บทแทรก หก: สรุปลักษณะนิสัยของพวกศัตรูของพระคริสต์และแก่นนิสัยของพวกเขา (ภาคที่สาม)
III. แก่นนิสัยของพวกศัตรูของพระคริสต์
ก. ความเลวร้าย
2. สิ่งที่พวกศัตรูของพระคริสต์ทำกับพระเจ้า
ในการชุมนุมครั้งล่าสุด โดยหลักแล้วพวกเราได้สามัคคีธรรมและสรุปแก่นนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ โดยเลือกลักษณะเฉพาะสามประการจากอุปนิสัยหกประการของมนุษยชาติที่เสื่อมทรามมาชำแหละ ลักษณะเฉพาะสามประการนี้คือการรังเกียจความจริง ความโหดร้าย และความเลวร้าย คราวที่แล้วพวกเราได้สามัคคีธรรมเรื่องความเลวร้าย รวมถึงได้ระบุตัวศัตรูของพระคริสต์และยืนยันแก่นนิสัยที่เลวร้ายของพวกเขาผ่านการชำแหละการสำแดงที่เลวร้ายเหล่านี้ของศัตรูของพระคริสต์ กล่าวคือ การที่ความคิดของพวกเขาเต็มไปด้วยความชั่วตลอดทั้งวัน พวกเรากำลังชำแหละข้อเท็จจริงที่ความคิดของพวกเขาเต็มไปด้วยความชั่วตลอดทั้งวันจากสองแง่มุม แง่มุมแรกคือ พวกเขาคิดอย่างไรในยามที่ปฏิบัติต่อผู้อื่น พวกเขาเผยแนวทางและการสำแดงแบบใดออกมาจากแก่นแท้ที่เสื่อมทรามของพวกเขา แง่มุมที่สองคือ พวกเขามีความคิดอย่างไรเกี่ยวกับพระเจ้า พวกเราได้สามัคคีธรรมเรื่องวิธีที่พวกเขาปฏิบัติต่อผู้คนจบไปแล้ว ส่วนเรื่องที่ว่าศัตรูของพระคริสต์มีความคิด มโนคติอันหลงผิด มุมมอง และเจตนาแบบใด และแม้กระทั่งพวกเขากำหนดการกระทำต่อพระเจ้าเอาไว้ล่วงหน้าอย่างไรนั้น คราวก่อนพวกเราได้สามัคคีธรรมเรื่องนี้ไปบางส่วนแล้ว ตัวอย่างเช่นสงสัย พินิจพิเคราะห์ และอะไรอีก? (หวาดระแวงและระแวดระวัง) สงสัย พินิจพิเคราะห์ หวาดระแวง และระแวดระวัง บัดนี้ พวกเรามาสามัคคีธรรมเรื่องที่ศัตรูของพระคริสต์ทดลองพระเจ้ากันเถิด
จ. ทดลอง
การสำแดงของการทดลองมีอะไรบ้าง? แนวทางหรือความคิดแบบใดที่สำแดงสภาวะหรือแก่นแท้ของการทดลองออกมา? (หากข้าพระองค์ได้กระทำผิดหรือทำชั่วบางอย่าง ข้าพระองค์ก็มักจะต้องการหยั่งเชิงพระเจ้า ต้องการคำตอบที่ชัดเจน และดูว่าข้าพระองค์จะมีจุดจบหรือบั้นปลายที่ดีหรือไม่) นี่เป็นเรื่องของความคิด แล้วโดยทั่วไปเวลาที่คนเราพูดหรือกระทำการ หรือเวลาที่พวกเขาเผชิญกับบางสิ่ง การสำแดงใดของพวกเขาที่เป็นการทดลอง? หากใครบางคนได้กระทำผิด และรู้สึกว่าพระเจ้าอาจจะจดจำหรือกล่าวโทษการกระทำผิดของพวกเขา และพวกเขาเองก็ไม่แน่ใจ ไม่รู้ว่าพระเจ้าจะทรงกล่าวโทษพวกเขาจริงๆ หรือไม่ พวกเขาก็คิดหาวิธีที่จะทดลองเรื่องนี้ ที่จะดูว่าแท้จริงแล้วพระเจ้าทรงมีท่าทีอย่างไร พวกเขาเริ่มต้นด้วยการอธิษฐาน และหากไม่มีความกระจ่างหรือความรู้แจ้ง พวกเขาก็คิดที่จะเลิกใช้วิธีการไล่ตามเสาะหาก่อนหน้านี้ของตนอย่างสิ้นเชิง ก่อนหน้านี้ พวกเขามักจะทำสิ่งต่างๆ ด้วยท่าทีที่สุกเอาเผากิน โดยใช้ความพยายามเพียงสามส่วนในเรื่องที่สามารถใช้ได้ห้าส่วน หรือใช้เพียงหนึ่งส่วนในเรื่องที่พวกเขาสามารถใช้ได้สามส่วน ทว่าตอนนี้ หากพวกเขาสามารถใช้ความพยายามห้าส่วนได้ พวกเขาก็จะทำ พวกเขาเข้ามาทำงานที่สกปรกหรือเหน็ดเหนื่อยที่ผู้อื่นหลีกเลี่ยง โดยทำงานนั้นก่อนผู้อื่นเสมอ และดูให้แน่ใจว่าพี่น้องชายหญิงส่วนใหญ่มองเห็นการที่พวกเขาทำเช่นนั้น ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ พวกเขาต้องการดูว่าพระเจ้าทรงมองเรื่องนี้อย่างไร และการทำเช่นนั้นจะแลกกับการกระทำผิดของพวกเขาได้หรือไม่ เมื่อเผชิญกับความยากลำบากหรือสิ่งต่างๆ ที่คนส่วนใหญ่ไม่สามารถฟันฝ่าไปได้ พวกเขาก็อยากเห็นว่าพระเจ้าจะทรงทำเช่นไร พระองค์จะทรงให้ความรู้แจ้งและทรงชี้แนะพวกเขาหรือไม่ หากพวกเขาสัมผัสได้ถึงการทรงสถิตของพระเจ้าและความโปรดปรานเป็นพิเศษของพระองค์ พวกเขาก็เชื่อว่าพระเจ้าไม่ได้ทรงจดจำหรือกล่าวโทษการกระทำผิดของพวกเขา ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าการนั้นสามารถได้รับการอภัยได้ หากพวกเขาสละตนเช่นนี้และจ่ายราคาถึงเพียงนี้ หากท่าทีของพวกเขาเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญแต่พวกเขาก็ยังไม่รู้สึกถึงการทรงสถิตของพระเจ้า และแน่นอนว่าพวกเขาไม่รู้สึกถึงความแตกต่างที่สังเกตเห็นได้จากเมื่อก่อน เช่นนั้นก็เป็นไปได้ว่า พระเจ้าได้ทรงกล่าวโทษการกระทำผิดก่อนหน้านี้ของพวกเขาแล้ว และไม่ทรงต้องการพวกเขาอีกต่อไป ในเมื่อพระเจ้าไม่ทรงต้องการพวกเขา วันข้างหน้าเมื่อพวกเขาทำหน้าที่ของตน พวกเขาก็จะไม่ทุ่มเทความพยายามมากนัก หากพระเจ้ายังคงทรงต้องการพวกเขา ไม่ทรงกล่าวโทษพวกเขา และพวกเขายังคงมีหวังที่จะได้รับพร พวกเขาก็จะใส่ความจริงใจลงไปในการทำหน้าที่ของตนบ้าง การสำแดงและความคิดเหล่านี้เป็นการทดลองรูปแบบหนึ่งใช่หรือไม่? นี่คือแนวทางอันเจาะจงแนวทางหนึ่งใช่หรือไม่? (ใช่) เมื่อครู่นี้ พวกเจ้ากล่าวถึงแง่มุมทางทฤษฎีเพียงแง่มุมเดียวเท่านั้น แต่ไม่ได้เจาะจงรายละเอียดของการสำแดงของการทดลองพระเจ้า รวมถึงแนวทางและแผนการที่เป็นรูปธรรมที่พวกเขามีอยู่ในใจต่อเรื่องนี้ หรือเปิดโปงว่าศัตรูของพระคริสต์มีมุมมองและสภาวะเช่นไรเมื่อพวกเขาทำเช่นนี้
คนบางคนไร้ซึ่งความรู้หรือประสบการณ์เกี่ยวกับมหิทธานุภาพของพระเจ้าและการที่พระองค์ทรงพินิจพิเคราะห์ส่วนลึกของหัวใจมนุษย์อยู่เป็นนิจ พวกเขายังไร้ซึ่งความเข้าใจที่แท้จริงเกี่ยวกับการที่พระเจ้าทรงพินิจพิเคราะห์หัวใจมนุษย์อีกด้วย ดังนั้น พวกเขาจึงเต็มไปด้วยความสงสัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ไปโดยธรรมชาติ ถึงแม้ว่าในความปรารถนาส่วนตัวของพวกเขาต้องการที่จะเชื่อว่าพระเจ้าทรงพินิจพิเคราะห์ส่วนลึกของหัวใจมนุษย์ แต่พวกเขาก็ไร้ซึ่งขาดหลักฐานที่ชี้ชัด ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงวางแผนบางอย่างอยู่ในใจ พลางเริ่มดำเนินการและนำแผนนั้นไปปฏิบัติในเวลาเดียวกัน ขณะที่พวกเขาปฏิบัติตามแผนเหล่านั้น พวกเขาก็คอยสังเกตอยู่เรื่อยๆ ว่าที่จริงแล้วพระเจ้าทรงรู้เรื่องเหล่านี้หรือไม่ เรื่องเหล่านี้จะถูกเปิดโปงหรือไม่ และหากพวกเขายังคงเงียบ จะมีผู้ใดล่วงรู้หรือไม่ หรือพระเจ้าจะทรงสามารถเผยเรื่องนี้ผ่านทางสภาพแวดล้อมบางอย่างได้หรือไม่ แน่นอนว่าคนธรรมดาอาจจะมีความไม่แน่ใจเกี่ยวกับมหิทธานุภาพของพระเจ้าและการที่พระองค์ทรงพินิจพิเคราะห์ส่วนลึกของหัวใจมนุษย์อยู่บ้างไม่มากก็น้อย แต่ศัตรูของพระคริสต์ไม่เพียงแค่ไม่แน่ใจ—พวกเขายังเต็มไปด้วยความสงสัยและระแวดระวังพระเจ้าอย่างเต็มที่ในเวลาเดียวกัน ดังนั้น พวกเขาจึงคิดหาแนวทางมากมายเพื่อมาทดลองพระเจ้า เนื่องจากพวกเขาสงสัยการพินิจพิเคราะห์หัวใจมนุษย์ของพระเจ้า และยิ่งไปกว่านั้นคือปฏิเสธข้อเท็จจริงที่ว่าพระเจ้าทรงพินิจพิเคราะห์หัวใจมนุษย์ พวกเขาจึงมักจะนึกถึงเรื่องบางเรื่องขึ้นมา แล้วจากนั้น พวกเขาก็แอบเผยแพร่ความคิดเหล่านี้ไปรอบตัว ชักพาคนบางคนให้หลงผิด ด้วยความกลัวเล็กน้อยหรือความรู้สึกหวาดผวาบางอย่างที่อธิบายไม่ได้ ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็เปิดเผยข้อโต้แย้งและแนวคิดของตนออกมาทีละน้อยอย่างต่อเนื่อง ขณะที่พวกเขาเปิดเผยสิ่งเหล่านั้น พวกเขาก็คอยดูว่าพระเจ้าจะทรงขัดขวางหรือเปิดโปงพฤติกรรมนี้ของพวกเขาหรือไม่ หากพระองค์ทรงเปิดโปงหรือระบุลักษณะของพฤติกรรมนี้ พวกเขาก็จะรีบถอย เปลี่ยนไปใช้แนวทางอื่น หากดูเหมือนไม่มีใครรู้เรื่องนี้ และไม่มีใครสามารถมองทะลุพวกเขาหรือมองพวกเขาออก ในใจของพวกเขาก็จะเชื่ออย่างเป็นมั่นเป็นเหมาะยิ่งกว่าเดิมว่าสัญชาตญาณของตนนั้นถูกต้อง และความรู้ที่พวกเขามีเกี่ยวกับพระเจ้านั้นถูกต้อง ในทัศนะของพวกเขา โดยพื้นฐานแล้วการที่พระเจ้าทรงพินิจพิเคราะห์หัวใจมนุษย์นั้นไม่มีอยู่จริง นี่คือแนวทางประเภทใด? นี่คือแนวทางของการทดลอง
เนื่องจากศัตรูของพระคริสต์มีอุปนิสัยที่เลวร้ายโดยเนื้อแท้ พวกเขาจึงไม่เคยพูดหรือทำสิ่งใดอย่างตรงไปตรงมา พวกเขาไม่ได้รับมือกับสิ่งต่างๆ ด้วยท่าทีที่ซื่อสัตย์และความจริงใจ หรือพูดด้วยถ้อยคำที่ซื่อสัตย์และกระทำการด้วยท่าทีที่จริงใจ สิ่งใดที่พวกเขาพูดหรือทำไม่ได้ตรงไปตรงมา แต่กลับอ้อมค้อมและมีลับลมคมใน และพวกเขาก็ไม่เคยแสดงความคิดหรือแรงจูงใจของตนออกมาโดยตรง เนื่องจากพวกเขาเชื่อว่าหากพวกเขาแสดงสิ่งเหล่านั้นออกมา คนอื่นก็จะเข้าใจและมองพวกเขาออกโดยสมบูรณ์ ความทะเยอทะยานและความอยากของพวกเขาจะถูกเปิดโปงสู่ที่แจ้ง และคนอื่นก็จะไม่มองว่าพวกเขาสูงส่งหรือมีเกียรติ หรือยกย่องและบูชาพวกเขา ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงพยายามปกปิดและซ่อนเร้นแรงจูงใจและความอยากอันน่าอับอายของตนอยู่เสมอ แล้วพวกเขาพูดและกระทำการอย่างไร? พวกเขาใช้วิธีการต่างๆ นานา ศัตรูของพระคริสต์ใช้วิธีการที่คล้ายคลึงกับคำกล่าวในหมู่ผู้ไม่มีความเชื่อที่ว่า “โยนหินถามทาง” เวลาที่พวกเขาต้องการทำบางสิ่งและมีมุมมองหรือท่าทีบางอย่าง พวกเขาก็ไม่เคยแสดงออกมาโดยตรง แต่กลับใช้วิธีการบางอย่าง เช่น วิธีการที่อ้อมค้อมหรือการซักถาม หรือการหลอกถามผู้คนเพื่อรวบรวมข้อมูลที่พวกเขาต้องการ เพราะศัตรูของพระคริสต์มีอุปนิสัยที่เลวร้าย พวกเขาจึงไม่เคยแสวงหาความจริง และไม่ต้องการที่จะเข้าใจความจริงด้วย สิ่งเดียวที่พวกเขาสนใจคือชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะของตนเอง พวกเขาดำเนินการในสิ่งที่สามารถให้ชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะแก่พวกเขาได้ โดยหลีกเลี่ยงการทำสิ่งที่ไม่ให้สิ่งเหล่านั้น พวกเขาดำเนินการในสิ่งที่เกี่ยวข้องกับความมีหน้ามีตา สถานะ การโดดเด่น และความรุ่งโรจน์อย่างกระตือรือร้น ขณะที่หลีกเลี่ยงสิ่งทั้งหลายที่ปกป้องงานของคริสตจักรหรืออาจจะล่วงเกินผู้อื่น ดังนั้นแล้ว ศัตรูของพระคริสต์จึงไม่เข้าหาสิ่งใดด้วยท่าทีแสวงหา แต่พวกเขากลับใช้วิธีทดลองเพื่อโยนหินถามทาง แล้วค่อยตัดสินใจว่าจะทำต่อไปหรือไม่—ศัตรูของพระคริสต์เจ้าเล่ห์และเลวร้ายเช่นนี้เอง ตัวอย่างเช่น เมื่อพวกเขาอยากรู้ว่าตนเป็นคนประเภทใดในสายพระเนตรของพระเจ้า พวกเขาก็ไม่ประเมินตนเองผ่านพระวจนะของพระเจ้าด้วยการมารู้จักตนเอง แต่พวกเขากลับซักถามไปทั่วและคอยฟังความนัย สังเกตน้ำเสียงและท่าทีของผู้นำและเบื้องบน และดูในพระวจนะของพระเจ้าเพื่อดูว่าพระเจ้าทรงกำหนดจุดจบของผู้คนเช่นพวกเขาอย่างไร พวกเขาใช้เส้นทางและวิธีการเหล่านี้เพื่อดูว่าตนอยู่ตรงไหนของพระนิเวศของพระเจ้า และหาว่าจุดจบในอนาคตของตนจะเป็นเช่นไร เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับธรรมชาติบางอย่างของการทดลองมิใช่หรือ? ตัวอย่างเช่น คนบางคนหลังจากที่ถูกตัดแต่ง แทนที่พวกเขาจะตรวจสอบว่าเหตุใดตนจึงถูกตัดแต่ง ตรวจสอบอุปนิสัยอันเสื่อมทรามที่ตนเผยออกมาและข้อผิดพลาดที่ตนทำลงไประหว่างที่กระทำการ และความจริงแง่มุมใดที่ตนควรจะแสวงหาเพื่อให้รู้จักตนเองและแก้ไขข้อผิดพลาดก่อนหน้านี้ของตน พวกเขากลับสร้างความประทับใจเท็จแก่ผู้อื่น โดยใช้วิธีการทางอ้อมเพื่อค้นหาท่าทีที่แท้จริงที่เบื้องบนมีต่อพวกเขา ตัวอย่างเช่น หลังจากถูกตัดแต่ง พวกเขาก็รีบยกปัญหาที่ไม่สำคัญขึ้นมาเพื่อแสวงหากับเบื้องบน เพื่อดูว่าเบื้องบนมีน้ำเสียงอย่างไร เบื้องบนมีความอดทนหรือไม่ คำถามที่พวกเขากำลังแสวงหาจะได้รับคำตอบอย่างจริงจังหรือไม่ เบื้องบนจะมีท่าทีที่อ่อนลงต่อพวกเขาหรือไม่ จะไว้วางใจมอบหมายงานให้พวกเขาหรือไม่ จะยังคงยกย่องพวกเขาหรือไม่ และแท้จริงแล้วเบื้องบนคิดอย่างไรเกี่ยวกับข้อผิดพลาดที่พวกเขาได้ทำลงไปก่อนหน้านี้ แนวทางทั้งหมดนี้คือการทดลองรูปแบบหนึ่ง สรุปก็คือ ในยามที่ผู้คนเผชิญสถานการณ์เช่นนี้และแสดงการสำแดงเหล่านี้ออกมา พวกเขาย่อมรู้อยู่แก่ใจใช่หรือไม่? (ใช่ พวกเขารู้) ดังนั้นแล้ว เมื่อพวกเจ้ารู้และต้องการทำสิ่งเหล่านี้ พวกเจ้าจัดการกับเรื่องนี้อย่างไร? ประการแรก ในระดับที่เรียบง่ายที่สุด เจ้าสามารถขบถต่อตนเองได้หรือไม่? บางคนพบว่าเมื่อถึงเวลา การขบถต่อตนเองนั้นเป็นเรื่องที่ท้าทาย พวกเขาคิดทบทวนว่า “ช่างมันเถอะ ครั้งนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพรและจุดจบของฉัน ฉันไม่สามารถขบถต่อตนเองได้ ไว้ครั้งหน้าก็แล้วกัน” เมื่อครั้งหน้ามาถึง และพวกเขาเผชิญกับปัญหาที่เกี่ยวข้องกับพรและจุดจบของตนอีกครั้ง พวกเขาก็ยังคงพบว่าพวกเขาไม่สามารถขบถต่อตนเองได้ บุคคลเช่นนี้มีสำนึกของมโนธรรม และแม้ว่าพวกเขาจะไม่มีแก่นนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ แต่เรื่องนั้นก็ยังเป็นปัญหาและอันตรายมากสำหรับพวกเขา ในทางกลับกัน ศัตรูของพระคริสต์มักจะมีความคิดเหล่านี้และใช้ชีวิตอยู่ในสภาวะเช่นนี้ แต่พวกเขาไม่เคยขบถต่อตนเอง เพราะพวกเขาไร้ซึ่งสำนึกของมโนธรรม ต่อให้ใครบางคนจะเปิดโปงและตัดแต่งพวกเขา ชี้ให้เห็นสภาวะของพวกเขา พวกเขาก็ดึงดันและจะไม่ขบถต่อตนเองโดยเด็ดขาด และพวกเขาก็จะไม่เกลียดชังตนเองเพราะเหตุนี้ หรือปล่อยมือและแก้ไขสภาวะนี้ หลังจากที่ศัตรูของพระคริสต์บางคนถูกปลด พวกเขาก็คิดว่า “การถูกปลดดูเหมือนเป็นเรื่องปกติ แต่ก็รู้สึกค่อนข้างน่าอับอาย ถึงแม้ว่านี่จะไม่ใช่เรื่องที่มีสลักสำคัญ แต่ก็เป็นหนึ่งสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งยวดที่ฉันไม่สามารถปล่อยมือได้ หากฉันถูกปลด นั่นหมายความว่าพระนิเวศของพระเจ้าจะไม่บ่มเพาะฉันอีกต่อไปใช่หรือไม่? แล้วฉันจะเป็นคนประเภทใดในสายพระเนตรของพระเจ้า? ฉันจะยังคงมีความหวังหรือไม่? ฉันจะยังคงมีประโยชน์ต่อพระนิเวศของพระเจ้าหรือไม่?” พวกเขาใคร่ครวญเรื่องนี้และคิดแผนการขึ้นมาว่า “ฉันมีเงินหนึ่งหมื่นหยวนอยู่ในมือ และตอนนี้ก็ถึงเวลาที่จะใช้มันแล้ว ฉันจะถวายเงินหนึ่งหมื่นหยวนนี้เป็นของถวาย และดูว่าจะเปลี่ยนท่าทีที่เบื้องบนมีต่อฉันได้บ้างหรือไม่ และพวกเขาจะสามารถแสดงความโปรดปรานต่อฉันได้บ้างหรือไม่ หากพระนิเวศของพระเจ้ายอมรับเงินนี้ นั่นก็หมายความว่าฉันยังคงมีความหวัง หากพระนิเวศของพระเจ้าปฏิเสธเงินนี้ นั่นก็พิสูจน์ว่าฉันหมดหวังแล้ว และฉันจะหาแผนอื่น” นี่คือแนวทางประเภทใด? นี่คือการทดลอง สรุปก็คือ การทดลองเป็นการสำแดงที่ค่อนข้างชัดเจนของแก่นนิสัยที่เลวร้าย ผู้คนใช้วิธีการต่างๆ นานาเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลที่ตนปรารถนา ได้รับความมั่นใจ แล้วบรรลุซึ่งความสงบในจิตใจ การทดลองมีหลากหลายวิธี อย่างเช่น การใช้คำพูดเพื่อหลอกถามสิ่งต่างๆ จากพระเจ้า การใช้สิ่งต่างๆ เพื่อทดลองพระองค์ การคิดและใคร่ครวญสิ่งต่างๆ อยู่ในใจ วิธีที่พบบ่อยที่สุดที่พวกเจ้าทดลองพระเจ้าคืออะไร? (บางครั้งเวลาที่อธิษฐานถึงพระเจ้า ข้าพระองค์ก็ตรวจสอบท่าทีที่พระเจ้าทรงมีต่อข้าพระองค์และดูว่าในใจของข้าพระองค์มีความสงบหรือไม่ ข้าพระองค์ใช้วิธีนี้เพื่อทดลองพระเจ้า) นี่คือวิธีที่ใช้กันบ่อยทีเดียว อีกวิธีหนึ่งคือการดูว่าตนมีสิ่งใดจะพูดระหว่างสามัคคีธรรมในการชุมนุมหรือไม่ ดูว่าพระเจ้าทรงให้ความรู้แจ้งหรือความกระจ่างหรือไม่ และใช้การนั้นเพื่อทดลองว่าพระเจ้ายังคงสถิตอยู่กับพวกเขาหรือไม่ พระองค์ยังคงทรงรักพวกเขาหรือไม่ นอกจากนี้ก็ดูว่าตลอดช่วงเวลาที่พวกเขาทำหน้าที่ของตน พระเจ้าทรงให้ความรู้แจ้งหรือทรงชี้แนะพวกเขาหรือไม่ พวกเขามีความคิด แนวคิด หรือความเข้าใจเชิงลึกที่พิเศษใดๆ หรือไม่—ใช้สิ่งเหล่านี้เพื่อทดลองว่าพระเจ้าทรงมีท่าทีแบบใดต่อพวกเขา ทั้งหมดนี้คือวิธีการที่พบได้ค่อนข้างบ่อย มีอะไรอีกหรือไม่? (หากข้าพระองค์ตั้งปณิธานต่อพระเจ้าตอนที่อธิษฐาน แต่ไม่สามารถลุล่วงการนั้นได้ ข้าพระองค์จะสังเกตดูว่าพระเจ้าจะทรงปฏิบัติต่อข้าพระองค์ตามคำสาบานที่ข้าพระองค์ให้ไว้หรือไม่) นี่ก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่งเช่นกัน ไม่ว่าผู้คนจะใช้วิธีการใดในการปฏิบัติต่อพระเจ้า หากพวกเขามีมโนธรรมที่รู้สึกผิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ แล้วเกิดความรู้เกี่ยวกับการกระทำและอุปนิสัยเหล่านี้ และสามารถพลิกสิ่งเหล่านั้นกลับมาได้อย่างทันท่วงที เช่นนั้นปัญหาก็ไม่ได้มีนัยสำคัญมากนัก—สิ่งนี้จัดอยู่ในอุปนิสัยอันเสื่อมทรามที่ปกติ อย่างไรก็ตาม หากใครบางคนสามารถดึงดันที่จะทำเช่นนี้อยู่เป็นนิจ ต่อให้พวกเขาจะรู้ว่ามันผิดและเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงรังเกียจ แต่ก็ยังยืนกรานที่จะทำต่อไป ไม่เคยขบถต่อสิ่งนั้นหรือล้มเลิก นี่คือแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์ แก่นนิสัยของศัตรูของพระคริสต์นั้นแตกต่างจากคนธรรมดาตรงที่พวกเขาไม่เคยทบทวนตนเองหรือแสวงหาความจริง แต่ดึงดันที่จะใช้วิธีการต่างๆ นานาอยู่ตลอดเวลาเพื่อทดลองพระเจ้า ท่าทีที่พระองค์ทรงมีต่อผู้คน ข้อสรุปของพระองค์เกี่ยวกับบุคคลหนึ่ง รวมถึงความคิดและแนวคิดที่พระองค์ทรงมีต่ออดีต ปัจจุบัน และอนาคตของคนคนหนึ่ง พวกเขาไม่เคยแสวงหาเจตนารมณ์ของพระเจ้า ความจริง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่เคยแสวงหาวิธีที่จะนบนอบความจริงเพื่อสัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของตน จุดประสงค์เบื้องหลังการกระทำทั้งหมดของพวกเขาคือการเจาะลึกเข้าไปในความคิดและแนวคิดของพระเจ้า—นี่คือศัตรูของพระคริสต์ เห็นได้ชัดว่าอุปนิสัยนี้ของศัตรูของพระคริสต์นั้นเลวร้าย เวลาที่พวกเขามีส่วนร่วมในการกระทำเหล่านี้และแสดงการสำแดงเหล่านี้ออกมา ก็ไม่มีร่องรอยของความรู้สึกผิดหรือความสำนึกผิดเลย ต่อให้พวกเขาจะเชื่อมโยงตนเองเข้ากับสิ่งเหล่านี้ พวกเขาก็ไม่แสดงการกลับใจหรือเจตนาที่จะหยุด แต่ยังคงยืนกรานในหนทางของตน เห็นได้ชัดว่าในการที่พวกเขาปฏิบัติต่อพระเจ้า ท่าทีของพวกเขา และวิธีการของพวกเขา พวกเขาถือว่าพระเจ้าเป็นศัตรูของตน ในความคิดและมุมมองของพวกเขานั้นไม่มีแนวคิดหรือท่าทีของการรู้จักพระเจ้า การรักพระเจ้า การนบนอบพระเจ้า หรือการยำเกรงพระเจ้า พวกเขาเพียงแค่อยากได้ข้อมูลที่ตนต้องการจากพระเจ้า และใช้วิธีการและแนวทางของตนเองมาตรวจสอบให้แน่ชัดว่าพระเจ้าทรงมีท่าทีและคำนิยามต่อพวกเขาอย่างไรกันแน่ สิ่งที่ร้ายแรงกว่านั้นคือ ถึงแม้ว่าแนวทางของพวกเขาเองจะสอดคล้องกับพระวจนะแห่งการเปิดโปงของพระเจ้า ต่อให้จะมีความตระหนักรู้อยู่เสี้ยวหนึ่งว่าพฤติกรรมนี้เป็นที่น่ารังเกียจต่อพระเจ้าและไม่ใช่สิ่งที่คนคนหนึ่งพึงทำ พวกเขาก็จะไม่มีวันล้มเลิก
