามากกว่า) หนึ่งในนั้นเป็นประโยชน์ต่อพระนิเวศของพระเจ้ามากกว่าคือความแตกต่างอีกข้อหนึ่ง—เป็นการคำนึงถึงผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า แต่ข้อแตกต่างที่สำคัญคืออะไร? เวลาที่ใครสักคนสามัคคีธรรมความจริงอย่างแท้จริง เมื่อเจ้าได้ฟังก็ย่อมประจักษ์ชัดว่านั่นไม่ใช่การสร้างความชอบธรรมให้ตนเองหรือปกป้องตนเอง ทุกสิ่งที่พวกเขาสามัคคีธรรมมีเจตนาที่จะทำให้ทุกคนเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้า เป็นคำพยานถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้าทั้งสิ้น สามัคคีธรรมเช่นนั้นทำให้หลักธรรมความจริงกระจ่างชัด และหลังจากฟังแล้ว ผู้คนย่อมมีเส้นทางที่จะเดินหน้า—พวกเขารู้ว่ามีหลักธรรมใดบ้าง รู้ว่าควรทำเช่นไรในอนาคต เวลาทำหน้าที่ก็จะไม่โน้มเอียงไปในทางที่จะทำอะไรขัดกับหลักธรรม และจุดหมายในการปฏิบัติของพวกเขาก็จะเที่ยงตรงมากขึ้น สามัคคีธรรมเช่นนั้นย่อมไม่มีการสร้างความชอบธรรมให้ตนเองหรือการปกป้องตนเองมาปนเปื้อนแม้แต่น้อย แต่คนที่อยากเปลี่ยนสิ่งต่างๆ ให้เป็นคุณแก่ตนและพาผู้อื่นมาอยู่ใต้การควบคุมของตนนั้นย่อมประกาศในลักษณะใด? พวกเขาประกาศเรื่องอันใด? พวกเขาประกาศเรื่องที่สร้างความชอบธรรมให้ตนเอง รวมทั้งความคิด เจตนา และจุดหมายเบื้องหลังสิ่งที่พวกเขาเคยทำ เพื่อให้ผู้คนยอมรับและยอมเชื่อเรื่องเหล่านั้น ไม่เข้าใจพวกเขาผิด มีแต่การสร้างความชอบธรรมให้ตนเองทั้งสิ้น ไม่มีความจริงแต่อย่างใด ถ้าเจ้าตั้งใจฟัง เจ้าจะไม่ได้ยินความจริงในสิ่งที่พวกเขาสามัคคีธรรม—มีแต่คำกล่าว ข้ออ้าง และเหตุผลอันชอบธรรมของมนุษย์ มีอยู่เท่านั้นเอง และหลังจากที่พวกเขาพูดจบแล้ว ทุกคนเข้าใจหลักธรรมกันหรือไม่? ไม่—แต่กลับเข้าใจเจตนาของผู้พูดไม่น้อย นี่คือวิธีการที่ศัตรูของพระคริสต์ใช้ พวกเขาควบคุมผู้คนกันเช่นนี้ ทันทีที่พวกเขารู้สึกว่าสถานะและเกียรติของตนภายในกลุ่มนี้เสื่อมเสียและถูกกระทบกระเทือน พวกเขาก็เรียกชุมนุมทันทีเพื่อพยายามกอบกู้สิ่งเหล่านี้กันทุกทางที่พวกเขาจะสามารถทำได้ แล้วพวกเขากอบกู้สิ่งเหล่านี้อย่างไร? ด้วยการใช้ข้ออ้าง นำเสนอเหตุผลเพื่อสร้างความชอบธรรม เล่าให้ฟังว่าตอนนั้นตนคิดอะไรอยู่ แล้วพวกเขามีจุดหมายอันใดในการเล่าเรื่องเหล่านี้? เพื่อขจัดความเข้าใจผิดทั้งมวลที่ทุกคนมีเกี่ยวกับพวกเขา นี่เหมือนกับพญานาคใหญ่สีแดงไม่มีผิด กล่าวคือ พอมันทรมานใครสักคนแล้ว มันก็จะบอกว่าพวกเขาไม่มีความผิดและให้พวกเขาพ้นข้อกล่าวหาที่ตั้งไว้แต่แรก การทำเช่นนี้มีจุดหมายอันใด? (ฟอกขาว) มันให้เจ้าพ้นผิดและชดใช้ให้หลังจากที่มันทำไม่ดีต่อเจ้าเสร็จแล้ว เพื่อให้เจ้านึกว่าไม่ว่าอย่างไร พญานาคใหญ่สีแดงก็ดีและเชื่อถือได้จริง เมื่อเป็นเช่นนี้ การปกครองของมันก็จะไม่มีภัยคุกคาม ศัตรูของพระคริสต์ก็เป็นดังนี้เช่นกันคือ ไม่มีสักเรื่องเดียวที่พวกเขาจะไม่พูดหรือทำเพื่อตัวเอง พวกเขาจะไม่พูดสิ่งใดเพื่อความจริง และยิ่งจะไม่พูดหรือทำสิ่งใดเพื่อผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า ทุกสิ่งที่พวกเขาพูดและทำล้วนเป็นไปเพื่อความมีหน้ามีตาและสถานะของตนเอง บางคนอาจบอกว่า “ไม่ยุติธรรมที่พระองค์จะตรัสว่าพวกเขาเป็นศัตรูของพระคริสต์ เพราะพวกเขาตรากตรำอย่างหนัก ทำงานของตนด้วยความขยันขันแข็งมาก วิ่งงานเพื่อพระนิเวศของพระเจ้าตั้งแต่ฟ้าสางจนมืดค่ำ บางครั้งก็ยุ่งจนไม่ได้กิน พวกเขาทนทุกข์มามากขนาดนี้!” แล้วพวกเขาทนทุกข์เพื่อใคร? (ตนเอง) เพื่อตนเอง ถ้าไม่มีสถานะ พวกเขาจะทำแบบเดียวกันหรือไม่? พวกเขาวิ่งวุ่นอย่างนั้นเพื่อความมีหน้ามีตาและสถานะของตนเอง—พวกเขาทำเพื่อรางวัล ถ้าไม่ได้รางวัล หรือถ้าไม่มีชื่อเสียง ผลประโยชน์ หรือสถานะ พวกเขาย่อมจะถอนตัวไปนานแล้ว พวกเขาทำสิ่งเหล่านี้ต่อหน้าผู้อื่น และขณะที่ทำ พวกเขาก็อยากให้พระเจ้ารู้เรื่องเหล่านี้ด้วย อยากให้พระองค์ประทานรางวัลที่พวกเขาสมควรได้เมื่อพิจารณาทุกสิ่งที่พวกเขาทำลงไป ถึงที่สุดแล้ว สิ่งที่พวกเขาต้องการก็คือรางวัล พวกเขาไม่อยากได้ความจริง เจ้าต้องเท่าทันจุดนี้ เมื่อพวกเขารู้สึกว่าตนสั่งสมต้นทุนไว้มากพอ เมื่อพวกเขาสบโอกาสที่จะพูดจาท่ามกลางผู้อื่น เนื้อหาที่พวกเขาพูดย่อมเป็นเรื่องใด? อย่างแรกคืออวดอ้างคุณงามความดีของตน—เป็นการทำสงครามจิตวิทยา สงครามจิตวิทยาคืออะไร? คือการบอกให้ทุกคนรู้อยู่ในส่วนลึกของหัวใจว่าพวกเขาทำเรื่องดีๆ เพื่อพระนิเวศของพระเจ้าเอาไว้มาก มีคุณูปการ ยอมเสี่ยง ยอมทำงานที่อันตราย วิ่งเต้นมากมาย และทนทุกข์ไปไม่น้อย—นี่คือการแผ่วางคุณสมบัติของตนให้ดูและเป็นการพูดถึงต้นทุนของตนต่อหน้าผู้อื่น อย่างที่สอง พวกเขากล่าวทฤษฎีบางอย่างที่ไม่อยู่กับความเป็นจริงในลักษณะที่ฟุ้งฝันและเหลวไหล ซึ่งผู้คนก็รู้สึกว่าตนเข้าใจ แม้ว่าจะไม่เข้าใจก็ตาม ทฤษฎีเหล่านี้ฟังดูลึกล้ำ ลี้ลับ และเป็นนามธรรมมาก ทั้งยังทำให้ผู้คนบูชาศัตรูของพระคริสต์ จากนั้นพวกเขาก็พูดจาใหญ่โตและสับสนถึงสิ่งที่พวกเขาเชื่อว่าไม่มีใครเคยเข้าใจ—เช่น เทคโนโลยีและห้วงอวกาศ การเงินและการบัญชี เรื่องของสังคมและการเมือง—แม้กระทั่งเรื่องของโลกมิจฉาชีพและกลโกงต่างๆ พวกเขาเล่าประวัติตนเอง แล้วนี่คืออะไร? พวกเขากำลังอวดอ้างตนเอง จุดหมายที่อวดอ้างก็เพื่อก่อสงครามจิตวิทยา พวกเจ้านึกว่าพวกเขาโง่หรือ? ถ้าเรื่องที่พวกเขาพูดนี้ไม่มีผลต่อผู้คน พวกเขายังจะพูดหรือไม่? พวกเขาจะไม่พูด พวกเขามีจุดหมายในการพูดออกมา นี่เป็นเรื่องของการแผ่วางคุณสมบัติของพวกเขาให้ดู ทำตัวเด่น และอวดตน
ยิ่งไปกว่านั้น ศัตรูของพระคริสต์มักจะใช้ท่าทางเช่นใด? ไม่ว่าจะไปที่ไหน พวกเขาก็วางท่าเป็นหัวหน้าครอบครัว—ไปที่ใด พวกเขาก็พูดว่า “พวกคุณทำงานอะไรอยู่? งานดำเนินไปอย่างไรบ้าง? มีปัญหายุ่งยากหรือไม่? เร่งมือจัดการเรื่องที่พวกคุณได้รับมอบหมายเสีย! อย่าทำตัวสุกเอาเผากิน งานในพระนิเวศของพระเจ้าสำคัญทุกงาน และไม่อาจล่าช้าได้!” พวกเขาเหมือนหัวหน้าครอบครัวไม่มีผิด กำกับดูแลงานของผู้คนในบ้านอยู่ตลอดเวลา นั่นหมายความว่าอย่างไร หมายความว่าพวกเขาเป็นหัวหน้าครอบครัวใช่หรือไม่? นั่นหมายความว่าไม่ว่าใครในบ้านของพวกเขาก็อาจจะผิดพลาดได้ หรือใช้เส้นทางที่ผิด ดังนั้น พวกเขาจึงต้องคอยจับตามอง ถ้าพวกเขาไม่คอยจับตามอง ก็จะไม่มีใครทำหน้าที่ของตน—สุดท้ายทุกคนก็จะสะดุดล้มกันหมด ศัตรูของพระคริสต์เชื่อว่าคนอื่นไร้สมองและเป็นเด็กกันทั้งนั้น ถ้าพวกเขาไม่คอยจู้จี้ ถ้าปล่อยให้ทุกคนพ้นสายตาสักวินาที ก็จะมีบางคนที่ผิดพลาดและใช้เส้นทางที่ผิด นี่เป็นทัศนะเช่นใด? เป็นการวางท่าว่าตนเป็นหัวหน้าครอบครัวมิใช่หรือ? (ใช่) แล้วพวกเขาทำงานที่เป็นรูปธรรมกันบ้างหรือไม่? ไม่เคยทำ พวกเขาจัดแจงให้ผู้อื่นทำงานทั้งหมด ส่วนพวกเขาเองคิดแต่จะทำตัวเป็นขุนนาง เป็นเจ้านาย แล้วพอคนอื่นทำงานเสร็จ ก็เหมือนว่าพวกเขาทำงานนั้นด้วยตนเอง—ความดีความชอบเป็นของพวกเขาหมด พวกเขาเอาแต่ลุ่มหลงในผลประโยชน์ทางสถานะตำแหน่ง ไม่เคยทำสิ่งใดที่เป็นประโยชน์ต่องานในพระนิเวศของพระเจ้า และต่อให้พวกเขาพบว่ามีคนทำตัวสุกเอาเผากินหรือละทิ้งการปฏิบัติหน้าที่ มีคนขัดขวางและก่อกวนงานของคริสตจักร พวกเขาก็แค่พูดเตือนสติและชูใจคนเหล่านั้นบ้างเท่านั้น แต่ไม่เคยเปิดโปงหรือห้ามปราม—พวกเขาไม่เคยล่วงเกินใคร ถ้าไม่มีใครอยากฟังพวกเขา พวกเขาก็จะพูดว่า “ฉันหัวใจสลายเพราะมัวกังวลเรื่องของพวกคุณทุกคน ฉันพูดจนปากแห้ง—เหนื่อยล้าจนสายตัวแทบขาด! พวกคุณทำเรื่องให้ฉันกังวลใจมากเหลือเกิน!” ที่พูดเช่นนี้ พวกเขาไร้ความละอายแก่ใจมิใช่หรือ? พวกเจ้าฟังแล้วนึกรังเกียจกันหรือไม่? ความอยากควบคุมผู้คนอยู่เสมอในตัวศัตรูของพระคริสต์สำแดงออกมาเช่นนี้ทางหนึ่ง แล้วศัตรูเยี่ยงนี้ของพระคริสต์สามัคคีธรรมกับผู้คนอย่างไร? ยกตัวอย่าง พวกเขาบอกเราว่า “ผู้คนที่อยู่ใต้ฉันไม่ทำตามที่บอกให้ทำ พวกเขาไม่จริงจังกับงานของคริสตจักร ทำตัวสุกเอาเผากิน และใช้เงินของพระนิเวศของพระเจ้าอย่างไม่คิดหน้าคิดหลัง คนพวกนี้เป็นสัตว์ร้ายจริงๆ—ต่ำเสียยิ่งกว่าสุนัข!” น้ำเสียงของพวกเขาในที่นี้เป็นเช่นไร? พวกเขาทำให้ตัวเองกลายเป็นข้อยกเว้น พวกเขาหมายความว่า “ฉันคำนึงถึงผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า—แต่พวกเขาไม่คำนึง” ศัตรูของพระคริสต์กำลังมองว่าตัวเองเป็นใคร? เป็น “ทูตประจำแบรนด์” ทูตประจำแบรนด์คืออะไร? ดูทูตประจำแบรนด์ในบางประเทศเถิด—พวกเธอเป็นคนเช่นไร? พวกเธอได้รับเลือกเพราะความงาม พวกเธอสวยมาก พูดจาได้ดี และล้วนผ่านการฝึกฝนมา ทุกคนมีเครือข่ายอยู่เบื้องหลัง มีการติดต่อเจรจากับผู้ชายที่สูง รวย หล่อ รวมทั้งเจ้าหน้าที่ระดับสูง และนักธุรกิจที่มั่งคั่ง—เพราะเหตุนั้น พวกเธอจึงได้เป็นทูตประจำแบรนด์ แล้วพวกเธออาศัยสิ่งใดจึงได้เป็นทูตประจำแบรนด์? แค่หน้าตาดี รูปร่างดี และมีวาทศิลป์เท่านั้นหรือ? พวกเธออาศัยเครือข่ายที่อยู่เบื้องหลังเป็นสำคัญ เป็นเช่นนั้นมิใช่หรือ? (ใช่) เรื่องราวก็เป็นเช่นนั้น ศัตรูของพระคริสต์ที่วางท่าเป็นผู้นำหรือหัวหน้าครอบครัวอยู่เสมอ อยากใช้ท่าทางเช่นนี้ การวางตัวเช่นนี้กันตลอดเวลาเพื่อชักพาให้ผู้คนหลงผิดและควบคุมเอาไว้ นั่นมีรูปแบบค่อนข้างเหมือนทูตประจำแบรนด์มิใช่หรือ? พวกเขายืนอยู่ตรงนั้น มือไพล่หลัง แล้วพอพี่น้องชายหญิงก้มหัวคำนับพวกเขา พวกเขาก็กล่าวว่า “ดี—ทำงานให้ดีล่ะ!” พวกเขาเป็นใครถึงได้พูดเช่นนั้น? พวกเขาแต่งตั้งตัวเองให้ดำรงตำแหน่งอันใด? ไม่ว่าจะไปที่ใด เราก็ไม่พูดอะไรเช่นนั้น—พวกเจ้าเคยได้ยินเราพูดอะไรทำนองนั้นหรือไม่? (ไม่เคย) เราจะพูดเป็นครั้งคราวว่า “โอกาสที่พวกเจ้ามีที่จะทำหน้าที่ด้วยใจที่มีสันติสุขนี้ไม่ใช่สิ่งที่ได้มาโดยง่าย! พวกเจ้าต้องคว้าโอกาสนี้ไว้ และทำหน้าที่ของตนให้ดี—อย่าให้ถูกขับออกไปเพราะทำความชั่วและก่อให้เกิดการรบกวน” แล้วเราพูดเช่นนี้เพราะเหตุใด? เพราะจริงใจ แต่ศัตรูของพระคริสต์คิดดังนั้นหรือไม่? พวกเขาไม่ได้คิดแบบนั้น และไม่ได้กระทำการเช่นนั้น พวกเขาบอกให้ผู้อื่นทำงานให้ดี—แล้วตัวพวกเขาเองทำเช่นนั้นหรือเปล่า? เปล่า พวกเขาจะให้ผู้อื่นทำงานให้ดี ตรากตรำทำงานให้จงหนัก ใช้แรงงานเพื่อพวกเขา และในที่สุดพวกเขาก็เป็นคนที่เอาความดีความชอบไปหมด ในตอนนี้พวกเจ้าตรากตรำทำงานหนักเพื่อเราด้วยการทำหน้าที่ของตนหรือไม่? (ไม่) พวกเจ้าไม่ได้ใช้แรงงานเพื่อเราเช่นกัน พวกเจ้าปฏิบัติหน้าที่และทำตามภาระผูกพันของตนเอง จากนั้นพระนิเวศของพระเจ้าก็จัดหาสิ่งจำเป็นให้แก่พวกเจ้า การพูดว่าเราจัดหาสิ่งจำเป็นให้แก่พวกเจ้าจะเกินเหตุหรือไม่? (ไม่) คำกล่าวนี้ไม่ผิด และที่จริงแล้วสิ่งต่างๆ ก็เป็นเช่นนี้โดยแท้ แต่ถ้าพวกเจ้าจะให้เราพูดเช่นนี้ เราย่อมจะไม่พูด—เรื่องนี้จะไม่มีวันออกจากปากของเรา เราจะพูดเพียงว่าพระนิเวศของพระเจ้าจัดหาสิ่งจำเป็นให้พวกเจ้า กล่าวคือ พวกเจ้าทำหน้าที่ของตนอยู่ในพระนิเวศของพระเจ้า และพระเจ้าก็ทรงจัดหาสิ่งจำเป็นให้แก่พวกเจ้า แล้วพวกเจ้ากำลังทำหน้าที่ของตนเพื่อใคร? (เพื่อตนเอง) พวกเจ้ากำลังปฏิบัติหน้าที่และทำตามภาระผูกพันของตน นี่คือความรับผิดชอบที่พวกเจ้าพึงลุล่วงในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง พวกเจ้ากำลังทำเช่นนี้เบื้องหน้าพระเจ้า พวกเจ้าต้องไม่พูดเป็นอันขาดว่ากำลังทำงานให้เรา—เราไม่ต้องการเช่นนั้น เราไม่ต้องการให้ใครมาทำงานให้เรา เราไม่ใช่นายใหญ่ และไม่ใช่ประธานบริษัท เราไม่ได้ใช้พวกเจ้าทำเงินให้ และพวกเจ้าก็ไม่ได้กินอาหารของเรา พวกเรากำลังร่วมมือกันเท่านั้น เราสามัคคีธรรมความจริงที่เราควรสามัคคีธรรมแก่พวกเจ้า เพื่อให้พวกเจ้าเข้าใจความจริงเหล่านั้นได้ ให้พวกเจ้าออกเดินไปบนเส้นทางที่ถูกต้อง และเมื่อเป็นเช่นนั้น เราย่อมสบายใจ—ความรับผิดชอบและภาระผูกพันที่เรามีนั้นดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว นี่คือการร่วมมือกัน โดยที่ทุกคนต่างก็ทำส่วนของตน ห่างไกลจากกรณีของการที่ใครเบียดเบียนหาประโยชน์จากใคร ใครใช้ใคร ใครเลี้ยงดูใคร อย่าทำอะไรในลักษณะนั้น—ไม่มีประโยชน์ และน่ารังเกียจ จงทำงานให้ดีอย่างแท้จริงจนเป็นที่ประจักษ์ของทุกคน และในที่สุด เจ้าก็จะอยู่ในฐานะอันดีที่จะสามารถสะสางบัญชีของตนเบื้องหน้าพระเจ้า ศัตรูของพระคริสต์มีสำนึกเช่นนั้นหรือไม่? ไม่มี ถ้าพวกเขารับผิดชอบอะไรสักหน่อย ทำคุณความดีสักนิด และทำงานบ้าง พวกเขาย่อมอวดอ้างในลักษณะที่พูดตามตรงว่าน่ารังเกียจ—ถึงกับอยากเป็นทูตประจำแบรนด์ ถ้าเจ้าไม่พยายามเป็นทูตประจำแบรนด์ และลงมือทำงานจริง ทุกคนย่อมจะนับถือเจ้า ถ้าเจ้าวางตัวเป็นทูตประจำแบรนด์ แต่ไม่อาจทำงานจริงได้ และทำจนเบื้องบนต้องเข้ามาข้องเกี่ยวและให้แนวทางสำหรับงานทั้งหมดด้วยตนเอง ตามงานด้วยการกำกับดูแลเจ้าและให้การชี้แนะเจ้า เมื่อเบื้องบนทำงานทุกด้านเอง และถ้าเจ้ายังคงคิดว่าตัวเองมีความสามารถ ทั้งยังนึกว่าตัวเองเก่งขึ้น นึกว่าตัวเองทำเองหมด—นั่นไร้ความละอายแก่ใจมิใช่หรือ? ศัตรูของพระคริสต์สามารถทำเช่นนี้ พวกเขาปล้นพระสิริไปจากพระเจ้า ผู้คนที่ปกตินั้นเวลามีประสบการณ์กับบางสิ่ง พวกเขาย่อมสามารถเข้าใจความจริงได้บ้าง และมองเห็นว่า “ขีดความสามารถของฉันอ่อนด้อยมากทีเดียว—ฉันนี่ไม่ได้เรื่องเลย ถ้าไม่มีเบื้องบนคอยห่วงใยและกำกับดูแล คอยกุมมือช่วยเหลือ ฉันก็คงทำอะไรไม่ได้ ฉันเป็นแค่คนโง่มาโดยตลอด ตอนนี้ถึงได้มารู้จักตัวเองนิดหน่อย รู้ว่าตัวเองมีความสามารถน้อยนัก ถ้าเบื้องบนตัดแต่งฉันอีกในภายหน้า ฉันจะไม่บ่นเลย จะนบนอบโดยดี” เมื่อรู้ว่าตนเองมีความสามารถน้อยนิด เจ้าย่อมจะทำงานของตนด้วยการประพฤติตนในทางที่ดี โดยที่สองเท้านั้นติดดิน ไม่ว่าเบื้องบนจะมอบหมายสิ่งใดให้เจ้าทำ เจ้าย่อมจะทำอย่างดี ด้วยหัวใจทั้งดวงและเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี แล้วศัตรูของพระคริสต์ทำเช่นนี้หรือไม่? ไม่—พวกเขาไม่คำนึงถึงผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า หรืองานในพระนิเวศของพระเจ้า ผลประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งพระนิเวศของพระเจ้าคือสิ่งใด? ใช่ความมั่งคั่งของคริสตจักรหรือไม่? ใช่ของถวายแด่พระเจ้าหรือไม่? ไม่ใช่ แล้วเป็นสิ่งใด? การปฏิบัติหน้าที่ของทุกคนโคจรอยู่รอบๆ งานด้านใด? การประกาศข่าวประเสริฐและการเป็นพยานให้พระเจ้า เพื่อให้มนุษย์ทั้งมวลเข้าใจพระเจ้าและหวนคืนสู่พระองค์ นี่คือผลประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งพระนิเวศของพระเจ้า และผลประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดนี้ก็แตกสาขาลงมา แยกย่อยเป็นแต่ละทีมและงานแต่ละด้าน จากนั้นก็แยกละเอียดลงไปอีกจนถึงหน้าที่ต่างๆ ที่แต่ละคนทำ นี่คือผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า พวกเจ้าเคยมองเช่นนี้มาก่อนหรือไม่? ไม่เคย! เวลาที่เราพูดถึงผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า พวกเจ้ากลับนึกว่าเป็นเงินตรา บ้านช่อง และรถยนต์ นั่นเป็นผลประโยชน์จำพวกใด? ก็แค่วัตถุสิ่งของไม่กี่อย่างเท่านั้นมิใช่หรือ? แล้วจะมีคนพูดหรือไม่ว่า “ในเมื่อของเหล่านั้นไม่ใช่ผลประโยชน์ พวกเราก็ผลาญกันตามใจชอบเถอะ”? นั่นทำได้หรือไม่? (ไม่ได้) แน่นอนว่าทำไม่ได้! การผลาญของถวายนั้นเป็นบาปมหันต์
