การเปิดโปงความเสื่อมทรามของมวลมนุษย์ 2

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 336

ในวันนี้ เราเตือนสอนพวกเจ้าเช่นนี้ก็เพื่อประโยชน์แห่งความอยู่รอดของพวกเจ้าเอง เพื่อให้งานของเราก้าวหน้าไปอย่างราบรื่น และเพื่อที่งานปฐมฤกษ์ของเราทั่วทั้งจักรวาลจะได้รับการดำเนินการอย่างเหมาะสมและมีความเพียบพร้อมยิ่งขึ้น เพื่อเปิดเผยวจนะ สิทธิอำนาจ บารมี และการพิพากษาของเราต่อประชาชนของทุกประเทศและทุกชาติ งานที่เราทำท่ามกลางพวกเจ้าคือการเริ่มต้นของงานของเราทั่วทั้งจักรวาล แม้ว่าบัดนี้คือเวลาของยุคสุดท้ายแล้ว แต่จงรู้เอาไว้ว่า “ยุคสุดท้าย” เป็นเพียงชื่อหนึ่งของยุคหนึ่ง เฉกเช่นเดียวกับยุคธรรมบัญญัติและยุคพระคุณ ชื่อนั้นอ้างอิงถึงยุคหนึ่ง และบ่งบอกถึงยุคหนึ่งทั้งยุค แทนที่จะเป็นไม่กี่ปีหรือไม่กี่เดือนสุดท้าย กระนั้นก็ตาม ยุคสุดท้ายไม่เหมือนอย่างยิ่งกับยุคพระคุณและยุคธรรมบัญญัติ งานแห่งยุคสุดท้ายนั้นไม่ได้ดำเนินการในประเทศอิสราเอล แต่ดำเนินการท่ามกลางประชาชาติ เป็นการพิชิตชัยผู้คนจากทุกชนชาติและทุกเผ่าพันธุ์นอกประเทศอิสราเอลเบื้องหน้าบัลลังก์ของเรา เพื่อที่ว่าสง่าราศีของเราทั่วทั้งจักรวาลจะสามารถเติมเต็มจักรวาลและพื้นฟ้าได้ มันเป็นเช่นนั้นเพื่อที่เราจะสามารถได้รับสง่าราศีที่ยิ่งใหญ่กว่า เพื่อที่สรรพสิ่งที่ทรงสร้างทั้งปวงบนแผ่นดินโลกจะสามารถส่งต่อสง่าราศีของเราไปยังทุกชนชาติ จากรุ่นสู่รุ่นตลอดไป และสรรพสิ่งที่ทรงสร้างทั้งปวงในฟ้าสวรรค์และบนแผ่นดินโลกจะสามารถมองเห็นสง่าราศีทั้งหมดที่เราได้รับมาบนแผ่นดินโลก งานที่ดำเนินการในระหว่างยุคสุดท้ายคืองานแห่งการพิชิตชัย ไม่ใช่การนำทางชีวิตของผู้คนทั้งหมดบนแผ่นดินโลก แต่เป็นบทสรุปปิดตัวของชีวิตแห่งความทุกข์ที่ยาวนานหลายพันปีและไม่รู้จบของมวลมนุษย์บนแผ่นดินโลก ผลที่ตามมาก็คือ พระราชกิจในยุคสุดท้ายจึงไม่สามารถเหมือนกับพระราชกิจหลายพันปีในประเทศอิสราเอล และไม่สามารถเหมือนกับพระราชกิจเพียงหลายปีในแคว้นยูเดีย ซึ่งได้ดำเนินต่อไปเป็นเวลาสองพันปีจนกระทั่งถึงการจุติเป็นมนุษย์ครั้งที่สองของพระเจ้า ผู้คนในยุคสุดท้ายเผชิญกับการทรงปรากฏอีกครั้งของพระผู้ไถ่ในเนื้อหนังเท่านั้น และพวกเขาได้รับพระราชกิจและพระวจนะส่วนพระองค์ของพระเจ้า เวลาจะไม่นานถึงสองพันปีก่อนที่ยุคสุดท้ายจะมาถึงบทอวสาน ยุคสุดท้ายจะสั้น เหมือนกับเวลาที่พระเยซูทรงดำเนินพระราชกิจแห่งยุคพระคุณในแคว้นยูเดีย นี่เป็นเพราะยุคสุดท้ายเป็นบทสรุปปิดตัวของทั้งยุค ยุคสุดท้ายนั้นเป็นความครบบริบูรณ์และการอวสานของแผนการบริหารจัดการหกพันปีของพระเจ้า และยุคสุดท้ายสรุปปิดตัวการเดินทางชั่วชีวิตแห่งความทุกข์ของมวลมนุษย์ ยุคสุดท้ายนั้นไม่ได้นำพามวลมนุษย์ทั้งปวงมาสู่ยุคใหม่หรือยอมให้ชีวิตของมวลมนุษย์ดำเนินต่อไป นั่นจะไม่มีนัยสำคัญเลยต่อแผนการบริหารจัดการของเรา หรือต่อการดำรงอยู่ของมนุษย์ หากมวลมนุษย์ดำเนินต่อไปเช่นนี้ เช่นนั้นแล้วไม่ช้าก็เร็ว พวกเขาก็จะถูกมารกัดกินไปจนหมด และวิญญาณเหล่านั้นที่เป็นของเราก็จะถูกทำลายด้วยมือของมันในที่สุด งานของเราใช้เวลานานแค่หกพันปี และเราได้สัญญาว่าการควบคุมมวลมนุษย์ทั้งปวงของมารร้ายก็จะใช้เวลาไม่เกินหกพันปีเช่นกัน ดังนั้น บัดนี้หมดเวลาแล้ว เราจะไม่ดำเนินการต่อหรือหน่วงเหนี่ยวอีกต่อไป นั่นคือ ในระหว่างยุคสุดท้าย เราจะพิชิตซาตาน เราจะเอาสง่าราศีของเราทั้งหมดคืนมา และเราจะเรียกคืนวิญญาณทั้งหมดที่เป็นของเราบนแผ่นดินโลก เพื่อที่วิญญาณที่ทุกข์ยากเหล่านี้อาจหนีพ้นจากทะเลแห่งความทุกข์ได้ และด้วยเหตุนั้นจะเป็นการสรุปปิดตัวงานทั้งหมดของเราบนแผ่นดินโลก นับจากวันนี้เป็นต้นไป เราจะไม่มีวันบังเกิดเป็นมนุษย์บนแผ่นดินโลกอีก และวิญญาณแห่งการควบคุมทั้งหมดของเราจะไม่มีวันทำงานบนแผ่นดินโลกอีก เราจะทำเพียงสิ่งเดียวบนแผ่นดินโลก นั่นคือ เราจะสร้างมวลมนุษย์ขึ้นใหม่ เป็นมวลมนุษย์ที่บริสุทธิ์และเป็นเมืองที่สัตย์ซื่อของเราบนแผ่นดินโลก แต่จงรู้ไว้ว่าเราจะไม่ทำลายล้างโลกทั้งหมด อีกทั้งเราจะไม่ทำลายล้างมวลมนุษย์ทั้งปวง เราจะเก็บหนึ่งในสามที่เหลืออยู่นั้นเอาไว้—หนึ่งในสามที่รักเราและได้ถูกเราพิชิตอย่างถ้วนทั่วแล้ว และเราจะทำให้หนึ่งในสามนี้เกิดผลและทวีคูณบนแผ่นดินโลกเช่นเดียวกับที่คนอิสราเอลได้ทำภายใต้ธรรมบัญญัติ โดยบำรุงเลี้ยงพวกเขาด้วยแกะและฝูงปศุสัตว์ใช้งานมากมาย และความมั่งคั่งทั้งสิ้นของแผ่นดินโลก มวลมนุษย์นี้จะคงอยู่กับเราตลอดไป แต่จะไม่ใช่มวลมนุษย์ที่โสโครกอย่างน่าเสียดายของวันนี้ แต่เป็นมวลมนุษย์ที่เป็นชุมนุมชนของบรรดาผู้ที่เราได้รับไว้แล้วทั้งหมด มวลมนุษย์เช่นนี้จะไม่ถูกซาตานทำให้เสียหาย รบกวน หรือล้อมกรอบ และจะเป็นมวลมนุษย์หนึ่งเดียวที่ดำรงอยู่บนแผ่นดินโลกหลังจากที่เราได้ชัยชนะเหนือซาตานแล้ว เป็นมวลมนุษย์ที่เราได้พิชิตในวันนี้ และได้รับคำสัญญาของเราแล้ว และดังนั้น มวลมนุษย์ที่ได้รับการพิชิตแล้วในระหว่างยุคสุดท้ายนั้นก็คือมวลมนุษย์ที่จะได้รับการละเว้นและจะได้รับพรนิรันดร์กาลของเราอีกด้วย มันจะเป็นหลักฐานเดียวแห่งชัยชนะของเราเหนือซาตาน และเป็นของที่ริบมาหนึ่งเดียวจากการสู้รบของเรากับซาตาน ของที่ริบมาจากสงครามเหล่านี้ได้รับการช่วยให้รอดจากแดนครอบครองของซาตานโดยเรา และเป็นการตกผลึกและผลหนึ่งเดียวของแผนการบริหารจัดการหกพันปีของเรา พวกเขามาจากทุกชาติและทุกนิกาย จากทุกสถานที่และทุกประเทศทั่วทั้งจักรวาล พวกเขามีเชื้อชาติที่แตกต่างกัน มีภาษา ขนบธรรมเนียม และสีผิวที่แตกต่างกัน และพวกเขาก็กระจายอยู่ทั่วทุกชาติและทุกนิกายของโลก และแม้กระทั่งทุกมุมของโลก ในที่สุดพวกเขาก็จะมารวมตัวกันเพื่อสร้างมวลมนุษย์ที่ครบบริบูรณ์ เป็นชุมนุมชนของมนุษย์ที่กำลังบังคับของซาตานไม่สามารถเข้าถึงได้ พวกที่อยู่ท่ามกลางมวลมนุษย์ที่ไม่ได้รับการช่วยให้รอดและการพิชิตโดยเรา จะจมเงียบไปในความลึกแห่งทะเล และจะถูกเผาไหม้ด้วยไฟที่เผาผลาญของเราไปตลอดชั่วกัลปาวสาน เราจะทำลายล้างมวลมนุษย์เก่าๆ ที่โสโครกอย่างยิ่งนี้ เช่นเดียวกับที่เราได้ทำลายล้างบรรดาบุตรหัวปีและฝูงปศุสัตว์ของประเทศอียิปต์ โดยให้เหลืออยู่เพียงคนอิสราเอลเท่านั้น ผู้ซึ่งกินเนื้อลูกแกะ ดื่มเลือดลูกแกะ และป้ายขื่อประตูด้วยเลือดลูกแกะ ผู้คนที่ได้ถูกเราพิชิตแล้วและอยู่ในครอบครัวของเราไม่ได้เป็นผู้คนที่กินเนื้อพระเมษโปดกซึ่งก็คือเรา และดื่มพระโลหิตของพระเมษโปดกซึ่งก็คือเรา และได้รับการไถ่บาปโดยเราและนมัสการเราด้วยหรอกหรือ? ผู้คนเช่นนี้ไม่ได้มาพร้อมกับสง่าราศีของเราตลอดหรอกหรือ? บรรดาพวกที่อยู่โดยปราศจากเนื้อพระเมษโปดกซึ่งก็คือ เรานั้น ไม่ได้จมลงอย่างเงียบเชียบไปในความลึกแห่งท้องทะเลแล้วหรอกหรือ? ในวันนี้พวกเจ้าต่อต้านเรา และในวันนี้วจนะของเราเป็นเหมือนกับบรรดาพระวจนะที่พระยาห์เวห์ได้ตรัสไว้กับบรรดาบุตรชายและหลานชายแห่งประเทศอิสราเอล กระนั้นความกระด้างในส่วนลึกของหัวใจพวกเจ้ากำลังทำให้ความโกรธของเราเพิ่มพูนขึ้น ซึ่งนำความทุกข์มาสู่เนื้อหนังของพวกเจ้ามากขึ้น นำการพิพากษามาสู่บาปทั้งหลายของพวกเจ้ามากขึ้น และนำความโกรธมาสู่ความไม่ชอบธรรมของพวกเจ้ามากขึ้น ใครเล่าจะสามารถได้รับการละเว้นในวันแห่งความโกรธของเราได้ ในเมื่อพวกเจ้าปฏิบัติต่อเราเช่นนี้ในวันนี้? ความไม่ชอบธรรมของผู้ใดเล่าที่จะสามารถหลีกหนีตาแห่งการตีสอนของเราได้? บาปของผู้ใดเล่าที่จะสามารถหลบหลีกมือของเรา องค์ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ได้? การเยาะเย้ยท้าทายของผู้ใดเล่าที่จะสามารถหลีกหนีคำพิพากษาของเรา องค์ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ได้? เรา พระยาห์เวห์ พูดเช่นนี้ต่อพวกเจ้า พงศ์พันธุ์ของครอบครัวคนต่างชาติ และวจนะที่เราพูดกับพวกเจ้าล้ำเลิศกว่าถ้อยดำรัสทั้งหมดของยุคธรรมบัญญัติและยุคพระคุณ แต่พวกเจ้ากระด้างกว่าผู้คนของประเทศอียิปต์ทั้งหมด พวกเจ้าไม่กักเก็บความโกรธของเราในขณะที่เราทำงานของเราอย่างสงบเงียบหรอกหรือ? พวกเจ้าจะสามารถหนีพ้นโดยไม่ได้รับอันตรายจากวันของเรา องค์ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ได้อย่างไรเล่า?

ตัดตอนมาจาก “ไม่มีใครที่มีเนื้อหนังสามารถหลีกหนีวันแห่งพระพิโรธได้” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 337

เราได้ทำงานและพูดในหนทางนี้ท่ามกลางพวกเจ้า เราได้สละกำลังและความพยายามไปมากมายยิ่ง กระนั้นเมื่อใดเล่าที่พวกเจ้าได้ฟังสิ่งที่เราบอกพวกเจ้าอย่างชัดเจน? ที่ใดเล่าที่พวกเจ้าได้กราบไหว้เรา องค์ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์? เหตุใดพวกเจ้าจึงปฏิบัติต่อเราเยี่ยงนี้เล่า? เหตุใดทุกสิ่งที่พวกเจ้าพูดและทำจึงยั่วยุความโกรธของเรา? เหตุใดหัวใจของพวกเจ้าจึงกระด้างนัก? เราได้เคยคร่าชีวิตพวกเจ้าบ้างหรือไม่? เหตุใดพวกเจ้าจึงไม่ทำสิ่งใดเลยนอกจากทำให้เราโศกเศร้าและกระวนกระวายใจ? พวกเจ้ากำลังรอให้วันแห่งความโกรธของเรา พระยาห์เวห์ เกิดขึ้นกับพวกเจ้าอยู่ใช่หรือไม่? พวกเจ้ากำลังรอให้เราส่งความโกรธที่ถูกยั่วยุด้วยการไม่เชื่อฟังของพวกเจ้าอยู่ใช่หรือไม่? ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราทำไม่ใช่เพื่อพวกเจ้าหรอกหรือ? กระนั้นพวกเจ้าก็ยังได้ปฏิบัติต่อเรา พระยาห์เวห์ ในหนทางนี้อยู่เสมอ นั่นคือ ขโมยเครื่องสักการะของเรา นำเครื่องบูชาของแท่นบูชาของเรากลับไปยังถ้ำหมาป่าเพื่อเลี้ยงพวกลูกหมาป่าและลูกๆ ของพวกลูกหมาป่า ผู้คนต่างต่อสู้กันเอง เผชิญหน้ากันและกันด้วยการจ้องมองที่โกรธเกรี้ยว และด้วยดาบและหอก โยนถ้อยคำของเรา องค์ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ลงไปในห้องส้วมให้กลายเป็นสกปรกเหมือนสิ่งปฏิกูล ความสัตย์สุจริตของพวกเจ้าอยู่ที่ใดเล่า? สภาวะความเป็นมนุษย์ของพวกเจ้าได้กลายเป็นความเหมือนสัตว์เดรัจฉาน! หัวใจของพวกเจ้าได้กลายเป็นหินมานานแล้ว พวกเจ้าไม่รู้หรอกหรือว่าเวลาที่วันแห่งความโกรธของเรามาถึงจะเป็นเวลาที่เราพิพากษาความชั่วที่พวกเจ้ากระทำต่อเรา องค์ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ในวันนี้? พวกเจ้าคิดหรือว่าโดยการหลอกเราในหนทางนี้ โดยการโยนถ้อยคำของเราลงไปในโคลนตมและไม่ฟังถ้อยคำของเรา—พวกเจ้าคิดว่าโดยการปฏิบัติตัวเช่นนี้ลับหลังเรา พวกเจ้าจะสามารถหลีกหนีการจ้องมองที่โกรธเกรี้ยวของเราได้หรือ? พวกเจ้าไม่รู้หรอกหรือว่าตาของเรา พระยาห์เวห์ ได้มองเห็นพวกเจ้าแล้วคราที่พวกเจ้าขโมยเครื่องสักการะของเรา และละโมบในสิ่งครอบครองของเรา? พวกเจ้าไม่รู้หรอกหรือว่าเมื่อพวกเจ้าได้ขโมยเครื่องสักการะของเราไป พวกเจ้าได้ทำเช่นนั้นเบื้องหน้าแท่นบูชาที่เครื่องสักการะถูกถวาย? พวกเจ้าสามารถเชื่อตัวเองว่าฉลาดพอที่จะหลอกลวงเราในหนทางนี้ได้อย่างไร? ความโกรธของเราจะสามารถออกห่างจากบาปอันชั่วร้ายของพวกเจ้าได้อย่างไรเล่า? ความเดือดดาลรุนแรงของเราจะสามารถเมินเฉยต่อการทำชั่วของพวกเจ้าได้อย่างไรเล่า? ความชั่วที่พวกเจ้ากระทำในวันนี้ไม่ได้เปิดทางออกให้กับพวกเจ้า แต่กักเก็บการตีสอนไว้สำหรับวันพรุ่งนี้ของพวกเจ้า มันยั่วยุการตีสอนของเรา องค์ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ต่อพวกเจ้า การทำชั่วและคำพูดชั่วของพวกเจ้าจะสามารถหนีพ้นจากการตีสอนของเราได้อย่างไรเล่า? คำอธิษฐานของพวกเจ้าจะสามารถมาถึงหูของเราได้อย่างไรเล่า? เราจะสามารถเปิดทางออกให้กับความไม่ชอบธรรมของพวกเจ้าได้อย่างไรเล่า? เราจะสามารถปล่อยการทำชั่วของพวกเจ้าในการท้าทายเราไปเฉยๆ ได้อย่างไรเล่า? เราจะสามารถไม่ตัดลิ้นของพวกเจ้าที่มีพิษเหมือนลิ้นของงูได้อย่างไรเล่า? พวกเจ้าไม่มาหาเราเพื่อประโยชน์แห่งความชอบธรรมของพวกเจ้า แต่กลับกักเก็บความโกรธของเราอันเป็นผลจากความไม่ชอบธรรมของพวกเจ้าไว้แทน เราจะสามารถให้อภัยพวกเจ้าได้อย่างไรเล่า? ในสายตาของเรา องค์ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ คำพูดและการกระทำของพวกเจ้าล้วนสกปรก สายตาของเรา องค์ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ เห็นความไม่ชอบธรรมของพวกเจ้าเป็นเหมือนการตีสอนที่ไม่หยุดหย่อน การตีสอนและการพิพากษาอันชอบธรรมของเราจะสามารถออกห่างจากพวกเจ้าได้อย่างไรเล่า? เพราะพวกเจ้าทำสิ่งนี้กับเรา ทำให้เราโศกเศร้าและโกรธเกรี้ยว เราจะสามารถปล่อยให้พวกเจ้าหนีพ้นจากมือของเรา และออกห่างจากวันที่เรา พระยาห์เวห์ ตีสอนและสาปแช่งพวกเจ้าได้อย่างไรเล่า? พวกเจ้าไม่รู้หรอกหรือว่าคำพูดและถ้อยคำชั่วทั้งหมดของพวกเจ้าได้มาถึงหูของเราแล้ว? พวกเจ้าไม่รู้หรอกหรือว่าความไม่ชอบธรรมของพวกเจ้าได้ทำให้เสื้อคลุมศักดิ์สิทธิ์แห่งความชอบธรรมของเราแปดเปื้อนแล้ว? พวกเจ้าไม่รู้หรอกหรือว่าการไม่เชื่อฟังของพวกเจ้าได้ยั่วยุความโกรธเกรี้ยวกราดของเราแล้ว? พวกเจ้าไม่รู้หรอกหรือว่าพวกเจ้าได้ปล่อยให้เราเดือดพล่านมานานแล้ว และได้ทดสอบความอดทนของเรามานานแล้ว? พวกเจ้าไม่รู้หรอกหรือว่าพวกเจ้าได้ทำให้เนื้อหนังของเราเสียหาย กลายเป็นผ้าขี้ริ้วไปแล้ว? เราได้สู้ทนมาจนถึงบัดนี้ กระทั่งเราปลดปล่อยความโกรธของเรา ไม่ยอมผ่อนปรนต่อพวกเจ้าอีกต่อไป พวกเจ้าไม่รู้หรอกหรือว่าการทำชั่วของพวกเจ้าได้มาถึงตาของเราแล้ว และเสียงร้องของเราก็ได้ไปถึงพระกรรณของพระบิดาของเราแล้ว? พระองค์จะทรงสามารถยอมให้พวกเจ้าปฏิบัติต่อเราเยี่ยงนี้ได้อย่างไรเล่า? มีงานใดบ้างที่เราทำในตัวพวกเจ้าที่ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของพวกเจ้า? กระนั้นใครบ้างท่ามกลางพวกเจ้าได้กลายเป็นมีความรักมากขึ้นต่องานของเรา พระยาห์เวห์? เราจะสามารถไม่สัตย์ซื่อต่อน้ำพระทัยของพระบิดาของเราเพราะเราอ่อนแอ และเพราะความระทมที่เราได้ทนทุกข์ได้หรือ? พวกเจ้าไม่เข้าใจหัวใจของเราหรอกหรือ? เราพูดกับพวกเจ้าเหมือนที่พระยาห์เวห์ได้ตรัสกับพวกเจ้า เราไม่ได้ยอมทิ้งมากมายเช่นนี้เพื่อพวกเจ้าหรอกหรือ? แม้ว่าเราเต็มใจที่จะแบกรับความทุกข์ทั้งหมดนี้เพื่อประโยชน์แห่งพระราชกิจของพระบิดาของเรา แต่พวกเจ้าจะเป็นอิสระจากการตีสอนที่เรานำมาสู่พวกเจ้า อันเป็นผลจากความทุกข์ของเราได้อย่างไร? พวกเจ้าไม่ได้ชื่นชมอย่างมากมายยิ่งนักจากเราหรอกหรือ? วันนี้พระบิดาของเราได้ทรงประทานเรามาให้แก่พวกเจ้าแล้ว พวกเจ้าไม่รู้หรอกหรือว่าพวกเจ้าชื่นชมมากยิ่งกว่าถ้อยคำอันโอบเอื้อของเรา? พวกเจ้าไม่รู้หรอกหรือว่าชีวิตของเราได้ถูกแลกเปลี่ยนกับชีวิตของพวกเจ้าและสิ่งทั้งหลายที่พวกเจ้าชื่นชม? พวกเจ้าไม่รู้หรอกหรือว่าพระบิดาของเราทรงใช้ชีวิตของเราเพื่อทำการสู้รบกับซาตาน และพระองค์ยังทรงประทานชีวิตของเราให้แก่พวกเจ้า ทำให้พวกเจ้าได้รับเป็นร้อยเท่า และปล่อยให้พวกเจ้าหลีกเลี่ยงการทดลองมากมายยิ่งนักอีกด้วย? พวกเจ้าไม่รู้หรอกหรือว่าเป็นเพราะงานของเราเท่านั้นพวกเจ้าจึงได้รับการยกเว้นจากการทดลองมากมาย และจากการตีสอนรุนแรงมากมาย? พวกเจ้าไม่รู้หรอกหรือว่าเป็นเพราะเราเท่านั้นพระบิดาของเราจึงทรงยินยอมให้พวกเจ้าชื่นชมตราบจนบัดนี้? ในวันนี้พวกเจ้าจะยังคงกระด้างและไม่ยอมอ่อนข้อ จนราวกับว่ามีติ่งเนื้อแข็งเติบโตขึ้นในหัวใจของพวกเจ้าได้อย่างไร? ความชั่วที่พวกเจ้ากระทำในวันนี้จะสามารถหลีกหนีวันแห่งความโกรธที่จะเกิดขึ้นตามมาหลังจากที่เราไปจากแผ่นดินโลกได้อย่างไร? เราจะสามารถยินยอมให้พวกที่กระด้างและไม่ยอมอ่อนข้อยิ่งนักเหล่านั้นหลีกหนีความโกรธของพระยาห์เวห์ไปได้อย่างไร?

