การเปิดโปงความเสื่อมทรามของมวลมนุษย์ 1

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 300

ภายหลังจากหลายพันปีแห่งความเสื่อมทราม มนุษย์ด้านชาและปัญญาทึบ เขาได้กลายเป็นปีศาจตนหนึ่งซึ่งต่อต้านพระเจ้า จนถึงขนาดที่ความเป็นกบฏของมนุษย์ต่อพระเจ้านั้นได้ถูกบันทึกไว้ในหนังสือทั้งหลาย ว่าด้วยประวัติศาสตร์ และกระทั่งมนุษย์เองก็ไม่สามารถที่จะพรรณนาพฤติกรรมอันเป็นกบฏของเขาได้อย่างครบถ้วน—ด้วยเหตุที่มนุษย์ได้ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามอย่างล้ำลึก และได้ถูกซาตานนำพาให้ออกนอกลู่นอกทางไปถึงขนาดที่ว่าเขาไม่รู้ว่าจะหันไปทางใด แม้กระทั่งวันนี้ มนุษย์ยังคงทรยศพระเจ้า กล่าวคือ เมื่อมนุษย์เห็นพระเจ้า เขาทรยศพระองค์ และเมื่อเขาไม่สามารถเห็นพระเจ้า เขาก็ทรยศพระองค์ด้วยเช่นกัน มีแม้กระทั่งพวกที่เมื่อได้เป็นประจักษ์พยานในคำสาปแช่งของพระเจ้าและพระพิโรธของพระเจ้าแล้ว ก็ยังคงทรยศพระองค์ และดังนั้นเราจึงกล่าวว่าสำนึกรับรู้ของมนุษย์ได้สูญเสียหน้าที่ดั้งเดิมของมันไปแล้ว และว่ามโนธรรมของมนุษย์ก็ได้สูญเสียหน้าที่ดั้งเดิมของมันไปแล้วด้วยเช่นกัน มนุษย์ที่เราเฝ้ามองคือสัตว์เดียรัจฉานตัวหนึ่งในเครื่องแต่งกายของมนุษย์ เขาเป็นอสรพิษตัวหนึ่ง และไม่สำคัญว่าเขาพยายามทำตัวให้ดูเหมือนน่าเวทนาต่อหน้าต่อตาของเราเพียงใด เราจะไม่มีวันเมตตาต่อเขา ด้วยเหตุที่มนุษย์ไม่มีการจับความเข้าใจในความแตกต่างระหว่างขาวกับดำ ในความแตกต่างระหว่างความจริงกับสิ่งที่ไม่ใช่ความจริง สำนึกรับรู้ของมนุษย์ด้านชายิ่งนัก กระนั้นก็ตามเขายังคงปรารถนาที่จะได้รับพระพร สภาวะความเป็นมนุษย์ของเขาต่ำศักดิ์ยิ่งนัก กระนั้นก็ตามเขายังคงปรารถนาที่จะมีอธิปไตยของกษัตริย์ เขาจะสามารถเป็นกษัตริย์ของใครได้ ด้วยสำนึกรับรู้เช่นนั้น? เขาที่มีสภาวะความเป็นมนุษย์เช่นนั้นจะสามารถนั่งบนบัลลังก์ได้อย่างไร? มนุษย์ไม่มีความละอายใจจริงๆ! เขาคือผู้เคราะห์ร้ายที่ทะนงตนคนหนึ่ง! สำหรับบรรดาพวกเจ้าที่ปรารถนาจะได้รับพระพร เราขอแนะนำให้เจ้าหากระจกเงาหนึ่งบานแล้วมองดูภาพสะท้อนอันน่าเกลียดของเจ้าเองเสียก่อน—เจ้ามีสิ่งที่จำเป็นในการเป็นกษัตริย์หรือไม่? เจ้ามีหน้าตาเหมือนผู้หนึ่งซึ่งสามารถได้รับพระพรหรือไม่? ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของเจ้าเลยแม้แต่น้อยและเจ้ายังไม่ได้นำความจริงใดๆ มาปฏิบัติเลย กระนั้นเจ้ายังคงปรารถนาที่จะมีวันพรุ่งนี้ที่น่าอัศจรรย์อยู่อีก เจ้ากำลังหลอกตัวเอง! มนุษย์ซึ่งเกิดมาในดินแดนอันโสมมเช่นนั้น ได้ถูกสังคมทำให้มัวหมองอย่างรุนแรง เขาได้รับอิทธิพลจากจริยธรรมแบบศักดินา และเขาได้รับการสอน ณ “สถาบันอุดมศึกษา” การคิดล้าหลัง ศีลธรรมอันเสื่อมทราม มุมมองชีวิตแบบคับแคบ ปรัชญาเพื่อการดำรงชีวิตที่น่ารังเกียจ การดำรงอยู่อันไร้ค่าอย่างที่สุด และรูปแบบการใช้ชีวิตและขนบธรรมเนียมทั้งหลายอันต่ำทราม—สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดได้รุกล้ำเข้าไปในหัวใจของมนุษย์อย่างรุนแรง และได้บ่อนทำลายและโจมตีมโนธรรมของเขาอย่างรุนแรง ผลก็คือ มนุษย์ยิ่งอยู่ห่างไกลจากพระเจ้ามากขึ้นเรื่อยๆ และยิ่งต่อต้านพระองค์มากขึ้นเรื่อยๆ อุปนิสัยของมนุษย์กลายมาเป็นชั่วช้ามากขึ้นในแต่ละวัน และไม่มีสักคนหนึ่งที่จะเต็มใจยอมสละสิ่งใดๆ เพื่อพระเจ้า ไม่มีสักคนหนึ่งที่จะเต็มใจเชื่อฟังพระเจ้า ยิ่งไปกว่านั้น ไม่มีสักคนหนึ่งที่จะเต็มใจแสวงหาการทรงปรากฏของพระเจ้า แทนที่จะเป็นเช่นนั้น ภายใต้แดนครอบครองของซาตาน มนุษย์ไม่ทำอะไรเลยเว้นแต่ไล่ตามเสาะหาความยินดี โดยยอมให้ตัวเขาเองจมอยู่กับความเสื่อมทรามของเนื้อหนังในดินแดนแห่งโคลน แม้คราที่พวกเขาได้ยินความจริง พวกที่ใช้ชีวิตอยู่ในความมืดมิดก็ไม่ได้ครุ่นคิดเรื่องการนำความจริงไปปฏิบัติ และพวกเขาก็ไม่มีแนวโน้มที่จะแสวงหาพระเจ้า ต่อให้พวกเขาได้เห็นการทรงปรากฏของพระองค์แล้วก็ตาม มนุษย์คนหนึ่งที่ต่ำทรามเช่นนั้นจะสามารถมีโอกาสแห่งความรอดได้อย่างไร? มนุษย์คนหนึ่งที่เสื่อมโทรมเช่นนั้นจะสามารถดำเนินชีวิตอยู่ในความสว่างได้อย่างไร?

ตัดตอนมาจาก “การมีอุปนิสัยที่ไม่เปลี่ยนแปลงคือการเป็นศัตรูกับพระเจ้า” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 301

อุปนิสัยอันเสื่อมทรามของมนุษย์ก่อเกิดขึ้นมาจากการที่เขาถูกซาตานวางยาพิษและทำให้ด่างพร้อย จากอันตรายมหันต์ที่ซาตานได้ทำให้ก่อเกิดขึ้นกับการคิด ศีลธรรม ความรู้ความเข้าใจเชิงลึก และสำนึกรับรู้ของเขา นั่นเป็นเพราะสิ่งพื้นฐานทั้งหลายของมนุษย์ได้ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามแล้วอย่างแน่นอน และไม่เหมือนอย่างที่สุดกับวิธีการที่พระเจ้าได้ทรงสร้างพวกเขาขึ้นมาแต่ดั้งเดิมนั่นเอง มนุษย์จึงต่อต้านพระเจ้าและไม่เข้าใจความจริง ด้วยเหตุนี้ การเปลี่ยนแปลงทั้งหลายในอุปนิสัยของมนุษย์จึงควรเริ่มต้นด้วยการเปลี่ยนแปลงทั้งหลายในการคิด ความรู้ความเข้าใจเชิงลึก และสำนึกรับรู้ของเขา ซึ่งจะเปลี่ยนความรู้ของเขาเกี่ยวกับพระเจ้าและความรู้ของเขาเกี่ยวกับความจริง พวกที่เกิดมาในดินแดนที่เสื่อมทรามอย่างล้ำลึกที่สุดในบรรดาดินแดนทั้งหมดนั้นไม่รู้เท่าทันในสิ่งที่พระเจ้าทรงเป็น หรือความหมายของการเชื่อในพระเจ้ายิ่งขึ้นไปอีก ยิ่งผู้คนเสื่อมทรามมากขึ้นเท่าใด พวกเขาก็ยิ่งรู้จักการทรงดำรงอยู่ของพระเจ้าน้อยลงเท่านั้น และสำนึกรับรู้และความรู้ความเข้าใจเชิงลึกของพวกเขาก็ยิ่งแย่ลงเท่านั้น แหล่งที่มาของการต่อต้านและการเป็นกบฏต่อพระเจ้าของมนุษย์ก็คือความเสื่อมทรามของเขาโดยซาตาน เพราะความเสื่อมทรามของซาตาน มโนธรรมของมนุษย์จึงได้ด้านชามากขึ้น เขาไม่มีศีลธรรม ความคิดของเขาเสื่อม และเขามีทัศนะทางจิตใจที่ล้าหลัง ก่อนที่เขาจะถูกซาตานทำให้เสื่อมทราม มนุษย์ได้ติดตามพระเจ้าโดยธรรมชาติและเชื่อฟังพระวจนะของพระองค์หลังจากที่ได้ยินพระวจนะเหล่านั้น เขามีสำนึกรับรู้และมโนธรรมที่ถูกต้องโดยธรรมชาติ และมีสภาวะความเป็นมนุษย์ปกติ ภายหลังจากที่ถูกซาตานทำให้เสื่อมทราม สำนึกรับรู้ มโนธรรม และสภาวะความเป็นมนุษย์ดั้งเดิมของมนุษย์ก็ทึบเขลาและถูกซาตานทำให้เสื่อมลง ด้วยเหตุนี้ เขาจึงได้สูญเสียความเชื่อฟังและความรักของเขาที่มีต่อพระเจ้า สำนึกรับรู้ของมนุษย์ได้กลายเป็นผิดปกติวิสัย อุปนิสัยของเขาได้กลายเป็นเช่นเดียวกับอุปนิสัยของสัตว์ตัวหนึ่ง และความเป็นกบฏของเขาต่อพระเจ้าก็เกิดขึ้นบ่อยขึ้นและรุนแรงยิ่งขึ้นไปอีก กระนั้นก็ตามมนุษย์ยังคงไม่รู้และไม่ระลึกถึงการนี้ได้ และเพียงต่อต้านและเป็นกบฏอย่างหูหนวกตาบอด อุปนิสัยของมนุษย์ถูกเผยในการแสดงออกทั้งหลายของสำนึกรับรู้ ความรู้ความเข้าใจเชิงลึก และมโนธรรมของเขา เพราะสำนึกรับรู้และความรู้ความเข้าใจเชิงลึกของเขานั้นไม่น่าไว้ใจ และมโนธรรมของเขาได้ทึบเขลายิ่งนัก ด้วยเหตุนี้อุปนิสัยของเขาจึงเป็นกบฏต่อพระเจ้า หากสำนึกรับรู้และความรู้ความเข้าใจเชิงลึกของมนุษย์ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ เช่นนั้นแล้ว การเปลี่ยนแปลงทั้งหลายในอุปนิสัยของเขาก็ย่อมเป็นไปไม่ได้ เช่นเดียวกับการสอดคล้องกันกับน้ำพระทัยพระเจ้า หากสำนึกรับรู้ของมนุษย์ไม่น่าไว้ใจ เขาก็ย่อมไม่สามารถรับใช้พระเจ้าได้และไม่เหมาะสำหรับการใช้งานโดยพระเจ้า “สำนึกรับรู้ที่ปกติ” หมายถึงการเชื่อฟังและการสัตย์ซื่อต่อพระเจ้า หมายถึงการโหยหาในพระเจ้า หมายถึงการมีความสมบูรณ์ต่อพระเจ้า และหมายถึงการมีมโนธรรมต่อพระเจ้า นั่นหมายถึงการเป็นหัวใจและจิตใจหนึ่งเดียวต่อพระเจ้า และการไม่ต่อต้านพระเจ้าโดยจงใจ การมีสำนึกรับรู้ที่ผิดปกติวิสัยไม่ได้เป็นเช่นนี้ เนื่องจากมนุษย์ถูกซาตานทำให้เสื่อมทราม เขาจึงได้คิดมโนคติที่หลงผิดเกี่ยวกับพระเจ้าขึ้นมา และเขาไม่เคยมีความจงรักภักดีต่อพระเจ้าหรือการโหยหาในพระองค์เลย โดยยังไม่ได้พูดถึงมโนธรรมที่มีต่อพระเจ้าเลย มนุษย์ต่อต้านพระเจ้าและตัดสินพระองค์โดยจงใจ และยิ่งไปกว่านั้น ยังกล่าวคำผรุสวาทใส่พระองค์ลับหลังพระองค์ มนุษย์ตัดสินพระเจ้าลับหลังพระองค์ ด้วยความรู้อันชัดเจนว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้า มนุษย์ไม่มีเจตนาที่จะเชื่อฟังพระเจ้า และเพียงสร้างข้อเรียกร้องและคำร้องขอแบบไม่ลืมหูลืมตาจากพระองค์ ผู้คนเช่นนั้น—ผู้คนผู้ซึ่งมีสำนึกรับรู้อันผิดปกติวิสัย—ไม่สามารถที่จะรู้จักพฤติกรรมของพวกเขาเองหรือที่จะเสียใจในความเป็นกบฏของพวกเขา หากผู้คนสามารถรู้จักตัวเองได้ พวกเขาก็ย่อมได้รับเอาสำนึกรับรู้ของพวกเขากลับมาแล้วเล็กน้อย ยิ่งผู้คนผู้ซึ่งไม่สามารถรู้จักตัวเองมีความเป็นกบฏต่อพระเจ้ามากขึ้นเท่าใด พวกเขาก็ยิ่งมีสำนึกรับรู้ที่ถูกต้องน้อยลงเท่านั้น

ตัดตอนมาจาก “การมีอุปนิสัยที่ไม่เปลี่ยนแปลงคือการเป็นศัตรูกับพระเจ้า” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 302

การเปิดเผยถึงอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของมนุษย์ไม่ได้มีแหล่งที่มาอยู่ในสิ่งใดมากไปกว่ามโนธรรมที่ทึบเขลาของมนุษย์ ธรรมชาติอันมุ่งร้ายของเขา และสำนึกรับรู้อันไม่น่าไว้ใจของเขา หากมโนธรรมและสำนึกรับรู้ของมนุษย์สามารถกลายเป็นปกติได้อีกครั้ง เขาก็ย่อมจะกลายเป็นใครบางคนซึ่งเหมาะสมสำหรับการใช้งานเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า เป็นเพียงเพราะมโนธรรมของมนุษย์นั้นมึนชามาตลอด และเพราะสำนึกรับรู้ของมนุษย์ ซึ่งไม่เคยถูกต้อง กำลังทึบเขลายิ่งขึ้นเรื่อยๆ จนมนุษย์กำลังเป็นกบฏต่อพระเจ้ายิ่งขึ้นเรื่อยๆ จนถึงขั้นที่ว่าเขากระทั่งได้ตรึงพระเยซูบนกางเขนและไม่ยอมให้การจุติเป็นมนุษย์ในยุคสุดท้ายของพระเจ้าเข้าสู่พระนิเวศของพระองค์ และกล่าวโทษเนื้อหนังของพระเจ้า และมองเนื้อหนังของพระเจ้าว่าต่ำต้อย หากมนุษย์มีแต่เพียงสภาวะความเป็นมนุษย์เล็กน้อย เขาคงจะไม่โหดร้ายถึงเพียงนั้นในการปฏิบัติของเขาต่อเนื้อหนังซึ่งจุติมาเป็นมนุษย์ของพระเจ้า หากเขามีแต่เพียงสำนึกรับรู้เล็กน้อย เขาคงจะไม่ชั่วช้าถึงเพียงนั้นในการปฏิบัติของเขาต่อเนื้อหนังของพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์ หากเขามีแต่เพียงมโนธรรมเล็กน้อย เขาคงจะไม่ “ขอบคุณ” ต่อพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์ในหนทางนี้ มนุษย์ใช้ชีวิตในยุคสมัยของพระเจ้าที่ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ กระนั้นเขายังไม่สามารถที่จะขอบคุณพระเจ้าสำหรับการทรงมอบโอกาสที่ดีเช่นนี้ให้เขา และแทนที่จะเป็นเช่นนั้นกลับสาปแช่งการเสด็จมาของพระเจ้า หรือเพิกเฉยต่อข้อเท็จจริงของการจุติเป็นมนุษย์ของพระเจ้าอย่างสิ้นเชิง และดูเหมือนว่าจะต่อต้านข้อเท็จจริงนั้นและเบื่อหน่ายกับข้อเท็จจริงนั้น ไม่ว่ามนุษย์จะปฏิบัติต่อการเสด็จมาของพระเจ้าอย่างไร สรุปสั้นๆ คือ พระเจ้าได้ทรงดำเนินพระราชกิจของพระองค์อย่างอดทนเสมอมา—แม้ว่ามนุษย์ไม่เคยต้อนรับพระองค์เลยแม้แต่เล็กน้อย และทำการร้องขอจากพระองค์อย่างหูหนวกตาบอด อุปนิสัยของมนุษย์ได้กลายเป็นชั่วช้ายิ่งนัก สำนึกรับรู้ของเขาได้ทึบเขลายิ่งนัก และมโนธรรมของเขาได้ถูกมารร้ายเหยียบย่ำอย่างสิ้นเชิงและไม่ได้เป็นมโนธรรมดั้งเดิมของมนุษย์มานานแล้ว มนุษย์ไม่เพียงอกตัญญูต่อพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์ที่ทรงประทานชีวิตและพระคุณมากมายเพียงนั้นให้แก่มวลมนุษย์เท่านั้น แต่กระทั่งยังได้กลายเป็นไม่พอใจต่อพระเจ้าที่ทรงมอบความจริงแก่เขา นั่นเป็นเพราะมนุษย์ไม่มีความสนใจในความจริงแม้แต้น้อย เขาจึงได้ไม่พอใจต่อพระเจ้า ไม่เพียงแค่มนุษย์ไม่สามารถที่จะวางชีวิตของเขาลงเพื่อพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์เท่านั้น แต่เขายังพยายามที่จะเค้นเอาความโปรดปรานทั้งหลายจากพระองค์ และอ้างเอาผลประโยชน์ยิ่งใหญ่กว่าสิ่งซึ่งมนุษย์ได้ถวายแด่พระเจ้านับเป็นหลายสิบเท่าด้วยเช่นกัน ผู้คนที่มีมโนธรรมและสำนึกรับรู้เช่นนั้นคิดว่านี่ไม่ใช่เรื่องสำคัญยิ่งใหญ่ และยังคงเชื่อว่าพวกเขาได้สละตัวพวกเขาเพื่อพระเจ้ามากมายยิ่งนักแล้ว และว่าพระเจ้าได้ทรงมอบให้พวกเขาน้อยเกินไป มีผู้คนผู้ซึ่งเมื่อได้ถวายน้ำหนึ่งถ้วยให้เราแล้ว ก็ยื่นมือของพวกเขาออกมาและเรียกร้องให้เราจ่ายเป็นนมสองถ้วยให้พวกเขา หรือเมื่อได้ถวายห้องให้เราเป็นเวลาหนึ่งคืนแล้ว ก็เรียกร้องให้เราจ่ายค่าเช่าเป็นเวลาหลายคืน ด้วยสภาวะความเป็นมนุษย์เช่นนั้นและมโนธรรมเช่นนั้น เจ้ายังคงสามารถปรารถนาที่จะได้รับชีวิตได้อย่างไร? เจ้าช่างเป็นเหล่าผู้เคราะห์ร้ายที่น่าเหยียดหยามเสียจริง! สภาวะความเป็นมนุษย์ประเภทนี้ในมนุษย์และมโนธรรมประเภทนี้ในมนุษย์คือสิ่งที่ทำให้พระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์ต้องทรงระหกระเหินไปทั่วดินแดน โดยไม่พบสถานที่พำนักพักพิงเลย บรรดาผู้ที่มีมโนธรรมและสภาวะความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริงควรนมัสการและรับใช้พระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์โดยสุดหัวใจไม่ใช่เพราะพระองค์ได้ทรงพระราชกิจไปมากเพียงใดแล้ว แต่ต่อให้พระองค์จะไม่ได้ต้องทรงพระราชกิจเลยก็ตาม นี่คือสิ่งที่บรรดาผู้มีสำนึกรับรู้อันถูกต้องควรถูกกระทำ และมันเป็นหน้าที่ของมนุษย์ ผู้คนส่วนใหญ่กระทั่งพูดถึงสภาพเงื่อนไขทั้งหลายในการปรนนิบัติพระเจ้าของพวกเขา กล่าวคือ พวกเขาไม่สนใจว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าหรือมนุษย์ และพวกเขาแค่พูดถึงสภาพเงื่อนไขทั้งหลายของพวกเขาเองเท่านั้น และเพียงพยายามที่จะสนองความอยากได้อยากมีของพวกเขาเองเท่านั้น เมื่อพวกเจ้าทำอาหารให้เรา เจ้าเรียกร้องค่าบริการ เมื่อเจ้าดำเนินการให้เรา เจ้าถามหาค่าธรรมเนียมในการดำเนินการ เมื่อเจ้าทำงานให้เราเจ้าเรียกร้องค่าธรรมเนียมของงาน เมื่อเจ้าซักเสื้อผ้าของเราเจ้าเรียกร้องค่าธรรมเนียมในการซักผ้า เมื่อเจ้าจัดเตรียมให้กับคริสตจักรเจ้าเรียกร้องค่าใช้จ่ายทั้งหลายในการฟื้นคืนสู่สภาพปกติ เมื่อเจ้าพูดเจ้าเรียกร้องค่าธรรมเนียมของนักพูด เมื่อเจ้าแจกหนังสือเจ้าเรียกร้องค่าธรรมเนียมในการแจกจ่าย และเมื่อเจ้าเขียนเจ้าเรียกร้องค่าธรรมเนียมในการเขียน พวกที่เราได้ติดต่อด้วยนั้นกระทั่งเรียกร้องค่าชดใช้จากเรา ในขณะที่พวกที่ได้ถูกส่งกลับบ้านเรียกร้องเงินชดเชยสำหรับความเสียหายซึ่งเกิดขึ้นต่อชื่อของพวกเขา พวกที่ไม่ได้แต่งงานเรียกร้องสินสมรส หรือค่าชดเชยสำหรับวัยเยาว์ที่สูญเสียไปของพวกเขา พวกที่ฆ่าไก่เรียกร้องค่าธรรมเนียมของคนฆ่าสัตว์ พวกที่ทอดอาหารเรียกร้องค่าธรรมเนียมในการทอด และพวกที่ทำซุปเรียกร้องให้ชำระเงินเป็นค่าซุปนั้นเช่นกัน…นี่คือสภาวะความเป็นมนุษย์อันสูงส่งและมีอานุภาพของพวกเจ้า และเหล่านี้คือการกระทำทั้งหลายที่มโนธรรมอันอบอุ่นของพวกเจ้าสั่งการ สำนึกรับรู้ของพวกเจ้าอยู่ที่ไหน? สภาวะความเป็นมนุษย์ของพวกเจ้าอยู่ที่ไหน? เราจะขอบอกพวกเจ้า! หากพวกเจ้าดำเนินต่อไปเยี่ยงนี้ เราจะหยุดทำงานท่ามกลางพวกเจ้า เราจะไม่ทำงานท่ามกลางฝูงสัตว์เดียรัจฉานในเครื่องแต่งกายของมนุษย์ เราจะไม่ทนทุกข์ทรมานด้วยเหตุนี้เพื่อกลุ่มผู้คนเช่นนั้นผู้ซึ่งใบหน้าอันสวยงามของพวกเขาซ่อนเร้นหัวใจป่าเถื่อนเอาไว้ เราจะไม่สู้ทนเพื่อฝูงสัตว์เช่นนั้นซึ่งไม่มีความเป็นไปได้แห่งความรอดแม้แต่น้อย วันที่เราหันหลังให้พวกเจ้าเป็นวันที่พวกเจ้าตาย มันเป็นวันที่ความมืดมิดจะมาถึงพวกเจ้า และวันที่พวกเจ้าจะถูกความสว่างละทิ้งไป เราจะขอบอกพวกเจ้า! เราจะไม่มีวันเมตตากรุณาต่อกลุ่มเช่นกลุ่มของพวกเจ้า กลุ่มซึ่งอยู่ต่ำกว่ากระทั่งบรรดาสัตว์ทั้งหลาย! ถ้อยคำและการกระทำทั้งหลายของเรามีขีดจำกัด และเราจะไม่ทำงานอีกต่อไปกับสภาวะความเป็นมนุษย์และมโนธรรมของพวกเจ้าอย่างที่สิ่งเหล่านั้นเป็นอยู่ เพราะพวกเจ้าขาดมโนธรรมมากเกินไป พวกเจ้าได้ทำให้เราเจ็บปวดมามากเกินไปแล้ว และพฤติกรรมอันน่ารังเกียจของพวกเจ้าทำให้เรารู้สึกรังเกียจมากเกินไป ผู้คนผู้ซึ่งขาดพร่องสภาวะความเป็นมนุษย์และมโนธรรมถึงเพียงนั้น จะไม่มีวันมีโอกาสได้รับความรอด เราจะไม่มีวันช่วยผู้คนซึ่งไร้หัวใจและอกตัญญูเช่นนั้นให้รอด เมื่อวันของเรามาถึง เราจะกระหน่ำเปลวเพลิงที่เผาไหม้มาตลอดชั่วกัลปาวสานลงบนลูกหลานที่ไม่เชื่อฟังซึ่งครั้งหนึ่งได้เคยยั่วยุความพิโรธอันเกรี้ยวกราดของเรา เราจะกำหนดการลงโทษชั่วนิรันดร์กาลของเราแก่บรรดาสัตว์เหล่านั้นซึ่งครั้งหนึ่งได้กล่าวคำผรุสวาทใส่เราและได้ละทิ้งเรา เราจะเผาบุตรทั้งหลายที่ไม่เชื่อฟัง ซึ่งครั้งหนึ่งได้เคยกินและใช้ชีวิตร่วมกับเราแต่ไม่ได้เชื่อในเรา ผู้ซึ่งได้ดูหมิ่นและได้ทรยศเรา ด้วยไฟแห่งความพิโรธของเราตลอดเวลา เราจะทำให้ทุกคนที่ได้ยั่วยุความพิโรธของเราต้องได้รับการลงโทษจากเรา เราจะกระหน่ำความพิโรธของเราทั้งหมดทั้งมวลลงมายังบรรดาสัตว์เดียรัจฉานเหล่านั้นที่ครั้งหนึ่งได้ปรารถนาที่จะยืนเคียงข้างเราในฐานะผู้เทียบเท่าเรา กระนั้นกลับไม่ได้นมัสการหรือเชื่อฟังเรา ไม้เรียวซึ่งเราใช้ตีมนุษย์จะตกลงบนบรรดาสัตว์เหล่านั้น ผู้ซึ่งครั้งหนึ่งได้เคยชื่นชมการดูแลเอาใจใส่ของเราและครั้งหนึ่งได้ชื่นชมความล้ำลึกทั้งหลายที่เราได้พูด และผู้ซึ่งครั้งหนึ่งได้เคยพยายามที่จะรับเอาความชื่นชมทางวัตถุทั้งหลายจากเรา เราจะไม่ให้อภัยบุคคลคนใดผู้ซึ่งพยายามแทนที่เรา เราจะไม่ละเว้นผู้ใดสักคนในบรรดาผู้ที่พยายามแย่งชิงอาหารและเสื้อผ้าจากเรา สำหรับตอนนี้ พวกเจ้ายังคงเป็นอิสระจากอันตรายและยังคงทำเกินเลยต่อไปในข้อเรียกร้องทั้งหลายที่พวกเจ้าขอจากเรา เมื่อวันแห่งความพิโรธมาถึง พวกเจ้าจะไม่เรียกร้องใดๆ จากเราอีก ณ เวลานั้น เราจะยอมให้พวกเจ้าได้ “ชื่นชม” ตัวพวกเจ้าเองจนพอใจเจ้า เราจะบังคับให้หน้าของพวกเจ้าคว่ำลงดิน และพวกเจ้าจะไม่มีวันสามารถที่จะลุกขึ้นได้อีกครั้ง! ไม่ช้าก็เร็ว เรากำลังจะ “ชดใช้” หนี้ก้อนนี้แก่พวกเจ้า—และเราหวังว่าพวกเจ้าจะรอการมาถึงของวันนี้อย่างอดทน

ตัดตอนมาจาก “การมีอุปนิสัยที่ไม่เปลี่ยนแปลงคือการเป็นศัตรูกับพระเจ้า” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 303

มนุษย์พลาดที่จะได้รับพระเจ้าไม่ใช่เพราะพระเจ้าทรงมีอารมณ์ หรือเพราะพระเจ้าไม่ทรงเต็มพระทัยที่จะได้รับการรับไว้โดยมนุษย์ แต่เพราะมนุษย์ไม่ต้องการที่จะได้รับพระเจ้า และเพราะมนุษย์ไม่ได้แสวงหาพระเจ้าโดยเร่งด่วน ใครคนหนึ่งในบรรดาผู้ซึ่งแสวงหาพระเจ้าอย่างแท้จริงจะสามารถได้รับการสาปแช่งโดยพระเจ้าได้อย่างไร? ใครคนหนึ่งที่มีสำนึกรับรู้ที่ถูกต้องและมโนธรรมอันอ่อนไหวจะสามารถได้รับการสาปแช่งโดยพระเจ้าได้อย่างไร? ใครคนหนึ่งผู้ซึ่งนมัสการและรับใช้พระเจ้าอย่างแท้จริงจะสามารถถูกผลาญด้วยไฟแห่งพระพิโรธของพระองค์ได้อย่างไร? ใครคนหนึ่งผู้ซึ่งยินดีที่จะเชื่อฟังพระเจ้าจะสามารถถูกเสือกไสไล่ส่งออกจากพระนิเวศของพระเจ้าได้อย่างไร? ใครคนหนึ่งผู้ซึ่งไม่สามารถรักพระเจ้าได้เพียงพอจะสามารถดำเนินชีวิตอยู่ในการลงโทษของพระเจ้าได้อย่างไร? ใครคนหนึ่งผู้ซึ่งยินดีที่จะละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อพระเจ้าจะสามารถถูกทิ้งไว้โดยไม่เหลืออะไรเลยได้อย่างไร? มนุษย์ไม่เต็มใจที่จะไล่ตามเสาะหาพระเจ้า ไม่เต็มใจที่จะสละสิ่งครอบครองทั้งหลายของเขาเพื่อพระเจ้า และไม่เต็มใจที่จะอุทิศความพยายามชั่วชีวิตแด่พระเจ้า แทนที่จะเป็นเช่นนั้น เขากลับกล่าวว่าพระเจ้าได้ทรงไปไกลเกินไป ว่าเรื่องมากมายเกินไปเกี่ยวกับพระเจ้านั้นมีความขัดแย้งกับมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์ ด้วยสภาวะความเป็นมนุษย์เยี่ยงนี้ ต่อให้พวกเจ้าเหนียวแน่นในความพยายามของพวกเจ้า พวกเจ้าก็ยังคงจะไม่สามารถที่จะได้รับการยอมรับจากพระเจ้าได้ นี่ยังไม่ได้พูดถึงข้อเท็จจริงที่ว่าเจ้าไม่ได้แสวงหาพระเจ้าเลย พวกเจ้าไม่รู้หรือว่าพวกเจ้าคือสินค้าชำรุดของมวลมนุษย์? พวกเจ้าไม่รู้หรือว่าไม่มีสภาวะความเป็นมนุษย์ใดที่ต่ำต้อยกว่าสภาวะความเป็นมนุษย์ของพวกเจ้าแล้ว? พวกเจ้าไม่รู้หรือว่าผู้อื่นเรียกพวกเจ้าเพื่อให้เกียรติพวกเจ้าว่าอย่างไร? บรรดาผู้ที่รักพระเจ้าอย่างแท้จริงเรียกพวกเจ้าว่าพ่อของหมาป่า แม่ของหมาป่า และบุตรของหมาป่า และหลานของหมาป่า พวกเจ้าคือพงศ์พันธุ์ของหมาป่า ผู้คนของหมาป่า และพวกเจ้าควรรู้จักอัตลักษณ์ของพวกเจ้าเองและไม่ลืมมันเป็นอันขาด จงอย่าคิดว่าเจ้าเป็นบุคคลที่มีบางอย่างเหนือกว่า กล่าวคือ พวกเจ้าเป็นกลุ่มอมนุษย์ที่ชั่วช้าที่สุดท่ามกลางมวลมนุษย์ พวกเจ้าไม่รู้การนี้เลยหรือ? พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าเราได้เสี่ยงมากเพียงใดโดยการทำงานท่ามกลางพวกเจ้า? หากสำนึกรับรู้ของพวกเจ้าไม่สามารถกลายมาเป็นปกติได้อีกครั้ง และมโนธรรมของพวกเจ้าจะไม่สามารถทำงานได้อย่างเป็นปกติ พวกเจ้าก็ย่อมจะไม่มีวันปลดทิ้งชื่อ “หมาป่า” ไปได้ เจ้าจะไม่มีวันหลบหนีวันแห่งการสาปแช่งไปได้และจะไม่มีวันหลบหนีวันแห่งการลงโทษของพวกเจ้าไปได้ พวกเจ้าเกิดมาต่ำต้อย เป็นสิ่งที่ไม่มีค่าใดๆ โดยธรรมชาติแล้วเจ้าคือหมาป่าหิวโซฝูงหนึ่ง เป็นเศษซากและขยะกองหนึ่ง และไม่เหมือนกับพวกเจ้า เราไม่ทำงานกับพวกเจ้าเพื่อที่จะได้รับความโปรดปรานทั้งหลาย แต่เพราะความจำเป็นของงาน หากพวกเจ้ายังเป็นกบฏต่อไปในหนทางนี้ เช่นนั้นแล้ว เราก็จะหยุดงานของเรา และจะไม่มีวันทำงานกับพวกเจ้าอีกครั้ง ในทางตรงกันข้าม เราจะโอนย้ายงานของเราไปยังอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งทำให้เราพอใจ และจะทิ้งพวกเจ้าในหนทางนี้ไปตลอดกาล เพราะเราไม่เต็มใจที่จะเฝ้ามองพวกที่เป็นศัตรูกับเรา ดังนั้นแล้ว พวกเจ้าปรารถนาที่จะเข้ากันได้กับเรา หรือเป็นศัตรูกับเรา?

ตัดตอนมาจาก “การมีอุปนิสัยที่ไม่เปลี่ยนแปลงคือการเป็นศัตรูกับพระเจ้า” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 304

มนุษย์ทุกคนปรารถนาที่จะเห็นโฉมพระพักตร์แท้จริงของพระเยซูและทุกคนอยากอยู่กับพระองค์ เราไม่คิดว่าพี่น้องชายหรือหญิงคนใดจะกล่าวว่าพวกเขาไม่ปรารถนาที่จะเห็นหรืออยู่กับพระเยซู ก่อนที่พวกเจ้าจะได้เห็นพระเยซู—ก่อนที่พวกเจ้าจะได้เห็นพระเจ้าผู้ทรงจุติมาเป็นมนุษย์—พวกเจ้าคงน่าจะฟุ้งซ่านอยู่กับแนวคิดต่างๆ นานาทุกชนิด ตัวอย่างเช่นที่เกี่ยวกับการทรงปรากฏของพระเยซู วิธีที่พระองค์ตรัส วิถีชีวิตของพระองค์ และอื่นๆ เป็นต้น แต่ทันทีที่พวกเจ้าได้เห็นพระองค์จริงๆ แนวคิดของพวกเจ้าจะเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้? พวกเจ้าปรารถนาที่จะรู้หรือไม่? การขบคิดของมนุษย์ไม่อาจมองข้ามได้ ซึ่งก็จริง—แต่ยิ่งไปกว่านั้น เนื้อแท้ของพระคริสต์ไม่ยอมให้มีการดัดแปลงแก้ไขโดยมนุษย์ พวกเจ้าคิดว่าพระคริสต์ทรงเป็นอมตะหรือนักปราชญ์ แต่ไม่มีใครเห็นว่าพระองค์ทรงเป็นมนุษย์ปกติที่ทรงครองเนื้อแท้ของพระเจ้า เมื่อเป็นเช่นนั้นผู้คนมากมายที่โหยหาทั้งทิวาและราตรีที่จะได้เห็นพระเจ้านั้น อันที่จริงแล้วเป็นศัตรูของพระเจ้า และเข้ากันไม่ได้กับพระองค์ นี่ไม่ใช่ความผิดพลาดในส่วนของมนุษย์หรอกหรือ? แม้แต่ในขณะนี้ พวกเจ้าก็ยังคงคิดว่าการเชื่อและความจงรักภักดีของพวกเจ้าเพียงพอแล้วที่จะทำให้เจ้าคู่ควรที่จะได้เห็นโฉมพระพักตร์ของพระคริสต์ แต่เราขอเตือนสติให้พวกเจ้าตระเตรียมตัวเองให้พร้อมด้วยสิ่งต่างๆ ที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงมากขึ้น! เพราะในอดีต ปัจจุบันและอนาคต ผู้คนมากมายที่เข้ามาพบปะติดต่อกับพระคริสต์ได้ล้มเหลวหรือจะล้มเหลว พวกเขาทั้งหมดแสดงบทบาทของพวกฟาริสี อะไรหรือคือเหตุผลของความล้มเหลวของพวกเจ้า? แน่นอนว่ามันเป็นเพราะว่า ในมโนคติที่หลงผิดของพวกเจ้า พระเจ้าทรงสูงส่งและควรแก่การเลื่อมใส แต่ความจริงมิได้เป็นดั่งเช่นที่มนุษย์ปรารถนา พระคริสต์ไม่เพียงไม่ทรงสูงส่ง แต่พระองค์ทรงเล็กเป็นพิเศษ พระองค์ไม่เพียงทรงเป็นมนุษย์ แต่พระองค์ทรงเป็นมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง พระองค์ทรงไม่เพียงไม่สามารถเสด็จขึ้นไปสู่สวรรค์ แต่พระองค์ยังไม่ทรงสามารถไปไหนมาไหนได้อย่างอิสระบนแผ่นดินโลก และเมื่อเป็นเช่นนี้ ผู้คนก็ปฏิบัติต่อพระองค์เหมือนกับที่พวกเขาจะทำกับมนุษย์ธรรมดา พวกเขาปฏิบัติต่อพระองค์อย่างไม่มีพิธีรีตองเมื่อพวกเขาอยู่กับพระองค์ และพูดจากับพระองค์อย่างไม่เอาใจใส่ และในระหว่างนั้นก็ยังคงรอคอยการทรงมาถึงของ “พระคริสต์เที่ยงแท้” พวกเจ้าคิดเชื่อไปเองว่าพระคริสต์ที่ทรงมาถึงแล้วเป็นมนุษย์ธรรมดา และพระวจนะของพระองค์เป็นคำพูดของมนุษย์ธรรมดา ด้วยเหตุผลนี้ พวกเจ้าจึงไม่ได้รับสิ่งใดๆ จากพระคริสต์และกลับได้ตีแผ่ความอัปลักษณ์ของตัวเจ้าเองออกมาในที่แจ้งแทนอย่างหมดเปลือก

ก่อนที่จะพบปะติดต่อกับพระคริสต์ เจ้าอาจเชื่อว่าอุปนิสัยของเจ้าได้รับการแปลงสภาพไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว เชื่อว่าเจ้าเป็นผู้ติดตามที่จงรักภักดีของพระคริสต์ เชื่อว่าไม่มีใครมีค่าคู่ควรได้รับพระพรของพระคริสต์มากกว่าเจ้า—และเชื่อว่า เมื่อได้เดินทางไปบนถนนหลายสาย ทำงานไปมากมายและผลิตดอกผลมากมายออกมา เจ้าจะเป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับมงกุฎในท้ายที่สุดอย่างแน่นอน แม้กระนั้น มีความจริงข้อหนึ่งที่เจ้าอาจยังไม่รู้ กล่าวคือ อุปนิสัยอันเสื่อมทรามของมนุษย์ และความเป็นกบฏและการต้านทานของเขาถูกเปิดโปงเมื่อเขาเห็นพระคริสต์ และความเป็นกบฏและการต้านทานที่ถูกเปิดโปงในเวลานี้นั้น ถูกเปิดโปงโดยเบ็ดเสร็จและอย่างหมดเปลือกยิ่งกว่าเวลาอื่นใด มันเป็นเพราะพระคริสต์ทรงเป็นบุตรมนุษย์—บุตรมนุษย์คนหนึ่งซึ่งมีความเป็นมนุษย์ตามปกติ—มนุษย์จึงไม่ให้เกียรติและไม่เคารพพระองค์ มันเป็นเพราะพระเจ้าทรงมีชีวิตอยู่ในเนื้อหนังซึ่งการเป็นกบฏของมนุษย์ถูกค้นพบอย่างทะลุปรุโปร่งและในรายละเอียดที่แจ่มชัดยิ่งนัก ดังนั้นเราจึงบอกเลยว่าการเสด็จมาของพระคริสต์ได้ขุดคุ้ยความเป็นกบฏทั้งหมดของมวลมนุษย์และเผยให้เห็นธรรมชาติของมนุษยชาติอย่างเด่นชัด สิ่งนี้เรียกว่า “ล่อเสือลงจากภูเขา” และ “ล่อหมาป่าออกจากถ้ำของมัน” เจ้ากล้าหรือไม่ที่จะบังอาจพูดว่าเจ้าจงรักภักดีต่อพระเจ้า? เจ้ากล้าหรือไม่ที่จะบังอาจพูดว่าเจ้าแสดงความเชื่อฟังครบถ้วนต่อพระเจ้า? เจ้ากล้าหรือไม่ที่จะบังอาจพูดว่าเจ้าเป็นกบฏ? บางคนจะพูดว่า: “เมื่อใดก็ตามที่พระเจ้าทรงจัดวางให้ข้าพระองค์อยู่ในสภาพแวดล้อมใหม่ ข้าพระองค์มักจะยอมตามเสมอโดยไม่ปริบ่นสักคำ และยิ่งไปกว่านั้น ข้าพระองค์ไม่ฟุ้งซ่านในมโนคติอันหลงผิดเกี่ยวกับพระเจ้าเลย” บางคนจะพูดว่า: “สิ่งใดก็ตามที่พระเจ้าทรงมอบเป็นภารกิจให้ข้าทำ ข้าพระองค์จะทำให้ดีสุดความสามารถของข้าพระองค์ และจะไม่มีวันทำพลาด” ในกรณีนั้น เราขอถามพวกเจ้าดังนี้: พวกเจ้าสามารถเข้ากันได้กับพระคริสต์เมื่อตอนที่เจ้ามีชีวิตอยู่เคียงข้างพระองค์หรือไม่? และเจ้าจะเข้ากันได้กับพระองค์นานเท่าใด? หนึ่งวัน? สองวัน? หนึ่งชั่วโมง? สองชั่วโมง? ความเชื่อของพวกเจ้าอาจจะน่าชมเชย แต่พวกเจ้าไม่ได้มีในเรื่องของความมุมานะมากนัก ทันทีที่เจ้ากำลังมีชีวิตอยู่กับพระคริสต์จริงๆ ความมองตนเองเป็นฝ่ายถูกเสมอและความสำคัญตนของเจ้าจะถูกตีแผ่ผ่านคำพูดและการกระทำของเจ้าทีละเล็กทีละน้อย และเช่นเดียวกัน ความอยากอันหยิ่งยโสของเจ้า กรอบความคิดที่ดื้อแพ่งและความไม่สมดังใจของเจ้าก็จะถูกเปิดเผยอย่างแน่นอนด้วยเช่นกัน ในที่สุด ความโอหังของเจ้าจะยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งเจ้าไม่ลงรอยกับพระคริสต์มากจนเข้ากันไม่ได้เสมือนน้ำกับไฟ และเมื่อนั้น ธรรมชาติของเจ้าจะถูกตีแผ่อย่างหมดเปลือก ณ เวลานั้น มโนคติที่หลงผิดของเจ้าจะไม่สามารถถูกปิดบังได้อีกต่อไป ปัญหากวนใจของเจ้าก็จะโผล่ออกมาอย่างแน่นอนเช่นกัน และความเป็นมนุษย์ต่ำทรามของเจ้าก็จะถูกตีแผ่อย่างหมดเปลือก แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม เจ้ายังคงปฏิเสธที่จะรับรู้ความเป็นกบฏของเจ้าเอง แต่กลับเชื่อว่าพระคริสต์เช่นนี้ไม่ง่ายที่มนุษย์จะยอมรับ ว่าพระองค์ทรงเข้มงวดเกินไปกับมนุษย์ และว่าเจ้าจะนบนอบอย่างสุดใจหากพระองค์ทรงเป็นพระคริสต์ที่พระทัยดีกว่านี้ พวกเจ้าเชื่อว่าการเป็นกบฏของพวกเจ้านั้นสมเหตุสมผล และพวกเจ้าเพียงแค่กบฏต่อพระองค์เมื่อพระองค์ทรงผลักดันพวกเจ้ามากเกินไป เจ้าไม่เคยพิจารณาเลยแม้สักครั้งว่าเจ้าไม่ได้มองพระคริสต์ในฐานะพระเจ้า ว่าเจ้าขาดความตั้งใจที่จะเชื่อฟังพระองค์ ตรงกันข้าม เจ้ากลับยืนกรานหัวชนฝาให้พระคริสต์ทรงพระราชกิจตามความปรารถนาของเจ้าเอง และทันทีที่พระองค์ทรงทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ขัดแย้งกับการคิดไปเองของเจ้า เจ้าก็เชื่อว่าพระองค์ไม่ใช่พระเจ้าแต่เป็นมนุษย์คนหนึ่ง มีคนไม่มากนักท่ามกลางพวกเจ้าใช่หรือไม่ที่ได้ชิงดีชิงเด่นกับพระองค์ด้วยวิธีนี้? จะว่าไปแล้ว ใครหรือที่พวกเจ้าเชื่อ? และพวกเจ้าแสวงหาด้วยวิธีใดกันหรือ?

ตัดตอนมาจาก “พวกที่เข้ากันไม่ได้กับพระคริสต์คือปรปักษ์ของพระเจ้าอย่างแน่นอน” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 305

พวกเจ้าปรารถนาที่จะเห็นพระคริสต์อยู่เสมอ แต่เรารบเร้าให้พวกเจ้าอย่าวางท่านับถือตัวเองเสียสูงส่งขนาดนั้น ผู้ใดก็อาจเห็นพระคริสต์ได้ แต่เราบอกเลยว่าไม่มีใครเหมาะสมที่จะเห็นพระคริสต์ เพราะธรรมชาติของมนุษย์นั้นเปี่ยมด้วยความชั่ว ความโอหังและความเป็นกบฏ ณ ชั่วขณะที่เจ้าเห็นพระคริสต์ ธรรมชาติของเจ้าจะทำลายเจ้าและกล่าวโทษเจ้าจนตาย การคบหาสมาคมของเจ้ากับพี่น้องชาย (หรือหญิง) อาจไม่แสดงอะไรเกี่ยวกับตัวเจ้ามากนัก แต่มันไม่เรียบง่ายนักเมื่อเจ้าคบหาสมาคมกับพระคริสต์ ไม่ว่าเวลาใด มโนคติที่หลงผิดของเจ้าอาจหยั่งรากลึก ความโอหังของเจ้าเริ่มงอกงาม และความเป็นกบฏของเจ้าผลิดอกออกผล ด้วยความเป็นมนุษย์เยี่ยงนี้ เจ้าสามารถเหมาะสมที่จะคบหาสมาคมกับพระคริสต์ได้อย่างไรเล่า? เจ้ามีความสามารถอย่างแท้จริงที่จะปฏิบัติต่อพระองค์ในฐานะพระเจ้าในทุกชั่วขณะของทุกวันอย่างนั้นหรือ? เจ้าจะมีความนบนอบที่เป็นจริงต่อพระเจ้าอย่างแท้จริงหรือไม่? พวกเจ้านมัสการพระเจ้าผู้สูงส่งในหัวใจพวกเจ้าในฐานะพระยาห์เวห์ ในขณะที่ถือว่าพระคริสต์ที่มองเห็นได้คือมนุษย์คนหนึ่ง สำนึกรับรู้ของพวกเจ้าช่างต่ำต้อยเกินไปและความเป็นมนุษย์ของพวกเจ้านั้นช่างต่ำทรามเกินไป! พวกเจ้าไม่สามารถมองพระคริสต์ในฐานะพระเจ้าได้เสมอ มีเพียงบางครั้งบางคราวเท่านั้นเมื่อถูกใจเจ้า เจ้าจึงจะคว้าเกาะกุมพระองค์ไว้และนมัสการพระองค์ในฐานะพระเจ้า นี่คือเหตุผลที่เราบอกว่าพวกเจ้าไม่ใช่ผู้เชื่อของพระเจ้า แต่เป็นกลุ่มผู้สมรู้ร่วมคิดที่ต่อสู้กับพระคริสต์ แม้แต่คนที่แสดงความใจดีมีเมตตาต่อผู้อื่นก็ยังได้รับการตอบแทน แต่พระคริสต์ผู้ได้ทรงพระราชกิจเช่นนี้ท่ามกลางพวกเจ้ากลับไม่ได้รับทั้งความรักของมนุษย์และค่าตอบแทนและการนบนอบของเขา นี่ไม่ใช่เรื่องน่าปวดร้าวใจหรอกหรือ?