ในอดีต พระนิเวศของพระเจ้ามีข้อบังคับอยู่ข้อหนึ่ง กล่าวคือ สำหรับบรรดาผู้ที่ถูกขับไล่หรือถูกคัดออก หากหลังจากนั้นพวกเขาสำแดงการกลับใจที่แท้จริง และยืนหยัดในการอ่านพระวจนะของพระเจ้า ประกาศข่าวประเสริฐ และเป็นพยานถึงพระเจ้า โดยกลับใจอย่างแท้จริง พวกเขาก็สามารถกลับเข้ามาในคริสตจักรได้ หลังถูกคัดออก มีใครบางคนที่บังเอิญตรงตามหลักเกณฑ์เหล่านี้ และคริสตจักรได้ส่งคนไปตามหาเขา สามัคคีธรรมกับเขา และบอกเขาว่าเขาถูกรับกลับเข้ามาในคริสตจักรแล้ว เมื่อได้ยินเช่นนี้เขาก็พอใจมาก แต่เขากลับใคร่ครวญว่า “การยอมรับนี้เป็นของจริง หรือมีแนวคิดบางอย่างอยู่เบื้องหลัง? พระเจ้าทรงเห็นถึงการกลับใจของฉันจริงหรือ? พระองค์ทรงแสดงความกรุณาและความอดกลั้นต่อฉันจริงหรือ? การกระทำในอดีตของฉันถูกมองข้ามไปแล้วจริงๆ หรือ?” เขาไม่เชื่อ และคิดว่า “ถึงแม้ว่าพวกเขาจะต้องการให้ฉันกลับไป ฉันก็ควรจะสงวนท่าทีและไม่ตกลงในทันที ฉันไม่ควรทำตัวราวกับว่าในช่วงหลายปีที่ถูกขับไล่มานี้ ฉันทนทุกข์อย่างหนักและน่าเวทนาเหลือเกิน ฉันต้องทำตัวสงวนท่าทีสักหน่อย และไม่ถามทันทีที่ถูกรับกลับเข้ามาว่าฉันสามารถมีส่วนร่วมในชีวิตคริสตจักรได้ที่ไหน หรือฉันสามารถทำหน้าที่อะไรได้บ้าง ฉันจะทำต้วกระตือรือร้นเกินไปไม่ได้ ถึงแม้ว่าในใจฉันจะรู้สึกมีความสุขเป็นพิเศษ แต่ฉันก็ต้องนิ่งไว้ และดูว่าพระนิเวศของพระเจ้าต้องการให้ฉันกลับไปจริงๆ หรือแค่ไม่จริงใจเพื่อที่จะใช้ฉันสำหรับงานบางอย่าง” ด้วยความคิดนี้ เขาจึงกล่าวว่า “ในช่วงเวลาหลังจากที่ผมถูกขับไล่ ผมได้ทบทวนและตระหนักว่าความผิดพลาดที่ผมได้ทำนั้นใหญ่หลวงเกินไป ผมก่อให้เกิดความสูญเสียที่มหาศาลต่อผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้า และผมไม่มีวันชดใช้ได้ ผมเป็นมารและซาตานที่ถูกพระเจ้าสาปแช่งอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม การทบทวนตนเองของผมยังคงไม่สมบูรณ์ ในเมื่อพระนิเวศของพระเจ้าต้องการนำผมกลับไป ผมก็ต้องกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าให้มากยิ่งขึ้น รวมถึงทบทวนและรู้จักตนเองให้มากขึ้น เวลานี้ ผมไม่คู่ควรที่จะกลับไปยังพระนิเวศของพระเจ้า ไม่คู่ควรที่จะทำหน้าที่ของผมในพระนิเวศของพระเจ้า ไม่คู่ควรที่จะพบปะพี่น้องชายหญิง และแน่นอนว่าผมละอายใจเกินกว่าจะสู้พระพักตร์พระเจ้า ผมจะกลับไปยังคริสตจักรก็ต่อเมื่อผมรู้จักตัวเองและทบทวนดีพอแล้วเท่านั้น ทุกคนจะได้ยอมรับผม” ขณะที่พูดเช่นนี้ เขาก็กระวนกระวายใจเช่นกัน โดยคิดว่า “ฉันแค่ทำเป็นพูดไปแบบนี้ แล้วถ้าผู้นำตกลงที่จะไม่ให้ฉันกลับเข้าไปในคริสตจักรล่ะ? ฉันจะไม่จบเห่หรอกหรือ?” ในความเป็นจริง เขาร้อนใจมาก แต่เขาก็ยังต้องพูดเช่นนี้และแสร้งทำเป็นว่าเขาไม่ได้กระตือรือร้นที่จะกลับไปยังคริสตจักรมากนัก การที่เขาพูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร? (เขากำลังทดลองว่าคริสตจักรจะยอมรับเขากลับมาอย่างแท้จริงหรือไม่) สิ่งนี้จำเป็นหรือไม่? นี่คือสิ่งที่หมู่มารและเหล่าซาตานจะทำมิใช่หรือ? คนปกติจะประพฤติตัวเช่นนี้หรือไม่? (ไม่ พวกเขาจะไม่ทำ) คนปกติจะไม่ทำ เมื่อได้รับโอกาสที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้ การที่เขาสามารถก้าวเดินเช่นนี้ได้นั้นเลวร้าย การถูกรับกลับเข้ามาในคริสตจักรเป็นการแสดงออกถึงความรักและความกรุณาของพระเจ้า อีกทั้งเขาควรทบทวนและรู้จักความเสื่อมทรามและข้อบกพร่องของตนเอง แสวงหาหนทางที่จะชดเชยการติดค้างในอดีต หากใครบางคนยังคงสามารถทดลองพระเจ้าในหนทางนี้ และปฏิบัติต่อความกรุณาของพระเจ้าในลักษณะนี้ เช่นนั้นพวกเขาก็ไม่ได้ซาบซึ้งในความเมตตาของพระองค์อย่างแท้จริง! การที่ผู้คนพัฒนาแนวคิดและแนวทางเช่นนี้ขึ้นมานั้นเกิดจากแก่นแท้ที่เลวร้ายของพวกเขา โดยพื้นฐานแล้วเมื่อผู้คนทดลองพระเจ้า สิ่งที่พวกเขาสำแดงและเผยออกมาในทางทฤษฎีมักจะเกี่ยวข้องกับการทดลองความคิดของพระเจ้า ตลอดจนทัศนะและคำนิยามที่พระองค์ทรงมีต่อผู้คน และเรื่องอื่นๆ หากผู้คนแสวงหาความจริง พวกเขาย่อมจะขบถและปล่อยมือจากการปฏิบัติเช่นนั้น โดยกระทำการและประพฤติตนตามหลักธรรมความจริง อย่างไรก็ตาม บุคคลที่มีแก่นนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ไม่เพียงแต่ไม่สามารถทิ้งการปฏิบัติเช่นนั้นได้และไม่ได้มองว่าน่ารังเกียจเท่านั้น แต่พวกเขายังมักจะชื่นชมที่ตนเองมีหนทางและวิธีการเช่นนั้นอีกด้วย พวกเขาอาจจะคิดว่า “ดูสิว่าฉันฉลาดแค่ไหน ฉันไม่เหมือนคนโง่อย่างพวกคุณที่รู้จักแต่การนบนอบและเชื่อฟังพระเจ้าและความจริงเท่านั้น—ฉันไม่เหมือนพวกคุณเลยสักนิด! ฉันพยายามใช้แนวทางและวิธีการต่างๆ เพื่อค้นหาสิ่งเหล่านี้ ต่อให้ฉันจะต้องนบนอบและเชื่อฟัง ฉันก็ยังจะเจาะลึกถึงสิ่งต่างๆ อย่าคิดว่าคุณจะสามารถซ่อนเร้นสิ่งใดจากฉัน หรือหลอกลวงและปั่นหัวฉันได้” นี่คือความคิดและมุมมองของพวกเขา ศัตรูของพระคริสต์ไม่เคยแสดงการนบนอบ ความยำเกรง หรือความจริงใจเลย นับประสาอะไรกับความจงรักภักดีในการที่พวกเขาปฏิบัติต่อพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดในเนื้อหนัง ขอจบการการพูดคุยถึงการสำแดงที่เกี่ยวข้องกับการทดลองของพวกเราไว้เพียงเท่านี้
ฉ. เรียกร้อง
ประการต่อไปคือศัตรูของพระคริสต์เรียกร้องจากพระเจ้า และประการนี้ก็มีการสำแดงที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น ศัตรูของพระคริสต์สามารถอธิบายได้ด้วยสิ่งที่ผู้ไม่มีความเชื่อเรียกว่า “อย่ากระดิกแม้แต่นิ้วเดียวหากไม่ได้รางวัล” มีอะไรอีก? (พวกเขา “ไม่เห็นน้ำอย่าตัดกระบอก ไม่เห็นกระรอกอย่าโก่งหน้าไม้”) พวกเขาไม่เห็นน้ำอย่าตัดกระบอก ไม่เห็นกระรอกอย่าโก่งหน้าไม้—หากมีผลประโยชน์ พวกเขาก็จะทำ แต่หากไม่มีผลประโยชน์ พวกเขาก็จะไม่ทำ ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นไร พวกเขาต้องชั่งน้ำหนักในใจของตน โดยคิดว่า “ฉันจะได้เปรียบขนาดไหนจากการทำเช่นนี้? ฉันจะได้รับผลประโยชน์มากเท่าไร? คุ้มหรือไม่กับการจ่ายราคาสูงลิ่วเพื่อสิ่งนี้? หากฉันจ่ายราคาสูงแต่สุดท้ายคนอื่นกลับได้ประโยชน์ไป และฉันไม่มีโอกาสได้แสดงตัว เช่นนั้นฉันก็จะไม่ทำอย่างแน่นอน!” นี่คือท่าทีที่ศัตรูของพระคริสต์มีต่อพระบัญชาและข้อกำหนดของพระเจ้ามิใช่หรือ? หากพวกเขาทุ่มเทความพยายามเพียงเล็กน้อยในการปฏิบัติหน้าที่ของตน แต่ไม่ได้รับผลประโยชน์ใดๆ ทั้งยังสู้ทนกับความทุกข์บางประการโดยไม่ได้รับพระคุณ ในใจของพวกเขาก็จะมีปฏิกิริยาทันที โดยกล่าวว่า “ฉันทุ่มเทความพยายามไปตั้งมากมาย—ทำไมฉันถึงไม่ได้รับประโยชน์อะไรเลย? ธุรกิจครอบครัวของฉันมีกำไรหรือไม่?” หากพวกเขาคิดคำนวณและพบว่าตนมีรายได้มากกว่าเดือนก่อน พวกเขาก็จะออกไปประกาศข่าวประเสริฐต่อไป ไม่หวาดกลัวแม้จะมีความเสี่ยงเข้ามาเกี่ยวข้องก็ตาม แต่ทันทีที่ธุรกิจครอบครัวมีปัญหา และผลกำไรของพวกเขาลดลงกว่าเดือนก่อนอย่างเห็นได้ชัด พวกเขาก็พร่ำบ่นและสงสัยพระเจ้าอยู่ในใจทันที โดยคิดว่า “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ทำหน้าที่ของข้าพระองค์โดยไม่เกียจคร้านหรือมีเล่ห์เหลี่ยม และข้าพระองค์ก็ไม่ได้ทำหน้าที่อย่างสุกเอาเผากิน เดือนนี้ ข้าพระองค์เดินทางมากขึ้นและทำงานมากกว่าเดือนก่อน ทำไมพระองค์ถึงไม่อวยพรครอบครัวของข้าพระองค์? ทำไมธุรกิจครอบครัวของข้าพระองค์ถึงไม่ดีเล่า?” ท่าทีที่พวกเขามีต่อพระเจ้าและพระบัญชาของพระเจ้าเปลี่ยนไปทันที และพวกเขาคิดว่า “หากพระองค์ไม่อวยพรครอบครัวของข้าพระองค์ เช่นนั้นก็อย่ามาโทษข้าพระองค์ที่ทำหน้าที่อย่างสุกเอาเผากิน เดือนหน้า ข้าพระองค์จะไม่ทุ่มเทความพยายามมากเท่าเดิม หากข้าพระองค์ควรตื่นตอนตีห้า ข้าพระองค์จะตื่นตอนหกโมงเช้า หากข้าพระองค์ควรออกไปตอนแปดโมง ข้าพระองค์จะออกไปตอนสิบโมง เมื่อก่อน ข้าพระองค์สามารถทำให้ผู้รับข่าวประเสริฐมารับเชื่อได้ห้าคนในหนึ่งเดือน คราวนี้ ข้าพระองค์จะเปลี่ยนให้มารับเชื่อแค่สองคน นั่นก็น่าจะเพียงพอแล้ว!” พวกเขากำลังคิดคำนวณสิ่งใด? คิดคำนวณว่าสิ่งที่พวกเขาลงทุนและทุ่มเทให้นั้นเท่ากับสิ่งที่พระเจ้าประทานให้พวกเขาหรือไม่ ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาพบว่าการทนทุกข์และจ่ายราคาจะคุ้มค่าและคู่ควรก็ต่อเมื่อสิ่งที่พระเจ้าประทานให้พวกเขานั้นมากกว่าสิ่งที่พวกเขาร้องขอและอยากได้อยากมีหลายเท่าเท่านั้น มิฉะนั้น ไม่ว่าพระนิเวศของพระเจ้าจะมอบหมายงานหรือหน้าที่ใดให้พวกเขา พวกเขาก็ปฏิบัติต่อสิ่งเหล่านั้นในหนทางเดียวกันทั้งหมด—นั่นคือ การกระทำอย่างสุกเอาเผากิน เอาตัวรอดเมื่อสามารถทำได้ ทำแบบขอไปทีเมื่อมีโอกาส และไม่มีวันมอบความจริงใจแม้แต่น้อยโดยเด็ดขาด การสำแดงนี้เป็นทั้งการเรียกร้องและการทำข้อตกลง ผู้คนจะเรียกร้องก็ต่อเมื่อมีข้อตกลงให้ทำ และหากไม่มีข้อตกลง พวกเขาก็ไม่มีการเรียกร้อง
ในหัวใจของศัตรูของพระคริสต์ไม่เคยมีความจริงใจหรือความจงรักภักดีต่อพระบัญชาของพระเจ้า งานของพระนิเวศของพระเจ้า หรือหน้าที่ของพวกเขาเองเลยแม้แต่น้อย พวกเขาเพียงแค่ใช้สติปัญญา เรี่ยวแรง เวลาของตนเอง และความทุกข์ทางเนื้อหนังกับราคาที่พวกเขาจ่ายเพื่อแลกกับการสนองความอยากได้รับพรของตน รางวัลที่พวกเขาต้องการได้รับ และแน่นอนว่า เพื่อความสงบสุขและความชื่นบานยินดีของเนื้อหนัง ความมั่นคงภายใน ความสุขของครอบครัวในชีวิตนี้ และแม้กระทั่งความราบรื่นในสภาพแวดล้อมรอบตัวพวกเขา พร้อมกับการยกย่อง การชื่นชม และการประเมินที่เป็นบวกของผู้อื่น สรุปก็คือ ศัตรูของพระคริสต์ไม่เคยทำหน้าที่ของตนอย่างจริงใจในพระนิเวศของพระเจ้า และพวกเขาจะไม่มีทางมอบความจงรักภักดีเลยแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะสู้ทนความยากลำบากและจ่ายราคา หรือเอาตัวรอดไปวันๆ อย่างสุกเอาเผากิน เป้าหมายสูงสุดของพวกเขาคือการเรียกร้องสิ่งที่ตนต้องการจากพระเจ้าเพื่อสนองความอยากของพวกเขาเอง ด้วยเหตุนี้ เมื่อใดก็ตามที่พวกเขาเผชิญกับความทุกข์ยาก การตัดแต่ง หรือผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลายที่พวกเขาเห็นว่าไม่น่าพอใจ พวกเขาก็จะคิดทันทีว่า “การมาถึงของสิ่งเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ของฉันหรือไม่? สิ่งเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อความมีหน้ามีตาของฉันหรือไม่? สิ่งเหล่านี้จะส่งผลต่อจุดหมายปลายทางในอนาคตและการพัฒนาในอนาคตของฉันหรือไม่?” ไม่ว่าการสำแดงของพวกเขาระหว่างการทำหน้าที่จะเป็นบวกหรือลบ ไม่ว่าอย่างไร พวกเขาก็ไม่เคยดำเนินการตามหลักธรรมความจริง จิตใจของพวกเขาเต็มไปด้วยการทำธุรกรรมแลกเปลี่ยน ประเมินมูลค่าของสิ่งที่พวกเขาจ่ายและมอบให้ราวกับนักธุรกิจ โดยประเมินว่าต้นทุนของพวกเขาสามารถสร้างผลประโยชน์ได้มากเพียงใด บางคนอาจจะกล่าวว่า “พวกเราเชื่อในพระเจ้าเพื่อให้ได้รับความจริงและชีวิต เพื่อที่จะบรรลุความรอด” อย่างไรก็ตาม ศัตรูของพระคริสต์กลับคิดว่า “ความรอดมีค่าเท่าไหร่? แล้วการเข้าใจความจริงเล่า? สิ่งเหล่านี้ไม่มีค่าอะไรเลย สิ่งที่มีค่าอย่างแท้จริงคือการได้รับเป็นร้อยเท่าในชีวิตนี้และได้รับชีวิตนิรันดร์ในโลกที่จะมาถึง การได้รับการเชิดชูและการยกย่องจากผู้อื่น การได้รับเกียรติว่าเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในพระนิเวศของพระเจ้าในชีวิตนี้ และการมีสิทธิอำนาจเหนือประชาชาติมากมายนับไม่ถ้วนในโลกที่จะมาถึง—นี่คือผลกำไรที่เป็นกอบเป็นกำอย่างแท้จริง” นี่คือความทะเยอทะยานของศัตรูของพระคริสต์ เป็นสิ่งที่พวกเขาคิดคำนวณอยู่ลึกๆ ในหัวใจของพวกเขาเบื้องหลังการปฏิบัติหน้าที่ของตน การคิดคำนวณนี้เต็มไปด้วยการทำธุรกรรมแลกเปลี่ยนและการเรียกร้อง “ความจริงใจ” อันน้อยนิดที่พวกเขามีต่อหน้าที่ของตนและต่อพระเจ้านั้นก็เพื่อให้แน่ใจว่าพระเจ้าจะประทานชีวิตนิรันดร์แก่พวกเขา ทรงคุ้มครองพวกเขาจากความวิบัติ ประทานพรและพระคุณแก่พวกเขา รวมถึงสนองความอยากทั้งปวงของพวกเขาเท่านั้น ดังนั้น หัวใจของศัตรูของพระคริสต์จึงเต็มไปด้วยการเรียกร้องนานาประการต่อพระเจ้า ซึ่งเรียกรวมกันว่าการเรียกร้อง นอกเหนือจากการไม่ต้องการความจริงแล้ว ศัตรูของพระคริสต์ยังอยากได้อยากมีทุกสิ่ง—ทั้งสิ่งที่เป็นวัตถุและสิ่งที่ไม่ใช่วัตถุ
