การรู้จักพระเจ้า 3

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 83

พระเจ้าทรงใช้พระวจนะเพื่อสร้างทุกสรรพสิ่ง

ปฐมกาล 1:3-5 พระเจ้าตรัสว่า “จงเกิดความสว่าง” ความสว่างก็เกิดขึ้น พระเจ้าทรงเห็นว่าความสว่างนั้นดี และทรงแยกความสว่างออกจากความมืดพระเจ้าทรงเรียกความสว่างนั้นว่า วัน และความมืดนั้นว่า คืน มีเวลาเย็นและเวลาเช้า เป็นวันแรก

ปฐมกาล 1:6-7 พระเจ้าตรัสว่า “จงมีภาคพื้นในระหว่างน้ำ แยกน้ำออกจากกัน” พระเจ้าทรงสร้างภาคพื้นนั้นขึ้น แล้วทรงแยกน้ำที่อยู่ใต้ภาคพื้นออกจากน้ำที่อยู่เหนือภาคพื้น ก็เป็นดังนั้น

ปฐมกาล 1:9-11 พระเจ้าตรัสว่า “น้ำที่อยู่ใต้ฟ้าจงรวมอยู่ในที่เดียวกัน ที่แห้งจงปรากฏขึ้น” ก็เป็นดังนั้น พระเจ้าจึงทรงเรียกที่แห้งนั้นว่า แผ่นดิน และที่ซึ่งน้ำรวมกันนั้นว่า ทะเล พระเจ้าทรงเห็นว่าดี พระเจ้าตรัสว่า “แผ่นดินจงเกิดพืช คือ ธัญพืชที่ให้เมล็ด และต้นไม้ผลที่ออกผลตามชนิดของมัน และมีเมล็ดในผลบนแผ่นดิน” และก็เป็นดังนั้น

ปฐมกาล 1:14-15 พระเจ้าตรัสว่า “จงมีดวงสว่างต่างๆ ของภาคพื้นฟ้า เพื่อแยกวันออกจากคืน ให้เป็นหมายกำหนดฤดู วัน ปี และให้เป็นดวงสว่างต่างๆ บนภาคพื้นฟ้า เพื่อส่องสว่างเหนือแผ่นดิน” ก็เป็นดังนั้น

ปฐมกาล 1:20-21 พระเจ้าตรัสว่า “น้ำจงอุดมด้วยฝูงสัตว์ที่มีชีวิต และให้นกบินไปมาในภาคพื้นฟ้าเหนือแผ่นดิน” พระเจ้าทรงสร้างสัตว์ทะเลขนาดใหญ่ และสัตว์ที่มีชีวิตทุกชนิด ซึ่งแหวกว่ายอยู่ในน้ำเป็นฝูงๆ ตามชนิดของมัน และสัตว์ปีกทุกชนิดตามชนิดของมัน พระเจ้าทรงเห็นว่าดี

ปฐมกาล 1:24-25 พระเจ้าตรัสว่า “แผ่นดินจงเกิดสัตว์ที่มีชีวิตตามชนิดของมัน คือสัตว์ใช้งาน สัตว์เลื้อยคลาน และสัตว์ป่าตามชนิดของมัน” ก็เป็นดังนั้น พระเจ้าทรงสร้างสัตว์ป่าตามชนิดของมัน สัตว์ใช้งานตามชนิดของมัน และสัตว์ต่างๆ ที่เลื้อยคลานทุกชนิดบนแผ่นดินตามชนิดของมัน แล้วพระเจ้าทรงเห็นว่าดี

ในวันแรก กลางวันและกลางคืนของมวลมนุษย์ถือกำเนิดขึ้นและยืนหยัดมั่นคงเนื่องจากสิทธิอำนาจของพระเจ้า

พวกเรามาดูบทตอนแรกกันเถิด ความว่า “พระเจ้าตรัสว่า ‘จงเกิดความสว่าง’  ความสว่างก็เกิดขึ้น พระเจ้าทรงเห็นว่าความสว่างนั้นดี และทรงแยกความสว่างออกจากความมืดพระเจ้าทรงเรียกความสว่างนั้นว่า วัน และความมืดนั้นว่า คืน มีเวลาเย็นและเวลาเช้า เป็นวันแรก” (ปฐมกาล 1:3-5)  บทตอนนี้พรรณนาถึงการกระทำครั้งแรกของพระเจ้าในปฐมกาลแห่งการทรงสร้าง และวันแรกที่พระเจ้าได้ทรงผ่านซึ่งมีเวลาเย็นและเวลาเช้า  แต่มันเป็นวันที่เหนือธรรมดา กล่าวคือ พระเจ้าได้ทรงเริ่มตระเตรียมความสว่างให้แก่ทุกสรรพสิ่ง และยิ่งไปกว่านั้น ได้ทรงแยกความสว่างออกจากความมืด  ในวันนี้ พระเจ้าได้ทรงเริ่มตรัส และพระวจนะและสิทธิอำนาจของพระองค์ดำรงอยู่เคียงข้างกัน  สิทธิอำนาจของพระองค์ได้เริ่มแสดงออกไปท่ามกลางทุกสรรพสิ่ง และฤทธานุภาพของพระองค์ได้แผ่กระจายท่ามกลางทุกสรรพสิ่งอันเป็นผลมาจากพระวจนะของพระองค์  จากวันนี้เป็นต้นไป ทุกสรรพสิ่งได้เป็นรูปร่างและยืนหยัดมั่นคงเนื่องจากพระวจนะของพระเจ้า สิทธิอำนาจของพระเจ้า และฤทธานุภาพของพระเจ้า และพวกมันได้เริ่มต้นทำหน้าที่เนื่องจากพระวจนะของพระเจ้า สิทธิอำนาจของพระเจ้า และฤทธานุภาพของพระเจ้า  เมื่อพระเจ้าได้ตรัสพระวจนะที่ว่า “จงเกิดความสว่าง” ดังนั้นความสว่างก็มีขึ้น  พระเจ้ามิได้ทรงเริ่มต้นโครงการใดๆ ของพระราชกิจ ความสว่างได้ปรากฏขึ้นอันเป็นผลมาจากพระวจนะของพระองค์  นี่คือความสว่างที่พระเจ้าทรงเรียกว่ากลางวัน และซึ่งมนุษย์ยังคงพึ่งพาอาศัยเพื่อการดำรงอยู่ของเขาในวันนี้  ด้วยพระบัญชาของพระเจ้า เนื้อแท้และคุณค่าของมันไม่เคยเปลี่ยนแปลงไป และมันไม่เคยอันตรธานหายไป  การดำรงอยู่ของมันแสดงออกไปให้เห็นถึงสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระเจ้า และกล่าวประกาศถึงการดำรงอยู่ของพระผู้สร้าง  มันยืนยันครั้งแล้วครั้งเล่าถึงพระอัตลักษณ์และสถานะของพระผู้สร้าง  มันไม่ใช่สิ่งที่มิอาจจับต้องได้หรือสิ่งลวงตา หากแต่เป็นความสว่างจริงที่มนุษย์สามารถมองเห็นได้  จากเวลานั้นเป็นต้นไป ในโลกว่างเปล่าใบนี้ซึ่ง “แผ่นดินก็ร้างและว่างเปล่า ความมืดอยู่เหนือน้ำ” ก็ได้มีสิ่งที่เป็นวัตถุสิ่งแรกก่อกำเนิดขึ้น  สิ่งนี้มาจากพระวจนะจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า และได้ปรากฏขึ้นในกิจการแรกแห่งการทรงสร้างทุกสรรพสิ่งเนื่องจากสิทธิอำนาจและถ้อยดำรัสของพระเจ้า  ไม่นานหลังจากนั้น พระเจ้าได้ทรงสั่งให้ความสว่างและความมืดแยกออกจากกัน…ทุกสิ่งทุกอย่างได้เปลี่ยนและครบบริบูรณ์เนื่องจากพระวจนะของพระเจ้า…พระเจ้าทรงเรียกความสว่างนี้ว่า “กลางวัน” และความมืดนั้นพระองค์ทรงเรียกว่า “กลางคืน”  ณ เวลานั้น เวลาเย็นแรกและเวลาเช้าแรกได้ก่อกำเนิดขึ้นในโลกที่พระเจ้าตั้งพระทัยที่จะสร้างขึ้น และพระเจ้าได้ตรัสว่า นี่คือวันแรก  วันนั้นคือวันแรกแห่งการทรงสร้างทุกสรรพสิ่งของพระผู้สร้าง และเป็นปฐมกาลแห่งการทรงสร้างทุกสรรพสิ่ง และเป็นครั้งแรกที่สิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระผู้สร้างได้รับการแสดงออกไปในโลกที่พระเจ้าได้ทรงสร้างขึ้นใบนี้

มนุษย์สามารถมองเห็นสิทธิอำนาจของพระเจ้าและพระวจนะของพระเจ้า ตลอดจนฤทธานุภาพของพระเจ้าได้โดยผ่านทางพระวจนะเหล่านี้  เพราะมีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงครองฤทธานุภาพเช่นนั้น ดังนั้นจึงมีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงมีสิทธิอำนาจเช่นนั้น เพราะพระเจ้าทรงสิทธิอำนาจเช่นนั้น จึงมีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงมีฤทธานุภาพเช่นนั้น  มนุษย์คนใดหรือวัตถุใดสามารถมีสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพเช่นนี้ได้หรือไม่?  มีคำตอบในหัวใจของพวกเจ้าหรือไม่?  นอกจากพระเจ้าแล้ว มีสิ่งมีชีวิตทรงสร้างหรือสิ่งชีวิตที่ไม่ทรงสร้างใดที่มีสิทธิอำนาจเช่นนั้นหรือไม่?  พวกเจ้าเคยเห็นตัวอย่างของสิ่งเช่นนั้นในหนังสือหรือสิ่งตีพิมพ์ใดหรือไม่?  มีบันทึกใดๆ ว่าใครบางคนได้สร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกและทุกสรรพสิ่งบ้างหรือไม่?  ไม่ปรากฏว่ามีในหนังสือหรือบันทึกอื่นใด แน่นอนว่าเหล่านี้คือพระวจนะเดียวเท่านั้นที่มีสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพเกี่ยวกับการทรงสร้างโลกอันสง่างามของพระเจ้า ซึ่งถูกบันทึกอยู่ในพระคัมภีร์ พระวจนะเหล่านี้ตรัสเพื่อสิทธิอำนาจและพระอัตลักษณ์อันทรงเอกลักษณ์ของพระเจ้า  สามารถกล่าวได้หรือไม่ว่าสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพเช่นนั้นเป็นสัญลักษณ์ของพระอัตลักษณ์อันทรงเอกลักษณ์ของพระเจ้า?  สามารถกล่าวได้หรือไม่ว่าสิ่งเหล่านั้นถูกครองโดยพระเจ้า และพระเจ้าพระองค์เดียวเท่านั้น?  ไม่ต้องสงสัยเลยว่า มีเพียงพระเจ้าพระองค์เองเท่านั้นที่ทรงครองสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพเช่นนั้น!  สิทธิอำนาจและฤทธานุภาพนี้ไม่สามารถถูกครองหรือแทนที่ได้โดยสิ่งมีชีวิตทรงสร้างหรือสิ่งชีวิตที่ไม่ทรงสร้างใดๆ!  นี่คือหนึ่งในพระลักษณะเฉพาะของพระเจ้าผู้ทรงเอกลักษณ์พระองค์เองใช่หรือไม่?  พวกเจ้าเคยเป็นประจักษ์พยานถึงมันหรือไม่?  พระวจนะเหล่านี้เปิดโอกาสให้ผู้คนได้เข้าใจข้อเท็จจริงได้อย่างรวดเร็วและชัดเจนว่าพระเจ้าทรงครองสิทธิอำนาจที่เป็นเอกลักษณ์ และฤทธานุภาพที่เป็นเอกลักษณ์ ทรงถือครองพระอัตลักษณ์และสถานะสูงสุด  จากการสามัคคีธรรมข้างต้นนี้ พวกเจ้าสามารถกล่าวได้หรือไม่ว่าพระเจ้าที่พวกเจ้าเชื่อนั้นทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงเอกลักษณ์พระองค์เอง?

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 1” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 84

ในวันที่สอง สิทธิอำนาจของพระเจ้าจัดการเตรียมการน้ำ และสร้างภาคพื้น และพื้นที่สำหรับการอยู่รอดของมนุษย์ขั้นพื้นฐานที่สุดปรากฏขึ้น

“พระเจ้าตรัสว่า ‘จงมีภาคพื้นในระหว่างน้ำ แยกน้ำออกจากกัน’ พระเจ้าทรงสร้างภาคพื้นนั้นขึ้น แล้วทรงแยกน้ำที่อยู่ใต้ภาคพื้นออกจากน้ำที่อยู่เหนือภาคพื้น ก็เป็นดังนั้น” (ปฐมกาล 1:6-7)  มีความเปลี่ยนแปลงใดเกิดขึ้นหลังจากที่พระเจ้าได้ตรัสว่า “จงมีภาคพื้นในระหว่างน้ำ แยกน้ำออกจากกัน”  ในคัมภีร์นี้กล่าวว่า “พระเจ้าทรงสร้างภาคพื้นนั้นขึ้น แล้วทรงแยกน้ำที่อยู่ใต้ภาคพื้นออกจากน้ำที่อยู่เหนือภาคพื้น”  อะไรคือผลลัพธ์หลังจากที่พระเจ้าได้ตรัสและได้ทำการนี้?  คำตอบอยู่ในท่อนสุดท้ายของบทตอนนี้ ความว่า “ก็เป็นดังนั้น”

สองประโยคสั้นๆ นี้บันทึกเหตุการณ์ที่สง่างาม และพรรณนาฉากที่น่าอัศจรรย์—หน้าที่การงานที่น่าเกรงขามซึ่งพระเจ้าได้ทรงควบคุมน้ำ และได้ทรงสร้างพื้นที่ซึ่งมนุษย์สามารถดำรงอยู่ได้…

ในภาพนี้ น้ำและภาคพื้นปรากฏขึ้นเฉพาะเบื้องพระเนตรของพระเจ้าโดยทันที และพวกมันได้แยกออกโดยสิทธิอำนาจแห่งพระวจนะของพระเจ้า และได้แยกออกเป็น “ข้างบน” และ “ข้างใต้” ในลักษณะที่พระเจ้าได้ทรงกำหนดแต่งตั้ง  กล่าวคือ ภาคพื้นที่พระเจ้าได้ทรงสร้างนั้นไม่เพียงครอบคลุมน้ำที่อยู่ข้างใต้เท่านั้น แต่ยังพยุงน้ำเบื้องบนด้วยเช่นกัน…ในการนี้ ช่วยไม่ได้ที่มนุษย์จะเพียงแต่จ้องมอง อึ้งตะลึงงัน และอ้าปากค้างด้วยความเลื่อมใสในมหิทธิฤทธิ์แห่งสิทธิอำนาจของพระองค์และความตระการตาของฉากซึ่งพระผู้สร้างได้ทรงเคลื่อนและทรงบัญชาน้ำ และได้ทรงสร้างภาคพื้น  พระเจ้าได้ทรงสัมฤทธิ์ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่อีกอย่างหนึ่งโดยผ่านทางพระวจนะของพระเจ้า และฤทธานุภาพของพระเจ้า และสิทธิอำนาจของพระเจ้า  นี่มิใช่มหิทธิฤทธิ์แห่งสิทธิอำนาจของพระผู้สร้างหรอกหรือ?  ขอให้พวกเราใช้คัมภีร์มาอธิบายกิจการทั้งหลายของพระเจ้ากันเถิด กล่าวคือ  พระเจ้าได้ตรัสพระวจนะของพระองค์ และเนื่องจากพระวจนะเหล่านี้ของพระเจ้าจึงมีภาคพื้นขึ้นในระหว่างน้ำ  ในขณะเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงที่น่าเกรงขามหนึ่งก็ได้เกิดขึ้นในพื้นที่นี้เนื่องจากพระวจนะเหล่านี้ของพระเจ้า และมันไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงในความสำนึกรับรู้ธรรมดาทั่วไป แต่เป็นการแทนที่ชนิดที่ความว่างเปล่ากลายเป็นบางสิ่งบางอย่าง  มันเกิดมาจากพระดำริของพระผู้สร้าง และได้กลายเป็นบางสิ่งบางอย่างจากความว่างเปล่าเนื่องจากพระวจนะที่พระผู้สร้างได้ตรัสไป และยิ่งไปกว่านั้น จากจุดนี้เป็นต้นไปมันจะดำรงอยู่และยืนหยัดมั่นคงเพื่อประโยชน์ของพระผู้สร้าง และจะแปรผัน เปลี่ยนแปลง และเริ่มใหม่ตามพระดำริของพระผู้สร้าง  บทตอนนี้พรรณนาถึงกิจการที่สองของพระผู้สร้างในการทรงสร้างโลกทั้งใบของพระองค์  มันเป็นการแสดงออกอีกอย่างหนึ่งของสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระผู้สร้าง เป็นการบุกเบิกหน้าที่การงานอีกอย่างหนึ่งโดยพระผู้สร้าง  วันนี้คือวันที่สองที่พระผู้สร้างได้ทรงผ่านไปนับตั้งแต่การวางรากฐานของโลก และมันเป็นวันที่น่าอัศจรรย์อีกวันหนึ่งสำหรับพระองค์ กล่าวคือ พระองค์ได้ทรงดำเนินไปท่ามกลางความสว่าง พระองค์ได้ทรงนำมาซึ่งภาคพื้น พระองค์ได้ทรงจัดการเตรียมการและทรงควบคุมน้ำ และกิจการทั้งหลายของพระองค์ สิทธิอำนาจของพระองค์ และฤทธานุภาพของพระองค์ถูกนำไปทรงพระราชกิจในวันใหม่…

เคยมีภาคพื้นในระหว่างน้ำก่อนที่พระเจ้าตรัสพระวจนะของพระองค์หรือไม่?  แน่นอนว่าไม่!  และเป็นอย่างไรเล่าหลังจากที่พระเจ้าได้ตรัสว่า “จงมีภาคพื้นในระหว่างน้ำ”  สิ่งทั้งหลายที่พระเจ้าตั้งพระทัยไว้ได้ปรากฏขึ้น มีภาคพื้นระหว่างน้ำ และน้ำถูกแยกออกเพราะพระเจ้าได้ตรัสว่า “แยกน้ำออกจากกัน” ด้วยวิธีนี้ วัตถุใหม่สองสิ่ง สองสิ่งที่เพิ่งเกิดใหม่ได้ปรากฏขึ้นท่ามกลางสรรพสิ่งอันเป็นผลมาจากสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระเจ้า ตามพระวจนะของพระเจ้า  พวกเจ้ารู้สึกอย่างไรเกี่ยวกับการปรากฏของสิ่งใหม่สองสิ่งนี้?  พวกเจ้ารู้สึกถึงความยิ่งใหญ่แห่งฤทธานุภาพของพระผู้สร้างหรือไม่?  พวกเจ้ารู้สึกถึงพลังที่เป็นเอกลักษณ์และเหนือธรรมดาของพระผู้สร้างหรือไม่?  ความยิ่งใหญ่ของพลังและฤทธานุภาพเช่นนั้นเป็นไปเนื่องจากสิทธิอำนาจของพระเจ้า และสิทธิอำนาจนี้เป็นตัวแทนของพระเจ้าพระองค์เอง และพระลักษณะเฉพาะที่ทรงเอกลักษณ์ของพระเจ้าพระองค์เอง

บทตอนนี้ได้ให้ความสำนึกรับรู้ที่ลุ่มลึกถึงความทรงเอกลักษณ์ของพระเจ้าแก่พวกเจ้าอีกครั้งหนึ่งหรือไม่?  แท้จริงแล้ว เท่านี้ยังไม่เพียงพอเลย สิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระผู้สร้างแผ่ออกไปไกลเกินกว่านี้  ความทรงเอกลักษณ์ของพระองค์มิใช่เป็นเพียงเพราะพระองค์ทรงครองเนื้อแท้ที่ไม่เหมือนเนื้อแท้ของสิ่งทรงสร้างใดเท่านั้น แต่ยังเป็นเพราะสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระองค์นั้นเหนือธรรมดา ไร้ขีดจำกัด เป็นสุดยอดของทุกสิ่ง และยืนหยัดเหนือทุกสิ่ง และยิ่งไปกว่านั้น เป็นเพราะสิทธิอำนาจของพระองค์และสิ่งที่พระองค์ทรงมีและทรงเป็นนั้นสามารถสร้างชีวิต ก่อกำเนิดการอัศจรรย์ และสร้างทุกเวลานาทีที่น่าตื่นตาตื่นใจและเหนือธรรมดาอีกด้วย  ในขณะเดียวกัน พระองค์ทรงสามารถควบคุมชีวิตที่พระองค์ทรงสร้างและถือครองอธิปไตยเหนือการอัศจรรย์ทั้งหลายและทุกเวลานาทีที่พระองค์ทรงสร้าง

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 1” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 85

ในวันที่สาม พระวจนะของพระเจ้าให้กำเนิดแผ่นดินโลกและทะเล และสิทธิอำนาจของพระเจ้าทำให้โลกเต็มเปี่ยมด้วยชีวิต

ประโยคแรกของปฐมกาล 1:9-11 กล่าวว่า “พระเจ้าตรัสว่า ‘น้ำที่อยู่ใต้ฟ้าจงรวมอยู่ในที่เดียวกัน ที่แห้งจงปรากฏขึ้น’”  ได้เกิดความเปลี่ยนแปลงใดขึ้นหลังจากที่พระเจ้าเพียงแค่ตรัสว่า “น้ำที่อยู่ใต้ฟ้าจงรวมอยู่ในที่เดียวกัน ที่แห้งจงปรากฏขึ้น”?  และได้มีสิ่งใดในพื้นที่นี้นอกเหนือจากความสว่างและภาคพื้น?  ในคัมภีร์เหล่านี้มีใจความว่า “พระเจ้าจึงทรงเรียกที่แห้งนั้นว่า แผ่นดิน และที่ซึ่งน้ำรวมกันนั้นว่า ทะเล พระเจ้าทรงเห็นว่าดี”  กล่าวคือ บัดนี้มีแผ่นดินและทะเลในพื้นที่นี้ และแผ่นดินกับทะเลนั้นถูกแยกออกจากกัน  การปรากฏของสิ่งใหม่ๆ เหล่านี้เกิดขึ้นหลังจากพระบัญชาจากพระโอษฐ์ของพระเจ้าว่า “และก็เป็นดังนั้น”  คัมภีร์นี้พรรณนาหรือไม่ว่าพระเจ้าทรงเร่งรีบขณะที่พระองค์กำลังทรงกระทำการนี้?  มันพรรณนาหรือไม่ว่าพระองค์ทรงใช้แรงกำลังทางกาย?  ดังนั้น พระเจ้าได้ทรงกระทำการนี้อย่างไร?  พระองค์ได้ทรงทำให้สิ่งใหม่ๆ เหล่านี้ก่อกำเนิดขึ้นมาอย่างไร?  พระเจ้าได้ทรงใช้พระวจนะเพื่อสัมฤทธิ์การทั้งหมดนี้ เพื่อสร้างความครบถ้วนบริบูรณ์ของการนี้อย่างชัดเจนอยู่ในตัว

…………

พวกเรามาต่อกันที่ประโยคสุดท้ายของบทตอนนี้กันเถิด ความว่า “พระเจ้าตรัสว่า ‘แผ่นดินจงเกิดพืช คือ ธัญพืชที่ให้เมล็ด และต้นไม้ผลที่ออกผลตามชนิดของมัน และมีเมล็ดในผลบนแผ่นดิน’ และก็เป็นดังนั้น”  ในขณะที่พระเจ้ากำลังตรัส สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดได้เป็นขึ้นมาตามพระดำริของพระเจ้า และในทันใดนั้น ความหลากหลายของรูปแบบชีวิตเล็กๆ ที่ละเอียดอ่อนก็โผล่ศีรษะของพวกมันอย่างไม่มั่นคงผ่านดินขึ้นมา และพวกมันโบกมือทักทายกันอย่างกระตือรือร้น พยักหน้าและยิ้มให้กับโลก ก่อนที่พวกมันจะได้สะบัดเศษดินออกจากตัวของพวกมันเสียอีก  พวกมันขอบคุณพระผู้สร้างสำหรับชีวิตที่พระองค์ได้ประทานให้แก่พวกมัน และประกาศต่อโลกว่าพวกมันเป็นส่วนหนึ่งของทุกสรรพสิ่ง และว่าพวกมันต่างจะอุทิศชีวิตของพวกมันเพื่อแสดงออกไปให้เห็นถึงสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง  ขณะที่พระวจนะทั้งหลายของพระเจ้าถูกตรัสไป แผ่นดินได้กลายเป็นเขียวชอุ่ม ธัญพืชทุกชนิดที่มนุษย์สามารถชื่นชมก็ได้ผุดและแทรกผ่านพื้นดินออกมา และภูเขาและทุ่งราบทั้งหลายได้กลายเป็นแออัดอย่างหนาแน่นด้วยต้นไม้และผืนป่า…โลกที่ไม่เกิดผลใบนี้ ซึ่งยังไม่มีร่องรอยของสิ่งมีชีวิตใดๆ ได้ถูกปกคลุมด้วยความดาษดื่นของหญ้า ธัญพืช และต้นไม้ และท่วมท้นด้วยพฤกษชาติ…กลิ่นหอมของหญ้าและความหอมระเหยของดินได้แพร่กระจายผ่านอากาศ และทิวแถวของต้นไม้ได้เริ่มหายใจควบคู่ไปกับการหมุนเวียนของอากาศ และได้เริ่มกระบวนการของการเจริญเติบโต  ในขณะเดียวกัน เนื่องจากพระวจนะของพระเจ้าและการติดตามพระดำริของพระเจ้า ต้นไม้ทั้งหมดได้เริ่มต้นวัฏจักรชีวิตที่ไม่มีวันสิ้นสุดซึ่งพวกมันเติบโต ผลิดอก ออกผล และเพิ่มทวีคูณ  พวกมันได้เริ่มยึดติดกับครรลองชีวิตตามลำดับของพวกมันและได้เริ่มปฏิบัติบทบาทตามลำดับของพวกมันอย่างเข้มงวดท่ามกลางทุกสรรพสิ่ง…พวกมันทั้งหมดได้ถือกำเนิดและดำรงชีวิตเนื่องจากพระวจนะของพระผู้สร้าง  พวกมันจะได้รับการจัดเตรียมและการบำรุงเลี้ยงอันไม่หยุดหย่อนของพระผู้สร้าง และจะรอดชีวิตอย่างเหนียวแน่นในทุกมุมของแผ่นดินอยู่เสมอเพื่อแสดงออกไปให้เห็นถึงสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระผู้สร้าง และพวกมันจะแสดงออกไปให้เห็นถึงพลังชีวิตที่พระผู้สร้างได้ประทานให้แก่พวกมัน…

ชีวิตของพระผู้สร้างนั้นเหนือธรรมดา พระดำริของพระองค์นั้นเหนือธรรมดา และสิทธิอำนาจของพระองค์นั้นเหนือธรรมดา และดังนั้น เมื่อพระวจนะของพระองค์ถูกเปล่งออกไป ผลลัพธ์สุดท้ายก็คือ “และก็เป็นดังนั้น”  เห็นได้ชัดว่า พระเจ้าไม่จำเป็นต้องทรงพระราชกิจด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เมื่อพระองค์ทรงกระทำการ พระองค์เพียงทรงใช้พระดำริของพระองค์เพื่อบัญชาและพระวจนะของพระองค์เพื่อสั่งการ และในหนทางนี้สิ่งทั้งหลายก็สัมฤทธิผล  ในวันนี้ พระเจ้าได้ทรงรวมน้ำเข้าด้วยกันในที่แห่งหนึ่ง และให้แผ่นดินแห้งปรากฏขึ้น หลังจากนั้นพระเจ้าได้ทรงทำให้ต้นหญ้าผลิออกมาจากแผ่นดิน และมีธัญพืชที่มีเมล็ดงอกขึ้นมา และต้นไม้ออกผล และพระเจ้าได้ทรงจำแนกพวกมันแต่ละอย่างไปตามชนิด และได้ทรงทำให้แต่ละชนิดมีเมล็ดของมันเอง  ทั้งหมดนี้เป็นจริงขึ้นได้ตามพระดำริของพระเจ้าและพระบัญชาแห่งพระวจนะของพระเจ้า และแต่ละชนิดนั้นได้ปรากฏขึ้นในโลกใหม่ใบนี้ ตามลำดับ

เมื่อครั้งที่พระเจ้ายังมิได้เริ่มพระราชกิจของพระองค์ พระองค์ทรงมีภาพของสิ่งที่พระองค์ตั้งพระทัยที่จะสัมฤทธิ์ผลอยู่ในพระหฤทัยของพระองค์อยู่แล้ว และเมื่อพระเจ้าทรงเตรียมที่จะสัมฤทธิ์สิ่งเหล่านี้ ซึ่งยังเป็นเมื่อครั้งที่พระเจ้าทรงแย้มพระโอษฐ์ของพระองค์เพื่อตรัสถึงเนื้อหาของภาพนี้ด้วยนั้น ความเปลี่ยนแปลงก็ได้เริ่มเกิดขึ้นในทุกสรรพสิ่งเนื่องจากสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระเจ้า  ไม่ว่าพระเจ้าจะได้ทรงกระทำอย่างไร หรือพระองค์ได้ทรงใช้สิทธิอำนาจของพระองค์ไปอย่างไร แต่ทั้งหมดนั้นได้สัมฤทธิ์ผลไปทีละขั้นตอนตามแผนของพระเจ้าและเพราะพระวจนะของพระเจ้า และความเปลี่ยนแปลงทั้งหลายได้เกิดขึ้นระหว่างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกเนื่องจากพระวจนะและสิทธิอำนาจของพระเจ้าทีละขั้นตอน  ความเปลี่ยนแปลงและอุบัติการณ์ทั้งปวงเหล่านี้ได้แสดงออกไปให้เห็นถึงสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง และความเหนือธรรมดาและความยิ่งใหญ่แห่งฤทธานุภาพของชีวิตของพระผู้สร้าง  พระดำริของพระองค์ไม่ใช่แนวคิดที่เรียบง่าย หรือภาพว่างเปล่า แต่เป็นสิทธิอำนาจที่มีพละกำลังและพลังงานที่เหนือธรรมดา และสิ่งเหล่านั้นคือฤทธานุภาพที่จะทำให้ทุกสรรพสิ่งเปลี่ยนแปลง ฟื้นตัว เริ่มต้นใหม่ และพินาศไป  เพราะการนี้ ทุกสรรพสิ่งทำหน้าที่เนื่องจากพระดำริของพระองค์ และในขณะเดียวกันก็สัมฤทธิ์ผลเนื่องจากพระวจนะจากพระโอษฐ์ของพระองค์…

ก่อนที่ทุกสรรพสิ่งจะได้ปรากฏขึ้น แผนซึ่งครบบริบูรณ์ได้ก่อรูปร่างขึ้นในพระดำริของพระเจ้านานมาแล้ว และโลกใหม่ก็ได้สัมฤทธิ์ผลขึ้นเมื่อนานมาแล้ว  ถึงแม้ว่าในวันที่สามได้ปรากฏมีต้นไม้ทุกชนิดบนแผ่นดิน แต่พระเจ้าก็ไม่ได้ทรงมีเหตุผลที่จะหยุดชะงักขั้นตอนทั้งหลายแห่งการทรงสร้างโลกใบนี้ของพระองค์ พระองค์ได้ตั้งพระทัยที่จะตรัสพระวจนะของพระองค์ต่อไป จะสัมฤทธิ์การทรงสร้างสิ่งใหม่ๆ ทุกสิ่งต่อไป  พระองค์จะตรัส จะทรงออกพระบัญชาของพระองค์ และจะทรงใช้สิทธิอำนาจของพระองค์และแสดงออกไปให้เห็นถึงฤทธานุภาพของพระองค์ และพระองค์ได้ทรงตระเตรียมทุกสิ่งทุกอย่างที่พระองค์ได้ทรงวางแผนที่จะตระเตรียมให้แก่สรรพสิ่งทั้งมวลและมวลมนุษย์ที่พระองค์ได้ตั้งพระทัยไว้ว่าจะสร้าง…

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 1” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 86

ในวันที่สี่ ฤดูกาล วัน และปีของมวลมนุษย์มีขึ้นเมื่อพระเจ้าทรงใช้สิทธิอำนาจของพระองค์อีกครั้งหนึ่ง

พระผู้สร้างได้ทรงใช้พระวจนะของพระองค์เพื่อทำแผนของพระองค์ให้สำเร็จลุล่วง และในหนทางนี้พระองค์ได้ทรงผ่านสามวันแรกแห่งแผนของพระองค์แล้ว  ในระหว่างสามวันนี้ ไม่เห็นว่าพระเจ้าจะทรงติดพระราชกิจยุ่ง หรือทรงเหน็ดเหนื่อยพระองค์เอง ในทางตรงกันข้าม พระองค์ได้ทรงผ่านสามวันแรกที่น่าอัศจรรย์ของแผนของพระองค์ และได้สัมฤทธิ์หน้าที่การงานที่ยิ่งใหญ่แห่งการแปลงรูปครั้งใหญ่ของโลก  โลกใบใหม่ได้ปรากฏขึ้นเฉพาะเบื้องพระเนตรของพระองค์ และภาพสวยงามที่เคยถูกปิดผนึกไว้ภายในพระดำริของพระองค์ ในที่สุดก็ได้รับการเผยออกมาในพระวจนะของพระเจ้าทีละชิ้น  การปรากฏของสิ่งใหม่แต่ละสิ่งนั้นเหมือนการกำเนิดของทารกแรกเกิด และพระผู้สร้างได้ทรงรับเอาความยินดีในภาพที่ครั้งหนึ่งเคยอยู่ในพระดำริของพระองค์ แต่เป็นภาพที่บัดนี้ได้รับการทำให้มีชีวิตขึ้นแล้ว  ณ เวลานี้ พระทัยของพระองค์ได้รับเศษเสี้ยวหนึ่งของความพึงพอพระทัย แต่แผนของพระองค์เพิ่งได้เริ่มต้นขึ้นเท่านั้น  ในชั่วพริบตา วันใหม่ก็ได้มาถึง—และหน้าถัดไปในแผนของพระผู้สร้างเป็นเช่นไร?  พระองค์ได้ตรัสสิ่งใดไว้?  พระองค์ได้ทรงใช้สิทธิอำนาจของพระองค์อย่างไร?  ในขณะเดียวกัน สิ่งใหม่อันใดบ้างที่ได้มาสู่โลกใหม่ใบนี้?  เมื่อติดตามการทรงนำของพระผู้สร้าง สายตาอันจับจ้องของพวกเราก็ได้มองเห็นวันที่สี่แห่งการทรงสร้างทุกสรรพสิ่งของพระผู้สร้าง วันซึ่งยังไม่ใช่การเริ่มต้นใหม่อีกครั้งหนึ่ง  แน่นอนว่าสำหรับพระผู้สร้างนั้น มันคือวันที่น่าอัศจรรย์อีกวันหนึ่งอย่างไม่ต้องสงสัย และมันคืออีกวันหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดสำหรับมวลมนุษย์ในปัจจุบันนี้  แน่นอนว่ามันคือวันที่มีคุณค่าอันมิอาจประเมินได้  มันน่าอัศจรรย์อย่างไร มันสำคัญถึงเพียงนั้นอย่างไร และมันมีค่าอันมิอาจประเมินได้อย่างไร?  พวกเรามาฟังพระวจนะที่พระผู้สร้างได้ตรัสไว้กันก่อน…

“พระเจ้าตรัสว่า ‘จงมีดวงสว่างต่างๆ ของภาคพื้นฟ้า เพื่อแยกวันออกจากคืน ให้เป็นหมายกำหนดฤดู วัน ปี และให้เป็นดวงสว่างต่างๆ บนภาคพื้นฟ้า เพื่อส่องสว่างเหนือแผ่นดิน’ ก็เป็นดังนั้น” (ปฐมกาล 1:14-15)  นี่คือการใช้สิทธิอำนาจของพระเจ้าอีกครั้งหนึ่งที่ได้ถูกแสดงออกไปให้เห็นโดยสิ่งทรงสร้างทั้งหลายภายหลังจากที่พระองค์ได้ทรงสร้างแผ่นดินแห้งและต้นไม้ทั้งหลายบนแผ่นดิน  สำหรับพระเจ้าแล้ว การกระทำเช่นนั้นเป็นเรื่องง่ายเหมือนสิ่งที่พระองค์ได้ทรงกระทำไปแล้ว เพราะพระเจ้าทรงมีฤทธานุภาพเช่นนั้น พระเจ้าทรงดีงามดังเช่นพระวจนะของพระองค์ และพระวจนะของพระองค์จะสำเร็จลุล่วง  พระเจ้าได้ทรงสั่งให้ดวงสว่างปรากฏขึ้นบนพื้นฟ้า และดวงสว่างเหล่านี้ไม่ได้เพียงส่องสว่างในท้องฟ้าและบนแผนดินโลกเท่านั้น แต่ยังได้ทำหน้าที่เป็นหมายกำหนดกลางวันและกลางคืน กำหนดฤดู วัน และปีอีกด้วย  ด้วยวิธีนี้เอง ขณะที่พระองค์ตรัสพระวจนะของพระองค์ ทุกกิจการที่พระเจ้าได้ทรงปรารถนาให้สัมฤทธิ์ผลก็ได้ลุล่วงไปตามความหมายของพระเจ้าและในลักษณะที่พระเจ้าได้ทรงกำหนดไว้

ดวงสว่างบนพื้นฟ้าคือวัตถุในท้องฟ้าที่สามารถแผ่ความสว่างได้ ดวงสว่างเหล่านั้นให้ความกระจ่างแก่ท้องฟ้าและแผ่นดินและทะเล  พวกมันวิวัฒน์ไปตามจังหวะและความถี่ที่พระเจ้าทรงบัญชา และให้ความสว่างแก่ช่วงเวลาที่แตกต่างกันบนแผ่นดิน และด้วยวิธีนี้เอง วัฏจักรที่วิวัฒน์ไปของดวงสว่างทั้งหลายก็ทำกลางวันและกลางคืนก่อกำเนิดขึ้นในทิศตะวันออกและทิศตะวันตกของแผ่นดิน และดวงสว่างเหล่านั้นมิใช่เป็นเพียงหมายกำหนดของกลางวันและกลางคืนเท่านั้น แต่พวกมันยังเป็นเครื่องหมายของการเฉลิมฉลองและวันพิเศษต่างๆ ของมวลมนุษย์ด้วยเช่นกันโดยผ่านทางวัฏจักรที่แตกต่างกันเหล่านี้  พวกมันเป็นเครื่องประกอบและเครื่องเคียงที่เพียบพร้อมให้แก่สี่ฤดูกาล—คือฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วง และฤดูหนาว—ที่พระเจ้าทรงกำหนดให้มีขึ้น โดยพร้อมกันกับที่ดวงสว่างเหล่านั้นทำหน้าที่อย่างปรองดองกันเป็นเครื่องหมายที่ปกติและถูกต้องแม่นยำสำหรับช่วงเวลา วัน และปีทางจันทรคติแก่มวลมนุษย์  ถึงแม้ว่ามีเพียงหลังจากเกิดการทำเกษตรกรรมแล้วเท่านั้น มวลมนุษย์จึงจะได้เริ่มเข้าใจและเผชิญกับการแบ่งช่วงเวลา วัน และปีตามจันทรคติที่เกิดขึ้นโดยดวงสว่างทั้งหลายที่พระเจ้าได้ทรงสร้างขึ้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว ช่วงเวลา วัน และปีตามจันทรคติที่มนุษย์เข้าใจในปัจจุบันนี้ได้เริ่มก่อเกิดขึ้นเมื่อนานมาแล้วในวันที่สี่แห่งการทรงสร้างทุกสรรพสิ่งของพระเจ้า และดังนั้น วัฏจักรที่หมุนเวียนเปลี่ยนไปของฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วง และฤดูหนาวที่มนุษย์ได้รับประสบการณ์ก็ได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อนานมาแล้วในวันที่สี่แห่งการทรงสร้างทุกสรรพสิ่งของพระเจ้าเช่นเดียวกัน  ดวงสว่างทั้งหลายที่พระเจ้าได้ทรงสร้างขึ้นนั้นทำให้มนุษย์สามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่างกลางคืนและกลางวัน และนับวันเวลาได้อย่างสม่ำเสมอ อย่างถูกต้องแม่นยำ และอย่างชัดเจน และติดตามรับรู้ระยะเวลาและปีทางจันทรคติได้อย่างชัดเจน  (วันที่มีดวงจันทร์เต็มดวงคือวันที่ครบหนึ่งเดือนบริบูรณ์ และจากการนี้มนุษย์ได้รู้ว่าความกระจ่างของดวงสว่างเริ่มต้นวัฏจักรใหม่ วันที่มีดวงจันทร์ครึ่งดวงคือวันครบครึ่งเดือนบริบูรณ์ ซึ่งบอกกับมนุษย์ว่าระยะเวลาทางจันทรคติรอบใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ซึ่งจากระยะเวลานี้ทำให้สามารถอนุมานได้ว่าในระยะเวลาทางจันทรคติรอบหนึ่งนั้นมีกี่วันและกี่คืน มีระยะเวลาทางจันทรคติกี่รอบในหนึ่งฤดู และมีกี่ฤดูในหนึ่งปี และทั้งหมดนี้ได้รับการเผยออกมาด้วยความสม่ำเสมอที่ยิ่งใหญ่)  ดังนั้น มนุษย์สามารถติดตามรับรู้ระยะเวลา วัน และปีทางจันทรคติที่กำหนดเครื่องหมายด้วยการหมุนครบรอบของดวงสว่างได้อย่างง่ายดาย  จากจุดนี้เป็นต้นไป มวลมนุษย์และทุกสรรพสิ่งดำรงชีวิตอยู่ท่ามกลางการสับเปลี่ยนอย่างเป็นระเบียบของกลางวันและกลางคืน และการหมุนเวียนของฤดูกาลที่ก่อเกิดขึ้นโดยการหมุนครบรอบของดวงสว่างทั้งหลายอย่างไม่รู้ตัว  นี่คือนัยสำคัญของการทรงสร้างดวงสว่างในวันที่สี่ของพระผู้สร้าง  ในทำนองเดียวกันนั้น จุดมุ่งหมายและนัยสำคัญของการกระทำนี้ของพระผู้สร้างยังคงมิอาจแยกกันได้จากสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระองค์  และดังนั้น ดวงสว่างทั้งหลายที่พระเจ้าได้ทรงสร้างขึ้นและคุณค่าที่พวกมันจะนำมาให้แก่มนุษย์ในไม่ช้านั้น คือไม้เด็ดอีกอย่างหนึ่งในการใช้สิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง

ในโลกใหม่ใบนี้ ที่ซึ่งมวลมนุษย์ยังไม่ได้มีการปรากฏขึ้น พระผู้สร้างได้ทรงตระเตรียมเวลาเย็น เวลาเช้า ภาคพื้น แผ่นดินและทะเล หญ้า ธัญพืช และต้นไม้ประเภทต่างๆ และความสว่าง ฤดู วัน และปีสำหรับชีวิตใหม่ที่พระเจ้าจะทรงสร้างขึ้นในไม่ช้า  สิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระผู้สร้างได้ถูกแสดงออกในสิ่งใหม่ๆ ที่พระองค์ได้ทรงสร้างขึ้นแต่ละสิ่ง และพระวจนะของพระองค์และความสำเร็จเกิดขึ้นโดยพร้อมเพียงกัน โดยไม่มีความคลาดเคลื่อนแม้แต่นิดเดียว และโดยไม่มีการเว้นช่วงแม้แต่นิดเดียว  การปรากฏและการกำเนิดของสิ่งใหม่ๆ ทั้งหมดเหล่านี้เป็นข้อพิสูจน์ถึงสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระผู้สร้าง กล่าวคือ  พระองค์ทรงดีงามเหมือนดังพระวจนะของพระองค์ และพระวจนะของพระองค์จะสำเร็จลุล่วง และสิ่งที่พระองค์ทำให้สำเร็จลุล่วงนั้นยาวนานตลอดไป  ข้อเท็จจริงนี้ไม่เคยเปลี่ยนแปลง กล่าวคือ มันเป็นเช่นไรในอดีต มันก็เป็นเช่นนั้นในวันนี้ และมันจะเป็นเช่นนั้นไปจนตลอดชั่วกัลปาวสาน  เมื่อเจ้ามองดูพระวจนะจากคัมภีร์เหล่านี้อีกครั้ง พวกเจ้ารู้สึกว่าพวกมันสดใหม่หรือไม่?  พวกเจ้าได้เห็นเนื้อหาใหม่ และได้มีการค้นพบใหม่ๆ เกิดขึ้นบ้างหรือไม่?  นั่นเป็นเพราะกิจการทั้งหลายของพระผู้สร้างได้กวนหัวใจของพวกเจ้า และได้ชี้นำทิศทางความรู้ของพวกเจ้าเกี่ยวกับสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระองค์ และได้เปิดประตูให้แก่ความเข้าใจของพวกเจ้าเกี่ยวกับพระผู้สร้างแล้ว และกิจการทั้งหลายกับสิทธิอำนาจของพระองค์ก็ได้ประทานชีวิตให้กับพระวจนะเหล่านี้  ดังนั้น ในพระวจนะเหล่านี้ มนุษย์จึงได้มองเห็นการแสดงออกที่จริงและแจ่มแจ้งถึงสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง ได้เป็นประจักษ์พยานถึงมไหศวรรย์แห่งพระผู้สร้างอย่างแท้จริง และได้เห็นความเหนือธรรมดาของสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระผู้สร้าง

สิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระผู้สร้างก่อให้เกิดปาฏิหาริย์ครั้งแล้วครั้งเล่า พระองค์ดึงดูดความสนใจของมนุษย์ และช่วยไม่ได้ที่มนุษย์จะเพียงแต่จ้องตะลึงงันมองกิจการที่น่าตื่นตะลึงทั้งหลายที่เกิดจากการใช้สิทธิอำนาจของพระองค์  ฤทธานุภาพอันเป็นปรากฏการณ์ของพระองค์นำมาซึ่งความปีติยินดีครั้งแล้วครั้งเล่า และมนุษย์ถูกปล่อยให้ละลานตาและชื่นชมยินดี อ้าปากค้างด้วยความเลื่อมใส ประหม่าและชื่นใจ ยิ่งไปกว่านั้น มนุษย์ตื้นตันใจอย่างมองเห็นได้และก่อเกิดเป็นความเคารพ ความนับถือ และความผูกพันขึ้นในตัวเขา  สิทธิอำนาจและกิจการทั้งหลายของพระผู้สร้างมีผลกระทบที่ยิ่งใหญ่และปฏิกิริยาการชำระให้สะอาดต่อจิตวิญญาณของมนุษย์ และยิ่งไปกว่านั้น และสิทธิอำนาจและกิจการเหล่านั้นทำให้จิตวิญญาณของมนุษย์อิ่มเอิบ  ทุกๆ พระดำริของพระองค์ ทุกๆ ถ้อยดำรัสของพระองค์ และทุกๆ การเปิดเผยสิทธิอำนาจของพระองค์คือผลงานชิ้นเอกท่ามกลางทุกสรรพสิ่ง และเป็นหน้าที่การงานอันยิ่งใหญ่ที่ทรงคุณค่ามากที่สุดต่อการทำความเข้าใจและความรู้ที่ลึกซึ้งของมวลมนุษย์ที่ถูกสร้างขึ้น  

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 1” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 87

ในวันที่ห้า ชีวิตในรูปแบบที่แตกต่างและหลากหลายจัดแสดงสิทธิอำนาจของพระผู้สร้างในหนทางต่างๆ

คัมภีร์ระบุว่า “พระเจ้าตรัสว่า ‘น้ำจงอุดมด้วยฝูงสัตว์ที่มีชีวิต และให้นกบินไปมาในภาคพื้นฟ้าเหนือแผ่นดิน’ พระเจ้าทรงสร้างสัตว์ทะเลขนาดใหญ่ และสัตว์ที่มีชีวิตทุกชนิด ซึ่งแหวกว่ายอยู่ในน้ำเป็นฝูงๆ ตามชนิดของมัน และสัตว์ปีกทุกชนิดตามชนิดของมัน พระเจ้าทรงเห็นว่าดี” (ปฐมกาล 1:20-21)  คัมภีร์บอกกับพวกเราอย่างชัดเจนว่า ในวันนี้ พระเจ้าได้ทรงสร้างสัตว์ทั้งหลายในน้ำและนกในอากาศ ซึ่งกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ พระองค์ได้ทรงสร้างปลาและนกนานาชนิด และได้ทรงแบ่งประเภทพวกมันแต่ละอย่างออกไปตามประเภท  ในหนทางนี้ แผ่นดินโลก ท้องฟ้า และน้ำอุดมขึ้นด้วยการทรงสร้างของพระเจ้า…

ขณะที่พระวจนะของพระเจ้าถูกตรัสออกไป ชีวิตใหม่ก็ได้มามีชีวิตขึ้นทันทีท่ามกลางพระวจนะของพระผู้สร้าง โดยแต่ละชีวิตมีรูปร่างที่แตกต่างกัน  พวกมันได้มาสู่โลกนี้ โดยผลักดันหาตำแหน่ง กระโดดโลดเต้น หาความชื่นบานยินดี…ปลารูปร่างและขนาดต่างๆ ทั้งหมดแหวกว่ายไปในน้ำ หอยทุกประเภทเติบโตออกมาจากทราย สัตว์ที่ปรับขนาด มีเปลือก และไม่มีกระดูกสันหลังเติบโตออกมาอย่างรีบเร่งในรูปร่างที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ สั้นหรือยาว  ดังนั้น สาหร่ายทะเลนานาประเภทก็ได้เริ่มเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วด้วยเช่นกัน โดยไหวตัวไปตามการเคลื่อนไหวของสิ่งมีชีวิตในท้องทะเลนานาชนิด กระเพื่อม หยอกเย้าน้ำที่ไหลเอื่อย ราวกับจะพูดกับพวกมันว่า “ขยับขาสิ!  พาเพื่อนๆ ของเจ้ามา!  เพราะเจ้าจะไม่มีวันโดดเดี่ยวอีกแล้ว!”  จากชั่วขณะที่สิ่งสร้างที่มีชีวิตต่างๆ ที่พระเจ้าได้ทรงสร้างขึ้นปรากฏขึ้นในน้ำ ชีวิตใหม่แต่ละชนิดได้นำความคึกคักมาสู่ห้วงน้ำที่เคยสงบนิ่งมาเป็นเวลาแสนนาน และได้นำมาซึ่งศักราชใหม่…จากจุดนั้นเป็นต้นไป พวกมันได้อิงแอบซึ่งกันและกัน และได้รักษาการรวมกลุ่มซึ่งกันและกัน และไม่ได้ให้มีความห่างไกลระหว่างพวกมันเอง  น้ำได้ดำรงอยู่เพื่อสัตว์ทั้งหลายที่อยู่ภายในมัน บำรุงเลี้ยงแต่ละชีวิตที่อาศัยอยู่ภายในอ้อมกอดของมัน และทุกชีวิตได้ดำรงอยู่เพื่อประโยชน์ของน้ำเนื่องจากการบำรุงเลี้ยงของมัน  แต่ละฝ่ายได้มอบชีวิตให้แก่อีกฝ่ายหนึ่ง และในเวลาเดียวกัน ในหนทางเดียวกันนั้น แต่ละฝ่ายก็ได้เป็นพยานต่อความมหัศจรรย์และความยิ่งใหญ่แห่งการทรงสร้างของพระผู้สร้าง และต่อฤทธานุภาพที่ไม่มีสิ่งใดเอาชนะได้แห่งสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง…

เมื่อทะเลไม่ได้นิ่งเงียบอีกต่อไปแล้ว ชีวิตก็ได้เริ่มเติมเต็มท้องฟ้าดังนั้นด้วยเช่นกัน  หมู่นกน้อยใหญ่บินขึ้นจากพื้นดินไปสู่ท้องฟ้าทีละตัว  พวกมันมีปีกและขนปกคลุมรูปร่างที่ผอมบางและสง่างามของพวกมัน ซึ่งไม่เหมือนกับสัตว์ในทะเล  พวกมันกระพือปีก อวดแสดงอย่างภาคภูมิและถือตัวกับเสื้อคลุมขนนกที่งดงามของพวกมันและการทำหน้าที่และทักษะพิเศษของพวกมันที่พระผู้สร้างได้ประทานแก่พวกมัน  พวกมันโบยบินอย่างอิสระ และทะยานโฉบอย่างชำนาญระหว่างพื้นฟ้าและแผ่นดินโลก ทั่วทุ่งหญ้าและผืนป่า…พวกมันเป็นที่รักของห้วงอากาศ พวกมันเป็นที่รักของทุกสรรพสิ่ง  พวกมันจะกลายเป็นสายเชือกระหว่างพื้นฟ้าและแผ่นดินโลกในไม่ช้า และจะส่งผ่านสารทั้งหลายมาถึงทุกสรรพสิ่ง…พวกมันร้องเพลง บินถลาไปมาอย่างชื่นบาน พวกมันนำพาความยินดี เสียงหัวเราะ และความก้องกังวานมาสู่โลกที่ครั้งหนึ่งเคยว่างเปล่า…พวกมันใช้เสียงขับร้องที่ไพเราะสดใส ใช้ถ้อยคำที่อยู่ภายในหัวใจของพวกมันเพื่อสรรเสริญพระผู้สร้างสำหรับชีวิตที่ถูกประทานให้แก่พวกมัน  พวกมันเต้นรำอย่างยินดีปรีดาเพื่อแสดงความเพียบพร้อมและความมหัศจรรย์แห่งการทรงสร้างของพระผู้สร้าง และจะอุทิศทั้งชีวิตของพวกมันเพื่อเป็นพยานต่อสิทธิอำนาจของพระผู้สร้างโดยผ่านทางชีวิตพิเศษที่พระองค์ได้ประทานให้กับพวกมัน…

ไม่ว่าพวกมันจะอยู่ในน้ำ หรือว่าในท้องฟ้าก็ตาม สิ่งมีชีวิตที่มากเหลือหลายนี้ได้ดำรงอยู่ในสัณฐานชีวิตที่แตกต่างกันโดยพระบัญชาของพระผู้สร้าง และพวกมันได้รวมกลุ่มกันตามลำดับสายพันธุ์ของพวกมันโดยพระบัญชาของพระผู้สร้าง—และธรรมบัญญัตินี้ กฎนี้ ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้โดยสรรพสิ่งที่ทรงสร้างใด  พวกมันไม่เคยกล้าไปไกลเกินเขตแดนที่พระผู้สร้างได้ทรงกำหนดไว้ให้พวกมัน อีกทั้งพวกมันก็ไม่สามารถทำได้  พวกมันใช้ชีวิตและทวีจำนวนขึ้น ดังที่พระผู้สร้างได้ทรงลิขิตไว้ และยึดมั่นกับครรลองชีวิตและธรรมบัญญัติทั้งหลายที่พระผู้สร้างได้ทรงกำหนดไว้ให้พวกมัน และปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดต่อพระบัญชาที่ไม่ได้ตรัสออกไปของพระองค์และประกาศิตจากสวรรค์และข้อบังคับที่พระองค์ทรงมอบให้พวกมัน ตลอดมาจนกระทั่งถึงวันนี้  พวกมันสนทนากับพระผู้สร้างด้วยวิธีพิเศษของพวกมันเอง และได้มาซาบซึ้งกับความหมายของพระผู้สร้าง และเชื่อฟังพระบัญชาของพระองค์  ไม่มีสิ่งใดได้เคยล่วงละเมิดสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง และอธิปไตยและพระบัญชาของพระองค์เหนือพวกมันได้ถูกใช้อยู่ภายในพระดำริของพระองค์ ไม่มีพระวจนะใดได้ถูกประกาศออกไป เว้นแต่สิทธิอำนาจที่ทรงเอกลักษณ์ต่อพระผู้สร้างได้ควบคุมสรรพสิ่งทั้งมวลอยู่ในความเงียบที่ไม่มีการใช้ภาษา และซึ่งแตกต่างไปจากมวลมนุษย์  การใช้สิทธิอำนาจของพระองค์ในวิธีพิเศษนี้ได้บังคับให้มนุษย์ได้รับความรู้ใหม่ และทำการแปลภาษาใหม่ เกี่ยวกับสิทธิอำนาจอันเป็นเอกลักษณ์ของพระผู้สร้าง  ในที่นี้ เราต้องบอกเจ้าว่าในวันใหม่นี้ การใช้สิทธิอำนาจของพระผู้สร้างได้สาธิตแสดงความทรงเอกลักษณ์ของพระผู้สร้างอีกครั้งหนึ่ง

ต่อไป พวกเรามาดูประโยคสุดท้ายของบทตอนนี้ในคัมภีร์กัน ความว่า “พระเจ้าทรงเห็นว่าดี”  พวกเจ้าคิดว่าบทตอนนี้หมายความว่าอย่างไร?  อารมณ์ความรู้สึกของพระเจ้าบรรจุอยู่ภายในพระวจนะเหล่านี้  พระเจ้าทรงเฝ้ามองทุกสรรพสิ่งที่พระองค์ได้ทรงสร้างให้เป็นขึ้นมาและยืนหยัดมั่นคงเนื่องจากพระวจนะของพระองค์ และเริ่มเปลี่ยนแปลงทีละน้อย  ณ เวลานี้ พระเจ้าพึงพอพระทัยกับสิ่งต่างๆ ที่พระองค์ได้ทรงทำขึ้นด้วยพระวจนะของพระองค์ และกิจการต่างๆ ที่พระองค์ได้ทรงสัมฤทธิ์ผลหรือไม่?  คำตอบก็คือว่า “พระเจ้าทรงเห็นว่าดี”  พวกเจ้ามองเห็นสิ่งใดในที่นี้?  ที่ว่า “พระเจ้าทรงเห็นว่าดี” นั้นหมายแทนสิ่งใด?  มันเป็นสัญลักษณ์ของสิ่งใด?  มันหมายความว่าพระเจ้าทรงมีฤทธานุภาพและพระปรีชาญาณที่จะทำให้สิ่งที่พระองค์ได้ทรงวางแผนและได้ทรงแนะนำไว้สำเร็จลุล่วง ที่จะทำให้เป้าหมายที่พระองค์ได้ทรงกำหนดไว้สำเร็จลุล่วง  เมื่อพระเจ้าได้ทรงทำให้ภารกิจแต่ละอย่างครบบริบูรณ์แล้วนั้น พระองค์รู้สึกเสียพระทัยหรือไม่?  คำตอบก็ยังคงเป็นว่า “พระเจ้าทรงเห็นว่าดี”  กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ไม่เพียงแต่พระองค์จะไม่รู้สึกเสียพระทัย แต่ยังพึงพอพระทัยแทน  ที่ว่าพระองค์ไม่รู้สึกเสียพระทัยนั้นหมายความว่าอย่างไร?  มันหมายความว่าแผนของพระเจ้านั้นเพียบพร้อม ว่าฤทธานุภาพและพระปรีชาญาณของพระองค์นั้นเพียบพร้อม และว่าเฉพาะโดยสิทธิอำนาจของพระองค์เท่านั้นที่ความเพียบพร้อมเช่นนั้นจะสามารถสำเร็จลุล่วงได้  เมื่อมนุษย์ปฏิบัติภารกิจหนึ่ง เขาจะสามารถเห็นว่าดีเหมือนพระเจ้าได้หรือไม่?  ทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์ทำสามารถสำเร็จลุล่วงถึงความเพียบพร้อมได้หรือไม่?  มนุษย์สามารถทำบางสิ่งบางอย่างให้ครบบริบูรณ์อย่างถาวรชั่วกัลปาวสานได้หรือไม่?  ดังเช่นที่มนุษย์กล่าวว่า “ไม่มีสิ่งใดเพียบพร้อม มีเพียงดีกว่าเท่านั้น” ไม่มีสิ่งใดที่มนุษย์ทำสามารถบรรลุถึงความเพียบพร้อมได้  เมื่อพระเจ้าได้ทรงเห็นว่าทั้งหมดที่พระองค์ได้ทรงกระทำและสัมฤทธิ์ผลไปนั้นดี ทุกสิ่งทุกอย่างที่พระเจ้าได้ทรงทำนั้นถูกกำหนดโดยพระวจนะของพระองค์ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เมื่อ “พระเจ้าทรงเห็นว่าดี” ทั้งหมดที่พระองค์ได้ทรงทำก็ได้มีรูปร่างถาวร ถูกจำแนกไปตามชนิด และได้รับตำแหน่ง จุดประสงค์ และการทำหน้าที่อันคงที่อย่างถาวรตลอดชั่วกัลปาวสาน  ยิ่งไปกว่านั้น บทบาทของพวกมันท่ามกลางทุกสรรพสิ่ง และการเดินทางที่พวกมันต้องทำในระหว่างการบริหารจัดการทุกสรรพสิ่งของพระเจ้าก็ได้ถูกพระเจ้าลิขิตไว้แล้ว และมิอาจเปลี่ยนแปลงได้  นี่คือธรรมบัญญัติจากสวรรค์ที่พระผู้สร้างได้ทรงมอบให้แก่ทุกสรรพสิ่ง

“พระเจ้าทรงเห็นว่าดี”  พระวจนะที่เรียบง่ายไม่ได้รับความชื่นชมเหล่านี้ ซึ่งมักจะถูกละเลยไปนั้น เป็นพระวจนะที่มีธรรมบัญญัติจากสวรรค์และประกาศิตจากสวรรค์ที่พระเจ้าได้ทรงมอบให้แก่สรรพสิ่งที่ทรงสร้างทั้งปวง  พระวจนะเหล่านั้นเป็นรูปจำแลงอีกอย่างหนึ่งของสิทธิอำนาจของพระเจ้า รูปจำแลงที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงมากยิ่งขึ้น และลุ่มลึกมากยิ่งขึ้น  พระผู้สร้างไม่เพียงแค่ทรงสามารถได้รับทั้งหมดที่พระองค์ทรงกำหนดไว้ว่าจะได้รับ และสัมฤทธิ์ทั้งหมดที่พระองค์ทรงกำหนดไว้ว่าจะสัมฤทธิ์ โดยผ่านทางพระวจนะของพระองค์เท่านั้น แต่ยังทรงสามารถควบคุมทั้งหมดที่พระองค์ได้ทรงสร้างไว้ให้อยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ และทรงสามารถปกครองทุกสรรพสิ่งที่พระองค์ได้ทรงทำไว้ให้อยู่ภายใต้สิทธิอำนาจของพระองค์ได้อีกด้วย และยิ่งไปกว่านั้น ทั้งหมดล้วนเป็นระบบและเป็นปกติ  ทุกสรรพสิ่งยังได้แพร่หลาย ดำรงอยู่ และพินาศไปโดยพระวจนะของพระองค์ด้วยเช่นกัน และยิ่งไปกว่านั้น พวกมันได้ดำรงอยู่ท่ามกลางธรรมบัญญัติที่พระองค์ได้ทรงกำหนดไว้โดยสิทธิอำนาจของพระองค์ และไม่มีสิ่งใดได้รับการยกเว้น!  ธรรมบัญญัตินี้ได้เริ่มต้นขึ้นในทันทีทันใดที่ “พระเจ้าทรงเห็นว่าดี” และมันจะดำรงอยู่ ดำเนินต่อไป และทำหน้าที่เพื่อประโยชน์แห่งแผนการบริหารจัดการของพระเจ้าเรื่อยมาจนกระทั่งถึงวันที่มันจะถูกถอดถอนโดยพระผู้สร้าง!  สิทธิอำนาจอันทรงเอกลักษณ์ของพระผู้สร้างไม่เพียงแต่ถูกสำแดงออกในความสามารถของพระองค์ในการสร้างทุกสรรพสิ่งและบัญชาทุกสรรพสิ่งให้เป็นขึ้นมาเท่านั้น แต่ยังสำแดงออกในความสามารถของพระองค์ในการปกครองและถือครองอธิปไตยเหนือสรรพสิ่ง และประทานชีวิตและพละกำลังแก่ทุกสรรพสิ่ง และยิ่งไปกว่านั้น ในความสามารถของพระองค์ในการทำให้ทุกสรรพสิ่งที่พระองค์จะทรงสร้างในแผนของพระองค์ปรากฏและดำรงอยู่ในโลกที่พระองค์ทรงทำขึ้นในรูปทรงที่เพียบพร้อม และโครงสร้างชีวิตที่เพียบพร้อม และบทบาทที่เพียบพร้อมอย่างถาวรไปตลอดชั่วกัลปาวสาน  และเช่นเดียวกันนั้น มันยังได้สำแดงอยู่ในวิธีที่พระดำริของพระผู้สร้างไม่ตกอยู่ใต้ข้อจำกัดใด ไม่ถูกจำกัดโดยกาลเวลา พื้นที่ หรือภูมิประเทศ  พระอัตลักษณ์อันทรงเอกลักษณ์ของพระผู้สร้างก็จะคงอยู่ไม่เปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกับสิทธิอำนาจของพระองค์ตั้งแต่นิรันดร์กาลถึงนิรันดร์กาล  สิทธิอำนาจของพระองค์จะเป็นตัวแทนและสัญลักษณ์ของพระอัตลักษณ์อันทรงเอกลักษณ์ของพระองค์อยู่เสมอ และสิทธิอำนาจของพระองค์จะดำรงอยู่เคียงข้างกับพระอัตลักษณ์ของพระองค์ตลอดไป