อาจเป็นไปได้ว่าตลอดหลายปีที่เจ้ามีความเชื่อในพระเจ้า เจ้าไม่เคยสาปแช่งใครหรือกระทำความประพฤติเลวร้ายใดๆ แต่ในการคบหาสมาคมกับพระคริสต์ของเจ้า เจ้าไม่สามารถพูดความจริง กระทำการอย่างซื่อสัตย์ หรือเชื่อฟังพระวจนะของพระคริสต์ ในกรณีเช่นนั้น เราบอกเลยว่าเจ้าเป็นบุคคลที่ชั่วร้ายและมุ่งร้ายที่สุดในโลก เจ้าอาจมีอัธยาศัยดีและอุทิศตนเป็นพิเศษต่อบรรดาญาติ เพื่อน ภรรยา (หรือสามี) บุตรชายหญิง และบิดามารดาของเจ้า และไม่เคยเอาเปรียบผู้อื่น แต่หากเจ้าไม่สามารถเข้ากันได้กับพระคริสต์ หากเจ้าไร้ควมสามารถที่จะมีปฏิสัมพันธ์อย่างปรองดองกับพระองค์ได้แล้วไซร้ ต่อให้เจ้าสละทั้งหมดที่มีให้กับเพื่อนบ้านของเจ้า หรือดูแลเอาใจใส่บิดามารดาและสมาชิกในครัวเรือนของเจ้าอย่างพิถีพิถัน เราก็จะบอกว่าเจ้ายังคงเลวร้าย และยิ่งกว่านั้น ยังเต็มไปด้วยเพทุบายอันเจ้าเล่ห์ จงอย่าคิดว่าเจ้าเข้ากันได้กับพระคริสต์เพียงเพราะเจ้าไปกันได้กับคนอื่นหรือทำความประพฤติดีมาบ้าง เจ้าคิดว่าเจตนาเปี่ยมกุศลของเจ้าสามารถหลอกรับพระพรแห่งฟ้าได้หรือ? เจ้าคิดว่าการทำความประพฤติดีเพียงเล็กน้อยเป็นการทดแทนการเชื่อฟังของเจ้าหรือ? ไม่มีใครในพวกเจ้าที่สามารถยอมรับการถูกจัดการและตัดแต่ง และเจ้าทุกคนพบว่ามันยากที่จะอ้าแขนรับความเป็นมนุษย์ตามปกติของพระคริสต์ โดยไม่คำนึงถึงว่าเจ้าป่าวประกาศการเชื่อฟังพระเจ้าของเจ้าอยู่เป็นนิจ ความเชื่อในแบบที่พวกเจ้ามีนั้นจะนำลงมาซึ่งผลการกระทำอันสาสมที่เหมาะสมกัน จงหยุดตามใจตัวเองในภาพลวงตาเพ้อฝันและความปรารถนาที่จะเห็นพระคริสต์เพราะพวกเจ้าวุฒิภาวะต่ำเกินไป ต่ำเสียจนเจ้าไม่ควรค่าแม้แต่จะได้เห็นพระองค์ เมื่อเจ้าถูกกวาดล้างจากความเป็นกบฏของเจ้าอย่างสิ้นเชิงและสามารถอยู่ร่วมกันอย่างปรองดองกับพระคริสต์ได้แล้ว ณ ตอนนั้นพระเจ้าจะทรงปรากฏต่อเจ้าอย่างแน่นอน หากเจ้าไปพบพระเจ้าโดยไม่ได้ผ่านการตัดแต่งหรือพิพากษาแล้วไซร้ เจ้าจะต้องกลายเป็นปรปักษ์ของพระเจ้าและถูกลิขิตให้ถูกทำลายอย่างแน่นอน ธรรมชาติของมนุษย์เป็นศัตรูต่อพระเจ้าในตนเองอยู่แล้วเพราะมนุษย์ทั้งหมดได้ตกอยู่ภายใต้การทำให้เสื่อมทรามอย่างล้ำลึกที่สุดของซาตานตลอดมา หากมนุษย์พยายามคบหาสมาคมกับพระเจ้าจากท่ามกลางความเสื่อมทรามของเขาเอง แน่นอนว่าจะไม่มีสิ่งดีใดๆ เกิดขึ้นจากการนี้ได้ การกระทำและคำพูดของเขาจะเปิดโปงความเสื่อมทรามของเขาในทุกแห่งหนอย่างแน่นอน และในการคบหาสมาคมกับพระเจ้านั้น ความเป็นกบฏของเขาจะถูกเปิดเผยในทุกๆ แง่มุม มนุษย์มาต่อต้านพระคริสต์ หลอกลวงพระคริสต์ และละทิ้งพระคริสต์โดยไม่รู้ตัวเลย เมื่อสิ่งนี้เกิดขึ้น มนุษย์จะอยู่ในสภาวะที่ล่อแหลมเสียยิ่งกว่าเดิม และหากสิ่งนี้ดำเนินต่อไป เขาก็จะกลายเป็นเป้าหมายของการลงโทษ

บางคนอาจเชื่อว่าหากการคบหาสมาคมกับพระเจ้ามีอันตรายยิ่งนัก เช่นนั้นแล้ว อาจเป็นการฉลาดกว่าที่จะรักษาระยะห่างจากพระเจ้าเข้าไว้ ผู้คนเช่นนี้จะสามารถได้รับอะไรบ้างหรือ? พวกเขาจะสามารถจงรักภักดีต่อพระเจ้าได้หรือ? แน่ใจได้เลยว่าการคบหาสมาคมกับพระเจ้านั้นยากมาก—แต่นั่นเป็นเพราะว่ามนุษย์ได้ถูกทำเสื่อมทราม ไม่ใช่เพราะว่าพระเจ้าไร้ความสามารถที่จะคบหาสมาคมกับเขาได้ จะเป็นการดีที่สุดสำหรับพวกเจ้าที่จะมอบอุทิศความพยายามมากขึ้นให้กับความจริงของการรู้จักตนเอง เหตุใดเล่าพวกเจ้าจึงไม่ได้รับความโปรดปรานจากพระเจ้า? เหตุใดกันอุปนิสัยของเจ้าจึงเป็นที่น่าสะอิดสะเอียนสำหรับพระองค์? เหตุใดวาทะของเจ้าปลุกเร้าความเกลียดของพระองค์? ทันทีที่เจ้าได้แสดงให้เห็นถึงความจงรักภักดีสักเล็กน้อย เจ้าก็ขับร้องสรรเสริญตนเอง และเจ้าเรียกร้องบำเหน็จรางวัลสำหรับการมีส่วนร่วมสนับสนุนเพียงน้อยนิดของเจ้า เจ้าดูถูกผู้อื่นเมื่อเจ้าแสดงความเชื่อฟังเพียงเล็กน้อยและกลายเป็นเหยียดหยามพระเจ้าเมื่อได้สำเร็จลุล่วงในภารกิจยิบย่อยบางอย่าง ในการต้อนรับขับสู้พระเจ้า พวกเจ้าร้องขอเงินทอง ของขวัญ และคำชมเชย เจ้ารู้สึกใจแป้วที่จะต้องบริจาคหนึ่งหรือสองเหรียญ ครั้นเจ้าบริจาคสิบเหรียญ เจ้าปรารถนาพระพรและต้องการได้รับการปฏิบัติต่ออย่างโดดเด่น ความเป็นมนุษย์เช่นที่พวกเจ้ามีนั้นช่างระคายปากและแสลงหูยิ่งนัก มีสิ่งใดบ้างไหมที่น่ายกย่องในคำพูดและการกระทำของเจ้า? พวกที่ปฏิบัติหน้าที่ของตนและพวกที่ไม่ปฏิบัติ พวกที่เป็นผู้นำและพวกที่ติดตาม พวกที่ต้อนรับขับสู้พระเจ้าและพวกที่ไม่ต้อนรับ พวกที่บริจาคและพวกที่ไม่บริจาค พวกที่ประกาศและพวกที่รับพระวจนะ และอื่นๆ กล่าวคือ มนุษย์เหล่านี้ทุกคนชมตัวเอง พวกเจ้าไม่คิดว่าสิ่งนี้น่าหัวเราะหรอกหรือ? ทั้งที่รู้ดีอยู่เต็มอกว่าเจ้าเชื่อในพระเจ้า แต่ถึงกระนั้นก็ตาม เจ้าก็ไม่สามารถเข้ากันได้กับพระเจ้า ทั้งที่รู้ดีอยู่เต็มอกว่าพวกเจ้าปราศจากคุณความดีอย่างสิ้นเชิง เจ้าก็ยังยืนกรานที่จะอวดตัวอยู่ดี พวกเจ้าไม่รู้สึกหรือว่า สำนึกรับรู้ของพวกเจ้าเสื่อมลงจนถึงจุดที่พวกเจ้าไม่มีการควบคุมตนเองอีกต่อไปแล้ว? ด้วยสำนึกรับรู้เช่นนี้ เจ้ายังเหมาะที่จะคบหาสมาคมกับพระเจ้าได้อย่างไรเล่า? พวกเจ้าไม่กลัวว่าตัวพวกเจ้าเองกำลังตกอยู่ในอันตรายในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้หรอกหรือ? อุปนิสัยของพวกเจ้าได้เสื่อมลงแล้วจนถึงจุดที่พวกเจ้าไม่สามารถเข้ากันได้กับพระเจ้า เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ความเชื่อของพวกเจ้าไม่น่าหัวเราะหรอกหรือ? ความเชื่อของพวกเจ้าไม่วิปริตหรอกหรือ? เจ้าจะเข้าหาอนาคตของเจ้าอย่างไร? เจ้าจะเลือกเส้นทางที่จะใช้อย่างไร?

ตัดตอนมาจาก “พวกที่เข้ากันไม่ได้กับพระคริสต์คือปรปักษ์ของพระเจ้าอย่างแน่นอน” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 306

เราได้แสดงวจนะออกไปมากมายแล้วและได้แสดงความประสงค์และอุปนิสัยของเราอีกด้วย แต่ถึงกระนั้น ผู้คนก็ยังคงไม่สามารถรู้จักเราและเชื่อในเรา หรืออาจกล่าวได้ว่าผู้คนยังคงไม่สามารถเชื่อฟังเรา พวกที่มีชีวิตอยู่ภายในพระคัมภีร์ พวกที่มีชีวิตอยู่ภายในธรรมบัญญัติ พวกที่มีชีวิตอยู่บนกางเขน พวกที่ดำเนินชีวิตตามหลักคำสอน พวกที่มีชีวิตอยู่ท่ามกลางงานที่เราทำในวันนี้—ใครหรือในหมู่พวกเขาที่เข้ากันได้กับเรา? พวกเจ้าแค่คิดถึงการได้รับพรและรางวัลตอบแทน แต่ไม่เคยคิดเลยแม้แต่น้อยว่าจะเข้ากับเราได้จริงๆ อย่างไร หรือจะป้องกันตัวเจ้าเองจากการต่อต้านเราได้อย่างไร เราผิดหวังในพวกเจ้าเหลือเกิน เพราะเราได้ให้พวกเจ้าไปมากมาย แต่เราได้รับมาจากพวกเจ้าน้อยยิ่งนัก การหลอกลวงของพวกเจ้า ความโอหังของพวกเจ้า ความโลภของพวกเจ้า ความอยากได้อยากมีอันฟุ้งเฟ้อของพวกเจ้า การทรยศของพวกเจ้า การไม่เชื่อฟังของพวกเจ้า—อันใดเล่าในเหล่านี้สามารถหนีพ้นจากการสังเกตของเรา? พวกเจ้าสะเพร่ากับเรา พวกเจ้าหลอกเรา พวกเจ้าดูถูกเรา พวกเจ้าโอ้โลมเรา พวกเจ้าบีบบังคับเราและขู่เข็ญเราให้พลีอุทิศ—ความมุ่งร้ายเช่นนี้จะสามารถหลบหลีกการลงโทษของเราไปได้อย่างไร? การทำชั่วทั้งหมดนี้เป็นข้อพิสูจน์ว่าเจ้าเป็นปฏิปักษ์ต่อเราและเป็นข้อพิสูจน์ความเข้ากันไม่ได้ของพวกเจ้ากับเรา พวกเจ้าแต่ละคนเชื่อว่าตัวพวกเจ้าเองเข้ากันได้กับเราเหลือเกิน แต่หากเป็นอย่างนั้นแล้วไซร้ หลักฐานที่แย้งไม่ขึ้นเช่นนี้จะนำไปใช้กับใครเล่า? พวกเจ้าเชื่อว่าตัวพวกเจ้าเองมีความจริงใจและความจงรักภักดีจนถึงที่สุดต่อเรา พวกเจ้าคิดว่าพวกเจ้าใจดีเหลือเกิน มีความสงสารเห็นใจเหลือเกินและได้อุทิศให้กับเรามากเหลือเกิน พวกเจ้าคิดว่าพวกเจ้าได้ทำมามากเกินพอแล้วเพื่อเรา แต่พวกเจ้าเคยเทียบเคียงสิ่งนี้กับบรรดาการกระทำของพวกเจ้าบ้างไหม? เราบอกเลยว่าพวกเจ้าโอหังมากเต็มที โลภมากเต็มที สุกเอาเผากินมากเต็มที กลอุบายนานาที่เจ้าใช้หลอกเรานั้นแยบยลมากเต็มที และเจ้ามีเจตนาที่น่าเหยียดหยามและวิธีการที่น่าเหยียดหยามมากมายเต็มที ความจงรักภักดีของพวกเจ้าขาดพร่องเกินไป ความตั้งใจจริงของพวกเจ้าน้อยนิดเกินไปและมโนธรรมของพวกเจ้ายิ่งขาดแคลนเสียยิ่งกว่า ในหัวใจของพวกเจ้ามีความมุ่งร้ายมากเกินไป และไม่มีใครเลยที่ได้รับการยกเว้นจากมัน แม้กระทั่งเรา พวกเจ้าปิดกั้นเราเพื่อประโยชน์ของลูกๆ ของเจ้าหรือสามีของเจ้าหรือการเอาตัวรอดของเจ้า แทนที่จะห่วงใยเรา เจ้าห่วงใยครอบครัวของพวกเจ้า ลูกๆ ของพวกเจ้า สถานะของพวกเจ้า อนาคตของพวกเจ้า และความสมดังใจหมายของพวกเจ้าเอง เมื่อใดเล่าที่พวกเจ้าเคยนึกถึงเราในขณะที่พวกเจ้าพูดหรือทำอะไร? ในวันที่หนาวจัด ความคิดของพวกเจ้าหันไปหาลูกๆ สามี ภรรยาหรือบิดามารดาของพวกเจ้า ในวันที่ร้อนระอุ ไม่มีเราอยู่เลยในความนึกคิดของพวกเจ้าเช่นกัน เมื่อเจ้าปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า เจ้ากำลังนึกถึงผลประโยชน์ของตนเอง คิดถึงความปลอดภัยส่วนบุคคลของเจ้าเอง คิดถึงบรรดาสมาชิกในครอบครัวของเจ้า เจ้าเคยได้ทำสิ่งใดที่เป็นไปเพื่อเรา? คราใดหรือที่เจ้าเคยนึกถึงเรา? เมื่อใดหรือที่เจ้าเคยอุทิศตนเองอย่างเต็มกำลังให้กับเราและงานของเรา? หลักฐานของความเข้ากันได้กับเราของเจ้าอยู่ที่ใดหรือ? ความเป็นจริงแห่งความจงรักภักดีของเจ้าที่มีต่อเราอยู่ที่ใด? ความเป็นจริงแห่งการเชื่อฟังเราของเจ้าอยู่ที่ใด? คราใดหรือที่พวกเจ้าไม่มีเจตนาที่จะได้รับพรของเรา? พวกเจ้าหลอกและล่อลวงเรา พวกเจ้าล้อเล่นกับความจริง เจ้าปกปิดการดำรงอยู่ของความจริงและทรยศต่อสาระสำคัญของความจริง อะไรหรือที่รอพวกเจ้าอยู่ในอนาคตจากการต่อต้านเราเช่นนี้? พวกเจ้าเพียงแสวงหาความเข้ากันได้กับพระเจ้าที่คลุมเครือและเพียงแสวงหาความเชื่อที่คลุมเครือ แต่เจ้าไม่สามารถเข้ากันได้กับพระคริสต์ ความมุ่งร้ายของเจ้าจะไม่นำมาซึ่งผลการกระทำอันสาสมแบบเดียวกันกับที่คนเลวสมควรได้รับหรอกหรือ? ในเวลานั้นพวกเจ้าจะตระหนักว่าไม่มีใครที่เข้ากันไม่ได้กับพระคริสต์สามารถหลีกหนีวันแห่งพระพิโรธไปได้ และพวกเจ้าจะค้นพบว่าผลการกระทำอันสาสมที่จะทรงกระทำต่อพวกที่ต่อต้านพระคริสต์นั้นเป็นแบบใด เมื่อวันนั้นมาถึง ความฝันของพวกเจ้าที่จะได้รับพรสำหรับความเชื่อในพระเจ้าของพวกเจ้าและที่จะได้รับทางเข้าสู่สวรรค์นั้นจะแตกกระจายไปทั้งหมด อย่างไรก็ตาม มันจะไม่เป็นเช่นนั้นสำหรับบรรดาผู้ที่เข้ากันได้กับพระคริสต์ แม้ว่าพวกเขาได้สูญเสียไปมาก แม้ว่าพวกเขาจะทนทุกข์กับความยากลำบากมากมาย แต่พวกเขาจะได้รับมรดกทั้งหมดที่เรายกให้กับมนุษยชาติ ในท้ายที่สุด พวกเจ้าจะเข้าใจว่าลำพังเราเท่านั้นที่เป็นพระเจ้าผู้ชอบธรรม และลำพังเราเท่านั้นสามารถพามนุษยชาติไปสู่บั้นปลายอันสวยงามของเขาได้

ตัดตอนมาจาก “เจ้าควรแสวงหาหนทางแห่งการเข้ากันได้กับพระคริสต์” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 307

พระเจ้าทรงมอบความไว้วางพระทัยในสิ่งๆ ต่างมากมายกับพวกมนุษย์ และยังตรัสถึงการเข้าสู่ของพวกเขาในหนทางต่างๆ นับไม่ถ้วน แต่เพราะขีดความสามารถของผู้คนต่ำอย่างมาก วจนะมากมายของพระเจ้าจึงไม่สามารถปักหลักได้ ขีดความสามารถที่ต่ำนี้มีเหตุผลที่หลากหลาย เช่น ความเสื่อมทรามของความคิดและหลักศีลธรรมของมนุษย์ การขาดการเลี้ยงดูที่ถูกต้องเหมาะสม ความเชื่อเหนือธรรมชาติที่ล้าหลังอย่างยิ่งที่ได้ยึดหัวใจของมนุษย์อย่างร้ายแรง รูปแบบการใช้ชีวิตที่ผิดคุณธรรมและเสื่อมโทรม ที่ทำให้ความป่วยฝังแน่นในมุมที่ลึกที่สุดของหัวใจมนุษย์ การจับความเข้าใจอย่างผิวเผินเกี่ยวกับการมีความรู้พื้นฐานทางวัฒนธรรม โดยผู้คนเกือบร้อยละเก้าสิบแปดที่ขาดการศึกษาในความรู้พื้นฐานทางวัฒนธรรม และที่ยิ่งกว่านั้นคือ มีเพียงไม่กี่คนที่ได้รับการศึกษาทางวัฒนธรรมในระดับที่สูงขึ้น ดังนั้น โดยพื้นฐานแล้วผู้คนจึงไม่มีแนวคิดว่าพระเจ้าหรือพระวิญญาณหมายถึงอะไร แต่มีเพียงภาพลักษณ์ของพระเจ้าที่คลุมเครือและไม่ชัดเจนซึ่งได้มาจากความเชื่อเหนือธรรมชาติที่ล้าหลังอย่างยิ่งเท่านั้น อิทธิพลอันตรายที่ช่วงเวลาหลายพันปีของ “จิตวิญญาณชาตินิยมอันสูงส่ง” ได้ทิ้งไว้ลึกในหัวใจของมนุษย์ และการคิดที่ล้าหลังอย่างยิ่งที่ผู้คนถูกผูกมัดและล่ามโซ่ไว้ โดยไม่มีเสรีภาพเลยแม้แต่น้อย และไม่มีเจตจำนงที่จะทะเยอทะยานหรืออดทนนาน ไม่มีความอยากที่จะสร้างความก้าวหน้า แต่กลับยังคงอยู่เฉยและถอยหลังแทน โดยตั้งมั่นอยู่ในวิธีการคิดของทาส เป็นต้น—ปัจจัยที่อยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงเหล่านี้ได้ให้รูปหล่อที่โสมมและน่าเกลียดที่ไม่อาจลบออกได้กับทัศนะที่เป็นอุดมการณ์ อุดมคติ หลักศีลธรรม และอุปนิสัยของมนุษยชาติ ดูเหมือนว่าพวกมนุษย์กำลังใช้ชีวิตอยู่ในโลกมืดแห่งการก่อการร้ายซึ่งไม่มีผู้ใดท่ามกลางพวกเขาที่พยายามที่จะอยู่เหนือมัน และไม่มีผู้ใดท่ามกลางพวกเขาคิดถึงการก้าวต่อไปสู่โลกตามอุดมคติ แต่พวกเขากลับพอใจกับวาสนาในชีวิตของพวกเขา เพื่อใช้วันเวลาของพวกเขาไปกับการให้กำเนิดและเลี้ยงดูลูกหลาน ดิ้นรนต่อสู้ ตรากตรำ ทำงานบ้านของพวกเขา ฝันถึงครอบครัวที่สะดวกสบายและมีความสุข และฝันถึงความรักใคร่ในการสมรส ลูกหลานที่กตัญญู ความปีติยินดีในช่วงปีสนธยาของพวกเขาในขณะที่พวกเขาใช้ชีวิตอย่างสงบ... เป็นเวลาหลายสิบ หลายพัน หลายหมื่นปีจนถึงตอนนี้ ผู้คนได้สิ้นเปลืองเวลาของพวกเขาในหนทางนี้ตลอดมา โดยไม่มีผู้ใดสร้างชีวิตที่เพียบพร้อม เจตนาทั้งหมดอยู่ที่การสังหารกันและกันในโลกที่มืดมิดนี้บนการแข่งขันเพื่อชื่อเสียงและโชควาสนา และการวางอุบายต่อต้านกันและกันเท่านั้น มีผู้ใดเคยแสวงหาน้ำพระทัยของพระเจ้าบ้าง? มีผู้ใดเคยใส่ใจกับพระราชกิจของพระเจ้าไหม? ทุกส่วนของมนุษยชาติที่ติดพันด้วยอิทธิพลของความมืดได้กลายเป็นธรรมชาติของมนุษย์มานานแล้ว และดังนั้นจึงค่อนข้างยากที่จะดำเนินพระราชกิจของพระเจ้า และผู้คนมีหัวใจที่ให้ความสนใจต่อสิ่งที่พระเจ้าทรงได้มอบความไว้วางพระทัยให้กับพวกเขาในวันนี้น้อยลงไปอีก ไม่ว่าในกรณีใดก็ตาม เราเชื่อว่าผู้คนจะไม่ใส่ใจการที่เราเปล่งถ้อยคำเหล่านี้ เพราะสิ่งที่เรากำลังพูดถึงคือประวัติศาสตร์ของช่วงเวลาหลายพันปี การพูดถึงประวัติศาสตร์หมายถึงข้อเท็จจริง และยิ่งไปกว่านั้นคือเรื่องอื้อฉาวที่เป็นที่ชัดเจนสำหรับทุกคน ดังนั้นแล้วการพูดสิ่งที่ตรงข้ามกับข้อเท็จจริงจะมีประโยชน์อันใด? แต่เราก็ยังเชื่อว่าเมื่อได้เห็นพระวจนะเหล่านี้ ผู้คนที่มีเหตุผลจะตื่นและเพียรพยายามเพื่อความก้าวหน้า พระเจ้าทรงหวังว่าพวกมนุษย์จะสามารถใช้ชีวิตและทำงานอย่างสันติสุขและพอใจ ในขณะเดียวกันก็สามารถรักพระเจ้าด้วย การที่มนุษยชาติทั้งหมดอาจเข้าสู่การหยุดพักนั้นเป็นน้ำพระทัยของพระเจ้า ยิ่งไปกว่านั้น การเติมเต็มทั้งแผ่นดินด้วยพระสิริของพระเจ้าคือความประสงค์ที่ยิ่งใหญ่ของพระเจ้า เป็นความน่าอับอายที่มนุษย์ยังคงจมอยู่ในความหลงลืมและไม่ตื่น ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามอย่างเลวร้ายจนวันนี้พวกเขาไม่มีความเสมือนของพวกมนุษย์อีกต่อไป ดังนั้น ความคิดของมนุษย์ หลักศีลธรรม และการศึกษาก่อให้เกิดความเชื่อมโยงที่สำคัญ โดยการฝึกสอนเกี่ยวกับการมีความรู้พื้นฐานทางวัฒนธรรมก็ก่อให้เกิดความเชื่อมโยงที่สอง ยิ่งยกระดับขีดความสามารถด้านวัฒนธรรมของมนุษย์ให้ดีขึ้น และเปลี่ยนแปลงทัศนะด้านจิตวิญญาณของพวกเขา

ตัดตอนมาจาก “งานและการเข้าสู่ (3)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 308

ในช่วงระหว่างครรลองแห่งการเข้าสู่ของมนุษย์ ชีวิตนั้นน่าเบื่ออยู่เสมอ โดยเต็มไปด้วยองค์ประกอบที่ซ้ำซากของชีวิตฝ่ายวิญญาณ เช่น การอธิษฐาน การกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า หรือการจัดการชุมนุม และดังนั้นผู้คนจึงรู้สึกเสมอว่าการเชื่อในพระเจ้าไม่นำความสุขสำราญที่ยิ่งใหญ่ใดๆ มาให้ กิจกรรมฝ่ายวิญญาณเช่นนั้นมักจะได้รับการดำเนินการจนเสร็จสิ้นบนพื้นฐานของอุปนิสัยแต่ดั้งเดิมของมนุษยชาติ ซึ่งได้ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามไปแล้ว ถึงแม้ว่าในบางครั้งผู้คนจะสามารถได้รับความรู้แจ้งของพระวิญญาณบริสุทธิ์ แต่การคิด อุปนิสัย รูปแบบการใช้ชีวิต และนิสัยแต่ดั้งเดิมยังคงหยั่งรากอยู่ภายใน และดังนั้นธรรมชาติของพวกเขาจึงยังคงไม่เปลี่ยนแปลง กิจกรรมที่เป็นความเชื่อเหนือธรรมชาติที่ผู้คนมีส่วนร่วมคือสิ่งที่พระเจ้าทรงเกลียดมากที่สุด แต่ผู้คนมากมายยังคงไม่สามารถปล่อยพวกมันไปได้ โดยคิดว่ากิจกรรมที่เป็นความเชื่อเหนือธรรมชาติเหล่านี้ได้รับการประกาศกฤษฎีกาจากพระเจ้า และแม้กระทั่งวันนี้พวกเขาก็ยังไม่กำจัดกิจกรรมเหล่านั้นออกไปโดยสิ้นเชิง สิ่งต่างๆ เช่น การจัดการเตรียมการที่คนอายุน้อยๆ ทำเพื่องานเลี้ยงฉลองสมรสและเครื่องแต่งกายของเจ้าสาว ของขวัญเงินสด งานเลี้ยง และวิธีต่างๆ ที่คล้ายกันที่ใช้เฉลิมฉลองในโอกาสอันชื่นบาน สูตรโบราณที่ได้ส่งต่อกันมา กิจกรรมที่เป็นความเชื่อเหนือธรรมชาติที่ไร้ความหมายทั้งหมดที่ประพฤติเพื่อคนตายและพิธีฝังศพของพวกเขา สิ่งเหล่านี้น่าชิงชังมากยิ่งขึ้นไปอีกสำหรับพระเจ้า กระทั่งวันแห่งการนมัสการ (ซึ่งรวมถึงวันสะบาโตที่โลกศาสนาถือปฏิบัติ) ก็เป็นสิ่งที่น่าชิงชังสำหรับพระองค์ และความสัมพันธ์ทางสังคมและการมีปฏิสัมพันธ์ทางโลกระหว่างมนุษย์และมนุษย์ทั้งหมดต่างเป็นที่น่ารังเกียจและถูกปฏิเสธจากพระเจ้ายิ่งขึ้นไปอีก กระทั่งเทศกาลฤดูใบไม้ผลิและวันคริสต์มาสที่ทุกคนรู้จักก็ไม่ได้รับการประกาศกฤษฎีกาจากพระเจ้า แล้วนับประสาอะไรกับของเล่นและการตกแต่งสำหรับวันหยุดเทศกาลรื่นเริงเหล่านี้ เช่น ป้ายคู่ ประทัดไฟ โคมไฟ ศีลมหาสนิท ของขวัญวันคริสต์มาส และเทศกาลคริสต์มาส และศีลมหาสนิท—สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่รูปเคารพในจิตใจของพวกมนุษย์หรอกหรือ? การหักขนมปังในวันสะบาโต ไวน์ และป่านเนื้อดียิ่งเป็นรูปเคารพอย่างแน่ชัดเข้าไปใหญ่ วันเทศกาลตามธรรมเนียมประเพณีทั้งหมดที่เป็นที่นิยมในประเทศจีน เช่น วันเชิดหัวสิงโต เทศกาลแข่งเรือมังกร เทศกาลไหว้พระจันทร์ เทศกาลล่าปา และวันปีใหม่ และเทศกาลต่างๆ ในโลกศาสนา เช่น วันอีสเตอร์ วันพิธีบัพติศมา และวันคริสต์มาส เทศกาลที่ไม่สมควรทั้งหมดเหล่านี้ได้รับการจัดการเตรียมการและส่งต่อมาจากยุคเก่าๆ ถึงวันนี้โดยผู้คนมากมาย จินตนาการที่มากมายและมโนคติที่ช่างคิดของมนุษยชาตินั่นเองที่ทำให้สิ่งเหล่านั้นได้รับการส่งต่อมาจนถึงวันนี้ สิ่งเหล่านี้ปรากฏเหมือนว่าปราศจากข้อตำหนิ แต่อันที่จริงแล้วเป็นเล่ห์เหลี่ยมที่ซาตานใช้กับมนุษยชาติ ยิ่งสถานที่หนึ่งแน่นขนัดไปด้วยเหล่าซาตานมากเท่าใด และยิ่งสถานที่นั้นล้าสมัยและถอยหลังมากขึ้นเท่าใด ธรรมเนียมประเพณีที่ล้าหลังอย่างยิ่งก็ยิ่งตั้งมั่นอย่างลึกซึ้งมากขึ้นเท่านั้น สิ่งเหล่านี้มัดผู้คนไว้แน่น ไม่ยอมให้มีที่ว่างเพื่อการเคลื่อนไหวเลยแม้แต่น้อย เทศกาลมากมายในโลกศาสนาดูเหมือนจะแสดงถึงความเป็นดั้งเดิมอันยิ่งใหญ่และดูเหมือนจะสร้างสะพานสู่งานของพระเจ้า แต่อันที่จริงแล้วสิ่งเหล่านั้นเป็นเชือกผูกที่มองไม่เห็นซึ่งซาตานใช้มัดผู้คนและขัดขวางไม่ให้ผู้คนมารู้จักพระเจ้า—สิ่งเหล่านั้นทั้งหมดคือกลอุบายอันเจ้าเล่ห์ของซาตาน อันที่จริงแล้ว เมื่องานช่วงระยะหนึ่งของพระเจ้าแล้วเสร็จ พระองค์ได้ทรงทำลายเครื่องมือและลักษณะแนวแบบของช่วงเวลานั้นโดยไม่เหลือร่องรอยใดๆ แล้ว อย่างไรก็ตาม “ผู้เชื่อที่เคร่งครัด” ยังนมัสการวัตถุทางกายที่จับต้องได้เหล่านั้นต่อไป ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็ส่งสิ่งที่พระเจ้าทรงมีไปไว้ข้างหลัง ไม่ศึกษาสิ่งนั้นเพิ่มเติมแต่อย่างใด และดูเหมือนจะเต็มไปด้วยความรักพระเจ้าทั้งที่จริงแล้วพวกเขาได้ผลักพระองค์ออกไปนอกบ้านมานานแล้ว และวางซาตานไว้บนหิ้งเพื่อนมัสการ ภาพวาดของพระเยซู กางเขน นางมารีย์ การบัพติศมาของพระเยซู และอาหารค่ำมื้อสุดท้าย—ผู้คนนับถือสิ่งเหล่านี้ว่าเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งสวรรค์ ในขณะเดียวกันก็กู่ร้องซ้ำๆ ว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้า พระบิดาแห่งสวรรค์” ทั้งหมดนี่ไม่ใช่เรื่องตลกหรือ? จนถึงวันนี้ คำกล่าวและการปฏิบัติที่คล้ายกันมากมายที่ได้รับการส่งต่อมาท่ามกลางมนุษยชาตินั้นเป็นที่น่าชังสำหรับพระเจ้า สิ่งเหล่านั้นขัดขวางหนทางข้างหน้าสำหรับพระเจ้าอย่างร้ายแรง และยิ่งไปกว่านั้น ยังทำให้เกิดการเสื่อมถอยอย่างมากต่อการเข้าสู่ของมนุษยชาติ เมื่อลองไม่มองขอบเขตที่ซาตานได้ทำให้มนุษยชาติเสื่อมทรามแล้ว ภายในของผู้คนก็เต็มไปด้วยสิ่งต่างๆ เช่นกฎของวิทเนส ลี ประสบการณ์ของลอว์เรนซ์ การสำรวจโดยวอทช์แมน นี และงานของเปาโลอย่างครบบริบูรณ์ ไม่มีวิธีใดที่พระเจ้าจะทรงพระราชกิจต่อมนุษย์ได้เลย เพราะภายในพวกเขานั้น พวกเขามีปัจเจกนิยม กฎ กติกา ข้อบังคับ ระบบ และที่คล้ายกันมากเกินไป นอกเหนือจากแนวโน้มการเชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติที่ล้าหลังอย่างยิ่งของผู้คนแล้ว สิ่งเหล่านี้ได้จับกุมและล้างผลาญมนุษยชาติแล้ว เสมือนว่าความคิดของผู้คนเป็นภาพยนตร์น่าสนใจที่เล่าเทพนิยายแบบสี่สี ซึ่งมีสิ่งมีชีวิตน่ามหัศจรรย์ขี่ก้อนเมฆ ช่างจินตนาการจนพวกมันทำให้ผู้คนประหลาดใจ ทิ้งไว้ให้พวกเขารู้สึกตกตะลึงและพูดไม่ออก หากให้พูดความจริง งานที่พระเจ้าเสด็จมาทำในวันนี้โดยหลักแล้วคือการจัดการและขับไล่ลักษณะที่เชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติของพวกมนุษย์ และแปลงรูปทัศนะทางใจของพวกเขาอย่างครบบริบูรณ์ งานของพระเจ้าไม่ได้คงอยู่มาถึงวันนี้เพราะการรับมรดกตกทอดที่มนุษยชาติได้ส่งต่อมาโดยผ่านทางรุ่นต่อรุ่น แต่เป็นเพราะงานที่พระองค์ทรงริเริ่มและดำเนินการจนเสร็จสิ้นด้วยพระองค์เอง โดยไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่ต้องมีการรับช่วงต่อสิ่งสืบทอดจากมนุษย์ที่มีจิตวิญญาณยิ่งใหญ่บางคน หรือรับมรดกตกทอดจากงานใดๆ ที่มีธรรมชาติเป็นสิ่งแทนซึ่งพระเจ้าทรงปฏิบัติในยุคอื่นๆ บางยุค มนุษย์ไม่จำเป็นต้องทำให้ตัวเองกังวลกับเรื่องใดๆ เหล่านี้ วันนี้พระเจ้าทรงมีลักษณะการตรัสและการทรงงานอีกแบบหนึ่ง ดังนั้นแล้ว เหตุใดมนุษย์ถึงสร้างปัญหาให้ตัวเองเล่า? หากมนุษย์เดินบนเส้นทางของวันนี้ภายในกระแสทางเดินปัจจุบันในขณะเดียวกันก็ดำเนินตามสิ่งสืบทอดของ “บรรพบุรุษ” ของพวกเขาต่อไปแล้ว พวกเขาจะไม่ไปถึงบั้นปลายของพวกเขา พระเจ้าทรงรู้สึกแขยงพฤติกรรมรูปแบบเฉพาะนี้ของมนุษย์อย่างมาก เช่นเดียวกับที่พระองค์ทรงชังช่วงเวลาหลายปี หลายเดือน และหลายวันของโลกมนุษย์

ตัดตอนมาจาก “งานและการเข้าสู่ (3)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 309

วิธีที่ดีที่สุดที่จะเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของมนุษย์คือการรักษาส่วนเหล่านั้นในหัวใจที่ลึกที่สุดของผู้คนซึ่งได้ถูกยาพิษอย่างล้ำลึก ซึ่งจะทำให้ผู้คนสามารถเปลี่ยนแปลงการคิดและหลักศีลธรรมของพวกเขาได้ ประการแรก ผู้คนต้องมองเห็นอย่างชัดเจนว่าพิธีกรรมทางศาสนา กิจกรรมทางศาสนา เวลาหลายปีและหลายเดือน และเทศกาลเหล่านี้ทั้งหมดเป็นที่ชิงชังสำหรับพระเจ้า พวกเขาควรแยกตัวให้เป็นอิสระจากการผูกมัดของการคิดที่ล้าหลังอย่างยิ่งเหล่านี้ และกำจัดทุกร่องรอยของความโน้มเอียงที่จะเชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติที่หยั่งรากลึกของพวกเขา ทั้งหมดนี้รวมอยู่ในการเข้าสู่ของมนุษยชาติ พวกเจ้าต้องเข้าใจว่าเหตุใดพระเจ้าจึงทรงนำมนุษยชาติออกจากโลกทางโลก และอีกครั้งว่าเหตุใดพระองค์จึงทรงนำมนุษยชาติออกจากกฎและข้อบังคับ นี่คือประตูที่พวกเจ้าจะผ่านเพื่อเข้าสู่ และถึงแม้ว่าสิ่งเหล่านี้จะไม่ได้มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับประสบการณ์ฝ่ายวิญญาณของพวกเจ้า แต่สิ่งเหล่านี้ก็เป็นอุปสรรคที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ขัดขวางการเข้าสู่ของพวกเจ้า ขัดขวางเจ้าไม่ให้รู้จักพระเจ้า สิ่งเหล่านี้สร้างร่างแหที่ทำให้ผู้คนหลงติด ผู้คนมากมายอ่านพระคัมภีร์มากเกินไป และแม้กระทั่งสามารถท่องบทตอนมากมายจากพระคัมภีร์ได้จากความจำ ในการเข้าสู่ของพวกเขาในวันนี้ ผู้คนใช้พระคัมภีร์มาวัดงานของพระเจ้าโดยไม่รู้ตัว เสมือนว่าพื้นฐานของงานของพระเจ้าในช่วงระยะนี้คือพระคัมภีร์ และแหล่งกำเนิดของงานนี้คือพระคัมภีร์ เมื่องานของพระเจ้าสอดคล้องกับพระคัมภีร์ ผู้คนสนับสนุนงานของพระเจ้าอย่างแข็งขัน และคำนึงถึงพระองค์ด้วยความนับถือที่ได้ค้นพบใหม่ เมื่องานของพระเจ้าขัดแย้งกับพระคัมภีร์ ผู้คนกลายเป็นวิตกกังวลจนพวกเขาเหงื่อตก โดยค้นหาพื้นฐานของงานของพระเจ้าในนั้น หากงานของพระเจ้าไม่มีการกล่าวพาดพิงถึงในพระคัมภีร์ ผู้คนจะเพิกเฉยต่อพระเจ้า สามารถกล่าวได้ว่าสำหรับเรื่องของงานของพระเจ้าในวันนี้ ผู้คนส่วนใหญ่ยอมรับงานอย่างระแวงและด้วยความระมัดระวัง พวกเขาเลือกให้การเชื่อฟังกับงานนี้แบบเลือก และรู้สึกไม่แยแสต่อการรู้จักงานนี้ ส่วนสิ่งต่างๆ ในอดีตนั้น พวกเขายึดมั่นไว้ครึ่งหนึ่ง และทิ้งขว้างอีกครึ่ง นี่สามารถเรียกว่าการเข้าสู่ได้หรือ? ผู้คนยึดถือหนังสือของผู้อื่นว่าเป็นสมบัติล้ำค่าและปฏิบัติต่อสิ่งเหล่านั้นเหมือนเป็นกุญแจทองสู่ประตูของราชอาณาจักร และพวกเขาไม่แสดงความสนใจใดๆ ในสิ่งที่พระเจ้าทรงพึงประสงค์จากพวกเขาในวันนี้เลย ยิ่งไปกว่านั้น “ผู้เชี่ยวชาญที่ฉลาด” มากมายถือวจนะของพระเจ้าในมือซ้ายของพวกเขา และ “ผลงานชิ้นเอก” ของผู้อื่นในมือขวา เสมือนว่าพวกเขาต้องการหาพื้นฐานของวจนะของพระเจ้าในวันนี้ภายในผลงานชิ้นเอกเหล่านี้ เพื่อพิสูจน์อย่างเต็มที่ว่าวจนะของพระเจ้านั้นถูกต้อง และพวกเขาอาจถึงขั้นอธิบายวจนะของพระเจ้ากับผู้อื่นโดยการนำวจนะเหล่านี้ไปรวมไว้ในผลงานชิ้นเอก เสมือนว่าพวกผู้เชี่ยวชาญเหล่านั้นกำลังดำเนินการอยู่ กล่าวความจริงแล้ว มี “นักวิจัยทางวิทยาศาสตร์” มากมายท่ามกลางมนุษยชาติที่ไม่เคยนึกถึงความสำเร็จทางวิทยาศาสตร์ล่าสุดของวันนี้ ความสำเร็จทางวิทยาศาสตร์ที่ไม่เคยมีมาก่อนในแง่ดี (นั่นคือ งานของพระเจ้า วจนะของพระเจ้า และเส้นทางการเข้าสู่ชีวิต) ดังนั้นผู้คนทั้งหมดจึง “พึ่งพาตัวเอง” โดยที่ “เทศนา” อย่างกว้างไกลเกี่ยวกับจุดแข็งของลิ้นทองของพวกเขา และโอ้อวดถึง “พระนามที่ดีของพระเจ้า” ในขณะเดียวกัน การเข้าสู่ของพวกเขาเองก็ตกอยู่ในอันตราย และพวกเขาดูเหมือนว่าอยู่ไกลจากข้อพึงประสงค์ของพระเจ้าพอๆ กับที่สิ่งทรงสร้างอยู่ห่างไกลจากชั่วขณะนี้ การทำงานของพระเจ้านั้นง่ายเพียงใด? ดูเหมือนว่าผู้คนได้ตัดสินใจแล้วว่าจะทิ้งครึ่งหนึ่งของพวกเขาไว้กับเมื่อวานและนำครึ่งหนึ่งมาวันนี้ จะส่งมอบครึ่งหนึ่งให้กับซาตานและเสนอครึ่งหนึ่งให้กับพระเจ้า เสมือนว่านี่คือวิธีที่จะอำนวยความสะดวกให้กับมโนธรรมของพวกเขา และรู้สึกถึงสำนึกรับรู้ถึงความสบายใจบางอย่างได้ โลกภายในของผู้คนช่างมีเงื่อนงำ พวกเขากลัวที่จะสูญเสียไม่ใช่แค่พรุ่งนี้เท่านั้น แต่ยังเมื่อวานด้วย ลึกๆ แล้วพวกเขากลัวที่จะทำให้ทั้งซาตานและพระเจ้าของวันนี้ขุ่นเคือง พระเจ้าผู้ทรงดูเหมือนจะเป็นและยังไม่เป็น เพราะผู้คนเคยล้มเหลวที่จะปลูกฝังการคิดและหลักศีลธรรมของพวกเขาอย่างถูกต้องเหมาะสม พวกเขาจึงขาดดุลยพินิจอย่างยิ่ง และพวกเขาไม่สามารถบอกได้เลยว่างานของวันนี้คืองานของพระเจ้าหรือไม่ บางทีคงเป็นเพราะการคิดที่ล้าหลังอย่างยิ่งและเชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติของผู้คนนั้นหยั่งลึกจนพวกเขาได้วางความเชื่อเหนือธรรมชาติกับความจริง และพระเจ้ากับรูปเคารพไว้ในหมวดหมู่เดียวกันเสียนานแล้ว โดยไม่ใส่ใจที่จะแยกความแตกต่างระหว่างสิ่งต่างๆ เหล่านี้ และพวกเขาดูเหมือนจะไม่สามารถเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนได้แม้ว่าจะเค้นสมองของพวกเขาก็ตาม นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมมนุษย์จึงหยุดอยู่ในร่องครรลองของพวกเขาแล้วและไม่เคลื่อนไปข้างหน้าอีกต่อไป ปัญหาทั้งหมดเหล่านี้เกิดขึ้นจากการที่ผู้คนขาดการศึกษาด้านอุดมการณ์ในประเภทที่ถูกต้อง ซึ่งสร้างความลำบากยากเย็นที่ยิ่งใหญ่สำหรับการเข้าสู่ของพวกเขา ดังนั้น ผู้คนจึงไม่มีวันรู้สึกมีความสนใจใดๆ ในงานของพระเจ้าที่แท้จริง แต่กลับยึดติดอย่างดื้อแพ่ง[1]กับงานของมนุษย์ (เช่น พวกที่พวกเขามองว่าเป็นมนุษย์ที่ยิ่งใหญ่) เสมือนว่าพวกเขาได้ถูกตีตราจากสิ่งนั้น สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่หัวข้อล่าสุดที่มนุษยชาติควรเข้าสู่หรอกหรือ?