นอกจากความอยากและความทะเยอทะยานที่จะควบคุมผู้คนแล้ว ศัตรูของพระคริสต์สนใจสิ่งใดอีกบ้าง? โดยพื้นฐานแล้ว ไม่มีเลย พวกเขาไม่สนใจสิ่งอื่นเท่าใดนัก ไม่ว่าแต่ละคนกำลังทำหน้าที่ที่เหมาะสมอยู่หรือไม่ มีการจัดแจงบุคลากรอย่างเหมาะสมหรือไม่ มีใครขัดขวางและก่อกวนงานของคริสตจักรหรือไม่ งานของคริสตจักรแต่ละด้านดำเนินไปอย่างราบรื่นหรือไม่ งานส่วนใดมีปัญหา ส่วนใดยังคงอ่อนแอ ส่วนใดที่ยังไม่ได้รับการพิจารณา ที่ใดบ้างที่งานไม่ได้ทำกันอย่างถูกควร—ศัตรูของพระคริสต์ไม่เอาตัวเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว และไม่ไถ่ถามเรื่องเหล่านี้เลย พวกเขาไม่เคยใส่ใจเรื่องเหล่านี้ ไม่เคยทำงานที่จับต้องได้เช่นนี้ ตัวอย่างเช่น งานแปล งานตัดต่อวีดิทัศน์ งานผลิตภาพยนตร์ งานข้อเขียน งานประกาศข่าวประเสริฐ และอื่นๆ—พวกเขาไม่ติดตามงานด้านใดอย่างขยันขันแข็งเลย ตราบใดที่สิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่เกี่ยวข้องกับชื่อเสียง ผลประโยชน์ หรือสถานะของพวกเขา สิ่งนั้นก็เหมือนไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับพวกเขาเลย แล้วสิ่งเดียวที่พวกเขาทำคืออะไร? พวกเขาเอาแต่จัดการกิจธุระทั่วไปบางอย่าง—งานผิวเผินซึ่งผู้คนให้ความสนใจและมองเห็น พวกเขาทำงานนั้นจนเสร็จสิ้น แล้วนำมาอวดอ้างว่าเป็นคุณสมบัติของตน จากนั้นก็เริ่มสุขสำราญกับผลประโยชน์ทางสถานะตำแหน่งของตน ศัตรูของพระคริสต์ใส่ใจการเข้าสู่ชีวิตของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรหรือไม่? ไม่ พวกเขาใส่ใจแต่ความมีหน้ามีตาและสถานะของตน ใส่ใจแต่เรื่องที่สามารถทำให้ตนโดดเด่น รวมทั้งทำให้ผู้คนยกย่องและบูชาตนได้ ดังนั้น ไม่ว่าจะเกิดปัญหาใดในงานของคริสตจักร พวกเขาก็ไม่ใส่ใจและไม่ถามถึง ไม่ว่าปัญหาจะร้ายแรงเพียงใด ไม่ว่าจะก่อให้เกิดความสูญเสียต่อผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้าอย่างใหญ่หลวงเพียงใด พวกเขาก็ไม่รู้สึกว่านั่นคือปัญหา บอกเราทีเถิดว่า พวกเขามีหัวใจกันบ้างหรือไม่? พวกเขาคือผู้คนที่มีความจงรักภักดีหรือไม่? คือผู้คนที่รักและยอมรับความจริงหรือไม่? เรื่องเหล่านี้ล้วนต้องมีเครื่องหมายคำถาม แล้ววันทั้งวันพวกเขาทำอะไรกันอยู่ ถึงทำให้งานของคริสตจักรยุ่งเหยิงวุ่นวายเช่นนี้? นี่เพียงพอที่จะแสดงให้เห็นว่าพวกเขาไม่คำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้าแม้แต่น้อย พวกเขาไม่ทำงานสำคัญที่พระเจ้าได้ไว้วางพระทัยมอบหมายให้ แต่กลับยุ่งอยู่กับกิจธุระทั่วไปที่ผิวเผินเท่านั้น เพื่อให้ผู้อื่นเห็นว่าพวกเขากำลังทำงานอยู่ ภายนอกนั้นพวกเขายุ่งอยู่กับการทำหน้าที่ เพื่อแสดงให้ผู้คนเห็นว่าพวกเขามีความกระตือรือร้นและความเชื่อ นี่ย่อมตบตาบางคนได้ แต่พวกเขาไม่ได้ทำงานสำคัญของคริสตจักรแม้แต่ด้านเดียว—ไม่ทำทั้งงานให้น้ำและจัดเตรียมความจริงเลย พวกเขาไม่เคยใช้ความจริงแก้ไขปัญหา เพียงจัดการกิจธุระทั่วไปบางอย่าง และทำงานเล็กน้อยเพื่อให้ตนดูดี ส่วนงานสำคัญของคริสตจักร พวกเขาก็แค่ทำอย่างสุกเอาเผากินและไม่รับผิดชอบ—ไม่มีสำนึกรับผิดชอบแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะเกิดปัญหาขึ้นมากมายเพียงใด พวกเขาก็ไม่เคยแสวงหาความจริงมาแก้ไขปัญหา และทำหน้าที่ของตนอย่างขอไปทีเท่านั้น และเมื่อจัดการกิจธุระทั่วไปที่ผิวเผินบางอย่างแล้ว พวกเขาก็คิดว่าตนได้ทำงานที่แท้จริงแล้ว ระหว่างที่ศัตรูของพระคริสต์ทำหน้าที่ของตนนั้น พวกเขาก็ทำเรื่องเลวร้ายอย่างไม่ยั้งคิด และกระทำการตามอำเภอใจและเผด็จการ พวกเขาทำให้งานของคริสตจักรวุ่นวายและยุ่งเหยิงไปหมด ไม่มีงานที่ทำได้มาตรฐานและไร้ข้อผิดพลาดแม้แต่ด้านเดียว ไม่มีงานที่ทำได้ดีโดยที่เบื้องบนไม่ต้องแทรกแซง ถามถึง และกำกับดูแลเลยแม้แต่ด้านเดียว ถึงขนาดนั้นแล้วก็ยังมีบางคนที่เต็มไปด้วยความคับข้องใจและการแข็งขืนหลังจากถูกปลด พวกเขาใช้เรื่องหลอกลวงมาโต้แย้งให้ตนเอง โยนความรับผิดชอบให้กับผู้นำและคนทำงานระดับสูงขึ้นไป นั่นคือความไร้สำนึกโดยสิ้นเชิงมิใช่หรือ? ในยามที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ย่อมไม่อาจมองเห็นท่าทีที่แท้จริงที่คนคนหนึ่งมีต่อความจริงได้ แต่เมื่อเขาถูกตัดแต่งและถูกปลด ท่าทีที่แท้จริงที่เขามีต่อความจริงจึงถูกเผยให้เห็น ผู้คนที่ยอมรับความจริงย่อมสามารถทำดังนี้ภายใต้ทุกสภาพการณ์ หากพวกเขาผิด พวกเขาก็สามารถยอมรับความผิดพลาดของตน สามารถเผชิญหน้ากับข้อเท็จจริงและยอมรับความจริงได้ ผู้คนที่ไม่รักความจริงจะไม่ยอมรับว่าตนผิด ต่อให้ข้อผิดพลาดของพวกเขาได้ถูกเปิดโปงแล้วก็ตาม และยิ่งจะไม่ยอมให้พระนิเวศของพระเจ้าจัดการกับตน—นอกจากนั้น พวกเขาบางคนถึงกับใช้สิ่งใดมาเป็นข้ออ้าง? “ฉันตั้งใจจะทำให้ดี—ก็แค่ทำได้ไม่ดีเท่านั้น ตอนนี้จะมาตำหนิว่าฉันทำได้ไม่ดีไม่ได้ ฉันตั้งใจดี ฉันทนทุกข์และจ่ายราคา รวมทั้งสละตนเอง—การทำบางสิ่งได้ไม่ดีไม่เหมือนกับการทำความชั่วเสียหน่อย!” การใช้เหตุผลแก้ตัวและข้ออ้างเช่นนี้ เพื่อปฏิเสธการจัดการของพระนิเวศของพระเจ้า—ถูกควรหรือไม่? ไม่ว่าคนคนหนึ่งจะให้เหตุผลแก้ตัวและข้ออ้างใด เขาก็ไม่อาจปกปิดท่าทีที่มีต่อความจริงและพระเจ้าได้ เรื่องนี้เกี่ยวพันกับแก่นแท้ธรรมชาติของเขา และเป็นสิ่งที่บ่งชี้ได้ชัดเจนที่สุด ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหรือไม่ก็ตาม ท่าทีที่เจ้ามีต่อความจริงย่อมแสดงถึงแก่นแท้ธรรมชาติของเจ้า นี่คือท่าทีที่เจ้ามีต่อพระเจ้า เพียงดูว่าเจ้าปฏิบัติต่อความจริงอย่างไร ก็สามารถเห็นได้แล้วว่าเจ้าปฏิบัติต่อพระเจ้าอย่างไร
ในการเสวนาเมื่อครู่ พวกเรากล่าวถึงสิ่งใดบ้างเกี่ยวกับพฤติกรรมที่ศัตรูของพระคริสต์ใช้ควบคุมผู้คน? (ศัตรูของพระคริสต์สนใจแต่การควบคุมผู้คนเท่านั้น) ถูกต้อง ผู้คนที่โอหังเป็นพิเศษและรักสถานะเป็นพิเศษ ย่อมมี “ความสนใจ” เป็นอันมากที่จะควบคุมผู้คน “ความสนใจ” นี้ไม่ใช่สิ่งที่เป็นบวก—เป็นความอยากได้อยากมีและความทะเยอทะยาน นี่คือสิ่งที่เป็นลบ และมีความหมายในเชิงดูหมิ่น เหตุใดพวกเขาจึงสนใจที่จะควบคุมผู้คน? จากมุมมองในแง่ข้อเท็จจริง นี่คือธรรมชาติของพวกเขา แต่ยังมีอีกสาเหตุหนึ่งก็คือ ผู้คนที่จะควบคุมผู้อื่นนั้นมีความหลงใหลและความรักใคร่เป็นพิเศษต่อสถานะ ชื่อเสียง ผลประโยชน์ ความทะนงตน และอำนาจ เรากล่าวเช่นนี้ได้หรือไม่? (ได้) แล้วความหลงใหลและรักใคร่เป็นพิเศษนั้นก็คล้ายกับที่ซาตานมีมิใช่หรือ? นั่นคือแก่นแท้ของซาตานมิใช่หรือ? ซาตานครุ่นคิดอยู่ทั้งวันว่าจะชักพาผู้คนให้หลงผิดและควบคุมผู้คนได้อย่างไร มันปลูกฝังแนวคิดและทัศนะที่คลาดเคลื่อนให้กับผู้คนอยู่ทุกวัน ไม่ว่าจะด้วยการปลูกฝังและการศึกษา หรือผ่านวัฒนธรรมดั้งเดิม หรือผ่านวิทยาศาสตร์ ความรู้อันสูงส่ง และหลักคำสอน—ยิ่งมันปลูกฝังสิ่งเหล่านี้เอาไว้ในตัวผู้คน ผู้คนก็ยิ่งบูชามัน ซาตานปลูกฝังสิ่งเหล่านี้ให้กับผู้คนด้วยจุดมุ่งหมายใด? เมื่อทำดังนี้แล้ว ผู้คนย่อมมีแนวคิดของซาตาน มีปรัชญาและวิถีการดำรงอยู่ของมันอยู่ในตัว นี่เท่ากับว่าซาตานหยั่งรากลงในหัวใจของผู้คนแล้ว พวกเขาใช้ชีวิตตามซาตาน และการดำเนินชีวิตของพวกเขาก็คือการดำเนินชีวิตของซาตาน—เป็นการดำรงชีวิตของหมู่มาร เป็นเช่นนั้นมิใช่หรือ? นี่คือธรรมชาติของศัตรูของพระคริสต์ในการควบคุมผู้คนมิใช่หรือ? พวกเขาต้องการทำให้ทุกคนเป็นคนเยี่ยงตน ต้องการทำให้ทุกคนมีชีวิตเพื่อตน พร้อมให้ตนเรียกใช้ ทำสิ่งต่างๆ เพื่อตน และทุกสิ่งก็ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของพวกเขา กล่าวคือ ความคิดและคำพูดของผู้คน รูปแบบการพูดจา แนวคิด และทัศนะ มุมมองและท่าทีที่ใช้กระทำการ แม้กระทั่งท่าทีที่มีต่อพระเจ้า ความเชื่อของผู้คน ตลอดจนความตั้งใจแน่วแน่และความมุ่งมาดปรารถนาที่จะทำหน้าที่ของตน—ทั้งหมดนี้ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของพวกเขา การควบคุมเช่นนั้นลึกซึ้งเพียงใด? พวกเขาล้างสมองและปลูกฝังผู้คนเสียก่อน จากนั้นจึงทำให้ทุกคนทำสิ่งเดียวกับที่พวกเขาทำ พวกเขากลายเป็น “เจ้าพ่อ” ศัตรูของพระคริสต์ใช้วิธีการมากมายเพื่อทำให้ผู้คนเป็นเช่นนี้ มีทั้งการชักพาให้หลงผิด การปลูกฝัง ทำให้กลัว แล้วอะไรอีก? (การโจมตีทางจิตใจ) นั่นเป็นส่วนหนึ่งของการชักพาให้หลงผิด มีสิ่งใดอีก? (บีบบังคับและซื้อใจผู้คน) พวกเขาซื้อใจผู้คนอย่างไร? บางคนทำเรื่องเลวร้ายอย่างไร้การยับยั้งระหว่างทำหน้าที่ของตนในพระนิเวศของพระเจ้า ศัตรูของพระคริสต์สามารถมองเห็นเรื่องนี้ได้อย่างชัดเจนหรือไม่? พวกเขาเห็นทั้งหมดนี้ได้อย่างชัดเจนทีเดียว แล้วพวกเขาจัดการหรือไม่? ไม่จัดการ แล้วเหตุใดจึงไม่จัดการ? พวกเขาปรารถนาที่จะใช้เรื่องนี้ซื้อใจผู้คน โดยบอกคนเหล่านั้นว่า “ที่ไม่จัดการคุณถือเป็นการช่วยเหลือที่ฉันทำไปเพื่อคุณ คุณต้องขอบคุณฉัน ฉันเห็นคุณทำเรื่องไม่ดี แต่ไม่ได้รายงานเรื่องของคุณ และไม่ได้จัดการคุณ ฉันยอมผ่อนปรนให้ จากนี้ไปคุณติดหนี้บุญคุณฉันแล้วไม่ใช่หรือ?” เมื่อเป็นเช่นนั้น คนเหล่านั้นก็รู้สึกสำนึกในบุญคุณของพวกเขาและถือเป็นผู้มีคุณของตน จากนั้น ศัตรูของพระคริสต์และผู้คนเหล่านั้นก็เป็นเหมือนสุกรที่กลิ้งเกลือกอยู่ในเล้าเดียวกันไม่มีผิด ระหว่างที่อยู่ในอำนาจ ศัตรูของพระคริสต์ย่อมสามารถซื้อใจผู้คนที่เป็นเช่นนี้ได้ นั่นคือ คนที่ทำความชั่ว คนที่ทำให้ผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้าเสียหาย คนที่ตัดสินพระเจ้าลับหลัง และคนที่บ่อนทำลายงานในพระนิเวศของพระเจ้าเมื่อลับตาคน นี่คือกลุ่มคนชั่วประเภทที่ศัตรูของพระคริสต์ปกป้อง นี่คือการควบคุมประเภทหนึ่งมิใช่หรือ? (ใช่) ข้อเท็จจริงก็คือ ศัตรูของพระคริสต์รู้อยู่ในหัวใจส่วนลึกว่าคนเหล่านี้ไม่ดูแลรักษาผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้า พวกเขาทุกคนรู้เรื่องนี้—มีความเข้าใจตรงกันโดยปริยาย—ดังนั้น พวกเขาจึงทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด “พวกเราเหมือนกันทุกอย่าง คุณไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้า คุณหลอกพระเจ้า ฉันก็หลอกเช่นกัน คุณไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง ฉันก็ไม่ได้ไล่ตามเสาะหาความจริงเหมือนกัน” ศัตรูของพระคริสต์ซื้อใจผู้คนดังกล่าว นี่คือการซื้อใจคนเหล่านั้นไม่ใช่หรือ? (ใช่) พวกเขาไม่มีความลังเลที่จะปล่อยให้ผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าได้รับความเสียหาย พวกเขาปล่อยให้คนเหล่านี้ทำเรื่องเลวร้ายอย่างไม่ยั้งคิดและเอาเปรียบพระนิเวศของพระเจ้า โดยเอาผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าไปแลก ทำราวกับว่าพวกเขาหาเลี้ยงคนเหล่านี้อยู่ และคนเหล่านี้ก็สำนึกในบุญคุณของพวกเขาโดยไม่รู้ตัว เมื่อถึงเวลาที่พระนิเวศของพระเจ้าจัดการกับคนชั่วเหล่านี้ คนเหล่านี้จะมองศัตรูของพระคริสต์อย่างไร? คนเหล่านี้บอกตัวเองว่า “แย่แล้ว พวกเขาถูกปลดเสียแล้ว ถ้ายังไม่ถูกปลด พวกเราก็คงสุขสำราญต่อไปได้อีกสักพักหนึ่ง—เมื่อมีพวกเขาปกปิดความผิดให้ ก็ไม่มีใครจัดการฉันได้” พวกเขายังคงรู้สึกผูกพันกับศัตรูของพระคริสต์มากเหลือเกิน! ชัดเจนว่าทั้งหมดที่ศัตรูของพระคริสต์ทำนี้คือการขัดขวางและการก่อกวน เป็นสิ่งที่ชักพาผู้คนให้หลงผิด และเป็นการทำชั่วที่ต่อต้านพระเจ้า และคนที่ไม่รักความจริงจะไม่เกลียดการทำชั่วเหล่านี้ และปกปิดความผิดให้พวกเขาด้วยซ้ำ ตัวอย่างเช่น มีผู้นำคนหนึ่งที่ปกป้องศัตรูของพระคริสต์ เบื้องบนถามเขาว่ามีใครในคริสตจักรทำให้เกิดการขัดขวางและการก่อกวน หรือทำเรื่องไม่ดีอย่างไม่ยั้งคิด หรือมีศัตรูของพระคริสต์กำลังชักพาผู้คนให้หลงผิดอยู่หรือไม่ ผู้นำคนนั้นตอบว่า “เอาเป็นว่า ผมจะลองสอบถามดู ผมจะตรวจสอบให้” นั่นเป็นส่วนหนึ่งในงานของเขามิใช่หรือ? ด้วยน้ำเสียงที่ว่า—“ผมจะตรวจสอบให้”—เขาก็รับปากเบื้องบนไปอย่างนั้น และภายหลังเบื้องบนก็ไม่ได้ยินเรื่องนั้นอีกเลย เขาไม่ได้ตรวจสอบ—เขาไม่ต้องการล่วงเกินผู้คนเหล่านั้น! และเมื่อเบื้องบนถามเขาอีกครั้งว่า “คุณตรวจสอบหรือยัง?” เขาก็ตอบว่า “ตรวจสอบแล้ว—ไม่มีเลย” นั่นเป็นความจริงหรือ? เขาคือศัตรูของพระคริสต์รายใหญ่ที่สุด เป็นตัวการสำคัญที่ก่อกวนงานของคริสตจักร และทำให้ผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้าเสียหาย เขาเองก็เป็นศัตรูของพระคริสต์—แล้วจะมีอะไรให้เขาตรวจสอบกันเล่า? เมื่อมีเขาอยู่ที่นั่น ไม่ว่าผู้คนที่อยู่ใต้เขาจะทำเรื่องเลวร้ายอันใด