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 1” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 88

ในวันที่หก พระผู้สร้างตรัส และสิ่งสร้างซึ่งมีชีวิตแต่ละประเภทในพระทัยของพระองค์ปรากฏตัวตามลำดับ

พระราชกิจแห่งการทรงสร้างทุกสรรพสิ่งของพระผู้สร้างได้ดำเนินต่อเนื่องไปเป็นเวลาห้าวันโดยไม่อาจรู้สึกได้ ซึ่งทันทีภายหลังจากนั้นพระผู้สร้างก็ได้ทรงต้อนรับวันที่หกแห่งการสร้างทุกสรรพสิ่งของพระองค์  วันนี้เป็นการเริ่มต้นใหม่อีกครั้งหนึ่ง และเป็นวันที่เหนือธรรมดาอีกวันหนึ่ง  เช่นนั้นแล้ว แผนของพระผู้สร้างในค่ำคืนก่อนวันใหม่นี้คืออะไร?  พระองค์จะทรงก่อกำเนิด พระองค์จะทรงสร้างสิ่งทรงสร้างใหม่ๆ อันใดขึ้น?  จงฟัง นั่นก็คือพระสุรเสียงของพระผู้สร้าง…

“พระเจ้าตรัสว่า ‘แผ่นดินจงเกิดสัตว์ที่มีชีวิตตามชนิดของมัน คือสัตว์ใช้งาน สัตว์เลื้อยคลาน และสัตว์ป่าตามชนิดของมัน’ ก็เป็นดังนั้น พระเจ้าทรงสร้างสัตว์ป่าตามชนิดของมัน สัตว์ใช้งานตามชนิดของมัน และสัตว์ต่างๆ ที่เลื้อยคลานทุกชนิดบนแผ่นดินตามชนิดของมัน แล้วพระเจ้าทรงเห็นว่าดี” (ปฐมกาล 1:24-25)  สิ่งสร้างซึ่งมีชีวิตประกอบด้วยอะไรบ้าง?  คัมภีร์ระบุว่า ปศุสัตว์ และสัตว์เลื้อยคลาน และสัตว์ป่าของแผ่นดินโลกตามประเภทของมัน  กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ในวันนี้ไม่ใช่มีแค่เพียงสิ่งสร้างซึ่งมีชีวิตทุกประเภทบนแผ่นดินโลกเท่านั้น แต่พวกมันยังถูกจำแนกออกไปตามประเภทด้วย และในทำนองเดียวกันนั้น “พระเจ้าทรงเห็นว่าดี”

ดังเช่นในระหว่างห้าวันก่อนหน้านั้น พระผู้สร้างได้ตรัสด้วยพระกระแสเสียงเดียวกันและได้ทรงสั่งให้มีนกจากสิ่งสร้างซึ่งมีชีวิตที่พระองค์ได้ทรงพึงปรารถนา และให้พวกมันปรากฏขึ้นบนแผ่นดินโลก แต่ละอย่างตามประเภทของพวกมัน  เมื่อพระผู้สร้างทรงใช้สิทธิอำนาจของพระองค์ ไม่มีพระวจนะใดของพระองค์ที่ตรัสไปโดยเปล่าประโยชน์ และดังนั้น ในวันที่หก สิ่งสร้างซึ่งมีชีวิตแต่ละอย่างที่พระองค์ได้ตั้งพระทัยที่จะสร้างก็ได้ปรากฏขึ้นในเวลาที่กำหนด  ดังเช่นที่พระผู้สร้างได้ตรัสไว้ว่า “แผ่นดินจงเกิดสัตว์ที่มีชีวิตตามชนิดของมัน” แผ่นดินโลกก็เต็มไปด้วยชีวิตทันที และบนแผ่นดินก็พลันบังเกิดลมหายใจของสิ่งสร้างซึ่งมีชีวิตทุกประเภท…ในถิ่นธุรกันดารเขียวชอุ่ม วัวอ้วนพีที่กำลังแกว่งหางไปมาปรากฏขึ้นตัวแล้วตัวเล่า แกะที่ส่งเสียงร้องรวมตัวกันเป็นฝูง และม้าที่ร้องอย่างม้าก็เริ่มวิ่งควบ…ในชั่วพริบตา ทุ่งหญ้าเงียบสงบอันกว้างใหญ่ไพศาลก็เกิดมีชีวิตขึ้นในทันทีทันใด…การปรากฏปศุสัตว์ต่างๆ นานาเหล่านี้คือภาพที่สวยงามบนทุ่งหญ้าอันเงียบสงบ และนำมาซึ่งพละกำลังที่ไร้ขอบเขต…พวกมันจะเป็นมิตรสหายของทุ่งหญ้า และเป็นนายของทุ่งหญ้า แต่ละฝ่ายจะพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันกับอีกฝ่ายหนึ่ง ดังนั้น พวกมันจะกลายเป็นผู้พิทักษ์และผู้รักษาดินแดนเหล่านี้ด้วยเช่นกัน ซึ่งจะเป็นที่อยู่อาศัยถาวรของพวกมัน และซึ่งจะจัดเตรียมสิ่งที่พวกมันทั้งหมดจำเป็นต้องการให้แก่พวกมัน เป็นแหล่งกำเนิดการบำรุงเลี้ยงชั่วนิรันดร์ให้แก่การดำรงอยู่ของพวกมัน…

ในวันเดียวกันกับที่ปศุสัตว์ต่างๆ เหล่านี้ได้เป็นขึ้นมาด้วยพระวจนะของพระผู้สร้างนั้น แมลงมากมายเหลือคณาก็ได้ปรากฏขึ้น ตัวแล้วตัวเล่า  ถึงแม้ว่าพวกมันจะเป็นสิ่งสร้างซึ่งมีชีวิตที่เล็กที่สุดท่ามกลางสรรพสิ่งที่ทรงสร้างทั้งปวง แต่พลังชีวิตของพวกมันก็ยังคงเป็นการสร้างที่มหัศจรรย์ของพระผู้สร้าง และพวกมันมิได้มาถึงช้าเกินไป…บางตัวกระพือปีกเล็กๆ ของพวกมัน ในขณะที่อีกบางตัวคืบคลานอย่างช้าๆ บางตัวกระโดดและกระเด้ง อีกบางตัวเดินตุปัดตุเป๋ บางตัวกระโจนไปข้างหน้า ในขณะที่อีกบางตัวถอยกรูดอย่างรวดเร็ว บางตัวขยับไปด้านข้าง อีกบางตัวก็กระโดดสูงๆ ต่ำๆ…ทั้งหมดนั้นยุ่งอยู่กับการพยายามหาบ้านให้ตัวพวกมันเอง กล่าวคือ  บางตัวดั้นด้นไปในพงหญ้า บางตัวเริ่มที่จะขุดรูบนพื้น บางตัวบินขึ้นไปบนต้นไม้ ซ่อนตัวในผืนป่า…ถึงแม้ว่าจะมีขนาดเล็ก แต่พวกมันก็ไม่เต็มใจที่จะสู้ทนความทรมานจากท้องที่ว่างเปล่า และหลังจากหาบ้านให้ตัวเองได้แล้ว พวกมันก็เร่งรีบแสวงหาอาหารเพื่อเลี้ยงตัวเอง  บางตัวปีนป่ายไปบนต้นหญ้าเพื่อกินยอดอ่อนของมัน บางตัวงับฝุ่นดินเต็มปากแล้วกลืนลงท้องไป กินด้วยความเอร็ดอร่อยและความยินดีอย่างมาก (สำหรับพวกมันแล้ว แม้แต่ฝุ่นดินก็เป็นอาหารเลี้ยงที่มีรสชาติแล้ว) บางตัวซ่อนอยู่ในป่า แต่พวกมันไม่ได้หยุดพัก เพราะน้ำค้างที่อยู่ในใบหญ้าสีเขียวเข้มเป็นมันได้จัดเตรียมเป็นอาหารมื้ออร่อย…หลังจากอิ่มหนำสำราญแล้ว พวกแมลงยังคงไม่หยุดกิจกรรมของพวกมัน ถึงแม้ว่าจะมีวุฒิภาวะแค่เล็กน้อย แต่พวกมันมีกำลังมหาศาลและความมีชีวิตชีวิตที่ไร้ขีดจำกัด และดังนั้น พวกมันจึงคล่องแคล่วมากที่สุดและขยันขันแข็งมากที่สุดในบรรดาสรรพสิ่งที่ทรงสร้างทั้งปวง  พวกมันไม่เคยขี้เกียจ และไม่เคยหมกมุ่นอยู่ในการหยุดพัก  ทันทีที่ความอยากอาหารของพวกมันได้อิ่มเอมแล้ว พวกมันยังคงดิ้นรนทำงานหนักเพื่อประโยชน์ของอนาคตของพวกมัน โดยทำงานยุ่งและรีบเร่งเพื่อวันพรุ่งนี้ของพวกมัน เพื่อการอยู่รอดของพวกมัน…พวกมันฮัมเพลงในท่วงทำนองและจังหวะต่างๆ อย่างแผ่วเบาเพื่อกระตุ้นและเร่งเร้าตัวพวกมันเองต่อไป  พวกมันยังได้เพิ่มความชื่นบานให้กับต้นหญ้า ต้นไม้ และผืนดินทุกนิ้ว ทำให้แต่ละวันและแต่ละปีมีเอกลักษณ์…พวกมันส่งต่อข้อมูลข่าวสารไปยังสิ่งมีชีวิตทั้งหมดบนแผ่นดินด้วยภาษาของพวกมันเองและด้วยวิธีของพวกมันเอง  พวกมันได้ทำเครื่องหมายกับทุกสรรพสิ่ง บนที่ซึ่งพวกมันได้ทิ้งร่องรอยเอาไว้ โดยใช้ครรลองชีวิตแบบพิเศษของพวกมันเอง…พวกมันมีช่วงเวลาที่ใกล้ชิดกับดิน ต้นหญ้า และผืนป่า และพวกมันนำเรี่ยวแรงและพละกำลังมาให้แก่ดิน ต้นหญ้า และผืนป่า  พวกมันได้นำการแนะนำและคำทักทายจากพระผู้สร้างมาให้แก่สิ่งมีชีวิตทั้งปวง…

สายพระเนตรอันจับจ้องของพระเจ้ากวาดมองไปทั่วทุกสรรพสิ่งที่พระองค์ได้ทรงสร้างไว้ และ ณ ชั่วขณะนี้เอง พระเนตรของพระองค์ก็หยุดชะงักอยู่ที่ผืนป่าและภูเขา พระหทัยของพระองค์ก็เปลี่ยนไป  เมื่อพระวจนะของพระองค์ถูกดำรัสออกไป ก็ได้ปรากฏสรรพสิ่งที่ทรงสร้างชนิดหนึ่งที่ไม่เหมือนกับชนิดใดที่เคยมาก่อนหน้านั้นในผืนป่าอันหนาทึบ กล่าวคือ  พวกมันคือสัตว์ป่าที่พระโอษฐ์ของพระเจ้าได้ตรัสไป  เกินกำหนดมานานแล้วที่พวกมันส่ายศีรษะและสะบัดหาง แต่ละตัวมีใบหน้าที่เป็นเอกลักษณ์ของพวกมันเอง  บางตัวมีหนังหุ้มเป็นขนยาว บางตัวหุ้มเกราะ บางตัวแยกเขี้ยว บางตัวแสยะยิ้ม บางตัวคอยาว บางตัวหางสั้น บางตัวตาเบิกโพลง บางตัวมีตาถมึงทึง บางตัวก้มกินหญ้า บางตัวมีเลือดติดรอบปาก บางตัวกระเด้งไปบนขาสองข้าง บางตัวก้าวเดินบนกีบเท้าสี่ข้าง บางตัวมองไปไกลบนยอดไม้ บางตัวนอนรออยู่ในป่า บางตัวค้นหาถ้ำเพื่อหยุดพัก บางตัววิ่งกระโดดโลดเต้นบนที่ราบ บางตัวตระเวนไปทั่วป่า…บางตัวส่งเสียงคำราม บางตัวส่งเสียงหอน บางตัวเห่า บางตัวส่งเสียงร้อง…บางตัวมีเสียงสูง บางตัวมีเสียงทุ้ม บางตัวมีเสียงเต็มคอ บางตัวมีเสียงใสและไพเราะ…บางตัวหน้าบูดบึ้ง บางตัวสวยงาม บางตัวน่าขยะแขยง บางตัวน่าชม บางตัวกลัว บางตัวไร้เดียงสาอย่างมีเสน่ห์…พวกมันแต่ละตัวออกมาทีละตัว  จงดูว่าพวกมันสูงและมีกำลังเพียงใด มีจิตวิญญาณอิสระ ไม่แยแสอย่างนิ่งเฉยต่อกันและกัน ไม่มัวแต่จะสละสายตาชำเลืองมองกัน…พวกมันปรากฏขึ้นในป่าและบนภูเขา โดยแต่ละตัวมีชีวิตแบบเฉพาะที่พระผู้สร้างได้ประทานให้แก่พวกมัน และมีความดุร้ายของพวกมันเอง และความโหดร้าย  เย่อหยิ่งกว่าสิ่งใดทั้งหมด ยโสโอหังอย่างเต็มที่—ผู้ใดได้ทำให้พวกมันเป็นนายที่แท้จริงแห่งภูเขาและผืนป่า?  จากชั่วขณะที่พระผู้สร้างได้ทรงลิขิตการปรากฏของพวกมัน พวกมันก็ “อ้างสิทธิ์” กับป่าและกับภูเขา เพราะพระผู้สร้างได้ทรงประทับตราอาณาเขตของพวกมันและได้ทรงกำหนดวงเขตการดำรงอยู่ของพวกมันไว้แล้ว  เฉพาะพวกมันเท่านั้นที่เป็นเจ้าเป็นนายที่แท้จริงแห่งภูเขาและผืนป่า และนั่นคือเหตุผลที่พวกมันป่าเถื่อนยิ่งนัก เย่อหยิ่งยิ่งนัก  พวกมันถูกเรียกว่า “สัตว์ป่า” ก็เพียงเพราะในบรรดาสรรพสิ่งที่ทรงสร้างทั้งปวงนั้น พวกมันเป็นบรรดาสิ่งที่ป่าเถื่อน ดุร้าย และไม่เชื่องอย่างแท้จริง  พวกมันไม่สามารถทำให้เชื่องได้ ดังนั้นพวกมันจึงไม่สามารถถูกเลี้ยงได้ และไม่สามารถใช้ชีวิตอย่างปรองดองกับมวลมนุษย์และทำงานหนักแทนมวลมนุษย์ได้  เป็นเพราะพวกมันไม่สามารถถูกเลี้ยงได้ ไม่สามารถทำงานให้มวลมนุษย์ได้ พวกมันจึงต้องใช้ชีวิตในที่ห่างไกลจากมวลมนุษย์ และมนุษย์ไม่สามารถเข้าหาพวกมันได้  ในทางกลับกัน เป็นเพราะพวกมันใช้ชีวิตอยู่ในที่ห่างไกลจากมวลมนุษย์ และมนุษย์ไม่สามารถเข้าหาพวกมันได้ พวกมันจึงสามารถทำความรับผิดชอบที่พระผู้สร้างได้ประทานให้พวกมันให้สำเร็จลุล่วงได้ นั่นก็คือ การพิทักษ์ภูเขาและผืนป่า  ความป่าเถื่อนของพวกมันปกป้องคุ้มครองภูเขาและพิทักษ์ผืนป่า และเป็นเครื่องป้องกันและหลักประกันที่ดีที่สุดของการดำรงอยู่และการแพร่พันธุ์ของพวกมัน  ในเวลาเดียวกันนั้น ความป่าเถื่อนของพวกมันได้รับประกันและคงไว้ซึ่งความสมดุลท่ามกลางทุกสรรพสิ่ง  การมาถึงของพวกมันได้นำการสนับสนุนและสิ่งยึดเหนี่ยวมาให้แก่ภูเขาและผืนป่า การมาถึงของพวกมันได้ฉีดเรี่ยวแรงและพละกำลังให้แก่ภูเขาและผืนป่าที่นิ่งและว่างเปล่า  จากจุดนี้เป็นต้นไป ภูเขาและผืนป่ากลายเป็นที่อยู่อาศัยถาวรของพวกมัน และพวกมันจะไม่มีวันสูญเสียบ้านของพวกมันไป เพราะภูเขาและผืนป่าได้ปรากฏและดำรงอยู่เพื่อพวกมันนั่นเอง สัตว์ป่าจะทำหน้าที่ของพวกมันให้สำเร็จลุล่วง และทำทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกมันสามารถทำได้เพื่อพิทักษ์สิ่งเหล่านั้น  ดังนั้น สัตว์ป่าก็จะปฏิบัติตามการแนะนำของพระผู้สร้างอย่างเข้มงวด ที่ให้ยึดมั่นกับดินแดนของพวกมัน และใช้ธรรมชาติอย่างสัตว์ป่าของพวกมันต่อไปเพื่อคงไว้ซึ่งสมดุลของทุกสรรพสิ่งที่พระผู้สร้างได้ทรงสถาปนาขึ้น และแสดงออกไปให้เห็นถึงสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระผู้สร้าง!

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 1” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 89

ภายใต้สิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง ทุกสรรพสิ่งล้วนเพียบพร้อม

ทุกสรรพสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงสร้างขึ้น รวมทั้งพวกที่สามารถเคลื่อนที่ได้และพวกที่ไม่สามารถเคลื่อนที่ได้ เช่นนกและปลา เช่นต้นไม้และดอกไม้ และรวมทั้งปศุสัตว์ แมลง และสัตว์ป่าที่ถูกทำขึ้นในวันที่หก—พวกมันล้วนดีงามในสายพระเนตรของพระเจ้า และยิ่งไปกว่านั้น ในสายพระเนตรของพระเจ้าแล้วสิ่งเหล่านี้ ซึ่งสอดคล้องกับแผนของพระองค์ ล้วนได้บรรลุจุดสูงสุดของความเพียบพร้อมและถึงมาตรฐานที่พระเจ้าได้ทรงปรารถนาที่จะสัมฤทธิผลแล้ว  พระผู้สร้างได้ทรงพระราชกิจที่พระองค์ได้ตั้งพระทัยที่จะทำตามแผนของพระองค์ทีละขั้นตอน  สิ่งทั้งหลายที่พระองค์ได้ตั้งพระทัยที่จะสร้างได้ปรากฏขึ้นตามลำดับ และการปรากฏของแต่ละชนิดเป็นภาพสะท้อนแห่งสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง เป็นการตกผลึกแห่งสิทธิอำนาจของพระองค์  เนื่องจากการตกผลึกเหล่านี้ จึงช่วยไม่ได้ที่สรรพสิ่งที่ทรงสร้างทั้งปวงจะมีแต่สำนึกขอบคุณสำหรับพระคุณและการจัดเตรียมของพระผู้สร้าง  ขณะที่กิจการที่มหัศจรรย์ทั้งหลายของพระเจ้าได้สำแดงตัวเองออกมา โลกใบนี้ก็ได้เพิ่มพูนไปด้วยสิ่งต่างๆ ทั้งหมดที่พระเจ้าได้ทรงสร้างขึ้นทีละชิ้นๆ และมันได้เปลี่ยนแปลงจากความสับสนวุ่นวายและความมืดไปเป็นความชัดเจนและความสว่างไสว จากความเงียบงันอย่างกับความตายไปเป็นความมีชีวิตชีวาและพละกำลังอันไร้ขีดจำกัด  ท่ามกลางทุกสรรพสิ่งแห่งการทรงสร้าง จากขนาดใหญ่ถึงขนาดเล็ก จากขนาดเล็กถึงขนาดจิ๋ว ไม่มีสิ่งใดเลยที่ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นโดยสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระผู้สร้าง และได้มีความจำเป็นและคุณค่าภายในตัวที่เป็นเอกลักษณ์ต่อการดำรงอยู่ของสิ่งที่ทรงสร้างแต่ละสิ่ง  ไม่ว่าจะมีความแตกต่างอย่างไรในรูปทรงและโครงสร้างของพวกมัน พวกมันก็มีแต่ต้องได้ถูกสร้างขึ้นโดยพระผู้สร้างเพื่อให้ดำรงอยู่ภายใต้สิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง บางครั้งผู้คนจะมองเห็นแมลง ตัวที่น่าเกลียดอย่างมาก และพวกเขาจะพูดว่า “พวกมันช่างน่าเกลียดน่ากลัวเหลือเกิน ไม่มีทางที่สิ่งน่าเกลียดเช่นนั้นจะถูกสร้างขึ้นโดยพระเจ้า—ไม่มีทางที่พระองค์จะทรงสร้างบางอย่างที่น่าเกลียดถึงเพียงนั้น”  เป็นทรรศนะที่โง่เขลาอะไรเช่นนี้!  พวกเขาควรจะกล่าวว่า “ถึงแม้แมลงตัวนี้จะน่าเกลียดยิ่งนัก แต่พระเจ้าก็ได้สร้างมันขึ้นมา และดังนั้น มันต้องมีจุดประสงค์ที่เป็นเอกลักษณ์ของมันเอง”  ในพระดำริของพระเจ้านั้น พระองค์ได้ตั้งพระทัยที่จะมอบสภาพปรากฏทุกอย่าง และการทำงานและการใช้ประโยชน์ทุกประเภท ให้แก่สิ่งมีชีวิตต่างๆ ที่พระองค์ได้สร้างขึ้น และดังนั้นจึงไม่มีสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงสร้างขึ้นอันใดเลยที่เหมือนกันอย่างกับแกะ  จากองค์ประกอบภายในถึงภายนอกของพวกมัน จากนิสัยการใช้ชีวิตของพวกมันถึงตำแหน่งที่ตั้งที่พวกมันยึดครอง—แต่ละอย่างแตกต่างกัน  วัวมีสภาพปรากฏของวัว ลามีสภาพปรากฏของลา กวางมีสภาพปรากฏของกวาง และช้างก็มีสภาพปรากฏของช้าง  เจ้าสามารถพูดได้หรือไม่ว่าสิ่งใดดูดีที่สุด และสิ่งใดน่าเกลียดที่สุด?  เจ้าสามารถพูดได้หรือไม่ว่าสิ่งใดมีประโยชน์มากที่สุด และการดำรงอยู่ของสิ่งใดมีความจำเป็นน้อยที่สุด?  ผู้คนบางคนชอบรูปร่างหน้าตาของช้าง แต่ไม่มีผู้ใดใช้ช้างเพื่อเพาะปลูกในทุ่งนา ผู้คนบางคนชอบรูปร่างหน้าตาของสิงโตและเสือ เพราะสภาพปรากฏของพวกมันน่าประทับใจมากที่สุดท่ามกลางทุกสรรพสิ่ง แต่เจ้าสามารถเก็บพวกมันไว้เป็นสัตว์เลี้ยงได้หรือไม่?  กล่าวสั้นๆ คือ เมื่อพูดถึงสิ่งต่างๆ มากมายเหลือคณานับแห่งการทรงสร้าง มนุษย์ควรยอมทำตามสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง ซึ่งกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ยอมทำตามระเบียบที่พระผู้สร้างได้ทรงกำหนดให้แก่ทุกสรรพสิ่ง นี่คือท่าทีที่มีปัญญามากที่สุด  มีเพียงท่าทีแห่งการแสวงหา และการเชื่อฟังเจตนารมณ์ดั้งเดิมของพระผู้สร้างเท่านั้นที่เป็นการยอมรับที่แท้จริงและความแน่นอนแห่งสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง  มันดีงามในสายพระเนตรของพระเจ้า ดังนั้น มีเหตุใดที่มนุษย์ต้องหาข้อผิดพลาด?

ด้วยเหตุนี้ ทุกสรรพสิ่งภายใต้สิทธิอำนาจของพระผู้สร้างจะต้องแสดงการประสานเสียงใหม่เพื่ออธิปไตยของพระผู้สร้าง จะต้องเริ่มต้นการโหมโรงที่เจิดจรัสเพื่อพระราชกิจแห่งวันใหม่ของพระองค์ และ ณ ชั่วขณะนี้ พระผู้สร้างจะทรงเปิดหน้าใหม่ในพระราชกิจแห่งการบริหารจัดการของพระองค์ด้วยเช่นกัน!  ตามธรรมบัญญัติที่พระผู้สร้างได้ทรงกำหนดไว้ให้ความสดใหม่แตกหน่อในฤดูใบไม้ผลิ ให้มีการสุกงอมในฤดูร้อน การเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วง และการเก็บรักษาในฤดูหนาว ทุกสรรพสิ่งจะสะท้อนเสียงไปกับแผนการบริหารจัดการของพระผู้สร้าง และพวกมันจะต้อนรับวันใหม่ การเริ่มต้นใหม่ และครรลองชีวิตใหม่ของพวกมันเอง  พวกมันจะดำรงชีวิตต่อไปและสืบพันธุ์อย่างต่อเนื่องไม่มีที่สิ้นสุดเพื่อต้อนรับแต่ละวันภายใต้อธิปไตยแห่งสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง…

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 1” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 90

ไม่มีสิ่งมีชีวิตทรงสร้างและสิ่งมีชีวิตที่ไม่ทรงสร้างใดที่สามารถแทนที่พระอัตลักษณ์ของพระผู้สร้างได้

จากเมื่อครั้งที่พระองค์ได้ทรงเริ่มต้นการสร้างทุกสรรพสิ่ง ฤทธานุภาพของพระเจ้าก็ได้เริ่มแสดงออกและเผยออกไป เพราะพระเจ้าทรงใช้พระวจนะเพื่อสร้างทุกสรรพสิ่ง  ไม่ว่าพระองค์จะได้ทรงสร้างพวกมันในลักษณะใด ไม่ว่าพระองค์จะได้ทรงสร้างพวกมันเพราะเหตุใด ทุกสรรพสิ่งก็ได้เป็นขึ้นมาและยืนหยัดมั่นคงและดำรงอยู่เนื่องจากพระวจนะของพระเจ้า นี่คือสิทธิอำนาจอันทรงเอกลักษณ์ของพระผู้สร้าง  ในเวลาก่อนที่มวลมนุษย์จะได้ปรากฏขึ้นในโลกนี้ พระผู้สร้างได้ทรงใช้ฤทธานุภาพและสิทธิอำนาจของพระองค์เพื่อสร้างทุกสรรพสิ่งให้แก่มวลมนุษย์ และได้ทรงใช้วิธีการที่มีเอกลักษณ์ของพระองค์เพื่อตระเตรียมสภาพแวดล้อมในการดำรงชีวิตที่เหมาะสมให้แก่มวลมนุษย์  ทั้งหมดที่พระองค์ได้ทรงทำอยู่ในการตระเตรียมให้แก่มวลมนุษย์ ผู้ซึ่งจะได้รับลมปราณของพระองค์ในไม่ช้า  กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ในเวลาก่อนที่มวลมนุษย์จะถูกสร้างขึ้น สิทธิอำนาจของพระเจ้าได้รับการแสดงออกไปในสรรพสิ่งทรงสร้างทั้งปวงที่แตกต่างไปจากมวลมนุษย์ ในสิ่งทั้งหลายที่ยิ่งใหญ่อย่างฟ้าสวรรค์ ดวงสว่าง ทะเล และแผ่นดิน และในพวกที่มีขนาดเล็กอย่างสัตว์และนก ตลอดจนแมลงและจุลินทรีย์ทุกประเภท รวมถึงแบคทีเรียต่างๆ ที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า  แต่ละสิ่งได้ถูกมอบชีวิตให้โดยพระวจนะของพระผู้สร้าง แต่ละสิ่งได้แพร่หลายเนื่องจากพระวจนะของพระผู้สร้าง และแต่ละสิ่งได้ดำรงชีวิตภายใต้อธิปไตยของพระผู้สร้างเนื่องจากพระวจนะของพระองค์  ถึงแม้ว่าพวกมันจะไม่ได้รับลมปราณของพระผู้สร้าง แต่พวกมันยังคงได้แสดงออกไปให้เห็นถึงพละกำลังแห่งชีวิตที่พระผู้สร้างได้ประทานให้พวกมันโดยผ่านทางรูปร่างและโครงสร้างที่แตกต่างกันของพวกมัน ถึงแม้ว่าพวกมันจะไม่ได้รับความสามารถในการพูดที่พระผู้สร้างได้ทรงมอบให้แก่มวลมนุษย์ แต่พวกมันแต่ละสิ่งก็ได้รับหนทางหนึ่งในการแสดงชีวิตของพวกมันที่พระผู้สร้างได้ประทานให้พวกมัน และซึ่งแตกต่างไปจากภาษาของมนุษย์  สิทธิอำนาจของพระผู้สร้างไม่เพียงแต่มอบพละกำลังแห่งชีวิตแก่สิ่งที่เป็นวัตถุที่ดูเหมือนอยู่กับที่ เพื่อที่พวกมันจะไม่มีวันหายไปเท่านั้น แต่พระองค์ยังทรงมอบสัญชาตญาณในการสืบพันธุ์และทวีจำนวนให้แก่สิ่งมีชีวิตทุกสิ่งด้วย เพื่อที่พวกมันจะไม่มีวันอันตรธานไป และเพื่อที่พวกมันจะได้ส่งต่อธรรมบัญญัติและหลักธรรมแห่งการอยู่รอดที่พระผู้สร้างได้ทรงประสิทธิ์ประสาทให้พวกมันรุ่นแล้วรุ่นเล่า  ลักษณะที่พระผู้สร้างทรงใช้สิทธิอำนาจของพระองค์ไม่ได้ยึดติดอย่างเหนียวแน่นต่อทัศนคติแบบมหัพภาคหรือจุลภาค และไม่จำกัดอยู่กับรูปร่างใด พระองค์ทรงสามารถบัญชาการปฏิบัติงานของจักรวาลและครองอธิปไตยเหนือการมีชีวิตและความตายของทุกสรรพสิ่ง และยิ่งไปกว่านั้น พระองค์ทรงสามารถยักย้ายทุกสรรพสิ่งเพื่อให้พวกมันรับใช้พระองค์ พระองค์ทรงสามารถบริหารจัดการการทำงานทั้งหมดของภูเขา แม่น้ำ และทะเลสาบ และปกครองทุกสรรพสิ่งภายในสิ่งเหล่านั้น และเหนือยิ่งกว่านั้น พระองค์ทรงสามารถจัดเตรียมสิ่งที่มีความจำเป็นต่อทุกสรรพสิ่ง  นี่คือการสำแดงถึงสิทธิอำนาจอันทรงเอกลักษณ์ของพระผู้สร้างท่ามกลางทุกสรรพสิ่งที่นอกเหนือจากมวลมนุษย์  การสำแดงเช่นนั้นไม่ใช่เป็นไปในเวลาเพียงชั่วชีวิตหนึ่งเท่านั้น มันจะไม่มีวันยุติ ไม่หยุดพัก อีกทั้งมันไม่สามารถถูกปรับเปลี่ยนหรือทำลายได้บุคคลหรือสิ่งใดๆ ได้ อีกทั้งไม่สามารถถูกเพิ่มหรือลดโดยบุคคลหรือสิ่งใดๆ ได้—เพราะไม่มีสิ่งใดสามารถแทนที่พระอัตลักษณ์ของพระผู้สร้างได้ และดังนั้น สิทธิอำนาจของพระผู้สร้างจึงไม่สามารถถูกแทนที่โดยสิ่งมีชีวิตทรงสร้างใดๆ ได้ ไม่สามารถบรรลุถึงได้โดยสิ่งมีชีวิตที่ไม่ทรงสร้างใดๆ  จงดูบรรดาผู้สื่อสารและทูตสวรรค์ของพระเจ้าเป็นตัวอย่าง  พวกเขาไม่มีฤทธานุภาพของพระเจ้า นับประสาอะไรที่จะมีสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง และเหตุผลที่ว่าเหตุใดพวกเขาจึงไม่มีฤทธานุภาพและสิทธิอำนาจของพระเจ้าก็คือเพราะพวกเขาไม่มีเนื้อแท้ของพระผู้สร้าง  สิ่งชีวิตที่ไม่ทรงสร้าง เช่น ผู้สื่อสารและทูตสวรรค์ของพระเจ้านั้น ถึงแม้ว่าพวกเขาจะสามารถทำบางสิ่งบางอย่างในนามของพระเจ้าได้ แต่ก็ไม่สามารถเป็นตัวแทนของพระเจ้าได้  ถึงแม้ว่าพวกเขาจะมีกำลังบางอย่างที่ไม่มนุษย์ไม่มี แต่พวกเขาก็ไม่มีสิทธิอำนาจของพระเจ้า พวกเขาไม่มีสิทธิอำนาจของพระเจ้าในการที่จะสร้างทุกสรรพสิ่ง ในการบัญชาทุกสรรพสิ่ง และในการถือครองอธิปไตยเหนือทุกสรรพสิ่ง  ดังนั้น ความทรงเอกลักษณ์ของพระเจ้าจึงไม่สามารถถูกแทนที่โดยสิ่งมีชีวิตที่ไม่ทรงสร้างใดได้ และในทำนองเดียวกันนั้น สิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระเจ้าก็ไม่สามารถถูกแทนที่โดยสิ่งมีชีวิตที่ไม่ทรงสร้างใดได้  ในพระคัมภีร์ เจ้าเคยอ่านเรื่องผู้สื่อสารคนใดของพระเจ้าที่ได้สร้างทุกสรรพสิ่งหรือไม่?  เหตุใดพระเจ้าจึงไม่เคยส่งผู้สื่อสารหรือทูตสวรรค์ของพระองค์คนใดไปสร้างทุกสรรพสิ่ง?  นั่นเป็นเพราะพวกเขาไม่มีสิทธิอำนาจของพระเจ้า และดังนั้นพวกเขาจึงไม่มีความสามารถในการใช้สิทธิอำนาจของพระเจ้า  พวกเขาทั้งหมดอยู่ภายใต้อธิปไตยของพระผู้สร้าง และอยู่ภายใต้สิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง เช่นเดียวกับสรรพสิ่งที่ทรงสร้างทั้งปวง และดังนั้น ในหนทางเดียวกันนี้ พระผู้สร้างก็ทรงเป็นพระเจ้าของพวกเขาและองค์อธิปัตย์ของพวกเขาด้วยเช่นกัน  ท่ามกลางพวกเขาแต่ละท่าน—ไม่ว่าพวกเขาจะสูงศักดิ์หรือต่ำต้อย มีอำนาจยิ่งใหญ่หรือน้อยนิด—ก็ไม่มีสักท่านเดียวที่สามารถก้าวล้ำสิทธิอำนาจของพระผู้สร้างได้ และดังนั้น ท่ามกลางพวกเขาจึงไม่มีสักท่านเดียวที่สามารถแทนที่พระอัตลักษณ์ของพระผู้สร้างได้  พวกเขาจะไม่มีวันได้รับการเรียกขานว่าพระเจ้า และจะไม่มีวันสามารถกลายเป็นพระผู้สร้างได้  เหล่านี้คือความจริงและข้อเท็จจริงที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้!

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 1” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 91

พระเจ้าทรงใช้พระวจนะของพระองค์เพื่อตั้งพันธสัญญากับมนุษย์

ปฐมกาล 9:11-13 “เราจะตั้งพันธสัญญาของเราไว้กับพวกเจ้าว่าจะไม่ทำลายมนุษย์และสัตว์ทั้งปวงโดยให้น้ำท่วมอีก และจะไม่ให้มีน้ำมาท่วมทำลายโลกอีกต่อไป” พระเจ้าตรัสว่า “นี่แหละเป็นเครื่องหมายแห่งพันธสัญญา ซึ่งเราให้ไว้ระหว่างเรากับพวกเจ้า และกับสัตว์มีชีวิตทั้งปวงที่อยู่กับพวกเจ้าสืบไปทุกชั่วอายุ คือเราตั้งรุ้งของเราไว้ที่เมฆ และรุ้งนั้นจะเป็นเครื่องหมายแห่งพันธสัญญาระหว่างเรากับโลก”

หลังจากที่พระองค์ทรงสร้างทุกสรรพสิ่ง สิทธิอำนาจของพระผู้สร้างก็ได้รับการยืนยันและแสดงออกไปอีกครั้งในพันธสัญญาแห่งรุ้ง

สิทธิอำนาจของพระผู้สร้างแสดงออกให้เห็นและใช้อยู่เสมอท่ามกลางสรรพสิ่งที่ทรงสร้างทั้งปวง และพระองค์ไม่เพียงแต่ทรงปกครองชะตากรรมของทุกสรรพสิ่งเท่านั้น หากแต่พระองค์ยังทรงปกครองมวลมนุษย์ด้วย ซึ่งเป็นสิ่งทรงสร้างพิเศษที่พระองค์ได้สร้างขึ้นด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง และซึ่งมีโครงสร้างชีวิตที่แตกต่างและดำรงอยู่ในรูปแบบชีวิตที่แตกต่าง  หลังจากทรงสร้างทุกสรรพสิ่งแล้ว พระผู้สร้างไม่ได้ทรงหยุดแสดงออกถึงสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระองค์ สำหรับพระองค์แล้ว สิทธิอำนาจที่พระองค์ได้ทรงใช้ถือครองอธิปไตยเหนือทุกสรรพสิ่งและชะตากรรมของมวลมนุษย์ทั้งหมดนั้นได้เริ่มต้นอย่างเป็นทางการเฉพาะเมื่อมวลมนุษย์ได้ถือกำเนิดจากพระหัตถ์ของพระองค์อย่างแท้จริงแล้วเท่านั้น  พระองค์ได้ตั้งพระทัยที่จะบริหารจัดการมวลมนุษย์ และปกครองมวลมนุษย์ พระองค์ได้ตั้งพระทัยที่จะช่วยมวลมนุษย์ให้รอดและที่จะได้รับมวลมนุษย์ไว้อย่างแท้จริง ที่จะได้รับมวลมนุษย์ที่สามารถปกครองทุกสรรพสิ่ง พระองค์ได้ตั้งพระทัยที่จะทำให้มวลมนุษย์ดังกล่าวดำรงชีวิตอยู่ภายใต้สิทธิอำนาจของพระองค์ และรู้จักและเชื่อฟังสิทธิอำนาจของพระองค์  ด้วยเหตุนี้เอง พระเจ้าจึงได้ทรงเริ่มแสดงสิทธิอำนาจของพระองค์อย่างเป็นทางการท่ามกลางมนุษย์โดยใช้พระวจนะของพระองค์ และได้ทรงเริ่มใช้สิทธิอำนาจของพระองค์เพื่อทำให้พระวจนะทั้งหลายของพระองค์เป็นจริง  แน่นอนว่า สิทธิอำนาจของพระเจ้าถูกแสดงออกไปให้เห็นในที่ต่างๆ ทั้งหมดในระหว่างกระบวนการนี้ เราเพียงแค่หยิบยกเอาตัวอย่างพิเศษที่รู้จักกันดีบางตัวอย่างมาจากสิ่งที่พวกเจ้าอาจจะเข้าใจและรู้จักถึงความทรงเอกลักษณ์ของพระเจ้าและสิทธิอำนาจอันทรงเอกลักษณ์ของพระองค์

มีความคล้ายคลึงกันระหว่างบทตอนในปฐมกาล 9:11-13 กับบทตอนข้างต้นที่เกี่ยวกับบันทึกถึงการทรงสร้างโลกของพระเจ้า แต่กระนั้นก็ยังมีความแตกต่างอย่างหนึ่งด้วยเช่นกัน  อะไรคือความคล้ายคลึงกันนั้น?  ความคล้ายคลึงกันมีอยู่ในการที่พระเจ้าทรงใช้พระวจนะเพื่อทำสิ่งที่พระองค์ตั้งพระทัยไว้ และความแตกต่างอยู่ตรงที่บทตอนที่อ้างถึงในที่นี้เป็นตัวแทนการสนทนากับมนุษย์ของพระเจ้า ซึ่งในการนี้พระองค์ได้ทรงตั้งพันธสัญญาหนึ่งกับมนุษย์และได้ทรงบอกกับมนุษย์ถึงสิ่งที่บรรจุอยู่ภายในพันธสัญญานั้น  การใช้สิทธิอำนาจของพระเจ้าครั้งนี้สัมฤทธิ์ผลในระหว่างการสนทนากับมนุษย์ของพระองค์ ซึ่งกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ก่อนหน้าที่จะมีการทรงสร้างมวลมนุษย์ พระวจนะของพระเจ้าเป็นคำแนะนำและพระบัญชา ซึ่งถูกประกาศแก่สรรพสิ่งที่ทรงสร้างที่พระองค์ได้ตั้งพระทัยที่จะสร้าง  แต่บัดนี้ได้มีใครบางคนได้ยินพระวจนะของพระเจ้า และดังนั้น พระวจนะของพระองค์จึงเป็นทั้งการสนทนากับมนุษย์และเป็นการเตือนสติและการเตือนสอนมนุษย์ด้วย  ยิ่งไปกว่านั้น พระวจนะของพระเจ้ายังเป็นพระบัญญัติที่เป็นสิทธิอำนาจของพระองค์ และเป็นสิ่งที่ถูกจัดส่งไปยังทุกสรรพสิ่ง

การกระทำใดของพระเจ้าที่ถูกบันทึกไว้ในบทตอนนี้?  บทตอนนี้บันทึกถึงพันธสัญญาที่พระเจ้าได้ทรงตั้งไว้กับมนุษย์หลังจากการทำลายล้างโลกด้วยน้ำท่วมของพระองค์ บทตอนนี้บอกกับมนุษย์ว่า พระเจ้าจะไม่ทรงส่งการทำลายล้างเช่นนั้นมายังโลกอีก และว่าพระเจ้าได้ทรงสร้างหมายสำคัญหนึ่งไว้ในตอนท้ายนี้  สิ่งใดคือหมายสำคัญนี้?  ในคัมภีร์มีการตรัสว่า “เราตั้งรุ้งของเราไว้ที่เมฆ และรุ้งนั้นจะเป็นเครื่องหมายแห่งพันธสัญญาระหว่างเรากับโลก”  เหล่านี้คือพระวจนะดั้งเดิมที่พระผู้สร้างได้ตรัสกับมวลมนุษย์  ขณะที่พระองค์ได้ตรัสพระวจนะเหล่านี้ รุ้งก็ได้ปรากฏขึ้นต่อสายตาของมนุษย์ และมันคงอยู่ ณ ที่นั้นมาจนกระทั่งถึงทุกวันนี้  ทุกคนเคยเห็นรุ้งดังกล่าว และเมื่อเจ้ามองเห็นมัน เจ้ารู้หรือไม่ว่ามันปรากฏอย่างไร?  วิทยาศาสตร์ก็ไม่สามารถพิสูจน์มัน หรือหาตำแหน่งแหล่งกำเนิดของมัน หรือระบุที่ตั้งของมันได้  นั่นก็เป็นเพราะรุ้งคือหมายสำคัญแห่งพันธสัญญาที่ตั้งขึ้นระหว่างพระผู้สร้างกับมนุษย์ มันไม่จำเป็นต้องใช้พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ มันไม่ได้ถูกทำขึ้นโดยมนุษย์ อีกทั้งมนุษย์ไม่สามารถที่จะปรับเปลี่ยนมันได้  มันเป็นความต่อเนื่องของสิทธิอำนาจของพระผู้สร้างหลังจากที่พระองค์ได้ตรัสพระวจนะของพระองค์แล้ว  พระผู้สร้างทรงใช้วิธีการเฉพาะของพระองค์เองเพื่อปฏิบัติตามพันธสัญญาของพระองค์กับมนุษย์และพระสัญญาของพระองค์ และดังนั้น การที่พระองค์ทรงใช้รุ้งเป็นหมายสำคัญแห่งพันธสัญญานี้ที่พระองค์ได้ทรงตั้งขึ้นนั้น เป็นประกาศิตจากสวรรค์และกฎที่จะคงอยู่ตลอดไปไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นในด้านของพระผู้สร้างหรือมวลมนุษย์ที่ทรงสร้าง  ธรรมบัญญัติที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้นี้ต้องกล่าวว่าเป็นการสำแดงที่แท้จริงอีกอย่างหนึ่งถึงสิทธิอำนาจของพระผู้สร้างภายหลังจากการทรงสร้างทุกสรรพสิ่งของพระผู้สร้าง และต้องกล่าวว่าสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระผู้สร้างนั้นไร้ขีดจำกัด การที่พระองค์ทรงใช้รุ้งเป็นหมายสำคัญคือความต่อเนื่องและการขยายสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง  นี่คือกิจการอีกอย่างหนึ่งที่พระเจ้าทรงปฏิบัติโดยการใช้พระวจนะของพระองค์ และเป็นหมายสำคัญแห่งพันธสัญญาที่พระเจ้าได้ทรงตั้งขึ้นกับมนุษย์โดยใช้พระวจนะ  พระองค์ได้ทรงบอกกับมนุษย์ถึงสิ่งที่พระองค์ได้ทรงมุ่งมั่นที่จะนำมา และในลักษณะที่มันจะสำเร็จลุล่วงและสัมฤทธิ์ผล  ในหนทางนี้เรื่องนั้นสำเร็จลุล่วงไปตามพระวจนะจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า  มีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงครองฤทธานุภาพเช่นนั้น และวันนี้ หลายพันปีหลังจากที่พระองค์ได้ตรัสพระวจนะเหล่านี้ มนุษย์ยังคงสามารถมองดูรุ้งที่ถูกตรัสจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า  เนื่องจากพระวจนะเหล่านั้นที่พระเจ้าทรงดำรัสไว้ สิ่งนี้จึงได้คงอยู่โดยไม่ปรับเปลี่ยนและไม่เปลี่ยนแปลงมาจนกระทั่งถึงวันนี้  ไม่มีผู้ใดสามารถลบรุ้งนี้ได้ ไม่มีผู้ใดสามารถเปลี่ยนแปลงกฎของมันได้ และมันมีอยู่เพียงเพราะพระวจนะของพระเจ้าเท่านั้น  นี่คือสิทธิอำนาจของพระเจ้าอย่างแน่นอน  “พระเจ้าทรงดีงามดังเช่นพระวจนะของพระองค์ และพระวจนะของพระองค์จะสำเร็จลุล่วง และสิ่งที่พระองค์ทรงทำให้สำเร็จลุล่วงจะคงอยู่ตลอดกาล”  พระวจนะดังกล่าวสำแดงไว้ ณ ที่นี้อย่างชัดเจน และมันเป็นหมายสำคัญและคุณลักษณะที่ชัดเจนของสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระเจ้า  หมายสำคัญหรือคุณลักษณะเช่นนั้นไม่มีอยู่หรือมองไม่เห็นในสิ่งมีชีวิตทรงสร้างใดๆ อีกทั้งมองไม่เห็นอยู่ในสิ่งมีชีวิตที่ไม่ทรงสร้างใดๆ  มันเป็นของพระเจ้าผู้ทรงเอกลักษณ์เท่านั้น และจำแนกพระอัตลักษณ์และเนื้อแท้ที่พระผู้สร้างเท่านั้นจะทรงมีออกจากอัตลักษณ์และเนื้อแท้ของสรรพสิ่งที่ทรงสร้าง  ในขณะเดียวกัน มันยังเป็นหมายสำคัญและพระลักษณะเฉพาะที่ไม่มีวันจะถูกก้าวล้ำโดยสิ่งมีชีวิตทรงสร้างหรือที่ไม่ได้ทรงสร้างใดๆ นอกเหนือจากพระเจ้าพระองค์เอง

การที่พระเจ้าทรงตั้งพันธสัญญาของพระองค์กับมนุษย์เป็นการกระทำที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่พระองค์ได้ตั้งพระทัยที่จะใช้เพื่อสื่อสารข้อเท็จจริงหนึ่งกับมนุษย์และบอกให้มนุษย์รู้น้ำพระทัยของพระองค์  ในด้านนี้พระองค์ได้ทรงใช้วิธีการที่เป็นเอกลักษณ์ โดยใช้หมายสำคัญพิเศษเพื่อตั้งพันธสัญญากับมนุษย์ หมายสำคัญซึ่งเป็นพระสัญญาแห่งพันธสัญญาที่พระองค์ได้ทรงตั้งไว้กับมนุษย์  ดังนั้น การตั้งพันธสัญญานี้เป็นเหตุการณ์ที่ยิ่งใหญ่ใช่หรือไม่?  แล้วมันยิ่งใหญ่อย่างไร?  นี่คือสิ่งที่พิเศษเกี่ยวกับพันธสัญญาอย่างแท้จริง กล่าวคือ  มันไม่ใช่พันธสัญญาที่ตั้งขึ้นระหว่างมนุษย์คนหนึ่งกับอีกคนหนึ่ง หรือกลุ่มหนึ่งกับอีกกลุ่มหนึ่ง หรือประเทศหนึ่งกับอีกประเทศหนึ่ง แต่เป็นพันธสัญญาที่ตั้งขึ้นระหว่างพระผู้สร้างกับมวลมนุษย์ทั้งปวง และมันจะยังคงมีผลไปจนกระทั่งถึงวันพระผู้สร้างทรงเลิกล้มทุกสรรพสิ่ง  ผู้บริหารพันธสัญญานี้คือพระผู้สร้าง และผู้บำรุงรักษามันก็ยังเป็นพระผู้สร้างอีกเช่นกัน  กล่าวสั้นๆ คือ ความครบบริบูรณ์ของพันธสัญญาแห่งรุ้งที่ตั้งขึ้นกับมวลมนุษย์นี้ได้ลุล่วงและสัมฤทธิ์ผลตามการสนทนาระหว่างพระผู้สร้างกับมวลมนุษย์ และยังคงเป็นเช่นนั้นเรื่อยมาจนกระทั่งถึงวันนี้  สรรพสิ่งที่ทรงสร้างสามารถทำสิ่งอื่นใดได้อีกหรือนอกเหนือจากนบนอบ เชื่อฟัง เชื่อ ซาบซึ้ง เป็นประจักษ์พยาน และสรรเสริญสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง?  เพราะไม่มีสิ่งใดนอกจากพระเจ้าผู้ทรงเอกลักษณ์ที่ทรงมีฤทธานุภาพในการตั้งพันธสัญญาเช่นนั้น  การปรากฏของรุ้ง ครั้งแล้วครั้งเล่า เป็นการประกาศต่อมวลมนุษย์และเรียกร้องให้เขาสนใจต่อพันธสัญญาระหว่างพระผู้สร้างกับมวลมนุษย์  ในการปรากฏอย่างต่อเนื่องของพันธสัญญาระหว่างพระผู้สร้างกับมวลมนุษย์นี้ สิ่งที่ถูกแสดงต่อมวลมนุษย์ไม่ใช่รุ้งหรือตัวพันธสัญญาเอง แต่เป็นสิทธิอำนาจอันมิอาจเปลี่ยนแปลงได้ของพระผู้สร้าง  การปรากฏของรุ้งที่เกิดขึ้นซ้ำๆ นั้นสาธิตแสดงกิจการที่น่าเกรงขามและน่ามหัศจรรย์ของพระผู้สร้างในสถานที่ซ่อนเร้น และในขณะเดียวกันก็เป็นภาพสะท้อนที่สำคัญยิ่งถึงสิทธิอำนาจของพระผู้สร้างที่จะไม่มีวันเลือนรางไป และจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง  นี่มิใช่การแสดงสิทธิอำนาจอันทรงเอกลักษณ์ของพระผู้สร้างอีกแง่มุมหนึ่งหรอกหรือ?

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 1” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 92

พระพรของพระเจ้า

ปฐมกาล 17:4-6 นี่คือพันธสัญญาของเรากับเจ้า เจ้าจะเป็นบิดาของประชาชาติมากมาย ชื่อของเจ้าจะไม่ใช่อับรามอีกต่อไป เจ้าจะมีชื่อใหม่คืออับราฮัม เพราะเราให้เจ้าเป็นบิดาของประชาชาติมากมาย เราจะทำให้เจ้ามีพงศ์พันธุ์มากมายยิ่ง เราจะทำให้เจ้าเป็นชนหลายชาติ และกษัตริย์หลายองค์จะเกิดมาจากเจ้า

ปฐมกาล 18:18-19 แน่ทีเดียวอับราฮัมจะเป็นประชาชาติใหญ่โตและมีกำลังมาก และประชาชาติทั้งหมดในโลกจะได้รับพรก็เพราะเขา เพราะเราเลือกเขาแล้ว เพื่อเขาจะได้กำชับลูกหลาน และครอบครัวที่สืบต่อมาของเขา ให้รักษาพระมรรคาของพระยาห์เวห์ ให้ทำความชอบธรรมและความยุติธรรม เพื่อพระยาห์เวห์จะประทานแก่อับราฮัม ตามที่พระองค์ตรัสไว้แก่เขา

ปฐมกาล 22:16-18 พระยาห์เวห์ตรัสว่า เราเองปฏิญาณว่า เพราะเจ้าทำอย่างนี้และไม่ได้หวงบุตรชายของเจ้า คือบุตรชายคนเดียวของเจ้า ดังนั้นเราจะอวยพรเจ้าแน่ เราจะทวีเชื้อสายของเจ้าให้มากขึ้น ดังดวงดาวในท้องฟ้า และดังเม็ดทรายบนฝั่งทะเล เชื้อสายของเจ้าจะได้ประตูเมืองศัตรูทั้งหลายของเจ้าเป็นกรรมสิทธิ์ ประชาชาติทั้งหมดในโลกจะได้พรเพราะเชื้อสายของเจ้า เพราะว่าเจ้าเชื่อฟังเรา

โยบ 42:12 และพระยาห์เวห์ทรงอวยพรชีวิตตอนปลายของโยบมากยิ่งกว่าตอนต้นของท่าน และท่านมีแกะ 14,000 ตัว อูฐ 6,000 ตัว วัวผู้ 1,000 คู่ และลาตัวเมีย 1,000 ตัว

ลักษณะและคุณลักษณะเฉพาะอันทรงเอกลักษณ์ของถ้อยดำรัสของพระผู้สร้างเป็นสัญลักษณ์ของพระอัตลักษณ์และสิทธิอำนาจอันทรงเอกลักษณ์ของพระผู้สร้าง

มีมากมายที่ปรารถนาจะแสวงหาและได้รับพระพรของพระเจ้า แต่ไม่ใช่ทุกคนที่สามารถได้รับพระพรเหล่านี้ได้ เพราะพระเจ้าทรงมีหลักธรรมของพระองค์เอง และทรงอวยพรให้มนุษย์ในวิธีของพระองค์เอง  พระสัญญาที่พระเจ้าทรงทำต่อมนุษย์ และปริมาณพระคุณที่พระองค์ประทานแก่มนุษย์ได้รับการจัดสรรไปตามความคิดและการกระทำของมนุษย์  ดังนั้น พระพรของพระเจ้าแสดงให้เห็นถึงสิ่งใด?  ผู้คนสามารถมองเห็นสิ่งใดภายในพระพรเหล่านั้น?  ณ จุดนี้ พวกเรามาพักการสนทนาเกี่ยวกับเรื่องผู้คนประเภทใดที่พระเจ้าจะทรงอวยพร และหลักธรรมในการอวยพรมนุษย์ของพระเจ้าเอาไว้ก่อน แล้วขอให้พวกเรามาดูการอวยพรของพระเจ้าแก่มนุษย์ที่มีวัตถุประสงค์ในการรู้จักสิทธิอำนาจของพระเจ้า จากมุมมองของการรู้จักสิทธิอำนาจของพระเจ้าแทนกันเถิด

คัมภีร์สี่บทตอนข้างต้นล้วนเป็นบันทึกเกี่ยวกับการอวยพรมนุษย์ของพระเจ้า  คัมภีร์เหล่านั้นจัดเตรียมการพรรณนาที่ละเอียดเกี่ยวกับผู้รับพระพรของพระเจ้า เช่นอับราฮัมและโยบ ตลอดจนเกี่ยวกับเหตุผลว่าเหตุใดพระเจ้าจึงได้ประทานพระพรของพระองค์ และเกี่ยวกับว่าสิ่งใดที่บรรจุอยู่ภายในพระพรเหล่านี้  พระกระแสเสียงและลักษณะของถ้อยดำรัสของพระเจ้า และมุมมองและตำแหน่งที่พระองค์ได้ตรัส เปิดโอกาสให้ผู้คนได้ซาบซึ้งว่าองค์หนึ่งเดียวผู้ซึ่งประทานพระพรและผู้รับพระพรดังกล่าวนั้นมีอัตลักษณ์ สถานะ และเนื้อแท้ที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด  พระกระแสเสียงและลักษณะของถ้อยดำรัสเหล่านี้ และตำแหน่งที่ถ้อยดำรัสเหล่านี้ถูกตรัสออกมา มีเอกลักษณ์เฉพาะของพระเจ้า ผู้ทรงครองพระอัตลักษณ์ของพระผู้สร้าง  พระองค์ทรงมีสิทธิอำนาจและมหิทธิฤทธิ์ ตลอดจนพระเกียรติของพระผู้สร้าง และพระบารมีที่ไม่ยอมทนความสงสัยจากมนุษย์คนใดเลย

ก่อนอื่น พวกเรามาดูปฐมกาล 17:4-6 กันเถิด ความว่า “นี่คือพันธสัญญาของเรากับเจ้า เจ้าจะเป็นบิดาของประชาชาติมากมาย ชื่อของเจ้าจะไม่ใช่อับรามอีกต่อไป เจ้าจะมีชื่อใหม่คืออับราฮัม เพราะเราให้เจ้าเป็นบิดาของประชาชาติมากมาย เราจะทำให้เจ้ามีพงศ์พันธุ์มากมายยิ่ง เราจะทำให้เจ้าเป็นชนหลายชาติ และกษัตริย์หลายองค์จะเกิดมาจากเจ้า”  พระวจนะเหล่านี้คือพันธสัญญาที่พระเจ้าได้ทรงตั้งไว้กับอับราฮัม ตลอดจนการอวยพรอับราฮัมของพระเจ้าว่า พระเจ้าจะทรงทำให้อับราฮัมเป็นบิดาของประชาชาติมากมาย จะทรงทำให้เขามีพงศ์พันธุ์อย่างมากมาย และจะทรงทำให้เขาเป็นชนหลายชาติ และกษัตริย์หลายองค์จะเกิดมาจากเขา  เจ้าเห็นสิทธิอำนาจของพระเจ้าในพระวจนะเหล่านี้หรือไม่?  เจ้าเห็นว่าสิทธิอำนาจเช่นนั้นเป็นอย่างไร?  เจ้ามองเห็นเนื้อแท้แห่งสิทธิอำนาจของพระเจ้าในแง่มุมใด?  จากการอ่านพระวจนะเหล่านี้อย่างใกล้ชิด ก็ไม่ยากเลยที่จะค้นพบว่าสิทธิอำนาจและพระอัตลักษณ์ของพระเจ้าได้ถูกเปิดเผยอย่างชัดเจนในการใช้ถ้อยคำของถ้อยดำรัสของพระเจ้า  ยกตัวอย่างเช่น เมื่อพระเจ้าตรัสว่า “นี่คือพันธสัญญาของเรากับเจ้า เจ้าจะ…เราให้เจ้าเป็น…เราจะทำให้เจ้า…”  วลีอย่างเช่น “เจ้าจะ” และ “เราจะ” ซึ่งการใช้ถ้อยคำของพระองค์มีการยืนยันถึงพระอัตลักษณ์และสิทธิอำนาจของพระเจ้านั้น ในแง่มุมหนึ่งเป็นการบ่งบอกถึงความสัตย์ซื่อของพระผู้สร้าง และในอีกแง่มุมหนึ่งนั้นการใช้ถ้อยคำเหล่านี้เป็นพระวจนะพิเศษที่ใช้โดยพระเจ้า ผู้ทรงครองพระอัตลักษณ์ของพระผู้สร้าง—ตลอดจนเป็นส่วนหนึ่งของคำศัพท์ทั่วไป  หากใครบางคนกล่าวว่าพวกเขาหวังจะให้อีกบุคคลหนึ่งมีพงศ์พันธุ์อย่างมากมาย จะให้ประชาชาติมาจากพวกเขา และจะให้กษัตริย์เกิดจากพวกเขา เช่นนั้นแล้ว ก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่านั่นคือความปรารถนาชนิดหนึ่ง ไม่ใช่สัญญาหรือพร  ดังนั้น ผู้คนจึงไม่กล้าพูดว่า “เราจะทำให้เจ้าเป็นเช่นนั้นและเช่นนี้ เจ้าจะเป็นเช่นนั้นและเช่นนี้…” เพราะพวกเขารู้ว่าพวกเขาไม่มีกำลังเช่นนั้น มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับพวกเขา และถึงแม้ว่าพวกเขาจะกล่าวสิ่งทั้งหลายเช่นนั้น คำพูดของพวกเขาก็คงจะไร้สาระว่างเปล่า ที่ถูกขับเคลื่อนโดยความอยากและความทะเยอทะยานของพวกเขา  มีใครบ้างที่กล้าพูดด้วยน้ำเสียงที่ยิ่งใหญ่เช่นนั้นหากพวกเขารู้สึกว่าพวกเขาไม่สามารถทำความปรารถนาของพวกเขาให้สำเร็จลุล่วงได้?  ทุกคนปรารถนาดีต่อพงศ์พันธุ์ของตนเอง และหวังว่าพวกเขาจะเก่งและชื่นชมความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่  “มันจะเป็นโชคลาภที่ยิ่งใหญ่อันใดสำหรับการที่หนึ่งในพวกเขาจะกลายเป็นจักรพรรดิ!  หากคนเราจะได้เป็นเจ้าเมืองนั่นก็คงจะดีเช่นกัน—ตราบเท่าที่พวกเขาเป็นใครบางที่สำคัญ!”  ทั้งหมดเหล่านี้คือความปรารถนาของผู้คน แต่ผู้คนก็ทำได้เพียงแค่อวยพรให้แก่พงศ์พันธุ์ของพวกเขา และไม่สามารถทำให้สัญญาใดๆ ของพวกเขาลุล่วงหรือกลายเป็นจริงได้  ทุกคนรู้อย่างชัดเจนในหัวใจของพวกเขาว่าพวกเขาไม่มีกำลังที่จะสัมฤทธิ์สิ่งทั้งหลายเช่นนั้น เพราะทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับพวกเขานั้นอยู่นอกเหนือการควบคุมของพวกเขา และดังนั้นแล้วพวกเขาจะสามารถสั่งการชะตากรรมของคนอื่นได้อย่างไร?  เหตุผลที่พระเจ้าทรงสามารถตรัสพระวจนะเช่นพระวจนะเหล่านี้ได้นั้น ก็เป็นเพราะว่าพระเจ้าทรงครองสิทธิอำนาจเช่นนั้น และทรงสามารถทำให้พระสัญญาทั้งหมดที่พระองค์ทรงทำกับมนุษย์ให้สำเร็จลุล่วงและให้เป็นจริงได้ และทรงสามารถทำให้พระพรทั้งหมดที่พระองค์ประทานแก่มนุษย์กลายเป็นจริงได้  มนุษย์ถูกสร้างขึ้นโดยพระเจ้า และสำหรับการที่พระเจ้าจะทรงทำให้ใครสักคนมีพงศ์พันธุ์อย่างมากมายนั้นก็คงจะเป็นการละเล่นของเด็ก การจะทรงทำให้พงศ์พันธุ์ของใครสักคนเจริญรุ่งเรืองก็คงจะพึงประสงค์แต่เพียงพระวจนะหนึ่งจากพระองค์เท่านั้น  พระองค์คงจะไม่มีวันทรงต้องให้พระองค์เองทรงพระราชกิจจนพระเสโทหลั่งเพื่อสิ่งหนึ่งเช่นนั้น หรือทรงยุ่งยากพระทัย หรือทรงทำพระองค์เองให้ลำบากกับมัน นี่คือฤทธานุภาพอย่างยิ่งของพระเจ้า สิทธิอำนาจอย่างยิ่งของพระเจ้า