ตัดตอนมาจาก “งานและการเข้าสู่ (3)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

"เชิงอรรถ:

1. คำว่า “ยึดติดอย่างดื้อแพ่ง” นำมาใช้อย่างเย้ยหยัน วลีนี้บ่งชี้ว่าผู้คนดื้อรั้นและดื้อดึง และยึดติดกับสิ่งที่ล้าหลังและไม่เต็มใจที่จะปล่อยสิ่งเหล่านั้นไป"

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 310

ความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมโบราณและประวัติศาสตร์ที่กินเวลาหลายพันปีได้ปิดความคิดและมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์และทัศนะทางจิตใจของเขาอย่างแน่นหนาจนทำให้สิ่งเหล่านั้นมิอาจผ่านได้และมิอาจย่อยสลายในทางชีวภาพได้[1] ผู้คนดำรงชีวิตในวัฏจักรที่สิบแปดแห่งนรก ที่ซึ่งไม่อาจมีวันได้พบเห็นความสว่าง ราวกับว่าพวกเขาได้ถูกพระเจ้าทรงเนรเทศไปอยู่ในคุกใต้ดิน ความคิดแบบศักดินาได้กดขี่ผู้คนมากจนกระทั่งพวกเขาแทบจะไม่สามารถหายใจได้และกำลังหายใจไม่ออก พวกเขาไม่มีพละกำลังที่จะต้านทานเลยแม้สักน้อย ทั้งหมดที่พวกเขาทำก็คือทนฝ่าและทนฝ่าในความเงียบ...ไม่เคยมีผู้ใดเลยที่กล้าจะต่อสู้ดิ้นรนและยืนหยัดเพื่อความชอบธรรมและความยุติธรรม ผู้คนแค่ดำรงชีวิตแย่กว่าชีวิตของสัตว์ ภายใต้ความเคราะห์ร้ายและการทารุณกรรมของจริยธรรมแบบศักดินา วันแล้ววันเล่า และปีแล้วปีเล่า พวกเขาไม่เคยคิดที่จะแสวงหาจนพบพระเจ้าเพื่อชื่นชมความสุขในโลกมนุษย์ ราวกับว่าผู้คนได้ถูกเฆี่ยนตีจนถึงจุดที่ซึ่งพวกเขาเป็นเหมือนใบไม้ที่ร่วงหล่นในฤดูใบไม้ร่วง ซึ่งเหี่ยวเฉา แห้งกรอบ และมีสีเหลืองน้ำตาล ผู้คนได้สูญสิ้นความทรงจำของพวกเขานานมาแล้ว พวกเขาดำรงชีวิตโดยหมดหนทางในนรกซึ่งเรียกกันว่าโลกมนุษย์ โดยรอคอยการมาถึงของวันสุดท้ายเพื่อที่พวกเขาอาจพินาศไปด้วยกันกับนรกนี้ ราวกับว่าวันสุดท้ายที่พวกเขาโหยหานั้นคือวันที่มนุษย์จะชื่นชมสันติสุขอันสงบ จริยธรรมแบบศักดินาทั้งหลายได้นำชีวิตของมนุษย์ไปสู่ “แดนคนตาย” โดยทำให้พลังต้านทานของมนุษย์อ่อนลงยิ่งขึ้นไปอีก การกดขี่ทุกชนิดผลักมนุษย์ให้ตกลงสู่แดนคนตายลึกลงไปอีกทีละขั้นๆ ห่างพระเจ้าออกไปทุกที จนกระทั่งวันนี้เขาได้กลายเป็นคนแปลกหน้าสำหรับพระเจ้าโดยสิ้นเชิงและรีบที่จะหลีกเลี่ยงพระองค์เมื่อพวกเขาพบกัน มนุษย์ไม่ใส่ใจพระองค์และทิ้งให้พระองค์ทรงยืนเพียงลำพังที่ด้านหนึ่ง ราวกับว่ามนุษย์ไม่เคยรู้จักพระองค์ ไม่เคยเห็นพระองค์มาก่อน ทว่าพระเจ้าก็กำลังทรงรอมนุษย์มาตลอดทั้งการเดินทางอันยาวนานของชีวิตมนุษย์ ไม่เคยทรงทุ่มพระพิโรธอันไม่สามารถระงับได้เข้าใส่เขา แค่ทรงรออย่างเงียบๆ โดยไม่มีพระวจนะสักคำ เพื่อให้มนุษย์กลับใจและเริ่มต้นใหม่ พระเจ้าได้เสด็จมาสู่โลกมนุษย์นานมาแล้วเพื่อแบ่งปันความทุกข์ของโลกมนุษย์ร่วมกับมนุษย์ ในช่วงเวลาหลายปีที่พระองค์ได้ทรงพระชนม์ชีพร่วมกับมนุษย์ ไม่มีผู้ใดที่ได้ค้นพบการดำรงอยู่ของพระองค์ พระเจ้าเพียงทรงทนฝ่าความทุกข์ระทมจากความเลวทรามในโลกมนุษย์อย่างเงียบๆ ในขณะที่ทรงดำเนินการพระราชกิจที่พระองค์ได้ทรงนำมาด้วยพระองค์เอง พระองค์ทรงทนฝ่าต่อไปเพื่อประโยชน์ของน้ำพระทัยของพระเจ้าพระบิดาและเพื่อประโยชน์ของความจำเป็นของมวลมนุษย์ โดยก้าวผ่านความทุกข์ที่มนุษย์ไม่เคยได้รับประสบการณ์มาก่อน ต่อหน้ามนุษย์พระเจ้าได้ทรงรอคอยเขาอย่างเงียบๆ และต่อหน้ามนุษย์พระองค์ได้ทรงถ่อมพระองค์เอง เพื่อประโยชน์แห่งน้ำพระทัยของพระเจ้าพระบิดา และเพื่อประโยชน์ของความจำเป็นของมวลมนุษย์ด้วยเช่นกัน ความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมโบราณได้แอบขโมยมนุษย์ไปจากการทรงสถิตของพระเจ้า และได้ส่งเขาไปยังกษัตริย์ของพวกมารและลูกหลานของมัน สี่ตำราและห้าคัมภีร์[ก]ได้นำความคิดและมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์ไปสู่อีกยุคแห่งการกบฏ ทำให้เขาให้การยกย่องสรรเสริญแก่พวกที่ได้รวบรวมตำรา/คัมภีร์ที่เป็นเอกสารหลักฐานทั้งหลายมากยิ่งขึ้นไปอีก และผลก็คือทำให้มโนคติที่หลงผิดของเขาเกี่ยวกับพระเจ้ายิ่งแย่ลงไปอีก โดยที่มนุษย์ไม่รู้ตัว กษัตริย์ของพวกมารได้ขับไล่พระเจ้าจากหัวใจของเขาอย่างเลือดเย็นและจากนั้นจึงจับจองมันด้วยตัวมันเองด้วยความรื่นเริงยินดีแห่งการฉลองชัย นับตั้งแต่เวลานั้น มนุษย์ได้กลายเป็นมีวิญญาณอันน่าเกลียดและชั่วร้ายและมีโฉมหน้าของกษัตริย์ของพวกมาร ความเกลียดชังพระเจ้าได้เติมอกของเขาจนเต็ม และความมุ่งร้ายอันอาฆาตแค้นของกษัตริย์ของพวกมารก็ได้แผ่ไปภายในตัวมนุษย์วันแล้ววันเล่าจนกระทั่งเขาได้ถูกกลืนกินอย่างเต็มที่ มนุษย์ไม่ได้มีอิสรภาพอีกต่อไปแม้แต่น้อยและไม่ได้มีทางที่จะหลุดพ้นเป็นอิสระจากบางสิ่งที่มนุษย์ยึดมั่นของกษัตริย์ของพวกมาร เขาไม่ได้มีทางเลือกนอกจากจะถูกจองจำคาที่ ยอมจำนนและล้มลงในความนบนอบต่อหน้ามัน นานมาแล้ว เมื่อหัวใจและวิญญาณของมนุษย์ยังคงอยู่ในวัยทารก กษัตริย์ของพวกมารได้ปลูกเมล็ดพันธุ์ของเนื้อร้ายแห่งอเทวนิยมไว้ในนั้น โดยสอนความคิดที่ไม่ถูกต้องให้แก่เขา เช่น “จงศึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จงตระหนักถึงนโยบายสี่ทันสมัย และไม่มีสิ่งเช่นนั้นที่เป็นพระเจ้าอยู่ในโลก” ไม่เพียงแค่นั้น มันยังตะโกนร้องในทุกๆ โอกาสว่า “ขอให้พวกเราจงพึ่งพาแรงอันอุตสาหะของพวกเราเพื่อสร้างถิ่นฐานอันสวยงาม” โดยขอให้แต่ละบุคคลเตรียมพร้อมตั้งแต่วัยเด็กเพื่อทำการปรนนิบัติอันสัตย์ซื่อต่อประเทศของพวกเขา มนุษย์ซึ่งไม่รู้ตัวได้ถูกนำไปอยู่ต่อหน้ามัน โดยที่มันถือสิทธิ์ความเชื่อถือทั้งหมด (หมายถึงความเชื่อถือที่เป็นของพระเจ้าสำหรับการถือครองมวลมนุษย์ทั้งปวงไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์) ไว้กับตัวมันเองอย่างไม่ลังเลใจ มันไม่เคยมีสำนึกรับรู้ความละอายใจใดเลย ยิ่งไปกว่านั้น มันได้ฉวยเอาประชากรของพระเจ้าไปอย่างไร้ยางอายและได้ลากพวกเขากลับไปอยู่ในบ้านของมัน ที่ซึ่งมันได้กระโดดเหมือนกับหนูตัวหนึ่งที่อยู่บนโต๊ะและได้ให้มนุษย์บูชามันในฐานะพระเจ้า ช่างเป็นวายร้ายยิ่งนัก! มันร้องตะโกนสิ่งทั้งหลายที่น่าอัปยศและทำให้สะดุ้งตกใจ อาทิ “ไม่มีสิ่งเช่นนั้นที่เป็นพระเจ้าอยู่ในโลก” ลมนั้นมาจากการเปลี่ยนสภาพต่าง ๆ ตามกฎธรรมชาติ ฝนนั้นมาเมื่อไอน้ำที่พบกับอุณหภูมิเย็นกลั่นตัวกลายเป็นหยดน้ำที่ตกลงสู่แผ่นดินโลก แผ่นดินไหวคือการสั่นสะเทือนของผิวของแผ่นดินโลกอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยา ภัยแล้งก็เป็นเพราะความแห้งในอากาศที่เกิดขึ้นจากการการหยุดชะงักของนิวเคลียสบนผิวของดวงอาทิตย์ เหล่านี้คือปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ในทั้งหมดนี้การกระทำของพระเจ้าอยู่ที่ใดกัน”? มีแม้กระทั่งพวกที่ตะโกนร้องถ้อยความดังเช่นต่อไปนี้ ถ้อยความที่ไม่ควรได้รับการประกาศออกมา นั่นคือ “มนุษย์มีวิวัฒนาการมาจากพวกลิงในสมัยโบราณ และโลกทุกวันนี้ก็มาจากความต่อเนื่องของสังคมดึกดำบรรพ์ที่เริ่มตั้งแต่ประมาณกัปกัลป์มาแล้ว การที่ประเทศหนึ่งจะเจริญรุ่งเรืองหรือตกต่ำหรือไม่นั้นอยู่ในมือของผู้คนของประเทศนั้นอย่างสิ้นเชิง” หลังฉากนั้น มันทำให้มนุษย์แขวนมันบนผนังหรือวางมันบนโต๊ะเพื่อกราบไหว้และให้เครื่องบูชาแก่มัน ในเวลาเดียวกันกับที่มันร้องตะโกนออกมาว่า “ไม่มีพระเจ้า” มันก็ตั้งตัวมันเองเป็นพระเจ้า โดยผลักพระเจ้าออกจากเขตแดนของแผ่นดินโลกด้วยความหยาบคายที่รวบรัด ในขณะที่ยืนในที่ของพระเจ้าและเข้ารับบทบาทของกษัตริย์ของพวกมาร ช่างไร้เหตุผลโดยสิ้นเชิง! มันทำให้คนเราเกลียดมันเข้ากระดูกดำ ดูเหมือนว่าพระเจ้ากับมันเป็นศัตรูคู่สาบานกัน และทั้งสองก็ไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้ มันออกอุบายเพื่อไล่พระเจ้าออกไปในขณะที่มันเตร่ไปโดยอิสระ อยู่นอกเงื้อมมือของกฎหมาย[2] มันช่างเป็นกษัตริย์ของพวกมารอะไรเช่นนี้! เราสามารถทนยอมรับการดำรงอยู่ของมันได้อย่างไร? มันจะไม่หยุดพักจนกว่ามันจะได้ทำให้พระราชกิจของพระเจ้ายุ่งเหยิงและทิ้งพระราชกิจนั้นทั้งหมดไว้ในความโกลาหลสิ้นเชิง[3] ราวกับว่ามันต้องการที่จะต่อต้านพระเจ้าไปจนถึงที่สุด จนกว่าปลาจะตายหรือไม่ก็ตาข่ายขาด โดยจงใจตั้งตัวมันเองต่อต้านพระเจ้าและกดดันใกล้เข้ามายิ่งขึ้นทุกที ใบหน้าอันน่าขยะแขยงของมันที่ได้ถูกถอดหน้ากากออกอย่างสิ้นเชิงมานานแล้ว บัดนี้มันบอบช้ำและสะบักสะบอม[4]และอยู่ในสภาพเงื่อนไขที่น่าสงสาร ทว่ามันก็ยังคงจะไม่ลดละความเกลียดชังของมันที่มีต่อพระเจ้า ราวกับว่าโดยการกลืนกินพระเจ้าอย่างเต็มปากเต็มคำเท่านั้นมันจึงจะสามารถบรรเทาความเกลียดชังที่ถูกกักขังไว้ในหัวใจของมันได้ พวกเราสามารถทนยอมรับมันได้อย่างไร ศัตรูตัวนี้ของพระเจ้า! การถอนรากถอนโคนและการกำจัดมันให้สิ้นซากเท่านั้นที่จะนำความปรารถนาของชีวิตของพวกเราไปสู่การเกิดผลได้ มันสามารถได้รับการยอมให้อาละวาดแผลงฤทธิ์ต่อไปได้อย่างไร? มันได้ทำให้มนุษย์เสื่อมทรามจนถึงระดับที่ว่ามนุษย์ไม่รู้จักอาทิตย์สวรรค์ และได้กลายเป็นไม่ตอบสนองและไร้ความรู้สึก มนุษย์ได้สูญเสียเหตุผลของมนุษย์ปกติไปแล้ว เหตุใดจึงไม่มอบถวายการเป็นอยู่ทั้งหมดของพวกเราเพื่อทำลายมันและเผามันไหม้จนหมดเพื่อขจัดความกังวลทั้งหมดเกี่ยวกับอนาคต และเปิดโอกาสให้พระราชกิจของพระเจ้าได้ไปถึงความงดงามอันไม่เคยมีมาก่อนได้เร็วขึ้น? บรรดาวายร้ายแก๊งนี้ได้มาสู่โลกของพวกมนุษย์และได้ลดทอนโลกมนุษย์ไปสู่ความสับสนอลหม่าน พวกมันได้นำมนุษยชาติทั้งปวงไปสู่ขอบหน้าผา โดยวางแผนอย่างลับๆ ที่จะผลักพวกเขาลงไปให้กระแทกเป็นชิ้นๆ เพื่อที่ในเวลาต่อมาพวกมันอาจจะกลืนกินซากศพของพวกเขา พวกมันหวังลมๆ แล้งๆ ที่จะทำลายแผนของพระเจ้าและเข้าสู่การแข่งขันกับพระองค์ โดยเดิมพันทุกสิ่งทุกอย่างในการโยนลูกเต๋าครั้งเดียว[5] นั่นไม่ง่ายแต่ประการใดเลย! ในที่สุดแล้วกางเขนได้ถูกตระเตรียมไว้ให้แก่กษัตริย์ของพวกมารแล้ว ผู้ที่มีความผิดฐานก่ออาชญากรรมอันน่าขยะแขยงที่สุด พระเจ้าไม่ทรงเป็นของกางเขน พระองค์ได้ทรงโยนมันไปข้างๆ ให้แก่มารแล้ว บัดนี้พระเจ้าได้ทรงผงาดขึ้นเป็นผู้มีชัยชนะมานานแล้วและไม่ทรงรู้สึกเศร้าโศกในเรื่องความบาปทั้งหลายของมวลมนุษย์อีกต่อไป แต่จะทรงนำความรอดมาสู่มวลมนุษย์ทั้งปวง

ตัดตอนมาจาก “งานและการเข้าสู่ (7)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

"เชิงอรรถ:

1. “มิอาจย่อยสลายในทางชีวภาพ” ในที่นี้มีเจตนาให้เป็นถ้อยคำล้อเลียน โดยหมายความว่าผู้คนเข้มงวดในความรู้ วัฒนธรรม และทัศนะทางจิตวิญญาณของพวกเขา

2. “เตร่ไปโดยอิสระ อยู่นอกเงื้อมมือของกฎหมาย” บ่งบอกว่ามารนั้นคลุ้มคลั่งและวิ่งพล่าน

3. “ความโกลาหลสิ้นเชิง” หมายถึงวิธีที่พฤติกรรมรุนแรงของมารนั้นมิอาจที่จะทนเห็นได้

4. “บอบช้ำและสะบักสะบอม” หมายถึงใบหน้าอันน่าเกลียดของกษัตริย์ของพวกมาร

5. “เดิมพันทุกสิ่งทุกอย่างในการโยนลูกเต๋าครั้งเดียว” หมายความถึงการวางเงินทั้งหมดของใครคนหนึ่งในการเดิมพันครั้งเดียวด้วยความหวังว่าจะชนะในท้ายที่สุด นี่คือคำอุปมาสำหรับอุบายอันมุ่งร้ายและสามานย์ของมาร สำนวนนี้ใช้กันในทางเย้ยหยัน

ก. สี่ตำราและห้าคัมภีร์เป็นตำราที่เชื่อถือได้ของลัทธิขงจื๊อในประเทศจีน"

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 311

จากที่สูงสุดถึงต่ำสุดและตั้งแต่ปฐมกาลจนถึงบทอวสาน ซาตานได้รบกวนพระราชกิจของพระเจ้าและกระทำการในการต่อต้านพระองค์มาโดยตลอด การพูดคุยเรื่อง “มรดกทางวัฒนธรรมโบราณ” “ความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมโบราณ” อันมีคุณค่า “คำสอนของลัทธิเต๋าและลัทธิขงจื๊อ” และ “คัมภีร์ของขงจื๊อและพิธีกรรมแบบศักดินา” ทั้งหมดนี้ได้นำมนุษย์ไปสู่นรก วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสมัยใหม่ล้ำยุค ตลอดจนอุตสาหกรรม เกษตรกรรม และธุรกิจต่างๆ ที่พัฒนาขั้นอย่างสูงล้วนไม่อาจพบเห็นได้ที่ใด ในทางกลับกัน ทั้งหมดที่มันทำคือการตอกย้ำพิธีกรรมแบบศักดินาที่เผยแพร่โดย “บรรดาลิง” จากยุคโบราณเพื่อที่จะจงใจรบกวน ต่อต้าน และรื้อพระราชกิจของพระเจ้า มันไม่ได้เพียงทำให้มนุษย์ทุกข์ร้อนต่อเนื่องมาจนกระทั่งวันนี้เท่านั้น แต่มันถึงขั้นต้องการที่จะกลืน[1]มนุษย์ทั้งหมด การส่งผ่านคำสอนด้านจริยธรรมและด้านศีลธรรมจากระบบศักดินาและการส่งต่อความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมโบราณได้ทำให้มนุษยชาติติดเชื้อมานานแล้ว โดยเปลี่ยนพวกเขาไปเป็นพวกมารทั้งใหญ่และเล็ก มีน้อยคนที่เป็นบรรดาผู้ที่จะรับพระเจ้าอย่างยินดี น้อยคนที่จะต้อนรับการเสด็จมาของพระองค์อย่างลิงโลด โฉมหน้าของมนุษยชาติทั้งปวงเต็มไปด้วยเจตนามุ่งสังหาร และในทุกสถานที่ ลมหายใจแห่งการเข่นฆ่าแผ่ซ่านไปในอากาศ พวกเขาพยายามขับไล่พระเจ้าออกไปจากแผ่นดินนี้ ด้วยมีดและดาบในมือ พวกเขาจัดการเตรียมการตัวพวกเขาเองในการก่อรูปแบบการสู้รบเพื่อ “ทำลายล้าง” พระเจ้า ทั่วทั้งแผ่นดินนี้ของมาร ที่ซึ่งมนุษย์ถูกสอนอยู่ตลอดเวลาว่าไม่มีพระเจ้า รูปเคารพต่าง ๆ นั้นแพร่หลายไปทั่ว และอากาศข้างบนก็แผ่ซ่านไปด้วยกลิ่นชวนคลื่นเหียนจากกระดาษและธูปที่เผาไหม้ ที่หนาแน่นเสียจนหายใจไม่ออก มันเป็นเหมือนกลิ่นเหม็นของโคลนที่ล่องลอยด้วยการบิดตัวของงูพิษ มากเสียจนกระทั่งคนเราไม่สามารถกลั้นการอาเจียนได้ นอกเหนือจากนี้แล้ว ยังสามารถแว่วได้ยินเสียงของบรรดามารชั่วที่กำลังสวดข้อพระคัมภีร์ เป็นเสียงซึ่งดูเหมือนว่าจะมาจากที่ห่างไกลในนรก มากเสียจนกระทั่งคนเราไม่สามารถกลั้นการสั่นเทาได้ ทุกที่ในแผ่นดินนี้เป็นที่ตั้งรูปเคารพทุกสีในสายรุ้ง โดยเปลี่ยนแผ่นดินไปเป็นโลกแห่งความปีติยินดีทางโลกีย์ ในขณะที่กษัตริย์ของพวกมารหัวเราะต่อเนื่องอย่างชั่วช้า ราวกับว่าอุบายอันขี้ขลาดของมันได้ประสบความสำเร็จแล้ว ในขณะเดียวกัน มนุษย์ยังคงหลงลืมอย่างสิ้นเชิง และเขาก็ไม่ได้ระแคะระคายเลยว่ามารนั้นได้ทำให้เขาเสื่อมทรามไปแล้วจนถึงจุดที่ว่าเขาได้กลายเป็นไร้สำนึกรับรู้และคอตกในความพ่ายแพ้ มันปรารถนาที่จะกวาดล้างทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับพระเจ้า และทำให้พระองค์มีมลทินและลอบสังหารพระองค์อีกครั้งหนึ่งในคราวเดียว กล่าวคือ มันตั้งใจที่จะฉีกทำลายและรบกวนพระราชกิจของพระองค์ มันสามารถยอมให้พระเจ้ามีพระสถานะเท่ากันได้อย่างไร? มันสามารถทนยอมรับพระเจ้า “ที่ทรงแทรกแซง” งานของมันท่ามกลางพวกมนุษย์บนแผ่นดินโลกได้อย่างไร? มันสามารถยอมให้พระเจ้าทรงถอดหน้ากากโฉมหน้าอันน่าขยะแขยงของมันได้อย่างไร? มันสามารถยอมให้พระเจ้าทรงวางงานของมันไว้ในความสับสนวุ่นวายได้อย่างไร? มารตัวนี้ซึ่งฉุนเฉียวด้วยความเดือดดาลสามารถยอมให้พระเจ้าทรงมีการควบคุมเหนือศาลแห่งจักรวรรดิของมันบนแผ่นดินโลกได้อย่างไร? มันสามารถเต็มใจกราบไหว้มหิทธิฤทธิ์อันสูงกว่าของพระองค์ได้อย่างไร? โฉมหน้าอันน่าขยะแขยงของมันได้ถูกเปิดเผยให้เห็นสิ่งที่มันเป็น เพื่อที่คนเราจะได้ไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี และมันยากจริงๆ ที่จะพูดถึง นี่ไม่ใช่แก่นแท้ของมันหรอกหรือ? ด้วยวิญญาณอันน่าเกลียด มันยังคงเชื่อว่ามันนั้นสวยงามเหลือเชื่อ บรรดาผู้สมรู้ร่วมคิดในอาชญากรรมแก๊งนี้![2] พวกมันลงมาสู่อาณาจักรมนุษย์เพื่อปล่อยใจดื่มด่ำไปกับความหรรษายินดีต่างๆ และทำให้เกิดความสับสนวุ่นวาย โดยก่อกวนสิ่งต่างๆ มากจนกระทั่งโลกกลายเป็นสถานที่ที่แปรปรวนและไม่แน่นอน และหัวใจของมนุษย์ก็เต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและความไม่สบายใจ และพวกมันได้ล้อเล่นกับมนุษย์มากจนกระทั่งรูปลักษณ์ของเขาได้กลายเป็นรูปลักษณ์ของสัตว์ป่าที่โหดร้ายแห่งท้องทุ่ง น่าเกลียดที่สุด และร่องรอยสุดท้ายของมนุษย์ที่บริสุทธิ์แบบดั้งเดิมก็ได้สูญหายไปจากมัน ยิ่งไปกว่านั้น พวกมันถึงขั้นปรารถนาที่จะเข้าครองอำนาจอธิปไตยบนแผ่นดินโลก พวกมันขัดขวางพระราชกิจของพระเจ้ามากจนกระทั่งพระราชกิจนั้นแทบจะไม่สามารถก้าวไปข้างหน้าได้แม้สักหนึ่งนิ้ว และพวกมันก็ปิดมนุษย์อย่างแน่นหนาดังกำแพงทองแดงและเหล็กกล้า เมื่อได้กระทำบาปร้ายแรงมากมายยิ่งนักและทำให้เกิดความวิบัติมากมายยิ่งนักแล้ว พวกเขายังคงคาดหวังบางสิ่งนอกเหนือจากการตีสอนอยู่อีกหรือ? พวกมารและบรรดาวิญญาณชั่วกำลังวิ่งพล่านไปบนแผ่นดินโลกตลอดมาชั่วเวลาหนึ่ง และได้ปิดผนึกทั้งน้ำพระทัยและความพยายามอุตสาหะของพระเจ้าอย่างแน่นหนาแล้วจนกระทั่งสิ่งเหล่านั้นมิอาจผ่านเข้าไปได้ จริง ๆ แล้ว นี่คือบาปมหันต์! พระเจ้าไม่ทรงสามารถรู้สึกวิตกกังวลได้อย่างไร? พระเจ้าไม่ทรงสามารถรู้สึกพิโรธได้อย่างไร? พวกเขาได้ขัดขวางและต่อต้านพระราชกิจของพระเจ้าอย่างรุนแรง กล่าวคือ ช่างเป็นกบฏเสียจริง! แม้กระทั่งพวกมารเหล่านั้น ทั้งใหญ่และเล็ก ก็ยังประพฤติตัวเหมือนพวกหมาไนที่อยู่แทบส้นเท้าของสิงโต และปฏิบัติตามกระแสชั่ว โดยออกอุบายให้เกิดการรบกวนขณะที่พวกมันไป เมื่อได้รู้ความจริงแล้ว พวกเขาก็จงใจต่อต้านมัน พวกบุตรแห่งการกบฏเหล่านี้! มาถึงบัดนี้ที่กษัตริย์แห่งนรกของพวกมันได้ขึ้นสู่บัลลังก์แห่งกษัตริย์แล้ว เป็นราวกับว่าพวกมันได้กลายเป็นพอใจในตัวเองและชะล่าใจ โดยปฏิบัติต่อคนอื่น ๆ ทั้งหมดด้วยการดูหมิ่น มีกี่คนท่ามกลางพวกเขาที่แสวงหาความจริงและปฏิบัติตามความชอบธรรม? พวกเขาทั้งหมดคือสัตว์ร้าย ไม่ได้ดีไปกว่าสุกรและสุนัข อยู่กับตัวหัวหน้าของพวกแมลงวันที่ส่งกลิ่นเหม็น แกว่งหัวไปมาในการชื่นชมตัวเองอย่างสบายใจ และก่อปัญหาทุกประเภท[3] ในท่ามกลางกองมูลสัตว์ พวกเขาเชื่อว่ากษัตริย์แห่งนรกของพวกเขาคือกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในบรรดากษัตริย์ทั้งปวง โดยรู้เพียงน้อยนิดว่าพวกเขาเองนั้นไม่ได้เป็นมากไปกว่าแมลงวันที่ส่งกลิ่นเหม็นทั้งหลาย แต่กระนั้น พวกเขาก็ใช้ประโยชน์จากพละกำลังของสุกรและสุนัขที่พวกเขามีให้กับบิดามารดาเพื่อใส่ร้ายการทรงดำรงอยู่ของพระเจ้า ในฐานะแมลงวันตัวจิ๋ว พวกมันเชื่อว่าเชื่อว่าพ่อแม่ของพวกมันใหญ่โตเท่าพวกวาฬมีฟัน[4] พวกมันรู้เพียงน้อยนิดว่า ในขณะที่พวกมันเองนั้นตัวเล็ก พ่อแม่ของพวกมันก็เป็นสุกรและสุนัขไม่สะอาดที่ใหญ่กว่าพวกมันหลายพันล้านเท่า โดยไม่ตระหนักรู้ถึงความต่ำต้อยของพวกมันเอง พวกมันพึ่งพากลิ่นเหม็นของการเน่าเปื่อยที่สุกรและสุนัขเหล่านั้นคายออกมาเพื่อที่จะวิ่งพล่าน คิดลมๆ แล้งๆ ว่าจะให้กำเนิดชนรุ่นใหม่ในอนาคต ช่างไม่นึกละอายบ้างเลย! ด้วยปีกสีเขียวบนหลังของพวกมัน (นี่หมายถึงการกล่าวอ้างของพวกมันว่าเชื่อในพระเจ้า) พวกมันหลงตัวเองและโอ้อวดความงามและความยั่วยวนของพวกมันเองทุกที่ ในขณะที่พวกมันแอบสลัดความไม่บริสุทธิ์ทั้งหลายบนตัวของพวกมันเองเข้าใส่มนุษย์ ยิ่งไปกว่านั้น พวกมันพอใจในตัวพวกมันเองเหลือเกิน ราวกับว่าพวกมันสามารถใช้ปีกสีรุ้งหนึ่งคู่เพื่อปกปิดความไม่บริสุทธิ์ทั้งหลายของพวกมันเองได้ และด้วยวิธีการเหล่านี้พวกมันนำการกดขี่ของพวกมันให้มีผลต่อการทรงดำรงอยู่ของพระเจ้าเที่ยงแท้ (นี่หมายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นหลังฉากในโลกศาสนา) มนุษย์จะรู้ได้อย่างไรว่า แม้จะสวยงามชวนให้หลงใหลอย่างที่ปีกของแมลงวันอาจจะเป็น เจ้าแมลงวันเองนั้นที่จริงแล้วไม่ได้เป็นมากไปกว่าสิ่งทรงสร้างขนาดจิ๋ว โดยมีท้องที่เต็มไปด้วยความโสมมและร่างกายที่ปกคลุมไปด้วยเชื้อโรค? พวกเขาวิ่งพล่านไปทั่วแผ่นดินบนพละกำลังของสุกรและสุนัขที่พวกเขามีให้กับบิดามารดา (นี่หมายถึงวิธีซึ่งเจ้าหน้าที่ทางศาสนาผู้ที่ข่มเหงพระเจ้าพึ่งพาการสนับสนุนอันแข็งแกร่งจากรัฐบาลของชาติเพื่อเป็นกบฏต่อพระเจ้าเที่ยงแท้และความจริง) ปล่อยตัวปล่อยใจไปในความป่าเถื่อนของพวกเขา เป็นราวกับว่าบรรดาผีของพวกฟาริสีชาวยิวได้กลับมายังชาติของพญานาคใหญ่สีแดงพร้อมกันกับพระเจ้า กลับไปสู่รังเดิมของพวกมัน พวกเขาได้เริ่มการข่มเหงอีกรอบแล้ว โดยยกระดับงานของพวกมันจากเมื่อหลายพันปีมาแล้ว บรรดาคนต่ำทรามกลุ่มนี้แน่นอนว่าจะพินาศบนแผ่นดินโลกในที่สุด! มันคงจะปรากฏว่า หลังจากหลายสหัสวรรษแล้วนั้น บรรดาจิตวิญญาณที่ไม่สะอาดได้กลายเป็นเจ้าเล่ห์และมีเล่ห์เหลี่ยมมากยิ่งขึ้นไปอีก จิตวิญญาณเหล่านั้นกำลังคิดอยู่เนืองนิตย์ถึงวิธีต่างๆ ที่จะบ่อนทำลายพระราชกิจของพระเจ้าอย่างลับๆ ด้วยเล่ห์เพทุบายและกลลวงมากมาย พวกเขาปรารถนาที่จะทำให้โศกนาฏกรรมเมื่อหลายพันปีมาแล้วเกิดขึ้นอีกครั้งในถิ่นฐานของพวกเขา โดยยั่วยุพระเจ้าจนเกือบถึงจุดที่ต้องร้องตะโกนออกมา พระองค์แทบจะไม่ทรงสามารถรั้งพระองค์เองจากการเสด็จกลับไปยังสวรรค์ชั้นที่สามเพื่อทำลายล้างพวกเขาได้ สำหรับมนุษย์ที่จะรักพระเจ้า เขาต้องจับความเข้าใจน้ำพระทัยของพระองค์ รู้จักความชื่นบานและความโทมนัสของพระองค์ และเข้าใจว่าอะไรคือสิ่งที่พระองค์ทรงชิงชัง การทำเช่นนี้จะกระตุ้นการเข้าสู่ของมนุษย์มากยิ่งขึ้นไปอีก ยิ่งการเข้าสู่ของมนุษย์รวดเร็วขึ้นเท่าใด น้ำพระทัยของพระเจ้าก็จะยิ่งทรงพึงพอพระทัยเร็วขึ้นเท่านั้น ยิ่งมนุษย์มองทะลุถึงกษัตริย์ของพวกมารได้อย่างชัดเจนมากขึ้นเท่าใด และเขาก็ยิ่งเข้าใกล้พระเจ้ามากขึ้นเท่านั้น เพื่อที่ความพึงปรารถนาของพระองค์อาจถูกนำไปสู่การเกิดผล

ตัดตอนมาจาก “งานและการเข้าสู่ (7)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

"เชิงอรรถ:

1. “กลืน” หมายถึงพฤติกรรมชั่วช้าของกษัตริย์ของพวกมาร ซึ่งช่วงชิงผู้คนทั้งตัว

2. “บรรดาผู้สมรู้ร่วมคิดในอาชญากรรม” เป็นประเภทเดียวกับ “กลุ่มอันธพาล” 

3. “ก่อปัญหาทุกประเภท” หมายถึงวิธีที่ผู้คนที่เหมือนปีศาจทำตัวเกเร โดยขัดขวางและต่อต้านพระราชกิจของพระเจ้า

4. “พวกวาฬมีฟัน” ใช้กันในทางเย้ยหยัน มันคือคำอุปมาสำหรับการที่แมลงวันนั้นมีขนาดเล็กมากเหลือเกินกระทั่งสุกรและสุนัขก็ปรากฏว่าใหญ่เท่ากับวาฬสำหรับพวกมัน"

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 312

ที่นี่ได้เป็นแผ่นดินแห่งความโสโครกมาเป็นเวลาหลายพันปีแล้ว มันสกปรกเหลือทน ความทุกข์ระทมดาษดื่น พวกผีวิ่งอาละวาดไปทั่วทุกแห่งหน ลวงล่อและหลอกลวง ตั้งข้อกล่าวหาทั้งหลายที่ไม่มีมูล[1] เหี้ยมโหดและชั่วช้า เหยียบย่ำเมืองผีนี้และทิ้งให้มันกลาดเกลื่อนไปด้วยศพ กลิ่นสาบสางของซากที่เสื่อมสลายปกคลุมแผ่นดินและตลบอบอวลในอากาศ และมันถูกพิทักษ์รักษาอย่างแน่นหนา[2] ผู้ใดจะสามารถมองเห็นพิภพเหนือโพ้นฟ้า? มารมัดร่างของมนุษย์ทั้งหมดอย่างแน่นหนา มันควักดวงตาสองข้างของเขาออก และปิดผนึกริมฝีปากของเขาแน่น ราชาแห่งพวกมารได้อาละวาดมาเป็นเวลาหลายพันปีแล้วจนกระทั่งถึงทุกวันนี้เมื่อมันยังคงเฝ้าดูเมืองผีนี้อย่างใกล้ชิด ราวกับเป็นวังของพวกปีศาจที่ไม่อาจผ่านเข้าไปได้ ในขณะเดียวกัน สุนัขยามฝูงนี้ก็ถลึงตาจ้องเขม็ง เกรงกลัวอยู่ลึกๆ ว่าพระเจ้าจะทรงจับพวกมันโดยไม่ทันรู้ตัวและกวาดล้างพวกมันไปทั้งหมด ทิ้งให้พวกมันไม่มีสถานที่แห่งสันติสุขและความสุข ผู้คนแห่งเมืองผีเช่นเมืองนี้จะเคยสามารถมองเห็นพระเจ้าได้อย่างไร? พวกเขาเคยได้ชื่นชมความทรงค่าและความดีงามของพระเจ้าหรือไม่? พวกเขามีความซึ้งคุณค่าใดในเรื่องราวของโลกมนุษย์? พวกเขาคนใดสามารถเข้าใจน้ำพระทัยที่กระตือรือร้นของพระเจ้า? เช่นนั้นแล้วก็ไม่น่าฉงนนักที่พระเจ้าผู้ทรงจุติมาเป็นมนุษย์ยังคงลี้ลับอย่างสมบูรณ์ กล่าวคือ ในสังคมมืดเช่นสังคมแห่งนี้ ที่ซึ่งพวกปีศาจไร้ความปรานีและไร้มนุษยธรรม ราชาแห่งพวกมารที่ฆ่าผู้คนโดยไม่แสดงความรู้สึกใดจะสามารถทนยอมรับการดำรงอยู่ของพระเจ้าผู้ทรงดีงาม ทรงเมตตาและยังทรงบริสุทธิ์อีกด้วยได้อย่างไร? มันจะสามารถปรบมือและเปล่งเสียงยินดีกับการมาถึงของพระเจ้าได้อย่างไร? ขี้ข้าพวกนี้! พวกมันตอบแทนความเมตตาด้วยความเกลียดชัง พวกมันได้ดูถูกพระเจ้ามานานแล้ว พวกมันล่วงเกินพระเจ้า พวกมันป่าเถื่อนสุดขีด พวกมันไม่มีการคำนึงถึงพระเจ้าแม้แต่น้อย พวกมันจี้ปล้นและช่วงชิง พวกมันได้สูญเสียมโนธรรมทั้งหมด พวกมันต่อต้านมโนธรรมทั้งหมด และพวกมันทดลองผู้บริสุทธิ์ใจให้เข้าสู่ความสิ้นสำนึกรับรู้ เหล่าบรรพบุรุษแต่โบราณกาลหรือ? บรรดาผู้นำผู้เป็นที่รักหรือ? พวกเขาทั้งหมดต่อต้านพระเจ้า! การก้าวก่ายของพวกเขาได้ทำให้ทุกอย่างภายใต้ฟ้าสวรรค์อยู่ในสภาวะแห่งความมืดและความวุ่นวาย! เสรีภาพทางศาสนาหรือ? สิทธิและผลประโยชน์อันชอบด้วยกฎหมายของพลเมืองทั้งหลายหรือ? สิ่งเหล่านั้นทั้งหมดเป็นเล่ห์เหลี่ยมเพื่อปิดบังบาป! ผู้ใดได้น้อมรับพระราชกิจของพระเจ้า? ผู้ใดได้สละชีวิตของพวกเขาหรือได้หลั่งเลือดเพื่อพระราชกิจของพระเจ้า? รุ่นแล้วรุ่นเล่า จากบิดามารดาสู่ลูกหลาน มนุษย์ที่ตกเป็นทาสได้ทำให้พระเจ้าตกเป็นทาสอย่างกะทันหัน—การนี้จะไม่ยั่วยุโทสะได้อย่างไร? หลายพันปีแห่งความเกลียดชังถูกทำให้เข้มข้นอยู่ภายในหัวใจ หลายสหัสวรรษแห่งความเปี่ยมบาปถูกจารึกอยู่บนหัวใจ—การนี้จะไม่บันดาลความเกลียดได้อย่างไร? จงล้างแค้นให้พระเจ้า ดับศัตรูของพระองค์ให้สิ้น จงอย่ายอมให้มันวิ่งอาละวาดอีกต่อไป และจงอย่าอนุญาตให้มันก่อปัญหามากมายอย่างที่มันปรารถนาอีกต่อไป! บัดนี้ถึงเวลาแล้ว กล่าวคือ มนุษย์ได้รวบรวมกำลังทั้งหมดของเขามานานแล้ว เขาได้อุทิศความพยายามทั้งหมดของเขาและได้จ่ายทุกราคาเพื่อการนี้ เพื่อฉีกโฉมหน้าที่น่าขยะแยงของปีศาจตนนี้ออก และเปิดโอกาสให้ผู้คน ผู้ซึ่งถูกทำให้มืดบอด และผู้ซึ่งได้ทนฝ่าความทุกข์และความยากลำบากมาแล้วทุกรูปแบบ ได้ลุกขึ้นจากความเจ็บปวดของพวกเขาและหันหลังของพวกเขาให้แก่พญามารชั่วที่แก่ชราตนนี้ เหตุใดจึงสร้างอุปสรรคที่ไม่อาจเจาะผ่านเข้าไปได้เช่นนั้นให้กับพระราชกิจของพระเจ้า? เหตุใดจึงใช้เล่ห์เหลี่ยมต่างๆ นานาเพื่อหลอกลวงคนของพระเจ้า? ไหนเล่าอิสรภาพที่แท้จริงและสิทธิ์กับผลประโยชน์อันชอบด้วยกฎหมาย? ไหนเล่าความเป็นธรรม? ไหนเล่าความชูใจ? ไหนเล่าความอบอุ่น? เหตุใดจึงใช้กลอุบายที่หลอกลวงเพื่อล่อหลอกประชากรของพระเจ้า? เหตุใดจึงใช้กำลังบังคับเพื่อข่มปรามการมาของพระเจ้า? เหตุใดจึงไม่ยอมให้พระเจ้าท่องไปอย่างอิสระบนแผ่นดินโลกที่พระองค์ได้ทรงสร้างขึ้น? เหตุใดจึงไล่ล่าพระเจ้าจนกระทั่งพระองค์ไม่มีที่ใดให้พักพระเศียร? ไหนเล่าความอบอุ่นท่ามกลางมนุษย์ทั้งหลาย? ไหนเล่าการต้อนรับท่ามกลางผู้คน? เหตุใดจึงก่อให้เกิดการโหยหาที่ท้อแท้สิ้นหวังในพระเจ้าเช่นนั้น? เหตุใดจึงทำให้พระเจ้าทรงร้องเรียกครั้งแล้วครั้งเล่า? เหตุใดจึงบังคับให้พระเจ้าทรงกังวลถึงพระบุตรผู้เป็นที่รักของพระองค์? ในสังคมมืดนี้ เหตุใดพวกสุนัขเฝ้าบ้านที่อยู่ในสภาพน่าสงสารของมันจึงไม่ยอมให้พระเจ้าเสด็จไปมาอย่างอิสระท่ามกลางโลกที่พระองค์ได้ทรงสร้างขึ้น? เหตุใดมนุษย์จึงไม่เข้าใจ มนุษย์ผู้ซึ่งใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความเจ็บปวดและความทุกข์? พระเจ้าได้ทรงทนฝ่าความทรมานใหญ่หลวงเพื่อประโยชน์ของพวกเจ้า พระองค์ได้ประทานพระบุตรผู้เป็นที่รักของพระองค์ เลือดเนื้อของพระองค์ มาให้พวกเจ้าด้วยความเจ็บปวดใหญ่หลวง—ดังนั้น เหตุใดพวกเจ้ายังคงทำเป็นไม่เห็น? ในทัศนะอันครบถ้วนของทุกคน เจ้าไม่ยอมรับการมาถึงของพระเจ้า และปฏิเสธมิตรไมตรีของพระเจ้า เหตุใดเจ้าจึงไร้จิตสำนึกถึงเพียงนี้? พวกเจ้าเต็มใจที่จะทนฝ่าความอยุติธรรมในสังคมมืดเช่นสังคมนี้หรือ? เหตุใด แทนที่จะเติมท้องของพวกเจ้าให้เต็มด้วยปฏิปักษ์นับหลายสหัสวรรษ พวกเจ้ากลับสวาปาม “มูล” ของราชาแห่งมารเข้าไป?