ทำให้เกิดการขัดขวางและการก่อกวนใด ก็ไม่มีใครสามารถตรวจสอบเรื่องเหล่านี้ได้ เขาขัดขวางไม่ให้ใครตรวจสอบได้ โดยนัยแล้ว ภายใต้สภาพการณ์เช่นนี้ เขาได้แยกผู้คนที่อยู่ใต้เขาออกจากพระเจ้าแล้วมิใช่หรือ? เขาทำไปแล้ว และเมื่อถูกแยกออกจากพระเจ้าแล้ว คนเหล่านั้นเชื่อฟังใคร? เชื่อฟังเขามิใช่หรือ? ดังนั้น เขาจึงกลายเป็นอันธพาลประจำถิ่น เป็นหัวหน้าโจร เป็นเผด็จการท้องถิ่น—เขาได้คนเหล่านั้นไว้ในการควบคุมของเขาแล้ว เขาใช้วิธีการใด? เขาหลอกให้เบื้องบนหลงกลและหลอกให้คนที่อยู่ใต้เขาหลงเชื่อ สำหรับผู้คนที่อยู่ใต้เขา เขาซื้อใจและพูดคำหวาน ส่วนเบื้องบนนั้น เขาใช้เล่ห์เหลี่ยม—ไม่ยอมให้เบื้องบนรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นเบื้องล่าง เขาไม่บอกเบื้องบนเกี่ยวกับเรื่องนั้นเลย และยังสร้างภาพลวงตาอีกด้วย สร้างภาพลวงตาอันใด? เขาบอกเบื้องบนว่า “ในคริสตจักรของพวกเรามีคนที่พี่น้องชายหญิงทุกคนรายงานว่าเป็นคนที่มีความเป็นมนุษย์ต่ำ มุ่งร้ายอย่างยิ่ง และไม่สามารถทำหน้าที่ใดๆ ได้เลย คุณว่าอย่างไร—ผมจัดการเธอได้ไหม?” ถ้าฟังจากที่เขาเล่า ก็เห็นได้ชัดจากสิ่งที่คนคนนั้นสำแดงออกมาว่าเธอเป็นคนชั่วที่ควรจัดการ ดังนั้น เบื้องบนจึงกล่าวว่า “ถ้าเป็นเช่นนั้น คุณก็จัดการเธอได้ พวกคุณจัดการเธอหรือยัง?” เขาก็บอกว่า “พวกเราจัดการเธอเมื่อเดือนก่อนและคัดเธอออก” ข้อเท็จจริงเป็นอย่างที่เขาพูดจริงหรือ? หลังจากซักถามอย่างละเอียดมากขึ้น แท้จริงแล้วเกิดอะไรขึ้นกันแน่? คนคนนั้นเข้ากับเขาไม่ได้ และมีเหตุผลหนึ่งที่ทั้งคู่เข้ากันไม่ได้คือ ผู้นำคนนี้ไม่ได้ทำงานที่แท้จริง เขาคอยจับกลุ่มและตั้งพรรคพวกในหมู่พี่น้องชายหญิงอยู่เสมอ—เขาแสดงการสำแดงต่างๆ ของศัตรูของพระคริสต์ และคนคนนั้นมีวิจารณญาณที่จะแยกแยะเขาได้ เธอจึงรายงานและเปิดโปงปัญหาเหล่านั้น ทันทีที่รายงานเรื่องนั้นแล้ว เธอก็ถูกพวกลูกน้องของผู้นำคนนั้นจับได้ และต่อมาเธอก็ถูกเขาทรมานและคัดออก ศัตรูของพระคริสต์คนนี้เก่งมากที่ทำให้ทุกคนที่อยู่ใต้เขาลุกขึ้นมาต่อต้านและปฏิเสธเธอคนนั้น แล้วในที่สุด เขาก็จัดการกับเธอและคัดเธอออก หลังจากนั้น เขาจึงรายงาน “ข่าวดี” นี้ต่อเบื้องบน อันที่จริงแล้ว เรื่องที่เกิดขึ้นจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นในคริสตจักรบ้างหรือไม่? มี ศัตรูของพระคริสต์เหล่านี้กดขี่พี่น้องชายหญิง โดยกดขี่คนที่แยกแยะพวกเขาได้และรายงานปัญหาเกี่ยวกับพวกเขา ตลอดจนคนที่สามารถมองทะลุแก่นแท้ธรรมชาติของพวกเขา พวกเขาถึงกับยื่นเรื่องร้องเรียนเหยื่อของตนก่อน โดยรายงานเบื้องบนว่าคนเหล่านั้นทำให้เกิดการก่อกวน ใครกันแน่ที่ทำให้เกิดการก่อกวน? เป็นศัตรูของพระคริสต์ที่ก่อกวนและควบคุมคริสตจักร
ศัตรูของพระคริสต์ใช้กลวิธีใดบ้างในการทำให้ผู้คนนบนอบพวกเขา? หนึ่งในกลวิธีดังกล่าวคือการใช้วิธีการต่างๆ มาควบคุมเจ้า—ควบคุมความคิดของเจ้า วิธีการของเจ้า เส้นทางที่เจ้าเดิน และแม้กระทั่งใช้อำนาจที่พวกเขามีมาควบคุมหน้าที่ที่เจ้าทำ หากเจ้าทำตัวใกล้ชิดกับพวกเขา พวกเขาก็จะมอบหน้าที่ง่ายๆ ให้เจ้าซึ่งทำให้เจ้าโดดเด่นขึ้นมาได้ หากเจ้าไม่เชื่อฟังพวกเขาเสมอ ชี้ให้เห็นข้อบกพร่องของพวกเขาตลอดเวลา และเปิดโปงปัญหาเรื่องความเสื่อมทรามของพวกเขา พวกเขาก็จะจัดแจงให้เจ้าทำงานที่ผู้คนไม่ชอบทำ—ตัวอย่างเช่น ให้พี่น้องหญิงอายุน้อยไปทำงานบางอย่างที่สกปรกและเหน็ดเหนื่อย พวกเขาจัดแจงงานง่ายๆ และสะอาดให้แก่คนที่เข้าไปใกล้ชิดพวกเขา ประจบประแจงพวกเขา และพูดสิ่งที่พวกเขาอยากฟังอยู่เสมอ นี่คือวิธีที่ศัตรูของพระคริสต์ปฏิบัติต่อผู้คนและควบคุมพวกเขา นั่นคือ เมื่อเป็นการใช้อำนาจในการจัดสรรบุคลากรและการโยกย้าย ใครจะได้ทำอะไรล้วนขึ้นอยู่กับพวกเขา พวกเขาควบคุมแต่เพียงฝ่ายเดียว นี่เป็นเพียงความทะเยอทะยานและความอยากได้อยากมีอย่างหนึ่งเท่านั้นหรือ? ไม่ใช่ เรื่องนี้สอดคล้องกับข้อที่แปดของการสำแดงของศัตรูของพระคริสต์ว่า “พวกเขาย่อมจะให้ผู้อื่นนบนอบเฉพาะพวกเขาเท่านั้น ไม่ใช่ความจริงหรือพระเจ้า” โดยแท้มิใช่หรือ? ประโยคที่ว่า “พวกเขาย่อมจะให้ผู้อื่นนบนอบเฉพาะพวกเขาเท่านั้น ไม่ใช่ความจริงหรือพระเจ้า” หมายความว่าอย่างไร? การสำแดงนี้มีสิ่งใดผิด? ผิดในแง่ใด? ผิดตรงที่สิ่งที่พวกเขาให้ผู้คนนบนอบนั้นขัดแย้งกับความจริงทั้งสิ้น ไม่สอดคล้องกับหลักธรรมความจริง ขัดแย้งกับผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้าและเจตนารมณ์ของพระเจ้าโดยสิ้นเชิง ไม่ดูแลรักษาผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้าเลย และไม่สอดคล้องกับความจริงแม้แต่น้อย สิ่งที่พวกเขาให้ผู้คนนบนอบมีแต่ความทะเยอทะยาน ความอยากได้อยากมี ความชอบส่วนตัว ผลประโยชน์ และมโนคติอันหลงผิดของพวกเขาเองเท่านั้น นี่คือแก่นแท้ของปัญหามิใช่หรือ? นี่คือหนทางหนึ่งที่แก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์สำแดงออกมา นี่คือการเข้าถึงแก่นเรื่องนี้มิใช่หรือ? การที่ศัตรูของพระคริสต์กระทำเช่นนี้เป็นเรื่องที่ควรแยกแยะได้โดยง่าย มีผู้นำและคนทำงานบางคนที่เสนอทัศนะที่เที่ยงตรงและถูกต้อง และแม้บางคนจะไม่เชื่อและไม่สามารถยอมรับได้ก็ตาม แต่ผู้นำเหล่านี้ก็สามารถยืนหยัดดำเนินการตามทัศนะที่ถูกต้องเหล่านั้นและนำไปปฏิบัติได้ พฤติกรรมเช่นนี้ต่างจากพฤติกรรมของศัตรูของพระคริสต์อย่างไร? ดูจากภายนอกทั้งสองพฤติกรรมมีความคล้ายคลึงกัน แต่แตกต่างกันที่แก่นแท้ สิ่งที่ศัตรูของพระคริสต์ทำคือการจงใจต่อต้านความจริงและหลักธรรมในการทำงานของพระนิเวศของพระเจ้า โดยให้ผู้คนทำตามที่พวกเขาบอกภายใต้ข้ออ้างว่าเป็นการทำหน้าที่เพื่อพระนิเวศของพระเจ้าและเป็นการนบนอบความจริง แบบนี้ไม่ถูกต้อง—ผิดอย่างร้ายแรงและไร้สาระอย่างยิ่ง ผู้นำและคนทำงานบางคนค้ำชูทัศนะที่ถูกต้อง ทัศนะที่ตรงตามหลักธรรมความจริงควรได้รับการค้ำชู นี่ไม่ใช่ความโอหังและความคิดว่าตนถูก รวมทั้งไม่ใช่การตีกรอบผู้คน—นี่คือการค้ำชูความจริง พฤติกรรมทั้งสองอย่างนี้ดูคล้ายคลึงกันจากภายนอก แต่แก่นแท้แตกต่างกัน กล่าวคือ พฤติกรรมหนึ่งนั้นค้ำชูหลักธรรมความจริง และอีกพฤติกรรมหนึ่งค้ำชูทัศนะที่ผิดพลาด สิ่งที่ศัตรูของพระคริสต์ทำล้วนละเมิดความจริง เป็นปฏิปักษ์กับความจริง และขับเคลื่อนด้วยความทะเยอทะยานและความอยากได้อยากมีส่วนตัวทั้งสิ้น—นั่นคือเหตุผลที่ศัตรูของพระคริสต์ให้ผู้คนนบนอบพวกเขาเท่านั้น ไม่ใช่ความจริงหรือพระเจ้า นั่นคือประเด็นสำคัญของเรื่องนี้ สิ่งที่พวกเราเพิ่งพูดถึงนั้นเป็นข้อเท็จจริงที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว ความอยากได้อยากมีและความทะเยอทะยานในที่นี้หมายถึงอะไร? หมายถึงบางคนไม่ทำสิ่งที่เห็นได้ชัดเจนว่าศัตรูของพระคริสต์จะทำ แต่คนเหล่านั้นยังคงมีแนวโน้มเหล่านี้ พวกเขามีแนวโน้มและการสำแดงเหล่านี้ ซึ่งหมายความว่าพวกเขามีความอยากและความทะเยอทะยานเหล่านี้ ไม่ว่าจะอยู่ในกลุ่มใด พวกเขาก็อยากสั่งการผู้คนเหมือนกับข้าราชการอยู่ตลอดเวลา เช่น “คุณไปทำอาหาร!” “คุณไปแจ้งคนนั้นคนนี้!” “ขยันทำหน้าที่ของคุณ และจงรักภักดีให้มากขึ้น—พระเจ้าเฝ้าดูอยู่!” พวกเขาจำเป็นต้องพูดอะไรเช่นนั้นอย่างนั้นหรือ? นั่นเป็นน้ำเสียงแบบใด? พวกเขาเป็นใครถึงทำตัวเหมือนเป็นเจ้าเป็นนายตลอดเวลา? พวกเขาไม่มีอะไรเลย แต่กลับกล้าพูดเช่นนั้น—นั่นคือการไร้สำนึกมิใช่หรือ? บางคนอาจกล่าวว่า “พวกเขาหัวทึบ” แต่พวกเขาไม่ใช่คนหัวทึบธรรมดา—เป็นคนหัวทึบแบบพิเศษ พิเศษอย่างไร? เวลาโต้แย้งหรือปรึกษาหารือเรื่องอะไรกับใครก็ตาม ไม่ว่าพวกเขาจะถูกต้องหรือไม่ สุดท้ายพวกเขาต้องชนะ ไม่ว่าพวกเขาจะถูกต้องหรือไม่ พวกเขาต้องมีสิทธิ์ชี้ขาด สั่งการ และตัดสินใจ ไม่ว่าสถานะของพวกเขาจะเป็นเช่นไร พวกเขาก็อยากเป็นคนตัดสินใจ หากอีกคนเหนือกว่าโดยแสดงความคิดเห็นที่ถูกต้อง พวกเขาก็โมโห ทิ้งงานของตนและปฏิเสธที่จะทำต่อไป—พวกเขาเลิกทำ โดยกล่าวว่า “พวกคุณจะพูดอะไรก็ได้ตามใจชอบ—ถึงอย่างไร พวกคุณก็ไม่ยอมทำตามที่ฉันบอกอยู่แล้ว!” พวกเขามีความทะเยอทะยานและความอยากเช่นนั้นมิใช่หรือ? หากผู้คนดังกล่าวเป็นเจ้าเป็นนาย หากกลายเป็นผู้ดูแล กลายเป็นผู้นำ ผลที่ตามมาจะเป็นเช่นใด? พวกเขาจะกลายเป็นศัตรูของพระคริสต์อย่างเต็มรูปแบบ พวกเจ้ามีการสำแดงดังกล่าวหรือไม่? นั่นไม่ใช่เรื่องดีเลย! หากผู้เชื่อในพระเจ้าไม่ได้มาซึ่งความจริง แต่กลับกลายเป็นศัตรูของพระคริสต์ ย่อมจะเป็นหายนะครั้งใหญ่มิใช่หรือ?
ผู้ไม่มีความเชื่อมองผู้คนอย่างไร? เวลาพบเจอคนคนหนึ่ง พวกเขาดูรูปลักษณ์และเสื้อผ้าก่อน เวลาฟังผู้อื่นพูด พวกเขาก็อยากรู้อยู่เสมอว่าคนคนนั้นมีความรู้หรือไม่ หากพบว่ารูปลักษณ์และการแต่งกายของเจ้าไม่น่าดูเท่าใดนัก และเจ้าก็ไม่ได้มีการศึกษาที่ดีหรือมีความรู้มากนัก พวกเขาย่อมดูหมิ่นเจ้า และเวลาพูดคุยกับเจ้าก็ต้องการที่จะเหนือกว่าเจ้า เรากล่าวว่า “ถ้าเจ้าอยากโต้เถียง เช่นนั้นก็เชิญ—เจ้าพูดเลย” เราเงียบ เรายอมให้ ไม่ว่าเราไปที่ใด คนส่วนใหญ่ในพระนิเวศของพระเจ้าก็จะรับฟังเรา ดังนั้น เราจึงมองหาโอกาสที่จะฟังผู้อื่นพูดบ้าง ให้ผู้อื่นพูดมากขึ้น—เราพยายามเปิดโอกาสให้ทุกคนพูดออกมาจากหัวใจ พูดถึงความลำบากยากเย็นที่อยู่ภายในและพูดถึงความรู้ของพวกเขา ขณะที่ฟังอยู่นั้น เราสามารถได้ยินความเบี่ยงเบนบางอย่าง เราสามารถได้ยินปัญหาและข้อบกพร่องบางอย่างของพวกเขา ได้ยินว่ามีปัญหาใดเกิดขึ้นบนเส้นทางที่พวกเขาเดินบ้าง และงานด้านใดของคริสตจักรที่ยังทำได้ไม่ดี ยังคงมีปัญหาใดในงานนั้นบ้าง และจำเป็นต้องแก้ไขหรือไม่ เราตั้งใจฟังสิ่งเหล่านี้ หากพวกเราถกเถียงประเด็นใดประเด็นหนึ่งกันอยู่—ตัวอย่างเช่น หากเราบอกว่าถ้วยใบหนึ่งทำมาจากกระดาษ และเจ้ายืนกรานที่จะบอกว่าถ้วยนี้เป็นพลาสติก เราจะบอกว่า “ก็ได้ เจ้าพูดถูก” เราจะไม่โต้เถียงกับเจ้า บางคนคิดว่า “ถ้าพระองค์ถูก ทำไมไม่ทรงแย้งเล่า?” นั่นขึ้นอยู่กับประเด็น หากเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับความจริง เจ้าฟังเราเท่านั้นจึงจะถูกต้อง หากเป็นเรื่องภายนอก เช่นนั้นแล้ว ไม่ว่าพวกเจ้าจะพูดอย่างไร เราก็จะไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง—เรื่องแบบนั้นไม่มีความเกี่ยวข้องกับเรา ไม่มีประโยชน์ที่จะโต้เถียงในเรื่องแบบนั้น มีบางคนสนทนาเกี่ยวกับกิจการบ้านเมืองบางเรื่อง เรากล่าวกับพวกเขาว่า “ตามที่เราเข้าใจ เรื่องนั้นเป็นอย่างนี้” เราเติมคำว่า “ตามที่เราเข้าใจ” เข้าไปตั้งแต่ต้น ให้มีการตระหนักรู้ตนเองอยู่ในนั้นเล็กน้อย เราหยิบยกข้อเท็จจริงที่เรารู้มาอธิบายเรื่องดังกล่าว โดยกล่าวว่า “สถานการณ์ในตอนนี้เป็นอย่างนี้ แต่ถ้ามีสถานการณ์พิเศษอะไร เรื่องเหล่านั้นเราไม่รู้” เราได้แต่ประเมินเรื่องราวด้วยข้อเท็จจริงเช่นนั้นเท่านั้น แต่เราก็ไม่อวดตัวว่าเรารู้มากขนาดไหน เราเพียงให้ข้อมูลแก่พวกเขาเล็กน้อยไว้อ้างอิง—ไม่ได้หมายจะยกตนเหนือพวกเขาและกดขี่พวกเขา ไม่ใช่เพื่อแสดงให้พวกเขาเห็นว่าเราปราดเปรื่องเพียงใดและเรารู้ทุกเรื่อง พวกเขาไม่รู้อะไร นั่นไม่ใช่มุมมองของเรา เวลาบางคนสนทนากับเรา เราเอ่ยถึงข้อมูลบางอย่างที่พวกเขาไม่รู้ พวกเขากลับกล่าวว่า “พระองค์อยู่แต่ข้างในทั้งวัน—จะไปรู้อะไร?” พวกเขาไม่รู้ข้อมูลนั้น แต่ก็ต้องการโต้เถียงและทะเลาะกับเราในเรื่องดังกล่าว เราจึงกล่าวว่า “ถูกต้อง เราไม่ได้ออกไปข้างนอก แต่เรารู้เรื่องนี้เรื่องเดียว เราเพียงบอกเจ้าก็เท่านั้นเอง—เชื่อหรือไม่ก็แล้วแต่” มีอะไรให้โต้เถียงกันในเรื่องนั้นเล่า? การโต้เถียงในเรื่องแบบนี้เป็นอุปนิสัยอย่างหนึ่ง บางคนถึงกับต้องการชิงความเหนือกว่าเมื่อเป็นเรื่องภายนอก โดยกล่าวว่า “พระองค์รู้เรื่องนี้ได้อย่างไร? ทำไมข้าพระองค์ไม่รู้? ทำไมพระองค์พูดถึงเนื้อหาสำคัญทั้งหมดของเรื่องนี้ได้ ในขณะที่ข้าพระองค์ทำไม่ได้?” ตัวอย่างเช่น เราพูดว่า “หลายปีที่ผ่านมา เราอาศัยอยู่ที่นี่ เราได้ค้นพบลักษณะเฉพาะของสภาพอากาศที่นี่ นั่นคือ ที่นี่ค่อนข้างชื้น” นี่เป็นข้อสังเกตที่เราได้หลังจากอาศัยอยู่ที่นี่มาเป็นเวลานาน—นั่นเป็นข้อเท็จจริงอย่างหนึ่ง แต่บางคนฟังแล้วกลับกล่าวว่า “เป็นอย่างนั้นจริงหรือ? ถ้าอย่างนั้น ทำไมข้าพระองค์ไม่เคยรู้สึกว่าชื้นเลยเล่า?” เพียงเพราะเจ้าไม่ได้รู้สึกถึงความชื้น นั่นไม่ได้หมายความว่าไม่ชื้น เจ้าจะเอาแต่ถือตามที่เจ้ารู้สึกไม่ได้—เจ้าต้องยึดข้อมูลเป็นเกณฑ์ พยากรณ์อากาศประจำวันก็ลงรายละเอียดไว้มากมาย เมื่อเจ้าดูรายละเอียดมากพอ เจ้าก็จะรู้ว่าที่จริงแล้วที่นี่ชื้น นี่ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องที่เราคิดฝันขึ้นมา และเราก็ไม่ได้พูดตามความรู้สึก แล้วเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น? ตามฐานกำแพงที่มีร่มเงามักจะมีมอสขึ้นอยู่เสมอตลอดทั้งปี ในฤดูใบไม้ผลิก็มีบางแห่งที่คนไม่กล้าเดินผ่าน เพราะลื่นมาก ข้อสังเกตนี้มาจากการมีประสบการณ์ในเรื่องดังกล่าว การเห็นด้วยตาของตนเอง และรู้สึกด้วยตนเอง การพูดเช่นนี้ไม่ได้สวนทางกับข้อเท็จจริง ถูกต้องหรือไม่? แต่ก็มีบางคนที่ท้าทายเราในเรื่องเหล่านี้เวลาคุยกับเรา—เราบอกว่าที่นี่ชื้น และพวกเขาก็เอาแต่บอกว่าไม่ชื้น นี่คือผู้คนที่เลอะเลือนมิใช่หรือ? (ใช่) ถ้อยแถลงบางอย่างตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงเพราะมาจากประสบการณ์ ไม่ได้คิดฝันขึ้นมาลอยๆ เหตุใดเราจึงบอกว่าไม่ใช่เรื่องที่คิดฝันขึ้นมา? เพราะมีรายละเอียดให้เห็นอย่างชัดเจน ครบถ้วน และเป็นระบบ และเมื่อคนคนหนึ่งมองเห็นและมีประสบการณ์ตามที่บรรยายไว้ในถ้อยแถลงเหล่านั้น นั่นก็ตรงกับที่กล่าวไว้ทุกประการ เช่นนั้นแล้ว ถ้อยแถลงเหล่านั้นย่อมถูกต้องมิใช่หรือ? (ใช่) ถึงแม้ถ้อยแถลงเหล่านั้นจะถูกต้อง แต่ก็มีบางคนที่ชอบโต้เถียงอยู่เสมอ และโต้เถียงเราแบบนี้ พวกเขาโต้เถียงไปเพื่ออะไร? นี่คือการต่อสู้อย่างเอาเป็นเอาตายกันหรือ? พวกเขากำลังต่อสู้เพื่อรักษาชีวิตรอดกระนั้นหรือ? พวกเขาไม่ได้โต้เถียงเพื่อสิ่งนั้น พวกเขาเพียงต้องการแข่งขันว่าใครรู้มากกว่ากันเท่านั้น พวกเขาแค่ชอบโต้เถียง—นี่คืออุปนิสัยอย่างหนึ่ง พวกเจ้าคิดว่าควรปฏิบัติต่อผู้คนเช่นนี้อย่างไร? จำเป็นต้องเปิดโปงและโต้เถียงจนเจ้าหน้าแดงด้วยความโมโหหรือไม่? (ไม่) กับผู้คนที่ไม่รู้ความเช่นนี้ ไม่มีประโยชน์ที่จะโต้เถียงด้วย เสื่อมเสียเปล่าๆ ปล่อยให้พวกเขาเป็นเช่นนั้นเถิด ก็ดีแล้วมิใช่หรือ? มีประโยชน์อันใดที่จะไปโต้เถียงกับคนโง่เขลาและหุนหันพลันแล่นเช่นนั้น? หากมีการโต้เถียงหรือถกเถียงกันเพราะใครสักคนไม่เข้าใจเรื่องบางเรื่องที่เกี่ยวพันกับความจริง นั่นไม่เป็นไร—แต่การโต้เถียงกันด้วยเรื่องภายนอกเหล่านี้ก็คือการไม่รู้ความมิใช่หรือ? โดยหลักแล้ว อุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์คือ อุปนิสัยที่ไม่ยอมรับความจริง โอหัง คิดว่าตนถูก และรังเกียจความจริง ศัตรูของพระคริสต์ไม่ยอมรับแม้กระทั่งคำพูดที่ถูกต้อง หรือความคิดเห็นและคำกล่าวที่ตรงกับข้อเท็จจริง พวกเขาจะค้นคว้า โต้แย้ง และถกเถียงกับเจ้าในเรื่องเหล่านั้น—ยิ่งไม่ต้องพูดถึงความจริง นั่นคืออุปนิสัยมิใช่หรือ? (ใช่) เป็นอุปนิสัยเช่นใด? โอหัง ความหมายของพวกเขาก็คือ “พระองค์ก็แค่เข้าใจความจริงนิดหน่อยเท่านั้นไม่ใช่หรือ? พระองค์ไม่เข้าใจเรื่องภายนอก ดังนั้น พระองค์ฟังข้าพระองค์พูดเรื่องเหล่านั้นจึงจะถูกต้อง! อย่าตรัสพร่ำเพรื่อ—นั่นทำให้ข้าพระองค์โมโหจริงๆ เรื่องภายนอกเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องให้พระองค์บริหารจัดการ หน้าที่รับผิดชอบของพระองค์คือการพูดความจริง ข้าพระองค์จะฟังพระองค์—แต่เลิกตรัสเรื่องราวภายนอกเหล่านี้เสีย เลิกตรัสไปเลย! พระองค์ไม่เคยพบเจอเรื่องราวเหล่านี้ แล้วพระองค์จะไปรู้อะไร? พระองค์ต้องฟัง!” พวกเขาต้องการให้ผู้คนฟังพวกเขาไปเสียทุกเรื่อง ปรารถนาที่จะเอาชนะทุกคน โดยไม่มองด้วยซ้ำว่าคนคนนั้นเป็นใคร นั่นคืออุปนิสัยเช่นใด? เป็นอุปนิสัยที่มีสำนึกบ้างหรือไม่? (ไม่มี)
จงบอกเราเถิดว่า เราเข้ากับคนง่ายหรือยาก? (ง่าย) พวกเจ้ารู้ได้อย่างไร? เหตุใดจึงบอกว่าง่าย? เราจะบอกพวกเจ้า และพวกเจ้าก็จะเห็นได้ว่าคำบรรยายตัวเองของเรานั้นถูกต้องและแม่นยำหรือไม่ ประการแรก ความมีสำนึกของเราเป็นปกติ จะอธิบายความปกตินี้ได้อย่างไร? หมายความว่าเรามีมาตรฐานที่เที่ยงตรงและมีมุมมองที่ถูกต้องในทุกๆ เรื่อง ในหนทางนั้น ทัศนะและถ้อยแถลงที่เรามีต่อเรื่องแต่ละประเภท รวมทั้งท่าทีที่เรามีต่อเรื่องแต่ละประเภท ล้วนเป็นปกติทั้งสิ้นมิใช่หรือ? (ใช่) เป็นปกติ—อย่างน้อยที่สุดก็สอดคล้องกับมาตรฐานของความเป็นมนุษย์ที่ปกติ ประการที่สอง ความจริงคอยกำกับเราไว้ อย่างน้อยที่สุด การมีสำนึกที่ปกติควรมีสองสิ่งนี้ และยังมีอีกแง่มุมหนึ่งในเรื่องนี้คือ เหตุผลที่พวกเจ้าสามารถมองเห็นได้ว่าเราเข้ากับคนง่ายก็คือ เรามีมาตรการที่ถูกต้องและรู้จักมาตรฐานในการปฏิบัติต่อผู้คนแต่ละประเภท เรามีมาตรการที่ถูกต้อง ตลอดจนหนทางและวิธีการว่าเราควรปฏิบัติต่อผู้นำและพี่น้องชายหญิงธรรมดาอย่างไร เราควรปฏิบัติต่อผู้สูงอายุและผู้เยาว์อย่างไร ควรปฏิบัติต่อคนโอหังที่มีแนวโน้มที่จะอวดตัวอย่างไร และพึงปฏิบัติต่อคนที่มีและไม่มีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณอย่างไร เป็นต้น สำหรับคนแต่ละประเภท โดยหลักแล้ว มาตรการที่ถูกต้อง รวมทั้งหนทางและวิธีการเหล่านี้คืออะไร? คือการดำเนินตามหลักธรรมความจริง ไม่ใช่การทำสิ่งต่างๆ อย่างสะเปะสะปะ ตัวอย่างเช่น สมมุติว่าเรายกย่องเจ้าเพราะเจ้าเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย หรือดูหมิ่นเจ้าเพราะเป็นชาวนาชาวไร่—สิ่งเหล่านั้นไม่ใช่หลักธรรม แล้วเราจะจับหลักธรรมเหล่านี้อย่างไร? โดยดูที่ขีดความสามารถและความเป็นมนุษย์ของคนคนหนึ่ง หน้าที่ที่เขาทำ ความเชื่อในต่อพระเจ้า และท่าทีที่เขามีต่อความจริง เราพิจารณาผู้คนโดยดูจากแง่มุมต่างๆ เหล่านี้ประกอบกัน ยังมีอีกเหตุผลหนึ่งที่พวกเจ้ามองว่าเราเข้ากับคนง่าย ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้คนจำนวนมากอาจจะมีมโนคติอันหลงผิดเกี่ยวกับเรื่องนี้และไม่สามารถยอมรับได้ พวกเขาคิดว่า “พระองค์ทรงมีสถานะ แต่ทำไมทรงดูไม่เหมือนผู้ที่มีสถานะเลยเล่า? พระองค์ไม่ทรงยืนยันสถานะของพระองค์ ไม่วางพระองค์สูงส่งและยิ่งใหญ่เลย ในความรู้สึกนึกคิดของผู้คน พวกเขาคิดว่าควรมองพระองค์ด้วยความยกย่อง—แต่เหตุใดเมื่อผู้คนพบเจอพระองค์แล้ว กลับรู้สึกว่าเหมาะสมที่สุดที่จะมองพระองค์จากระดับเดียวกัน หรือแม้กระทั่งมองพระองค์อย่างดูแคลน?” ดังนั้น พวกเขาจึงคิดว่าเราเข้ากับคนง่าย และพวกเขาก็รู้สึกผ่อนคลาย เป็นเช่นนั้นมิใช่หรือ? เป็นเช่นนั้นเอง ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงคิดว่าเราไม่มีอะไรน่ากลัว และการเข้ากับเราในหนทางนี้ช่างดีเหลือเกิน จงบอกเราเถิดว่า หากเรากดขี่พวกเจ้าทุกครั้ง ตัดแต่งพวกเจ้าโดยไม่มีเหตุอันควร ตำหนิและสั่งสอนพวกเจ้าทั้งวันด้วยสีหน้าบึ้งตึง เรื่องทั้งหลายย่อมจะแตกต่างออกไปมิใช่หรือ? พวกเจ้าคงจะคิดว่า “ด้วยบุคลิกที่แปลกประหลาดและอารมณ์ที่ขึ้นๆ ลงๆ ทำให้พระองค์เข้ากับผู้คนได้ยากเหลือเกิน!” เช่นนั้นเราก็คงจะเข้ากับคนได้ไม่ง่าย นั่นก็เพราะว่าในทุกแง่มุมของเรา เราดูเหมือนคนปกติสำหรับพวกเจ้า ทั้งในบุคลิกของเรา ความพอใจและความโกรธ ความเศร้าและความเบิกบาน และเพราะในความคิดฝันของพวกเจ้า พวกเจ้าคิดว่าผู้คนที่มีฐานะและสถานะอันสูงส่งควรจะวางตัวสูงส่งและยิ่งใหญ่ แต่เราที่พวกเจ้าเห็นอยู่ในตอนนี้กลับธรรมดาเหลือเกิน—นั่นจึงเป็นเหตุให้พวกเจ้าลดการระวังตัวลงและรู้สึกว่าเราเข้ากับคนง่าย นอกจากนี้ พวกเจ้าเห็นเราใช้ศัพท์ทางการเวลาพูดบ้างหรือไม่? (ไม่) เราไม่ใช้—เมื่อเป็นเรื่องที่พวกเจ้าไม่เข้าใจ เราช่วยพวกเจ้าอย่างสุดความสามารถโดยทำทุกอย่างที่เราทำได้ และแทบจะไม่เคยเยาะเย้ยพวกเจ้าเลย เหตุใดเราจึงแทบจะไม่ทำเช่นนั้น? มีบางครั้งที่เรารู้สึกหงุดหงิดเป็นอย่างมากและอดไม่ได้ที่จะพูดจาเยาะเย้ยพวกเจ้าเพียงไม่กี่คำ แต่เราต้องคำนึงด้วยว่าพวกเจ้าอาจอ่อนแอลงก็ได้ ดังนั้น เราจึงพูดจาแบบนั้นกับพวกเจ้าให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เราใช้ความอดกลั้น ให้อภัย และอดทนแทน ในเรื่องที่เราช่วยได้ เราช่วยพวกเจ้าให้มากที่สุดเท่าที่เราจะช่วยได้ และในเรื่องที่เราสอนได้ เราก็สอนพวกเจ้าให้มากที่สุดเท่าที่จะสอนได้—นี่คือสิ่งที่เราทำในสภาพการณ์ส่วนใหญ่ แล้วเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น? เพราะผู้คนส่วนใหญ่ขาดแคลนอย่างยิ่งยวดในเรื่องของคำพยานให้พระเจ้าและการเข้าใจความจริง—แต่เมื่อเป็นการดื่มกินและรื่นเริง หรือเรื่องเสื้อผ้าและเครื่องสำอาง หรือการเล่นเกม หรือเรื่องทางโลกในทำนองเดียวกัน ผู้คนกลับรู้เรื่องเหล่านี้ทั้งหมด ในทางกลับกัน เมื่อเป็นเรื่องการเชื่อในพระเจ้าและเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความจริง ผู้คนกลับไม่รู้ความ เมื่อเป็นเรื่องของการเป็นพยานยืนยันให้พระเจ้า และการใช้ทักษะทางวิชาชีพ ใช้จุดแข็ง และพรสวรรค์ของตน เพื่อทำงานบางอย่างที่เกี่ยวกับการเป็นพยานยืนยันให้พระเจ้า ผลิตงานบางอย่างที่เป็นพยานยืนยันให้พระเจ้า พวกเขากลับไม่มีอะไรจะพูด เมื่อเห็นสถานการณ์เช่นนี้ เราจะทำอย่างไรได้? เราก็ต้องสอนพวกเจ้า ชี้แนะพวกเจ้าทีละน้อย และสอนพวกเจ้าให้ดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ เราคัดเลือกสิ่งต่างๆ ที่เราเข้าใจ รู้ และสามารถทำได้ แล้วก็สอนสิ่งเหล่านั้นแก่พวกเจ้าอย่างต่อเนื่อง จนกว่างานชิ้นหนึ่งแล้วเสร็จ เราสอนพวกเจ้าทุกสิ่งที่เราสอนได้ และมากเท่าที่เราทำได้ สำหรับคนที่ด้อยขีดความสามารถและไม่สามารถสอนได้ จงทำความเข้าใจให้มากที่สุดเท่าที่พวกเจ้าจะเข้าใจได้ และปล่อยให้สิ่งต่างๆ เป็นไปตามธรรมชาติ—เราจะไม่บีบบังคับเจ้า ท้ายที่สุดแล้ว บางคนก็กล่าวว่า “พวกเราที่เข้าใจในวิชาชีพกลับถูกพิชิตโดยคนที่ไม่มีความเชี่ยวชาญเลย พวกเราที่มีความรู้ในสาขานี้ไม่สามารถทำอะไรให้สำเร็จได้เลย แถมยังต้องให้คนที่ไม่มีความเชี่ยวชาญคนนี้สั่งและช่วยพวกเราทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดให้สำเร็จ—ช่างน่าอับอายเหลือเกิน!” แท้จริงแล้ว นี่ไม่ใช่เรื่องน่าอับอาย เพราะการเป็นพยานยืนยันให้พระเจ้าในการเชื่อของคนเราเกี่ยวข้องกับความจริง และความจริงก็เป็นเรื่องที่มวลมนุษย์ไม่รู้จักมาก่อน ไม่มีมนุษย์ที่เสื่อมทรามคนใดเกิดมาพร้อมกับการเข้าใจความจริง พวกเขาจะเข้าใจความจริงได้ด้วยการผ่านพระราชกิจที่พระเจ้าทรงทำให้ผู้คนเพียบพร้อมด้วยพระองค์เองเท่านั้น หากผู้คนเกิดมาก็สามารถเป็นพยานยืนยันให้พระเจ้าได้ เช่นนั้นก็จะไม่มีใครต่อต้านพระองค์! นั่นก็เพราะผู้คนเป็นจำพวกเดียวกับซาตานและมีแก่นแท้ธรรมชาติที่เป็นปฏิปักษ์กับพระเจ้า พวกเขาจึงไม่สามารถทำสิ่งที่เกี่ยวข้องกับความจริงและการเป็นคำพยานให้พระเจ้า ดังนั้น ผู้คนจะทำอย่างไรต่อไป? ตราบใดที่พวกเขาทุ่มเทความพยายามอย่างเต็มที่เพื่อทำสิ่งที่ตนสามารถทำได้ นั่นก็เพียงพอแล้ว หากเรามีเรี่ยวแรงที่จะให้ความช่วยเหลือและการชี้แนะ เราก็ช่วย หากเราไม่มีเรี่ยวแรงหรือยุ่งอยู่กับเรื่องอื่นและไม่อาจเจียดเวลาให้ได้ เช่นนั้นพวกเจ้าก็เพียงทำสิ่งที่พวกเจ้าสามารถทำได้ นั่นก็ตรงตามหลักธรรมมิใช่หรือ? นั่นเป็นหนทางเดียวที่จะเป็นไปได้ เราไม่บีบบังคับให้เจ้าทำอะไรเกินความสามารถของตน แบบนั้นไม่มีประโยชน์—เป็นเรื่องที่ไม่อาจทำได้ ในที่สุดผู้คนก็คิดว่า “พระองค์เข้ากับคนได้ง่ายทีเดียว และข้อกำหนดของพระองค์ก็สัมฤทธิ์ได้ง่าย พระองค์ตรัสบอกพวกเราเถิดว่าให้ทำสิ่งใด พวกเราจะทำตามที่พระองค์ตรัส” บางคนอาจถูกตัดแต่งเป็นครั้งคราว ส่วนใหญ่ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี มีความเข้าใจที่ถูกต้อง มีไม่กี่คนที่ละทิ้งงานของตน และไม่กี่คนที่แอบทำให้เกิดการก่อกวน ไม่พยายามทำหน้าที่ของตนอย่างเต็มที่ และไม่ทำงานที่แท้จริง เมื่อนั้น ผู้คนดังกล่าวย่อมถูกปลด หากเจ้าไม่เต็มใจทำงาน เช่นนั้นก็ลงจากตำแหน่งเสีย เหตุใดจึงต้องใช้เจ้าทำงานนั้น? พวกเราจะหาคนมาแทนเจ้า—เรื่องก็มีอยู่เท่านั้น ง่ายมิใช่หรือ? หากในภายหน้า ผู้คนเหล่านั้นกลับใจ เปลี่ยนแปลง และทำงานของตนให้ดี พวกเขาก็จะได้รับโอกาสอีกครั้ง—และหากยังทำให้เกิดการขัดขวางและการก่อกวนในลักษณะเดิม พวกเขาจะไม่มีวันถูกใช้อีกเลย เราใช้คนที่เชื่อฟังจะดีกว่า มีประโยชน์อันใดที่จะพัวพันอยู่กับผู้คนแบบนั้นตลอดเวลา? ถูกต้องหรือไม่? นั่นย่อมจะเป็นเรื่องยากสำหรับพวกเขาและน่าเหน็ดเหนื่อยสำหรับเรา มีหลักธรรมอยู่ว่าเราควรจัดการเรื่องเหล่านี้อย่างไร และมีหลักธรรมอีกด้วยว่าเราควรทำตัวให้เข้ากับผู้อื่นอย่างไร อีกเหตุผลหนึ่งที่เราเข้ากับคนง่ายก็คือ เวลาอยู่ร่วมกับผู้คน เราไม่เคยต้องการสิ่งใดที่เป็นการเรียกร้องจากพวกเขามากจนเกินไป จงทำในสิ่งที่เจ้าทำได้ สำหรับสิ่งที่เจ้าทำไม่ได้ เราจะอธิบายสิ่งเหล่านั้นให้เจ้าฟังทีละอย่าง จงทำสิ่งที่เจ้าสามารถทำได้อย่างสุดหัวใจ หากเจ้าไม่ทำอย่างสุดหัวใจ เราก็จะไม่บีบบังคับให้เจ้าทำเช่นนั้น ส่วนที่เหลือ นั่นคือ เจ้าจะเชื่อในพระเจ้าอย่างไรนั้นเป็นเรื่องของเจ้าเอง หากเจ้าไม่ได้รับสิ่งใดในท้ายที่สุด เจ้าก็จะโทษใครไม่ได้ พวกเจ้าคิดอย่างไรกับหลักธรรมที่เราใช้ปฏิบัติต่อผู้คน? เจ้ารู้สึกว่าปล่อยตามใจไปหน่อยหรือไม่? แน่นอนว่าไม่ได้เป็นเช่นนั้น—วิธีที่เราจัดการกับเรื่องนี้สอดคล้องกับหลักธรรมทุกประการ นั่นเป็นหลักธรรมใด? จงฟังเราเถิด แล้วพวกเจ้าจะเข้าใจ
เราผู้เป็นพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์ ทำงานอยู่ภายในความเป็นมนุษย์—เราสามารถแทนที่พระวิญญาณบริสุทธิ์หรือพระวิญญาณของพระเจ้าในการทำงาน ทั้งหมดได้หรือไม่? เราทำไม่ได้ ดังนั้น เราจึงไม่พยายามทำสิ่งใดเกินขีดจำกัดของเราด้วยการกล่าวว่า เราอยากแทนที่พระเจ้าบนสวรรค์และทำพระราชกิจทั้งปวงของพระองค์ นั่นย่อมจะเป็นการเชิดชูตัวเราเอง—เราทำแบบนั้นไม่ได้ เราเป็นคนธรรมดา ทำสิ่งใดได้ เราก็ทำ เราทำสิ่งที่เราสามารถทำได้ให้ดี เราทำให้เสร็จสมบูรณ์ และทำอย่างถูกควร เราทุ่มเทหัวใจและเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีในการทำสิ่งนั้น นั่นก็เพียงพอแล้ว นั่นคืองานที่ตกอยู่กับเรา กระนั้น หากเราไม่สามารถเข้าใจเรื่องนี้ได้ รู้สึกต่อต้านข้อเท็จจริงนี้และไม่ยอมรับเรื่องนี้ แต่กลับพยายามแสร้งทำตัวยิ่งใหญ่อยู่เสมอ พยายามทำตัวโดดเด่นอยู่ตลอดเวลา พยายามโอ้อวดทักษะอันน่าทึ่งบางอย่างอยู่ร่ำไป แบบนั้นจะสอดคล้องกับหลักธรรมหรือไม่? ไม่ พวกเจ้าคิดว่าเราเข้าใจเรื่องนี้หรือไม่? เราเข้าใจเป็นอย่างดีเลยทีเดียว! ขอบเขตของสิ่งที่เนื้อหนังของพระเจ้าสามารถตรัสได้ และพระราชกิจที่เนื้อหนังของพระองค์ทรงงานได้ คือขอบเขตของพระราชกิจที่พระองค์ทรงทำในเนื้อหนัง นอกเหนือจากขอบเขตนี้แล้ว การที่ผู้คนมีประสบการณ์กับการบ่มวินัยและการตัดแต่งจากพระเจ้าด้วยตนเอง รวมทั้งความรู้แจ้งและการชี้แนะจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ แม้กระทั่งการประทานนิมิตจากพระเจ้า พระเจ้าจะทรงทำให้ใครเพียบพร้อมและจะทรงกำจัดใครออกไป พระเจ้าทรงมีทัศนะและท่าทีต่อผู้คนทั้งปวงอย่างไร—สิ่งเหล่านี้เป็นธุระของพระเจ้าทั้งสิ้น หากพวกเจ้าอยู่ใกล้ชิดกับเรา เราก็จะสามารถมองเห็นสิ่งเหล่านี้ได้เช่นกัน—แต่ไม่ว่าจะมองอย่างไร เราจะเห็นเรื่องเหล่านี้ได้มากน้อยเพียงใด? จำนวนผู้คนที่เราสามารถพบปะและจำนวนคนที่เราติดต่อด้วยนั้นมีจำกัด—แล้วจะครอบคลุมทุกคนไปได้อย่างไร? นั่นย่อมจะเป็นไปไม่ได้ เจ้าควรเข้าใจเรื่องนี้อย่างชัดเจนมิใช่หรือ? จงบอกเราเถิดว่า