หลังจากได้อ่านในปฐมบท 18:18 ที่มีความว่า “แน่ทีเดียวอับราฮัมจะเป็นประชาชาติใหญ่โตและมีกำลังมาก และประชาชาติทั้งหมดในโลกจะได้รับพรก็เพราะเขา” แล้วนั้น พวกเจ้าสามารถรู้สึกถึงสิทธิอำนาจของพระเจ้าได้หรือไม่?  พวกเจ้าสามารถสำนึกรับรู้ถึงความเหนือธรรมดาของพระผู้สร้างได้หรือไม่?  พระวจนะของพระเจ้านั้นแน่นอน  พระเจ้าตรัสพระวจนะเช่นนั้นไม่ใช่เนื่องจากความมั่นใจในความสำเร็จของพระองค์ หรือไม่ใช่ในการเป็นตัวแทนของความมั่นใจในความสำเร็จของพระองค์  แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พระวจนะเหล่านั้นกลับเป็นข้อพิสูจน์ถึงสิทธิอำนาจแห่งถ้อยดำรัสของพระเจ้า และเป็นพระบัญญัติที่ทำให้พระวจนะของพระเจ้าลุล่วง  มีการแสดงออกสองเรื่องที่พวกเจ้าควรให้ความสนใจในที่นี้  เมื่อพระเจ้าตรัสว่า “แน่ทีเดียวอับราฮัมจะเป็นประชาชาติใหญ่โตและมีกำลังมาก และประชาชาติทั้งหมดในโลกจะได้รับพรก็เพราะเขา” นั้น มีองค์ประกอบใดของความกำกวมในพระวจนะเหล่านี้หรือไม่?  มีองค์ประกอบใดของความกังวลหรือไม่?  มีองค์ประกอบใดของความกลัวหรือไม่?  เนื่องจากคำว่า “แน่ทีเดียว” และคำว่า “จะได้” ในถ้อยดำรัสของพระเจ้า องค์ประกอบเหล่านี้ซึ่งเป็นองค์ประกอบเฉพาะของมนุษย์และมักจะแสดงออกอยู่ในตัวเขานั้นจึงไม่เคยมีความสัมพันธ์ใดๆ กับพระผู้สร้างเลย  คงจะไม่มีผู้ใดกล้าใช้ถ้อยคำเช่นนั้นเมื่ออวยพรให้ผู้อื่นได้ดี คงจะไม่มีผู้ใดกล้าอวยพรผู้อื่นด้วยความแน่นอนเช่นนั้นเมื่อจะให้พวกเขามีชนชาติที่ยิ่งใหญ่และทรงพลัง หรือสัญญาว่าประชาชาติทั้งปวงบนแผ่นดินโลกจะได้รับพรก็เพราะเขา  ยิ่งพระวจนะของพระเจ้าแน่นอนมากขึ้นเท่าใด พระวจนะเหล่านั้นก็ยิ่งพิสูจน์บางอย่างมากขึ้นเท่านั้น—แล้วบางอย่างนั้นคือสิ่งใด?  พระวจนะเหล่านั้นพิสูจน์ว่าพระเจ้ามีสิทธิอำนาจเช่นนั้น ว่าสิทธิอำนาจของพระองค์สามารถทำให้สิ่งเหล่านี้สำเร็จลุล่วงได้ และว่าความสำเร็จลุล่วงของพวกมันเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้  พระเจ้าทรงมีความแน่นอนในพระทัยของพระองค์โดยไม่มีความลังเลยแม้แต่นิดเดียวในทั้งหมดที่พระองค์ทรงอวยพรอับราฮัม  ยิ่งไปกว่านั้น ความครบถ้วนบริบูรณ์ของการนี้จะสำเร็จลุล่วงไปตามพระวจนะของพระองค์ และไม่มีพลังอำนาจใดที่จะสามารถปรับเปลี่ยน ขวางกั้น ลดคุณค่า หรือรบกวนการบรรลุเป้าหมายของมันได้ ไม่ว่าสิ่งอื่นใดจะได้เกิดขึ้น ไม่มีสิ่งใดที่สามารถเพิกถอนหรือมีอิทธิพลเหนือการบรรลุเป้าหมายและความสำเร็จลุล่วงของพระวจนะของพระเจ้าได้  นี่คือมหิทธิฤทธิ์อย่างยิ่งของพระวจนะที่ดำรัสจากพระโอษฐ์ของพระผู้สร้าง และสิทธิอำนาจของพระผู้สร้างที่ไม่ยอมทนการปฏิเสธของมนุษย์!  เมื่อได้อ่านพระวจนะเหล่านี้แล้ว เจ้ายังรู้สึกสงสัยอยู่หรือไม่?  พระวจนะเหล่านี้ตรัสจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า และมีฤทธานุภาพ พระบารมี และสิทธิอำนาจในพระวจนะของพระเจ้า  มหิทธิฤทธิ์และสิทธิอำนาจเช่นนั้น และความหลีกเลี่ยงไม่ได้ของความสำเร็จลุล่วงของข้อเท็จจริงนั้น ไม่สามารถบรรลุถึงได้โดยสิ่งมีชีวิตทรงสร้างหรือที่ไม่ทรงสร้างใดๆ และไม่สามารถเอาชนะได้โดยสิ่งมีชีวิตทรงสร้างหรือที่ไม่ทรงสร้างใดๆ  มีเพียงพระผู้สร้างเท่านั้นที่สามารถสนทนากับมวลมนุษย์ด้วยพระกระแสเสียงและท่วงทำนองเช่นนั้น และข้อเท็จจริงได้พิสูจน์แล้วว่าพระสัญญาของพระองค์มิใช่ถ้อยคำที่ว่างเปล่า หรือคำอวดตัวที่ไร้ผล แต่เป็นการแสดงออกถึงสิทธิอำนาจอันทรงเอกลักษณ์ที่ไม่สามารถเอาชนะได้โดยบุคคล เหตุการณ์ หรือสิ่งใดๆ

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 1” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 93

ปฐมกาล 17:4-6 นี่คือพันธสัญญาของเรากับเจ้า เจ้าจะเป็นบิดาของประชาชาติมากมาย ชื่อของเจ้าจะไม่ใช่อับรามอีกต่อไป เจ้าจะมีชื่อใหม่คืออับราฮัม เพราะเราให้เจ้าเป็นบิดาของประชาชาติมากมาย เราจะทำให้เจ้ามีพงศ์พันธุ์มากมายยิ่ง เราจะทำให้เจ้าเป็นชนหลายชาติ และกษัตริย์หลายองค์จะเกิดมาจากเจ้า

ปฐมกาล 18:18-19 แน่ทีเดียวอับราฮัมจะเป็นประชาชาติใหญ่โตและมีกำลังมาก และประชาชาติทั้งหมดในโลกจะได้รับพรก็เพราะเขา เพราะเราเลือกเขาแล้ว เพื่อเขาจะได้กำชับลูกหลาน และครอบครัวที่สืบต่อมาของเขา ให้รักษาพระมรรคาของพระยาห์เวห์ ให้ทำความชอบธรรมและความยุติธรรม เพื่อพระยาห์เวห์จะประทานแก่อับราฮัม ตามที่พระองค์ตรัสไว้แก่เขา

ปฐมกาล 22:16-18 พระยาห์เวห์ตรัสว่า เราเองปฏิญาณว่า เพราะเจ้าทำอย่างนี้และไม่ได้หวงบุตรชายของเจ้า คือบุตรชายคนเดียวของเจ้า ดังนั้นเราจะอวยพรเจ้าแน่ เราจะทวีเชื้อสายของเจ้าให้มากขึ้น ดังดวงดาวในท้องฟ้า และดังเม็ดทรายบนฝั่งทะเล เชื้อสายของเจ้าจะได้ประตูเมืองศัตรูทั้งหลายของเจ้าเป็นกรรมสิทธิ์ ประชาชาติทั้งหมดในโลกจะได้พรเพราะเชื้อสายของเจ้า เพราะว่าเจ้าเชื่อฟังเรา

โยบ 42:12 และพระยาห์เวห์ทรงอวยพรชีวิตตอนปลายของโยบมากยิ่งกว่าตอนต้นของท่าน และท่านมีแกะ 14,000 ตัว อูฐ 6,000 ตัว วัวผู้ 1,000 คู่ และลาตัวเมีย 1,000 ตัว

อะไรคือความแตกต่างระหว่างพระวจนะที่ตรัสโดยพระกับคำพูดที่มนุษย์พูด?  เมื่อเจ้าอ่านพระวจนะเหล่านี้ที่ตรัสโดยพระเจ้า เจ้าสำนึกรับรู้ถึงมหิทธิฤทธิ์ของพระวจนะของพระเจ้าและสิทธิอำนาจของพระเจ้า  เจ้ารู้สึกอย่างไรเมื่อเจ้าได้ยินผู้คนกล่าวคำพูดเช่นนั้น?  เจ้าคิดว่าพวกเขาโอหังและอวดตัวอย่างสุดขีด เป็นผู้คนที่กำลังทำการแสดงอวดตัวเองใช่หรือไม่?  ในเมื่อพวกเขาไม่มีกำลังนี้ พวกเขาไม่ได้ครองสิทธิอำนาจเช่นนั้น และดังนั้นพวกเขาจึงไม่มีความสามารถโดยสิ้นเชิงในการสัมฤทธิ์สิ่งทั้งหลายเช่นนั้น  การที่พวกเขาแน่ใจยิ่งนักกับคำสัญญาของพวกเขานั้นเพียงแค่แสดงให้เห็นถึงความไม่ใส่ใจต่อข้อคิดเห็นของพวกเขา  หากใครบางคนกล่าวคำพูดเช่นนั้น เช่นนั้นแล้วก็ย่อมไม่ต้องสงสัยเลยว่าพวกเขาคงจะโอหังและมั่นใจเกินไป และพวกเขาคงจะกำลังเผยตัวเองว่าเป็นตัวอย่างชั้นเลิศของอุปนิสัยของหัวหน้าทูตสวรรค์  พระวจนะเหล่านี้มาจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า เจ้าสำนึกรับรู้ถึงองค์ประกอบของความโอหังในที่นี้หรือไม่?  เจ้ารู้สึกว่าพระวจนะของพระเจ้าเป็นเพียงเรื่องตลกหรือไม่?  พระวจนะของพระเจ้าคือสิทธิอำนาจ พระวจนะของพระเจ้าคือข้อเท็จจริง และก่อนที่พระวจนะเหล่านั้นจะถูกดำรัสมาจากพระโอษฐ์ของพระองค์ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ขณะที่พระองค์กำลังตัดสินพระทัยว่าจะทำบางสิ่งบางอย่าง เมื่อนั้น สิ่งนั้นก็ได้สำเร็จลุล่วงไปแล้ว  อาจกล่าวได้ว่า ทั้งหมดที่พระเจ้าได้ตรัสกับอับราฮัมคือพันธสัญญาที่พระเจ้าได้ทรงตั้งไว้กับอับราฮัม และคือพระสัญญาที่พระเจ้าได้ทรงทำไว้กับอับราฮัม  พระสัญญานี้คือข้อเท็จจริงที่ตั้งไว้ ตลอดจนเป็นข้อเท็จจริงที่สำเร็จลุล่วง และข้อเท็จจริงเหล่านี้ก็ค่อยๆ ลุล่วงในพระดำริของพระเจ้าตามแผนของพระเจ้า  ดังนั้น สำหรับการที่พระเจ้าตรัสพระวจนะเช่นนั้นไม่ได้หมายความว่าพระองค์ทรงมีพระอุปนิสัยที่โอหัง เพราะพระเจ้าทรงสามารถสัมฤทธิ์สิ่งทั้งหลายดังกล่าวได้  พระองค์ทรงมีฤทธานุภาพและสิทธิอำนาจนี้ และทรงมีความสามารถเต็มที่ในการสัมฤทธิ์ข้อเท็จจริงเหล่านี้ และการสำเร็จลุล่วงของพระวจนะเหล่านั้นก็อยู่ภายในขอบเขตความสามารถของพระองค์อย่างครบถ้วน  เมื่อพระวจนะเช่นพระวจนะเหล่านี้ถูกดำรัสออกไปจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า พวกมันก็คือวิวรณ์และการแสดงออกถึงพระอุปนิสัยที่แท้จริงของพระเจ้า เป็นวิวรณ์และการสำแดงที่เพียบพร้อมถึงเนื้อแท้และสิทธิอำนาจของพระเจ้า และไม่มีสิ่งใดที่จะเหมาะสมและคู่ควรจะเป็นข้อพิสูจน์ของพระอัตลักษณ์ของพระผู้สร้างมากไปกว่านั้นแล้ว  ลักษณะ พระกระแสเสียง และการใช้ถ้อยคำในถ้อยดำรัสเช่นนั้นเป็นเครื่องหมายแห่งพระอัตลักษณ์ของพระผู้สร้างอย่างแม่นยำ และสอดคล้องอย่างเพียบพร้อมกับการแสดงออกถึงพระอัตลักษณ์ของพระเจ้าเอง ในพระวจนะเหล่านั้นไม่มีข้ออ้างใด ไม่มีความไม่บริสุทธิ์ใด พระวจนะเหล่านั้นเป็นการสาธิตแสดงถึงเนื้อแท้และสิทธิอำนาจของพระผู้สร้างอย่างเต็มที่และครบบริบูรณ์  สำหรับสรรพสิ่งที่ทรงสร้างนั้น พวกเขาไม่มีทั้งสิทธิอำนาจนี้หรือเนื้อแท้นี้ นับประสาอะไรที่พวกเขาจะมีกำลังที่พระเจ้าทรงมอบให้  หากมนุษย์ทรยศพฤติกรรมเช่นนั้น เช่นนั้นแล้วนั่นก็คงจะเป็นการระเบิดอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของเขาอย่างแน่นอนที่สุด และที่รากเหง้าของการนี้ก็คงจะเป็นผลกระทบที่ยุ่งเหยิงของความโอหังและความทะเยอทะยานอันป่าเถื่อนของมนุษย์ และคงจะไม่ใช่การเปิดโปงเจตนาที่มุ่งร้ายของใครอื่นนอกจากมารร้าย นั่นก็คือซาตาน ผู้ซึ่งปรารถนาที่จะหลอกลวงผู้คนและยั่วยุพวกเขาให้ทรยศพระเจ้า  พระเจ้าทรงพิจารณาเห็นอย่างไรกับสิ่งที่ถูกเผยโดยภาษาเช่นนั้น?  พระเจ้าคงจะตรัสว่าเจ้าปรารถนาที่จะแย่งชิงที่ของพระองค์ และว่าเจ้าปรารถนาที่จะปลอมแฝงและแทนที่พระองค์  เมื่อเจ้าเอาอย่างพระกระแสเสียงในถ้อยดำรัสของพระเจ้า เจตนาของเจ้าคือเพื่อที่จะเข้ามาแทนที่ของพระเจ้าในหัวใจของผู้คน เพื่อที่จะยึดครองมวลมนุษย์ที่เป็นของพระเจ้าโดยชอบธรรม นี่คือซาตานอย่างชัดแจ้งและจริงๆ เหล่านี้คือการกระทำของพงศ์พันธุ์ของหัวหน้าทูตสวรรค์ตนนั้น ผู้ที่สวรรค์ไม่อาจทนยอมรับได้!  มีผู้ใดบ้างท่ามกลางพวกเจ้าที่เคยเอาอย่างพระเจ้าในหนทางใดหนทางหนึ่งโดยการกล่าวคำพูดไม่กี่คำ ด้วยเจตนาที่จะหลอกลวงและชี้นำผู้คนในทางที่ผิด และทำให้พวกเขารู้สึกราวกับว่าคำพูดและการกระทำของบุคคลผู้นี้มีสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระเจ้า ราวกับว่าเนื้อแท้และอัตลักษณ์ของบุคคลผู้นี้มีเอกลักษณ์ และแม้กระทั่งราวกับว่าน้ำเสียงในคำพูดของบุคคลผู้นี้เหมือนกันกับพระกระแสเสียงของพระเจ้า?  พวกเจ้าเคยทำบางสิ่งเยี่ยงนี้หรือไม่?  พวกเจ้าเคยเอาอย่างพระกระแสเสียงของพระเจ้าในวาทะของพวกเจ้า ด้วยท่าทางที่เป็นตัวแทนพระอุปนิสัยของพระเจ้าอย่างมีวัตถุประสงค์ ด้วยสิ่งที่พวกเจ้าทึกทักเอาว่าเป็นกำลังและสิทธิอำนาจหรือไม่?  พวกเจ้าส่วนใหญ่มักจะกระทำ หรือวางแผนที่จะกระทำในหนทางเช่นนั้นหรือไม่?  บัดนี้ เมื่อพวกเจ้ามองเห็น ล่วงรู้ และรู้จักสิทธิอำนาจของพระผู้สร้างอย่างแท้จริง และย้อนกลับไปมองสิ่งที่พวกเจ้าเคยทำ และสิ่งที่พวกเจ้าเคยเผยตัวเอง พวกเจ้ารู้สึกป่วยหรือไม่?  พวกเจ้าระลึกถึงความเลวทรามและความไร้ยางอายของพวกเจ้าได้หรือไม่?  เมื่อได้ชำแหละอุปนิสัยและเนื้อแท้ของผู้คนเช่นนั้นแล้ว สามารถกล่าวได้หรือไม่ว่าพวกเขาเป็นทายาทที่ถูกสาปจากนรก?  สามารถกล่าวได้หรือไม่ว่าทุกคนที่ทำสิ่งทั้งหลายเช่นนั้นกำลงนำความอัปยศมาสู่ตัวพวกเขาเอง?  พวกเจ้าระลึกถึงความร้ายแรงของธรรมชาติของมันได้หรือไม่?  แล้วมันร้ายแรงเพียงใดเล่า?  เจตนาของผู้คนที่กระทำการในหนทางนี้ก็คือเพื่อเอาอย่างพระเจ้า  พวกเขาต้องการที่จะเป็นพระเจ้า ที่จะทำให้ผู้คนนมัสการพวกเขาเหมือนเป็นพระเจ้า  พวกเขาต้องการที่จะลบล้างที่ของพระเจ้าในหัวใจของผู้คน และจำกัดพระเจ้าผู้ซึ่งทรงพระราชกิจท่ามกลางมนุษย์ และพวกเขาทำการนี้เพื่อที่จะสัมฤทธิ์เป้าหมายในการควบคุมผู้คน ในการกลืนกินผู้คน และในการครอบครองพวกเขา  ทุกคนมีความอยากได้อยากมีและความทะเยอทะยานใต้จิตสำนึกเยี่ยงนี้ และทุกคนใช้ชีวิตอยู่ในเนื้อแท้เยี่ยงซาตานที่เสื่อมทรามประเภทนี้ ในธรรมชาติเยี่ยงซาตานซึ่งทำให้พวกเขาอยู่ในความเป็นศัตรูกับพระเจ้า ทรยศพระเจ้า และปรารถนาที่จะกลายเป็นพระเจ้า  หลังจากการสามัคคีธรรมของเราในหัวข้อเรื่องสิทธิอำนาจของพระเจ้านี้ พวกเจ้ายังคงปรารถนาหรือใฝ่ฝันที่จะปลอมแฝงหรือเอาอย่างพระเจ้าอยู่หรือไม่?  พวกเจ้ายังคงอยากที่จะเป็นพระเจ้าอยู่หรือไม่?  พวกเจ้ายังคงปรารถนาที่จะกลายเป็นพระเจ้าอยู่หรือไม่?  สิทธิอำนาจของพระเจ้าไม่สามารถมีมนุษย์คนใดเอาอย่างได้ และพระอัตลักษณ์และสถานะของพระเจ้าก็ไม่สามารถมีมนุษย์คนใดปลอมแฝงได้  ถึงแม้ว่าเจ้าจะสามารถเอาอย่างพระกระแสเสียงที่พระเจ้าตรัส แต่เจ้าก็ไม่สามารถเอาอย่างเนื้อแท้ของพระเจ้าได้  ถึงแม้ว่าเจ้าจะสามารถยืนในที่ของพระเจ้าและปลอมแฝงพระเจ้าได้ แต่เจ้าจะไม่มีวันสามารถทำสิ่งที่พระเจ้าตั้งพระทัยที่จะทำได้ และจะไม่มีวันสามารถปกครองและบัญชาทุกสรรพสิ่งได้  ในสายพระเนตรของพระเจ้าแล้ว เจ้าจะเป็นสิ่งที่ทรงสร้างเล็กๆ สิ่งหนึ่งตลอดไป และไม่ว่าทักษะและความสามารถของเจ้าจะยิ่งใหญ่เพียงใด ไม่ว่าเจ้าจะมีพรสวรรค์มากเพียงใด แต่ในความครบถ้วนบริบูรณ์ของเจ้าแล้วนั้น เจ้าอยู่ภายใต้อำนาจครอบครองของพระผู้สร้าง  ถึงแม้ว่าเจ้าจะสามารถกล่าวคำพูดที่อวดกล้าบางคำ แต่นี่ก็ไม่สามารถแสดงให้เห็นว่าเจ้ามีเนื้อแท้ของพระผู้สร้าง อีกทั้งไม่สามารถเป็นสิ่งแทนว่าเจ้ามีสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง  สิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระเจ้าคือเนื้อแท้ของพระเจ้าพระองค์เอง  สิ่งเหล่านั้นไม่ใช่เรียนรู้หรือเพิ่มเติมจากภายนอก แต่เป็นเนื้อแท้ภายในพระองค์ของพระเจ้าพระองค์เอง  และดังนั้น สัมพันธภาพระหว่างพระผู้สร้างกับสรรพสิ่งที่ทรงสร้างจึงไม่มีวันสามารถปรับเปลี่ยนได้เลย  ในฐานะหนึ่งในสรรพสิ่งที่ทรงสร้าง มนุษย์ต้องรักษาตำแหน่งของเขาเอง และประพฤติตนอย่างมีจิตสำนึก  จงพิทักษ์รักษาสิ่งที่พระผู้สร้างทรงมอบความไว้วางพระทัยแก่เจ้าอย่างสำนึกในหน้าที่  จงอย่ากระทำการล้ำเส้น หรือทำสิ่งทั้งหลายที่นอกเหนือขอบเขตความสามารถของเจ้า หรือที่เป็นที่เกลียดชังของพระเจ้า  จงอย่าพยายามที่จะเป็นผู้ยิ่งใหญ่ หรือกลายเป็นยอดมนุษย์ หรือเหนือสิ่งอื่นใด จงอย่าพยายามที่จะกลายเป็นพระเจ้า  นี่คือวิธีที่ผู้คนไม่ควรอยากที่จะเป็น  การพยายามที่จะกลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่หรือยอดมนุษย์นั้นช่างไร้สาระ  การพยายามที่จะกลายเป็นพระเจ้ายิ่งเป็นที่น่าอดสูมากยิ่งกว่าเสียอีก มันน่ารังเกียจและน่าเหยียดหยาม  สิ่งที่น่ายกย่องและสิ่งที่สรรพสิ่งที่ทรงสร้างควรจะยึดมั่นไว้มากกว่าสิ่งอื่นใดก็คือการกลายเป็นสิ่งที่ทรงสร้างที่แท้จริง นี่คือเป้าหมายเดียวเท่านั้นที่ผู้คนทั้งหมดควรไล่ตามเสาะหา

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 1” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 94

สิทธิอำนาจของพระผู้สร้างไม่ถูกจำกัดโดยเวลา พื้นที่ หรือภูมิประเทศ และสิทธิอำนาจของพระผู้สร้างนั้นเกินกว่าการคิดคำนวณ

พวกเรามาดูปฐมกาล 22:17-18 กันเถิด  นี่คืออีกบทตอนหนึ่งที่พระยาห์เวห์พระเจ้าได้ตรัสไว้ ซึ่งพระเจ้าได้ตรัสกับอับราฮัมว่า “ดังนั้นเราจะอวยพรเจ้าแน่ เราจะทวีเชื้อสายของเจ้าให้มากขึ้น ดังดวงดาวในท้องฟ้า และดังเม็ดทรายบนฝั่งทะเล เชื้อสายของเจ้าจะได้ประตูเมืองศัตรูทั้งหลายของเจ้าเป็นกรรมสิทธิ์ ประชาชาติทั้งหมดในโลกจะได้พรเพราะเชื้อสายของเจ้า เพราะว่าเจ้าเชื่อฟังเรา”  พระยาห์เวห์พระเจ้าได้ทรงอวยพรอับราฮัมหลายครั้งว่าให้เชื้อสายของเขาทวีมากขึ้น แต่พวกเขาจะทวีขึ้นขนาดไหน?  ถึงขนาดที่ได้ถูกกล่าวไว้ในคัมภีร์ความว่า “ดังดวงดาวในท้องฟ้า และดังเม็ดทรายบนฝั่งทะเล”  นี่เป็นการกล่าวว่า พระเจ้าทรงปรารถนาที่จะประทานลูกหลานให้อับราฮัมเป็นจำนวนมากเหมือนดวงดาวในท้องฟ้า และเยอะแยะเหมือนเม็ดทรายบนฝั่งทะเล  พระเจ้าตรัสไปโดยใช้อุปมาอุปมัย และจากอุปมาอุปมัยนี้ก็ไม่ยากที่จะมองเห็นว่าพระเจ้าจะไม่ประทานลูกหลานให้แก่อับราฮัมเพียงหนึ่ง สอง หรือแม้แต่เพียงหลายพันคน แต่เป็นจำนวนที่นับไม่ถ้วน มากพอที่พวกเขาจะกลายเป็นประชาชาติจำนวนมากมาย เพราะพระเจ้าได้ทรงสัญญากับอับราฮัมไว้ว่าเขาจะได้เป็นบิดาแห่งประชาชาติมากมาย  บัดนี้ จำนวนนั้นตัดสินโดยมนุษย์ หรือว่ามันถูกตัดสินโดยพระเจ้า?  มนุษย์สามารถควบคุมจำนวนพงศ์พันธุ์ที่เขามีได้กระนั้นหรือ?  มันขึ้นอยู่กับเขากระนั้นหรือ?  มันไม่แม้กระทั่งจะขึ้นอยู่กับมนุษย์ในการที่เขาจะมีหลายคนหรือไม่ด้วยซ้ำ นับประสาอะไรที่จะมีมากมายดัง “ดวงดาวในท้องฟ้า และดังเม็ดทรายบนฝั่งทะเล”  ผู้ใดกันที่ไม่ปรารถนาจะให้เชื้อสายของพวกเขามีจำนวนมากมายเหมือนดวงดาว?  น่าเสียดายที่สิ่งทั้งหลายมักจะไม่ออกมาในหนทางที่เจ้าต้องการอยู่เสมอ  ไม่ว่ามนุษย์จะมีความชำนาญหรือความสามารถเพียงใด มันก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเขา ไม่มีผู้ใดสามารถยืนอยู่ภายนอกสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงลิขิตไว้ได้  พระองค์ทรงอนุญาตให้เจ้ามากเพียงใด ก็มากเพียงนั้นที่เจ้าจะมี กล่าวคือ  หากพระเจ้าทรงมอบให้เจ้าน้อยนิด เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็จะไม่มีวันมีมาก และหากพระเจ้าทรงมอบให้เจ้ามากมาย ก็ไม่มีประโยชน์ที่จะไม่พอใจว่าเจ้ามีมากเพียงใด  นี่ไม่ใช่กรณีนี้หรอกหรือ?  ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับพระเจ้า ไม่ใช่มนุษย์!  มนุษย์นั้นถูกปกครองโดยพระเจ้า และไม่มีผู้ใดได้รับการยกเว้น!

เมื่อพระเจ้าได้ตรัสว่า “เราจะทวีเชื้อสายของเจ้าให้มากขึ้น” นี่คือพันธสัญญาที่พระเจ้าได้ทรงตั้งขึ้นกับอับราฮัม และมันจะสำเร็จลุล่วงไปจนชั่วกัลปาวสานดังเช่นพันธสัญญาแห่งรุ้ง และมันยังเป็นพระสัญญาที่พระเจ้าได้ทรงทำแก่อับราฮัมด้วยเช่นกัน  มีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงมีคุณสมบัติเหมาะสมและมีความสามารถที่จะทำพระสัญญานี้ให้กลายเป็นจริงได้  ไม่ว่ามนุษย์จะเชื่อหรือไม่ก็ตาม ไม่ว่ามนุษย์จะยอมรับหรือไม่ก็ตาม และไม่ว่ามนุษย์จะมีทรรศนะหรือพิจารณาเห็นว่ามันเป็นอย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้จะลุล่วงตามตัวอักษร ตามพระวจนะที่พระเจ้าได้ตรัสไป  พระวจนะของพระเจ้าจะไม่ปรับเปลี่ยนเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงในเจตจำนงหรือมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์ และมันจะไม่ปรับเปลี่ยนเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงในบุคคล เหตุการณ์ หรือสิ่งใดๆ  ทุกสรรพสิ่งอาจหายไป แต่พระวจนะของพระเจ้าจะคงอยู่ตลอดกาล  ในความเป็นจริงแล้ว วันที่ทุกสรรพสิ่งหายไปนั้นคือวันที่พระวจนะของพระเจ้าจะลุล่วงโดยครบบริบูรณ์อย่างแน่นอน เพราะพระองค์ทรงเป็นพระผู้สร้าง พระองค์ทรงครองสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง ฤทธานุภาพของพระผู้สร้าง และพระองค์ทรงควบคุมทุกสรรพสิ่งและกำลังชีวิตทั้งหมด พระองค์ทรงสามารถทำให้บางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้นมาจากความว่างเปล่า หรือทำให้บางสิ่งบางอย่างกลายเป็นความว่างเปล่าได้ และพระองค์ทรงควบคุมการแปลงรูปของทุกสรรพสิ่งจากมีชีวิตอยู่ให้ตายได้ สำหรับพระเจ้าแล้ว ไม่มีสิ่งใดที่จะง่ายดายยิ่งไปกว่าการทวีเชื้อสายของใครบางคนให้มากมาย  การนี้ฟังดูเป็นเรื่องเพ้อฝันสำหรับมนุษย์ เหมือนกับเทพนิยายเรื่องหนึ่ง แต่สำหรับพระเจ้าแล้ว สิ่งที่พระองค์ทรงตัดสินและทรงสัญญาที่จะทำไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน อีกทั้งไม่ใช่เทพนิยาย  ตรงกันข้าม มันเป็นข้อเท็จจริงที่พระเจ้าได้ทรงมองเห็นแล้ว และที่จะต้องสำเร็จลุล่วงอย่างแน่นอน  พวกเจ้าซาบซึ้งกับการนี้หรือไม่?  ข้อเท็จจริงเหล่านี้พิสูจน์ว่าพงศ์พันธุ์ของอับราฮัมมีจำนวนมากมายหรือไม่?  พวกเขามีจำนวนมากมายเพียงใด?  พวกเขามีจำนวนมากมายดัง “ดวงดาวในท้องฟ้า และดังเม็ดทรายบนฝั่งทะเล” ที่พระเจ้าได้ตรัสไว้หรือไม่?  พวกเขาแพร่กระจายไปทั่วทุกชาติและภูมิภาค ไปถึงทุกที่ในโลกหรือไม่?  ข้อเท็จจริงนี้สำเร็จลุล่วงโดยผ่านทางสิ่งใด?  มันสำเร็จลุล่วงโดยสิทธิอำนาจแห่งพระวจนะของพระเจ้าใช่หรือไม่?  พระวจนะของพระเจ้าได้ลุล่วงต่อไป และกลายเป็นข้อเท็จจริงอยู่เนืองนิตย์มาเป็นเวลาหลายร้อยหรือหลายพันปีหลังจากที่พระวจนะของพระเจ้าได้ถูกตรัสไป นี่คือพระอิทธิฤทธิ์แห่งพระวจนะของพระเจ้า และเป็นข้อพิสูจน์ถึงสิทธิอำนาจของพระเจ้า  เมื่อพระเจ้าได้ทรงสร้างทุกสรรพสิ่งในปฐมกาลนั้น พระเจ้าได้ตรัสว่า “จงเกิดความสว่าง” และความสว่างก็เกิดขึ้น  การนี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมาก ลุล่วงไปในเวลาอันสั้นมาก และไม่มีความล่าช้าในการสำเร็จลุล่วงและการทำให้ลุล่วงของมัน ผลแห่งพระวจนะของพระเจ้านั้นเกิดขึ้นฉับพลัน  ทั้งสองนั้นเป็นการแสดงสิทธิอำนาจของพระเจ้า แต่เมื่อพระเจ้าได้ทรงอวยพรให้อับราฮัมนั้น พระองค์ได้ทรงเปิดโอกาสให้มนุษย์มองเห็นเนื้อแท้อีกด้านหนึ่งของสิทธิอำนาจของพระเจ้า ตลอดจนข้อเท็จจริงที่ว่าสิทธิอำนาจของพระผู้สร้างนั้นเกินกว่าการคิดคำนวณ และยิ่งไปกว่านั้น พระองค์ได้ทรงเปิดโอกาสให้มนุษย์ให้มองเห็นสิทธิอำนาจของพระผู้สร้างในด้านที่เป็นจริงยิ่งขึ้นและวิจิตรบรรจงยิ่งขึ้น

ทันทีพระวจนะของพระเจ้าถูกดำรัสออกไป สิทธิอำนาจของพระเจ้าก็เข้ากำกับพระราชกิจนี้ และข้อเท็จจริงที่ให้สัญญาโดยพระโอษฐ์ของพระเจ้าก็ค่อยๆ เริ่มกลายเป็นความเป็นจริง  ผลลัพธ์ก็คือ การเปลี่ยนแปลงทั้งหลายเริ่มปรากฏขึ้นท่ามกลางทุกสรรพสิ่ง เหมือนกันอย่างยิ่งกับลักษณะที่ต้นหญ้ากลับเป็นสีเขียวเมื่อฤดูใบไม้ผลิมาถึง ดอกไม้ผลิบาน ตาอ่อนแตกจากต้นไม้ นกเริ่มร้องเพลง ห่านหวนกลับมา และท้องทุ่งก็คับคั่งไปด้วยผู้คน…ทุกสรรพสิ่งกลับฟื้นคืนสภาพเดิมด้วยการมาถึงของฤดูใบไม้ผลิ และนี่คือกิจการที่มหัศจรรย์ของพระผู้สร้าง  เมื่อพระเจ้าทรงทำพระสัญญาของพระองค์ให้สำเร็จลุล่วง ทุกสรรพสิ่งในฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกจะเริ่มต้นใหม่และเปลี่ยนแปลงไปตามพระดำริของพระเจ้า—ไม่มีสิ่งใดได้รับการยกเว้น  เมื่อข้อผูกพันหรือสัญญาหนึ่งถูกดำรัสจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า ทุกสรรพสิ่งจะทำหน้าที่เพื่อการทำให้ลุล่วงของมัน และถูกยักย้ายเพื่อประโยชน์ของการทำให้ลุล่วงของมัน สรรพสิ่งทรงสร้างทั้งปวงถูกจัดวางเรียบเรียงและจัดการเตรียมการภายใต้อำนาจปกครองของพระผู้สร้าง โดยแสดงบทบาทตามลำดับของพวกมัน และปฏิบัติหน้าที่ตามลำดับของพวกมัน  นี่คือการสำแดงสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง  เจ้าเห็นสิ่งใดในการนี้?  เจ้ารู้จักสิทธิอำนาจของพระเจ้าได้อย่างไร?  สิทธิอำนาจของพระเจ้ามีขอบเขตหรือไม่?  มีเวลาจำกัดหรือไม่?  สามารถกล่าวได้หรือไม่ว่ามีความสูงที่แน่นอน หรือมีความยาวที่แน่นอน?  สามารถกล่าวได้หรือไม่ว่ามีขนาดหรือความแข็งแรงที่แน่นอน?  สามารถวัดตามมิติทั้งหลายของมนุษย์ได้หรือไม่?  สิทธิอำนาจของพระเจ้าไม่ได้กระพริบเปิดและปิด ไม่ได้มาและไป และไม่มีผู้ใดสามารถวัดว่าสิทธิอำนาจของพระเจ้ายิ่งใหญ่เพียงใดได้  ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปมากเพียงใด เมื่อพระเจ้าทรงอวยพรบุคคลหนึ่ง พระพรนี้จะดำเนินต่อเนื่องไป และความต่อเนื่องของมันจะเป็นพยานถึงสิทธิอำนาจอันไม่อาจประเมินได้ของพระเจ้า และจะเปิดโอกาสให้มวลมนุษย์ได้เห็นการปรากฏอีกครั้งของพลังชีวิตที่ไม่สามารถดับได้ของพระผู้สร้างครั้งแล้วครั้งเล่า  การแสดงสิทธิอำนาจของพระองค์แต่ละครั้งคือการสาธิตแสดงที่เพียบพร้อมให้เห็นถึงพระวจนะจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า ซึ่งสาธิตแสดงแก่ทุกสรรพสิ่ง และแก่มวลมนุษย์  ยิ่งไปกว่านั้น ทุกสิ่งทุกอย่างที่สำเร็จลุล่วงโดยสิทธิอำนาจของพระองค์นั้นวิจิตรบรรจงเกินเปรียบเทียบ และไร้ข้อตำหนิโดยสิ้นเชิง  สามารถกล่าวได้ว่าพระดำริของพระองค์ พระวจนะของพระองค์ สิทธิอำนาจของพระองค์ และพระราชกิจทั้งหมดที่พระองค์ทรงทำให้สำเร็จลุล่วงนั้นล้วนเป็นภาพสวยงามอย่างไม่สามารถเปรียบเทียบได้ และสำหรับสรรพสิ่งที่ทรงสร้างนั้น ภาษาของมวลมนุษย์ไม่สามารถสื่อถึงนัยสำคัญและคุณค่าของมันได้  เมื่อพระเจ้าทรงทำพระสัญญากับบุคคลหนึ่ง ทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับพวกเขาจะเป็นที่คุ้นเคยของพระเจ้าเสมือนหลังพระหัตถ์ของพระองค์เอง ไม่ว่าพวกเขาจะใช้ชีวิตอยู่ที่ใด หรือพวกเขาทำสิ่งใด ภูมิหลังของพวกเขาก่อนหรือหลังจากที่พวกเขาได้รับพระสัญญา หรือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในสภาพแวดล้อมในการดำรงชีวิตของพวกเขาจะยิ่งใหญ่เพียงใดก็ตาม  ไม่สำคัญว่าเวลาจะล่วงเลยไปมากเพียงใดหลังจากที่พระวจนะของพระเจ้าได้ถูกตรัสไป สำหรับพระองค์แล้วมันเป็นราวกับว่าพระวจนะเหล่านั้นเพิ่งได้ถูกดำรัสไป  นี่เป็นการกล่าวว่าพระเจ้าทรงมีฤทธานุภาพ และทรงมีสิทธิอำนาจชนิดที่พระองค์ทรงสามารถติดตามร่องรอย ควบคุม และทำให้พระสัญญาทุกอย่างที่พระองค์ทรงทำกับมนุษย์ให้ลุล่วงได้ และไม่ว่าพระสัญญานั้นจะเป็นสิ่งใด ไม่ว่าจะต้องใช้เวลายาวนานเพียงใดในการทำให้ลุล่วงอย่างครบบริบูรณ์ และยิ่งไปกว่านั้น ไม่ว่าขอบเขตที่ความสำเร็จลุล่วงของมันสัมผัสเกี่ยวข้องจะกว้างเพียงใดก็ตาม—ยกตัวอย่างเช่น เวลา ภูมิประเทศ เชื้อชาติ และอื่นๆ—พระสัญญานี้ก็จะสำเร็จลุล่วงและลุล่วง และยิ่งไปกว่านั้น ความสำเร็จลุล่วงและการทำให้ลุล่วงของมันจะไม่พึงประสงค์ให้พระองค์ต้องพยายามเลยแม้แต่นิดเดียว  การนี้พิสูจน์ถึงสิ่งใด?  มันพิสูจน์ให้เห็นว่าความกว้างของสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระเจ้านั้นเพียงพอที่จะควบคุมจักรวาลทั้งหมด และมวลมนุษย์ทั้งหมด  พระเจ้าได้ทรงทำให้มีความสว่าง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าพระเจ้าทรงเพียงแต่บริหารจัดการความสว่างเท่านั้น หรือว่าพระองค์ทรงเพียงแต่บริหารจัดการน้ำเพราะพระองค์ได้ทรงสร้างน้ำขึ้นมาเท่านั้น และว่าสิ่งอื่นใดทุกสิ่งนั้นไม่ได้สัมพันธ์กับพระเจ้า  นี่จะไม่เป็นการเข้าใจผิดหรอกหรือ?  ถึงแม้ว่าการที่พระเจ้าทรงอวยพรอับราฮัมได้ค่อยๆ เลือนหายไปจากความทรงจำของมนุษย์ไปแล้วหลังจากผ่านไปหลายร้อยปี แต่สำหรับพระเจ้า พระสัญญานี้จะยังคงอยู่เหมือนเดิม  มันยังคงอยู่ในกระบวนการแห่งความสำเร็จลุล่วง และไม่เคยได้หยุดลง  มนุษย์ไม่เคยรู้หรือไม่เคยได้ยินว่าพระเจ้าทรงใช้สิทธิอำนาจของพระเจ้า ทุกสรรพสิ่งได้รับการจัดวางเรียบเรียงและจัดการเตรียมการอย่างไร และเรื่องราวที่เกิดขึ้นท่ามกลางทุกสรรพสิ่งแห่งการทรงสร้างของพระเจ้าในระหว่างเวลานี้น่าอัศจรรย์มากเพียงใด แต่การแสดงสิทธิอำนาจของพระเจ้าที่น่าอัศจรรย์ทุกชิ้น และการเผยถึงกิจการทั้งหลายของพระองค์ได้ถูกส่งต่อและเป็นที่ยกย่องท่ามกลางทุกสรรพสิ่ง ทุกสรรพสิ่งได้แสดงออกไปและได้พูดถึงกิจการที่มหัศจรรย์ทั้งหลายของพระผู้สร้าง และเรื่องราวที่บอกเล่ากันมากแต่ละเรื่องเกี่ยวกับอธิปไตยของพระผู้สร้างเหนือทุกสรรพสิ่งจะได้รับการประกาศโดยทุกสรรพสิ่งมากยิ่งขึ้นตลอดไป  สิทธิอำนาจที่พระเจ้าทรงใช้ปกครองทุกสรรพสิ่ง และฤทธานุภาพของพระเจ้า แสดงให้ทุกสรรพสิ่งเห็นว่าพระเจ้านั้นทรงสถิตอยู่ทุกหนแห่งและตลอดเวลา  เมื่อเจ้าได้เป็นประจักษ์พยานถึงความแพร่หลายแห่งสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระเจ้าแล้ว เจ้าจะเห็นว่าพระเจ้าทรงสถิตอยู่ทุกหนแห่งและตลอดเวลา  สิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระเจ้าไม่ถูกจำกัดโดยเวลา ภูมิประเทศ พื้นที่ หรือบุคคล เหตุการณ์ หรือสิ่งใดๆ  ความกว้างของสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระองค์นั้นเหนือจินตนาการของมนุษย์ มันเป็นสิ่งที่มนุษย์ไม่สามารถหยั่งลึกได้ มนุษย์ไม่สามารถจินตนาการได้ และมนุษย์จะไม่มีวันรู้จักโดยครบบริบูรณ์

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 1” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 95

ผู้คนบางคนชอบที่จะอนุมานและจินตนาการ แต่จินตนาการของมนุษย์จะสามารถไปได้ไกลเพียงใด?  มันสามารถไปไกลเกินกว่าโลกนี้ได้หรือไม่?  มนุษย์สามารถทำการอนุมานและจินตนาการความถูกต้องและความแม่นยำของสิทธิอำนาจของพระเจ้าได้หรือไม่?  การอนุมานและจินตนาการของมนุษย์สามารถเปิดโอกาสให้เขาสัมฤทธิ์ความรู้เกี่ยวกับสิทธิอำนาจของพระเจ้าได้หรือไม่?  พวกมันทำให้มนุษย์ซาบซึ้งและนบนอบต่อสิทธิอำนาจของพระเจ้าอย่างแท้จริงได้หรือไม่?  ข้อเท็จจริงทั้งหลายพิสูจน์ให้เห็นว่าการอนุมานและจินตนาการของมนุษย์เป็นเพียงผลผลิตแห่งสติปัญญาของมนุษย์เท่านั้น และไม่ได้จัดเตรียมความช่วยเหลือหรือผลประโยชน์ให้แก่ความรู้ของมนุษย์ในเรื่องสิทธิอำนาจของพระเจ้าเลยแม้แต่นิดเดียว  หลังจากได้อ่านนิยายวิทยาศาสตร์ บางคนสามารถจินตนาการถึงดวงจันทร์ หรือจินตนาการว่าดวงดาวทั้งหลายเป็นอย่างไร  กระนั้นนี่ก็ไม่ได้หมายความว่ามนุษย์มีความเข้าใจใดๆ ในเรื่องสิทธิอำนาจของพระเจ้า  จินตนาการของมนุษย์ก็เป็นเพียงแค่จินตนาการ  จากข้อเท็จจริงของสิ่งเหล่านี้ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ จากการที่พวกมันเชื่อมโยงกับสิทธิอำนาจของพระเจ้า เขาไม่มีการจับความเข้าใจเลยโดยสิ้นเชิง  มันจะสำคัญอย่างใดถึงแม้ว่าเจ้าเคยได้ไปดวงจันทร์มาแล้ว?  การนี้แสดงให้เห็นว่าเจ้ามีความเข้าใจหลากหลายมิติเกี่ยวกับสิทธิอำนาจของพระเจ้ากระนั้นหรือ?  มันแสดงให้เห็นว่าเจ้าสามารถจินตนาการความกว้างของสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระเจ้าได้กระนั้นหรือ?  ในเมื่อการอนุมานและจินตนาการของมนุษย์ไม่สามารถเปิดโอกาสให้เขารู้จักสิทธิอำนาจของพระเจ้าได้ แล้วมนุษย์ควรทำเช่นไร?  ทางเลือกที่ฉลาดที่สุดคงจะเป็นการไม่อนุมานหรือจินตนาการ กล่าวคือ มนุษย์ต้องไม่พึ่งพาจินตนาการและอาศัยการอนุมานเมื่อเป็นเรื่องเกี่ยวกับการรู้จักสิทธิอำนาจของพระเจ้า  สิ่งที่เราปรารถนาจะกล่าวกับพวกเจ้า ณ ที่นี้คือสิ่งใด?  ความรู้ในเรื่องสิทธิอำนาจของพระเจ้า ฤทธานุภาพของพระเจ้า พระอัตลักษณ์ของพระเจ้าเอง และเนื้อแท้ของพระเจ้าไม่สามารถสัมฤทธิ์ได้โดยการพึ่งพาจินตนาการ  ในเมื่อเจ้าไม่สามารถพึ่งพาจินตนาการในการรู้จักสิทธิอำนาจของพระเจ้าได้ เช่นนั้นแล้ว เจ้าจะสามารถสัมฤทธิ์ความรู้ที่แท้จริงเกี่ยวกับสิทธิอำนาจของพระเจ้าได้ในหนทางใด?  หนทางในการทำการนี้ก็คือโดยผ่านทางการกินและการดื่มพระวจนะของพระเจ้า โดยผ่านทางการสามัคคีธรรม และโดยผ่านทางการได้รับประสบการณ์กับพระวจนะของพระเจ้า  ด้วยเหตุนี้ เจ้าจะมีประสบการณ์และการตรวจสอบยืนยันสิทธิอำนาจของพระเจ้าทีละน้อย และเจ้าจะได้รับความเข้าใจทีละน้อยและความรู้ที่เพิ่มขึ้นในเรื่องนั้น  นี่คือหนทางเดียวที่จะสัมฤทธิ์ความรู้ในเรื่องสิทธิอำนาจของพระเจ้า ไม่มีทางลัดใดๆ  การขอให้พวกเจ้าไม่จินตนาการไม่ใช่อย่างเดียวกันกับการทำให้พวกเจ้านั่งรอการทำลายล้างอยู่เฉยๆ หรือการหยุดพวกเจ้าจากการทำสิ่งใดๆ  การไม่ใช้สมองของพวกเจ้าเพื่อคิดและจินตนาการหมายถึงการไม่ใช้ตรรกะเพื่ออนุมาน การไม่ใช้ความรู้เพื่อวิเคราะห์ และการไม่ใช้วิทยาศาสตร์มาเป็นพื้นฐาน แต่กลับเป็นการซาบซึ้ง การตรวจสอบยืนยัน และการยืนยันว่าพระเจ้าที่เจ้าเชื่อนั้นมีสิทธิอำนาจ การยืนยันว่าพระองค์ทรงถือครองอธิปไตยเหนือชะตากรรมของเจ้า และว่าฤทธานุภาพของพระองค์พิสูจน์ตลอดเวลาว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าพระองค์เองที่แท้จริง โดยผ่านทางพระวจนะของพระเจ้า โดยผ่านทางความจริง โดยผ่านทางทุกสิ่งทุกอย่างที่เจ้าเผชิญในชีวิตต่างหาก  นี่คือหนทางเดียวเท่านั้นที่ใครสักคนจะสามารถสัมฤทธิ์การทำความเข้าใจพระเจ้าได้  บางคนกล่าวว่าพวกเขาปรารถนาที่จะหาหนทางที่เรียบง่ายในการสัมฤทธิ์จุดมุ่งหมายนี้ แต่พวกเจ้าสามารถคิดถึงหนทางเช่นนั้นได้หรือไม่?  เราขอบอกเจ้าว่า ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องคิด กล่าวคือ  ไม่มีหนทางอื่นใดเลย!  หนทางเดียวเท่านั้นก็คือการรู้และตรวจสอบยืนยันอย่างมีสติและอย่างหนักแน่นว่าพระเจ้าทรงมีและทรงเป็นสิ่งใดโดยผ่านทางทุกพระวจนะที่พระองค์ทรงแสดงออกและทุกสิ่งทุกอย่างที่พระองค์ทรงทำ  นี่คือหนทางเดียวเท่านั้นที่จะรู้จักพระเจ้า  เพราะสิ่งที่พระเจ้าทรงมีและทรงเป็น และทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับพระเจ้านั้นไม่ใช่ไร้แก่นสารและไม่ว่างเปล่า แต่เป็นจริง

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 1” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 96

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการควบคุมและอำนาจครอบครองของพระผู้สร้างเหนือทุกสรรพสิ่งและสิ่งมีชีวิตทั้งหลายกล่าวถึงการมีอยู่จริงของสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง

การอวยพรโยบของพระยาห์เวห์ก็ได้ถูกบันทึกอยู่ในหนังสือโยบ  พระเจ้าประทานสิ่งใดให้แก่โยบ?  “และพระยาห์เวห์ทรงอวยพรชีวิตตอนปลายของโยบมากยิ่งกว่าตอนต้นของท่าน และท่านมีแกะ 14,000 ตัว อูฐ 6,000 ตัว วัวผู้ 1,000 คู่ และลาตัวเมีย 1,000 ตัว” (โยบ 42:12)  จากมุมมองของมนุษย์ สิ่งเหล่านี้ที่ถูกมอบให้โยบคืออะไร?  พวกมันคือทรัพย์สินของมวลมนุษย์ใช่หรือไม่?  ด้วยทรัพย์สินเหล่านี้ โยบจะไม่ร่ำรวยอย่างมากในระหว่างยุคนั้นหรอกหรือ?  เช่นนั้นแล้ว เขาได้ทรัพย์สินดังกล่าวมาอย่างไร?  สิ่งใดคือสาเหตุแห่งความอุดมด้วยโภคทรัพย์ของเขา?  เห็นได้ชัดโดยไม่ต้องอธิบายอยู่แล้วว่า—เป็นเพราะพระพรของพระเจ้า โยบจึงได้มาครอบครองทรัพย์สินเหล่านั้น  โยบมีทรรศนะกับทรัพย์สินเหล่านี้อย่างไร และเขาพิจารณามองพระพรของพระเจ้าว่าอย่างไรนั้นไม่ใช่สิ่งที่พวกเราจะหารือกัน ณ ที่นี้  เมื่อกล่าวถึงพระพรของพระเจ้า ผู้คนทั้งหมดล้วนโหยหาทั้งวันทั้งคืนที่จะได้รับพรจากพระเจ้า แต่กระนั้นมนุษย์ก็ไม่สามารถควบคุมเหนือทรัพย์สินมากมายที่เขาสามารถได้มาในระหว่างชั่วชีวิตของเขาได้ หรือการที่เขาจะสามารถได้รับพระพรจากพระเจ้าหรือไม่ก็ตาม—นี่เป็นข้อเท็จจริงที่ไม่สามารถโต้แย้งได้!  พระเจ้าทรงมีสิทธิอำนาจ และฤทธานุภาพที่จะประทานทรัพย์สินใดๆ ให้แก่มนุษย์ ที่จะเปิดโอกาสให้มนุษย์ได้รับพรใดๆ แต่กระนั้นก็ยังมีหลักธรรมหนึ่งต่อพระพรของพระเจ้า  ผู้คนประเภทใดที่พระเจ้าทรงอวยพร?  พระองค์ทรงอวยพรผู้คนที่พระองค์ทรงชอบ แน่นอนอยู่แล้ว!  อับราฮัมและโยบได้รับการอวยพรจากพระเจ้าทั้งคู่ แต่ทว่าพรที่พวกเขาได้รับไม่ใช่แบบเดียวกัน  พระเจ้าทรงอวยพรให้อับราฮัมมีพงศ์พันธุ์จำนวนมากมายดังเม็ดทรายและดวงดาว  เมื่อพระองค์ทรงอวยพรอับราฮัมพระองค์ทรงทำให้พงศ์พันธุ์ของชายคนเดียวและชนชาติหนึ่งกลายเป็นมีอำนาจและเจริญรุ่งเรือง  ในการนี้ สิทธิอำนาจของพระเจ้าได้ปกครองมวลมนุษย์ ผู้ซึ่งหายใจด้วยลมปราณของพระเจ้าท่ามกลางทุกสรรพสิ่งและสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย  ภายใต้อธิปไตยแห่งสิทธิอำนาจของพระเจ้านั้น มวลมนุษย์นี้ได้แพร่หลายและมีอยู่ด้วยความเร็วที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้ และภายในวงเขตที่พระเจ้าทรงกำหนด  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความอยู่รอด อัตราการขยายตัว และอายุขัยของชนชาตินี้ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการจัดการเตรียมการของพระเจ้า และหลักธรรมของทั้งหมดนี้มีพื้นฐานโดยรวมอยู่บนพระสัญญาที่พระเจ้าได้ทรงทำไว้กับอับราฮัม  กล่าวคือ ไม่ว่ารูปการณ์แวดล้อมจะเป็นอย่างไร พระสัญญาของพระเจ้าจะดำเนินต่อไปโดยไม่มีอุปสรรคและจะกลายเป็นจริงภายใต้การจัดเตรียมของสิทธิอำนาจของพระเจ้า  ในพระสัญญาที่พระเจ้าได้ทรงทำกับอับราฮัมนั้น ไม่ว่าโลกจะสับสนวุ่นวายเพียงใด ไม่ว่าจะเป็นยุคสมัยใด ไม่ว่ามวลมนุษย์จะสู้ทนมหันตภัยใด พงศ์พันธุ์ของอับราฮัมจะไม่เผชิญหน้ากับความเสี่ยงของความย่อยยับ และชาติของพวกเขาจะไม่สูญสิ้นไป  อย่างไรก็ตาม การอวยพรโยบของพระเจ้าได้ทำให้เขาร่ำรวยอย่างสุดขีด  สิ่งที่พระเจ้าได้มอบให้เขาคือสัตว์ที่มีลมหายใจมีชีวิตจำนวนหนึ่ง ซึ่งรายละเอียดเฉพาะต่างๆ—คือจำนวนของพวกมัน ความเร็วในการขยายพันธุ์ อัตราการรอดชีวิต ปริมาณไขมันในร่างกายของพวกมัน และอื่นๆ—ยังได้ถูกควบคุมโดยพระเจ้าด้วยเช่นกัน  ถึงแม้ว่าสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ไม่มีความสามารถในการพูด แต่พวกมันก็เป็นส่วนหนึ่งของการจัดการเตรียมการของพระผู้สร้างด้วยเช่นกัน และหลักธรรมเบื้องหลังการจัดการเตรียมการสำหรับพวกมันของพระเจ้าได้ทำขึ้นบนพื้นฐานของพระพรที่พระเจ้าได้ทรงสัญญาไว้กับโยบ  ในพระพรที่พระเจ้าได้ทรงมอบแก่อับราฮัมและโยบนั้น ถึงแม้ว่าสิ่งที่ได้ถูกสัญญาจะแตกต่างกัน แต่สิทธิอำนาจที่พระเจ้าได้ทรงใช้ปกครองทุกสรรพสิ่งและสิ่งมีชีวิตทั้งหลายนั้นคืออย่างเดียวกัน  ทุกรายละเอียดของสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระเจ้าถูกแสดงออกอยู่ในพระสัญญาและพระพรที่แตกต่างกันของพระองค์ที่ทรงให้แก่อับราฮัมและโยบ และแสดงให้มวลมนุษย์เห็นอีกครั้งหนึ่งว่าสิทธิอำนาจของพระเจ้านั้นเกินกว่าจินตนาการของมนุษย์มาก  รายละเอียดเหล่านี้บอกกับมวลมนุษย์อีกครั้งหนึ่งว่าหากเขาปรารถนาที่จะรู้จักสิทธิอำนาจของพระเจ้า เช่นนั้นแล้ว การนี้สามารถสัมฤทธิ์ได้โดยผ่านทางพระวจนะของพระเจ้าและโดยผ่านทางการได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้าเท่านั้น