ตัดตอนมาจาก “งานและการเข้าสู่ (8)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

"เชิงอรรถ :

1. “ทำการกล่าวหาที่ไม่มีมูล” หมายถึงวิธีการที่มารใช้เพื่อทำอันตรายผู้คน

2. “พิทักษ์รักษาอย่างหนัก” บ่งบอกว่าวิธีการที่มารใช้ก่อความทุกข์ร้อนให้ผู้คนนั้นชั่วช้าเป็นพิเศษ และควบคุมผู้คนมากเสียจนพวกเขาไม่มีที่ให้ขยับ"

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 313

อุปสรรคต่องานของพระเจ้ายิ่งใหญ่เพียงใด? ผู้ใดเคยรู้หรือไม่? ด้วยผู้คนที่ถูกขังอยู่ในสีสันแห่งความเชื่อเหนือธรรมชาติที่ฝังลึก ผู้ใดจะสามารถรู้จักพระพักตร์ที่แท้จริงของพระเจ้าได้? ด้วยความรู้ทางวัฒนธรรมที่ล้าหลัง แสนตื้นเขินและไร้สาระเหลือเกินนี้ พวกเขาจะสามารถเข้าใจถ้อยคำที่พระเจ้าตรัสอย่างเต็มที่ได้อย่างไร? แม้กระทั่งเมื่อพวกเขาได้รับการตรัสด้วยแบบซึ่งหน้าและได้รับการบำรุงเลี้ยง ปากต่อปาก พวกเขาจะสามารถเข้าใจได้อย่างไร? บางครั้งมันเป็นราวกับว่าถ้อยคำของพระเจ้าก็ไม่ได้รับความสนใจใยดี กล่าวคือ ผู้คนไม่มีปฏิกิริยาแม้แต่น้อย พวกเขาสั่นหัวและไม่เข้าใจสิ่งใด การนี้จะไม่น่ากังวลได้อย่างไร? “ประวัติศาสตร์ทางวัฒนธรรมและความรู้ทางวัฒนธรรมแบบโบราณที่ห่างไกล[1]” นี้ได้เลี้ยงดูกลุ่มคนที่ไร้ค่าเช่นนี้มา วัฒนธรรมโบราณ—มรดกล้ำค่านี้—คือกองขยะ! มันได้กลายเป็นความอับอายนิรันดร์กาลมานานแล้ว และไม่มีค่าคู่ควรแก่การกล่าวพาดพิงถึง! มันได้สอนเล่ห์เหลี่ยมและกลวิธีต่างๆ ในการต่อต้านพระเจ้าให้แก่ผู้คน และ “การนำที่อ่อนโยนและมีระเบียบ”[2] ของการศึกษาแห่งชาติได้ทำให้ผู้คนไม่เชื่อฟังพระเจ้ามากยิ่งขึ้นด้วยซ้ำ งานแต่ละส่วนของพระเจ้าลำบากยากเย็นอย่างสุดขีด และทุกขั้นตอนแห่งงานของพระองค์บนแผ่นดินโลกได้เป็นที่กลัดกลุ้มของพระองค์ งานของพระองค์บนแผ่นดินโลกช่างยากลำบากนัก! ขั้นตอนต่างๆ แห่งงานของพระเจ้าบนแผ่นดินโลกเกี่ยวข้องกับความยากลำบากใหญ่หลวง กล่าวคือ สำหรับความอ่อนแอของมนุษย์ ความขาดตกบกพร่อง ความไม่รู้จักโต ความไม่รู้เท่าทัน และทุกสิ่งทุกอย่างของมนุษย์นั้น พระเจ้าทรงทำการวางแผนที่รัดกุมและการพิจารณาที่รอบคอบ มนุษย์นั้นเหมือนกับเสือกระดาษที่คนคนหนึ่งไม่กล้าแหย่หรือยั่วยุ เพียงสัมผัสเบาที่สุดเขาจะกัดตอบ หรือไม่ก็จะล้มลงและหลงทาง และมันเป็นราวกับว่าเมื่อเสียสมาธิแม้แต่นิดเดียว เขาก็จะกลับสู่สภาพเดิม หรือไม่ก็เพิกเฉยต่อพระเจ้า หรือวิ่งไปหาบิดามารดาที่สกปรกและตะกละตะกรามของเขาเพื่อเกลือกกลั้วอยู่ในสิ่งต่างๆ ที่ไม่บริสุทธิ์แห่งร่างกายของพวกเขา ช่างเป็นการขัดขวางที่ใหญ่หลวงอะไรเช่นนี้! ในทุกขั้นตอนที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงแห่งงานของพระองค์ พระเจ้าทรงตกอยู่ภายใต้การทดลอง และพระเจ้าทรงเสี่ยงอันตรายใหญ่หลวงในเกือบทุกขั้นตอน พระวจนะของพระองค์จริงใจและซื่อสัตย์ และปราศจากการปองร้าย แต่ทว่าผู้ใดเล่าเต็มใจที่จะยอมรับพระวจนะเหล่านั้น? ผู้ใดเล่าเต็มใจที่จะนบนอบอย่างสุดใจ? มันทำให้พระทัยของพระเจ้าแตกสลาย พระองค์ทรงตรากตรำทั้งวันทั้งคืนเพื่อมนุษย์ พระองค์ทรงถูกรุมเร้าด้วยความกระวนกระวายพระทัยต่อชีวิตมนุษย์ และพระองค์เห็นพระทัยความอ่อนแอของมนุษย์ พระองค์ได้ทรงทนฝ่าความคดเคี้ยวและความพลิกผันในแต่ละขั้นตอนแห่งงานของพระองค์ อันเป็นเพราะทุกคำที่พระองค์ตรัส พระองค์ทรงอยู่ในสถานการณ์หนีเสือปะจระเข้ และทรงคิดถึงความอ่อนแอ การไม่เชื่อฟัง ความไม่รู้จักโตและเปราะบางของมนุษย์...ตลอดเวลาครั้งแล้วครั้งเล่า ผู้ใดเคยรู้การนี้? พระองค์ทรงสามารถปรับทุกข์กับผู้ใดได้บ้าง? ผู้ใดจะสามารถเข้าใจได้? ตลอดมานั้นพระองค์ทรงเกลียดบาปของมนุษย์ และการขาดพร่องความกล้า และการไร้ความเข้มแข็งของมนุษย์ และตลอดมานั้นพระองค์ทรงกังวลกับความเปราะบางของมนุษย์ และทรงใคร่ครวญถึงเส้นทางที่ทอดอยู่ข้างหน้ามนุษย์ ขณะที่พระองค์ทรงเฝ้าสังเกตคำพูดและความประพฤติของมนุษย์นั้น พระองค์ทรงเต็มไปด้วยปรานี และความกริ้วเสมอ และภาพของสิ่งเหล่านี้ก็นำความเจ็บปวดมาสู่พระทัยของพระองค์เสมอ ในที่สุด บรรดาผู้ที่บริสุทธิ์ใจนั้นก็ได้มึนชามากยิ่งขึ้น เหตุใดพระเจ้าต้องทรงทำให้สิ่งต่างๆ ลำบากยากเย็นสำหรับพวกเขาอยู่เสมอ? มนุษย์ที่อ่อนแอสูญสิ้นความบุกบั่นโดยสิ้นเชิง เหตุใดพระเจ้าจึงควรมีความกริ้วอันคงที่เช่นนั้นต่อเขาอยู่เสมอ? มนุษย์ที่อ่อนแอและไร้พลังอำนาจไม่มีกำลังวังชาอีกต่อไปแม้แต่น้อย เหตุใดพระเจ้าจึงควรทรงต่อว่าเขาเรื่องการไม่เชื่อฟังของเขาอยู่เสมอ? ผู้ใดสามารถทนสู้การข่มขู่ของพระเจ้าในสวรรค์ได้? ไม่ว่าอย่างไร มนุษย์ก็บอบบาง และอยู่ในสภาวะที่เป็นทุกข์ยิ่ง พระเจ้าได้ความกริ้วของพระองค์ลึกลงไปในพระทัยของพระองค์ เพื่อที่มนุษย์อาจจะทบทวนตัวเองอย่างช้าๆ ถึงกระนั้นมนุษย์ ผู้ซึ่งอยู่ในความลำบากใหญ่หลวง ก็ไม่มีความซึ้งคุณค่าในน้ำพระทัยของพระเจ้าแม้แต่น้อย มนุษย์ได้ถูกเหยียบย่ำอยู่ใต้เท้าของราชาแก่แห่งพวกมาร แต่ทว่าเขาไม่ตระหนักรู้โดยสิ้นเชิง เขาทำตัวต่อต้านพระเจ้าอยู่เสมอ หรือมิฉะนั้นเขาก็ไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับพระเจ้า พระเจ้าได้ตรัสพระวจนะมากมายยิ่งนัก แต่ทว่าผู้ใดเคยได้พิจารณาพระวจนะเหล่านั้นอย่างจริงจัง? มนุษย์ไม่เข้าใจพระวจนะของพระเจ้า ถึงกระนั้นเขายังคงเย็นใจอยู่ และไม่มีการโหยหา และไม่เคยได้รู้อย่างแท้จริงถึงธาตุแท้ของพญามารแก่ตนนั้น ผู้คนใช้ชีวิตอยู่ในแดนคนตาย ในนรก แต่เชื่อว่าพวกเขาใช้ชีวิตอยู่ในวังแห่งพื้นทะเล พวกเขาถูกพญานาคใหญ่สีแดงข่มเหง แต่กระนั้นก็คิดว่าตัวพวกเขาเองเป็นที่ “โปรดปราน” [3] ของประเทศ พวกเขาถูกมารหยามหยัน แต่ยังคิดว่าพวกมันชื่นชมสุดยอดงานศิลป์แห่งเนื้อหนัง พวกเขาช่างเป็นพวกวายร้ายต่ำต้อยที่สกปรกอะไรเช่นนี้! มนุษย์ได้พบกับโชคร้าย แต่เขาไม่รู้ตัว และในสังคมมืดนี้เขาทนทุกข์กับเคราะห์ร้ายครั้งแล้วครั้งเล่า[4] แต่ทว่าเขาไม่เคยตื่นขึ้นมาเข้าใจการนี้ เมื่อใดเขาจะทำให้ตัวเขาเองเป็นอิสระจากความเมตตาสงสารตนเองและอุปนิสัยเยี่ยงทาสของเขา? เหตุใดเขาจึงไม่แยแสพระทัยของพระเจ้าเช่นนี้? เขาเห็นดีเห็นงามอย่างเงียบๆ กับการกดขี่และความยากลำบากนี้กระนั้นหรือ? เขาไม่ปรารถนาวันที่เขาสามารถเปลี่ยนความมืดเป็นความสว่างได้หรอกหรือ? เขาไม่ปรารถนาที่จะเยียวยาความอยุติธรรมให้เป็นความชอบธรรมและความจริงอีกครั้งหนึ่งหรอกหรือ? เขาเต็มใจที่จะเฝ้าดูและไม่ทำสิ่งใดขณะที่ผู้คนละทิ้งความจริงและบิดเบือนข้อเท็จจริงกระนั้นหรือ? เขาเป็นสุขที่จะทนฝ่าการทารุณนี้ต่อไปกระนั้นหรือ? เขาเต็มใจที่จะเป็นทาสกระนั้นหรือ? เขาเต็มใจที่จะพินาศด้วยพระหัตถ์ของพระเจ้าไปพร้อมกันกับทาสทั้งหลายแห่งรัฐที่ล้มเหลวนี้กระนั้นหรือ? ไหนเล่าความแน่วแน่ของเจ้า? ไหนเล่าความใฝ่สูงของเจ้า? ไหนเล่าศักดิ์ศรีของเจ้า? ไหนเล่าความซื่อสัตย์สุจริตของเจ้า? ไหนเล่าอิสรภาพของเจ้า? เจ้าเต็มใจที่จะสละทั้งชีวิตของเจ้า[5]เพื่อพญานาคใหญ่สีแดง ราชาแห่งพวกมารกระนั้นหรือ? เจ้าเป็นสุขที่จะปล่อยให้มันทรมานเจ้าจนตายกระนั้นหรือ? ผิวของทะเลที่ลึกนั้นวุ่นวายและมืด ในขณะที่คนทั่วไปซึ่งทนทุกข์กับความทุกข์ร้อนเช่นนั้นอธิษฐานวิงวอนต่อสวรรค์และพร่ำบ่นต่อแผ่นดินโลก เมื่อใดเล่ามนุษย์จะสามารถเชิดหน้าของเขาได้? มนุษย์นั้นผอมแห้งและแรงน้อย เขาจะสามารถต่อกรกับมารที่ดุร้ายและเผด็จการนี้ได้อย่างไร? เหตุใดเขาไม่มอบชีวิตของเขาให้แก่พระเจ้าทันทีที่เขาสามารถทำได้? เหตุใดเขายังคงหวั่นไหว? เมื่อใดเขาจะสามารถทำให้พระราชกิจของพระเจ้าแล้วเสร็จได้? เมื่อถูกรังแกและกดขี่อย่างไร้จุดหมายดังนี้ ในท้ายที่สุดทั้งชีวิตของเขาจะถูกใช้ไปโดยสูญเปล่า เหตุใดเขาจึงรีบที่จะมาถึงเช่นนั้น และเร่งรุดที่จะจากไปเช่นนั้น? เหตุใดเขาจึงไม่เก็บรักษาบางสิ่งบางอย่างที่ล้ำค่าไว้เพื่อถวายพระเจ้า? เขาได้ลืมหลายสหัสวรรษแห่งความเกลียดชังไปแล้วหรือ?

ตัดตอนมาจาก “งานและการเข้าสู่ (8)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

"เชิงอรรถ :

1. “ที่ห่างไกล” ใช้อย่างเย้ยหยัน

2. “การนำที่อ่อนโยนและมีระเบียบ” ใช้อย่างเย้ยหยัน

3. “โปรดปราน” ใช้เพื่อเย้ยหยันผู้คนที่ดูเหมือนท่อนไม้แล้วยังไม่รู้ตัว

4. “ทนทุกข์กับเคราะห์ร้ายครั้งแล้วครั้งเล่า” บ่งบอกว่า ผู้คนเกิดในแผ่นดินแห่งพญานาคใหญ่สีแดง และพวกเขาไม่สามารถเชิดหน้าชูตาได้

5. “สละทั้งชีวิตของเจ้า” มีความหมายในทางสบประมาท"

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 314

วันนี้ สิ่งที่พวกเจ้าได้มาเข้าใจแล้ว สูงกว่าความเข้าใจของบุคคลใดตลอดทั่วประวัติศาสตร์ที่ได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม ไม่ว่าจะเป็นความรู้ของเจ้าในเรื่องการทดสอบหรือความเชื่อในพระเจ้า ทั้งหมดนั้นสูงกว่าความรู้ของผู้เชื่อในพระเจ้าคนใด สิ่งต่าง ๆ ที่พวกเจ้าเข้าใจคือสิ่งที่เจ้าได้มารู้ก่อนที่พวกเจ้าจะก้าวผ่านการทดสอบจากสภาพแวดล้อมต่าง ๆ แต่วุฒิภาวะแท้จริงของพวกเจ้านั้นเข้ากันไม่ได้อย่างสิ้นเชิงกับสิ่งเหล่านั้น สิ่งที่พวกเจ้ารู้นั้นสูงกว่าสิ่งที่พวกเจ้านำไปปฏิบัติ แม้ว่าพวกเจ้าจะกล่าวว่าผู้คนที่เชื่อในพระเจ้าควรรักพระเจ้า และไม่ควรพยายามอย่างหนักเพื่อพระพรแต่ควรพยายามอย่างหนักเพื่อทำตามน้ำพระทัยพระเจ้าเท่านั้น สิ่งที่สำแดงในชีวิตของพวกเจ้านั้นห่างไกลสุดกู่จากสิ่งนี้ และด่างพร้อยอย่างมาก ผู้คนส่วนใหญ่เชื่อในพระเจ้าเพื่อความสันติสุขและผลประโยชน์อื่น ๆ เจ้าไม่เชื่อในพระเจ้า นอกเสียจากว่ามันจะเป็นประโยชน์ต่อเจ้า และหากเจ้าไม่สามารถได้รับพระสิริของพระเจ้า เจ้าจะตกอยู่ในความโกรธเคือง สิ่งที่เจ้าเคยพูดจะเป็นวุฒิภาวะแท้จริงของเจ้าได้อย่างไร? เมื่อพูดถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ในครอบครัวที่ไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้ เช่น เด็ก ๆ เจ็บไข้ คนที่เรารักต้องเข้ารับการรักษาพยาบาล พืชผลที่เก็บเกี่ยวไม่ได้ผลดี และการถูกข่มเหงโดยบรรดาสมาชิกในครอบครัว แม้กระทั่งเรื่องราวที่เกิดขึ้นบ่อย ๆ เรื่องที่เกิดขึ้นประจำวันเหล่านี้ก็ยังมากเกินไปสำหรับเจ้า เมื่อสิ่งต่าง ๆ เช่นนี้เกิดขึ้น เจ้าจะตกอยู่ในความตื่นตระหนก เจ้าไม่รู้ว่าจะต้องทำอะไร—และส่วนมากแล้ว เจ้าจะคร่ำครวญเกี่ยวกับพระเจ้า เจ้าคร่ำครวญว่าพระวจนะของพระเจ้าได้หลอกลวงเจ้า ว่าพระราชกิจของพระเจ้าได้เย้ยหยันเจ้า พวกเจ้าไม่มีความคิดเช่นนั้นหรอกหรือ? เจ้าคิดว่าสิ่งต่าง ๆ เช่นนั้นนาน ๆ ครั้งจึงจะเกิดขึ้นท่ามกลางพวกเจ้าหรือ? พวกเจ้าใช้เวลาทุกวันในการดำเนินชีวิตท่ามกลางเหตุการณ์ต่าง ๆ เช่นนั้น เจ้าไม่ได้ใช้ความคิดถึงความสำเร็จด้านความเชื่อในพระเจ้าของเจ้า และวิธีที่จะทำตามน้ำพระทัยพระเจ้าแม้แต่น้อย วุฒิภาวะแท้จริงของพวกเจ้าน้อยเกินไป น้อยกว่ากระทั่งวุฒิภาวะของไก่ตัวเล็ก ๆ ตัวหนึ่ง เมื่อธุรกิจของครอบครัวของเจ้าสูญเสียเงินเจ้าคร่ำครวญเกี่ยวกับพระเจ้า เมื่อเจ้าพบว่าตัวเจ้าเองอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่มีการปกป้องของพระเจ้าเจ้ายังคงคร่ำครวญเกี่ยวกับพระเจ้า และเจ้าคร่ำครวญแม้กระทั่งเมื่อไก่ตัวหนึ่งของเจ้าตายหรือวัวแก่ ๆ ตัวหนึ่งในคอกล้มป่วย เจ้าคร่ำครวญเมื่อถึงเวลาที่บุตรชายของเจ้าจะแต่งงานแต่ครอบครัวของเจ้ามีเงินไม่พอ และเมื่อบรรดาคนงานของคริสตจักรมากินอาหารสองมื้อที่บ้านของเจ้าแต่โบสถ์ไม่ได้จ่ายเงินชดเชยให้เจ้าหรือไม่มีใครส่งผักใดๆ มาให้เจ้า เจ้าก็คร่ำครวญเช่นกัน เจ้าท่วมท้นไปด้วยการคร่ำครวญต่าง ๆ และบางครั้งเจ้าไม่เข้าร่วมการชุมนุมหรือกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าเพราะเรื่องนี้ บางครั้งกลายเป็นมีความคิดเชิงลบเป็นระยะเวลานานมาก ไม่มีสิ่งใดที่เกิดขึ้นต่อเจ้าในวันนี้ที่มีความสัมพันธ์ใด ๆ ต่อโอกาสในภายภาคหน้าต่าง ๆ หรือชะตากรรมของเจ้า สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ยังคงจะเกิดขึ้นเช่นกันแม้ว่าเจ้าจะไม่ได้เชื่อในพระเจ้าก็ตาม กระนั้นในวันนี้เจ้าก็โยนความรับผิดชอบสำหรับสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นไปให้พระเจ้า และยืนกรานในการพูดว่าพระเจ้าได้กำจัดเจ้าแล้ว ความเชื่อในพระเจ้าของเจ้าคืออะไร? เจ้าได้ถวายชีวิตของเจ้าอย่างแท้จริงแล้วหรือยัง? หากพวกเจ้าได้ทนทุกข์กับการทดสอบอย่างเดียวกับโยบ ไม่มีใครในท่ามกลางพวกเจ้าที่ติดตามพระเจ้าวันนี้จะสามารถตั้งมั่นได้ พวกเจ้าทั้งหมดคงจะพังทลาย และที่จริงแล้วมีโลกแห่งความแตกต่างระหว่างพวกเจ้ากับโยบ วันนี้ หากทรัพย์สินของพวกเจ้าถูกยึดไปครึ่งหนึ่ง พวกเจ้าคงจะกล้าปฏิเสธการดำรงอยู่ของพระเจ้า หากบุตรหรือบุตรีของพวกเจ้าถูกพรากไปจากพวกเจ้า พวกเจ้าคงจะวิ่งไปตามถนนพลางร้องขอความเป็นธรรม หากหนทางเดียวในการหาเลี้ยงชีพของเจ้ามาถึงทางตัน เจ้าคงจะทดสอบและหารือกับพระเจ้า เจ้าคงจะถามว่าทำไมเราจึงกล่าวถ้อยคำมากมายตั้งแต่ต้นเพื่อทำให้เจ้ากลัว ไม่มีสิ่งใดที่พวกเจ้าจะไม่กล้าทำในเวลาเช่นนั้น นี่แสดงให้เห็นว่าพวกเจ้าไม่ได้รับความเข้าใจลึกซึ้งที่แท้จริงใด ๆ และไม่มีวุฒิภาวะที่แท้จริง ด้วยเหตุนี้ การทดสอบในตัวพวกเจ้าจึงใหญ่เกินไป เพราะพวกเจ้ารู้มากเกินไป แต่สิ่งที่พวกเจ้าเข้าใจอย่างแท้จริงไม่ใช่แม้แต่หนึ่งในพันของสิ่งที่พวกเจ้าตระหนักรู้ จงอย่าหยุดที่เพียงความเข้าใจและความรู้ เจ้าได้เห็นอย่างดีที่สุดแล้วว่าเจ้าสามารถนำมาปฏิบัติอย่างแท้จริงได้มากเพียงใด ได้รับความรู้แจ้งและความกระจ่างของพระวิญญาณบริสุทธิ์ไปมากเพียงใดโดยผ่านทางหยาดเหงื่อจากการทำงานหนักของเจ้าเอง และเจ้าได้ตระหนักถึงความมุ่งมั่นของเจ้าเองในการปฏิบัติของเจ้ามากเพียงใด เจ้าควรให้ความสำคัญกับวุฒิภาวะและการปฏิบัติของเจ้าอย่างจริงจัง ในความเชื่อในพระเจ้าของเจ้านั้น เจ้าไม่ควรพยายามเพียงแค่ทำไปอย่างไม่จริงจังสำหรับใครก็ตาม—การที่เจ้าจะสามารถได้รับความจริงและชีวิตในท้ายที่สุดหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับการไล่ตามเสาะหาของเจ้าเอง

ตัดตอนมาจาก “การปฏิบัติ (3)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 315

บางคนประดับประดาตัวพวกเขาเองอย่างสวยงาม แต่ก็เพียงผิวเผิน กล่าวคือ พี่น้องหญิงประดับประดาตัวพวกเขาเองอย่างงดงามน่ารักดั่งดอกไม้ และพี่น้องชายก็แต่งกายเหมือนเจ้าชายหรือชายหนุ่มเจ้าสำอางผู้มั่งคั่ง พวกเขาสนใจเฉพาะในสิ่งภายนอกเท่านั้น เช่นสิ่งทั้งหลายที่พวกเขากินและสวมใส่ ภายในนั้น พวกเขาอัตคัดและไม่มีความรู้เกี่ยวกับพระเจ้าแม้แต่เพียงเล็กน้อย ความหมายใดหรือที่สามารถมีอยู่ในการนี้? และแล้วก็มีบางคนที่แต่งกายเหมือนพวกขอทานยากจน—พวกเขาดูเหมือนทาสชาวเอเชียตะวันออกจริงๆ! พวกเจ้าไม่เข้าใจสิ่งที่เราขอจากพวกเจ้าจริงๆ หรอกหรือ? จงเข้าสนิทในหมู่พวกเจ้าว่า อันที่จริงแล้วพวกเจ้าได้รับสิ่งใด? พวกเจ้าได้เชื่อในพระเจ้าตลอดหลายปีมานี้ แต่กระนั้นนี่ก็คือทั้งหมดที่พวกเจ้าได้เก็บเกี่ยวไป—พวกเจ้าไม่ตะขิดตะขวงใจหรอกหรือ? เจ้าไม่ละอายใจหรอกหรือ? เจ้าได้ไล่ตามเสาะหาเรื่อยมาบนหนทางที่แท้จริงตลอดหลายปีมานี้ กระนั้นในวันนี้วุฒิภาวะของเจ้าก็ยังคงต่ำกว่าของนกกระจอกอยู่เลย! จงมองดูหมู่สาวน้อยท่ามกลางพวกเจ้า ที่งดงามดั่งรูปภาพในเสื้อผ้าและเครื่องสำอางของพวกเจ้า โดยเปรียบเทียบตัวพวกเจ้าซึ่งกันและกัน—แล้วเจ้าเปรียบเทียบสิ่งใดเล่า? ความยินดีของเจ้าหรือ? ข้อเรียกร้องของเจ้าหรือ? พวกเจ้าคิดว่าเรามาเพื่อสรรหานางแบบหรือไร? พวกเจ้าช่างไม่มีความละอายใจเอาเสียเลย! ชีวิตของพวกเจ้าอยู่ที่ใด? สิ่งที่พวกเจ้าไล่ตามเสาะหาไม่ใช่แค่ความอยากได้อยากมีอันฟุ้งเฟ้อของพวกเจ้าเองหรอกหรือ? เจ้าคิดว่าเจ้าสวยมาก แต่แม้ว่าเจ้าอาจจะแต่งกายด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์ที่หรูหราในทุกลักษณะ ในความเป็นจริงแล้วเจ้าไม่ใช่หนอนแมลงดิ้นกระแด่วซึ่งเกิดมาในกองมูลสัตว์หรอกหรือ? ในวันนี้ เจ้ามีวาสนาได้ชื่นชมพระพรจากสวรรค์เหล่านี้ไม่ใช่เพราะหน้าตาอันงดงามของเจ้า แต่เพราะพระเจ้ากำลังทรงทำข้อยกเว้นโดยการอุ้มชูเจ้า ยังคงไม่ชัดเจนสำหรับเจ้าอยู่อีกหรือว่าเจ้ามาจากไหน? เมื่อพาดพิงถึงชีวิต เจ้าหุบปากของเจ้าและไม่พูดสิ่งใดเลย ใบ้เหมือนรูปปั้น กระนั้นเจ้าก็ยังคงกล้าดีที่จะแต่งกายอำพรางตน! เจ้ายังคงเอนเอียงที่จะแต่งหน้าทาปากของเจ้า! และจงดูพวกผู้ชายเจ้าสำอางท่ามกลางพวกเจ้าสิ พวกมนุษย์เอาแต่ใจที่ใช้เวลาทั้งวันไปกับการเดินลอยชาย เกเร ที่แสดงออกแบบทองไม่รู้ร้อนบนใบหน้าของพวกเขา นี่หรือคือวิธีที่บุคคลหนึ่งควรประพฤติตน? แต่ละคนท่ามกลางพวกเจ้า ผู้ชายหรือผู้หญิง อุทิศความเอาใจใส่ของเจ้าให้กับสิ่งใดตลอดทั้งวัน? พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าพวกเจ้าพึ่งพาอาศัยผู้ใดป้อนอาหารให้ตัวพวกเจ้า? จงมองดูเสื้อผ้าของเจ้า จงมองดูสิ่งที่เจ้าได้เก็บเกี่ยวในมือของเจ้า จงลูบพุงของเจ้า—สิ่งใดเล่าที่เจ้าได้กำไรจากราคาของโลหิตและหยาดเหงื่อที่เจ้าได้จ่ายไปตลอดหลายปีมานี้แห่งความเชื่อ? เจ้ายังคงคิดว่าจะไปเที่ยวเล่น เจ้ายังคงคิดว่าจะเสริมแต่งเนื้อหนังอันส่งกลิ่นเหม็นฉุนของเจ้า—ช่างเป็นการไล่ตามเสาะหาที่ไร้ค่าสิ้นดี! เจ้าได้รับการขอให้เป็นบุคคลที่มีความเป็นปกติ ทว่าตอนนี้เจ้าก็แค่ไม่ปกติไปเสียอย่างนั้น เจ้าผิดปกติวิสัย บุคคลเช่นนั้นสามารถอาจหาญมาอยู่เบื้องหน้าเราได้อย่างไร? ด้วยสภาวะความเป็นมนุษย์เช่นนี้ การเดินอวดเสน่ห์ของเจ้าและการโอ้อวดเนื้อหนังของเจ้า การดำรงชีวิตอยู่ภายในตัณหาของเนื้อหนังเสมอ—เจ้าไม่ใช่พงศ์พันธุ์ของพวกปีศาจโสมมและวิญญาณชั่วหรอกหรือ? เราจะไม่อนุญาตให้ปีศาจโสมมตนหนึ่งเช่นนั้นยังคงดำรงอยู่เป็นเวลานานนักหรอก! และจงอย่าสันนิษฐานว่าเราไม่รู้ว่าเจ้าคิดสิ่งใดในหัวใจของเจ้า เจ้าอาจจะเก็บกดตัณหาของเจ้าและเนื้อหนังของเจ้าไว้ภายใต้การควบคุมที่แน่นหนา แต่เราจะไม่สามารถรู้ความคิดที่เจ้าเก็บงำในหัวใจของเจ้าได้อย่างไร? เราจะไม่สามารถรู้ทั้งหมดที่ดวงตาของเจ้าปรารถนาได้อย่างไร? พวกเจ้าสาวน้อยทั้งหลายไม่ได้ทำตัวพวกเจ้าเองให้งดงามเหลือเกินเพื่อที่จะเดินอวดเนื้อหนังของพวกเจ้าหรอกหรือ? พวกผู้ชายมีประโยชน์อันใดต่อพวกเจ้าหรือ? พวกเขาสามารถช่วยพวกเจ้าให้รอดจากทะเลแห่งความทุกข์ร้อนได้จริงๆ หรือ? สำหรับเรื่องพวกชายเจ้าสำอางท่ามกลางพวกเจ้า พวกเจ้าทั้งหมดแต่งกายเพื่อทำให้ตัวพวกเจ้าดูเหมือนเป็นสุภาพบุรุษและโดดเด่นแตกต่าง แต่การนี้ไม่ใช่เล่ห์กระเท่ที่ออกแบบมาเพื่อดึงความสนใจมาสู่รูปลักษณ์อันโก้หรูของพวกเจ้าหรอกหรือ? พวกเจ้ากำลังทำการนี้เพื่อผู้ใดเล่า? พวกผู้หญิงมีประโยชน์อันใดต่อพวกเจ้า? พวกเขาไม่ใช่แหล่งกำเนิดของบาปของพวกเจ้าหรอกหรือ? พวกเจ้าผู้ชายและผู้หญิงทั้งหลาย เราได้พูดกับพวกเจ้าไปมากมายหลายวจนะ กระนั้นพวกเจ้าก็ได้ทำตามวจนะเหล่านั้นไปเพียงแค่ไม่กี่คำ หูของพวกเจ้ายากที่จะได้ยิน ตาของพวกเจ้าได้พร่ามัวขึ้น และหัวใจของพวกเจ้าแข็งกระด้างจนถึงจุดที่ไม่มีสิ่งใดเลยนอกจากตัณหาอยู่ในร่างกายของพวกเจ้า จนถึงขนาดที่พวกเจ้าติดบ่วงอยู่ในนั้น ไร้ความสามารถที่จะหลีกหนี ผู้ใดเล่าต้องการไปที่ใดก็ตามใกล้พวกเจ้าหนอนแมลงทั้งหลาย พวกเจ้าผู้ที่ดิ้นเร่าอยู่ในความโสมมและสิ่งสกปรก? จงอย่าลืมว่าพวกเจ้าไม่ใช่สิ่งใดมากไปกว่าพวกที่เราได้ฟูมฟักมาจากกองมูลสัตว์ ว่าแต่เดิมนั้นพวกเจ้าไม่ได้ครองสภาวะความเป็นมนุษย์ปกติ สิ่งที่เราขอจากพวกเจ้าก็คือสภาวะความเป็นมนุษย์ปกติที่แต่เดิมนั้นพวกเจ้าไม่ได้ครอง ไม่ใช่ให้พวกเจ้าเดินอวดตัณหาของพวกเจ้าหรือให้อิสระอย่างเต็มที่แก่เนื้อหนังอันเหม็นหืนของพวกเจ้า ซึ่งได้ถูกฝึกฝนโดยมารเรื่อยมาหลายปีเหลือเกิน เมื่อพวกเจ้าแต่งกายให้ตัวพวกเจ้าเองดังนั้น พวกเจ้าไม่เกรงกลัวว่าพวกเจ้าจะกลับกลายเป็นติดบ่วงลึกยิ่งขึ้นหรอกหรือ? พวกเจ้าไม่รู้หรอกหรือว่าแต่เดิมนั้นพวกเจ้ามีบาป? พวกเจ้าไม่รู้หรอกหรือว่า ร่างกายของพวกเจ้าเต็มไปด้วยตัณหามากจนกระทั่งตัณหานั้นซึมออกจากเสื้อผ้าของพวกเจ้าเสียด้วยซ้ำ เป็นการเปิดเผยให้เห็นสภาวะของพวกเจ้าว่าเป็นปีศาจน่าเกลียดและโสมมอย่างเหลือทน? นั่นไม่ใช่กรณีที่พวกเจ้ารู้การนี้อย่างชัดเจนกว่าผู้ใดหรอกหรือ? หัวใจของพวกเจ้า ตาของพวกเจ้า ริมฝีปากของพวกเจ้า—สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดไม่ได้ถูกปีศาจโสมมทำให้หม่นหมองหรอกหรือ? ส่วนเหล่านี้ของเจ้าไม่โสมมหรอกหรือ? เจ้าคิดหรือว่าตราบเท่าที่เจ้าไม่ทำอะไร เช่นนั้นแล้วเจ้าก็เป็นผู้บริสุทธิ์ที่สุด? เจ้าคิดหรือว่าการแต่งกายในเสื้อผ้าอันสวยงามสามารถปกปิดดวงจิตอันโสโครกของพวกเจ้าได้? นั่นจะไม่ได้ผล! เราแนะนำให้พวกเจ้ามองจากความเป็นจริงมากกว่านี้ กล่าวคือ จงอย่าฉ้อโกงและจอมปลอม และจงอย่าเดินอวดตัวพวกเจ้าเอง พวกเจ้าโอ้อวดตัณหาของพวกเจ้าใส่กันและกัน แต่ทั้งหมดที่พวกเจ้าจะได้รับเป็นการกลับคืนก็คือความทุกข์ชั่วนิรันดร์และการสั่งสอนอันโหดเหี้ยม! พวกเจ้ามีความต้องการที่จำเป็นอันใดหรือในการหลิ่วตาให้กันและกันและปล่อยใจไปกับจินตนาการฝันหวาน? การนี้เป็นมาตรวัดความสัตย์สุจริตของพวกเจ้า ขอบข่ายของความเที่ยงธรรมของพวกเจ้าหรือไม่? เราเกลียดพวกเหล่านั้นท่ามกลางพวกเจ้าที่เข้าร่วมในเวชกรรมและเวทมนตร์ชั่ว เราเกลียดพวกผู้ชายและผู้หญิงวัยหนุ่มสาวท่ามกลางพวกเจ้าที่รักเนื้อหนังของพวกเขาเอง พวกเจ้าจงยับยั้งตัวพวกเจ้าเองจะดีเสียกว่า เพราะบัดนี้พวกเจ้าพึงต้องครองสภาวะความเป็นมนุษย์ปกติ และพวกเจ้าไม่ได้รับอนุญาตให้โอ้อวดตัณหาของพวกเจ้า—แต่ทว่าพวกเจ้าก็ยังคงใช้ทุกโอกาสเหมาะที่พวกเจ้าสามารถทำได้ ด้วยเหตุที่เนื้อหนังของพวกเจ้านั้นมีล้นเหลือเกินไป และตัณหาของพวกเจ้าก็ใหญ่หลวงเกินไป!

ตัดตอนมาจาก “การปฏิบัติ (7)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 316

ตอนนี้ การที่การไล่ตามเสาะหาของพวกเจ้าจะมีประสิทธิภาพหรือไม่นั้นถูกประเมินวัดโดยสิ่งที่พวกเจ้าครองในปัจจุบัน นี่คือสิ่งที่ใช้ในการกำหนดพิจารณาบทอวสานของพวกเจ้า กล่าวคือ บทอวสานของพวกเจ้าได้รับการเปิดเผยในการพลีอุทิศที่พวกเจ้าได้ทำและสิ่งทั้งหลายที่พวกเจ้าได้ทำ บทอวสานของพวกเจ้าจะรู้ได้ก็โดยการไล่ตามเสาะหาของพวกเจ้า ความเชื่อของพวกเจ้า และสิ่งที่พวกเจ้าได้ทำ ท่ามกลางพวกเจ้าทั้งหมด มีหลายคนที่เกินกว่าจะได้รับความรอดไปแล้ว ด้วยเหตุที่วันนี้คือวันแห่งการเปิดเผยบทอวสานของผู้คน และเราจะไม่สับสนปนเปในงานของเรา เราจะไม่นำทางพวกที่เกินกว่าจะได้รับความรอดอย่างครบถ้วนบริบูรณ์เข้าสู่ยุคถัดไป จะมีเวลาที่งานของเราแล้วเสร็จ เราจะไม่ทำงานกับบรรดาซากศพส่งกลิ่นเหม็นและไร้จิตวิญญาณเหล่านั้นที่ไม่สามารถได้รับการช่วยให้รอดเลย ตอนนี้คือยุคสุดท้ายแห่งความรอดของมนุษย์ และเราจะไม่ทำงานที่ไร้ประโยชน์ จงอย่าท้วงติงฟ้าและแผ่นดินโลก—บทอวสานของโลกกำลังมา มันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ สิ่งทั้งหลายได้มาถึงจุดนี้ และไม่มีสิ่งใดที่เจ้าในฐานะมนุษย์สามารถทำเพื่อหยุดสิ่งเหล่านั้นได้ เจ้าไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งทั้งหลายดั่งที่เจ้าปรารถนาได้ เมื่อวานนี้ เจ้าไม่ได้จ่ายราคาเพื่อไล่ตามเสาะหาความจริงและเจ้าไม่ได้จงรักภักดี วันนี้ เวลานั้นได้มาถึงแล้ว เจ้าเกินกว่าจะได้รับความรอด และพรุ่งนี้เจ้าจะถูกกำจัดทิ้ง และจะไม่มีการเอ้อระเหยสำหรับความรอดของเจ้า ถึงแม้ว่าหัวใจของเราจะอ่อนโยนและเรากำลังทำอย่างสุดความสามารถที่จะช่วยเจ้าให้รอด หากเจ้าไม่เพียรพยายามในนามของเจ้าเองหรือไม่คิดอะไรด้วยตัวเจ้าเอง การนี้มีอันใดหรือที่เกี่ยวข้องกับเรา? พวกที่คิดถึงเพียงแค่เนื้อหนังของพวกเขาเท่านั้นและพวกที่ชื่นชมสิ่งชูใจ พวกที่ดูเหมือนว่าเชื่อแต่เป็นผู้ที่ไม่ได้เชื่ออย่างแท้จริง พวกที่เข้าร่วมในเวชกรรมและเวทมนตร์ชั่ว พวกที่สำส่อน กระเซอะกระเซิงและมอมแมม พวกที่ขโมยเครื่องบูชาแด่พระยาห์เวห์และสิ่งทรงครองของพระองค์ พวกที่รักการติดสินบน พวกที่ฝันถึงการขึ้นสู่สวรรค์อย่างหาสาระไม่ได้ พวกที่โอหังและทะนงตน พวกที่เพียรพยายามเพียงเพื่อชื่อเสียงและโชคลาภส่วนตัวเท่านั้น พวกที่กระจายคำพูดล่วงเกินไม่รู้จักสูงต่ำ พวกที่หมิ่นประมาทพระเจ้าพระองค์เอง พวกที่ไม่ทำสิ่งใดเลยนอกจากทำการตัดสินต่อต้านและใส่ร้ายป้ายสีพระเจ้าพระองค์เอง พวกที่จัดตั้งหมู่คณะและแสวงหาความเป็นอิสระ พวกที่ยกย่องตัวพวกเขาเองเหนือพระเจ้า พวกผู้ขายและผู้หญิงวัยหนุ่มสาว วัยกลางคน และวัยชราหยิบหย่งเหลาะแหละเหล่านั้นที่ติดบ่วงอยู่ในความมักมากในกาม พวกผู้ชายและผู้หญิงเหล่านั้นที่ชื่นชมชื่อเสียงและโชคลาภส่วนตัวและไล่ตามเสาะหาสถานะส่วนตัวท่ามกลางคนอื่น พวกผู้คนที่ไม่กลับใจเหล่านั้นที่ติดกับดักอยู่ในบาป—พวกเขาทั้งหมดไม่เกินกว่าจะได้รับความรอดหรอกหรือ? ความมักมากในกาม บาปหนา เวชกรรมชั่ว เวทมนตร์ ความจ้วงจาบหยาบคาย คำพูดล่วงเกินไม่รู้จักสูงต่ำล้วนแต่วิ่งพล่านอยู่ท่ามกลางพวกเจ้า และความจริงและพระวจนะแห่งชีวิตก็ถูกเหยียบย่ำในท่ามกลางพวกเจ้า และภาษาอันบริสุทธิ์ก็ถูกทำให้มัวหมองท่ามกลางพวกเจ้า พวกเจ้าคนต่างชาติทั้งหลายที่ลำพองไปด้วยความโสมมและความไม่เชื่อฟัง! บทอวสานสุดท้ายของพวกเจ้าจะเป็นอย่างไร? พวกที่รักเนื้อหนัง ผู้ที่กระทำเวทมนตร์เกี่ยวกับเนื้อหนัง และผู้ที่ติดบ่วงอยู่ในบาปแบบมักมากในกามสามารถมีความกล้าบ้าบิ่นที่จะดำรงชีวิตต่อไปได้อย่างไร! เจ้าไม่รู้หรือว่าผู้คนเช่นพวกเจ้านั้นคือบรรดาหนอนแมลงที่เกินกว่าจะได้รับความรอด? สิ่งใดเล่าทำให้เจ้ามีสิทธิเรียกร้องการนี้และการนั้น? จนถึงวันนี้ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงแม้เพียงเล็กน้อยในพวกที่ไม่รักความจริงและรักเพียงเนื้อหนังเท่านั้น—ผู้คนเช่นนั้นจะสามารถได้รับการช่วยให้รอดได้อย่างไร? พวกที่ไม่รักหนทางแห่งชีวิต ผู้ที่ไม่ยกย่องพระเจ้าและเป็นคำพยานต่อพระองค์ ผู้ที่วางอุบายเพื่อประโยชน์แห่งสถานะของพวกเขาเอง ผู้ที่สรรเสริญตัวพวกเขาเอง—แม้กระทั่งวันนี้พวกเขาไม่ใช่ยังคงเป็นเหมือนเดิมหรอกหรือ? สิ่งใดหรือคือคุณค่าในการช่วยพวกเขาให้รอด? การที่เจ้าจะสามารถได้รับการช่วยให้รอดได้หรือไม่นั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าความอาวุโสของเจ้านั้นมีมากน้อยเพียงใดหรือว่าเจ้าได้ทำงานมาแล้วจนถึงขณะนี้เป็นเวลากี่ปีแล้ว และนับประสาอะไรที่มันจะขึ้นอยู่กับว่าเจ้าได้สร้างสมวิทยฐานะมามากน้อยเพียงใด แทนที่จะเป็นเช่นนั้น มันขึ้นอยู่กับว่าการไล่ตามเสาะหาของเจ้าได้ให้ผลแล้วหรือไม่ เจ้าควรที่จะรู้ว่าบรรดาผู้ที่ได้รับการช่วยให้รอดคือ “ต้นไม้” ที่ให้ผล ไม่ใช่ต้นไม้ที่มีใบไม้เขียวชอุ่มและดอกไม้อันอุดมที่ยังไม่เคยออกผลเลย ต่อให้เจ้าได้ใช้เวลาหลายปีร่อนเร่ไปตามท้องถนน นั่นสำคัญอะไรเล่า? คำพยานของเจ้าอยู่ที่ใด? ความเคารพของเจ้าที่มีต่อพระเจ้านั้นน้อยกว่าความรักของเจ้าที่มีให้ตัวเจ้าเองและความอยากได้อยากมีอันเต็มไปด้วยตัณหาของเจ้ายิ่งนัก—บุคคลประเภทนี้ไม่ใช่คนเสื่อมหรอกหรือ? พวกเขาจะสามารถเป็นวัตถุตัวอย่างและแบบอย่างสำหรับความรอดได้อย่างไร? ธรรมชาติของเจ้านั้นไม่สามารถแก้ไขได้ เจ้าเป็นกบฏมากเกินไป เจ้านั้นเกินกว่าที่จะได้รับความรอด! ผู้คนเช่นนั้นไม่ใช่พวกที่จะถูกกำจัดหรอกหรือ? เวลาที่งานของเราแล้วเสร็จไม่ใช่เวลาแห่งการมาถึงของวันสุดท้ายของเจ้าหรอกหรือ? เราได้ทำงานมากมายเหลือเกินและได้กล่าววจนะไปมากมายเหลือเกินท่ามกลางพวกเจ้า—สิ่งเหล่านั้นมากมายเพียงใดได้เข้าหูของพวกเจ้าอย่างแท้จริง? สิ่งเหล่านั้นมากมายเพียงใดที่เจ้าได้เคยเชื่อฟัง? เมื่องานของเราสิ้นสุด นั่นจะเป็นเวลาที่เจ้าหยุดต่อต้านเรา เวลาที่เจ้าหยุดยืนต้านเรา ขณะที่เราทำงาน พวกเจ้าปฏิบัติตนต่อต้านเราอยู่เนืองนิตย์ พวกเจ้าไม่เคยปฏิบัติตามวจนะของเรา เราทำงานของเรา และเจ้าก็ทำ “งาน” ของเจ้าเอง สร้างราชอาณาจักรน้อยของเจ้าเอง พวกเจ้าไม่ใช่สิ่งใดนอกจากฝูงสุนัขจิ้งจอกและสุนัข ทำทุกสิ่งทุกอย่างอันเป็นการต่อต้านเรา! เจ้ากำลังพยายามอยู่เนืองนิตย์ที่จะนำพาพวกที่มอบความรักอันไม่แบ่งแยกของพวกเขาให้แก่เจ้าเข้ามาสู่อ้อมกอดของเจ้า—ความเคารพของพวกเจ้าอยู่ที่ใด? ทุกสิ่งทุกอย่างที่เจ้าทำนั้นเต็มไปด้วยเล่ห์ลวง! เจ้าไม่มีความเชื่อฟังหรือความเคารพเลย และทุกสิ่งทุกอย่างที่เจ้าทำนั้นเป็นเต็มไปด้วยเล่ห์ลวงและเป็นการหมิ่นประมาท! ผู้คนเช่นสามารถได้รับการช่วยให้รอดได้หรือ? พวกมนุษย์ที่ไร้ศีลธรรมในทางเพศและบ้าตัณหาต้องการที่จะดึงดูดหญิงโสเภณียั่วสวาทเข้ามาหาพวกเขาเสมอเพื่อความชื่นชมยินดีของพวกเขาเอง เราจะไม่ช่วยพวกปีศาจที่ไร้ศีลธรรมในทางเพศเช่นนั้นอย่างแน่นอน เราเกลียดชังพวกเจ้าปีศาจโสมม และความบ้าตัณหาและความยั่วสวาทของพวกเจ้าจะผลักพวกเจ้าลงสู่นรก พวกเจ้ามีสิ่งใดหรือที่จะพูดเพื่อตัวพวกเจ้าเอง? พวกเจ้าปีศาจโสมมและวิญญาณชั่วนั้นช่างน่าอาเจียนนัก เจ้าช่างน่าขยะแขยงนัก! ขยะเช่นนั้นจะสามารถได้รับการช่วยให้รอดได้อย่างไร? พวกเขาที่ติดบ่วงในบาปยังคงสามารถได้รับการช่วยให้รอดได้หรือ? ในวันนี้ ความจริงนี้ หนทางนี้ และชีวิตนี้ไม่ได้ดึงดูดใจพวกเจ้า แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พวกเจ้ากลับถูกดึงดูดใจโดยบาปหนา โดยเงินตรา โดยจุดยืน ชื่อเสียง และผลกำไร โดยความชื่นชมยินดีของเนื้อหนัง โดยความหล่อเหลาของพวกผู้ชายและเสน่ห์ของพวกผู้หญิง สิ่งใดหรือที่ทำให้พวกเจ้ามีคุณสมบัติที่จะได้เข้าสู่ราชอาณาจักรของเรา? ภาพลักษณ์ของพวกเจ้ายิ่งใหญ่กว่าของพระเจ้าเสียด้วยซ้ำ สถานะของพวกเจ้าสูงกว่าของพระเจ้าเสียด้วยซ้ำ คงไม่ต้องพูดถึงเกียรติยศของพวกเจ้าท่ามกลางพวกมนุษย์—พวกเจ้าได้กลายเป็นรูปเคารพที่ผู้คนเคารพบูชา เจ้าไม่ได้กลายเป็นหัวหน้าทูตสวรรค์หรอกหรือ? เมื่อบทอวสานของผู้คนถูกเปิดเผย ซึ่งก็เป็นเวลาที่พระราชกิจแห่งความรอดจะเข้าใกล้ตอนจบด้วยเช่นกัน คนเหล่านั้นมากมายในท่ามกลางพวกเจ้าจะเป็นซากศพที่เกินกว่าจะได้รับความรอดและจะต้องถูกกำจัดทิ้ง ในช่วงระหว่างพระราชกิจแห่งความรอด เราใจดีและดีต่อผู้คนทั้งหมด เมื่อพระราชกิจสรุปปิดตัวลง บทอวสานของผู้คนต่างชนิดกันจะถูกเปิดเผย และในเวลานั้น เราจะไม่ใจดีและไม่ดีอีกต่อไป ด้วยเหตุที่บทอวสานของผู้คนจะได้ถูกเปิดเผยแล้ว และแต่ละคนจะได้ถูกแยกชั้นไปตามประเภทของพวกเขาแล้ว และจะไม่มีประโยชน์เลยในการทำงานแห่งความรอดอันใดอีก เพราะยุคแห่งความรอดจะได้ผ่านไปแล้ว และเมื่อได้ผ่านไปแล้ว มันก็จะไม่หวนคืน

ตัดตอนมาจาก “การปฏิบัติ (7)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 317

มนุษย์ดำเนินชีวิตอยู่ภายใต้การปกคลุมของอิทธิพลแห่งความมืดมิดเสมอมา ถูกพันธนาการด้วยอิทธิพลของซาตาน ไม่สามารถหลีกหนีไปได้ และอุปนิสัยของเขาหลังจากที่ได้ถูกซาตานแปรสภาพแล้วก็ยิ่งกลายเป็นเสื่อมทรามลงเรื่อยๆ อาจพูดได้ว่ามนุษย์ได้ดำเนินชีวิตท่ามกลางอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตานเสมอมา และไม่สามารถรักพระเจ้าได้อย่างแท้จริง เมื่อเป็นดังนี้แล้ว หากมนุษย์ปรารถนาที่จะรักพระเจ้า เขาจะต้องปลดเปลื้องความคิดว่าตนเองเป็นฝ่ายถูกเสมอ ความรู้สึกว่าตนสำคัญเหนือผู้อื่น ความโอหัง ความทะนงตน และอื่นๆ ในทำนองนั้น—ทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นอุปนิสัยของซาตาน หาไม่แล้ว ความรักของมนุษย์ก็จะเป็นความรักที่ไม่บริสุทธิ์ เป็นความรักเยี่ยงซาตาน และเป็นความรักซึ่งไม่สามารถได้รับการเห็นชอบจากพระเจ้าโดยสิ้นเชิง หากไม่ได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม ไม่ได้รับการจัดการ ไม่ได้ถูกทำลาย ไม่ได้รับการตัดแต่ง ไม่ได้ถูกคุมวินัย ไม่ได้ถูกตีสอน และไม่ได้รับการถลุงจากพระวิญญาณบริสุทธิ์โดยตรง ก็จะไม่มีใครสามารถรักพระเจ้าได้อย่างแท้จริงเลย หากเจ้ากล่าวว่าส่วนหนึ่งของอุปนิสัยของเจ้าเป็นตัวแทนพระเจ้า และดังนั้นแล้ว เจ้าจึงสามารถรักพระเจ้าได้อย่างแท้จริง เช่นนั้นแล้วเจ้าก็เป็นใครสักคนที่มีวาจาอันโอหัง และเจ้าก็เป็นมนุษย์ที่ประหลาด ผู้คนเช่นนั้นก็คือหัวหน้าทูตสวรรค์นั่นเอง! ธรรมชาติของมนุษย์ที่มีมาแต่กำเนิดไม่สามารถเป็นตัวแทนพระเจ้าได้โดยตรง เขาจะต้องสลัดทิ้งธรรมชาติโดยกำเนิดผ่านการทำให้เพียบพร้อมของพระเจ้า และมีเพียงวิธีนั้นเท่านั้น—มีเพียงการใส่ใจต่อน้ำพระทัยพระเจ้า การทำให้เจตนารมณ์ของพระเจ้าลุล่วง และยิ่งไปกว่านั้นคือ การก้าวผ่านพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์เท่านั้น—การใช้ชีวิตของเขาจึงจะได้รับการเห็นชอบจากพระเจ้า ไม่มีใครที่มีชีวิตอยู่ในเนื้อหนังจะสามารถเป็นตัวแทนพระเจ้าได้โดยตรง นอกเสียจากว่าเขาจะเป็นมนุษย์ที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงใช้งาน อย่างไรก็ตาม แม้แต่กับบุคคลเช่นนี้ ก็ยังไม่อาจกล่าวได้ว่า อุปนิสัยของเขาและการใช้ชีวิตของเขาเป็นตัวแทนพระเจ้าได้โดยสิ้นเชิง อาจพูดได้แค่เพียงว่า การใช้ชีวิตของเขานั้นได้รับการชี้นำโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ อุปนิสัยของมนุษย์เช่นนั้นไม่อาจเป็นตัวแทนพระเจ้าได้