ตัดตอนมาจาก “ไม่มีใครที่มีเนื้อหนังสามารถหลีกหนีวันแห่งพระพิโรธได้” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 338

จงนึกย้อนกลับไปในอดีต นั่นคือ เมื่อใดกันเล่าที่สายตาจับจ้องของเราโกรธเกรี้ยว และเสียงของเราเข้มขรึมต่อพวกเจ้า? เมื่อใดกันเล่าที่เราคิดเล็กคิดน้อยกับพวกเจ้า? เมื่อใดกันเล่าที่เราได้ตำหนิพวกเจ้าอย่างไร้เหตุผล? เมื่อใดกันเล่าที่เราได้ตำหนิพวกเจ้าต่อหน้าพวกเจ้า? ไม่ใช่เพื่อประโยชน์แห่งงานของเราหรอกหรือที่เราไปหาพระบิดาของเราเพื่อรักษาพวกเจ้าจากการทดลองทุกครั้ง? เหตุใดพวกเจ้าจึงปฏิบัติต่อเราเช่นนี้? เราได้เคยใช้สิทธิอำนาจของเราเพื่อทำร้ายเนื้อหนังของพวกเจ้าหรือไม่? เหตุใดพวกเจ้าจึงตอบแทนเราเช่นนี้? หลังจากการเปลี่ยนท่าทีเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายใส่เรา เจ้าก็ไม่ใช่ทั้งดีหรือร้าย และแล้วเจ้าก็พยายามที่จะป้อยอเราและซ่อนเร้นสิ่งทั้งหลายจากเรา และปากของเจ้าก็เต็มไปด้วยน้ำลายที่พวกคนไม่ชอบธรรมถ่มออกมา พวกเจ้าคิดหรือว่าลิ้นของพวกเจ้าสามารถโกงวิญญาณของเราได้? พวกเจ้าคิดหรือว่าลิ้นของพวกเจ้าสามารถหลีกหนีความโกรธของเราได้? พวกเจ้าคิดหรือว่าลิ้นของพวกเจ้าอาจตัดสินกิจการของเรา พระยาห์เวห์ ในแบบใดก็ตามที่พวกเขาปรารถนาได้? เราเป็นพระเจ้าที่มนุษย์ตัดสินกระนั้นหรือ? เราจะสามารถยอมให้หนอนแมลงเล็กๆ ตัวหนึ่งหมิ่นประมาทเราเช่นนี้ได้หรือ? เราจะสามารถวางลูกหลานที่ไม่เชื่อฟังเช่นนี้ไว้ท่ามกลางพระพรนิรันดร์ของเราได้อย่างไร? คำพูดและการกระทำของพวกเจ้านั้นได้เปิดโปงและประณามพวกเจ้ามานานแล้ว เมื่อเราได้ขยายฟ้าสวรรค์ออกไปและสร้างทุกสรรพสิ่ง เราไม่ได้อนุญาตให้สิ่งที่ทรงสร้างใดเข้าร่วมตามที่พวกเขาพึงพอใจ และนับประสาอะไรที่เราจะยินยอมให้สิ่งใดขัดขวางงานของเราและการบริหารจัดการของเรา ในแบบใดก็ตามที่มันปรารถนา เราไม่ยอมผ่อนปรนต่อมนุษย์หรือวัตถุใด เราจะสามารถละเว้นพวกที่โหดร้ายและไร้เมตตาปรานีต่อเราได้อย่างไร? เราจะสามารถให้อภัยพวกที่กบฏต่อถ้อยคำของเราได้อย่างไร? เราจะสามารถละเว้นพวกที่ไม่เชื่อฟังเราได้อย่างไร? ลิขิตชีวิตของมนุษย์ไม่ได้อยู่ในมือของเรา องค์ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ หรอกหรือ? เราจะสามารถพิจารณาว่าความไม่ชอบธรรมและการไม่เชื่อฟังของเจ้านั้นบริสุทธิ์ได้อย่างไร? บาปทั้งหลายของเจ้าจะสามารถทำให้ความบริสุทธิ์ของเรามัวหมองได้อย่างไร? เราไม่ได้ถูกทำให้มัวหมองโดยความไม่บริสุทธิ์ของพวกคนอธรรม อีกทั้งเราก็ไม่ได้ชื่นชมเครื่องบูชาของพวกคนอธรรม หากเจ้าจงรักภักดีต่อเรา พระยาห์เวห์ เจ้าจะสามารถนำเอาเครื่องสักการะที่แท่นบูชาของเราไปเป็นของตนเองได้หรือ? เจ้าจะสามารถใช้ลิ้นพิษของเจ้าเพื่อหมิ่นประมาทนามอันศักดิ์สิทธิ์ของเราได้หรือ? เจ้าจะสามารถกบฏต่อถ้อยคำของเราในหนทางนี้ได้หรือ? เจ้าจะสามารถปฏิบัติต่อสง่าราศีและนามศักดิ์สิทธิ์ของเราเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการรับใช้ซาตานมารร้ายได้หรือ? ชีวิตของเราถูกจัดเตรียมมาเพื่อความชื่นชมยินดีของบรรดาผู้ที่บริสุทธิ์ เราจะสามารถยินยอมให้เจ้าเล่นกับชีวิตของเราในแบบใดก็ตามที่เจ้าปรารถนา และใช้เป็นเครื่องมือเพื่อความขัดแย้งท่ามกลางพวกเจ้าเองได้อย่างไร? พวกเจ้าจะสามารถไร้หัวใจ และขาดแคลนหนทางแห่งความดี ในวิธีที่เจ้าเป็นต่อเราได้อย่างไร? เจ้าไม่รู้หรอกหรือว่าเราได้เขียนการทำชั่วของพวกเจ้าในถ้อยคำแห่งชีวิตเหล่านี้ไว้แล้ว? พวกเจ้าจะสามารถหลีกหนีวันแห่งความโกรธเมื่อเราตีสอนประเทศอียิปต์ได้อย่างไร? เราจะสามารถยินยอมให้พวกเจ้าต่อต้านและเยาะเย้ยท้าทายเราในหนทางนี้ครั้งแล้วครั้งเล่าได้อย่างไร? เราขอบอกพวกเจ้าอย่างชัดเจนว่า เมื่อวันนั้นมาถึง การตีสอนของพวกเจ้าจะเป็นอย่างที่ไม่อาจทนได้ยิ่งกว่าของประเทศอียิปต์เสียอีก! พวกเจ้าจะสามารถหลีกหนีวันแห่งความโกรธของเราได้อย่างไรเล่า? เราขอบอกพวกเจ้าอย่างแท้จริงว่า ความอดกลั้นของเราได้ถูกตระเตรียมไว้สำหรับการทำชั่วทั้งหลายของพวกเจ้า และมีไว้เพื่อการตีสอนพวกเจ้าในวันนั้น พวกเจ้าไม่ใช่พวกที่จะต้องทนทุกข์ต่อการพิพากษาอันโกรธเกรี้ยว ทันทีที่เราได้ไปถึงจุดสิ้นสุดของความอดกลั้นของเราแล้วหรอกหรือ? ทุกสรรพสิ่งไม่ได้อยู่ในมือของเรา องค์ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ หรอกหรือ? เราจะสามารถยินยอมให้พวกเจ้าไม่เชื่อฟังเราเช่นนี้ ภายใต้ฟ้าสวรรค์ได้อย่างไร? ชีวิตของพวกเจ้าจะยากมากเพราะพวกเจ้าได้พบกับพระเมสสิยาห์แล้ว ซึ่งได้มีการกล่าวไว้ว่าพระองค์จะเสด็จมา แต่ก็ยังไม่เคยเสด็จมา พวกเจ้าไม่ใช่ศัตรูของพระองค์หรอกหรือ? พระเยซูได้ทรงเป็นเพื่อนกับพวกเจ้าแล้ว แต่พวกเจ้าก็เป็นศัตรูของพระเมสสิยาห์ พวกเจ้าไม่รู้หรอกหรือว่า ถึงแม้พวกเจ้าจะเป็นเพื่อนกับพระเยซู แต่การทำชั่วของพวกเจ้าก็ได้เติมเต็มภาชนะของพวกที่น่ารังเกียจเหล่านั้นแล้ว? แม้ว่าพวกเจ้าใกล้ชิดกับพระยาห์เวห์มาก แต่พวกเจ้าไม่รู้หรอกหรือว่า คำพูดชั่วของพวกเจ้าได้ไปถึงพระกรรณของพระยาห์เวห์และยั่วยุพระพิโรธของพระองค์แล้ว? พระองค์จะทรงสามารถใกล้ชิดเจ้าได้อย่างไร และพระองค์จะไม่ทรงสามารถเผาภาชนะเหล่านั้นของเจ้า ซึ่งถูกเติมเต็มด้วยการทำชั่ว ได้อย่างไร? พระองค์จะไม่ทรงสามารถเป็นศัตรูของเจ้าได้อย่างไรเล่า?

ตัดตอนมาจาก “ไม่มีใครที่มีเนื้อหนังสามารถหลีกหนีวันแห่งพระพิโรธได้” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 339

ตอนนี้เรากำลังมองเนื้อหนังที่ปล่อยตัวของเจ้าที่จะฉอเลาะเรา และเราเพียงแต่มีคำเตือนเล็ก ๆ น้อยๆ ให้กับเจ้าเท่านั้น กระนั้นก็ตามเราจะไม่ “รับใช้” เจ้าด้วยการตีสอน เจ้าควรจะรู้ว่าเจ้ามีบทบาทใดในงานของเรา และเช่นนั้นแล้วเราจึงจะพึงพอใจ ในเรื่องต่าง ๆ นอกเหนือจากการนี้ หากเจ้าต้านทานเราหรือใช้เงินของเรา หรือกินของพลีอุทิศที่ให้แก่เรา พระยาห์เวห์ หรือหากหนอนแมลงทั้งหลายเช่นพวกเจ้ากัดกันเอง หรือหากสรรพสิ่งที่ทรงสร้างเหมือนสุนัขเช่นเจ้าขัดแย้งหรือฝ่าฝืนกันเอง—เราไม่กังวลกับการนั้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องใด พวกเจ้าจำเป็นต้องรู้เพียงว่าเจ้าเป็นสิ่งของชนิดใดเท่านั้น และเราก็จะพึงพอใจ นอกเหนือจากทั้งหมดนี้แล้ว หากพวกเจ้าปรารถนาที่จะใช้อาวุธต่อกันหรือสู้รบกันเองด้วยถ้อยคำ นั่นก็ไม่เป็นไร เราไม่มีความประสงค์ที่จะก้าวก่ายในสิ่งต่าง ๆ เช่นนั้น และเราก็ไม่เกี่ยวข้องในเรื่องราวของมนุษย์เลยแม้แต่น้อย ไม่ใช่ว่าเราไม่ใส่ใจเกี่ยวกับความขัดแย้งต่าง ๆ ระหว่างพวกเจ้า นั่นเป็นเพราะว่าเราไม่ใช่หนึ่งในบรรดาพวกเจ้า และดังนั้นจึงไม่มีส่วนร่วมในเรื่องราวต่าง ๆ ที่อยู่ระหว่างพวกเจ้า ตัวเราเองไม่ใช่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างและไม่ได้เป็นของโลกนี้ ดังนั้นเราจึงเกลียดชังชีวิตอันวุ่นวายของผู้คนและสัมพันธภาพอันยุ่งเหยิงที่ไม่ถูกต้องเหมาะสมระหว่างพวกเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเราเกลียดชังฝูงชนที่อึกทึกคึกโครม อย่างไรก็ตาม เรามีความรู้อันลึกซึ้งเกี่ยวกับความไม่บริสุทธิ์ทั้งหลายในหัวใจของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างแต่ละสิ่ง และก่อนที่เราจะได้สร้างพวกเจ้านั้น เรารู้อยู่แล้วถึงความไม่ชอบธรรมที่มีอยู่ลึกลงไปในหัวใจของมนุษย์ และเราได้รู้ถึงมารยาเสแสร้งและความคดโกงทั้งหมดในหัวใจของมนุษย์ ดังนั้น ต่อให้ไม่มีร่องรอยเลยเมื่อมนุษย์ทำสิ่งที่ไม่ชอบธรรม เราก็ยังคงรู้ว่าความไม่ชอบธรรมที่ถูกเก็บงำภายในหัวใจของพวกเจ้านั้นเหนือกว่าความอุดมของทุกสรรพสิ่งที่เราได้สร้างขึ้น พวกเจ้าทุก ๆ คนได้ขึ้นสู่จุดสูงสุดของมหาชน เจ้าได้ขึ้นไปเป็นบรรพบุรุษของมวลชน พวกเจ้าทำตามอำเภอใจยิ่งนัก และเจ้าคลุ้มคลั่งท่ามกลางบรรดาหนอนแมลงทั้งหมด โดยแสวงหาสถานที่ที่สะดวกสบายและพยายามที่จะกลืนกินบรรดาหนอนแมลงที่เล็กกว่าเจ้า พวกเจ้าเจตนาร้ายและมุ่งร้ายในหัวใจของพวกเจ้า แซงหน้าแม้กระทั่งบรรดาผีที่ได้จมดิ่งสู่ก้นทะเล เจ้าอาศัยอยู่ในก้นมูลสัตว์ รบกวนบรรดาหนอนแมลงตั้งแต่ด้านบนสุดไปจนถึงด้านล่างสุดจนกระทั่งพวกมันไม่มีสันติสุข โดยต่อสู้กันเองชั่วขณะหนึ่งครั้นแล้วจึงสงบลง พวกเจ้าไม่รู้จักสถานที่ของพวกเจ้า แต่พวกเจ้าก็ยังคงสู้รบกันเองในมูลสัตว์ พวกเจ้าจะสามารถได้รับสิ่งใดจากการต่อสู้ดิ้นรนเช่นนั้น? หากพวกเจ้ามีความเคารพให้กับเราในหัวใจของพวกเจ้าอย่างแท้จริง เจ้าจะสามารถสู้กันเองลับหลังเราได้อย่างไร? ไม่สำคัญว่าสถานะของเจ้าจะสูงส่งเพียงใด เจ้าไม่ได้ยังคงเป็นหนอนตัวเล็ก ๆ ที่ส่งกลิ่นเหม็นตัวหนึ่งในมูลสัตว์หรอกหรือ? เจ้าจะสามารถงอกปีกและกลายเป็นนกพิราบในท้องฟ้าได้หรือ? หนอนตัวเล็ก ๆ ที่ส่งกลิ่นเหม็นเช่นพวกเจ้าทั้งหลายขโมยเครื่องบูชาจากแท่นบูชาของเรา พระยาห์เวห์ ในการทำเช่นนั้น เจ้าจะสามารถกู้ชื่อเสียงที่พังทลายและล้มเหลวของเจ้าและกลายเป็นประชากรที่ได้รับเลือกแห่งอิสราเอลได้หรือ? เจ้าเป็นผู้น่าเวทนาที่ไร้ยางอาย! ของพลีอุทิศเหล่านั้นบนแท่นบูชาได้รับการมอบถวายให้เราโดยผู้คน เป็นการแสดงออกถึงความรู้สึกอันมีเมตตาจากบรรดาผู้ที่เคารพเรา พวกมันอยู่ในการควบคุมของเราและมีไว้เพื่อการใช้งานของเรา ดังนั้นแล้วเจ้าจะสามารถปล้นบรรดานกเขาตัวน้อย ๆ ที่ผู้คนได้ให้เราไปจากเราได้อย่างไร? เจ้าไม่กลัวว่าจะกลายเป็นยูดาสหรอกหรือ? เจ้าไม่เกรงกลัวว่าแผ่นดินของเจ้าอาจกลายเป็นทุ่งเลือดหรอกหรือ? เจ้ามันเป็นสิ่งที่ไร้ยางอาย! เจ้าคิดว่าบรรดานกเขาที่ผู้คนได้มอบถวายนั้นเป็นไปเพื่อบำรุงเลี้ยงท้องของหนอนแมลงเช่นเจ้าหรือ? สิ่งที่เราได้ให้เจ้าไปคือสิ่งที่เราพอใจและเต็มใจที่จะให้เจ้า สิ่งที่เราไม่ได้ให้เจ้าไปนั้นเราจะใช้เมื่อใดและอย่างไรก็ได้ เจ้าไม่อาจขโมยเครื่องบูชาของเราได้ง่าย ๆ องค์หนึ่งเดียวผู้ซึ่งทรงงานคือเรา พระยาห์เวห์—องค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งการทรงสร้าง—และผู้คนถวายของพลีอุทิศก็เพราะเรา เจ้าคิดว่านี่เป็นการชดใช้สำหรับการวิ่งวุ่นดำเนินงานที่เจ้าทำหรือ? เจ้าไร้ยางอายจริง ๆ! เจ้าวิ่งวุ่นดำเนินงานเพื่อใคร? ไม่ใช่เพื่อตัวเจ้าเองหรอกหรือ? เหตุใดเจ้าจึงขโมยของพลีอุทิศของเรา? เหตุใดเจ้าจึงขโมยเงินจากถุงเงินของเรา? เจ้าไม่ใช่บุตรของยูดาส อิสคาริโอท หรอกหรือ? ของพลีอุทิศที่ให้แก่เรา พระยาห์เวห์ เป็นของที่ให้ปุโรหิตชื่นชม เจ้าเป็นปุโรหิตหรือ? เจ้ากล้าที่จะกินของพลีอุทิศของเราอย่างกระหยิ่มใจ และกระทั่งวางแผ่ของพลีอุทิศเหล่านั้นบนโต๊ะ เจ้าไม่มีค่าอะไรเลย! เจ้ามันเป็นผู้น่าเวทนาที่ไร้ค่า! ไฟของเรา ไฟแห่งพระยาห์เวห์ จะเผาผลาญเจ้า!

ตัดตอนมาจาก “เมื่อใบไม้ที่ร่วงหล่นกลับคืนสู่รากของพวกมัน เจ้าจะเสียใจกับความชั่วทั้งหมดที่เจ้าได้ทำลงไป” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 340

ศรัทธาของพวกเจ้านั้นสวยงามมาก เจ้าพูดว่าเจ้าเต็มใจที่จะสละเวลาทั้งชีวิตของเจ้าในนามแห่งงานของเรา และพูดว่าเจ้ายินดีที่จะพลีอุทิศชีวิตของพวกเจ้าเพื่องานนั้น แต่อุปนิสัยของพวกเจ้าไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก เจ้าเพียงพูดจาด้วยความโอหัง แม้ว่าในข้อเท็จจริงแล้ว พฤติกรรมจริงแท้ของเจ้าต่ำช้ามาก เป็นราวกับว่าลิ้นและริมฝีปากของผู้คนอยู่ในฟ้าสวรรค์ แต่ขาของพวกเขาอยู่ต่ำเตี้ยบนแผ่นดินโลก และผลก็คือ คำพูดและความประพฤติของพวกเขาและภาพลักษณ์ของพวกเขายังคงอยู่ในสภาพกะรุ่งกะริ่งและย่อยยับ ภาพลักษณ์ของพวกเจ้าได้ถูกทำลายไปแล้ว กิริยามารยาทของพวกเจ้าต่ำทราม วิธีพูดของเจ้าต่ำช้า และชีวิตของพวกเจ้าน่ารังเกียจ แม้แต่สภาวะความเป็นมนุษย์ของพวกเจ้าทั้งปวงก็ได้จมลงสู่ความต่ำช้าถึงก้นบึ้ง เจ้าใจแคบต่อผู้อื่น และเจ้าต่อรองราคาทุกสิ่งเล็กสิ่งน้อย เจ้าทะเลาะกันในเรื่องภาพลักษณ์และสถานะของเจ้าเอง จนถึงจุดที่เจ้าถึงกับเต็มใจที่จะลงไปสู่นรกและลงไปในบึงไฟ คำพูดและความประพฤติปัจจุบันของพวกเจ้าก็เพียงพอให้เราตัดสินว่าพวกเจ้ามีบาป ท่าทีของเจ้าต่องานของเราก็เพียงพอให้เรากำหนดพิจารณาว่าพวกเจ้าเป็นคนไม่ชอบธรรม และอุปนิสัยทั้งหมดของพวกเจ้าก็เพียงพอที่จะชี้ให้เห็นว่าพวกเจ้าเป็นวิญญาณสกปรกที่เต็มไปด้วยสิ่งน่าสะอิดสะเอียน การสำแดงทั้งหลายของพวกเจ้า และสิ่งที่พวกเจ้าเปิดเผยก็เพียงพอที่จะพูดว่าพวกเจ้าคือผู้คนที่ได้ดื่มโลหิตจากวิญญาณสกปรกจนเต็มอิ่ม เมื่อการเข้าสู่ราชอาณาจักรได้รับการกล่าวถึง พวกเจ้าไม่เปิดเผยความรู้สึกของพวกเจ้า พวกเจ้าเชื่อหรือไม่ว่าวิธีที่เจ้าเป็นในตอนนี้เพียงพอแล้วที่จะให้เจ้าเดินผ่านประตูสู่อาณาจักรสวรรค์ของเรา? พวกเจ้าเชื่อหรือไม่ว่าพวกเจ้าสามารถได้รับการเข้าสู่แผ่นดินศักดิ์สิทธิ์แห่งงานและวจนะของเราได้โดยที่คำพูดและความประพฤติของพวกเจ้าเองไม่ได้ถูกเราทดสอบเสียก่อน? ใครเล่าจะสามารถตบตาเราได้? พฤติกรรมและการสนทนาที่น่ารังเกียจและต่ำช้าของพวกเจ้าจะหนีรอดจากสายตาของเราไปได้อย่างไร? ชีวิตของพวกเจ้าได้ถูกเรากำหนดพิจารณาไว้แล้วให้เป็นชีวิตแห่งการดื่มโลหิตและกินเนื้อหนังของวิญญาณสกปรกเหล่านั้น เพราะพวกเจ้าเลียนแบบพวกเขาต่อหน้าเราทุกวัน ต่อหน้าเราพฤติกรรมของเจ้าเลวเป็นพิเศษ ดังนั้นเราจะไม่สามารถเห็นว่าเจ้าน่าขยะแขยงได้อย่างไร? คำพูดของเจ้าประกอบด้วยสิ่งไม่บริสุทธิ์ของวิญญาณสกปรก กล่าวคือ เจ้าป้อยอ ปกปิด และประจบเฉกเช่นพวกที่เกี่ยวพันกับการใช้เวทมนตร์ และเฉกเช่นพวกที่คิดไม่ซื่อ และดื่มโลหิตของคนไม่ชอบธรรม การแสดงออกทั้งหมดของมนุษย์ไม่ชอบธรรมอย่างสุดขีด ดังนั้นผู้คนทั้งหมดจะสามารถได้รับการจัดวางในแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ที่ซึ่งคนชอบธรรมอยู่ได้อย่างไร? เจ้าคิดหรือไม่ว่าพฤติกรรมที่น่ารังเกียจของเจ้าสามารถยกเจ้าให้เป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์เมื่อเทียบกับคนไม่ชอบธรรมเหล่านั้น? ในที่สุดแล้ว ลิ้นที่คล้ายงูของเจ้าจะทำลายเนื้อหนังนี้ของเจ้า ที่นำมาซึ่งความย่อยยับและกระทำสิ่งน่าสะอิดสะเอียน และมือเหล่านั้นของเจ้าที่ถูกปกคลุมด้วยโลหิตของวิญญาณสกปรกก็จะดึงวิญญาณของเจ้าลงสู่นรกในที่สุดเช่นกัน เช่นนั้นแล้ว เหตุใดเจ้าจึงไม่กระโจนใส่โอกาสนี้เพื่อชำระล้างมือที่ปกคลุมด้วยสิ่งสกปรกของเจ้าให้สะอาด? และเหตุใดเจ้าจึงไม่ใช้ประโยชน์จากโอกาสนี้เพื่อตัดลิ้นของเจ้าที่พูดคำพูดที่ไม่ชอบธรรมไปเสีย? จะเป็นไปได้หรือไม่ว่าเจ้าเต็มใจทนทุกข์ในเปลวเพลิงแห่งนรกเพื่อประโยชน์ของมือ ลิ้นและริมฝีปากของเจ้า? เราเฝ้าดูแลหัวใจของทุกคนด้วยตาทั้งสองข้าง เพราะเป็นเวลานานก่อนที่เราได้สร้างมวลมนุษย์ เราได้กุมหัวใจพวกเขาไว้ภายในมือของเรา นานมาแล้วเราได้เห็นทะลุหัวใจของผู้คน ดังนั้นความคิดของพวกเขาจะสามารถรอดพ้นจากสายตาของเราได้อย่างไร? มันจะไม่สามารถสายเกินไปสำหรับพวกเขาที่จะรอดพ้นจากการถูกเผาโดยวิญญาณของเราได้อย่างไร?