สิทธิอำนาจแห่งอธิปไตยเหนือทุกสรรพสิ่งของพระเจ้าเปิดโอกาสให้มนุษย์ได้เห็นข้อเท็จจริงหนึ่ง นั่นคือ สิทธิอำนาจของพระเจ้าไม่ได้มีตัวตนอยู่ในพระวจนะที่ว่า “พระเจ้าตรัสว่า จงเกิดความสว่าง ความสว่างก็เกิดขึ้น และ จงเกิดภาคพื้น และภาคพื้นก็เกิดขึ้น และ จงเกิดแผ่นดิน และแผ่นดินก็เกิดขึ้น” เท่านั้น แต่ยิ่งไปกว่านั้น สิทธิอำนาจของพระองค์ยังมีตัวตนอยู่ในวิธีที่พระองค์ได้ทรงทำให้ความสว่างนั้นดำเนินต่อไป ได้ทรงป้องกันไม่ให้ภาคพื้นนั้นสูญหายไป และได้ทรงรักษาแผ่นดินให้แยกจากน้ำตลอดไป รวมถึงในรายละเอียดทั้งหลายเกี่ยวกับวิธีที่พระองค์ได้ทรงปกครองและได้ทรงบริหารจัดการเหนือสิ่งทั้งหลายที่พระองค์ได้ทรงสร้าง ได้แก่ ความสว่าง ภาคพื้น และแผ่นดิน  สิ่งใดอีกที่พวกเจ้ามองเห็นในการอวยพรมวลมนุษย์ของพระเจ้า?  เห็นได้อย่างชัดเจนว่า หลังจากที่พระเจ้าได้ทรงอวยพรอับราฮัมและโยบแล้ว ย่างพระบาทของพระเจ้ามิได้ยุติลง เพราะพระองค์เพิ่งจะได้ทรงเริ่มต้นใช้สิทธิอำนาจของพระองค์เท่านั้น และพระองค์ได้ตั้งพระทัยที่จะทำให้ทุกๆ พระวจนะของพระองค์เป็นความเป็นจริง และจะทำให้ทุกๆ รายละเอียดของสิ่งที่พระองค์ได้ตรัสไปกลายเป็นจริง และดังนั้น ในหลายๆ ปีที่จะมาถึงนั้น พระองค์ได้ทรงทำทุกสิ่งทุกอย่างที่พระองค์ได้ตั้งพระทัยไว้ต่อไป  เนื่องจากพระเจ้าทรงมีสิทธิอำนาจ สำหรับมนุษย์จึงอาจดูเหมือนว่าพระเจ้าเพียงแค่ทรงต้องตรัสไปเท่านั้นโดยไม่ต้องยกนิ้ว เรื่องราวและสิ่งทั้งหมดนั้นก็จะสำเร็จลุล่วงไป  การจินตนาการเช่นนั้นช่างไร้สาระน่าขันยิ่งนัก!  หากเจ้าเพียงแค่ใช้ทรรศนะด้านเดียวเกี่ยวกับการตั้งพันธสัญญากับมนุษย์ของพระเจ้าโดยใช้พระวจนะ และเกี่ยวกับการที่พระเจ้าทรงสำเร็จลุล่วงทุกสิ่งทุกอย่างโดยการใช้พระวจนะ และเจ้าก็ไม่มีความสามารถในการมองเห็นหมายสำคัญและข้อเท็จจริงทั้งหลายที่ว่า สิทธิอำนาจของพระเจ้าถืออำนาจครอบครองเหนือการดำรงอยู่ของทุกสรรพสิ่ง เช่นนั้นแล้ว ความเข้าใจของเจ้าในเรื่องสิทธิอำนาจของพระเจ้าก็ไร้แก่นสารและไร้สาระน่าขันยิ่งนัก!  หากมนุษย์จินตนาการว่าพระเจ้าต้องเป็นดังนั้น เช่นนั้นแล้ว ก็ต้องกล่าวว่า ความรู้ของมนุษย์ในเรื่องพระเจ้าขับเคลื่อนไปถึงด่านสุดท้ายแล้ว และไปถึงทางตันแล้ว เพราะพระเจ้าที่มนุษย์จินตนาการนั้นเป็นแต่เพียงเครื่องจักรที่ออกคำสั่ง ไม่ใช่พระเจ้าผู้ซึ่งทรงครองสิทธิอำนาจ  เจ้ามองเห็นสิ่งใดบ้างโดยผ่านทางตัวอย่างของอับราฮัมและโยบ?  เจ้าได้เห็นด้านจริงของสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระเจ้าหรือไม่?  หลังจากพระเจ้าได้อวยพรอับราฮัมและโยบแล้ว พระเจ้ามิได้ทรงพำนักในที่ซึ่งพระองค์ทรงสถิต อีกทั้งพระองค์มิได้ทรงตั้งผู้สื่อสารของพระองค์ให้ทำงานในขณะที่รอดูว่าบทอวสานจะเป็นเช่นใด  ในทางตรงกันข้าม ทันทีที่พระเจ้าได้ดำรัสพระวจนะของพระองค์ ทุกสรรพสิ่งก็ได้เริ่มปฏิบัติตามพระราชกิจที่พระเจ้าได้ตั้งพระทัยที่จะทำ ภายใต้การทรงนำของสิทธิอำนาจของพระเจ้า และมีการตระเตรียมผู้คน สิ่งทั้งหลาย และเป้าหมายทั้งหลายที่พระเจ้าได้ทรงพึงประสงค์  กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ทันทีพระวจนะได้ถูกดำรัสออกไปจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า ก็ได้เริ่มมีการใช้สิทธิอำนาจของพระเจ้าไปทั่วทั้งแผ่นดิน และพระองค์ได้ทรงกำหนดช่วงระยะเวลาที่จะทำให้พระสัญญาที่พระองค์ได้ทรงทำไว้กับอับราฮัมและโยบนั้นสำเร็จลุล่วงและลุล่วง ในขณะที่ทรงทำการวางแผนและการตระเตรียมทั้งหมดที่เหมาะสมให้แก่ทุกอย่างที่พึงประสงค์สำหรับทุกขั้นตอนและแต่ละช่วงระยะสำคัญที่พระองค์ได้ทรงวางแผนที่จะดำเนินการ  ในระหว่างเวลานี้ พระเจ้าไม่เพียงแต่ได้ทรงยักย้ายผู้สื่อสารของพระองค์เท่านั้น แต่ยังได้ทรงยักย้ายทุกสรรพสิ่งที่พระองค์ได้สร้างขึ้นด้วย  กล่าวคือ ภายในวงเขตที่มีการใช้สิทธิอำนาจของพระเจ้านั้นไม่เพียงประกอบด้วยบรรดาผู้สื่อสารเท่านั้น แต่ยังมีทุกสรรพสิ่งในการทรงสร้างซึ่งได้ถูกยักย้ายเพื่อปฏิบัติตามพระราชกิจที่พระองค์ได้ตั้งพระทัยที่จะทำให้สำเร็จลุล่วง เหล่านี้คือลักษณะเฉพาะในการใช้สิทธิอำนาจของพระเจ้า  ในการจินตนาการของพวกเจ้านั้น บางคนอาจจะมีการเข้าใจสิทธิอำนาจของพระเจ้าดังต่อไปนี้ นั่นคือ  พระเจ้าทรงมีสิทธิอำนาจ และพระเจ้าทรงมีฤทธานุภาพ และดังนั้น พระเจ้าเพียงแค่ต้องทรงคงอยู่ในสวรรค์ชั้นที่สาม หรือในสถานที่ที่คงที่แห่งหนึ่ง และไม่ต้องทรงพระราชกิจเฉพาะใดๆ เลย และความครบถ้วนบริบูรณ์ของพระราชกิจของพระเจ้าก็ครบบริบูรณ์อยู่ภายในพระดำริของพระองค์  บางคนอาจยังเชื่ออีกด้วยว่า ถึงแม้พระเจ้าจะได้ทรงอวยพรให้อับราฮัม แต่พระเจ้าก็ไม่ได้ต้องทรงทำสิ่งใด และเพียงพอแล้วที่พระองค์ได้ตรัสพระวจนะของพระองค์เท่านั้น  นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ หรือ?  เห็นได้ชัดว่าไม่!  ถึงแม้ว่าพระเจ้าจะทรงครองสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพ สิทธิอำนาจของพระองค์ก็เที่ยงแท้และจริง มิใช่ว่างเปล่า  ความแน่แท้และความเป็นจริงของสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระเจ้าค่อยๆ เผยและเป็นรูปเป็นร่างขึ้นในการทรงสร้างทุกสรรพสิ่งของพระองค์ ในการควบคุมเหนือทุกสรรพสิ่งของพระองค์ และในกระบวนการที่พระองค์ทรงนำและทรงบริหารจัดการมวลมนุษย์  ทุกวิธีการ ทุกมุมมอง และทุกรายละเอียดเกี่ยวกับอธิปไตยเหนือมวลมนุษย์และทุกสรรพสิ่งของพระเจ้า และพระราชกิจทั้งหมดที่พระเจ้าได้ทรงทำให้สำเร็จลุล่วง ตลอดจนการเข้าใจทุกสรรพสิ่งของพระองค์—ทั้งหมดเหล่านี้ล้วนพิสูจน์อย่างแท้จริงว่าสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระเจ้าไม่ใช่พระวจนะที่ว่างเปล่า  สิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระองค์ถูกแสดงออกไปและถูกเผยเป็นเนืองนิตย์ และอยู่ในทุกสรรพสิ่ง  การสำแดงและการเปิดเผยเหล่านี้กล่าวถึงการมีอยู่จริงของสิทธิอำนาจของพระเจ้า เพราะพระองค์กำลังทรงใช้สิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระองค์เพื่อดำเนินพระราชกิจของพระองค์ต่อไป และเพื่อบัญชาทุกสรรพสิ่ง และเพื่อปกครองทุกสรรพสิ่งในทุกชั่วขณะ ฤทธานุภาพและสิทธิอำนาจของพระองค์ไม่สามารถถูกแทนที่ได้ทั้งโดยบรรดาทูตสวรรค์หรือโดยผู้สื่อสารทั้งหลายของพระเจ้า  พระเจ้าได้ตัดสินพระทัยว่าพระองค์จะประทานพระพรใดให้แก่อับราฮัมและโยบ—มันเป็นการตัดสินพระทัยของพระเจ้า  ถึงแม้ว่าบรรดาผู้สื่อสารของพระเจ้าจะได้ไปเยือนอับราฮัมและโยบโดยตนเอง แต่การกระทำของพวกเขาก็มีพื้นฐานอยู่บนพระบัญชาของพระเจ้า และการกระทำของพวกเขาก็เป็นไปภายใต้สิทธิอำนาจของพระเจ้า และในทำนองเดียวกัน บรรดาผู้สื่อสารก็อยู่ภายใต้อธิปไตยของพระเจ้า  ถึงแม้ว่ามนุษย์จะเห็นว่าบรรดาผู้สื่อสารของพระเจ้าไปเยือนอับราฮัม และไม่ได้เป็นประจักษ์พยานว่าพระยาห์เวห์พระเจ้าทรงกระทำสิ่งใดโดยพระองค์เองในบันทึกของพระคัมภีร์ แต่ในข้อเท็จจริงแล้ว มีเพียงองค์หนึ่งเดียวผู้ซึ่งทรงใช้ฤทธานุภาพและสิทธิอำนาจเท่านั้นที่เป็นพระเจ้าพระองค์เอง และการนี้ไม่ยอมทนการสงสัยใดๆ จากมนุษย์คนใด!  ถึงแม้ว่าเจ้าจะได้เห็นว่าบรรดาทูตสวรรค์และผู้สื่อสารทั้งหลายมีกำลังอันยิ่งใหญ่และได้แสดงการอัศจรรย์ทั้งหลาย หรือเห็นว่าพวกเขาได้ทำสิ่งทั้งหลายที่พระเจ้าทรงบัญชา แต่การกระทำของพวกเขาก็เป็นเพียงเพื่อประโยชน์แห่งการทำให้พระบัญชาของพระเจ้าครบบริบูรณ์เท่านั้น และไม่ใช่การแสดงถึงสิทธิอำนาจของพระเจ้าแต่อย่างใด—เพราะไม่มีมนุษย์หรือวัตถุใดที่จะมีหรือครอบครองสิทธิอำนาจของพระผู้สร้างในการสร้างทุกสรรพสิ่งและปกครองทุกสรรพสิ่ง  ดังนั้น ไม่มีมนุษย์หรือวัตถุใดที่จะสามารถใช้หรือแสดงออกถึงสิทธิอำนาจของพระผู้สร้างได้

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 1” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 97

สิทธิอำนาจของพระผู้สร้างไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้และไม่อาจทำให้ขุ่นเคืองได้

1. พระเจ้าทรงใช้พระวจนะเพื่อสร้างทุกสรรพสิ่ง

ปฐมกาล 1:3-5 พระเจ้าตรัสว่า “จงเกิดความสว่าง” ความสว่างก็เกิดขึ้น พระเจ้าทรงเห็นว่าความสว่างนั้นดี และทรงแยกความสว่างออกจากความมืดพระเจ้าทรงเรียกความสว่างนั้นว่า วัน และความมืดนั้นว่า คืน มีเวลาเย็นและเวลาเช้า เป็นวันแรก

ปฐมกาล 1:6-7 พระเจ้าตรัสว่า “จงมีภาคพื้นในระหว่างน้ำ แยกน้ำออกจากกัน” พระเจ้าทรงสร้างภาคพื้นนั้นขึ้น แล้วทรงแยกน้ำที่อยู่ใต้ภาคพื้นออกจากน้ำที่อยู่เหนือภาคพื้น ก็เป็นดังนั้น

ปฐมกาล 1:9-11 พระเจ้าตรัสว่า “น้ำที่อยู่ใต้ฟ้าจงรวมอยู่ในที่เดียวกัน ที่แห้งจงปรากฏขึ้น” ก็เป็นดังนั้น พระเจ้าจึงทรงเรียกที่แห้งนั้นว่า แผ่นดิน และที่ซึ่งน้ำรวมกันนั้นว่า ทะเล พระเจ้าทรงเห็นว่าดี พระเจ้าตรัสว่า “แผ่นดินจงเกิดพืช คือ ธัญพืชที่ให้เมล็ด และต้นไม้ผลที่ออกผลตามชนิดของมัน และมีเมล็ดในผลบนแผ่นดิน” และก็เป็นดังนั้น

ปฐมกาล 1:14-15 พระเจ้าตรัสว่า “จงมีดวงสว่างต่างๆ ของภาคพื้นฟ้า เพื่อแยกวันออกจากคืน ให้เป็นหมายกำหนดฤดู วัน ปี และให้เป็นดวงสว่างต่างๆ บนภาคพื้นฟ้า เพื่อส่องสว่างเหนือแผ่นดิน” ก็เป็นดังนั้น

ปฐมกาล 1:20-21 พระเจ้าตรัสว่า “น้ำจงอุดมด้วยฝูงสัตว์ที่มีชีวิต และให้นกบินไปมาในภาคพื้นฟ้าเหนือแผ่นดิน” พระเจ้าทรงสร้างสัตว์ทะเลขนาดใหญ่ และสัตว์ที่มีชีวิตทุกชนิด ซึ่งแหวกว่ายอยู่ในน้ำเป็นฝูงๆ ตามชนิดของมัน และสัตว์ปีกทุกชนิดตามชนิดของมัน พระเจ้าทรงเห็นว่าดี

ปฐมกาล 1:24-25 พระเจ้าตรัสว่า “แผ่นดินจงเกิดสัตว์ที่มีชีวิตตามชนิดของมัน คือสัตว์ใช้งาน สัตว์เลื้อยคลาน และสัตว์ป่าตามชนิดของมัน” ก็เป็นดังนั้น พระเจ้าทรงสร้างสัตว์ป่าตามชนิดของมัน สัตว์ใช้งานตามชนิดของมัน และสัตว์ต่างๆ ที่เลื้อยคลานทุกชนิดบนแผ่นดินตามชนิดของมัน แล้วพระเจ้าทรงเห็นว่าดี

2. พระเจ้าทรงใช้พระวจนะของพระองค์เพื่อตั้งพันธสัญญากับมนุษย์

ปฐมกาล 9:11-13 “เราจะตั้งพันธสัญญาของเราไว้กับพวกเจ้าว่าจะไม่ทำลายมนุษย์และสัตว์ทั้งปวงโดยให้น้ำท่วมอีก และจะไม่ให้มีน้ำมาท่วมทำลายโลกอีกต่อไป” พระเจ้าตรัสว่า “นี่แหละเป็นเครื่องหมายแห่งพันธสัญญา ซึ่งเราให้ไว้ระหว่างเรากับพวกเจ้า และกับสัตว์มีชีวิตทั้งปวงที่อยู่กับพวกเจ้าสืบไปทุกชั่วอายุ คือเราตั้งรุ้งของเราไว้ที่เมฆ และรุ้งนั้นจะเป็นเครื่องหมายแห่งพันธสัญญาระหว่างเรากับโลก”

3. พระพรของพระเจ้า

ปฐมกาล 17:4-6 นี่คือพันธสัญญาของเรากับเจ้า เจ้าจะเป็นบิดาของประชาชาติมากมาย ชื่อของเจ้าจะไม่ใช่อับรามอีกต่อไป เจ้าจะมีชื่อใหม่คืออับราฮัม เพราะเราให้เจ้าเป็นบิดาของประชาชาติมากมาย เราจะทำให้เจ้ามีพงศ์พันธุ์มากมายยิ่ง เราจะทำให้เจ้าเป็นชนหลายชาติ และกษัตริย์หลายองค์จะเกิดมาจากเจ้า

ปฐมกาล 18:18-19 แน่ทีเดียวอับราฮัมจะเป็นประชาชาติใหญ่โตและมีกำลังมาก และประชาชาติทั้งหมดในโลกจะได้รับพรก็เพราะเขา เพราะเราเลือกเขาแล้ว เพื่อเขาจะได้กำชับลูกหลาน และครอบครัวที่สืบต่อมาของเขา ให้รักษาพระมรรคาของพระยาห์เวห์ ให้ทำความชอบธรรมและความยุติธรรม เพื่อพระยาห์เวห์จะประทานแก่อับราฮัม ตามที่พระองค์ตรัสไว้แก่เขา

ปฐมกาล 22:16-18 พระยาห์เวห์ตรัสว่า เราเองปฏิญาณว่า เพราะเจ้าทำอย่างนี้และไม่ได้หวงบุตรชายของเจ้า คือบุตรชายคนเดียวของเจ้า ดังนั้นเราจะอวยพรเจ้าแน่ เราจะทวีเชื้อสายของเจ้าให้มากขึ้น ดังดวงดาวในท้องฟ้า และดังเม็ดทรายบนฝั่งทะเล เชื้อสายของเจ้าจะได้ประตูเมืองศัตรูทั้งหลายของเจ้าเป็นกรรมสิทธิ์ ประชาชาติทั้งหมดในโลกจะได้พรเพราะเชื้อสายของเจ้า เพราะว่าเจ้าเชื่อฟังเรา

โยบ 42:12 และพระยาห์เวห์ทรงอวยพรชีวิตตอนปลายของโยบมากยิ่งกว่าตอนต้นของท่าน และท่านมีแกะ 14,000 ตัว อูฐ 6,000 ตัว วัวผู้ 1,000 คู่ และลาตัวเมีย 1,000 ตัว

พวกเจ้ามองเห็นสิ่งใดในคัมภีร์สามส่วนนี้?  พวกเจ้ามองเห็นว่ามีหลักธรรมหนึ่งในการที่พระเจ้าทรงใช้สิทธิอำนาจของพระองค์หรือไม่?  ยกตัวอย่างเช่น พระเจ้าทรงใช้รุ้งเพื่อตั้งพันธสัญญากับมนุษย์—พระองค์ทรงวางรุ้งไว้ในหมู่เมฆเพื่อบอกกับมนุษย์ว่าพระองค์จะไม่มีวันทรงใช้น้ำท่วมมาทำลายโลกอีก  รุ้งที่ผู้คนเห็นอยู่ในวันนี้ยังคงเป็นแบบเดียวกับที่ตรัสจากพระโอษฐ์ของพระเจ้าหรือไม่?  ธรรมชาติและความหมายของมันได้เปลี่ยนไปแล้วหรือยัง?  ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามันยังไม่เปลี่ยนไป  พระเจ้าได้ทรงใช้สิทธิอำนาจของพระองค์เพื่อดำเนินการกระทำนี้ และพันธสัญญาที่พระเจ้าได้ทรงตั้งไว้กับมนุษย์ก็ดำเนินต่อเนื่องมาจนกระทั่งถึงวันนี้ และเวลาที่พันธสัญญานี้จะถูกปรับเปลี่ยนก็ย่อมจะเป็นการตัดสินพระทัยของพระเจ้าอย่างแน่นอน  หลังจากที่พระเจ้าได้ตรัสว่า “ตั้งรุ้งของเราไว้ที่เมฆ” พระเจ้าได้ทรงปฏิบัติตามพันธสัญญานี้อยู่เสมอ เรื่อยมาจนกระทั่งถึงวันนี้  เจ้าเห็นสิ่งใดในการนี้?  ถึงแม้ว่าพระเจ้าจะทรงครองสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพ พระองค์ก็ทรงเข้มงวดและมีหลักธรรมอย่างยิ่งในการกระทำของพระองค์ และทรงเป็นจริงตามพระวจนะของพระองค์  ความเข้มงวดของพระองค์และหลักธรรมในการกระทำของพระองค์แสดงให้เห็นถึงความไม่อาจทำให้ขุ่นเคืองได้ของพระผู้สร้างและความไม่สามารถเหนือกว่าได้ของสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง  ถึงแม้ว่าพระองค์จะทรงครองสิทธิอำนาจสูงสุด และทุกสรรพสิ่งอยู่ภายใต้อำนาจครอบครองของพระองค์ และถึงแม้ว่าพระองค์จะทรงมีฤทธานุภาพในการปกครองเหนือทุกสรรพสิ่ง แต่พระเจ้าก็ไม่เคยทรงทำลายหรือหยุดชะงักแผนของพระองค์เอง และแต่ละครั้งที่พระองค์ทรงใช้สิทธิอำนาจของพระองค์ มันก็จะสอดคล้องอย่างเข้มงวดกับหลักธรรมของพระองค์เอง และปฏิบัติตามสิ่งที่ถูกตรัสออกไปจากพระโอษฐ์ของพระองค์อย่างแม่นยำ และปฏิบัติตามขั้นตอนและวัตถุประสงค์ของแผนของพระองค์  ไม่จำเป็นต้องกล่าวว่า ทุกสรรพสิ่งที่พระเจ้าทรงปกครองนั้นก็เชื่อฟังหลักธรรมในการใช้สิทธิอำนาจของพระเจ้าด้วยเช่นกัน และไม่มีมนุษย์หรือสิ่งใดๆ ได้รับการยกเว้นจากการจัดการเตรียมการของสิทธิอำนาจของพระองค์ อีกทั้งพวกเหล่านั้นก็ไม่สามารถปรับเปลี่ยนหลักธรรมในการใช้สิทธิอำนาจของพระองค์ด้วย  ในสายพระเนตรของพระเจ้านั้น บรรดาผู้ที่ได้รับพรจะได้รับโชควาสนาที่สิทธิอำนาจของพระองค์ทำให้เกิดขึ้น และพวกที่ถูกสาปแช่งก็ได้รับการลงโทษของพวกเขาเนื่องจากสิทธิอำนาจของพระเจ้า  ภายใต้อธิปไตยแห่งสิทธิอำนาจของพระเจ้านั้น ไม่มีมนุษย์หรือสิ่งใดๆ ที่จะได้รับการยกเว้นจากการใช้สิทธิอำนาจของพระองค์  อีกทั้งพวกเขาไม่สามารถปรับเปลี่ยนหลักธรรมในการใช้สิทธิอำนาจของพระองค์ได้  สิทธิอำนาจของพระผู้สร้างไม่ถูกปรับเปลี่ยนโดยการเปลี่ยนแปลงในปัจจัยใดๆ และในทำนองเดียวกันนี้ หลักธรรมในการใช้สิทธิอำนาจของพระองค์ก็ไม่ปรับเปลี่ยนด้วยเหตุผลใดๆ  ฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกอาจก้าวผ่านกลียุคที่ยิ่งใหญ่ แต่สิทธิอำนาจของพระผู้สร้างจะไม่เปลี่ยนแปลง ทุกสรรพสิ่งอาจมลายหายไป แต่สิทธิอำนาจของพระผู้สร้างจะไม่มีวันสูญหาย  นี่คือเนื้อแท้ของสิทธิอำนาจที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้และไม่อาจทำให้ขุ่นเคืองได้ของพระผู้สร้าง และนี่คือความทรงเอกลักษณ์ยิ่งของพระผู้สร้าง!

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 1” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 98

พระบัญชาของพระเจ้าต่อซาตาน

โยบ 2:6 และพระยาห์เวห์ตรัสกับซาตานว่า “ดูเถิด เขาอยู่ในมือเจ้า จงไว้ชีวิตเขาเท่านั้น”

ซาตานไม่เคยกล้าล่วงละเมิดสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง และเนื่องจากการนี้ ทุกสรรพสิ่งจึงดำรงชีวิตอยู่อย่างเป็นระเบียบ

นี่คือบทตัดตอนจากหนังสือโยบ และ “เขา” ในพระวจนะเหล่านี้อ้างอิงถึงโยบ  ถึงแม้จะกระชับ แต่ประโยคนี้ขยายความในหลายประเด็น  มันพรรณนาถึงการโต้ตอบเฉพาะระหว่างพระเจ้ากับซาตานในโลกฝ่ายวิญญาณ และบอกกับเราว่าเป้าหมายของพระวจนะของพระเจ้าคือซาตาน  มันยังบันทึกสิ่งที่พระเจ้าได้ตรัสไว้อย่างเฉพาะเจาะจงอีกด้วย  พระวจนะของพระเจ้าคือพระบัญชาและคำสั่งต่อซาตาน  รายละเอียดเฉพาะของคำสั่งนี้เกี่ยวข้องกับการไว้ชีวิตโยบและที่ซึ่งพระองค์ได้ทรงขีดเส้นไว้ในการที่ซาตานจะปฏิบัติต่อโยบ—นั่นคือซาตานต้องไว้ชีวิตโยบ  สิ่งแรกที่พวกเราเรียนรู้จากประโยคนี้ก็คือว่า พระวจนะเหล่านี้คือพระวจนะที่พระเจ้าตรัสต่อซาตาน  ตามตัวบทเดิมของหนังสือโยบนั้นบอกให้พวกเรารู้ถึงภูมิหลังของพระวจนะดังกล่าว นั่นคือ ซาตานปรารถนาที่จะกล่าวหาโยบ และดังนั้นมันจึงต้องได้รับความเห็นชอบจากพระเจ้าก่อนที่มันจะสามารถทดลองเขาได้  เมื่อทรงเห็นชอบต่อข้อเรียกร้องที่จะทดลองโยบของซาตานแล้ว พระเจ้าก็ได้ทรงวางเงื่อนไขดังต่อไปนี้แก่ซาตาน กล่าวคือ “โยบอยู่ในมือเจ้า จงไว้ชีวิตเขาเท่านั้น” พระวจนะเหล่านี้มีธรรมชาติอย่างไร?  พระวจนะเหล่านี้เป็นพระบัญชา เป็นคำสั่งอย่างชัดเจน  เมื่อได้เข้าใจธรรมชาติของพระวจนะเหล่านี้แล้ว แน่นอนว่า เจ้าก็ควรจะจับความเข้าใจด้วยว่าองค์หนึ่งเดียวผู้ซึ่งได้ทรงออกคำสั่งนี้คือพระเจ้า และว่าผู้ที่ได้รับคำสั่งนี้ และเชื่อฟังคำสั่งนี้ก็คือซาตาน  ไม่จำเป็นเลยที่จะต้องกล่าวว่าในคำสั่งนี้ สัมพันธภาพระหว่างพระเจ้ากับซาตานนั้นเป็นที่ชัดเจนต่อทุกคนที่อ่านพระวจนะเหล่านี้  แน่นอนว่า นี่ยังเป็นสัมพันธภาพระหว่างพระเจ้ากับซาตานในโลกฝ่ายวิญญาณอีกด้วย และความแตกต่างระหว่างพระอัตลักษณ์และสถานะของพระเจ้ากับซาตาน ที่จัดเตรียมไว้ในบันทึกเกี่ยวกับการโต้ตอบระหว่างพระเจ้ากับซาตานในคัมภีร์นี้ และเป็นความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างพระอัตลักษณ์และสถานะของพระเจ้ากับซาตานที่มนุษย์ในปัจจุบันสามารถเรียนรู้ได้ในบันทึกที่เป็นตัวบทและตัวอย่างเฉพาะนี้  ณ จุดนี้ เราต้องกล่าวว่าบันทึกพระวจนะเหล่านี้เป็นเอกสารสำคัญชิ้นหนึ่งในความรู้ของมวลมนุษย์เกี่ยวกับพระอัตลักษณ์และสถานะของพระเจ้า และมันจัดเตรียมข้อมูลที่สำคัญให้แก่ความรู้ของมวลมนุษย์ในเรื่องพระเจ้า  มนุษย์สามารถเข้าใจแง่มุมเฉพาะเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งแง่มุมในด้านสิทธิอำนาจของพระผู้สร้างโดยผ่านทางการแลกเปลี่ยนระหว่างพระผู้สร้างกับซาตานในโลกฝ่ายวิญญาณ  พระวจนะเหล่านี้คืออีกหนึ่งคำพยานต่อสิทธิอำนาจอันทรงเอกลักษณ์ของพระผู้สร้าง

จากภายนอกนั้น พระยาห์เวห์พระเจ้ากำลังทรงร่วมในการสนทนากับซาตาน  ในแง่ของเนื้อแท้นั้น ท่าทีที่พระยาห์เวห์พระเจ้าตรัสกับซาตาน และตำแหน่งที่พระองค์ทรงยืนนั้นสูงกว่าซาตาน  กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ พระยาห์เวห์พระเจ้ากำลังทรงมีพระบัญชาแก่ซาตานด้วยพระกระแสเสียงที่เป็นคำสั่ง และกำลังทรงบอกกับซาตานว่ามันควรทำและไม่ควรทำสิ่งใด ว่าโยบนั้นอยู่ในมือของมันแล้ว และว่ามันมีอิสระในการจะปฏิบัติต่อโยบอย่างไรก็ตามที่มันปรารถนา—แต่ว่ามันต้องไม่เอาชีวิตของโยบ  ตัวบทย่อยก็คือว่า ถึงแม้โยบจะถูกวางไว้ในมือของซาตาน แต่ชีวิตของเขาไม่ได้ถูกส่งมอบให้แก่ซาตาน ไม่มีผู้ใดสามารถเอาชีวิตของโยบไปจากพระหัตถ์ของพระเจ้าได้เว้นแต่พระเจ้าทรงอนุมัติ  ท่าทีของพระเจ้าได้แสดงไว้อย่างชัดเจนในพระบัญชาต่อซาตานนี้ และพระบัญชานี้ยังสำแดงและเผยว่าพระยาห์เวห์พระเจ้าทรงสนทนากับซาตานจากตำแหน่งใด  ในการนี้ พระยาห์เวห์พระเจ้าไม่เพียงแต่ทรงถือครองสถานะของพระเจ้าผู้ทรงสร้างความสว่าง และอากาศ และทุกสรรพสิ่ง และสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย สถานะของพระเจ้าผู้ทรงถือครองอธิปไตยเหนือทุกสรรพสิ่งและสิ่งมีชีวิตทั้งหลายเท่านั้น แต่ยังทรงถือครองสถานะของพระเจ้าผู้ทรงบัญชามวลมนุษย์ และทรงบัญชาแดนคนตาย และพระเจ้าผู้ทรงควบคุมชีวิตและความตายของสิ่งมีชีวิตทั้งปวงด้วย  ในโลกฝ่ายวิญญาณนั้น ผู้ใดอีกหรือนอกจากพระเจ้าที่จะกล้าออกคำสั่งเช่นนั้นแก่ซาตาน?  และเหตุใดพระเจ้าจึงได้ทรงออกคำสั่งของพระองค์แก่ซาตานโดยพระองค์เอง?  เพราะชีวิตของมนุษย์ รวมถึงชีวิตของโยบนั้นถูกควบคุมโดยพระเจ้า  พระเจ้าไม่ทรงอนุญาตให้ซาตานทำอันตรายหรือเอาชีวิตของโยบ และแม้กระทั่งเมื่อพระเจ้าทรงอนุญาตให้ซาตานทดลองโยบ พระเจ้าก็ยังคงไม่ทรงลืมที่จะออกคำสั่งดังกล่าวเป็นพิเศษ และได้ทรงบัญชาซาตานอีกครั้งว่าจงอย่าเอาชีวิตของโยบ  ซาตานไม่เคยกล้าที่จะล่วงละเมิดสิทธิอำนาจของพระเจ้า และยิ่งไปกว่านั้น มันยังรับฟังและเชื่อฟังคำสั่งและพระบัญชาเฉพาะของพระเจ้าอย่างระมัดระวังอยู่เสมอ ไม่เคยกล้าที่จะเยาะเย้ยท้าทายพระบัญชาและคำสั่งเหล่านั้น และแน่นอนว่ามันไม่กล้าที่จะปรับเปลี่ยนคำสั่งใดๆ ของพระเจ้าอย่างอิสระ  เช่นนั้นเองคือขีดจำกัดทั้งหลายที่พระเจ้าได้ทรงกำหนดไว้สำหรับซาตาน และดังนั้น ซาตานจึงไม่เคยกล้าที่จะข้ามขีดจำกัดเหล่านั้น  การนี้มิใช่พระอิทธิฤทธิ์แห่งสิทธิอำนาจของพระเจ้าหรอกหรือ?  การนี้มิใช่คำพยานต่อสิทธิอำนาจของพระเจ้าหรอกหรือ?  ซาตานมีการจับความเข้าใจที่ชัดเจนกว่ามวลมนุษย์มากในเรื่องวิธีประพฤติตนต่อพระเจ้า และวิธีมีทรรศนะต่อพระเจ้า และดังนั้น ในโลกฝ่ายวิญญาณ ซาตานจึงมองเห็นสถานะและพระอัตลักษณ์ของพระเจ้าอย่างชัดเจนยิ่ง และมีความซึ้งคุณค่าที่ลึกซึ้งในพระอิทธิฤทธิ์แห่งสิทธิอำนาจของพระเจ้าและหลักธรรมที่อยู่เบื้องหลังการใช้สิทธิอำนาจของพระองค์  มันไม่กล้าที่จะมองข้ามสิ่งเหล่านั้นไปเลย อีกทั้งไม่กล้าที่จะฝ่าฝืนสิ่งเหล่านั้นในหนทางใดเลย หรือที่จะทำสิ่งใดที่เป็นการล่วงละเมิดสิทธิอำนาจของพระเจ้า และมันไม่กล้าที่จะท้าทายพระพิโรธของพระเจ้าในหนทางใดเลย  ถึงแม้ว่าซาตานจะชั่วร้ายและโอหังโดยธรรมชาติ แต่มันไม่เคยกล้าที่จะข้ามเขตคั่นและขีดจำกัดที่พระเจ้าได้ทรงกำหนดไว้ให้มัน  เป็นเวลาหลายล้านปีมาแล้วที่มันปฏิบัติตามเขตคั่นเหล่านี้อย่างเข้มงวด มันได้ยึดปฏิบัติตามพระบัญชาและคำสั่งทุกอย่างที่พระเจ้าทรงมอบให้กับมัน และไม่เคยกล้าที่จะก้าวข้ามเครื่องหมายนั้นเลย  ถึงแม้ว่าซาตานจะมุ่งร้าย แต่มันก็ฉลาดกว่ามวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามอยู่มาก มันรู้จักพระอัตลักษณ์ของพระผู้สร้าง และรู้จักเขตคั่นของมันเอง  จากการกระทำ “ที่นบนอบ” ของซาตานจะเห็นได้ว่าสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระเจ้านั้นเป็นประกาศิตจากสวรรค์ซึ่งซาตานไม่สามารถล่วงละเมิดได้ และเห็นได้ว่าเป็นเพราะความทรงเอกลักษณ์และสิทธิอำนาจของพระเจ้าอย่างแน่นอนนั่นเอง ทุกสรรพสิ่งจึงเปลี่ยนแปลงและแพร่กระจายไปอย่างเป็นระเบียบ มวลมนุษย์จึงสามารถดำรงชีวิตและทวีจำนวนขึ้นภายในครรลองที่พระเจ้าทรงตั้งขึ้น โดยไม่มีบุคคลหรือวัตถุใดสามารถทำความเสียหายให้กับคำสั่งนี้ได้ และไม่มีบุคคลหรือวัตถุใดสามารถเปลี่ยนแปลงธรรมบัญญัตินี้ได้—เพราะสิ่งเหล่านั้นทั้งหมดล้วนมาจากพระหัตถ์ของพระผู้สร้าง และจากคำสั่งและสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 1” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 99

อัตลักษณ์พิเศษของซาตานได้ทำให้ผู้คนมากมายแสดงความสนใจอย่างแรงกล้าในการสำแดงแง่มุมต่างๆ ของมัน  มีแม้กระทั่งผู้คนโง่เขลามากมายที่เชื่อว่าซาตานก็มีสิทธิอำนาจเช่นเดียวกันกับพระเจ้า เพราะซาตานสามารถแสดงการอัศจรรย์ได้ และสามารถทำสิ่งทั้งหลายที่เป็นไปไม่ได้สำหรับมวลมนุษย์  ด้วยเหตุนี้ มวลมนุษย์จึงสงวนที่ในหัวใจของเขาไว้ให้แก่ซาตาน นอกเหนือจากการนมัสการพระเจ้า และแม้กระทั่งนมัสการซาตานในฐานะพระเจ้า  ผู้คนเหล่านี้ทั้งน่าเวทนาและน่าชิงชัง  พวกเขาน่าเวทนาเนื่องจากความไม่รู้เท่าทันของพวกเขา และน่าชิงชังเนื่องจากความนอกรีตและแก่นแท้ชั่วร้ายในตัวของพวกเขา  ณ จุดนี้ เรารู้สึกว่ามันจำเป็นที่จะต้องแจ้งข้อมูลแก่พวกเจ้าว่าสิทธิอำนาจคือสิ่งใด และมันเป็นสัญลักษณ์ของสิ่งใด และมันเป็นตัวแทนของสิ่งใด  กล่าวโดยกว้างๆ พระเจ้าพระองค์เองทรงเป็นสิทธิอำนาจ สิทธิอำนาจของพระองค์เป็นสัญลักษณ์ของมไหศวรรย์และเนื้อแท้ของพระเจ้า และสิทธิอำนาจของพระเจ้าพระองค์เองเป็นตัวแทนของสถานะและพระอัตลักษณ์ของพระเจ้า  ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ซาตานจะกล้ากล่าวหรือว่ามันโดยตัวมันเองเป็นพระเจ้า?  ซาตานจะกล้ากล่าวหรือว่ามันได้สร้างทุกสรรพสิ่งและถือครองอธิปไตยเหนือทุกสรรพสิ่ง?  แน่นอนว่ามันไม่กล้า!  เพราะมันไม่มีความสามารถในการสร้างทุกสรรพสิ่ง จนถึงทุกวันนี้มันยังไม่เคยทำสิ่งใดที่พระเจ้าได้ทรงสร้างไว้เลย และไม่เคยสร้างสิ่งใดที่มีชีวิตเลย  เพราะมันไม่มีสิทธิอำนาจของพระเจ้า ไม่มีวันเป็นไปได้ที่มันจะสามารถครองสถานะและสิทธิอำนาจของพระเจ้า และสิ่งนี้กำหนดพิจารณาโดยเนื้อแท้ของมัน  มันมีฤทธานุภาพแบบเดียวกันกับพระเจ้าหรือไม่?  แน่นอนว่ามันไม่มี!  เราเรียกการกระทำของซาตาน และการอัศจรรย์ที่ซาตานแสดงว่าอย่างไร?  มันคือฤทธานุภาพหรือ?  สามารถเรียกมันว่าสิทธิอำนาจได้หรือไม่?  แน่นอนว่าไม่!  ซาตานชี้นำกระแสความชั่ว และทำให้เกิดความเสียหาย ลดคุณค่า และแทรกแซงพระราชกิจของพระเจ้าทุกแง่มุม  สำหรับหลายพันปีหลังมานี้ นอกจากการทำร้ายและการทำให้มวลมนุษย์เสื่อมทราม การล่อลวงและการหลอกลวงมนุษย์ไปในความชั่วช้าและการไม่ยอมรับพระเจ้าจนมนุษย์เดินไปสู่หุบเขาแห่งเงาความตายแล้ว ซาตานได้เคยทำสิ่งใดที่สมควรจะได้รับการระลึกถึง การยกย่อง หรือการเชิดชูจากมนุษย์แม้แต่น้อยนิดหรือไม่?  หากซาตานครอบครองสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพ มวลมนุษย์จะได้ถูกมันทำให้เสื่อมทรามแล้วหรือไม่?  หากซาตานครอบครอบสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพ มวลมนุษย์จะได้ถูกมันทำอันตรายแล้วหรือไม่?  หากซาตานครอบครองฤทธานุภาพและสิทธิอำนาจ มวลมนุษย์จะได้ละทิ้งพระเจ้าแล้วหันไปหาความตายแล้วหรือไม่?  ในเมื่อซาตานไม่มีสิทธิอำนาจหรือฤทธานุภาพ พวกเราควรจะสรุปอย่างไรเกี่ยวกับเนื้อแท้ของทุกอย่างที่มันทำ?  มีบรรดาผู้ที่นิยามทุกอย่างที่ซาตานทำว่าเป็นแค่เล่ห์เหลี่ยม แต่กระนั้นเราเชื่อว่าคำนิยามเช่นนั้นยังไม่เหมาะสมนัก  ความประพฤติชั่วในการทำให้มวลมนุษย์เสื่อมทรามของมันเป็นแค่เล่ห์เหลี่ยมเท่านั้นหรือ?  พลังชั่วร้ายที่ซาตานนำมาใช้ทำร้ายโยบ และความอยากอันแรงกล้าของมันที่จะทำร้ายและกลืนกินเขานั้นไม่อาจที่จะสัมฤทธิผลได้โดยแค่เล่ห์เหลี่ยม เมื่อมองย้อนกลับไป ฝูงแกะฝูงวัวของโยบ ที่กระจายออกไปกว้างไกลทั่วเนินเขาและภูเขาได้จากไปในชั่วพริบตา โชคลาภอันยิ่งใหญ่ของโยบมลายหายไปในชั่วพริบตา  การนั้นสามารถสัมฤทธิ์ได้โดยแค่เล่ห์เหลี่ยมกระนั้นหรือ?  ธรรมชาติของทุกอย่างที่ซาตานสอดคล้องและเหมาะกับคำในแง่ลบอย่างเช่น การลดคุณค่า การแทรกแซง การทำลาย การทำอันตราย ความชั่ว ความมุ่งร้าย และความมืด และดังนั้นการเกิดขึ้นของทุกอย่างที่ไม่ชอบธรรมและชั่วร้ายนั้นย่อมหนีไม่พ้นที่จะต้องเชื่อมโยงกับการกระทำของซาตาน และไม่อาจแยกได้จากเนื้อแท้อันชั่วร้ายของซาตาน  ไม่ว่าซาตานจะ “ทรงพลัง” เพียงใด ไม่ว่ามันจะฮึกเหิมหรือทะเยอทะยานเพียงใด ไม่ว่าความสามารถของมันในการก่อความเสียหายจะยิ่งใหญ่เพียงใด ไม่ว่ากลเม็ดที่มันใช้ล่อลวงและทำให้มนุษย์เสื่อมทรามจะมีขอบเขตกว้างเพียงใด ไม่ว่าเล่ห์กลและกลอุบายที่มันใช้ข่มขู่มนุษย์จะฉลาดเพียงใด ไม่ว่ารูปร่างในการที่มันดำรงอยู่จะสามารถเปลี่ยนแปลงได้เพียงใด แต่มันไม่เคยสามารถสร้างสิ่งมีชีวิตได้สักสิ่งเดียว ไม่เคยสามารถกำหนดธรรมบัญญัติหรือกฎต่างๆ สำหรับการดำรงอยู่ของทุกสรรพสิ่ง และไม่เคยสามารถปกครองและควบคุมสิ่งใดได้เลย ไม่ว่าสิ่งมีชีวิตหรือไม่มีชีวิต  ตลอดทั่วทั้งจักรวาลและพื้นฟ้านั้นไม่มีบุคคลใดสักคนเดียวหรือวัตถุใดสักสิ่งเดียวที่เกิดมาจากมัน หรือดำรงอยู่เนื่องจากมัน ไม่มีบุคคลใดสักคนเดียวหรือวัตถุใดสักสิ่งเดียวที่มันปกครอง หรือที่มันควบคุม  ในทางตรงกันข้าม มันไม่เพียงแต่ต้องดำรงชีวิตอยู่ภายใต้อำนาจครอบครองของพระเจ้าเท่านั้น แต่ยิ่งไปกว่านั้นมันยังต้องเชื่อฟังคำสั่งและพระบัญชาทั้งหมดของพระเจ้า  หากไม่ได้รับการอนุมัติจากพระเจ้า ก็เป็นการยากที่ซาตานจะสัมผัสได้แม้กระทั่งน้ำสักหยดหรือทรายสักเม็ดบนแผ่นดิน  หากไม่ได้รับการอนุมัติจากพระเจ้า ซาตานก็ไม่แม้กระทั่งเป็นอิสระที่จะเคลื่อนย้ายมดไปมาบนแผ่นดินด้วยซ้ำ นับประสาอะไรที่จะเคลื่อนย้ายมวลมนุษย์ผู้ซึ่งพระเจ้าได้ทรงสร้างขึ้นมา  ในสายพระเนตรของพระเจ้านั้น ซาตานด้อยค่ากว่าดอกลิลลี่บนภูเขา กว่านกที่บินอยู่ในอากาศ กว่าปลาในทะเล และกว่าหนอนแมลงบนแผ่นดินโลก  บทบาทของมันท่ามกลางทุกสรรพสิ่งก็คือเพื่อรับใช้ทุกสรรพสิ่งและทำงานให้แก่มวลมนุษย์ และรับใช้พระราชกิจของพระเจ้าและแผนการบริหารจัดการของพระองค์  ไม่ว่าธรรมชาติของมันจะมุ่งร้ายเพียงใด และไม่ว่าเนื้อแท้ของมันจะชั่วร้ายเพียงใด สิ่งเดียวที่มันสามารถทำได้คือปฏิบัติตามหน้าที่ของมันตามหน้าที่ กล่าวคือ การปรนนิบัติพระเจ้า และการจัดเตรียมการสอดประสานกับพระเจ้า  เช่นนั้นเองที่เป็นแก่นแท้และตำแหน่งของซาตาน  เนื้อแท้ของมันไม่ได้เชื่อมต่อกับชีวิต ไม่ได้เชื่อมโยงกับฤทธานุภาพ ไม่ได้เชื่อมโยงกับสิทธิอำนาจ มันเป็นเพียงแค่ของเล่นในพระหัตถ์ของพระเจ้า แค่เครื่องจักรในการปรนนิบัติพระเจ้าเท่านั้น!

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 1” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 100

สิทธิอำนาจเองนั้นสามารถอธิบายได้ว่าเป็นฤทธานุภาพของพระเจ้า  ประการแรก อาจกล่าวได้อย่างแน่นอนว่าทั้งสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพนั้นเป็นเชิงบวก  ทั้งสองสิ่งนั้นไม่มีความเชื่อมโยงกับสิ่งใดที่เป็นเชิงลบเลย และไม่มีความเกี่ยวโยงกับสิ่งมีชีวิตทรงสร้างหรือที่ไม่ได้ทรงสร้างใดๆ  ฤทธานุภาพของพระเจ้าสามารถสร้างสิ่งทั้งหลายในรูปร่างใดๆ ก็ตามที่มันมีชีวิตและพละกำลัง และการนี้ได้รับการกำหนดพิจารณาโดยชีวิตของพระเจ้า  พระเจ้าทรงเป็นชีวิต ดังนั้นพระองค์จึงทรงเป็นแหล่งกำเนิดของสิ่งมีชีวิตทั้งปวง  ยิ่งไปกว่านั้น สิทธิอำนาจของพระเจ้าสามารถทำให้สิ่งมีชีวิตทั้งปวงเชื่อฟังพระวจนะของพระเจ้าทุกคำ กล่าวคือ มามีชีวิตตามพระวจนะจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า และดำรงชีวิตและสืบพันธุ์โดยพระบัญชาของพระเจ้า ซึ่งหลังจากนั้นพระเจ้าจะทรงปกครองและทรงบัญชาสิ่งมีชีวิตทั้งปวง และจะไม่มีวันมีการเบี่ยงเบนตลอดไปตลอดกาลนาน  ไม่มีบุคคลหรือวัตถุใดที่มีสิ่งเหล่านี้ มีเพียงพระผู้สร้างเท่านั้นที่ทรงครอบครองและถือครองฤทธานุภาพเช่นนั้น และดังนั้น มันจึงถูกเรียกว่าสิทธิอำนาจ  นี่คือความทรงเอกลักษณ์ของพระผู้สร้าง เช่นนั้นแล้ว ไม่ว่ามันจะเป็นคำว่า “สิทธิอำนาจ” เอง หรือเนื้อแท้ของสิทธิอำนาจนี้ แต่ละอย่างสามารถเกี่ยวข้องกับพระผู้สร้างได้เท่านั้น เพราะมันเป็นสัญลักษณ์ของสิทธิอำนาจและเนื้อแท้อันทรงเอกลักษณ์ของพระผู้สร้าง และมันเป็นตัวแทนสิทธิอำนาจและสถานะของพระผู้สร้าง นอกเหนือจากพระผู้สร้างแล้วก็ไม่มีบุคคลหรือวัตถุใดที่สามารถเกี่ยวข้องกับคำว่า “สิทธิอำนาจ” ได้  นี่คือการตีความคำว่าสิทธิอำนาจอันทรงเอกลักษณ์ของพระผู้สร้าง

แม้ว่าซานตานจะได้มองโยบด้วยสายตาที่ตะกละตะกลาม แต่หากไม่ได้รับการอนุมัติจากพระเจ้าแล้วมันก็ไม่กล้าที่จะแตะต้องสักเส้นขนเดียวบนร่างกายของโยบ  ถึงแม้ว่าซาตานจะชั่วและโหดร้ายโดยธรรมชาติ แต่หลังจากพระเจ้าได้ทรงออกคำสั่งของพระองค์แก่มัน มันก็ไม่มีทางเลือกใดนอกจากต้องปฏิบัติตามพระบัญชาของพระเจ้า  ด้วยเหตุนี้ ถึงแม้ว่าซานตานจะบ้าคลั่งดังเช่นหมาป่าท่ามกลางฝูงแกะเมื่อกล่าวถึงโยบ แต่มันก็ไม่กล้าที่จะลืมขีดจำกัดที่พระเจ้าได้ทรงกำหนดให้กับมัน ไม่กล้าที่จะฝ่าฝืนคำสั่งของพระเจ้า และในทุกอย่างที่ซาตานทำนั้นมันไม่กล้าที่จะเบี่ยงเบนไปจากหลักธรรมและขีดจำกัดในพระวจนะของพระเจ้า—นี่มิใช่ข้อเท็จจริงหรอกหรือ?  จากการนี้สามารถมองเห็นว่าซาตานไม่กล้าขัดพระวจนะใดๆ ของพระยาห์เวห์พระเจ้า  สำหรับซาตานแล้วนั้น พระวจนะทุกคำที่ออกมาจากพระโอษฐ์ของพระเจ้าคือคำสั่งและธรรมบัญญัติจากสวรรค์ คือการแสดงออกถึงสิทธิอำนาจของพระเจ้า—เพราะเบื้องหลังของพระวจนะทุกคำของพระเจ้าบ่งบอกถึงการลงโทษของพระเจ้าต่อพวกที่ฝ่าฝืนคำสั่งของพระเจ้า และต่อพวกที่ไม่เชื่อฟังและต่อต้านธรรมบัญญัติจากสวรรค์  ซาตานรู้อย่างชัดเจนว่าหากมันฝ่าฝืนคำสั่งของพระเจ้า เช่นนั้นแล้ว มันต้องยอมรับผลพวงที่ตามมาจากการล่วงละเมิดสิทธิอำนาจของพระเจ้าและการต่อต้านธรรมบัญญัติจากสวรรค์  แล้วผลพวงที่ตามมาเหล่านี้คือสิ่งใด?  ไม่จำเป็นต้องกล่าวเลยว่าผลพวงเหล่านั้นคือการที่มันถูกพระเจ้าลงโทษนั่นเอง  การกระทำของซาตานต่อโยบนั้นเป็นแค่พิภพเล็กๆ แห่งการทำให้มนุษย์เสื่อมทรามของมัน และเมื่อซาตานกำลังดำเนินการกระทำเหล่านี้ ขีดจำกัดที่พระเจ้าได้ทรงกำหนดและคำสั่งที่พระองค์ได้ทรงออกให้แก่ซาตานนั้นก็เป็นแค่พิภพเล็กๆ แห่งหลักธรรมเบื้องหลังทุกอย่างที่มันทำนั่นเอง  นอกจากนี้บทบาทและตำแหน่งของซาตานในเรื่องนี้ก็เป็นเพียงแค่พิภพเล็กๆ แห่งบทบาทและตำแหน่งในพระราชกิจเกี่ยวกับการบริหารจัดการของพระเจ้า และการไม่เชื่อฟังพระเจ้าโดยสิ้นเชิงของซาตานในการทดลองโยบนั้นเป็นเพียงพิภพเล็กๆ แห่งการที่ซาตานไม่กล้าทำการต่อต้านพระเจ้าแม้แต่นิดเดียวในพระราชกิจแห่งการบริหารจัดการของพระเจ้า  พิภพเล็กๆ เหล่านี้ให้คำเตือนใดแก่พวกเจ้าบ้าง?  ท่ามกลางทุกสรรพสิ่งรวมถึงซาตานนั้น ไม่มีบุคคลหรือสิ่งใดเลยที่สามารถล่วงละเมิดธรรมบัญญัติและประกาศิตจากสวรรค์ที่พระผู้สร้างทรงกำหนดขึ้นได้ และไม่มีบุคคลหรือสิ่งใดเลยที่กล้าฝ่าฝืนธรรมบัญญัติและประกาศิตจากสวรรค์เหล่านี้ เพราะไม่มีบุคคลหรือวัตถุใดเลยที่สามารถปรับเปลี่ยนหรือหนีรอดจากการลงโทษที่พระผู้สร้างลงทัณฑ์ต่อพวกที่ไม่เชื่อฟังธรรมบัญญัติและประกาศิตจากสวรรค์เหล่านั้น  มีเพียงพระผู้สร้างเท่านั้นที่ทรงสามารถตั้งธรรมบัญญัติและประกาศิตจากสวรรค์ได้ มีเพียงพระผู้สร้างเท่านั้นที่ทรงมีฤทธานุภาพที่จะทำให้พวกมันมีผลบังคับ และมีเพียงฤทธานุภาพของพระผู้สร้างเท่านั้นที่บุคคลหรือสิ่งใดๆ ไม่สามารถล่วงละเมิดได้  นี่คือสิทธิอำนาจอันทรงเอกลักษณ์ของพระผู้สร้าง และนี่คือสิทธิอำนาจอันสูงสุดท่ามกลางทุกสรรพสิ่ง และดังนั้น จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะกล่าวว่า “พระเจ้าทรงยิ่งใหญ่ที่สุด และซาตานคือหมายเลขสอง”  ไม่มีพระเจ้าอื่นใดเลยเว้นแต่พระผู้สร้างผู้ทรงครองกรรมสิทธิ์แห่งสิทธิอำนาจอันทรงเอกลักษณ์!

บัดนี้พวกเจ้ามีความรู้ใหม่ในเรื่องสิทธิอำนาจของพระเจ้าแล้วใช่หรือไม่?  ประการแรก มีความแตกต่างระหว่างสิทธิอำนาจของพระเจ้าที่เพิ่งกล่าวถึงไป กับอำนาจของมนุษย์?  สิ่งใดคือความแตกต่าง?  ผู้คนบางคนกล่าวว่าไม่มีการเปรียบเทียบระหว่างทั้งสองนั้น  นั่นถูกต้องแล้ว!  ถึงแม้ว่าผู้คนจะกล่าวว่าไม่มีการเปรียบเทียบระหว่างทั้งสอง ในความคิดและมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์นั้น อำนาจของมนุษย์มักจะสับสนกับสิทธิอำนาจ และทั้งสองนั้นมักจะถูกนำมาเทียบเคียงกัน  ในที่นี้กำลังเกิดอะไรขึ้น?  ผู้คนมิใช่กำลังทำผิดพลาดโดยการสับเปลี่ยนอย่างหนึ่งกับอีกอย่างหนึ่งโดยไม่เจตนาหรอกหรือ?  ทั้งสองนั้นไม่เชื่อมโยงกัน และไม่มีการเปรียบเทียบระหว่างทั้งสอง แต่กระนั้นผู้คนก็ยังคงไม่สามารถช่วยตนเองได้  การนี้ควรแก้ไขอย่างไร?  หากเจ้าปรารถนาที่จะหาข้อยุติอย่างแท้จริง หนทางเดียวเท่านั้นก็คือการเข้าใจและรู้จักสิทธิอำนาจอันทรงเอกลักษณ์ของพระเจ้า  หลังจากการเข้าใจและรู้จักสิทธิอำนาจของพระเจ้าแล้ว เจ้าจะไม่กล่าวถึงอำนาจของมนุษย์และสิทธิอำนาจของพระเจ้าไปพร้อมๆ กัน

อำนาจของมนุษย์หมายถึงสิ่งใด?  กล่าวง่ายๆ ได้ว่ามันคือความสามารถหรือทักษะที่ทำให้อุปนิสัยอันเสื่อมทราม ความอยากได้อยากมี และความทะเยอทะยานของมนุษย์สามารถขยายและสัมฤทธิ์ผลได้ถึงขนาดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดได้  การนี้นับว่าเป็นสิทธิอำนาจหรือไม่?  ไม่ว่าความทะเยอทะยานและความอยากได้อยากมีของมนุษย์จะโป่งพองหรือให้ผลงามเพียงใด ก็ไม่สามารถกล่าวได้ว่าบุคคลนั้นครองสิทธิอำนาจ อย่างมากที่สุดความพองโตและความสำเร็จนี้ก็เป็นแค่การสาธิตแสดงการเล่นตลกของซาตานท่ามกลางมนุษย์เท่านั้น อย่างมากที่สุดมันก็เป็นเรื่องชวนหัวที่ซาตานแสดงเป็นบรรพบุรุษของตัวมันเองเพื่อที่จะทำให้ความทะเยอทะยานที่จะเป็นพระเจ้าของมันลุล่วง

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 1” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 101

สิทธิอำนาจของพระเจ้าเป็นสัญลักษณ์ของสิ่งใด?  มันเป็นสัญลักษณ์ของสิทธิอำนาจของพระเจ้าพระองค์เองใช่หรือไม่?  มันเป็นสัญลักษณ์ของฤทธานุภาพของพระเจ้าพระองค์เองใช่หรือไม่?  มันเป็นสัญลักษณ์ของสถานะอันทรงเอกลักษณ์ของพระเจ้าพระองค์เองใช่หรือไม่?  ท่ามกลางทุกสรรพสิ่งนั้น เจ้ามองว่าสิ่งใดเป็นสิทธิอำนาจของพระเจ้า?  เจ้ามองมันอย่างไร?  ในแง่ของฤดูกาลทั้งสี่ที่มนุษย์ได้รับประสบการณ์นั้น ผู้ใดบ้างที่สามารถเปลี่ยนธรรมบัญญัติแห่งการสับเปลี่ยนระหว่างฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วง และฤดูหนาวได้?  ในฤดูใบไม้ผลิ ต้นไม้แตกหน่อและผลิบาน ในฤดูร้อนพวกมันปกคลุมไปด้วยใบไม้ ในฤดูใบไม้ร่วงพวกมันออกผล และในฤดูหนาวใบไม้ก็จะร่วง  ผู้ใดบ้างที่สามารถปรับเปลี่ยนธรรมบัญญัติข้อนี้ได้?  การนี้สะท้อนแง่มุมหนึ่งแห่งสิทธิอำนาจของพระเจ้าหรือไม่?  พระเจ้าได้ตรัสว่า “จงเกิดความสว่าง” แล้วความสว่างก็เกิด  ความสว่างนี้ยังคงมีอยู่หรือไม่?  มันมีอยู่เนื่องจากสิ่งใด?  แน่นอนว่ามันมีอยู่เนื่องจากพระวจนะของพระเจ้า และเนื่องจากสิทธิอำนาจของพระเจ้า  อากาศที่พระเจ้าได้ทรงสร้างขึ้นยังคงมีอยู่หรือไม่?  อากาศที่มนุษย์หายใจนั้นมาจากพระเจ้าใช่หรือไม่?  ผู้ใดบ้างที่สามารถพรากสิ่งทั้งหลายที่มาจากพระเจ้าไปได้?  ผู้ใดบ้างที่สามารถปรับเปลี่ยนเนื้อแท้และการทำหน้าที่ของพวกมัน?  ผู้ใดบ้างที่สามารถก่อความยุ่งเหยิงให้กับกลางคืนและกลางวันที่พระเจ้าทรงจัดสรรไว้ และให้กับธรรมบัญญัติแห่งกลางคืนและกลางวันที่พระเจ้าทรงวางระเบียบไว้?  ซาตานสามารถทำสิ่งดังกล่าวได้หรือไม่?  ถึงแม้ว่าเจ้าจะไม่หลับในตอนกลางคืน และใช้กลางคืนเสมือนกลางวัน เช่นนั้นแล้วมันก็ยังคงเป็นยามราตรี เจ้าอาจจะเปลี่ยนกิจวัตรประจำของเจ้า แต่เจ้าไม่สามารถเปลี่ยนแปลงธรรมบัญญัติแห่งการสับเปลี่ยนระหว่างกลางคืนและกลางวันได้—นี่คือข้อเท็จจริงที่ไม่มีบุคคลใดสามารถปรับเปลี่ยนได้ มิใช่หรือ?  ผู้ใดบ้างที่สามารถทำให้สิงโตไถดินเหมือนวัวได้?  ผู้ใดบ้างที่สามารถเปลี่ยนช้างให้เป็นลาได้?  ผู้ใดบ้างที่สามารถทำให้ไก่โผบินไปในอากาศเหมือนนกอินทรีได้?  ผู้ใดบ้างที่สามารถทำให้หมาป่ากินหญ้าเหมือนแกะได้?  (ไม่มี)  ผู้ใดบ้างที่สามารถทำให้ปลาในน้ำดำรงชีวิตอยู่บนแผ่นดินแห้งได้?  พวกมนุษย์ไม่สามารถทำการนั้นได้  เหตุใดจึงไม่ได้?  นั่นเป็นเพราะพระเจ้าได้ทรงบัญชาให้ปลาดำรงชีวิตอยู่ในน้ำ และดังนั้นพวกมันจึงดำรงชีวิตอยู่ในน้ำ  พวกมันจะไม่สามารถรอดชีวิตบนแผ่นดินได้ และจะตาย พวกมันไม่สามารถล่วงละเมิดขีดจำกัดแห่งพระบัญชาของพระเจ้าได้  ทุกสรรพสิ่งมีธรรมบัญญัติและขีดจำกัดต่อการดำรงอยู่ของพวกมัน และพวกมันแต่ละชนิดมีสัญชาตญาณของพวกมันเอง  สิ่งเหล่านี้ถูกกำหนดโดยพระผู้สร้าง และไม่มีมนุษย์คนใดสามารถปรับเปลี่ยนหรือก้าวล้ำได้  ยกตัวอย่างเช่น สิงโตจะดำรงชีวิตอยู่ในป่า ในที่ห่างไกลจากชุมชนมนุษย์อยู่เสมอ และไม่มีวันที่จะเชื่องและสัตย์ซื่อเหมือนวัวจนดำรงชีวิตอยู่ด้วยกันกับมนุษย์และทำงานให้มนุษย์ได้  ถึงแม้ว่าช้างและลาจะเป็นสัตว์ทั้งคู่และมีสี่ขาทั้งคู่ และเป็นสรรพสิ่งที่ทรงสร้างที่หายใจด้วยอากาศ แต่พวกมันก็เป็นสายพันธุ์ที่แตกต่างกัน เพราะพระเจ้าได้ทรงแยกพวกมันออกเป็นชนิดที่แตกต่างกัน พวกมันแต่ละประเภทมีสัญชาตญาณของพวกมันเอง และดังนั้น พวกมันจึงไม่เคยสับเปลี่ยนกันได้  ถึงแม้ว่าไก่จะมีขาและปีกสองข้างเหมือนกันกับนกอินทรี แต่มันจะไม่มีวันสามารถบินไปในอากาศได้ อย่างมากที่สุดมันก็เพียงแค่สามารถบินขึ้นไปบนต้นไม้—การนี้ถูกกำหนดโดยสัญชาตญาณของมัน  ไม่จำเป็นต้องกล่าวว่า ทั้งหมดนี้เป็นเพราะพระบัญชาแห่งสิทธิอำนาจของพระเจ้า

ในพัฒนาการของมวลมนุษย์วันนี้นั้น สามารถกล่าวได้ว่าวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับมนุษย์นั้นกำลังเจริญรุ่งเรือง และสามารถพรรณนาได้ว่าความสัมฤทธิ์ผลในการสำรวจเชิงวิทยาศาสตร์ของมนุษย์ช่างน่าประทับใจ  ต้องกล่าวว่าความสามารถของมนุษย์นั้นกำลังเติบโตยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ แต่มีความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์อย่างหนึ่งที่มวลมนุษย์ยังไม่สามารถทำได้ กล่าวคือ  มวลมนุษย์มีเครื่องบิน มีเรือบรรทุกเครื่องบิน และมีระเบิดปรมาณูแล้ว มวลมนุษย์ได้ไปในห้วงอวกาศ ได้เดินบนดวงจันทร์ ได้คิดค้นอินเทอร์เน็ต และได้มาใช้ชีวิตในรูปแบบที่ทันสมัยแล้ว แต่กระนั้นมวลมนุษย์ก็ยังไม่สามารถสร้างสิ่งมีชีวิตที่มีลมหายใจได้  สัญชาตญาณของสิ่งทรงสร้างที่มีชีวิตทุกอย่าง และธรรมบัญญัติที่พวกมันใช้ดำรงชีวิต และวัฏจักรแห่งชีวิตและความตายของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด—ทั้งหมดเหล่านี้ล้วนเหนือกว่าอำนาจทางวิทยาศาสตร์ของมวลมนุษย์ และมวลมนุษย์ก็ไม่สามารถควบคุมสิ่งเหล่านี้ได้ด้วย  ณ จุดนี้ ต้องกล่าวว่าไม่สำคัญว่าวิทยาศาสตร์ของมนุษย์จะบรรลุถึงความสูงที่ยิ่งใหญ่ใด มันก็ไม่สามารถเทียบกันได้กับสิ่งใดๆ ก็ตามจากพระดำริของพระผู้สร้าง และมันไม่สามารถหยั่งรู้ถึงความมหัศจรรย์แห่งการทรงสร้างของพระผู้สร้างและมหิทธิฤทธิ์แห่งสิทธิอำนาจของพระองค์  มีมหาสมุทรมากมายยิ่งนักบนแผ่นดินโลก แต่กระนั้น มหาสมุทรเหล่านั้นก็ไม่เคยล่วงละเมิดขีดจำกัดของพวกมันและขึ้นมาบนแผ่นดินตามใจชอบเลย และเป็นเพราะพระเจ้าได้ทรงกำหนดเขตคั่นสำหรับพวกมันแต่ละแห่ง พวกมันจึงอยู่ในที่ใดก็ตามที่พระองค์ทรงบัญชาพวกมัน และหากไม่ได้รับการอนุมัติจากพระเจ้าพวกมันจะไม่สามารถเคลื่อนที่ไปมาได้อย่างอิสระ  หากไม่ได้รับอนุมัติจากพระเจ้า พวกมันก็ไม่อาจล่วงล้ำกันได้ และสามารถเคลื่อนที่ได้ก็ต่อเมื่อพระเจ้าตรัสเช่นนั้นเท่านั้น และที่ซึ่งมันไปและหยุดอยู่ก็ถูกกำหนดพิจารณาโดยสิทธิอำนาจของพระเจ้า

กล่าวตรงๆ ก็คือ “สิทธิอำนาจของพระเจ้า” หมายความว่ามันขึ้นอยู่กับพระเจ้า  พระเจ้าทรงมีสิทธิ์ในการตัดสินว่าจะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างไร และมันจะเสร็จสิ้นไปในลักษณะใดก็ตามที่พระองค์ทรงปรารถนา  ธรรมบัญญัติแห่งทุกสรรพสิ่งขึ้นอยู่กับพระเจ้า และมิได้ขึ้นอยู่กับมนุษย์ อีกทั้งมนุษย์ไม่สามารถปรับเปลี่ยนมัน  มันไม่สามารถเคลื่อนที่ได้โดยความปรารถนาของมนุษย์ แต่กลับถูกเปลี่ยนแปลงโดยพระดำริของพระเจ้า พระปรีชาญาณของพระเจ้า และคำสั่งของพระเจ้าแทน  นี่คือข้อเท็จจริงที่ไม่มีมนุษย์คนใดสามารถปฏิเสธได้  ฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกและทุกสรรพสิ่ง จักรวาล ท้องฟ้าที่มีดวงดาว และฤดูกาลทั้งสี่ของปี สิ่งซึ่งประจักษ์แก่ตาและไม่ประจักษ์แก่ตาของมนุษย์—พวกมันล้วนดำรงอยู่ ทำหน้าที่ และเปลี่ยนแปลงไปโดยไม่มีความผิดพลาดเลยแม้แต่นิดเดียว ภายใต้สิทธิอำนาจของพระเจ้า ตามคำสั่งของพระเจ้า ตามพระบัญชาของพระเจ้า และตามธรรมบัญญัติแห่งปฐมกาลแห่งการทรงสร้าง  ไม่มีบุคคลแม้สักคนเดียวหรือวัตถุแม้สักสิ่งเดียวที่สามารถเปลี่ยนแปลงธรรมบัญญัติของพวกมันได้ หรือเปลี่ยนแปลงครรลองตามธรรมชาติที่พวกมันใช้ทำหน้าที่  พวกมันได้มามีอยู่เนื่องจากสิทธิอำนาจของพระเจ้า และพินาศไปเนื่องจากสิทธิอำนาจของพระเจ้า  นี่คือสิทธิอำนาจของพระเจ้าโดยแท้  บัดนี้เมื่อได้กล่าวมามากถึงเพียงนี้แล้ว เจ้ารู้สึกได้หรือไม่ว่าสิทธิอำนาจของพระเจ้าคือสัญลักษณ์หนึ่งของพระอัตลักษณ์และสถานะของพระเจ้า?  สิทธิอำนาจของพระเจ้าสามารถถูกครองโดยสิ่งมีชีวิตทรงสร้างหรือที่ไม่ได้ทรงสร้างใดได้หรือไม่?  มันสามารถถูกเอาอย่าง ถูกปลอมแฝง หรือถูกแทนที่โดยบุคคล สิ่งของ หรือวัตถุใดๆ ได้หรือไม่?