แม้ว่าอุปนิสัยของมนุษย์จะถูกกำหนดโดยพระเจ้า—เรื่องนี้ไม่เป็นที่สงสัยเลย และอาจพิจารณาได้ว่าเป็นเรื่องที่เป็นบวก—แต่ก็ได้ถูกซาตานแปรสภาพตลอดมา และดังนั้นทั้งหมดทั้งปวงของอุปนิสัยของมนุษย์ก็คืออุปนิสัยของซาตาน บางคนกล่าวว่าพระอุปนิสัยของพระเจ้าคือการทรงทำอะไรๆ อย่างตรงไปตรงมา และกล่าวว่าอุปนิสัยเช่นนี้ก็สำแดงในพวกเขาเช่นกัน กล่าวว่าลักษณะนิสัยของพวกเขาก็เป็นแบบนี้เช่นกัน และเมื่อเป็นอย่างนั้นแล้วพวกเขาจึงกล่าวว่าอุปนิสัยของพวกเขาเป็นตัวแทนพระเจ้า ผู้คนเช่นนี้เป็นคนแบบไหนกัน? อุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตานเป็นตัวแทนพระเจ้าได้ด้วยหรือ? ไม่ว่าใครก็ตามที่ประกาศว่าอุปนิสัยของตนเป็นตัวแทนพระเจ้าย่อมหมิ่นประมาทพระเจ้าและดูแคลนพระวิญญาณบริสุทธิ์! วิธีการที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงปฏิบัติพระราชกิจแสดงให้เห็นว่า พระราชกิจของพระเจ้าบนโลกก็คือพระราชกิจของการพิชิตชัยเพียงประการเดียวเท่านั้น เมื่อเป็นเช่นนั้น อุปนิสัยเยี่ยงซาตานหลายอย่างของมนุษย์จึงยังไม่ได้รับการชำระให้สะอาด การใช้ชีวิตของเขายังคงเป็นรูปลักษณ์ของซาตานอยู่ นี่คือสิ่งที่มนุษย์เชื่อว่าเป็นสิ่งที่ดี และสิ่งนี้เป็นตัวแทนความประพฤติต่างๆ ของเนื้อหนังมนุษย์ กล่าวให้ชัดเจนยิ่งขึ้นได้ว่า นี่เป็นตัวแทนซาตานและไม่อาจเป็นตัวแทนพระเจ้าได้อย่างแน่นอนที่สุด แม้ว่าใครบางคนรักพระเจ้าแล้วจนถึงขนาดที่พวกเขาสามารถชื่นชมไปกับชีวิตดั่งสวรรค์บนดินได้ สามารถกล่าวถ้อยความดังเช่น: “โอ พระเจ้า! ข้าพระองค์ไม่อาจรักพระองค์ได้มากพอ” ได้และได้เข้าถึงอาณาจักรสูงสุดแล้ว ก็ยังคงไม่อาจกล่าวได้ว่าพวกเขาใช้ชีวิตตามแบบอย่างพระเจ้าหรือเป็นตัวแทนพระเจ้า เพราะเนื้อแท้ของมนุษย์นั้นไม่เหมือนเนื้อแท้ของพระเจ้า และมนุษย์ไม่มีทางที่จะใช้ชีวิตตามแบบอย่างพระเจ้าได้ นับประสาอะไรกับการกลายเป็นพระเจ้า สิ่งที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทรงชี้นำมนุษย์ในการใช้ชีวิตนั้น ก็เพียงเพื่อให้สอดคล้องกับสิ่งที่พระเจ้าทรงขอจากมนุษย์

การกระทำและความประพฤติทั้งหมดของซาตานนั้นถูกสำแดงอยู่ในมนุษย์ วันนี้ การกระทำและความประพฤติทั้งหมดของมนุษย์เป็นการแสดงออกของซาตานและดังนั้นจึงไม่สามารถเป็นตัวแทนพระเจ้าได้ มนุษย์คือรูปจำแลงของซาตาน และอุปนิสัยของมนุษย์ไม่สามารถเป็นตัวแทนพระอุปนิสัยของพระเจ้าได้ บางคนนั้นมีลักษณะนิสัยที่ดี พระเจ้าอาจทรงปฏิบัติพระราชกิจบางอย่างผ่านลักษณะนิสัยของผู้คนเช่นนั้น และงานที่พวกเขาทำได้รับการชี้นำโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ กระนั้นอุปนิสัยของพวกเขาก็ไร้ความสามารถที่จะเป็นตัวแทนพระเจ้าได้ พระราชกิจที่พระเจ้าทรงปฏิบัติต่อพวกเขาไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากการการทรงพระราชกิจกับและการแผ่ขยายบนสิ่งที่ดำรงอยู่แล้วภายใน ไม่ว่าจะเป็นบรรดาผู้เผยพระวจนะในยุคต่างๆ ที่ผ่านมาแล้วหรือบรรดาผู้ที่พระเจ้าทรงใช้งาน ไม่มีใครสามารถเป็นตัวแทนพระองค์ได้โดยตรง ผู้คนได้มารักพระเจ้าเพียงภายใต้รูปการณ์แวดล้อมที่ถูกบีบบังคับเท่านั้น และไม่มีสักคนเดียวที่เพียรพยายามที่จะให้ความร่วมมือโดยความต้องการของตนเอง สิ่งต่างๆ ที่เป็นบวกคืออะไร? ทุกสิ่งทุกอย่างที่มาจากพระเจ้าโดยตรงนั้นเป็นเรื่องบวก อย่างไรก็ดี อุปนิสัยของมนุษย์ได้ถูกซาตานแปรสภาพตลอดมา และไม่สามารถเป็นตัวแทนพระเจ้าได้ มีเพียงความรัก น้ำพระทัยที่จะทนทุกข์ ความชอบธรรม ความนบนอบ และความถ่อมใจและความซ่อนอยู่ของพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์เท่านั้น ที่สามารถเป็นตัวแทนพระเจ้าได้โดยตรง นี่เป็นเพราะว่าเมื่อพระองค์ได้เสด็จมา พระองค์ได้เสด็จมาโดยปราศจากธรรมชาติที่เต็มไปด้วยบาปและได้เสด็จมาจากพระเจ้าโดยตรง โดยที่ไม่ได้ถูกซาตานแปรสภาพ พระเยซูทรงอยู่ในสภาพเหมือนเนื้อหนังที่มีบาปเท่านั้น และไม่ได้ทรงเป็นตัวแทนบาป ดังนั้น การกระทำ กิจการ และพระวจนะต่างๆ ของพระองค์ จนถึงช่วงเวลาก่อนที่พระองค์จะทรงทำให้พระราชกิจของพระองค์สำเร็จลุล่วงผ่านการตรึงกางเขน (รวมถึงชั่วขณะของการตรึงกางเขนของพระองค์) นั้นทั้งหมดล้วนเป็นตัวแทนพระเจ้าโดยตรง ตัวอย่างของพระเยซูนั้นเพียงพอที่จะพิสูจน์ว่า ใครก็ตามที่มีธรรมชาติที่เต็มไปด้วยบาปไม่สามารถเป็นตัวแทนพระเจ้าได้ และพิสูจน์ว่าบาปของมนุษย์เป็นตัวแทนซาตาน กล่าวคือ บาปไม่สามารถเป็นตัวแทนพระเจ้าได้ และพระเจ้าทรงไร้บาป แม้กระทั่งพระราชกิจที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงปฏิบัติในมนุษย์ ก็สามารถพิจารณาได้เพียงแค่ว่า ได้รับการชี้นำโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ และไม่สามารถกล่าวได้ว่ากระทำโดยมนุษย์ในพระนามของพระเจ้า แต่ ในแง่ของมนุษย์ ทั้งบาปของเขาและอุปนิสัยของเขาไม่ได้เป็นตัวแทนพระเจ้า โดยการมองดูพระราชกิจที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทรงปฏิบัติกับมนุษย์จากอดีตจนถึงยุคปัจจุบัน คนเราจึงมองเห็นได้ว่ามนุษย์มีสิ่งซึ่งเขาใช้ดำเนินชีวิต ทั้งหมดเป็นเพราะพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทรงพระราชกิจกับเขา มีน้อยคนเหลือเกินที่สามารถใช้ชีวิตตามความจริงได้หลังจากที่ถูกจัดการและบ่มวินัยโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ กล่าวคือ พระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์เท่านั้นที่เป็นปัจจุบัน ความร่วมมือในภาคส่วนของมนุษย์นั้นไม่มีอยู่ บัดนี้เจ้าเข้าใจเรื่องนี้ชัดเจนแล้วใช่หรือไม่? เมื่อเป็นดังนี้แล้ว เจ้าจะพยายามอย่างเต็มที่อย่างไรในการร่วมมือกับพระองค์และปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าให้ลุล่วงเมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงปฏิบัติพระราชกิจ?

ตัดตอนมาจาก “มนุษย์ที่เสื่อมทรามไม่สามารถเป็นตัวแทนพระเจ้าได้” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 318

ความเชื่อในพระเจ้าของเจ้า การไล่ตามเสาะหาความจริงของเจ้า และแม้แต่วิธีที่เจ้าประพฤติตัว ทั้งหมดนี้ควรมีพื้นฐานอยู่บนความเป็นจริง กล่าวคือ ทุกสิ่งที่เจ้ากระทำควรสัมพันธ์กับชีวิตจริง และเจ้าไม่ควรไล่ตามเสาะหาสิ่งต่างๆ ที่ลวงตาและเพ้อฝัน ไม่มีคุณค่าอันใดเลยต่อการประพฤติตัวแบบนี้ และนอกจากนี้แล้ว ไม่มีความหมายต่อชีวิตเช่นนั้นด้วย เพราะการไล่ตามเสาะหาและชีวิตของเจ้าถูกใช้ไปท่ามกลางสิ่งที่เป็นเพียงความเทียมเท็จและการหลอกลวง และเพราะเจ้าไม่ไล่ตามเสาะหาสิ่งต่างๆ ที่มีคุณค่าและนัยสำคัญ สิ่งเดียวที่เจ้าได้มาคือการยกเหตุผลและคำสอนอันไร้สาระที่ไม่มีความจริง สิ่งต่างๆ เช่นนั้นไม่มีความสัมพันธ์ใดๆ เลยกับนัยสำคัญและคุณค่าแห่งการดำรงอยู่ของเจ้า และมีแต่จะนำเจ้าไปสู่อาณาจักรที่ไร้ค่าเท่านั้น ในวิธีนี้ ทั้งชีวิตของเจ้าก็จะปราศจากคุณค่าหรือความหมายใดๆ—และหากเจ้าไม่ไล่ตามเสาะหาชีวิตที่มีความหมาย เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็อาจมีชีวิตได้ถึงหนึ่งร้อยปีและทั้งหมดนั้นจะสูญเปล่า นั่นจะสามารถเรียกว่าเป็นชีวิตมนุษย์ได้อย่างไร? อันที่จริงแล้วมันไม่ใช่ชีวิตของสัตว์ตัวหนึ่งหรอกหรือ? ในทำนองเดียวกัน หากพวกเจ้าพยายามที่จะติดตามเส้นทางแห่งความเชื่อในพระเจ้า แต่ไม่พยายามที่จะไล่ตามเสาะหาพระเจ้าที่สามารถมองเห็นได้และกลับนมัสการพระเจ้าองค์หนึ่งที่ไม่ทรงปรากฏแก่ตาและไม่อาจจับต้องได้แทน เช่นนั้นแล้ว การไล่ตามเสาะหาดังกล่าวไม่เปล่าประโยชน์มากยิ่งกว่าเสียอีกหรือ? สุดท้ายแล้ว การไล่ตามเสาะหาของเจ้าก็จะกลายเป็นซากปรักหักพังกองหนึ่ง การไล่ตามเสาะหาเช่นนั้นเป็นประโยชน์อันใดต่อเจ้าเล่า? ปัญหาที่ใหญ่โตที่สุดกับมนุษย์ก็คือว่าเขารักแต่สิ่งต่างๆ ที่เขาไม่สามารถเห็นหรือแตะต้องได้ สิ่งต่างๆ ที่ลึกลับและน่ามหัศจรรย์อย่างสุดขีด และที่มนุษย์ไม่อาจจินตนาการได้และที่มนุษย์ธรรมดาไม่อาจบรรลุได้ ยิ่งสิ่งเหล่านี้ไม่สมจริงมากขึ้นเท่าใด ผู้คนก็ยิ่งวิเคราะห์พวกมันมากขึ้นเท่านั้น และผู้คนถึงขนาดไล่ตามเสาะหาพวกมันโดยไม่สนใจสิ่งอื่นใดทั้งสิ้น และพยายามที่จะได้รับพวกมันมา ยิ่งพวกมันไม่สมจริงมากขึ้นเท่าใด ผู้คนก็ยิ่งพินิจพิเคราะห์และวิเคราะห์พวกมันอย่างใกล้ชิดมากขึ้นเท่านั้น โดยถึงขั้นรังสรรค์ความคิดต่างๆ แบบละเอียดยิบของพวกเขาเองเกี่ยวกับสิ่งเหล่านั้นด้วยซ้ำ ในทางตรงกันข้าม ยิ่งสิ่งต่างๆ สมจริงมากขึ้นเท่าใด ผู้คนก็ยิ่งไม่แยแสต่อพวกมันมากขึ้นเท่านั้น พวกเขาแค่มองสิ่งเหล่านั้นแบบดูถูก และถึงขั้นเหยียดหยามพวกมันด้วยซ้ำ นี่ไม่ใช่ท่าทีของพวกเจ้าที่มีต่องานที่สมจริงที่เรากระทำวันนี้อย่างแน่นอนหรอกหรือ? ยิ่งสิ่งเหล่านั้นสมจริงมากขึ้นเท่าใด พวกเจ้าก็ยิ่งมีอคติต่อพวกมันมากขึ้นเท่านั้น เจ้าไม่สละเวลาเลยที่จะตรวจสอบพวกมัน แต่เพิกเฉยพวกมันไปเสียอย่างนั้น เจ้าดูหมิ่นข้อพึงประสงค์ที่สมจริงและมาตรฐานต่ำหล่านี้ และถึงขั้นเก็บงำมโนคติที่หลงผิดหลายอย่างเกี่ยวกับพระเจ้าผู้ทรงเป็นจริงมากที่สุดพระองค์นี้ และไม่สามารถที่จะยอมรับความเป็นจริงและความเป็นปกติของพระองค์ได้เลยจริงๆ ในหนทางนี้ พวกเจ้าไม่ใช่ยึดมั่นกับการเชื่อที่คลุมเครือหรอกหรือ? พวกเจ้ามีความเชื่อที่ไม่สั่นคลอนในพระเจ้าที่คลุมเครือแห่งอดีตกาล และไม่สนใจในพระเจ้าแท้จริงแห่งวันนี้ นี่ไม่ใช่เพราะว่าพระเจ้าแห่งวันวานและพระเจ้าแห่งวันนี้ทรงมาจากสองยุคสมัยที่แตกต่างกันหรอกหรือ? นั่นไม่ใช่เพราะว่าพระเจ้าแห่งวันวานทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงเป็นที่ยกย่องแห่งฟ้าสวรรค์ ในขณะที่พระเจ้าแห่งวันนี้ทรงเป็นมนุษย์ตัวเล็กจิ๋วบนแผ่นดินโลกด้วยหรอกหรือ? นอกจากนี้ นั่นไม่ใช่เพราะว่าพระเจ้าที่มนุษย์นมัสการนั้นเป็นองค์ที่ถูกสร้างขึ้นโดยมโนคติที่หลงผิดต่างๆ ของเขา ในขณะที่พระเจ้าแห่งวันนี้ทรงเป็นผู้ที่มีเนื้อหนังแท้จริง ซึ่งถูกสร้างขึ้นบนแผ่นดินโลกหรอกหรือ? เมื่อพิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างแล้วนั้น นั่นไม่ใช่เพราะว่าพระเจ้าแห่งวันนี้ทรงเป็นจริงมากเกินไปจนมนุษย์ไม่ไล่ตามเสาะหาพระองค์หรอกหรือ? เพราะสิ่งที่พระเจ้าแห่งวันนี้ทรงขอจากผู้คนแท้ที่จริงแล้วก็คือสิ่งที่ผู้คนไม่เต็มใจที่จะกระทำมากที่สุด และเป็นสิ่งที่ทำให้พวกเขารู้สึกละอายใจ นี่ไม่ได้กำลังทำให้สิ่งต่างๆ ยากลำบากสำหรับผู้คนหรอกหรือ? นี่ไม่ได้ตีแผ่แผลเป็นของผู้คนหรอกหรือ? ในหนทางนี้ พวกเขาเหล่านั้นจำนวนมากที่ไม่ไล่ตามเสาะหาความเป็นจริงจึงกลายเป็นพวกศัตรูของพระเจ้าซึ่งจุติมาเป็นมนุษย์ กลายเป็นเหล่าศัตรูของพระคริสต์ นี่ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏชัดหรอกหรือ? ในอดีตนั้น เมื่อพระเจ้ายังไม่ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ เจ้าอาจจะเป็นคนสำคัญทางศาสนา หรือเป็นผู้เชื่อที่อุทิศตนคนหนึ่ง หลังจากพระเจ้าได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์แล้ว ผู้เชื่อที่อุทิศตนเช่นนั้นจำนวนมากได้กลายเป็นเหล่าศัตรูของพระคริสต์ไปโดยไม่รู้ตัว เจ้ารู้หรือไม่ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น ณ ที่นี้? ในความเชื่อของเจ้าในพระเจ้า เจ้าไม่จดจ่ออยู่กับความเป็นจริงหรือไล่ตามเสาะหาความจริง แต่กลับหมกมุ่นอยู่กับความเทียมเท็จต่างๆ แทน—นี่ไม่ใช่แหล่งกำเนิดอันแจ่มชัดที่สุดของความเป็นศัตรูของเจ้าต่อพระเจ้าซึ่งจุติมาเป็นมนุษย์หรอกหรือ? พระเจ้าซึ่งจุติมาเป็นมนุษย์ทรงได้รับการเรียกขานว่าพระคริสต์ ดังนั้นพวกเขาเหล่านั้นทั้งหมดที่ไม่เชื่อในพระเจ้าซึ่งจุติมาเป็นมนุษย์จะไม่ใช่เหล่าศัตรูของพระคริสต์หรอกหรือ? ดังนั้น พระองค์ผู้ที่เจ้าเชื่อและรักอย่างแท้จริงทรงเป็นพระเจ้าในเนื้อหนังพระองค์นี้ใช่หรือไม่? ใช่พระเจ้าพระองค์นี้จริงๆ หรือไม่ที่ทรงพระชนม์ชีพอยู่ ทรงมีลมหายใจอยู่ ซึ่งเป็นพระเจ้าพระองค์จริงมากที่สุดและเป็นปกติอย่างเหนือธรรมดา? แท้ที่จริงแล้วอะไรคือวัตถุประสงค์ของการไล่ตามเสาะหาของเจ้ากันแน่? มันอยู่ในสวรรค์หรือบนแผ่นดินโลก? มันเป็นมโนคติที่หลงผิดอย่างหนึ่งหรือเป็นความจริง? มันเป็นพระเจ้าหรือมันเป็นบางสิ่งที่เหนือธรรมชาติ? อันที่จริงแล้ว ความจริงเป็นคติพจน์ของชีวิตที่เป็นจริงมากที่สุด และเป็นสิ่งที่สูงส่งที่สุดของคติพจน์เช่นนั้นท่ามกลางมวลมนุษย์ทั้งปวง เพราะว่ามันเป็นข้อพึงประสงค์ที่พระเจ้าทรงกำหนดต่อมนุษย์ และเป็นพระราชกิจที่พระเจ้าทรงกระทำด้วยพระองค์เอง ด้วยเหตุนี้ มันจึงถูกเรียกว่า “คติพจน์ของชีวิต” มันไม่ใช่คติพจน์ที่ถูกสรุปย่อจากบางสิ่ง และมันไม่ใช่คำคมอันโด่งดังจากบุคคลสำคัญ แทนที่จะเป็นเช่นนั้น มันเป็นถ้อยดำรัสถึงมวลมนุษย์จากเจ้านายแห่งฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกและสรรพสิ่ง มันไม่ใช่คำพูดบางคำที่มนุษย์สรุปขึ้นมา แต่เปนพระชนม์ชีพประจำพระองค์ของพระเจ้า และดังนั้นมันจึงถูกเรียกว่า “สิ่งสูงสุดแห่งคติพจน์ทั้งปวงของชีวิต” การไล่ตามเสาะหาของผู้คนในการนำความจริงไปปฏิบัติคือการปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขา—กล่าวคือ มันเป็นการไล่ตามเสาะหาการสนองข้อพึงประสงค์ของพระเจ้า แก่นแท้ของข้อพึงประสงค์นี้เป็นจริงมากที่สุดในบรรดาความจริงทั้งมวล แทนที่จะเป็นคำสอนที่ว่างเปล่าที่ไม่มีมนุษย์คนใดสามารถสัมฤทธิ์ผลได้ หากการไล่ตามเสาะหาของเจ้าไม่ใช่สิ่งใดนอกจากคำสอนและไม่บรรจุความเป็นจริงใดอยู่เลย เจ้าไม่ได้กบฏต่อความจริงหรอกหรือ? เจ้าไม่ใช่ใครบางคนที่โจมตีความจริงหรอกหรือ? บุคคลเช่นนั้นจะสามารถเป็นใครบางคนที่พยายามที่จะรักพระเจ้าได้อย่างไร? ผู้คนที่ปราศจากความเป็นจริงคือบรรดาผู้ที่ทรยศความจริง และพวกเขาล้วนเป็นกบฏโดยธรรมชาติกันทุกคน!

ตัดตอนมาจาก “บรรดาผู้ที่รู้จักพระเจ้าและพระราชกิจของพระองค์เท่านั้นที่สามารถทำให้พระเจ้าทรงพึงพอพระทัยได้” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 319

พวกเจ้าทุกคนปรารถนาที่จะได้รับบำเหน็จรางวัลเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและเป็นที่โปรดปรานของพระเจ้า ทุกคนหวังว่าจะได้สิ่งต่างๆ เหล่านั้นเมื่อพวกเขาเริ่มเชื่อในพระเจ้า ด้วยเหตุที่ทุกคนหมกมุ่นอยู่กับการไล่ตามเสาะหาสิ่งต่างๆ ที่สูงกว่า และไม่มีใครต้องการที่จะล้าหลังผู้อื่น ผู้คนก็เป็นอย่างนี้นี่เอง ด้วยเหตุผลนี้เลยทีเดียวที่ผู้คนจำนวนมากท่ามกลางพวกเจ้ากำลังพยายามอยู่ตลอดเวลาที่จะประจบประแจงพระเจ้าบนสวรรค์ แต่กระนั้นในความเป็นจริง ความจงรักภักดีและความมีน้ำใสใจจริงของพวกเจ้าต่อพระเจ้านั้นน้อยกว่าความจงรักภักดีและความมีน้ำใสใจจริงของเจ้าต่อตัวพวกเจ้าเองมากนัก ทำไมเราจึงพูดเรื่องนี้? เพราะเราไม่รับรู้ความจงรักภักดีของพวกเจ้าต่อพระเจ้าเลย และยิ่งไปกว่านั้น เพราะเราปฏิเสธการดำรงอยู่ของพระเจ้าซึ่งอยู่ในหัวใจของพวกเจ้า กล่าวคือ พระเจ้าซึ่งพวกเจ้านมัสการ พระเจ้าผู้คลุมเครือซึ่งพวกเจ้าเลื่อมใส ไม่ได้ดำรงอยู่เลย เหตุผลที่เราสามารถพูดเรื่องนี้ได้อย่างเด็ดขาดมากก็คือว่า พวกเจ้านั้นอยู่ไกลเกินไปจากพระเจ้าที่แท้จริง เหตุผลสำหรับความจงรักภักดีของพวกเจ้าก็คือรูปเคารพภายในหัวใจของพวกเจ้า ในขณะเดียวกัน สำหรับเราแล้ว พวกเจ้าแค่รับรู้พระเจ้าผู้ซึ่งพวกเจ้าพิจารณาว่าไม่ยิ่งใหญ่และไม่เล็กด้วยถ้อยคำเท่านั้น เมื่อเราพูดว่าพวกเจ้าอยู่ไกลจากพระเจ้า เราหมายความว่าพวกเจ้าอยู่ห่างไกลจากพระเจ้าที่แท้จริง ในขณะที่พระเจ้าซึ่งคลุมเครือดูเหมือนอยู่ใกล้แค่เอื้อม เมื่อเราพูดว่า “ไม่ยิ่งใหญ่” มันเป็นการอ้างอิงถึงว่า พระเจ้าซึ่งพวกเจ้าเชื่อในวันนี้ ดูเหมือนว่าจะเป็นแค่บุคคลคนหนึ่งที่ไม่มีความสามารถอันยิ่งใหญ่ บุคคลคนหนึ่งที่ไม่สูงส่งมาก ได้อย่างไร และเมื่อเราพูดว่า “ไม่เล็ก” นี่หมายถึงว่า แม้ว่าบุคคลคนนี้ไม่สามารถเรียกลมและสั่งฝนได้ กระนั้นพระองค์ยังทรงสามารถเรียกพระวิญญาณของพระเจ้าให้ปฏิบัติพระราชกิจซึ่งสั่นสะเทือนฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกได้ ทิ้งให้ผู้คนสับสนอย่างสิ้นเชิง จากภายนอก พวกเจ้าทั้งหมดดูเหมือนว่าจะเชื่อฟังอย่างสูงต่อพระคริสต์บนแผ่นดินโลกองค์นี้ กระนั้นในธาตุแท้แล้ว พวกเจ้าไม่มีความเชื่อในพระองค์ อีกทั้งเจ้าก็ไม่ได้รักพระองค์ กล่าวคือ หนึ่งเดียวที่พวกเจ้าเชื่ออย่างแท้จริงก็คือพระเจ้าซึ่งคลุมเครือจากความรู้สึกของพวกเจ้าเอง และหนึ่งเดียวที่พวกเจ้ารักอย่างแท้จริงก็คือพระเจ้าซึ่งพวกเจ้าโหยหาทั้งวันทั้งคืน กระนั้นก็ไม่เคยได้เห็นตัวตน ต่อพระคริสต์องค์นี้ ความเชื่อของพวกเจ้านั้นมีแต่จะเป็นเศษเล็กเศษน้อย และความรักของเจ้าไม่มีค่าอะไรเลย ความเชื่อหมายถึงการเชื่อและการไว้วางใจ ความรักหมายถึงการรักบูชาและความเลื่อมใสในหัวใจของคนเรา ไม่เคยแยกกัน กระนั้นความเชื่อและความรักของพวกเจ้าในพระคริสต์ของวันนี้ก็ห่างไกลจากสิ่งนี้มาก เมื่อพูดถึงความเชื่อ พวกเจ้ามีความเชื่อในพระองค์อย่างไร? เมื่อพูดถึงความรัก พวกเจ้ารักพระองค์แบบไหน? พวกเจ้าไม่มีความเข้าใจในพระอุปนิสัยของพระองค์จริงๆ เจ้ายิ่งรู้จักเนื้อแท้ของพระองค์น้อยกว่านั้นอีก ดังนั้นแล้วพวกเจ้ามีความเชื่อในพระองค์อย่างไร? ความเป็นจริงของความเชื่อของพวกเจ้าในพระองค์อยู่ที่ไหน? พวกเจ้ารักพระองค์อย่างไร? ความเป็นจริงของความรักของพวกเจ้าสำหรับพระองค์อยู่ที่ไหน?

ผู้คนจำนวนมากได้ติดตามเราโดยปราศจากความลังเลมาจนถึงวันนี้ ดังนั้น พวกเจ้าก็ได้ทนทุกข์จากความเหนื่อยล้าอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเช่นกัน เราได้จับใจความลักษณะนิสัยโดยกำเนิดและนิสัยของเจ้าแต่ละคนอย่างแจ่มแจ้ง การมีปฏิสัมพันธ์กับเจ้าทุกๆ คนนั้นยากลำบากอย่างมากมายมหาศาล น่าเสียดายที่ แม้ว่าเราจะได้จับใจความมากมายเกี่ยวกับพวกเจ้า แต่พวกเจ้าไม่เข้าใจอะไรเกี่ยวกับเราเลย ไม่แปลกใจเลยที่ผู้คนพูดว่าพวกเจ้าหลงเชื่อว่าเล่ห์เพทุบายของใครบางคนเป็นเรื่องจริงในระหว่างชั่วขณะของความสับสัน ที่จริงแล้ว พวกเจ้าไม่เข้าใจอะไรเลยเกี่ยวกับอุปนิสัยของเรา นับประสาอะไรกับการที่ว่าเจ้าจะสามารถหยั่งรู้ได้ว่าอะไรอยู่ในจิตใจเรา วันนี้ ความเข้าใจผิดต่างๆ ของพวกเจ้าเกี่ยวกับเรานั้นกำลังเพิ่มทวีขึ้น และความเชื่อของพวกเจ้าในเรายังคงเป็นความเชื่อที่สับสนอยู่ แทนที่จะพูดว่าพวกเจ้ามีความเชื่อในเรา คงจะเหมาะกว่าหากจะพูดว่าพวกเจ้าทั้งหมดกำลังพยายามที่จะประจบประแจงเราและสอพลอเรา แรงจูงใจต่างๆ ของพวกเจ้านั้นธรรมดามาก: ข้าพระองค์จะติดตามใครก็ตามที่สามารถให้บำเหน็จรางวัลกับข้าพระองค์ได้ และข้าพระองค์จะเชื่อใครก็ตามที่ยอมให้ข้าพระองค์หลีกหนีความวิบัติอันใหญ่หลวงต่างๆ ได้ ไม่ว่าเขาจะเป็นพระเจ้าหรือพระเจ้าองค์หนึ่งองค์ใดก็ตาม ไม่มีสิ่งใดเลยในเรื่องนี้ที่ทำให้เราเป็นห่วง มีผู้คนเช่นนั้นจำนวนมากท่ามกลางพวกเจ้า และสภาวะนี้รุนแรงมาก หากวันหนึ่ง มีการทดสอบว่ามีผู้คนกี่คนท่ามกลางพวกเจ้าที่มีความเชื่อในพระคริสต์เพราะความรู้ความเข้าใจเชิงลึกในเนื้อแท้ของพระองค์ เช่นนั้นแล้วเราเกรงว่า ไม่มีใครแม้แต่คนเดียวในพวกเจ้าจะเป็นที่น่าพึงพอใจสำหรับเรา ดังนั้นมันคงจะไม่เสียหายหากเจ้าแต่ละคนจะพิจารณาคำถามนี้: พระเจ้าที่พวกเจ้าเชื่อนั้นแตกต่างจากเราเป็นอันมาก และเมื่อเป็นดังนี้แล้ว อะไรเล่าคือแก่นสารของความเชื่อของพวกเจ้าในพระเจ้า? ยิ่งพวกเจ้าเชื่อในผู้ที่เรียกกันว่าพระเจ้าของพวกเจ้ามากขึ้นเท่าใด พวกเจ้าก็จะยิ่งไถลห่างจากเรามากขึ้นเท่านั้น เช่นนั้นแล้ว อะไรเล่าคือแก่นสารของประเด็นปัญหานี้? เป็นที่แน่นอนว่าไม่มีพวกเจ้าคนใดได้เคยพิจารณาคำถามเช่นนั้นมาก่อน แต่ความร้ายแรงของมันได้ปรากฏต่อพวกเจ้าหรือไม่? พวกเจ้าได้คิดถึงผลสืบเนื่องของการเชื่อเยี่ยงนี้ต่อไปหรือไม่?

ตัดตอนมาจาก “วิธีรู้จักพระเจ้าบนแผ่นดินโลก” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 320

เรามีความพอใจในบรรดาผู้ที่ไม่ระแวงผู้อื่น และเราชอบบรรดาผู้ที่ยอมรับความจริงอย่างไม่ลังเล เราแสดงความใส่ใจอย่างมากต่อผู้คนสองประเภทนี้ ด้วยเหตุที่ในสายตาของเราพวกเขาเป็นคนซื่อสัตย์ หากเจ้าเป็นคนหลอกลวง เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็ย่อมจะระมัดระวังและมีความระแวงต่อผู้คนและเรื่องต่างๆ ทั้งหมดทั้งมวล และด้วยเหตุนี้ความเชื่อของเจ้าในเราจะถูกสร้างขึ้นบนรากฐานแห่งความระแวง เราไม่มีวันสามารถรับรู้ความเชื่อเช่นนั้นได้ เมื่อขาดความเชื่อที่แท้จริง เจ้าก็ยิ่งไร้ซึ่งความรักที่แท้จริงขึ้นไปอีก และหากเจ้ามีแนวโน้มที่จะสงสัยในพระเจ้าและคาดเดาพระองค์ตามอำเภอใจ เช่นนั้นก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่า เจ้าย่อมเป็นผู้ที่หลอกลวงที่สุดในบรรดาผู้คนทั้งมวล เจ้าคาดเดาว่าพระเจ้าทรงสามารถเป็นเช่นมนุษย์ได้หรือไม่: มีบาปซึ่งไม่สามารถอภัยให้ได้ มีลักษณะนิสัยที่ใจแคบ ไร้ซึ่งความเที่ยงธรรมและเหตุผล ขาดสำนึกรับรู้แห่งความยุติธรรม หมกมุ่นในยุทธวิธีที่ชั่วร้าย ทรยศและเจ้าเล่ห์ พอใจในความชั่วและความมืด เป็นต้น เหตุผลที่ผู้คนมีความคิดเช่นนั้นไม่ใช่เป็นเพราะพวกเขาไร้ซึ่งความรู้ในพระเจ้าแม้แต่เพียงเล็กน้อยหรอกหรือ? ความเชื่อเช่นนั้นไม่ต่างอะไรไปจากบาป! มีกระทั่งบางคนที่เชื่อว่าบรรดาผู้ที่ทำให้เราพอใจก็คือบรรดาผู้ที่ยกยอปอปั้นและเลียแข้งเลียขานั่นเอง และเชื่อว่าบรรดาผู้ที่ขาดทักษะต่างๆ เช่นนั้นจะไม่ได้รับการต้อนรับในพระนิเวศของพระเจ้า และจะสูญเสียที่ของพวกเขาที่นั่น นี่คือความรู้เพียงอย่างเดียวที่พวกเจ้าได้รับเอาไว้ตลอดหลายปีที่ผ่านมาหรือ? นี่คือสิ่งที่พวกเจ้าได้รับไว้หรือ? และความรู้ของพวกเจ้าเกี่ยวกับเราไม่ได้หยุดที่ความเข้าใจผิดต่างๆ เหล่านี้ ยิ่งแย่ไปกว่านั้นคือการที่พวกเจ้าหมิ่นประมาทพระวิญญาณของพระเจ้าและกล่าวร้ายสวรรค์ นี่คือเหตุผลที่เราพูดว่า ความเชื่อเช่นเดียวกับของพวกเจ้านั้นมีแต่จะทำให้พวกเจ้าไถลห่างจากเรามากขึ้นและอยู่ในสภาวะของการต่อต้านเรามากขึ้นเท่านั้น ตลอดหลายปีของการทำงาน พวกเจ้าได้เห็นความจริงมากมาย แต่พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าหูของเราได้ยินอะไร? มีกี่คนท่ามกลางพวกเจ้าที่เต็มใจที่จะยอมรับความจริง? พวกเจ้าทั้งหมดเชื่อว่าเจ้าเต็มใจที่จะจ่ายตามราคาให้กับความจริง แต่มีกี่คนในพวกเจ้าที่ได้ทนทุกข์อย่างแท้จริงเพื่อความจริง? ไม่มีอะไรเลยนอกจากความไม่ชอบธรรมในหัวใจของพวกเจ้า ซึ่งทำให้พวกเจ้าคิดว่าทุกคน ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นใครก็ตาม เป็นคนที่หลอกลวงและคดโกงเท่ากัน—ถึงขั้นที่เจ้าเชื่อกระทั่งว่าพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์อาจทรงดำรงอยู่โดยปราศจากหัวใจที่มีเมตตาหรือความรักที่มีความกรุณามากมาย เฉกเช่นบุคคลปกติ ยิ่งไปกว่านั้น พวกเจ้าเชื่อว่าลักษณะนิสัยซึ่งแสดงถึงความมีคุณธรรมสูงและธรรมชาติซึ่งแสดงถึงความเมตตาและความกรุณามากมาย ดำรงอยู่แค่ภายในพระเจ้าบนสวรรค์เท่านั้น พวกเจ้าเชื่อว่าวิสุทธิชนเช่นนี้ไม่ดำรงอยู่จริง เชื่อว่าความมืดและความชั่วปกครองแผ่นดินโลก ในขณะที่พระเจ้าทรงเป็นบางอย่างซึ่งผู้คนให้ความไว้วางใจการถวิลหาสิ่งที่ดีและสิ่งที่สวยงามของพวกเขา เป็นบุคคลในตำนานคนหนึ่งซึ่งพวกเขาสรรค์สร้างขึ้น ในจิตใจของพวกเจ้า พระเจ้าบนสวรรค์นั้นทรงซื่อตรง ชอบธรรม และยิ่งใหญ่มาก ทรงคู่ควรกับการนมัสการและความเลื่อมใส ในขณะเดียวกัน พระเจ้าบนแผ่นดินโลกองค์นี้ทรงเป็นแต่เพียงตัวแทน และเป็นเครื่องมือของพระเจ้าบนสวรรค์ เจ้าเชื่อว่าพระเจ้าองค์นี้ไม่ทรงสามารถเทียบเท่ากับพระเจ้าบนสวรรค์ได้ นับประสาอะไรกับการถูกเอ่ยถึงในขณะเดียวกันกับพระองค์ เมื่อพูดถึงความยิ่งใหญ่และพระเกียรติของพระเจ้า สิ่งเหล่านี้เป็นของพระสิริของพระเจ้าบนสวรรค์ แต่เมื่อพูดถึงธรรมชาติและความเสื่อมทรามของมนุษย์ สิ่งเหล่านี้คือคุณลักษณะซึ่งพระเจ้าบนแผ่นดินโลกทรงเป็นส่วนหนึ่ง พระเจ้าบนสวรรค์ทรงสูงส่งชั่วนิรันดร์ ในขณะที่พระเจ้าบนแผ่นดินโลกทรงไม่สำคัญ อ่อนแอ และไร้ความสามารถตลอดกาล พระเจ้าบนสวรรค์ไม่ทรงหมกมุ่นในอารมณ์ เพียงแค่ความชอบธรรมเท่านั้น ในขณะที่พระเจ้าบนแผ่นดินโลกทรงมีแรงจูงใจอันเห็นแก่ตัวและทรงปราศจากความเที่ยงธรรมหรือเหตุผลใดๆ พระเจ้าบนสวรรค์ไม่ทรงมีความคดโกงแม้แต่น้อยและทรงสัตย์ซื่อตลอดกาล ในขณะที่พระเจ้าบนแผ่นดินโลกทรงมีด้านที่ไม่ซื่อสัตย์เสมอ พระเจ้าบนสวรรค์ทรงรักมนุษย์อย่างสุดซึ้ง ในขณะที่พระเจ้าบนแผ่นดินโลกทรงแสดงให้มนุษย์เห็นถึงการใส่ใจที่ไม่เพียงพอ กระทั่งละเลยเขาอย่างสิ้นเชิง ความรู้ที่ผิดนี้ได้ถูกเก็บไว้ภายในหัวใจของพวกเจ้ามานานและยังอาจถูกทำให้อยู่อย่างถาวรในอนาคตเช่นกัน พวกเจ้าคำนึงถึงกิจการทั้งหมดของพระคริสต์จากจุดยืนของผู้ไม่ชอบธรรมและประเมินพระราชกิจของพระองค์ทั้งหมด รวมทั้งพระอัตลักษณ์และเนื้อแท้ของพระองค์ จากมุมมองของคนชั่ว พวกเจ้าได้ทำความผิดมหันต์และได้ทำสิ่งซึ่งไม่เคยถูกทำมาก่อนโดยบรรดาผู้ที่มาก่อนหน้าเจ้า กล่าวคือ พวกเจ้ารับใช้เพียงพระเจ้าผู้สูงส่งบนสวรรค์ผู้ซึ่งมีมงกุฎบนพระเศียรของพระองค์ และไม่เคยเอาใจใส่พระเจ้าผู้ซึ่งเจ้าคำนึงถึงว่าไม่สำคัญมากจนกระทั่งพวกเจ้ามองไม่เห็นพระองค์ นี่ไม่ใช่บาปของพวกเจ้าหรอกหรือ? นี่ไม่ใช่ตัวอย่างชั้นเยี่ยมของการกระทำผิดของพวกเจ้าต่อพระอุปนิสัยของพระเจ้าหรอกหรือ? พวกเจ้านมัสการพระเจ้าบนสวรรค์ พวกเจ้ารักบูชาฉายาอันสูงส่งและเคารพยกย่องบรรดาผู้ที่โดดเด่นเพราะการมีคารมคมคายของพวกเขา เจ้ายินดีถูกบัญชาโดยพระเจ้าผู้ซึ่งเติมเต็มความมั่งคั่งร่ำรวยในมือเจ้า และกระหายในพระเจ้าผู้ซึ่งสามารถเติมเต็มความอยากทุกอย่างของเจ้า องค์หนึ่งเดียวเท่านั้นที่เจ้าไม่นมัสการคือพระเจ้าองค์นี้ผู้ซึ่งไม่ทรงสูงส่ง สิ่งเดียวที่เจ้าเกลียดคือการสมาคมกับพระเจ้าองค์นี้ผู้ซึ่งไม่มีมนุษย์คนใดสามารถคำนึงถึงอย่างสูงส่ง สิ่งเดียวที่เจ้าไม่เต็มใจทำคือการรับใช้พระเจ้าองค์นี้ผู้ซึ่งไม่เคยทรงให้เจ้าแม้สักสตางค์แดงเดียว และองค์หนึ่งเดียวผู้ซึ่งไม่ทรงสามารถทำให้เจ้าโหยหาในพระองค์ได้ก็คือพระเจ้าซึ่งไม่น่ารักองค์นี้ พระเจ้าประเภทนี้ทรงไร้ความสามารถที่จะทำให้เจ้าเปิดโลกทัศน์ของเจ้าให้กว้างขึ้นได้ เพื่อที่จะได้รู้สึกราวกับว่าเจ้าได้พบขุมทรัพย์แล้ว นับประสาอะไรกับการทำสิ่งที่เจ้าปรารถนาให้ลุล่วง เช่นนั้นแล้ว ทำไมเจ้าจึงติดตามพระองค์? เจ้าได้คิดถึงคำถามต่างๆ เยี่ยงนี้หรือไม่? สิ่งที่เจ้าทำ ไม่ได้เพียงทำให้พระคริสต์องค์นี้ทรงขุ่นเคืองเท่านั้น ที่สำคัญกว่านั้นคือ มันทำให้พระเจ้าบนสวรรค์ทรงขุ่นเคือง เราคิดว่านี่ไม่ใช่จุดประสงค์ของความเชื่อของพวกเจ้าในพระเจ้า!