ตัดตอนมาจาก “พวกเจ้าทั้งหมดมีลักษณะนิสัยต่ำช้าเหลือเกิน!” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 341

ริมฝีปากของเจ้าอ่อนโยนกว่านกพิราบ แต่หัวใจของเจ้าน่ากลัวยิ่งกว่างูแห่งกาลเก่า ริมฝีปากของเจ้าสวยเทียบเท่าสาวชาวเลบานอนด้วยซ้ำ ทว่าหัวใจของเจ้าไม่อ่อนโยนกว่าหัวใจของพวกเขา และแน่นอนว่าไม่สามารถเปรียบเทียบกับความงามของชาวคานาอันได้ หัวใจของเจ้าช่างทรยศนัก! สิ่งทั้งหลายที่เราเกลียดเป็นเพียงริมฝีปากของผู้ไม่ชอบธรรมและหัวใจของพวกเขา และข้อพึงประสงค์ของเราต่อผู้คนไม่สูงกว่าสิ่งที่เราคาดหวังจากเหล่าวิสุทธิชนแม้แต่น้อย เป็นเพียงว่าเรารู้สึกถึงความรังเกียจอย่างมากต่อความประพฤติชั่วของผู้ไม่ชอบธรรม และเราหวังว่าพวกเขาอาจจะสามารถปลดเปลื้องความโสโครกของพวกเขา และหนีพ้นจากสภาวะลำบากใจปัจจุบันของพวกเขาได้ เพื่อที่พวกเขาจะได้สามารถโดดเด่นจากผู้ไม่ชอบธรรมเหล่านั้น และใช้ชีวิตและมีความบริสุทธิ์ร่วมกับพวกที่ชอบธรรมได้ พวกเจ้าอยู่ในรูปการณ์แวดล้อมเดียวกันกับเรา กระนั้นพวกเจ้าก็ถูกปกคลุมด้วยความโสโครก เจ้าไม่มีแม้แต่สภาพเหมือนดั้งเดิมที่เล็กที่สุดของมนุษย์ที่ทรงสร้างในปฐมกาล ยิ่งไปกว่านั้น เพราะทุกวันพวกเจ้าเลียนแบบสภาพเหมือนของวิญญาณสกปรกเหล่านั้น ทำสิ่งที่พวกเขาทำ และพูดสิ่งที่พวกเขาพูด ทุกส่วนของพวกเจ้า—แม้แต่ลิ้นและริมฝีปากของพวกเจ้า—จึงเปียกชุ่มด้วยน้ำเน่าของพวกเขา จนถึงจุดที่พวกเจ้าถูกปกคลุมด้วยคราบเช่นนี้จนทั่ว และไม่มีส่วนใดของเจ้าเลยสามารถนำมาใช้กับงานของเราได้ มันช่างเจ็บปวดหัวใจเหลือเกิน! พวกเจ้าอาศัยอยู่ในโลกแห่งอาชาและฝูงปศุสัตว์เช่นนี้ แต่จริงๆ แล้วพวกเจ้าไม่รู้สึกลำบากใจ เจ้าเต็มไปด้วยความชื่นบานและใช้ชีวิตอย่างอิสระและง่ายดาย เจ้ากำลังว่ายน้ำวนไปมาในน้ำเน่านั่น กระนั้นเจ้าไม่ได้ตระหนักอย่างจริงแท้ว่าเจ้าได้ตกสู่สภาวะลำบากใจเช่นนี้แล้ว ทุกวันเจ้าคบหาสมาคมกับวิญญาณสกปรก และมีปฏิสัมพันธ์กับ “สิ่งปฏิกูล” ชีวิตของพวกเจ้าต่ำช้าทีเดียว กระนั้นพวกเจ้าก็ไม่ได้ตระหนักรู้อย่างจริงแท้ว่าเจ้าไม่มีอยู่จริงในโลกมนุษย์อย่างแน่นอน และว่าเจ้าไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ เจ้าไม่รู้หรอกหรือว่าชีวิตของเจ้าได้ถูกเหยียบย่ำโดยวิญญาณสกปรกเหล่านั้นมานานแล้ว หรือว่าลักษณะนิสัยของเจ้าถูกทำให้มีมลทินโดยน้ำเน่ามานานแล้ว? เจ้าคิดหรือว่าเจ้ากำลังใช้ชีวิตอยู่ในสวรรค์บนดิน และว่าเจ้าอยู่ท่ามกลางความสุข? เจ้าไม่รู้หรอกหรือว่าเจ้าได้ใช้ชีวิตเคียงข้างวิญญาณสกปรก และว่าเจ้าได้อยู่ร่วมกับทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาได้ตระเตรียมไว้ให้เจ้า? วิธีที่เจ้าใช้ชีวิตจะสามารถมีความหมายใดๆ ได้อย่างไร? ชีวิตของเจ้าจะสามารถมีคุณค่าใดๆ ได้อย่างไร? เจ้าได้วิ่งวนไปมาเพื่อบิดามารดาของเจ้า บิดามารดาของวิญญาณสกปรก กระนั้นเจ้าก็ไม่รู้เลยจริงๆ ว่าพวกที่ล่อให้เจ้าติดกับนั้นคือบิดามารดาของวิญญาณสกปรกที่ได้ให้กำเนิดเจ้าและได้เลี้ยงดูเจ้า ยิ่งไปกว่านั้น เจ้าไม่ตระหนักรู้ว่าสิ่งโสโครกทั้งหมดของเจ้าจริงๆ แล้วเป็นพวกเขาที่ให้เจ้ามา ทั้งหมดที่เจ้ารู้คือว่าพวกเขาสามารถนำพา “ความชื่นชมยินดี” มาให้เจ้า พวกเขาไม่ตีสอนเจ้า อีกทั้งพวกเขาไม่พิพากษาเจ้า และพวกเขาไม่ด่าทอเจ้าโดยเฉพาะ พวกเขาไม่เคยได้ระเบิดความโกรธใส่เจ้า แต่ปฏิบัติต่อเจ้าด้วยการรักใคร่เอ็นดูและความใจดีมีเมตตา คำพูดของพวกเขาบำรุงเลี้ยงหัวใจของเจ้า และทำให้เจ้าหลงไหลเพื่อที่เจ้าจะได้กลายเป็นเสียศูนย์ และโดยไม่ตระหนักถึงมัน เจ้าจะถูกดูดเข้าไปและเต็มใจที่จะรับใช้พวกเขา กลายเป็นหน้าร้านและบ่าวของพวกเขา เจ้าไม่มีเรื่องร้องทุกข์ใดๆ เลย แต่เต็มใจทำงานเพื่อพวกเขาดั่งสุนัข ดั่งอาชา เจ้าถูกพวกเขาหลอกลวง ด้วยเหตุผลนี้เจ้าจึงไม่มีปฏิกิริยาอย่างสิ้นเชิงต่องานที่เราทำ ไม่น่าแปลกใจที่เจ้าต้องการแอบลอดผ่านนิ้วมือของเราไปอย่างลับๆ เสมอ และไม่น่าแปลกใจที่เจ้าต้องการใช้คำหวานเพื่อหลอกล่อรับเอาความโปรดปรานจากเราเสมอ กลับกลายเป็นว่าเจ้าได้มีแผนการอื่น การจัดการเตรียมการอื่นอยู่แล้ว เจ้าสามารถเห็นการกระทำของเราเล็กน้อยในฐานะองค์ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ แต่เจ้าไม่มีความรู้แม้แต่น้อยเกี่ยวกับการพิพากษาและการตีสอนของเรา เจ้าไม่รู้เลยว่าการตีสอนของเราได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อใด เจ้าเพียงแต่รู้วิธีโกงเรา—กระนั้นเจ้าไม่รู้ว่าเราจะไม่ยอมผ่อนปรนต่อการฝ่าฝืนใดๆ จากมนุษย์ ในเมื่อเจ้าได้สร้างปณิธานไว้แล้วว่าจะรับใช้เรา เราก็จะไม่ปล่อยเจ้าไป เราเป็นพระเจ้าที่เกลียดชังความชั่ว และเราเป็นพระเจ้าที่หวงแหนมนุษยชาติ ในเมื่อเจ้าได้วางคำพูดของเจ้าไว้บนแท่นบูชาแล้ว เราก็จะไม่ยอมผ่อนปรนต่อการที่เจ้าวิ่งจากไปต่อหน้าต่อตาเรา อีกทั้งเราจะไม่ยอมผ่อนปรนต่อการที่เจ้ารับใช้เจ้านายสองคน เจ้าได้คิดหรือว่าเจ้าจะสามารถมีความรักครั้งที่สองได้หลังจากได้วางคำพูดของเจ้าไว้บนแท่นบูชาของเราและต่อหน้าต่อตาเราแล้ว? เราจะสามารถให้โอกาสแก่ผู้คนเพื่อทำให้เราเป็นเหมือนคนโง่ด้วยวิธีเช่นนี้ได้อย่างไร? เจ้าได้คิดหรือว่าเจ้าจะสามารถสร้างคำสาบานและคำปฏิญาณอย่างลวกๆ กับเราด้วยลิ้นของเจ้าได้? เจ้าจะสามารถสบถคำปฏิญาณข้างบัลลังก์ของเราได้อย่างไร บัลลังก์ของเราผู้ซึ่งอยู่สูงที่สุด? เจ้าได้คิดหรือว่าคำปฏิญาณของเจ้าได้ล่วงลับไปแล้ว? เราขอบอกพวกเจ้าว่า แม้ว่าเนื้อหนังของพวกเจ้าอาจล่วงลับไป แต่คำปฏิญาณของพวกเจ้าไม่สามารถล่วงลับไปได้ ในท้ายที่สุดเราจะกล่าวโทษพวกเจ้าบนพื้นฐานของคำปฏิญาณของพวกเจ้า อย่างไรก็ตาม พวกเจ้าเชื่อว่าเจ้าสามารถจัดการกับเราได้โดยการวางคำพูดของพวกเจ้าไว้เบื้องหน้าเรา และเชื่อว่าหัวใจของพวกเจ้าสามารถรับใช้วิญญาณสกปรกและวิญญาณชั่วได้ ความโกรธของเราจะสามารถยอมผ่อนปรนต่อผู้คนที่คล้ายสุนัข คล้ายสุกรเหล่านี้ที่โกงเราได้อย่างไร? เราต้องดำเนินการตามประกาศกฤษฎีกาบริหารของเรา และแย่งชิงพวกที่ “เคร่งศาสนา” หัวโบราณเหล่านั้นทั้งหมดที่มีศรัทธาในเรากลับจากมือของวิญญาณสกปรก เพื่อที่พวกเขาอาจจะ “คอยรับใช้” เราในรูปแบบที่มีวินัย เป็นโคของเรา เป็นอาชาของเรา และอยู่ภายใต้การจัดวางเรียบเรียงการสังหารหมู่ของเรา เราจะให้เจ้าหยิบความมุ่งมั่นก่อนหน้านี้ของเจ้า และรับใช้เราอีกครั้ง เราจะไม่ยอมผ่อนปรนต่อสิ่งทรงสร้างใดๆ ที่โกงเรา เจ้าได้คิดหรือว่าเจ้าจะสามารถเพียงแค่ทำการเรียกร้องและโกหกต่อหน้าเราอย่างหยาบโลนได้? เจ้าได้คิดหรือว่าเราไม่เคยได้ยินหรือได้เห็นคำพูดและความประพฤติทั้งหลายของเจ้า? คำพูดและความประพฤติทั้งหลายของเจ้าจะไม่ได้สามารถอยู่ในสายตาของเราได้อย่างไร? เราจะสามารถเคยให้ผู้คนหลอกลวงเราเช่นนั้นได้อย่างไร?

ตัดตอนมาจาก “พวกเจ้าทั้งหมดมีลักษณะนิสัยต่ำช้าเหลือเกิน!” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 342

เราได้อยู่ท่ามกลางพวกเจ้า คบหาสมาคมกับพวกเจ้ามาหลายฤดูใบไม้ผลิและหลายฤดูใบไม้ร่วง เราได้ใช้ชีวิตท่ามกลางพวกเจ้ามานานแล้ว และได้ใช้ชีวิตกับพวกเจ้า พฤติกรรมที่น่ารังเกียจของพวกเจ้ามีมากน้อยเพียงใดที่ได้หลุดรอดไปต่อหน้าต่อตาเรา? คำพูดที่จริงใจเหล่านั้นของพวกเจ้ากำลังสะท้อนอยู่ในหูของเราตลอดเวลา ความทะเยอทะยานนับหลายล้านอย่างของเจ้าถูกวางบนแท่นบูชาของเรา—มากจนเกินกว่าจะนับได้ อย่างไรก็ตาม สำหรับเรื่องการทุ่มเทอุทิศของพวกเจ้าและสิ่งที่พวกเจ้ายอมสละ พวกเจ้าไม่ให้แม้เพียงกระผีกริ้น พวกเจ้าไม่วางความจริงใจแม้เพียงหยดเล็กจิ๋วบนแท่นบูชาของเรา ดอกผลแห่งของการเชื่อของพวกเจ้าในเราอยู่ที่ใด? พวกเจ้าได้รับพระคุณที่ไม่มีที่สิ้นสุดจากเรา และเจ้าได้เห็นความล้ำลึกทั้งหลายที่ไม่รู้จบจากสวรรค์ เราถึงกับได้แสดงให้พวกเจ้าเห็นเปลวเพลิงแห่งสวรรค์ แต่เราไม่ได้มีแก่ใจที่จะเผาพวกเจ้า อย่างไรก็ตามพวกเจ้าได้ให้เรามากเพียงใดเพื่อเป็นการตอบแทน? พวกเจ้าเต็มใจให้เรามากเพียงใด? ด้วยอาหารที่เราได้ให้เจ้าในมือ เจ้าก็หันกลับและถวายอาหารนั้นให้เรา และถึงกับออกมาพูดว่ามันเป็นบางสิ่งที่เจ้าได้รับเพื่อตอบแทนหยาดเหงื่อแห่งการทำงานหนักของเจ้าเอง และว่าเจ้ากำลังถวายทุกสิ่งที่เจ้าเป็นเจ้าของให้กับเรา เจ้าจะไม่สามารถรู้ได้อย่างไรว่า “การมีส่วนร่วมสนับสนุน” ของเจ้าต่อเรานั้นเป็นเพียงสิ่งทั้งหลายที่ได้ถูกขโมยไปจากแท่นบูชาของเรา? ยิ่งไปกว่านั้น บัดนี้เจ้ากำลังถวายสิ่งเหล่านั้นให้เรา เจ้าไม่ได้กำลังโกงเราอยู่หรอกหรือ? เจ้าจะไม่สามารถรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งที่เราชื่นชมในวันนี้คือของถวายทั้งหมดบนแท่นบูชาของเรา และไม่ใช่สิ่งที่เจ้าได้หามาจากการทำงานหนักของเจ้าและจากนั้นก็มอบถวายให้เรา? พวกเจ้ากล้าที่จะโกงเราด้วยวิธีนี้จริงๆ ดังนั้นเราจะสามารถให้อภัยพวกเจ้าได้อย่างไร? พวกเจ้าสามารถคาดหวังให้เราสู้ทนการนี้ต่อไปอีกได้อย่างไร? เราได้ให้ทุกสิ่งทุกอย่างแก่พวกเจ้าแล้ว เราได้เปิดกว้างทุกสิ่งทุกอย่างแก่พวกเจ้า จัดเตรียมสิ่งที่พวกเจ้าจำเป็นต้องมี และเปิดตาของพวกเจ้า กระนั้นพวกเจ้าก็โกงเราเช่นนี้ โดยเพิกเฉยต่อมโนธรรมของเจ้า เราได้ประทานทุกสิ่งทุกอย่างให้กับพวกเจ้าอย่างไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน เพื่อที่แม้ว่าพวกเจ้าจะทนทุกข์ แต่เจ้าก็ยังคงได้รับทุกสิ่งทุกอย่างที่เราได้นำมาจากสวรรค์จากเรา แม้กระนั้นก็ตาม พวกเจ้าก็ไม่มีความทุ่มเทอุทิศเลย และต่อให้เจ้าได้มีส่วนร่วมสนับสนุนน้อยนิด เจ้าก็พยามยาม “ชำระบัญชี” กับเราหลังจากนั้น การมีส่วนร่วมสนับสนุนของเจ้าจะไม่เกิดผลใดๆ หรอกหรือ? สิ่งที่เจ้าได้มอบให้เราเป็นเพียงทรายหนึ่งเม็ด กระนั้นสิ่งที่เจ้าได้ขอจากเราคือทองคำหนึ่งตัน เจ้าไม่ได้แค่กำลังไร้เหตุผลหรอกหรือ? เราทำงานท่ามกลางพวกเจ้า ไม่มีร่องรอยอย่างสิ้นเชิงของร้อยละสิบที่เราควรได้รับมา นับประสาอะไรกับการพลีอุทิศเพิ่มเติมใดๆ ยิ่งไปกว่านั้น ร้อยละสิบที่ได้รับส่วนร่วมสนับสนุนจากบรรดาผู้ที่มีใจศรัทธานั้นได้ถูกพวกคนชั่วยึดไป พวกเจ้าทั้งหมดไม่ได้กระจัดกระจายจากเราหรอกหรือ? พวกเจ้าทั้งหมดไม่ได้เป็นปฏิปักษ์กับเราหรอกหรือ? พวกเจ้าทั้งหมดไม่ได้กำลังพังแท่นบูชาของเราหรอกหรือ? ผู้คนเช่นนี้จะสามารถถูกมองว่าเป็นสมบัติล้ำค่าในสายตาของเราได้อย่างไร? พวกเขาไม่ใช่สุกรและสุนัขที่เราเกลียดหรอกหรือ? เราจะสามารถอ้างถึงการทำชั่วของเจ้าว่าเป็นสมบัติล้ำค่าได้อย่างไร? จริงๆ แล้วงานของเราทำเพื่อใครกัน? จะเป็นไปได้ไหมว่าจุดประสงค์ของงานของเราคือเพื่อบดขยี้พวกเจ้าทั้งหมดจนคว่ำลงไปเพื่อเปิดเผยสิทธิอำนาจของเรา? ชีวิตของพวกเจ้าทั้งหมดไม่ได้แขวนอยู่กับคำพูดคำเดียวจากเราหรอกหรือ? เหตุใดเราจึงกำลังใช้เพียงคำพูดเพื่ออบรมพวกเจ้า และไม่ได้เปลี่ยนคำพูดให้เป็นข้อเท็จจริงเพื่อบดขยี้พวกเจ้าทันทีที่เราสามารถทำได้? จุดประสงค์ของคำพูดและงานของเราเป็นเพียงเพื่อบดขยี้มวลมนุษย์จนคว่ำลงไปหรอกหรือ? เราเป็นพระเจ้าที่ฆ่าคนบริสุทธิ์อย่างไม่เลือกหน้าหรอกหรือ? บัดนี้มีพวกเจ้ากี่คนที่มาอยู่เบื้องหน้าเราพร้อมกับความเป็นอยู่ทั้งปวงของเจ้าเพื่อแสวงหาเส้นทางที่ถูกต้องของชีวิตมนุษย์? เป็นเพียงร่างกายของพวกเจ้าที่อยู่เบื้องหน้าเรา แต่หัวใจของเจ้ายังคงเป็นอิสระ และอยู่ห่างไกลจากเรามาก เพราะพวกเจ้าไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วงานของเราคืออะไร จึงมีพวกเจ้าจำนวนหนึ่งที่ปรารถนาจะออกห่างจากเรา และเว้นระยะห่างของพวกเจ้าจากเรา โดยหวังว่าจะได้ใช้ชีวิตในสวรรค์ที่ซึ่งไม่มีการตีสอนหรือการพิพากษาแทน นี่ไม่ใช่สิ่งที่ผู้คนปรารถนาในหัวใจของพวกเขาหรอกหรือ? แน่นอนว่าเราไม่ได้กำลังพยายามบีบเจ้าให้ยอม เส้นทางใดก็ตามที่เจ้าใช้คือตัวเลือกของเจ้าเอง เส้นทางของวันนี้เป็นเส้นทางที่มีการพิพากษาและการด่าทอร่วมทางไปด้วย แต่พวกเจ้าควรรู้ว่าทั้งหมดที่เราได้ประทานแก่พวกเจ้า—ไม่ว่าจะเป็นการพิพากษาหรือการตีสอน—เป็นของขวัญที่ดีที่สุดที่เราสามารถมอบให้พวกเจ้าได้ และเหล่านั้นคือทุกสรรพสิ่งที่พวกเจ้าต้องการอย่างเร่งด่วน

ตัดตอนมาจาก “พวกเจ้าทั้งหมดมีลักษณะนิสัยต่ำช้าเหลือเกิน!” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 343