มีศัตรูของพระคริสต์บางคนที่ครั้งหนึ่งเคยทำคุณูปการเล็กๆ น้อยๆ ต่อพี่น้องชายหญิงหรือคริสตจักร ตัวอย่างเช่น พวกเขาอาจได้รับผิดชอบงานที่มีความเสี่ยงบางอย่างในคริสตจักร หรือเป็นเจ้าภาพรับรองพี่น้องชายหญิงที่ไม่สามารถกลับบ้านได้ เมื่อผนวกกับระยะเวลาที่พวกเขามีความเชื่อในพระเจ้ามาค่อนข้างยาวนาน คนส่วนใหญ่จึงถือว่าพวกเขาเป็นบุคคลที่มีความดีความชอบและมีคุณสมบัติเหมาะสม ในขณะเดียวกัน พวกเขาเองก็รู้สึกถึงความเหนือกว่าและความได้เปรียบ พวกเขาอาศัยความอาวุโสของตนมาโอ้อวดเรื่องนี้ โดยกล่าวว่า “ฉันเชื่อในพระเจ้ามานานหลายปีถึงเพียงนี้ และทำคุณูปการบางอย่างให้แก่พระนิเวศของพระเจ้า พระเจ้าก็ควรประทานการปฏิบัติเป็นพิเศษแก่ฉันไม่ใช่หรือ? ตัวอย่างเช่น การไปต่างประเทศก็เป็นพรที่ผู้คนเพลิดเพลิน เมื่อพิจารณาจากความอาวุโสของผู้คน ฉันควรได้รับสิทธิ์ก่อนไม่ใช่หรือ? เพราะฉันได้สร้างคุณูปการต่อพระนิเวศของพระเจ้า ฉันก็ควรได้รับสิทธ์ก่อนและได้รับการดูแลเป็นพิเศษ และฉันไม่ควรถูกประเมินตามหลักธรรม” บางคนถึงกับเคยถูกจำคุก และเมื่อพบว่าตนเองไร้บ้านหลังจากถูกปล่อยตัว ก็รู้สึกว่าพระนิเวศของพระเจ้าควรให้การดูแลเป็นพิเศษแก่พวกเขา ตัวอย่างเช่น พระนิเวศของพระเจ้าควรจัดสรรเงินจำนวนหนึ่งเพื่อช่วยพวกเขาซื้อบ้าน รับผิดชอบต่อการดำรงชีพของพวกเขาในช่วงครึ่งหลังของชีวิต หรือควรสนองความต้องการทางวัตถุทั้งหมดที่พวกเขาเรียกร้อง หากพวกเขาต้องการรถยนต์ พระนิเวศของพระเจ้าก็ควรจัดหามาให้ หากพวกเขามีปัญหาสุขภาพบางอย่าง พระนิเวศของพระเจ้าก็ควรซื้ออาหารเสริมบำรุงสุขภาพให้พวกเขา พวกเขากำลังถือสิทธิ์จากความอาวุโสของตนและโอ้อวดคุณสมบัติของตนอยู่มิใช่หรือ? บุคคลเหล่านี้เชื่อว่าตนสร้างคุณูปการเอาไว้ ดังนั้นพวกเขาจึงเรียกร้องจากพระเจ้าอย่างเปิดเผยและหน้าไม่อาย พวกเขาขอรถยนต์ ขอบ้าน และขอวิถีชีวิตที่หรูหรา พวกเขาถึงกับขอให้พี่น้องชายหญิงจัดการสิ่งต่างๆ และวิ่งรอกทำธุระให้พวกเขาฟรีๆ จนกลายเป็นคนรับใช้หรือทาสของพวกเขา พวกเขากลายเป็นคนที่เกาะคริสตจักรกินไปแล้วมิใช่หรือ? แท้จริงแล้ว ความเชื่อในพระเจ้าของเจ้านั้นก็เพื่อตัวเจ้าเอง และเจ้าก็ติดคุกเพื่อตัวเจ้าเอง ไม่ว่าเจ้าจะทำหน้าที่ใด นั่นก็คือความรับผิดชอบของเจ้า เวลาที่เจ้าทำหน้าที่ของเจ้าและได้รับความจริง นั่นก็เพื่อตัวเจ้าเอง การเชื่อในพระเจ้าของเจ้านั้นเป็นไปโดยสมัครใจ ไม่มีใครบีบบังคับเจ้า การได้รับชีวิตก็เพื่อตัวเจ้าเอง ไม่ใช่เพื่อผู้อื่น ต่อให้เจ้าได้รับงานที่มีความเสี่ยงบางอย่างเพื่อพระนิเวศของพระเจ้าหรือคริสตจักร นั่นนับเป็นความดีความชอบหรือ? นั่นไม่ใช่ความดีความชอบ นั่นคือสิ่งที่เจ้าควรทำ นั่นคือการที่พระเจ้าทรงยกชูเจ้าและประทานโอกาสเช่นนั้นแก่เจ้า นั่นคือพรจากพระเจ้า นั่นไม่ใช่เพื่อให้เจ้าใช้เป็นต้นทุนสำหรับการเกาะคริสตจักรกิน แล้วคนเหล่านี้คือศัตรูของพระคริสต์ใช่หรือไม่? โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนเหล่านี้ไม่สามารถสามัคคีธรรมความเป็นจริงความจริงใดๆ ได้ และเวลาที่พวกเขาอยู่กับพี่น้องชายหญิงที่เชื่อมาเป็นเวลาน้อยกว่าและอายุน้อยกว่า พวกเขาก็แค่สามัคคีธรรมเรื่องประสบการณ์เก่าๆ ของตนและโอ้อวดคุณสมบัติของตนเท่านั้น พวกเขาไม่มีการสามัคคีธรรมหรือความรู้เกี่ยวกับประสบการณ์ชีวิตที่มีคุณค่าแต่อย่างใด พวกเขาไม่ได้เจริญใจผู้อื่น แต่กลับวางมาดและทำตัวหยิ่งยโส พวกเขาไม่สามารถรับผิดชอบงานที่มีเนื้อหาสาระใดๆ ในพระนิเวศของพระเจ้าได้ รวมถึงไม่สามารถทำหน้าที่จริงใดๆ ได้อย่างถูกควร กระนั้น พวกเขาก็ยังคงเกาะคริสตจักรกิน และยื่นมือออกไปเพื่อเรียกร้องจากพระเจ้า นี่คือการไร้ยางอายมิใช่หรือ? หากพวกเราพูดถึงคุณสมบัติต่างๆ เราย่อมมีคุณสมบัติมากกว่าพวกเจ้ามิใช่หรือ? เราเคยวางมาดกับพวกเจ้าหรือไม่? เราเคยขอสิ่งใดจากพวกเจ้าหรือไม่? (ไม่) แล้วเหตุใดศัตรูของพระคริสต์จึงสามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้? นั่นเป็นเพราะพวกเขาไร้ยางอาย เวลาที่พวกเขายอมรับหน้าที่ของตน จิตใจของพวกเขาก็เต็มไปด้วยการทำธุรกรรมแลกเปลี่ยน เวลาที่พวกเขาทำหน้าที่ของตน พวกเขาขาดมุมมองที่ถูกต้องและไม่ถือว่านั่นเป็นหน้าที่หรือภาระผูกพันของตน เป็นสิ่งที่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างควรทำ ถึงแม้ว่าพวกเขาอาจทำหน้าที่บางอย่าง สู้ทนความทุกข์บางอย่าง และจ่ายราคาได้ แต่พวกเขากำลังคิดอะไรอยู่ในหัวใจ? “งานนี้เป็นสิ่งที่ไม่มีใครอื่นทำได้ หากฉันทำ ฉันก็จะกลายเป็นคนที่มีชื่อเสียงในพระนิเวศของพระเจ้า ไม่ว่าฉันจะไปที่ไหนก็ได้รับการยกย่อง และมีคุณสมบัติที่จะเพลิดเพลินสิ่งที่ดีที่สุดในทุกๆ ที่ ฉันจะเป็นบุคคลสำคัญในพระนิเวศของพระเจ้า ได้ทุกสิ่งที่ฉันต้องการ และจะไม่มีใครกล้าพูดอะไรเพราะฉันมีคุณสมบัติ!” เมื่อพิจารณาจากลักษณะนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ พวกเขาไม่สามารถปฏิบัติต่อพระเจ้า พระบัญชาของพระองค์ หรืองานของพระนิเวศของพระเจ้าด้วยความจริงใจหรือความเต็มใจแม้แต่น้อยได้เลย ต่อให้ภายนอกพวกเขาจะดูเต็มใจและสามารถสู้ทนความทุกข์และจ่ายราคาได้ แต่ทันทีหลังจากนี้ พวกเขาก็พร้อมที่จะยื่นมือออกไปเรียกร้องและขอรางวัลจากพระเจ้า พยายามที่จะเกาะคริสตจักรกินและฉกฉวยผลประโยชน์จากทุกที่ ดังนั้น เมื่อตัดสินจากแนวทางของพวกเขาแล้ว การนิยามแก่นนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ว่าเลวร้ายจึงเหมาะสมที่สุด ความคิดและมุมมองที่พวกเขามีต่อหน้าที่ของตนและพระบัญชาของพระเจ้านั้นเลวร้าย ไม่เป็นไปในแนวทางเดียวกับความจริง และแน่นอนว่าไม่เป็นไปในแนวทางเดียวกับมาตรฐานของมโนธรรม
ในการทำหน้าที่ใดก็ตาม ศัตรูของพระคริสต์ทำตามความปรารถนาของพวกเขาเอง โดยไล่ตามไขว่คว้าชื่อเสียงและสถานะส่วนตน พวกเขาไม่เคยแสวงหาความจริงหรือทบทวนตนเองเลย เมื่อเผชิญกับความเบี่ยงเบนหรือมีปัญหาใดเกิดขึ้นในงานของพวกเขา ท่าทีของพวกเขาคือไม่แสวงหาและไม่ยอมรับความจริง กลับกัน พวกเขาพยายามที่จะปกปิดข้อเท็จจริง รักษาหน้าและเกียรติยศอันไร้สาระของตน และโอ้อวดตนเองในทุกแง่มุมอยู่เสมอเพื่อให้ได้รับการยกย่องจากผู้คน กล่าวโดยสรุป หัวใจของพวกเขาเต็มไปด้วยความเลว เต็มไปด้วยปรัชญาของซาตาน และเต็มไปด้วยมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของมนุษย์ โดยไม่มีสิ่งใดที่เป็นไปในแนวทางเดียวกับความจริงเลย ศัตรูของพระคริสต์ไม่เคยแสวงหาความจริงในหน้าที่ใดๆ ที่พวกเขาทำ และพวกเขาไม่เคยตั้งใจที่จะนบนอบการจัดแจงเตรียมงานของพระนิเวศของพระเจ้าเลย พวกเขายึดติดกับวิธีการทำสิ่งต่างๆ ของตนเองอยู่เสมอ และกระทำการตามความชอบของตนเอง ไม่ว่าจะทำงานใดอยู่ก็ตาม พวกเขาก็คิดคำนวณอยู่ในใจว่าพวกเขาจะทำประโยชน์ให้ตนเองได้อย่างไร พวกเขาประเมินเพียงว่าการทำหน้าที่ใดจะสามารถทำให้พวกเขาได้รับชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะ การยกย่องจากผู้อื่น และเกียรติยศเล็กๆ น้อยๆ ได้ เมื่อพวกเขาทำหน้าที่ของตน พวกเขาก็หวังให้ความสำเร็จของตนถูกบันทึกไว้ในสมุดบันทึกของพระเจ้า โดยทดสิ่งเหล่านั้นไว้ในใจและทำให้แน่ใจว่าทุกคุณูปการได้รับการบันทึกไว้เป็นอย่างดีและไม่มีสิ่งใดถูกมองข้าม พวกเขาเชื่อว่ายิ่งพวกเขาทำงานมากเท่าไรและสร้างคุณูปการที่ยิ่งใหญ่เพียงใด พวกเขาก็ยิ่งมีความหวังที่จะเข้าสู่ราชอาณาจักรและได้รับรางวัลรวมถึงมงกุฎมากขึ้นเท่านั้น ท่าทีและมุมมองที่ศัตรูของพระคริสต์มีต่อหน้าที่ของตนก็เป็นเช่นนี้เอง จิตใจของพวกเขาเต็มไปด้วยการทำธุรกรรมแลกเปลี่ยนและการเรียกร้อง—นี่เผยให้เห็นแก่นแท้ธรรมชาติของพวกเขามิใช่หรือ? เหตุใดจิตใจของพวกเขาจึงเต็มไปด้วยการทำธุรกรรมแลกเปลี่ยนและการเรียกร้องจากพระเจ้า? เหตุผลก็คือแก่นนิสัยของพวกเขานั้นเลวร้าย—นี่เป็นความจริงอย่างแท้จริง เรื่องนี้สามารถมองเห็นผ่านแนวคิดและมุมมองที่ศัตรูของพระคริสต์มีต่อหน้าที่ของตน—สิ่งเหล่านี้ยืนยันได้อย่างสมบูรณ์ว่าแก่นนิสัยของพวกเขานั้นเลวร้าย ไม่ว่าจะสามัคคีธรรมความจริงมากเพียงใด หรืออุปนิสัยอันเสื่อมทรามของผู้คนจะถูกเปิดโปงและชำแหละอย่างไร ศัตรูของพระคริสต์ก็ไม่แสดงความรู้ใดๆ เกี่ยวกับแก่นนิสัยของตนเลย พวกเขาไม่เพียงแต่ไม่ยอมรับความจริงเท่านั้น พวกเขายังเกิดความขุ่นเคืองอยู่ในหัวใจอีกด้วย เมื่อพวกเขารู้สึกว่าความหวังที่จะได้รับพรและรางวัลของตนพังทลายลง พวกเขาก็เชื่อว่าพระเจ้ากำลังทรงหลอกลวง คิดว่าการเปิดโปงและการชำแหละของพระเจ้านั้นเป็นการพยายามจงใจระงับรางวัล ทำให้ผู้คนสละตนเพื่อพระเจ้าไปโดยเปล่าประโยชน์และไม่ได้รับสิ่งใดในที่สุด หัวใจของพวกเขาไม่เพียงขาดความเข้าใจที่เป็นบวกต่อพระราชกิจของพระเจ้าและความจริงเท่านั้น แต่พวกเขาถึงกับเกิดมโนคติอันหลงผิดและความเข้าใจผิดขึ้นมา ทำให้การไม่ยอมรับพระเจ้าของพวกเขารุนแรงขึ้น ดังนั้น ยิ่งอุปนิสัยเยี่ยงซาตานและแก่นแท้ของมวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามถูกชำแหละมากเท่าใด และยิ่งกลอุบาย แรงจูงใจ และจุดประสงค์ของซาตานถูกเปิดโปงมากเท่าใด ศัตรูของพระคริสต์ก็ยิ่งรังเกียจความจริงและเก็บงำความเกลียดชังที่มีต่อความจริงมากขึ้นเท่านั้น เหตุใดจึงเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น? พวกเขาเชื่อว่ายิ่งสามัคคีธรรมความจริงมากเท่าใด ความหวังที่จะได้รับพรของพวกเขาก็ยิ่งริบหรี่ลงเท่านั้น ยิ่งสามัคคีธรรมความจริงมากเท่าใด พวกเขาก็ยิ่งรู้สึกว่าเส้นทางแห่งการแลกเปลี่ยนความทุกข์และการจ่ายราคาเพื่อรางวัลและมงกุฎย่อมเป็นไปไม่ได้ นำไปสู่การที่พวกเขาเชื่อว่าตนหมดหวังที่จะได้รับพร ยิ่งมีการสามัคคีธรรมความจริงในลักษณะนี้มากเท่าไร และยิ่งมีการเปิดโปงประเภทนี้เกิดขึ้นมากเท่าไร ศัตรูของพระคริสต์ก็ยิ่งให้ความสนใจต่อความเชื่อในพระเจ้าของตนน้อยลงเท่านั้น เมื่อเห็นว่าจากสิ่งที่พระเจ้าตรัส ไม่มีสิ่งใดกล่าวว่าพวกเขาต้องทนทุกข์และจ่ายราคามากเพียงใดจึงจะได้รับรางวัลที่เทียบเท่ากันได้ และพระองค์ก็ไม่ได้ตรัสว่าการเข้าสู่ราชอาณาจักรแห่งสวรรค์อาศัยการทำงานหนักเพียงอย่างเดียว พวกเขาก็รู้สึกราวกับว่าเส้นทางแห่งการทำธุรกรรมแลกเปลี่ยนของตนกับพระเจ้าได้มาถึงจุดสิ้นสุดแล้ว ลึกๆ แล้วพวกเขาสัมผัสได้ว่าตนคือเป้าหมายที่พระเจ้าทรงกำหนดว่าจะลงโทษอย่างแท้จริง จึงเผชิญกับความกลัวที่ทำให้รู้สึกไม่สบายใจ และรู้สึกว่าวันเวลาของตนเหลือน้อยเต็มที ราวกับว่าวาระสุดท้ายมาถึงพวกเขาแล้ว พวกเจ้ารู้สึกอย่างไรหลังจากฟังคำเทศนาที่เปิดโปงศัตรูของพระคริสต์ครั้งแล้วครั้งเล่า? เราเห็นว่าพวกเจ้าทุกคนกำลังก้มหน้า พวกเจ้ามีความรู้สึกท้อแท้ใจอยู่บ้างหรือไม่? พวกเจ้าตระหนักหรือไม่ว่าพวกเจ้ากำลังเดินไปบนเส้นทางของศัตรูของพระคริสต์? ความคิดของพวกเจ้าก็เต็มไปด้วยแนวคิดที่เลวร้ายเหล่านี้เกี่ยวกับการต่อรองกับพระเจ้าด้วยใช่หรือไม่? ตอนนี้พวกเจ้ามีการรับรู้ใดบ้างหรือไม่? พวกเจ้าสามารถกลับตัวได้โดยเร็วหรือไม่? (ข้าพระองค์ก็กำลังคิดอยู่เช่นกันว่าข้าพระองค์จำเป็นต้องกลับตัวโดยเร็ว ข้าพระองค์ไม่สามารถดำเนินชีวิตโดยมีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์เหล่านี้ต่อไปได้) ถึงแม้ว่าพวกเจ้าทุกคนจะมีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์และมีเจตนาที่จะต่อรองกับพระเจ้าและได้รับพร แต่พวกเจ้าก็ยังไม่ใช่ศัตรูของพระคริสต์ ดังนั้น พวกเจ้าควรแสวงหาความจริงเพื่อการแก้ไขอย่างทันท่วงที ดึงตัวเองกลับมาจากปากเหว และออกเดินไปบนเส้นทางแห่งการไล่ตามเสาะหาความจริง เมื่อนั้นปัญหาก็จะได้รับการแก้ไขมิใช่หรือ? การมีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์และการเดินไปบนเส้นทางของพวกเขาเป็นปัญหาที่สามารถแก้ไขได้อย่างง่ายดาย ตราบใดที่เจ้าสามารถยอมรับความจริง ทบทวนตนเอง รู้จักอุปนิสัยอันเสื่อมทรามภายในตัวเอง เข้าใจแก่นแท้ของปัญหาของการไล่ตามไขว่คว้าชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะ แล้วก็ละทิ้งวิธีการไล่ตามไขว่คว้าที่ผิดพลาดนี้ ปล่อยมือจากมุมมองที่ผิดพลาดเกี่ยวกับความเชื่อในพระเจ้า ทิ้งเจตนาที่จะได้รับพร และเชื่อในพระเจ้าเพียงเพื่อไล่ตามเสาะหาความจริงและเพื่อจุดประสงค์ของการกลายเป็นคนใหม่ และไล่ตามเสาะหาเพียงการกลายเป็นคนที่นบนอบพระเจ้า และนมัสการเพียงพระเจ้าเท่านั้น ไม่เทิดทูนหรือติดตามมนุษย์ เช่นนั้นแล้ว สภาวะของเจ้าก็จะค่อยๆ กลับสู่สภาวะปกติ เจ้าจะก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งการไล่ตามเสาะหาความจริง—ไม่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย สิ่งที่ควรจะกลัวก็คือ หากเจ้าไม่ยอมรับความจริง หากเจ้ารังเกียจความจริง และหากเจ้ารู้ว่าการต่อรองกับพระเจ้านั้นผิด และการไล่ตามไขว่คว้าชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะก็ผิดเช่นกัน แต่ยังคงดื้อดึงและไม่มีทางกลับใจ ในกรณีเช่นนี้ เจ้าย่อมมีแก่นแท้ธรรมชาติของศัตรูของพระคริสต์และต้องถูกกำจัดออกไป หากเจ้าทำความชั่วมากมาย เจ้าก็จะเผชิญกับการลงโทษ
ความแตกต่างระหว่างศัตรูของพระคริสต์และมนุษย์ที่เสื่อมทรามธรรมดาอยู่ตรงข้อเท็จจริงที่ว่า การไล่ตามไขว่คว้าชื่อเสียง ผลประโยชน์ สถานะ และพร รวมถึงการทำธุรกรรมแลกเปลี่ยนกับพระเจ้า ไม่ใช่เพียงการสำแดงชั่วคราวหรือการสำแดงเป็นครั้งคราวสำหรับศัตรูของพระคริสต์—พวกเขาดำเนินชีวิตโดยอาศัยสิ่งเหล่านี้ พวกเขาเลือกเพียงเส้นทางเดียว ซึ่งก็คือเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์ โดยใช้ชีวิตตามธรรมชาติของศัตรูของพระคริสต์และปรัชญาเยี่ยงซาตาน มนุษย์ที่เสื่อมทรามธรรมดาสามารถมาถึงทางเลือกที่สองและเดินไปบนเส้นทางแห่งการไล่ตามเสาะหาความจริง แต่ศัตรูของพระคริสต์ไม่ชอบความจริงและไม่มีความต้องการนี้ ธรรมชาติของพวกเขาเต็มไปด้วยปรัชญาเยี่ยงซาตาน และพวกเขาจะไม่เลือกทางที่ถูกต้อง ศัตรูของพระคริสต์จะไม่มีวันยอมรับความจริง พวกเขาจะยืนกรานในความผิดของตนจนถึงที่สุด โดยไม่เคยหลังหันกลับหรือกลับใจเลย พวกเขารู้ว่าตนเต็มไปด้วยข้อตกลงที่จะทำกับพระเจ้า ทดสอบและเป็นปรปักษ์กับพระองค์ในทุกย่างก้าว อย่างไรก็ตาม พวกเขามีเหตุผลของตนเอง และพวกเขาคิดว่า “ผิดตรงไหน? การเรียกร้องพรทางวัตถุบางอย่างจากพระเจ้าและการลุ่มหลงในผลประโยชน์ทางสถานะตำแหน่งบางอย่างไม่ใช่การกระทำที่น่าละอาย ฉันไม่ได้ฆ่าคนและวางเพลิง และฉันก็ไม่ได้ต่อต้านพระเจ้าอย่างเปิดเผย แน่นอนว่า ฉันได้พยายามที่จะสถาปนาอาณาจักรอิสระและกระทำการตามอำเภอใจอยู่บ้าง แต่ฉันไม่ได้สร้างความเสียหายหรือทำร้ายใคร และฉันก็ไม่ได้ส่งผลหรือก่อให้เกิดความสูญเสียต่องานของพระนิเวศของพระเจ้า” นี่คือการเกินเยียวยามิใช่หรือ? ไม่ว่าพระนิเวศของพระเจ้าจะสามัคคีธรรมความจริงหรือเปิดโปงและตัดแต่งพวกเขาอย่างไร พวกเขาก็ปฏิเสธที่จะยอมรับข้อผิดพลาดของตน—นี่คือการเกินเยียวยา นี่คือแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์ หากเจ้าบอกว่าพวกเขาชั่วหรือเลว พวกเขาก็ไม่สนใจ และพวกเขาจะยืนกรานในความชั่วและความเลวของตน นี่แสดงให้เห็นว่าศัตรูของพระคริสต์เป็นบุคคลดื้อดึงไม่ยอมกลับใจอย่างเด็ดขาด เจ้าจะยังสามัคคีธรรมความจริงกับผู้คนเช่นนี้อีกหรือ? พวกเขาไม่รู้เสียด้วยซ้ำว่าสิ่งใดเป็นบวกและสิ่งใดเป็นลบ แล้วเจ้าจะพูดอะไรกับพวกเขาได้? ไม่มีอะไรให้พูดเลย ศัตรูของพระคริสต์เต็มไปด้วยแก่นนิสัยอันเลวร้าย และพวกเขาก็ใช้ชีวิตอยู่ภายในอุปนิสัยนี้ การทดสอบพระเจ้าและการทำธุรกรรมแลกเปลี่ยนกับพระองค์เป็นธรรมชาติที่ติดตัวพวกเขามาแต่กำเนิด และไม่มีใครสามารถเปลี่ยนแปลงพวกเขาได้—พวกเขายังคงไม่เปลี่ยนแปลงในทุกสถานการณ์ เหตุใดพวกเขาจึงไม่เปลี่ยนแปลง? พวกเขาไม่เปลี่ยนแปลงเพราะไม่ว่าจะสามัคคีธรรมความจริงกับพวกเขามากเพียงใด ไม่ว่าพระวจนะจะเข้าใจง่ายและเปิดโปงอย่างทะลุปรุโปร่งเพียงใด พวกเขาก็ไม่ตระหนักถึงปัญหาที่แท้จริง พวกเขาไม่สามารถเข้าใจความจริง ไม่รู้ว่าสิ่งใดคือความจริงและสิ่งใดคือสิ่งที่เป็นลบ นั่นคือเหตุผล