ตัดตอนมาจาก “วิธีรู้จักพระเจ้าบนแผ่นดินโลก” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 321

พวกเจ้าถวิลหาพระเจ้าให้ทรงปีติยินดีในตัวเจ้า กระนั้นพวกเจ้ายังห่างไกลพระองค์ ปัญหาที่นี่คืออะไร? พวกเจ้ายอมรับเพียงพระวจนะของพระองค์ แต่ไม่ยอมรับการจัดการของพระองค์หรือการตัดแต่งของพระองค์ นับประสาอะไรกับการที่เจ้าสามารถยอมรับการจัดการเตรียมการทุกอย่างของพระองค์ เพื่อมีความเชื่อที่ครบถ้วนบริบูรณ์ในพระองค์ ถ้าเช่นนั้นแล้ว ปัญหาที่นี่คืออะไร? ในการวิเคราะห์ขั้นสุดท้าย ความเชื่อของพวกเจ้าคือเปลือกไข่ว่างเปล่าชิ้นหนึ่ง เปลือกไข่ซึ่งไม่มีวันสามารถผลิตลูกไก่หนึ่งตัวได้ ด้วยเหตุที่ความเชื่อของพวกเจ้าไม่ได้นำความจริงมาสู่พวกเจ้าหรือให้ชีวิตแก่เจ้า แต่แทนที่จะเป็นเช่นนั้นกลับได้ให้พวกเจ้าได้มีสำนึกรับรู้อันลวงตาในความค้ำจุนและความหวัง สำนึกรับรู้แห่งความค้ำจุนและความหวังนี้เองที่เป็นจุดมุ่งหมายของพวกเจ้าในการเชื่อพระเจ้า ไม่ใช่ความจริงและชีวิต ด้วยเหตุนี้เราจึงพูดว่า แนวทางปฏิบัติของความเชื่อของพวกเจ้าในพระเจ้าไม่ได้เป็นอะไรนอกไปจากการพยายามที่จะประจบประแจงพระเจ้า ผ่านทางการยอมรับใช้และความไร้ยางอาย และไม่มีทางสามารถถูกถือได้ว่าเป็นความเชื่อที่แท้จริง ลูกไก่ตัวหนึ่งจะสามารถเกิดมาจากความเชื่อเช่นนี้ได้อย่างไร? กล่าวอีกนัยหนึ่ง ความเชื่อเช่นนี้สามารถทำสิ่งใดให้สำเร็จลุล่วงได้หรือ? จุดประสงค์ของความเชื่อของพวกเจ้าในพระเจ้าคือการใช้พระองค์เพื่อสัมฤทธิ์จุดมุ่งหมายของพวกเจ้าเอง นี่ไม่ใช่ข้อเท็จจริงเพิ่มเติมของการทำให้ขุ่นเคืองของพวกเจ้าต่อพระอุปนิสัยของพระเจ้าหรือ? พวกเจ้าเชื่อในการดำรงอยู่ของพระเจ้าบนสวรรค์และปฏิเสธการดำรงอยู่ของพระเจ้าบนแผ่นดินโลก กระนั้นเราไม่ระลึกรู้ถึงทรรศนะต่างๆ ของพวกเจ้า เราชมเชยเพียงบรรดาผู้คนที่อยู่กับความเป็นจริงและรับใช้พระเจ้าบนแผ่นดินโลกเท่านั้น แต่ไม่เคยชมเชยบรรดาผู้ที่ไม่เคยยอมรับรู้ถึงพระคริสต์ผู้ซึ่งทรงดำรงอยู่บนแผ่นดินโลก ไม่สำคัญว่าผู้คนเช่นนั้นจงรักภักดีต่อพระเจ้าบนสวรรค์เพียงใด ในท้ายที่สุดพวกเขาจะหลีกหนีไม่พ้นมือของเราที่ลงโทษคนชั่ว ผู้คนเหล่านี้เป็นคนชั่ว พวกเขาเป็นเหล่ามารร้ายผู้ซึ่งต่อต้านพระเจ้าและไม่เคยยินดีที่จะเชื่อฟังพระคริสต์ แน่นอนว่า จำนวนของพวกเขานั้นรวมถึงบรรดาผู้ที่ไม่รู้จักและยิ่งไปกว่านั้น ไม่ยอมรับรู้ถึงพระคริสต์ เจ้าเชื่อว่าเจ้าสามารถปฏิบัติตัวต่อพระคริสต์อย่างที่เจ้าพอใจตราบเท่าที่เจ้าจงรักภักดีต่อพระเจ้าบนสวรรค์ได้หรือ? ผิด! ความไม่รู้เท่าทันของเจ้าในพระคริสต์คือความไม่รู้เท่าทันในพระเจ้าบนสวรรค์ ไม่สำคัญว่าเจ้าจงรักภักดีต่อพระเจ้าบนสวรรค์เพียงใด มันเป็นเพียงการพูดลอยๆ และการเสแสร้งเท่านั้น ด้วยเหตุที่พระเจ้าบนแผ่นดินโลกไม่เพียงทรงเป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ในการได้รับความจริงและความรู้อันลึกซึ้งมากขึ้นเท่านั้น แต่มากไปกว่านั้นก็คือ ทรงเป็นประโยชน์ในการกล่าวโทษมนุษย์และภายหลังต่อมาในการยึดถือข้อเท็จจริงต่างๆ เพื่อลงโทษคนชั่ว เจ้าได้เข้าใจผลลัพธ์อันเป็นประโยชน์และอันเป็นโทษในที่นี้หรือยัง? เจ้าได้รับประสบการณ์กับผลลัพธ์เหล่านั้นหรือยัง? เราปรารถนาให้พวกเจ้าได้เข้าใจความจริงนี้ในวันหนึ่งในไม่ช้า: เพื่อที่จะรู้จักพระเจ้า เจ้าจะต้องรู้จักไม่เพียงพระเจ้าบนสวรรค์เท่านั้น แต่ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ พระเจ้าบนแผ่นดินโลก จงอย่าสับสนไปกับเรื่องสำคัญเร่งด่วนต่างๆ ของเจ้าหรือยอมให้เรื่องรองมาแทนที่เรื่องหลัก ด้วยวิธีนี้เท่านั้นเจ้าจึงสามารถสร้างความสัมพันธ์อันดีกับพระเจ้าได้อย่างแท้จริง กลายเป็นใกล้ชิดพระเจ้ามากขึ้น และนำหัวใจของเจ้าเข้าใกล้พระองค์มากขึ้น หากเจ้าได้อยู่ในความเชื่อมาเป็นเวลาหลายปีและได้สมาคมกับเรามานานแล้ว แต่ก็ยังคงอยู่ห่างจากเรา เช่นนั้นแล้วเราย่อมพูดว่า มันจะต้องเป็นว่าเจ้ากระทำให้ขุ่นเคืองต่อพระอุปนิสัยของพระเจ้าบ่อยๆ และปลายทางของเจ้าจะพิจารณาได้ยากมาก หากเวลาหลายปีในการสมาคมกับเราไม่ได้เพียงล้มเหลวในการเปลี่ยนเจ้าให้เป็นบุคคลคนหนึ่งซึ่งมีสภาวะความเป็นมนุษย์และความจริงเท่านั้น แต่ยิ่งไปกว่านั้นคือ ได้ฝังหนทางอันชั่วร้ายของเจ้าแน่นอยู่ในธรรมชาติของเจ้า และเจ้าไม่เพียงมีความโอหังเป็นสองเท่าของก่อนหน้านี้เท่านั้น แต่ความเข้าใจผิดต่างๆ ของเจ้าเกี่ยวกับเรายังได้ทวีคูณด้วยเช่นกัน ถึงขั้นที่ว่าเจ้ามาคำนึงถึงเราว่าเป็นผู้ช่วยตัวน้อยของเจ้า เช่นนั้นแล้วเราก็ย่อมพูดว่าความทุกข์ร้อนของเจ้าไม่ได้อยู่เพียงแค่ผิว อีกต่อไปแล้ว แต่กลับได้เจาะเข้าไปถึงกระดูกที่แท้จริงของเจ้าแล้ว ทั้งหมดที่เหลืออยู่ก็เพื่อให้เจ้าได้รอที่จะจัดการเตรียมงานศพของเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ไม่จำเป็นที่จะต้องอ้อนวอนเราให้เป็นพระเจ้าของเจ้า ด้วยเหตุที่เจ้าได้กระทำบาปอย่างหนึ่งซึ่งสมควรแก่ความตาย บาปอันไม่สามารถยกโทษให้ได้ ต่อให้เราอาจปรานีต่อเจ้า พระเจ้าบนสวรรค์จะทรงยืนกรานที่จะเอาชีวิตเจ้า ด้วยเหตุที่การกระทำให้ขุ่นเคืองของพวกเจ้าต่อพระอุปนิสัยของพระเจ้านั้นไม่ใช่ปัญหาธรรมดา แต่เป็นปัญหาซึ่งมีลักษณะร้ายแรงมาก เมื่อเวลานั้นมาถึง จงอย่าตำหนิเราที่ไม่ได้บอกเจ้าก่อนล่วงหน้า ทุกอย่างจะกลับมาสู่จุดนี้: เมื่อเจ้าสมาคมกับพระคริสต์—พระเจ้าบนแผ่นดินโลก—ในฐานะสามัญชนคนหนึ่ง กล่าวคือ เมื่อเจ้าเชื่อว่าพระเจ้าองค์นี้ไม่ใช่อะไรนอกจากบุคคลคนหนึ่ง เมื่อนั้นก็เป็นเวลาที่เจ้าจะพินาศ นี่คือการตักเตือนเพียงครั้งเดียวของเราต่อเจ้าทุกคน

ตัดตอนมาจาก “วิธีรู้จักพระเจ้าบนแผ่นดินโลก” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 322

ในมนุษย์มีเพียงถ้อยคำที่ไม่แน่นอนเกี่ยวกับความเชื่อ กระนั้นมนุษย์ก็ยังไม่รู้ว่าความเชื่อประกอบขึ้นด้วยอะไร นับประสาอะไรที่จะรู้ว่าเหตุใดเขาจึงมีความเชื่อ มนุษย์เข้าใจน้อยเกินไป และมนุษย์เองขาดพร่องมากเกินไป ความเชื่อในเราของเขาเป็นแต่เพียงเรื่องไร้เหตุผลและไม่รู้เท่าทัน ถึงแม้เขาจะไม่รู้ว่าความเชื่อคืออะไร อีกทั้งไม่รู้ว่าเหตุใดเขาจึงมีความเชื่อในเรา แต่เขายังคงเชื่อในเราอย่างหมกมุ่น สิ่งที่เราขอจากมนุษย์ไม่ใช่เพียงให้เขาเรียกหาเราอย่างหมกมุ่นในหนทางนี้ หรือให้เชื่อในเราแบบจับจด เพราะงานที่เราทำคือทำเพื่อให้มนุษย์อาจจะมองเห็นเราได้ และรู้จักเรา ไม่ใช่เพื่อให้มนุษย์ประทับใจและมองมาที่เราในความสว่างแบบใหม่ ครั้งหนึ่ง เราได้สำแดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์ทั้งหลายและได้ทำการอัศจรรย์ทั้งหลายมากมาย และชาวพวกอิสราเอลในสมัยนั้นได้แสดงความเลื่อมใสอย่างมากต่อเราและเคารพความสามารถพิเศษของเราในการรักษาคนป่วยและไล่ปีศาจอย่างยิ่ง ในสมัยนั้น พวกยิวคิดว่าฤทธานุภาพแห่งการรักษาของเราเป็นความเก่งกาจ พิเศษเหนือธรรมดา—และเนื่องจากกิจการมากมายของเรา พวกเขาเคารพเราทุกคน และรู้สึกเลื่อมใสอย่างยิ่งต่อฤทธานุภาพทั้งปวงของเรา ด้วยเหตุนี้ ทุกคนที่ได้เห็นเราทำการอัศจรรย์ได้ติดตามเราอย่างใกล้ชิด จนถึงขนาดที่มีคนหลายพันรายล้อมเราเพื่อดูเรารักษาคนป่วย เราได้สำแดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์มากมายหลายประการ ทว่าผู้คนเพียงมองว่าเราเป็นแพทย์ที่เก่งกาจเท่านั้น ดังนั้น เราจึงได้พูดถ้อยคำแห่งการสอนมากมายแก่ผู้คนในสมัยนั้นด้วยเช่นกัน ทว่าพวกเขาก็เพียงถือว่าเราเป็นครูที่เหนือกว่าศิษย์ของเขาเท่านั้น แม้แต่ปัจจุบัน หลังจากที่พวกมนุษย์ได้เห็นบันทึกทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับงานของเรา พวกเขาก็ยังคงแปลความหมายให้เป็นว่าเราคือแพทย์ผู้ยิ่งใหญ่ที่รักษาคนป่วย และเป็นครูของคนที่ไม่รู้เท่าทัน และพวกเขาได้นิยามเราว่าเป็นองค์พระเยซูคริสต์เจ้าผู้ทรงเมตตา บรรดาผู้ที่แปลความหมายคัมภีร์อาจมีทักษะเหนือกว่าทักษะของเราในการรักษา หรือแม้แต่อาจจะเป็นศิษย์ที่ตอนนี้เก่งเกินกว่าครูของพวกเขา ทว่าพวกมนุษย์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังเช่นนั้น ซึ่งมีผู้รู้จักชื่อของเขาไปทั่วโลก ก็พิจารณาเราอย่างต่ำต้อยว่าเป็นแค่แพทย์คนหนึ่งเท่านั้น กิจการของเรามีมากกว่าจำนวนของเม็ดทรายบนชายหาด และปัญญาของเราเหนือกว่าบุตรชายทั้งหมดของซาโลมอน กระนั้นผู้คนก็เพียงคิดว่าเราเป็นแพทย์ที่ไม่มีความสำคัญและเป็นครูที่ไม่มีชื่อเสียงคนหนึ่งของมนุษย์เท่านั้น ผู้คนมากมายยิ่งนักเชื่อในเราเพียงเพื่อที่เราอาจจะได้รักษาพวกเขาเท่านั้น ผู้คนมากมายยิ่งนักเชื่อในเราเพียงเพื่อที่เราอาจจะได้ใช้ฤทธานุภาพของเราขับวิญญาณสกปรกออกจากร่างของพวกเขาเท่านั้น และผู้คนมากมายยิ่งนักเชื่อในเราเพียงแค่ว่าพวกเขาอาจจะได้รับสันติสุขและความชื่นบานยินดีจากเรา ผู้คนมากมายยิ่งนักเชื่อในเราเพียงเพื่อเรียกร้องทรัพย์สมบัติทางวัตถุจากเราให้มากยิ่งขึ้นเท่านั้น ผู้คนมากมายยิ่งนักเชื่อในเราเพียงเพื่อที่จะได้ใช้ชีวิตนี้อย่างสันติสุขและเพื่อที่จะอยู่อย่างปลอดภัยคลายกังวลในโลกที่จะมาถึง ผู้คนมากมายยิ่งนักเชื่อในเราเพื่อหลีกเลี่ยงความทุกข์จากนรกและเพื่อได้รับพรจากสวรรค์ ผู้คนมากมายยิ่งนักเชื่อในเราเพียงเพื่อสิ่งชูใจชั่วคราวเท่านั้น แต่ไม่ได้พยายามเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งใดในโลกที่จะมาถึง เมื่อเราได้ปล่อยความพิโรธต่อมนุษย์ของเราออกมาและได้ยึดเอาความชื่นบานยินดีและสันติสุขที่พวกเขาเคยมีไป มนุษย์ก็กลับคลางแคลงใจ เมื่อเราได้ให้ความทุกข์จากนรกแก่มนุษย์และได้เอาพรจากสวรรค์กลับคืน ความละอายของมนุษย์ก็เปลี่ยนเป็นความโกรธ เมื่อมนุษย์ได้ขอให้เรารักษาเขา แต่เราไม่ได้ให้ความสนใจและรู้สึกชิงชังต่อเขา มนุษย์ได้ออกห่างจากเราเพื่อแสวงหาวิธีการของยาและวิทยาคมอันชั่วร้ายแทน เมื่อเราได้เอาทุกอย่างที่มนุษย์เรียกร้องจากเรากลับไป ทุกคนก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย ด้วยเหตุนี้ เราจึงบอกว่ามนุษย์มีความเชื่อในเราเพราะเราให้พระคุณมากเกินไป และมีมากเกินไปที่จะได้รับ พวกยิวได้เชื่อในเราเนื่องจากพระคุณของเราและได้ติดตามเราไม่ว่าเราจะไปที่ใด คนที่ไม่รู้เท่าทันที่มีความรู้และประสบการณ์จำกัดเหล่านี้พยายามเพียงแค่จะได้เห็นหมายสำคัญและการอัศจรรย์ที่เราสำแดงออกมาเท่านั้น พวกเขาถือว่าเราเป็นหัวหน้าวงศ์ของพวกยิวผู้ที่สามารถทำการอัศจรรย์อันยิ่งใหญ่ที่สุดได้ และดังนั้น เมื่อเราได้ขับไล่ปีศาจออกจากพวกมนุษย์ นั่นทำให้เกิดการสนทนากันมากในหมู่พวกเขา นั่นคือ พวกเขาได้พูดกันว่าเราคือเอลียาห์ ว่าเราคือโมเสส ว่าเราคือผู้เผยพระวจนะคนเก่าแก่ที่สุดในบรรดาผู้เผยพระวจนะทั้งปวง ว่าเราคือแพทย์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในบรรดาแพทย์ทั้งปวง นอกเหนือจากที่ตัวเราเองพูดว่า เราคือชีวิต คือวิถี คือความจริงแล้วนั้น ไม่มีใครสามารถรู้จักการเป็นอยู่ของเราหรือตัวตนของเราได้เลย นอกเหนือจากที่ตัวเราเองพูดว่า ฟ้าสวรรค์คือสถานที่ซึ่งพระบิดาของเราทรงดำรงพระชนม์แล้วนั้น ไม่มีใครได้รู้เลยว่าเราคือบุตรของพระเจ้า และคือพระเจ้าพระองค์เองด้วย นอกเหนือจากที่ตัวเราเองพูดว่า เราจะนำการไถ่มาให้แก่มวลมนุษย์ทั้งปวงและไถ่มวลมนุษย์แล้วนั้น ไม่มีใครได้รู้เลยว่าเราคือพระผู้ไถ่ของมวลมนุษย์ และพวกมนุษย์ได้รู้จักเราว่าเป็นคนใจบุญและมีความเมตตาเท่านั้น และนอกเหนือจากที่ตัวเราเองสามารถอธิบายสิ่งทั้งปวงที่มีเกี่ยวกับเราแล้วนั้น ไม่มีใครรู้ได้จักเรา และไม่มีใครได้เชื่อว่าเราคือบุตรของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์ ด้วยเหตุนี้คือความเชื่อของผู้คนในตัวเรา และวิธีที่พวกเขาพยายามจะหลอกลวงเรา พวกเขาจะสามารถเป็นพยานต่อเราได้อย่างไรในเมื่อพวกเขามีทรรศนะเช่นนั้นกับเรา?

ตัดตอนมาจาก “เจ้ารู้อะไรบ้างเกี่ยวกับความเชื่อ?” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 323

ผู้คนเชื่อในพระเจ้ามานาน ถึงกระนั้นพวกเขาส่วนใหญ่ไม่มีความเข้าใจว่าคำว่า “พระเจ้า” หมายถึงอะไร และเพียงติดตามด้วยความว้าวุ่นสับสนเท่านั้น พวกเขาไม่รู้เลยว่าเหตุใดกันแน่ที่มนุษย์ควรเชื่อในพระเจ้า หรือว่าพระเจ้าทรงเป็นอะไร หากผู้คนรู้เพียงที่จะเชื่อในพระเจ้าและติดตามพระองค์เท่านั้น แต่ไม่รู้ในสิ่งที่พระเจ้าทรงเป็น และหากพวกเขาไม่รู้จักพระเจ้าด้วยแล้วไซร้ เช่นนี้จะไม่นับเป็นเรื่องชวนขันขนานใหญ่หรอกหรือ? แม้ว่าได้มาไกลถึงขนาดนี้แล้ว ผู้คนได้เคยเป็นพยานถึงข้อความล้ำลึกแห่งสวรรค์หลายอย่าง ทั้งยังเคยได้ยินเรื่องความรู้อันลุ่มลึกที่มนุษย์ไม่เคยเข้าใจมาแล้วก็มาก แต่พวกเขาก็รู้ไม่เท่าทันถึงความจริงพื้นฐานที่สุดหลายประการซึ่งมนุษย์ไม่เคยไตร่ตรองมาก่อน บางคนอาจกล่าวว่า “พวกเราเชื่อในพระเจ้ามาหลายปี เราจะไม่รู้ในสิ่งที่พระเจ้าทรงเป็นได้อย่างไร? คำถามนี้ไม่ดูเบาพวกเราไปหน่อยหรือ?” อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงนั้น แม้ผู้คนจะติดตามเราในวันนี้ พวกเขากลับไม่รู้อะไรเกี่ยวกับงานใดๆ ของเราในวันนี้เลย ทั้งยังล้มเหลวในการจับความเข้าใจแม้แต่คำถามที่ชัดเจนและง่ายที่สุด ยิ่งไม่ต้องพูดถึงคำถามต่างๆ ที่ซับซ้อนมากๆ อย่างบรรดาคำถามที่เกี่ยวกับพระเจ้าเลย จงรู้เถิดว่าบรรดาคำถามที่เจ้าไม่ใส่ใจ ที่เจ้าไม่เคยระบุถึงนั้นคือคำถามที่สำคัญที่สุดซึ่งเจ้าต้องเข้าใจ นั่นเพราะว่าเจ้ารู้จักแต่การติดตามหมู่คนเท่านั้น โดยไม่สนใจและไม่ใส่ใจว่าเจ้าควรจะเตรียมตนเองให้พร้อมในเรื่องใดบ้าง เจ้ารู้อย่างแท้จริงหรือว่าเหตุใดเจ้าจึงควรมีความเชื่อในพระเจ้า? เจ้ารู้จริงๆ หรือในสิ่งที่พระเจ้าทรงเป็น? เจ้ารู้อย่างแท้จริงหรือในสิ่งที่มนุษย์เป็น? ในฐานะบุคคลหนึ่งซึ่งมีความเชื่อในพระเจ้า หากเจ้าล้มเหลวที่จะเข้าใจในสิ่งต่างๆ เหล่านี้ เจ้าก็ไม่ได้หมดสิ้นศักดิ์ศรีของผู้เชื่อในพระเจ้าหรอกหรือ? งานของเราในวันนี้คือ การทำให้ผู้คนเข้าใจแก่นแท้ของพวกเขา เข้าใจสิ่งทั้งสิ้นที่เราทำ และรู้จักพระพักตร์ที่แท้จริงของพระเจ้า นี่เป็นปฏิบัติการปิดท้ายของแผนการบริหารจัดการของเรา ช่วงระยะสุดท้ายของงานของเรา นั่นคือเหตุผลว่าทำไมเราจึงบอกพวกเจ้าล่วงหน้าเรื่องความล้ำลึกทั้งสิ้นของชีวิต เพื่อที่พวกเจ้าจะสามารถยอมรับมันจากเราได้ เมื่อสิ่งนี้คืองานแห่งยุคสุดท้าย เราจึงต้องบอกพวกเจ้าถึงความจริงทั้งสิ้นของชีวิตที่พวกเจ้าไม่เคยเปิดใจรับมาก่อน แม้ว่าพวกเจ้าไม่มีความสามารถที่จะเข้าใจหรือทนรับสิ่งเหล่านี้ได้เนื่องจากการที่เพียงขาดตกบกพร่องเกินไปและมีความพร้อมในตัวน้อยเกินไป เราจะสรุปปิดตัวงานของเรา นั่นก็คือเราจะทำงานที่เราควรทำให้เสร็จสิ้นเสียก่อน และจะบอกพวกเจ้าถึงเรื่องทั้งหมดที่เราได้บัญชาให้พวกเจ้าทำ เพื่อไม่ให้พวกเจ้าหลงเจิ่นและพลัดตกลงไปในกลอุบายของมารอีกเมื่อความมืดมิดเคลื่อนตัวลงมา มีหลายหนทางที่พวกเจ้าไม่เข้าใจ หลายเรื่องที่พวกเจ้าไม่มีความรู้เอาเสียเลย พวกเจ้าช่างไม่รู้เท่าทันยิ่งนัก เรารู้อยู่เต็มเปี่ยมถึงวุฒิภาวะของพวกเจ้าและข้อบกพร่องต่างๆ ของพวกเจ้า เพราะฉะนั้น แม้มีหลายถ้อยคำที่พวกเจ้าไม่สามารถเข้าใจ เราก็ยังเต็มใจจะบอกพวกเจ้าถึงความจริงทั้งหมดเหล่านี้ที่พวกเจ้าไม่เคยเปิดใจรับมาก่อน นั่นเพราะเรากังวลอยู่ตลอดเวลาว่าด้วยวุฒิภาวะของพวกเจ้าในขณะนี้ พวกเจ้าจะสามารถยืนหยัดในคำพยานของเจ้าที่มีต่อเราได้หรือไม่ หาใช่ว่าเราคิดว่าพวกเจ้ามีค่าเพียงเล็กน้อยไม่ พวกเจ้าทั้งหมดคือสัตว์ร้ายที่ยังต้องก้าวผ่านการฝึกฝนอย่างเป็นทางการของเรา และเรามิอาจมองเห็นได้โดยสิ้นเชิงว่ามีเกียรติยศมากเพียงใดภายในพวกเจ้า แม้ว่าเราได้สละพลังงานไปอย่างมากในการทำงานกับพวกเจ้า ดูเหมือนว่าองค์ประกอบที่เป็นบวกในพวกเจ้านั้นจะไม่มีอยู่จริงในทางปฏิบัติ และองค์ประกอบที่เป็นลบก็มีเพียงนับนิ้วได้และเป็นได้แค่คำพยานที่ทำให้ซาตานละอายใจเท่านั้น อย่างอื่นแทบทุกอย่างในตัวพวกเจ้าคือพิษของซาตาน พวกเจ้ามองดูเราราวกับว่าพวกเจ้าอยู่เหนือความรอด เมื่อเรื่องราวต่าง ๆ ยืนยันเช่นนี้ เรามองดูการแสดงออกและอากัปกิริยานานาสารพันของพวกเจ้า แล้วในที่สุดเราก็รู้วุฒิภาวะที่แท้จริงของพวกเจ้า นี่คือเหตุผลว่าทำไมเราจึงวิตกกังวลในเรื่องพวกเจ้าอยู่เสมอ เมื่อถูกทิ้งให้ใช้ชีวิตตามลำพังแบบนี้ มนุษย์จะดีขึ้นกว่าวันนี้จริงๆ หรือแค่พอๆ กับที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้หนอ? วุฒิภาวะดุจทารกของพวกเจ้าไม่ทำให้พวกเจ้ากระวนกระวายเลยหรอกหรือ? พวกเจ้าจะสามารถเป็นเหมือนคนอิสราเอลที่เราเลือกสรร—คนที่จงรักภักดีต่อเรา และต่อเราเพียงผู้เดียวตลอดเวลาได้จริงๆ หรือไม่? สิ่งที่ถูกเปิดเผยในพวกเจ้านั้นหาใช่ความประพฤติผิดของเด็กๆ ที่ได้หลงเจิ่นไปจากพ่อแม่ไม่ แต่เป็นความเดียรัจฉานที่ระเบิดออกมาจากสัตว์ที่แส้ของนายมันเฆี่ยนไม่ถึง พวกเจ้าพึงรู้จักธรรมชาติของตนเอง อันเป็นจุดอ่อนที่พวกเจ้ามีร่วมกัน มันคือความเจ็บป่วยที่พวกเจ้าทุกคนรู้จักกันดี ดังนั้น การเตือนสติเดียวที่เราจะมอบแก่พวกเจ้าในวันนี้คือ จงยืนหยัดในคำพยานที่เจ้ามีต่อเราไม่ว่าจะอยู่ภายใต้รูปการณ์แวดล้อมใดๆ จงอย่าให้ความเจ็บป่วยเดิมกำเริบขึ้นมาอีก การเป็นคำพยานนั้นเป็นสิ่งสำคัญที่สุด—มันคือหัวใจแห่งงานของเรา พวกเจ้าควรยอมรับวจนะของเราเช่นเดียวกับที่มารีย์ยอมรับวิวรณ์ของพระยาห์เวห์ที่มาถึงเธอในความฝันโดยการเชื่อและตามด้วยการเชื่อฟัง เพียงเช่นนี้เท่านั้นจึงมีคุณสมบัติของการเป็นผู้รักษาพรมจรรย์ เนื่องจากพวกเจ้าเป็นผู้ที่ได้ยินวจนะของเรามากที่สุด จึงเป็นผู้ที่ได้รับพรจากเรามากที่สุด เราได้มอบสิ่งครองที่มีค่าทั้งหมดที่เรามีให้แก่พวกเจ้า เราได้มอบทุกสิ่งแก่พวกเจ้าไปแล้ว ถึงกระนั้นพวกเจ้าช่างมีสถานภาพที่แตกต่างอย่างมหาศาลเหลือเกินกับคนอิสราเอล พวกเจ้าช่างต่างกันคนละโลกเลยทีเดียว แต่เมื่อเปรียบเทียบกับพวกเขาแล้ว พวกเจ้าได้รับมากกว่าอย่างมากมาย ในขณะที่พวกเขาเฝ้ารอคอยการปรากฏของเราอย่างแทบขาดใจ พวกเจ้ากลับผ่านวันอันน่ายินดีไปกับเรา และแบ่งปันความไพบูลย์ของเรา ในเมื่อมีความแตกต่างกันมากเช่นนี้ เจ้ามีสิทธิ์อันใดหรือที่จะพร่ำบ่นปาวๆ และต่อล้อต่อเถียงกับเรา และเรียกร้องส่วนแบ่งในสิ่งที่เราครอง? พวกเจ้ายังได้รับไม่มากหรอกหรือ? เราให้พวกเจ้ามากมาย แต่สิ่งที่พวกเจ้าตอบแทนเรามีแต่ความโศกเศร้าร้าวใจและความวิตกกังวล ความคับแค้นใจและความไม่พอใจที่มิอาจข่มได้เท่านั้นเอง พวกเจ้าช่างน่ารังเกียจเดียดฉันท์เหลือเกิน—แต่ทว่าก็น่าสงสารอยู่เช่นกัน ดังนั้น เราจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากกล้ำกลืนความคับแค้นใจทั้งหมดของเราเอาไว้และเปล่งเสียงแสดงความโต้แย้งของเราต่อเจ้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า กว่าหลายพันปีของงาน เราไม่เคยท้วงติงตัดพ้อต่อมวลมนุษย์ เพราะเราได้ค้นพบว่า ตลอดพัฒนาการของมนุษยชาตินั้น มีเพียง “กลลวง” ท่ามกลางพวกเจ้าเท่านั้นที่กลายมาเป็นที่รู้จักมากที่สุด เสมือนมรดกล้ำค่าที่ตกทอดมาสู่พวกเจ้าโดยบรรพบุรุษผู้มีชื่อเสียงในบรรพกาล โอ เราเกลียดชังพวกลูกผสมสุกรและสุนัขที่คล้ายมนุษย์เต็มที พวกเจ้าช่างไร้มโนธรรมอะไรเช่นนี้หนอ! พวกเจ้าช่างมีบุคลิกลักษณะที่ต่ำช้าเกินไป! หัวใจของพวกเจ้าช่างแข็งกระด้างเกินไป! หากเราเอาวจนะเหล่านั้นและงานที่เราทำไปให้แก่คนอิสราเอล เราคงได้รับสง่าราศีไปเนิ่นนานแล้ว ทว่าท่ามกลางพวกเจ้า เรื่องนี้กลับมิอาจบรรลุถึงได้ ท่ามกลางพวกเจ้านั้น มีเพียงความเพิกเฉยอย่างโหดร้าย มีเพียงท่าทียักไหล่อย่างไม่นำพาของพวกเจ้าและข้ออ้างมากมายของพวกเจ้า พวกเจ้าช่างไร้ความรู้สึกเกินไปและไร้ค่าอย่างถึงที่สุด!

ตัดตอนมาจาก “อะไรคือความเข้าใจของเจ้าเกี่ยวกับพระเจ้า?” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 324

บัดนี้พวกเจ้าทุกคนควรเข้าใจความหมายที่แท้จริงของความเชื่อในพระเจ้า ความหมายของความเชื่อในพระเจ้าซึ่งเราได้เคยพูดไว้ก่อนหน้านี้เกี่ยวกับการเข้าสู่ในเชิงบวกของพวกเจ้า วันนี้แตกต่างออกไป: วันนี้เราต้องการวิเคราะห์เนื้อแท้ของความเชื่อในพระเจ้าของพวกเจ้า แน่นอนว่า นี่เป็นการชี้นำพวกเจ้าจากแง่มุมเชิงลบ หากเราไม่ได้ทำเช่นนั้น พวกเจ้าก็คงไม่มีทางรู้จักใบหน้าที่แท้จริงของพวกเจ้าเอง และคงจะอวดตัวในความเคร่งครัดศรัทธาและความสัตย์ซื่อของเจ้าไปตลอดกาล มันยุติธรรมที่จะพูดว่าหากเราไม่ได้เปิดโปงความน่าเกลียดในส่วนลึกของหัวใจของพวกเจ้าออกมา เช่นนั้นแล้วพวกเจ้าแต่ละคนก็คงจะวางมงกุฎไว้บนหัวของเจ้าและเก็บความรุ่งโรจน์ทั้งหมดไว้เพื่อตัวพวกเจ้าเอง ธรรมชาติอันโอหังและทะนงตนของพวกเจ้าขับดันพวกเจ้าให้ทรยศต่อมโนธรรมของเจ้าเอง ให้ต่อต้านและเป็นกบฏต่อพระคริสต์ และเปิดเผยความอัปลักษณ์ของพวกเจ้าออกมา ด้วยเหตุนั้น เจตนา มโนคติที่หลงผิด ความอยากอันฟุ้งเฟ้อและดวงตาที่เต็มไปด้วยความโลภของพวกเจ้าจึงถูกนำมาเผยให้ที่รู้ทั่วกัน และกระนั้นพวกเจ้าก็ยังคงพูดพร่ำต่อไปเกี่ยวกับความปรารถนาอันแรงกล้าของเจ้าที่มีมาตลอดชีวิตเพื่อพระราชกิจของพระคริสต์ และพร่ำพูดความจริงที่พระคริสต์ตรัสไว้นานมาแล้วซ้ำแล้วซ้ำเล่า นี่คือ “ความเชื่อ” ของพวกเจ้า—“ความเชื่อที่ปราศจากราคี” ของพวกเจ้า เราได้ยึดมนุษย์ไว้กับมาตรฐานที่เคร่งครัดมาโดยตลอด หากความจงรักภักดีของเจ้ามาพร้อมกับเจตนาและสภาพเงื่อนไขนานาสารพัน เช่นนั้นแล้วเราน่าจะอยู่โดยปราศจากสิ่งที่เรียกว่าความจงรักภักดีของเจ้าจะดีเสียกว่า เพราะเราชิงชังพวกที่หลอกลวงเราผ่านเจตนาทั้งหลายของพวกเขาและบีบคั้นเราด้วยสภาพเงื่อนไขนานาสารพัน เราหวังเพียงให้มนุษย์นั้นจงรักภักดีต่อเราอย่างบริบูรณ์ และทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อประโยชน์—และเพื่อพิสูจน์—คำๆเดียว นั่นก็คือความเชื่อ เราดูหมิ่นการใช้คำประจบสอพลอทั้งหลายของพวกเจ้าเพื่อพยายามทำให้เราชื่นบาน เพราะเรานั้นปฏิบัติต่อพวกเจ้าด้วยความจริงใจเสมอมา และดังนั้นจึงหวังให้พวกเจ้าปฏิบัติต่อเราด้วยความเชื่อที่แท้จริงเช่นเดียวกัน เมื่อพูดถึงความเชื่อคนจำนวนมากอาจคิดว่าพวกเขาติดตามพระเจ้าเพราะพวกเขามีความเชื่อ และหากไม่เช่นนั้นแล้ว คงจะไม่สู้ทนต่อความทุกข์เช่นนั้น ดังนั้นเราจึงถามคำถามนี้กับเจ้าว่า: หากเจ้าเชื่อในการดำรงอยู่ของพระเจ้า เหตุใดเจ้าจึงไม่เคารพพระองค์ หากเจ้าเชื่อในการดำรงอยู่ของพระเจ้า ทำไมจึงไม่มีความยำเกรงพระองค์แม้แต่น้อยในหัวใจของเจ้า เจ้ายอมรับว่าพระคริสต์คือพระเจ้าที่จุติมาบังเกิด เช่นนั้นแล้วทำไมเจ้าจึงถือว่าพระองค์น่าเหยียดหยาม เหตุใดเจ้าจึงปฏิบัติต่อพระองค์อย่างไม่เคารพ เหตุใดเจ้าจึงตัดสินพระองค์อย่างเปิดเผย เหตุใดเจ้าจึงคอยสอดแนมความเคลื่อนไหวของพระองค์เสมอ เหตุใดเจ้าจึงไม่ยอมนบนอบต่อการจัดการเตรียมการต่างๆ ของพระองค์ เหตุใดเจ้าจึงไม่ปฏิบัติอย่างสอดคล้องกับพระวจนะของพระองค์ เหตุใดเจ้าจึงพยายามที่จะบีบคั้นพระองค์และปล้นเครื่องบูชาของพระองค์ไปจากพระองค์ เหตุใดเจ้าจึงพูดแทนพระคริสต์ เหตุใดเจ้าจึงตัดสินว่าพระราชกิจของพระองค์และพระวจนะของพระองค์นั้นถูกต้องหรือไม่ เหตุใดเจ้าจึงกล้าหมิ่นประมาทพระองค์ลับหลังพระองค์ สิ่งเหล่านี้และสิ่งอื่นๆ คือสิ่งที่ประกอบขึ้นเป็นความเชื่อของเจ้าอย่างนั้นหรือ

ในวาจาและพฤติกรรมของพวกเจ้านั้นคือองค์ประกอบของความไม่เชื่อในพระคริสต์ของพวกเจ้าที่ถูกเปิดเผยออกมา ความไม่เชื่อแผ่ซ่านไปทั่วสิ่งจูงใจและวัตถุประสงค์ทั้งหลายของทั้งหมดที่พวกเจ้าทำ แม้แต่บุคลิกลักษณะของการเพ่งมองของเจ้าก็ยังบรรจุไปด้วยความไม่เชื่อในพระคริสต์ อาจกล่าวได้ว่าในทุกๆ นาที พวกเจ้าแต่ละคนเก็บงำองค์ประกอบของความไม่เชื่อเอาไว้ นี่หมายความว่าในทุกชั่วขณะพวกเจ้าอยู่ในอันตรายจากการทรยศต่อพระคริสต์ เพราะโลหิตที่แล่นไปทั่วร่างกายของพวกเจ้านั้นซึมซ่านไปด้วยความไม่เชื่อในพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์ เพราะฉะนั้นเราจึงกล่าวว่ารอยเท้าที่พวกเจ้าทิ้งไว้บนเส้นทางแห่งความเชื่อในพระเจ้าไม่เป็นจริง ขณะที่พวกเจ้าเดินไปบนเส้นทางของความเชื่อในพระเจ้า เจ้าไม่ได้วางเท้าของเจ้าบนพื้นดินอย่างหนักแน่น—เจ้าเพียงแค่ทำท่าไปอย่างนั้น พวกเจ้าไม่เคยเชื่อในพระวจนะของพระคริสต์อย่างสุดใจและไม่สามารถนำพระวจนะไปปฏิบัติได้ในทันที นี่คือเหตุผลที่พวกเจ้าไม่มีความเชื่อในพระคริสต์ การมีมโนคติที่หลงผิดเกี่ยวกับพระองค์เสมอเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้พวกเจ้าไม่มีความเชื่อในพระองค์ การเคลือบแคลงสงสัยตลอดกาลเกี่ยวกับพระราชกิจของพระคริสต์ การปล่อยให้พระวจนะของพระคริสต์เข้าหูซ้ายทะลุหูขวา การแสดงความเห็นเกี่ยวกับพระราชกิจอะไรก็ตามที่พระคริสต์ทรงกระทำและการไม่สามารถเข้าใจพระราชกิจของพระองค์ได้อย่างถูกต้อง การดิ้นรนที่จะกันเก็บมโนคติที่หลงผิดของเจ้าเอาไว้ไม่ว่าเจ้าจะได้รับการอธิบายใดก็ตาม เป็นต้น ทั้งหมดเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นองค์ประกอบของความไม่เชื่อที่ระคนอยู่ภายในใจของพวกเจ้า แม้ว่าพวกเจ้าจะติดตามพระราชกิจของพระคริสต์และไม่เคยล้าหลังเลยก็ตาม แต่ก็มีความเป็นกบฏเคล้าอยู่ในใจของพวกเจ้ามากเกินไป ความเป็นกบฏนี้เป็นราคีอย่างหนึ่งในความเชื่อของเจ้าในพระเจ้า บางทีพวกเจ้าไม่ได้คิดว่านี่เป็นกรณีปัญหา แต่หากเจ้าไม่สามารถระลึกรู้เจตนาของพวกเจ้าซึ่งมาจากภายในสิ่งนี้ได้ ถ้าอย่างนั้นแล้วเจ้าก็มีแนวโน้มที่จะไปอยู่ท่ามกลางพวกที่พินาศ เพราะพระเจ้าทรงทำให้มีความเพียบพร้อมเฉพาะบรรดาผู้ที่เชื่อในพระองค์อย่างแท้จริงเท่านั้น ไม่ใช่บรรดาผู้ที่เคลือบแคลงสงสัยในพระองค์ และที่น้อยที่สุดก็คือบรรดาผู้ที่ติดตามพระองค์อย่างอิดออดทั้งที่ไม่เคยเชื่อว่าพระองค์คือพระเจ้า

ตัดตอนมาจาก “เจ้าเป็นผู้เชื่อในพระเจ้าที่แท้จริงหรือไม่” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 325

ผู้คนบางคนไม่ได้ชื่นบานในความจริง นับประสาอะไรกับคำพิพากษา แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พวกเขากลับชื่นบานในอำนาจและความมั่งคั่ง ผู้คนเช่นนั้นเรียกกันว่าผู้แสวงอำนาจ พวกเขาค้นหาเฉพาะบรรดานิกายในโลกที่มีอิทธิพล และพวกเขาก็ค้นหาเฉพาะบรรดาศิษยาภิบาลและคณาจารย์ที่มาจากโรงเรียนสอนศาสนาทั้งหลาย แม้ว่าพวกเขาจะได้ยอมรับหนทางแห่งความจริงแล้ว พวกเขาก็เชื่อเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น พวกเขาไม่สามารถให้หัวใจและจิตใจของพวกเขาได้ทั้งหมด ปากของพวกเขาพูดถึงการสละตัวพวกเขาเองเพื่อพระเจ้า แต่สายตาของพวกเขากลับจดจ่ออยู่ที่บรรดาศิษยาภิบาลและคณาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ และพวกเขาก็ไม่ได้ชายตามองมาที่พระคริสต์อีกเลย หัวใจของพวกเขาหมกมุ่นอยู่กับชื่อเสียง ความมีโชคและความรุ่งโรจน์ พวกเขาคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่บุคคลตัวเล็กๆ เช่นนั้นจะสามารถพิชิตได้มากมายขนาดนั้น เป็นไปไม่ได้ที่คนธรรมดาไม่มีอะไรน่าสนใจอย่างนั้นจะสามารถทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อมได้ พวกเขาคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่พวกนอกสายตาเหล่านี้ท่ามกลางฝุ่นและกองขยะจะเป็นผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรร พวกเขาเชื่อว่าหากผู้คนเช่นนั้นคือวัตถุแห่งความรอดของพระเจ้า ถ้าอย่างนั้นแล้วสวรรค์และโลกก็คงจะกลับด้านกัน และผู้คนทุกคนก็คงจะหัวเราะจนท้องแข็ง พวกเขาเชื่อว่าหากพระเจ้าทรงเลือกสรรพวกนอกสายตานั้นเพื่อที่จะทำให้มีความเพียบพร้อม ถ้าอย่างนั้นแล้วบรรดามนุษย์ที่ยิ่งใหญ่ทั้งหลายก็คงจะกลายเป็นพระเจ้าไปเสียเอง มุมมองของพวกเขานั้นด่างพร้อยไปด้วยการไม่เชื่อเกินกว่าที่กำลังไม่เชื่อ พวกเขาเป็นแค่สัตว์ป่าที่วิปริตผิดแปลก เพราะว่าพวกเขาเห็นคุณค่าเฉพาะสถานภาพเกียรติยศและอำนาจเท่านั้น และพวกเขาก็เคารพนับถือเฉพาะบรรดากลุ่มและนิกายใหญ่ๆ เท่านั้น พวกเขาไม่ได้มีความนับถือสำหรับบรรดาผู้ที่ได้รับการทรงนำโดยพระคริสต์แม้แต่น้อย พวกเขาเป็นแค่เหล่าคนทรยศที่หันหลังให้กับพระคริสต์ กับความจริง และกับชีวิต

สิ่งที่เจ้าเลื่อมใสนั้นไม่ใช่ความถ่อมใจของพระคริสต์ แต่เป็นบรรดาผู้เลี้ยงเทียมเท็จที่มีจุดยืนอันโดดเด่นเหล่านั้น เจ้าไม่ได้ชื่นชมบูชาความดีงามหรือพระปรีชาญาณของพระคริสต์ แต่เป็นพวกคนหลงระเริงที่เกลือกกลิ้งในความโสมมของโลก เจ้าหัวเราะให้กับความเจ็บปวดของพระคริสต์ที่ไม่มีที่จะวางพระเศียรของพระองค์ แต่เจ้ากลับเลื่อมใสบรรดาซากศพเหล่านั้นที่ตามล่าหาของถวายและใช้ชีวิตอยู่กับความเสเพล เจ้าไม่เต็มใจที่จะทนทุกข์เคียงข้างพระคริสต์ แต่เจ้ากลับเปรมปรีดิ์ที่จะโผเข้าสู่อ้อมแขนของพวกต่อต้านพระคริสต์ที่บ้าบิ่นสิ้นคิดเหล่านั้น แม้พวกเขาจะจัดหาให้เจ้าเพียงแค่เนื้อหนังคำพูดและการควบคุม แม้ว่าบัดนี้หัวใจของเจ้ายังคงหันเข้าหาพวกเขา เข้าหาความมีหน้ามีตาของพวกเขา เข้าหาสถานภาพของพวกเขา เข้าหาอิทธิพลของพวกเขา และกระนั้นเจ้าก็ยังคงสงวนท่าทีที่ทำให้เจ้าพบว่าพระราชกิจของพระคริสต์นั้นยากที่จะกลืนลง และเจ้าก็ไม่เต็มใจที่จะยอมรับพระราชกิจนั้น นี่คือเหตุผลที่ทำไมเราจึงกล่าวว่าเจ้าขาดความเชื่อที่จะยอมรับพระคริสต์ เหตุผลที่เจ้าได้ติดตามพระองค์มาจนถึงวันนี้ก็เพียงเพราะเจ้าไม่มีทางเลือกอื่น ภาพลักษณ์อันสูงส่งเป็นชุดๆ ตั้งตระหง่านอยู่ในหัวใจของเจ้าตลอดกาล เจ้าไม่อาจลืมทั้งวาจาและความประพฤติทุกอย่างของพวกเขา และคำพูดกับมือที่มีอิทธิพลของพวกเขาได้ ในหัวใจของพวกเจ้านั้น พวกเขาคือผู้ยิ่งใหญ่สูงสุดตลอดกาลและเหล่าวีรบุรุษตลอดกาล แต่นี่ไม่ได้เป็นเช่นนั้นสำหรับพระคริสต์ในวันนี้ พระองค์ไม่มีนัยสำคัญตลอดกาลในหัวใจของเจ้า และไม่คู่ควรที่จะได้รับความเคารพตลอดกาล เพราะพระองค์นั้นทรงมีความเป็นธรรมดาเกินไปมาก ทรงมีอิทธิพลน้อยเกินไปมาก และห่างไกลจากคำว่าสูงส่ง

ไม่ว่าในกรณีใด เราพูดเลยว่า ผู้คนทุกคนที่ไม่ได้เห็นคุณค่าของความจริงคือพวกที่ไม่เชื่อและพวกที่หักหลังความจริง พวกมนุษย์เช่นนั้นจะไม่มีวันได้รับการยอมรับจากพระคริสต์ บัดนี้เจ้าได้ระบุหรือยังว่ามีความไม่เชื่อมากเพียงใดอยู่ภายในตัวเจ้า และเจ้ามีการทรยศต่อพระคริสต์มากเพียงใด เราเคี่ยวเข็ญเจ้าดังนี้ว่า เนื่องจากเจ้าได้เลือกหนทางแห่งความจริงเช่นนั้นแล้ว เจ้าจึงควรอุทิศตัวเจ้าเองโดยสุดหัวใจ จงอย่าลังเลหรือไม่เต็มใจ เจ้าควรเข้าใจว่าพระเจ้าไม่ได้เป็นของโลกหรือบุคคลหนึ่งบุคคลใด แต่เป็นของผู้คนทุกคนที่เชื่อในพระองค์อย่างแท้จริง ผู้คนทุกคนที่นมัสการพระองค์ และผู้คนทุกคนที่อุทิศตนและสัตย์ซื่อต่อพระองค์

ตัดตอนมาจาก “เจ้าเป็นผู้เชื่อในพระเจ้าที่แท้จริงหรือไม่” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 326

ในความศรัทธาของพวกเขานั้น ผู้คนพยายามทำให้พระเจ้าประทานบั้นปลายที่เหมาะสมและพระคุณทั้งหมดที่พวกเขาจำเป็นต้องมีให้แก่พวกเขา ทำให้พระองค์เป็นผู้รับใช้ของพวกเขา ทำให้พระองค์ทรงรักษาสัมพันธภาพอันสงบสุขเป็นมิตรกับพวกเขา เพื่อไม่ให้มีปัญหาขัดแย้งใด ๆ เลยระหว่างพวกเขาไม่ว่าเมื่อใดก็ตาม กล่าวคือ ความเชื่อในพระเจ้าของพวกเขาเรียกร้องให้พระองค์ทรงสัญญาที่จะตอบสนองข้อพึงประสงค์ทั้งหมดของพวกเขา และประทานสิ่งใดก็ตามที่พวกเขาอธิษฐานขอให้แก่พวกเขา โดยสอดคล้องกับพระวจนะที่พวกเขาได้อ่านในพระคริสตธรรมคัมภีร์ว่า “เราจะรับฟังคำอธิษฐานทั้งหมดของพวกเจ้า” พวกเขาคาดหวังว่าพระเจ้าจะไม่ทรงพิพากษาหรือจัดการผู้ใด เพราะพระองค์ทรงเป็นพระเยซู พระผู้ช่วยให้รอดผู้เปี่ยมปราณีเสมอมา ผู้ซึ่งรักษาสัมพันภาพอันดีกับผู้คนในทุกเวลาและทุกสถานที่ ผู้คนเชื่อในพระเจ้าในลักษณะเช่นนี้: พวกเขาเพียงเรียกร้องต่อพระเจ้าอย่างหน้าไม่อาย และพระองค์ทรงควรแค่ปิดพระเนตรพระกรรณประทานทุกสิ่งให้พวกเขา ไม่ว่าพวกเขาจะกบฏหรือเชื่อฟังก็ตาม พวกเขาแค่ “เก็บหนี้” จากพระเจ้าต่อไปเรื่อย ๆ และพระองค์ทรงต้องจ่ายคืนพวกเขาโดยปราศจากการขัดขืนใด ๆ—และจ่ายเป็นสองเท่า—ไม่ว่าพระเจ้าจะได้รับสิ่งใดมาจากพวกเขาหรือไม่ก็ตาม พระเจ้าทรงสามารถทำได้เพียงให้พวกเขาหลอกใช้เท่านั้น และพระองค์ไม่ทรงสามารถเรียบเรียงจัดวางผู้คนไปตามพระทัยได้ และยิ่งไม่สามารถเผยพระปรีชาญาณและอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระองค์ซึ่งซ่อนอยู่นานหลายปีให้แก่ผู้คนเมื่อใดก็ตามที่พระองค์ทรงประสงค์โดยปราศจากการอนุญาตของพวกเขา พวกเขาเพียงสารภาพบาปของพวกเขาต่อพระเจ้า และพระเจ้าก็แค่จะทรงอภัยให้พวกเขา และพระองค์ไม่ทรงสามารถรู้สึกเบื่อหน่ายที่จะทำเช่นนั้น และสิ่งนี้จะดำเนินต่อไปตลอดกาล พวกเขาเพียงออกคำสั่งกับพระเจ้า และพระองค์ก็เพียงเชื่อฟัง เพราะมีบันทึกอยู่ในพระคริสตธรรมคัมภีร์ว่าพระเจ้าไม่ได้ทรงเสด็จมาเพื่อให้มนุษย์รับใช้ แต่เพื่อรับใช้มนุษย์ และพระองค์อยู่ที่นี่เพื่อเป็นผู้รับใช้ของพวกเขา พวกเจ้าไม่ได้เชื่อในลักษณะนี้เสมอมาหรอกหรือ? เมื่อใดก็ตามที่พวกเจ้าไม่สามารถได้รับบางสิ่งจากพระเจ้า เจ้าปรารถนาจะวิ่งหนี เมื่อเจ้าไม่เข้าใจบางสิ่ง เจ้าเกิดความไม่พอใจ และถึงกับทุ่มคำผรุสวาททุกชนิดใส่พระองค์ พวกเจ้าก็แค่จะไม่ยอมให้พระเจ้าทรงแสดงพระปรีชาญาณและการมหัศจรรย์ของพระองค์อย่างเต็มที่ แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พวกเจ้ากลับแค่ต้องการรื่นรมย์กับความสะดวกและความสุขสบาย จนถึงตอนนี้ ท่าทีของพวกเจ้าในความเชื่อในพระเจ้าของพวกเจ้าก็แค่ประกอบด้วยมุมมองเก่า ๆ แบบเดิม ๆ เท่านั้น หากพระเจ้าทรงแสดงให้พวกเจ้าเห็นเพียงพระบารมีแม้เพียงแผ่วบาง พวกเจ้าก็กลายเป็นไม่มีความสุข ตอนนี้พวกเจ้ามองเห็นอย่างชัดเจนหรือไม่ว่าวุฒิภาวะของพวกเจ้าอยู่ที่ระดับไหนกันแน่? อย่าทึกทักว่าพวกเจ้าทั้งหมดรักภักดีต่อพระเจ้า ในเมื่ออันที่จริงแล้วมุมมองเก่า ๆ ของพวกเจ้ายังไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป เมื่อไม่มีสิ่งใดบังเกิดขึ้นกับเจ้า เจ้าก็เชื่อว่าทุกอย่างกำลังดำเนินไปอย่างราบรื่น และความรักที่เจ้ามีให้แก่พระเจ้าไปถึงจุดสูงส่งจุดหนึ่ง เมื่อมีบางสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ เกิดขึ้นกับเจ้า เจ้าก็พลัดตกลงไปในแดนคนตาย นี่คือการที่เจ้าจงรักภักดีต่อพระเจ้าอย่างนั้นหรือ?