เราเข้าใจเรื่องนี้ชัดเจนหรือไม่? เราเข้าใจชัดเจน นี่คือสิ่งที่คนปกติควรทำ สิ่งใดที่เราไม่ควรทำ เราย่อมไม่คิดถึง ผู้คนสามารถทำเช่นนี้ได้หรือไม่? ทำไม่ได้—พวกเขาขาดการมีสำนึกเช่นนี้ บางคนถามเราว่า “พระองค์ตรวจสอบเรื่องต่างๆ ในทางลับอยู่เสมอไม่ใช่หรือ? ทรงไถ่ถามเสมอว่าใครกำลังทำอะไร และพอลับตาคน พวกเขาพูดถึงพระองค์ในทางไม่ดีว่าอย่างไร หรือมีใครแอบตัดสินพระองค์และแอบค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับพระองค์อยู่ไม่ใช่หรือ?” เราจะบอกเจ้าตามตรงว่าเราไม่เคยไถ่ถามเรื่องเหล่านั้นเลย ใครเป็นผู้ดูแลเรื่องเหล่านั้น? พระวิญญาณของพระเจ้า—พระเจ้าทรงพินิจพิเคราะห์ทุกสิ่ง พระองค์ทรงพินิจพิเคราะห์ทั่วทั้งแผ่นดินโลกและทรงพินิจพิเคราะห์หัวใจของผู้คน หากเจ้าไม่เชื่อในการพินิจพิเคราะห์ของพระเจ้า เช่นนั้นแล้ว สำนึกของเจ้าก็ผิดปกติมิใช่หรือ? (ใช่) ถ้าเป็นเช่นนั้น เจ้าย่อมไม่ใช่คนที่เชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง เจ้ากำลังยืนอยู่ในจุดยืนที่ไม่ถูกต้อง และปัญหาใหญ่ได้เกิดขึ้นแล้ว เรากำหนดให้พวกเจ้าเชื่อในพระเจ้า และว่าเราก็เชื่อในเรื่องนี้อย่างแน่นอน ดังนั้น พระวจนะและการกระทำของเราจึงตั้งอยู่บนรากฐานนี้ เราไม่ทำสิ่งที่เกินขอบเขตของเรา เราไม่ทำสิ่งที่เกินขอบเขตความสามารถของเรา นั่นคืออุปนิสัยอย่างหนึ่งมิใช่หรือ? (ใช่) บางคนกลับไม่มองเช่นนั้น พวกเขาคิดว่าเรามีอัตลักษณ์ มีสถานะ และฤทธานุภาพเช่นนี้ พวกเขาจึงสงสัยว่าเหตุใดเราไม่ทำตัวเช่นนั้น พวกเขาคิดว่าเราต้องเข้าใจเรื่องต่างๆ มากกว่านี้ จับความเข้าใจสิ่งต่างๆ ได้มากกว่านี้ เพื่อให้เราจะได้ดูมีฐานะสูงขึ้น มีสถานะสูงขึ้น มีฤทธานุภาพมากขึ้น และมีสิทธิอำนาจมากขึ้น ไม่ว่าพระเจ้าจะประทานสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพแก่เรามากเพียงใด เราก็มีเท่านั้น สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่เราดิ้นรนเพื่อให้ได้มา และไม่ใช่สิ่งที่เราแย่งชิงมา สิทธิอำนาจของพระเจ้า ฤทธานุภาพของพระองค์ และมหิทธานุภาพของพระองค์ ไม่ใช่สิ่งที่เนื้อหนังที่ไร้ค่าจะสามารถเป็นตัวแทนได้ หากเจ้าไม่ชัดเจนในเรื่องนี้ เช่นนั้นแล้ว สำนึกของเจ้าก็มีบางสิ่งที่ผิดปกติ หลังจากที่เชื่อในพระเจ้ามานานหลายปี หากเจ้าไม่อาจมองทะลุเรื่องนี้ได้ เจ้าก็โง่เขลาและไม่รู้ความจนเกินไป มีหลายสิ่งที่เราไม่ถามถึง—แต่เรารู้เรื่องเหล่านั้นอยู่แก่ใจหรือไม่? (ทรงรู้) เรารู้อะไร? รู้ชื่อของทุกคนหรือไม่? เรารู้หรือไม่ว่าแต่ละคนเชื่อในพระเจ้ามานานกี่ปีแล้ว? เราไม่จำเป็นต้องรู้สิ่งเหล่านั้น เพียงเรารู้สภาวะของทุกคน รู้ว่าทุกคนขาดอะไร พวกเขาได้รับการเข้าสู่ชีวิตถึงระดับไหน และความจริงประการใดที่ทุกคนควรได้ยิน ได้รับการให้น้ำ และได้รับการจัดเตรียมให้ ก็มากพอแล้ว การรู้สิ่งเหล่านี้ก็เพียงพอแล้ว นี่คือสิ่งที่เป็นหน้าที่ของเรามิใช่หรือ? การรู้ว่าสิ่งใดเป็นหน้าที่ของเรา—เราควรพูดสิ่งใดและควรทำงานใด—นั่นคือการมีสำนึกมิใช่หรือ? (ใช่) แล้วการมีสำนึกเช่นนี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร? หากพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์ไม่มีแม้แต่การมีสำนึกเช่นนี้ หากพระองค์ไม่มีแม้แต่มาตรฐานที่จะใช้ประเมินทุกสิ่งและเหตุการณ์ทั้งปวง เช่นนั้นแล้ว พระองค์จะมีความจริงใดให้ตรัสเล่า? หากพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์จะต่อสู้กับพระวิญญาณของพระเจ้า และแข่งขันเพื่อแย่งชิงสถานะกับพระองค์ นั่นย่อมมีบางสิ่งผิดปกติไปแล้วมิใช่หรือ? นั่นย่อมจะไม่ถูกต้องมิใช่หรือ? สิ่งต่างๆ จะเป็นเช่นนั้นได้หรือไม่? ไม่ได้—นั่นคือสิ่งที่จะไม่มีวันเกิดขึ้นได้
บางคนมักกังวลอยู่เสมอและกล่าวว่า “พระองค์ทรงไถ่ถามเรื่องของพวกเราอยู่เสมอและแอบค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับพวกเราอยู่ตลอดเวลาใช่หรือไม่? พระเจ้าทรงพยายามประเมินอยู่เสมอว่าพวกเราคิดอย่างไรกับพระองค์และพวกเรามองพระองค์อย่างไรในหัวใจใช่หรือไม่?” เราไม่คิดถึงเรื่องดังกล่าวเลย สิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งที่เกินความจำเป็น! การคิดถึงสิ่งเหล่านั้นมีประโยชน์อันใด? ทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้การพินิจพิเคราะห์ของพระเจ้าทั้งสิ้น การกระทำของพระวิญญาณของพระเจ้าย่อมมีขอบเขต การกระทำของพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์ยิ่งมีขอบเขตมากขึ้นไปอีก พระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์คือพระเจ้า พระองค์ทรงเป็นช่องทางและการแสดงความจริง และพระราชกิจที่ทรงทำในระยะนี้เป็นตัวแทนของระยะนี้ ไม่ใช่ระยะที่ผ่านมา พระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์ทรงพระราชกิจที่อยู่ในช่วงเวลานี้และอยู่ในขอบเขตนี้ได้เท่านั้น แล้วพระราชกิจนี้จะเป็นตัวแทนของระยะต่อไปได้หรือ? พวกเราไม่รู้หรอกว่าจะเกิดสิ่งใดขึ้นในอนาคต นั่นเป็นเรื่องของพระเจ้าพระองค์เอง เราไม่ทำอะไรเกินตัว เราทำในสิ่งที่เราต้องทำ ทำสิ่งที่เราควรทำและสามารถทำได้ เราไม่เคยผลักดันตัวเองเกินขีดจำกัดโดยกล่าวว่า “เราเปี่ยมมหิทธิฤทธิ์! เรายิ่งใหญ่!” นั่นคือพระวิญญาณของพระเจ้า ส่วนพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์เป็นเพียงการแสดงออกและเป็นช่องทางให้แก่พระราชกิจที่พระเจ้าทรงทำอยู่ในช่วงเวลานี้เท่านั้น ขอบเขตของพระราชกิจของพระองค์และพระองค์ต้องทรงพระราชกิจใดบ้างเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงกำหนดเอาไว้แล้ว หากเจ้าจะบอกว่า “พระคริสต์ผู้ประสูติเป็นมนุษย์เปี่ยมมหิทธิฤทธิ์” เจ้าถูกหรือผิด? ถูกครึ่งหนึ่งผิดครึ่งหนึ่ง พระวิญญาณของพระเจ้าเปี่ยมมหิทธิฤทธิ์ แต่ไม่อาจกล่าวได้ว่าพระคริสต์เปี่ยมมหิทธิฤทธิ์ เจ้าควรกล่าวว่าพระเจ้าเปี่ยมมหิทธิฤทธิ์ นั่นจึงเป็นการพูดที่ตรงประเด็น ถูกต้อง และสอดคล้องกับข้อเท็จจริง เราต้องมีสำนึกเช่นใด? ทุกคนบอกว่าเราคือพระเจ้า เป็นพระเจ้าพระองค์เอง เราคือพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์ แล้วเราเชื่อหรือเปล่าว่าในเมื่อเป็นเช่นนั้น เราย่อมสามารถแทนที่พระเจ้าพระองค์เอง แทนที่พระวิญญาณของพระองค์ได้? เราไม่อาจเชื่อเช่นนั้นได้ ต่อให้พระเจ้าประทานฤทธานุภาพและความสามารถเช่นนั้นแก่เรา เราก็ไม่อาจทำดังนั้นได้สำเร็จ หากเราแทนที่พระเจ้าในหนทางนั้นได้ นั่นก็จะเป็นการดูหมิ่นอุปนิสัยและแก่นแท้ของพระองค์แบบหนึ่งมิใช่หรือ? เนื้อหนังมีข้อจำกัดมากนัก! นั่นไม่ใช่หนทางในการทำความเข้าใจเรื่องนี้ ไม่ใช่มุมมองที่ใช้ในการเข้าถึงเรื่องนี้ เป็นเช่นนั้นมิใช่หรือ? (ใช่) ดังนั้น เพราะเรามีความคิดเหล่านี้ มีหลักธรรมเหล่านี้ในการทำสิ่งต่างๆ และมีการพิจารณาในการทำทุกสิ่งทุกอย่าง เราจึงดูไม่เหมือนพระเจ้าในสายตาของผู้คนจำนวนมาก แล้วก่อนที่จะมาพบกับเรา มีบางคนถึงกับเก็บงำเรื่องเพ้อฝัน ความคิดฝัน และมโนคติอันหลงผิดบางอย่าง คนที่รอบคอบและระมัดระวังในการกระทำของตน แล้วทันทีที่ได้พบกับเรา พวกเขาก็คิดว่า “พระองค์เป็นแค่คนคนหนึ่งไม่ใช่หรือ? ไม่มีอะไรน่ากลัวเลย” หลังจากนั้น พวกเขาก็ปล่อยตัวตามสบาย—กล้าหาญขึ้น กล้าทำเรื่องเลวร้ายอย่างไร้การยับยั้ง พวกเขาถูกเรียกว่าอะไร? ผู้ไม่เชื่อ หากเจ้าเชื่อในพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์เท่านั้น ไม่เชื่อในพระวิญญาณของพระเจ้า เช่นนั้นเจ้าก็คือผู้ไม่เชื่อ และหากเจ้าเชื่อในพระวิญญาณของพระเจ้าเท่านั้น ไม่เชื่อในพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์ เช่นนั้นเจ้าก็เป็นผู้ไม่เชื่อเช่นกัน พระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์และพระวิญญาณของพระเจ้าเป็นหนึ่งเดียวกัน—ทั้งสองพระองค์เป็นหนึ่งเดียว ไม่ทรงต่อสู้กันเอง และไม่ทรงแยกจากกัน และยิ่งไม่ใช่ว่าแต่ละพระองค์เป็นอิสระจากกัน พระองค์ทรงเป็นหนึ่งเดียว—เพียงแต่พระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์ต้องทรงพระราชกิจของพระองค์และเข้าหาพระเจ้าจากมุมมองของเนื้อหนัง นั่นเป็นเรื่องของเนื้อหนัง และไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับพวกเจ้า—เป็นเรื่องของพระคริสต์ ไม่มีสิ่งใดเกี่ยวข้องกับมวลมนุษย์ เจ้าไม่อาจกล่าวได้ว่า “ดังนั้น พระองค์ก็คิดว่าพระองค์เป็นคนธรรมดาคนหนึ่งเช่นกัน อย่างนั้นก็ดี เช่นนั้นพวกเราก็เป็นคนประเภทเดียวกัน—พวกเราทุกคนเหมือนกันหมด” พูดเช่นนั้นได้หรือไม่? นั่นเป็นความผิดพลาด บางคนกล่าวว่า “พระองค์ดูเข้ากับคนง่ายทีเดียว อย่างนั้นก็ไม่ต้องมีพิธีรีตองหรอก ให้พวกเราปฏิบัติต่อกันเหมือนสหาย เหมือนเพื่อน เป็นคนรู้ใจกัน—พวกเรามาเป็นเพื่อนกันเถิด” แบบนั้นใช้ได้หรือไม่? ผู้คนเหล่านั้นไม่มีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณ พวกเขาเป็นผู้ไม่เชื่อ ยิ่งเจ้าบอกเล่าความรู้สึกกับพวกเขาและพูดคุยเรื่องความจริง ข้อเท็จจริง และความเป็นจริงความจริงกับพวกเขา พวกเขาก็จะยิ่งดูหมิ่นเจ้า—ผู้คนเหล่านี้คือผู้ไม่เชื่อ ยิ่งเจ้าพูดถึงความล้ำลึกอันลึกซึ้ง กล่าววลีติดปาก คำสอน และสิ่งที่เป็นนามธรรม ยิ่งเจ้ายืนกรานสถานะของตน โอ้อวด และแสดงตนมากเท่าใด พวกเขาก็ยิ่งนับถือเจ้ามากเท่านั้น—คนเหล่านี้คือผู้ไม่เชื่อ เมื่อพวกเขาเห็นใครมีหลักธรรมและมีความรอบคอบในการกระทำ กระทำการอย่างสอดคล้องกับความจริง สามารถจัดการกับสิ่งที่เป็นบวกและเป็นลบโดยมีเส้นแบ่งที่ชัดเจนและมีวิจารณญาณแยกแยะ—ยิ่งใครเป็นเช่นนั้น พวกเขาก็ยิ่งดูแคลนและไม่เห็นคนเหล่านั้นอยู่ในสายตา—นี่คือผู้ไม่เชื่อ
เวลาเราพบปะและมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คน ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นใครหรือใช้เวลาในการมีปฏิสัมพันธ์กันนานเพียงใด มีพวกเขาคนใดรู้สึกหรือไม่ว่า “พระองค์ทรงพยายามควบคุมฉันอยู่เสมอ ทรงจัดการกิจธุระทุกอย่างในบ้านของฉัน พระองค์ทรงพยายามพิชิตฉันอยู่ตลอดเวลา”? เรามิได้กำลังพิชิตเจ้า! มีประโยชน์อะไรที่จะทำเช่นนั้น? จงอ่านพระวจนะของพระเจ้าด้วยตนเอง ใคร่ครวญและเข้าสู่พระวจนะเหล่านั้นอย่างช้าๆ เถิด หากเจ้าเป็นคนที่ไล่ตามเสาะหาความจริง พระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงพระราชกิจในตัวเจ้า พระเจ้าจะประทานพรและทรงชี้แนะเจ้า หากเจ้าไม่ใช่คนที่ไล่ตามเสาะหาความจริง หากเจ้าต่อต้านทุกสิ่งที่เรากล่าวอยู่เสมอ ไม่ต้องการได้ยิน และไม่ยอมรับ เช่นนั้นแล้ว ในที่สุดเจ้าก็จะถูกเผยให้เห็นเสมอ และเมื่อเจ้ากระทำการสิ่งใด สิ่งต่างๆ ก็จะผิดพลาดอยู่เสมอ—เจ้าจะไม่ได้รับการทรงนำจากพระเจ้า เรื่องเช่นนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร? (พระเจ้าทรงพินิจพิเคราะห์ทุกสิ่ง) ไม่เพียงพระเจ้าจะทรงพินิจพิเคราะห์ทุกสิ่งเท่านั้น จงมีประสบการณ์กับเรื่องนี้ด้วยตนเอง เวลาที่เรากล่าวสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ไม่ว่าผู้คนจะเห็นด้วยหรือไม่ หรือยอมรับหรือไม่ก็ตาม พระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงค้ำชูสิ่งที่เรากล่าวหรือไม่ หรือพระองค์ไม่สนพระทัย? (พระองค์ทรงค้ำชู) แน่นอนว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ย่อมทรงค้ำชู และจะไม่ทรงบ่อนทำลายสิ่งที่เรากล่าวอย่างเด็ดขาด พวกเจ้าควรจดจำเรื่องนี้เอาไว้จึงจะถูกต้อง ไม่ว่าผู้คนจะยอมรับสิ่งที่เรากล่าวได้หรือไม่ ย่อมจะมีสักวันที่ข้อเท็จจริงจะปรากฏชัด และเพียงมองปราดเดียว ทุกคนก็จะกล่าวว่า “สิ่งที่พระองค์ตรัสไว้ถูกต้องมาโดยตลอด! พระองค์ตรัสเรื่องนี้ไว้นานแล้ว—ทำไมฉันถึงไม่รู้เรื่องนี้มาก่อน?” ไม่ว่าในเวลานั้นเจ้าจะเชื่อว่าพระวจนะของเราเกิดจากความคิดฝันของเรา จากความรู้สึกนึกคิดของเรา หรือจากความรู้—สักวันหนึ่ง หลังจากที่มีประสบการณ์กับบางสิ่ง เจ้าก็จะคิดว่า “สิ่งที่พระองค์ตรัสไว้เป็นความจริงมาโดยตลอด!” แล้วเจ้าจะเกิดความเข้าใจเช่นนี้ได้อย่างไร? จากประสบการณ์ หากเจ้าสามารถบรรลุถึงความรู้เช่นนี้ได้ นั่นจะเกิดจากการใช้ความคิดวิเคราะห์หรือไม่? ไม่ใช่อย่างแน่นอน เจ้าจะได้รับการทรงนำจากพระวิญญาณบริสุทธิ์—นั่นจะเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงทำ ผู้ไม่มีความเชื่อดำเนินชีวิตทั้งชีวิตด้วยความรู้เพียงเล็กน้อยเกี่ยวกับกฎเกณฑ์บางอย่างสำหรับฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกและสรรพสิ่ง แต่พวกเขาจะสามารถได้รับความจริงไว้หรือไม่? (ไม่) ดังนั้น พวกเขาขาดสิ่งใด? (พวกเขาไม่มีพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์) ถูกต้อง พวกเขาไม่มีพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์—นั่นคือสิ่งที่พวกเขาขาด ดังนั้น ไม่ว่าเจ้าจะมองเราและประเมินเราในฐานะคนคนหนึ่งว่าอย่างไร ไม่ว่าเจ้าจะปฏิบัติต่อพระวจนะที่เรากล่าวและสิ่งที่เราทำอย่างไร ในที่สุดก็ต้องมีผลลัพธ์ พระเจ้าจะทรงกระทำการ และจะทรงเผยว่าสิ่งที่เจ้าเลือกนั้นถูกหรือผิด ท่าทีของเจ้าถูกหรือผิด และทัศนะของเจ้ามีอะไรผิดหรือไม่ พระเจ้าทรงค้ำชูพระราชกิจที่เนื้อหนังของพระองค์ทรงทำ แล้วเหตุใดพระเจ้าจึงไม่ทรงเกื้อหนุนผู้อื่น? เหตุใดพระองค์จึงไม่ทรงเกื้อหนุนศัตรูของพระคริสต์? นั่นก็เพราะพระวิญญาณและเนื้อหนังคือหนึ่งเดียวกัน มีแหล่งกำเนิดเดียวกัน อันที่จริง นี่ไม่ใช่การค้ำชู—กล่าวคือ เมื่อเจ้ามีประสบการณ์ไปจนถึงปลายทางแล้ว ไม่ว่าจะเป็นพระวจนะที่พระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์ตรัสหรือเป็นสิ่งที่มาจากความรู้แจ้งที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ประทานแก่เจ้า สิ่งเหล่านั้นย่อมจะสอดคล้องกัน สิ่งเหล่านั้นจะไม่มีวันขัดแย้งกัน แต่จะสอดคล้องกัน พวกเจ้ามีการยืนยันในเรื่องนี้หรือไม่? บางคนมี ในขณะที่คนอื่นยังมีประสบการณ์ไม่ถึงขั้นนี้ และไม่มีการยืนยันในเรื่องนี้ นี่หมายความว่าความเชื่อของพวกเขายังไม่ถึงจุดนั้น ยังคงมีความเชื่อน้อยมาก กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เมื่อการเชื่อของเจ้าไปถึงระดับหนึ่ง ก็จะมีวันที่เจ้าพลันรู้สึกว่าวลีธรรมดาที่กล่าวโดยเนื้อหนังที่ธรรมดานี้ วลีที่เจ้าไม่ได้รู้สึกว่าน่าประทับใจนักเมื่อได้ยินในตอนนั้น กลับกลายเป็นชีวิตของเจ้าไปแล้ว นั่นจะกลายเป็นชีวิตของเจ้าไปได้อย่างไร? เจ้าจะอาศัยวลีนั้นในการกระทำของเจ้าโดยไม่รู้ตัว วลีนั้นย่อมจะกลายเป็นเครื่องชี้แนะในชีวิตประจำวันของเจ้าไปแล้ว และเมื่อเจ้าไร้เส้นทาง วลีนั้นก็จะกลายเป็นความเป็นจริงของเจ้า จะกลายเป็นเป้าหมายที่แสดงหนทางให้แก่เจ้า เมื่อเจ้าอยู่ในความเจ็บปวด วลีนั้นก็จะทำให้เจ้าออกจากความเป็นลบและเข้าใจว่าปัญหาของเจ้าคืออะไร หลังจากที่มีประสบการณ์ดังกล่าวแล้ว เจ้าจะมองเห็นว่า แม้วลีนั้นจะธรรมดาเพียงใด แต่กลับมีน้ำหนักและมีชีวิตอยู่ในถ้อยคำเหล่านี้—วลีนั้นคือความจริง! หากเจ้าไม่มุ่งเน้นการไล่ตามเสาะหาความจริงและไม่รักความจริง เจ้าก็อาจกล่าวโทษพระเจ้า กล่าวโทษการประสูติเป็นมนุษย์ของพระองค์ และความจริงที่พระองค์ทรงแสดง หากเจ้าเป็นคนที่ไล่ตามเสาะหาความจริง เช่นนั้นย่อมจะมีสักวันหนึ่งในประสบการณ์ของเจ้าที่เจ้าจะพูดว่า “พระเจ้าทรงเข้ากับผู้คนง่ายมากทีเดียว พระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์ก็เข้ากับผู้คนง่ายมาก”—แต่จะไม่มีใครพูดว่า “ฉันอยู่ร่วมกับพระองค์ราวกับพระองค์ทรงเป็นคนคนหนึ่ง” นี่เป็นเพราะเหตุใด? เพราะประสบการณ์ที่เจ้ามีต่อพระวจนะของพระคริสต์ และที่เจ้ามีต่อพระราชกิจที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงทำในตัวเจ้ายามที่เจ้ามองไม่เห็นพระองค์ในชีวิตประจำวันนั้น เหมือนกันทั้งสิ้น ความ “เหมือนกัน” นี้จะก่อให้เกิดสิ่งใดในตัวเจ้า? เจ้าจะกล่าวว่า “พระเจ้าทรงใช้ลักษณะภายนอกที่ธรรมดาสามัญ ใช้พระฉายาที่เป็นเนื้อหนัง ดังนั้น ผู้คนจึงได้มองข้ามแก่นแท้ของพระองค์ นี่เป็นเพราะผู้คนมีอุปนิสัยอันเสื่อมทรามนั่นเอง พวกเขาถึงไม่สามารถมองเห็นด้านที่เป็นแก่นแท้ของพระเจ้า พวกเขาเห็นแต่ด้านที่มนุษย์สามารถมองเห็นได้เท่านั้น ผู้คนช่างไร้ความจริงโดยสิ้นเชิง!” เป็นเช่นนั้นมิใช่หรือ? (ใช่) เป็นเช่นนั้นเอง ตัวอย่างเช่น ในงานบางอย่าง หากมีหลายด้านที่เราทำไม่ได้ ผู้คนจำนวนมากย่อมเกิดมโนคติอันหลงผิดแน่นอน แต่เมื่อเราสามารถทำงานในแต่ละด้านได้บ้าง ทุกคนก็จะสงบลงเล็กน้อย และค่อนข้างรู้สึกชูใจว่า “เอาละ พระองค์ทรงดูเหมือนพระเจ้าแล้ว—ฉันพูดได้เพียงเท่านี้ พระองค์ดูเหมือนพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์ ดูเหมือนพระคริสต์แล้ว พระองค์ก็น่าจะเป็นพระคริสต์” นั่นเป็นนิยามเพียงอย่างเดียวที่ผู้คนมี แต่หากเราเพียงแต่สามัคคีธรรมความจริงและแสดงพระวจนะของพระเจ้าบางส่วนเท่านั้น โดยไม่ทำอะไรไปมากกว่านั้น—หากเราไม่ให้การชี้แนะที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงเกี่ยวกับงานใดๆ เลย และไม่สามารถให้การชี้แนะที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงได้ นั่นก็จะลดทอนความนับถือที่ผู้คนมีต่อเนื้อหนังนี้และลดทอนความสำคัญที่พวกเขามอบให้แก่พระองค์ ผู้คนเชื่อไปว่าเนื้อหนังนี้ต้องมีความสามารถบางอย่างและมีความสามารถพิเศษบางประการ แต่แท้จริงแล้ว นี่คือความสามารถพิเศษหรือไม่? ไม่ใช่ พระเจ้าประทานความสามารถพิเศษ พรสวรรค์ และความสามารถสารพัดรูปแบบแก่ผู้คนได้ ดังนั้น จงบอกเราเถิดว่า พระเจ้าพระองค์เองทรงมีสิ่งเหล่านี้หรือไม่? มากมายมหาศาล! แล้วก็มีบางคนที่ไม่สามารถไขปริศนานี้ได้กล่าวว่า “พระองค์จะทรงสอนให้พวกเราร้องเพลงได้อย่างไรในเมื่อพระองค์ทรงร้องเพลงไม่เป็น? นั่นไม่ใช่มือสมัครเล่นที่กำลังสอนมืออาชีพหรอกหรือ? แบบนั้นขัดกับหลักธรรมไม่ใช่หรือ?” เราจะบอกเจ้าให้ เราเป็นข้อยกเว้น เพราะเหตุใด? หากพวกเจ้าทำบางสิ่งได้ไม่ดี เราก็ต้องยื่นมือเข้าช่วย หากพวกเจ้าทำบางสิ่งได้ เราก็ยินดีที่จะไม่เข้าไปข้องเกี่ยว เราไม่ต้องการก้าวก่าย—การทำเช่นนั้นจะทำให้เราเหนื่อยล้า หากพวกเจ้าทำบางสิ่งได้ดี แล้วทำไมเราต้องยื่นมือเข้าไปช่วยพวกเจ้าเล่า? เราไม่ได้อวดตัวในที่นี้ และเราก็ไม่ได้พร่ำพูดแนวคิดที่สูงส่ง เราเพียงต้องการสอนพวกเจ้าทั้งในเรื่องทักษะทางวิชาชีพและในเรื่องหลักธรรมความจริง เมื่อพวกเจ้าทุกคนได้เรียนรู้ทักษะและเข้าใจหลักธรรมแล้ว ก็จะเหมือนการยกภูเขาออกจากอกของเรา เพราะสิ่งเหล่านั้นอยู่นอกเหนืองานที่เราต้องทำ บางคนกล่าวว่า “ถ้าไม่ใช่งานที่พระองค์ต้องทำ แล้วพระองค์จะทำไปเพื่ออะไร?” นั่นเป็นเรื่องที่ต้องทำ และผู้คนก็ยังห่างไกลจากการทำงานนี้ได้ หากเราไม่ให้การชี้แนะอย่างที่เราทำอยู่ งานที่ถูกสร้างขึ้นก็จะไม่มีอะไรพิเศษ และการเป็นพยานยืนยันให้พระเจ้าก็จะให้ผลลัพธ์ธรรมดาเท่านั้น หากเราไม่มีผลงานที่สำคัญมาแสดงให้เห็น เราก็คงจะบกพร่องต่อหน้าที่และรู้สึกไม่สบายใจอยู่บ้างเช่นกัน ดังนั้น เราจึงทำงานบ้างเท่าที่เรี่ยวแรงและสภาพร่างกายจะเอื้ออำนวย เพราะเหตุใด? มีข้อพิจารณาอยู่หลายข้อ เมื่อมวลมนุษย์ทั้งปวงมองเห็นสิ่งที่ผู้คนได้ทำลงไป และซึมซับสิ่งเหล่านั้นเอาไว้ มุมมอง ทัศนะ และความสามารถในการทำความเข้าใจที่ผู้คนมีย่อมแตกต่างกันในแง่ของระยะเวลาที่พวกเขาเป็นผู้เชื่อ ในแง่ของประสบการณ์ และขีดความสามารถของพวกเขาเท่านั้น แต่จุดเริ่มต้นของพวกเขาล้วนเหมือนกันโดยพื้นฐาน จุดเริ่มต้นของพวกเขาก็คือประสบการณ์ที่พวกเขามีกับความเป็นจริงความจริงบนพื้นฐานของความเข้าใจที่พวกเขามีในความจริง สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่มวลมนุษย์สามารถสร้างขึ้นมาได้ เราไม่สามารถทำสิ่งต่างๆ หรือสร้างผลงานจากมุมมองของคนธรรมดาคนหนึ่งได้ แล้วเราต้องใช้มุมมองใด? มุมมองของเนื้อหนังอย่างนั้นหรือ? เราทำเช่นนั้นไม่ได้เหมือนกัน พวกเจ้าไม่คิดหรือว่านั่นจะไม่เหมาะสม? แน่นอนว่า เราย่อมจะใช้มุมมองของพระเจ้าและพระราชกิจของพระองค์ภายในเนื้อหนังนี้เพื่อกล่าวพระวจนะเหล่านั้น ทำสิ่งเหล่านั้น และแสดงทัศนะเหล่านั้น คุณค่าของสิ่งเหล่านี้สามารถวัดได้ด้วยเงินตราของมนุษย์หรือไม่? (ไม่ได้) ย่อมไม่ได้ นี่เป็นเพราะเมื่อทำสิ่งเหล่านี้ให้เป็นผลงานที่เสร็จสมบูรณ์แล้ว สิ่งเหล่านี้ย่อมเป็นสิ่งที่จะคงอยู่เพื่อมวลมนุษย์ไปตลอดกาล แน่นอนว่างานธรรมดาเหล่านั้นจะคงอยู่ตลอดไปเช่นกัน แต่เนื่องจากผลงานเหล่านี้จะคงอยู่ตลอดไป และดำรงอยู่ต่อไปในอนาคต และจะมีคุณูปการต่อมวลมนุษย์ทั้งปวง ไม่ว่าจะเป็นการชี้แนะในการเชื่อในพระเจ้า หรือเป็นเสบียงและความช่วยเหลือ เราจึงควรสร้างผลงานบางอย่างที่สำคัญมากขึ้น ถูกต้องหรือไม่? ด้วยเหตุนี้ เราจึงต้องกล่าวพระวจนะและสร้างผลงานจากมุมมองที่มวลมนุษย์ไม่อาจมีได้ เราทำเช่นนี้เพื่ออะไร? เพื่อเพิ่มชื่อเสียงให้กับคริสตจักร แรงจูงใจเช่นนั้นถูกต้องหรือไม่? (ถูกต้อง) จงบอกเราเถิดว่า หากคริสตจักรมีชื่อเสียงมากขึ้น จะเป็นผลดีต่อการเป็นพยานยืนยันให้พระเจ้าหรือไม่? (เป็น) นี่ย่อมส่งเสริมการเป็นพยานยืนยันให้พระเจ้าหรือฉุดรั้งเอาไว้? (ส่งเสริม) แน่นอน—เป็นการส่งเสริมอย่างแน่นอน เมื่อกลุ่มที่ไม่มีความเชื่อและกลุ่มศาสนาบางกลุ่มมาเห็นผลงานเหล่านี้ พวกเขาย่อมทึ่งที่ภาพยนตร์เหล่านี้สร้างได้ดีเพียงใด และปรารถนาที่จะพบผู้สร้างภาพยนตร์ที่อยู่เบื้องหลังตลอดเวลา เราจะไม่พบปะผู้คนเหล่านี้ เราไม่มีเวลาพบเจอผู้คนเหล่านี้ และไม่รู้ว่าจุดประสงค์ที่พวกเขาจะพบเราคืออะไร แล้วการพบเจอพวกเขาจะมีประโยชน์อันใด? หากผู้คนที่ชมภาพยนตร์เหล่านี้สามารถยอมรับความจริงได้ เช่นนั้นก็เพียงพอแล้ว และหากพวกเขาเต็มใจที่จะสืบค้นหนทางที่แท้จริง นั่นก็ยิ่งดีเข้าไปใหญ่ ไม่จำเป็นที่พวกเขาจะต้องพบเรา สรุปแล้ว เราสร้างผลงานที่มีความสำคัญเอาไว้บ้าง เพื่อที่ว่าเมื่อมวลมนุษย์ได้เห็นสิ่งเหล่านี้ ก็จะเป็นประโยชน์ต่อพวกเขามากยิ่งขึ้น การฝากสิ่งเหล่านี้ไว้กับมวลมนุษย์เป็นเรื่องดีหรือไม่ดี? (เป็นเรื่องดี) เป็นเรื่องที่ควรค่า คุ้มค่าที่จะทำ
นี่คือวิธีที่เราใช้เพื่อให้เข้ากับพวกเจ้าได้ สัมพันธภาพที่เรามีกับพวกเจ้าก็คือสัมพันธภาพที่พวกเจ้ามองเห็นและรู้สึกนี้ แล้วพระเจ้าทรงมีสัมพันธภาพเช่นใดกับพวกเจ้า? รู้สึกได้หรือไม่? ย่อมเป็นเช่นเดียวกัน อย่าไปคิดว่า “พระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์คือคนคนหนึ่ง เข้ากับคนง่าย แต่พระเจ้าบนสวรรค์ไม่ใช่อย่างนั้น ทรงมีบารมีและพระพิโรธ—พระองค์น่ากลัวมาก!” พระเจ้าก็เป็นเหมือนเรา พระองค์จะไม่ทรงพิชิตหรือควบคุมเจ้าโดยใช้ความคิดเห็น วิธีการ หรือการบีบบังคับ พระองค์จะไม่ทรงทำเช่นนั้น พระองค์ย่อมจะเข้ากับพวกเจ้าได้เหมือนที่พวกเจ้ารู้สึกว่าเราเข้ากับพวกเจ้าได้ กล่าวคือ สิ่งใดที่เราสอนพวกเจ้าได้ เราก็สอน และสิ่งใดที่เราสามารถทำให้พวกเจ้าเข้าใจได้ เราย่อมทำ สิ่งใดที่พวกเจ้าไม่อาจเข้าใจได้ เราก็ไม่ฝืนยัดเยียดด้วยการพร่ำสอนสิ่งเหล่านั้น บางคนอาจถามว่า “พระองค์ตรัสว่าพระองค์ไม่ฝืนยัดเยียดพร่ำสอนพวกเรา—ถ้าอย่างนั้น พระองค์ประกาศความจริงตลอดเวลาเพื่ออะไร?” นั่นใช่การพร่ำสอนหรือไม่? นั่นเรียกว่าการมอบเสบียงให้แก่พวกเจ้า—ไม่ใช่การบีบให้พวกเจ้าก้าวไปข้างหน้า แต่เป็นการให้น้ำ การให้น้ำย่อมถูกควร นี่คือสิ่งที่เป็นบวก บางคนถามว่า “การที่ศัตรูของพระคริสต์พิชิตผู้คนก็เหมือนที่พระเจ้าพิชิตผู้คนไม่ใช่หรือ?” (ไม่ใช่) ไม่ใช่อย่างไร? มีการใช้คำเดียวกันมาบอกว่าศัตรูของพระคริสต์พิชิตผู้คนและพระเจ้าพิชิตผู้คน การใช้คำดังกล่าวในสองกรณีนี้มีแก่นแท้ต่างกันอย่างไร? พวกเจ้าอธิบายให้ชัดเจนได้หรือไม่? ถ้าแม้เพียงเท่านี้ พวกเจ้าก็ทำไม่ได้ ความเข้าใจที่พวกเจ้ามีในความจริงก็อ่อนด้อยเกินไปโดยแท้ (ซาตานพิชิตผู้คนโดยใช้กำลังเข้าควบคุม ส่วนพระเจ้าทรงพิชิตด้วยการประทานความจริง—เป็นการตรัสบอกหลักธรรมความจริงแก่ผู้คน ต่อจากนั้นผู้คนก็สามารถนำไปปฏิบัติ และได้รับชีวิตจากการนั้น) เช่นนั้นเราถามพวกเจ้าว่า ซาตานควบคุมและพิชิตผู้คน แล้วมันมีความจริงหรือไม่? (ไม่มี) ซาตานคืออะไร? มันพิชิตผู้คนเพื่ออะไร? กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ อะไรทำให้ซาตานมีคุณสมบัติที่จะพิชิตผู้คนและพยายามที่จะได้พวกเขาไว้? ซาตานไม่มีอะไรเลย แล้วมันใช้สิ่งใดพิชิตผู้คน? เมื่อพิชิตพวกเขาแล้ว มันสามารถให้สิ่งใดแก่ผู้คน? มันได้แต่ทำให้เจ้าเสื่อมทรามเท่านั้น ได้แต่ปั่นหัวเจ้าเล่นและทำให้เจ้าย่อยยับ แล้วสุดท้าย เมื่อมันทำลายเจ้าจนย่อยยับแล้ว มันก็จะส่งเจ้าลงนรก การพิชิตและควบคุมชนิดที่มันทำคือสิ่งใด? เป็นเพียงการทารุณกรรมเท่านั้น จุดหมายที่มันควบคุมและพิชิตเจ้าก็เพื่อหยุดยั้งไม่ให้เจ้านบนอบพระเจ้าและความจริง พร้อมกับทำให้เจ้านบนอบมัน สำหรับซาตานแล้ว การที่เจ้านบนอบพระเจ้าย่อมผิด การนบนอบมันนั้นถูกต้อง ถ้าเจ้านบนอบมัน ถูกมันควบคุมและพิชิต เจ้าย่อมจะผละจากพระเจ้าและปฏิเสธพระองค์โดยสิ้นเชิงไปแล้ว เมื่อเป็นเช่นนั้น พระราชกิจที่พระเจ้าทรงพิชิตผู้คนจะเป็นอย่างไร? พระเจ้าพระองค์เองคือความจริง พระองค์คือความเป็นจริงของทุกสิ่งที่เป็นบวก เป็นที่มาของทุกสิ่งที่เป็นบวก เป็นแหล่งกำเนิดความจริง แล้วผู้คนคืออะไร? ผู้คนคือสิ่งที่ถูกซาตานทำให้เสื่อมทราม พวกเขาไม่มีความจริง ดังนั้น พระเจ้าจึงต้องทรงพิพากษาและตีสอนผู้คน พยายามถลุงพวกเขาด้วยการแสดงความจริงและเปิดโปงอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของมนุษย์ เพื่อให้ผู้คนเข้าใจพระวจนะที่พระองค์ตรัส ยอมรับว่าพระองค์คือพระผู้สร้างและตัวพวกเขาเองคือสิ่งมีชีวิตทรงสร้างของพระองค์ และมาเบื้องหน้าพระองค์ หมอบกราบพระองค์ ยอมรับอธิปไตยและการจัดเตรียมของพระองค์ ทั้งหมดนี้ตรงตามความจริงมิใช่หรือ? (ใช่) แล้วการพิชิตนี้คืออะไร? คือการได้ผู้คนไว้ คือความรอด นี่คือสิ่งที่เป็นบวก ไม่ใช่การทำร้ายเจ้า การพิชิตนี้แตกต่างจากการพิชิตของซาตานมิใช่หรือ? การที่พระเจ้าทรงพิชิตผู้คนนี้ถูกควรแล้ว พระองค์คือความจริง เป็นที่มาของทุกสิ่งที่เป็นบวก การบอกว่าพระองค์ทรง “พิชิตมวลมนุษย์” เป็นการกล่าวที่เหมาะสมที่สุดแล้ว! มวลมนุษย์ไม่มีความจริง พวกเขาถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามอย่างหนัก ทั้งยังถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นพวกของมัน นั่นจึงเป็นเหตุให้ผู้คนไม่นบนอบพระเจ้า ปฏิเสธ และไม่ยอมรับพระองค์ เรื่องนี้ควรทำเช่นใด? พระเจ้าต้องทรงแสดงความจริงและใช้วิธีการตีสอนและพิพากษามาทำให้ผู้คนเข้าใจว่าพระเจ้าคือใคร พระผู้สร้างคือใคร ใครสร้างสิ่งมีชีวิตขึ้นมา และซาตานคือใคร ทำให้พวกเขายอมรับองค์พระผู้เป็นเจ้าและกลับมาหาพระองค์ ยอมรับพระผู้สร้าง และรับรู้อยู่เบื้องหน้าพระองค์ว่าตนคือสิ่งมีชีวิตทรงสร้างของพระองค์ นั่นคือความหมายของการพิชิต คนที่พระเจ้าทรงพิชิตนั้นเข้าใจหรือว่าไม่เข้าใจความจริง? (เข้าใจ) แล้วผู้คนที่ซาตานพิชิต—พวกเขาได้อะไร? พวกเขาไม่เข้าใจความจริง ทั้งยังหลบเลี่ยง ทรยศ และปฏิเสธพระเจ้า มีมโนคติอันหลงผิดเกี่ยวกับพระองค์ ถึงกับยอมติดตามซาตานและศัตรูของพระคริสต์ พวกเขาอาจถึงขั้นตัดสินพระเจ้า กบฏ และสาปแช่งพระองค์ ไม่ยอมรับอธิปไตยของพระองค์ และยิ่งไม่ยอมนบนอบอธิปไตยนั้น คนเหล่านี้ใช่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่ได้มาตรฐานหรือไม่? (ไม่ใช่) พวกเขาตรงข้ามกับผู้คนที่พระเจ้าทรงพิชิตโดยสิ้นเชิง ผลที่เกิดขึ้นจึงกลับด้านกับการพิชิตผู้คนของพระเจ้า