เราได้ดำเนินการงานจำนวนมากมายบนแผ่นดินโลก และเราได้เดินท่ามกลางมวลมนุษย์มาหลายปีแล้ว กระนั้นผู้คนไม่ค่อยมีความรู้เกี่ยวกับฉายาของเราและอุปนิสัยของเรา และมีผู้คนไม่กี่คนที่สามารถอธิบายงานที่เราทำได้อย่างถ้วนทั่ว มีหลายสิ่งหลายอย่างเหลือเกินที่ผู้คนขาด พวกเขามักจะขาดความเข้าใจในสิ่งที่เราทำเสมอ และหัวใจของพวกเขามักจะเฝ้าระวังอยู่เสมอ ราวกับว่าพวกเขากลัวอยู่ลึกๆ ว่าเราจะเอาพวกเขาไปไว้ในสถานการณ์อื่น และจากนั้นก็ไม่ให้ความใส่ใจต่อพวกเขาอีกเลย ดังนั้นท่าทีของผู้คนต่อเราจึงเป็นแต่อุ่นๆ พร้อมด้วยความระมัดระวังในปริมาณมากเสมอ นี่เป็นเพราะผู้คนได้มาถึงปัจจุบันโดยไม่ได้เข้าใจงานที่เราทำ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง พวกเขางุนงงกับวจนะที่เราพูดกับพวกเขา พวกเขาถือวจนะของเราไว้ในมือของพวกเขา โดยไม่รู้ว่าพวกเขาควรจะผูกพันตัวเองกับความเชื่อที่ไม่สั่นคลอนในวจนะของเราหรือไม่ หรือพวกเขาควรจะเลือกความไม่แน่ใจและลืมวจนะของเราเสียหรือไม่ พวกเขาไม่รู้ว่าพวกเขาควรจะนำคำพูดของเราไปปฏิบัติหรือไม่ หรือรอดูไปก่อน ว่าพวกเขาควรจะโยนทุกอย่างทิ้งไปและติดตามอย่างกล้าหาญ หรือยังหยิบยื่นมิตรภาพให้แก่โลกเหมือนก่อนต่อไปหรือไม่ โลกภายในต่างๆ ของผู้คนซับซ้อนเหลือเกิน และพวกเขาก็เจ้าเล่ห์เหลือเกิน เพราะผู้คนไม่สามารถมองเห็นวจนะของเราได้อย่างชัดเจนหรืออย่างเต็มที่ พวกเขาหลายคนจึงมีเวลาที่ยากลำบากในการปฏิบัติวจนะของเราและมีความลำบากยากเย็นในการวางหัวใจของพวกเขาเบื้องหน้าเรา เราเข้าใจความลำบากยากเย็นต่างๆ ของพวกเจ้าอย่างลึกซึ้ง จุดอ่อนมากมายไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้เมื่อมีชีวิตอยู่ในเนื้อหนัง และปัจจัยเชิงวัตถุประสงค์มากมายสร้างความลำบากยากเย็นต่างๆ ให้พวกเจ้า พวกเจ้าเลี้ยงดูครอบครัวของพวกเจ้า ใช้วันเวลาของพวกเจ้าเพื่อทำงานอย่างหนัก และเดือนปีก็ผ่านไปในความยากลำบาก มีความลำบากยากเย็นมากมายในการมีชีวิตอยู่ในเนื้อหนัง—เราไม่ปฏิเสธเรื่องนี้ และแน่นอนว่าข้อพึงประสงค์ของเราต่อพวกเจ้าถูกกำหนดขึ้นให้สอดคล้องกับความลำบากยากเย็นของพวกเจ้า ข้อพึงประสงค์ต่างๆ ในงานที่เราทำทั้งหมดอยู่บนพื้นฐานของวุฒิภาวะจริงแท้ของพวกเจ้า บางทีในอดีต ข้อพึงประสงค์ที่ผู้คนได้ทำไว้กับพวกเจ้าในงานของพวกเขาได้ถูกผสมกับองค์ประกอบแห่งความล้นเหลือ แต่พวกเจ้าควรจะรู้ไว้ว่าเราไม่เคยได้มีข้อพึงประสงค์ที่มากเกินไปต่อพวกเจ้าในสิ่งที่เราพูดและทำ ข้อพึงประสงค์ทั้งหมดอยู่บนพื้นฐานแห่งธรรมชาติ เนื้อหนังของผู้คน และสิ่งที่พวกเขาจำเป็น พวกเจ้าควรจะรู้ และเราสามารถบอกพวกเจ้าได้อย่างชัดเจนว่า เราไม่ต่อต้านวิธีคิดที่สมเหตุสมผลต่างๆ บางวิธีที่ผู้คนมี และเราไม่ต่อต้านธรรมชาติที่มีมาแต่กำเนิดของมวลมนุษย์ เป็นเพียงเพราะผู้คนไม่เข้าใจว่าอะไรคือมาตรฐานที่เราได้กำหนดไว้ให้พวกเขาจริงๆ อีกทั้งพวกเขาไม่เข้าใจความหมายดั้งเดิมของวจนะของเรา ว่าผู้คนได้แคลงใจในวจนะของเราจนกระทั่งบัดนี้ และผู้คนน้อยกว่าครึ่งด้วยซ้ำที่เชื่อวจนะของเรา ส่วนที่เหลือเป็นพวกผู้ไม่เชื่อ และยังมีมากกว่านั้นอีกที่เป็นพวกที่ชอบฟังเรา “เล่าเรื่อง” ที่มากกว่านั้น มีมากมายหลายคนที่ชื่นชมปรากฏการณ์นี้ เราเตือนพวกเจ้าว่า วจนะของเรามากมายได้ถูกเปิดกว้างต่อบรรดาผู้ที่เชื่อในเรา และบรรดาผู้ที่ชื่นชมทิวทัศน์อันงดงามของราชอาณาจักร แต่ถูกกักขังอยู่ที่ด้านนอกของประตูแห่งราชอาณาจักร ได้ถูกเรากำจัดไปแล้ว พวกเจ้าไม่ได้เป็นเพียงข้าวละมานที่เราชิงชังและปฏิเสธหรอกหรือ? พวกเจ้าจะสามารถเฝ้าดูเราจากไปและจากนั้นก็ต้อนรับการกลับมาของเราอย่างน่าชื่นบานได้อย่างไร? เราบอกพวกเจ้าว่าหลังจากประชาชนชาวนีนะเวห์ได้ยินพระวจนะที่โกรธกริ้วของพระยาห์เวห์ พวกเขาก็กลับใจในผ้ากระสอบและขี้เถ้าโดยทันที เป็นเพราะพวกเขาได้เชื่อในพระวจนะของพระองค์ พวกเขาจึงได้เต็มไปด้วยความยำเกรงและความหวาดกลัว และดังนั้นจึงกลับใจในผ้ากระสอบและขี้เถ้า สำหรับผู้คนของวันนี้ แม้ว่าเจ้าจะเชื่อวจนะของเราเช่นกัน และยิ่งไปกว่านั้นอีก เชื่อว่าพระยาห์เวห์ได้เสด็จมาท่ามกลางพวกเจ้าอีกครั้งหนึ่งในวันนี้ ท่าทีของพวกเจ้าก็ไม่ใช่สิ่งใดนอกจากความไม่เคารพยำเกรง ราวกับว่าพวกเจ้าได้เพียงแค่กำลังสังเกตการณ์พระเยซูผู้ซึ่งได้ประสูติในแคว้นยูเดียเมื่อหลายพันปีก่อน และตอนนี้ได้เสด็จลงมาสถิตท่ามกลางพวกเจ้า เราเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงความหลอกลวงที่ดำรงอยู่ภายในหัวใจของพวกเจ้า พวกเจ้าส่วนใหญ่ติดตามเราเพราะความอยากรู้อยากเห็นและได้มาเพื่อแสวงหาเราให้พบจากความว่างเปล่า เมื่อความปรารถนาที่สามของพวกเจ้าพังทลายลง—ความปรารถนาของพวกเจ้าเพื่อชีวิตที่สงบและมีความสุข—เช่นนั้นแล้วความอยากรู้อยากเห็นของพวกเจ้าก็สลายไปเช่นกัน ความหลอกลวงที่ดำรงอยู่ในหัวใจของพวกเจ้าแต่ละดวงถูกเปิดโปงโดยผ่านทางคำพูดและการกระทำของพวกเจ้า กล่าวตามตรง พวกเจ้าเพียงแค่อยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับเรา แต่ไม่กลัวเรา พวกเจ้าไม่ระวังปากของพวกเจ้า และยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าพวกเจ้าจะใช้ความยับยั้งชั่งใจในพฤติกรรมของพวกเจ้า เช่นนั้นแล้วพวกเจ้ามีความเชื่อประเภทใดกันแน่? เป็นของแท้หรือไม่? พวกเจ้าเพียงแค่ใช้วจนะของเราเพื่อขับไล่ความกังวลของพวกเจ้า และบรรเทาความเบื่อหน่ายของพวกเจ้า เพื่อเติมเต็มพื้นที่ว่างที่เหลืออยู่ในชีวิตของพวกเจ้า มีใครบ้างท่ามกลางพวกเจ้าที่ได้นำวจนะของเราไปปฏิบัติ? ผู้ใดมีความเชื่อที่จริงแท้? พวกเจ้าตะโกนไม่หยุดหย่อนว่าพระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าที่ทรงเห็นลึกเข้าไปในหัวใจของผู้คน แต่พระเจ้าที่พวกเจ้าตะโกนหาในหัวใจของพวกเจ้าเข้ากันได้กับเราอย่างไร? ในเมื่อพวกเจ้ากำลังตะโกนเยี่ยงนี้ เช่นนั้นแล้วทำไมพวกเจ้าจึงกระทำตัวแบบนั้น? เป็นไปได้ไหมว่านี่คือความรักที่พวกเจ้าต้องการใช้ตอบแทนเรา? ไม่มีการมอบอุทิศจำนวนเล็กน้อยใดๆ บนริมฝีปากของพวกเจ้า แต่การพลีอุทิศของพวกเจ้า และการกระทำดีของพวกเจ้าอยู่ที่ใดเล่า? หากไม่ได้เป็นเพราะคำพูดของพวกเจ้ามาถึงหูของเรา เราจะสามารถเกลียดชังพวกเจ้ามากเหลือเกินได้อย่างไร? หากพวกเจ้าได้เชื่อในเราอย่างแท้จริง พวกเจ้าจะสามารถตกอยู่ในสภาวะเศร้าหมองเช่นนี้ได้อย่างไร? พวกเจ้ามีแววซึมเศร้าบนใบหน้าของพวกเจ้าราวกับว่าพวกเจ้าได้อยู่ในแดนคนตายกำลังถูกพิจารณาคดี พวกเจ้าไม่มีกำลังวังชาแม้เพียงกระผีกริ้น และเจ้าพูดอย่างแผ่วเบาเกี่ยวกับเสียงภายในของเจ้า เจ้าถึงกับเต็มไปด้วยคำร้องทุกข์คร่ำครวญและคำด่าทอ นานมาแล้วพวกเจ้าได้สูญเสียความเชื่อในสิ่งที่เราทำ และแม้แต่ความเชื่อดั้งเดิมของพวกเจ้าก็ได้หายไป ดังนั้นเจ้าจะสามารถติดตามไปจนถึงบทอวสานได้อย่างไร? ในเมื่อเป็นดั่งนี้ เช่นนั้นแล้วเจ้าจะสามารถได้รับการช่วยให้รอดได้อย่างไร?

ตัดตอนมาจาก “พระวจนะสำหรับผู้เยาว์และผู้สูงวัย” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 344

แม้ว่างานของเราช่วยได้อย่างมากสำหรับพวกเจ้า กระนั้นวจนะของเรามักจะไปไม่ถึงพวกเจ้าเสมอ และไม่มีผลใดๆ ในพวกเจ้า มันยากที่จะหาเป้าหมายเพื่อให้เราทำให้มีความเพียบพร้อม และวันนี้เราแทบจะได้หมดหวังในตัวพวกเจ้าแล้ว เราได้สำรวจค้นท่ามกลางพวกเจ้าเป็นเวลาหลายปีแล้ว แต่มันก็ยากที่จะหาใครสักคนที่สามารถเป็นคนรู้ใจของเราได้ เรารู้สึกราวกับว่าเราไม่มีความมั่นใจที่จะทำงานในพวกเจ้าต่อไป และไม่มีความรักที่จะใช้เพื่อรักพวกเจ้าต่อไป นี่เป็นเพราะนานมาแล้วเราได้กลายเป็นขยะแขยงกับ “ความสำเร็จลุล่วง” ของพวกเจ้า ซึ่งเล็กจิ๋วและน่าเวทนาดั่งที่เป็นอยู่ ดูเหมือนราวกับว่าเราไม่เคยได้พูดท่ามกลางพวกเจ้าและไม่เคยได้ทำงานในพวกเจ้า การสัมฤทธิ์ผลของพวกเจ้าน่าคลื่นเหียนเหลือเกิน พวกเจ้ามักจะนำความพินาศและความน่าละอายมาสู่ตัวเองเสมอ และพวกเจ้าก็แทบจะไม่มีคุณค่าใดๆ เราแทบจะไม่สามารถพบเจอความคล้ายคลึงมนุษย์ในพวกเจ้า และแทบไม่ได้กลิ่นร่องรอยของมนุษย์ กลิ่นสดใหม่ของพวกเจ้าอยู่ที่ใด? ราคาที่พวกเจ้าได้ชดใช้มานานหลายปีแล้วอยู่ที่ใด และผลลัพธ์อยู่ที่ใด? พวกเจ้าไม่เคยได้พบบ้างเลยหรือ? งานของเราบัดนี้มีการเริ่มต้นใหม่ การเปิดตัวครั้งใหม่ เราจะดำเนินการตามแผนการมหึมา และเราต้องการทำให้งานที่ยิ่งใหญ่ขึ้นสำเร็จลุล่วง กระนั้นพวกเจ้ายังคงกำลังเกลือกกลิ้งอยู่ในโคลนตมเหมือนก่อน มีชีวิตในน้ำที่สกปรกโสโครกแห่งอดีต และได้ล้มเหลวไปแล้วจริงๆ ที่จะปลดปล่อยตัวเองจากสภาวะลำบากใจดั้งเดิมของพวกเจ้า เพราะฉะนั้นพวกเจ้ายังคงไม่ได้รับสิ่งใดจากวจนะของเรา พวกเจ้ายังคงไม่ได้ปลดปล่อยตัวเองจากสถานที่ดั้งเดิมแห่งโคลนตมและน้ำสกปรกโสโครกของพวกเจ้า และพวกเจ้าแค่รู้จักวจนะของเราเท่านั้น แต่โดยข้อเท็จจริงแล้ว พวกเจ้าไม่ได้เข้าสู่อาณาจักรแห่งอิสรภาพของวจนะของเรา ดังนั้นวจนะของเราจึงไม่เคยได้ถูกเปิดกว้างต่อพวกเจ้า วจนะของเราเป็นเหมือนหนังสือแห่งคำเผยพระวจนะที่ได้ถูกปิดผนึกมานานหลายพันปี เราปรากฏต่อพวกเจ้าในชีวิตของพวกเจ้า แต่พวกเจ้าไม่ตระหนักรู้เสมอ พวกเจ้าไม่แม้แต่จะระลึกถึงเรา เกือบครึ่งหนึ่งของวจนะที่เราพูดเป็นเพื่อการพิพากษาของพวกเจ้า และสัมฤทธิ์ผลเพียงครึ่งหนึ่งของผลกระทบที่ควรจะสัมฤทธิ์ ซึ่งก็คือการปลูกฝังความกลัวลึกๆ ในพวกเจ้า อีกครึ่งหนึ่งที่เหลือประกอบด้วยวจนะที่จะสอนพวกเจ้าเกี่ยวกับชีวิตและวิธีประพฤติตัวของพวกเจ้าเอง อย่างไรก็ตามคงจะดูเหมือนว่าในความเห็นของพวกเจ้า วจนะเหล่านี้ไม่แม้แต่จะมีอยู่จริง หรือราวกับว่าพวกเจ้ากำลังฟังคำพูดของเด็กๆ คำพูดที่พวกเจ้าแอบยิ้มให้เสมอ แต่ไม่มีวันลงมือทำตามนั้น พวกเจ้าไม่เคยได้เป็นกังวลเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้เลย โดยพื้นฐานแล้วมักจะเป็นเพราะความอยากรู้อยากเห็นเสมอที่ทำให้พวกเจ้าได้สังเกตการณ์การกระทำของเรา และผลลัพธ์ก็คือบัดนี้พวกเจ้าได้ตกลงสู่ความมืดมิดและไม่สามารถมองเห็นความสว่างได้ และดังนั้นพวกเจ้าจึงร้องไห้อย่างน่าสังเวชในความมืดมิด สิ่งที่เราต้องการคือการเชื่อฟังของพวกเจ้า การเชื่อฟังอย่างไม่มีข้อแม้ของพวกเจ้า และยิ่งไปกว่านั้น เราพึงประสงค์ให้พวกเจ้าแน่ใจอย่างแท้จริงในทุกสิ่งทุกอย่างที่เราพูด พวกเจ้าไม่ควรจะนำท่าทีเมินเฉยมาใช้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง พวกเจ้าไม่ควรจะเลือกปฏิบัติต่อสิ่งต่างๆ ที่เราพูด อีกทั้งไม่แยแสต่อวจนะของเราและงานของเรา อันเป็นความเคยชินของพวกเจ้า งานของเรากระทำท่ามกลางพวกเจ้า และเราได้ประทานวจนะของเรามากมายมหาศาลให้พวกเจ้า แต่หากพวกเจ้าปฏิบัติต่อเราด้วยวิธีนี้ เราก็จะสามารถเพียงแค่ให้สิ่งที่พวกเจ้าไม่ได้รับและไม่ได้นำไปปฏิบัติแก่ครอบครัวคนต่างชาติ ใครเล่าท่ามกลางสิ่งมีชีวิตที่ทรงสร้างไม่ได้ถูกเราถือไว้ในมือของเรา? คนส่วนใหญ่ท่ามกลางพวกเจ้าเป็น “ผู้สูงวัยที่สุกงอม” และพวกเจ้าไม่มีพลังงานที่จะยอมรับงานประเภทที่เรามีนี้ พวกเจ้าเป็นเหมือนนกหานเห้า[ก] ซึ่งเพียงแค่ประคองตัวไปเรื่อยๆ และพวกเจ้าไม่เคยได้ปฏิบัติต่อวจนะของเราอย่างจริงจัง ผู้คนหนุ่มสาวไร้สาระไม่มีประโยชน์และหลงระเริงมากเกินไปอย่างสุดขั้ว และคำนึงถึงงานของเราน้อยยิ่งกว่านั้นเสียอีก พวกเขาไม่มีความสนใจที่จะอิ่มอร่อยกับอาหารรสเลิศในงานเลี้ยงรื่นเริงของเรา พวกเขาเป็นเหมือนนกตัวเล็กๆ ที่ได้บินออกจากกรงของมันเพื่อออกไปผจญภัยในที่ห่างไกล ผู้คนหนุ่มสาวและสูงวัยประเภทเหล่านี้จะสามารถมีประโยชน์กับเราได้อย่างไร?

ตัดตอนมาจาก “พระวจนะสำหรับผู้เยาว์และผู้สูงวัย” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

"เชิงอรรถ:

ก. เรื่องราวของนกหานเห้านั้นเหมือนมากกับนิทานอีสปเกี่ยวกับมดกับตั๊กแตน นกหานเห้าชอบนอนหลับแทนที่จะสร้างรังในขณะที่อากาศอบอุ่น แม้จะมีการตักเตือนจากนกกางเขนเพื่อนบ้านของเขา เมื่อถึงฤดูหนาวนกหานเห้าก็หนาวจนถึงแก่ความตาย"

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 345

แม้ว่าพวกเจ้าผู้คนหนุ่มสาวทั้งหมดเป็นเหมือนสิงโตอ่อนเยาว์ แต่พวกเจ้าไม่ค่อยมีวิธีที่แท้จริงในหัวใจของพวกเจ้า ความอ่อนเยาว์ของพวกเจ้าไม่ทำให้พวกเจ้ามีสิทธิที่จะทำงานของเรามากขึ้น ในทางตรงกันข้ามเจ้ามักจะยั่วยุความขยะแขยงของเราต่อพวกเจ้าเสมอ แม้ว่าพวกเจ้ายังอ่อนเยาว์ แต่พวกเจ้าก็ขาดกำลังวังชาหรือความทะเยอทะยาน และพวกเจ้ามักจะไม่ยอมผูกมัดตัวเองเกี่ยวกับอนาคตของพวกเจ้าเสมอ ราวกับว่าพวกเจ้าไม่แยแสและครุ่นคิด อาจกล่าวได้ว่ากำลังวังชา อุดมคติต่างๆ และทีท่าที่ใช้ซึ่งควรพบเจอในผู้คนหนุ่มสาวกลับไม่สามารถพบเจอได้ในตัวพวกเจ้าโดยสิ้นเชิง เจ้าบุคคลอ่อนเยาว์ประเภทนี้ไม่มีทีท่าและไม่มีความสามารถที่จะแยกแยะได้ระหว่างถูกและผิด ความดีและความชั่ว ความงามและความอัปลักษณ์ มันเป็นไปไม่ได้ที่จะพบเจอองค์ประกอบใดๆ ของพวกเจ้าที่สดอยู่ พวกเจ้าแทบจะล้าสมัยไปทั้งหมดแล้ว และเจ้าบุคคลอ่อนเยาว์ประเภทนี้ก็ได้เรียนรู้ที่จะติดตามฝูงชน เป็นพวกไม่สมเหตุสมผลด้วยเช่นกัน พวกเจ้าไม่มีวันสามารถแยกแยะถูกจากผิดได้อย่างชัดเจน ไม่สามารถบอกความแตกต่างระหว่างจริงและเท็จ ไม่เคยเพียรพยายามเพื่อความเป็นเลิศ อีกทั้งพวกเจ้าก็ไม่สามารถบอกได้ว่าอะไรถูกและอะไรผิด อะไรคือความจริงและอะไรคือความหน้าซื่อใจคด มีกลิ่นเหม็นที่หนักกว่าและรุนแรงกว่าของศาสนารอบตัวพวกเจ้ามากกว่าที่มีรอบตัวผู้สูงอายุ พวกเจ้าถึงกับโอหังและไร้เหตุผล พวกเจ้าประชันขันแข่งและความชอบของเจ้าต่อการรุกรานก็แข็งกร้าวมาก—บุคคลอ่อนเยาว์ประเภทนี้จะสามารถครอบครองความจริงได้อย่างไร? ใครบางคนที่ไม่สามารถมีทีท่าได้จะสามารถยืนหยัดเป็นพยานได้อย่างไร? ใครบางคนที่ไม่มีความสามารถที่จะบอกความแตกต่างระหว่างถูกและผิดจะสามารถถูกเรียกว่าบุคคลอ่อนเยาว์ได้อย่างไร? ใครบางคนที่ไม่มีกำลังวังชา ความกร้าวแกร่ง ความสด ความสงบและความมั่นคงของบุคคลอ่อนเยาว์จะสามารถถูกเรียกว่าผู้ติดตามของเราได้อย่างไร? ใครบางคนที่ไม่มีความจริง ไม่มีสำนึกรับรู้ถึงความยุติธรรม แต่เป็นผู้ที่รักการเล่นและการต่อสู้ จะสามารถมีค่าคู่ควรต่อการเป็นพยานของเราได้อย่างไร? ตาที่เต็มไปด้วยการหลอกลวงและอคติต่อผู้อื่นไม่ใช่สิ่งที่ผู้คนอ่อนเยาว์ควรมี และผู้คนอ่อนเยาว์ไม่ควรดำเนินการกระทำซึ่งเป็นการทำลายล้างและเป็นที่น่าสะอิดสะเอียน พวกเขาไม่ควรปราศจากอุดมคติ ความทะเยอทะยานและความอยากอันกระตือรือร้นที่จะทำให้ตนเองดีขึ้น พวกเขาไม่ควรท้อแท้เกี่ยวกับความสำเร็จที่คาดว่าน่าจะเป็นไปได้ และพวกเขาไม่ควรสูญเสียความหวังในชีวิตหรือความมั่นใจในอนาคต พวกเขาควรมีความมานะบากบั่นที่จะดำเนินต่อไปตามหนทางแห่งความจริงที่บัดนี้พวกเขาได้เลือกแล้ว—เพื่อตระหนักถึงความปรารถนาของพวกเขาที่จะสละทั้งชีวิตของพวกเขาเพื่อเรา พวกเขาไม่ควรอยู่โดยปราศจากความจริง และพวกเขาไม่ควรซ่อนความหน้าซื่อใจคดและความไม่ชอบธรรม—พวกเขาควรตั้งมั่นในทีท่าที่ถูกต้องเหมาะสม พวกเขาไม่ควรล่องลอยตามไปเฉยๆ แต่ควรมีวิญญาณที่กล้าที่จะทำการพลีอุทิศและดิ้นรนต่อสู้เพื่อความยุติธรรมและความจริง ผู้คนอ่อนเยาว์ควรมีความกล้าหาญที่จะไม่ยอมพ่ายแพ้ต่อการบีบคั้นโดยกำลังบังคับแห่งความมืดและที่จะเปลี่ยนสภาพนัยสำคัญของการดำรงอยู่ของพวกเขา ผู้คนอ่อนเยาว์ไม่ควรยอมรับความทุกข์ยากด้วยความไม่เต็มใจ แต่ควรเปิดกว้างและเปิดเผย ด้วยวิญญาณแห่งการให้อภัยสำหรับพี่น้องชายหญิงของพวกเขา แน่นอนเหล่านี้คือข้อพึงประสงค์ของเราต่อทุกคน และคำแนะนำของเราแก่ทุกคน แต่ยิ่งไปกว่านั้น เหล่านี้เป็นวจนะปลอบขวัญของเราสำหรับผู้คนอ่อนเยาว์ทั้งหมด พวกเจ้าควรปฏิบัติโดยสอดคล้องกับวจนะของเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้คนอ่อนเยาว์ไม่ควรปราศจากความแน่วแน่ที่จะใช้วิจารณญาณในประเด็นต่างๆ และที่จะแสวงหาความยุติธรรมและความจริง พวกเจ้าควรไล่ตามเสาะหาทุกสรรพสิ่งที่สวยงามและดีงาม และพวกเจ้าควรได้รับความเป็นจริงของสิ่งที่เป็นด้านบวกทั้งหมด เจ้าควรมีความรับผิดชอบต่อชีวิตของเจ้า และเจ้าต้องไม่ใช้ชีวิตอย่างไม่เอาใจใส่ ผู้คนมาที่แผ่นดินโลกและไม่บ่อยนักที่จะเผชิญกับเรา และก็ไม่บ่อยเช่นกันที่จะมีโอกาสแสวงหาและได้รับความจริง เหตุใดพวกเจ้าจึงจะไม่ให้ราคาสูงแก่เวลาที่สวยงามนี้ว่าเป็นเส้นทางที่ถูกต้องที่ต้องไล่ตามเสาะหาในชีวิตนี้? และเหตุใดเจ้าจึงเมินเฉยเหลือเกินต่อความจริงและความยุติธรรมเสมอ? เหตุใดพวกเจ้าจึงกำลังเหยียบย่ำและทำให้ตัวเองพินาศเสมอเพื่อความไม่ชอบธรรมและความสกปรกโสมมที่เล่นกับผู้คน? และเหตุใดพวกเขาจึงทำตัวเหมือนผู้คนสูงวัยเหล่านั้นที่มีส่วนร่วมในสิ่งที่พวกผู้ไม่ชอบธรรมกระทำ? เหตุใดเจ้าจึงเลียนแบบวิถีเก่าๆ ของสิ่งเก่าๆ? ชีวิตของพวกเจ้าควรจะเต็มไปด้วยความยุติธรรม ความจริงและความบริสุทธิ์ ชีวิตของพวกเจ้าไม่ควรเสื่อมเสียในวัยอ่อนเยาว์เช่นนี้ อันจะนำพวกเจ้าให้ตกลงสู่แดนคนตาย พวกเจ้าไม่รู้สึกว่านี่คงจะเป็นโชคร้ายอย่างมหันต์หรอกหรือ? พวกเจ้าไม่รู้สึกว่านี่คงจะไม่ยุติธรรมอย่างมหันต์หรอกหรือ?