ตัดตอนมาจาก “เจ้าควรพักการขอพรเกี่ยวกับสถานะเอาไว้ก่อน และทำความเข้าใจกับน้ำพระทัยของพระเจ้าในการทรงนำความรอดมาสู่มนุษย์” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 327

ในการแสวงหาของพวกเจ้านั้น พวกเจ้ามีมโนคติที่หลงผิด ความหวัง และอนาคตของแต่ละคนมากเกินไป พระราชกิจปัจจุบันเป็นไปเพื่อที่จะจัดการกับความอยากของพวกเจ้าที่มีต่อสถานะและความอยากอันฟุ้งเฟ้อของพวกเจ้า ความหวัง สถานะ และมโนคติที่หลงผิดทั้งหมดเป็นตัวแทนชั้นเยี่ยมของอุปนิสัยเยี่ยงซาตาน เหตุผลที่สิ่งเหล่านี้มีอยู่ในหัวใจของผู้คนนั้นเป็นเพราะพิษของซาตานกัดกร่อนความคิดของผู้คนอยู่ตลอดเวลาโดยทั้งสิ้น และผู้คนมักจะไร้ความสามารถที่จะสลัดการทดลองเหล่านี้ของซาตานอยู่ตลอดเวลา พวกเขากำลังใช้ชีวิตในท่ามกลางบาปแต่กระนั้นก็ยังไม่เชื่อว่ามันเป็นบาป และพวกเขายังคงคิดว่า “พวกเราเชื่อในพระเจ้า ดังนั้นพระองค์ทรงต้องประทานพระพรกับพวกเราและทรงจัดการเตรียมการทุกสิ่งทุกอย่างสำหรับพวกเราอย่างเหมาะสม พวกเราเชื่อในพระเจ้า ดังนั้นพวกเราต้องเหนือกว่าคนอื่น และพวกเราต้องมีสถานะที่มากและอนาคตที่มากกว่าใครอื่น เนื่องจากพวกเราเชื่อในพระเจ้า พระองค์ทรงต้องมอบพระพรอันไร้ขีดจำกัดแก่พวกเรา มิฉะนั้นแล้ว มันก็คงจะไม่ได้เรียกว่าการเชื่อในพระเจ้า” เป็นเวลาหลายปีมาแล้ว ความคิดที่ผู้คนได้พึ่งพาเพื่อการอยู่รอดของพวกเขาได้กัดกร่อนหัวใจของพวกเขาเรื่อยมาจนถึงจุดที่ว่า พวกเขาได้กลายเป็นทรยศ ขี้ขลาด และน่ารังเกียจ ไม่เพียงแค่พวกเขาขาดพร่องพลังจิตและการตัดสินใจแน่วแน่เท่านั้น แต่พวกเขายังได้กลายเป็นโลภมาก โอหัง และเอาแต่ใจตัวเองด้วยเช่นกัน พวกเขาขาดพร่องการตัดสินใจแน่วแน่ใดๆ ซึ่งอยู่เหนือตนเองโดยสิ้นเชิง และยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาไม่มีความกล้าหาญแม้แต่น้อยที่จะสลัดการควบคุมของอิทธิพลมืดเหล่านี้ ความคิดและชีวิตของผู้คนนั้นเน่าเปื่อยมากจนกระทั่งมุมมองของพวกเขาต่อการเชื่อในพระเจ้ายังคงน่าขยะแขยงอย่างไม่สามารถทนได้ และแม้กระทั่งเมื่อผู้คนพูดถึงมุมมองของพวกเขาต่อการเชื่อในพระเจ้า มันไม่สามารถทนฟังได้อย่างแน่นอน ผู้คนทั้งหมดล้วนขี้ขลาด ไร้ความสามารถ น่ารังเกียจ และบอบบาง พวกเขาไม่รู้สึกถึงความขยะแขยงที่มีต่อกำลังบังคับของความมืดมิด และพวกเขาไม่รู้สึกถึงความรักที่มีต่อความสว่างและความจริง แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พวกเขากลับทำอย่างสุดความสามารถที่จะขับไล่สิ่งเหล่านั้น ความคิดและมุมมองปัจจุบันของพวกเจ้าไม่ได้เป็นเช่นนี้หรอกหรือ? “ในเมื่อข้าพระองค์เชื่อในพระเจ้า ข้าพระองค์ก็แค่ควรได้รับการหลั่งพระพรและควรจะได้รับการทำให้มั่นใจว่าสถานะของข้าพระองค์จะไม่มีวันหลุดไป และว่ามันจะยังคงสูงกว่าสถานะของบรรดาผู้ปราศจากความเชื่อ” เจ้าไม่ได้เก็บงำมุมมองประเภทนั้นภายในตัวพวกเจ้ามาเป็นเวลาแค่หนึ่งหรือสองปีเท่านั้น แต่เป็นเวลาหลายปี วิธีการคิดแบบแลกเปลี่ยนกันของพวกเจ้านั้นได้พัฒนามากเกินไป ถึงแม้ว่าพวกเจ้าได้มาถึงขั้นตอนนี้ในวันนี้ พวกเจ้ายังคงไม่ได้ปล่อยวางสถานะแต่ดิ้นรนอยู่ตลอดเวลาเพื่อสอบถามถึงมัน และสังเกตการณ์มันในแต่ละวัน ด้วยความเกรงกลัวลึกๆ ว่าวันหนึ่งสถานะของพวกเจ้าจะสูญหายไปและชื่อของพวกเจ้าจะย่อยยับ ผู้คนไม่เคยได้วางความอยากมีความสะดวกสบายของพวกเขาลงไว้ก่อน ดังนั้น ขณะที่เราพิพากษาพวกเจ้าด้วยประการฉะนี้ในวันนี้ พวกเจ้าจะมีความเข้าใจระดับใดในที่สุด? พวกเจ้าจะกล่าวว่า ถึงแม้ว่าสถานะของพวกเจ้านั้นไม่สูง แต่อย่างไรก็ตามพวกเจ้าก็ได้ชื่นชมกับการยกให้สูงขึ้นของพระเจ้า เพราะพวกเจ้ามีกำเนิดที่ต่ำต้อยพวกเจ้าจึงไม่มีสถานะ แต่พวกเจ้าได้รับสถานะเพราะพระเจ้าทรงยกพวกเจ้าให้สูงขึ้น—นี่คือบางสิ่งที่พระองค์ได้ทรงประทานแก่พวกเจ้า วันนี้เจ้าสามารถรับการฝึกฝนของพระเจ้า การตีสอนของพระองค์ และการพิพากษาของพระองค์ได้ด้วยตนเอง นี่คือการยกให้สูงขึ้นของพระองค์มากกว่าเสียด้วยซ้ำ พวกเจ้าสามารถรับการชำระให้บริสุทธิ์และการแผดเผาของพระองค์ได้ด้วยตนเอง นี่คือความรักอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้า ตลอดหลายยุคหลายสมัยไม่เคยมีสักคนหนึ่งที่ได้รับการชำระให้บริสุทธิ์และการแผดเผาของพระองค์ และไม่มีสักคนหนึ่งที่สามารถถูกทำให้มีความเพียบพร้อมได้โดยพระวจนะของพระองค์ บัดนี้พระเจ้ากำลังตรัสกับพวกเจ้าต่อหน้า ทรงชำระพวกเจ้าให้บริสุทธิ์ ทรงเผยความเป็นกบฏภายในของพวกเจ้า—นี่คือการยกให้สูงขึ้นของพระองค์อย่างแท้จริง ผู้คนมีความสามารถใด? กล่าวโดยสรุป ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นบุตรของดาวิดหรือพงศ์พันธุ์ของโมอับ ผู้คนคือสิ่งมีชีวิตทรงสร้างผู้ซึ่งไม่มีสิ่งใดเลยที่ควรค่าแก่การอวดตัว ในเมื่อพวกเจ้าเป็นสิ่งทรงสร้างทั้งหลายของพระเจ้า พวกเจ้าต้องปฏิบัติหน้าที่ของสิ่งทรงสร้าง ไม่มีข้อพึงประสงค์อื่นจากพวกเจ้า นี่คือวิธีที่พวกเจ้าควรอธิษฐาน: “โอ พระเจ้า! ไม่ว่าข้าพระองค์จะมีสถานะหรือไม่ ตอนนี้ข้าพระองค์เข้าใจตัวเองแล้ว หากสถานะของข้าพระองค์สูง นั่นก็เป็นเพราะการยกให้สูงขึ้นของพระองค์ และหากมันต่ำต้อย นั่นก็เป็นเพราะการลิขิตของพระองค์ ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ ข้าพระองค์ไม่มีทั้งตัวเลือกใดๆ และการพร่ำบ่นใดๆ พระองค์ได้ทรงลิขิตว่าข้าพระองค์จะถือกำเนิดในประเทศนี้และท่ามกลางผู้คนนี้ และว่าทั้งหมดที่ข้าพระองค์ควรทำก็คือการเชื่อฟังอย่างครบบริบูรณ์ใต้อำนาจครอบครองของพระองค์ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ภายในสิ่งที่พระองค์ได้ทรงลิขิต ข้าพระองค์ไม่ได้นึกถึงสถานะ จะว่าไปแล้ว ข้าพระองค์เป็นเพียงแค่สิ่งที่ทรงสร้างสิ่งหนึ่ง หากพระองค์ทรงวางข้าพระองค์ในบาดาลลึก ในบึงไฟและกำมะถัน ข้าพระองค์ก็ไม่ใช่สิ่งใดนอกจากสิ่งที่ทรงสร้างสิ่งหนึ่ง หากพระองค์ทรงใช้ข้าพระองค์ ข้าพระองค์ก็เป็นสิ่งที่ทรงสร้างสิ่งหนึ่ง หากพระองค์ทรงทำให้ข้าพระองค์มีความเพียบพร้อม กระนั้นข้าพระองค์ก็ยังเป็นสิ่งที่ทรงสร้างสิ่งหนึ่ง หากพระองค์ไม่ได้ทรงทำให้ข้าพระองค์มีความเพียบพร้อม ข้าพระองค์จะยังคงรักพระองค์เพราะข้าพระองค์ไม่ได้เป็นมากไปกว่าสิ่งที่ทรงสร้างสิ่งหนึ่ง ข้าพระองค์ไม่ได้เป็นมากไปกว่าสิ่งที่ทรงสร้างขนาดจิ๋วสิ่งหนึ่งซึ่งองค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งการทรงสร้างได้ทรงสร้างขึ้น ก็แค่สิ่งที่ทรงสร้างหนึ่งท่ามกลางพวกมนุษย์ที่ถูกสร้างขึ้นทั้งมวล เป็นพระองค์นั่นเองที่ได้ทรงสร้างข้าพระองค์ขึ้น และตอนนี้พระองค์ได้ทรงวางข้าพระองค์ไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์อีกครั้งหนึ่งเพื่อทำกับข้าพระองค์ตามที่พระองค์จะทรงทำ ข้าพระองค์เต็มใจที่จะเป็นเครื่องมือของพระองค์และตัวประกอบเสริมความเด่นของพระองค์เพราะทุกสิ่งทุกอย่างคือสิ่งที่พระองค์ได้ทรงลิขิตไว้ ไม่มีผู้ใดสามารถเปลี่ยนแปลงมันได้ ทุกสรรพสิ่งและเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์” เมื่อเวลานั้นมาถึงที่เจ้าจะไม่นึกถึงสถานะอีกต่อไป เมื่อนั้นเจ้าจะเป็นอิสระจากมัน เมื่อนั้นเท่านั้นเจ้าจึงจะสามารถแสวงหาได้อย่างมั่นใจและอย่างกล้าหาญ และเมื่อนั้นเท่านั้นหัวใจของเจ้าจึงจะกลายเป็นอิสระจากข้อจำกัดใดๆ ทันทีที่ผู้คนได้ถูกทำให้หลุดพ้นจากสิ่งเหล่านี้ เมื่อนั้นพวกเขาจะไม่มีความกังวลอีกต่อไป อะไรคือความกังวลสำหรับพวกเจ้าส่วนใหญ่ในขณะนี้? เจ้าถูกจำกัดโดยสถานะอยู่เสมอและเป็นกังวลเรื่องความสำเร็จที่คาดว่าน่าจะเป็นไปได้ของเจ้าเองอยู่เนืองนิตย์ เจ้าพลิกหน้าพระดำรัสของพระเจ้าอยู่เสมอ ปรารถนาที่จะอ่านคำกล่าวที่เกี่ยวข้องกับบั้นปลายของมวลมนุษย์ และต้องการที่จะรู้ว่าความสำเร็จที่คาดว่าน่าจะเป็นไปได้ของเจ้าคือสิ่งใดและบั้นปลายของเจ้าจะเป็นอย่างไร เจ้าสงสัยว่า “ข้ามีความสำเร็จที่คาดว่าน่าจะเป็นไปได้ใดๆ จริงๆ หรือไม่? พระเจ้าได้ทรงเอาสิ่งเหล่านั้นไปแล้วหรือ? พระเจ้าเพียงตรัสว่าข้าพระองค์เป็นตัวประกอบเสริมความเด่น เช่นนั้นแล้ว ความสำเร็จที่คาดว่าน่าจะเป็นไปได้ของข้าพระองค์คือสิ่งใด?” มันยากที่พวกเจ้าจะวางความสำเร็จที่คาดว่าน่าจะเป็นไปได้และลิขิตชีวิตของพวกเจ้าลงไว้ก่อน บัดนี้พวกเจ้าเป็นผู้ติดตาม และพวกเจ้าได้รับความเข้าใจบางอย่างเกี่ยวกับช่วงระยะนี้ของพระราชกิจ อย่างไรก็ตาม พวกเจ้ายังคงไม่ได้วางความอยากได้สถานะของพวกเจ้าลงไว้ก่อน เมื่อสถานะของเจ้าสูงเจ้าแสวงหาอย่างดี แต่เมื่อสถานะของเจ้าต่ำต้อยเจ้าไม่แสวงหาอีกต่อไป พระพรแห่งสถานะอยู่ในจิตใจของเจ้าเสมอ เหตุใดจึงเป็นว่าผู้คนส่วนใหญ่ไม่สามารถเอาตัวพวกเขาเองออกจากการคิดลบได้? คำตอบนั้นไม่ใช่เป็นเพราะความสำเร็จที่คาดว่าน่าจะเป็นไปได้อันสิ้นหวังเสมอไปหรอกหรือ? ทันทีที่พระดำรัสของพระเจ้าได้ถูกเปล่งออกมาพวกเจ้าก็รีบเร่งที่จะได้เห็นว่าสถานะและอัตลักษณ์ของพวกเจ้าคือสิ่งใด พวกเจ้าให้ความสำคัญกับสถานะและอัตลักษณ์ และผลักไสนิมิตไปอยู่ลำดับที่สอง ในลำดับที่สามก็คือ บางสิ่งบางอย่างที่เจ้าควรเข้าสู่” และในลำดับที่สี่ก็คือน้ำพระทัยปัจจุบันของพระเจ้า ก่อนอื่นเจ้าดูที่ว่าชื่อเรียกที่พระเจ้าทรงมีสำหรับเจ้าว่า ‘ตัวประกอบเสริมความเด่น’ นั้นได้เปลี่ยนแปลงแล้วหรือไม่ เจ้าอ่านแล้วก็อ่าน และเมื่อเจ้าเห็นว่าชื่อเรียก ‘ตัวประกอบเสริมความเด่น’ ได้ถูกลบออกไปแล้ว เจ้าก็กลายเป็นมีความสุขและขอบพระทัยพระเจ้าและสรรเสริญฤทธานุภาพอันยิ่งใหญ่ของพระองค์อย่างมากมาย แต่หากเจ้าเห็นว่าพวกเจ้ายังคงเป็นตัวประกอบเสริมความเด่นอยู่ เจ้าก็กลายเป็นอารมณ์เสียและแรงขับเคลื่อนในหัวใจของเจ้าก็ค่อยๆ สลายไปทันที ยิ่งเจ้าแสวงหาในหนทางนี้มากขึ้นเท่าใด เจ้าก็ยิ่งจะเก็บเกี่ยวได้น้อยลงเท่านั้น ยิ่งความอยากได้สถานะของบุคคลหนึ่งมากขึ้นเท่าใด พวกเขาก็ยิ่งจะต้องได้รับการจัดการอย่างจริงจังมากขึ้นเท่านั้น และพวกเขาก็ยิ่งจะต้องก้าวผ่านกระบวนการถลุงที่ยิ่งใหญ่มากขึ้นเท่านั้น ผู้คนเช่นนั้นไร้ค่า! พวกเขาต้องได้รับการจัดการและได้รับการพิพากษาอย่างพอเพียงเพื่อที่พวกเขาจะได้ปล่อยวางสิ่งเหล่านี้อย่างถ้วนทั่ว หากพวกเจ้าไล่ตามเสาะหาหนทางนี้จนกระทั่งถึงที่สุด พวกเจ้าจะไม่ได้เก็บเกี่ยวสิ่งใดเลย พวกที่ไม่ไล่ตามเสาะหาชีวิตไม่สามารถได้รับการเปลี่ยนสภาพ และพวกที่ไม่ได้กระหายความจริงไม่สามารถได้รับความจริง เจ้าไม่ได้มุ่งเน้นอยู่กับการไล่ตามเสาะหาการเปลี่ยนสภาพและการเข้าสู่ส่วนบุคคล แต่กลับมุ่งเน้นอยู่กับความอยากอันฟุ้งเฟ้อและสิ่งต่างๆ ที่จำกัดความรักของเจ้าที่มีต่อพระเจ้าและขัดขวางเจ้าจากการเข้าใกล้พระองค์ สิ่งเหล่านั้นสามารถเปลี่ยนสภาพเจ้าได้หรือไม่? สิ่งเหล่านั้นสามารถนำพาเจ้าเข้าไปสู่ราชอาณาจักรได้หรือไม่? หากเป้าหมายในการไล่ตามเสาะหาของเจ้าไม่ใช่การแสวงหาความจริง เช่นนั้นแล้วเจ้าก็อาจหาประโยชน์จากโอกาสนี้และหวนคืนสู่โลกเพื่อทำมันจนสำเร็จอีกด้วย การเสียเวลาของเจ้าแบบนี้ไม่ควรค่าเลยจริงๆ—เหตุใดจึงทรมานตัวเจ้าเองเล่า? มันไม่จริงหรอกหรือที่เจ้าอาจชื่นชมสิ่งต่างๆ ทุกประเภทข้างนอกในโลกอันสวยงาม? เงินทอง ผู้หญิงสวย สถานะ ความฟุ้งเฟ้อ ครอบครัว ลูกหลาน และอื่นๆ—ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ของโลกไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดที่เจ้าอาจชื่นชมได้หรอกหรือ? จะมีประโยชน์อันใดที่จะเดินไปเดินมาตรงนี้โดยมองหาสถานที่ที่เจ้าสามารถมีความสุขได้? บุตรมนุษย์ไม่ทรงมีที่ใดที่จะวางพระเศียรของพระองค์ ดังนั้นเจ้าจะสามารถมีสถานที่ที่สะดวกสบายได้อย่างไร? พระองค์จะทรงสามารถสร้างสถานที่ที่สะดวกสบายอันสวยงามเพื่อเจ้าได้อย่างไร? นั่นเป็นไปได้หรือ? นอกจากการพิพากษาของเรา วันนี้เจ้าสามารถเพียงรับคำสอนเกี่ยวกับความจริงเท่านั้น เจ้าไม่สามารถได้รับสิ่งชูใจจากเราและเจ้าไม่สามารถได้รับชีวิตที่สุขสบายที่เจ้าถวิลหารอคอยทั้งวันทั้งคืน เราจะไม่ประทานความมั่งคั่งของโลกให้แก่เจ้า หากเจ้าไล่ตามเสาะหาอย่างแท้จริง เช่นนั้นแล้วเราก็เต็มใจที่จะมอบทางแห่งชีวิตในความครบถ้วนบริบูรณ์ของมันแก่เจ้า ที่จะให้เจ้าเป็นดั่งปลาที่ได้กลับไปอยู่ในน้ำ หากเจ้าไม่ได้ไล่ตามเสาะหาอย่างแท้จริง เราจะเอามันทั้งหมดกลับคืน เราไม่เต็มใจที่จะมอบคำพูดจากปากของเราให้แก่พวกที่โลภอยากได้สิ่งชูใจ ผู้ที่เป็นดั่งสุกรและสุนัข!

ตัดตอนมาจาก “เหตุใดเจ้าจึงไม่เต็มใจที่จะเป็นตัวประกอบเสริมความเด่น?” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 328

จงมองเข้าไปในตัวของพวกเจ้าเองเพื่อดูว่าเจ้าปฏิบัติความชอบธรรมในทุกสิ่งที่เจ้าทำหรือไม่ และการกระทำทุกอย่างของเจ้าได้รับการเฝ้าดูจากพระเจ้าหรือไม่ นี่คือหลักการซึ่งบรรดาผู้ที่เชื่อในพระเจ้าใช้ในการปฏิบัติกิจธุระต่างๆ ของพวกเขา เจ้าจะได้รับการเรียกขานว่ามีความชอบธรรมเพราะพวกเจ้าสามารถทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยได้ และเพราะเจ้ายอมรับการดูแลและการปกป้องจากพระเจ้า ในสายพระเนตรของพระเจ้า ทุกคนที่ยอมรับการดูแล การปกป้อง และความเพียบพร้อมจากพระเจ้า และผู้ที่พระองค์ได้ทรงรับไว้นั้น มีความชอบธรรม และพระองค์ทรงถือว่าพวกเขาทั้งหมดมีค่า ยิ่งเจ้ายอมรับพระวจนะปัจจุบันของพระเจ้ามากขึ้นเท่าไร เจ้าก็จะยิ่งสามารถได้รับและเข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้ามากขึ้นเท่านั้น และดังนั้นแล้ว เจ้าก็จะยิ่งสามารถใช้ชีวิตตามพระวจนะของพระเจ้าและสนองต่อข้อพึงประสงค์ของพระองค์ได้มากขึ้นเท่านั้น นี่คือพระบัญชาของพระเจ้าสำหรับพวกเจ้า และมันเป็นสิ่งที่พวกเจ้าทั้งหมดควรที่จะสามารถสัมฤทธิ์ผลได้ หากเจ้าใช้มโนคติอันหลงผิดของเจ้าเองเพื่อวัดและจำกัดเขตพระเจ้า ราวกับว่าพระเจ้าทรงเป็นรูปปั้นดินเหนียวที่ไม่เปลี่ยนแปลง และหากเจ้าจำกัดเขตพระเจ้า ให้อยู่ภายในขอบเขตของพระคัมภีร์และจำกัดวงพระองค์ไว้ภายในวงเขตงานที่จำกัดอย่างสิ้นเชิง เช่นนั้นแล้วนี่ก็พิสูจน์ว่าพวกเจ้าได้กล่าวโทษพระเจ้า เพราะพวกยิวในยุคพันธสัญญาเดิมรับเอาพระเจ้าเป็นรูปเคารพในรูปสัณฐานตายตัวที่พวกเขายึดถือไว้ในหัวใจของพวกเขา ราวกับว่าพระเจ้าทรงรับการเรียกขานได้ว่าพระเมสสิยาห์เท่านั้น และพระองค์ที่ทรงได้รับการเรียกขานว่าพระเมสสิยาห์เท่านั้นที่อาจเป็นพระเจ้าได้ และเพราะมนุษยชาติได้รับใช้และนมัสการพระเจ้าราวกับว่าพระองค์ทรงเป็นรูปปั้นดินเหนียว (ที่ไร้ชีวิต) พวกเขาจึงได้ตอกตรึงพระเยซูในเวลานั้นไว้บนกางเขน ตัดสินโทษพระองค์ด้วยการประหารชีวิต—พระเยซูผู้ไร้ความผิดจึงได้รับโทษประหารด้วยเหตุดังนี้ พระเจ้าทรงบริสุทธิ์ต่อการกระทำผิดใดๆ กระนั้นมนุษย์ก็ยังปฏิเสธที่จะละเว้นไม่ทำร้ายพระองค์ และยืนกรานที่จะตัดสินโทษพระองค์ด้วยการประหารชีวิต และดังนั้นพระเยซูจึงทรงถูกตรึงกางเขน มนุษย์เชื่อเสมอว่าพระเจ้าทรงไม่เปลี่ยนแปลง และนิยามพระองค์บนพื้นฐานของหนังสือเล่มเดียว นั่นคือพระคัมภีร์ ประหนึ่งว่ามนุษย์มีความเข้าใจบริบูรณ์ในการบริหารจัดการของพระเจ้า ประหนึ่งว่ามนุษย์กำทุกสิ่งทุกอย่างที่พระเจ้าทรงทำไว้ในฝ่ามือของเขา ผู้คนนั้นไร้สาระอย่างที่สุด โอหังอย่างที่สุด และพวกเขาทั้งหมดมีพรสวรรค์ในการพูดเกินจริง ไม่ว่าความรู้ในเรื่องพระเจ้าของเจ้าจะมากมายเพียงใด เรายังคงพูดว่าเจ้าไม่รู้จักพระเจ้า พูดว่าเจ้าเป็นใครบางคนที่ต่อต้านพระเจ้ามากที่สุด และพูดว่าเจ้าได้กล่าวโทษพระเจ้า เพราะเจ้าไม่มีความสามารถอย่างที่สุดในการเชื่อฟังพระราชกิจของพระเจ้าและเดินบนเส้นทางแห่งการถูกทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้า ทำไมพระเจ้าทรงไม่เคยพึงพอพระทัยกับการกระทำต่างๆ ของมนุษย์เล่า? เพราะมนุษย์ไม่รู้จักพระเจ้า เพราะเขามีมโนคติอันหลงผิดมากเกินไป และเพราะความรู้ของเขาในเรื่องพระเจ้าไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงแต่อย่างใดเลย แต่กลับทวนซ้ำอรรถบทเดิมอย่างน่าเบื่อหน่ายโดยปราศจากความเปลี่ยนแปลง และใช้วิธีเข้าหาแบบเดิมกับทุกสถานการณ์ และดังนั้น หลังจากที่ได้ทรงเสด็จมายังแผ่นดินโลกในวันนี้ พระเจ้าจึงทรงถูกมนุษย์ตอกตรึงกับกางเขนอีกครั้ง มนุษยชาติช่างโหดร้าย! การรู้เห็นเป็นใจและเล่ห์เพทุบาย การคว้ากระชากและฉกฉวยสิ่งหนึ่งสิ่งใดจากคนอื่น การแก่งแย่งชื่อเสียงและความมั่งคั่ง การเข่นฆ่ากันและกัน—เมื่อไหร่มันจะสิ้นสุดเสียที? ถึงแม้ว่าจะมีพระวจนะนับหลายแสนคำที่พระเจ้าทรงตรัส ไม่มีใครที่คิดได้สักคน ผู้คนปฏิบัติเพื่อประโยชน์ของครอบครัว ลูกชายและลูกสาวของตน เพื่ออาชีพการงาน ความสำเร็จที่คาดว่าน่าจะเป็นไปได้ในภายภาคหน้า ตำแหน่งหน้าที่ ความเหลิงในลาภยศ และเงินทองของตน เพื่ออาหาร เสื้อผ้า และเนื้อหนัง แต่มีใครสักคนหรือไม่ที่มีการกระทำต่างๆ ซึ่งเป็นไปเพื่อพระเจ้าอย่างแท้จริง? แม้แต่ในท่ามกลางผู้ที่ปฏิบัติเพื่อพระเจ้า ก็มีเพียงไม่กี่คนนักที่รู้จักพระเจ้า มีผู้คนสักกี่คนที่ไม่ได้ปฏิบัติบนผลประโยชน์ของตนเอง? มีสักกี่คนที่ไม่กดขี่หรือกีดกันบุคคลอื่นๆ เพื่อที่จะปกป้องตำแหน่งหน้าที่ของตนเอง? และดังนั้น พระเจ้าจึงทรงถูกตัดสินประหารชีวิตโดยพลการเกินจะนับครั้งได้ และบรรดาผู้พิพากษาป่าเถื่อนจำนวนนับไม่ถ้วนได้กล่าวโทษ พระเจ้าและได้ตอกตรึงพระองค์กับกางเขนอีกครั้ง จะมีสักกี่คนที่สามารถเรียกได้ว่าชอบธรรมเพราะการที่พวกเขาปฏิบัติเพื่อพระเจ้าอย่างแท้จริง?

เป็นการง่ายอย่างนั้นเชียวหรือที่จะถูกทำให้มีความเพียบพร้อมเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าในฐานะวิสุทธิชนหรือคนชอบธรรม? มันเป็นถ้อยแถลงที่แท้จริงว่า “ไม่มีผู้ชอบธรรมบนแผ่นดินโลกนี้ ผู้ชอบธรรมไม่ได้อยู่ในโลกนี้” เมื่อพวกเจ้ามาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า จงพิจารณาสิ่งที่พวกเจ้ากำลังสวมใส่ จงพิจารณาทุกถ้อยคำและการกระทำของพวกเจ้า ทุกความคิดและแนวคิดของพวกเจ้า และแม้กระทั่งบรรดาความฝันที่พวกเจ้าฝันอยู่ทุกวัน—สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นไปเพื่อประโยชน์ของเจ้าเองทั้งสิ้น นี่ไม่ใช่รูปการณ์แวดล้อมที่แท้จริงหรอกหรือ? “ความชอบธรรม” ไม่ได้หมายถึงการให้ทานแก่ผู้อื่น มันไม่ได้หมายถึงการรักเพื่อนบ้านของเจ้าเสมือนตัวเจ้าเอง และมันไม่ได้หมายถึงการละเว้นจากการทะเลาะเบาะแว้งและข้อโต้แย้งหรือการจี้ปล้นและการลักขโมย ความชอบธรรมหมายถึง การรับเอาพระบัญชาของพระเจ้าดุจหน้าที่ของเจ้า และการเชื่อฟังการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระเจ้าเป็นดุจการทรงเรียกซึ่งถูกส่งมาจากสวรรค์ โดยไม่คำนึงถึงเวลาหรือสถานที่ เสมือนทุกสิ่งทุกอย่างนั้นได้ถูกกระทำโดยองค์พระเยซูเจ้า นี่คือความชอบธรรมซึ่งพระเจ้าได้ตรัสไว้ โลทผู้นั้นอาจถูกเรียกได้ว่าชอบธรรมก็เป็นเพราะเขาได้ช่วยทูตสวรรค์สองตนที่พระเจ้าทรงส่งมาโดยไม่ได้พิจารณาส่วนได้ส่วนเสียของเขาเอง อาจกล่าวได้เพียงแค่ว่าสิ่งที่เขาได้ทำในเวลานั้นอาจเรียกได้ว่าชอบธรรม แต่ไม่อาจเรียกเขาว่าเป็นคนชอบธรรมได้ มันเป็นเพียงเพราะว่าโลทได้เห็นพระเจ้าแล้ว เขาจึงได้มอบลูกสาวสองคนของเขาเพื่อแลกกับทูตสวรรค์ แต่พฤติกรรมในอดีตของเขานั้นไม่ใช่ทั้งหมดที่เป็นตัวแทนของความชอบธรรม และดังนั้นเราจึงกล่าวว่า “ไม่มีผู้ชอบธรรมบนแผ่นดินโลกนี้” แม้กระทั่งในบรรดาผู้ที่อยู่ในกระแสแห่งการฟื้นคืน ก็ไม่มีใครที่สามารถเรียกได้ว่าชอบธรรม ไม่สำคัญว่าการกระทำต่างๆ ของเจ้าจะดีเพียงใด ไม่สำคัญว่าเจ้าจะดูเหมือนว่าถวายพระเกียรติแด่พระนามของพระเจ้าอีกทั้งไม่มีการชกต่อยและสาปแช่งผู้อื่น และไม่มีการจี้ปล้นและไม่ปล้นสะดมจากผู้อื่น เจ้าก็ยังคงไม่อาจถูกเรียกว่าชอบธรรมได้ เพราะนี่คือสิ่งที่บุคคลธรรมดาสามารถมีได้ สิ่งสำคัญในขณะนี้ก็คือว่าเจ้าไม่รู้จักพระเจ้า อาจกล่าวได้เพียงแค่ว่า ณ ปัจจุบันนี้ เจ้ามีความเป็นมนุษย์ที่ปกติอยู่เล็กน้อย แต่ไม่มีองค์ประกอบของความชอบธรรมที่พระเจ้าได้ตรัสถึง และดังนั้นจึงไม่มีสิ่งใดเลยที่เจ้าทำสามารถพิสูจน์ได้ว่าเจ้ารู้จักพระเจ้า

ตัดตอนมาจาก “คนชั่วจะถูกลงโทษอย่างแน่นอน” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 329

ก่อนหน้านั้น คราที่พระเจ้าทรงสถิตอยู่ในสวรรค์ มนุษย์ได้ปฏิบัติตัวในแบบที่เป็นการหลอกลวงต่อพระเจ้า วันนี้ พระเจ้าทรงประทับอยู่ท่ามกลางมนุษย์—ไม่มีใครรู้ว่ามันผ่านมากี่ปีแล้ว—กระนั้นในการทำสิ่งต่างๆ มนุษย์ก็ยังคงทำไปอย่างพอเป็นพิธีและพยายามที่จะหลอกพระองค์ มิใช่ว่ามนุษย์มีความคิดล้าหลังมากเกินไปหรอกหรือ? เป็นเช่นเดียวกันกับยูดาส: ก่อนที่พระเยซูเสด็จมา ยูดาสจะพูดเรื่องโกหกเพื่อหลอกบรรดาพี่น้องชายหญิงของเขา และแม้กระทั่งหลังจากที่พระเยซูเสด็จมาแล้ว เขาก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง เขาไม่รู้จักพระเยซูแม้แต่น้อย และในท้ายที่สุด เขาก็ทรยศพระเยซู นี่ไม่ใช่เพราะเขาไม่รู้จักพระเจ้าหรอกหรือ? หากวันนี้ พวกเจ้ายังคงไม่รู้จักพระเจ้า เช่นนั้นแล้วคงเป็นไปได้ที่พวกเจ้าอาจกลายเป็นยูดาสอีกคนหนึ่ง และที่กำลังตามมาหลังจากนี้ก็คือ โศกนาฏกรรมของการตรึงกางเขนของพระเยซูในยุคพระคุณเมื่อสองพันปีก่อนจะถูกเล่นซ้ำอีกครั้ง พวกเจ้าไม่เชื่อเรื่องนี้หรอกหรือ? มันคือข้อเท็จจริง! ในปัจจุบัน ผู้คนส่วนใหญ่อยู่ในสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกัน—เราอาจจะพูดเรื่องนี้เร็วเกินไปสักหน่อย—และผู้คนดังกล่าวก็กำลังแสดงบทบาทของยูดาสอยู่ เราไม่ได้กำลังพูดเรื่องไร้สาระ แต่พูดบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง—และเจ้าไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากเชื่อ แม้ว่าผู้คนจำนวนมากจะทำการเสแสร้งแสดงความถ่อมใจ แต่ในหัวใจของพวกเขาไม่มีอะไรนอกจากสระที่มีน้ำที่นิ่งไม่ขยับ คูน้ำที่มีน้ำเน่าเหม็น ในขณะนี้มีผู้คนเยี่ยงนี้มากเกินไปในคริสตจักร และพวกเจ้าก็คิดว่าเราไม่ตระหนักรู้เรื่องนี้โดยสิ้นเชิง วันนี้ วิญญาณของเราตัดสินใจแทนเรา และกล่าวคำพยานแทนเรา เจ้าคิดว่าเราไม่รู้อะไรเลยหรือ? เจ้าคิดว่าเราไม่เข้าใจอะไรเลยอย่างนั้นหรือเรื่องความคิดคดภายในหัวใจของพวกเจ้า สิ่งต่างๆ ที่เจ้าเก็บไว้ภายในหัวใจของเจ้า? มันง่ายอย่างนั้นเชียวหรือที่จะเอาชนะพระเจ้า? เจ้าคิดว่าเจ้าสามารถปฏิบัติต่อพระองค์แบบไหนก็ได้ตามใจชอบของเจ้าอย่างนั้นหรือ? ในอดีต เราเป็นกังวลด้วยเกรงว่าพวกเจ้าจะกลายเป็นถูกบังคับ ดังนั้นเราจึงให้ความเป็นอิสระแก่พวกเจ้าเรื่อยมา แต่มนุษยชาติก็ไร้ความสามารถที่จะบอกได้ว่าเราดีต่อพวกเขา และเมื่อเราให้หนึ่งคืบ พวกเขาก็เอาหนึ่งศอก จงถามไปรอบๆ ท่ามกลางพวกเจ้าเอง: เราแทบไม่เคยจัดการกับใครเลย และแทบไม่เคยตำหนิติเตียนใครเลยสักเล็กน้อย—กระนั้นเราก็เข้าใจอย่างชัดเจนมากเกี่ยวกับแรงจูงใจและมโนคติอันหลงผิดของมนุษย์ เจ้าคิดว่าพระเจ้าพระองค์เอง ผู้ที่พระเจ้าทรงกล่าวคำพยานให้ ทรงเป็นผู้โง่เขลากระนั้นหรือ? ในกรณีนั้น เราพูดว่าเจ้าตามืดบอดเกินไป! เราจะไม่ตีแผ่เจ้า แต่พวกเรามาดูกันว่าเจ้าจะสามารถกลายเป็นเสื่อมทรามได้เพียงใด พวกเรามาดูกันว่าบรรดากุศโลบายเล็กๆ อันแยบยลของเจ้าจะสามารถช่วยเจ้าให้รอดได้หรือไม่ หรือการพยายามอย่างเต็มความสามารถของเจ้าเพื่อที่จะรักพระเจ้านั้นจะสามารถช่วยเจ้าให้รอดได้หรือไม่ วันนี้ เราจะไม่กล่าวโทษเจ้า พวกเรามารอกันจนกระทั่งถึงเวลาของพระเจ้าเพื่อที่จะได้เห็นว่าพระองค์จะทรงลงทัณฑ์อันสาสมแก่เจ้าอย่างไร เราไม่มีเวลาสำหรับการคุยเล่นอย่างเปล่าประโยชน์กับเจ้าในขณะนี้ และเราก็ไม่เต็มใจที่จะเลื่อนงานที่ยิ่งใหญ่กว่าของเราออกไปเพียงเพื่อเจ้าเท่านั้น หนอนแมลงเยี่ยงเจ้าไม่คู่ควรกับเวลาที่พระเจ้าต้องใช้เพื่อจัดการกับเจ้า—ดังนั้น พวกเรามาดูกันว่าเจ้าจะเหลวไหลได้เพียงใด ผู้คนเยี่ยงนี้ไม่ได้ไล่ตามเสาะหาความรู้เรื่องพระเจ้าแม้แต่น้อย และพวกเขาก็ไม่มีความรักให้กับพระองค์แม้แต่น้อย และพวกเขาก็ยังคงเฝ้าปรารถนาให้พระเจ้าทรงเรียกพวกเขาว่าชอบธรรม—การนี้ไม่ใช่เรื่องตลกหรอกหรือ? เนื่องจากผู้คนที่ซื่อสัตย์จริงๆ นั้นมีจำนวนน้อย เราจึงจะมุ่งเน้นเฉพาะการจัดเตรียมชีวิตให้แก่มนุษย์ต่อไปเท่านั้น เราจะทำเพียงสิ่งที่เราควรทำให้เสร็จสิ้นจนเสร็จสิ้นในวันนี้เท่านั้น แต่ในอนาคต เราจะนำการลงทัณฑ์อันสาสมมาสู่แต่ละคนตามสิ่งที่พวกเขาได้ทำลงไป เราได้พูดทั้งหมดที่มีให้พูดไปแล้ว เพราะแน่นอนว่านี่คืองานที่เราทำ เราทำเพียงสิ่งที่เราควรทำเท่านั้น และไม่ใช่สิ่งที่เราไม่ควรทำ อย่างไรก็ตาม เราหวังว่าพวกเจ้าจะใช้เวลามากขึ้นในการคิดทบทวนว่า: จริงๆ แล้วความรู้ของเจ้าในเรื่องพระเจ้ามีมากเพียงใดที่เป็นจริง? เจ้าคือใครบางคนที่ได้ตอกตรึงพระเจ้ากับกางเขนอีกครั้งหรือไม่ ถ้อยคำสุดท้ายของเราคือสิ่งนี้: ความวิบัติจงบังเกิดแก่พวกที่ตรึงกางเขนพระเจ้า

ตัดตอนมาจาก “คนชั่วจะถูกลงโทษอย่างแน่นอน” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 330

เมื่อเจ้าเดินบนเส้นทางของวันนี้ อะไรคือการไล่ตามเสาะหาประเภทที่เหมาะสมที่สุด? ในการไล่ตามเสาะหาของเจ้า เจ้าควรมองว่าตัวเจ้าเองเป็นบุคคลประเภทใด? เจ้าควรรู้ว่าเจ้าควรเข้าหาทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับเจ้าในวันนี้อย่างไร ไม่ว่าจะเป็นการทดสอบหรือความยากลำบาก หรือการตีสอนและการด่าทออย่างไร้ความปรานี เจ้าควรให้การพิจารณาอย่างรอบคอบในทุกกรณี เหตุใดเราจึงพูดเช่นนี้? เราพูดเช่นนี้เพราะว่าจะว่าไปแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นกับเจ้าในวันนี้คือการทดสอบสั้นๆ ที่อุบัติขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก บางทีเจ้าอาจไม่พิจารณาเห็นว่าการทดสอบเหล่านี้รบกวนจิตใจอย่างมาก และดังนั้นเจ้าจึงปล่อยให้สิ่งต่างๆ ล่องลอยไป และไม่คำนึงถึงว่าการทดสอบเหล่านั้นเป็นทรัพย์สินที่มีค่าในการไล่ตามเสาะหาความก้าวหน้า เจ้าช่างประมาทนัก! กลายเป็นว่าเจ้าคิดว่าทรัพย์สินที่มีค่านี้เป็นดั่งเมฆที่ล่องลอยอยู่ต่อหน้าต่อตาเจ้า เจ้าไม่ทะนุถนอมความล้ำค่าของการตีที่รุนแรงเหล่านี้ซึ่งกระหน่ำลงมาครั้งแล้วครั้งเล่า—การตีที่สั้น และดูเหมือนจะแผ่วเบาสำหรับเจ้า—แต่พิจารณาการตีเหล่านั้นอย่างเย็นชา ไม่นำพาใส่ใจ ปฏิบัติต่อการตีเหล่านั้นเป็นเพียงการเคาะชั่วครั้งชั่วคราว เจ้าช่างโอหังเหลือเกิน! กับการโจมตีที่ดุเดือดเหล่านี้ การโจมตีที่คล้ายคลึงกับพายุที่มาครั้งแล้วครั้งเล่า เจ้าเพียงแสดงความเบิกบานใจเท่านั้น บางครั้งเจ้าก็ถึงกับยิ้มเยือกเย็น เผยให้เห็นถึงความไม่แยแสของเจ้า—เพราะเจ้าไม่เคยได้คิดกับตัวเจ้าเองเลยว่าเหตุใดเจ้าจึงต้องทนทุกข์กับ “โชคร้ายต่างๆ” เช่นนี้อยู่ร่ำไป เราไม่ยุติธรรมกับมนุษย์อย่างมากหรอกหรือ? เรากำลังจ้องจับผิดเจ้าหรือไม่? แม้ว่าปัญหาที่มีกับเชาวน์ปัญญาของเจ้าอาจไม่สาหัสเท่ากับที่เราได้พรรณนาไป แต่เจ้าก็ได้สร้างมโนภาพที่เพียบพร้อมของโลกภายในของเจ้ามานานแล้ว โดยผ่านทางความสำรวมภายนอกของเจ้า ไม่มีประเด็นแต่อย่างใดในการที่เราจะบอกเจ้าว่า สิ่งเดียวที่ถูกซ่อนเร้นไว้ในส่วนลึกของหัวใจของเจ้าคือคำผรุสวาทที่ดิบเถื่อนและความเศร้าที่แทบจะตรวจหาไม่พบ เพราะเจ้ารู้สึกว่าไม่ยุติธรรมเหลือเกินที่ได้ทนทุกข์กับการทดสอบเช่นนี้ เจ้าจึงด่าทอ การทดสอบต่างๆ ทำให้เจ้ารู้สึกถึงความอ้างว้างของโลก และด้วยการนี้ เจ้าจึงเต็มไปด้วยความหดหู่ใจ แทนที่จะมองว่าการตีซ้ำๆ เหล่านี้และการบ่มวินัยเป็นการคุ้มครองปกป้องที่ดีที่สุด เจ้ากลับเห็นว่าสิ่งเหล่านี้เป็นการสร้างปัญหาอย่างไร้สติของฟ้าสวรรค์ หรือไม่ก็เป็นการลงทัณฑ์ที่เหมาะสมต่อเจ้า เจ้าช่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์เหลือเกิน! เจ้ากักเก็บเวลาดีๆ ไว้ในความมืดอย่างไร้ความปรานี ครั้งแล้วครั้งเล่า เจ้ามองดูการทดสอบและการบ่มวินัยที่น่าอัศจรรย์เป็นดั่งการโจมตีจากศัตรูของเจ้า เจ้าไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมของเจ้า และนับประสาอะไรที่เจ้าจะยินยอมทำตามนั้น เพราะเจ้าไม่เต็มใจที่จะได้รับสิ่งใดจากการตีสอนซ้ำๆ นี้ ซึ่งก็ทารุณด้วยสำหรับเจ้า เจ้าไม่ได้ทั้งค้นหาและสำรวจ เจ้าเพียงแค่ปล่อยตัวเองให้เป็นไปตามชะตากรรมของเจ้า และยอมรับที่ที่เจ้าอยู่ สิ่งที่สำหรับเจ้าแล้วดูเหมือนว่าเป็นการสั่งสอนที่ป่าเถื่อนไม่ได้เปลี่ยนแปลงหัวใจของเจ้า อีกทั้งการสั่งสอนเหล่านั้นไม่ได้เข้ายึดครองหัวใจของเจ้า แต่กลับทิ่มแทงเจ้าที่หัวใจแทน เจ้าเห็นว่า “การตีสอนที่ทารุณ” นี้ไม่ใช่อะไรมากไปกว่าศัตรูของเจ้าในชีวิตนี้ และเจ้าก็ไม่ได้รับอะไรเลย เจ้าช่างมองตนเองเป็นฝ่ายถูกเสมอมากเหลือเกิน! เจ้าไม่ค่อยจะเชื่อว่าเจ้าทนทุกข์กับการทดสอบต่างๆ เช่นนี้เพราะเจ้าน่าเหยียดหยามเหลือเกิน แต่เจ้ากลับคิดว่าตัวเจ้าเองโชคร้ายเหลือเกิน และพูดว่าเรามักจะจ้องจับผิดเจ้าเสมอแทน ณ วันนี้โดยแท้จริงแล้วเจ้ามีความรู้มากเพียงใดในสิ่งที่เราพูดและทำ? จงอย่าคิดว่าเจ้าเป็นผู้มีพรสวรรค์โดยธรรมชาติ ที่ต่ำกว่าฟ้าสวรรค์เพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่สูงกว่าแผ่นดินโลกอย่างมากมาย เจ้าไม่ได้ฉลาดกว่าผู้อื่นใด—และอาจกล่าวได้ด้วยซ้ำว่าเจ้าโง่กว่าผู้คนบนแผ่นดินโลกคนใดก็ตามที่มีเหตุผลอย่างน่าชื่นชม เพราะเจ้าคิดถือตัวเกินที่ตนควรจะคิดเหลือเกิน และไม่เคยได้มีสำนึกรับรู้ถึงปมด้อยเลย ดูเหมือนว่าเจ้าล่วงรู้การกระทำของเราในรายละเอียดที่เล็กน้อยที่สุด โดยข้อเท็จจริงแล้ว เจ้าคือใครสักคนที่โดยพื้นฐานแล้วขาดพร่องเหตุผล เพราะเจ้าไม่รู้เลยสักนิดว่าเราจะทำอะไร และนับประสาอะไรที่เจ้าตระหนักรู้ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ตอนนี้ ดังนั้นเราจึงพูดว่าเจ้าไม่แม้แต่จะเท่าเทียมกับชาวนาแก่ๆ ที่กำลังทำงานหนักบนแผ่นดิน ชาวนาที่ไม่ได้มีความล่วงรู้ถึงชีวิตมนุษย์แม้แต่น้อย แต่ก็ยังพึ่งพาพระพรแห่งฟ้าสวรรค์เมื่อเขาทำการเพาะปลูกบนแผ่นดิน เจ้าไม่เจียดความคิดแม้เพียงวินาทีเดียวให้กับชีวิตของเจ้า เจ้าไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับชื่อเสียง และนับประสาอะไรที่เจ้าจะมีความรู้จักตัวเองใดๆ เจ้าช่าง “ยกตัว” เหลือเกิน!