ศัตรูของพระคริสต์ทำธุรกรรมแลกเปลี่ยนกับพระเจ้าและเรียกร้องจากพระองค์ในหลากหลายเรื่อง แน่นอนว่า พวกเขาเรียกร้องสิ่งต่างๆ มากมาย—ทั้งสิ่งที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้ สิ่งที่เป็นวัตถุและสิ่งที่ไม่ใช่วัตถุ ปัจจุบันและอนาคต ตราบใดที่พวกเขาสามารถจินตนาการถึงสิ่งนั้นได้ ตราบใดที่พวกเขาเชื่อว่าตนสมควรได้รับสิ่งนั้น และตราบใดที่นั่นคือสิ่งที่พวกเขาอยากได้อยากมี พวกเขาก็จะเรียกร้องจากพระเจ้าอย่างไม่ละอาย โดยหวังว่าพระองค์จะประทานสิ่งนั้นให้พวกเขา ตัวอย่างเช่น เวลาที่พวกเขาปฏิบัติหน้าที่บางอย่าง พวกเขาก็หวังว่าพระเจ้าจะประทานความสามารถพิเศษบางอย่างแก่พวกเขา เพื่อให้พวกเขาโดดเด่นและกลายเป็นบุคคลที่ยอดเยี่ยมเหนือธรรมดา มีโอกาสเป็นจุดสนใจและได้รับสถานะที่อยากได้ พร้อมทั้งได้รับการยกย่องจากผู้คนจำนวนมากขึ้น พวกเขาอธิษฐานต่อพระองค์ โดยกล่าวว่า “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์เต็มใจที่จะปฏิบัติหน้าที่ของข้าพระองค์อย่างจงรักภักดี หลังจากยอมรับหน้าที่นี้จากพระองค์แล้ว ข้าพระองค์ก็คิดถึงวิธีที่จะปฏิบัติหน้าที่นี้ให้ดีอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ข้าพระองค์เต็มใจที่จะอุทิศเรี่ยวแรงทั้งชีวิตเพื่อหน้าที่นี้ เต็มใจที่จะมอบวัยหนุ่มสาวของข้าพระองค์และมอบทุกสิ่งที่ข้าพระองค์มีแก่พระองค์ ข้าพระองค์เต็มใจสู้ทนความยากลำบากเพื่อหน้าที่นี้ โปรดประทานถ้อยคำให้ข้าพระองค์พูด ประทานความเฉลียวฉลาดและสติปัญญาให้ข้าพระองค์ และให้ข้าพระองค์ได้พัฒนาทักษะทางวิชาชีพและความสามารถของข้าพระองค์ให้ดีขึ้นระหว่างที่ปฏิบัติหน้าที่นี้ด้วย” หลังจากแสดงความจงรักภักดีและกล่าวถึงมุมมองของตนแล้ว ศัตรูของพระคริสต์ก็ยื่นมือออกไปหาพระเจ้าเพื่อขอสิ่งเหล่านี้ ถึงแม้ว่าสิ่งเหล่านี้จับต้องไม่ได้ และผู้คนก็เชื่อว่าการขอสิ่งเหล่านี้จากพระเจ้าเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล แต่นี่ถือเป็นการทำธุรกรรมแลกเปลี่ยนและการเรียกร้องรูปแบบหนึ่งมิใช่หรือ? (เป็นเช่นนั้น) จุดสำคัญของการทำธุรกรรมแลกเปลี่ยนนี้คืออะไร? แก่นแท้ที่พวกเรากำลังชำแหละอยู่คืออะไร? ศัตรูของพระคริสต์ไม่มีความจริงใจต่อหน้าที่ที่พระเจ้าไว้วางพระทัยมอบหมายให้พวกเขาแต่อย่างใด และพวกเขาก็ไม่ตั้งใจที่จะจงรักภักดีในเรื่องนี้ด้วย ก่อนที่จะทำหน้าที่ ความคิดของพวกเขาวนเวียนอยู่ว่าจะฉกฉวยโอกาสนี้เพื่อแสดงความสามารถพิเศษของตนและได้รับชื่อเสียงในหมู่ผู้คนอย่างไร แทนที่จะใช้โอกาสนี้เพื่อปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ดี และแสวงหาความจริงที่พวกเขาควรเข้าใจและหลักธรรมที่พวกเขาควรแสวงหาในการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว ดังนั้น เวลาที่ศัตรูของพระคริสต์มาอธิษฐานที่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า พวกเขาจึงยื่นมือออกไปขอสิ่งที่จะเป็นประโยชน์ต่อความมีหน้ามีตาและสถานะของตนเป็นอันดับแรก เช่น ความเฉลียวฉลาด ปัญญา ความเข้าใจเชิงลึกที่เป็นเอกลักษณ์ ทักษะที่โดดเด่น การเปิดดวงตาฝ่ายวิญญาณของตน และอื่นๆ พวกเขาไม่ได้ต้องการสิ่งเหล่านี้เพื่อที่จะเข้าใจความจริงหรือเพื่อมอบความจริงใจของตนและปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ดี เห็นได้ชัดว่าคำขอเหล่านี้เต็มไปด้วยการทำข้อตกลงและการเรียกร้อง แต่พวกเขาก็ยังคงรู้สึกว่าตนเองชอบด้วยเหตุผล เมื่อพูดถึงการอธิษฐานในลักษณะนี้และการทำธุรกรรมแลกเปลี่ยนประเภทนี้ที่ผู้คนทำ ต่อให้ผู้คนทนทุกข์และจ่ายราคาในการปฏิบัติหน้าที่ของตน และต่อให้พวกเขาใช้เวลาและเรี่ยวแรงไปจำนวนหนึ่ง พระเจ้าจะทรงยอมรับหรือไม่? จากมุมมองของพระเจ้า พระองค์จะไม่ทรงยอมรับการปฏิบัติหน้าที่เช่นนั้นโดยเด็ดขาด เพราะไม่มีความจริงใจ ไม่มีความจงรักภักดี และไม่มีการนบนอบอย่างแท้จริงภายในผู้คนเช่นนั้นอย่างแน่นอน จากแง่มุมนี้ สิ่งที่พวกเขาปรารถนาที่จะไล่ตามไขว่คว้าโดยส่วนตัวคือสถานะและชื่อเสียง รวมถึงการยกย่องและการชื่นชมจากผู้อื่น แต่ตลอดเวลาที่พวกเขาปฏิบัติหน้าที่ของตนนั้นกลับไม่มีการพัฒนาใดๆ ในการเข้าสู่ชีวิตหรือในการเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัยของพวกเขาเลย
เมื่อมีสิ่งต่างๆ เกิดขึ้นกับศัตรูของพระคริสต์ พวกเขาก็เริ่มวางอุบาย คิดคำนวณ และวางแผนอยู่ในใจของตนทันที พวกเขาเป็นเหมือนนักบัญชีที่ทำธุรกรรมแลกเปลี่ยนกับพระเจ้าในทุกสิ่ง ต้องการสิ่งต่างๆ มากมาย และเรียกร้องจากพระเจ้ามากมาย สรุปก็คือ ข้อเรียกร้องทั้งหมดนี้ไม่สมเหตุสมผลในสายพระเนตรของพระเจ้า สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่พระเจ้าตั้งพระทัยที่จะประทานให้ผู้คน และไม่ใช่สิ่งที่ผู้คนควรได้รับ เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ได้นำประโยชน์มาสู่การไล่ตามเสาะหาการเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัยหรือการบรรลุความรอดของผู้คนเลยแม้แต่น้อย ต่อให้พระเจ้าจะประทานความสว่างบางอย่างหรือแนวคิดใหม่ๆ บางประการเกี่ยวกับวิชาชีพของเจ้าให้แก่เจ้าตลอดช่วงเวลาที่เจ้าปฏิบัติหน้าที่ แต่นั่นไม่ใช่เพื่อสนองความอยากได้อยากมีของเจ้าที่จะเรียกร้องจากพระเจ้า ไม่ต้องพูดถึงการเพิ่มความนิยมของเจ้าหรือเกียรติที่เจ้ามีในหมู่ผู้คน หลังจากได้รับความสว่างและความรู้แจ้งเช่นนั้นจากพระเจ้า คนปกติย่อมนำสิ่งเหล่านั้นไปใช้กับการทำหน้าที่ของตน ปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ดีขึ้น ทำให้ตนจับความเข้าใจหลักธรรมได้แม่นยำยิ่งขึ้น และค่อยๆ มีประสบการณ์ด้วยตนเองว่าในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ของตนนั้น พวกเขาได้รับความรู้แจ้ง ความกระจ่าง และพระคุณมากมายจากพระเจ้าอย่างไร—ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงทำ ยิ่งพวกเขามีประสบการณ์มากเท่าใด พวกเขาก็ยิ่งรู้สึกว่าสิ่งที่พระเจ้าทรงทำนั้นยิ่งใหญ่ และพวกเขาก็ยิ่งตระหนักว่าตนไม่มีสิ่งใดให้โอ้อวดเลย ทั้งหมดนี้คือพระคุณและการทรงชี้แนะของพระเจ้า นี่คือสิ่งที่คนปกติสามารถรู้สึกและตระหนักได้ อย่างไรก็ตาม ศัตรูของพระคริสต์แตกต่างออกไป และไม่ว่าพระเจ้าจะประทานความรู้แจ้งและความกระจ่างให้พวกเขามากเพียงใด พวกเขาก็ยกความดีความชอบทั้งหมดให้กับตนเอง วันหนึ่ง เมื่อพวกเขานับจำนวนคุณูปการของตนและยื่นมือออกไปเรียกร้องรางวัลจากพระเจ้า เมื่อพวกเขาคิดบัญชีกับพระเจ้า พระองค์ก็ทรงริบความรู้แจ้งและความกระจ่างของพระองค์คืน และศัตรูของพระคริสต์ก็ถูกเผยออกมา ก่อนหน้านี้ ทุกสิ่งที่พวกเขาทำได้ล้วนเป็นเพราะพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์และการทรงชี้แนะของพระเจ้า พวกเขาไม่แตกต่างจากคนอื่นเลย กล่าวคือ หากไร้ซึ่งความรู้แจ้งและความกระจ่างของพระเจ้า พวกเขาจะสูญเสียพรสวรรค์ ความฉลาดเฉลียว ปัญญา แนวคิดที่ดี และความคิดที่ดีของตนไป—พวกเขากลายเป็นคนไร้ค่าและคนโง่ ในยามที่ศัตรูของพระคริสต์เผชิญกับสิ่งเหล่านี้และไปไกลถึงเพียงนี้แล้ว พวกเขาก็ยังคงไม่รู้ตัวถึงข้อเท็จจริงที่ว่าเส้นทางของตนผิด และไม่ตระหนักว่าตนกำลังทำธุรกรรมแลกเปลี่ยนกับพระเจ้าและเรียกร้องจากพระองค์อย่างไม่มีเหตุผล พวกเขายังคงคิดว่าตนมีความสามารถและทำได้หมดทุกอย่าง สมควรได้รับการยกย่อง ชื่นชม เคารพ เกื้อหนุน และยกชูจากผู้อื่น หากพวกเขาไม่ได้รับสิ่งเหล่านี้ พวกเขาก็มองว่าสถานการณ์นั้นสิ้นหวังและยิ่งกระทำการอย่างไม่ยั้งคิด กลายเป็นคนที่เต็มไปด้วยความขุ่นเคืองทั้งต่อพระเจ้าและต่อพี่น้องชายหญิง พวกเขาด่าทอและพร่ำบ่นเรื่องพระเจ้าอยู่ในหัวใจของตน โดยกล่าวว่าพระเจ้าไม่ทรงชอบธรรม สาปแช่งพี่น้องชายหญิงว่าไร้ซึ่งมโนธรรมและพอหมดประโยชน์ก็เขี่ยทิ้ง และถึงกับกล่าวหาพระนิเวศของพระเจ้าว่าพยายามที่จะกำจัดพวกเขาหลังจากที่ใช้ประโยชน์จากพวกเขาแล้ว นี่คืออะไรกัน? คนไร้ยางอาย! ศัตรูของพระคริสต์ทุกคนเป็นเช่นนี้มิใช่หรือ? พวกเขามักจะพูดสิ่งเหล่านี้มิใช่หรือ? พวกเขากล่าวว่า “เวลาที่ฉันมีประโยชน์และได้รับตำแหน่งสำคัญ ทุกคนก็พากันวนเวียนอยู่รอบตัวฉัน ตอนนี้ฉันไม่ได้อยู่ในตำแหน่งที่สำคัญอีกต่อไป ไม่มีใครสนใจฉันเลย ทุกคนดูถูกฉัน และพวกคุณทุกคนก็ชักสีหน้าเวลาพูดคุยกับฉัน” คำพูดเหล่านี้มาจากไหน? คำพูดเหล่านี้หยั่งรากอยู่ในอุปนิสัยที่เลวร้ายของศัตรูของพระคริสต์มิใช่หรือ? อุปนิสัยที่เลวร้ายของพวกเขาเต็มไปด้วยการทำข้อตกลงกับผู้คนและพระเจ้า การตั้งข้อเรียกร้องต่อพระเจ้าและผู้คน ราวกับกำลังกล่าวว่า “ฉันดูแลจัดการสิ่งต่างๆ ให้พวกคุณ ฉันสละตน จ่ายราคา และกังวลแทนพวกคุณ ดังนั้นพวกคุณก็ต้องเข้าหาฉันด้วยความเคารพและพูดกับฉันอย่างสุภาพ ไม่ว่าฉันจะมีสถานะหรือไม่ พวกคุณต้องจดจำทุกสิ่งที่ฉันได้ทำลงไปเสมอ เก็บฉันไว้ในใจของพวกคุณตลอดไป และอย่าลืมฉันเป็นอันขาด—การลืมฉันหมายความว่าพวกคุณไร้ซึ่งมโนธรรม เมื่อไรก็ตามที่พวกคุณกินหรือใช้ของดีๆ พวกคุณต้องคิดถึงฉัน และฉันต้องมาเป็นอันดับแรกเสมอ” ศัตรูของพระคริสต์มักจะเรียกร้องเช่นนี้มิใช่หรือ? (พวกเขามักจะทำเช่นนั้น) มีคนที่กล่าวว่า “ใครเป็นคนตีพิมพ์หนังสือพระวจนะของพระเจ้าที่พวกคุณอ่าน? ใครเป็นคนส่งหนังสือเหล่านั้นถึงมือของคุณ? หากไม่ใช่เพราะฉันเสี่ยงและเผชิญอันตรายจากการถูกจับกุม ถูกจำคุก หรือถูกตัดสินประหารชีวิต พวกคุณจะได้อ่านหนังสือเหล่านี้หรือ? หากไม่ใช่เพราะฉันสู้ทนความยากลำบากและจ่ายราคาเพื่อให้น้ำพวกคุณ พวกคุณจะสามารถมีชีวิตคริสตจักรได้หรือ? หากไม่ใช่เพราะฉันสู้ทนความทุกข์และจ่ายราคาเพื่อประกาศข่าวประเสริฐ คริสตจักรจะได้รับผู้คนมากมายถึงเพียงนี้หรือ? หากไม่ใช่เพราะฉันสามัคคีธรรมพระวจนะของพระเจ้ากับพวกคุณตลอดทั้งวัน พวกคุณจะมีความเชื่อที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้หรือ? หากไม่ใช่เพราะฉันวิ่งวุ่นจัดหาการสนับสนุนด้านระบบการขนส่งให้พวกคุณ ตอนนี้พวกคุณจะทำหน้าที่ของพวกคุณอย่างสงบสุขได้หรือ? หากไม่ใช่เพราะฉันเป็นตัวตั้งตัวตี งานของคริสตจักรจะได้พัฒนามาถึงจุดที่เป็นอยู่ในตอนนี้ได้หรือ?” พวกเจ้าเคยพบเจอผู้คนเช่นนี้หรือไม่? เมื่อฟังคำพูดของพวกเขา ก็ดูราวกับว่าหากไม่มีพวกเขา งานของพระนิเวศของพระเจ้าจะไม่สามารถก้าวหน้าได้ และแผ่นดินโลกก็จะหยุดหมุน นี่คือวิธีคิดของศัตรูของพระคริสต์มิใช่หรือ? จุดประสงค์ที่พวกเขาตะโกนคำพูดเหล่านี้ออกมาคืออะไร? พวกเขากำลังอ้างความดีความชอบให้ตนเอง หรือกำลังคร่ำครวญและพร่ำบ่น? พวกเขาเชื่อว่าตอนนี้พระนิเวศของพระเจ้าไม่ต้องการพวกเขาอีกต่อไป พี่น้องชายหญิงได้ทอดทิ้งพวกเขา พระนิเวศของพระเจ้าไม่ยุติธรรมกับผู้คน พระนิเวศของพระเจ้าไม่จัดเตรียมให้พวกเขา ไม่เคารพพวกเขา หรือปล่อยให้พวกเขาแก่เฒ่าอยู่ที่นั่น การตะโกนของพวกเขามีองค์ประกอบของการสาปแช่งอยู่ด้วยมิใช่หรือ? พวกเขากำลังสาปแช่งผู้อื่น โดยกล่าวว่าคนเหล่านั้นไร้ซึ่งมโนธรรม แท้จริงแล้วศัตรูของพระคริสต์ทำงานให้อะไร? ทุกสิ่งที่พวกเขาทำคือการก่อกวนและการขัดขวาง และทุกอย่างที่พวกเขาพูดคือการชักพาให้หลงผิด พวกเขาไร้ซึ่งความเป็นมนุษย์ พวกเขาคือหมู่มาร เหตุใดใครๆ จึงต้องใช้มโนธรรมกับพวกเขา? การทำเช่นนี้มีประโยชน์หรือไม่? (ไม่มี) เหตุใดจึงไม่มีประโยชน์? คนเราสามารถเข้าใจความจริงจากการติดตามพวกเขาหรือไม่? (ไม่) ทุกคนที่บูชาและติดตามศัตรูของพระคริสต์ได้รับสิ่งใด? พวกเขาล้วนทรยศพระเจ้าไปพร้อมกับศัตรูของพระคริสต์เหล่านี้และถูกศัตรูของพระคริสต์นำไปสู่นรก ศัตรูของพระคริสต์มองตนเองเป็นอะไร? (พวกเขามองตนเองว่าเป็นพระเจ้า) นี่คือความคิดที่ไร้ยางอาย ผู้คนควรมีมโนธรรมต่อพระเจ้า แต่พระเจ้าไม่เคยทรงกำหนดให้ผู้คนทำเช่นนั้น พระองค์ทรงกำหนดให้ผู้คนเข้าใจความจริง สามารถปฏิบัติความจริงและบรรลุความรอด และเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่ได้มาตรฐานเท่านั้น เราเคยขอให้พวกเจ้าคิดถึงเราและเก็บอาหารดีๆ ไว้ให้เราบ้างในยามที่พวกเจ้าได้กินอาหารดีๆ หรือคิดถึงเราเวลาที่พวกเจ้าได้พักในที่ดีๆ เมื่อไรกัน? ในยามที่พวกเจ้ากินดีอยู่ดี และมีความสุข เราเคยรู้สึกอิจฉาเมื่อใดกัน? เราเคยพูดว่าพวกเจ้าไม่มีมโนธรรมเมื่อไรกัน? แต่ศัตรูของพระคริสต์กลับสามารถพูดสิ่งเหล่านี้และสาปแช่งผู้คนว่าไม่มีมโนธรรมได้—นี่คือความไร้ยางอายมิใช่หรือ? เมื่อพระนิเวศของพระเจ้าปลดพวกเขา เมื่อพี่น้องชายหญิงไม่กระตือรือร้นต่อพวกเขาเหมือนแต่ก่อนอีกต่อไป พวกเขาก็สามารถพูดสิ่งเหล่านี้ ร้องไห้คร่ำครวญถึงความคับข้องใจของตน และสาปแช่งผู้คนและพระเจ้า ถ้อยคำสารพัดสามารถหลุดออกจากปากของพวกเขาได้ และธรรมชาติเยี่ยงปีศาจของพวกเขาก็ถูกเปิดโปงจนหมดเปลือก สิ่งเหล่านี้คือการสำแดงนานาประการที่อุปนิสัยที่เลวร้ายของศัตรูของพระคริสต์เผยออกมา เนื่องจากหัวใจของพวกเขาเต็มไปด้วยข้อตกลงที่จะทำกับพระเจ้า จึงนำไปสู่การสร้างข้อกำหนดและการเรียกร้องต่างๆ นานาจากพระองค์ ไม่ว่าศัตรูของพระคริสต์ได้รับการเลื่อนตำแหน่งหรือถูกปลด ไม่ว่าพระนิเวศของพระเจ้ามอบตำแหน่งที่สำคัญให้พวกเขาหรือไม่ก็ตาม การสำแดงนานาประการที่ปรากฏออกมาจากพวกเขาล้วนเกี่ยวข้องกับแก่นแท้ที่เลวร้ายของพวกเขาทั้งสิ้น—นี่เป็นความจริงทุกประการ
ช. การปฏิเสธ การกล่าวโทษ การตัดสิน และการหมิ่นประมาท
ต่อไป พวกเรามาสามัคคีธรรมเกี่ยวกับคำว่าการปฏิเสธ การกล่าวโทษ การตัดสิน และการหมิ่นประมาทกันเถิด เนื่องจากศัตรูของพระคริสต์เต็มไปด้วยความสงสัยเกี่ยวกับพระเจ้า พวกเขาจึงไม่สนใจความจริงใดๆ ที่พระเจ้าทรงแสดงเลย หัวใจของพวกเขาเต็มไปด้วยความรังเกียจและความเกลียดชัง และพวกเขาไม่เคยยอมรับว่าพระคริสต์ทรงเป็นความจริง นับประสาอะไรกับการแสดงการนบนอบใดๆ เนื่องจากพวกเขามักจะสงสัยและหวาดระแวงพระเจ้าอยู่ในใจของตน ก่อเกิดมโนคติอันหลงผิดและแนวคิดนานาประการเกี่ยวกับการกระทำของพระเจ้าอยู่บ่อยครั้ง พวกเขาจึงอดไม่ได้ที่จะประเมินอยู่ในใจเสมอ โดยคิดว่า “พระเจ้าทรงดำรงอยู่จริงหรือ? สิ่งที่พระองค์ตรัสหมายความว่าอย่างไร? หากประเมินพระวจนะเหล่านี้จากมุมมองด้านความรู้และคำสอน ควรจะเข้าใจพระวจนะเหล่านี้ว่าอย่างไร? การที่พระเจ้าตรัสสิ่งเหล่านี้หมายความว่าอย่างไร? การที่พระองค์ทรงใช้คำนี้หมายความว่าอย่างไร? พระองค์กำลังตรัสกับใครหรือ?” พวกเขาค้นคว้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า และหลังจากสืบค้นเช่นนั้นมาหลายปี พวกเขาก็ยังคงมองไม่เห็นความจริงที่สำคัญอย่างยิ่งยวดในพระวจนะที่พระเจ้าทรงแสดงและพระราชกิจที่พระองค์ทรงทำ นั่นคือ พระเจ้าทรงเป็นความจริง ชีวิต และหนทาง—พวกเขาไม่สามารถเข้าใจหรือมองเห็นสิ่งนี้ได้ เมื่อผู้คนกล่าวว่าพระวจนะทั้งหมดของพระเจ้าคือความจริง ศัตรูของพระคริสต์ก็ใคร่ครวญและคิดว่า “พระวจนะทั้งหมดของพระองค์คือความจริงหรือ? นั่นเป็นเพียงคำพูดธรรมดาๆ บางคำไม่ใช่หรือ? เป็นเพียงคำกล่าวทั่วไปไม่ใช่หรือ? พระวจนะเหล่านั้นไม่มีอะไรที่ลึกซึ้งเลย” เมื่อดูที่พระราชกิจของพระเจ้า พวกเขาก็คิดว่า “ฉันไม่เห็นราศีของพระเจ้าจากสิ่งที่พระองค์ทรงทำในคริสตจักรหรือในหมู่ประชากรที่พระองค์ทรงเลือกสรรเลย พวกเขาบอกว่าพระเจ้าทรงมีอธิปไตยเหนือสรรพสิ่ง แต่ฉันกลับมองไม่เห็น ไม่ว่าจะมองผ่านแว่นขยายหรือกล้องโทรทรรศน์ดาราศาสตร์ ฉันก็ไม่สามารถมองเห็นรูปลักษณ์ของพระเจ้า และไม่ว่าจะมองอย่างไร ฉันก็ไม่พบการกระทำของพระองค์เลยได้ ดังนั้น ในปัจจุบันฉันจึงไม่สามารถยืนยันได้เต็มร้อยว่าพระเจ้าทรงมีอยู่จริงหรือไม่ แต่หากฉันบอกว่าพระเจ้าไม่ทรงมีอยู่จริง ฉันก็เคยได้ยินเรื่องการมีอยู่ของสิ่งแปลกประหลาดและสิ่งเหนือธรรมชาติบางอย่างในโลก ดังนั้นในกรณีนั้น พระเจ้าก็ควรจะมีอยู่จริง แต่แท้จริงแล้วพระเจ้าทรงมีหน้าตาแบบไหน? พระเจ้าทรงกระทำการอย่างไร? ฉันไม่รู้ วิธีที่ง่ายที่สุดคือการดูว่าพระเจ้าทรงทำสิ่งใดในบรรดาผู้ที่ติดตามพระองค์และตรัสสิ่งใดกับพวกเขา” ผ่านการสังเกต พวกเขาก็เห็นว่าพระนิเวศของพระเจ้ามักจะตัดแต่งผู้คน เลื่อนตำแหน่งและปลดผู้คนอยู่บ่อยครั้ง และมักจะสามัคคีธรรม หารือ แลกเปลี่ยน และอื่นๆ กับผู้คน เกี่ยวกับหน้าที่นานาประการและงานที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพต่างๆ พวกเขาคิดว่า “สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ผู้คนทำมิใช่หรือ? ไม่มีสิ่งใดเหนือธรรมชาติเลย ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นสิ่งที่ปกติมาก และฉันก็ไม่สามารถมองเห็นหรือสัมผัสได้ว่าพระวิญญาณของพระเจ้ากำลังทรงพระราชกิจอย่างไร หากฉันไม่สามารถสัมผัสได้ ก็ย่อมกล่าวได้มิใช่หรือว่าพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ไม่มีอยู่จริง? ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ผู้คนจินตนาการขึ้นมาในจิตสำนึกและในความคิดของพวกเขามิใช่หรือ? หากพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ไม่มีอยู่จริง แล้วพระวิญญาณของพระเจ้าจะมีอยู่จริงหรือ? เรื่องนั้นก็ดูน่าสงสัยเช่นกัน หากพระวิญญาณของพระเจ้าไม่มีอยู่จริง แล้วพระเจ้ามีอยู่จริงหรือ พูดยากนะ” หลังจากมีประสบการณ์มาห้าปี พวกเขาก็ไม่สามารถยืนยันได้ และหลังจากมีประสบการณ์มาสิบหรือแม้กระทั่งสิบห้าปี พวกเขาก็ยังยืนยันไม่ได้ ผู้คนเหล่านี้คือคนประเภทใด? พวกเขาถูกเผยออกมาแล้ว—พวกเขาคือผู้ไม่เชื่อ ผู้ไม่เชื่อเหล่านี้ทำตัวเรื่อยเปื่อยในพระนิเวศของพระเจ้าเช่นนี้ แค่ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไป หากคนอื่นกำลังประกาศข่าวประเสริฐ พวกเขาก็ทำด้วย หากคนอื่นกำลังทำหน้าที่ของตน พวกเขาก็ทำด้วยเช่นกัน หากพวกเขาพบโอกาสในการเลื่อนตำแหน่ง พวกเขาก็คิดว่าตนสามารถ “ดำรงตำแหน่ง” ในพระนิเวศของพระเจ้าได้ และพวกเขาก็สามารถทุ่มเทความพยายามได้บ้างเพื่อสถานะ ในเวลาเดียวกัน พวกเขายังสามารถกระทำความผิดอย่างไม่ยั้งคิด ก่อให้เกิดการขัดขวางและการก่อกวน หากพวกเขาเป็นเพียงสมาชิกคริสตจักรธรรมดาที่ไม่มีสถานะใดๆ พวกเขาก็สามารถหาทางลักไก่ ทำงานบางอย่างเพื่อสร้างภาพได้ นี่คือความหมายของการทำตัวเรื่อยเปื่อย เหตุใดเราจึงกล่าวว่า “ทำตัวเรื่อยเปื่อย”? ในหัวใจของพวกเขา พวกเขาเก็บงำความสงสัยและการปฏิเสธที่มีต่อพระเจ้าเอาไว้ โดยยังคงมีท่าทีแห่งการปฏิเสธต่อการทรงดำรงอยู่และแก่นแท้ของพระเจ้า ซึ่งนำพวกเขาไปสู่การทำหน้าที่ของตนในพระนิเวศของพระเจ้าด้วยความอิดออด พวกเขาไม่ทำความเข้าใจ ทั้งยังคิดกับตัวเองอยู่เสมอว่า “การที่ฉันทำหน้าที่ของตัวเองและติดตามพระเจ้าในหนทางนี้มีประโยชน์อะไร? ฉันไม่ได้ทำงานหาเงินหรือใช้ชีวิตตามปกติ คนหนุ่มสาวบางคนถึงกับอุทิศทั้งชีวิตของตนในการสละตนเพื่อพระเจ้า แต่พวกเขาจะได้อะไรหรือ? ดังนั้น ฉันจะสังเกตดูก่อน หากฉันสามารถรู้ตื้นลึกหนาบางของสิ่งต่างๆ ได้อย่างแท้จริงและมองเห็นความหวังที่จะได้รับพร การทุ่มเทความพยายามและสละตนก็จะไม่สูญเปล่า หากฉันไม่ได้รับพระวจนะที่ถูกต้องของพระเจ้าหรือรู้ตื้นลึกหนาบางของสิ่งต่างๆ เช่นนั้นแล้ว การทำตัวเรื่อยเปื่อยก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย อย่างไรเสีย ฉันก็จะไม่เหนื่อยล้า และฉันก็จะไม่ต้องให้อะไรมากมายจนเกินไป” นี่เป็นเพียงการทำตัวเรื่อยเปื่อยมิใช่หรือ? พวกเขาไม่มีความจริงใจให้กับสิ่งใดเลยที่พวกเขาทำ พวกเขาไม่สามารถทำสิ่งใดได้อย่างต่อเนื่องหรือทำได้ดีอย่างโดดเด่นได้ และพวกเขาไม่สามารถจ่ายราคาได้อย่างแท้จริง นี่คือความหมายของการทำตัวเรื่อยเปื่อย ถึงแม้ว่าพวกเขาจะกำลังทำตัวเรื่อยเปื่อย แต่ความคิดของพวกเขากลับไม่เคยหยุดนิ่ง—พวกเขายุ่งอยู่ตลอดเวลา พวกเขาเต็มไปด้วยมโนคติอันหลงผิดและแนวคิดเกี่ยวกับหลายสิ่งที่พระเจ้าทรงทำ และสำหรับหลายสิ่งที่ไม่สอดคล้องกับมโนคติอันหลงผิดของพวกเขาเอง พวกเขาจะประเมินสิ่งเหล่านั้นในใจโดยใช้ความรู้ กฎหมาย ศีลธรรมทางสังคม วัฒนธรรมดั้งเดิม และอื่นๆ แม้จะมีการประเมินทั้งหมดนี้แล้ว พวกเขาไม่เพียงมองไม่เห็นความจริงผ่านการประเมินหรือพบหลักธรรมของการปฏิบัติความจริงเท่านั้น แต่สุดท้ายพวกเขากลับก่อเกิดการกล่าวโทษ การตัดสิน และแม้กระทั่งการหมิ่นประมาทพระเจ้าและพระราชกิจของพระองค์ในสารพัดรูปแบบขึ้นมาแทน ศัตรูของพระคริสต์ตัดสินสิ่งใดเป็นอันดับแรก? พวกเขากล่าวว่า “งานของพระนิเวศของพระเจ้าล้วนถูกตัดสินโดยผู้คน ทั้งหมดนี้ถูกกระทำโดยมนุษย์ ฉันไม่เห็นพระเจ้าทรงพระราชกิจหรือพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงนำและชี้แนะแต่อย่างใดเลย” นี่คือคำกล่าวของผู้ไม่เชื่อมิใช่หรือ? การอ้างว่าทุกสิ่งทำโดยผู้คนนั้นเผยให้เห็นปัญหามากมาย ตัวอย่างเช่น หากพระนิเวศของพระเจ้าเลือกตั้งและบ่มเพาะใครบางคนที่ไม่ถูกใจพวกเขา ในใจของพวกเขาย่อมจะไม่ยอมจำนน ศัตรูของพระคริสต์สามารถนบนอบอย่างแท้จริงได้หรือไม่? (ไม่ได้) แล้วพวกเขาจะทำเช่นใด? พวกเขาจะพยายามบ่อนทำลายสิ่งนั้น หากการบ่อนทำลายล้มเหลว และไม่มีพี่น้องชายหญิงคนใดฟังพวกเขาหรือสนับสนุนพวกเขา พวกเขาก็จะเริ่มกล่าวโทษสิ่งนั้น โดยกล่าวว่า “พระนิเวศของพระเจ้าไม่ยุติธรรมและไร้ซึ่งหลักธรรมในการปฏิบัติต่อผู้คน มีม้าฝีเท้าเร็วอยู่มากมาย แต่มีคนน้อยนักที่ดูออก” สิ่งนี้หมายความว่าอย่างไร? สิ่งนี้สื่อว่าพวกเขาคือม้าฝีเท้าเร็ว แต่น่าเสียดายที่พระนิเวศของพระเจ้าขาดใครบางคนที่ดูพวกเขาออก หลังจากกล่าวโทษเรื่องนี้ที่พระนิเวศของพระเจ้าทำทว่าไม่สอดคล้องกับมโนคติอันหลงผิดของพวกเขา พวกเขาก็จะเริ่มเผยแพร่สิ่งต่างๆ เช่น ข่าวลือที่ไม่มีมูล มโนคติอันหลงผิด และความเป็นลบ แน่นอนว่าคำพูดทั้งหมดของพวกเขาจะรุนแรง บางคนอาจจะถึงกับกล่าวว่า “คนพวกนี้มีการศึกษา หน้าตาดี แต่งตัวภูมิฐาน และมาจากในเมือง ส่วนพวกเราเป็นคนชนบท พวกเรามีความสามารถพิเศษอยู่บ้างแต่ไม่สามารถแสดงตัวตนออกมาได้ หรือไม่สามารถสื่อสารกับเบื้องบนได้—การที่พวกเราจะได้เลื่อนตำแหน่งจึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลย คนที่ได้รับการเลื่อนตำแหน่งในพระนิเวศของพระเจ้าล้วนเป็นคนพูดจาฉะฉาน ประจบสอพลอเก่ง และมีกลยุทธ์ ในทางกลับกัน ฉันไม่ใช่คนพูดจาฉะฉานหรือพูดเก่ง และการมีเพียงความสามารถอยู่ภายในก็ไร้ประโยชน์ ดังนั้นในพระนิเวศของพระเจ้า คำกล่าวที่ว่า ‘มีม้าฝีเท้าเร็วอยู่มากมาย แต่มีคนน้อยนักที่ดูออก’ จึงนำมาใช้ได้เช่นเดียวกับในโลก” คำกล่าวนี้หมายความว่าอย่างไร? นี่คือการตัดสินมิใช่หรือ? พวกเขาตัดสินงานของพระนิเวศของพระเจ้าและเผยแพร่การตัดสินของตนอยู่เบื้องหลัง ในการที่พวกเขาเข้าหาพระเจ้า พระราชกิจของพระองค์ การแสดงออกของพระองค์ พระวจนะของพระองค์ อุปนิสัยของพระองค์ และวิธีอันหลากหลายในการทรงพระราชกิจของพระองค์นั้น ศัตรูของพระคริสต์ใช้ความรู้และปรัชญาเพื่อประเมิน ค้นคว้า และให้เหตุผลต่อสิ่งเหล่านั้น สุดท้ายแล้ว พวกเขาก็ได้ข้อสรุปที่ผิดพลาด เพราะฉะนั้น ในหัวใจของพวกเขาจึงไม่เคยยอมรับ ทำความเข้าใจ หรือไตร่ตรองพระวจนะใดๆ ที่พระเจ้าตรัสอย่างจริงจังเลย ในทางกลับกัน พวกเขาปฏิบัติต่อพระวจนะของพระเจ้าเป็นเพียงทฤษฎีชนิดหนึ่งหรือคำพูดที่ฟังดูรื่นหูประเภทหนึ่งเท่านั้น เมื่อมีเรื่องต่างๆ เกิดขึ้น พวกเขาก็ไม่ยึดเอาพระวจนะของพระเจ้าเป็นรากฐานและหลักธรรมสำหรับวิธีที่พวกเขามอง นิยาม และประเมินแต่ละเรื่อง ในทางกลับกัน พวกเขาใช้มุมมองของมนุษย์ ตลอดจนปรัชญาและทฤษฎีของซาตานมาตัดสินเรื่องราวเหล่านี้ ข้อสรุปที่พวกเขาได้มาก็คือ ไม่มีสิ่งใดที่เป็นไปในแนวทางเดียวกับมโนคติอันหลงผิดของพวกเขาเองเลย และพระวจนะทุกคำที่พระเจ้าทรงแสดง รวมถึงการกระทำทั้งหมดที่พระองค์ทรงทำล้วนไม่เป็นที่ถูกใจพวกเขา สุดท้ายแล้ว จากมุมมองของศัตรูของพระคริสต์ ทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงทำล้วนถูกกล่าวโทษ
ศัตรูของพระคริสต์บางคนอยากกุมอำนาจในพระนิเวศของพระเจ้าอยู่เสมอ แต่พวกเขาไร้ซึ่งขีดความสามารถและทักษะพิเศษ ดังนั้นพวกเขาจึงลงเอยด้วยการทำงานจิปาถะบางอย่างในพระนิเวศของพระเจ้าอย่างเลี่ยงไม่ได้ เช่น ทำความสะอาด แจกจ่ายสิ่งของ และงานประจำที่เรียบง่ายอื่นๆ สรุปก็คือ คนประเภทนี้ไม่สามารถเป็นผู้นำคริสตจักร ผู้เทศนา หรืออะไรทำนองนั้นได้อย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม พวกเขาไม่พอใจที่จะเป็นผู้ติดตามธรรมดา หรือทำสิ่งที่พวกเขาคิดว่าเป็นงานพื้นๆ เพราะพวกเขาเต็มไปด้วยความทะเยอทะยาน การเต็มไปด้วยความทะเยอทะยานนั้นสำแดงออกมาอย่างไร? พวกเขาต้องการสอบถาม ถามไถ่ รับรู้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือก้าวก่ายทุกเรื่องในพระนิเวศของพระเจ้า ไม่ว่าเรื่องใหญ่หรือเรื่องเล็กก็ตาม หากมีงานบางอย่างที่ต้องให้พวกเขาใช้แรงงาน พวกเขาก็มักจะถามไถ่เสมอว่า “การตีพิมพ์หนังสือสำหรับพระนิเวศของพระเจ้าของพวกเราเป็นอย่างไรบ้าง? การคัดเลือกผู้กำกับภาพยนตร์ของคริสตจักรของพวกเราเป็นอย่างไรบ้าง? ตอนนี้ใครเป็นผู้กำกับ? ใครเป็นคนเขียนบท? ใครเป็นผู้นำเขตที่นี่ และพวกเขาเป็นคนอย่างไร?” เวลาที่ถามถึงเรื่องเหล่านี้ พวกเขาหมายความว่าอย่างไร? พวกเขาควรสอบถามหรือเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้หรือไม่? (ไม่ พวกเขาไม่ควร) สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องทั่วไปที่ไม่เกี่ยวข้องกับความจริง เหตุใด “คนหวังดี” เหล่านี้จึงมักจะถามไถ่ไปทั่ว? การนี้เป็นเพราะความห่วงใยอย่างแท้จริง หรือพวกเขาไม่มีอะไรที่ดีกว่านี้ให้ทำ? ไม่ใช่ทั้งคู่—นี่เป็นเพราะพวกเขามีความทะเยอทะยานและต้องการไต่เต้าและขึ้นกุมอำนาจ พวกเขาจะตระหนักได้หรือไม่ว่านี่คือความทะเยอทะยานและความอยากที่จะขึ้นสู่อำนาจ? ไม่ พวกเขาไม่สามารถตระหนักได้ พวกเขาไร้ซึ่งสำนึกเช่นนั้น เนื่องจากพวกเขามีความเป็นมนุษย์ที่เลวร้ายและมีขีดความสามารถที่ย่ำแย่ พวกเขาจึงไม่สามารถสัมฤทธิ์สิ่งใดหรือปฏิบัติหน้าที่ที่เรียบง่ายที่สุดให้ดีได้เสียด้วยซ้ำ ตลอดการปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขา พวกเขาประพฤติตนย่ำแย่อยู่ตลอดเวลา เกียจคร้าน รักสบาย และถึงกับเที่ยวถามไถ่เรื่องต่างๆ ในท้ายที่สุด พวกเขาก็ถูกคัดออกเนื่องจากการสำแดงเหล่านี้ การที่พระนิเวศของพระเจ้าคัดพวกเขาออกนั้นเป็นเรื่องถูกต้องหรือไม่? (ถูกต้อง) พวกเขาถูกคัดออกเพราะพวกเขาเป็นห่วงและชอบถามไถ่มากเกินไปใช่หรือไม่? (ไม่ใช่) นี่เป็นเพราะพวกเขาไม่เอาใจใส่ในเรื่องที่ถูกควรและต้องการเกาะพระนิเวศของพระเจ้ากินอยู่ตลอดเวลา พวกเขาจึงถูกไล่ไปและไม่ได้รับอนุญาตให้ทำตัวเรื่อยเปื่อย พวกเขาไม่สามารถทำสิ่งใดให้ดีได้เลย ดังนั้นการเก็บพวกเขาไว้จึงได้ไม่คุ้มเสีย—พวกเขาคือผู้ไม่เชื่อมิใช่หรือ? พวกเขาควรถูกคัดออกมิใช่หรือ? เมื่อถึงเวลาที่พวกเขาถูกคัดออก พวกเขาก็เริ่มร้อนใจ และเมื่อนั้นเท่านั้นที่พวกเขาจะแสวงหาหลักธรรมความจริง โดยถามว่า “ฉันต้องแสวงหาว่า แท้จริงแล้วหลักธรรมสำหรับพระนิเวศของพระเจ้าในการคัดผู้คนออกและขับไล่พวกเขาคืออะไร ฉันถูกคัดออกบนพื้นฐานของสิ่งใด?” เจ้าควรตอบพวกเขาว่า “คนที่รักสบายและเกลียดงาน คนที่ก่อให้เกิดการก่อกวนและการทำลายล้างในทุกสิ่งที่ทำแบบคุณนั้น ตรงตามหลักธรรมสำหรับการคัดออกทุกประการ” การที่พวกเขาแสวงหาหลักธรรมในการคัดผู้คนออกหลังจากทำเรื่องเลวร้ายมามากมายโดยไม่เข้าใจว่าตนเองเป็นคนประเภทใดนั้นดูน่าขันมากมิใช่หรือ? (ใช่ น่าขันมาก) คนเช่นนี้บางคนถูกคัดออกแล้ว ในขณะที่คนอื่นๆ ถูกส่งไปยังคริสตจักรธรรมดา พวกเขาไม่เหมาะสมที่จะทำหน้าที่ในพระนิเวศของพระเจ้า และไร้ซึ่งภาวะที่จะทำหน้าที่ของตน บุคคลประเภทนี้จะสามารถตระหนักได้หรือไม่ว่าสิ่งที่พระเจ้าทรงทำนั้นเป็นไปในแนวทางเดียวกับความจริง? เรากล้าพูดเลยว่าศัตรูของพระคริสต์จะไม่มีวันตระหนักได้ เพราะพวกเขาคือผู้ไม่เชื่อ อีกทั้งพวกเขากล่าวโทษและตัดสินสิ่งที่เป็นบวกที่สอดคล้องกับความจริง ศัตรูของพระคริสต์ที่กุลีกุจอถามไถ่ไปทั่ว เต็มไปด้วยความทะเยอทะยาน และพยายามที่จะไต่เต้าให้สูงขึ้นอยู่เป็นนิจ ขณะเดียวกันก็ไร้ซึ่งความจริงใจและความจงรักภักดีใดๆ ต่อการทำหน้าที่ของตนเองย่อมจะนั่งลงบนพื้นและร้องไห้คร่ำครวญเสียงดังเมื่อพวกเขาถูกไล่ไป พวกเขากล่าวว่า “ไม่มีใครเข้าใจหัวใจที่หวังดีของฉัน ความจริงใจและความจงรักภักดีของฉันเลย ทำไมฉันถึงถูกไล่? ฉันไม่ได้รับความเป็นธรรม และฉันไม่ยอม! ไม่มีใครห่วงใยพระเจ้าขนาดนี้ และในพระนิเวศของพระเจ้าไม่มีใครจงรักภักดีเท่านี้ ความกระตือรือร้นอันยิ่งใหญ่และความเมตตาอันใหญ่ยิ่งของฉันกำลังถูกมองเป็นเจตนาร้าย—พระเจ้าช่างไม่ยุติธรรมเลย!” นี่คือคำให้การปฏิเสธมิใช่หรือ? คำพูดใดก็ตามของพวกเขาเป็นสิ่งที่ผู้คนควรพูดหรือไม่? มีคำพูดใดเป็นไปในแนวทางเดียวกับข้อเท็จจริงที่เป็นจริงหรือไม่? (ไม่มี) คำพูดเหล่านั้นล้วนไร้เหตุผล ไร้สาระ เป็นคำพูดของผู้ไม่เชื่อ เต็มไปด้วยคำพร่ำบ่น ความขุ่นข้องหมองใจ และการกล่าวโทษ นี่คือการที่พวกเขาถูกเผยให้เห็น หากพวกเขาไม่ถูกไล่ไป พวกเขาก็จะเสแสร้งต่อไปและมุ่งมาดปรารถนาที่จะเป็นนายของพระนิเวศของพระเจ้า ผู้เป็นนายจะกระทำการเช่นนี้หรือไม่? ผู้เป็นนายจะอาละวาดเช่นนี้หรือไม่? ผู้เป็นนายจะบริหารจัดการพระนิเวศของพระเจ้าเช่นนี้หรือไม่? พวกเขาถูกขอให้ทำความสะอาด แต่พวกเขากลับเดินเตร็ดเตร่ไปทั่วและไม่ทำงานใดๆเลย พวกเขาถูกขอให้ทำอาหาร แต่พวกเขากลับไม่เต็มใจที่จะทำอาหารแม้แต่สำหรับสองคน พวกเขากลัวเหนื่อยและคิดว่านั่นเป็นงานที่ต่ำต้อย—แล้วพวกเขาจะทำอะไรได้อีกเล่า? นอกจากการเป็นผู้นำและออกคำสั่ง พวกเขาสามารถทำสิ่งใดได้อีก? การที่พระนิเวศของพระเจ้าคัดพวกเขาออกย่อมสมเหตุสมผลมิใช่หรือ? (ใช่) การนี้สมเหตุสมผลอย่างยิ่ง แต่พวกเขาก็ยังคงด่าทออยู่ลับหลัง อาละวาด และประพฤติตัวเหมือนหญิงพาลต่อไป คนเหล่านี้คือศัตรูของพระคริสต์มิใช่หรือ? นี่คือการสำแดงแก่นนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ เมื่อเผชิญกับเรื่องราวที่ไม่สอดคล้องกับผลประโยชน์หรือความชอบส่วนตนของพวกเขา เมื่อเผชิญกับสิ่งที่ไม่ตอบสนองความปรารถนาหรือความอยากของพวกเขา พวกเขานบนอบสักเสี้ยวหนึ่งหรือไม่? พวกเขาสามารถแสวงหาความจริงได้หรือไม่? พวกเขาสามารถสงบสติอารมณ์ สารภาพบาปของตน และกลับใจได้หรือไม่? ไม่ พวกเขาไม่สามารถทำได้ ปฏิกิริยาในทันทีของพวกเขาคือการลุกขึ้นและโห่ร้องคัดค้านพระเจ้า เต็มไปด้วยคำกล่าวโทษ การตัดสิน การหมิ่นประมาท และการด่าทอ พวกเขาคิดว่า “หากพระนิเวศของพระเจ้าไม่ต้องการฉัน ก็ไม่เป็นไร คุณไร้ความกรุณา ดังนั้นอย่าหาว่าฉันใจดำก็แล้วกัน มาแตกหักกันไปเลย และดูว่าใครจะโหดเหี้ยมกว่ากัน!” นี่คือการสำแดงของการแสวงหาความจริงหรือไม่? นี่คือการสำแดงที่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่ปกติควรมีใช่หรือไม่? (ไม่ ไม่ใช่) แล้วนี่คือการสำแดงประเภทใด? บรรดาผู้ที่เชื่อและติดตามพระเจ้าอย่างแท้จริงควรปฏิบัติต่อพระองค์อย่างไร? พวกเขาต้องนบนอบพระเจ้าอย่างแท้จริงและไม่มีเงื่อนไข มีเพียงศัตรูของพระเจ้า—ซาตานและพวกมาร—เท่านั้นที่จะปฏิเสธ กล่าวโทษ ตัดสิน หมิ่นประมาท และด่าทอพระเจ้า ถึงขั้นที่โห่ร้องคัดค้านและต่อต้านพระองค์ ต่อให้เจ้าจะไม่สามารถยอมรับข้อเท็จจริงนี้ได้ในตอนนี้ และสามารถยกเหตุผลเป็นร้อยข้อมาอ้างว่าพระนิเวศของพระเจ้าปฏิบัติต่อเจ้าอย่างไม่เป็นธรรม แต่หากเจ้ามีความมีเหตุผล มีความเป็นมนุษย์ และมีความยำเกรงพระเจ้าแม้เพียงน้อยนิด เจ้าจะปฏิบัติต่อพระเจ้าในหนทางนี้ได้หรือไม่? ไม่ได้อย่างแน่นอน! หากใครบางคนสามารถทำเช่นนั้นได้ พวกเขามีมโนธรรมแม้เพียงเศษเสี้ยวหรือไม่? พวกเขามีความเป็นมนุษย์อยู่บ้างหรือไม่? พวกเขามีความยำเกรงพระเจ้าหรือไม่? (ไม่ พวกเขาไม่มี) เห็นได้ชัดว่า พวกเขาไม่ใช่หนึ่งในแกะของพระเจ้า พวกเขาไม่เคยปฏิบัติต่อพระเจ้าในฐานะนายของพวกเขา พวกเขาไม่เคยถือว่าพระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าของพวกเขา ในหัวใจของพวกเขา พระเจ้าทรงเป็นศัตรู ไม่ใช่พระเจ้าของพวกเขา ศัตรูของพระเจ้าคือศัตรูของพระคริสต์และซาตาน ในทางกลับกัน ศัตรูของพระคริสต์ก็คือศัตรูของพระเจ้า—พวกเขาคือเหล่าซาตานและพวกมาร ศัตรูของพระคริสต์จะไม่มีวันยอมรับสิ่งใดก็ตามที่พระเจ้าทรงทำ และจะไม่มีวันกล่าวอาเมนต่อพระวจนะใดๆ ที่พระเจ้าตรัส นี่คือแก่นแท้ของศัตรูของพระเจ้า—ซาตาน—และนี่คือแก่นแท้ที่มีมาแต่กำเนิดของศัตรูของพระคริสต์ พวกเขาเป็นปฏิปักษ์ต่อพระเจ้าอย่างไม่มีเหตุผล ทั้งยังสามารถกล่าวโทษพระเจ้าได้อย่างไม่มีเหตุผล นี่คือความเลวร้ายมิใช่หรือ? นี่คือความเลวร้ายโดยสิ้นเชิง