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 1” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 102

พระอัตลักษณ์ของพระผู้สร้างนั้นทรงเอกลักษณ์ และพวกเจ้าไม่ควรยึดปฏิบัติตามแนวความคิดแบบพหุเทวนิยม

ถึงแม้ทักษะและความสามารถของซาตานจะยิ่งใหญ่กว่าทักษะและความสามารถของมนุษย์ ถึงแม้ว่ามันจะสามารถทำสิ่งทั้งหลายที่มนุษย์ไม่สามารถบรรลุได้ ไม่ว่าเจ้าจะอิจฉาหรือใฝ่ฝันในสิ่งที่ซาตานทำหรือไม่ก็ตาม ไม่ว่าเจ้าจะเกลียดชังหรือรังเกียจสิ่งเหล่านี้หรือไม่ก็ตาม ไม่ว่าเจ้าจะสามารถมองเห็นพวกมันหรือไม่ก็ตาม และไม่ว่าซาตานจะสามารถสัมฤทธิผลมากเพียงใด หรือมันสามารถหลอกลวงผู้คนให้นมัสการและบูชามันกี่คนก็ตาม และไม่ว่าเจ้าจะนิยามมันอย่างไรก็ตาม เจ้าไม่อาจสามารถกล่าวได้ว่ามันมีสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระเจ้า  เจ้าควรรู้ว่าพระเจ้าทรงเป็นพระเจ้า มีเพียงพระเจ้าองค์เดียวเท่านั้น และยิ่งไปกว่านั้น เจ้าควรรู้ว่ามีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงมีสิทธิอำนาจ ว่ามีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงมีฤทธานุภาพในการควบคุมและปกครองทุกสรรพสิ่ง  เพียงเพราะซาตานมีความสามารถในการหลอกลวงผู้คนและสามารถปลอมแฝงพระเจ้า เอาอย่างหมายสำคัญและการอัศจรรย์ที่พระเจ้าทรงทำ และได้ทำสิ่งทั้งหลายที่คล้ายกับพระเจ้าเท่านั้น เจ้าก็เชื่ออย่างเข้าใจผิดว่าพระเจ้าไม่ทรงเอกลักษณ์ ว่ามีพระเจ้าหลายองค์ ว่าพระเจ้าที่แตกต่างกันเหล่านี้แค่มีทักษะมากกว่าหรือน้อยกว่า และว่ามีความแตกต่างในความกว้างแห่งฤทธานุภาพที่พระองค์ทรงใช้  เจ้าจัดอันดับความยิ่งใหญ่ตามลำดับการมาถึงของพระเจ้าเหล่านั้นและตามอายุของพระเจ้าเหล่านั้น และเจ้าเชื่ออย่างผิดๆ ว่ามีเทพเจ้าอื่นๆ นอกเหนือจากพระเจ้า และคิดว่าฤทธานุภาพและสิทธิอำนาจของพระเจ้านั้นไม่ทรงเอกลักษณ์  หากเจ้ามีแนวคิดเช่นนั้น หากเจ้าไม่ระลึกได้ถึงความทรงเอกลักษณ์ของพระเจ้า ไม่เชื่อว่ามีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงครองสิทธิอำนาจ และหากเจ้าเพียงแต่ปฏิบัติตามแนวคิดพหุเทวนิยม เช่นนั้นแล้ว เราว่าเจ้านั้นเป็นสนิมของสรรพสิ่งที่ทรงสร้าง เจ้าเป็นรูปจำแลงที่แท้จริงของซาตาน และเจ้าเป็นคนชั่วโดยสมบูรณ์!  พวกเจ้าเข้าใจสิ่งที่เรากำลังพยายามจะสอนพวกเจ้าโดยการกล่าวคำพูดเหล่านี้หรือไม่?  ไม่สำคัญว่าเวลา สถานที่ หรือภูมิหลังของเจ้าจะเป็นอย่างไร เจ้าต้องไม่ผสมปนเปพระเจ้ากับบุคคล สิ่งของ หรือวัตถุอื่นใด  ไม่ว่าเจ้าจะรู้สึกว่าสิทธิอำนาจของพระเจ้าและเนื้อแท้ของพระเจ้าพระองค์เองจะไม่อาจรู้จักได้หรือไม่อาจเข้าหาได้เพียงใดก็ตาม ไม่ว่าความประพฤติและคำพูดของซาตานจะตรงกับมโนคติที่หลงผิดและจินตนาการของเจ้ามากเพียงใดก็ตาม ไม่ว่าสิ่งเหล่านั้นจะทำให้เจ้าพึงพอใจเพียงใดก็ตาม จงอย่าโง่เขลา จงอย่าผสมปนเปมโนคติเหล่านี้ จงอย่าปฏิเสธการมีอยู่ของพระเจ้า จงอย่าปฏิเสธพระอัตลักษณ์และสถานะของพระเจ้า จงอย่าผลักพระเจ้าออกนอกประตูและนำซาตานเข้ามาแทนที่พระเจ้าภายในหัวใจของเจ้าและเป็นพระเจ้าของเจ้า  เราไม่สงสัยเลยว่าพวกเจ้าสามารถจินตนาการถึงผลพวงที่ตามมาของการทำเช่นนั้นได้!

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 1” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 103

ถึงแม้ว่ามวลมนุษย์จะถูกทำให้เสื่อมทราม แต่เขายังคงดำรงชีวิตอยู่ภายใต้อธิปไตยแห่งสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง

ซาตานทำให้มวลมนุษย์เสื่อมทรามเรื่อยมาเป็นเวลาหลายพันปีแล้ว  มันได้ใช้ความชั่วจำนวนนับไม่ถ้วน ได้หลอกลวงผู้คนรุ่นแล้วรุ่นเล่า และได้กระทำอาชญากรรมที่ร้ายกาจในโลก  มันได้ทำร้ายมนุษย์ หลอกลวงมนุษย์ ชักจูงมนุษย์ให้ต่อต้านพระเจ้า และได้กระทำการชั่วที่ได้ทำลายและลดคุณค่าแผนการบริหารจัดการของพระเจ้าครั้งแล้วครั้งเล่า  ถึงกระนั้น ภายใต้สิทธิอำนาจของพระเจ้าแล้ว ทุกสรรพสิ่งและสิ่งทรงสร้างที่มีชีวิตทั้งหลายยึดปฏิบัติตามกฎและธรรมบัญญัติที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้อย่างต่อเนื่อง  เมื่อเปรียบเทียบกับสิทธิอำนาจของพระเจ้าแล้ว ธรรมชาติและการอาละวาดอันชั่วร้ายของซาตานนั้นน่าเกลียดยิ่งนัก น่ารังเกียจและน่าชิงชังยิ่งนัก และเล็กน้อยและอ่อนแอยิ่งนัก  ถึงแม้ว่าซาตานจะเดินอยู่ท่ามกลางทุกสรรพสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงสร้าง แต่มันก็ไม่สามารถที่จะประกาศการเปลี่ยนแปลงแม้แต่นิดเดียวในผู้คน สิ่งของ หรือวัตถุใดๆ ที่พระเจ้าได้ทรงบัญชา  หลายพันปีได้ผ่านพ้นไปแล้ว และมวลมนุษย์ก็ยังคงชื่นชมกับความสว่างและอากาศที่พระเจ้าประทานให้ ยังคงหายใจด้วยลมปราณที่พระเจ้าพระองค์เองทรงถ่ายทอดออกมา ยังคงชื่นชมกับดอกไม้ นก ปลา และแมลงทั้งหลายที่พระเจ้าได้ทรงสร้างขึ้น และชื่นชมกับทุกสรรพสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงจัดเตรียมให้ วันและคืนยังคงแทนที่กันอย่างต่อเนื่อง ฤดูกาลทั้งสี่ยังคงปรับเปลี่ยนตามปกติ ห่านที่บินอยู่ในท้องฟ้าจากไปในฤดูหนาว และยังคงย้อนกลับมาในฤดูใบไม้ผลิถัดไป ปลาในน้ำไม่เคยทิ้งแม่น้ำและทะเลสาบ—ซึ่งเป็นบ้านของพวกมัน จั๊กจั่นบนแผ่นดินโลกร้องเพลงจากใจของพวกมันออกมาในระหว่างวันแห่งฤดูร้อน และจิ้งหรีดในพงหญ้าฮัมเพลงแผ่วเบาทันเวลาที่ลมพัดในระหว่างฤดูใบไม้ร่วง ห่านรวมตัวกันเป็นฝูง ในขณะที่นกอินทรียังคงสันโดษ ความภาคภูมิของสิงโตยังคงค้ำชูตนเองโดยการล่า กวางเอลก์ไม่ไถลห่างไปจากหญ้าและดอกไม้…สิ่งทรงสร้างมีชีวิตทุกประเภทท่ามกลางทุกสรรพสิ่งจากไปและย้อนกลับมา และแล้วก็จากไปอีกครั้ง การเปลี่ยนแปลงนับล้านที่เกิดขึ้นในชั่วพริบตาเดียว—แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลงคือสัญชาตญาณและธรรมบัญญัติแห่งการอยู่รอด  พวกมันดำรงชีวิตอยู่ภายใต้การจัดเตรียมและการบำรุงเลี้ยงของพระเจ้า และไม่มีผู้ใดสามารถเปลี่ยนแปลงสัญชาตญาณของพวกมันได้ อีกทั้งไม่มีผู้ใดสามารถลดคุณค่ากฎในการอยู่รอดของพวกมันได้  ถึงแม้ว่ามวลมนุษย์ผู้ซึ่งดำรงชีวิตอยู่ท่ามกลางทุกสรรพสิ่งจะถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามและหลอกลวง แต่มนุษย์ก็ยังคงไม่สามารถยอมสละน้ำที่พระเจ้าทรงทำไว้ และอากาศที่พระเจ้าทรงทำไว้ และทุกสรรพสิ่งที่พระเจ้าทรงทำไว้ และมนุษย์ยังคงดำรงชีวิตและแพร่หลายในพื้นที่นี้ที่พระเจ้าทรงทำไว้  สัญชาตญาณของมวลมนุษย์ไม่เคยเปลี่ยนแปลงไป  มนุษย์ยังคงพึ่งพาสายตาของเขาในการมอง พึ่งพาหูของเขาในการได้ยิน พึ่งพาสมองของเขาในการคิด พึ่งพาหัวใจของเขาในการเข้าใจ พึ่งพาขาและเท้าของเขาในการเดิน พึ่งพามือของเขาในการทำงาน และอื่นๆ สัญชาตญาณทั้งหมดที่พระเจ้าได้ประทานให้มนุษย์เพื่อที่เขาจะสามารถยอมรับการจัดเตรียมของพระเจ้าได้นั้นยังคงไม่ปรับเปลี่ยน ปฏิภาณที่มนุษย์ใช้เพื่อร่วมมือกับพระเจ้าไม่เคยเปลี่ยนแปลง ปฏิภาณของมวลมนุษย์สำหรับการปฏิบัติหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างไม่เคยเปลี่ยนแปลง ความต้องการฝ่ายจิตวิญญาณของมวลมนุษย์ไม่เคยเปลี่ยนแปลง ความอยากพบต้นกำเนิดของตนของมวลมนุษย์ไม่เคยเปลี่ยนแปลง ความโหยหาที่จะได้รับการช่วยให้รอดโดยพระผู้สร้างของมวลมนุษย์ไม่เคยเปลี่ยนแปลง  เช่นนั้นคือรูปการณ์แวดล้อมปัจจุบันของมวลมนุษย์ ผู้ซึ่งดำรงชีวิตอยู่ภายใต้สิทธิอำนาจของพระเจ้า และผู้ซึ่งได้สู้ทนการทำลายล้างที่กระหายเลือดที่เกิดขึ้นโดยซาตาน  ถึงแม้ว่ามวลมนุษย์จะตกอยู่ภายใต้การกดขี่ของซาตาน และไม่ใช่อาดัมกับเอวาจากปฐมกาลแห่งการทรงสร้างอีกต่อไปแล้ว แต่กลับเต็มไปด้วยสิ่งทั้งหลายที่เป็นฝ่ายตรงข้ามกันกับพระเจ้า เช่น ความรู้ จินตนาการ มโนคติที่หลงผิด และอื่นๆ และเต็มไปด้วยอุปนิสัยที่เสื่อมทรามเยี่ยงซาตาน แต่ในสายพระเนตรของพระเจ้าแล้ว มวลมนุษย์ยังคงเป็นมวลมนุษย์แบบเดียวกันกับที่พระองค์ได้ทรงสร้างขึ้นมา  มวลมนุษย์ยังคงได้รับการปกครองและจัดวางเรียบเรียงโดยพระเจ้า และยังคงดำรงชีวิตอยู่ภายในครรลองที่พระเจ้าได้ทรงกำหนดขึ้น และดังนั้นในสายพระเนตรของพระเจ้า มวลมนุษย์ผู้ซึ่งถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามแล้วนั้นเพียงแค่ถูกปกคลุมด้วยสิ่งสกปรก ที่มีเสียงท้องร้อง ที่มีปฏิกิริยาเชื่องช้าเล็กน้อย มีความจำที่ไม่ดีเท่าที่มันเคยเป็น และแก่ขึ้นเล็กน้อย—แต่การทำหน้าที่และสัญชาตญาณทั้งหมดของมนุษย์ได้เสียหายไปแล้วโดยสิ้นเชิง  นี่คือมวลมนุษย์ที่พระเจ้าตั้งพระทัยที่จะช่วยให้รอด  มวลมนุษย์นี้เพียงแต่ต้องรับฟังเสียงเรียกของพระผู้สร้าง และรับฟังพระสุรเสียงของพระผู้สร้าง และเขาจะยืนขึ้นและรีบค้นหาตำแหน่งแหล่งกำเนิดของเสียงนั้น  มวลมนุษย์นี้เพียงแต่ต้องมองเห็นรูปร่างของพระผู้สร้าง และเขาจะกลายเป็นไร้ความใส่ใจในสิ่งอื่นใดทั้งหมด และละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อที่จะอุทิศตนต่อพระเจ้า และแม้กระทั่งจะวางชีวิตของเขาลงเพื่อพระองค์  เมื่อหัวใจของมวลมนุษย์เข้าใจพระวจนะเปี่ยมน้ำใสใจจริงของพระผู้สร้าง มวลมนุษย์จะไม่ยอมรับซาตานและมาอยู่เคียงข้างพระผู้สร้าง เมื่อมวลมนุษย์ได้ชำระล้างสิ่งสกปรกออกจากร่างกายของเขาโดยหมดจดแล้ว และได้รับการจัดเตรียมและการบำรุงเลี้ยงของพระผู้สร้างอีกครั้งหนึ่งแล้ว เมื่อนั้น ความจำของมวลมนุษย์จะกลับคืนมา และ ณ เวลานี้มวลมนุษย์จะย้อนกลับมาสู่อำนาจครอบครองของพระผู้สร้างแล้วอย่างแท้จริง

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 1” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 104

ปฐมกาล 19:1-11 ฝ่ายทูตสวรรค์สององค์นั้นมาถึงเมืองโสโดมในเวลาเย็น โลทกำลังนั่งอยู่ที่ประตูเมืองโสโดม เมื่อโลทเห็นท่านทั้งสอง เขาก็ลุกขึ้นไปต้อนรับและโน้มตัวลงหน้าซบดิน กล่าวว่า “เจ้านายของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าขอวิงวอนท่าน ขอท่านแวะไปบ้านข้าพเจ้าผู้รับใช้ของท่าน ค้างสักคืนหนึ่ง ล้างเท้าของท่าน แล้วค่อยลุกขึ้นแต่เช้า เดินทางต่อไป” ทั้งสองตอบว่า “อย่าเลย เราจะค้างคืนที่ลานเมือง” แต่โลทก็รบเร้าชักชวนท่านทั้งสอง ท่านจึงแวะไปกับเขา เข้าไปในบ้านของเขา โลทก็จัดงานเลี้ยงท่านทั้งสอง ปิ้งขนมปังไร้เชื้อ ท่านทั้งสองก็รับประทาน ท่านทั้งสองยังไม่ทันเข้านอน พวกผู้ชายเมืองนั้น คือชายชาวเมืองโสโดมทั้งหนุ่มและแก่ทั้งหมดจากทุกมุมเมืองพากันมาล้อมบ้านนั้นไว้ พวกเขาร้องเรียกโลทว่า “พวกผู้ชายที่มาหาเจ้าคืนนี้อยู่ที่ไหน? จงส่งพวกเขาออกมาให้เรา เราจะได้มีเพศสัมพันธ์กับพวกเขา” โลทก็ออกทางประตูไปหาชายเหล่านั้น แล้วปิดประตูข้างหลังเขา กล่าวว่า “พี่น้องของข้าเอ๋ย ข้าขอเถอะ อย่าทำชั่วเลย นี่แน่ะ ข้ามีลูกสาวสองคนยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์กับชายเลย ข้าจะส่งออกมาให้พวกท่าน พวกท่านจะทำแก่พวกนางอย่างไรก็ได้ตามใจชอบเถิด แต่ขออย่าทำอะไรพวกผู้ชายเหล่านี้เลย เพราะพวกเขามาอยู่ใต้ร่มชายคาของข้าแล้ว” แต่พวกนั้นร้องว่า “ถอยไป” และขู่ว่า “เจ้าคนนี้มาขออาศัยอยู่ แล้วยังมาตั้งตัวเป็นผู้พิพากษา เราจะทำชั่วต่อเจ้าให้หนักกว่าที่จะทำแก่คนเหล่านั้นอีก” พวกนั้นผลักโลทโดยแรง และเข้ามาใกล้เพื่อพังประตู แต่ชายทั้งสองนั้นยื่นมือออกไปดึงตัวโลทเข้ามาในบ้านแล้วปิดประตูเสีย ท่านทั้งสองทำให้พวกผู้ชายที่อยู่หน้าประตูบ้านนั้นตาบอด ทั้งคนหนุ่มและคนแก่ก็เที่ยวคลำหาประตูจนอ่อนใจ

ปฐมกาล 19:24-25 แล้วพระยาห์เวห์ทรงให้กำมะถันและไฟจากพระยาห์เวห์ ตกจากฟ้าลงมาบนเมืองโสโดมและเมืองโกโมราห์ และพระองค์ทรงทำลายล้างเมืองเหล่านั้น ที่ลุ่มทั้งหมด ชาวเมืองทั้งสิ้นและพืชที่งอกบนดิน

จากบทตอนเหล่านี้ จะมองเห็นได้ไม่ยากว่าความชั่วร้ายและความเสื่อมทรามของเมืองโสโดมได้ไปถึงระดับที่เป็นที่น่าชิงชังสำหรับทั้งมนุษย์และพระเจ้า และเห็นว่าเมืองนี้จึงสมควรถูกทำลายในสายพระเนตรของพระเจ้า แต่มีอะไรเกิดขึ้นภายในเมืองนี้ก่อนที่เมืองจะถูกทำลาย?  ผู้คนสามารถได้แรงบันดาลใจใดจากเหตุการณ์เหล่านี้?  ท่าทีที่พระเจ้าทรงมีต่อเหตุการณ์เหล่านี้แสดงสิ่งใดให้ผู้คนเห็นเกี่ยวกับพระอุปนิสัยของพระองค์?  เพื่อให้เข้าใจเรื่องราวทั้งหมด พวกเรามาอ่านสิ่งที่บันทึกอยู่ในคัมภีร์อย่างละเอียดกัน…

ความเสื่อมทรามของเมืองโสโดม: เป็นที่กราดเกรี้ยวสำหรับมนุษย์ เป็นที่เดือดดาลสำหรับพระเจ้า

ในคืนนั้น โลทได้รับทูตสวรรค์สององค์จากพระเจ้า และได้จัดเตรียมการเลี้ยงอาหารให้กับท่านทั้งสอง  หลังจากรับประทานอาหาร ก่อนที่พวกเขาจะนอนลง ผู้คนจากทั่วทั้งเมืองล้อมรอบที่พักของโลทและเรียกเขา  คัมภีร์บันทึกว่าพวกเขาพูดว่า “พวกผู้ชายที่มาหาเจ้าคืนนี้อยู่ที่ไหน?  จงส่งพวกเขาออกมาให้เรา เราจะได้มีเพศสัมพันธ์กับพวกเขา”  ใครที่พูดคำพูดเหล่านี้?  พวกเขาพูดกับใคร?  คำพูดเหล่านี้คือคำพูดของผู้คนเมืองโสโดมที่ตะโกนด้านนอกที่พักของโลท และหมายจะให้โลทได้ยิน  การได้ยินคำพูดเหล่านี้ทำให้รู้สึกอย่างไร?  เจ้าโกรธหรือไม่?  คำพูดเหล่านี้ทำให้เจ้าคลื่นเหียนหรือไม่?  ตัวเจ้ากรุ่นไปด้วยความเดือดดาลหรือไม่?  คำพูดเหล่านี้ไม่ได้ส่งกลิ่นของซาตานหรอกหรือ?  เจ้าสามารถสำนึกรับรู้ถึงความชั่วและความมืดในเมืองนี้โดยผ่านทางคำพูดเหล่านี้ได้หรือไม่?  เจ้าสามารถสำนึกรับรู้ถึงความเหี้ยมโหดและความป่าเถื่อนของพฤติกรรมของผู้คนเหล่านี้โดยผ่านทางคำพูดของพวกเขาได้หรือไม่?  เจ้าสามารถสำนึกรับรู้ถึงความลึกของความเสื่อมทรามของพวกเขาโดยผ่านทางพฤติกรรมของพวกเขาได้หรือไม่?  ไม่ยากเลยที่จะมองเห็นโดยผ่านทางเนื้อหาคำพูดของพวกเขาว่า ธรรมชาติที่ชั่วร้ายและอุปนิสัยที่ป่าเถื่อนของพวกเขาได้ไปถึงระดับที่เกินการควบคุมของพวกเขาเองเสียแล้ว  ทุก ๆ ผู้คนในเมืองนี้ยกเว้นโลทไม่ได้แตกต่างไปจากซาตาน  แค่มองเห็นบุคคลอื่นก็ทำให้ผู้คนเหล่านี้ต้องการทำร้ายและล้างผลาญพวกเขา...สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงแต่ให้คนเราได้มีสำนึกรับรู้ถึงธรรมชาติที่น่าเกลียดและน่ากลัวของเมืองนี้ ตลอดจนกลิ่นอายของความตายรอบเมืองนี้เท่านั้น แต่ยังให้คนเราได้มีสำนึกรับรู้ถึงความชั่วร้ายและความกระหายเลือดของมันด้วย

ขณะที่โลทพบว่าตัวเขาเองเผชิญหน้ากับกลุ่มคนอันธพาลที่ไร้มนุษยธรรม ผู้คนที่เต็มไปด้วยความอยากล้างผลาญดวงจิตของมนุษย์อย่างป่าเถื่อน โลทได้ตอบสนองอย่างไร?  ตามคัมภีร์ ความว่า “พี่น้องของข้าเอ๋ย ข้าขอเถอะ อย่าทำชั่วเลย นี่แน่ะ ข้ามีลูกสาวสองคนยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์กับชายเลย ข้าจะส่งออกมาให้พวกท่าน พวกท่านจะทำแก่พวกนางอย่างไรก็ได้ตามใจชอบเถิด แต่ขออย่าทำอะไรพวกผู้ชายเหล่านี้เลย เพราะพวกเขามาอยู่ใต้ร่มชายคาของข้าแล้ว”  สิ่งที่โลทหมายถึงจากคำพูดเหล่านี้คือสิ่งนี้ เขาเต็มใจที่จะสละลูกสาวสองคนของเขาเพื่อปกป้องทูตสวรรค์  จากการคำนวณอย่างมีเหตุผลทั้งหมดแล้ว ผู้คนเหล่านี้ควรยอมรับเงื่อนไขของโลทและทิ้งทูตสวรรค์สององค์ไว้ลำพัง  อย่างไรเสีย ทูตสวรรค์ก็เป็นคนแปลกหน้าอย่างสมบูรณ์สำหรับพวกเขา ผู้คนที่ไม่มีความเกี่ยวข้องอันใดกับพวกเขาโดยสิ้นเชิงและไม่เคยทำความเสียหายต่อผลประโยชน์ของพวกเขา  ถึงกระนั้น พวกเขาได้รับการกระตุ้นจากธรรมชาติที่ชั่วร้ายของพวกเขา พวกเขาจึงไม่ยอมปล่อยเรื่องนี้ให้สงบลง แต่กลับใช้ความมานะพยายามของตนมากยิ่งขึ้นแทน  ในที่นี้ การแลกเปลี่ยนอีกครั้งหนึ่งของพวกเขาสามารถให้ผู้คนได้มีความรู้ความเข้าใจเชิงลึกเพิ่มเติมเกี่ยวกับธรรมชาติที่แท้จริงและเลวทรามของผู้คนเหล่านี้ได้อย่างไม่ต้องสงสัย ในขณะเดียวกัน ยังทำให้ผู้คนสามารถจับใจความและเข้าใจเหตุผลว่าเพราะเหตุใดพระเจ้าจึงทรงปรารถนาที่จะทำลายเมืองนี้

ดังนั้นแล้ว พวกเขาพูดสิ่งใดต่อไป?  ตามที่พระคัมภีร์เขียนไว้ว่า “‘ถอยไป’ และขู่ว่า ‘เจ้าคนนี้มาขออาศัยอยู่ แล้วยังมาตั้งตัวเป็นผู้พิพากษา เราจะทำชั่วต่อเจ้าให้หนักกว่าที่จะทำแก่คนเหล่านั้นอีก’ พวกนั้นผลักโลทโดยแรง และเข้ามาใกล้เพื่อพังประตู”  เพราะเหตุใดพวกเขาจึงต้องการพังประตูบ้านของโลท?  เหตุผลก็คือว่าพวกเขากระเหี้ยนกระหือรืออยากที่จะทำร้ายทูตสวรรค์สององค์นั้น  อะไรที่นำทูตสวรรค์สององค์มาที่เมืองโสโดม?  จุดประสงค์ที่ท่านทั้งสองมาที่นั่นคือเพื่อช่วยโลทและครอบครัวของเขาให้รอด แต่ผู้คนในเมืองเข้าใจผิดคิดว่าท่านทั้งสองมาเพื่อเข้ารับตำแหน่งราชการ  ผู้คนในเมืองใช้การคาดคะเนเป็นพื้นฐานเพียงอย่างเดียวในความอยากที่จะทำร้ายทูตสวรรค์สององค์นี้อย่างป่าเถื่อนของพวกเขา โดยไม่ถามจุดประสงค์ของทูตสวรรค์ พวกเขาปรารถนาที่จะทำร้ายคนสองคนที่ไม่มีความเกี่ยวข้องอันใดกับพวกเขาเลย  เป็นที่ชัดเจนว่าผู้คนในเมืองนี้ได้สูญเสียสภาวะความเป็นมนุษย์และเหตุผลของพวกเขาไปแล้วโดยสิ้นเชิง  ระดับความวิปลาสและความป่าเถื่อนของพวกเขาไม่แตกต่างเสียแล้วจากธรรมชาติที่เลวทรามของซาตานที่ทำร้ายและล้างผลาญมนุษย์

เมื่อพวกเขาสั่งให้โลทส่งผู้คนเหล่านี้ให้ แล้วโลททำเช่นไร?  จากตัวบทนี้ พวกเราทราบว่าโลทไม่ได้ส่งตัวพวกท่านให้  โลทรู้จักทูตสวรรค์ของพระเจ้าสององค์นี้หรือไม่?  แน่นอนว่าไม่!  แต่กระนั้น เหตุใดเขาจึงสามารถช่วยเหลือท่านทั้งสองนี้ได้?  เขารู้หรือไม่ว่าพวกท่านมาเพื่อทำสิ่งใด?  ถึงแม้ว่าเขาไม่รู้เหตุผลที่พวกท่านมา แต่เขาก็รู้ว่าพวกท่านคือผู้รับใช้ของพระเจ้า ดังนั้นท่านจึงนำพวกท่านเข้าไปในบ้านของเขา  การที่เขาสามารถเรียกผู้รับใช้ของพระเจ้าเหล่านี้ด้วยคำว่า “เจ้านาย” แสดงให้เห็นว่าโลทเป็นผู้ติดตามพระเจ้าอย่างเป็นนิจศีล ไม่เหมือนกับผู้คนอื่นๆ ในเมืองโสโดม  ดังนั้น เมื่อทูตสวรรค์ของพระเจ้ามาหาเขา เขาจึงได้เสี่ยงชีวิตของเขาเองเพื่อรับผู้รับใช้ทั้งสองนี้เข้ามาในบ้านของเขา  ยิ่งไปกว่านั้น เขายังเสนอให้ลูกสาวสองคนของเขาเป็นการแลกเปลี่ยนเพื่อปกป้องผู้รับใช้ทั้งสองนี้ด้วยเช่นกัน  นี่คือความประพฤติที่ชอบธรรมของโลท เป็นการแสดงออกถึงธรรมชาติและเนื้อแท้ของโลทที่จับต้องได้ อีกทั้งยังเป็นเหตุผลที่พระเจ้าได้ทรงส่งผู้รับใช้ของพระองค์ไปช่วยโลท  เมื่อเผชิญกับภัยอันตราย โลทปกป้องผู้รับใช้ทั้งสองนี้โดยไม่คำนึงถึงสิ่งอื่นใด เขายังพยายามแม้กระทั่งจะแลกลูกสาวสองคนของเขาเพื่อแลกเปลี่ยนกับความปลอดภัยของผู้รับใช้เหล่านี้  นอกเหนือจากโลทแล้ว มีบุคคลอื่นใดภายในเมืองนี้ที่จะกระทำบางสิ่งบางอย่างเช่นนี้อีกหรือไม่?  ข้อเท็จจริงได้พิสูจน์แล้วว่า—ไม่ ไม่มี!  ดังนั้น จึงเป็นที่ชัดเจนอยู่แล้วว่าทุกคนภายในเมืองโสโดม ยกเว้นโลท ต่างเป็นเป้าหมายของการทำลาย และเป็นเช่นนั้นอย่างยุติธรรมด้วย—พวกเขาสมควรได้รับมัน

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 2” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 105

ปฐมกาล 19:1-11 ฝ่ายทูตสวรรค์สององค์นั้นมาถึงเมืองโสโดมในเวลาเย็น โลทกำลังนั่งอยู่ที่ประตูเมืองโสโดม เมื่อโลทเห็นท่านทั้งสอง เขาก็ลุกขึ้นไปต้อนรับและโน้มตัวลงหน้าซบดิน กล่าวว่า “เจ้านายของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าขอวิงวอนท่าน ขอท่านแวะไปบ้านข้าพเจ้าผู้รับใช้ของท่าน ค้างสักคืนหนึ่ง ล้างเท้าของท่าน แล้วค่อยลุกขึ้นแต่เช้า เดินทางต่อไป” ทั้งสองตอบว่า “อย่าเลย เราจะค้างคืนที่ลานเมือง” แต่โลทก็รบเร้าชักชวนท่านทั้งสอง ท่านจึงแวะไปกับเขา เข้าไปในบ้านของเขา โลทก็จัดงานเลี้ยงท่านทั้งสอง ปิ้งขนมปังไร้เชื้อ ท่านทั้งสองก็รับประทาน ท่านทั้งสองยังไม่ทันเข้านอน พวกผู้ชายเมืองนั้น คือชายชาวเมืองโสโดมทั้งหนุ่มและแก่ทั้งหมดจากทุกมุมเมืองพากันมาล้อมบ้านนั้นไว้ พวกเขาร้องเรียกโลทว่า “พวกผู้ชายที่มาหาเจ้าคืนนี้อยู่ที่ไหน? จงส่งพวกเขาออกมาให้เรา เราจะได้มีเพศสัมพันธ์กับพวกเขา” โลทก็ออกทางประตูไปหาชายเหล่านั้น แล้วปิดประตูข้างหลังเขา กล่าวว่า “พี่น้องของข้าเอ๋ย ข้าขอเถอะ อย่าทำชั่วเลย นี่แน่ะ ข้ามีลูกสาวสองคนยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์กับชายเลย ข้าจะส่งออกมาให้พวกท่าน พวกท่านจะทำแก่พวกนางอย่างไรก็ได้ตามใจชอบเถิด แต่ขออย่าทำอะไรพวกผู้ชายเหล่านี้เลย เพราะพวกเขามาอยู่ใต้ร่มชายคาของข้าแล้ว” แต่พวกนั้นร้องว่า “ถอยไป” และขู่ว่า “เจ้าคนนี้มาขออาศัยอยู่ แล้วยังมาตั้งตัวเป็นผู้พิพากษา เราจะทำชั่วต่อเจ้าให้หนักกว่าที่จะทำแก่คนเหล่านั้นอีก” พวกนั้นผลักโลทโดยแรง และเข้ามาใกล้เพื่อพังประตู แต่ชายทั้งสองนั้นยื่นมือออกไปดึงตัวโลทเข้ามาในบ้านแล้วปิดประตูเสีย ท่านทั้งสองทำให้พวกผู้ชายที่อยู่หน้าประตูบ้านนั้นตาบอด ทั้งคนหนุ่มและคนแก่ก็เที่ยวคลำหาประตูจนอ่อนใจ

ปฐมกาล 19:24-25 แล้วพระยาห์เวห์ทรงให้กำมะถันและไฟจากพระยาห์เวห์ ตกจากฟ้าลงมาบนเมืองโสโดมและเมืองโกโมราห์ และพระองค์ทรงทำลายล้างเมืองเหล่านั้น ที่ลุ่มทั้งหมด ชาวเมืองทั้งสิ้นและพืชที่งอกบนดิน

เมืองโสโดมถูกทำลายล้างอย่างวายวอดเพราะทำให้พระพิโรธของพระเจ้าได้รับความขุ่นเคือง

เมื่อผู้คนจากเมืองโสโดมเห็นผู้รับใช้ทั้งสองนี้ พวกเขาไม่ได้ถามเหตุผลในการมาของพวกท่าน อีกทั้งไม่มีผู้ใดถามว่าพวกท่านมาเพื่อเผยแพร่น้ำพระทัยของพระเจ้าหรือไม่  ในทางตรงกันข้าม พวกเขากลับก่อฝูงชนและมาเพื่อจับผู้รับใช้ทั้งสองนี้ ราวกับสุนัขป่าหรือหมาป่าที่มุ่งร้ายโดยไม่รอคำอธิบายใด ๆ  พระเจ้าทอดพระเนตรสิ่งเหล่านี้ขณะมันเกิดขึ้นหรือไม่?  พระเจ้ามีพระดำริอย่างไรในพระทัยของพระองค์เกี่ยวกับพฤติกรรมประเภทนี้ของมนุษย์ เหตุการณ์ประเภทนี้?  พระเจ้าได้ตัดสินพระทัยที่จะทำลายเมืองนี้ พระองค์จะไม่ทรงลังเลหรือรอคอย อีกทั้งจะไม่ทรงแสดงความอดทนใดๆ อีกแล้ว  วันของพระองค์ได้มาถึงแล้ว และดังนั้น พระองค์จึงทรงเริ่มต้นพระราชกิจที่พระองค์ทรงปรารถนาที่จะทำ ด้วยเหตุนี้เอง ปฐมกาล 19:24–25 จึงระบุว่า “แล้วพระยาห์เวห์ทรงให้กำมะถันและไฟจากพระยาห์เวห์ ตกจากฟ้าลงมาบนเมืองโสโดมและเมืองโกโมราห์ และพระองค์ทรงทำลายล้างเมืองเหล่านั้น ที่ลุ่มทั้งหมด ชาวเมืองทั้งสิ้นและพืชที่งอกบนดิน”  สองข้อพระคัมภีร์นี้บอกวิธีที่พระเจ้าทรงใช้เพื่อทำลายเมืองนี้ อีกทั้งสิ่งทั้งหลายที่พระเจ้าทรงทำลาย  ประการแรก พระคัมภีร์บรรยายว่าพระเจ้าทรงเผาเมืองด้วยไฟ และว่าขอบเขตของไฟนี้เพียงพอที่จะทำลายผู้คนทั้งหมดและทั้งหมดที่งอกบนพื้นดิน  นั่นจึงกล่าวได้ว่า ไฟซึ่งตกมาจากสวรรค์นี้ไม่เพียงแต่ทำลายเมืองเท่านั้น แต่ยังได้ทำลายผู้คนและสิ่งมีชีวิตทั้งหมดภายในเมืองด้วย  จนกระทั่งไม่มีร่องรอยใดๆ เหลืออยู่  หลังจากที่เมืองถูกทำลายไปแล้ว ดินแดนนี้ถูกทิ้งให้สูญสิ้นสิ่งมีชีวิต  ไม่มีชีวิตอีกแล้ว อีกทั้งไม่มีสัญญาณของชีวิตใดๆ เลย  เมืองได้กลายเป็นดินแดนรกร้าง สถานที่ว่างเปล่าที่เต็มไปด้วยความเงียบเหมือนความตาย  จะไม่มีความประพฤติชั่วต่อพระเจ้าในสถานที่นี้อีกแล้ว ไม่มีการฆ่าฟันหรือการหลั่งเลือดอีกแล้ว

เหตุใดพระเจ้าจึงทรงต้องประสงค์ที่จะเผาเมืองนี้ให้สิ้นไปทั้งหมด?  พวกเจ้ามองเห็นในที่นี้หรือไม่?  พระเจ้าทรงสามารถทนดูมวลมนุษย์และธรรมชาติ ซึ่งเป็นสิ่งทรงสร้างของพระองค์เอง ถูกทำลายเช่นนี้ได้จริงๆ หรือ?  หากเจ้าสามารถหยั่งรู้พระโมหะของพระยาห์เวห์พระเจ้าจากไฟที่ถูกโยนลงมาจากสวรรค์ได้ เช่นนั้นแล้วก็ไม่เป็นการยากที่จะมองเห็นว่าความเดือดดาลของพระองค์ใหญ่หลวงเพียงใด เมื่อตัดสินจากเป้าหมายการทำลายของพระองค์และระดับที่เมืองนี้ถูกทำลายล้าง  เมื่อพระเจ้าทรงดูหมิ่นเมืองหนึ่ง พระองค์จะทรงส่งการลงโทษของพระองค์มายังเมืองนั้น  เมื่อพระเจ้าทรงรังเกียจเมืองหนึ่ง พระองค์จะทรงออกคำเตือนซ้ำๆ เพื่อเตือนผู้คนถึงพระโมหะของพระองค์  อย่างไรก็ตาม เมื่อพระเจ้าตัดสินพระทัยที่จะสิ้นสุดและทำลายเมืองหนึ่ง—นั่นคือ เมื่อพระพิโรธและพระบารมีของพระองค์ถูกทำให้ขุ่นเคือง—พระองค์จะไม่ประทานการลงโทษหรือคำเตือนใดๆ อีก  แต่พระองค์จะทรงทำลายเมืองนั้นโดยตรงแทน  พระองค์จะทรงทำให้เมืองนั้นหายไปสิ้น  นี่คือพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้า

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 2” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 106

ปฐมกาล 19:1-11 ฝ่ายทูตสวรรค์สององค์นั้นมาถึงเมืองโสโดมในเวลาเย็น โลทกำลังนั่งอยู่ที่ประตูเมืองโสโดม เมื่อโลทเห็นท่านทั้งสอง เขาก็ลุกขึ้นไปต้อนรับและโน้มตัวลงหน้าซบดิน กล่าวว่า “เจ้านายของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าขอวิงวอนท่าน ขอท่านแวะไปบ้านข้าพเจ้าผู้รับใช้ของท่าน ค้างสักคืนหนึ่ง ล้างเท้าของท่าน แล้วค่อยลุกขึ้นแต่เช้า เดินทางต่อไป” ทั้งสองตอบว่า “อย่าเลย เราจะค้างคืนที่ลานเมือง” แต่โลทก็รบเร้าชักชวนท่านทั้งสอง ท่านจึงแวะไปกับเขา เข้าไปในบ้านของเขา โลทก็จัดงานเลี้ยงท่านทั้งสอง ปิ้งขนมปังไร้เชื้อ ท่านทั้งสองก็รับประทาน ท่านทั้งสองยังไม่ทันเข้านอน พวกผู้ชายเมืองนั้น คือชายชาวเมืองโสโดมทั้งหนุ่มและแก่ทั้งหมดจากทุกมุมเมืองพากันมาล้อมบ้านนั้นไว้ พวกเขาร้องเรียกโลทว่า “พวกผู้ชายที่มาหาเจ้าคืนนี้อยู่ที่ไหน? จงส่งพวกเขาออกมาให้เรา เราจะได้มีเพศสัมพันธ์กับพวกเขา” โลทก็ออกทางประตูไปหาชายเหล่านั้น แล้วปิดประตูข้างหลังเขา กล่าวว่า “พี่น้องของข้าเอ๋ย ข้าขอเถอะ อย่าทำชั่วเลย นี่แน่ะ ข้ามีลูกสาวสองคนยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์กับชายเลย ข้าจะส่งออกมาให้พวกท่าน พวกท่านจะทำแก่พวกนางอย่างไรก็ได้ตามใจชอบเถิด แต่ขออย่าทำอะไรพวกผู้ชายเหล่านี้เลย เพราะพวกเขามาอยู่ใต้ร่มชายคาของข้าแล้ว” แต่พวกนั้นร้องว่า “ถอยไป” และขู่ว่า “เจ้าคนนี้มาขออาศัยอยู่ แล้วยังมาตั้งตัวเป็นผู้พิพากษา เราจะทำชั่วต่อเจ้าให้หนักกว่าที่จะทำแก่คนเหล่านั้นอีก” พวกนั้นผลักโลทโดยแรง และเข้ามาใกล้เพื่อพังประตู แต่ชายทั้งสองนั้นยื่นมือออกไปดึงตัวโลทเข้ามาในบ้านแล้วปิดประตูเสีย ท่านทั้งสองทำให้พวกผู้ชายที่อยู่หน้าประตูบ้านนั้นตาบอด ทั้งคนหนุ่มและคนแก่ก็เที่ยวคลำหาประตูจนอ่อนใจ

ปฐมกาล 19:24-25 แล้วพระยาห์เวห์ทรงให้กำมะถันและไฟจากพระยาห์เวห์ ตกจากฟ้าลงมาบนเมืองโสโดมและเมืองโกโมราห์ และพระองค์ทรงทำลายล้างเมืองเหล่านั้น ที่ลุ่มทั้งหมด ชาวเมืองทั้งสิ้นและพืชที่งอกบนดิน

หลังจากที่เมืองโสโดมได้ทำความเป็นปรปักษ์และการต้านทานพระองค์ซ้ำๆ พระเจ้าทรงกำจัดมันเสียสิ้น

จากมุมมองของมนุษย์ เมืองโสโดมเป็นเมืองที่สามารถตอบสนองความอยากของมนุษย์และความชั่วของมนุษย์ได้อย่างเต็มที่  มันยั่วยวนและทำให้เคลิบเคลิ้มด้วยดนตรีและการเต้นรำคืนแล้วคืนเล่า  ความรุ่งเรืองของมันขับดันมนุษย์ให้หลงใหลและบ้าคลั่ง  ความชั่วของมันกัดกร่อนหัวใจของผู้คนและทำให้พวกเขาเคลิบเคลิ้มอยู่ในความชั่วช้า  นี่คือเมืองที่บรรดาวิญญาณชั่วและมีมลทินออกอาละวาด มันเต็มไปด้วยบาปและการฆาตกรรม และอากาศก็คลุ้งไปด้วยกลิ่นเลือดเน่าเหม็น  มันคือเมืองที่ทำให้ผู้คนกลัวจนมือเย็น เมืองที่คนเราจะถอยหลังหนีด้วยความสยดสยอง  ไม่มีผู้ใดในเมืองนี้—ไม่ว่าชายหรือหญิง คนหนุ่มสาวหรือคนแก่—แสวงหาหนทางที่แท้จริง ไม่มีผู้ใดโหยหาความสว่าง หรือถวิลหาที่จะเดินออกจากบาป  พวกเขาใช้ชีวิตภายใต้การควบคุมของซาตาน ใต้ความเสื่อมทรามและการหลอกลวงของซาตาน  พวกเขาได้สูญเสียสภาวะความเป็นมนุษย์ของพวกเขา พวกเขาได้สูญเสียสำนึกรับรู้ของพวกเขา และพวกเขาได้สูญเสียเป้าหมายในการดำรงอยู่แต่ดั้งเดิมของมนุษย์ไปแล้ว  พวกเขาได้กระทำความประพฤติชั่วร้ายในการต้านทานพระเจ้าที่นับไม่ถ้วน พวกเขาปฏิเสธการทรงนำของพระองค์ และต่อต้านน้ำพระทัยของพระองค์  ความประพฤติชั่วร้ายของพวกเขาคือสิ่งที่นำพาผู้คนเหล่านี้ เมืองนี้ และสิ่งมีชีวิตทุกอย่างภายในเมืองนี้ลงไปสู่เส้นทางแห่งการทำลายล้างทีละย่างก้าว

ถึงแม้ว่าสองบทตอนนี้ไม่ได้บันทึกรายละเอียดทั้งหมดเกี่ยวกับขอบเขตความเสื่อมทรามของผู้คนเมืองโสโดม แต่บันทึกการประพฤติของพวกเขาต่อผู้รับใช้สองท่านของพระเจ้าหลังจากที่ผู้รับใช้สองท่านนั้นมาถึงในเมืองแทนก็ตาม แต่นี่ก็คือข้อเท็จจริงเรียบง่ายที่เผยถึงขอบเขตที่ผู้คนของโสโดมเสื่อมทราม ชั่วช้า และต้านทานพระเจ้า  ด้วยข้อเท็จจริงนี้ ใบหน้าและเนื้อแท้ที่แท้จริงของผู้คนในเมืองก็ถูกเปิดโปงด้วยเช่นกัน  ผู้คนเหล่านี้ไม่เพียงแต่ปฏิเสธที่จะยอมรับคำเตือนของพระเจ้า แต่พวกเขายังไม่ยำเกรงต่อการลงโทษของพระองค์ด้วย  ในทางตรงกันข้าม พวกเขาสบประมาทพระโมหะของพระเจ้า  พวกเขาต่อต้านพระเจ้าอย่างหูหนวกตาบอด  ไม่สำคัญว่าพระองค์จะทรงทำสิ่งใดหรือทรงทำสิ่งนั้นอย่างไร ธรรมชาติที่เลวทรามของพวกเขามีแต่จะเพิ่มขึ้นเท่านั้น และพวกเขาก็ต่อต้านพระเจ้าซ้ำๆ  ผู้คนเมืองโสโดมเป็นปรปักษ์ต่อการดำรงอยู่ของพระเจ้า การเสด็จมาของพระเจ้า การลงโทษของพระเจ้า และยิ่งไปกว่านั้น ยังเป็นปรปักษ์ต่อคำเตือนของพระองค์  พวกเขาช่างโอหังเหลือเกิน  พวกเขาล้างผลาญและทำร้ายผู้คนทุกคนที่สามารถล้างผลาญและทำร้ายได้ และพวกเขาปฏิบัติต่อผู้รับใช้ของพระเจ้าอย่างไม่ต่างกัน  เมื่อคำนึงถึงความประพฤติชั่วทั้งหมดที่ผู้คนของโสโดมกระทำแล้ว การทำร้ายผู้รับใช้ของพระเจ้าเป็นเพียงส่วนเล็กๆ ของมันเท่านั้น และธรรมชาติชั่วร้ายของพวกเขาที่ถูกเผยออกมาดังนั้นจึงรวมกันแล้วก็ไม่ได้มากไปกว่าหยดน้ำหนึ่งหยดในทะเลอันกว้างใหญ่เลยจริงๆ  ดังนั้น พระเจ้าจึงทรงเลือกที่จะทำลายพวกเขาด้วยไฟ  พระเจ้าไม่ได้ทรงใช้น้ำท่วม อีกทั้งพระองค์ไม่ได้ทรงใช้เฮอริเคน แผ่นดินไหว สึนามิ หรือวิธีการอื่นใดในการทำลายเมืองนั้น  การที่พระเจ้าทรงใช้ไฟเพื่อทำลายเมืองนี้มีนัยสำคัญถึงอะไร?  มันหมายถึงการทำลายเมืองนี้อย่างราบคาบ มันหมายถึงว่าเมืองนี้ได้อันตรธานหายไปจากโลกและจากการมีอยู่โดยสิ้นเชิง  ในที่นี้ “การทำลายล้าง” ไม่ได้หมายถึงการอันตรธานหายไปของรูปร่างและโครงสร้างหรือการปรากฏภายนอกอื่นๆ ของเมืองนี้เท่านั้น แต่ยังหมายถึงว่าดวงจิตของผู้คนภายในเมืองนี้ก็ไม่มีอยู่อีกต่อไป โดยได้ถูกกำจัดไปจนหมดสิ้นด้วยเช่นกัน  กล่าวอย่างง่ายๆ คือ ผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งต่างๆ ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับเมืองนี้ได้ถูกทำลาย  จะไม่มีชีวิตหน้าหรือการกลับมาจุติใหม่สำหรับผู้คนในเมืองนั้น พระเจ้าได้ทรงกำจัดพวกเขาออกจากมนุษยชาติที่พระองค์ทรงสร้างไปแล้วชั่วกัลปาวสาน  การใช้ไฟมีนัยสำคัญถึงการสิ้นสุดของบาปในสถานที่แห่งนี้ และบาปได้ถูกกั้นขอบไว้ ณ ที่แห่งนั้น บาปนี้จะไม่มีอยู่และไม่เผยแพร่อีกต่อไป  มันหมายความว่าความชั่วของซาตานได้สูญเสียดินที่บำรุงเลี้ยงดูมัน อีกทั้งสุสานที่ได้ให้มันมีสถานที่อยู่และใช้ชีวิต  ในสงครามระหว่างพระเจ้าและซาตาน การที่พระเจ้าทรงใช้ไฟนั้นคือเครื่องแสดงชัยชนะของพระเจ้าที่ซาตานได้ถูกตีตราไว้  การทำลายล้างเมืองโสโดมคือการก้าวพลาดครั้งใหญ่ในความมักใหญ่ใฝ่สูงของซาตานในการที่จะต่อต้านพระเจ้าโดยการทำให้มนุษย์เสื่อมทรามและล้างผลาญมนุษย์ และในทำนองเดียวกันก็เป็นหมายสำคัญอันเหยียดหยามของช่วงเวลาหนึ่งในการพัฒนาของมนุษยชาติ ซึ่งเป็นเวลาที่มนุษย์ปฏิเสธการทรงนำของพระเจ้าและปล่อยให้ตัวเองถูกความชั่วร้ายครอบงำ  ยิ่งไปกว่านั้น มันเป็นบันทึกเกี่ยวกับการเผยพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้าที่แท้จริง

เมื่อไฟที่พระเจ้าทรงส่งมาจากสวรรค์ได้เผาทำลายเมืองโสโดมจนไม่เหลือสิ่งใดมากไปกว่าเถ้า นั่นหมายความว่าเมืองที่มีชื่อว่า “โสโดม” ไม่มีอยู่อีกต่อไปแล้วหลังจากนั้น เช่นเดียวกับทุกสิ่งทุกอย่างภายในเมืองนั้น  มันถูกทำลายด้วยพระโมหะของพระเจ้า อันตรธานหายไปภายในพระพิโรธและพระบารมีของพระเจ้า  เนื่องจากพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้า เมืองโสโดมจึงได้รับการลงโทษที่ยุติธรรมและบทอวสานที่ชอบธรรม  บทอวสานของการมีอยู่ของเมืองโสโดมนั้นเป็นเพราะความชั่วของมัน และนอกจากนี้ยังเป็นเพราะความพึงปรารถนาของพระเจ้าที่จะไม่มีวันมองดูเมืองนี้ หรือผู้คนใดๆ ที่ได้อาศัยอยู่ในเมืองนี้ หรือชีวิตใดๆ ที่ได้เติบโตขึ้นภายในเมืองนี้อีก  “ความพึงปรารถนาที่จะไม่มีวันมองดูเมืองนี้อีก” ของพระเจ้า คือพระพิโรธของพระองค์และพระบารมีของพระองค์  พระเจ้าได้ทรงเผาเมืองนี้เพราะความชั่วร้ายและบาปของมันที่เป็นเหตุให้พระองค์กริ้ว รังเกียจ และเกลียดชังมัน และทรงปรารถนาที่จะไม่มองเห็นมันหรือผู้คนหรือสิ่งมีชีวิตใดๆ ภายในเมืองนั้นอีกเลย  ทันทีที่เมืองได้เผาไหม้จนหมดสิ้นเหลือเพียงเถ้าไว้เบื้องหลังแล้ว เมืองนี้ได้ไม่มีอยู่อีกต่อไปแล้วในสายพระเนตรของพระเจ้าแล้วอย่างแท้จริง แม้กระทั่งความทรงจำของพระองค์เกี่ยวกับเมืองนี้ก็ถูกลบหายไปด้วย  การนี้หมายความว่า ไฟที่ส่งมาจากสวรรค์ไม่เพียงแต่จะทำลายทั้งเมืองโสโดมเท่านั้น มันไม่เพียงแค่ได้ทำลายผู้คนภายในเมืองที่เต็มไปด้วยบาปอย่างมากเท่านั้น อีกทั้งมันไม่เพียงแค่ได้ทำลายทุกสรรพสิ่งภายในเมืองที่ได้มีมลทินด้วยบาปเท่านั้น นอกเหนือจากสิ่งเหล่านี้แล้ว ไฟยังได้ทำลายความทรงจำเกี่ยวกับความชั่วและการต้านทานพระเจ้าของมนุษยชาติอีกด้วย  นี่คือจุดประสงค์ของพระเจ้าในการเผาเมืองนี้ลง

มนุษยชาตินี้ได้กลายเป็นเสื่อมทรามอย่างสุดขีด  ผู้คนเหล่านี้ไม่รู้ว่าพระเจ้าทรงเป็นใคร หรือตัวพวกเขาเองได้มาจากที่ใด  หากเจ้ากล่าวถึงพระเจ้ากับพวกเขา พวกเขาจะโจมตี ใส่ร้ายป้ายสี และหมิ่นประมาท  แม้กระทั่งเมื่อผู้รับใช้ของพระเจ้าได้มาเพื่อเผยแพร่คำเตือนของพระองค์ ผู้คนที่เสื่อมทรามเหล่านี้ไม่เพียงแต่ไม่แสดงสัญญาณของการกลับใจและไม่เลิกการประพฤติที่ชั่วร้ายของพวกเขาเท่านั้น แต่ในทางตรงกันข้าม พวกเขาได้ทำร้ายผู้รับใช้ของพระเจ้าอย่างไม่เกรงกลัว  สิ่งที่พวกเขาแสดงออกและเผยออกมาคือธรรมชาติของพวกเขาและเนื้อแท้แห่งความเป็นปรปักษ์สุดขีดต่อพระเจ้าของพวกเขา  พวกเราสามารถมองเห็นได้ว่าการต้านทานพระเจ้าของผู้คนที่เสื่อมทรามเหล่านี้เป็นมากกว่าการเผยอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของพวกเขา เช่นเดียวกับการที่มันเป็นมากกว่าตัวอย่างของการใส่ร้ายป้ายสีหรือเย้ยหยันซึ่งมาจากการขาดพร่องความเข้าใจความจริงแค่นั้น  การประพฤติที่ชั่วร้ายของพวกเขาไม่ได้มีสาเหตุมาจากทั้งความโง่เขลาและความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ พวกเขาได้กระทำในหนทางนี้ไม่ใช่เพราะพวกเขาได้ถูกหลอก และแน่นอนว่าไม่ใช่เพราะพวกเขาได้ถูกทำให้หลงเข้าใจผิด  การประพฤติของพวกเขาได้มาถึงระดับของการเป็นปรปักษ์ การต่อต้าน และการแสดงความคิดเห็นต่อต้านพระเจ้าโดยไม่เกรงกลัวอย่างโจ่งแจ้งแล้ว  พฤติกรรมของมนุษย์ประเภทนี้จะทำให้พระเจ้าทรงเดือดดาลอย่างไม่มีข้อสงสัย และมันจะทำให้พระอุปนิสัยของพระองค์เดือดดาล—พระอุปนิสัยที่ต้องไม่ได้รับการทำให้ขุ่นเคือง  ดังนั้น พระเจ้าจึงทรงปลดปล่อยพระพิโรธของพระองค์และพระบารมีของพระองค์ออกมาโดยตรงอย่างเปิดเผย นี่คือการเผยพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระองค์อย่างแท้จริง  เมื่อเผชิญหน้ากับเมืองที่ท่วมท้นไปด้วยบาป พระเจ้าทรงพึงปรารถนาที่จะทำลายมันในลักษณะที่รวดเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ กำจัดผู้คนภายในเมืองนั้นและทั้งหมดทั้งปวงของบาปของพวกเขาในวิธีที่ครบบริบูรณ์มากที่สุด ทำให้ผู้คนในเมืองนี้ไม่มีอยู่อีกต่อไป และหยุดบาปภายในสถานที่นี้ไม่ให้ทวีคูณขึ้น  วิธีที่รวดเร็วที่สุดและครบบริบูรณ์มากที่สุดในการดำเนินการดังกล่าวคือการเผามันลงด้วยไฟ  ท่าทีที่พระเจ้าทรงมีต่อผู้คนโสโดมไม่ใช่ท่าทีของการทิ้งขว้างหรือความเฉยเมย  แต่พระองค์ทรงใช้พระพิโรธ พระบารมี และสิทธิอำนาจของพระองค์ในการลงโทษ ปราบพยศ และทำลายผู้คนเหล่านี้ให้สิ้นซาก  ท่าทีที่พระองค์ทรงมีต่อพวกเขาไม่ใช่ท่าทีของการทำลายล้างทางกายภาพเท่านั้น แต่ยังเป็นการทำลายล้างดวงจิตซึ่งเป็นการกำจัดชั่วนิรันดร์ด้วยเช่นกัน  นี่คือความหมายโดยนัยที่แท้จริงของสิ่งที่พระเจ้าทรงหมายถึงจากคำว่า “ไม่มีอยู่อีกต่อไป”

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 2” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 107

ถึงแม้ว่าพระพิโรธของพระเจ้าจะถูกซ่อนเร้นและไม่เป็นที่รับรู้สำหรับมนุษย์ แต่พระพิโรธของพระเจ้าก็ไม่ทนยอมรับการทำให้ขุ่นเคือง

การปฏิบัติของพระเจ้าต่อมนุษยชาติทั้งหมดที่เบาปัญญาและไม่รู้เท่าทันอย่างที่มนุษยชาติเป็นนั้น โดยหลักแล้วมีพื้นฐานอยู่บนความปรานีและการทนยอมรับ  ในทางตรงกันข้าม พระพิโรธของพระองค์ได้รับการเก็บปกปิดไว้เป็นส่วนใหญ่และในสถานการณ์ส่วนใหญ่ และไม่เป็นที่รับรู้สำหรับมนุษย์  ดังนั้น จึงเป็นการยากที่มนุษย์จะมองเห็นพระเจ้าทรงแสดงออกถึงพระพิโรธของพระองค์ อีกทั้งยังเป็นการยากด้วยเช่นกันที่จะเข้าใจพระพิโรธของพระองค์  เมื่อเป็นเช่นนั้น มนุษย์จึงเห็นพระพิโรธของพระเจ้าเป็นของเล่น  เมื่อมนุษย์เผชิญหน้ากับพระราชกิจและขั้นตอนสุดท้ายในการทนยอมรับและการอภัยโทษให้มนุษย์ของพระเจ้า—นั่นคือ เมื่อตัวอย่างสุดท้ายของความปรานีของพระเจ้าและคำเตือนสุดท้ายของพระองค์มาถึงมวลมนุษย์—หากผู้คนยังคงใช้วิธีการเดียวกันในการต่อต้านพระเจ้าและไม่ได้ใช้ความพยายามใดๆ ที่จะกลับใจ ทำให้วิธีของพวกเขาถูกต้อง และยอมรับความปรานีของพระองค์ เช่นนั้นแล้วพระเจ้าก็จะไม่ประทานการทนยอมรับและความอดทนของพระองค์ให้แก่พวกเขาอีกต่อไป  ในทางตรงกันข้าม พระเจ้าจะทรงถอนกลับความปรานีของพระองค์ในครั้งนี้  หลังจากนี้ พระเจ้าจะทรงส่งออกไปเพียงพระพิโรธของพระองค์เท่านั้น  พระองค์ทรงสามารถแสดงออกถึงพระพิโรธของพระองค์ในหนทางต่างๆ หลายหนทาง เช่นเดียวกับที่พระองค์ทรงสามารถใช้วิธีการต่างๆ เพื่อลงโทษและทำลายผู้คน