ตัดตอนมาจาก “พระวจนะสำหรับผู้เยาว์และผู้สูงวัย” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 346

หากพระราชกิจมากมายและพระวจนะมากมายไม่มีผลต่อเจ้าเลย เช่นนั้นแล้ว เมื่อถึงเวลาที่ต้องเผยแพร่พระราชกิจของพระเจ้า เจ้าก็ย่อมจะไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าได้ และจะอับอาย และถูกเหยียดหยาม ณ เวลานั้น เจ้าจะรู้สึกว่าเจ้าติดค้างพระเจ้ามากมายเหลือเกิน รู้สึกว่าความรู้ของเจ้าในเรื่องของพระเจ้านั้นช่างผิวเผินเหลือเกิน หากเจ้าไม่ไล่ตามเสาะหาความรู้ในเรื่องของพระเจ้าในวันนี้ ในขณะที่พระองค์กำลังทรงพระราชกิจอยู่แล้วไซร้ มันย่อมจะสายเกินไป ในท้ายที่สุดแล้ว เจ้าจะไม่มีความรู้ใดให้พูดถึงเลย—เจ้าจะถูกทิ้งไว้กับความว่างเปล่า ไม่เหลืออะไรเลย เจ้าจะใช้อะไรอธิบายเรื่องราวเกี่ยวกับพระเจ้า? เจ้ากล้าดีที่จะพิจารณาตัดสินพระเจ้าหรือ? เจ้าควรทุ่มเททำงานในการไล่ตามเสาะหาของเจ้าเสียแต่บัดนี้ เพื่อที่ในท้ายที่สุดแล้วเจ้าจะรู้เหมือนกับเปโตร ว่าการตีสอนและการพิพากษาของพระเจ้านั้นมีประโยชน์ต่อมนุษย์อย่างไรกันแน่ และรู้ว่าโดยปราศจากการตีสอนและการพิพากษาของพระองค์แล้ว มนุษย์ย่อมไม่สามารถได้รับการช่วยให้รอดได้ และทำได้เพียงจมลงสู่ดินแดนอันโสมมนี้ลึกลงทุกที ลงสู่ตะกอนตมลึกลงทุกทีเท่านั้น ผู้คนได้ถูกซาตานทำให้เสื่อมทราม ได้ใช้เล่ห์กลใส่กัน และได้ปฏิบัติต่อกันอย่างไม่คำนึงถึงความรู้สึก ได้เลิกยำเกรงพระเจ้า การไม่เชื่อฟังของพวกเขานั้นใหญ่หลวงเกินไป มโนคติที่หลงผิดของพวกเขานั้นมากเกินไป และทั้งหมดล้วนเป็นของซาตาน อุปนิสัยเสื่อมทรามของมนุษย์นั้นจะไม่สามารถได้รับการชำระให้สะอาดได้ และเขาจะไม่สามารถได้รับการช่วยให้รอดได้ โดยปราศจากการตีสอนและการพิพากษาของพระเจ้า สิ่งที่พระราชกิจของพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์ทรงแสดงออกในเนื้อหนังนั้นก็คือสิ่งซึ่งแสดงออกโดยพระวิญญาณนั่นเอง และพระราชกิจที่พระองค์ทรงกระทำนั้นก็ดำเนินไปโดยสอดคล้องกับสิ่งที่พระวิญญาณทรงกระทำ วันนี้ หากเจ้าไม่มีความรู้ในเรื่องของพระราชกิจนี้แล้วไซร้ เจ้าย่อมโง่เขลายิ่งนัก และได้สูญเสียไปอย่างมากมายเหลือเกิน! หากเจ้ายังไม่ได้รับความรอดของพระเจ้าแล้วไซร้ ความเชื่อของเจ้าย่อมเป็นความเชื่อทางศาสนา และเจ้าก็คือคริสตชนผู้เป็นคนของศาสนา เพราะเจ้ายึดติดกับคำสอนที่ตายไปแล้ว เจ้าจึงได้สูญเสียพระราชกิจใหม่ของพระวิญญาณบริสุทธิ์ไป ผู้อื่นซึ่งไล่ตามเสาะหาความรักที่มีต่อพระเจ้านั้นสามารถได้มาซึ่งความจริงและชีวิต ในขณะที่ความเชื่อของเจ้านั้นไม่สามารถที่จะได้รับการเห็นชอบของพระเจ้า แทนที่จะเป็นเช่นนั้น เจ้ากลับได้กลายเป็นคนทำชั่ว เป็นใครบางคนที่กระทำการอันสร้างความย่อยยับและจงเกลียดจงชัง กล่าวคือ เจ้าได้กลายเป็นตัวตลกในมุขตลกของซาตานและเป็นเชลยของซาตานไปเสียแล้ว พระเจ้ามิได้มีไว้เพื่อให้มนุษย์เชื่อ แต่มีไว้ให้เขารัก และให้เขาไล่ตามเสาะหาและนมัสการ หากเจ้าไม่ไล่ตามเสาะหาในวันนี้แล้วไซร้ สักวันเจ้าจะต้องพูดว่า “ย้อนกลับไปในตอนนั้น เหตุใดฉันจึงไม่ได้ติดตามพระเจ้าอย่างเหมาะสม ไม่ได้ทำให้พระองค์ทรงพึงพอพระทัยอย่างเหมาะสม ไม่ได้ไล่ตามเสาะหาการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของชีวิตฉัน? ฉันเสียใจเหลือเกินที่ไม่สามารถนบนอบต่อพระเจ้าในเวลานั้น และไม่ไล่ตามเสาะหาความรู้ในเรื่องพระวจนะของพระเจ้า ย้อนกลับไปในตอนนั้น พระเจ้าได้ตรัสไว้มากมายนัก ฉันสามารถไม่เคยไล่ตามเสาะหาไปได้อย่างไรกัน? ฉันช่างโง่เง่านัก!” เจ้าจะเกลียดชังตัวเจ้าเองในระดับหนึ่งทีเดียว วันนี้ เจ้าไม่เชื่อวจนะที่เรากล่าว และเจ้าไม่ใส่ใจกับมันเลย เมื่อถึงวันที่พระราชกิจนี้เผยแพร่ออกไป และเจ้ามองเห็นทั้งหมดทั้งสิ้นของมัน เจ้าจะเสียใจ และ ณ เวลานั้น เจ้าจะอึ้งตะลึงงัน พระพรทั้งหลายนั้นมีอยู่ ทว่าเจ้าไม่รู้ว่าจะชื่นชมพวกมันอย่างไร และความจริงนั้นมีอยู่ ทว่าเจ้าไม่ไล่ตามเสาะหามัน นี่เจ้าไม่ได้นำการเหยียดหยามมาสู่ตัวเองหรอกหรือ? วันนี้ ถึงแม้ว่าขั้นตอนถัดไปแห่งพระราชกิจของพระเจ้ายังไม่ได้เริ่มขึ้น ก็ไม่มีอะไรพิเศษเกี่ยวกับข้อเรียกร้องที่ขอจากเจ้าและเกี่ยวกับสิ่งที่เจ้าถูกขอให้ใช้ดำเนินชีวิต มีพระราชกิจมากมายเหลือเกิน และความจริงมากมายเหลือเกิน พวกมันไม่มีค่าคู่ควรที่เจ้าจะรู้หรอกหรือ? การตีสอนและการพิพากษาของพระเจ้าไร้ความสามารถที่จะปลุกจิตวิญญาณของเจ้าให้ตื่นขึ้นมาหรือ? การตีสอนและการพิพากษาของพระเจ้าไร้ความสามารถที่จะทำให้เจ้าเกลียดชังตัวเจ้าเองหรือ? เจ้าพอใจที่จะมีชีวิตอยู่ภายใต้อิทธิพลของซาตานพร้อมกับสันติสุขและความชื่นบาน และสิ่งชูใจเล็กน้อยทางเนื้อหนังอย่างนั้นหรือ? เจ้าไม่ได้ต่ำต้อยที่สุดในบรรดาผู้คนทั้งหมดหรอกหรือ? ไม่มีใครเลยที่โง่เขลาไปกว่าพวกที่ได้มองดูความรอดแต่ไม่ไล่ตามเสาะหาที่จะได้รับมัน กล่าวคือ เหล่านี้เป็นผู้คนที่มูมมามไปกับเนื้อหนังจนเกินขนาดและชื่นชมซาตาน เจ้าหวังว่าความเชื่อของเจ้าในพระเจ้าจะไม่พ่วงเอาความท้าทายหรือความทุกข์ลำบากอันใด หรือความยากลำบากแม้เพียงน้อยนิดมาด้วย เจ้าไล่ตามเสาะหาสิ่งเหล่านั้นซึ่งไร้ค่าเสมอ และเจ้าไม่ให้คุณค่ากับชีวิต แทนที่จะเป็นเช่นนั้นกลับให้ความคิดฟุ้งซ่านของตัวเจ้าเองมาก่อนความจริง เจ้าช่างไร้ค่ายิ่งนัก! เจ้ามีชีวิตอยู่เหมือนสุกรตัวหนึ่ง—มีความแตกต่างอะไรเล่าระหว่างตัวเจ้า และพวกสุกรกับพวกสุนัข? บรรดาพวกที่ไม่ได้ไล่ตามเสาะหาความจริง และแทนที่จะเป็นเช่นนั้นกลับรักเนื้อหนัง ไม่ใช่สัตว์ร้ายทั้งหมดหรอกหรือ? บรรดาพวกที่ตายไปแล้วโดยปราศจากจิตวิญญาณไม่ใช่ซากศพที่เดินได้หรอกหรือ? วจนะมากมายเพียงใดแล้วที่ได้กล่าวไปท่ามกลางพวกเจ้า? งานที่ได้ถูกกระทำไปท่ามกลางพวกเจ้ามีเพียงเล็กน้อยเท่านั้นอย่างนั้นหรือ? เราได้จัดเตรียมไปมากเพียงใดแล้วท่ามกลางพวกเจ้า? แล้วเหตุใดเจ้ายังไม่ได้รับมัน? เจ้ามีอะไรให้ต้องร้องทุกข์หรือ? นี่ไม่ใช่กรณีที่เจ้าไม่ได้รับสิ่งใดเลยเพราะเจ้าหลงรักเนื้อหนังมากเกินไปหรอกหรือ? และนี่ไม่ใช่เพราะความคิดของเจ้านั้นฟุ้งซ่านเกินไปหรอกหรือ? นี่ไม่ใช่เพราะเจ้าโง่เง่าเกินไปหรอกหรือ? หากเจ้าไร้ความสามารถที่จะได้รับพระพรเหล่านี้ เจ้าสามารถติเตียนพระเจ้าเพราะการที่ไม่ทรงช่วยเจ้าให้รอดได้อย่างนั้นหรือ? สิ่งที่เจ้าไล่ตามเสาะหาคือการที่จะสามารถได้รับสันติสุขภายหลังการเชื่อในพระเจ้า เพื่อลูกหลานของเจ้าจะได้ปลอดจากโรคภัยไข้เจ็บ เพื่อสามีของเจ้าจะมีงานที่ดี เพื่อบุตรชายของเจ้าจะได้เจอกับภรรยาที่ดี เพื่อบุตรสาวของเจ้าจะได้เจอกับสามีที่มีความประพฤติดีเหมาะสม เพื่อม้าและโคของเจ้าจะไถพรวนแผ่นดินได้ดี เพื่อปีที่มีสภาพอากาศที่ดีสำหรับพืชผลของเจ้า นี่คือสิ่งที่เจ้าแสวงหา การไล่ตามเสาะหาของเจ้าก็เพียงที่จะมีชีวิตในความสุขสบาย เพื่อที่จะไม่มีอุบัติภัยตกมาถึงครอบครัวของเจ้า เพื่อที่สายลมจะโชยผ่านเจ้า เพื่อที่ใบหน้าของเจ้าจะไม่สัมผัสกรวดทราย เพื่อที่พืชผลของครอบครัวเจ้าจะไม่ถูกน้ำท่วม ไม่ได้รับผลกระทบจากความวิบัติอันใด เพื่อที่จะมีชีวิตอยู่ในอ้อมกอดของพระเจ้า เพื่อที่จะมีชีวิตอยู่ในรังอันอุ่นสบาย คนขี้ขลาดอย่างเจ้าผู้ซึ่งไล่ตามเสาะหาเนื้อหนังเสมอนั้น—เจ้ามีหัวใจ เจ้ามีจิตวิญญาณหรือไม่? เจ้าไม่ใช่สัตว์ร้ายหรอกหรือ? เราให้หนทางที่แท้จริงแก่เจ้าโดยไม่ได้ขออะไรกลับคืน กระนั้นเจ้าก็ยังไม่ไล่ตามเสาะหา เจ้าเป็นหนึ่งในผู้ที่เชื่อในพระเจ้าหรือไม่? เราประทานชีวิตมนุษย์ที่แท้จริงให้แก่เจ้า กระนั้นเจ้าก็ยังไม่ไล่ตามเสาะหา เจ้าไม่ได้ต่างอะไรกับสุกรหรือสุนัขตัวหนึ่งหรอกหรือ? พวกสุกรไม่เสาะหาชีวิตของมนุษย์ พวกมันไม่ไล่ตามเสาะหาการได้รับการชำระให้สะอาด และพวกมันไม่เข้าใจว่าชีวิตคืออะไร ในแต่ละวัน หลังจากที่พวกมันกินกันจนอิ่มแปล้ มันก็แค่หลับไป เราได้ให้หนทางที่แท้จริงแก่เจ้า กระนั้นเจ้าก็ไม่ได้รับมัน เจ้าเป็นคนมือเปล่า เจ้าเต็มใจที่จะดำเนินต่อไปในชีวิตนี้ ชีวิตของสุกรตัวหนึ่งหรือไม่? อะไรคือนัยสำคัญของผู้คนเช่นนั้นที่กำลังมีชีวิตอยู่? ชีวิตของเจ้าช่างน่าเหยียดหยามและต่ำศักดิ์ เจ้ามีชีวิตอยู่ท่ามกลางความโสมมและความเสเพล และเจ้าไม่ได้ไล่ตามเสาะหาเป้าหมายใดเลย ชีวิตของเจ้าไม่ได้ต่ำศักดิ์ที่สุดในบรรดาทั้งหมดหรอกหรือ? เจ้ากล้าดีที่จะพิจารณาตัดสินพระเจ้าหรือ? หากเจ้าได้รับประสบการณ์ในหนทางนี้ต่อไป ใช่ว่าเจ้าจะไม่ได้มาซึ่งสิ่งใดเลยหรอกหรือ? หนทางที่แท้จริงได้ถูกมอบให้เจ้าไปแล้ว แต่การที่เจ้าจะสามารถรับไว้จนถึงที่สุดหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับการไล่ตามเสาะหาส่วนบุคคลของตัวเจ้าเอง

ตัดตอนมาจาก “ประสบการณ์ของเปโตร: ความรู้ของเขาเกี่ยวกับการตีสอนและการพิพากษา” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 347

เนื้อหนังของพวกเจ้า ความอยากอันฟุ้งเฟ้อของพวกเจ้า ความโลภของพวกเจ้า และตัณหาของพวกเจ้านั้นหยั่งรากลึกในพวกเจ้า สิ่งเหล่านี้กำลังควบคุมหัวใจของพวกเจ้าอยู่เป็นนิตย์จนพวกเจ้าไม่มีกำลังที่จะปลดแอกแห่งความคิดเชิงศักดินาและเสื่อมเหล่านั้นทิ้งไป พวกเจ้าไม่โหยหาที่จะเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ปัจจุบันของพวกเจ้า หรือที่จะหนีรอดจากอิทธิพลแห่งความมืด พวกเจ้าเพียงแค่ถูกพันธนาการโดยสิ่งเหล่านั้น แม้ว่าพวกเจ้าทั้งหมดจะรู้ว่าชีวิตนี้เจ็บปวดเหลือเกิน และโลกนี้ของมนุษย์มืดมนเหลือเกิน กระนั้นพวกเจ้าไม่มีสักคนมีความกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของพวกเจ้า พวกเจ้าเพียงแค่ถวิลหาที่จะหนีรอดจากความเป็นจริงต่างๆ ของชีวิตนี้ สัมฤทธิ์ความเหนือธรรมชาติของวิญญาณ และมีชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมที่สงบ มีความสุข เป็นดั่งสวรรค์ พวกเจ้าไม่เต็มใจที่จะทนฝ่าความยากลำบากเพื่อเปลี่ยนแปลงชีวิตปัจจุบันของพวกเจ้า และพวกเจ้าไม่เต็มใจที่จะค้นหาภายในการพิพากษาและการตีสอนนี้เพื่อชีวิตที่พวกเจ้าควรจะเข้าสู่ ตรงกันข้าม พวกเจ้าฝันความฝันที่ไม่สมจริงอย่างสิ้นเชิงเกี่ยวกับโลกที่สวยงามเหนือกว่าเนื้อหนังใบนั้น ชีวิตที่พวกเจ้าถวิลหาคือชีวิตที่พวกเจ้าสามารถได้มาอย่างไม่เปลืองแรงโดยไม่ต้องทนทุกข์ต่อความเจ็บปวดใดๆ นั่นสมจริงอย่างครบบริบูรณ์! เพราะสิ่งที่พวกเจ้าหวังไม่ใช่การใช้เวลาทั้งชีวิตที่มีความหมายในเนื้อหนัง และการได้รับความจริงในครรลองแห่งเวลาทั้งชีวิต นั่นคือการมีชีวิตเพื่อความจริงและการยืนหยัดเพื่อความยุติธรรม นี่ไม่ใช่สิ่งที่พวกเจ้าจะพิจารณาว่าเป็นชีวิตที่ช่วงโชติ แวววาว พวกเจ้ารู้สึกว่านี่คงจะไม่ใช่ชีวิตที่มีเสน่ห์หรือมีความหมาย ในสายตาของพวกเจ้า การมีชีวิตเช่นนี้คงจะรู้สึกเหมือนความอยุติธรรมประการหนึ่ง! แม้ว่าพวกเจ้าจะยอมรับการตีสอนนี้ในวันนี้ แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่พวกเจ้ากำลังไล่ตามเสาะหาไม่ใช่การได้รับความจริงหรือการดำเนินชีวิตตามความจริงในปัจจุบัน แต่กลับเป็นการสามารถเข้าสู่ชีวิตที่มีความสุขเหนือกว่าเนื้อหนังในภายหลังมากกว่า พวกเจ้าไม่ได้กำลังแสวงหาความจริง และพวกเจ้าไม่ได้กำลังยืนหยัดเพื่อความจริง และพวกเจ้าไม่ได้กำลังดำรงอยู่เพื่อความจริงอย่างแน่นอน พวกเจ้าไม่ได้กำลังไล่ตามเสาะหาการเข้าสู่ในวันนี้ แต่ความคิดของพวกเจ้ากลับถูกยึดครองโดยอนาคตและโดยสิ่งที่สักวันหนึ่งอาจจะเกิดขึ้นแทน นั่นคือ พวกเจ้าสายตาจับจ้องท้องฟ้าสีฟ้า หลั่งน้ำตาอันขมขื่น และคาดหวังว่าจะถูกพาไปที่สวรรค์สักวันหนึ่ง พวกเจ้าไม่รู้หรอกหรือว่าวิธีคิดของพวกเจ้าได้หลุดจากความเป็นจริงไปแล้ว? พวกเจ้าเอาแต่คิดว่าพระผู้ช่วยให้รอดแห่งความเมตตาและความสงสารที่ไร้สิ้นสุดจะเสด็จมาสักวันหนึ่งอย่างไม่ต้องสงสัยเพื่อพาเจ้าไปกับพระองค์ เจ้าผู้ซึ่งได้ทนฝ่าความยากลำบากและความทุกข์ในโลกนี้ และคิดว่าพระองค์จะทรงชำระแค้นในนามของเจ้าผู้ซึ่งได้ถูกทำให้เป็นเหยื่อและถูกบีบบังคับ เจ้าไม่ได้เต็มไปด้วยบาปหรอกหรือ? เจ้าเป็นเพียงผู้เดียวที่ได้ทนทุกข์ในโลกนี้หรือไม่? เจ้าได้ตกสู่แดนครอบครองของซาตานด้วยตัวเองและได้ทนทุกข์—พระเจ้ายังคงทรงต้องการชำระแค้นแทนเจ้าจริงๆ หรือไม่? พวกที่ไร้ความสามารถที่จะทำให้สมดังข้อพึงประสงค์ของพระเจ้า—พวกเขาไม่ใช่ศัตรูของพระเจ้าทั้งหมดหรอกหรือ? พวกที่ไม่เชื่อในพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์—พวกเขาไม่ใช่ศัตรูของพระคริสต์หรอกหรือ? ความประพฤติดีของเจ้ามีค่าอะไร? ความประพฤติดีเหล่านั้นสามารถแทนที่หัวใจที่นมัสการพระเจ้าได้หรือ? เจ้าไม่สามารถรับพระพรของพระเจ้าได้โดยเพียงแค่ทำความประพฤติดีบ้าง และพระเจ้าจะไม่ทรงชำระแค้นสิ่งร้ายๆ ที่เจ้าถูกกระทำเพียงเพราะเจ้าถูกทำให้เป็นเหยื่อและถูกบีบบังคับ บรรดาผู้ที่เชื่อในพระเจ้า แต่ไม่รู้จักพระเจ้า แต่ทำความประพฤติดี—พวกเขาทั้งหมดไม่ถูกตีสอนด้วยหรอกหรือ? เจ้าเพียงแค่เชื่อในพระเจ้า เพียงแค่ต้องการให้พระเจ้าทรงแก้ไขและชำระแค้นต่อสิ่งร้ายๆ ที่เจ้าถูกกระทำ และเจ้าต้องการให้พระเจ้าทรงให้วันของเจ้าแก่เจ้า วันที่เจ้าสามารถยืนยืดอกได้ในที่สุด แต่เจ้าปฏิเสธที่จะให้ความสนใจต่อความจริง และเจ้าไม่กระหายที่จะดำเนินชีวิตตามความจริง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าเจ้าสามารถหนีรอดจากชีวิตที่ยากลำบากและว่างเปล่านี้ได้ ในขณะที่ใช้ชีวิตอยู่ในเนื้อหนังและชีวิตแห่งบาปของเจ้า เจ้ากลับมองด้วยความคาดหวังไปที่พระเจ้าเพื่อให้พระองค์ทรงแก้ไขความคับข้องใจของเจ้าและแยกความมัวออกจากการดำรงอยู่ของเจ้าแทน แต่นี่เป็นไปได้หรือ? หากเจ้าครอบครองความจริง เจ้าก็จะสามารถติดตามพระเจ้าได้ หากเจ้ามีการดำเนินชีวิต เจ้าก็สามารถเป็นการสำแดงแห่งพระวจนะของพระเจ้าได้ หากเจ้ามีชีวิต เจ้าก็จะสามารถสุขสำราญกับพระพรของพระเจ้าได้ บรรดาผู้ที่ครอบครองความจริงสามารถสุขสำราญกับพระพรของพระเจ้าได้ พระเจ้าทรงยืนยันการแก้ไขสำหรับบรรดาผู้ที่รักพระองค์อย่างสุดหัวใจ และที่ทนฝ่าความยากลำบากและความทุกข์ แต่ไม่สำหรับพวกที่รักตนเองเท่านั้นและที่ได้ตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวงของซาตาน จะสามารถมีความดีในพวกที่ไม่รักความจริงได้อย่างไร? จะสามารถมีความชอบธรรมในพวกที่รักเพียงแค่เนื้อหนังได้อย่างไร? ทั้งความชอบธรรมและความดีไม่ได้ถูกพูดถึงเพียงแค่ในการอ้างอิงถึงความจริงหรอกหรือ? ทั้งสองสิ่งนั้นไม่ได้ถูกสงวนไว้สำหรับบรรดาผู้ที่รักพระเจ้าอย่างสุดหัวใจหรอกหรือ? พวกที่ไม่รักความจริงและที่เป็นเพียงศพที่เน่าเหม็น—ผู้คนเหล่านี้ทั้งหมดไม่ได้เก็บงำความชั่วไว้หรอกหรือ? พวกที่ไร้ความสามารถที่จะดำเนินชีวิตตามความจริง—พวกเขาทั้งหมดไม่ใช่ศัตรูของความจริงหรอกหรือ? แล้วพวกเจ้าล่ะ?