ตัดตอนมาจาก “พวกที่ไม่เรียนรู้และไม่รู้อะไรเลย: พวกเขาไม่ใช่สัตว์เดียรัจฉานหรอกหรือ?” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 331

พวกเจ้าได้วางคำสอนซ้ำๆ ของเราไว้ที่ด้านหลังของจิตใจของเจ้ามานานแล้ว พวกเจ้าถึงกับปฏิบัติต่อคำสอนเหล่านั้นเหมือนของเล่นสำหรับเวลาว่างของพวกเจ้า และพิจารณาถือว่าคำสอนเหล่านั้นเป็น “เครื่องรางผู้พิทักษ์” ของพวกเจ้าเองเสมอ เมื่อถูกซาตานกล่าวหา เจ้าก็อธิษฐาน เมื่อมีความคิดเชิงลบ เจ้าก็งีบหลับ เมื่อมีความสุข เจ้าก็วิ่งวุ่นไปมา เมื่อเราตำหนิเจ้า เจ้าก็คำนับทำท่าสุภาพเหลือทน และเมื่อเจ้าจากเราไป เจ้าก็หัวเราะอย่างบ้าคลั่ง ในฝูงชนไม่มีใครสูงส่งกว่าเจ้า แต่เจ้าไม่เคยคิดว่าตัวเองโอหังที่สุดในบรรดาทั้งมวล เจ้าสูงส่ง อิ่มเอิบใจ และหยิ่งผยองเหนือคำบรรยายโดยตลอด บรรดา “สุภาพบุรุษและสาวน้อยวัยเยาว์” และ “ท่านผู้ชายและท่านผู้หญิง” เช่นนี้ที่ไม่รู้อะไรเลยและไม่เคยเรียนรู้ จะสามารถปฏิบัติต่อวจนะของเราเป็นดั่งสมบัติล้ำค่าได้อย่างไร? บัดนี้เราจะถามเจ้าต่อไปว่า เจ้าได้เรียนรู้อะไรกันแน่จากวจนะและงานของเราในเวลานานมากเช่นนี้? เจ้าไม่ได้กลายเป็นช่ำชองมากขึ้นในการหลอกลวงของเจ้าหรอกหรือ? มีความภูมิฐานมากขึ้นในเนื้อหนังของเจ้าหรือไม่? มีความเป็นกันเองมากขึ้นในท่าทีของเจ้าต่อเราหรือไม่? เราบอกเจ้าตรงๆ ว่า เราได้ทำงานมากมาย แต่มันก็ได้เพิ่มความกล้าของเจ้า ความกล้าที่เคยเป็นเหมือนความกล้าของหนู ความกังวลใจของเจ้าต่อเราลดลงทุกวัน เพราะเราใจดีเกินไป และไม่เคยได้ลงโทษเนื้อหนังของเจ้าโดยใช้ความโหดร้าย บางทีเจ้าอาจคิดว่าเราเพียงแค่กำลังแสดงความเห็นที่หยาบคาย—แต่บ่อยครั้งกว่าที่เรายิ้มให้เจ้า และเราแทบไม่เคยติเตียนเจ้าต่อหน้าของเจ้า ยิ่งไปกว่านั้นเรากำลังให้อภัยต่อความอ่อนแอของเจ้าตลอดมา และเป็นเพียงเพราะสิ่งนี้นั่นเอง เจ้าจึงปฏิบัติต่อเราเฉกเช่นงูปฏิบัติต่อชาวนาที่ดี เราเลื่อมใสทักษะ ความสำเร็จของพลังการสังเกตการณ์ของมนุษย์ยิ่งนัก! เพื่อบอกความจริงกับเจ้า วันนี้มันไม่สำคัญว่าหัวใจของเจ้าเป็นหัวใจที่ปราศจากความเคารพหรือไม่ เราทั้งไม่ร้อนใจและไม่วิตกกังวล แต่เราก็ต้องบอกเจ้าเช่นนี้ด้วยว่า เจ้า “บุคคลที่มีความสามารถพิเศษ” ที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์และไม่เต็มใจเรียนรู้เช่นที่เจ้าเป็น ในท้ายที่สุดจะถูกทำให้พังครืนโดยความฉลาดเล็กน้อยที่ทำให้ตนเองพึงพอใจของเจ้า—เจ้าจะเป็นผู้ที่ทนทุกข์และถูกตีสอน เราจะไม่โง่พอที่จะร่วมทางกับเจ้าในขณะที่เจ้ายังทนทุกข์ต่อไปในนรก เพราะเราไม่ใช่ประเภทเดียวกับเจ้า จงอย่าลืมว่าเจ้าเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่ถูกสาปแช่งโดยเรา แต่ก็ยังถูกสอนและช่วยให้รอดโดยเรา เจ้าไม่มีอะไรเลยสำหรับเราที่เราจะไม่เต็มใจผละจากมา เมื่อใดก็ตามที่เราทำงาน เราก็ไม่ถูกจำกัดควบคุมโดยผู้คน เหตุการณ์ หรือวัตถุใดๆ ท่าทีและข้อคิดเห็นของเราต่อมวลมนุษย์ยังคงเหมือนเดิมตลอดมา กล่าวคือ เราไม่ชอบเจ้าอย่างมากเพราะเจ้าเป็นส่วนหนึ่งที่ยื่นออกมาของการบริหารจัดการของเรา และไม่มีอะไรที่เกี่ยวกับเจ้าดีกว่าที่เกี่ยวกับสิ่งอื่นใดเลย นี่คือคำแนะนำของเราต่อเจ้า จงจำไว้ตลอดเวลาว่าเจ้าไม่ใช่อะไรมากไปกว่าสิ่งที่ทรงสร้างของพระเจ้า! เจ้าอาจมีชีวิตอยู่กับเรา แต่เจ้าควรรู้จักอัตลักษณ์ของเจ้า จงอย่าคิดถือตัวเกินที่ตนควรจะคิด แม้ว่าเราจะไม่ตำหนิเจ้า หรือจัดการกับเจ้า และเผชิญหน้ากับเจ้าด้วยรอยยิ้ม นี่ก็ไม่ได้พิสูจน์ว่าเจ้าเป็นประเภทเดียวกันกับเรา เจ้าควรรู้ว่าเจ้าเป็นหนึ่งในพวกที่ไล่ตามเสาะหาความจริง ไม่ใช่ความจริงนั้นเอง! เจ้าไม่ควรหยุดเปลี่ยนแปลงพร้อมกับวจนะของเรา เจ้าไม่สามารถหลบหนีการนี้ได้ เราแนะนำให้เจ้าพยายามและเรียนรู้บางสิ่งในระหว่างเวลาที่ยอดเยี่ยมนี้ เมื่อโอกาสที่หายากนี้มาถึง จงอย่าหลอกลวงเรา เราไม่จำเป็นต้องให้เจ้าใช้คำเยินยอเพื่อพยายามและหลอกลวงเรา เมื่อเจ้าค้นหาเรา นั่นไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของเราทั้งหมด แต่เพื่อประโยชน์ของตัวเจ้าเอง!

ตัดตอนมาจาก “พวกที่ไม่เรียนรู้และไม่รู้อะไรเลย: พวกเขาไม่ใช่สัตว์เดียรัจฉานหรอกหรือ?” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 332

ตอนนี้ แต่ละวันที่พวกเจ้าใช้ชีวิตผ่านไปนั้นมีความสำคัญยิ่งยวด และมีความสำคัญสูงสุดต่อบั้นปลายของพวกเจ้าและชะตากรรมของพวกเจ้า ดังนั้น พวกเจ้าจะต้องทะนุถนอมทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเจ้ามีวันนี้ และหวงแหนความล้ำค่าของแต่ละนาทีที่ผ่านไป เจ้าต้องใช้เวลามากที่สุดเท่าที่เจ้าสามารถทำได้เพื่อให้ตัวเจ้าได้รับประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เพื่อที่ว่าเจ้าจะได้ไม่ใช้ชีวิตนี้ไปโดยไร้ค่า พวกเจ้าอาจรู้สึกสับสนว่าทำไมเราจึงกล่าวจนะเช่นนั้น ว่ากันตามตรง เราไม่พอใจแม้แต่น้อยกับพฤติกรรมของพวกเจ้าไม่ว่าคนใดก็ตาม เนื่องจากความหวังที่เราเคยมีในตัวพวกเจ้านั้นไม่ใช่อย่างที่พวกเจ้าเป็นในปัจจุบัน ด้วยเหตุนี้ เราจึงพูดได้ว่า: พวกเจ้าแต่ละคนอยู่บนขอบแห่งอันตราย และเสียงร้องขอความช่วยเหลือในอดีตและความทะเยอทะยานอยากที่จะไล่ตามเสาะหาความจริงและแสวงหาความสว่างในครั้งก่อนของพวกเจ้ากำลังใกล้จะถึงบทอวสานแล้ว นี่คือการแสดงการตอบสนองรอบสุดท้ายของพวกเจ้า และเป็นบางสิ่งบางอย่างที่เราไม่เคยคาดหวัง เราไม่ปรารถนาที่จะพูดตรงกันข้ามกับข้อเท็จจริง เพราะว่าพวกเจ้าได้ทำให้เราผิดหวังเป็นอย่างยิ่ง บางทีพวกเจ้าคงไม่ปรารถนาที่จะยอมรับเรื่องนี้โดยจำนน ไม่ปรารถนาที่จะเผชิญหน้ากับความเป็นจริง—กระนั้น เราต้องถามเรื่องนี้กับพวกเจ้าอย่างจริงจัง: ในช่วงหลายปีมานี้ หัวใจของพวกเจ้าเต็มไปด้วยอะไรกันแน่? หัวใจของพวกเจ้าจงรักภักดีต่อใคร? จงอย่าพูดว่าคำถามเหล่านี้เกิดขึ้นโดยไร้ที่มา และจงอย่าถามเราว่าทำไมเราจึงได้ถามถึงเรื่องเหล่านั้น จงรู้ไว้ว่า: เป็นเพราะว่าเรารู้จักพวกเจ้าดีเกินไป ใส่ใจพวกเจ้ามากเกินไป และได้ลงทุนหัวใจของเรามากเกินไปในความประพฤติและการกระทำทั้งหลายของพวกเจ้าที่เราได้เรียกร้องให้พวกเจ้าอธิบายโดยไม่หยุดหย่อน และได้แบกรับความยากลำบากที่ขมขื่นยิ่งขึ้น กระนั้น พวกเจ้าก็ไม่ได้ตอบแทนเราด้วยสิ่งใดมากไปกว่าความไม่แยแสและการยอมจำนนที่เกินทน พวกเจ้าสะเพร่าต่อเราเหลือคณา เป็นไปได้หรือไม่ที่เราจะไม่รู้สิ่งใดในเรื่องนี้เลย? หากนี่คือสิ่งที่พวกเจ้าเชื่อ มันก็เป็นการพิสูจน์ข้อเท็จจริงต่อไปอีกว่าพวกเจ้าไม่ได้ปฏิบัติต่อเราด้วยความมีน้ำใจอย่างแท้จริง และดังนั้น เราจึงกล่าวว่า พวกเจ้ากำลังฝังหัวของพวกเจ้าไว้ในทราย พวกเจ้าทั้งหมดฉลาดมากเสียจนไม่รู้แม้กระทั่งว่าพวกเจ้ากำลังทำอะไรกันอยู่—เช่นนั้นแล้ว พวกเจ้าจะใช้อะไรเพื่อให้คำอธิบายแก่เราเล่า?

คำถามที่น่าเป็นห่วงที่สุดสำหรับเราก็คือ แท้จริงแล้วหัวใจของพวกเจ้าจงรักภักดีต่อใคร เราหวังอีกด้วยว่า พวกเจ้าแต่ละคนจะพยายามรวบรวมความคิด และถามตัวของพวกเจ้าเองว่าพวกเจ้าจงรักภักดีต่อใครและพวกเจ้ามีชีวิตอยู่เพื่อใคร บางทีพวกเจ้าคงไม่เคยให้การพิจารณาต่อคำถามเหล่านี้อย่างถี่ถ้วน ดังนั้น จะเป็นอย่างไรหากเราเปิดเผยคำตอบให้พวกเจ้ารู้?

ใครก็ตามที่มีความทรงจำจะรับรู้ข้อเท็จจริงนี้ที่ว่า: มนุษย์มีชีวิตอยู่เพื่อตัวเขาเองและจงรักภักดีต่อตัวเขาเอง เราไม่เชื่อว่าคำตอบของพวกเจ้านั้นถูกต้องทั้งหมด เนื่องจากพวกเจ้าแต่ละคนนั้นดำรงอยู่ในชีวิตของพวกเจ้าแต่ละคน และแต่ละคนก็กำลังต่อสู้ดิ้นรนกับความทุกข์ของพวกเจ้าเอง เมื่อเป็นเช่นนั้น พวกเจ้าจึงจงรักภักดีต่อผู้คนที่พวกเจ้ารักและสิ่งต่างๆ ที่ทำให้พวกเจ้าพอใจ พวกเจ้าไม่ได้จงรักภักดีต่อตัวพวกเจ้าเองโดยสิ้นเชิง เพราะพวกเจ้าแต่ละคนได้รับอิทธิพลจากผู้คน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และวัตถุสิ่งของทั้งหลายรอบๆ ตัวพวกเจ้า พวกเจ้าจึงไม่ได้จงรักภักดีต่อตัวพวกเจ้าเองอย่างแท้จริง เรากล่าววจนะเหล่านี้ไม่ใช่เพื่อลงนามรับรองการจงรักภักดีต่อตัวพวกเจ้าเอง แต่เพื่อตีแผ่ให้เห็นถึงความจงรักภักดีของพวกเจ้าต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใด เนื่องจากตลอดช่วงระยะเวลายาวนานหลายปีนั้น เรายังไม่เคยได้รับความรักภักดีจากพวกเจ้าคนใดเลย พวกเจ้าได้ติดตามเรามาตลอดช่วงหลายปีนี้ กระนั้นก็ยังไม่เคยมอบความจงรักภักดีให้เราแม้เพียงสักนิดเดียว แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พวกเจ้ากลับวนเวียนอยู่กับผู้คนที่พวกเจ้ารักและสิ่งต่างๆ ที่ทำให้พวกเจ้าพอใจ—มากถึงขนาดที่ว่าตลอดเวลานั้น และไม่ว่าเจ้าจะไปที่ใดก็ตาม เจ้าเก็บผู้คนและสิ่งเหล่านั้นไว้ใกล้หัวใจเจ้าและไม่เคยทอดทิ้งผู้คนและสิ่งเหล่านั้นเลย เมื่อใดก็ตามที่พวกเจ้ากลายเป็นกระหายหรือกระตือรือร้นในสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่พวกเจ้ารัก มันเกิดขึ้นในขณะที่พวกเจ้ากำลังติดตามเรา หรือแม้แต่ในขณะที่พวกเจ้ากำลังฟังวจนะของเรา ดังนั้น เราจึงบอกว่าพวกเจ้ากำลังใช้ความจงรักภักดีที่เราขอจากพวกเจ้า ไปจงรักภักดีและทะนุถนอม “สัตว์เลี้ยง” ของพวกเจ้าแทน แม้ว่าพวกเจ้าอาจพลีอุทิศสิ่งหนึ่งหรือสองสิ่งให้เรา มันก็ไม่ได้เป็นตัวแทนถึงทั้งหมดของพวกเจ้า และไม่ได้แสดงว่าเราคือผู้ที่พวกเจ้าจงรักภักดีอย่างแท้จริง พวกเจ้าเข้าไปเกี่ยวข้องกับหน้าที่การงานต่างๆ ที่พวกเจ้ากระตือรือร้น: คนบางคนจงรักภักดีต่อบุตรชายและบุตรสาว คนอื่นๆ จงรักภักดีต่อสามี ภรรยา ความร่ำรวย การงาน ผู้บังคับบัญชา สถานภาพ หรือผู้หญิง พวกเจ้าไม่เคยรู้สึกเหนื่อยล้าหรือรำคาญใจกับสิ่งต่างๆ ที่พวกเจ้าจงรักภักดี แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พวกเจ้ากลับกระหายมากยิ่งขึ้นกว่าที่เคยเพื่อที่จะครอบครองสิ่งเหล่านี้ในปริมาณที่มากขึ้น และคุณภาพที่สูงขึ้น และพวกเจ้าก็ไม่เคยล้มเลิก เราและวจนะของเรามักจะถูกผลักไปอยู่หลังสิ่งต่างๆ ที่พวกเจ้ากระตือรือร้น และพวกเจ้าก็ไม่มีทางเลือกนอกจากต้องจัดลำดับวจนะของเราไว้ท้ายสุด มีแม้กระทั่งผู้ที่เว้นตำแหน่งสุดท้ายนี้ไว้เพื่อสิ่งต่างๆ ที่พวกเขาจงรักภักดีซึ่งพวกเขายังไม่ค้นพบ ไม่เคยมีร่องรอยของเราในหัวใจของพวกเขาเลยแม้แต่น้อย พวกเจ้าอาจคิดว่าเราขอจากพวกเจ้ามากเกินไป หรือเรากล่าวหาพวกเจ้าอย่างผิดๆ—แต่พวกเจ้าเคยคิดสักครั้งหรือไม่ถึงข้อเท็จจริงที่ว่า ในขณะที่พวกเจ้ากำลังใช้เวลาอย่างมีความสุขกับครอบครัวของพวกเจ้าอยู่นั้น พวกเจ้าไม่เคยจงรักภักดีต่อเราเลยแม้แต่สักครั้งเดียว? ในช่วงเวลาอย่างนี้ มันไม่ทำให้พวกเจ้าเจ็บปวดหรอกหรือ? เมื่อหัวใจของพวกเจ้าเต็มไปด้วยความชื่นบานยินดี และได้รับบำเหน็จรางวัลสำหรับการลงแรงของพวกเจ้า พวกเจ้าไม่รู้สึกท้อใจที่ไม่ได้จัดหาความจริงที่เพียงพอให้กับตัวพวกเจ้าเองหรอกหรือ? พวกเจ้าร่ำไห้ให้กับการไม่ได้รับการรับรองจากเราเมื่อใด? พวกเจ้าบีบเค้นสมองของพวกเจ้าและยอมรับความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสเพื่อบุตรชายและบุตรสาวของพวกเจ้า กระนั้นพวกเจ้าก็ยังคงไม่พึงพอใจ ยังคงเชื่อว่าพวกเจ้ายังไม่ได้ขยันหมั่นเพียรแทนพวกเขา ยังไม่ได้ทำทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเจ้าสามารถทำได้เพื่อพวกเขา อย่างไรก็ตาม กับเราแล้ว พวกเจ้าจะสะเพร่าและไม่ระมัดระวังอยู่เสมอ เราอยู่ในความทรงจำของพวกเจ้าเท่านั้น แต่เราไม่ได้คงอยู่ในหัวใจของพวกเจ้า พวกเจ้าไม่รู้สึกถึงการอุทิศและความพยายามของเราตลอดไป และพวกเจ้าก็ไม่เคยมีความขอบคุณกับสิ่งเหล่านั้นเลย เจ้าเพียงแค่พิจารณาไตร่ตรองเป็นเวลาสั้นๆ และเชื่อว่าการทำเช่นนี้จะเพียงพอแล้ว “ความจงรักภักดี” เช่นนั้นไม่ใช่สิ่งที่เราโหยหามาแสนนาน แต่เป็นสิ่งซึ่งเราดูหมิ่นมาตลอด แต่กระนั้น ไม่ว่าเราจะพูดอะไร พวกเจ้าก็ยังคงยอมรับเพียงแค่หนึ่งหรือสองเรื่องเท่านั้น พวกเจ้าไม่สามารถยอมรับเรื่องนี้ได้ทั้งหมด เนื่องจากพวกเจ้าทุกคน “มั่นใจ” มาก และพวกเจ้าก็มักจะเลือกเฟ้นว่าจะยอมรับอะไรจากวจนะที่เราได้กล่าวไว้ หากพวกเจ้ายังคงเป็นอย่างนี้อยู่ในวันนี้ เรามีวิธีการบางอย่างสำหรับการจัดการกับความมั่นใจในตัวเองของพวกเจ้า—และที่มากกว่านั้นคือ เราจะทำให้พวกเจ้ารับรู้ว่าวจนะของเราทั้งหมดนั้นเป็นจริงแท้ และว่าไม่มีวจนะใดของเราที่บิดเบือนข้อเท็จจริง

ตัดตอนมาจาก “เจ้าจงรักภักดีต่อใคร?” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 333

หากเราจะวางเงินจำนวนหนึ่งตรงหน้าพวกเจ้าตอนนี้ และให้พวกเจ้ามีอิสระในการเลือก—และหากเราไม่กล่าวโทษพวกเจ้าเนื่องจากตัวเลือกของพวกเจ้า—เมื่อนั้น พวกเจ้าส่วนใหญ่คงจะเลือกเงินและละทิ้งความจริง คนที่ดีกว่าในหมู่พวกเจ้าคงจะยอมละทิ้งเงินและเลือกความจริงอย่างลังเล ในขณะที่ผู้ที่อยู่ระหว่างกลางคงจะหยิบฉวยเงินไว้ในมือข้างหนึ่งและความจริงไว้ในมืออีกข้างหนึ่ง เช่นนั้นแล้ว ธาตุแท้ของพวกเจ้าจะไม่ปรากฏให้เห็นเด่นชัดหรอกหรือ? เมื่อต้องเลือกระหว่างความจริงและสิ่งใดก็ตามที่พวกเจ้าจงรักภักดี พวกเจ้าจะเลือกตัวเลือกนี้กันทุกคน และทัศนคติของพวกเจ้าก็จะยังคงเป็นเหมือนเดิม ไม่ใช่เช่นนั้นหรอกหรือ? มีผู้คนไม่มากนักในหมู่พวกเจ้าที่ได้เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาระหว่างถูกและผิดมิใช่หรือ? ในการแข่งกันระหว่างด้านบวกกับด้านลบ ดำและขาว พวกเจ้าตระหนักรู้อย่างแน่นอนถึงตัวเลือกที่พวกเจ้าได้เลือกระหว่างครอบครัวกับพระเจ้า ลูกๆ กับพระเจ้า สันติสุขกับการแตกแยก ความร่ำรวยกับความยากจน สถานภาพกับความธรรมดาสามัญ การได้รับการสนับสนุนกับการถูกทิ้งขว้าง เป็นต้น ระหว่างครอบครัวที่สงบสุขกับครอบครัวที่แตกแยก พวกเจ้าได้เลือกอย่างแรก และเลือกเช่นนั้นโดยไม่ลังเล ระหว่างความร่ำรวยและหน้าที่ พวกเจ้าได้เลือกอย่างแรกอีกครั้ง และยิ่งขาดความตั้งใจที่จะกลับเข้าฝั่ง[ก] ระหว่างความหรูหราฟุ่มเฟือยกับความยากจน พวกเจ้าได้เลือกอย่างแรก เมื่อต้องเลือกระหว่างบุตรชาย บุตรสาว ภรรยาและสามีของพวกเจ้า กับเรา พวกเจ้าได้เลือกอย่างแรก และระหว่างมโนคติอันหลงผิดกับความจริง พวกเจ้าได้เลือกอย่างแรกอีกครั้งหนึ่ง เมื่อได้เผชิญกับการกระทำอันชั่วร้ายทั้งหลายในทุกรูปแบบของพวกเจ้า เราก็เพียงหมดความเชื่อในตัวพวกเจ้าแล้วเท่านั้น เราเพียงประหลาดใจเท่านั้นที่หัวใจของพวกเจ้าต้านทานการทำให้อ่อนลงยิ่งนัก ชัดเจนแล้วว่าหลายปีแห่งการมอบอุทิศและความพยายามนั้นไม่ได้นำพาอะไรมาให้เรามากไปกว่าการทอดทิ้งและความสิ้นหวังของพวกเจ้า แต่ความหวังของเราที่มีต่อพวกเจ้าเติบโตไปพร้อมกับแต่ละวันที่ผ่านไป เนื่องจากวันของเราได้ถูกแผ่วางต่อหน้าทุกคนอย่างสมบูรณ์แล้ว กระนั้น พวกเจ้าก็ยังยืนกรานที่จะแสวงหาสิ่งที่มืดมนและชั่วร้ายทั้งหลาย และปฏิเสธที่จะคลายมือของเจ้าที่ยึดจับสิ่งเหล่านั้นไว้ เช่นนั้นแล้ว บทอวสานของพวกเจ้าจะเป็นอย่างไร? พวกเจ้าเคยให้การคิดคำนึงถึงเรื่องนี้อย่างรอบคอบหรือไม่? หากพวกเจ้าถูกขอให้เลือกอีกครั้ง แล้วจุดยืนของพวกเจ้าจะเป็นอย่างไร? มันจะยังคงเป็นอย่างแรกอยู่อีกหรือไม่? พวกเจ้ายังจะนำความผิดหวังและความโศกเศร้าที่น่าเวทนามาสู่เราอยู่หรือไม่? หัวใจของพวกเจ้ายังจะมีความอบอุ่นอันน้อยนิดเพียงอย่างเดียวอยู่หรือไม่? พวกเจ้ายังจะไม่ตระหนักรู้ว่าต้องทำอะไรเพื่อชูใจเราอยู่หรือไม่? ณ เวลานี้ พวกเจ้าจะเลือกอะไร? เจ้าจะนบนอบต่อวจนะของเราหรือจะเหนื่อยล้าต่อวจนะเหล่านั้น? วันของเราได้ถูกแผ่วางต่อสายตาของพวกเจ้าแล้ว และสิ่งที่พวกเจ้าเผชิญคือชีวิตใหม่และจุดเริ่มต้นใหม่ อย่างไรก็ตาม เราต้องบอกพวกเจ้าว่าจุดเริ่มต้นนี้ไม่ใช่การเริ่มต้นของงานใหม่ที่ผ่านมา แต่เป็นการสรุปปิดตัวของงานเก่า นั่นคือ นี่เป็นฉากสุดท้าย เราคิดว่าพวกเจ้าทุกคนสามารถเข้าใจได้ว่าสิ่งใดที่ผิดปกติเกี่ยวกับจุดเริ่มต้นนี้ อย่างไรก็ตาม วันหนึ่งในไม่ช้า พวกเจ้าจะเข้าใจความหมายที่แท้จริงของจุดเริ่มต้นนี้ ดังนั้น เรามาเคลื่อนผ่านมันไปด้วยกันและต้อนรับฉากสุดท้ายที่จะมาถึงกันเถิด! อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้เรายังกังวลต่อไปเกี่ยวกับพวกเจ้าก็คือว่า เมื่อเผชิญหน้ากับความอยุติธรรมและความยุติธรรม พวกเจ้ามักจะเลือกอย่างแรกอยู่เสมอ แต่กระนั้น นั่นเป็นเรื่องในอดีตของพวกเจ้าไปหมดแล้ว เราก็หวังที่จะลืมทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นอดีตของพวกเจ้าเช่นกัน แม้ว่านี่จะเป็นสิ่งที่ทำได้ลำบากยากเย็นอย่างมากก็ตาม ไม่ว่าอย่างไร เรามีวิธีที่ดียิ่งในการลืม นั่นก็คือ: จงปล่อยให้อนาคตมาแทนที่อดีต และยอมให้เงาแห่งอดีตของพวกเจ้ามลายหายไปเพื่อแลกกับตัวตนที่แท้จริงของพวกเจ้าในวันนี้ เราจึงต้องรบกวนพวกเจ้าให้ตัดสินใจเลือกอีกครั้ง—และเราจะได้เห็นว่าจริง ๆ แล้วพวกเจ้าจงรักภักดีต่อใครกันแน่

ตัดตอนมาจาก “เจ้าจงรักภักดีต่อใคร?” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

"เชิงอรรถ:

ก. กลับเข้าฝั่ง: สุภาษิตจีน หมายถึง “กลับมาจากหนทางชั่วร้ายของเรา”"

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 334

เมื่อใดก็ตามที่พูดถึงเรื่องของบั้นปลาย พวกเจ้าให้ความจริงจังกับมันเป็นพิเศษ ยิ่งไปกว่านั้น มันเป็นบางสิ่งที่พวกเจ้าทุกคนมีความรู้สึกอ่อนไหวด้วยเป็นยิ่งนัก ผู้คนบางคนรอไม่ไหวที่จะโขกศีรษะของพวกเขากับพื้น หมอบคารวะเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า เพื่อให้ได้มาซึ่งบั้นปลายที่ดี เรารู้สึกได้อย่างเข้าใจในความกระหายร้อนรนของพวกเจ้า โดยไม่ต้องใช้คำพูดใดแสดงออกมา มันคงไม่มีอะไรมากไปกว่าการที่พวกเจ้าไม่ต้องการให้เนื้อหนังของพวกเจ้าต้องตกอยู่ในความวิบัติ และที่เจ้าไม่ปรารถนากว่านั้นก็คือการดำดิ่งสู่การลงทัณฑ์อันไม่รู้จบในภายภาคหน้า พวกเจ้าหวังเพียงให้ตัวพวกเจ้าได้ใช้ชีวิตอย่างมีเสรีขึ้นอีกสักนิดและง่ายขึ้นอีกสักหน่อย ฉะนี้พวกเจ้าจึงรู้สึกอึดอัดปั่นป่วนเป็นพิเศษเมื่อใดก็ตามที่มีการพูดถึงเรื่องของบั้นปลาย ด้วยเกรงว่าหากเจ้าไม่ใส่ใจให้มากพอ เจ้าอาจทำให้พระเจ้าทรงขุ่นเคือง และด้วยเหตุนั้นจึงต้องรับผลการกระทำอันสาสมตามที่เจ้าสมควรได้รับ พวกเจ้าไม่ลังเลเลยที่จะยอมประนีประนอมด้วยความที่เห็นแก่บั้นปลายของพวกเจ้า และถึงขนาดที่พวกเจ้าหลายคนซึ่งเคยฉ้อฉลและกะล่อนเหลวไหลกลับกลายเป็นคนสุภาพและจริงใจเป็นพิเศษในบัดดล ภาพลักษณ์แห่งความจริงใจของพวกเจ้าทำให้ผู้คนจับใจจนเข้ากระดูกดำ แม้จะเป็นเช่นนั้นก็ตาม พวกเจ้าทุกคนต่างมีหัวใจอัน “สัตย์ซื่อ” และพวกเจ้าก็ได้เปิดเผยความลับในใจพวกเจ้ากับเราอย่างสม่ำเสมอโดยไม่ซ่อนงำสิ่งใดไว้เลย ไม่ว่าจะเป็นความเศร้าโศก ความหลอกลวง หรือการอุทิศตน โดยรวมแล้ว พวกเจ้าได้ “สารภาพ” สิ่งที่อยู่ภายในซอกมุมซึ่งลึกที่สุดของธรรมชาติอันแท้จริงของพวกเจ้าต่อเราอย่างซื่อสัตย์ตรงไปตรงมายิ่งนัก แน่นอนว่าเราไม่เคยเลี่ยงอ้อมสิ่งเหล่านี้เลย เพราะสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดกลายเป็นความคุ้นชินเกินไปเสียแล้วสำหรับเรา พวกเจ้าคงเลือกตะลุยทะเลเพลิงด้วยหวังในเรื่องบั้นปลายมากกว่าจะเลือกเสียผมสักเส้นเพื่อให้ได้การยอมรับจากพระเจ้า ไม่ใช่ว่าเราเคร่งครัดในหลักการกับพวกเจ้าจนเกินไป หากแต่เป็นเพราะพวกเจ้าขาดหัวใจแห่งการอุทิศตนจนเกินกว่าที่จะมาเผชิญหน้าโดยตรงกับทุกอย่างที่เราทำ พวกเจ้าอาจไม่เข้าใจสิ่งที่เราเพิ่งเอ่ยไป ฉะนั้น ให้เราเตรียมคำอธิบายอย่างง่ายให้แก่พวกเจ้าดังนี้ สิ่งที่พวกเจ้าจำเป็นต้องมีไม่ใช่ความจริงหรือชีวิต ไม่ใช่หลักการเรื่องการประพฤติปฏิบัติของพวกเจ้า และที่ยิ่งไม่ใช่ก็คืองานอันอุตสาหะถี่ถ้วนของเรา หากแต่สิ่งที่พวกเจ้าต้องการคือทุกสิ่งที่พวกเจ้ามีอยู่แล้วในเนื้อหนัง นั่นก็คือ ความมั่งคั่ง สถานะ ครอบครัว ชีวิตสมรส และอื่น ๆ พวกเจ้าไม่ได้ให้ความสำคัญกับงานและคำพูดของเราโดยสิ้นเชิง ดังนั้นเราจึงสามารถสรุปรวบรวมความเชื่อของพวกเจ้าได้เป็นคำหนึ่งคำ นั่นก็คือ ขอไปที พวกเจ้าจะพยายามทุกวิถีทางเพื่อให้สัมฤทธิ์ผลในสิ่งที่พวกเจ้าอุทิศตัวให้อย่างยิ่งยวด แต่เราพบแล้วว่าพวกเจ้าจะไม่ทำสิ่งเดียวกันเพื่อเห็นแก่ประโยชน์ในเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับความเชื่อซึ่งมีต่อพระเจ้า พวกเจ้ากลับเพียงแต่อุทิศตัวมากกว่าคนอื่น และจริงจังแน่วแน่กว่าคนอื่นเมื่อเทียบกัน นี่คือเหตุที่เรากล่าวว่าคนที่ขาดหัวใจแห่งความจริงใจสุดซึ้งคือคนที่ล้มเหลวในความเชื่อที่มีต่อพระเจ้า จงคิดให้ถ้วนถี่เถิด—มีคนล้มเหลวมากมายในหมู่พวกเจ้าใช่หรือไม่?

พวกเจ้าควรรู้ไว้ว่าความสำเร็จในเรื่องความเชื่อที่มีต่อพระเจ้านั้น สัมฤทธิ์ได้ด้วยผลแห่งการกระทำของตัวผู้คนเอง เมื่อผู้คนทำไม่สำเร็จ แต่กลับล้มเหลว นั่นก็เป็นเพราะการกระทำของพวกเขาเองเช่นกัน และไม่มีปัจจัยอื่นใดเลยที่มีบทบาทเกี่ยวข้อง เราเชื่อว่าพวกเจ้าจะทำทุกอย่างที่จำเป็นเพื่อที่จะสัมฤทธิ์ผลในบางสิ่งซึ่งยากเย็นยิ่งกว่าและนำมาซึ่งความทุกข์ทรมานยิ่งกว่าการเชื่อในพระเจ้า และเชื่อว่าพวกเจ้าจะให้ความจริงจังในสิ่งนั้นเป็นอย่างยิ่ง จริงจังมากเสียจนพวกเจ้าจะไม่เต็มใจยอมผ่อนปรนในความผิดพลาดใด ๆ เลย เหล่านี้คือความพยายามอันไม่ย่นย่อประเภทต่าง ๆ ที่พวกเจ้าทุกคนนำมาใส่ให้กับชีวิตของตัวเอง พวกเจ้าถึงกับสามารถลวงหลอกภาคมนุษย์ของเราได้ภายใต้พฤติการณ์ที่พวกเจ้าจะไม่หลอกลวงสมาชิกคนใดในครอบครัวของเจ้าเอง นี่คือพฤติกรรมอันสม่ำเสมอของพวกเจ้า และเป็นหลักการในการดำรงชีวิตของพวกเจ้า พวกเจ้าไม่ได้ยังคงกำลังฉายภาพโฉมหน้าอันจอมปลอมมาหลอกเราเพื่อประโยชน์ในบั้นปลายของพวกเจ้า เพื่อที่บั้นปลายของพวกเจ้าจะได้สวยงามเพียบพร้อมและเป็นไปตามที่พวกเจ้าอยากได้อยากมีทั้งหมดหรอกหรือ? เราตระหนักรู้ว่าการอุทิศตนของพวกเจ้าเป็นไปแบบชั่วคราว เช่นเดียวกับความจริงใจของเจ้านั่นเอง มิใช่หรือว่าปณิธานของพวกเจ้าและราคาที่พวกเจ้าจ่ายไปนั้น เป็นไปเพื่อการในปัจจุบันเท่านั้น หาใช่เพื่อการในอนาคตไม่? พวกเจ้าต้องการเพียงทุ่มแรงความพยายามเฮือกสุดท้ายเพื่อกระเสือกกระสนไปรักษาบั้นปลายอันสวยงามเอาไว้ ด้วยจุดมุ่งหมายในการต่อรองแลกเปลี่ยนเพียงอย่างเดียวเท่านั้น พวกเจ้าไม่ได้พยายามครั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงการกลายเป็นหนี้ความจริง และยิ่งไม่ใช่เพื่อการตอบแทนเราสำหรับราคาที่เราได้จ่ายไป กล่าวให้สั้นก็คือ พวกเจ้าเต็มใจแค่ใช้กุศโลบายอันแยบยลเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่พวกเจ้าต้องการ แต่จะไม่ต่อสู้แบบเปิดเผยเพื่อให้ได้มา นี่มิใช่ความปรารถนาจากใจจริงของพวกเจ้าหรอกหรือ? พวกเจ้าต้องไม่ปิดบังตัวเอง และต้องไม่ทำให้สมองของพวกเจ้าวนเวียนอยู่กับเรื่องของบั้นปลายจนถึงขนาดที่พวกเจ้ากินไม่ได้นอนไม่หลับ ไม่จริงหรอกหรือว่าบทอวสานของพวกเจ้าจะถูกกำหนดไว้เรียบร้อยแล้วในท้ายที่สุด? พวกเจ้าแต่ละคนควรประกอบหน้าที่ของตนเองอย่างสุดความสามารถ ด้วยหัวใจอันเปิดกว้างและสัตย์จริง และเต็มใจจะจ่ายราคาใดก็ตามเท่าที่จำเป็น ดังที่พวกเจ้าได้พูดกันไว้ว่า เมื่อวันนั้นมาถึง พระเจ้าจะไม่ทรงขาดตกบกพร่องต่อใครก็ตามที่ได้ทนทุกข์ทรมานหรือได้ยอมจ่ายเพื่อพระองค์ ความเชื่อมั่นอันแรงกลาเช่นนี้คือสิ่งที่ควรค่ายึดถือไว้ และถูกต้องแล้วที่พวกเจ้าไม่ควรจะลืมมันไป ด้วยวิธีนี้เท่านั้น เราจึงจะสามารถสบายใจได้ในเรื่องเกี่ยวกับพวกเจ้า มิเช่นนั้น พวกเจ้าจะเป็นผู้คนที่ทำให้เราไม่อาจสบายใจได้เลยตลอดกาล และเจ้าจะกลายเป็นวัตถุทั้งหลายที่เราไม่พิสมัยไปตลอดกาล หากพวกเจ้าทุกคนสามารถทำตามมโนสำนึกของตัวเองและทำเพื่อเราอย่างสุดความสามารถโดยไม่เหลือเผื่อแรงเผื่อใจไปจากงานของเรา และอุทิศแรงกายแรงใจของเจ้าให้กับงานข่าวประเสริฐของเราไปชั่วชีวิต เช่นนี้แล้ว มีหรือที่ใจของเราจะไม่ลิงโลดบ่อยครั้งเพราะความยินดี แทนพวกเจ้า? เช่นนี้แล้ว เราจึงจะสามารถโล่งใจในเรื่องของพวกเจ้าได้ใช่หรือไม่? เป็นความน่าละอายที่สิ่งที่พวกเจ้าทำได้นั้นเป็นเพียงเศษเสี้ยวอันน้อยนิดจนน่าเสียดายของสิ่งที่เราคาดหวัง เมื่อเป็นกรณีนี้ พวกเจ้ากล้าดีอย่างไรจึงมาแสวงหาสิ่งที่พวกเจ้าหวังเอาจากเรา?

ตัดตอนมาจาก “ไปสู่บั้นปลาย” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 335

บั้นปลายและชะตากรรมของพวกเจ้ามีความสำคัญยิ่งต่อพวกเจ้า—เป็นสิ่งที่สร้างความกังวลมหันต์ พวกเจ้าเชื่อว่า หากเจ้าไม่ทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยความระมัดระวังยิ่งแล้ว ย่อมจะหมายความว่าพวกเจ้าจบแล้วที่จะได้มีบั้นปลาย และเจ้าได้ทำลายชะตากรรมของตัวเจ้าเองไปแล้ว แต่พวกเจ้าเคยเห็นหรือไม่ว่า คนที่ใช้ความพยายามจนหมดสิ้นไปเพื่อบั้นปลายของพวกเขาแต่เพียงอย่างเดียวนั้น เป็นการออกแรงโดยเปล่าประโยชน์? ความพยายามเหล่านั้นไม่จริงแท้ หากแต่เป็นความจอมปลอมและการหลอกลวง หากเป็นกรณีนี้แล้ว พวกที่ทำงานเพียงเพื่อเห็นแก่บั้นปลายของพวกเขานั้น ย่อมหมิ่นเหม่เต็มทีที่จะก้าวไปสู่ความพ่ายแพ้นัดสุดท้ายของพวกเขา ด้วยว่าความล้มเหลวอันเกี่ยวกับความเชื่อที่มีต่อพระเจ้านั้นเป็นไปเพราะความหลอกลวง เราได้กล่าวไปก่อนหน้านี้แล้วว่าเราไม่ชื่นชอบที่จะได้รับการเยินยอหรือประจบสอพลอ หรือการปรนนิบัติด้วยความกุลีกุจอ เราชอบคนสัตย์ซื่อที่เผชิญกับความจริงของเราและความคาดหวังของเรา ที่มากไปกว่านั้น เราชอบเวลาที่ผู้คนสามารถแสดงให้เห็นความอาทรและความคำนึงถึงหัวใจของเราเป็นที่สุด และชอบเวลาที่พวกเขาสามารถสละได้ทุกสิ่งเพื่อเรา เช่นนี้เท่านั้นเราจึงจะสบายใจ ณ ขณะนี้ เรื่องเกี่ยวกับพวกเจ้าที่เราไม่ชอบนั้นมีมากเพียงใดกันเล่า? เรื่องที่เราชอบเกี่ยวกับพวกเจ้าล่ะมีมากเพียงใด? เป็นไปได้หรือ ที่ไม่มีพวกเจ้าคนใดเลยที่ตระหนักถึงการสำแดงความอัปลักษณ์สารพัดแบบทั้งหมดที่พวกเจ้าเผยออกมาด้วยหวังประโยชน์ในบั้นปลายของพวกเจ้า?

ในหัวใจของเรา เราไม่ได้ปรารถนาจะทำร้ายหัวใจดวงใดที่คิดบวกและทะเยอทะยานใฝ่สูง และเรายิ่งไม่ปรารถนาจะบั่นทอนแรงกายแรงใจของใครที่ประกอบหน้าที่ของตนโดยสัตย์ซื่อ กระนั้น เราก็ต้องย้ำเตือนพวกเจ้าแต่ละคนถึงความขาดตกบกพร่องและดวงวิญญาณอันโสมมที่อยู่ในซอกมุมที่ลึกที่สุดของหัวใจพวกเจ้า เราทำเช่นนี้ด้วยหวังว่าพวกเจ้าจะสามารถเปิดหัวใจที่แท้จริงเมื่ออยู่ต่อหน้าวจนะแห่งเรา เพราะสิ่งที่เราเกลียดชังที่สุดนั้นคือความลวงหลอกที่ผู้คนมีต่อเรา เราหวังเพียงว่า ในช่วงระยะสุดท้ายแห่งงานของเรา พวกเจ้าจะให้ผลงานที่ดีเด่นที่สุด และพวกเจ้าจะอุทิศตัวของพวกเจ้าทั้งดวงใจ หาใช่เพียงครึ่งใจอีกต่อไป แน่นอนว่าเราเองก็หวังให้พวกเจ้าทุกคนสามารถมีบั้นปลายที่ดี แต่แม้จะเป็นเช่นนั้น เราก็ยังมีข้อพึงประสงค์ของเรา นั่นคือ พวกเจ้าต้องตัดสินใจให้ดีที่สุดในการสละอุทิศครั้งสุดท้ายและครั้งเดียวเท่านั้นของเจ้าให้แก่เราจนหมดสิ้น หากบางคนไม่อุทิศตัวจนหมดสิ้นแล้ว เขาผู้นั้นก็จะตกเป็นสมบัติของซาตานอย่างแน่นอน และเราจะไม่เก็บเขาไว้ใช้งานอีกต่อไป แต่จะส่งเขากลับบ้านไปให้พ่อแม่ของเขาดูแล งานของเราคือความช่วยเหลืออันยิ่งใหญ่สำหรับพวกเจ้า สิ่งที่เราหวังจะได้จากพวกเจ้าคือหัวใจที่สัตย์ซื่อและที่ทะเยอทะยานใฝ่สูง แต่จนบัดนี้แล้ว มือของเราก็ยังว่างเปล่า จงคิดดูเถิด หากวันหนึ่งเรายังโศกสลดเป็นนักหนาเกินขอบเขตที่จะหาคำมาพูดบอกแล้ว ท่าทีของเราต่อพวกเจ้าจะเป็นอย่างไร? ถึงตอนนั้น เราจะยังเป็นมิตรต่อเจ้าเหมือนที่เราเป็นในตอนนี้หรือไม่? ถึงตอนนั้นแล้ว ใจของเราจะยังสงบนิ่งได้เท่าตอนนี้หรือไม่? พวกเจ้าเข้าใจความรู้สึกของคนที่ไถพรวนผืนนาอย่างอุตสาหะถี่ถ้วน แต่ก็ยังเก็บเกี่ยวข้าวไม่ได้แม้สักเม็ดหรือไม่? พวกเจ้าเข้าใจหรือไม่ว่าหัวใจของคนคนหนึ่งจะบาดเจ็บเพียงไหนเมื่อถูกทุบตีอย่างรุนแรงสาหัส? พวกเจ้าสามารถลิ้มรสความขมขื่นของคนคนหนึ่งที่เคยเปี่ยมด้วยความหวัง แต่ต้องจากไปด้วยความร้าวฉานหรือไม่? พวกเจ้าเคยเห็นความโกรธเกรี้ยวที่แผ่ออกมาจากคนที่ถูกยั่วยุอารมณ์หรือไม่? พวกเจ้าสามารถรู้ถึงความกระหายต่อการล้างแค้นของคนที่ได้รับการปฏิบัติด้วยความเป็นปฏิปักษ์และการลวงหลอกหรือไม่? หากพวกเจ้าเข้าใจความรู้สึกนึกคิดของผู้คนเหล่านี้แล้ว เราก็คิดว่าคงไม่ยากนักกับการที่พวกเจ้าจะจินตนาการถึงท่าทีที่พระเจ้าจะมีต่อพวกเจ้าในช่วงเวลาแห่งการลงทัณฑ์อันรุนแรงสาสมของพระองค์! ท้ายที่สุด เราหวังให้พวกเจ้าทุกคนทุ่มความพยายามจริงจังเพื่อบั้นปลายของพวกเจ้าเอง แต่กระนั้น เจ้าก็ไม่ควรใช้กลวิธีลวงหลอกเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามนั้น มิฉะนั้นแล้ว ใจของเราก็จะยังผิดหวังในตัวพวกเจ้าต่อไป และความผิดหวังเช่นนี้นำไปสู่สิ่งใดหรือ? พวกเจ้าไม่ได้กำลังหลอกตัวเองอยู่หรอกหรือ? พวกที่ขบคิดถึงบั้นปลายของตัวเองแต่ก็ยังทำลายมันนั้น เป็นผู้คนที่สามารถได้รับการช่วยให้รอดน้อยที่สุด ต่อให้เขากำลังจะกลายเป็นคนที่ถูกทำให้โกรธเกรี้ยวฉุนเฉียว ใครเล่าจะใส่ใจเวทนาคนแบบนี้? สรุปโดยรวมแล้ว เรายังคงหวังให้พวกเจ้าได้มีบั้นปลายที่ดีและเหมาะสม และยิ่งไปกว่านั้น เราหวังว่าจะไม่มีพวกเจ้าคนใดต้องตกไปอยู่ในความวิบัติ

ตัดตอนมาจาก “ไปสู่บั้นปลาย” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

ก่อนหน้า: IX. การเปิดโปงความเสื่อมทรามของมวลมนุษย์

ถัดไป: การเปิดโปงความเสื่อมทรามของมวลมนุษย์ 2

พระเจ้าได้เสด็จมาอย่างลับๆ ก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงและได้ทรงสร้างกลุ่มผู้มีชัยชนะขึ้นแล้ว จากนั้น พระเจ้าจะทรงปรากฏอย่างเปิดเผยและทรงให้รางวัลคนดีและลงโทษคนชั่ว คุณต้องการต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าและให้พระเจ้าช่วยให้รอดก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงหรือไม่? อย่าลังเลที่จะติดต่อเราตอนนี้เพื่อหาวิธี
ติดต่อเราผ่าน Messenger
ติดต่อเราผ่าน Line

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

เส้นทาง… (1)

ในชั่วชีวิตของพวกเขา ไม่มีใครรู้เลยว่าพวกเขาจะเผชิญกับความผิดพลาดล้มเหลวแบบใด และพวกเขาจะอยู่ภายใต้กระบวนการถลุงแบบใด สำหรับบางคน...

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้