การที่พระเจ้าทรงใช้ไฟเพื่อทำลายเมืองโสโดมคือวิธีการที่รวดเร็วที่สุดของพระองค์ในการทำลายล้างมนุษยชาติหรือสิ่งอื่นใดให้สิ้นซาก  การเผาผู้คนเมืองโสโดมได้ทำลายมากกว่าร่างกายทางกายภาพของพวกเขา มันได้ทำลายทั้งหมดทั้งปวงของจิตวิญญาณของพวกเขา ดวงจิตของพวกเขา และร่างกายของพวกเขา ซึ่งทำให้แน่ใจว่าผู้คนภายในเมืองจะไม่มีอยู่อีกต่อไปทั้งในโลกวัตถุและโลกที่ไม่ปรากฏแก่ตาสำหรับมนุษย์  นี่คือหนทางหนึ่งที่พระเจ้าทรงใช้เพื่อเผยและแสดงถึงพระพิโรธของพระองค์  ลักษณะการเผยและการแสดงออกนี้คือแง่มุมหนึ่งในเนื้อแท้ของพระพิโรธของพระเจ้า เช่นเดียวกับที่ยังเป็นการเผยเนื้อแท้ของพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้าตามธรรมชาติด้วย  เมื่อพระเจ้าทรงส่งพระพิโรธของพระองค์ออกไป พระองค์ทรงหยุดเผยความปรานีหรือความเมตตาใดๆ อีกทั้งพระองค์ไม่ทรงแสดงการทนยอมรับหรือความอดทนใดๆ ของพระองค์อีก ไม่มีบุคคล สิ่งของ หรือเหตุผลใดที่สามารถโน้มน้าวพระองค์ให้ทรงอดทนต่อไป ให้ประทานความปรานีของพระองค์อีกครั้ง ให้ประทานการทนยอมรับของพระองค์อีกครั้งหนึ่ง  พระเจ้าทรงส่งพระพิโรธและพระบารมีของพระองค์มาแทนที่สิ่งเหล่านี้โดยปราศจากความลังเลสักชั่วขณะหนึ่ง และทรงทำสิ่งที่พระองค์ทรงพึงปรารถนา  พระองค์จะทรงทำสิ่งเหล่านี้ในลักษณะที่รวดเร็วและหมดจดตามความปรารถนาของพระองค์เอง  นี่คือหนทางที่พระเจ้าทรงใช้เพื่อส่งพระพิโรธและพระบารมีของพระองค์มา ซึ่งมนุษย์ต้องไม่ทำให้ขุ่นเคือง และยังเป็นการแสดงออกถึงแง่มุมหนึ่งของพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระองค์ด้วยเช่นกัน  เมื่อผู้คนเป็นประจักษ์พยานในการที่พระเจ้าทรงแสดงความกังวลและความรักต่อมนุษย์ พวกเขาไร้ความสามารถที่จะพบพระพิโรธของพระองค์ มองเห็นพระบารมีของพระองค์ หรือรู้สึกถึงความไม่ยอมผ่อนปรนของพระองค์ต่อการทำให้ขุ่นเคือง  สิ่งเหล่านี้ได้ทำให้ผู้คนเชื่อว่าพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้าเป็นอุปนิสัยแห่งความปรานี การทนยอมรับ และความรักอย่างเดียวเท่านั้นมาโดยตลอด  อย่างไรก็ตาม เมื่อมีคนเห็นพระเจ้าทรงทำลายเมืองหรือทรงรังเกียจมนุษยชาติ ความเดือดดาลของพระองค์ในการทำลายล้างมนุษย์และพระบารมีของพระองค์ทำให้ผู้คนสามารถมองเห็นอีกด้านของพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระองค์ได้ชั่วขณะหนึ่ง  นี่คือความไม่ยอมผ่อนปรนต่อการทำให้ขุ่นเคืองของพระเจ้า  พระอุปนิสัยของพระเจ้าที่ไม่ทนยอมรับการทำให้ขุ่นเคืองใดๆ นั้นเกินกว่าจินตนาการของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างใดๆ และท่ามกลางสิ่งที่ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างนั้น ไม่มีสิ่งใดสามารถแทรกแซงสิ่งนี้หรือส่งผลกระทบต่อสิ่งนี้ได้ นับประสาอะไรที่สิ่งนี้จะสามารถถูกปลอมแฝงหรือเอาอย่างได้  ด้วยเหตุนี้ พระอุปนิสัยของพระเจ้าแง่มุมนี้คือแง่มุมที่มนุษยชาติควรรู้เป็นที่สุด  มีเพียงพระเจ้าพระองค์เองเท่านั้นที่มีพระอุปนิสัยประเภทนี้ และมีเพียงพระเจ้าพระองค์เองเท่านั้นที่ครอบครองพระอุปนิสัยประเภทนี้  พระเจ้าทรงครอบครองพระอุปนิสัยอันชอบธรรมประเภทนี้เพราะพระองค์ทรงรังเกียจความชั่วร้าย ความมืด ความเป็นกบฏ และการกระทำชั่วของซาตาน—การทำให้มวลมนุษย์เสื่อมทรามและการล้างผลาญมวลมนุษย์—เพราะพระองค์ทรงรังเกียจการกระทำบาปทั้งหมดที่เป็นการต่อต้านพระองค์ และเพราะเนื้อแท้ที่บริสุทธิ์และไร้มัวหมองของพระองค์  เป็นเพราะการนี้นั่นเองพระองค์จึงจะไม่ทรงทนทุกข์กับการที่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างหรือสิ่งที่ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างใดๆ ต่อต้านหรือแข่งขันกับพระองค์อย่างเปิดเผย  แม้แต่ผู้ที่พระองค์ทรงเคยแสดงความปรานีให้หนึ่งครั้งหรือผู้ที่พระองค์ทรงได้เลือก หากแค่พวกเขายั่วยุพระอุปนิสัยของพระองค์และฝ่าฝืนหลักธรรมแห่งความอดทนและการทนยอมรับของพระองค์ และพระองค์ก็จะทรงปลดปล่อยและเผยพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระองค์ที่ไม่ทนยอมรับการทำให้ขุ่นเคือง โดยไม่มีความปรานีหรือการลังเลโดยแม้แต่น้อย

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 2” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 108

พระพิโรธของพระเจ้าคือการพิทักษ์กำลังบังคับแห่งความยุติธรรมทั้งหมดและสิ่งที่เป็นบวกทั้งหมด

ความไม่ยอมผ่อนปรนต่อการทำให้ขุ่นเคืองของพระเจ้าคือเนื้อแท้ที่เป็นเอกลักษณ์ของพระองค์ พระพิโรธของพระเจ้าคือพระอุปนิสัยที่เป็นเอกลักษณ์ของพระองค์ พระบารมีของพระเจ้าคือเนื้อแท้ที่เป็นเอกลักษณ์ของพระองค์  หลักธรรมเบื้องหลังพระโมหะของพระเจ้าคือการแสดงให้เห็นถึงพระอัตลักษณ์และสถานะของพระองค์ที่มีพระองค์ทรงเป็นผู้ครอบครองแต่เพียงผู้เดียว  เป็นที่ชัดเจนอยู่แล้วว่าหลักธรรมนี้ยังเป็นสัญลักษณ์ของเนื้อแท้ของพระเจ้าผู้ทรงเอกลักษณ์พระองค์เองอีกด้วย  พระอุปนิสัยของพระเจ้าคือเนื้อแท้ประจำพระองค์ของพระองค์เอง ซึ่งไม่ได้รับการเปลี่ยนแปลงจากการเปลี่ยนผันของเวลาเลย อีกทั้งไม่ได้รับการปรับเปลี่ยนจากการเปลี่ยนแปลงของสถานที่ตั้งทางภูมิศาสตร์  พระอุปนิสัยประจำพระองค์ของพระองค์คือเนื้อแท้ภายในของพระองค์  ไม่ว่าพระองค์ทรงดำเนินพระราชกิจของพระองค์กับผู้ใด เนื้อแท้ของพระองค์จะไม่มีการเปลี่ยนแปลง และพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระองค์ก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน  เมื่อมีผู้ทำให้พระเจ้ากริ้ว สิ่งที่พระเจ้าทรงส่งออกไปคือพระอุปนิสัยประจำพระองค์ของพระองค์ ในขณะนี้หลักธรรมที่อยู่เบื้องหลังพระโมหะของพระองค์ไม่มีการเปลี่ยนแปลง อีกทั้งพระอัตลักษณ์และสถานะที่เป็นเอกลักษณ์ของพระองค์ก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงด้วย  พระองค์ไม่ทรงเกิดพระโมหะเพราะการเปลี่ยนแปลงในเนื้อแท้ของพระองค์ หรือเพราะมีองค์ประกอบที่แตกต่างเกิดขึ้นจากพระอุปนิสัยของพระองค์ แต่เพราะการต่อต้านพระองค์จากมนุษย์ทำให้พระอุปนิสัยของพระองค์ขุ่นเคือง  การยั่วยุพระเจ้าอย่างเห็นได้ชัดโดยมนุษย์คือการท้าทายพระอัตลักษณ์และสถานะของพระเจ้าเองอันร้ายแรง  ในทรรศนะของพระเจ้า เมื่อมนุษย์ท้าทายพระองค์ มนุษย์ก็กำลังแข่งขันกับพระองค์และทดสอบพระโมหะของพระองค์  เมื่อมนุษย์ต่อต้านพระเจ้า เมื่อมนุษย์แข่งขันกับพระเจ้า เมื่อมนุษย์ทดสอบพระโมหะของพระเจ้าอย่างต่อเนื่อง—และช่วงเวลาเช่นนั้นคือเวลาที่บาปไร้การควบคุม—พระพิโรธของพระเจ้าจะเผยและแสดงตัวออกมาโดยธรรมชาติ  ดังนั้น การแสดงออกของพระเจ้าถึงพระพิโรธของพระองค์จึงเป็นสัญลักษณ์ว่ากำลังบังคับแห่งความชั่วทั้งหมดจะไม่มีอยู่อีกต่อไป และเป็นสัญลักษณ์ว่ากำลังบังคับที่เป็นปรปักษ์ทั้งหมดจะถูกทำลาย  นี่คือความเป็นเอกลักษณ์ของพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้า และของพระพิโรธของพระเจ้า  เมื่อความทรงเกียรติและความศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้าถูกท้าทาย เมื่อกำลังบังคับแห่งความยุติธรรมถูกขัดขวางและมนุษย์มองไม่เห็น เมื่อนั้นพระเจ้าจะทรงส่งพระพิโรธของพระองค์ออกไป  เพราะเนื้อแท้ของพระเจ้า กำลังบังคับทั้งหมดเหล่านั้นบนแผ่นดินโลกที่แข่งขันกับพระเจ้า ต่อต้านพระองค์ และต่อสู้กับพระองค์จึงชั่ว เสื่อมทราม และไม่ยุติธรรม สิ่งเหล่านี้มาจากซาตานและเป็นของซาตาน  เพราะพระเจ้าทรงยุติธรรมและทรงมีความสว่างและความบริสุทธิ์อันไร้ที่ติ ดังนั้นทุกสิ่งที่ชั่ว เสื่อมทราม และเป็นของซาตานจะหายไปเมื่อพระพิโรธของพระเจ้าถูกปล่อยออกมา

ถึงแม้ว่าการแสดงพระพิโรธของพระเจ้าโดยทันทีจะเป็นแง่มุมหนึ่งของการแสดงออกถึงพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระองค์ แต่ในแง่ของเป้าหมายแล้ว พระโมหะของพระเจ้าไม่ได้มีการเลือกปฏิบัติแต่อย่างใด อีกทั้งไม่ได้ปราศจากหลักธรรม  ในทางตรงกันข้าม พระเจ้าไม่กริ้วอย่างรวดเร็วเลย อีกทั้งพระองค์ไม่ทรงเผยพระพิโรธและพระบารมีของพระองค์อย่างไม่ใส่พระทัย  ยิ่งไปกว่านั้น พระพิโรธของพระเจ้าอยู่ภายใต้การควบคุมและได้รับการไตร่ตรองอย่างรอบคอบอย่างยิ่ง พระพิโรธของพระองค์เทียบไม่ได้กับการที่มนุษย์ปะทุความเดือดดาลหรือระบายความโกรธของตัวเองอย่างเป็นนิสัยเลย  การสนทนามากมายระหว่างมนุษย์และพระเจ้าถูกบันทึกไว้ในพระคัมภีร์  คำพูดของผู้คนบางคนที่เกี่ยวพันในการสนทนาเหล่านั้นตื้นเขิน ไม่รู้เท่าทัน และเหมือนเด็กทารก แต่พระเจ้าไม่ได้ทรงปราบพยศพวกเขา อีกทั้งพระองค์ไม่ได้ทรงกล่าวโทษพวกเขา  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในระหว่างการทดสอบของโยบ พระยาห์เวห์พระเจ้าทรงปฏิบัติต่อเพื่อนสามคนของโยบและคนอื่นๆ อย่างไรหลังจากที่พระองค์ทรงได้ยินคำพูดที่พวกเขาพูดกับโยบ?  พระองค์ทรงกล่าวโทษพวกเขาหรือไม่?  พระองค์ทรงเดือดดาลกับพวกเขาหรือไม่?  พระองค์ไม่ได้ทรงทำอะไรเช่นนั้น!  แต่พระองค์กลับทรงบอกโยบให้วอนขอในนามของพวกเขาและอธิษฐานเพื่อพวกเขาแทน และพระเจ้าพระองค์เองไม่ทรงเก็บเอาความผิดพลาดของพวกเขาไปใส่พระทัย  ตัวอย่างเหล่านี้ทั้งหมดแสดงถึงท่าทีที่สำคัญที่สุดที่พระเจ้าทรงใช้ปฏิบัติต่อมนุษยชาติที่เสื่อมทรามและไม่รู้เท่าทันอย่างที่มนุษย์เป็น  ดังนั้น การปลดปล่อยพระพิโรธของพระเจ้าไม่ได้เป็นการแสดงออกถึงอารมณ์ของพระองค์แต่อย่างใด อีกทั้งไม่ใช่วิธีที่พระองค์ทรงใช้ระบายความรู้สึกของพระองค์  พระพิโรธของพระเจ้าไม่ใช่การปะทุความเดือดดาลอย่างเต็มกำลัง ซึ่งตรงกันข้ามกับความเข้าใจผิดของมนุษย์  พระเจ้าไม่ทรงปลดปล่อยพระพิโรธของพระองค์เนื่องเพราะพระองค์ไม่ทรงสามารถควบคุมอารมณ์ของพระองค์เองได้ หรือเพราะพระโมหะของพระองค์ได้มาถึงจุดเดือดและต้องมีการระบายออก  ในทางตรงกันข้าม พระพิโรธของพระองค์คือการแสดงและการแสดงออกอย่างจริงแท้ถึงพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระองค์ และเป็นการเผยในเชิงสัญลักษณ์ถึงเนื้อแท้ที่บริสุทธิ์ของพระองค์  พระเจ้าทรงเป็นความพิโรธ และพระองค์ไม่ทรงทนยอมรับการทำให้ขุ่นเคือง—นี่ไม่ใช่การกล่าวว่าพระโมหะของพระเจ้าไม่แยกแยะสาเหตุหรือไม่มีหลักการ  มนุษยชาติที่เสื่อมทรามนั่นเองที่มีข้อเรียกร้องเป็นพิเศษเกี่ยวกับการระเบิดความเดือดดาลอย่างไร้หลักการตามอำเภอใจ ซึ่งเป็นความเดือดดาลประเภทที่ไม่แยกแยะสาเหตุ  ทันทีที่มนุษย์มีสถานะ เขามักจะพบว่าการควบคุมอารมณ์ของเขาเป็นเรื่องยาก และดังนั้นเขาจะชื่นชมการคว้าโอกาสที่จะแสดงความไม่พอใจและระบายอารมณ์ของเขา เขามักจะปะทุความเดือดดาลโดยไม่มีเหตุผลที่ชัดเจนเพื่อเผยความสามารถของเขา และให้คนอื่นรู้ว่าสถานะและอัตลักษณ์ของเขาแตกต่างจากสถานะและอัตลักษณ์ของผู้คนธรรมดา  แน่นอนว่าผู้คนที่เสื่อมทรามที่ปราศจากสถานะใดๆ ก็มักจะสูญเสียการควบคุมด้วยเช่นกัน  บ่อยครั้งที่ความโกรธของพวกเขาเกิดจากความเสียหายต่อผลประโยชน์ส่วนตัวของพวกเขา  มวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามจะระบายอารมณ์ของพวกเขาและเผยธรรมชาติที่โอหังของพวกเขาบ่อยครั้งเพื่อปกป้องสถานะและความมีเกียรติของพวกเขาเอง  มนุษย์จะปะทุความโกรธและระบายอารมณ์ของตนเพื่อป้องกันและสนับสนุนการมีอยู่ของบาป และการกระทำเหล่านี้คือวิธีที่มนุษย์ใช้แสดงความไม่พอใจของเขา พวกเขาเต็มไปด้วยความไม่บริสุทธิ์ เต็มไปด้วยกลอุบายและเล่ห์กล เต็มไปด้วยความเสื่อมทรามและความชั่วของมนุษย์ และเหนือสิ่งอื่นใด พวกเขาเต็มไปด้วยความมักใหญ่ใฝ่สูงและความอยากที่บ้าคลั่งของมนุษย์  เมื่อความยุติธรรมปะทะกับความชั่วร้าย ความโกรธของมนุษย์จะไม่ปะทุขึ้นเพื่อป้องกันการมีอยู่ของความยุติธรรมหรือสนับสนุนความยุติธรรม  ในทางตรงกันข้าม เมื่อกำลังบังคับแห่งความยุติธรรมถูกคุกคาม ถูกข่มเหง และถูกโจมตี ท่าทีที่มนุษย์มีคือท่าทีที่เมินเฉย หลบเลี่ยง หรือถอยหนี  อย่างไรก็ตาม เมื่อเผชิญหน้ากับกำลังบังคับแห่งความชั่ว ท่าทีที่มนุษย์มีคือท่าทีของการโอนอ่อนผ่อนตาม ว่าง่ายและยอมรับใช้  ดังนั้น การระบายอารมณ์ของมนุษย์จึงเป็นการหนีสำหรับกำลังบังคับแห่งความชั่ว ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงการประพฤติชั่วที่ไร้การควบคุมและหยุดไม่ได้ของมนุษย์ที่มีเนื้อหนัง  อย่างไรก็ตาม เมื่อพระเจ้าทรงส่งพระพิโรธของพระองค์ออกไป กำลังบังคับแห่งความชั่วทั้งหมดจะถูกหยุด บาปทั้งหมดที่ทำร้ายมนุษย์จะถูกระงับ กำลังบังคับที่เป็นปรปักษ์ทั้งหมดที่ขัดขวางพระราชกิจของพระเจ้าจะถูกทำให้เห็นชัดเจน ถูกแยกออก และถูกสาป ในขณะที่ผู้สมรู้ร่วมคิดของซาตานทั้งหมดที่ต่อต้านพระเจ้าจะถูกลงโทษและถอนรากถอนโคน  แทนที่สิ่งเหล่านั้น พระราชกิจของพระเจ้าจะดำเนินไปโดยปราศจากอุปสรรคใดๆ แผนการบริหารจัดการของพระเจ้าจะพัฒนาต่อไปทีละขั้นตอนตามกำหนดการ และประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรจะปราศจากการรบกวนและการหลอกลวงของซาตาน ในขณะที่บรรดาผู้ที่ติดตามพระเจ้าจะชื่นชมการเป็นผู้นำและการจัดเตรียมของพระเจ้าท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่สงบเงียบและสงบสุข  พระพิโรธของพระเจ้าคือการพิทักษ์ที่ป้องกันกำลังบังคับแห่งความชั่วทั้งหมดไม่ให้ทวีคูณและไร้การควบคุม และยังเป็นการพิทักษ์ที่ปกป้องการมีอยู่และการแพร่พันธุ์ของทุกสรรพสิ่งที่ยุติธรรมและเป็นบวก และคุ้มกันสิ่งเหล่านั้นจากการปราบปรามและการบ่อนทำลายชั่วนิรันดร์

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 2” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 109

พวกเจ้าสามารถมองเห็นเนื้อแท้ของพระพิโรธของพระเจ้าในการทำลายเมืองโสโดมของพระองค์ได้หรือไม่?  มีสิ่งอื่นใดที่ผสมปนเปอยู่ภายในความเดือดดาลของพระองค์หรือไม่?  ความเดือดดาลของพระเจ้าบริสุทธิ์หรือไม่?  หากพูดตามภาษามนุษย์ พระพิโรธของพระเจ้าไม่มีสิ่งเจือปนหรือไม่?  มีมารยาเสแสร้งใดๆ อยู่เบื้องหลังพระพิโรธของพระองค์หรือไม่?  มีการสมคบคิดใดๆ หรือไม่?  มีความลับที่พูดไม่ได้ใดๆ หรือไม่?  เราสามารถบอกพวกเจ้าได้อย่างเด็ดขาดและเอาจริงเอาจังว่า ไม่มีส่วนใดๆ ในพระพิโรธของพระเจ้าที่สามารถทำให้คนเราเกิดความสงสัยได้  พระโมหะของพระองค์คือพระโมหะที่บริสุทธิ์ไม่มีสิ่งเจือปน ที่ไม่ได้เก็บงำเจตนารมณ์หรือเป้าหมายอื่นไว้เลย  เหตุผลที่อยู่เบื้องหลังพระโมหะของพระองค์เป็นเหตุผลที่บริสุทธิ์ ไร้การกล่าวโทษ และอยู่เหนือการวิพากษ์วิจารณ์  พระโมหะของพระองค์คือการเผยและการแสดงตามธรรมชาติถึงเนื้อแท้ที่บริสุทธิ์ของพระองค์ พระโมหะของพระองค์คือบางสิ่งที่ไม่มีสิ่งใดในสรรพสิ่งที่ทรงสร้างทั้งหมดครอบครอง  นี่คือส่วนหนึ่งของพระอุปนิสัยอันชอบธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของพระเจ้า และยังเป็นความแตกต่างที่โดดเด่นระหว่างเนื้อแท้ของพระผู้สร้างกับสรรพสิ่งที่ทรงสร้างของพระองค์ตามลำดับ

ไม่ว่าคนหนึ่งจะโกรธขึ้นมาต่อหน้าผู้อื่นหรือลับหลังพวกเขา ทุกคนมีเจตนาและจุดประสงค์ที่แตกต่างกันในความโกรธของพวกเขา  บางทีพวกเขากำลังสร้างบารมีของพวกเขาอยู่ หรือบางทีพวกเขากำลังป้องกันผลประโยชน์ของพวกเขาเอง รักษาภาพลักษณ์ของพวกเขา หรือรักษาหน้า  บางคนใช้ความยับยั้งชั่งใจในความโกรธของตน ในขณะที่คนอื่นๆ หุนหันพลันแล่นมากกว่าและปล่อยให้ความเดือดดาลปะทุเมื่อใดก็ตามที่พวกเขาปรารถนาโดยไม่มีความยับยั้งชั่งใจเลยแม้แต่น้อย  กล่าวอย่างสั้นๆ คือ ความโกรธของมนุษย์มาจากอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของเขา  ไม่สำคัญว่าความโกรธนั้นจะมีจุดประสงค์ใดก็ตาม ความโกรธนั้นก็เป็นของเนื้อหนังและของธรรมชาติ ไม่มีความเกี่ยวข้องอันใดกับความยุติธรรมหรือความอยุติธรรมเพราะไม่มีสิ่งใดในธรรมชาติและเนื้อแท้ของมนุษย์ที่สอดคล้องกับความจริง  ดังนั้น อารมณ์ของมนุษยชาติที่เสื่อมทรามและพระพิโรธของพระเจ้าไม่อาจได้รับการกล่าวถึงในขณะเดียวกันได้  พฤติกรรมของมนุษย์ที่ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามเริ่มต้นด้วยความอยากที่จะพิทักษ์ความเสื่อมทรามโดยไม่มีข้อยกเว้น และมันมีพื้นฐานมาจากความเสื่อมทรามอย่างแท้จริง นี่คือเหตุผลว่าทำไมความโกรธของมนุษย์จึงไม่สามารถได้รับการกล่าวถึงในขณะเดียวกันกับพระพิโรธของพระเจ้าได้ ไม่สำคัญว่าความโกรธของมนุษย์อาจดูถูกต้องเหมาะสมในทางทฤษฎีเพียงใดก็ตาม  เมื่อพระเจ้าทรงส่งความเดือดดาลของพระองค์ออกไป กำลังบังคับแห่งความชั่วจะถูกตรวจสอบและสิ่งที่ชั่วร้ายจะถูกทำลาย ในขณะที่สิ่งที่ยุติธรรมและเป็นบวกจะมาชื่นชมการใส่พระทัยและการคุ้มครองปกป้องของพระเจ้า และได้รับอนุญาตให้ดำเนินต่อไปได้  พระเจ้าทรงส่งพระพิโรธของพระองค์ออกไปเพราะสิ่งที่อยุติธรรม เป็นลบ และชั่วร้ายขัดขวาง รบกวน หรือทำลายกิจกรรมและการพัฒนาที่ปกติของสิ่งทั้งหลายที่ยุติธรรมและเป็นบวก  เป้าหมายของพระโมหะของพระเจ้าไม่ใช่เพื่อพิทักษ์สภาวะและพระอัตลักษณ์ของพระองค์เอง แต่เพื่อพิทักษ์การดำรงอยู่ของสิ่งที่ยุติธรรม เป็นบวก สวยงาม และดี เพื่อพิทักษ์ธรรมบัญญัติและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของการอยู่รอดโดยปกติของมนุษยชาติ  นี่คือสาเหตุรากของพระพิโรธของพระเจ้า  ความเดือดดาลของพระเจ้าคือการเผยพระอุปนิสัยของพระองค์อย่างถูกต้องเหมาะสม เป็นธรรมชาติ และแท้จริงอย่างยิ่ง  ในความเดือดดาลของพระองค์ไม่มีแรงจูงใจแอบแฝง อีกทั้งไม่มีความหลอกลวงหรือการคิดแผนการ นับประสาอะไรที่จะมีความอยากได้อยากมี ความมีเล่ห์เหลี่ยม ความมุ่งร้าย ความรุนแรง ความชั่ว หรือคุณสมบัติอื่นใดที่มนุษยชาติที่เสื่อมทรามมีร่วมกันเลย  ก่อนที่พระเจ้าจะทรงส่งความเดือดดาลของพระองค์ออกไป พระองค์ได้ทรงล่วงรู้เนื้อแท้ของทุกเรื่องอย่างชัดเจนและสมบูรณ์ยิ่งแล้ว และพระองค์ได้ทรงกำหนดคำจำกัดความและข้อสรุปที่ถูกต้องแม่นยำและชัดเจนแล้ว  ดังนั้น วัตถุประสงค์ของพระเจ้าในทุกสิ่งทุกอย่างที่พระองค์ทรงทำนั้นชัดเจนแจ่มแจ้ง เช่นเดียวกับท่าทีของพระองค์  พระองค์ไม่ได้ทรงสับสนปนเป หูหนวกตาบอด หุนหันพลันแล่น หรือไม่ระมัดระวัง และพระองค์ไม่ได้ทรงขาดหลักการอย่างแน่นอน  นี่คือแง่มุมที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของพระพิโรธของพระเจ้า และมวลมนุษย์ได้บรรลุการดำรงอยู่ที่ปกติก็เพราะแง่มุมที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของพระพิโรธของพระเจ้านี้นั่นเอง  หากปราศจากพระพิโรธของพระเจ้า มนุษยชาติจะลงมาสู่สภาวะการใช้ชีวิตที่ผิดปกติ และทุกสรรพสิ่งที่ยุติธรรม สวยงาม และดีงามจะถูกทำลายและไม่มีอยู่อีกต่อไป  หากปราศจากพระพิโรธของพระเจ้า ธรรมบัญญัติและกฎการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างจะถูกทำลาย หรือแม้กระทั่งถูกล้มล้างอย่างสมบูรณ์  นับตั้งแต่การทรงสร้างมนุษย์ พระเจ้าทรงใช้พระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระองค์อย่างต่อเนื่องเพื่อพิทักษ์และค้ำชูการดำรงอยู่ที่ปกติของมนุษยชาติ  เพราะพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระองค์กอปรด้วยพระพิโรธและพระบารมี ผู้คน สิ่งของ และวัตถุที่ชั่วร้ายทั้งหมด และทุกสรรพสิ่งที่รบกวนและทำความเสียหายต่อการดำรงอยู่ที่ปกติของมนุษย์จึงถูกลงโทษ ควบคุม และทำลายเนื่องจากพระพิโรธของพระองค์  ในช่วงระยะเวลาหลายพันปีที่ผ่านมา พระเจ้าทรงใช้พระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระองค์อย่างต่อเนื่อง เพื่อปราบพยศและทำลายบรรดาวิญญาณชั่วและมีมลทินทุกประเภทที่ต่อต้านพระเจ้าและกระทำการเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดและขี้ข้าของซาตานในพระราชกิจแห่งการบริหารจัดการมนุษยชาติของพระเจ้า  ดังนั้น พระราชกิจแห่งความรอดของมนุษย์ของพระเจ้าจึงได้รุดหน้าไปตามแผนของพระองค์อยู่เสมอ  นี่จึงกล่าวได้ว่า เนื่องจากการมีอยู่ของพระพิโรธของพระเจ้า สาเหตุที่ชอบธรรมที่สุดของมนุษย์จึงไม่เคยถูกทำลายมาก่อน

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 2” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 110

ถึงแม้ว่าซาตานจะปรากฏชัดว่ามีมนุษยธรรม ยุติธรรม และมีคุณงามความดี แต่เนื้อแท้ของซาตานนั้นโหดร้ายและชั่วร้าย

ซาตานสร้างชื่อเสียงของมันโดยผ่านทางการหลอกลวงผู้คน และมักจะสถาปนาตัวเองเป็นทัพหน้าและแบบอย่างที่มีความชอบธรรม  ภายใต้การกล่าวอ้างเท็จเกี่ยวกับการพิทักษ์ความชอบธรรม มันทำร้ายผู้คน ล้างผลาญดวงจิตของพวกเขา และใช้วิถีทางทุกประเภทเพื่อทำให้มนุษย์ด้านช้า หลอกลวง และยุยงมนุษย์  เป้าหมายของมันคือการทำให้มนุษย์เห็นชอบและเข้ากันได้ดีกับการประพฤติชั่วของมัน เพื่อทำให้มนุษย์เข้าร่วมกับมันในการต่อต้านสิทธิอำนาจและอธิปไตยของพระเจ้า  อย่างไรก็ตาม เมื่อคนเรามองทะลุกลอุบายและแผนร้ายของมัน และมองทะลุคุณสมบัติพิเศษที่เลวทรามของเรา และเมื่อคนเราไม่ปรารถนาที่จะถูกมันเหยียบย่ำและถูกมันหลอกลวง หรือที่จะทำงานเป็นทาสเพื่อมันต่อไป หรือที่จะถูกลงโทษและถูกทำลายเคียงข้างมัน เช่นนั้นแล้ว ซาตานก็จะเปลี่ยนคุณสมบัติพิเศษราววิสุทธิชนก่อนหน้านี้ของมัน และฉีกหน้ากากปลอมๆ ของมันเพื่อเผยใบหน้าที่แท้จริงของมัน ซึ่งชั่วร้าย เลวทราม น่าเกลียด และป่าเถื่อน  มันจะไม่รักสิ่งใดมากไปกว่าการทำลายทุกผู้คนที่ปฏิเสธที่จะติดตามมันและผู้ที่ต่อต้านกำลังบังคับแห่งความชั่วของมันให้สิ้น  ณ จุดนี้ ซาตานไม่สามารถแสร้งมีการปรากฏที่น่าไว้วางใจและเป็นสุภาพบุรุษได้อีกต่อไป แทนที่จะเป็นเช่นนั้น คุณสมบัติพิเศษแท้จริงที่น่าเกลียดและชั่วร้ายของมันกลับถูกเผยออกมาภายใต้การแสร้งเป็นคนดีแทน  ทันทีที่กลอุบายของซาตานถูกตีแผ่ออกมาและคุณสมบัติพิเศษที่แท้จริงของมันถูกเปิดโปง มันจะระเบิดความเดือดดาลโดยฉับพลันและแสดงความป่าเถื่อนของมันออกมา  หลังจากนี้ ความอยากทำร้ายและล้างผลาญผู้คนของมันมีแต่จะเพิ่มขึ้น  นี่เป็นเพราะมันเดือดดาลเมื่อมนุษย์เริ่มสังเกตเห็นความจริง และมันเกิดความอาฆาตต่อมนุษย์อันแรงกล้าเพราะความมุ่งมาดปรารถนาที่จะโหยหาในเสรีภาพและความสว่าง และเพื่อหลีกหนีจากคุกของมัน  ความเดือดดาลของมันมีจุดมุ่งหมายเพื่อป้องกันและสนับสนุนความชั่วของมัน และยังเป็นการเผยถึงธรรมชาติที่ป่าเถื่อนของมันอย่างแท้จริง

ในทุกๆ เรื่อง พฤติกรรมของซาตานจะเปิดโปงธรรมชาติที่ชั่วของมัน  จากทุกการกระทำชั่วทั้งหมดที่ซาตานได้ทำกับมนุษย์—ตั้งแต่ความพยายามในช่วงแรกๆ ของมันที่จะลวงมนุษย์ให้ติดตามมัน ไปจนถึงการใช้ประโยชน์จากมนุษย์ของมัน ซึ่งมันลากมนุษย์มาสู่ความประพฤติชั่วของมัน ไปจนถึงความอาฆาตต่อมนุษย์หลังจากที่คุณสมบัติพิเศษที่แท้จริงของมันได้ถูกเปิดโปงและมนุษย์ได้รับรู้และละทิ้งมันไปแล้ว—ไม่มีการกระทำใดในนี้ที่ไม่สามารถเปิดโปงเนื้อแท้ที่ชั่วของซาตาน อีกทั้งที่ไม่สามารถพิสูจน์ข้อเท็จจริงว่าซาตานไม่ได้มีความสัมพันธ์อันใดกับสิ่งที่เป็นบวกเลย และว่าซาตานคือแหล่งกำเนิดของสิ่งที่ชั่วทั้งหมด  ทุกๆ การกระทำของมันพิทักษ์ความชั่วของมัน รักษาความต่อเนื่องของการกระทำชั่วของมัน ต่อต้านสิ่งที่ยุติธรรมและเป็นบวกทั้งหลาย และทำลายธรรมบัญญัติและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของการดำรงอยู่ที่ปกติของมนุษยชาติ  การกระทำเหล่านี้ของซาตานเป็นปรปักษ์ต่อพระเจ้า และพวกมันจะถูกทำลายด้วยพระพิโรธของพระเจ้า  ถึงแม้ว่าซาตานจะมีความเดือดดาลของมันเอง แต่ความเดือดดาลของมันก็เป็นเพียงวิถีทางหนึ่งในการระบายธรรมชาติที่ชั่วของมัน  เหตุผลที่ว่าทำไมซาตานจึงฉุนเฉียวและโกรธเกรี้ยวนั้นเป็นเพราะว่า  กลอุบายที่ไม่สามารถบรรยายได้ของมันได้ถูกเปิดโปงแล้ว แผนร้ายของมันไม่ได้รอดพ้นไปง่ายๆ ความมักใหญ่ใฝ่สูงและความอยากอันบ้าคลั่งของมันที่จะแทนที่พระเจ้าและทำตัวเป็นพระเจ้าได้ถูกปราบพยศและสกัดกั้น และเป้าหมายของมันที่จะควบคุมมนุษยชาติทั้งหมดตอนนี้ไม่เป็นผลแล้วและไม่มีวันสามารถสัมฤทธิผลได้  สิ่งที่หยุดแผนร้ายของซาตานไม่ให้เกิดผลและตัดการแพร่กระจายและการอาละวาดของความชั่วของซาตานคือการที่พระเจ้าทรงเรียกพระพิโรธของพระองค์ซ้ำแล้วซ้ำอีก  ด้วยเหตุผลนี้ ซาตานจึงทั้งเกลียดชังและยำเกรงพระพิโรธของพระเจ้า  ในแต่ละครั้งที่พระพิโรธของพระเจ้าเคลื่อนลงมา พระพิโรธของพระองค์ไม่เพียงแต่เปิดหน้ากากการปรากฏที่เลวทรามที่แท้จริงของซาตานเท่านั้น แต่ยังเปิดโปงความอยากที่ชั่วของซาตานต่อความสว่างด้วย และในกระบวนการนั้น เหตุผลของความเดือดดาลของซาตานต่อมนุษยชาติก็ถูกแผ่วาง  การปะทุความเดือดดาลของซาตานคือการเผยที่แท้จริงถึงธรรมชาติที่ชั่วของมัน และคือการเปิดโปงกลอุบายของมัน  แน่นอนว่าทุกครั้งที่ซาตานเดือดดาลเป็นการประกาศถึงการทำลายล้างสิ่งที่ชั่วและการปกป้องและการทำให้สิ่งที่เป็นบวกดำเนินต่อไป มันประกาศถึงความจริงที่ว่าพระพิโรธของพระเจ้าไม่สามารถถูกทำให้ขุ่นเคืองได้!

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 2” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 111

คนเราต้องไม่อาศัยประสบการณ์และจินตนาการเพื่อรู้จักพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้า

เมื่อเจ้าพบว่าตัวเจ้าเองกำลังเผชิญกับการพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้า เจ้าจะพูดหรือไม่ว่าพระวจนะของพระเจ้านั้นมีสิ่งเจือปน?  เจ้าจะพูดหรือไม่ว่ามีเรื่องราวอยู่เบื้องหลังความเดือดดาลของพระเจ้า และว่าความเดือดดาลของพระเจ้ามีสิ่งเจือปน?  เจ้าจะใส่ร้ายป้ายสีพระเจ้าโดยกล่าวว่าพระอุปนิสัยของพระองค์ไม่จำเป็นต้องชอบธรรมไปเสียทั้งหมดเสมอไปหรือไม่?  เมื่อจัดการกับการกระทำแต่ละอย่างของพระเจ้า เจ้าต้องแน่ใจเสียก่อนว่าพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้านั้นปราศจากองค์ประกอบอื่นใด ว่าพระอุปนิสัยของพระองค์บริสุทธิ์และไม่มีที่ติด  การกระทำเหล่านี้รวมถึงการที่พระเจ้าทรงปราบพยศ ลงโทษ และทำลายล้างมนุษยชาติ  ทุกๆ การกระทำของพระเจ้าได้รับการดำเนินการโดยสอดคล้องกับอุปนิสัยโดยเนื้อแท้ของพระองค์และแผนของพระองค์อย่างเข้มงวด และไม่รวมถึงส่วนเสี้ยวใดๆ ของความรู้ ธรรมเนียมประเพณี และปรัชญาของมนุษยชาติ  ทุกๆ การกระทำของพระเจ้าคือการแสดงออกถึงพระอุปนิสัยและเนื้อแท้ของพระองค์ ซึ่งไม่เกี่ยวโยงกับสิ่งใดก็ตามที่เป็นของมนุษยชาติที่เสื่อมทราม  มวลมนุษย์มีมโนคติที่หลงผิดว่ามีเพียงความรัก ความปรานี และการทนยอมรับของพระเจ้าต่อมนุษยชาติเท่านั้นที่ไม่มีที่ติ ไม่มีสิ่งเจือปน และศักดิ์สิทธิ์ และไม่มีผู้ใดรู้ว่าความเดือดดาลของพระเจ้าและพระพิโรธของพระองค์ก็ไม่มีสิ่งเจือปนเฉกเช่นเดียวกัน  ยิ่งไปกว่านั้น ไม่มีผู้ใดเคยได้ใคร่ครวญคำถามทั้งหลาย เช่น เหตุใดพระเจ้าจึงทรงไม่ทนยอมรับต่อการทำให้ขุ่นเคือง หรือเหตุใดความเดือดดาลของพระเจ้าจึงยิ่งใหญ่นัก  ในทางตรงกันข้าม บางคนสำคัญผิดว่าพระพิโรธของพระเจ้ามาจากอารมณ์ที่ไม่ดี เช่น อารมณ์ของมนุษยชาติที่เสื่อมทราม และเข้าใจผิดว่าพระโมหะของพระเจ้าเป็นความเดือดดาลแบบเดียวกันกับความโกรธของมนุษยชาติที่เสื่อมทราม  พวกเขาถึงขั้นตั้งสมมติฐานอย่างผิดๆ ว่าความเดือดดาลของพระเจ้าเป็นเหมือนกับการเผยอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของมนุษยชาติตามธรรมชาติ และว่าการออกพระพิโรธของพระเจ้าแค่เป็นเหมือนกับความโกรธของผู้คนที่เสื่อมทรามเมื่อพวกเขาเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่ไม่มีความสุขบางอย่าง และเชื่อว่าการปล่อยพระพิโรธของพระเจ้าคือการแสดงออกถึงอารมณ์ของพระองค์  หลังจากการสามัคคีธรรมนี้ เราหวังว่าพวกเจ้าทุกคนจะไม่มีแนวคิดที่ผิด การจินตนาการ หรือการคาดคะเนใดๆ เกี่ยวกับพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้าอีกต่อไป  หลังจากที่ได้ยินถ้อยคำของเรา เราหวังว่าเจ้าจะสามารถมีการระลึกได้ที่แท้จริงในหัวใจของพวกเจ้าถึงพระพิโรธของพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้า เราหวังว่าเจ้าจะสามารถละวางความเข้าใจผิดใดๆ เกี่ยวกับพระพิโรธของพระเจ้าที่้มีก่อนหน้านี้ลงได้ และหวังว่าเจ้าจะสามารถเปลี่ยนแปลงการเชื่อและทรรศนะผิดๆ ของเจ้าเองเกี่ยวกับเนื้อแท้ของพระพิโรธของพระเจ้าได้  ยิ่งไปกว่านั้น เราหวังว่าพวกเจ้าจะสามารถมีคำนิยามที่ถูกต้องแม่นยำเกี่ยวกับพระอุปนิสัยของพระเจ้าในหัวใจของพวกเจ้า หวังว่าพวกเจ้าจะไม่มีความสงสัยใดๆ เกี่ยวกับพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้าอีกต่อไป และหวังว่าเจ้าจะไม่ยัดเยียดการให้เหตุผลหรือการจินตนาการแบบมนุษย์ใดๆ แก่พระอุปนิสัยที่แท้จริงของพระเจ้า  พระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้าคือเนื้อแท้ที่แท้จริงของพระเจ้าเอง  พระอุปนิสัยนี้ไม่ใช่บางสิ่งที่มนุษย์เขียนขึ้นหรือก่อให้เป็นรูปเป็นร่างขึ้น  พระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระองค์ก็คือพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระองค์ และไม่มีความสัมพันธ์หรือความเชื่อมโยงกับสิ่งใดก็ตามที่เป็นสรรพสิ่งที่ทรงสร้าง  พระเจ้าพระองค์เองทรงเป็นพระเจ้าพระองค์เอง  พระองค์จะไม่มีวันทรงกลายเป็นส่วนหนึ่งของสรรพสิ่งที่ทรงสร้าง และแม้ว่าพระองค์ทรงกลายเป็นสมาชิกหนึ่งของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง พระอุปนิสัยและเนื้อแท้ภายในของพระองค์จะไม่เปลี่ยนแปลง  ดังนั้น การรู้จักพระเจ้าจึงไม่ใช่แบบเดียวกับการรู้จักวัตถุ การรู้จักพระเจ้าไม่ใช่การชำแหละบางสิ่งบางอย่าง อีกทั้งยังไม่ใช่แบบเดียวกับการทำความเข้าใจบุคคลหนึ่ง  หากมนุษย์ใช้มโนทัศน์หรือวิธีการของตนในการรู้จักกับวัตถุหรือการเข้าใจบุคคลเพื่อรู้จักพระเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าจะไม่มีวันสามารถบรรลุถึงความรู้เกี่ยวกับพระเจ้า  การรู้จักพระเจ้าไม่ได้การอาศัยประสบการณ์หรือจินตนาการ และดังนั้นเจ้าต้องไม่ยัดเยียดประสบการณ์หรือจินตนาการของเจ้าต่อพระเจ้าโดยเด็ดขาด  ไม่สำคัญว่าประสบการณ์และจินตนาการของเจ้าอาจมากมายเพียงใด แต่สิ่งเหล่านั้นยังคงมีข้อจำกัด  ยิ่งไปกว่านั้น จินตนาการของเจ้าไม่ได้สอดคล้องกับข้อเท็จจริง แล้วนับประสาอะไรที่จะสอดคล้องกับความจริง และจินตนาการของเจ้าไม่เข้ากันกับพระอุปนิสัยและเนื้อแท้ที่แท้จริงของพระเจ้า  เจ้าจะไม่มีวันประสบความสำเร็จหากเจ้าอาศัยจินตนาการของเจ้าในการทำความเข้าใจเนื้อแท้ของพระเจ้า  เส้นทางเดียวคือการนี้: ยอมรับทุกสิ่งที่มาจากพระเจ้า จากนั้นค่อยๆ ได้รับประสบการณ์และทำความเข้าใจมัน  จะมีวันหนึ่งที่พระเจ้าจะประทานความรู้แจ้งแก่เจ้าเพื่อที่จะเข้าใจและรู้จักพระองค์อย่างแท้จริง เนื่องเพราะการให้ความร่วมมือของเจ้า และเนื่องเพราะความหิวและความกระหายความจริงของเจ้า  

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 2” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 112

คำเตือนของพระยาห์เวห์พระเจ้าไปถึงชาวนีนะเวห์

พวกเรามาอ่านต่อไปในบทตอนที่สองกันเถิด ซึ่งเป็นบทที่สามของหนังสือโยนาห์ ความว่า “โยนาห์ตั้งต้นเดินเข้าไปในเมืองได้ระยะทางเดินวันหนึ่ง และท่านก็ร้องประกาศว่า ‘อีกสี่สิบวัน นีนะเวห์จะถูกทำลาย’”  พระวจนะเหล่านี้คือพระวจนะที่พระเจ้าทรงถ่ายทอดให้กับโยนาห์โดยตรงเพื่อบอกต่อชาวนีนะเวห์ ดังนั้น แน่นอนว่าพระวจนะเหล่านี้จึงเป็นพระวจนะที่พระยาห์เวห์ทรงประสงค์ที่จะตรัสต่อชาวนีนะเวห์  พระวจนะเหล่านี้บอกผู้คนว่าพระเจ้าได้ทรงเริ่มชิงชังและเกลียดผู้คนในเมืองนี้ เพราะความชั่วร้ายของพวกเขาได้มาอยู่เฉพาะสายพระเนตรอันจับจ้องพระองค์ และดังนั้นพระองค์จึงทรงปรารถนาที่จะทำลายเมืองนี้  อย่างไรก็ตาม ก่อนที่พระเจ้าจะได้ทรงทำลายเมืองนี้ พระองค์จะทรงทำการประกาศต่อชาวนีนะเวห์ และในขณะเดียวกัน ประทานโอกาสให้พวกเขาได้กลับใจจากความชั่วร้ายของพวกเขาและเริ่มต้นใหม่  โอกาสนี้ดำเนินอยู่สี่สิบวัน และไม่นานไปกว่านั้น  กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ หากผู้คนภายในเมืองไม่กลับใจ ยอมรับบาปของพวกเขา และหมอบราบเฉพาะพระพักตร์พระยาห์เวห์พระเจ้าภายในสี่สิบวัน พระเจ้าจะทรงทำลายเมืองนี้เช่นเดียวกับที่พระองค์ได้ทรงทำลายเมืองโสโดมไปแล้ว  นี่คือสิ่งที่พระยาห์เวห์พระเจ้าทรงปรารถนาที่จะบอกผู้คนในเมืองนีนะเวห์  เป็นที่ชัดเจนว่านี่ไม่ใช่แค่การประกาศแถลงธรรมดาๆ  การประกาศแถลงนี้ไม่เพียงสื่อถึงพระโมหะของพระยาห์เวห์พระเจ้าเท่านั้น แต่ยังสื่อถึงท่าทีของพระองค์ต่อชาวนีนะเวห์ ในขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่เป็นคำเตือนอย่างจริงจังต่อผู้คนที่ใช้ชีวิตอยู่ภายในเมืองด้วย  คำเตือนนี้บอกพวกเขาว่าการกระทำชั่วร้ายของพวกเขาได้ทำให้พวกเขาได้รับความเกลียดชังจากพระยาห์เวห์พระเจ้าแล้ว และจะนำพวกเขาไปถึงปากขอบแห่งการทำลายล้างพวกเขาเองในไม่ช้า  ดังนั้น ชีวิตของผู้อาศัยทุกคนในเมืองนีนะเวห์จึงจวนเจียนอยู่ในภัยอันตราย

ความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างปฏิกิริยาของเมืองนีนะเวห์และเมืองโสโดมต่อคำเตือนของพระยาห์เวห์พระเจ้า

การถูกทำลายหมายถึงอะไร?  ในภาษาพูด มันหมายถึงการไม่มีอยู่อีกต่อไป  แต่ในลักษณะเช่นใดเล่า?  ใครที่สามารถทำลายทั้งเมืองได้?  แน่นอนว่าการกระทำเช่นนั้นคงจะเป็นไปไม่ได้สำหรับมนุษย์  ผู้คนเมืองนีนะเวห์ไม่ใช่คนโง่เขลา ทันทีที่พวกเขาได้ยินการกล่าวประกาศนี้ พวกเขาก็เกิดแนวคิดขึ้น  พวกเขารู้ว่าการกล่าวประกาศได้มาจากพระเจ้าแล้ว พวกเขารู้ว่าพระเจ้ากำลังจะทรงปฏิบัติพระราชกิจของพระองค์ และพวกเขารู้ว่าความชั่วร้ายของพวกเขาได้ทำให้พระยาห์เวห์พระเจ้าทรงเดือดดาลและนำพระโมหะของพระองค์ลงมาสู่พวกเขา เพื่อที่พวกเขาจะถูกทำลายไปพร้อมกับเมืองของพวกเขาในไม่ช้า  แล้วผู้คนในเมืองประพฤติอย่างไรหลังจากที่ได้ยินคำเตือนของพระยาห์เวห์พระเจ้า?  พระคัมภีร์อธิบายในรายละเอียดที่เฉพาะเจาะจงว่าผู้คนมีปฏิกิริยาอย่างไร ตั้งแต่กษัตริย์ลงมาจนถึงสามัญชน  ในคัมภีร์มีการบันทึกพระวจนะต่อไปนี้ ความว่า “คนนีนะเวห์ได้เชื่อพระเจ้า พวกเขาได้ประกาศให้อดอาหาร และได้สวมผ้ากระสอบ ตั้งแต่ผู้ใหญ่ที่สุดจนถึงผู้น้อยที่สุด  เมื่อข่าวนี้ลือไปถึงกษัตริย์แห่งนีนะเวห์ พระองค์ทรงลุกขึ้นจากพระที่นั่ง และเปลื้องฉลองพระองค์ออก แล้วทรงสวมผ้ากระสอบแทน และประทับบนกองขี้เถ้า พระองค์ทรงออกพระราชกฤษฎีกา ประกาศไปทั่วนครนีนะเวห์ว่า ‘โดยอำนาจกษัตริย์และขุนนางทั้งหลาย คนหรือสัตว์เลี้ยงไม่ว่าขนาดใหญ่หรือขนาดกลาง อย่าลิ้มรสสิ่งใด อย่ากินอาหาร และอย่าดื่มน้ำ ให้ทั้งคนและสัตว์เลี้ยงนุ่งห่มผ้ากระสอบ ให้ร้องทูลต่อพระเจ้าอย่างจริงจัง เออ ให้ทุกคนหันกลับจากการประพฤติชั่ว และเลิกการทารุณซึ่งมือพวกเขาทำ’”

หลังจากที่ได้ยินการกล่าวประกาศของพระยาห์เวห์พระเจ้าแล้ว ผู้คนเมืองนีนะเวห์ก็แสดงท่าทีที่ตรงกันข้ามกับท่าทีของผู้คนเมืองโสโดมโดยสิ้นเชิง—ในขณะที่ผู้คนเมืองโสโดมต่อต้านพระเจ้าอย่างเปิดเผย โดยทำความชั่วต่อไปซ้ำแล้วซ้ำเล่า หลังจากที่ได้ยินพระวจนะเหล่านี้แล้ว ผู้คนเมืองนีนะเวห์ไม่ได้เพิกเฉยต่อเรื่องนี้ อีกทั้งพวกเขาไม่ได้ต้านทาน  พวกเขากลับเชื่อพระเจ้าและประกาศแถลงการอดอาหารแทน  คำว่า “เชื่อ” ในที่นี้หมายถึงอะไร?  คำนี้ชี้แนะโดยตัวมันเองถึงความเชื่อและการนบนอบ  หากพวกเราใช้พฤติกรรมจริงๆ ของชาวนีนะเวห์มาอธิบายคำนี้ คำนี้หมายถึงว่าพวกเขาเชื่อว่าพระเจ้าทรงสามารถและจะทรงทำอย่างที่พระองค์ได้ตรัสไว้ และหมายถึงว่าพวกเขาเต็มใจที่จะกลับใจ  ผู้คนเมืองนีนะเวห์รู้สึกกลัวเมื่อเผชิญหน้ากับความวิบัติที่จวนเจียนจะเกิดขึ้นหรือไม่?  การเชื่อของพวกเขาคือสิ่งที่ใส่ความกลัวไว้ในหัวใจของพวกเขา  ดังนั้นแล้ว พวกเราจะสามารถนำสิ่งใดมาใช้พิสูจน์การเชื่อและความกลัวของชาวนีนะเวห์ได้?  สิ่งนี้เป็นไปตามที่พระคัมภีร์ระบุ นั่นคือ “พวกเขาได้ประกาศให้อดอาหาร และได้สวมผ้ากระสอบ ตั้งแต่ผู้ใหญ่ที่สุดจนถึงผู้น้อยที่สุด”  นี่จึงกล่าวได้ว่าชาวนีนะเวห์เชื่ออย่างแท้จริง และจากการเชื่อนี้ทำให้เกิดความกลัวขึ้น ซึ่งหลังจากนั้นก็นำให้พวกเขาอดอาหารและนุ่งห่มผ้ากระสอบ  นี่คือวิธีการที่พวกเขาแสดงให้เห็นว่าพวกเขากำลังเริ่มกลับใจ  ไม่เพียงแต่ชาวนีนะเวห์จะไม่ต่อต้านพระเจ้าเท่านั้น แต่พวกเขายังแสดงให้เห็นการกลับใจของพวกเขาอย่างชัดเจนโดยผ่านทางพฤติกรรมและการกระทำของพวกเขา ซึ่งแตกต่างจากผู้คนเมืองโสโดมโดยสิ้นเชิง  แน่นอนว่านี่คือสิ่งที่ผู้คนเมืองนีนะเวห์ทุกคนทำ ไม่ใช่แค่สามัญชนเท่านั้น—กษัตริย์ก็ไม่มีข้อยกเว้นด้วย

การกลับใจของกษัตริย์เมืองนีนะเวห์ได้รับการชมเชยจากพระยาห์เวห์พระเจ้า

เมื่อกษัตริย์แห่งนีนะเวห์ทรงได้สดับรับฟังข่าวนี้ พระองค์ทรงลุกขึ้นจากบัลลังก์ของพระองค์ และเปลื้องฉลองพระองค์ออก แล้วฉลองพระองค์ด้วยผ้ากระสอบและประทับบนกองขี้เถ้า  จากนั้น พระองค์ทรงประกาศว่า ทุกคนในเมืองไม่ได้รับอนุญาตให้ลิ้มรสสิ่งใด และแกะ วัว หรือสัตว์เลี้ยงอื่นใดก็ไม่ได้รับอนุญาตให้กินหญ้าหรือดื่มน้ำ  ทั้งคนและสัตว์เลี้ยงต้องนุ่งห่มผ้ากระสอบ และผู้คนต้องร้องทูลต่อพระเจ้าอย่างจริงจังจริงใจ  กษัตริย์ยังได้ทรงประกาศว่าทุกคนจะหันกลับจากหนทางที่ชั่วของพวกเขา และเลิกการทารุณซึ่งมือพวกเขาทำ  เมื่อพิจารณาจากลำดับของการกระทำนี้ กษัตริย์เมืองนีนะเวห์ได้มีการกลับใจที่แท้จริงในพระทัยของพระองค์  ลำดับการกระทำที่พระองค์ทรงปฏิบัตินี้—การลุกขึ้นจากบัลลังก์ของพระองค์ การเปลื้องฉลองสำหรับกษัตริย์ของพระองค์ การฉลองพระองค์ด้วยผ้ากระสอบ และการประทับบนกองขี้เถ้า—บอกผู้คนว่ากษัตริย์เมืองนีนะเวห์กำลังทรงวางพักสถานะการเป็นกษัตริย์ของพระองค์ และกำลังฉลองพระองค์ด้วยผ้ากระสอบเคียงข้างสามัญชน  นี่จึงกล่าวได้ว่า กษัตริย์เมืองนีนะเวห์ไม่ได้ทรงดำรงสถานะการเป็นกษัตริย์ของพระองค์เพื่อกระทำการประพฤติชั่วของพระองค์หรือการทารุณซึ่งพระหัตถ์ของพระองค์ทำต่อไปหลังจากที่ได้สดับฟังประกาศจากพระยาห์เวห์พระเจ้า แต่พระองค์ทรงวางพักสิทธิอำนาจที่พระองค์ทรงครอง และกลับใจเฉพาะพระพักตร์พระยาห์เวห์พระเจ้า  ในชั่วขณะนี้ กษัตริย์เมืองนีนะเวห์ไม่ได้กำลังทรงกลับใจในฐานะกษัตริย์ พระองค์ได้เสด็จมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่อกลับใจและสารภาพบาปของพระองค์ในฐานะไพร่ฟ้าธรรมดาของพระเจ้า  ยิ่งไปกว่านั้น พระองค์ยังได้ตรัสบอกทั้งเมืองให้กลับใจและสารภาพบาปของพวกเขาเฉพาะพระพักตร์พระยาห์เวห์พระเจ้าในลักษณะเช่นเดียวกับที่พระองค์ได้ทรงทำ นอกจากนี้ พระองค์ทรงมีแผนเฉพาะว่าจะทำเช่นนั้นอย่างไร ดังที่เห็นในคัมภีร์ ความว่า “คนหรือสัตว์เลี้ยงไม่ว่าขนาดใหญ่หรือขนาดกลาง อย่าลิ้มรสสิ่งใด อย่ากินอาหาร และอย่าดื่มน้ำ…ให้ร้องทูลต่อพระเจ้าอย่างจริงจัง เออ ให้ทุกคนหันกลับจากการประพฤติชั่ว และเลิกการทารุณซึ่งมือพวกเขาทำ”  ในฐานะผู้ปกครองเมือง กษัตริย์เมืองนีนะเวห์ทรงครองสถานะและอำนาจสูงสุด และทรงสามารถทำสิ่งใดก็ได้ที่ทรงปรารถนา  เมื่อเผชิญกับประกาศของพระยาห์เวห์พระเจ้า พระองค์จะเพิกเฉยต่อเรื่องนี้ หรือกลับใจและสารภาพบาปของพระองค์เพียงลำพังก็ได้ ส่วนเรื่องที่ว่าผู้คนในเมืองเลือกที่จะกลับใจหรือไม่นั้น พระองค์จะเพิกเฉยต่อเรื่องนั้นโดยสิ้นเชิงเลยก็ได้  อย่างไรก็ตาม กษัตริย์เมืองนีนะเวห์ไม่ได้ทรงทำเช่นนี้เลย  ไม่เพียงแต่พระองค์จะลุกขึ้นจากบัลลังก์ของพระองค์ ฉลองพระองค์ด้วยผ้ากระสอบ และประทับบนกองขี้เถ้า และกลับใจและสารภาพบาปของพระองค์เฉพาะพระพักตร์พระยาห์เวห์พระเจ้าเท่านั้น พระองค์ยังทรงสั่งให้ผู้คนและสัตว์เลี้ยงทั้งหมดภายในเมืองทำเช่นเดียวกันด้วย  พระองค์ทรงสั่งแม้กระทั่งให้ผู้คน “ร้องทูลต่อพระเจ้าอย่างจริงจัง”  กษัตริย์เมืองนีนะเวห์ได้ทรงทำสิ่งที่ผู้ปกครองควรทำให้สำเร็จลุล่วงได้อย่างแท้จริงโดยผ่านทางลำดับการกระทำเหล่านี้  ลำดับการกระทำของพระองค์คือสิ่งที่สัมฤทธิผลได้ยากสำหรับกษัตริย์ทุกพระองค์ในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ และแท้จริงแล้วไม่มีกษัตริย์พระองค์ใดเคยสัมฤทธิ์สิ่งเหล่านี้  การกระทำเหล่านี้สามารถเรียกได้ว่าไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์มนุษย์ และควรค่าแก่ทั้งการยกย่องและการเอาอย่างจากมวลมนุษย์  นับตั้งแต่อรุณรุ่งของมนุษย์ กษัตริย์ทุกพระองค์ได้ทรงนำไพร่ฟ้าประชาชนของพระองค์ให้ต้านทานและต่อต้านพระเจ้า  ไม่มีกษัตริย์พระองค์ใดเคยนำไพร่ฟ้าประชาชนของพระองค์ให้วอนขอพระเจ้าเพื่อแสวงหาการไถ่บาปสำหรับความชั่วร้ายของพวกเขา รับการอภัยโทษจากพระยาห์เวห์พระเจ้า และหลีกเลี่ยงการลงโทษที่จวนเจียนจะเกิดขึ้น  อย่างไรก็ตาม กษัตริย์เมืองนีนะเวห์ทรงสามารถนำไพร่ฟ้าประชาชนของพระองค์ให้หันหาพระเจ้า ให้ทิ้งการประพฤติชั่วของแต่ละคนไว้เบื้องหลัง และเลิกการทารุณซึ่งมือพวกเขาทำ  นอกจากนั้น พระองค์ทรงยังสามารถละวางบัลลังก์ของพระองค์ลงได้ และเพื่อเป็นการตอบแทน พระยาห์เวห์พระเจ้าจึงเปลี่ยนพระทัยและรู้สึกเสียพระทัย ทรงถอนพระพิโรธของพระองค์ และทรงอนุญาตให้ผู้คนในเมืองมีชีวิตรอด และรักษาพวกเขาไว้จากการทำลายล้างต่อไป  การกระทำเหล่านี้ของกษัตริย์สามารถเพียงแต่เรียกได้ว่าเป็นปาฏิหาริย์ที่หายากในประวัติศาสตร์ของมนุษย์เท่านั้น และแม้กระทั่งเป็นตัวอย่างต้นแบบของมนุษยชาติที่เสื่อมทราม ซึ่งกลับใจและสารภาพบาปของพวกเขาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 2” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 113