ตัดตอนมาจาก “ผู้ที่ได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมแล้วเท่านั้นสามารถใช้ชีวิตที่มีความหมายได้” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 348

เป็นหน้าที่ของเราที่จะจัดการมนุษย์มาตลอด ยิ่งไปกว่านั้น การพิชิตชัยมนุษย์คือสิ่งที่เราได้กำหนดไว้เมื่อเราได้สร้างโลก ผู้คนอาจไม่รู้ว่าเราจะพิชิตมนุษย์อย่างครบบริบูรณ์ในยุคสุดท้าย หรือไม่รู้ว่าการพิชิตชัยบรรดาผู้ที่เป็นกบฏท่ามกลางมวลมนุษย์นั้นเป็นหลักฐานของการเอาชนะซาตานของเรา แต่เมื่อศัตรูของเราได้เข้าร่วมสู้รบกับเรา เราก็ได้บอกมันแล้วว่าเราจะพิชิตพวกที่ซาตานได้จับเป็นเชลยและได้ทำให้เป็นลูกหลานของมัน ให้เป็นผู้รับใช้ที่จงรักภักดีซึ่งได้เฝ้าบ้านของมัน ความหมายดั้งเดิมของการพิชิตคือการทำให้พ่ายแพ้ การทำให้ได้รับความอัปยศอดสู ในภาษาของคนอิสราเอล มันหมายถึงการทำให้พ่ายแพ้ การทำลาย และการทำให้ไม่สามารถต้านทานเราต่อไปอย่างที่สุด แต่ในวันนี้ เมื่อถูกนำมาใช้ท่ามกลางเจ้า ความหมายของมันคือการพิชิต พวกเจ้าควรรู้ว่าเจตนารมณ์ของเราตลอดมานั้นคือการทำลายและทำให้มารร้ายแห่งมนุษยชาติพ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิง เพื่อที่มันจะไม่สามารถกบฏต่อเราได้อีกต่อไป และยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่ามีลมหายใจที่จะขัดจังหวะหรือรบกวนงานของเรา ด้วยเหตุนี้ ในแง่ของมนุษย์ ถ้อยคำนี้จึงได้มามีความหมายว่าการพิชิตชัย ไม่ว่าความหมายโดยนัยต่างๆ ของคำศัพท์คำนี้จะเป็นอย่างไร งานของเราก็คือการทำให้มวลมนุษย์พ่ายแพ้ เพราะในขณะที่มันเป็นจริงที่มวลมนุษย์นั้นเป็นสิ่งเพิ่มเติมต่อการบริหารจัดการของเรา หากจะพูดให้แม่นยำยิ่งขึ้นก็คือ มวลมนุษย์ไม่ใช่อะไรอื่นเลยนอกจากศัตรูของเรา มวลมนุษย์คือมารร้ายซึ่งต่อต้านและไม่เชื่อฟังเรา มวลมนุษย์ไม่ใช่อะไรอื่นเลยนอกจากลูกหลานของมารร้ายที่ถูกเราสาปแช่ง มวลมนุษย์ไม่ใช่อะไรอื่นเลยนอกจากพงศ์พันธุ์ของหัวหน้าทูตสวรรค์ซึ่งได้ทรยศเรา มวลมนุษย์ไม่ใช่อะไรอื่นเลยนอกจากมรดกตกทอดของมารผู้ที่ถูกเราผลักไสนานมาแล้ว ได้เป็นศัตรูที่ไม่สามารถปรองดองกันได้ของเรานับแต่นั้นมา เพราะท้องฟ้าเหนือมวลมนุษย์ทั้งมวลนั้นขุ่นมัวและมืด ปราศจากร่องรอยของความชัดเจนแม้แต่เพียงเล็กน้อย และโลกมนุษย์ก็ถลำเข้าสู่ความมืดมิด จนผู้ที่ใช้ชีวิตอยู่ในโลกมนุษย์นั้นไม่สามารถเห็นแม้กระทั่งมือของเขาที่ยืดจนสุดต่อหน้าของเขาหรือเห็นดวงอาทิตย์เมื่อเขาผงกหัวขึ้น ถนนใต้ฝ่าเท้าของเขา ซึ่งเต็มไปด้วยโคลนและมีหลุมอยู่ทุกที่ คดเคี้ยวไปมา ทั้งแผ่นดินเกลื่อนไปด้วยซากศพ มุมมืดทั้งหลายเต็มไปด้วยซากคนตาย และในมุมที่เยือกเย็นและอยู่ใต้เงาทั้งหลาย ปีศาจหลายฝูงได้เข้าไปอยู่อาศัยแล้ว และทุกแห่งในโลกของพวกมนุษย์บรรดาปีศาจมาแล้วก็ไปเป็นโขยง ลูกหลานของเหล่าสัตว์เดียรัจฉานทุกรูปแบบ ซึ่งปกคลุมไปด้วยความโสโครก ติดพันอยู่ในการสู้รบที่ดุเดือด ซึ่งเสียงของมันนั้นก่อให้เกิดความหวาดกลัวต่อหัวใจ ในช่วงเวลาเช่นนั้น ในโลกเช่นนั้น “สวรรค์ของโลกมนุษย์” เช่นนั้น คนเราไปที่ไหนเพื่อค้นหาความสุขทั้งหลายของชีวิต? เราสามารถไปที่ไหนได้เพื่อค้นหาบั้นปลายของชีวิตของเขา? มวลมนุษย์ ซึ่งนานมาแล้วได้ถูกเหยียบย่ำภายใต้ฝ่าเท้าของซาตาน ตั้งแต่แรกได้เป็นผู้แสดงที่สวมใส่รูปลักษณ์ของซาตาน—ยิ่งไปกว่านั้น มวลมนุษย์คือร่างทรงของซาตาน และทำหน้าที่เป็นหลักฐานซึ่งเป็นพยานให้แก่ซาตานอย่างกึกก้องและชัดเจน เผ่าพันธุ์มนุษย์เช่นนั้น กลุ่มคนชั้นต่ำเสื่อมโทรมเช่นนั้น เชื้อสายเช่นนั้นของตระกูลมนุษย์ที่เสื่อมทรามนี้ สามารถเป็นพยานต่อพระเจ้าได้อย่างไร? พระสิริของเรามาจากที่ใดเล่า? คนเราสามารถเริ่มพูดถึงคำพยานของเราได้ที่ใดเล่า? เพราะศัตรูซึ่งต่อต้านเราหลังจากได้ทำให้มวลมนุษย์เสื่อมทรามแล้ว ได้ครอบครองมวลมนุษย์แล้ว—มวลมนุษย์ซึ่งเราได้สร้างขึ้นนานมาแล้วและซึ่งถูกเติมด้วยพระสิริของเราและการใช้ชีวิตของเรา—และได้ทำให้พวกเขาแปดเปื้อน มันได้ฉกฉวยพระสิริของเราไป และทั้งหมดที่มันได้รดใส่มนุษย์ก็คือพิษที่เจือปนอย่างมากมายด้วยความน่าเกลียดของซาตาน และน้ำผลไม้จากผลของต้นไม้แห่งการรู้ถึงความดีและความชั่ว ในปฐมกาล เราได้สร้างมวลมนุษย์ นั่นคือ เราได้สร้างบรรพบุรุษของมวลมนุษย์ คืออาดัม เขาได้รับมอบทั้งรูปสัณฐานและรูปลักษณ์ ปริ่มด้วยเรี่ยวแรง ปริ่มด้วยพลังชีวิต และยิ่งไปกว่านั้น ได้อยู่ด้วยกันกับพระสิริของเรา นั่นเป็นวันอันรุ่งโรจน์เมื่อเราได้สร้างมนุษย์ หลังจากนั้น เอวาก็ได้ถูกสร้างขึ้นจากร่างกายของอาดัม และเธอก็เป็นบรรพบุรุษของมนุษย์เช่นกัน และดังนั้นผู้คนที่เราได้สร้างขึ้นจึงถูกเติมด้วยลมหายใจของเราและปริ่มด้วยพระสิริของเรา แต่เดิมนั้น อาดัมถือกำเนิดมาจากมือของเราและเป็นตัวแทนของฉายาของเรา ด้วยเหตุนี้ ความหมายดั้งเดิมของ “อาดัม” ก็คือสิ่งมีชีวิตสิ่งหนึ่งที่เราสร้าง ชุ่มฉ่ำไปด้วยพลังชีวิตของเรา ชุ่มฉ่ำไปด้วยพระสิริของเรา มีรูปสัณฐานและภาพลักษณ์ มีวิญญาณและลมหายใจ เขาเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างขึ้นเพียงสิ่งเดียว ซึ่งมีจิตวิญญาณ ที่มีความสามารถในการเป็นตัวแทนเรา ในการแบกรับฉายาของเรา และได้รับลมหายใจของเรา ในปฐมกาล เอวาเป็นมนุษย์คนที่สองที่ได้รับมอบลมหายใจผู้ซึ่งเราได้กำหนดการสร้างไว้ ดังนั้นความหมายดั้งเดิมของ “เอวา” ก็คือสิ่งมีชีวิตทรงสร้างผู้ที่จะดำเนินพระสิริของเราต่อไป ถูกเติมด้วยพลังชีวิตของเราและยิ่งไปกว่านั้นคือได้รับมอบพระสิริของเรา เอวามาจากอาดัม ดังนั้นเธอจึงมีฉายาของเราด้วยเช่นกัน เพราะเธอเป็นมนุษย์คนที่สองที่ถูกสร้างขึ้นในฉายาของเรา ความหมายดั้งเดิมของ “เอวา” ก็คือมนุษย์ที่มีชีวิตอยู่ มีจิตวิญญาณ เนื้อหนัง และกระดูก คำพยานที่สองของเรา รวมทั้งฉายาที่สองของเราท่ามกลางมวลมนุษย์ พวกเขาคือบรรพบุรุษของมวลมนุษย์ เป็นสมบัติอันบริสุทธิ์และล้ำค่าของมนุษย์ และสิ่งมีชีวิตที่ได้รับมอบจิตวิญญาณตั้งแต่แรก อย่างไรก็ดี มารร้ายได้เหยียบย่ำและได้จับลูกหลานของบรรพบุรุษของมวลมนุษย์เป็นเชลย ผลักโลกมนุษย์จมดิ่งสู่ความมืดมิด และทำให้มันเป็นไปเพื่อที่ว่าลูกหลานจะไม่เชื่อในการดำรงอยู่ของเราอีกต่อไป ที่น่าสะอิดสะเอียนมากยิ่งกว่าก็คือว่า แม้ในขณะที่มารร้ายทำให้ผู้คนเสื่อมทรามและเหยียบย่ำพวกเขา มันกำลังกระชากพระสิริของเรา คำพยานของเรา พลังชีวิตที่เราได้ประทานให้พวกเขา ลมหายใจและชีวิตที่เราได้เป่าเข้าไปในพวกเขา พระสิริทั้งหมดของเราในโลกมนุษย์ และโลหิตของหัวใจทั้งหมดที่เราได้ใช้กับมวลมนุษย์อย่างโหดร้าย มนุษยชาติไม่ได้อยู่ในความสว่างอีกต่อไป ผู้คนได้สูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างที่เราได้ประทานให้พวกเขา และพวกเขาได้ละทิ้งพระสิริที่เราได้ให้ไว้ พวกเขาสามารถรับรู้ว่าเราคือองค์พระผู้เป็นเจ้าของบรรดาสิ่งมีชีวิตทรงสร้างทั้งมวลได้อย่างไร? พวกเขาสามารถเชื่อต่อไปในการดำรงอยู่ของเราในสวรรค์ได้อย่างไร? พวกเขาสามารถค้นพบการสำแดงต่างๆ ของพระสิริของเราบนแผ่นดินโลกได้อย่างไร? บรรดาหลานชายและหลานสาวเหล่านี้สามารถรับพระเจ้าซึ่งบรรพบุรุษของพวกเขาเอง ได้เคารพยำเกรงในฐานะองค์พระผู้เป็นเจ้าที่ได้ทรงสร้างพวกเขาได้อย่างไร? บรรดาหลานชายและหลานสาวที่น่าสงสารเหล่านี้ได้ “มอบ” พระสิริ ฉายา และคำพยานซึ่งเราได้ประทานแก่อาดัมและเอวา รวมทั้งชีวิตซึ่งเราได้ประทานแก่มวลมนุษย์และซึ่งพวกเขาพึ่งพาเพื่อที่จะดำรงอยู่ ให้กับมารร้ายอย่างมีน้ำใจ และพวกเขาไม่ใส่ใจในการปรากฏของมารร้ายอย่างที่สุด และมอบพระสิริของเราทั้งหมดให้กับมัน นี่ไม่ใช่แหล่งที่มาที่แท้จริงของชื่อ “คนชั้นต่ำ” หรอกหรือ? มวลมนุษย์เช่นนั้น บรรดาปีศาจชั่วร้ายเช่นนั้น บรรดาซากศพเดินได้เช่นนั้น บรรดาร่างจำแลงของซาตานเช่นนั้น เหล่าศัตรูเช่นนั้นของเราจะสามารถครอบครองพระสิริของเราได้อย่างไร? เราจะกลับเข้าครอบครองพระสิริของเรา กลับเข้าครอบครองคำพยานของเราซึ่งมีอยู่ท่ามกลางพวกมนุษย์ และทุกอย่างที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นของเราและซึ่งเราได้มอบให้มวลมนุษย์นานมาแล้ว—เราจะพิชิตมวลมนุษย์อย่างครบบริบูรณ์ อย่างไรก็ดี เจ้าควรรู้ว่าพวกมนุษย์ที่เราได้สร้างนั้นเป็นพวกคนบริสุทธิ์ซึ่งได้รับฉายาของเราและพระสิริของเรา พวกเขาไม่ได้เป็นของซาตาน และพวกเขาไม่ได้ตกอยู่ภายใต้การเหยียบย่ำของมัน แต่เป็นเพียงการสำแดงอย่างหนึ่งของเรา ซึ่งปราศจากร่องรอยของพิษของซาตานแม้แต่เพียงเล็กน้อย และดังนั้น เราแจ้งต่อมนุษยชาติว่าเราต้องการเพียงสิ่งซึ่งถูกสร้างด้วยมือของเรา บรรดาคนบริสุทธิ์ที่เรารักและซึ่งไม่ได้เป็นของแก่นแท้อื่นใด ยิ่งไปกว่านั้น เราจะมีความพอใจในตัวพวกเขาและพิจารณาพวกเขาว่าเป็นพระสิริของเรา อย่างไรก็ดี สิ่งที่เราต้องการไม่ใช่มวลมนุษย์ซึ่งได้ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามแล้ว ซึ่งเป็นของซาตานในวันนี้ และซึ่งไม่ใช่สรรพสิ่งทรงสร้างดั้งเดิมของเราอีกต่อไป เพราะเราเจตนาที่จะกลับเข้าครอบครองพระสิริของเราซึ่งมีอยู่ในโลกมนุษย์ เราจะพิชิตบรรดาผู้รอดชีวิตท่ามกลางมวลมนุษย์อย่างครบบริบูรณ์ เพื่อเป็นข้อพิสูจน์ถึงพระสิริของเราในการทำให้ซาตานพ่ายแพ้ เราถือว่าคำพยานของเราเท่านั้นเป็นการตกผลึกของตัวเราเอง เป็นวัตถุแห่งความชื่นชมยินดีของเรา นี่คือเจตจำนงของเรา

ตัดตอนมาจาก “การเป็นมนุษย์ที่แท้จริงหมายถึงอะไร” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 349

ต้องใช้เวลาหลายหมื่นปีของประวัติศาสตร์เพื่อให้มวลมนุษย์ไปถึงที่ที่ดำรงอยู่ในวันนี้ กระนั้นมวลมนุษย์ที่เราได้สร้างขึ้นในปฐมกาลก็ได้จมดิ่งสู่ความเสื่อมโทรมมานานตั้งแต่นั้น สภาวะความเป็นมนุษย์ไม่ใช่สภาวะความเป็นมนุษย์ที่เราอยากได้อีกต่อไป และด้วยเหตุนี้ ในสายตาของเรา ผู้คนไม่คู่ควรกับชื่อของมนุษยชาติอีกต่อไป แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พวกเขากลับเป็นคนชั้นต่ำของมนุษยชาติซึ่งซาตานได้จับเป็นเชลย เป็นซากศพเดินได้ที่เน่าเปื่อยซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของซาตาน และเป็นสิ่งที่ซาตานสวมใส่ให้กับตัวมัน ผู้คนไม่มีความไว้วางใจในการดำรงอยู่ของเราอีกต่อไป อีกทั้งพวกเขาไม่ต้อนรับการมาของเรา มวลมนุษย์เพียงแค่ตอบสนองต่อคำร้องขอต่างๆ ของเราอย่างไม่เต็มใจ ยอมตามคำขอเหล่านั้นอย่างเป็นการชั่วคราว และไม่แบ่งปันความชื่นบานยินดีและความโศกเศร้าต่างๆ ของชีวิตกับเราอย่างจริงใจ เนื่องจากผู้คนเห็นว่าเรานั้นไม่อาจจะหยั่งรู้ได้ พวกเขาจึงมอบรอยยิ้มที่ไม่เต็มใจให้เรา ท่าทีของพวกเขาเป็นแบบที่พยายามเริ่มมีสัมพันธภาพกับผู้ที่มีอำนาจ เพราะผู้คนไม่มีความรู้เรื่องงานของเรา และยิ่งไม่ต้องพูดถึงเจตจำนงของเรา ณ ปัจจุบัน เราจะซื่อสัตย์กับพวกเจ้า กล่าวคือ เมื่อวันนั้นมาถึง ความทุกข์ของใครก็ตามที่นมัสการเราจะแบกรับง่ายกว่าของพวกเจ้า อันที่จริงแล้ว ระดับของความเชื่อในเราของเจ้าไม่เกินระดับของความเชื่อของโยบ—แม้แต่ความเชื่อของพวกฟาริสีชาวยิวยังเหนือกว่าความเชื่อของพวกเจ้า—และดังนั้น หากวันแห่งไฟลงมา ความทุกข์ของพวกเจ้าจะรุนแรงกว่าความทุกข์ของพวกฟาริสีเมื่อถูกพระเยซูทรงว่ากล่าว รุนแรงกว่าความทุกข์ของผู้นำ 250 คนที่ได้ต่อต้านโมเสส และรุนแรงกว่าความทุกข์ของโสโดมภายใต้เปลวไฟที่แผดเผาของการทำลายล้างของมัน เมื่อโมเสสทุบก้อนหิน และน้ำที่พระยาห์เวห์ทรงประทานได้ผุดออกมา มันเป็นเพราะความเชื่อของเขา เมื่อดาวิดได้เล่นพิณตั้งเพื่อสรรเสริญเรา พระยาห์เวห์—ด้วยหัวใจที่ถูกเติมด้วยความชื่นบานยินดีของเขา—มันเป็นเพราะความเชื่อของเขา เมื่อโยบสูญเสียปศุสัตว์ของเขาซึ่งเติมภูเขาทั้งหลายและความมั่งคั่งมากมายเกินบรรยาย และร่างกายของเขาได้กลายเป็นถูกปกคลุมไปด้วยฝีที่เจ็บปวด มันเป็นเพราะความเชื่อของเขา เมื่อเขาสามารถได้ยินเสียงของเรา พระยาห์เวห์ และเห็นพระสิริของเรา พระยาห์เวห์ มันเป็นเพราะความเชื่อของเขา การที่เปโตรสามารถติดตามพระเยซูคริสต์ได้ก็เป็นเพราะความเชื่อของเขา การที่เขาสามารถถูกตอกตรึงกับกางเขนเพื่อเห็นแก่เราและมอบคำพยานอันรุ่งโรจน์ก็เป็นเพราะความเชื่อของเขาเช่นกัน เมื่อยอห์นได้เห็นฉายาอันรุ่งโรจน์ของบุตรมนุษย์ มันเป็นเพราะความเชื่อของเขา เมื่อเขาได้เห็นนิมิตแห่งยุคสุดท้าย มันเป็นเพราะความเชื่อของเขามากขึ้นไปอีก สาเหตุที่ทำไมชนต่างชาติทั้งหลายดังที่เรียกขานกันนั้นได้รับวิวรณ์ของเรา และได้มารู้ว่าเราได้กลับมาในเนื้อหนังแล้วเพื่อทำงานของเราท่ามกลางมนุษย์ ก็เป็นเพราะความเชื่อของพวกเขาเช่นกัน ทุกคนที่ถูกทำร้ายโดยถ้อยคำเกรี้ยวกราดของเราและกระนั้นกลับได้รับการปลอบใจจากถ้อยคำเหล่านั้น และได้รับการช่วยให้รอด—พวกเขาไม่ได้ทำเช่นนั้นเพราะความเชื่อของพวกเขาหรอกหรือ? พวกที่เชื่อในเราแต่ที่ยังไม่ได้ทนทุกข์กับความยากลำบาก พวกเขาไม่ได้ถูกปฏิเสธจากโลกด้วยเช่นกันหรอกหรือ? พวกที่ใช้ชีวิตนอกวจนะของเรา หลบหนีความทุกข์แห่งการทดสอบ พวกเขาทั้งหมดไม่ใช่กำลังล่องลอยผ่านโลกหรอกหรือ? พวกเขาเป็นเหมือนกับใบไม้ในฤดูใบไม้ร่วงที่ปลิวสะบัดตรงนั้นตรงนี้ โดยไม่มีที่ให้หยุดพัก และยิ่งไม่ต้องพูดถึงถ้อยคำปลอบประโลมของเรา แม้ว่าการตีสอนและกระบวนการถลุงของเราจะไม่ติดตามพวกเขาไป พวกเขาไม่ใช่บรรดาขอทานที่เร่ร่อนจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง เตร็ดเตร่บนท้องถนนนอกราชอาณาจักรแห่งสวรรค์หรอกหรือ? โลกคือที่หยุดพักของเจ้าจริงๆ หรือ? โดยการหลีกเลี่ยงการตีสอนของเรา เจ้าสามารถบรรลุรอยยิ้มบางที่สุด ซึ่งแสดงความปลาบปลื้มจากโลกได้จริงๆ หรือ? เจ้าสามารถใช้ความชื่นชมยินดีชั่วขณะเดียวของเจ้าเพื่อปกปิดความว่างเปล่าในหัวใจของเจ้า ความว่างเปล่าซึ่งไม่สามารถปกปิดได้ ได้จริงๆ หรือ? เจ้าอาจมีความสามารถหลอกทุกคนในครอบครัวของเจ้าได้ แต่เจ้าไม่มีวันสามารถหลอกเราได้ เพราะความเชื่อของเจ้านั้นมีน้อยเกินไป จนถึงทุกวันนี้ เจ้าจึงยังคงไร้พลังอำนาจที่จะค้นพบความปีติยินดีใดๆ ที่ชีวิตมีให้ เราเร่งเร้าเจ้า: การใช้ครึ่งชีวิตของเจ้าอย่างจริงใจเพื่อเห็นแก่เราดีกว่าการใช้ทั้งชีวิตของเจ้าในเรื่องธรรมดาสามัญและงานที่ทำให้ยุ่งและไม่มีประโยชน์สำหรับเนื้อหนัง สู้ทนความทุกข์ทั้งมวลที่มนุษย์คนหนึ่งแทบจะไม่สามารถทนได้ การหวงแหนความล้ำค่าของตัวเจ้าเองมากมายยิ่งนักและหลบหนีจากการตีสอนของเราเป็นไปเพื่อจุดประสงค์ใดเล่า? การซ่อนตัวเจ้าเองจากการตีสอนชั่วขณะของเราเพียงเพื่อเก็บเกี่ยวความน่าตะขิดตะขวงใจชั่วนิรันดร์ การตีสอนชั่วนิรันดร์ เป็นไปเพื่อจุดประสงค์ใดเล่า? โดยข้อเท็จจริงแล้ว เราไม่บิดงอผู้ใดต่อเจตจำนงของเรา หากใครบางคนเต็มใจที่จะนบนอบต่อแผนการของเราทั้งหมดอย่างแท้จริง เราก็จะไม่ปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างอ่อนด้อย แต่เราพึงประสงค์ให้ผู้คนทั้งหมดเชื่อในเรา ดั่งเช่นที่โยบได้เชื่อในเรา พระยาห์เวห์ หากความเชื่อของพวกเจ้าเกินกว่าความเชื่อของโธมัส เช่นนั้นแล้วความเชื่อของพวกเจ้าก็จะบรรลุคำชมเชยจากเรา ในความจงรักภักดีของพวกเจ้านั้นเจ้าจะพบความสุขอันล้นพ้นของเรา และเจ้าจะพบพระสิริของเราในวันต่างๆ ของพวกเจ้าอย่างแน่นอน อย่างไรก็ดี ผู้คนที่เชื่อในโลกและเชื่อในมารได้ทำให้หัวใจของพวกเขาแข็งกระด้าง ดั่งเช่นมวลชนแห่งเมืองโสโดม โดยมีเม็ดทรายที่ลมพัดพาในดวงตาของพวกเขาและเครื่องบูชาจากมารในปากของพวกเขา ผู้ซึ่งจิตใจที่ยุ่งเหยิงนานมาแล้วได้ถูกครอบครองโดยมารร้ายซึ่งได้ช่วงชิงโลกไปแล้ว ความคิดต่างๆ ของพวกเขาเกือบจะตกเป็นเชลยของมารแห่งยุคโบราณทั้งหมดทั้งสิ้น และดังนั้น ความเชื่อของมวลมนุษย์จึงได้ลอยไปกับสายลม และพวกเขาไร้ความสามารถแม้แต่ที่จะจะสังเกตเห็นงานของเรา ทั้งหมดที่พวกเขาสามารถทำได้คือพยายามอย่างเสาะแสะที่จะปฏิบัติต่องานของเราอย่างพอเป็นพิธี หรือวิเคราะห์งานของเราอย่างลวกๆ เพราะพวกเขาได้ถูกครอบครองโดยพิษของซาตานนานมาแล้ว