ถ้าคนอย่างศัตรูของพระคริสต์มีสถานะ และไปในที่ที่ผู้คนไม่รู้ว่าพวกเขาคือผู้นำ พวกเขาจะชอบใจหรือไม่? ไม่ ไม่ว่าจะไปที่ใด พวกเขาจะใช้ทุกทางที่มีมาบอกทุกคนว่า “ฉันคือผู้นำ ทำอาหารมาให้ฉัน ฉันต้องกินของดีๆ!” พวกเจ้าว่าเรามีทัศนะเช่นไรกับสถานะ? (พระองค์ไม่สนพระทัยสถานะ) ความไม่สนใจนั้นสำแดงออกมาอย่างไร? เวลาเราไปที่ใด เราย่อมบอกผู้คนในที่นั้นให้มากเท่าที่จะทำได้ว่าอย่าเที่ยวพูดกันอย่างเปิดเผยหรือบอกให้ผู้คนรู้ว่าเราเป็นใคร เหตุใดเราจึงทำเช่นนี้? เพราะเมื่อผู้คนรู้ก็จะยุ่งยากมาก ถ้าไม่รู้ พวกเขาก็อาจพูดความในใจกับเราบ้าง พอรู้เข้ากลับเป็นปัญหา—พวกเขาปิดปากสนิทไม่ยอมคุยกับเรา จงบอกเราเถิด ถ้าไม่มีใครยอมพูดความในใจกับเรา เราย่อมจะเหงามิใช่หรือ? เราพยายามอย่างที่สุดที่จะไม่ให้ผู้คนรู้ ผู้คนจะได้ปฏิบัติต่อเราเหมือนว่าเราเป็นคนทั่วไป และพูดเรื่องที่อยากพูดกับเราได้ การที่ผู้คนรู้สึกเป็นอิสระและเสรี ส่วนเราก็ไม่ได้ทำให้พวกเขาขยับไม่ออกอยู่เสมอ และพวกเขาก็ไม่ต้องทำตัวนอบน้อมต่อหน้าเราตลอดเวลา ย่อมเป็นเรื่องที่ดีมาก พวกเขาไม่จำเป็นต้องทำตัวเช่นนั้น เราไม่ได้ชอบแบบนั้น คนที่ไม่เข้าใจความจริงย่อมคิดไปว่า “พระองค์ชอบอะไรแบบนั้นเป็นแน่ ถ้าอย่างนั้น ฉันก็จะปฏิบัติต่อพระองค์แบบนั้น” เวลาเราเห็นผู้คนเป็นแบบนั้น เราย่อมซ่อนตัว เวลาเรามองเห็นคนที่คอยพินอบพิเทาอยู่เสมอ เราย่อมซ่อนตัวให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ เราไม่อยากติดต่อพูดคุยกับผู้คนเช่นนั้นโดยสิ้นเชิง—ยุ่งยากเกินไป มีปัญหามากเกินไป! แต่ศัตรูของพระคริสต์กลับแตกต่าง พวกเขาหวังที่จะได้ความเคารพจากผู้คน ไปที่ใดก็ได้รับการปฏิบัติเป็นพิเศษ แล้วสิ่งที่พวกเขายิ่งหวังที่จะได้มากกว่านั้นอีกคืออะไร? พวกเขาหวังว่าตราบใดที่ตนยังอยู่ ผู้คนภายใต้การนำของพวกเขาจะเชื่อฟังคำสั่งของพวกเขาทุกอย่าง และเชื่อฟังโดยที่ไม่มีการประนีประนอม ถึงขั้นเชื่ออย่างเบ็ดเสร็จ จากนั้นพวกเขาก็คิดว่า “ดูสิ—คุณคิดอย่างไรกับทหารที่ฉันนำ ทีมที่ฉันนำ? ทุกคนทำตามที่ฉันบอกด้วยความเชื่อฟังทั้งสิ้น” พวกเขารู้สึกว่าประสบความสำเร็จเป็นพิเศษ พวกเขาฝึกฝนผู้คนให้เป็นเหมือนหุ่นเชิด เหมือนทาส ไม่มีความคิดอ่านเป็นเอกเทศ หรือความคิดเห็นส่วนตัว หรือทัศนะ พวกเขาทำให้คนเหล่านั้นต่างก็ด้านชาและหัวทึบ เมื่อเป็นเช่นนั้น ศัตรูของพระคริสต์ย่อมรู้สึกเบิกบานและยินดีอยู่ในส่วนลึกของหัวใจ รู้สึกว่างานของตนได้ผลแล้ว ความอยากได้อยากมีและความทะเยอทะยานของตนลุล่วงแล้ว ถ้าเรื่องราวไม่เป็นเช่นนั้น พวกเขาย่อมเศร้าใจว่า “ทำไมผู้คนไม่เอาแต่ทำตามที่ฉันบอก? ฉันต้องใช้วิธีอะไรถึงจะทำให้พวกเขาเชื่อฟังฉัน? ได้—ถ้าไม่รู้ว่าฉันเก่งกาจขนาดไหน ฉันก็มีแต่จะต้องแสดงให้เห็นเท่านั้น! ฉันจบโทมา พกใบปริญญาอยู่กับตัวทุกวันไว้ให้ใครๆ ดู ฉันผ่านระดับแปดในการสอบวัดระดับวิชาเอกภาษาอังกฤษ ทั้งยังเคยเป็นนายกสโมสรนักศึกษา ในเมื่อไม่เข้าใจฉันดีเท่าใดนัก ฉันก็จะอวดตัวให้พวกคุณดูสักหน่อย!” เมื่อใดที่หารือเรื่องงาน พวกเขาย่อมพูดว่า “ไม่ว่าพวกคุณทุกคนจะคิดอ่านว่าอย่างไร ก็พูดออกมาเลย แสดงทัศนะของพวกคุณตามสบาย—อย่าได้รู้สึกว่าถูกฉันตีกรอบเอาไว้” ดังนั้น ผู้คนในที่นั้นจึงเริ่มแสดงทัศนะของตน พอพวกเขาพูดจบ “คนที่เหนือกว่า” และจบปริญญาโทคนนี้ก็กล่าวว่า “ทัศนะของพวกคุณนั้นไม่ดี ธรรมดากันหมด เป็นทัศนะของคนทั่วไปทั้งนั้น ฉันจำต้องแทรกแซงจริงๆ—ดูเถิดว่าพวกคุณไม่สามารถทำงานนี้ได้! ที่จริง ฉันไม่อยากรับงานนี้หรอก แต่ถ้าฉันไม่อยู่ตรงนี้ พวกคุณก็จะรับภาระนี้ไม่ไหวจริงๆ ฉันเลยจำเป็นต้องยื่นมือเข้ามาช่วย ฉันคิดเรื่องนี้มาหมดแล้ว พวกเราจะลงมือทำกันอย่างนี้ วิธีการที่พวกคุณพูดมานั้นใช้ไม่ได้สักอย่าง ฉันจะบอกวิธีที่ดีกว่าให้ ที่พูดมานั้นเป็นสิ่งที่แผนงานเคยกำหนดให้พวกเราทำในอดีต—จากนี้ไป พวกเราจะไม่ทำตามข้อบังคับเหล่านั้น พวกเราจะไม่ทำแบบนั้นอีกต่อไป” บางคนก็บอกว่า “ถ้าพวกเราไม่ทำตามแผนงาน ก็จะทำให้พระนิเวศของพระเจ้าเกิดความเสียหายเป็นอันมาก” พวกเขาจึงตอบว่า “อย่าคิดมากขนาดนั้น—พระนิเวศของพระเจ้าจะสนใจเงินเล็กน้อยเท่านี้หรือ? มาสนใจผลลัพธ์กันเถิด—สิ่งสำคัญก็คือผลลัพธ์ จากนี้ไป ทำตามที่ฉันบอกก็พอ ถ้ามีอะไรผิดพลาด ฉันรับผิดชอบเอง!” ไม่มีใครทัดทานพวกเขาได้ พวกเขาเอาแต่พร่ำพูดแนวคิดที่ฟังดูสูงส่งมิใช่หรือ? พวกเขามีจุดหมายอันใดจึงทำเช่นนั้น? เพื่ออวดตน และสะกิดเตือนทุกคนอยู่ตลอดเวลาว่าพวกเขามีตัวตนและปราดเปรื่อง ปราดเปรื่องอย่างไร? ตรงที่คนธรรมทั่วไปเข้าใจพวกเขาได้ยาก ต่อให้ศัตรูของพระคริสต์มีทัศนะเช่นเดียวกับผู้อื่น แต่เมื่อผู้อื่นเป็นคนพูดออกมา พวกเขาก็ปฏิเสธทัศนะนั้นๆ อยู่ดี แล้วจากนั้นพวกเขาก็เริ่มต้นใหม่ ออกเดินนำกลุ่มด้วยการกล่าวเรื่องนั้นใหม่ ทั้งกลุ่มก็ฟังและบอกว่า “นั่นก็แนวคิดเดียวกันไม่ใช่หรือ?” พวกเขาก็ตอบว่า “จะเหมือนหรือไม่ ฉันก็เป็นคนพูด พวกคุณไม่ใช่คนที่พูดเรื่องนี้ออกมา ฉันคือคนที่พูดแนวคิดนี้ก่อน” ไม่ว่าพวกเขาจะพูดไปพูดมาในเรื่องนั้นอย่างไร จุดหมายของพวกเขาก็คือการโน้มน้าวให้ทุกคนเชื่อ ทำให้ผู้คนรู้ว่า “ฉันไม่ใช่ผู้นำที่ทำอะไรไม่เป็น ไม่ได้เป็นผู้นำทีมและผู้ดูแลที่สูญเปล่า ไม่ได้ดีแต่พูด—ฉันจะไม่ได้อยู่ในตำแหน่งนี้ถ้าไม่มีความสามารถพิเศษ พรสวรรค์ และฝีมือ” ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นระหว่างที่พวกเขาไม่ได้อยู่ตรงนั้นด้วย ก็ไม่มีใครอื่นสามารถชี้ขาดได้ และถ้าพวกเขาอยู่ตรงนั้น ก็ต้องเป็นพวกเขาที่มีสิทธิ์ชี้ขาด ทุกคนต้องคอยจับจ้องสีหน้าของพวกเขา เมื่อพวกเขาชี้ขาด ทุกคนก็ได้แต่ถอนใจด้วยความโล่งอก ถ้าพวกเขายังไม่ตัดสินชี้ขาด เช่นนั้นแล้วทุกคนย่อมรู้สึกร้อนรน ถ้าไม่ยอมให้พวกเขาชี้ขาด ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะแก้ไขงานที่ทำอยู่ พวกเขาจึงมีเป้าหมายในการทำเช่นนี้มิใช่หรือ? บางครั้งพวกเขาก็คิดในใจว่า “สิ่งที่ฉันทำอยู่นี้ถูกหรือเปล่า? ฉันไม่ควรทำอย่างนี้—ฉันจะทำให้ตัวเองขายหน้าเอามากๆ ศัตรูของพระคริสต์ทำตัวแบบนี้ไม่ใช่หรือ? แต่ไม่ได้หรอก ความภาคภูมิใจของฉันคือสิ่งที่สำคัญ ‘ศัตรูของพระคริสต์’ หรือ? เบื้องบนไม่เคยกล่าวโทษฉัน ดังนั้น ฉันย่อมไม่ใช่ศัตรูของพระคริสต์!” แล้วพวกเขาก็ทำตัวดังที่เคยทำมาต่อไป บางครั้งพวกเขาก็รู้ดีอย่างยิ่งว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้นละเมิดแผนงานและหลักธรรมความจริง ตัวพวกเขาเองก็คำนึงถึงความภาคภูมิใจและสถานะของตนอย่างเห็นได้ชัด มีเจตนาของตนเอง—แต่ก็ยังคงทำสิ่งที่ทำมาโดยตลอดกันต่อไป ไม่มีความคิดอ่านเรื่องผลที่ตามมา และยิ่งไม่มีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้า นี่เป็นปัญหาที่อุปนิสัยมิใช่หรือ? อุปนิสัยเช่นนี้พาให้พวกเขาทำสิ่งใด? พาให้ทำตัวเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่งเอามากๆ และวิ่งพล่านทำเรื่องเลวร้าย จริงหรือไม่ที่พวกเขาไม่ได้รู้อยู่แก่ใจว่าควรทำตัวเช่นไรจึงจะถูกควร? จริงหรือไม่ที่พวกเขาไม่เข้าใจว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้นละเมิดหลักธรรม? พวกเขาไม่รู้จริงๆ หรือว่าสิ่งที่ทำอยู่คือการชักพาให้ผู้อื่นหลงผิดและควบคุมเอาไว้ ไม่รู้จริงหรือว่าตัวพวกเขากำลังทำชั่ว? พวกเขารู้และเข้าใจเรื่องเหล่านี้ เมื่อเป็นดังนั้น การที่พวกเขาสามารถทำตัวเช่นเดิมต่อไปย่อมหมายความว่าพวกเขาไม่รักความจริงและรังเกียจความจริง พวกเขาปฏิเสธทัศนะ หนทาง วิธีการ หรือถ้อยแถลงใดๆ ตราบใดที่ไม่ได้มาจากปากของพวกเขา นี่คือความทะเยอทะยานมิใช่หรือ? (ใช่) มีความทะเยอทะยานและเจตนาอันชั่วอยู่ในนั้น เจตนาชั่วอันใด? มีสิ่งใดซ่อนอยู่เบื้องหลังเจตนานั้น? (ให้ผู้คนทำตามที่พวกเขาบอก) คือการให้ผู้คนทำตามที่พวกเขาบอก—แน่นอนว่าพวกเขาไม่อาจพลาดข้อได้เปรียบหรือโอกาสที่จะโดดเด่นเช่นนั้นไปได้ หรือยอมให้สิ่งเหล่านี้ตกไปอยู่กับใครอื่น ทุกครั้งต้องเป็นพวกเขาที่ตัดสินใจ ทุกครั้งต้องเป็นพวกเขาที่ชี้ขาด ทุกครั้งผลงานต้องเป็นของพวกเขาเท่านั้น เป็นความดีความชอบของพวกเขาแต่เพียงผู้เดียว ท้ายที่สุด พวกเขาก็ทำให้ทุกคนมีแนวโน้มอย่างหนึ่ง แนวโน้มอันใด? แนวโน้มที่จะคิดว่าจะทำงานได้ก็ต่อเมื่อมีพวกเขาอยู่ในทีมด้วย—ถ้าไม่มีพวกเขาก็เหมือนไม่มีใครอีกแล้วที่แบกรับภาระได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเขาย่อมบรรลุเป้าหมายของตนแล้วมิใช่หรือ? ผู้คนเหล่านั้นอยู่ใต้การควบคุมของพวกเขาแล้ว สัญญาณบ่งชี้ว่าถูกควบคุมเป็นเช่นใด? คือการถูกพิชิตและพ่ายแพ้อย่างราบคาบ—ศัตรูของพระคริสต์ระรานให้เจ้ายอมสยบแก่พวกเขา จนเจ้าไม่รู้จักถูกผิด และไม่พยายามที่จะใช้วิจารณญาณดูพวกเขาอีกเลย หรือเชื่อมโยงความจริงในแง่ใดเข้ากับพวกเขา ทั้งยังเชื่ออย่างหนักแน่นว่าไม่ว่าพวกเขาจะทำสิ่งใดก็ถูกต้อง และไม่กล้าวิเคราะห์อีกต่อไปว่าพวกเขาถูกหรือผิด เหล่านี้คือผลพวงที่เกิดขึ้นหลังจากที่ผู้คนถูกศัตรูของพระคริสต์ชักพาให้หลงผิดและควบคุมเอาไว้ แล้วจากนั้นผู้คนเหล่านั้นก็ยอมติดตามศัตรูของพระคริสต์ทันที เป็นเช่นนั้นมิใช่หรือ? (ใช่) เห็นได้ชัดมิใช่หรือว่านี่คือพฤติการณ์ที่ศัตรูของพระคริสต์ให้ผู้อื่นนบนอบแต่พวกเขา ไม่ให้นบนอบความจริงหรือพระเจ้า? (ใช่) อะไรคือแรงจูงใจและเจตนาอันชั่วเบื้องหลังทุกสิ่งที่พวกเขาทำ อะไรคือต้นตอของการกระทำ วิถีและวิธีการ และแม้กระทั่งคำกล่าวของพวกเขา? ก็คือพวกเขาอยากเอาชนะเจ้า กำราบเจ้า ทำให้เจ้ายอมสยบแก่พวกเขา และแสดงให้เจ้าเห็นว่าใครเป็นนาย ใครมีคุณสมบัติที่จะนำ ใครมีสิทธิ์ขาดในที่นั้น และย่อมไม่ใช่ความจริงที่มีสิทธิ์ขาด—นอกจากพวกเขาแล้ว ไม่มีใครเป็นเจ้านายเหนือผู้คนเหล่านี้ ไม่มีใครชี้ขาด หรือตัดสินใจได้ เจ้าอยากพูดถึงความจริง แต่กลับไม่มีหนทางให้เจ้าทำเช่นนั้น เจ้าอยากหยิบยกความคิดเห็นที่ต่างออกไปขึ้นมา—แต่อย่าแม้แต่จะคิด อุปนิสัยเช่นนี้ในตัวศัตรูของพระคริสต์คือสิ่งใด? คือความชั่วช้า พวกเขาอยากพิชิตและควบคุมผู้คน ไม่ว่าเจ้าจะมองไปที่ความอยากได้อยากมีและความทะเยอทะยานในตัวศัตรูของพระคริสต์ หรือสิ่งที่พวกเขาลงมือทำจริง ทั้งหมดนี้ล้วนแสดงให้เห็นอุปนิสัยอันชั่วช้าและรังเกียจความจริงในตัวพวกเขา วิธีการ สิ่งที่เผยออกมา และพฤติการณ์ที่ศัตรูของพระคริสต์สำแดงให้เห็นการพิชิตและการควบคุมผู้คน รวมทั้งแก่นแท้ของพวกเขา พ้องกับหัวข้อหลักที่พวกเราสามัคคีธรรมกันอยู่โดยแท้ ศัตรูของพระคริสต์ให้ผู้คนนบนอบแต่พวกเขา—นี่แฝงความนัยว่าผู้คนต้องทำตามที่พวกเขาบอก และการทำเช่นนั้นก็คือการนบนอบพระเจ้า ถ้ามีใครแสดงความคิดเห็นที่ต่างออกไปและพูดว่าสิ่งที่พวกเขาทำอยู่นั้นตรงข้ามกับความจริง พวกเขาก็จะย้อนให้ว่า “ตรงข้ามกับความจริงหรือ? บอกมาสิว่า—อะไรคือความจริง? ถ้าคุณอธิบายได้อย่างชัดเจน ฉันก็จะยอมจำนน—แต่ถ้าอธิบายไม่ได้ ฉันจะทำให้คุณได้อาย!” เมื่อพวกเขากล่าวเช่นนั้น บางคนก็รู้สึกกลัวจริงๆ พลางกล่าวว่า “ฉันอธิบายให้ชัดเจนไม่ได้จริงๆ อย่างนั้นฉันจะทำตามที่คุณบอกก็แล้วกัน” เมื่อเป็นเช่นนี้ ศัตรูของพระคริสต์จึงบรรลุเป้าหมายของพวกเขา มีคนทำเช่นนี้หรือไม่? (มี) พวกเจ้าเคยทำอะไรเช่นนี้บ้างไหม? (ไม่เคย) ศัตรูของพระคริสต์มีทักษะด้านนี้ คนทั่วไปพอเห็นว่าตนไม่อาจโน้มน้าวผู้อื่นได้ก็เลิกไป พวกเขาไม่มีชั้นเชิงแบบนั้น ด้านหนึ่งพวกเขาไม่สามารถพูดและแสดงความคิดเห็นของตนในลักษณะนั้นได้—ไม่สามารถพูดจาและโต้คารมได้ดี อีกด้านหนึ่งคือหัวใจของพวกเขาไม่เหี้ยมพอ คนที่สามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้ต้องมีอุปนิสัยที่เลวอยู่ในตัว พวกเขาต้องชั่วช้า โหดพอ และไม่สนใจความรู้สึกของใครอื่น ถ้าใครไม่เห็นด้วยกับพวกเขา พวกเขาก็จะระรานในลักษณะที่ชั่วช้าอย่างเหลือเชื่อ และไม่ว่าพวกเขาจะทำเช่นนั้นอย่างโหดร้ายเพียงใด มโนธรรมของพวกเขาก็จะไม่รู้สึกละอายหรือตระหนักรู้เรื่องดังกล่าว บางคนบอกว่า “พวกเขาน่าเวทนาพอแล้ว ฉันจะให้พวกเขาทำตามที่ฉันบอกไปเพื่ออะไร? ฉันจะปล่อยพวกเขาไป—พวกเขาเชื่อในพระเจ้า ไม่ได้เชื่อในตัวฉัน พวกเขาจะฟังใครก็ได้ทั้งนั้นที่พูดจาในทางที่ตรงกับความจริง—ไม่สำคัญหรอกว่าจะเป็นใคร คราวนี้ฉันจะปล่อยผ่านก็แล้วกัน” ศัตรูของพระคริสต์คิดแบบนี้หรือไม่? ไม่ แน่นอนว่าศัตรูของพระคริสต์ไม่มีสำนึกเช่นนี้ พวกเขาไม่ค่อยกำกวมเท่าใดนักในเรื่องความทะเยอทะยานและความอยากได้อยากมีของตนเอง พวกเขายึดมั่นในสิ่งเหล่านี้และจะไม่ยอมปล่อยมือ เหมือนหมาป่าที่งับแกะเอาไว้ในปากแล้วนั่นเอง ถ้าเจ้าพยายามเจรจากับหมาป่าและห้ามมันกินแกะ—นั่นจะได้ผลหรือไม่? ย่อมจะไม่ได้ผล เพราะเหตุใด? เพราะนั่นคืออุปนิสัยของมัน หมาป่าเชื่อว่าอย่างไร? “ฉันหิว ฉันชอบกินแกะ นี่ถูกต้องแล้ว ฉันจะอยากกินแกะหรือไม่อยากย่อมถูกต้องทั้งสิ้น” นั่นคือปรัชญาของมัน เป็นมาตรฐานและต้นตอของการกระทำของมัน ในทำนองเดียวกัน เมื่อศัตรูของพระคริสต์พิชิตและควบคุมผู้คนเอาไว้ พวกเขาคิดหรือไม่ว่า “ฉันไม่ใช่พระเจ้า ที่ฉันควบคุมผู้คนเอาไว้นี้ช่างไร้ยางอาย ถ้าผู้คนดูออก ฉันจะสู้หน้าใครได้อย่างไร?” พวกเขามีสำนึกละอายแก่ใจเช่นนี้หรือไม่? (ไม่มี) พวกเขาไม่มีสำนึกละอายแก่ใจ ดังนั้น สิ่งที่ขาดหายไปจากความเป็นมนุษย์ของพวกเขาคืออะไร? ความละอายแก่ใจ ความมีสำนึก และมโนธรรม ความเป็นมนุษย์ของพวกเขาไม่มีสิ่งเหล่านี้ เมื่อไม่มีสิ่งเหล่านี้ พวกเขายังเป็นมนุษย์อยู่หรือไม่? ไม่ คนที่อยู่ในคราบมนุษย์ไม่จำเป็นต้องเป็นมนุษย์กันทุกคน—บ้างก็เป็นปีศาจ บ้างก็เป็นผีดิบ และบ้างก็เป็นสัตว์ แล้วศัตรูของพระคริสต์อยู่ในจำพวกใด? พวกเขาเป็นมาร บ้างก็เป็นปีศาจชั่ว และบ้างก็เป็นวิญญาณชั่ว สรุปว่าพวกเขาไม่ใช่คน เพราะพวกเขาไม่มีสำนึก มโนธรรม และความละอายตามความเป็นมนุษย์ที่ปกติ ถึงได้สามารถขับเคี่ยวกับพระเจ้าเพื่อชิงผู้คนและหัวใจของผู้คน นี่แสดงให้เห็นว่าแก่นแท้ธรรมชาติของพวกเขานั้นเลว การที่พวกเขาขับเคี่ยวกับผู้อื่นเพื่อสถานะย่อมไม่มีเหตุอันควร ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการขับเคี่ยวกับพระเจ้าเพื่อชิงสถานะและผู้คน! นี่ยิ่งแสดงให้เห็นว่าพวกเขาคือศัตรูตัวจริงของพระคริสต์ เป็นหมู่มารและเหล่าซาตาน