อุปนิสัยเหล่านี้ของศัตรูของพระคริสต์มีอยู่ในทุกคนในระดับที่แตกต่างกัน แต่ผ่านการเผยอุปนิสัยเหล่านี้และเส้นทางที่ผู้คนเลือกเมื่อพวกเขาเชื่อ พวกเจ้าสามารถตัดสินได้หรือไม่ว่าใครคือศัตรูของพระคริสต์ ใครคือคนใช้แรงงาน และใครคือหนึ่งในประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรซึ่งสามารถได้รับการช่วยให้รอดได้? (แม้ว่าพวกเขาทั้งหมดจะเผยอุปนิสัยศัตรูของพระคริสต์ออกมา แต่หลังจากเผยอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนแล้ว บางคนก็มีสำนึกของมโนธรรม พวกเขารู้สึกผิด พวกเขาสามารถกลับใจ และสามารถปฏิบัติความจริงได้—คนเหล่านี้คือผู้ที่สามารถได้รับการช่วยให้รอด อย่างไรก็ตาม บรรดาผู้ที่ไม่มีสำนึกของมโนธรรมที่หลังจากทำผิดพลาดก็ยังคิดว่าตนเองถูกนั้นดึงดันที่จะไม่ยอมกลับใจ และปฏิเสธความจริงโดยสิ้นเชิง—ผู้คนเหล่านี้คือศัตรูของพระคริสต์และหมดโอกาสในความรอด) ถ้อยแถลงสองประการนี้ถูกต้องหรือไม่? (ถูกต้อง) โดยพื้นฐานแล้วสิ่งที่เพิ่งกล่าวไปนั้นถูกต้อง แต่ยังไม่เฉพาะเจาะจงมากพอ ถึงแม้ว่าพวกเขาจะมีอุปนิสัยศัตรูของพระคริสต์เช่นกัน แต่บางคนเมื่อเผชิญกับสถานการณ์ต่างๆ พวกเขาก็สามารถแสวงหาความจริง ขบถต่อเนื้อหนัง รู้สึกเสียใจหลังจากตระหนักถึงอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตน รู้สึกติดค้าง กลับหลังหัน ปฏิบัติตามหลักธรรมความจริง เลือกเส้นทางที่ถูกต้อง เลือกที่จะปฏิบัติความจริง และท้ายที่สุดก็เกิดความเข้าใจในความจริงและเข้าสู่ความเป็นจริงความจริง สัมฤทธิ์การนบนอบพระเจ้าได้ ผู้คนเช่นนี้สามารถได้รับการช่วยให้รอดและเป็นประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร มีคนอีกประเภทหนึ่งที่รู้ว่าตนมีอุปนิสัยศัตรูของพระคริสต์ แต่เมื่อเผชิญกับสถานการณ์ต่างๆ พวกเขาก็ไม่ตรวจสอบตนเอง เมื่อพวกเขาพบว่าตนได้ทำบางสิ่งผิดพลาด พวกเขาก็ไม่มีความเข้าใจที่แท้จริงใดๆ ไม่สามารถเกิดความรู้สึกติดค้างอย่างแรงกล้าขึ้นมาในใจของตนได้ ไม่สามารถกลับใจหรือหันหลังกลับได้เลย ทั้งยังเลอะเลือนในเรื่องของความจริงและความรอด ในพระนิเวศของพระเจ้า พวกเขาพร้อมและเต็มใจที่จะลงแรงทำงาน พวกเขาทำได้ทุกสิ่งที่ถูกขอให้ทำ แต่พวกเขากลับไม่เอาจริงเอาจังกับสิ่งนั้น บางครั้ง พวกเขาอาจจะก่อให้เกิดการขัดขวางและการก่อกวน แต่พวกเขาไม่ใช่คนชั่ว พวกเขาสามารถยอมรับการถูกตัดแต่งได้ แต่พวกเขาไม่เคยกระตือรือร้นที่จะแสวงหาความจริงในยามที่ทำสิ่งต่างๆ หรือปฏิบัติตามหลักธรรมความจริงในยามที่รับมือเรื่องราวทั้งหลาย พวกเขาไม่แสดงความสนใจต่อการกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าและต่อความจริง ถึงแม้พวกเขาจะสามารถทุ่มเทความพยายามในหน้าที่ของตนได้พอสมควร แต่สำหรับการไล่ตามเสาะหาความจริง พวกเขากลับไร้ซึ่งความกระตือรือร้นและไม่สนใจที่จะทำเช่นนี้ พวกเขาไม่แสดงความจงรักภักดีในการปฏิบัติหน้าที่ของตนเลย เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว พวกเขาแสดงความเต็มใจและความจริงใจอยู่บ้าง พวกเขาสามารถรู้จักอุปนิสัยอันเสื่อมทรามนานาประการได้ แต่พวกเขาไม่เคยทบทวนตนเองเมื่อเผชิญกับสถานการณ์ต่างๆ และไม่ไล่ตามเสาะหาที่จะเป็นคนที่สามารถเข้าใจความจริงและนำไปปฏิบัติได้ คนเหล่านี้คือคนใช้แรงงาน หมวดหมู่สุดท้ายประกอบด้วยศัตรูของพระคริสต์ พวกเขาคือศัตรูของพระเจ้า ของความจริง และสิ่งที่เป็นบวก หัวใจของพวกเขาเต็มไปด้วยความเลวร้าย การโห่ร้องคัดค้านพระเจ้า การต่อต้านพระเจ้า รวมถึงการกล่าวโทษ การตัดสิน และการหมิ่นประมาทความยุติธรรม สิ่งที่เป็นบวก และความจริง พวกเขาไม่เชื่อในการทรงดำรงอยู่ของพระเจ้า ในอธิปไตยเหนือสรรพสิ่งของพระองค์ และยิ่งไม่เต็มใจที่จะให้พระเจ้าทรงมีอธิปไตยเหนือชะตากรรมของมนุษยชาติ พวกเขาไม่เคยเข้าใจตนเอง และไม่ว่าพวกเขาจะทำผิดพลาดหรือกระทำความผิดมากเพียงใด พวกเขาก็ไม่เคยยอมรับ กลับใจ หรือหันหลังกลับ พวกเขาไม่มีความสำนึกผิดใดๆ ในหัวใจ และพวกเขาก็ปฏิเสธความจริงโดยสิ้นเชิง คนเหล่านี้คือศัตรูของพระคริสต์ การประเมินว่าใครบางคนมีท่าทีแห่งการยอมรับต่อความจริงหรือไม่นั้น โดยทั่วไปแล้วมีความแม่นยำในการกำหนดว่าพวกเขาเป็นคนประเภทใด พวกเจ้าจัดอยู่ในประเภทใดหรือ? พวกเจ้าอยู่ในหมู่ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรซึ่งสามารถได้รับการช่วยให้รอดได้ หรือพวกเจ้าเป็นศัตรูของพระคริสต์ หรือเป็นคนใช้แรงงาน? พวกเจ้ากำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่ประเภทแรก หรือพวกเจ้าไม่เข้าข่ายประเภทเหล่านี้เลย? ไม่มีใครที่ไม่เข้าข่ายประเภทใดในกลุ่มเหล่านี้ ทุกคนล้วนอยู่ในหนึ่งในสามประเภทนี้ คนชั่วที่ไร้ซึ่งความเป็นมนุษย์คือพวกที่มีแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์ ส่วนผู้ที่มีความเป็นมนุษย์อยู่บ้าง ผู้ที่มีมโนธรรมและสำนึก ตลอดจนมีลักษณะนิสัยที่ค่อนข้างดี ผู้ที่สามารถไล่ตามเสาะหาความจริง รักสิ่งที่เป็นบวก และรักความจริง และผู้ที่ยำเกรงพระเจ้าและสามารถนบนอบพระองค์ได้นั้นสามารถได้รับการช่วยให้รอดได้—พวกเขาคือประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร บรรดาผู้ที่มีลักษณะนิสัยแบบปานกลาง ไม่ได้ดีเป็นพิเศษหรือแย่เป็นพิเศษ ผู้ที่ไร้ซึ่งความสนใจใดๆ ต่อความจริงและไม่เต็มใจที่จะไล่ตามเสาะหาความจริงเลย แต่ปฏิบัติหน้าที่ของตนด้วยความจริงใจอยู่บ้าง คือคนใช้แรงงาน นี่คือมาตรฐานสำหรับการประเมิน ศัตรูของพระคริสต์สามารถกลายเป็นคนใช้แรงงานได้หรือไม่? (ไม่ได้) แล้วในหมู่คนใช้แรงงาน มีคนประเภทหนึ่งที่สามารถกลายเป็นประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรได้ใช่หรือไม่? (ใช่) พื้นที่สำหรับการเปลี่ยนแปลงในที่นี้คืออะไร? (พวกเขาจำเป็นต้องไล่ตามเสาะหาความจริง) บางที ด้วยจำนวนปีแห่งความเชื่อที่มากขึ้น ประสบการณ์และการเผชิญสิ่งต่างๆ ที่มากขึ้น และความเข้าใจในความจริงที่มากขึ้น พวกเขาก็ค่อยๆ เปลี่ยนจากช่วงระยะของการใช้แรงงานไปสู่การเป็นประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร เนื่องจากตอนนี้ความเข้าใจในความจริงของพวกเขามีน้อยและความเชื่อในพระเจ้าของพวกเขาก็น้อยเป็นพิเศษ พวกเขาจึงมีความสนใจต่อการทำหน้าที่ของตนและปฏิบัติความจริงเพียงเล็กน้อย พวกเขาไร้ซึ่งวุฒิภาวะที่จะไล่ตามเสาะหาความจริงและไม่สามารถปล่อยมือจากความทะเยอทะยานและความอยากของตน ตลอดจนความต้องการต่างๆ นานาของเนื้อหนังได้ ดังนั้นในตอนนี้ พวกเขาจึงทำได้เพียงอยู่ในช่วงระยะของการใช้แรงงานต่อไป อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว ผู้คนเหล่านี้มีมโนธรรมและรักสิ่งที่เป็นบวก เมื่อพวกเขาค่อยๆ เข้าใจความจริง สภาพแวดล้อมของพวกเขาเปลี่ยนไป พวกเขาเชื่อในพระเจ้านานขึ้น มีประสบการณ์ที่ลึกซึ้งขึ้น และเกิดความเชื่อที่แท้จริงในพระเจ้า พวกเขาก็จะค่อยๆ มองเห็นความจริงและสิ่งที่เป็นบวกได้ชัดเจนขึ้นเช่นกัน เส้นทางที่พวกเขาควรไล่ตามเสาะหาจะชัดเจนขึ้น พวกเขาย่อมจะเกิดความสนใจในความจริง และพวกเขาจะรักความจริงมากขึ้นเรื่อยๆ ผู้คนเช่นนี้สามารถเริ่มเข้าสู่เส้นทางแห่งความรอดได้ทีละน้อยและกลายเป็นประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร พวกเขามีพื้นที่สำหรับการพัฒนาและการเปลี่ยนแปลง ในทางกลับกัน การกล่าวว่าบรรดาผู้ที่มีแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์สามารถกลายเป็นประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรและได้รับการช่วยให้รอดได้นั้นไม่ถูกต้อง เพราะแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์คือแก่นแท้ของพวกมารและศัตรูของพระเจ้า—ศัตรูของพระคริสต์นั้นไม่มีวันเปลี่ยนแปลงได้
พวกเราเพิ่งสามัคคีธรรมเรื่องการปฏิเสธ การกล่าวโทษ การตัดสิน และการหมิ่นประมาทจากแก่นนิสัยอันเลวร้ายของพวกเขาที่เผยออกมาจากวิธีที่พวกเขาปฏิบัติต่อพระเจ้าและพระราชกิจของพระองค์ เมื่อใดก็ตามที่มีบางสิ่งขัดแย้งกับมโนคติอันหลงผิดของพวกเขาหรือสร้างความเสียหายต่อผลประโยชน์ของพวกเขา ศัตรูของพระคริสต์ก็ตอบโต้ทันควันด้วยการลุกขึ้น ต้านทาน และกล่าวโทษสิ่งนั้น โดยกล่าวว่า “นี่เป็นเรื่องผิด นี่เป็นสิ่งที่ผู้คนทำ และฉันจะไม่ยอมจำนนต่อสิ่งนี้ ฉันจะร้องเรียนและหาหลักฐานมาไขความกระจ่างให้เรื่องนี้ ฉันจะประกาศจุดยืนของฉัน ปกป้องตัวเอง คลี่คลายตื้นลึกหนาบางของเรื่องนี้ และดูว่าใครคือตัวปัญหาในหมู่พวกเรา คนที่ทำลายชื่อเสียงอันดีงามของฉันและสิ่งดีๆ ที่ฉันมีอยู่” วลีที่ว่า “เจตนารมณ์อันดีงามของพระเจ้าอยู่ในสรรพสิ่ง” กลายเป็นถ้อยแถลงที่ว่างเปล่าในหัวใจของศัตรูของพระคริสต์ ไม่สามารถชี้แนะหรือเปลี่ยนแปลงหนทาง วิธีการ และหลักธรรมในการกระทำการของพวกเขาได้ ในทางกลับกัน เวลาที่พวกเขาพบเจอกับสถานการณ์ใดๆ พวกเขาก็พึ่งพาสิ่งที่เป็นธรรมชาติสำหรับตน โดยคิดหาสารพัดวิธีการและใช้ความสามารถและกลยุทธ์ทั้งหมดที่มีเพื่อกระทำการ ไม่ต้องสงสัยเลยว่า สิ่งที่พวกเขาทำคือการกล่าวโทษ การตัดสิน และการหมิ่นประมาทพระเจ้า ความคิดของผู้คนเต็มไปด้วยตรรกะและแนวคิดของซาตาน โดยไม่มีความจริงอยู่เลยแม้แต่น้อย ดังนั้น เมื่อเผชิญกับเรื่องราวเช่นนี้ การสำแดงของศัตรูของพระคริสต์จึงสะท้อนให้เห็นถึงการสำแดงของซาตาน กล่าวคือ ไม่ว่าซาตานปฏิบัติต่อพระเจ้าอย่างไร ศัตรูของพระคริสต์ก็ปฏิบัติต่อพระองค์ในหนทางเดียวกัน และไม่ว่าซาตานจะใช้วิธีการหรือคำพูดใดกับพระเจ้า ศัตรูของพระคริสต์ก็ใช้สิ่งเดียวกัน ในหนทางนี้ แก่นแท้อันเลวร้ายของศัตรูของพระคริสต์ที่เป็นศัตรูของพระเจ้าจึงมองเห็นได้โดยไม่ต้องพูดถึง ต่อให้เป็นคนที่เชื่อในพระเจ้ามาได้เพียงหนึ่งหรือสองวัน แต่ในความคิดและความมีเหตุผลของมนุษย์ที่ปกติของพวกเขา พวกเขาย่อมเข้าใจความแตกต่างระหว่างมนุษย์กับพระเจ้าใช่หรือไม่? (ใช่ พวกเขาเข้าใจ) ในฐานะผู้ใหญ่ที่มีความเป็นมนุษย์ที่ปกติ ในใจของพวกเขาย่อมรู้ว่าควรปฏิบัติต่อพระเจ้าอย่างไรใช่หรือไม่? (ใช่) ในความมีเหตุผลของมนุษย์ ย่อมมีวิธีที่เหมาะสมที่สุดและดีที่สุดในการปฏิบัติต่อบุคคลที่คนเราบูชาใช่หรือไม่? (ใช่) ผู้คนมักจะก้มหัวประจบประแจง พูดจาเอาอกเอาใจ และทำตัวให้เป็นที่โปรดปราน ต่อให้คนคนนั้นจะทุบตีหรือด่าทอพวกเขา พวกเขาก็ยังหาทางที่จะโอนอ่อนและเชื่อฟัง แล้วเมื่อเป็นเรื่องของพ่อแม่ของตน ผู้คนรู้หรือไม่ว่าควรแสดงความเคารพและความรักอย่างไร และพฤติกรรมใดคือการทำร้ายและความเกลียดชัง? มีมาตรฐานสำหรับการประเมินสิ่งนี้หรือไม่? (มี) สิ่งนี้พิสูจน์ให้เห็นว่ามนุษย์ ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตที่นุ่งห่มผิวหนังของมนุษย์นั้น แตกต่างจากสัตว์และอยู่สูงกว่าพวกมัน เจ้ารู้วิธีที่จะเคารพและรักพ่อแม่ของเจ้า แล้วเหตุใดเจ้าจึงไม่รู้วิธีที่จะปฏิบัติต่อพระเจ้าด้วยความรักและความเคารพ? เจ้าปฏิบัติต่อพระเจ้าเช่นนี้ได้อย่างไร? การกล่าวโทษและตัดสินอย่างพล่อยๆ การกล้าที่จะหมิ่นประมาทและด่าทออย่างพล่อยๆ—นั่นคือสิ่งที่คนปกติทำหรือ? (ไม่ใช่) แม้แต่สัตว์ก็ไม่ประพฤติตัวเช่นนี้ หากคนคนหนึ่งเลี้ยงสัตว์ แม้ว่าจะเป็นสัตว์ป่า และใช้เวลากับมันระยะหนึ่ง ตราบใดที่มันจำได้ว่าเจ้าของของมันคือใคร มันย่อมจะเคารพเจ้าของคนนั้นเสมอ โดยปฏิบัติต่อเจ้าของประหนึ่งญาติพี่น้อง ประหนึ่งสมาชิกในครอบครัว ซึ่งแตกต่างจากวิธีที่มันปฏิบัติต่อสัตว์หรือคนอื่นๆ สมมติว่าเจ้าเคยเป็นเจ้าของของมัน หลังจากโยกย้ายไปอยู่บ้านอื่นสองหรือสามหลัง เมื่อเจ้าพบมันอีกครั้ง เพียงแค่มันได้กลิ่นของเจ้า มันก็จะเข้ามาแสดงความรักใคร่ต่อเจ้าทันที ต่อให้มันจะเป็นสัตว์ดุร้าย มันก็จะไม่กินเจ้า ความดุร้ายของมันนั้นมีมาแต่กำเนิด เกิดจากการทรงสร้างและการลิขิตไว้ล่วงหน้าของพระเจ้า นั่นคือสัญชาตญาณการเอาตัวรอดที่พระเจ้าประทานให้แก่มัน ไม่ใช่อุปนิสัยที่โหดร้ายหรือเลวร้าย—สิ่งนี้แตกต่างจากความชั่วของศัตรูของพระคริสต์ มีคนสองคนที่รับเลี้ยงลูกสิงโตตัวหนึ่งมาเลี้ยง เมื่อสิงโตโตขึ้น การจ่ายค่าอาหารประเภทเนื้อสัตว์ของมันกลายเป็นเรื่องยาก ดังนั้นเมื่อมันอายุครบหนึ่งปี พวกเขาจึงปล่อยมันกลับคืนสู่สภาพแวดล้อมตามธรรมชาติของมัน สามปีต่อมา พวกเขาได้พบกับสิงโตตัวนั้นอีกครั้ง สิงโตเห็นพวกเขาจากระยะไกล และวิ่งตรงเข้ามาหาพวกเขาอย่างกระตือรือร้น ตอนแรกพวกเขารู้สึกกังวล โดยคิดว่า “มันจะไม่กินพวกเราหรือ? มันเป็นสิงโตนะ” แต่ปรากฏว่า สิงโตตัวดังกล่าวเข้ามาใกล้ สวมกอดพวกเขาดังมิตรสหาย และพวกเขาก็กอดและลูบสิงโตตัวนั้นตอบ จากนั้น สิงโตก็แนะนำให้พวกเขารู้จักสมาชิกในครอบครัวของมัน และเมื่อพวกเขาต้องจากไป มันก็อิดออดไม่อยากแยกทาง เจ้าสามารถเห็นฉากเช่นนี้ได้เมื่อสัตว์ป่าที่ดุร้ายที่สุดซึ่งเป็นสัตว์กินเนื้อ มีปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ เรื่องนี้ค่อนข้างกินใจมิใช่หรือ? (ใช่ เป็นเรื่องที่กินใจ) แม้แต่ในสัตว์ดุร้าย ผู้คนก็สามารถมองเห็นด้านที่เป็นมิตรของพวกมันได้ แต่สิ่งนี้กลับไม่มีอยู่ในศัตรูของพระคริสต์ เนื่องจากศัตรูของพระคริสต์มีอุปนิสัยของซาตานและเป็นผู้ที่มีแก่นนิสัยเยี่ยงซาตาน ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงสามารถตัดสิน กล่าวโทษ และหมิ่นประมาทพระเจ้าได้ ท่าทีดังกล่าวทำให้เกิดการสำแดง โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวทางที่สอดคล้องกัน ศัตรูของพระคริสต์แย่ยิ่งกว่าสัตว์มิใช่หรือ? ผู้คนรู้ว่าควรแสดงความเคารพและความรักความห่วงใยต่อบรรดาผู้ที่พวกเขาบูชา ต่อญาติที่สนิทที่สุด และต่อพ่อแม่ของตนอย่างไร และพวกเขาก็รู้ว่าการกระทำใดของตนที่สามารถทำร้ายและเป็นอันตรายต่อคนเหล่านั้นได้ พวกเขาสามารถประเมินสิ่งเหล่านี้ได้ อย่างไรก็ตาม ศัตรูของพระคริสต์กลับสามารถแสดงพฤติกรรมดังกล่าวต่อพระเจ้าได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเดือดดาลอย่างยิ่ง สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่าธรรมชาติที่มีมาแต่กำเนิดของบุคคลดังกล่าวคือแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์ พูดให้ชัดเจนก็คือ บุคคลเหล่านี้คือร่างจำแลงของซาตาน พวกเขาคือซาตานที่มีชีวิต พวกเขาคือมาร—พวกเขาไม่ใช่แกะของพระเจ้า แกะของพระเจ้าจะด่าทอพระองค์หรือไม่? แกะของพระเจ้าจะกล่าวโทษพระองค์หรือไม่? (ไม่) เพราะอะไรหรือ? (เพราะพวกเขาเชื่อฟังพระเจ้าและนบนอบพระองค์) พวกเขาเชื่อฟังและนบนอบ—นั่นคือแง่มุมหนึ่ง กุญแจสำคัญคือความเชื่อที่แท้จริงของพวกเขาในพระเจ้า หากเจ้าเชื่อในอัตลักษณ์ สถานะ และแก่นแท้ของพระเจ้าอย่างแท้จริง เช่นนั้นแล้ว ไม่ว่าพระเจ้าจะทรงทำสิ่งใดหรือพระองค์ทรงทำอย่างไร ต่อให้สิ่งนั้นจะก่อให้เกิดอันตราย เจ้าก็จะไม่กล่าวโทษพระองค์ มีเพียงบรรดาผู้ที่เชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง ผู้ที่มีความเชื่อที่แท้จริงในพระองค์เท่านั้นที่จะตั้งตนอยู่ในตำแหน่งของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง โดยปฏิบัติต่อพระเจ้าในฐานะพระเจ้าเสมอ นี่คือข้อเท็จจริง
พวกเราได้สามัคคีธรรมเรื่องที่ศัตรูของพระคริสต์ด่าทอ ต่อต้าน และโห่ร้องคัดค้านพระเจ้าไปแล้ว บางคนต่อต้านพระองค์อย่างเปิดเผย ตั้งพรรคพวก จัดตั้งพันธมิตร และสร้างอาณาจักรอิสระของตน คนอื่นๆ แอบด่าทอพระองค์อยู่ลับหลัง บางคนด่าทอพระองค์อยู่ในใจ รวมถึงต่อต้านและโห่ร้องคัดค้านพระองค์อยู่ในใจ ไม่ว่าพวกเขาจะด่าทอพระองค์อย่างเปิดเผยหรืออยู่ลับหลัง พวกเขาก็ล้วนเป็นศัตรูของพระคริสต์ พวกเขาไม่ใช่แกะของพระเจ้า พวกเขาเป็นพวกของซาตาน และแน่นอนว่าพวกเขาไม่ใช่คนปกติหรือสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่ได้มาตรฐาน เมื่อคนส่วนใหญ่เผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่สอดคล้องกับมโนคติอันหลงผิดของพวกเขาเอง หรือเผชิญกับการพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้า พวกเขาก็เพียงแค่รู้สึกเสียใจ สับสน และไม่สามารถยอมรับได้ พวกเขาแสดงความขุ่นข้องหมองใจหรือแสดงการดื้อแพ่ง พวกเขาอาจจะถึงกับเกิดความเป็นลบหรือหย่อนยานเสียด้วยซ้ำ แต่พวกเขาจะไม่บานปลายไปถึงขั้นที่ต่อต้านและโห่ร้องคัดค้าน เมื่อเวลาผ่านไป ผ่านการอธิษฐาน การอ่านพระวจนะของพระเจ้า ความช่วยเหลือจากพี่น้องชายหญิง และความรู้แจ้ง การชี้แนะ และการบ่มวินัยของพระวิญญาณบริสุทธิ์ พวกเขาก็สามารถหันหลังกลับมาได้ทีละน้อย นี่คือการสำแดงของมนุษย์ที่เสื่อมทรามธรรมดาเมื่อมีเรื่องเกิดขึ้นกับพวกเขา ในทางกลับกัน ศัตรูของพระคริสต์ไร้ซึ่งการสำแดงที่เป็นบวกเหล่านี้ และพวกเขาจะไม่เปลี่ยนแนวทางของตน หากสถานการณ์ไม่สอดคล้องกับความอยากของพวกเขา พวกเขาก็ด่าทอ หากสถานการณ์ต่อไปยังคงไม่สอดคล้องกับความอยากของพวกเขาอีก พวกเขาก็ด่าทอเช่นกัน การด่าทอมาพร้อมกับการต่อต้านและการโห่ร้องคัดค้าน ศัตรูของพระคริสต์บางคนถึงกับกล่าวว่า “หากคนอย่างฉันไม่สามารถได้รับการช่วยให้รอดได้ แล้วใครจะได้?” นี่คือการโห่ร้องคัดค้านมิใช่หรือ? นี่คือการต่อต้านมิใช่หรือ? (ใช่) นี่คือการต่อต้าน พวกเขาไม่มีร่องรอยของการนบนอบเลย และพวกเขาก็กล้าที่จะโห่ร้องคัดค้านและต่อต้านพระเจ้า—พวกนี้คือเหล่าซาตาน พวกเราขอจบการสามัคคีธรรมเรื่องการสำแดงนานาประการของอุปนิสัยที่เลวร้ายไว้เพียงเท่านี้