ตัดตอนมาจาก “การเป็นมนุษย์ที่แท้จริงหมายถึงอะไร” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 350

เราจะพิชิตมวลมนุษย์เพราะผู้คนถูกเราสร้าง และยิ่งไปกว่านั้น ได้ชื่นชมวัตถุอันอุดมสมบูรณ์ทั้งหมดที่เป็นสรรพสิ่งทรงสร้างของเรา แต่ผู้คนยังได้ปฏิเสธเราเช่นกัน เราหายไปจากหัวใจของพวกเขา และพวกเขามองเราว่าเป็นภาระบนการดำรงอยู่ของพวกเขา จนถึงจุดที่ เมื่อได้เห็นเราอย่างแท้จริงแล้ว พวกเขายังคงปฏิเสธเรา และเค้นสมองของพวกเขาในการคิดหาทางที่เป็นไปได้ทุกทางที่จะทำให้เราพ่ายแพ้ ผู้คนไม่ยอมให้เราปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างจริงจังหรือทำการเรียกร้องที่เข้มงวดกับพวกเขา อีกทั้งพวกเขาไม่อนุญาตให้เราพิพากษาหรือตีสอนความไม่ชอบธรรมของพวกเขา แทนที่จะพบว่าเรื่องนี้น่าสนใจ พวกเขากลับพบว่ามันน่ารำคาญ และดังนั้นงานของเราก็คือการรับมวลมนุษย์ซึ่งกิน ดื่ม และสนุกสนานมากกับเรา แต่ไม่รู้จักเรา และทำให้พวกเขาพ่ายแพ้ เราจะปลดอาวุธมนุษยชาติ และจากนั้น เราจะกลับไปยังสถานที่พักอาศัยของเรา โดยนำเหล่าทูตสวรรค์ของเรา โดยนำพระสิริของเราไปด้วย เพราะการกระทำต่างๆ ของผู้คนได้ทำให้หัวใจเราแตกสลายและทำให้งานของเราแตกเป็นชิ้นๆ มานานแล้ว เราจึงเจตนาที่จะกลับเข้าครอบครองพระสิริซึ่งมารร้ายได้ฉวยเอาไปก่อนที่เราจะเดินจากไปอย่างมีความสุข ยอมให้มวลมนุษย์ใช้ชีวิตของพวกเขาต่อไป “ดำเนินชีวิตและทำงานด้วยความสงบสุขและความพอใจ” ต่อไป “ดำเนินการเพาะปลูกบนไร่นาของพวกเขาเอง” ต่อไป และเราจะไม่แทรกแซงชีวิตของพวกเขาอีกต่อไป แต่บัดนี้เราตั้งใจอย่างเต็มที่ที่จะกลับเข้าครอบครองพระสิริจากมือของมารร้าย นำพระสิริทั้งหมดทั้งมวลซึ่งเราได้ก่อขึ้นในตัวมนุษย์ ณ เวลาที่สร้างโลกกลับคืนมา เราจะไม่มีวันประทานพระสิริของเราให้แก่เผ่าพันธุ์มนุษย์บนแผ่นดินโลกอีกเลย เพราะผู้คนไม่ได้เพียงแค่ล้มเหลวในการสงวนรักษาพระสิริของเราเท่านั้น แต่พวกเขายังได้แลกเปลี่ยนให้เป็นรูปลักษณ์ของซาตานอีกด้วย ผู้คนไม่หวงแหนความล้ำค่าของการมาของเรา อีกทั้งพวกเขาไม่ได้นิยมวันแห่งพระสิริของเรา พวกเขาไม่ยินดีที่จะได้รับการตีสอนของเรา นับประสาอะไรที่พวกเขาจะเต็มใจคืนพระสิริของเรามาให้เรา อีกทั้งพวกเขาไม่เต็มใจที่จะละทิ้งพิษของมารร้าย มนุษยชาติยังคงหลอกลวงเราด้วยวิธีเดิมๆ ต่อไป ผู้คนยังคงมีรอยยิ้มที่สดใสและใบหน้าอันมีความสุขด้วยวิธีเดิมๆ พวกเขาไม่ตระหนักรู้ถึงความลึกของความมืดมัวซึ่งจะเคลื่อนลงมาสู่มวลมนุษย์หลังจากที่พระสิริของเราจากพวกเขาไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พวกเขาไม่ตระหนักรู้ว่าเมื่อวันของเรามาที่มวลมนุษย์ทั้งปวง มันจะยิ่งยากกับพวกเขามากกว่ากับผู้คนในยุคของโนอาห์ เพราะพวกเขาไม่รู้ว่าอิสราเอลได้กลายเป็นมืดมนเพียงใดเมื่อพระสิริของเราได้จากไป เพราะมนุษย์ลืมเมื่อถึงยามรุ่งอรุณว่าการผ่านค่ำคืนที่มืดสนิทไปให้ได้นั้นยากเย็นเพียงใด เมื่อดวงอาทิตย์กลับไปซ่อนตัวอีกครั้งและความมืดลงมาสู่มนุษย์ เขาจะคร่ำครวญและขบเขี้ยวเคี้ยวฟันของเขาในความมืดอีกครั้ง พวกเจ้าลืมไปแล้วหรือว่ามันลำบากยากเย็นเพียงใดที่ชาวอิสราเอลได้สู้ทนวันแห่งความทุกข์เหล่านั้น เมื่อพระสิริของเราได้ไปจากประเทศอิสราเอล? บัดนี้เป็นเวลาที่พวกเจ้าจะได้เห็นพระสิริของเรา และยังเป็นเวลาที่พวกเจ้าจะได้แบ่งปันวันแห่งพระสิริของเราร่วมกันอีกด้วย มนุษย์จะคร่ำครวญท่ามกลางความมืดเมื่อพระสิริของเราไปจากแผ่นนที่โสมม บัดนี้เป็นวันแห่งพระสิริเมื่อเราทำงานของเรา และเป็นวันที่เราละเว้นมวลมนุษย์จากความทุกข์ เพราะเราจะไม่แบ่งปันช่วงเวลาของความทรมานและความทุกข์ลำบากร่วมกับพวกเขา เราต้องประสงค์เพียงพิชิตมวลมนุษย์อย่างครบบริบูรณ์ และทำให้มารร้ายของมนุษยชาติพ่ายแพ้อย่างครบบริบูรณ์เท่านั้น

ตัดตอนมาจาก “การเป็นมนุษย์ที่แท้จริงหมายถึงอะไร” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 351

เราได้แสวงหาผู้คนมากมายบนโลกนี้เพื่อให้มาเป็นผู้ติดตามของเรา ในหมู่ผู้ติดตามทั้งหมดเหล่านี้ มีผู้ที่ทำหน้าที่เป็นนักบวช ผู้ที่เป็นผู้นำ ผู้ที่เป็นบุตรของพระเจ้า ผู้ที่เป็นประชากรของพระเจ้า และผู้ที่ทำงานปรนนิบัติ เราแบ่งพวกเขาออกบนพื้นฐานของความจงรักภักดีที่พวกเขาแสดงต่อเรา เมื่อทั้งหมดถูกจำแนกออกตามประเภทแล้ว นั่นก็คือ เมื่อลักษณะของบุคคลแต่ละประเภทมีความชัดเจนขึ้น เราจะกำหนดลำดับให้พวกเขาแต่ละคนในหมวดหมู่ที่ชอบธรรมของพวกเขา และจัดแต่ละประเภทให้อยู่ในที่ทางที่เหมาะสมสำหรับพวกเขา เพื่อให้สัมฤทธิ์จุดมุ่งหมายการช่วยมนุษย์ให้รอดของเรา เราเรียกผู้ที่เราปรารถนาช่วยให้มาที่บ้านของเราเป็นหมู่เหล่า และจากนั้นทำให้พวกเขาทุกคนยอมรับงานแห่งยุคสุดท้ายของเรา ในเวลาเดียวกัน เราจำแนกพวกเขาตามประเภท จากนั้นจึงให้บำเหน็จรางวัลหรือลงโทษพวกเขาแต่ละคนบนพื้นฐานการกระทำของพวกเขา เช่นนั้นคือขั้นตอนที่ประกอบกันเป็นงานของเรา

วันนี้ เราอาศัยอยู่บนแผ่นดินโลก และเราใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางมนุษย์ ผู้คนได้รับประสบการณ์ในงานของเรา และระวังระไวในถ้อยคำของเรา และควบคู่ไปกับสิ่งนี้ เราได้มอบความจริงทั้งหมดให้แก่ผู้ติดตามแต่ละคนของเรา ว่าพวกเขาอาจได้รับชีวิตจากเรา และเมื่อเป็นเช่นนั้นก็จะได้มาซึ่งเส้นทางที่พวกเขาสามารถก้าวเดินไป เพราะเราคือพระเจ้า ผู้มอบชีวิต ในระหว่างช่วงเวลาหลายปีในการทำงานของเรา ผู้คนได้รับสิ่งต่างๆ มามากมาย และละทิ้งสิ่งต่างๆ ไปมากมาย กระนั้นเรายังคงกล่าวว่าพวกเขาไม่ได้เชื่อในเราอย่างแท้จริง เพราะผู้คนเพียงรับรู้ว่าเราคือพระเจ้าด้วยปากของพวกเขา แต่พวกเขาไม่เห็นด้วยกับความจริงที่เรากล่าว และยิ่งไปกว่านั้น ไม่ได้ปฏิบัติตามความจริงที่เราขอจากพวกเขา ซึ่งกล่าวได้ว่าผู้คนรับรู้เพียงการดำรงอยู่ของพระเจ้า แต่ไม่ใช่การดำรงอยู่ของความจริง ผู้คนรับรู้เพียงการดำรงอยู่ของพระเจ้า แต่ไม่ใช่การดำรงอยู่ของชีวิต ผู้คนรับรู้เพียงพระนามของพระเจ้า แต่ไม่ใช่เนื้อแท้ของพระองค์ เราดูหมิ่นพวกเขาตรงความกระตือรือร้นของพวกเขา ตรงที่พวกเขาใช้เพียงคำที่ฟังดูดีเพื่อหลอกลวงเรา ไม่มีพวกเขาคนใดที่นมัสการเราอย่างแท้จริง คำพูดของพวกเจ้าประกอบไปด้วยการทดลองของอสรพิษ นอกจากนี้ คำพูดของพวกเจ้ายังทะนงตนเป็นที่สุด ช่างเป็นคำประกาศจากอัครทูตสวรรค์โดยแท้ ที่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ควมประพฤติของพวกเจ้ายังรุ่งริ่งและฉีกขาดจนถึงขั้นเสื่อมเสีย ความอยากได้อยากมีเกินขอบเขตและเจตนาอันละโมบของพวกเจ้าช่างเป็นสิ่งแสลงหูนัก พวกเจ้าทั้งหมดได้กลายเป็นตัวมอดในบ้านของเรา วัตถุที่จะถูกละทิ้งด้วยความเกลียด ด้วยความที่ไม่มีพวกเจ้าคนใดรักความจริง แต่เจ้ากลับอยากได้รับพร อยากขึ้นสู่สวรรค์ อยากมองเห็นนิมิตอันงดงามของพระคริสต์ที่ทรงกำลังใช้ฤทธานุภาพของพระองค์บนแผ่นดินโลก แต่พวกเจ้าเคยคิดหรือไม่ว่า คนเช่นพวกเจ้า คนที่ถูกทำให้เสื่อมทรามอย่างถลำลึกและไม่รู้เอาเสียเลยว่าพระเจ้าคืออะไรนั้น คู่ควรแก่การติดตามพระเจ้าได้อย่างไร? เจ้าจะขึ้นสู่สวรรค์ได้อย่างไร? เจ้าคู่ควรแก่การได้มองเห็นทัศนียภาพที่งดงามเช่นนั้น—ทัศนียภาพที่มีความงดงามตระการอันไม่เคยมีให้เห็นเป็นแบบอย่างมาก่อนได้อย่างไร? ปากของเจ้าเต็มไปด้วยคำพูดแห่งการหลอกลวงและความสกปรกโสมม คำพูดแห่งการทรยศหักหลังและความโอหัง เจ้าไม่เคยกล่าวคำพูดแห่งความจริงใจกับเรา ไม่มีคำพูดที่บริสุทธิ์ ไม่มีคำพูดแห่งความนบนอบต่อเราตามประสบการณ์ที่ได้รับจากวจนะของเรา ในท้ายที่สุดแล้ว ความเชื่อของพวกเจ้าหน้าตาเป็นอย่างไร? ในหัวใจของพวกเจ้าไม่มีสิ่งใดนอกจากความอยากได้อยากมีและเงินตรา และในความคิดจิตใจของพวกเจ้าไม่มีสิ่งใดเลยนอกจากวัตถุสิ่งของ ทุกวัน เจ้าคำนวณว่าจะทำอย่างไรจึงจะได้รับบางสิ่งบางอย่างจากเรา ทุกวัน เจ้านับว่าเจ้าได้รับความมั่งคั่งและวัตถุสิ่งของจากเรามากเพียงใด ทุกวัน เจ้าเฝ้ารอให้มีพระพรที่มากยิ่งขึ้นตลอดเวลาตกมาสู่พวกเจ้า เพื่อที่พวกเจ้าอาจได้ชื่นชมในสิ่งที่พวกเจ้าอาจจะชื่นชมได้ในปริมาณที่มากกว่าและด้วยมาตรฐานที่สูงกว่า สิ่งที่อยู่ในความคิดของพวกเจ้าทุกชั่วขณะของเวลานั้นไม่ใช่เรา อีกทั้งไม่ใช่ความจริงที่มาจากเรา แต่เป็นสามีหรือภรรยาของพวกเจ้า บุตรชายและบุตรสาวของเจ้า และสิ่งต่างๆ ที่พวกเจ้ากินและสวมใส่แทน เจ้าขบคิดว่าทำอย่างไรพวกเจ้าจะสามารถได้รับในปริมาณที่มากยิ่งขึ้นตลอดเวลา และได้รับความชื่นชมยินดีที่สูงส่งยิ่งขึ้นตลอดเวลา แต่ต่อให้พวกเจ้าเติมท้องของพวกเจ้าจนเต็มถึงขั้นระเบิดออกมา เจ้ายังคงไม่ใช่ซากศพหรอกหรือ? ต่อให้ภายนอกเจ้าประดับประดาตัวพวกเจ้าเองด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์ที่สวยงามปานนั้น พวกเจ้ายังคงไม่ใช่ซากศพเดินได้ที่ไร้ชีวิตหรอกหรือ? พวกเจ้าหักโหมงานหนักเพื่อปากท้องของพวกเจ้า จนกระทั่งเส้นผมของเจ้าถูกแซมเป็นริ้วด้วยสีเทา แต่กระนั้นก็ยังไม่มีพวกเจ้าคนใดที่พลีอุทิศเส้นผมแม้เพียงหนึ่งเส้นเพื่องานของเรา พวกเจ้าก็ยุ่งวุ่นวายอยู่เสมอ สร้างภาระแก่ร่างกายเจ้าและบีบเค้นสมองของเจ้าให้ขบคิดเกินกำลัง เพื่อประโยชน์ของเนื้อหนังของเจ้าเอง และเพื่อบุตรชายและบุตรสาวของเจ้า แต่กระนั้นก็ยังไม่มีพวกเจ้าคนใดที่แสดงความกังวลหรือเป็นห่วงเจตจำนงของเรา แล้วพวกเจ้ายังคงหวังว่าจะได้รับสิ่งใดจากเราอีกหรือ?

เราไม่เคยรีบเร่งเมื่อเราทำงาน ไม่ว่าผู้คนจะติดตามเราอย่างไร เราทำงานของเราไปตามแต่ละขั้นตอน ไปตามแผนการของเรา ดังนั้น แม้ว่าพวกเจ้าทุกคนจะกบฏต่อเรา เราก็ยังคงทำงานต่อไปโดยไม่หยุดยั้ง และเรายังคงกล่าววจนะที่เราต้องกล่าวต่อไป เราเรียกผู้คนที่เราลิขิตไว้ล่วงหน้าให้มาที่บ้านของเรา เพื่อพวกเขาอาจพอจะอดทนรับฟังวจนะของเราได้ ผู้คนเหล่านั้นทุกคนที่นบนอบต่อวจนะของเรา คนที่โหยหาวจนะของเรา เรานำมาต่อหน้าบัลลังก์ของเรา ทุกคนที่หันหลังให้กับวจนะของเรา คนที่ไม่เชื่อฟังเรา และเยาะเย้ยท้าทายเราอย่างเปิดเผย เราโยนไปไว้ด้านหนึ่งเพื่อรอรับการลงโทษขั้นสุดท้ายของพวกเขา ผู้คนทั้งผองล้วนใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความเสื่อมทรามภายใต้ฝ่ามือมาร ดังนั้นจึงมีคนไม่มากนักจากจำนวนผู้คนเหล่านั้นที่ติดตามเราซึ่งถวิลหาความจริง ซึ่งกล่าวได้ว่า คนส่วนใหญ่ไม่ได้นมัสการเราอย่างแท้จริง พวกเขาไม่ได้นมัสการเราด้วยความจริง แต่พยายามได้รับความไว้วางใจจากเราผ่านความเสื่อมทรามและการกบฏ ด้วยวิถีทางที่หลอกลวง นี่คือเหตุผลที่ทำให้เรากล่าวว่า: ผู้ที่ถูกเรียกมีมากมาย แต่ผู้ที่ถูกเลือกมีเพียงนิดเดียว บรรดาผู้ถูกเรียกได้ถูกทำให้เสื่อมทรามอย่างถลำลึก และทั้งหมดใช้ชีวิตในยุคเดียวกัน—แต่พวกผู้ที่ถูกเลือกคือหนึ่งส่วนในหมู่พวกนั้น พวกเขาคือผู้ที่เชื่อและรับรู้ความจริง และเป็นผู้ที่ปฏิบัติความจริง ผู้คนเหล่านี้เป็นเพียงส่วนเล็กมากจากทั้งหมดทั้งมวล และจากท่ามกล่างผู้คนเหล่านี้เอง ที่เราจะได้รับเกียรติมากกว่า เมื่อประเมินจากวจนะเหล่านี้ พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าพวกเจ้าเป็นหนึ่งในผู้ที่ถูกเลือกหรือไม่? บทอวสานของพวกเจ้าจะเป็นอย่างไร?

ตัดตอนมาจาก “ผู้ที่ถูกเรียกมีมากมาย แต่ผู้ที่ถูกเลือกมีเพียงนิดเดียว” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 352

ดังที่เรากล่าวแล้ว บรรดาผู้ที่ติดตามเรามีมากมาย แต่ผู้ที่รักเราอย่างแท้จริงมีเพียงนิดเดียว บางที บางคนอาจกล่าวว่า “เราจะจ่ายราคาแพงขนาดนั้นหรือหากเราไม่ได้รักพระองค์? เราจะติดตามมาจนถึงจุดนี้หรือหากเราไม่ได้รักพระองค์?” เจ้ามีเหตุผลมากมายเป็นแน่ และความรักของเจ้ายิ่งใหญ่มากเป็นแน่ แต่แก่นแท้ของความรักที่เจ้ามีให้เราคืออะไร? “ความรัก” ก็เป็นดั่งชื่อของมันซึ่งอ้างอิงถึงอารมณ์ความรู้สึกหนึ่งซึ่งบริสุทธิ์และปราศจากมลทิน ที่เจ้าใช้หัวใจของเจ้าเพื่อรัก เพื่อรู้สึก และเพื่อไตร่ตรอง ในความรักไม่มีเงื่อนไข ไม่มีสิ่งกีดขวาง และไม่มีระยะห่าง ในความรักไม่มีความสงสัย ไม่มีการหลอกลวง และไม่มีความเจ้าเล่ห์ ในความรักไม่มีการค้าขาย และไม่มีสิ่งใดไม่บริสุทธิ์ หากเจ้ารัก เช่นนั้นแล้วเจ้าจะไม่หลอกลวง พร่ำบ่น ทรยศ ก่อกบฏ เรียกร้องหรือแสวงหาที่จะได้รับบางสิ่งหรือได้รับในบางปริมาณที่เจาะจง หากเจ้ารัก เจ้าก็จะมอบอุทิศตัวของเจ้าอย่างยินดี จะทนทุกข์ความยากลำบากอย่างยินดี เจ้าจะไปกันได้กับเรา เจ้าจะละทิ้งทุกอย่างที่เจ้ามีเพื่อเรา เจ้าจะยอมละทิ้งครอบครัวของเจ้า อนาคตของเจ้า วัยเยาว์ของเจ้า และการสมรสของเจ้า หาไม่แล้ว ความรักของเจ้าจะไม่ใช่ความรักเลย แต่เป็นการหลอกลวงและการทรยศ! ความรักของเจ้าเป็นแบบใด? มันคือรักแท้? หรือเทียมเท็จ? เจ้าได้ละทิ้งมากเพียงใด? เจ้าได้มอบถวายให้มากเพียงใด? เราได้รับความรักจากเจ้ามากเพียงใด? เจ้ารู้หรือไม่? หัวใจของพวกเจ้าเต็มไปด้วยความชั่วร้าย การทรยศ และความหลอกลวง—ดังนั้นแล้ว ความรักของพวกเจ้ามากเท่าใดที่ไม่บริสุทธิ์? พวกเจ้าคิดว่าเจ้าได้ยอมละทิ้งเพื่อเรามากพอแล้ว พวกเจ้าคิดว่าความรักที่พวกเจ้ามีต่อเรานั้นมากพอแล้ว แต่ถ้าเช่นนั้น เหตุใดคำพูดและการกระทำของพวกเจ้าจึงเป็นกบฏและหลอกลวงอยู่เสมอ? พวกเจ้าติดตามเรา แต่เจ้าไม่รับรู้ถึงวจนะของเรา สิ่งนี้ถือเป็นความรักหรือ? พวกเจ้าติดตามเรา แต่กระนั้น พอถึงเวลา เจ้าก็กำจัดเราให้พ้นทาง สิ่งนี้ถือเป็นความรักหรือ? พวกเจ้าติดตามเรา แต่เจ้าไม่เชื่อใจเรา สิ่งนี้ถือเป็นความรักหรือ? พวกเจ้าติดตามเรา แต่เจ้าไม่สามารถยอมรับการดำรงอยู่ของเราได้ สิ่งนี้ถือเป็นความรักหรือ? พวกเจ้าติดตามเรา แต่พวกเจ้าไม่ปฏิบัติต่อเราอย่างเหมาะสมกับผู้ที่เราเป็น และเจ้าทำให้สิ่งต่างๆ ยากสำหรับเราในทุกครั้งที่เราพยายามทำบางสิ่ง สิ่งนี้ถือเป็นความรักหรือ? พวกเจ้าติดตามเรา แต่เจ้าพยายามหลอกและโป้ปดเราในทุกเรื่อง สิ่งนี้ถือว่าเป็นความรักหรือไม่? พวกเจ้ารับใช้เรา แต่เจ้าไม่ได้เกรงกลัวเรา สิ่งนี้ถือเป็นความรักหรือ? พวกเจ้าต่อต้านเราในทุกด้านและทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งหมดนี้ถือเป็นความรักหรือ? พวกเจ้าได้มอบอุทิศมามาก นั่นคือความจริง แต่พวกเจ้าก็ยังไม่เคยปฏิบัติในสิ่งที่เราพึงประสงค์จากพวกเจ้า สิ่งนี้สามารถถือเป็นความรักได้หรือ? จากการคิดพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแสดงให้เห็นว่าภายในพวกเจ้าไม่มีเค้าของความรักต่อเราเลยแม้แต่น้อย หลังจากช่วงเวลาการทำงานหลายปีของเราและวจนะมากมายที่เราได้จัดหาให้ พวกเจ้าได้รับไปจริงๆ มากเท่าใด? สิ่งนี้ไม่ควรค่าแก่การมองย้อนกลับไปพิจารณาอย่างถี่ถ้วนหรอกหรือ? เราขอตักเตือนพวกเจ้า: ผู้คนที่เราเรียกไม่ใช่ผู้ที่ไม่เคยถูกทำให้เสื่อมทราม ตรงกันข้าม ผู้ที่เราเลือกคือผู้ที่รักเราอย่างแท้จริง ดังนั้น พวกเจ้าต้องระมัดระวังคำพูดและความประพฤติของพวกเจ้า และตรวจดูเจตนาและความคิดของพวกเจ้าเพื่อให้สิ่งเหล่านี้ไม่ข้ามเส้นนั้น เมื่อถึงเวลาแห่งยุคสุดท้าย จงใช้ความพยายามสูงสุดที่เจ้ามีมอบถวายความรักของพวกเจ้าต่อหน้าเรา มิฉะนั้นความพิโรธของเราจะไม่มีวันไปจากพวกเจ้า!