โยนาห์ 3  แล้วพระวจนะของพระยาห์เวห์มาถึงโยนาห์เป็นครั้งที่สองว่า “จงลุกขึ้นไปยังนีนะเวห์นครใหญ่ และจงประกาศข่าวแก่เมืองนั้นตามที่เราบอกเจ้า”  ดังนั้น โยนาห์จึงลุกขึ้นไปยังนีนะเวห์ ตามพระวจนะของพระยาห์เวห์  นีนะเวห์เป็นนครใหญ่โตมโหฬาร ถ้าจะเดินข้ามเมืองก็กินเวลาสามวัน  โยนาห์ตั้งต้นเดินเข้าไปในเมืองได้ระยะทางเดินวันหนึ่ง และท่านก็ร้องประกาศว่า “อีกสี่สิบวัน นีนะเวห์จะถูกทำลาย”  คนนีนะเวห์ได้เชื่อพระเจ้า พวกเขาได้ประกาศให้อดอาหาร และได้สวมผ้ากระสอบ ตั้งแต่ผู้ใหญ่ที่สุดจนถึงผู้น้อยที่สุด  เมื่อข่าวนี้ลือไปถึงกษัตริย์แห่งนีนะเวห์ พระองค์ทรงลุกขึ้นจากพระที่นั่ง และเปลื้องฉลองพระองค์ออก แล้วทรงสวมผ้ากระสอบแทน และประทับบนกองขี้เถ้า  พระองค์ทรงออกพระราชกฤษฎีกา ประกาศไปทั่วนครนีนะเวห์ว่า “โดยอำนาจกษัตริย์และขุนนางทั้งหลาย คนหรือสัตว์เลี้ยงไม่ว่าขนาดใหญ่หรือขนาดกลาง อย่าลิ้มรสสิ่งใด อย่ากินอาหาร และอย่าดื่มน้ำ ให้ทั้งคนและสัตว์เลี้ยงนุ่งห่มผ้ากระสอบ ให้ร้องทูลต่อพระเจ้าอย่างจริงจัง เออ ให้ทุกคนหันกลับจากการประพฤติชั่ว และเลิกการทารุณซึ่งมือพวกเขาทำ ใครจะรู้ได้?  พระเจ้าอาจจะทรงหันและเปลี่ยนพระทัย พระองค์อาจจะทรงหันจากพระพิโรธอันรุนแรง เพื่อเราจะไม่พินาศ”  เมื่อพระเจ้าทอดพระเนตรการกระทำของพวกเขาที่ได้หันจากการประพฤติชั่ว พระเจ้าก็เปลี่ยนพระทัยเรื่องความหายนะที่พระองค์ตรัสว่าจะนำมาสู่พวกเขา พระองค์ไม่ทรงลงโทษเขา

พระเจ้าทอดพระเนตรการกลับใจที่จริงใจลึกภายในหัวใจของชาวนีนะเวห์

หลังจากที่ได้ยินการประกาศแถลงของพระเจ้า กษัตริย์เมืองนีนะเวห์และไพร่ฟ้าประชาชนของพระองค์ได้ทำปฏิบัติการกระทำหลายอย่าง  การกระทำเหล่านี้และพฤติกรรมของพวกเขามีธรรมชาติอย่างไร?  กล่าวคือ เนื้อแท้ของการประพฤติของพวกเขาทั้งหมดทั้งปวงเป็นอย่างไร?  เหตุใดพวกเขาจึงทำอย่างที่พวกเขาได้ทำไป?  ในสายพระเนตรของพระเจ้า พวกเขาได้กลับใจอย่างจริงใจ ไม่เพียงเพราะพวกเขาได้ร้องทูลต่อพระเจ้าอย่างจริงใจและสารภาพบาปของพวกเขาเฉพาะพระพักตร์พระองค์เท่านั้น แต่ยังเป็นเพราะพวกเขาได้เลิกการประพฤติที่ชั่วร้ายของพวกเขาด้วย  พวกเขาได้กระทำในหนทางนี้เพราะหลังจากที่ได้ยินพระวจนะของพระเจ้าแล้ว พวกเขารู้สึกกลัวอย่างเหลือเชื่อ และเชื่อว่าพระองค์จะทรงทำอย่างที่พระองค์ตรัสไว้  ด้วยการอดอาหาร สวมใส่ผ้ากระสอบ และนั่งบนกองขี้เถ้า พวกเขาปรารถนาที่จะแสดงความเต็มใจของพวกเขาที่จะปฏิรูปวิถีของพวกเขาและระงับจากความชั่วร้าย และพวกเขาได้อธิษฐานต่อพระยาห์เวห์พระเจ้าเพื่อที่จะระงับพระโมหะของพระองค์ อ้อนวอนให้พระองค์ถอนการตัดสินพระทัยของพระองค์และมหันตภัยที่กำลังจะเกิดขึ้นกับพวกเขาอย่างรุนแรง  หากพวกเราตรวจสอบพฤติกรรมทั้งหมดของพวกเขา พวกเราจะสามารถมองเห็นได้ว่าพวกเขาเข้าใจแล้วว่าการกระทำชั่วร้ายก่อนหน้าของพวกเขาเป็นที่น่าชิงชังสำหรับพระยาห์เวห์พระเจ้า และพวกเราสามารถมองเห็นได้เช่นกันว่าพวกเขาเข้าใจเหตุผลว่าทำไมพระองค์จึงจะทรงทำลายพวกเขาในไม่ช้า  นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมพวกเขาทุกคนจึงปรารถนาที่จะกลับใจอย่างสมบูรณ์ หันกลับจากการประพฤติชั่วของพวกเขา และเลิกการทารุณซึ่งมือพวกเขาทำ  กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ทันทีที่พวกเขาได้มาตระหนักรู้ถึงการประกาศแถลงของพระยาห์เวห์พระเจ้า พวกเขาทุกๆ คนรู้สึกกลัวในหัวใจของพวกเขา พวกเขาหยุดการประพฤติชั่วร้ายของพวกเขา และไม่กระทำการกระทำที่เป็นที่น่าชิงชังสำหรับพระยาห์เวห์พระเจ้าอย่างยิ่งเหล่านั้นอีกต่อไป  นอกจากนั้น พวกเขาได้วอนขอต่อพระยาห์เวห์พระเจ้าให้ประทานอภัยกับบาปในอดีตของพวกเขา และไม่ทรงปฏิบัติต่อพวกเขาตามการกระทำในอดีตของพวกเขา  พวกเขาเต็มใจที่จะไม่ทำความชั่วร้ายอีกครั้ง และเต็มใจที่จะปฏิบัติตามคำแนะนำของพระยาห์เวห์พระเจ้าถ้าเพียงแต่ว่าการทำเช่นนี้จะไม่ทำให้พระยาห์เวห์พระเจ้าทรงกราดเกรี้ยวอีกครั้งได้  การกลับใจของพวกเขาจริงใจและถี่ถ้วน  มันมาจากส่วนลึกภายในหัวใจของพวกเขา และไม่ได้เสแสร้งและไม่ได้เป็นแค่เรื่องชั่วประเดี๋ยว

ทันทีที่ผู้คนทั้งหมดของเมืองนีนะเวห์ตั้งแต่กษัตริย์ไปจนถึงสามัญชนได้เรียนรู้ว่าพระยาห์เวห์พระเจ้ากริ้วพวกเขา พระเจ้าทรงสามารถมองเห็นทุกๆ การกระทำหลังจากนั้นของพวกเขาและการประพฤติของพวกเขาทั้งหมดทั้งปวงได้อย่างกระจ่างชัดเจน อีกทั้งทุกๆ การตัดสินใจและตัวเลือกที่พวกเขาเลือก  พระทัยของพระเจ้าก็ได้เปลี่ยนแปลงตามพฤติกรรมของพวกเขา  พระเจ้าทรงมีกรอบความคิดในชั่วขณะนั้นอย่างไร?  พระคัมภีร์สามารถตอบคำถามนั้นกับเจ้าได้  ในคัมภีร์ได้มีการบันทึกพระวจนะต่อไปนี้ ความว่า “เมื่อพระเจ้าทอดพระเนตรการกระทำของพวกเขาที่ได้หันจากการประพฤติชั่ว พระเจ้าก็เปลี่ยนพระทัยเรื่องความหายนะที่พระองค์ตรัสว่าจะนำมาสู่พวกเขา พระองค์ไม่ทรงลงโทษเขา”  ถึงแม้ว่าพระเจ้าได้เปลี่ยนพระทัยของพระองค์ กรอบความคิดของพระองค์ก็ไม่มีสิ่งใดที่ซับซ้อน  พระองค์ทรงเพียงเปลี่ยนจากการแสดงพระโมหะของพระองค์เป็นการทำให้พระโมหะของพระองค์สงบลง จากนั้นตัดสินพระทัยที่จะไม่นำมหันตภัยมาสู่เมืองนีนะเวห์  เหตุผลว่าทำไมการตัดสินพระทัยของพระเจ้า—ที่จะละเว้นชาวนีนะเวห์จากมหันตภัย—นั้นรวดเร็วยิ่งนักก็เป็นเพราะว่า พระเจ้าทรงสังเกตเห็นหัวใจของทุกผู้คนในเมืองนีนะเวห์  พระองค์ทรงเห็นสิ่งที่พวกเขามีอยู่ลึกภายในหัวใจของพวกเขา นั่นคือ การกลับใจอย่างจริงใจของพวกเขาและการสารภาพบาปของพวกเขา การเชื่อในพระองค์อย่างจริงใจของพวกเขา สำนึกรับรู้ที่ลึกซึ้งของพวกเขาว่าการกระทำชั่วร้ายของพวกเขาได้ทำให้พระอุปนิสัยของพระองค์เดือดดาลอย่างไร และส่งผลให้เกิดความกลัวการลงโทษที่ใกล้จะเกิดขึ้นจากพระยาห์เวห์พระเจ้า  ในขณะเดียวกัน พระยาห์เวห์พระเจ้ายังทรงได้ยินการอธิษฐานของพวกเขา ซึ่งมาจากส่วนลึกภายในหัวใจของพวกเขา วอนขอพระองค์ไม่ให้กริ้วพวกเขาอีกต่อไป เพื่อให้พวกเขาอาจหลีกเลี่ยงมหันตภัยนี้ได้  เมื่อพระเจ้าทรงสังเกตเห็นข้อเท็จจริงทั้งหมดเหล่านี้ พระโมหะของพระองค์ก็ได้เลือนหายไปทีละเล็กละน้อย  ไม่ว่าพระโมหะของพระองค์เมื่อก่อนหน้าจะมีมากเพียงใด พระทัยของพระองค์ก็ได้เกิดความประทับใจเมื่อพระองค์ทรงเห็นการกลับใจอย่างจริงใจลึกภายในหัวใจของผู้คนเหล่านี้ และดังนั้น พระองค์จึงไม่ทรงสามารถทนนำมหันตภัยมาสู่พวกเขาได้ และพระองค์ทรงหยุดกริ้วพวกเขา  แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พระองค์ทรงยื่นความปรานีและการทนยอมรับของพระองค์ให้แก่พวกเขาต่อไปและทรงนำและจัดเตรียมให้แก่พวกเขาต่อไปแทน

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 2” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 114

โยนาห์ 3 แล้วพระวจนะของพระยาห์เวห์มาถึงโยนาห์เป็นครั้งที่สองว่า “จงลุกขึ้นไปยังนีนะเวห์นครใหญ่ และจงประกาศข่าวแก่เมืองนั้นตามที่เราบอกเจ้า”  ดังนั้น โยนาห์จึงลุกขึ้นไปยังนีนะเวห์ ตามพระวจนะของพระยาห์เวห์  นีนะเวห์เป็นนครใหญ่โตมโหฬาร ถ้าจะเดินข้ามเมืองก็กินเวลาสามวัน  โยนาห์ตั้งต้นเดินเข้าไปในเมืองได้ระยะทางเดินวันหนึ่ง และท่านก็ร้องประกาศว่า “อีกสี่สิบวัน นีนะเวห์จะถูกทำลาย”  คนนีนะเวห์ได้เชื่อพระเจ้า พวกเขาได้ประกาศให้อดอาหาร และได้สวมผ้ากระสอบ ตั้งแต่ผู้ใหญ่ที่สุดจนถึงผู้น้อยที่สุด  เมื่อข่าวนี้ลือไปถึงกษัตริย์แห่งนีนะเวห์ พระองค์ทรงลุกขึ้นจากพระที่นั่ง และเปลื้องฉลองพระองค์ออก แล้วทรงสวมผ้ากระสอบแทน และประทับบนกองขี้เถ้า  พระองค์ทรงออกพระราชกฤษฎีกา ประกาศไปทั่วนครนีนะเวห์ว่า “โดยอำนาจกษัตริย์และขุนนางทั้งหลาย คนหรือสัตว์เลี้ยงไม่ว่าขนาดใหญ่หรือขนาดกลาง อย่าลิ้มรสสิ่งใด อย่ากินอาหาร และอย่าดื่มน้ำ ให้ทั้งคนและสัตว์เลี้ยงนุ่งห่มผ้ากระสอบ ให้ร้องทูลต่อพระเจ้าอย่างจริงจัง เออ ให้ทุกคนหันกลับจากการประพฤติชั่ว และเลิกการทารุณซึ่งมือพวกเขาทำ ใครจะรู้ได้?  พระเจ้าอาจจะทรงหันและเปลี่ยนพระทัย พระองค์อาจจะทรงหันจากพระพิโรธอันรุนแรง เพื่อเราจะไม่พินาศ”  เมื่อพระเจ้าทอดพระเนตรการกระทำของพวกเขาที่ได้หันจากการประพฤติชั่ว พระเจ้าก็เปลี่ยนพระทัยเรื่องความหายนะที่พระองค์ตรัสว่าจะนำมาสู่พวกเขา พระองค์ไม่ทรงลงโทษเขา

หากการเชื่อในพระเจ้าของเจ้าเป็นจริง เจ้าจะได้รับการใส่พระทัยจากพระองค์บ่อยครั้ง

การที่พระเจ้าทรงเปลี่ยนเจตนารมณ์ของพระองค์ต่อผู้คนเมืองนีนะเวห์นั้นไม่มีความเกี่ยวข้องอันใดกับการลังเลหรือสิ่งใดก็ตามที่กำกวมหรือคลุมเครือ  แต่การเปลี่ยนแปลงนั้นคือการแปลงรูปจากพระโมหะที่บริสุทธิ์เป็นการทนยอมรับที่บริสุทธิ์  นี่คือการเผยถึงเนื้อแท้ของพระเจ้าอย่างแท้จริง  พระเจ้าไม่มีวันไม่แน่พระทัยหรือลังเลในการกระทำของพระองค์  หลักธรรมและจุดประสงค์ที่อยู่เบื้องหลังการกระทำของพระองค์ทั้งหมดมีความชัดเจนและโปร่งใส บริสุทธิ์และไร้ข้อบกพร่อง โดยไม่มีกลโกงหรือกลอุบายใดๆ ผสมปนเปอยู่ภายใน  กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เนื้อแท้ของพระเจ้าไม่ประกอบด้วยความมืดหรือความชั่ว  พระเจ้าทรงเกิดพระโมหะกับชาวนีนะเวห์เพราะการกระทำชั่วร้ายของพวกเขาได้มาอยู่เฉพาะสายพระเนตรอันจับจ้องของพระองค์  ณ ขณะนั้นพระโมหะของพระองค์มาจากเนื้อแท้ของพระองค์  อย่างไรก็ตาม เมื่อพระโมหะของพระเจ้าค่อยๆ น้อยลงและเมื่อพระองค์ได้ประทานการทนยอมรับของพระองค์ให้กับผู้คนเมืองนีนะเวห์อีกครั้ง ทุกสิ่งทุกอย่างที่พระองค์ทรงเผยไปก็ยังคงเป็นเนื้อแท้ของพระองค์เอง  ทั้งหมดทั้งปวงของการเปลี่ยนแปลงนี้มีเหตุผลมาจากการเปลี่ยนแปลงในท่าทีที่มนุษย์มีต่อพระเจ้า  ในช่วงระหว่างช่วงเวลาทั้งหมดนี้ อุปนิสัยที่มิอาจถูกทำให้ขุ่นเคืองได้ของพระเจ้าไม่ได้เปลี่ยนแปลง เนื้อแท้ที่ทนยอมรับของพระเจ้าไม่ได้เปลี่ยนแปลง และเนื้อแท้ที่เปี่ยมความรักใคร่และเปี่ยมปรานีของพระเจ้าก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลง  เมื่อผู้คนกระทำการกระทำที่ชั่วร้ายและทำให้พระเจ้าทรงขุ่นเคือง พระองค์จะทรงนำพระโมหะของพระองค์มาสู่พวกเขา  เมื่อผู้คนกลับใจอย่างแท้จริง พระทัยของพระเจ้าจะเปลี่ยนแปลง และพระโมหะของพระองค์จะยุติลง  เมื่อผู้คนต่อต้านพระเจ้าอย่างดื้อรั้นต่อไป ความเดือดดาลของพระองค์จะไม่ยุติลง และความเดือดดาลของพระองค์จะกดดันพวกเขาทีละน้อยจนกระทั่งพวกเขาถูกทำลาย  นี่คือเนื้อแท้ของพระอุปนิสัยของพระเจ้า การประพฤติของมนุษย์ พฤติกรรม และท่าทีที่มนุษย์มีต่อพระเจ้าลึกภายในหัวใจของพวกเขานั่นเองที่เป็นตัวบอกสิ่งที่แสดงออกโดยผ่านทางการเผยพระอุปนิสัยของพระเจ้า ไม่ว่าพระองค์กำลังทรงแสดงพระพิโรธ หรือความปรานีและความรักเมตตาก็ตาม  หากพระเจ้าทรงทำให้บุคคลหนึ่งอยู่ภายใต้พระโมหะของพระองค์อย่างต่อเนื่อง ก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่าหัวใจของบุคคลนี้ต่อต้านพระเจ้า  เพราะบุคคลนี้ไม่เคยกลับใจ ก้มศีรษะของพวกเขาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า หรือมีการเชื่อจริงแท้ในพระเจ้าอย่างแท้จริง พวกเขาจึงไม่เคยได้รับความปรานีและการทนยอมรับของพระเจ้า  หากคนบางคนได้รับการใส่พระทัยของพระเจ้า ความปรานีของพระองค์ และการทนยอมรับของพระองค์บ่อยครั้ง เช่นนั้นแล้วก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่าบุคคลผู้นี้มีการเชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริงในหัวใจของพวกเขา และหัวใจของพวกเขาไม่ได้ต่อต้านพระเจ้า  บ่อยครั้งที่บุคคลนี้กลับใจเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าอย่างแท้จริง  ดังนั้น ถึงแม้ว่าบ่อยครั้งที่ความบ่มวินัยของพระเจ้าลงมาสู่บุคคลนี้ แต่พระพิโรธของพระองค์จะไม่ลงมาสู่เขาด้วย

คำอธิบายสั้นๆ นี้ทำให้ผู้คนสามารถมองเห็นพระทัยของพระเจ้า มองเห็นความเป็นจริงของเนื้อแท้ของพระองค์ มองเห็นว่าพระโมหะของพระเจ้าและการเปลี่ยนแปลงในพระทัยของพระองค์ไม่ได้ปราศจากสาเหตุ  ถึงแม้ว่าสิ่งที่พระเจ้าทรงแสดงให้เห็นเมื่อพระองค์ทรงพระพิโรธและเมื่อพระองค์ทรงเปลี่ยนพระทัยของพระองค์จะตรงกันข้ามกันโดยสิ้นเชิง ซึ่งทำให้ผู้คนเชื่อว่ามีความไม่เชื่อมต่อกันหรือความตรงกันข้ามกันเป็นอย่างมากระหว่างสองแง่มุมนี้ในเนื้อแท้ของพระเจ้า—พระโมหะของพระองค์และการทนยอมรับของพระองค์—แต่ท่าทีที่พระเจ้าทรงมีต่อการกลับใจของชาวนีนะเวห์ก็ทำให้ผู้คนมองเห็นอีกด้านหนึ่งของพระอุปนิสัยที่แท้จริงของพระเจ้าอีกครั้ง  การเปลี่ยนพระทัยของพระเจ้าเปิดโอกาสให้มนุษยชาติสามารถมองเห็นได้อีกครั้งถึงความจริงของความปรานีและความเมตตาของพระเจ้าอย่างแท้จริง และมองเห็นการเผยเนื้อแท้ของพระเจ้าที่แท้จริง  มนุษยชาติมีแต่จะต้องยอมรับว่าความปรานีและความเมตตาของพระเจ้าไม่ใช่นิทานปรัมปรา และไม่ใช่สิ่งที่ปลอมขึ้น  นี่เป็นเพราะว่าความรู้สึกที่พระเจ้าทรงมีในชั่วขณะนั้นเป็นสิ่งที่แท้ และการเปลี่ยนพระทัยของพระเจ้าเป็นสิ่งที่แท้—พระเจ้าประทานความปรานีและการทนยอมรับของพระองค์ให้กับมวลมนุษย์อีกครั้งโดยแท้

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 2” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 115

โยนาห์ 3 แล้วพระวจนะของพระยาห์เวห์มาถึงโยนาห์เป็นครั้งที่สองว่า “จงลุกขึ้นไปยังนีนะเวห์นครใหญ่ และจงประกาศข่าวแก่เมืองนั้นตามที่เราบอกเจ้า”  ดังนั้น โยนาห์จึงลุกขึ้นไปยังนีนะเวห์ ตามพระวจนะของพระยาห์เวห์  นีนะเวห์เป็นนครใหญ่โตมโหฬาร ถ้าจะเดินข้ามเมืองก็กินเวลาสามวัน  โยนาห์ตั้งต้นเดินเข้าไปในเมืองได้ระยะทางเดินวันหนึ่ง และท่านก็ร้องประกาศว่า “อีกสี่สิบวัน นีนะเวห์จะถูกทำลาย”  คนนีนะเวห์ได้เชื่อพระเจ้า พวกเขาได้ประกาศให้อดอาหาร และได้สวมผ้ากระสอบ ตั้งแต่ผู้ใหญ่ที่สุดจนถึงผู้น้อยที่สุด  เมื่อข่าวนี้ลือไปถึงกษัตริย์แห่งนีนะเวห์ พระองค์ทรงลุกขึ้นจากพระที่นั่ง และเปลื้องฉลองพระองค์ออก แล้วทรงสวมผ้ากระสอบแทน และประทับบนกองขี้เถ้า  พระองค์ทรงออกพระราชกฤษฎีกา ประกาศไปทั่วนครนีนะเวห์ว่า “โดยอำนาจกษัตริย์และขุนนางทั้งหลาย คนหรือสัตว์เลี้ยงไม่ว่าขนาดใหญ่หรือขนาดกลาง อย่าลิ้มรสสิ่งใด อย่ากินอาหาร และอย่าดื่มน้ำ ให้ทั้งคนและสัตว์เลี้ยงนุ่งห่มผ้ากระสอบ ให้ร้องทูลต่อพระเจ้าอย่างจริงจัง เออ ให้ทุกคนหันกลับจากการประพฤติชั่ว และเลิกการทารุณซึ่งมือพวกเขาทำ ใครจะรู้ได้?  พระเจ้าอาจจะทรงหันและเปลี่ยนพระทัย พระองค์อาจจะทรงหันจากพระพิโรธอันรุนแรง เพื่อเราจะไม่พินาศ”  เมื่อพระเจ้าทอดพระเนตรการกระทำของพวกเขาที่ได้หันจากการประพฤติชั่ว พระเจ้าก็เปลี่ยนพระทัยเรื่องความหายนะที่พระองค์ตรัสว่าจะนำมาสู่พวกเขา พระองค์ไม่ทรงลงโทษเขา

การกลับใจที่แท้จริงใจหัวใจของชาวนีนะเวห์ทำให้พวกเขาได้รับความปรานีของพระเจ้า และเปลี่ยนแปลงบทอวสานของพวกเขาเอง

มีความขัดแย้งใดๆ ระหว่างการเปลี่ยนพระทัยของพระเจ้ากับพระพิโรธของพระองค์หรือไม่?  แน่นอนว่าไม่!  นี่เป็นเพราะว่าการทนยอมรับของพระเจ้าในเวลาเฉพาะนั้นๆ มีเหตุผลของมัน  เหตุผลนี้คืออะไรกัน?  เหตุผลนี้คือเหตุผลที่ได้รับการระบุไว้ในพระคัมภีร์ว่า “ทุกคนหันกลับจากการประพฤติชั่วของเขา” และ “และเลิกการทารุณซึ่งมือพวกเขาทำ”

“การประพฤติชั่ว” นี้ไม่ได้อ้างอิงถึงการกระทำชั่วหยิบมือหนึ่ง แต่อ้างอิงถึงแหล่งกำเนิดความชั่วที่ทำให้เกิดพฤติกรรมของผู้คน  “หันกลับจากการประพฤติชั่ว” หมายความว่าผู้ที่เกี่ยวข้องจะไม่มีวันกระทำการกระทำเหล่านี้อีก  กล่าวคือ พวกเขาจะไม่มีวันประพฤติในการประพฤติชั่วนี้อีกครั้ง  วิธีการ แหล่งกำเนิด จุดประสงค์ เจตนา และหลักการของการกระทำของพวกเขาทั้งหมดได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว พวกเขาจะไม่มีวันใช้วิธีการและหลักการเหล่านั้นเพื่อนำความสุขสำราญและความสุขมายังหัวใจของเขาอีก  คำว่า “เลิก” ใน “และเลิกการทารุณซึ่งมือพวกเขาทำ” หมายถึงการวางลงหรือละทิ้ง เพื่อตัดขาดกับอดีตอย่างสมบูรณ์และไม่มีวันหันกลับ  เมื่อผู้คนเมืองนีนะเวห์เลิกการทารุณซึ่งมือพวกเขาทำ สิ่งนี้พิสูจน์และแสดงถึงการกลับใจที่แท้จริงของพวกเขา  พระเจ้าทรงสังเกตเห็นการปรากฏภายนอกของผู้คนรวมถึงหัวใจของพวกเขา  เมื่อพระเจ้าทรงสังเกตเห็นการกลับใจที่แท้จริงในหัวใจของชาวนีนะเวห์อย่างปราศจากคำถาม และยังได้ทรงสังเกตเห็นว่าพวกเขาได้ทิ้งการประพฤติชั่วของพวกเขาและเลิกการทารุณซึ่งมือพวกเขาทำแล้ว พระองค์ก็ได้เปลี่ยนพระทัยของพระองค์  นี่จึงกล่าวได้ว่า การประพฤติและพฤติกรรมของผู้คนเหล่านี้ และวิธีการที่หลากหลายในการปฏิบัติสิ่งต่างๆ อีกทั้งการกลับใจและการสารภาพบาปอย่างจริงใจของพวกเขาในหัวใจของพวกเขา เป็นสาเหตุให้พระเจ้าเปลี่ยนพระทัยของพระองค์ เปลี่ยนเจตนารมณ์ของพระองค์ กลับการตัดสินพระทัยของพระองค์ และไม่ลงโทษหรือทำลายพวกเขา  ด้วยเหตุนี้ ผู้คนเมืองนีนะเวห์จึงสัมฤทธิผลในบทอวสานที่แตกต่างออกไปสำหรับตัวพวกเขาเอง  พวกเขาไถ่ชีวิตของพวกเขาเอง และในเวลาเดียวกันก็ได้รับความปรานีและการทนยอมรับของพระเจ้า ซึ่งในจุดนั้นพระเจ้าก็ทรงกลับพระพิโรธของพระองค์เช่นกัน

ความปรานีและการทนยอมรับของพระเจ้าไม่ได้หายาก—การกลับใจที่แท้จริงของมนุษย์ต่างหากที่หายาก

ไม่ว่าพระเจ้ากริ้วชาวนีนะเวห์เพียงใดก็ตาม ทันทีที่พวกเขาประกาศแถลงการอดอาหารและนุ่งห่มผ้ากระสอบและนั่งบนกองขี้เถ้า พระทัยของพระองค์ก็เริ่มอ่อนลง และพระองค์เริ่มเปลี่ยนพระทัย  ในเวลาที่พระองค์ทรงกล่าวประกาศต่อพวกเขาว่าพระองค์จะทำลายเมืองนี้—ชั่วขณะก่อนการกลับใจและการสารภาพสำหรับบาปของพวกเขานั้น—พระเจ้าทรงยังคงกริ้วพวกเขา  ทันทีที่พวกเขาได้ดำเนินการลำดับการกระทำอย่างกลับใจต่างๆ แล้ว พระโมหะที่พระเจ้าทรงมีต่อผู้คนเมืองนีนะเวห์ก็ค่อยๆ แปลงรูปเป็นความปรานีและการทนยอมรับสำหรับพวกเขา  ไม่มีอะไรที่ขัดแย้งกันเกี่ยวกับการเผยพระอุปนิสัยสองแง่มุมนี้ของพระเจ้าพร้อมกันในเหตุการณ์เดียวกัน  ดังนั้นแล้ว คนเราควรเข้าใจและรู้ถึงการขาดความขัดแย้งนี้อย่างไร?  พระเจ้าได้ทรงแสดงและเผยเนื้อแท้แต่ละอย่างที่ตรงข้ามกันสองขั้วนี้เป็นการตอบแทนเมื่อผู้คนเมืองนีนะเวห์กลับใจแล้ว ซึ่งทำให้ผู้คนมองเห็นความเป็นจริงและความมิอาจถูกทำให้ขุ่นเคืองได้ของเนื้อแท้ของพระเจ้า  พระเจ้าทรงใช้ท่าทีของพระองค์เพื่อบอกผู้คนดังนี้ว่า ไม่ใช่ว่าพระเจ้าไม่ทรงทนยอมรับผู้คนหรือว่าพระเจ้าไม่ทรงต้องประสงค์จะแสดงความปรานีต่อพวกเขา แต่เป็นเพราะพวกเขาแทบจะไม่กลับใจต่อพระเจ้าอย่างแท้จริง และเป็นสิ่งที่พบได้ยากที่ผู้คนจะหันกลับจากการประพฤติชั่วของพวกเขาและเลิกการทารุณซึ่งมือพวกเขาทำอย่างแท้จริง  กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เมื่อพระเจ้ากริ้วมนุษย์ พระองค์ทรงหวังว่ามนุษย์จะสามารถกลับใจได้อย่างแท้จริง และพระองค์ทรงหวังโดยแท้ว่าจะมองเห็นการกลับใจที่แท้จริงของมนุษย์ ซึ่งในกรณีนั้น พระองค์ก็จะประทานความปรานีและการทนยอมรับให้กับมนุษย์อย่างโอบอ้อมอารีต่อไป  นี่จึงกล่าวได้ว่าการประพฤติชั่วของมนุษย์ก่อให้เกิดพระพิโรธของพระเจ้า ในขณะที่ความปรานีและการทนยอมรับของพระเจ้าถูกประทานให้กับผู้ที่ฟังพระเจ้าและกลับใจเฉพาะพระพักตร์พระองค์อย่างแท้จริง ให้กับผู้ที่สามารถหันกลับจากการประพฤติชั่วของพวกเขาและเลิกการทารุณซึ่งมือพวกเขาทำ  ท่าทีของพระเจ้าได้รับการเผยอย่างชัดเจนมากในการปฏิบัติต่อชาวนีนะเวห์ของพระองค์ กล่าวคือ ความปรานีและการทนยอมรับของพระเจ้าไม่ใช่ยากที่จะได้รับมาเลย และสิ่งที่พระองค์ทรงพึงประสงค์คือการกลับใจที่แท้จริงของบุคคล  ตราบเท่าที่ผู้คนหันกลับจากการประพฤติชั่วของพวกเขาและเลิกการทารุณซึ่งมือพวกเขาทำ พระเจ้าจะเปลี่ยนพระทัยของพระองค์และท่าทีที่พระองค์ทรงมีต่อพวกเขา

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 2” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 116

พระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระผู้สร้างเป็นจริงและแจ่มแจ้ง

เมื่อพระเจ้าได้เปลี่ยนพระทัยต่อผู้คนเมืองนีนะเวห์แล้ว ความปรานีและการทนยอมรับของพระองค์เป็นฉากหน้าเทียมเท็จหรือไม่?  แน่นอนว่าไม่! เช่นนั้นแล้ว การเปลี่ยนระหว่างสองแง่มุมนี้ของพระอุปนิสัยของพระเจ้าในระหว่างที่พระเจ้าทรงจัดการกับสถานการณ์หนึ่งนี้ได้แสดงให้เห็นถึงสิ่งใด?  พระอุปนิสัยของพระเจ้าคือสิ่งที่ครบถ้วนสมบูรณ์—พระอุปนิสัยของพระเจ้าไม่มีการแบ่งส่วนเลย  ไม่ว่าพระองค์จะกำลังทรงแสดงพระโมหะหรือความปรานีและการทนยอมรับต่อผู้คนหรือไม่ก็ตาม ทั้งหมดนี้คือการแสดงออกถึงพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระองค์  พระอุปนิสัยของพระเจ้ามีชีวิตชีวาและชัดเจนแจ่มแจ้ง และพระองค์ทรงเปลี่ยนพระดำริและท่าทีของพระองค์ตามวิธีที่สิ่งทั้งหลายพัฒนาไป  การแปลงรูปของท่าทีของพระองค์ต่อชาวนีนะเวห์บอกมนุษยชาติว่าพระองค์ทรงมีพระดำริและแนวคิดของพระองค์เอง พระองค์ไม่ทรงเป็นหุ่นยนต์หรือรูปปั้นดิน แต่ทรงเป็นพระเจ้าพระองค์เองผู้ดำรงพระชนม์  พระองค์ทรงสามารถกริ้วผู้คนเมืองนีนะเวห์ เช่นเดียวกับที่พระองค์สามารถประทานอภัยให้กับอดีตของพวกเขาเพราะท่าทีของพวกเขา  พระองค์ทรงสามารถตัดสินพระทัยที่จะนำโชคร้ายมาสู่ชาวนีนะเวห์ และพระองค์ยังทรงสามารถเปลี่ยนการตัดสินพระทัยของพระองค์เพราะการกลับใจของพวกเขาได้เช่นกัน  ผู้คนชอบประยุกต์ใช้กฎเกณฑ์อย่างเคร่งครัด และใช้กฎเกณฑ์ดังกล่าวเพื่อกำหนดขอบเขตและกำหนดนิยามพระเจ้า เช่นเดียวกับที่พวกเขาชอบใช้สูตรเพื่อพยายามเข้าใจพระอุปนิสัยของพระเจ้า  ดังนั้น ในขอบเขตความคิดของมนุษย์ พระเจ้าไม่ทรงมีพระดำริ อีกทั้งพระองค์ไม่ทรงมีแนวคิดที่เป็นสาระสำคัญใดๆ  แต่ในความเป็นจริง พระดำริของพระเจ้าอยู่ในสภาวะที่มีการแปลงรูปอยู่เสมอ ตามการเปลี่ยนแปลงในสิ่งทั้งหลายและในสิ่งแวดล้อมทั้งหลาย  ขณะที่พระดำริเหล่านี้กำลังแปลงรูป แง่มุมที่แตกต่างกันในเนื้อแท้ของพระเจ้าก็ได้รับการเปิดเผย  ในช่วงระหว่างกระบวนการแปลงรูปนี้ ในชั่วขณะที่แน่นอนที่พระเจ้าเปลี่ยนพระทัย สิ่งที่พระองค์ทรงแสดงต่อมวลมนุษย์คือการมีอยู่ที่เป็นจริงของพระชนม์ชีพของพระองค์ และการที่พระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระองค์นั้นเต็มไปด้วยความมีชีวิตที่ไม่หยุดนิ่ง  ในขณะเดียวกัน พระเจ้าทรงใช้การเผยที่แท้จริงของพระองค์เองเพื่อพิสูจน์ต่อมวลมนุษย์ถึงความจริงเกี่ยวกับการมีอยู่ของพระพิโรธของพระองค์ ความปรานีของพระองค์ ความเมตตาของพระองค์ และการทนยอมรับของพระองค์  เนื้อแท้ของพระองค์จะได้รับการเปิดเผยในทุกที่และทุกเวลาตามวิธีการที่สิ่งทั้งหลายพัฒนาไป  พระองค์ทรงครอบครองความโกรธเกรี้ยวของราชสีห์และความปรานีและการทนยอมรับของมารดา  พระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระองค์ไม่ยอมให้มีการตั้งคำถาม การฝ่าฝืน การเปลี่ยนแปลง หรือการบิดเบือนโดยผู้ใดก็ตาม  พระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้า—นั่นคือ พระพิโรธของพระเจ้าและความปรานีของพระเจ้า—สามารถได้รับการเปิดเผยทุกที่และทุกเวลาท่ามกลางทุกเรื่องและทุกสิ่ง  พระองค์ทรงให้การแสดงออกที่มีชีวิตชีวากับแง่มุมเหล่านี้ในทุกมุมของสรรพสิ่งทรงสร้างทั้งปวง และพระองค์ทรงนำสิ่งเหล่านี้มาดำเนินการด้วยความมีชีวิตชีวาในทุกชั่วขณะที่ผ่านไป  พระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้าไม่ได้ถูกจำกัดด้วยเวลาหรือพื้นที่  กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ พระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้าไม่ได้รับการแสดงออกหรือได้รับการเปิดเผยขึ้นเองตามข้อจำกัดของเวลาหรือพื้นที่ แต่ด้วยความสบายอย่างเพียบพร้อมในทุกที่และทุกเวลา  เมื่อเจ้ามองเห็นว่าพระเจ้าทรงมีการเปลี่ยนพระทัยและยุติการแสดงพระพิโรธของพระองค์ และงดเว้นจากการทำลายเมืองนีนะเวห์ เจ้าสามารถพูดได้หรือไม่ว่าพระองค์ทรงเปี่ยมปรานีและเปี่ยมความรักใคร่เท่านั้น?  เจ้าสามารถพูดได้หรือไม่ว่าพระพิโรธของพระเจ้าประกอบด้วยพระวจนะที่ว่างเปล่า?  เมื่อพระเจ้าทรงเดือดดาลด้วยพระพิโรธที่ดุเดือดและถอนคืนความปรานีของพระองค์ เจ้าสามารถพูดได้หรือไม่ว่าพระองค์ทรงไม่รู้สึกถึงความรักที่แท้จริงต่อมนุษยชาติ?  พระพิโรธที่ดุเดือดนี้ได้รับการแสดงออกโดยพระเจ้าเพื่อตอบสนองต่อการกระทำชั่วของผู้คน พระพิโรธของพระองค์ไม่ได้มีข้อตำหนิ  พระทัยของพระเจ้าได้รับการกระตุ้นให้ตอบสนองต่อการกลับใจของผู้คน และการกลับใจนี้นี่เองที่ทำให้พระองค์เปลี่ยนพระทัย  เมื่อพระองค์ทรงรู้สึกตื้นตัน เมื่อพระองค์เปลี่ยนพระทัย และเมื่อพระองค์ทรงแสดงความปรานีและการทนยอมรับของพระองค์ต่อมนุษย์ ทั้งหมดนี้ปราศจากข้อตำหนิโดยสิ้นเชิง  ทั้งหมดนี้สะอาด บริสุทธิ์ ไม่มีมลทิน และไม่มีสิ่งเจือปน  การทนยอมรับของพระเจ้าที่แท้แล้วก็คือ การทนยอมรับ เช่นเดียวกับที่ความปรานีของพระองค์ก็ไม่ได้เป็นสิ่งใดมากไปกว่าความปรานี  พระอุปนิสัยของพระองค์เผยถึงพระพิโรธหรือความปรานีและการทนยอมรับตามการกลับใจของมนุษย์ และความผันแปรต่าง ๆ ในการประพฤติของมนุษย์  ไม่สำคัญว่าพระองค์ทรงเผยและแสดงออกสิ่งใดก็ตาม ทั้งหมดนั้นบริสุทธิ์และตรงไปตรงมา เนื้อแท้ของพระองค์แตกต่างจากเนื้อแท้ของสิ่งใดๆ ในการทรงสร้าง  เมื่อพระเจ้าทรงแสดงหลักธรรมที่อยู่เบื้องหลังการกระทำของพระองค์ หลักธรรมเหล่านั้นปราศจากข้อตำหนิหรือมลทินใดๆ และดังนั้นพระดำริของพระองค์ แนวคิดของพระองค์ และทุกๆ การตัดสินพระทัยที่พระองค์ทรงทำ และทุกๆ การกระทำที่พระองค์ทรงมีก็เช่นเดียวกัน  เนื่องจากพระเจ้าได้ตัดสินพระทัยเช่นนี้ และเนื่องจากพระเจ้าได้ทรงกระทำเช่นนี้ พระเจ้าก็ทรงทำให้ภาระหน้าที่ของพระองค์ครบบริบูรณ์เช่นเดียวกัน  ผลลัพธ์ของภาระหน้าที่ของพระองค์มีความถูกต้องและไม่มีข้อบกพร่องก็เพราะแหล่งกำเนิดของผลลัพธ์นั้นไม่มีข้อบกพร่องและไม่มีมลทินนั่นเอง  พระพิโรธของพระเจ้าไม่มีข้อตำหนิ  ในทำนองเดียวกัน ความปรานีและการทนยอมรับของพระเจ้า—ซึ่งไม่มีสิ่งใดท่ามกลางสรรพสิ่งที่ทรงสร้างทั้งหมดที่ครอบครอง—ก็ศักดิ์สิทธิ์และไร้ข้อตำหนิ และสามารถทนต่อการตรึกตรองอย่างครุ่นคิดและประสบการณ์ได้

จากความเข้าใจของเจ้าเกี่ยวกับเมืองนีนะเวห์ ตอนนี้พวกเจ้ามองเห็นเนื้อแท้อีกด้านของพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้าหรือไม่?  พวกเจ้ามองเห็นอีกด้านของพระอุปนิสัยอันชอบธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของพระเจ้าหรือไม่?  มีผู้ใดในมนุษยชาติที่ครอบครองอุปนิสัยประเภทนี้หรือไม่?  มีผู้ใดครอบครองความพิโรธประเภทนี้ ซึ่งเป็นพระพิโรธของพระเจ้าหรือไม่?  มีผู้ใดครอบครองความปรานีและการทนยอมรับเช่นเดียวกับที่พระเจ้าทรงครอบครองหรือไม่?  ท่ามกลางสรรพสิ่งที่ทรงสร้าง ใครสามารถเรียกความพิโรธที่ยิ่งใหญ่เช่นนั้นและตัดสินใจที่จะทำลายหรือนำความวิบัติมาสู่มวลมนุษย์ได้?  และใครที่มีคุณสมบัติที่จะประทานความปรานีกับมนุษย์ ทนยอมรับและให้อภัย และด้วยเหตุนั้นจึงเปลี่ยนการตัดสินใจก่อนหน้าของเขาที่จะทำลายมนุษย์?  พระผู้สร้างทรงแสดงพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระองค์โดยผ่านทางวิธีการและหลักธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของพระองค์เอง และพระองค์ไม่ทรงอยู่ภายใต้การควบคุมหรือข้อจำกัดใดที่กำหนดโดยผู้คน เหตุการณ์ หรือสิ่งใดก็ตาม  ด้วยพระอุปนิสัยที่เป็นเอกลักษณ์ของพระองค์นี้ จึงไม่มีผู้ใดสามารถเปลี่ยนพระดำริและแนวคิดของพระองค์ได้ อีกทั้งไม่มีผู้ใดสามารถโน้มน้าวพระองค์และเปลี่ยนการตัดสินพระทัยใดๆ ของพระองค์ได้  ทั้งหมดทั้งปวงของพฤติกรรมและความคิดที่มีอยู่ในการทรงสร้างทั้งหมดนั้นมีอยู่ภายใต้การพิพากษาของพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระองค์  ไม่มีผู้ใดสามารถควบคุมได้ว่าพระองค์จะทรงใช้พระพิโรธหรือความปรานี มีเพียงเนื้อแท้ของพระผู้สร้างเท่านั้น—กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ พระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระผู้สร้าง—ที่สามารถตัดสินใจในสิ่งนี้ได้  เช่นนั้นเองที่เป็นธรรมชาติอันเป็นเอกลักษณ์ของพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระผู้สร้าง!

จากการวิเคราะห์และการทำความเข้าใจการแปลงรูปของท่าทีที่พระเจ้าทรงมีต่อผู้คนเมืองนีนะเวห์ พวกเจ้าสามารถใช้คำว่า “เป็นเอกลักษณ์” เพื่ออธิบายความปรานีที่พบภายในพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้าได้หรือไม่?  ก่อนหน้านี้เราได้พูดไปแล้วว่าพระพิโรธของพระเจ้าเป็นแง่มุมหนึ่งในเนื้อแท้ของพระอุปนิสัยอันชอบธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของพระองค์  ตอนนี้เราจะกำหนดนิยามสองแง่มุม—พระพิโรธของพระเจ้าและความปรานีของพระเจ้า—ให้เป็นพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระองค์  พระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้ามีความศักดิ์สิทธิ์  พระอุปนิสัยของพระองค์ไม่ทนยอมรับการถูกทำให้ขุ่นเคืองหรือการถูกตั้งคำถาม  พระอุปนิสัยของพระองค์คือสิ่งที่ไม่มีสิ่งใดท่ามกลางสิ่งมีชีวิตทรงสร้างหรือสิ่งที่ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างได้ครอบครอง  พระอุปนิสัยนี้เป็นทั้งเอกลักษณ์และเป็นของพระเจ้าแต่เพียงพระองค์เดียว  นี่จึงกล่าวได้ว่า พระพิโรธของพระเจ้านั้นศักดิ์สิทธิ์และมิอาจถูกทำให้ขุ่นเคืองได้  ในหนทางเดียวกัน แง่มุมอื่นในพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้า—ความปรานีของพระเจ้า—ก็ศักดิ์สิทธิ์และไม่สามารถถูกทำให้ขุ่นเคืองได้  ไม่มีสิ่งใดท่ามกลางสิ่งมีชีวิตทรงสร้างหรือสิ่งที่ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่สามารถแทนที่หรือเป็นตัวแทนของพระเจ้าในการกระทำของพระองค์ได้ อีกทั้งไม่มีผู้ใดสามารถได้แทนที่หรือได้เป็นตัวแทนของพระองค์ในการทำลายเมืองโสโดมหรือความรอดของเมืองนีนะเวห์  นี่คือการแสดงออกที่แท้จริงถึงพระอุปนิสัยอันชอบธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของพระเจ้า

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 2” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 117

ความรู้สึกที่จริงใจของพระผู้สร้างต่อมวลมนุษย์

ผู้คนมักพูดว่าการรู้จักพระเจ้าไม่ใช่เรื่องง่าย  อย่างไรก็ตาม เราขอพูดว่าการรู้จักพระเจ้าไม่ใช่เรื่องยากเลย เพราะพระเจ้าทรงแสดงกิจการทั้งหลายของพระองค์ให้มนุษย์ได้เห็นบ่อยครั้ง  พระเจ้าไม่เคยทรงยุติการสนทนาของพระองค์กับมวลมนุษย์ และพระองค์ไม่เคยทรงปกปิดพระองค์เองจากมนุษย์ อีกทั้งพระองค์ไม่เคยทรงซ่อนเร้นพระองค์เอง  พระดำริของพระองค์ แนวคิดของพระองค์ พระวจนะของพระองค์ และกิจการของพระองค์ ทั้งหมดได้รับการเปิดเผยต่อมวลมนุษย์  ดังนั้น ตราบเท่าที่มนุษย์ปรารถนาที่จะรู้จักพระเจ้า เขาสามารถมาเข้าใจและรู้จักพระองค์ได้โดยผ่านทางวิถีทางและวิธีการทุกชนิด  เหตุผลว่าทำไมมนุษย์จึงคิดอย่างหูหนวกตาบอดว่าพระเจ้าตั้งพระทัยที่จะหลีกเลี่ยงเขา ว่าพระเจ้าตั้งพระทัยที่จะซ่อนเร้นพระองค์เองจากมนุษยชาติ ว่าพระเจ้าไม่ทรงมีเจตนารมณ์ที่จะยอมให้มนุษย์เข้าใจและรู้จักพระองค์นั้น เป็นเพราะเขาไม่รู้ว่าพระเจ้าทรงเป็นผู้ใด อีกทั้งเขาไม่ปรารถนาที่จะเข้าใจพระเจ้า  ที่ยิ่งไปกว่านั้น มนุษย์ไม่สนใจที่จะไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องพระดำริ พระวจนะ หรือกิจการของพระผู้สร้าง...กล่าวตามความจริงคือ หากบุคคลหนึ่งเพียงใช้เวลาว่างของเขาเพื่อเพ่งความสนใจและทำความเข้าใจกับพระวจนะหรือกิจการของพระผู้สร้าง และหากพวกเขาเพียงให้ความสนใจพระดำริของพระผู้สร้างและพระสุรเสียงของพระทัยของพระองค์แม้เพียงเล็กน้อย ก็จะไม่เป็นการยากที่บุคคลนั้นจะตระหนักว่าพระดำริ พระวจนะ และกิจการทั้งหลายของพระผู้สร้างสามารถปรากฏแก่ตาและเห็นได้ชัดแจ้ง  ในทำนองเดียวกัน การตระหนักว่าพระผู้สร้างทรงอยู่ท่ามกลางมนุษย์ตลอดเวลา ว่าพระองค์ทรงอยู่ในการสนทนากับมนุษย์และสรรพสิ่งที่ทรงสร้างทั้งหมดทั้งปวงเสมอ และว่าพระองค์ทรงปฏิบัติกิจการใหม่ๆ ทุกวันก็จะใช้มานะพยายามเพียงน้อยนิด  เนื้อแท้และพระอุปนิสัยของพระองค์ได้รับการแสดงออกในการสนทนาของพระองค์กับมนุษย์ พระดำริและแนวคิดของพระองค์ได้รับการเผยอย่างครบบริบูรณ์ในกิจการของพระองค์ พระองค์ทรงติดตามเคียงข้างและสังเกตมวลมนุษย์ตลอดเวลา  พระองค์ตรัสกับมวลมนุษย์และสรรพสิ่งที่ทรงสร้างทั้งปวงอย่างเงียบๆ ด้วยพระวจนะที่นิ่งเงียบของพระองค์ว่า “เราอยู่ในฟ้าสวรรค์ และเราอยู่ท่ามกลางสรรพสิ่งที่ทรงสร้างของเรา เรากำลังจับตามอง เรากำลังรอ เราอยู่เคียงข้างเจ้า...”  พระหัตถ์ของพระองค์อบอุ่นและแข็งแรง ย่างพระบาทของพระองค์แผ่วเบา พระสุรเสียงของพระองค์นุ่มนวลและสง่างาม รูปสัณฐานของพระองค์ผ่านและหมุนไป โดยโอบกอดมวลมนุษย์ทั้งปวง โฉมพระพักตร์ของพระองค์งดงามและละมุนละไม  พระองค์ไม่เคยทรงจากไป ไม่เคยทรงหายไป  ในเวลากลางวันและกลางคืน พระองค์ทรงเป็นเพื่อนร่วมทางของมวลมนุษย์อยู่เนืองนิตย์ ไม่เคยจากพวกเขาไป  ความใส่พระทัยและการรักใคร่เอ็นดูเป็นพิเศษต่อมนุษยชาติอย่างอุทิศของพระองค์ ตลอดจนความกังวลและความรักต่อมนุษย์อย่างแท้จริงของพระองค์ ได้รับการแสดงออกทีละน้อยขณะที่พระองค์ทรงช่วยเมืองนีนะเวห์ให้รอด  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การโต้ตอบระหว่างโยนาห์และพระยาห์เวห์พระเจ้าได้เผยให้เห็นอย่างสมบูรณ์ถึงความอ่อนโยนที่พระผู้สร้างทรงมีให้กับมวลมนุษย์ที่พระองค์ได้ทรงสร้างขึ้นด้วยพระองค์เอง  โดยผ่านทางพระวจนะเหล่านั้น เจ้าสามารถได้รับความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับความรู้สึกที่จริงใจที่พระเจ้าทรงมีให้กับมนุษยชาติได้...

บทตอนต่อไปนี้ได้รับการบันทึกไว้ในหนังสือโยนาห์ 4:10-11: “จากนั้นพระยาห์เวห์ตรัสว่า เจ้ามีความสงสารต่อต้นละหุ่งที่เจ้าไม่ได้ลงแรงและไม่ได้ทำให้มันเจริญเติบโต ซึ่งเกิดขึ้นมาในหนึ่งคืน และตายไปในหนึ่งคืน: แล้วเราไม่ควรละเว้นไม่ทำร้ายเมืองนีนะเวห์ ซึ่งเป็นเมืองยิ่งใหญ่ที่มีผู้คนมากกว่าหนึ่งแสนสองหมื่นคน ผู้ที่ไม่สามารถแยกแยะระหว่างมือซ้ายและมือขวา และยังสัตว์เลี้ยงอีกมากมายหรือ?”  เหล่านี้คือพระวจนะจริงๆ ของพระยาห์เวห์พระเจ้า ซึ่งได้รับการบันทึกจากการสนทนาระหว่างพระเจ้าและโยนาห์ ถึงแม้ว่าการโต้ตอบนี้จะสั้น แต่ก็เปี่ยมไปด้วยการดูแลเอาพระทัยใส่ของพระผู้สร้างที่มีต่อมวลมนุษย์ และความลังเลของพระองค์ที่จะหมดความเชื่อมั่นในมวลมนุษย์  พระวจนะเหล่านี้แสดงถึงท่าทีและความรู้สึกที่แท้จริงที่พระเจ้าทรงมีต่อสรรพสิ่งที่ทรงสร้างของพระองค์ภายในพระทัยของพระองค์  พระเจ้าทรงระบุเจตนารมณ์ที่แท้จริงที่พระองค์ทรงมีให้กับมนุษยชาติโดยผ่านทางพระวจนะเหล่านี้ ซึ่งมีความชัดเจนและแน่นอนอย่างที่มนุษย์แทบจะไม่เคยได้ยิน  การโต้ตอบนี้เป็นตัวแทนท่าทีที่พระเจ้าทรงมีต่อผู้คนเมืองนีนะเวห์—แต่ท่าทีนี้เป็นท่าทีประเภทใด?  ท่าทีนี้คือท่าทีที่พระองค์ทรงมีต่อผู้คนเมืองนีนะเวห์ก่อนและหลังจากการกลับใจของพวกเขา และท่าทีที่พระองค์ทรงปฏิบัติต่อมวลมนุษย์  ภายในพระวจนะเหล่านี้คือพระดำริของพระองค์และพระอุปนิสัยของพระองค์

พระดำริใดของพระเจ้าที่ได้รับการเปิดเผยในพระวจนะเหล่านี้?  หากเจ้าให้ความสนใจกับรายละเอียดในขณะที่เจ้าอ่าน เจ้าจะสังเกตเห็นได้ไม่ยากว่าพระองค์ทรงใช้คำว่า “สงสาร” การใช้คำนี้แสดงให้เห็นถึงท่าทีที่แท้จริงที่พระเจ้าทรงมีต่อมวลมนุษย์

ในระดับความหมายตามตัวอักษร ผู้คนสามารถตีความคำว่า “สงสาร” ได้ในหลายทาง กล่าวคือ ประการแรก มันหมายถึง “การรักและปกป้อง การรู้สึกถึงความอ่อนโยนต่อบางสิ่ง” ประการที่สอง หมายถึง “การรักอย่างมาก” และประการสุดท้าย หมายถึง “การไม่เต็มใจจะทำร้ายบางสิ่งและการไม่สามารถทนที่จะทำเช่นนั้นได้”  กล่าวอย่างสั้นๆ คือ คำนี้สื่อความหมายถึงการรักใคร่เอ็นดูและความรักอย่างอ่อนโยน ตลอดจนความไม่เต็มใจที่จะละทิ้งบางคนหรือบางสิ่ง มันสื่อความหมายถึงความปรานีและการทนยอมรับที่พระเจ้าทรงมีให้กับมนุษย์  พระเจ้าได้ทรงใช้คำนี้ ซึ่งเป็นคำที่มนุษย์พูดโดยทั่วไป แต่ถึงกระนั้นคำนี้ก็ยังสามารถแผ่วางพระสุรเสียงของพระทัยของพระเจ้าและท่าทีที่พระองค์ทรงมีต่อมวลมนุษย์

ถึงแม้ว่าเมืองนีนะเวห์จะเต็มไปด้วยผู้คนที่เสื่อมทราม ชั่ว และรุนแรงเช่นเดียวกับคนเมืองโสโดม แต่การกลับใจของพวกเขาส่งผลให้พระเจ้าเปลี่ยนพระทัยและตัดสินพระทัยที่จะไม่ทำลายพวกเขา  เพราะวิธีที่พวกเขาปฏิบัติต่อพระวจนะและคำแนะนำของพระเจ้า แสดงให้เห็นถึงท่าทีที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากท่าทีของพลเมืองของโสโดม และเพราะการนบนอบต่อพระเจ้าอย่างซื่อสัตย์ของพวกเขาและการกลับใจสำหรับบาปของพวกเขาอย่างซื่อสัตย์ ตลอดจนพฤติกรรมที่แท้จริงและจริงใจของพวกเขาในทุกเรื่อง พระเจ้าจึงได้ทรงแสดงความสงสารที่จริงใจของพระองค์เองอีกครั้งและได้ประทานสิ่งนี้ให้แก่พวกเขา  สิ่งที่พระเจ้าประทานให้กับมนุษยชาติและความสงสารที่พระองค์ทรงมีให้กับมนุษยชาติเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีผู้ใดสามารถทำซ้ำได้ และเป็นไปไม่ได้เลยที่บุคคลใดก็ตามจะครอบครองความปรานีของพระเจ้า การทนยอมรับของพระองค์ หรือความรู้สึกที่จริงใจที่พระองค์ทรงมีให้กับมนุษยชาติ  มีผู้ใดบ้างไหมที่เจ้าเห็นว่าเป็นชายหรือหญิงที่ยิ่งใหญ่ หรือแม้กระทั่งยอดมนุษย์ ผู้ที่มีคำแถลงประเภทนี้ต่อมวลมนุษย์หรือสรรพสิ่งที่ทรงสร้าง โดยพูดในฐานะชายหรือหญิงที่ยิ่งใหญ่จากที่สูง หรือบนจุดที่สูงที่สุด?  ผู้ใดในหมู่มวลมนุษย์ที่สามารถรู้สภาวะของชีวิตมนุษย์ได้ราวกับที่รู้จักฝ่ามือของพวกเขา?  ผู้ใดสามารถรับภาระและความรับผิดชอบสำหรับการมีอยู่ของมนุษยชาติได้?  ผู้ใดที่มีคุณสมบัติที่จะกล่าวประกาศการทำลายเมืองเมืองหนึ่งได้?  และผู้ใดที่มีคุณสมบัติที่จะอภัยโทษเมืองเมืองหนึ่ง? ผู้ใดสามารถพูดได้ว่าพวกเขาทะนุถนอมสรรพสิ่งที่ทรงสร้างของพวกเขาเอง?  มีเพียงพระผู้สร้างเท่านั้น!  มีเพียงพระผู้สร้างเท่านั้นที่ทรงมีความอ่อนโยนต่อมวลมนุษย์นี้  มีเพียงพระผู้สร้างเท่านั้นที่ทรงแสดงความเห็นใจและการรักใคร่เอ็นดูต่อมวลมนุษย์นี้  มีเพียงพระผู้สร้างเท่านั้นที่ทรงมีการรักใคร่เอ็นดูที่แท้จริงและไม่อาจถูกทำลายได้ให้กับมวลมนุษย์นี้  ในทำนองเดียวกัน มีเพียงพระผู้สร้างเท่านั้นที่สามารถประทานความปรานีให้กับมวลมนุษย์นี้และทะนุถนอมสรรพสิ่งที่ทรงสร้างทั้งหมดของพระองค์  พระทัยของพระองค์โลดเต้นและเจ็บปวดกับทุกๆ การกระทำของมนุษย์:  พระองค์กริ้ว เสียพระทัย และทรงเศร้าโศกกับความชั่วและความเสื่อมทรามของมนุษย์ พระองค์พอพระทัย ทรงเปี่ยมสุข ประทานอภัย และทรงปีติยินดีกับการกลับใจและการเชื่อของมนุษย์ ทุกๆ พระดำริและแนวคิดของพระองค์มีอยู่เพื่อมวลมนุษย์และวนเวียนอยู่กับมวลมนุษย์ สิ่งที่พระองค์ทรงเป็นและทรงมีได้รับการแสดงออกทั้งหมดเพื่อประโยชน์ของมวลมนุษย์ ทั้งหมดทั้งปวงของอารมณ์ของพระองค์มีความเกี่ยวพันกับการมีอยู่ของมวลมนุษย์  เพื่อประโยชน์ของมวลมนุษย์แล้ว พระองค์ทรงเดินทางและทรงสาละวนเร่งร้อน พระองค์ทรงสละทุกเศษเสี้ยวแห่งพระชนม์ชีพของพระองค์อย่างเงียบๆ พระองค์ทรงอุทิศทุกนาทีและทุกวินาทีแห่งพระชนม์ชีพของพระองค์...พระองค์ไม่เคยทรงรู้ว่าจะสงสารพระชนม์ชีพของพระองค์เองอย่างไร กระนั้น พระองค์ทรงทะนุถนอมมวลมนุษย์ที่พระองค์ได้ทรงสร้างขึ้นด้วยพระองค์เองเสมอ...พระองค์ประทานทุกสิ่งที่พระองค์ทรงมีให้กับมนุษยชาตินี้...พระองค์ประทานความปรานีและการทนยอมรับของพระองค์อย่างไม่มีเงื่อนไขและโดยปราศจากความคาดหวังการตอบแทน  พระองค์ทรงทำเช่นนี้เพียงเพื่อให้มวลมนุษย์สามารถเอาชีวิตรอดเฉพาะสายพระเนตรของพระองค์ได้ต่อไป และได้รับการจัดเตรียมชีวิตของพระองค์  พระองค์ทรงทำเช่นนี้เพียงเพื่อให้ในวันใดวันหนึ่ง มวลมนุษย์อาจจะนบนอบเฉพาะพระพักตร์พระองค์ และระลึกได้ว่าพระองค์ทรงเป็นองค์หนึ่งเดียวผู้ทรงบำรุงเลี้ยงการมีอยู่ของมนุษย์และทรงจัดหาชีวิตของสรรพสิ่งทรงสร้างทั้งปวง

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 2” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 118

โยนาห์ 4 แต่เหตุการณ์นี้ไม่เป็นที่พอใจโยนาห์อย่างยิ่ง และท่านโกรธ  ท่านจึงอธิษฐานต่อพระยาห์เวห์ว่า “ข้าแต่พระยาห์เวห์ เมื่อข้าพระองค์ยังอยู่ในประเทศของข้าพระองค์  ข้าพระองค์พูดแล้วว่าจะเป็นเช่นนี้ไม่ใช่หรือ? นี่เป็นเหตุให้ข้าพระองค์รีบหนีไปเมืองทารชิช เพราะข้าพระองค์ทราบว่า พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระคุณ และพระกรุณา กริ้วช้า และบริบูรณ์ด้วยความรักมั่นคง และเปลี่ยนพระทัยไม่ลงโทษ ข้าแต่พระยาห์เวห์  เพราะฉะนั้น เวลานี้ ขอพระองค์ทรงเอาชีวิตของข้าพระองค์ไปเสีย เพราะว่าข้าพระองค์ตายเสียก็ดีกว่าอยู่”  และพระยาห์เวห์ตรัสว่า “การที่เจ้าโกรธเช่นนี้ดีแล้วหรือ?”  แล้วโยนาห์ก็ออกไปนอกเมือง นั่งอยู่ทางทิศตะวันออกของเมืองนั้น และท่านทำเพิงไว้สำหรับตัวท่านเองที่นั่น ท่านนั่งอยู่ใต้ร่มเพิงคอยดูเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นกับเมืองนั้น  และพระยาห์เวห์พระเจ้าทรงกำหนดให้ต้นละหุ่งต้นหนึ่งงอกขึ้นมาเหนือโยนาห์ ให้เป็นที่กำบังศีรษะของท่าน เพื่อบรรเทาความร้อนรุ่ม  ดังนั้นโยนาห์จึงมีความยินดีอย่างยิ่งเรื่องต้นละหุ่งนั้น  แต่ในเช้าวันรุ่งขึ้น พระเจ้าทรงกำหนดให้หนอนตัวหนึ่งมากัดกินต้นละหุ่งต้นนั้น จนมันเหี่ยวไป  เมื่อดวงอาทิตย์ขึ้นแล้ว พระเจ้าทรงกำหนดให้ลมตะวันออกที่ร้อนผากพัดมา และแสงแดดก็แผดลงบนศีรษะของโยนาห์จนท่านอ่อนเพลียไป  และท่านก็ทูลขอว่า ให้ท่านตายเสียเถิด ท่านว่า “ข้าตายเสียก็ดีกว่าอยู่”  แต่พระเจ้าตรัสกับโยนาห์ว่า “ที่เจ้าโกรธเพราะต้นละหุ่งนั้นดีแล้วหรือ?” ท่านทูลว่า “ที่ข้าพระองค์โกรธถึงอยากตายนี้ดีแล้ว พระเจ้าข้า” “จากนั้นพระยาห์เวห์ตรัสว่า เจ้ามีความสงสารต่อต้นละหุ่งที่เจ้าไม่ได้ลงแรงและไม่ได้ทำให้มันเจริญเติบโต ซึ่งเกิดขึ้นมาในหนึ่งคืน และตายไปในหนึ่งคืน: แล้วเราไม่ควรละเว้นไม่ทำร้ายเมืองนีนะเวห์ ซึ่งเป็นเมืองยิ่งใหญ่ที่มีผู้คนมากกว่าหนึ่งแสนสองหมื่นคน ผู้ที่ไม่สามารถแยกแยะระหว่างมือซ้ายและมือขวา และยังสัตว์เลี้ยงอีกมากมายหรือ?”