ข. รังเกียจความจริง
ต่อไป พวกเราจะสามัคคีธรรมถึงแก่นนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ประการที่สอง—นั่นคือ การรังเกียจความจริง ก่อนหน้านี้พวกเราได้สามัคคีธรรมถึงรายละเอียดของการรังเกียจความจริงนี้มาไม่น้อย แต่ในที่นี้ โดยหลักแล้วพวกเราจะระบุลักษณะของศัตรูของพระคริสต์โดยการชำแหละแก่นนิสัยที่รังเกียจความจริงของพวกเขา ลักษณะอุปนิสัยหลักของวิธีที่ศัตรูของพระคริสต์เข้าหาความจริงคือความรังเกียจ มากกว่าที่จะเป็นเพียงการไม่สนใจ การไม่สนใจเป็นเพียงท่าทีต่อความจริงที่ค่อนข้างเบา ไม่ได้ลุกลามไปถึงขั้นของความเป็นปฏิปักษ์ การกล่าวโทษ หรือการต่อต้าน สิ่งนี้เป็นเพียงการไร้ซึ่งความสนใจในความจริง การไม่ต้องการใส่ใจความจริง และกล่าวว่า “สิ่งที่เป็นบวกอะไรกัน ความจริงอะไรกัน? ต่อให้ฉันได้รับสิ่งเหล่านี้แล้วยังไง? ความจริงเหล่านี้จะทำให้ชีวิตของฉันดีขึ้นหรือเพิ่มพูนความสามารถของฉันหรือ?” พวกเขาไม่สนใจสิ่งเหล่านี้ ดังนั้นพวกเขาจึงไม่แยแส แต่นี่ก็ยังไม่ถึงขั้นของความรังเกียจ ความรังเกียจบ่งบอกถึงท่าทีบางอย่าง ท่าทีประเภทใดหรือ? ทันทีที่พวกเขาได้ยินเกี่ยวกับสิ่งใดก็ตามที่เป็นบวก และสิ่งใดก็ตามที่เกี่ยวข้องกับความจริง พวกเขาจะรู้สึกเกลียดชัง รังเกียจ รู้สึกคัดค้าน และไม่เต็มใจที่จะฟัง พวกเขาอาจจะถึงกับพยายามหาหลักฐานมากล่าวโทษและดูถูกเหยียดหยามความจริง นี่คือแก่นนิสัยของการรังเกียจความจริงของพวกเขา
ศัตรูของพระคริสต์สามารถอ่านพระวจนะของพระเจ้า ฟังสิ่งที่พระเจ้าตรัส และมีประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้าได้เช่นเดียวกับคนอื่นๆ โดยผิวเผินแล้ว ดูเหมือนว่าพวกเขายังสามารถเข้าใจความหมายตามตัวอักษรของพระวจนะของพระเจ้า รู้ว่าพระเจ้าตรัสสิ่งใด และรู้ว่าพระวจนะเหล่านี้ทำให้ผู้คนสามารถเดินบนเส้นทางที่ถูกต้องและเป็นคนดีได้ อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้ยังคงเป็นเพียงทฤษฎีสำหรับพวกเขาเท่านั้น การที่สิ่งเหล่านั้นยังคงเป็นทฤษฎีหมายความว่าอย่างไร? การนี้คล้ายกับที่บางคนอาจจะเชื่อว่าทฤษฎีบางอย่างในหนังสือเป็นสิ่งที่ดี แต่เมื่อพวกเขาเปรียบเทียบกับชีวิตจริง และนึกถึงกระแสชั่ว ความเสื่อมทรามของมนุษย์ และความต้องการต่างๆ นานาของมวลมนุษย์ พวกเขากลับพบว่าทฤษฎีนั้นไม่สัมพันธ์กับชีวิตจริงและไม่เชื่อมโยงกับชีวิตจริง และพวกเขาก็ตระหนักว่าทฤษฎีนั้นไม่สามารถช่วยให้ผู้คนปรับตัวหรือเดินตามกระแสชั่วเหล่านี้และสังคมชั่วนี้ได้ ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงรู้สึกว่าทฤษฎีนี้เป็นสิ่งที่ดี แต่มันเป็นเพียงสิ่งที่มีไว้พูดถึง ไว้ตอบสนองความปรารถนาและความเพ้อฝันที่มวลมนุษย์มีต่อสิ่งสวยงามเท่านั้น ตัวอย่างเช่น หากใครบางคนชอบสถานะและปรารถนาที่จะเป็นผู้มีตำแหน่ง ได้รับการยกย่องและบูชาในหมู่ผู้คน พวกเขาต้องพึ่งพาวิธีการที่ผิดปกติ เช่น การโกหก การโอ้อวดตนเอง และการเหยียบย่ำผู้อื่น และอื่นๆ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้ อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้นี่เองคือสิ่งที่ความจริงกล่าวโทษ ความจริงกล่าวโทษและปฏิเสธความอยากและความทะเยอทะยานเหล่านี้ของมนุษย์ ในชีวิตจริง ผู้คนคิดว่าการทำให้ตนเองโดดเด่นเป็นสิ่งที่ทำได้ตามทำนองคลอง แต่ความต้องการดังกล่าวกลับถูกพระเจ้าและความจริงกล่าวโทษ ดังนั้น ความต้องการเหล่านี้จึงไม่ได้รับการยอมรับในพระนิเวศของพระเจ้า ไม่มีที่ทางให้สิ่งเหล่านี้ได้แสดงบทบาท และไม่มีพื้นที่ให้สิ่งเหล่านี้กลายเป็นจริง แต่ศัตรูของพระคริสต์จะยอมล้มเลิกในสิ่งเหล่านี้หรือไม่? (พวกเขาจะไม่ยอมล้มเลิก) ถูกต้อง พวกเขาจะไม่ยอมล้มเลิกในสิ่งเหล่านี้ ทันทีที่ศัตรูของพระคริสต์เห็นเช่นนี้ พวกเขาก็คิดว่า “ตอนนี้ฉันเข้าใจแล้ว ความจริงกำหนดให้ผู้คนไม่เห็นแก่ตัว อุทิศตน มีความผ่อนปรนและใจกว้าง ละทิ้งการยึดถือในตัวตนของตนและมีชีวิตอยู่เพื่อผู้อื่น นี่คือความจริง” เมื่อพวกเขานิยามความจริงในหนทางนี้ พวกเขาจะเริ่มสนใจหรือรังเกียจความจริง? พวกเขาจะเริ่มรังเกียจความจริง อีกทั้งรังเกียจพระเจ้า โดยกล่าวว่า “พระเจ้ามักจะตรัสความจริงเสมอ พระองค์ทรงเปิดโปงสิ่งที่ไม่บริสุทธิ์อย่างความอยากได้อยากมีและความทะเยอทะยานของมนุษย์อยู่เสมอ และพระองค์ก็มักจะทรงเปิดโปงสิ่งที่อยู่ในเบื้องลึกของดวงจิตมนุษย์อยู่เสมอ ดูเหมือนว่าพระเจ้าทรงสามัคคีธรรมความจริงโดยมีเป้าหมายเพื่อเอาการไล่ตามไขว่คว้าสถานะ ความอยาก และความทะเยอทะยานไปจากผู้คน ในตอนแรก ฉันคิดว่าพระเจ้าทรงสนองความอยากของผู้คน เติมเต็มความหวังและความฝันของพวกเขา และมอบสิ่งที่ผู้คนต้องการให้แก่พวกเขาได้ ฉันไม่คิดเลยว่าพระเจ้าจะทรงเป็นพระเจ้าแบบนี้ พระองค์ดูไม่ได้ยิ่งใหญ่ขนาดนั้น ฉันเต็มไปด้วยความทะเยอทะยานและความอยาก แล้วพระเจ้าจะทรงโปรดอย่างฉันได้หรือ? เมื่อตัดสินจากสิ่งที่พระเจ้าตรัสมาเสมอ และพิจารณาความหมายแฝงที่อยู่ในพระวจนะของพระองค์ ดูเหมือนว่าพระเจ้าจะไม่ทรงโปรดคนอย่างฉัน และพระองค์ก็ไม่ทรงเข้ากันได้กับคนอย่างฉันเช่นกัน ดูเหมือนว่าฉันจะไม่สามารถเข้ากันได้กับพระเจ้าที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงลักษณะนี้ พระวจนะที่พระองค์ตรัส พระราชกิจที่ทรงทำ หลักธรรมสำหรับการกระทำของพระองค์ รวมถึงอุปนิสัยของพระองค์—ทำไมฉันถึงรู้สึกว่าสิ่งเหล่านั้นช่างไม่ถูกใจเอาเสียเลย? พระเจ้าทรงขอให้ผู้คนเป็นคนที่ซื่อสัตย์ มีมโนธรรม แสวงหา เชื่อฟัง และยำเกรงพระเจ้าเมื่อมีเรื่องราวเกิดขึ้นกับพวกเขา และให้ปล่อยมือจากความทะเยอทะยานและความอยากของตน—สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ฉันไม่สามารถทำได้! สิ่งที่พระเจ้าทรงเรียกร้องไม่เพียงแต่เข้ากันไม่ได้กับมโนคติอันหลงผิดของมนุษย์เท่านั้น แต่ยังเป็นสิ่งที่ไม่เอาใจใส่ความรู้สึกของมนุษย์อีกด้วย ฉันจะเชื่อในพระองค์ได้อย่างไร?” หลังจากไตร่ตรองเรื่องต่างๆ ในใจเช่นนี้แล้ว พวกเขาจะเกิดความรู้สึกที่ดีต่อพระเจ้าหรือเหินห่างจากพระองค์? (พวกเขาเหินห่าง) หลังจากมีประสบการณ์มาระยะหนึ่ง ศัตรูของพระคริสต์รู้สึกมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าคนที่มีความทะเยอทะยานและความอยาก อีกทั้งเต็มไปด้วยความมุ่งมาดปรารถนาอย่างพวกเขาจะไม่ได้รับการต้อนรับในพระนิเวศของพระเจ้า รู้สึกว่าที่แห่งนี้ไม่มีที่ทางให้พวกเขาได้ใช้ทักษะของตน และพวกเขาไม่สามารถปลดปล่อยความมุ่งมาดปรารถนาของตนได้อย่างเต็มที่ที่นี่ พวกเขาคิดว่า “ในพระนิเวศของพระเจ้า ฉันไม่สามารถเผยความสามารถพิเศษอันยอดเยี่ยมของฉันได้ ฉันจะไม่มีวันมีโอกาสได้เป็นเลิศ พวกเขาบอกว่าฉันไร้ซึ่งความเข้าใจฝ่ายวิญญาณ ว่าฉันไม่เข้าใจความจริง และฉันมีอุปนิสัยศัตรูของพระคริสต์ ไม่เพียงแต่ฉันไม่ไม่ได้เลื่อนตำแหน่งหรือถูกวางให้อยู่ในตำแหน่งที่สำคัญเท่านั้น แต่ฉันยังถูกกล่าวโทษอีกด้วย การสถาปนาอาณาจักรอิสระของฉันเองมันผิดตรงไหน? การที่ฉันทรมานผู้อื่นมันผิดตรงไหน? ในเมื่อฉันมีอำนาจ ฉันก็ควรจะกระทำการเช่นนี้! หากมีอำนาจ ใครบ้างที่จะไม่กระทำการเช่นนี้? แล้วการที่ฉันเล่นตุกติกและโกงการเลือกตั้งมันผิดตรงไหน? ผู้ไม่มีความเชื่อทุกคนก็ทำแบบเดียวกันไม่ใช่หรือ? ทำไมในพระนิเวศของพระเจ้าถึงทำเช่นนี้ไม่ได้? พวกเขาถึงกับบอกว่านี่เป็นเรื่องไร้ยางอาย นี่จะถือว่าเป็นเรื่องที่ไร้ยางอายได้อย่างไร? มนุษย์ดิ้นรนขึ้นสู่ที่สูง น้ำไหลลงสู่ที่ต่ำ นี่เป็นเรื่องที่เหมาะสมแล้ว! พระนิเวศของพระเจ้าไม่สนุกเลย แต่ผู้คนในโลกนี้ค่อนข้างโหดร้าย และไม่ได้เข้ากันได้ง่ายๆ เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว ผู้คนในพระนิเวศของพระเจ้าประพฤติตัวดีกว่าเล็กน้อย หากไม่มีพระเจ้า การอยู่ที่นี่ไปเรื่อยๆ คงจะยอดเยี่ยม หากไม่มีพระเจ้าและไม่มีความจริงมาปกครองผู้คน ฉันก็จะได้เป็นลูกพี่ในพระนิเวศของพระเจ้า เป็นเจ้านาย และเป็นกษัตริย์” ขณะที่พวกเขาทำหน้าที่ของตนในพระนิเวศของพระเจ้า พวกเขาก็มีประสบการณ์กับสิ่งต่างๆ อยู่ตลอดเวลา พวกเขาถูกตัดแต่งอย่างต่อเนื่อง และพวกเขาเปลี่ยนไปทำหน้าที่ต่างๆ ที่แตกต่างกัน และในที่สุดพวกเขาก็ตระหนักถึงบางสิ่ง โดยกล่าวว่า “ในพระนิเวศของพระเจ้า สิ่งใดก็ตามที่เกิดขึ้นล้วนถูกประเมินและแก้ไขโดยใช้ความจริง ความจริงเป็นสิ่งที่ถูกเน้นย้ำอยู่เสมอ และพระเจ้าก็ตรัสถึงความจริงอยู่เสมอ ฉันไม่สามารถแสดงความมุ่งมาดปรารถนาของฉันได้อย่างเต็มที่ที่นี่!” เมื่อประสบการณ์ของพวกเขามาถึงจุดนี้ พวกเขาก็กลายเป็นรังเกียจความจริง รังเกียจการที่ความจริงครองอำนาจ รังเกียจที่ทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงทำเป็นความจริง และรังเกียจการแสวงหาความจริงมากขึ้นเรื่อยๆ พวกเขารู้สึกรังเกียจสิ่งเหล่านี้ถึงระดับใดหรือ? พวกเขาไม่อยากรับรู้หรือยอมรับคำสอนของความจริงที่พวกเขายอมรับในแรกเริ่มเลยแม้แต่น้อย และในหัวใจของพวกเขาก็รู้สึกรังเกียจอย่างยิ่งยวด ดังนั้น ทันทีที่ถึงเวลาชุมนุม พวกเขาก็จะเริ่มง่วงซึมและกระวนกระวาย เหตุใดพวกเขาจึงกระวนกระวาย? พวกเขาคิดว่า “การชุมนุมเหล่านี้ดำเนินไปครั้งละสามหรือสี่ชั่วโมง—เมื่อไรจะจบเสียที? ฉันไม่อยากฟังอีกต่อไปแล้ว!” มีหนึ่งวลีที่อธิบายอารมณ์ของพวกเขาได้ นั่นคือ “เหมือนนั่งอยู่บนหนาม” พวกเขาตระหนักว่า ตราบใดที่ความปกครองในพระนิเวศของพระเจ้า พวกเขาจะไม่มีวันมีโอกาสได้เป็นเลิศ แต่จะถูกตีกรอบ ถูกกล่าวโทษ และถูกทุกคนปฏิเสธอยู่เสมอ และไม่ว่าพวกเขาจะมีความสามารถเพียงใด พวกเขาก็จะไม่ได้รับบทบาทที่สำคัญ ด้วยเหตุนี้ ความเกลียดชังที่พวกเขามีต่อความจริงและพระเจ้าจึงทวีความรุนแรงขึ้น บางคนอาจจะถามว่า “เหตุใดพวกเขาจึงไม่รู้สึกเกลียดชังตั้งแต่แรก?” แท้จริงแล้ว พวกเขารู้สึกเกลียดชังตั้งแต่แรก แต่ในเวลานั้น ทุกสิ่งในพระนิเวศของพระเจ้าเป็นเรื่องแปลกใหม่สำหรับพวกเขา พวกเขาไม่มีแนวคิดเกี่ยวกับสิ่งนั้น แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าพวกเขาไม่รู้สึกเกลียดชังหรือรังเกียจ ในความเป็นจริง ภายในแก่นแท้ธรรมชาติของพวกเขานั้นรู้สึกรังเกียจความจริง เพียงแต่พวกเขาเองยังไม่ตระหนักถึง แก่นแท้ธรรมชาติของคนเหล่านี้รังเกียจความจริงอย่างไม่ต้องสงสัย เหตุใดเราจึงกล่าวเช่นนี้? พวกเขารักความอยุติธรรม ความเลวร้าย อำนาจ กระแสชั่ว การกุมอำนาจ การควบคุมผู้คน และทุกสิ่งที่เป็นลบเช่นนี้โดยเนื้อแท้ เมื่อตัดสินจากสิ่งเหล่านี้ที่ศัตรูของพระคริสต์รัก พวกเขาย่อมรู้สึกรังเกียจความจริงอย่างไม่ต้องสงสัย ยิ่งไปกว่านั้น ในแง่ของการไล่ตามไขว่คว้าของพวกเขา พวกเขาไล่ตามไขว่คว้าสถานะ การทำให้ตนเองโดดเด่น การเป็นผู้ที่เปี่ยมรัศมี การเป็นผู้นำในหมู่ผู้คน การดูน่าเกรงขามและมีอำนาจ การมีเกียรติและมีพลังไม่ว่าพวกเขาจะพูดและกระทำการที่ใด ตลอดจนมีความสามารถในการควบคุมผู้คน—พวกเขาไล่ตามไขว่คว้าสิ่งเหล่านี้ นี่ก็เป็นการสำแดงของการรู้สึกรังเกียจความจริงเช่นกัน เมื่อตัดสินเพิ่มเติมจากท่าทีที่พวกเขามีต่อความจริง ไม่ว่าบุคคลเหล่านี้จะได้ยินความจริงมากเพียงใด การนั้นก็ไร้ประโยชน์ บางคนอาจจะถามว่า “นี่เป็นเพราะพวกเขามีความจำที่ไม่ดีหรือ?” ไม่ ไม่ใช่ ศัตรูของพระคริสต์บางคนมีความจำดีเยี่ยม พวกเขาพูดจาฉะฉานเป็นพิเศษ และพวกเขาสามารถนำสิ่งที่เรียนรู้ไปประยุกต์ใช้และอวดตนได้ในทันที ดังนั้น บรรดาผู้ที่ไร้ซึ่งวิจารณญาณจึงคิดว่าบุคคลเหล่านี้มีขีดความสามารถที่ดีและมีพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระราชกิจอยู่ในตัวพวกเขา อย่างไรก็ตาม คนที่แยกแยะได้ย่อมตระหนักได้ในทันทีว่าสิ่งที่พวกเขาพูดล้วนเป็นคำสอนและคำพูดที่ว่างเปล่า ไร้ซึ่งความเป็นจริงความจริงใดๆ และมีเจตนาที่จะชักพาผู้คนให้หลงผิด ศัตรูของพระคริสต์คือคนเช่นนี้ พวกเขาชอบเทศนาคำเทศนาที่สูงส่งเป็นพิเศษ พูดคุยเรื่องทฤษฎีฝ่ายวิญญาณอย่างว่างเปล่า และพรั่งพรูคำพูดออกมามากมาย ซึ่งเมื่อเริ่มต้นแล้ว ก็จะออกนอกเรื่องและยืดยาว ผู้คนมากมายไม่สามารถเข้าใจพวกเขาได้ และศัตรูของพระคริสต์ก็กล่าวว่า “นี่คือภาษาของสวรรค์ชั้นที่สาม พวกคุณจะเข้าใจได้อย่างไร?” การสำแดงหลักของศัตรูของพระคริสต์ที่รังเกียจความจริงนั้นเห็นได้จากท่าทีที่พวกเขามีต่อความจริง และแน่นอนว่าสิ่งนี้ยังสำแดงออกมาในชีวิตประจำวันและกิจกรรมตามปกติของพวกเขาด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวิธีที่พวกเขาทำหน้าที่ของตน พวกเขาแสดงการสำแดงออกมาหลากหลายประการ ประการแรก พวกเขาไม่เคยแสวงหาความจริง แม้ว่าพวกเขาจะรู้อย่างชัดเจนว่าตนควรทำก็ตาม ประการที่สอง พวกเขาไม่เคยปฏิบัติความจริง ในเมื่อพวกเขาไม่แสวงหาความจริง พวกเขาจะปฏิบัติความจริงได้อย่างไร? ความเข้าใจเกิดขึ้นได้ผ่านการแสวงหาเท่านั้น และมีเพียงความเข้าใจเท่านั้นที่สามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้ พวกเขาไม่แสวงหา และพวกเขาก็ไม่ได้นำหลักธรรมความจริงมาใส่ใจเลย พวกเขาถึงกับดูหมิ่น รู้สึกรังเกียจ และมองความจริงเหล่านั้นด้วยความเป็นปฏิปักษ์ ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงไม่เคยพูดถึงการปฏิบัติความจริงเสียด้วยซ้ำ และต่อให้บางครั้งพวกเขาจะเข้าใจความจริง พวกเขาก็ปฏิบัติความจริงนั้น ตัวอย่างเช่น ในยามที่ผู้อื่นเสนอแนวทางปฏิบัติที่ดีเกี่ยวกับเรื่องบางเรื่อง พวกเขาก็อาจจะโต้กลับว่า “แนวทางนั้นดีตรงไหน? หากฉันทำอย่างนั้น แนวคิดของฉันเองก็จะเสียเปล่าไม่ใช่หรือ?” บางคนอาจจะกล่าวว่า “พระนิเวศของพระเจ้าจะทนทุกข์กับความสูญเสียหากพวกเราทำสิ่งต่างๆ ตามวิธีของคุณ พวกเราต้องกระทำการตามหลักธรรม” พวกเขาตอบว่า “หลักธรรมอะไรกัน! วิธีของฉันคือหลักธรรม สิ่งใดก็ตามที่ฉันคิดคือหลักธรรม!” นี่คือการไม่ปฏิบัติความจริงมิใช่หรือ? (ใช่) การสำแดงหลักอีกประการหนึ่งของพวกเขาคือพวกเขาไม่เคยอ่านพระวจนะของพระเจ้าหรือกระทำการอุทิศตนฝ่ายวิญญาณ คนบางคนเมื่อยุ่งอยู่กับงานและหาเวลาอ่านพระวจนะของพระเจ้าไม่ได้ พวกเขาจะใคร่ครวญเงียบๆ หรือร้องบทเพลงนมัสการสองสามเพลง และหากผ่านไปหลายวันแล้วพวกเขายังไม่ได้อ่านพระวจนะของพระเจ้า พวกเขาก็จะรู้สึกถึงความว่างเปล่า ท่ามกลางความยุ่งวุ่นวายของพวกเขานั้น พวกเขาจะปลีกเวลามาอ่านสักบทตอนหนึ่งและเติมเต็มตนเอง โดยไตร่ตรองจนกว่าพวกเขาจะสามารถสัมผัสถึงการสถิตของพระเจ้าได้ และหัวใจของพวกเขาก็จะเริ่มมั่นคง ผู้คนเช่นนี้อยู่ไม่ไกลจากพระเจ้ามากนัก ในทางกลับกัน หากในหนึ่งวันศัตรูของพระคริสต์ไม่ได้อ่านพระวจนะของพระเจ้า พวกเขาก็ไม่ได้รู้สึกเป็นทุกข์ ต่อให้พวกเขาจะไม่อ่านพระวจนะของพระเจ้าเป็นเวลาสิบวัน พวกเขาก็ไม่รู้สึกอะไรเลย หากไม่ได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าเป็นเวลาหนึ่งปี พวกเขาก็ยังคงใช้ชีวิตได้ค่อนข้างดี และพวกเขาอาจถึงกับใช้ชีวิตไปเป็นเวลาสามปีโดยไม่อ่านพระวจนะของพระเจ้า และไม่รู้สึกอะไรเลย—พวกเขาไม่รู้สึกหวาดกลัวหรือว่างเปล่าในหัวใจ และพวกเขายังคงใช้ชีวิตอย่างสุขสบายต่อไป พวกเขาต้องรู้สึกรังเกียจพระวจนะของพระเจ้าอย่างรุนแรงเป็นแน่! คนเราสามารถใช้ชีวิตหนึ่งวันโดยไม่ได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าเนื่องจากความยุ่ง หรืออาจจะสิบวันด้วยเหตุผลเดียวกัน อย่างไรก็ตาม หากใครบางคนสามารถใช้ชีวิตหนึ่งเดือนเต็มโดยไม่ได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าและยังคงไม่รู้สึกอะไรเลย เช่นนั้นก็ย่อมมีปัญหาเสียแล้ว หากคนคนหนึ่งใช้ชีวิตผ่านไปหนึ่งปีโดยที่ไม่ได้อ่านพระวจนะของพระเจ้า เขาไม่ได้เพียงไร้ซึ่งความโหยหาต่อพระวจนะของพระเจ้า—พวกเขามีความรังเกียจความจริง