เวลานี้พวกเราเพิ่งสามัคคีธรรมกันไปถึงลักษณะประการที่แปดที่ศัตรูของพระคริสต์สำแดงออกมา คราวนี้พวกเจ้าสามารถเชื่อมโยงได้หรือไม่ระหว่างตนเองกับศัตรูของพระคริสต์ ระหว่างคนที่เดินไปบนเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์กับคนที่มีอุปนิสัยเยี่ยงศัตรูของพระคริสต์ เพื่อดูว่าตนเองเป็นคนชนิดใด? (ได้) พวกเจ้าสามารถเชื่อมโยงได้บ้าง การทำเช่นนี้สามารถแก้ปัญหาอันใดให้ผู้คนได้? (สามารถป้องกันไม่ให้พวกเราใช้เส้นทางที่ผิด) สามารถป้องกันไม่ให้พวกเจ้าใช้เส้นทางผิด มีอะไรอีก? (ทำให้พวกเราสามารถแยกแยะผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลายรอบตัวได้) ทำให้พวกเจ้าสามารถแยกแยะผู้คนรอบตัวได้บ้าง การดูผู้อื่นออกก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่ที่สำคัญคือเจ้าต้องรู้ว่าจะใช้วิจารณญาณดูตัวเอง ดูอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ในตัวเจ้า และดูเส้นทางที่เจ้าเดินอยู่ได้อย่างไร นี่จะช่วยให้เจ้าไม่ออกนอกเส้นทางเวลาทำหน้าที่ของตน และไม่ใช้เส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์ เมื่อใครสักคนออกเดินไปบนเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์แล้ว พวกเขาจะกลับตัวได้ง่ายหรือไม่? ไม่ เมื่อออกเดินไปแล้วก็ไม่ง่ายที่พวกเขาจะหันกลับ พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าเป็นเพราะเหตุใด? (พระวิญญาณบริสุทธิ์ไม่ทรงพระราชกิจในตัวพวกเขา) นั่นคือสาเหตุหลัก การออกเดินไปบนเส้นทางที่ผิดนั้นอันตราย เพราะเจ้าเลือกแล้วที่จะดิ้นรนขัดขืนพระเจ้า ขับเคี่ยวกับพระเจ้าเพื่อชิงประชากรที่พระองค์ทรงเลือกสรร และต่อสู้กับพระองค์ให้ถึงที่สุด เจ้าไม่แสวงหาความจริงหรือเสาะแสวงที่จะยอมรับความรอดจากพระเจ้า เมื่อออกเดินไปบนเส้นทางเช่นนั้น เจ้าย่อมจะเดือดร้อน เจ้าจะยืนต้านพระเจ้า—เจ้าจะยืนต้านพระองค์ด้วยเจตจำนงของเจ้าเอง กล่าวคือ ความคิด ทัศนะ ความเห็น และสิ่งที่เจ้าเลือกจะเป็นปฏิปักษ์กับพระเจ้าทั้งสิ้น ก่อนที่เจ้าจะออกเดินไปบนเส้นทางนี้ ถ้าเจ้ามีการสำแดงบางอย่างที่เป็นรูปธรรม รวมถึงอุปนิสัย และแก่นแท้ที่อยู่คนละขั้วและเป็นปฏิปักษ์กับพระเจ้า แต่หัวใจของเจ้าก็ระมัดระวังอยู่ตลอดเวลาที่จะไม่เดินไปบนเส้นทางที่เป็นปฏิปักษ์กับพระเจ้า หรือเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็มีโอกาสที่จะได้รับความรอด ถ้าเจ้าออกเดินไปบนเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์ เส้นทางที่เป็นปฏิปักษ์กับพระเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าก็มีภัย ภัยใหญ่เพียงใด? ใหญ่พอที่เจ้าจะกลับตัวได้ไม่ง่าย เพิ่งมีคนพูดไปเมื่อครู่ว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์จะไม่ทรงพระราชกิจในตัวเจ้าอีกต่อไป—นั่นเป็นเรื่องที่ชัดเจนอย่างยิ่ง! พระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงพระราชกิจในตัวคนเช่นนั้นได้อย่างไร? เมื่อเจ้าออกเดินไปบนเส้นทางเช่นนั้นแล้ว เมื่อเจ้าเลือกเช่นนั้นแล้ว เจ้าย่อมมีภัย ถ้าเจ้าเข้าใจเรื่องนี้อยู่ในหัวใจ แต่ยังคงทำเช่นนั้น ยังคงไปทางนั้น และเลือกเช่นนั้น เวลากระทำการก็เดินหน้าตามหลักการของเจ้าเองและวิธีเก่าก่อนของเจ้าอยู่เสมอ ไม่กลับตัวหรือกลับใจ ไม่แก้ไขครรลองของตนให้ถูกต้อง นั่นย่อมแสดงให้เห็นสิ่งที่เจ้าเลือก—เจ้าตัดสินใจแล้วว่าจะลงเดินไปบนเส้นทางที่เป็นปฏิปักษ์กับพระเจ้า ไม่ใช่ว่าเจ้าไม่เข้าใจว่าตนเองทำอะไรอยู่—เจ้าทำบาปทั้งที่รู้อยู่แก่ใจ นี่เหมือนเปาโลไม่มีผิด เขาบอกว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้า พระองค์เป็นใคร? ทำไมพระองค์ถึงอยากซัดโทษใส่ข้าพระองค์?” เขารู้ดีทีเดียวว่าองค์พระเยซูเจ้าคือองค์พระผู้เป็นเจ้า เป็นพระคริสต์ แต่เขาก็ยังคงต่อต้านพระองค์จนถึงที่สุด นั่นคือการทำบาปทั้งๆ ที่รู้ เปาโลไม่ได้เป็นพยานยืนยันให้องค์พระผู้เป็นเจ้า และไม่ได้ยกชูพระองค์ เขานึกไปว่า “ท่านเป็นแค่คนธรรมดาไม่ใช่หรือ? ท่านซัดโทษใส่ข้าพเจ้าเพียงเพราะท่านมีฤทธานุภาพเท่านั้นไม่ใช่หรือ? ท่านอาจมีฤทธานุภาพ แต่ข้าพเจ้ายังคงเชื่อในพระเจ้าบนสวรรค์ ท่านผู้เป็นการประสูติเป็นมนุษย์ไม่ใช่พระเจ้า ไม่มีความเกี่ยวข้องกับพระเจ้า ท่านเป็นพระบุตรของพระเจ้า และมีฐานะเทียมเท่าพวกเรา” นั่นคือทัศนะของเขามิใช่หรือ? ทัศนะของเปาโลนี้มีรากฐานเช่นใด? หลังจากที่เขามารู้ว่าองค์พระเยซูเจ้าคือพระคริสต์ผู้ประสูติเป็นมนุษย์ เขาก็ยังคงดำรงทัศนะนี้ไว้ดังที่เคยทำมา นี่เป็นปัญหาที่ร้ายแรง และเมื่อมีปัญหาเช่นนี้ จุดจบของเขาย่อมถูกตัดสินไปแล้ว ในเมื่อเขายึดถือทัศนะนี้ตลอดเวลา เส้นทางที่เขาเดินอยู่จะเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่? เส้นทางที่คนคนหนึ่งเดินย่อมเป็นไปตามทัศนะของเขา กล่าวคือ ทัศนะของเจ้าเป็นเช่นใด เส้นทางที่เจ้าเดินก็เป็นเช่นนั้น ในทางกลับกัน เส้นทางที่เจ้าเดินเป็นเช่นไร ทัศนะที่จะเกิดขึ้นในตัวเจ้า ทัศนะที่เจ้าจะมี ทัศนะที่จะโยกคลอนและกำกับเจ้าก็ย่อมเป็นเช่นนั้น ทันทีที่เจ้าออกเดินไปบนเส้นทางที่เป็นปฏิปักษ์กับพระเจ้า ทัศนะเหล่านี้ก็จะก่อเกิดและหยั่งรากอยู่ในตัวเจ้า เมื่อนั้นสิ่งหนึ่งที่แน่นอนก็คือเจ้าไม่แคล้วที่จะต่อต้านพระเจ้าไปจนถึงที่สุด เจ้าไม่แคล้วที่จะยึดมั่นในทัศนะ ความรู้ และท่าทีที่เจ้ามีในทางที่ผิด พลางส่งเสียงประท้วงพระเจ้าไปจนสุดทาง เจ้าจะไม่แก้ไขครรลองของตนให้ถูกต้องแต่อย่างใด—ต่อให้มีใครบอกให้เจ้าทำเช่นนั้น หรือพระวิญญาณบริสุทธิ์ประทานความรู้แจ้งแก่เจ้า หรือพี่น้องชายหญิงเตือนสติเจ้า หรือพระเจ้าประทานความกระจ่างแก่เจ้า เจ้าก็จะไม่ทำ จะไม่มีพื้นที่ให้กับเรื่องนั้น นี่คือสิ่งที่เจ้าเลือก เจ้าจะได้รับโอกาสครั้งที่หนึ่ง ครั้งที่สอง และครั้งที่สาม—หลังจากที่มีโอกาสกลับใจครบสามครั้ง ถ้าเจ้ายังไม่กลับใจ ภายหน้าเจ้าก็จะไม่มีโอกาสอีกต่อไป ถึงตอนนั้น ไม่ว่าเจ้าจะทำงานและจ่ายราคาอย่างไร พระเจ้าก็จะไม่ทรงตื้นตันด้วย—พระองค์ย่อมจะตัดสินพระทัยในเรื่องของเจ้าไปแล้ว พระเจ้าย่อมจะตัดสินพระทัยในเรื่องของเจ้าว่าอย่างไร? ว่าจะให้เจ้าทำงานให้ จะใช้เจ้า และเมื่อใช้เสร็จ พระองค์ก็จะเอาเจ้าไปไว้ในที่ที่ตัวเจ้าจะถูกตีสอนและลงโทษดังที่พระองค์ได้ตัดสินพระทัยไปแล้ว เหตุใดพระเจ้าจึงตัดสินพระทัยเช่นนี้? เป็นเพราะความคิดชั่ววูบของเจ้าหรือ? เพราะแนวคิดชั่วแล่นของเจ้าหรือ? เพราะเจ้าก้าวเดินบนเส้นทางที่ผิดไปชั่วขณะกระนั้นหรือ? ไม่ใช่ พระเจ้าตัดสินพระทัยเช่นนี้ตามทัศนะที่เจ้ามีอยู่ในหัวใจส่วนลึก ตามท่าทีระยะยาวที่เจ้ามีต่อความจริง และตามเส้นทางที่เจ้าตัดสินใจเลือกเดิน เจ้าตัดสินใจที่จะกระทำการเช่นนี้ ไม่ว่าใครจะพูดอย่างไรก็ไม่มีประโยชน์ เจ้าตัดสินใจไปแล้วว่าจะใช้ทฤษฎีนี้เป็นรากฐานของเส้นทางที่เจ้าจะเดินในอนาคต และในเมื่อเจ้าตัดสินใจไปแล้ว พระเจ้าก็ต้องทรงกำหนดจุดจบของเจ้ามิใช่หรือ? จุดจบของเจ้าถูกกำหนดไว้นานแล้ว ไม่มีความจำเป็นที่พระเจ้าจะต้องทรงรอไปจนถึงที่สุดจึงจะกำหนดจุดจบให้ สำหรับบางคน พระเจ้าทรงดูสิ่งที่พวกเขาสำแดงออกมาอยู่เสมอ—ในที่สุดเมื่อผู้คนเหล่านี้เดินไปจนสุดทาง จุดจบของพวกเขาจึงถูกกำหนดในท้ายที่สุดตามพฤติการณ์นานาประการของพวกเขา บางคนทำดีไว้มากกว่าทำชั่ว ท่าทีที่พวกเขามีต่อพระเจ้านั้นดีงามและเป็นบวกมากกว่าส่วนที่เป็นลบและทำชั่ว และจุดจบในท้ายที่สุดของพวกเขาก็กำหนดตามการประเมินสรุปพฤติกรรมและการสำแดงต่างๆ ของพวกเขา อย่างไรก็ดี มีผู้อื่นที่พระเจ้าทรงกำหนดจุดจบให้หลังจากที่ทรงมองเส้นทางที่พวกเขาใช้เดินเพียงปราดเดียว แล้วพระเจ้าประทานโอกาสแก่ผู้คนก่อนที่จะทรงกำหนดจุดจบให้หรือไม่? ประทาน กี่ครั้ง? เป็นไปได้มากว่าไม่มีจำนวนครั้งที่แน่นอน ขึ้นอยู่กับแก่นแท้ธรรมชาติของแต่ละคน รวมทั้งการไล่ตามเสาะหาของพวกเขาด้วย บางคนอาจได้โอกาสสามครั้ง บางคนก็เกินแก้ พวกเขาโง่เขลาและดื้อแพ่งอย่างเหลือเชื่อ ไม่ยอมรับความจริงแต่อย่างใด—จุดจบของพวกเขาจึงถูกกำหนดก่อนที่พวกเขาจะได้โอกาสครบสามครั้ง กระนั้น กับบางคน พระเจ้าก็ทรงจัดเตรียมสภาพแวดล้อมบางอย่างเอาไว้ให้ตามสภาวะ วัย และสิ่งที่พวกเขาพบเจอมา พระองค์อาจประทานโอกาสแก่พวกเขาถึงห้าครั้ง นี่เป็นไปตามธรรมชาติ แก่นแท้ และท่าทีที่พวกเขามีในยามที่ยอมรับความจริง พระเจ้าทรงกำหนดจุดจบและบั้นปลายของคนคนหนึ่งตามสิ่งเหล่านี้
สิ่งที่เกิดกับผู้คนมีสารพัดอย่าง และพวกเขาก็มักจะไม่รู้ว่าควรเผชิญหน้าสิ่งเหล่านั้นอย่างไร ถ้าพวกเขาไม่พากเพียรทำความเข้าใจความจริง จะเป็นอะไรหรือไม่? เวลาที่ผู้คนไม่เข้าใจความจริง พวกเขาย่อมเลือกเส้นทางผิดโดยง่าย เหตุใดเราจึงกล่าวเช่นนี้? ผู้คนใช้ชีวิตตามอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของซาตาน และสิ่งที่ออกมาจากตัวพวกเขาก็เป็นสิ่งที่พวกเขาเผยออกมาตามธรรมชาติ ซึ่งไม่มีแม้แต่อย่างเดียวที่ตรงกับความจริง หรือว่าไม่ทรยศพระเจ้า แล้วเหตุใดพวกเขาจึงควรฟังคำเทศนาอยู่เสมอ? การฟังคำเทศนาอยู่เสมอ ใคร่ครวญ และจำใส่ใจ การอธิษฐานและแสวงหาอยู่ตลอดเวลา มาเบื้องหน้าพระเจ้าด้วยหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้า ด้วยหัวใจที่เปี่ยมศรัทธา ด้วยหัวใจที่ถวิลหาความจริง การจัดเวลาในแต่ละวันไว้เฝ้าเดี่ยว อธิษฐาน กินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า การสามัคคีธรรมกับผู้อื่น และร่วมมือทำงานกับผู้อื่นอย่างกลมเกลียว การลงมือกระทำการในแต่ละวันตามหลักธรรมเหล่านี้ และยึดมั่นในหลักธรรมทุกวัน—พระเจ้าทรงดูว่าการปฏิบัติของผู้คนในส่วนที่เป็นรายละเอียดเหล่านี้สัมฤทธิ์ผลหรือไม่ บางคนอาจถามว่า “นั่นเป็นแค่กระบวนการเท่านั้นไม่ใช่หรือ?” กระบวนการคืออะไร? สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องภายนอก—เจ้าจะยึดมั่นในสิ่งเหล่านี้ได้ก็ต่อเมื่อเจ้ามีใจที่จะทำเช่นนั้นเท่านั้น ถ้าไม่มีใจเช่นนั้น เจ้าจะยึดมั่นไปได้สักกี่วัน? เจ้าจะไม่สามารถยึดมั่นในสิ่งเหล่านี้ ผู้นำบางคนไม่เคยกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าและไม่เคยเฝ้าเดี่ยว นี่หมายความว่าอย่างไร? หมายความว่าพวกเขาไม่ใช่ผู้เชื่อที่แท้จริง ถ้าไม่ใช่ แล้วพวกเขาจะเป็นผู้นำได้อย่างไร? บางแห่งไม่มีคนที่เหมาะสมกับงาน คริสตจักรจึงต้องใช้คนเหล่านี้แก้ขัดไปก่อน แล้วคนเหล่านี้ก็คิดกันในทางที่ผิดว่า “ฉันได้รับเลือกเป็นผู้นำแล้ว ถึงไม่กินและไม่ดื่มพระวจนะของพระเจ้า ฉันก็ทำงานนี้ได้อยู่ดี—ตราบใดที่คนเรามีขามีปาก ย่อมสามารถทำงานนี้ได้” นี่คือความเขลา พระเจ้าไม่ทรงดูว่าเจ้าทำงานนี้ได้หรือไม่—พระองค์ทรงดูว่าเจ้าทำสิ่งใดเอาไว้ งานที่เจ้าทำได้ คนอื่นก็ทำได้เช่นกัน ใครก็ตามที่พอจะมีสติปัญญาที่ปกติย่อมทำงานได้ อย่าไปคิดว่าเพราะเจ้าได้รับเลือกเป็นผู้นำและเจ้าทำงานนั้นได้ จึงรับรองได้ว่าตัวเจ้าจะประสบความสำเร็จเป็นแน่ และแล้วเจ้าย่อมได้รับการทำให้เพียบพร้อม เจ้ามีโอกาสที่จะอยู่รอดในภายหลังแล้ว เรื่องราวไม่ได้เป็นเช่นนั้น พระเจ้าไม่เคยทรงดูว่าเจ้าทำมากขนาดไหน พระองค์ทรงดูสิ่งที่เจ้าทำลงไป ดูเส้นทางที่เจ้าเดิน จงอย่าหลอกตนเองในเรื่องนี้ เจ้าอาจคิดว่า “มีตั้งหลายคนที่ไม่ได้รับเลือก แต่ฉันกลับได้รับเลือก ดูเหมือนฉันจะโดดเด่น มีขีดความสามารถสูงกว่า และฉันก็ดีกว่าคนอื่น” เจ้ามีอะไรดี? ต่อให้เจ้าดี ก็แน่นอนมิใช่หรือว่าเจ้าไม่มีสิทธิ์ที่จะไม่ปฏิบัติความจริงและกระทำการที่ละเมิดความจริง? ต่อให้เจ้าดี ก็แน่นอนมิใช่หรือว่าเจ้าไม่มีสิทธิ์ที่จะไม่เฝ้าเดี่ยวหรืออธิษฐาน และไม่มีสิทธิ์ที่จะไม่แสวงหาความจริงเวลากระทำการ? เจ้าไม่มีสิทธิ์ที่จะทำเรื่องเหล่านั้น สถานะหรือตำแหน่งไม่ใช่ต้นทุนของเจ้า นั่นเป็นของชั่วคราว เป็นเรื่องภายนอก พระเจ้าทรงดูความจงรักภักดีของเจ้า พระองค์ทรงดูการปฏิบัติความจริง การไล่ตามเสาะหาความจริง และท่าทีที่เจ้ามีต่อความจริง พระองค์ทรงดูความนบนอบของเจ้า ทรงดูท่าทีที่เจ้ามีต่อหน้าที่และภารกิจของตน บางคนอาจทุ่มเทพยายามทำหน้าที่ของตนไปมาก แต่กลับไม่ทำหน้าที่ตามหลักธรรมความจริง ถ้าเจ้าบอกพวกเขาว่าพวกเขาควรกระทำการตามหลักธรรมความจริง พวกเขาย่อมต่อต้าน โมโห และไม่ยอมรับ เช่นนั้นเองพวกเขาจึงได้ถูกเผยออกมา ถูกเผยสิ่งใด? เผยว่าพวกเขาไม่ยอมรับความจริง คนที่ไม่ยอมรับความจริงนี้เป็นคนจำพวกใด? เป็นพวกผู้ไม่เชื่อ ผู้ไม่เชื่อมัวสาละวนทำสิ่งใดอย่างมืดบอด? เหตุใดพวกเขาจึงมีเรี่ยวแรงปานนั้นมาสาละวนทำอะไรกันวุ่นวาย? พวกเขามีจุดหมาย—พวกเขามองว่า “มีโอกาสที่ฉันจะได้เป็นเจ้าหน้าที่ที่นี่ ถ้าได้เป็น ฉันก็จะเกาะคริสตจักรกินได้ และเป็นที่เคารพบูชาของทุกคน ที่นี่ช่างยอดเยี่ยม! ลู่ทางทำกินเช่นนี้ได้มาง่ายเกินไปแล้ว ชื่อเสียงและผลประโยชน์นี้ก็เช่นกัน สถานะนี้ได้มาง่ายมากโดยแท้—การเป็นเจ้าหน้าที่ที่นี่ช่างง่ายเหลือเกินแล้ว!” พวกเขาไม่เคยนึกว่าในชีวิตนี้ ตนจะได้เป็น “เจ้าหน้าที่” คนหนึ่ง แต่เมื่อพวกเขาสูญเสีย “ตำแหน่ง” ของตนไป พวกเขาก็แสดงตัวตนที่แท้จริงออกมา พวกเขาไม่พยายามเพื่อพระนิเวศของพระเจ้าอีกต่อไป แล้วพวกเขายังจะทนทุกข์และจ่ายราคาได้หรือไม่? ไม่ เมื่อเป็นเช่นนั้น พวกเขาก็ถูกเผยตัวแล้วมิใช่หรือ? บางคนพอมีสถานะก็ทุ่มสุดตัว อุตสาหะและอาบเหงื่อต่างน้ำ ไม่ว่าจะทนทุกข์มากเท่าใดก็ไม่พร่ำบ่น—แต่ทันทีที่ไม่มีสถานะอีกต่อไป พวกเขาก็กลายเป็นคนที่คิดลบถึงขนาดที่ความคิดลบนั้นกลบกลืนพวกเขา เมื่อเป็นเช่นนั้น พวกเขาก็ถูกเผยตัวแล้วมิใช่หรือ? สถานะเผยพวกเขาออกมา จำเป็นหรือไม่ที่จะต้องให้พวกเขาเผชิญบททดสอบ? ไม่ เอาละ พวกเราจะจบสามัคคีธรรมของวันนี้กันตรงนี้
1 ตุลาคม ต.ค. 2019