พระผู้สร้างทรงแสดงความรู้สึกที่แท้จริงที่พระองค์ทรงมีให้กับมนุษยชาติ

การสนทนาระหว่างพระยาห์เวห์พระเจ้าและโยนาห์นี้เป็นการแสดงออกถึงความรู้สึกที่แท้จริงที่พระผู้สร้างทรงมีให้กับมนุษยชาติอย่างปราศจากข้อสงสัย  ในทางหนึ่ง การสนทนานี้ให้ข้อมูลกับผู้คนเกี่ยวกับความเข้าใจที่พระผู้สร้างทรงมีเกี่ยวกับสรรพสิ่งทรงสร้างทั้งปวงภายใต้อธิปไตยของพระองค์ ดังที่พระยาห์เวห์พระเจ้าได้ตรัสว่า “ไม่สมควรหรือที่เราจะห่วงใยนีนะเวห์นครใหญ่นั้น ซึ่งมีพลเมืองมากกว่า 120,000 คน ผู้ไม่ทราบว่าข้างไหนมือขวาข้างไหนมือซ้าย และมีสัตว์เลี้ยงจำนวนมากด้วย”  กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ความเข้าใจที่พระเจ้าทรงมีเกี่ยวกับเมืองนีนะเวห์นั้นไกลจากความเข้าใจอย่างคร่าวๆ  พระองค์ไม่เพียงแต่ทรงรู้จำนวนของสิ่งมีชีวิตภายในเมืองเท่านั้น (ซึ่งรวมถึงผู้คนและปศุสัตว์) แต่พระองค์ยังทรงรู้จำนวนของผู้คนที่ไม่สามารถแยกแยะระหว่างมือซ้ายและมือขวา—นั่นคือ จำนวนเด็กเล็กและคนหนุ่มสาวที่มีอยู่  นี่คือหลักฐานที่เป็นรูปธรรมว่าพระเจ้าทรงมีความเข้าใจที่ครอบคลุมเกี่ยวกับมวลมนุษย์  ในอีกทางหนึ่ง การสนทนานี้ให้ข้อมูลผู้คนเกี่ยวกับท่าทีที่พระผู้สร้างทรงมีต่อมนุษยชาติ กล่าวคือ น้ำหนักของมนุษยชาติในพระทัยของพระผู้สร้าง  ซึ่งเป็นดั่งที่พระยาห์เวห์พระเจ้าตรัสว่า  “เจ้ามีความสงสารต่อต้นละหุ่งที่เจ้าไม่ได้ลงแรงและไม่ได้ทำให้มันเจริญเติบโต ซึ่งเกิดขึ้นมาในหนึ่งคืน และตายไปในหนึ่งคืน: แล้วเราไม่ควรละเว้นไม่ทำร้ายเมืองนีนะเวห์ ซึ่งเป็นเมืองยิ่งใหญ่…หรือ?”  เหล่านี้คือพระวจนะที่พระยาห์เวห์พระเจ้าทรงตำหนิโยนาห์ แต่ทั้งหมดนั้นเป็นจริงแท้

ถึงแม้ว่าโยนาห์ได้รับความไว้วางพระทัยให้กล่าวประกาศพระวจนะของพระยาห์เวห์พระเจ้าต่อผู้คนเมืองนีนะเวห์ เขาก็ไม่ได้เข้าใจเจตนารมณ์ของพระยาห์เวห์พระเจ้า อีกทั้งเขาไม่ได้เข้าใจความกังวลและความคาดหวังที่พระองค์ทรงมีต่อผู้คนในเมือง  ด้วยการตำหนินี้ พระองค์ทรงหมายที่จะบอกเขาว่า มนุษยชาติคือผลิตผลแห่งพระหัตถ์ของพระเจ้าเอง และพระองค์ได้ทรงสละความมานะพยายามอย่างพากเพียรกับบุคคลทุกๆ คน ว่าบุคคลทุกๆ คนแบกความคาดหวังของพระเจ้าไว้บนบ่าของพวกเขา และว่าบุคคลทุกๆ คนได้ชื่นชมการจัดหาชีวิตของพระเจ้า  พระเจ้าได้ทรงจ่ายราคาความมานะพยายามอย่างพากเพียรเพื่อบุคคลทุกๆ คน  การตำหนินี้ยังบอกโยนาห์ด้วยว่าพระเจ้าทรงทะนุถนอมมนุษยชาติ ซึ่งเป็นพระราชกิจแห่งพระหัตถ์ของพระองค์เอง เช่นเดียวกับที่โยนาห์ทะนุถนอมต้นละหุ่งนั้น  พระเจ้าจะไม่ทรงทอดทิ้งมวลมนุษย์อย่างง่ายๆ หรือจนกระทั่งชั่วขณะสุดท้ายที่เป็นไปได้เลย เพราะเหตุผลที่สำคัญที่สุดคือ มีเด็กเล็กและปศุสัตว์ที่ไร้เดียงสามากมายภายในเมืองนั้น  เมื่อจัดการกับผลิตผลแห่งการทรงสร้างของพระเจ้าที่อ่อนวัยและไม่รู้เท่าทันเหล่านี้ผู้ที่ไม่สามารถแม้กระทั่งแยกแยะมือขวาของตนออกจากมือซ้ายของตน การที่พระเจ้าจะทรงสิ้นสุดชีวิตของพวกเขาและกำหนดบทอวสานของพวกเขาอย่างพระทัยเร็วเช่นนั้นก็เป็นสิ่งที่คิดฝันได้น้อยลงไปอีก  พระเจ้าทรงหวังจะได้ทอดพระเนตรเห็นพวกเขาเติบโต พระองค์ทรงหวังว่าพวกเขาจะไม่เดินบนเส้นทางเดียวกันกับผู้อาวุโสของพวกเขา ว่าพวกเขาจะไม่ต้องฟังคำเตือนของพระยาห์เวห์พระเจ้าอีกครั้ง และว่าพวกเขาจะเป็นพยานให้กับอดีตของเมืองนีนะเวห์  ยิ่งไปกว่านั้น พระเจ้าทรงหวังที่จะเห็นเมืองนีนะเวห์หลังจากที่มันกลับใจแล้ว เห็นอนาคตของเมืองนีนะเวห์หลังจากการกลับใจของมัน และที่สำคัญกว่านั้นคือ เห็นเมืองนีนะเวห์ดำเนินชีวิตภายใต้ความปรานีของพระเจ้าอีกครั้ง  ดังนั้น ในสายพระเนตรของพระเจ้า เป้าหมายแห่งการทรงสร้างเหล่านั้นที่ไม่สามารถแยกแยะระหว่างมือขวาและมือซ้ายของตนได้คืออนาคตของเมืองนีนะเวห์  พวกเขาจะแบกรับอดีตที่น่ารังเกียจของเมืองนีนะเวห์ เช่นเดียวกับที่พวกเขาจะแบกรับหน้าที่ที่สำคัญในการเป็นพยานต่อทั้งอดีตของเมืองนีนะเวห์และอนาคตของมันภายใต้การทรงนำทางของพระยาห์เวห์พระเจ้า  ในคำประกาศแถลงความรู้สึกที่แท้จริงของพระองค์นี้ พระยาห์เวห์พระเจ้าได้ทรงแสดงความปรานีของพระผู้สร้างที่ทรงมีให้กับมนุษยชาติทั้งหมดทั้งมวล  สิ่งนี้แสดงให้มนุษยชาติเห็นว่า “ความปรานีของพระผู้สร้าง” ไม่ใช่วลีที่ว่างเปล่า อีกทั้งไม่ใช่คำสัญญาที่ไร้ค่าไม่จริงใจ  ความปรานีของพระผู้สร้างมีหลักธรรม วิธีการ และวัตถุประสงค์ที่เป็นรูปธรรม  พระเจ้าทรงเที่ยงแท้และเป็นจริง และพระองค์ไม่ทรงใช้การพูดเท็จหรือการปลอมแปลง และในลักษณะเดียวกันนี้ มนุษยชาติได้รับความปรานีของพระองค์อย่างไม่รู้จบในทุกช่วงเวลาและทุกยุคสมัย  อย่างไรก็ตาม จนถึงวันนี้ การโต้ตอบของพระผู้สร้างกับโยนาห์เป็นการแถลงด้วยวาจาพิเศษเพียงครั้งเดียวของพระองค์ว่าเหตุใดพระองค์จึงทรงแสดงความปรานีให้กับมนุษยชาติ พระองค์ทรงแสดงความปรานีให้กับมนุษยชาติอย่างไร พระองค์ทรงทนยอมรับมนุษยชาติอย่างไร และความรู้สึกที่แท้จริงที่พระองค์ทรงมีให้กับมนุษยชาติ  พระวจนะที่รวบรัดของพระยาห์เวห์พระเจ้าในช่วงระหว่างการสนทนานี้แสดงออกถึงพระดำริของพระองค์ต่อมนุษยชาติโดยถ้วนทั่วทั้งหมด  พระวจนะเหล่านี้เป็นการแสดงออกที่แท้จริงถึงท่าทีของพระทัยของพระองค์ต่อมนุษยชาติ และยังเป็นหลักฐานที่เป็นรูปธรรมถึงการประทานความปรานีอย่างอุดมสมบูรณ์ให้แก่มนุษยชาติของพระองค์  ความปรานีของพระองค์ไม่ได้ถูกประทานให้กับชนรุ่นแก่กว่าของมนุษยชาติเท่านั้น แต่ยังประทานให้กับสมาชิกที่เยาว์วัยกว่าของมนุษยชาติด้วย เช่นเดียวกับที่เคยเป็นมาเสมอจากชั่วคนหนึ่งถึงอีกชั่วคนหนึ่ง  ถึงแม้ว่าพระพิโรธของพระเจ้าจะลงมาถึงยังบางมุมและบางยุคของมนุษยชาติอย่างบ่อยครั้ง แต่ความปรานีของพระเจ้าก็ไม่เคยยุติลง  ด้วยความปรานีของพระองค์ พระองค์ทรงนำและทรงนำทางสรรพสิ่งที่ทรงสร้างของพระองค์ชั่วคนแล้วชั่วคนเล่า และทรงจัดหาและบำรุงเลี้ยงสรรพสิ่งที่ทรงสร้างชั่วคนแล้วชั่วคนเล่า เพราะความรู้สึกที่แท้จริงที่พระองค์ทรงมีต่อมนุษยชาติจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง  ดังที่พระยาห์เวห์พระเจ้าได้ตรัสว่า “ไม่สมควรหรือที่เราจะห่วงใยนีนะเวห์…?”  พระองค์ทรงทะนุถนอมสรรพสิ่งที่ทรงสร้างของพระองค์เองเสมอ  นี่คือความปรานีแห่งพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระผู้สร้าง และยังเป็นความทรงเอกลักษณ์อย่างสมบูรณ์ของพระผู้สร้างด้วยเช่นกัน!

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 2” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 119

ผู้คนห้าประเภท

เราจะจัดผู้ติดตามของพระเจ้าออกเป็นหลายประเภทตามความเข้าใจที่พวกเขามีเกี่ยวกับพระเจ้า และความเข้าใจและประสบการณ์ที่พวกเขามีเกี่ยวกับพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระองค์ เพื่อที่พวกเจ้าอาจจะรู้จักช่วงระยะที่พวกเจ้ากำลังอยู่ในขณะนี้ ตลอดจนวุฒิภาวะปัจจุบันของพวกเจ้าด้วย  ในแง่ของความรู้ที่ผู้คนมีเกี่ยวกับพระเจ้าและความเข้าใจที่พวกเขามีเกี่ยวกับพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระองค์นั้น โดยทั่วไปแล้วช่วงระยะและวุฒิภาวะต่างๆ ที่ผู้คนมีนั้นสามารถแยกออกได้เป็นห้าประเภท  หัวข้อนี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการรู้จักพระเจ้าผู้ทรงเอกลักษณ์และพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระองค์  ดังนั้น ขณะที่พวกเจ้าอ่านเนื้อหาต่อไปนี้ พวกเจ้าควรพยายามคิดให้ออกอย่างรอบคอบว่าพวกเจ้ามีความเข้าใจและความรู้เกี่ยวกับความทรงเอกลักษณ์และพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระองค์ของพระเจ้ามากเพียงใดกันแน่ และหลังจากนั้น พวกเจ้าควรใช้ผลลัพธ์นี้ตัดสินว่าแท้จริงแล้วพวกเจ้าอยู่ในช่วงระยะใด แท้จริงแล้ววุฒิภาวะของพวกเจ้าใหญ่เพียงใด และแท้จริงแล้วพวกเจ้าเป็นคนประเภทใด

ประเภทที่หนึ่ง: ช่วงระยะของทารกที่พันผ้าอ้อม

“ทารกที่พันผ้าอ้อม” หมายถึงอะไร?  ทารกที่พันผ้าอ้อมคือทารกที่เพิ่งเกิดมาในโลกนี้ ซึ่งก็คือเด็กแรกเกิด  นั่นคือเวลาที่ผู้คนไม่มีวุฒิภาวะมากที่สุด

โดยพื้นฐานแล้วผู้คนในช่วงระยะนี้ไม่มีการตระหนักรู้หรือจิตสำนึกใดๆ เกี่ยวกับเรื่องของการเชื่อในพระเจ้า  พวกเขางุนงงที่สุดและไม่รู้เท่าทันเกี่ยวกับทุกสิ่งทุกอย่าง  ผู้คนเหล่านี้อาจเชื่อในพระเจ้ามาเป็นเวลานานแล้วหรือบางทีอาจไม่นานนักเลย แต่สภาวะที่งุนงงที่สุดและไม่รู้เท่าทันของพวกเขาและวุฒิภาวะที่แท้จริงของพวกเขาทำให้พวกเขาอยู่ภายในช่วงระยะของทารกที่พันผ้าอ้อม  คำจำกัดความที่แน่นอนของสภาวะของทารกที่พันผ้าอ้อมนั้นเป็นดังนี้คือ ไม่สำคัญว่าบุคคลประเภทนี้จะเชื่อในพระเจ้ามานานเพียงใดก็ตาม พวกเขาจะสับสนปนเป งุนงงสับสน และซื่อเสมอ พวกเขาไม่รู้ว่าเหตุใดพวกเขาจึงเชื่อในพระเจ้า อีกทั้งพวกเขาไม่รู้ว่าพระเจ้าทรงเป็นผู้ใดหรือผู้ใดคือพระเจ้า  ถึงแม้ว่าพวกเขาจะติดตามพระเจ้า แต่ก็ไม่มีคำจำกัดความที่แน่ชัดเกี่ยวกับพระเจ้าในหัวใจของพวกเขา และพวกเขาไม่สามารถกำหนดพิจารณาได้ว่าองค์หนึ่งเดียวที่พวกเขาติดตามนั้นคือพระเจ้าหรือไม่ นับประสาอะไรที่จะกำหนดพิจารณาได้ว่าพวกเขาควรเชื่อในพระเจ้าและติดตามพระองค์อย่างแท้จริงหรือไม่  นี่คือสภาวะที่แท้จริงของบุคคลประเภทนี้  ความคิดของผู้คนเหล่านี้มืดสลัว และกล่าวอย่างง่ายๆ คือ การเชื่อของพวกเขานั้นปนเปยุ่งเหยิง  พวกเขาอยู่ในสภาวะงุนงงที่สุดและว่างเปล่าเสมอ “ความสับสนปนเป” “ความงุนงงสับสน” และ “ความซื่อ” คือสิ่งที่สรุปสภาวะของพวกเขา  พวกเขายังไม่เคยเห็นอีกทั้งยังไม่เคยรู้สึกถึงการดำรงอยู่ของพระเจ้า และดังนั้น การพูดกับพวกเขาเกี่ยวกับการรู้จักพระเจ้าก็มีประโยชน์พอๆ กับการให้พวกเขาอ่านหนังสือที่เขียนด้วยกับอักษรอียิปต์โบราณ—พวกเขาจะไม่มีวันเข้าใจหรือยอมรับมัน  สำหรับพวกเขาแล้ว การรู้จักพระเจ้าก็เหมือนกับการได้ยินเรื่องเล่าเพ้อฝัน  ขณะที่ความคิดของพวกเขาอาจมืดสลัว แต่ที่จริงแล้วพวกเขาเชื่ออย่างหนักแน่นว่าการรู้จักพระเจ้าเป็นเรื่องเสียเวลาและเป็นการพยายามโดยสูญเปล่าอย่างที่สุด  นี่คือบุคคลประเภทแรก กล่าวคือ ทารกที่พันผ้าอ้อม

ประเภทที่สอง: ช่วงระยะของทารกที่ยังดูดนม

เมื่อเปรียบเทียบกับทารกที่พันผ้าอ้อม บุคคลชนิดนี้มีความก้าวหน้าอยู่บ้าง  น่าเศร้าใจที่พวกเขายังคงไม่มีความเข้าใจใดๆ เกี่ยวกับพระเจ้าไม่ว่าเรื่องใดก็ตาม พวกเขายังขาดพร่องความเข้าใจที่ชัดเจนเกี่ยวกับพระเจ้าและขาดพร่องความรู้ความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับพระเจ้า และพวกเขาไม่เข้าใจชัดเจนนักว่าเหตุใดพวกเขาจึงควรเชื่อในพระเจ้า แต่ในหัวใจของพวกเขา พวกเขามีจุดประสงค์และแนวคิดที่ชัดเจนของพวกเขาเอง  พวกเขาไม่สนใจที่จะไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องที่ว่าการเชื่อในพระเจ้าเป็นเรื่องที่ถูกต้องหรือไม่  วัตถุประสงค์และจุดประสงค์ที่พวกเขาแสวงหาโดยผ่านทางการเชื่อในพระเจ้าคือการชื่นชมพระคุณของพระองค์ การมีความชื่นบานยินดีและสันติสุข การใช้ชีวิตอย่างสะดวกสบาย การชื่นชมการใส่พระทัยและการปกป้องของพระเจ้า และการใช้ชีวิตภายใต้พระพรของพระเจ้า  พวกเขาไม่ได้กังวลเกี่ยวกับระดับที่พวกเขารู้จักพระเจ้า พวกเขาไม่มีความเร่งเร้าที่จะแสวงหาความเข้าใจเกี่ยวกับพระเจ้า อีกทั้งพวกเขาไม่ได้กังวลว่าพระเจ้ากำลังทรงทำสิ่งใด หรือพระองค์ทรงปรารถนาจะทำสิ่งใด  พวกเขาเพียงแสวงหาอย่างหูหนวกตาบอดเพื่อให้ได้ชื่นชมพระคุณของพระองค์และได้รับพระพรของพระองค์มากขึ้น พวกเขาพยายามจะได้รับเป็นร้อยเท่าในยุคปัจจุบัน และชีวิตนิรันดร์ในยุคที่กำลังจะมาถึง  ความคิดของพวกเขา ระดับการสละตัวเองของพวกเขา การอุทิศตัวของพวกเขา และความทุกข์ของพวกเขา ทั้งหมดมีวัตถุประสงค์เดียวกัน นั่นคือ เพื่อให้ได้รับพระคุณและพระพรของพระเจ้า  พวกเขาไม่มีความกังวลเกี่ยวกับเรื่องอื่นใด  บุคคลประเภทนี้มั่นใจแต่เพียงว่าพระเจ้าทรงสามารถรักษาผู้คนให้ปลอดภัยและประทานพระคุณของพระองค์ให้แก่พวกเขาได้  คนเราสามารถพูดได้ว่าพวกเขาไม่สนใจและไม่เข้าใจชัดเจนนักว่าเหตุใดพระเจ้าจึงทรงปรารถนาที่จะช่วยมนุษย์ให้รอด หรือผลลัพธ์ที่พระเจ้าทรงปรารถนาจะได้รับด้วยพระวจนะและพระราชกิจของพระองค์  พวกเขาไม่เคยใช้ความมานะพยายามใดๆ เพื่อให้รู้จักเนื้อแท้และพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้า อีกทั้งพวกเขาไม่เคยรวบรวมความสนใจที่จะทำเช่นนั้น  พวกเขาขาดพร่องความโน้มเอียงที่จะให้ความสนใจกับสิ่งเหล่านี้ อีกทั้งพวกเขาไม่ปรารถนาที่จะรู้จักสิ่งเหล่านี้ด้วย  พวกเขาไม่ปรารถนาที่จะถามเกี่ยวกับพระราชกิจของพระเจ้า ข้อพึงประสงค์ของพระเจ้าต่อมนุษย์ น้ำพระทัยของพระเจ้า หรือสิ่งอื่นใดที่เกี่ยวโยงกับพระเจ้า และพวกเขาขาดพร่องความโน้มเอียงนั้นมากเกินไปที่จะถามเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้  นี่เป็นเพราะว่าพวกเขาเชื่อว่าเรื่องเหล่านี้ไม่มีความเกี่ยวโยงกับการชื่นชมกับพระคุณของพระเจ้าของพวกเขา และพวกเขากังวลแต่กับพระเจ้าผู้ทรงมีอยู่โดยมีความเกี่ยวโยงโดยตรงกับผลประโยชน์ของพวกเขาเอง และผู้ทรงสามารถประทานพระคุณให้กับมนุษย์ได้เท่านั้น  พวกเขาไม่มีความสนใจใดๆ เลยในสิ่งอื่นใด และดังนั้น พวกเขาจึงไม่สามารถเข้าสู่ความเป็นจริงของความจริงได้ ไม่ว่าพวกเขาจะได้เชื่อในพระเจ้ามากี่ปีแล้วก็ตาม  หากปราศจากผู้ที่คอยให้น้ำหรือป้อนอาหารพวกเขา ก็เป็นการยากที่พวกเขาจะเดินต่อไปในเส้นทางแห่งการเชื่อในพระเจ้าได้  หากพวกเขาไม่สามารถชื่นชมความชื่นบานยินดีและสันติสุขก่อนหน้านั้นของพวกเขาหรือพระคุณของพระเจ้าได้ เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็ค่อนข้างหมิ่นเหม่ที่จะเดินจากไป  นี่คือบุคคลประเภทที่สอง กล่าวคือ บุคคลที่มีอยู่ในช่วงระยะของทารกที่ยังดูดนม

ประเภทที่สาม: ช่วงระยะของทารกที่หย่านม หรือช่วงระยะของเด็กเล็ก

ผู้คนกลุ่มนี้ครอบครองความตระหนักรู้ที่ชัดเจนเป็นจำนวนหนึ่ง  พวกเขาตระหนักรู้ว่าการชื่นชมพระคุณของพระเจ้าไม่ได้หมายความว่าตัวพวกเขาเองครอบครองประสบการณ์ที่แท้จริง และพวกเขาตระหนักรู้ว่าถึงแม้ว่าพวกเขาไม่มีวันเบื่อกับการแสวงหาความชื่นบานยินดีและสันติสุข กับการแสวงหาพระคุณ หรือหากพวกเขาสามารถเป็นพยานโดยการแบ่งปันประสบการณ์การชื่นชมพระคุณของพระเจ้าของพวกเขา หรือโดยการสรรเสริญพระเจ้าสำหรับพระพรที่พระองค์ได้ประทานให้พวกเขา สิ่งเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาครอบครองชีวิต อีกทั้งไม่ได้หมายความว่าพวกเขาครอบครองความเป็นจริงของความจริง  โดยเริ่มต้นจากความมีสติของพวกเขา พวกเขายุติการมีความหวังอย่างไร้เหตุผลว่าพวกเขามีแต่จะมีพระคุณของพระเจ้าติดตามเคียงข้างเท่านั้น แต่ในขณะที่พวกเขาชื่นชมพระคุณของพระเจ้า พวกเขาก็ปรารถนาที่จะทำบางสิ่งบางอย่างเพื่อพระเจ้าไปพร้อมกันแทน  พวกเขาเต็มใจที่จะปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขา สู้ทนความยากลำบากและความเหนื่อยล้าเล็กน้อย มีส่วนร่วมในการให้ความร่วมมือกับพระเจ้าในระดับหนึ่งๆ  อย่างไรก็ตาม เพราะการไล่ตามเสาะหาของพวกเขาในการเชื่อในพระเจ้าของพวกเขามีสิ่งเจือปนมากจนเกินไป เพราะเจตนาและความอยากแต่ละอย่างที่พวกเขาเก็บงำนั้นแข็งแกร่งจนเกินไป เพราะอุปนิสัยของพวกเขาโอหังอย่างลำพองมากจนเกินไป จึงเป็นการยากที่พวกเขาจะทำให้สมดังสิ่งที่พระเจ้าทรงพึงปรารถนาหรือจงรักภักดีต่อพระเจ้า  ดังนั้น พวกเขาจึงไม่สามารถทำให้ความปรารถนาแต่ละอย่างของพวกเขาเป็นจริง หรือทำตามสัญญาที่พวกเขามีให้กับพระเจ้าได้บ่อยครั้ง  พวกเขามักพบตัวเองอยู่ในสภาวะที่ขัดแย้ง กล่าวคือ พวกเขาปรารถนาเป็นอย่างยิ่งที่จะทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยจนถึงระดับที่สูงสุดที่เป็นไปได้ แต่กระนั้นพวกเขาก็ใช้กำลังทั้งหมดของพวกเขาในการต่อต้านพระองค์ และพวกเขามักให้คำปฏิญญาต่อพระเจ้า แต่หลังจากนั้นก็ทำผิดคำปฏิญาณของพวกเขาอย่างรวดเร็ว  และที่บ่อยยิ่งไปกว่านั้น พวกเขามักพบตัวเองอยู่ในสภาวะที่ขัดแย้งอื่นๆ อีก กล่าวคือ พวกเขาเชื่อในพระเจ้าอย่างจริงใจ แต่กระนั้นพวกเขาก็ปฏิเสธพระองค์และทุกสิ่งทุกอย่างที่มาจากพระองค์ พวกเขาหวังอย่างร้อนรนว่าพระเจ้าจะประทานความรู้แจ้งให้แก่พวกเขา นำทางพวกเขา จัดหาให้พวกเขา และช่วยเหลือพวกเขา แต่กระนั้นพวกเขาก็ยังคงแสวงหาทางออกของตัวเอง  พวกเขาปรารถนาที่จะเข้าใจและรู้จักพระเจ้า แต่กระนั้นพวกเขาก็ไม่เต็มใจที่จะเข้าใกล้ชิดพระองค์  แทนที่จะทำเช่นนั้น พวกเขากลับหลีกเลี่ยงพระเจ้าอยู่เสมอ และหัวใจของพวกเขาปิดรับพระองค์  ในขณะที่พวกเขามีความเข้าใจและประสบการณ์เพียงผิวเผินเกี่ยวกับความหมายตามตัวอักษรของพระวจนะของพระเจ้าและของความจริง และมีมโนคติที่ผิวเผินเกี่ยวกับพระเจ้าและความจริง พวกเขายังคงไม่สามารถยืนยันหรือกำหนดพิจารณาจากจิตใต้สำนึกได้ว่าพระเจ้าทรงเป็นความจริงหรือไม่ หรือยืนยันว่าพระเจ้าทรงชอบธรรมอย่างแท้จริงหรือไม่  พวกเขายังไม่สามารถกำหนดพิจารณาความเป็นจริงของพระอุปนิสัยและเนื้อแท้ของพระเจ้าได้ นับประสาอะไรที่จะกำหนดพิจารณาการดำรงอยู่ที่แท้จริงของพระองค์  การเชื่อในพระเจ้าของพวกเขาประกอบด้วยความสงสัยและความเข้าใจผิดเสมอ และยังประกอบด้วยการจินตนาการและมโนคติที่หลงผิดทั้งหลายด้วยเช่นกัน  ในขณะที่พวกเขาชื่นชมพระคุณของพระเจ้า พวกเขาก็ได้รับประสบการณ์หรือปฏิบัติตามความจริงบางอย่างด้วยความลังเลเช่นกัน ซึ่งพวกเขาพิจารณาความจริงเหล่านี้ว่ามีความเป็นไปได้ในการประเทืองการเชื่อของพวกเขา เสริมประสบการณ์ในการที่เชื่อพระเจ้าของพวกเขา ยืนยันความถูกต้องของความเข้าใจในการที่เชื่อพระเจ้าของพวกเขา และสนองความหยิ่งยโสของพวกเขาโดยการเดินบนเส้นทางชีวิตที่ตัวพวกเขาเองสร้างขึ้น และโดยการสำเร็จลุล่วงในหน้าที่การงานที่ชอบธรรมสำหรับมวลมนุษย์  ในขณะเดียวกัน พวกเขายังทำสิ่งเหล่านี้เพื่อสนองความอยากของพวกเขาเองที่จะได้รับพระพร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเดิมพันที่พวกเขาเล่นด้วยความหวังว่าจะได้รับพระพรที่ยิ่งใหญ่กว่าสำหรับมนุษยชาติ และเพื่อให้สำเร็จลุล่วงในความทะเยอทะยานที่มักใหญ่ใฝ่สูงและความอยากชั่วชีวิตของพวกเขาว่าจะไม่หยุดพักจนกว่าพวกเขาจะได้รับพระเจ้าแล้ว  ผู้คนเหล่านี้มีน้อยคนเหลือเกินที่จะสามารถได้รับความรู้แจ้งของพระเจ้า เพราะความอยากของพวกเขาและเจตนาที่จะได้รับพระพรของพวกเขานั้นสำคัญสำหรับพวกเขามากจนเกินไป  พวกเขาไม่มีความอยากที่จะละทิ้งสิ่งนี้ และพวกเขาไม่สามารถทนที่จะทำเช่นนั้นได้โดยแท้  พวกเขากลัวว่าหากปราศจากความอยากที่จะได้รับพระพร และหากปราศจากความมักใหญ่ใฝ่สูงที่ทะนุถนอมมายาวนานว่าจะไม่หยุดพักจนกว่าพวกเขาจะได้รับพระเจ้าแล้ว พวกเขาจะสูญเสียเครื่องกระตุ้นที่จะเชื่อในพระเจ้าไป  ดังนั้น พวกเขาจึงไม่ปรารถนาที่จะเผชิญหน้ากับความเป็นจริง  พวกเขาไม่ปรารถนาที่จะเผชิญหน้ากับพระวจนะของพระเจ้าหรือพระราชกิจของพระเจ้า  พวกเขาไม่ปรารถนาที่จะเผชิญหน้ากับพระอุปนิสัยหรือเนื้อแท้ของพระเจ้าด้วยซ้ำ นับประสาอะไรที่จะพูดถึงหัวข้อเกี่ยวกับการรู้จักพระเจ้า  นี่เป็นเพราะว่าทันทีที่พระเจ้า เนื้อแท้ของพระองค์ และพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระองค์แทนที่การจินตนาการของพวกเขา ความฝันของพวกเขาจะลอยหายไปในควันไฟ และสิ่งที่พวกเขาเรียกว่าความเชื่อที่บริสุทธิ์และ “คุณความดี” ที่สะสมผ่านการทำงานอย่างเพียรพยายามมานานหลายปีจะหายไปและกลายเป็นความว่างเปล่า  ในทำนองเดียวกัน “อาณาเขต” ที่พวกเขาได้พิชิตด้วยหยาดเหงื่อและเลือดของพวกเขาในช่วงเวลาหลายปีจะเผชิญกับการพังทลาย  ทั้งหมดนี้จะมีนัยสำคัญว่าช่วงเวลาการทำงานและความมานะพยายามหลายปีของพวกเขาไร้ประโยชน์มาตลอด และว่าพวกเขาต้องเริ่มต้นจากความว่างเปล่าอีกครั้ง  นี่คือความเจ็บปวดที่ยากลำบากที่สุดที่พวกเขาจะแบกรับในหัวใจของพวกเขา และเป็นผลลัพธ์ที่พวกเขาอยากจะเห็นน้อยที่สุด ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมพวกเขาจึงถูกขังไว้ในภาวะจนมุมนี้ และปฏิเสธที่จะหันหลังกลับ  นี่คือบุคคลประเภทที่สาม กล่าวคือ บุคคลที่มีอยู่ในช่วงระยะของทารกที่หย่านม

ผู้คนสามประเภทที่อธิบายไปข้างต้น—ซึ่งหมายถึงผู้ที่มีอยู่ในสามช่วงระยะเหล่านี้—ไม่ได้ครอบครองความเชื่อที่แท้จริงใดๆ เกี่ยวกับพระอัตลักษณ์และสถานะของพระเจ้าหรือพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระองค์ อีกทั้งพวกเขาไม่ได้มีการจำแนกออกหรือการยืนยันที่ชัดเจนและถูกต้องแม่นยำใดๆ เกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้  ดังนั้น จึงเป็นการยากอย่างยิ่งที่ผู้คนสามประเภทนี้จะเข้าสู่ความเป็นจริงของความจริง อีกทั้งยังเป็นการยากเช่นกันที่พวกเขาจะได้รับความปรานี ความรู้แจ้ง หรือความกระจ่างของพระเจ้า เพราะลักษณะที่พวกเขาเชื่อในพระเจ้าและท่าทีที่ผิดพลาดที่พวกเขามีต่อพระเจ้านั้นทำให้เป็นไปไม่ได้ที่พระองค์จะทรงปฏิบัติพระราชกิจภายในหัวใจของพวกเขา  ความสงสัย มโนคติผิดๆ และการจินตนาการของพวกเขาเกี่ยวกับพระเจ้านั้นเกินกว่าการเชื่อและความรู้ที่พวกเขามีเกี่ยวกับพระเจ้า  เหล่านี้คือผู้คนสามประเภทที่มีความเสี่ยงอย่างมาก และเป็นสามช่วงระยะที่อันตรายอย่างมาก  เมื่อคนเรารักษาท่าทีที่สงสัยต่อพระเจ้า เนื้อแท้ของพระเจ้า พระอัตลักษณ์ของพระเจ้า เรื่องที่ว่าพระเจ้าทรงเป็นความจริงและความเป็นจริงของการดำรงอยู่ของพระองค์หรือไม่ และเมื่อคนเราไม่สามารถมั่นใจในสิ่งเหล่านี้ได้ คนเราจะสามารถยอมรับทุกสิ่งทุกอย่างที่มาจากพระเจ้าได้อย่างไร?  คนเราจะสามารถยอมรับข้อเท็จจริงที่ว่าพระเจ้าทรงเป็นความจริง เป็นหนทาง และเป็นชีวิตได้อย่างไร?  คนเราจะสามารถยอมรับการตีสอนและการพิพากษาของพระเจ้าได้อย่างไร?  คนเราจะสามารถยอมรับความรอดของพระเจ้าได้อย่างไร?  คนประเภทนี้จะสามารถได้รับการทรงนำทางและการจัดเตรียมที่แท้จริงของพระเจ้าได้อย่างไร?  ผู้ที่อยู่ในสามช่วงระยะเหล่านี้สามารถต่อต้านพระเจ้า ตัดสินพระเจ้า หมิ่นประมาทพระเจ้า หรือทรยศพระเจ้าได้ทุกเมื่อ  พวกเขาสามารถทิ้งขว้างหนทางที่แท้จริงและละทิ้งพระเจ้าได้ทุกเมื่อ  คนเราสามารถพูดได้ว่าผู้คนในสามช่วงระยะเหล่านี้มีอยู่ในช่วงเวลาวิกฤติ เพราะพวกเขาไม่เคยเข้าสู่ร่องครรลองที่ถูกต้องในการที่เชื่อในพระเจ้า

ประเภทที่สี่: ช่วงระยะของเด็กที่กำลังเติบโต หรือวัยเด็ก

หลังจากที่บุคคลหนึ่งหย่านมแล้ว—นั่นคือ หลังจากที่พวกเขาได้ชื่นชมพระคุณในปริมาณที่มากพอแล้ว—พวกเขาเริ่มต้นสำรวจความหมายของการเชื่อในพระเจ้า พวกเขาเริ่มปรารถนาที่จะทำความเข้าใจคำถามต่างๆ เช่น เหตุใดมนุษย์จึงมีชีวิต มนุษย์ควรใช้ชีวิตอย่างไร และเหตุใดพระเจ้าจึงทรงปฏิบัติพระราชกิจของพระองค์กับมนุษย์  เมื่อความคิดที่ไม่ชัดเจนและรูปแบบความคิดที่งุนงงสับสนเหล่านี้อุบัติขึ้นภายในพวกเขาและมีอยู่ภายในพวกเขา พวกเขาได้รับการให้น้ำอย่างต่อเนื่อง และพวกเขาสามารถปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาได้ด้วยเช่นกัน  ในระหว่างช่วงเวลานี้ พวกเขาไม่มีความสงสัยใดๆ อีกต่อไปเกี่ยวกับความจริงของการดำรงอยู่ของพระเจ้า และพวกเขามีการจับความเข้าใจที่ถูกต้องแม่นยำว่าการเชื่อในพระเจ้ามีความหมายว่าอย่างไร  บนพื้นฐานนี้ พวกเขาได้รับความรู้เกี่ยวกับพระเจ้าทีละน้อย และพวกเขาค่อยๆ ได้รับคำตอบบางอย่างสำหรับความคิดที่ไม่ชัดเจนและรูปแบบความคิดที่งุนงงสับสนของพวกเขาเกี่ยวกับพระอุปนิสัยและเนื้อแท้ของพระเจ้า  ในแง่ของการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของพวกเขาตลอดจนความรู้ที่พวกเขามีเกี่ยวกับพระเจ้านั้น ผู้คนในช่วงระยะนี้เริ่มต้นออกเดินบนร่องครรลองที่ถูกต้อง และพวกเขาเข้าสู่ช่วงเวลาเปลี่ยนผ่าน  ผู้คนเริ่มมีชีวิตภายในช่วงระยะนี้  การบ่งชี้ที่ชัดเจนถึงการครอบครองชีวิตคือการค่อยๆ ตอบคำถามต่างๆ ที่เกี่ยวโยงกับการรู้จักพระเจ้าที่ผู้คนมีในหัวใจของพวกเขาทีละน้อย—เช่น ความเข้าใจผิด การจินตนาการ มโนคติที่หลงผิด และการให้คำจำกัดความที่คลุมเครือเกี่ยวกับพระเจ้า—และไม่เพียงแต่พวกเขาจะมาเชื่อและระลึกได้จริงๆ ถึงความเป็นจริงของการดำรงอยู่ของพระเจ้าเท่านั้น แต่พวกเขายังมาครอบครองคำจำกัดความที่ถูกต้องแม่นยำเกี่ยวกับพระเจ้า และมีสถานที่ที่ถูกต้องสำหรับพระเจ้าในหัวใจของพวกเขาด้วย และการติดตามพระเจ้าอย่างแท้จริงจะเข้ามาแทนที่ความเชื่อที่คลุมเครือของพวกเขา  ในระหว่างช่วงระยะนี้ ผู้คนค่อยๆ มารู้จักมโนคติผิดๆ ที่พวกเขามีต่อพระเจ้าและการไล่ตามเสาะหาและหนทางแห่งการเชื่อที่ผิดพลาดของพวกเขา  พวกเขาเริ่มกระหายความจริง กระหายที่จะได้รับประสบการณ์กับการพิพากษา การตีสอน และการคุมวินัยของพระเจ้า และกระหายการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของพวกเขา  พวกเขาค่อยๆ ทิ้งมโนคติที่หลงผิดและการจินตนาการทุกชนิดเกี่ยวกับพระเจ้าไว้เบื้องหลังในระหว่างช่วงระยะนี้ และในขณะเดียวกัน พวกเขาก็เปลี่ยนแปลงและแก้ไขความรู้ผิดๆ ที่พวกเขามีเกี่ยวกับพระเจ้าให้ถูกต้อง และได้รับความรู้พื้นฐานที่ถูกต้องบางอย่างเกี่ยวกับพระเจ้า  ถึงแม้ว่าความรู้ส่วนหนึ่งที่ผู้คนในช่วงระยะนี้ครอบครองนั้นจะไม่เฉพาะเจาะจงหรือถูกต้องแม่นยำมากนัก แต่อย่างน้อยที่สุดพวกเขาก็ค่อยๆ เริ่มทิ้งขว้างมโนคติที่หลงผิด ความรู้ที่ผิดพลาด และความเข้าใจผิดของพวกเขาเกี่ยวกับพระเจ้า พวกเขาไม่รักษามโนคติที่หลงผิดและการจินตนาการของพวกเขาเกี่ยวกับพระเจ้าของอีกต่อไป  พวกเขาเริ่มต้นเรียนรู้วิธีการทิ้งขว้าง—การทิ้งขว้างสิ่งทั้งหลายที่พบท่ามกลางมโนคติที่หลงผิดของพวกเขาเอง สิ่งทั้งหลายจากความรู้ และสิ่งทั้งหลายจากซาตาน  พวกเขาเริ่มเต็มใจที่จะนบนอบต่อสิ่งที่ถูกต้องและเป็นบวก แม้กระทั่งต่อสิ่งที่มาจากพระวจนะของพระเจ้าและสิ่งที่สอดคล้องกับความจริง  นอกจากนี้ พวกเขายังเริ่มพยายามที่จะได้รับประสบการณ์กับพระวจนะของพระเจ้า รู้และปฏิบัติตามพระวจนะของพระองค์ด้วยตัวเอง ยอมรับพระวจนะของพระองค์เป็นหลักการของการกระทำของพวกเขา และเป็นพื้นฐานในการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของพวกเขา  ในระหว่างช่วงเวลานี้ ผู้คนยอมรับการพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้าโดยไม่รู้ตัว และยอมรับพระวจนะของพระเจ้าเป็นชีวิตของพวกเขาโดยไม่รู้ตัว  ขณะที่พวกเขายอมรับการพิพากษา การตีสอน และพระวจนะของพระเจ้า พวกเขากลับกลายมามีความตระหนักรู้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และสามารถสำนึกรับรู้ได้ว่าพระเจ้าที่พวกเขาเชื่อภายในหัวใจของพวกเขานั้นทรงมีอยู่อย่างแท้จริง  ในพระวจนะของพระเจ้า ในประสบการณ์ของพวกเขาและชีวิตของพวกเขานั้น พวกเขารู้สึกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ว่าพระเจ้าทรงเฝ้าดูชะตากรรมของมนุษย์เสมอ และทรงนำทางและจัดเตรียมให้มนุษย์เสมอ  พวกเขาค่อยๆ ยืนยันถึงการดำรงอยู่ของพระเจ้าโดยผ่านทางความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขากับพระเจ้า  ดังนั้น ก่อนที่พวกเขาจะตระหนัก พวกเขาก็ได้รับรองและเริ่มเชื่อในพระราชกิจของพระเจ้าอย่างหนักแน่นโดยไม่รู้ตัวไปแล้ว และพวกเขาได้รับรองพระวจนะของพระเจ้าไปแล้ว  ทันทีที่ผู้คนรับรองพระวจนะและพระราชกิจของพระเจ้า พวกเขาจะปฏิเสธตัวพวกเขาเอง ปฏิเสธมโนคติที่หลงผิดของพวกเขาเอง ปฏิเสธความรู้ของพวกเขาเอง ปฏิเสธการจินตนาการของพวกเขาเองอย่างไม่หยุดยั้ง และในขณะเดียวกันก็ยังแสวงหาว่าความจริงคืออะไรและน้ำพระทัยของพระเจ้าคืออะไรอย่างไม่หยุดยั้งด้วยเช่นกัน  ความรู้ที่ผู้คนมีเกี่ยวกับพระเจ้าค่อนข้างผิวเผินในระหว่างช่วงเวลาการพัฒนานี้—พวกเขาไม่สามารถบรรยายความรู้นี้เป็นคำพูดได้อย่างชัดเจนด้วยซ้ำ อีกทั้งพวกเขายังไม่สามารถแสดงความรู้นี้ในแง่ที่เป็นรายละเอียดที่เฉพาะเจาะจงได้—และพวกเขามีเพียงความเข้าใจที่มีพื้นฐานมาจากการรับรู้เท่านั้น อย่างไรก็ตาม เมื่อนำมาวางเปรียบเทียบกับสามช่วงระยะก่อนหน้านี้ ชีวิตที่ยังไม่เติบโตเต็มที่ของผู้คนในช่วงเวลานี้ได้รับการให้น้ำและการจัดหาพระวจนะของพระเจ้าแล้ว และดังนั้นจึงได้เริ่มผลิใบอ่อนแล้ว  ชีวิตของพวกเขาเป็นเหมือนกับเมล็ดพันธุ์ที่ฝังอยู่ใต้พื้นดิน หลังจากที่ได้รับความชื้นและสารอาหารแล้ว มันจะงอกผ่านดินขึ้นมา และการผลิใบอ่อนของมันจะเป็นตัวแทนของถึงการเกิดชีวิตใหม่  การเกิดนี้ทำให้คนเราสามารถมองเห็นสัญญาณของชีวิต  เมื่อผู้คนมีชีวิต พวกเขาจะเติบโต  ดังนั้น บนรากฐานเหล่านี้—การค่อยๆ เดินหน้าไปบนร่องครรลองที่ถูกต้องในการที่เชื่อในพระเจ้า การทิ้งขว้างมโนคติที่หลงผิดของพวกเขาเอง การได้รับการทรงนำทางโดยพระเจ้า—ชีวิตของผู้คนจะเติบโตทีละเล็กละน้อยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  การเติบโตนี้วัดบนพื้นฐานใด?  การเติบโตนี้วัดตามประสบการณ์ที่บุคคลนั้นมีกับพระวจนะของพระเจ้า และความเข้าใจแท้จริงที่พวกเขามีเกี่ยวกับพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้า  ถึงแม้ว่าพวกเขาจะพบว่าจะเป็นการยากอย่างยิ่งที่จะใช้คำพูดของพวกเขาเองในการอธิบายอย่างถูกต้องแม่นยำถึงความรู้ที่พวกเขามีเกี่ยวกับพระเจ้าและเนื้อแท้ของพระองค์ในระหว่างช่วงเวลาแห่งการเติบโตนี้ แต่ผู้คนกลุ่มนี้ไม่มีความเต็มใจที่จะไล่ตามเสาะหาความยินดีตามใจตัวเองโดยผ่านทางการได้ชื่นชมพระคุณของพระเจ้า หรือเชื่อในพระเจ้าเพื่อไล่ตามเสาะหาจุดประสงค์ที่จะได้รับพระคุณของพระเจ้าของพวกเขาเองอีกต่อไป  แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พวกเขากลับเต็มใจที่จะไล่ตามเสาะหาชีวิตที่ใช้ชีวิตตามพระวจนะของพระเจ้า และกลายเป็นไพร่ฟ้าที่ได้รับความรอดของพระเจ้า  ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขามั่นใจและพร้อมที่จะยอมรับการพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้า  นี่คือเครื่องหมายของผู้ที่อยู่ในช่วงระยะแห่งการเติบโต

ถึงแม้ว่าผู้คนในช่วงระยะนี้จะมีความรู้เกี่ยวกับพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้าอยู่บ้าง แต่ความรู้นี้ก็พร่ามัวและเลือนรางอย่างมาก  ถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่สามารถบรรยายสิ่งเหล่านี้ได้อย่างชัดเจน แต่พวกเขาก็รู้สึกว่าพวกเขาได้รับบางสิ่งบางอย่างภายในแล้ว เพราะพวกเขาได้รับความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้าโดยผ่านทางการตีสอนและการพิพากษาของพระเจ้ามาบ้างแล้ว  อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้ยังค่อนข้างผิวเผิน และยังอยู่ในช่วงระยะชั้นต้น  ผู้คนกลุ่มนี้มีมุมมองที่เฉพาะเจาะจงซึ่งพวกเขาใช้ปฏิบัติต่อพระคุณของพระเจ้า ซึ่งสิ่งนี้ได้รับการแสดงออกในการเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์ที่พวกเขาไล่ตามเสาะหา และวิธีการที่พวกเขาไล่ตามเสาะหาสิ่งเหล่านั้น  พวกเขาได้เห็นแล้วในพระวจนะและพระราชกิจของพระเจ้า ในข้อพึงประสงค์ทุกประเภทของพระองค์ต่อมนุษย์ และในสิ่งที่พระองค์ทรงเผยเกี่ยวกับมนุษย์ว่า หากพวกเขายังคงไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง หากพวกเขายังคงไม่พยายามเข้าสู่ความเป็นจริง หากพวกเขายังคงไม่พยายามทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยและรู้จักพระเจ้าในขณะที่พวกเขาได้รับประสบการณ์กับพระวจนะของพระองค์ เช่นนั้นแล้วพวกเขาจะสูญเสียความหมายของการที่เชื่อในพระเจ้า  พวกเขามองเห็นว่าไม่สำคัญว่าพวกเขาจะชื่นชมพระคุณของพระเจ้ามากเพียงใด พวกเขาก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของพวกเขา ทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัย หรือรู้จักพระเจ้าได้ และเห็นว่าหากผู้คนใช้ชีวิตอยู่ภายใต้พระคุณของพระเจ้าอย่างต่อเนื่อง เช่นนั้นแล้วพวกเขาจะไม่มีวันสัมฤทธิ์การเติบโต ได้รับชีวิต หรือสามารถได้รับความรอดได้  กล่าวโดยสรุปคือ หากบุคคลหนึ่งไม่สามารถได้รับประสบการณ์กับพระวจนะของพระเจ้าได้อย่างแท้จริงและไร้ความสามารถที่จะรู้จักพระเจ้าโดยผ่านทางพระวจนะของพระองค์ เช่นนั้นแล้วพวกเขาจะคงอยู่ในช่วงระยะของทารกชั่วนิรันดร์ และไม่มีวันได้มีความคืบหน้าแม้เพียงหนึ่งก้าวในการเติบโตของชีวิตของพวกเขา  หากเจ้าอยู่ในช่วงระยะของทารกตลอดไป หากเจ้าไม่มีวันเข้าสู่ความเป็นจริงของพระวจนะของพระเจ้า หากเจ้าไม่มีวันมีพระวจนะของพระเจ้าเป็นชีวิตของเจ้า หากเจ้าไม่มีวันครอบครองการเชื่อและความรู้ที่แท้จริงเกี่ยวกับพระเจ้า เช่นนั้นแล้วจะมีความเป็นไปได้ใดๆ หรือไม่ที่พวกเจ้าจะได้รับการทำให้ครบบริบูรณ์โดยพระเจ้า?  ดังนั้น ผู้ใดก็ตามที่เข้าสู่ความเป็นจริงแห่งพระวจนะของพระเจ้า ผู้ใดก็ตามที่ยอมรับพระวจนะของพระเจ้าเป็นชีวิตของพวกเขา ผู้ใดก็ตามที่เริ่มยอมรับการตีสอนและการพิพากษาของพระเจ้า ผู้ใดก็ตามที่อุปนิสัยที่เสื่อมทรามของเขาเริ่มเปลี่ยนแปลง และผู้ใดก็ตามที่มีหัวใจที่กระหายความจริง ผู้ที่มีความอยากที่จะรู้จักพระเจ้า และความอยากที่จะยอมรับความรอดของพระเจ้า เหล่านี้คือผู้ที่ครอบครองชีวิตอย่างแท้จริง  นี่คือบุคคลประเภทที่สี่อย่างแท้จริง นั่นคือประเภทของเด็กที่กำลังเติบโต ผู้ที่อยู่ในช่วงระยะวัยเด็ก

ประเภทที่ห้า: ช่วงระยะการเติบโตเต็มที่ของชีวิต หรือช่วงระยะของผู้ใหญ่

หลังจากได้รับประสบการณ์และเดินเตาะแตะผ่านช่วงระยะของวัยเด็ก ซึ่งเป็นช่วงระยะของการเติบโตที่เต็มไปด้วยการขึ้นลงซ้ำๆ แล้ว ชีวิตของผู้คนก็จะกลายเป็นมีเสถียรภาพขึ้น จังหวะก้าวเดินไปข้างหน้าของพวกเขาไม่หยุดลงอีกต่อไป และไม่มีผู้ใดสามารถขัดขวางพวกเขาได้  ถึงแม้ว่าเส้นทางข้างหน้าจะยังคงขรุขระและตะปุ่มตะป่ำ แต่พวกเขาก็ไม่อ่อนแอหรือขลาดกลัวอีกต่อไป และพวกเขาไม่คลำทางไปข้างหน้าหรือไม่รู้เหนือรู้ใต้อีกต่อไป  รากฐานของพวกเขาหยั่งรากลึกภายในประสบการณ์จริงกับพระวจนะของพระเจ้า และหัวใจของพวกเขาได้รับการดึงดูดจากความทรงเกียรติและความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า  พวกเขากระหายที่จะติดตามย่างพระบาทของพระเจ้า ที่จะรู้เนื้อแท้ของพระเจ้า และที่จะรู้ทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับพระเจ้า

ผู้คนในช่วงระยะนี้รู้อย่างชัดเจนแล้วว่าใครที่พวกเขาเชื่อ และพวกเขารู้อย่างชัดเจนว่าเหตุใดพวกเขาจึงควรเชื่อในพระเจ้า และความหมายของชีวิตของพวกเขาเอง และพวกเขารู้อย่างชัดเจนว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่พระเจ้าทรงแสดงออกคือความจริง  ในช่วงเวลาหลายปีที่พวกเขาได้รับประสบการณ์ พวกเขาระลึกได้ว่าหากปราศจากการพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้า บุคคลหนึ่งจะไม่มีวันสามารถทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยหรือรู้จักพระเจ้าได้ และจะไม่มีวันสามารถมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าได้อย่างแท้จริง  ภายในหัวใจของผู้คนเหล่านี้คือความอยากอย่างยิ่งที่จะได้รับการทดสอบจากพระเจ้า เพื่อที่พวกเขาอาจมองเห็นพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้าในขณะที่ได้รับการทดสอบ และเพื่อบรรลุถึงความรักที่บริสุทธิ์มากขึ้น และในขณะเดียวกันก็สามารถเข้าใจและรู้จักพระเจ้าอย่างแท้จริงยิ่งขึ้น  ผู้คนในช่วงระยะนี้ได้อำลาช่วงระยะของทารกและช่วงระยะของการชื่นชมพระคุณของพระเจ้าและการกินขนมปังของพวกเขาจนพอใจอย่างสมบูรณ์แล้ว  พวกเขาไม่วางความหวังอันฟุ้งเฟ้อไว้ที่การทำให้พระเจ้าทรงทนยอมรับและแสดงความปรานีต่อพวกเขาอีกต่อไป  ในทางตรงกันข้าม พวกเขากลับมั่นใจที่จะได้รับและหวังที่จะได้รับการตีสอนและการพิพากษาอย่างไม่หยุดยั้งของพระเจ้า เพื่อที่จะแยกตัวพวกเขาเองออกจากอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของพวกเขาและทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัย  ความรู้ที่พวกเขามีเกี่ยวกับพระเจ้า และการไล่ตามเสาะหาของพวกเขา หรือเป้าหมายสุดท้ายของการไล่ตามเสาะหาของพวกเขา ทั้งหมดต่างชัดเจนอย่างยิ่งในหัวใจของพวกเขา  ดังนั้น ผู้คนในช่วงระยะของผู้ใหญ่ได้อำลาช่วงระยะของความเชื่อที่คลุมเครือ ช่วงระยะที่พวกเขาอาศัยพระคุณเพื่อความรอด ช่วงระยะของชีวิตที่ยังไม่เติบโตเต็มที่และไม่สามารถทนต่อการทดสอบ ช่วงระยะของความพร่ามัว ช่วงระยะของการคลำทาง ช่วงระยะของการไม่มีเส้นทางให้เดินบ่อยครั้ง ช่วงเวลาที่ไม่มั่นคงของการสลับระหว่างความร้อนและเย็นอย่างฉับพลัน และช่วงระยะที่คนเราติดตามพระเจ้าโดยที่ปิดตาข้างหนึ่งอย่างสมบูรณ์แล้ว  ผู้คนประเภทนี้ได้รับความรู้แจ้งและความกระจ่างของพระเจ้าบ่อยครั้ง และมีส่วนร่วมในการสมาคมและการสื่อสารที่แท้จริงกับพระเจ้าบ่อยครั้ง  คนเราสามารถพูดได้ว่าผู้คนที่ใช้ชีวิตในช่วงระยะนี้ได้จับความเข้าใจส่วนหนึ่งของน้ำพระทัยของพระเจ้าแล้ว ว่าพวกเขาสามารถพบหลักธรรมของความจริงในทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาทำ และว่าพวกเขารู้ว่าจะทำให้สมดังสิ่งที่พระเจ้าทรงพึงปรารถนาอย่างไร  นอกจากนั้น พวกเขายังได้พบเส้นทางแห่งการรู้จักพระเจ้าแล้ว และได้เริ่มเป็นพยานต่อความรู้ที่พวกเขามีเกี่ยวกับพระเจ้าแล้ว  ในช่วงระหว่างกระบวนการแห่งการเติบโตทีละน้อย พวกเขาได้รับความเข้าใจและความรู้เกี่ยวกับน้ำพระทัยของพระเจ้าทีละน้อย นั่นคือ เกี่ยวกับน้ำพระทัยของพระเจ้าในการทรงสร้างมนุษยชาติ และเกี่ยวกับน้ำพระทัยของพระเจ้าในการบริหารจัดการมนุษยชาติ  พวกเขายังค่อยๆ ได้รับความเข้าใจและความรู้เกี่ยวกับพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้าในแง่ของเนื้อแท้ด้วยเช่นกัน  ไม่มีมโนคติที่หลงผิดหรือการจินตนาการใดของมนุษย์ที่สามารถแทนที่ความรู้นี้ได้  ในขณะที่คนเราไม่สามารถพูดได้ว่าในช่วงระยะที่ห้านั้นชีวิตของบุคคลหนึ่งเติบโตเต็มที่อย่างสมบูรณ์ หรือว่าบุคคลนี้มีความชอบธรรมหรือครบบริบูรณ์  ถึงอย่างนั้น บุคคลประเภทนี้ก็ได้ก้าวไปข้างหน้าสู่ช่วงระยะของการเติบโตเต็มที่ในชีวิตแล้ว และสามารถมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า มายืนประจันกับพระวจนะของพระเจ้าและเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าได้แล้ว  เพราะบุคคลประเภทนี้ได้รับประสบการณ์กับพระวจนะของพระเจ้ามากมายยิ่งนัก ได้รับประสบการณ์กับการทดสอบนับไม่ถ้วน และได้รับประสบการณ์กับตัวอย่างการคุมวินัย การพิพากษา และการตีสอนนับไม่ถ้วนจากพระเจ้า การนบนอบต่อพระเจ้าของพวกเขาจึงไม่ใช่การนบนอบแบบสัมพัทธ์ แต่เป็นการนบนอบที่แน่นอน  ความรู้ที่พวกเขามีเกี่ยวกับพระเจ้าได้แปลงรูปจากภาวะที่ไม่รู้ตัวเป็นความรู้ที่ชัดเจนและแม่นยำ จากผิวเผินเป็นลึกซึ้ง จากเบลอและพร่ามัวเป็นพิถีพิถันและจับต้องได้  พวกเขาได้เปลี่ยนจากการคลำทางอย่างพากเพียรและการแสวงหาในเชิงรับเป็นความรู้อย่างไม่ต้องพยายามและการเป็นพยานในเชิงรุก  สามารถกล่าวได้ว่าผู้คนในช่วงระยะนี้ครอบครองความเป็นจริงของความจริงของพระวจนะของพระเจ้า ว่าพวกเขาได้ก้าวไปบนเส้นทางสู่การทำให้เพียบพร้อม เช่นเดียวกับเส้นทางที่เปโตรเดิน  นี่คือบุคคลชนิดที่ห้า ผู้ที่ใช้ชีวิตในช่วงระยะของการเติบโตเต็มที่—ช่วงระยะของผู้ใหญ่

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 2” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

ก่อนหน้า: การรู้จักพระเจ้า 2

ถัดไป: การรู้จักพระเจ้า 4

ปี 2021 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

บทที่ 1

คำสรรเสริญได้มาสู่ศิโยน และสถานที่ประทับของพระเจ้าได้ปรากฏขึ้น...

พระราชกิจในยุคธรรมบัญญัติ

พระราชกิจซึ่งพระยาห์เวห์ทรงกระทำกับผู้คนแห่งอิสราเอลนั้นเป็นการสถาปนาสถานกำเนิดของพระเจ้าในโลกนี้ขึ้นท่ามกลางมนุษยชาติอันเป็นสถานศักดิ์สิทธ์…...

ผู้ที่ถูกเรียกมีมากมาย แต่ผู้ที่ถูกเลือกมีเพียงนิดเดียว

เราได้แสวงหาผู้คนมากมายบนโลกนี้เพื่อให้มาเป็นผู้ติดตามของเรา  ในหมู่ผู้ติดตามทั้งหมดเหล่านี้ มีผู้ที่ทำหน้าที่เป็นนักบวช...

ว่าด้วยชีวิตของเปโตร

เปโตรคือบุคคลต้นแบบของพระเจ้าสำหรับมนุษยชาติผู้เป็นแรงบันดาลใจอันเป็นที่รู้จักของผู้คนทั้งหมด...

พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์ การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ข้อคัดสรรของพระวจนะแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ 170 หลักธรรมเกี่ยวกับการปฏิบัติความจริง ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า คำพยานเกี่ยวกับประสบการณ์ทั้งหลายหน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้