การสำแดงอีกประการหนึ่งของศัตรูของพระคริสต์ที่รังเกียจความจริงคือการที่พวกเขาดูหมิ่นพระคริสต์ ก่อนหน้านี้พวกเราได้สามัคคีธรรมเรื่องที่พวกเขาดูหมิ่นพระคริสต์ไปแล้ว แล้วพระคริสต์ทรงทำสิ่งใดให้พวกเขาดูหมิ่นพระองค์? พระองค์ทรงทำร้ายหรือเป็นอันตรายต่อพวกเขา หรือทรงทำสิ่งใดที่ขัดต่อความปรารถนาของพวกเขาหรือไม่? พระองค์ทรงสร้างความเสียหายต่อผลประโยชน์ใดๆ ของพวกเขาหรือไม่? ไม่ พระคริสต์ไม่ได้ทรงมีความแค้นส่วนตัวใดๆ กับพวกเขา และพวกเขาก็ไม่เคยพบพระองค์ด้วยซ้ำ เช่นนั้นแล้ว พวกเขาดูหมิ่นพระองค์ได้อย่างไร? สาเหตุต้นตออยู่ที่แก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์ที่รู้สึกรังเกียจความจริง การสำแดงอีกประการหนึ่งของศัตรูของพระคริสต์ที่รู้สึกรังเกียจความจริงคือการที่พวกเขาดูหมิ่นความเป็นจริงของทุกสิ่งที่เป็นบวก ความเป็นจริงของทุกสิ่งที่เป็นบวกครอบคลุมถึงสิ่งต่างๆ มากมาย เช่น สรรพสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้างและกฎของสิ่งเหล่านั้น สิ่งมีชีวิตต่างๆ และกฎที่ควบคุมชีวิตของสิ่งเหล่านั้น และโดยหลักก็คือ กฎนานาประการที่ควบคุมชีวิตของสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ที่เรียกว่ามนุษย์ ตัวอย่างเช่น เรื่องของการเกิด ความแก่ ความเจ็บป่วย และความตายที่ใกล้เคียงกับชีวิตมนุษย์มากที่สุด—ขาของคนปกติจะอ่อนแรงลงเมื่อพวกเขาอายุมากขึ้น สุขภาพของพวกเขาถดถอย สายตาของพวกเขาฝ้าฟาง พวกเขาเริ่มหูตึง ฟันของพวกเขาโยกคลอน และพวกเขาคิดว่าตนต้องทำใจยอมรับความชรา พระเจ้าทรงมีอธิปไตยเหนือทั้งหมดนี้ และไม่มีใครสามารถฝืนกฎธรรมชาตินี้ได้—คนปกติสามารถรับรู้และยอมรับทั้งหมดนี้ได้ อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าคนเราจะมีชีวิตอยู่ยาวนานเพียงใดหรือมีสภาพร่างกายเป็นเช่นไร บางสิ่งก็ไม่เปลี่ยนแปลง เช่น วิธีที่พวกเขาควรทำหน้าที่ของตน ตำแหน่งที่พวกเขาควรยืน และท่าทีที่พวกเขาควรมีต่อการทำหน้าที่ของตน ในทางกลับกัน ศัตรูของพระคริสต์ปฏิเสธที่จะยอมจำนน พวกเขากล่าวว่า “ฉันเป็นใคร? ฉันจะแก่ไม่ได้ ฉันต้องแตกต่างจากคนธรรมดาตลอดเวลา ฉันดูแก่ในสายตาคุณหรือ? มีบางสิ่งที่พวกคุณไม่สามารถทำได้ในวัยนี้ แต่ฉันทำได้ ขาของพวกคุณอาจจะอ่อนแรงลงในวัยห้าสิบ แต่ขาของฉันยังคงคล่องแคล่ว ฉันถึงกับฝึกกระโดดจากหลังคาหนึ่งไปอีกหลังคาหนึ่งด้วยซ้ำ!” พวกเขามักต้องการท้าทายกฎปกติเหล่านี้ที่พระเจ้าทรงลิขิตไว้ พวกเขาพยายามทำลายกฎเหล่านั้นและแสดงให้ผู้อื่นเห็นว่าพวกเขาแตกต่าง พิเศษ และเหนือกว่าคนธรรมดาทั่วไปอยู่ตลอดเวลา เหตุใดพวกเขาจึงทำเช่นนี้? พวกเขาต้องการท้าทายพระวจนะของพระเจ้าและปฏิเสธเรื่องที่ว่าพระวจนะของพระองค์คือความจริง นี่คือการสำแดงแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์ที่รู้สึกรังเกียจความจริงมิใช่หรือ? (ใช่) มีอีกแง่มุมหนึ่ง นั่นคือศัตรูของพระคริสต์บูชากระแสชั่วและอิทธิพลมืด สิ่งนี้ยืนยันขึ้นไปอีกว่าพวกเขาคือศัตรูของความจริง ศัตรูของพระคริสต์เทิดทูนและบูชาระบอบการปกครองของซาตาน ตลอดจนความสามารถ ทักษะ และการกระทำทั้งหลายของวิญญาณชั่วที่ถูกพูดถึงในตำนาน รวมถึงกระแสชั่วและอิทธิพลมืดอย่างลึกซึ้ง ความเชื่อที่พวกเขามีต่อสิ่งเหล่านี้นั้นมั่นคงไม่หวั่นไหว และพวกเขาไม่เคยสงสัยในสิ่งเหล่านี้เลย หัวใจของพวกเขาไม่เพียงไร้ซึ่งความรังเกียจเท่านั้น แต่ยังเต็มไปด้วยความเคารพ ความเทิดทูน และความอิจฉาต่อสิ่งเหล่านี้อีกด้วย แม้แต่ในส่วนลึกของหัวใจ พวกเขาก็ติดตามสิ่งเหล่านี้อย่างใกล้ชิด ศัตรูของพระคริสต์มีท่าทีเช่นนี้อยู่ลึกๆ ในหัวใจเกี่ยวกับสิ่งที่ชั่วและมืดมิดเหล่านี้—นี่หมายความว่าพวกเขารังเกียจความจริงมิใช่หรือ? ใช่อย่างแน่นอน! คนที่รักสิ่งที่เลวร้ายและมืดมิดเหล่านี้จะรักความจริงได้อย่างไร? คนเหล่านี้คือผู้คนที่อยู่ในกองกำลังชั่วและอยู่ในกลุ่มก๊กของซาตาน แน่นอนว่า พวกเขาเชื่อในสิ่งต่างๆ ของซาตานอย่างแน่วแน่ ขณะเดียวกันหัวใจของพวกเขาก็เต็มไปด้วยความรังเกียจและการดูหมิ่นความจริงและสิ่งที่เป็นบวก พวกเราขอจบการสรุปเรื่องของการรังเกียจความจริงไว้เพียงเท่านี้
ค. โหดร้าย
อีกส่วนหนึ่งของแก่นนิสัยของศัตรูของพระคริสต์คือความโหดร้าย ศัตรูของพระคริสต์สามารถสรุปได้ด้วยหนึ่งวลี นั่นคือ ศัตรูของพระคริสต์คือคนชั่ว เมื่อพวกเขามีสถานะ ก็ย่อมเห็นได้ชัดว่าพวกเขาคือศัตรูของพระคริสต์ เมื่อพวกเขาไม่มีสถานะ เจ้าจะตัดสินได้อย่างไรว่าพวกเขาเป็นศัตรูของพระคริสต์หรือไม่? เจ้าต้องดูที่ความเป็นมนุษย์ของพวกเขา หากความเป็นมนุษย์ของพวกเขามุ่งร้าย ร้ายลึก และเป็นพิษ เช่นนั้นแล้ว พวกเขาก็คือศัตรูของพระคริสต์แบบเต็มร้อย หากใครบางคนไม่เคยมีสถานะ และไม่เคยเป็นผู้นำ ทั้งยังมีความเป็นมนุษย์ที่ไม่ดี เจ้าจะกำหนดได้อย่างไรว่าพวกเขาเป็นศัตรูของพระคริสต์หรือไม่? เจ้าต้องดูว่าความเป็นมนุษย์ของพวกเขาเป็นพิษหรือไม่ และพวกเขาเป็นคนชั่วหรือไม่ หากพวกเขาเป็นคนชั่ว เช่นนั้นแล้ว ต่อให้พวกเขาจะไม่มีสถานะ พวกเขาก็คือศัตรูของพระคริสต์อย่างเต็มร้อย ด้วยเหตุนี้ แก่นนิสัยของศัตรูของพระคริสต์อีกแง่มุมหนึ่งที่พบได้ทั่วไปก็คือความโหดร้าย อุปนิสัยที่โหดร้ายของศัตรูของพระคริสต์เหมือนกับความโหดร้ายของสิงโตหรือเสือที่ล่าเหยื่อหรือไม่? (ไม่) สัตว์กินเนื้อล่าเหยื่อเพราะความหิว นี่เป็นความต้องการของร่างกายและเป็นสัญชาตญาณ แต่เมื่อพวกมันไม่หิว พวกมันก็จะไม่ล่า สิ่งนี้แตกต่างจากความโหดร้ายของศัตรูของพระคริสต์อย่างไร? นี่เป็นกรณีที่ว่าศัตรูของพระคริสต์จะไม่ดุร้ายหากเจ้าไม่ยั่วยุพวกเขา และจะดุร้ายก็ต่อเมื่อถูกยั่วยุเท่านั้นใช่หรือไม่? หรือนี่เป็นกรณีที่ว่าหากเจ้าไม่ฟังพวกเขา พวกเขาก็จะไม่ควบคุม แต่หากเจ้าฟัง พวกเขาก็จะควบคุมเจ้า? หรือนี่เป็นกรณีที่ว่าตราบใดที่เจ้าฟังพวกเขา พวกเขาจะไม่ทรมานเจ้า แต่หากเจ้าไม่ฟัง พวกเขาก็จะทรมานเจ้า? (ไม่ใช่) ความโหดร้ายของศัตรูของพระคริสต์คืออุปนิสัย คือแก่นแท้—นี่คือแก่นแท้ที่แท้จริงของซาตาน สิ่งนี้ไม่ใช่สัญชาตญาณ และไม่ใช่ความต้องการของเนื้อหนัง แต่เป็นการสำแดงและเป็นลักษณะเฉพาะของอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ แล้วการสำแดง การเผย รวมถึงแนวทางของอุปนิสัยที่โหดร้ายของศัตรูของพระคริสต์เป็นอย่างไร? การกระทำใดของพวกเขาที่แสดงให้เห็นว่าพวกเขามีอุปนิสัยที่โหดร้าย ว่าพวกเขามีแก่นแท้ของคนชั่ว? จงแบ่งปันความคิดของพวกเจ้าเถิด (พวกเขาทรมานผู้อื่น) (พวกเขาปราบปรามและกีดกันคนที่แตกต่างจากพวกเขา) (พวกเขาใส่ร้ายป้ายสีและวางกับดักผู้อื่น) (พวกเขาควบคุมและบงการผู้คน) (พวกเขาแบ่งพรรคแบ่งพวกและสร้างความแตกแยก) การแบ่งพรรคแบ่งพวกและการสร้างความแตกแยกนั้นค่อนข้างร้ายลึก สิ่งเหล่านี้คือการสำแดงถึงอุปนิสัยที่เลวร้าย แต่มันยังไม่ถึงขั้นของความโหดร้าย การแพร่กระจายมโนคติอันหลงผิด การสถาปนาอาณาจักรอิสระ—สิ่งเหล่านี้โหดร้ายใช่หรือไม่? (ใช่) การต่อต้านการจัดแจงเตรียมงาน การก่อกวนงานของพระนิเวศของพระเจ้า การยึดครองของถวายของพระเจ้า และการต่อต้านพระเจ้าโดยตรง—สิ่งเหล่านี้โหดร้ายใช่หรือไม่? (ใช่) การยึดครองของถวายไม่ใช่แค่ความโลภ นี่ยังเป็นการสำแดงถึงอุปนิสัยที่โหดร้ายอีกด้วย การที่ศัตรูของพระคริสต์สามารถยึดครองของถวายได้นั้นชี้ให้เห็นถึงอุปนิสัยที่โหดร้ายอย่างยิ่งยวด ซึ่งเทียบเท่ากับพวกโจร จงทวนสิ่งที่พวกเราเพิ่งพูดถึงไปอีกครั้งเถิด (พวกเขาทรมานผู้อื่น ปราบปรามและกีดกันคนที่แตกต่างจากพวกเขา ใส่ร้ายป้ายสีและวางกับดักพวกเขา ควบคุมและบงการผู้คน แพร่กระจายมโนคติอันหลงผิด สถาปนาอาณาจักรอิสระ ต่อต้านการจัดแจงเตรียมงาน โจมตีพระเจ้า และยึดครองของถวาย) ทั้งหมดรวมเป็นเก้าประการ สิ่งเหล่านี้คือการสำแดงถึงอุปนิสัยที่โหดร้ายของศัตรูของพระคริสต์ไม่มากก็น้อย อันที่จริงยังมีการสำแดงที่เจาะจงบางประการ ทว่าแทบจะเหมือนกับหัวข้อเหล่านี้ ดังนั้นเราจะไม่แจกแจงรายการเหล่านี้โดยละเอียด สรุปก็คือ บรรดาผู้ที่ใช้วิธีการและกลยุทธ์เหล่านี้คือคนชั่ว ในแง่หนึ่ง วิธีการของพวกเขานั้นร้ายลึก ตัวอย่างเช่น การใส่ร้ายป้ายสี การวางกับดัก และการแพร่กระจายมโนคติอันหลงผิดนั้นล้วนค่อนข้างร้ายลึก ในอีกแง่หนึ่ง กลยุทธ์ของพวกเขานั้นค่อนข้างเป็นพิษและป่าเถื่อน ซึ่งทำให้พวกเขาเข้าข่ายการมีอุปนิสัยที่โหดร้าย
เมื่อตัดสินจากสามแง่มุมนี้ของแก่นนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ พวกเขาจะสามารถได้รับการช่วยให้รอดได้หรือไม่? (ไม่ได้) พวกเขาเต็มใจที่จะลงแรงทำงานในพระนิเวศของพระเจ้าหรือไม่? (ไม่ พวกเขาไม่เต็มใจ) พวกเขาไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง พวกเขาไม่รักความจริง และหัวใจของพวกเขาก็เต็มไปด้วยความเป็นปฏิปักษ์ต่อพระเจ้าและสิ่งที่เป็นบวก พวกเขาไม่เต็มใจที่จะทำสิ่งพื้นฐานที่สุด—การลงแรงทำงานและการลุล่วงหน้าที่ของตนในพระนิเวศของพระเจ้า—เสียด้วยซ้ำ กล่าวคือ พวกเขาไม่สามารถแม้แต่จะทำสิ่งที่คนเราควรทำตามปกติได้ พวกเขาไม่เพียงแต่ไม่สามารถทำได้เท่านั้น แต่ในทางกลับกัน พวกเขายังก่อกวน ขัดขวาง และทำลายระเบียบตามปกติในการทำหน้าที่ ตลอดจนชีวิตคริสตจักรปกติของพี่น้องชายหญิงอีกด้วย ขณะเดียวกัน พวกเขาก็ก่อกวนงานของพระนิเวศของพระเจ้า การเข้าสู่ชีวิตตามปกติของผู้คน และพระราชกิจตามปกติของพระเจ้าในผู้คน ไม่เพียงเท่านั้น พวกเขายังต้องการปกครองและกุมอำนาจในพระนิเวศของพระเจ้า พวกเขาปรารถนาที่จะชักพาผู้คนให้หลงผิด ดึงไปเป็นพวก และควบคุมผู้คน เพื่อสถาปนาอาณาจักรอิสระและตั้งพวกพ้องของตนเองในพระนิเวศของพระเจ้า และเปลี่ยนบรรดาผู้ที่ติดตามพระเจ้าให้กลายเป็นผู้ติดตามของตนเองโดยสมบูรณ์ เพื่อที่พวกเขาจะได้สัมฤทธิ์ความทะเยอทะยานและความอยากในการกุมอำนาจและอิทธิพลของตน ในการควบคุมประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร และในการตั้งตนเป็นปรปักษ์กับพระเจ้า แล้วการใช้ศัตรูของพระคริสต์ในพระนิเวศของพระเจ้ามีประโยชน์อันใดหรือไม่? พวกเขาสามารถมีบทบาทที่ดีในพระนิเวศของพระเจ้าได้บ้างหรือไม่? (ไม่ได้) เมื่อตัดสินจากความเป็นมนุษย์ของพวกเขาไปจนถึงการไล่ตามไขว่คว้าของพวกเขา จากความทะเยอทะยานและความอยากของพวกเขาไปจนถึงเส้นทางที่พวกเขาเดิน รวมถึงท่าทีที่พวกเขามีต่อความจริงและพระเจ้า ในพระนิเวศของพระเจ้า ผู้คนเช่นนี้สามารถมีบทบาทได้เพียงการก่อกวน การขัดขวาง และการทำลายพระราชกิจของพระเจ้าเท่านั้น พวกเขาไม่สามารถมีบทบาทที่เป็นบวกได้แม้แต่น้อย เพราะพวกเขาไม่เคยไล่ตามเสาะหาความจริง และในแก่นแท้ธรรมชาติของพวกเขานั้น พวกเขารังเกียจความจริง และเต็มไปด้วยความเป็นปฏิปักษ์ต่อความจริงและพระเจ้า นี่คือแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์
บัดนี้ พวกเราได้สามัคคีธรรมถึงการสำแดงนานาประการของศัตรูของพระคริสต์เสร็จสิ้นโดยสมบูรณ์แล้ว ผ่านสิ่งที่พวกเราได้สามัคคีธรรมกันในวันนี้ ตอนนี้พวกเจ้าสามารถแยกแยะศัตรูของพระคริสต์ได้แล้วใช่หรือไม่? สรุปด้วยวลีที่เรียบง่ายที่สุดก็คือ คนชั่วคือศัตรูของพระคริสต์ และศัตรูของพระคริสต์ล้วนเป็นคนชั่ว เมื่อกล่าวเช่นนี้ พวกเจ้าย่อมเข้าใจสิ่งต่างๆ ชัดเจนขึ้นมากมิใช่หรือ? บัดนี้ สิ่งเหล่านี้เข้าใจง่ายขึ้นมิใช่หรือ? ตลอดสองปีที่ผ่านมา พวกเราได้ชำแหละแก่นแท้ธรรมชาติของศัตรูของพระคริสต์อย่างต่อเนื่อง และพวกเจ้าก็ก้าวผ่านการถลุงมากมาย โดยกังวลว่าพวกเจ้าอาจจะเป็นศัตรูของพระคริสต์ ขณะนี้ ในที่สุดผลลัพธ์ก็ออกมาแล้ว นี่เป็นกระบวนการที่ท้าทายอย่างมาก แต่ผลลัพธ์สุดท้ายนั้นดี กล่าวคือ พวกเจ้ามีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ แต่พวกเจ้าไม่ใช่ศัตรูของพระคริสต์ พวกเจ้ามาเข้าใจสิ่งนี้ได้อย่างไร? คำสามัคคีธรรมของเราประโยคใดที่ทำให้พวกเจ้าตระหนักถึงสิ่งนี้? (ครั้งที่แล้ว ผ่านการสามัคคีธรรมของพระเจ้าถึงความแตกต่างระหว่างลักษณะนิสัยและแก่นนิสัยของศัตรูของพระคริสต์กับของคนอื่นๆ พวกเราก็เริ่มเข้าใจขึ้นมาเล็กน้อย หลังจากทำชั่ว คนที่มีมโนธรรมและสำนึกย่อมสามารถกลับใจและเปลี่ยนแปลงได้ ในขณะที่คนที่มีแก่นนิสัยของศัตรูของพระคริสต์นั้นดึงดันที่จะไม่กลับใจ และไม่ว่าจะทำชั่วมากเพียงใด พวกเขาก็ไม่รู้สึกอะไรเลย) ผู้คนมีการเผยอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์อยู่บ้าง แต่สิ่งเหล่านี้เป็นไปโดยไม่รู้ตัวและไม่ได้มาจากเจตจำนงริเริ่มของพวกเขา เมื่อพบการเผยเหล่านี้ ผู้คนก็รู้สึกไม่สบายใจ เจ็บปวด สำนึกผิด และรู้สึกติดค้าง จากนั้น พวกเขาก็สามารถเปลี่ยนแนวทางของตนกลับมาได้ทีละน้อย เมื่อผู้คนเข้าใจประเด็นนี้ พวกเขาก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาก และพบว่าพวกเขายังมีโอกาสได้รับการช่วยให้รอด อีกทั้งพวกเขาไม่ใช่ศัตรูของพระคริสต์ ถึงแม้ว่าพวกเขาจะมีความเกี่ยวข้องกับอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์อยู่บ้าง แต่โชคดีที่พวกเขาไม่มีความเกี่ยวข้องกับแก่นนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ ตราบใดที่เจ้าไม่ใช่คนชั่ว เจ้าก็ไม่ใช่ศัตรูของพระคริสต์ แต่นั่นหมายความว่าเจ้าไม่มีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ใช่หรือไม่? (ไม่ใช่) บัดนี้ เมื่อเรากล่าวว่าทุกคนต่างมีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ พวกเจ้ารู้สึกคัดค้านอยู่ในใจหรือไม่? (ข้าพระองค์ไม่รู้สึกคัดค้าน) เจ้าไม่รู้สึกคัดค้าน บัดนี้เจ้าสามารถยอมรับข้อเท็จจริงนี้ได้แล้ว จงสรุปการสำแดงถึงแก่นนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ให้ฟังทีเถิด (ศัตรูของพระคริสต์รังเกียจความจริง พวกเขาเกลียดความจริง และจะไม่มีวันยอมรับความจริง) สิ่งนี้เข้าถึงแก่นแท้ ศัตรูของพระคริสต์จะไม่มีวันยอมรับความจริง พวกเขารู้สึกรังเกียจและเป็นปฏิปักษ์ต่อความจริง บางคนไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง แต่พวกเขาก็ไม่ได้เป็นปฏิปักษ์ต่อความจริง และพวกเขายังคิดด้วยว่าทุกสิ่งที่พระเจ้าตรัสนั้นถูกต้องและดีงาม และพวกเขาก็เลื่อมใสและต้องการไล่ตามเสาะหาความจริง แต่พวกเขามีขีดความสามารถที่ย่ำแย่และขาดเส้นทาง คนอื่นๆ ไม่สนใจความจริง แต่พวกเขาก็ไม่ได้เป็นปฏิปักษ์ต่อความจริงเช่นกัน พวกเขาเป็นประเภทที่ไม่รู้ร้อนรู้หนาว อย่างไรก็ตาม ศัตรูของพระคริสต์นั้นแตกต่างออกไป พวกเขารู้สึกรังเกียจและเป็นปฏิปักษ์ต่อความจริง ทันทีที่เอ่ยถึงความจริงหรือพระเจ้า พวกเขาจะรู้สึกเกลียดชัง และการพยายามทำให้พวกเขายอมรับความจริงก็ทำให้พวกเขาเริ่มมีอาการไม่ปกติ ในใจของพวกเขารู้สึกผลักไส ไม่เคยยอมรับความจริงเลย—นี่คือแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์ มีอะไรอีก? (ศัตรูของพระคริสต์ดึงดันที่จะไม่กลับใจ ไม่ว่าพวกเขาจะทำอะไรผิดก็ตาม และพวกเขาจะไม่มีวันปฏิบัติความจริง) พวกเขาจะไม่ยอมรับความผิดพลาดของตนเอง พวกเขาไม่เคยกลับใจ และต่อให้หลายปีผ่านไปพวกเขาก็จะไม่เปลี่ยนแปลง พวกเขาไม่ยอมรับว่าพระเจ้าทรงเป็นความจริง ว่าพระวจนะของพระเจ้าคือความจริง แล้วพวกเขาจะปฏิบัติความจริงได้อย่างไร? พวกเขาไร้ซึ่งความเป็นมนุษย์ พวกเขาไม่ใช่มนุษย์ พวกเขาคือพวกมาร เหล่าซาตาน และศัตรูของพระเจ้า ดังนั้นพวกเขาจึงจะไม่ปฏิบัติความจริงโดยเด็ดขาด
26 ธันวาคม ค.ศ. 2020