ตัดตอนมาจาก “ผู้ที่ถูกเรียกมีมากมาย แต่ผู้ที่ถูกเลือกมีเพียงนิดเดียว” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 353

แต่ละวัน ความประพฤติและความคิดทั้งหลายของแต่ละบุคคลถูกมองดูโดยพระเนตรขององค์หนึ่งเดียว และในเวลาเดียวกันก็อยู่ในการตระเตรียมเพื่อพวกเขาเองในวันพรุ่งนี้ นี่คือเส้นทางที่ทุกคนที่มีชีวิตอยู่จะต้องก้าวเดิน นี่คือเส้นทางที่เราได้ลิขิตไว้ล่วงหน้าเพื่อทุกคน และไม่มีใครสามารถหลบหนีมันหรือได้รับการยกเว้น วจนะที่เราได้พูดไปนั้นมากมายเกินคณานับ และยิ่งไปกว่านั้น งานที่เราได้ทำก็ไม่มีมาตรวัด ทุกๆ วันเราเฝ้าดูขณะที่แต่ละบุคคลดำเนินทุกสิ่งที่พวกเขาจะต้องทำไปตามธรรมชาติจนเสร็จสิ้นโดยสอดคล้องกับธรรมชาติซึ่งมีมาแต่กำเนิดของพวกเขาและสิ่งทั้งหลายที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติของพวกเขา โดยที่ไม่รู้ตัว หลายคนได้ตัดสินใจแน่วแน่ไปเรียบร้อยแล้วใน “ร่องครรลองที่ถูกต้อง” ซึ่งเราได้ปูไว้เพื่อให้เข้าใจผู้คนต่างประเภทกันได้ง่ายขึ้น เราได้วางผู้คนต่างประเภทกันเหล่านี้ไว้ในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันนานแล้ว และในแต่ละสถานที่เฉพาะของพวกเขา แต่ละคนได้แสดงให้เห็นถึงคุณลักษณะซึ่งมีมาแต่กำเนิดของพวกเขา ไม่มีใครที่จะผูกมัดพวกเขา ไม่มีใครที่จะล่อลวงพวกเขา พวกเขาเป็นอิสระโดยครบถ้วนบริบูรณ์และสิ่งที่พวกเขาแสดงออกนั้นมาตามธรรมชาติ สิ่งเดียวที่ควบคุมพวกเขาไว้คือ วจนะของเรา ด้วยเหตุนี้บางคนจึงจำต้องฝืนอ่านวจนะของเราอย่างเสียไม่ได้ ไม่เคยนำวจนะของเราไปฝึกฝนปฏิบัติ ทำเช่นนั้นเพียงเพื่อหลีกเลี่ยงความตายเท่านั้น ในขณะเดียวกัน คนอื่นๆ ก็พบว่าเป็นการลำบากยากเย็นที่จะสู้ทนผ่านวันเวลาไปโดยที่ไม่มีวจนะของเราคอยนำและจัดหาให้พวกเขา และดังนั้นพวกเขาจึงยึดถือในวจนะของเราตลอดเวลาเป็นธรรมดา เมื่อเวลาผ่านไป พวกเขาค้นพบความลับของชีวิตมนุษย์ บั้นปลายของมวลมนุษย์ และค่าของการเป็นมนุษย์ มวลมนุษย์ก็เป็นแค่อย่างนี้เองต่อหน้าวจนะของเรา และเราก็แค่ยอมให้เรื่องราวทั้งหลายดำเนินไปตามครรลองของพวกมัน เราไม่ทำงานอันใดที่บังคับให้ผู้คนทำวจนะของเราให้เป็นรากฐานของการดำรงอยู่ของพวกเขา ดังนั้นพวกที่ไม่เคยมีมโนธรรมและพวกที่การดำรงอยู่ของเขาไม่เคยมีคุณค่าอันใดจึงกล้าปัดทิ้งวจนะของเราและทำตามที่พวกเขาปรารถนาหลังจากที่เฝ้าสังเกตการณ์อย่างนิ่งเงียบว่าสิ่งทั้งหลายดำเนินไปอย่างไร พวกเขาเริ่มที่จะเบื่อหน่ายต่อความจริงและทุกสิ่งทุกอย่างที่มาจากเรา ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังเบื่อหน่ายต่อการอยู่ในบ้านของเรา เพื่อบั้นปลายของพวกเขา และเพื่อหลบหนีการลงโทษ ผู้คนเหล่านี้จึงอาศัยอยู่ภายในบ้านของเราชั่วเวลาหนึ่ง ต่อให้พวกเขาจะกำลังให้การปรนนิบัติอยู่ก็ตาม อย่างไรก็ดี เจตนาทั้งหลายและการกระทำทั้งหลายของพวกเขาไม่เคยเปลี่ยน นี่ยิ่งเพิ่มความอยากได้ในพระพรของพวกเขา และเพิ่มความอยากของพวกเขาที่จะเข้าสู่ราชอาณาจักรครั้งเดียวและคงอยู่ตลอดกาลหลังจากนั้นเป็นต้นไป—ถึงขั้นอยากที่จะเข้าสู่สวรรค์อันเป็นนิรันดร์เสียด้วยซ้ำ ยิ่งพวกเขาโหยหาวันของเราให้มาถึงเร็วขึ้นเพียงใด พวกเขาก็ยิ่งรู้สึกว่าความจริงได้กลายเป็นอุปสรรคกีดกั้น เครื่องสะดุดในหนทางของพวกเขามากขึ้นเท่านั้น พวกเขาแทบจะรอไม่ไหวที่จะก้าวเท้าเข้าไปในราชอาณาจักรเพื่อชื่นชมพระพรของราชอาณาจักรแห่งสวรรค์ตลอดกาล—ทั้งหมดนี้ไม่มีความจำเป็นต้องไล่ตามเสาะหาความจริงหรือยอมรับการพิพากษาและการตีสอน และเหนือสิ่งอื่นใด ไม่มีความจำเป็นต้องหมอบคลานภายในบ้านของเราและทำตามที่เราบัญชา ผู้คนเหล่านี้เข้าสู่บ้านของเราไม่ใช่เพื่อสนองความอยากของพวกเขาที่จะแสวงหาความจริง และไม่ใช่เพื่อร่วมมือกับการบริหารจัดการของเรา จุดมุ่งหมายของพวกเขาก็คือแค่ได้อยู่ท่ามกลางบรรดาผู้ที่ไม่ได้ถูกทำลายในยุคที่กำลังจะมาถึง ดังนั้นหัวใจของพวกเขาจึงไม่เคยรู้ว่าความจริงคืออะไร หรือจะยอมรับความจริงได้อย่างไร นี่คือเหตุผลที่ทำไมผู้คนเช่นนี้ไม่เคยนำความจริงไปฝึกฝนปฏิบัติหรือตระหนักถึงความลึกของความเสื่อมทรามของพวกเขาเลย และกระนั้นกลับได้อาศัยอยู่ในบ้านของเราในฐานะ “ผู้รับใช้ทั้งหลาย” มาโดยตลอด พวกเขารอคอยการมาถึงของวันของเรา “อย่างอดทน” และไม่เหน็ดเหนื่อยขณะที่พวกเขาถูกจับโยนไปมาโดยลักษณะงานของเรา แต่ไม่ว่าความพยายามของพวกเขาจะมากมายใหญ่หลวงเพียงใดหรือพวกเขายอมจ่ายที่ราคาเท่าใด ไม่มีใครเคยเห็นพวกเขาทนทุกข์เพื่อความจริงหรือให้อะไรเพื่อเห็นแก่ประโยชน์ของเราเลย ในหัวใจของพวกเขา พวกเขากำลังร้อนรนใจใคร่เห็นวันที่เรายุติยุคเก่า และยิ่งไปกว่านั้น ไม่อาจรอที่จะค้นพบว่าฤทธานุภาพและสิทธิอำนาจของเรานั้นยิ่งใหญ่เพียงใด สิ่งที่พวกเขาไม่เคยเร่งรีบที่จะทำคือการเปลี่ยนตัวเองและไล่ตามเสาะหาความจริง พวกเขารักในสิ่งที่เราเบื่อหน่าย และเบื่อหน่ายในสิ่งที่เรารัก พวกเขาถวิลหาสิ่งที่เราเกลียด เกรงกลัวเพียงการสูญเสียสิ่งที่เราชิงชัง พวกเขาดำรงชีวิตอยู่ในพิภพอันเลวร้ายนี้ ไม่เคยเกลียดมัน และซ้ำยังกลัวอยู่ลึกๆ ว่าเราจะทำลายมัน ท่ามกลางเจตนาทั้งหลายของพวกเขาที่มีความขัดแย้งกัน พวกเขารักพิภพนี้ที่เราชิงชัง แต่ยังโหยหาเราให้ทำลายมันอย่างรีบเร่งที่สุดเช่นกัน เพื่อว่าพวกเขาอาจได้รับการละเว้นจากความทุกข์จากการทำลายล้างและถูกแปลงสภาพให้กลายเป็นบรรดาเจ้านายของยุคใหม่ ก่อนที่พวกเขาจะมีอันไถลห่างไปจากหนทางที่แท้จริง นี่เป็นเพราะพวกเขาไม่รักความจริงและเบื่อหน่ายต่อทุกสิ่งที่มาจากเรา พวกเขาอาจกลายเป็น “ผู้คนที่เชื่อฟัง” เป็นเวลาสั้น ๆ เพื่อประโยชน์แห่งการไม่สูญเสียพระพรไป แต่ความวิตกกังวลของพวกเขาที่จะได้รับการอวยพร และความเกรงกลัวความพินาศและการเข้าสู่บึงไฟที่กำลังลุกไหม้นั้นไม่มีวันถูกปิดบังไว้ได้ ขณะที่วันของเราใกล้เข้ามา ความอยากของพวกเขาก็แรงกล้าขึ้นอย่างไม่สั่นคลอน และยิ่งความวิบัติใหญ่หลวงมากขึ้นเท่าใด มันจะยิ่งทำให้พวกเขาอับจนหนทางมากขึ้นเท่านั้น โดยไม่รู้จะเริ่มต้นตรงไหนที่จะทำให้เราชื่นบานและเพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสียพระพรที่พวกเขาโหยหามานาน ผู้คนเช่นนี้ใจจดใจจ่อที่จะลงมือกระทำการรับใช้ในฐานะกองหน้าทันทีที่มือของเราเริ่มงานของมัน พวกเขาคิดเพียงการโถมประดังกันไปยังแนวหน้าของกองทหาร กลัวอยู่ลึกๆ ว่าเราจะไม่เห็นพวกเขา พวกเขาทำและพูดสิ่งซึ่งพวกเขาคิดว่าถูกต้อง ไม่เคยรู้ว่าความประพฤติและการกระทำทั้งหลายของพวกเขาไม่เคยสัมพันธ์กับความจริงเลย และไม่เคยรู้ว่าความประพฤติของพวกเขามีแต่จะขัดจังหวะและแทรกแซงแผนการของเรา พวกเขาอาจได้ใช้ความพยายามอย่างใหญ่หลวงแล้ว และอาจมีความมีเจตจำนงและเจตนาอันแท้จริงที่จะสู้ทนความยากลำบาก แต่ไม่มีสิ่งใดที่พวกเขาทำเกี่ยวข้องกับเราเลย เพราะเราไม่เคยเห็นว่าความประพฤติของพวกเขามาจากเจตนาที่ดี นับประสาอะไรกับที่เราจะได้เห็นพวกเขาวางสิ่งใดก็ตามบนแท่นบูชาของเรา เช่นนั้นคือความประพฤติซึ่งพวกเขาได้ทำลงไปต่อหน้าเราในช่วงหลายปีมานี้

ตัดตอนมาจาก “พวกเจ้าควรจะพิจารณาความประพฤติทั้งหลายของเจ้า” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 354

แรกเริ่มเดิมที เราได้ปรารถนาที่จะจัดหาความจริงให้แก่พวกเจ้ามากขึ้น แต่เราจำเป็นต้องยับยั้งตัวเองจากเรื่องนี้เพราะท่าทีของพวกเจ้าที่มีต่อความจริงนั้นช่างเย็นชาและไม่แยแสมากเกินไป เราไม่ปรารถนาให้ความพยายามของเราต้องสูญเปล่า และเราไม่ปรารถนาที่จะได้เห็นผู้คนซึ่งยึดถือวจนะของเราแต่ทว่ากลับทำในสิ่งซึ่งต้านทานเรา ให้ร้ายเรา และหมิ่นประมาทเราในทุกด้าน เพราะท่าทีของพวกเจ้าและสภาวะความเป็นมนุษย์ของพวกเจ้า เราจึงแค่จัดหาส่วนที่เล็กและสำคัญมากส่วนหนึ่งของวจนะของเรา ให้แก่พวกเจ้า ซึ่งทำหน้าที่เป็นงานด้านการทดสอบของเราท่ามกลางมวลมนุษย์เพื่อพวกเจ้า เพียงบัดนี้เท่านั้นที่เราได้ยืนยันว่าการตัดสินใจทั้งหลายและแผนการที่เราได้ทำนั้นเหมาะกับความต้องการที่จำเป็นทั้งหลายของพวกเจ้า และยิ่งไปกว่านั้น ยืนยันว่าท่าทีของเราต่อมวลมนุษย์เป็นท่าทีที่ถูกต้อง ประพฤติกรรมของพวกเจ้าต่อหน้าเราในเวลาหลายปีนี้ได้ให้คำตอบที่ไม่เคยมีมาก่อนแก่เรา และคำถามสำหรับคำตอบนี้ก็คือว่า “อะไรคือท่าทีของมนุษย์ต่อหน้าความจริงและเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเที่ยงแท้?” ความพยายามทั้งหลายที่เราได้อุทิศให้แก่มนุษย์พิสูจน์เนื้อแท้ของความรักของเราสำหรับมนุษย์ และทุกๆ การกระทำของมนุษย์ต่อหน้าเราก็พิสูจน์ธาตุแท้ของเขาในการเกลียดที่มีต่อความจริงและการต่อต้านที่มีต่อเรา ตลอดเวลานั้น เราเป็นห่วงทุกคนที่ติดตามเรา ทว่าไม่มียามใดเลยที่บรรดาผู้ซึ่งติดตามเราสามารถรับวจนะของเราได้ พวกเขาไม่สามารถแม้กระทั่งยอมรับการเสนอแนะทั้งหลายของเรา นี่คือสิ่งที่ทำให้เราเศร้าใจมากที่สุด ไม่มีใครเคยสามารถเข้าใจเราได้ และยิ่งไปกว่านั้น ไม่เคยมีใครสามารถยอมรับเราได้ แม้ว่าท่าทีของเรานั้นจริงใจ และวจนะของเรานั้นอ่อนโยนก็ตาม ทุกๆ คนพยายามทำงานที่เราได้ไว้วางใจมอบหมายให้พวกเขาตามแนวคิดของพวกเขาเอง พวกเขาไม่แสวงหาเจตนาทั้งหลายของเรา ไม่ต้องไปพูดถึงเลยว่าพวกเขาจะถามว่าเราพึงประสงค์สิ่งใดจากพวกเขา พวกเขายังคงกล่าวอ้างว่ารับใช้เราอย่างจงรักภักดี ในทุกขณะที่พวกเขาเป็นกบฏต่อเรา หลายคนเชื่อว่าความจริงทั้งหลายที่พวกเขายอมรับไม่ได้หรือที่พวกเขาไม่สามารถฝึกฝนปฏิบัติได้นั้นไม่ใช่ความจริง ในผู้คนเช่นนี้ ความจริงของเรากลายเป็นอะไรบางอย่างซึ่งถูกปฏิเสธและถูกปัดทิ้ง ในเวลาเดียวกัน ผู้คนระลึกถึงเราในฐานะพระเจ้าในวจนะ ทั้งยังเชื่ออีกด้วยว่าเราเป็นคนนอกผู้ซึ่งไม่ใช่ความจริง ไม่ใช่หนทาง หรือชีวิต ไม่มีใครรู้ความจริงนี้ว่า วจนะของเราคือความจริงที่ไม่เปลี่ยนแปลงตลอดกาล เราคือการจัดหาของชีวิตสำหรับมนุษย์และเป็นผู้นำทางเพียงคนเดียวเท่านั้นสำหรับมวลมนุษย์ ค่าและความหมายของวจนะของเราไม่ได้กำหนดพิจารณาจากการที่ว่า วจนะเหล่านั้นเป็นที่ระลึกรู้หรือยอมรับโดยมวลมนุษย์หรือไม่ แต่พิจารณาจากสาระสำคัญของวจนะเหล่านั้นเอง ต่อให้ไม่มีบุคคลสักคนเดียวบนแผ่นดินโลกนี้ที่สามารถรับวจนะของเราไว้ได้ คุณค่าของวจนะของเราและความช่วยเหลือของวจนะเหล่านั้นต่อมวลมนุษย์ก็ไม่อาจประเมินค่าได้ไม่ว่ากับมนุษย์คนใด ดังนั้น เมื่อเผชิญกับผู้คนจำนวนมากที่เป็นกบฏต่อ ปฏิเสธ หรือเหยียดหยามวจนะของเราอย่างถึงที่สุด จุดยืนของเราเป็นเพียงเช่นนี้เท่านั้นคือ ปล่อยให้เวลาและข้อเท็จจริงทั้งหลายเป็นพยานของเราและแสดงให้เห็นว่าวจนะของเราเป็นความจริง เป็นหนทาง และเป็นชีวิต ปล่อยให้เวลาและข้อเท็จจริงทั้งหลายแสดงให้เห็นว่าทั้งหมดที่เราได้พูดนั้นถูก แสดงให้เห็นว่ามันคือสิ่งซึ่งมนุษย์ควรได้รับการจัดให้มี และยิ่งไปกว่านั้นคือ สิ่งซึ่งมนุษย์ควรยอมรับ เราจะยอมให้ทุกคนที่ติดตามเรารู้ข้อเท็จจริงนี้ว่า พวกที่ไม่สามารถยอมรับวจนะของเราได้อย่างครบถ้วน พวกที่ไม่สามารถนำวจนะของเราไปฝึกฝนปฏิบัติได้ พวกที่ไม่สามารถค้นหาจุดประสงค์ในวจนะของเราได้ และพวกที่ไม่สามารถได้รับความรอดเพราะวจนะของเรา คือพวกที่ได้ถูกกล่าวโทษโดยวจนะของเราและยิ่งไปกว่านั้นคือ ได้สูญเสียความรอดของเรา และไม้เรียวของเราจะไม่มีวันห่างจากพวกเขาเลย

ตัดตอนมาจาก “พวกเจ้าควรจะพิจารณาความประพฤติทั้งหลายของเจ้า” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 355

เป็นเพราะการประดิษฐ์คิดค้นทางศาสตร์สังคมต่างๆ ของมวลมนุษย์ จิตใจของมนุษย์ได้กลับกลายเป็นถูกจับจองด้วยวิชาและความรู้ จากนั้นวิชาและความรู้ก็ได้กลายเป็นเครื่องมือสำหรับการปกครองมวลมนุษย์ และไม่มีพื้นที่พอเพียงสำหรับมนุษย์ที่จะนมัสการพระเจ้าอีกต่อไป และไม่มีสภาพเงื่อนไขที่เอื้ออำนวยต่อการนมัสการพระเจ้าอีกแล้ว ฐานะของพระเจ้าได้จมต่ำลงทุกทีในหัวใจของมนุษย์ เมื่อปราศจากพระเจ้าในหัวใจเขา โลกภายในของมนุษย์ย่อมมืดมน สิ้นหวัง และว่างเปล่า ภายหลังต่อมาบรรดานักสังคมศาสตร์ นักประวัติศาสตร์ และนักการเมืองมากมายได้ออกมาเปิดตัว แสดงทฤษฏีทางศาสตร์สังคมต่างๆ ทฤษฏีแห่งวิวัฒนาการมนุษย์ และทฤษฏีอื่นๆ สารพัดซึ่งขัดแย้งกับความจริงที่ว่า พระเจ้าได้ทรงสร้างมนุษย์ขึ้นมา ทรงเติมหัวใจและจิตใจให้แก่มวลมนุษย์ และเช่นนี้เอง ผู้คนซึ่งเชื่อว่า พระเจ้าทรงสร้างทุกสิ่งทุกอย่างจึงกลับกลายน้อยลงตลอดเวลา และบรรดาผู้ที่เชื่อในทฤษฏีวิวัฒนาการกลับมีจำนวนมากขึ้นตลอดเวลา ผู้คนปฏิบัติต่อบันทึกต่างๆ เกี่ยวกับงานของพระเจ้าและพระวจนะของพระองค์ในระหว่างยุคแห่งพันธสัญญาเดิมราวกับเป็นนิทานปรัมปราและตำนานมากขึ้นทุกที ในหัวใจของพวกเขา ผู้คนกลับกลายเป็นไม่แยแสต่อความทรงเกียรติและความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า ต่อหลักความเชื่อที่ว่าพระเจ้าทรงดำรงอยู่และทรงอำนาจครอบครองเหนือสรรพสิ่งทั้งมวล ความอยู่รอดของมวลมนุษย์และชะตากรรมของประเทศต่างๆ และชนชาติต่างๆ ไม่มีความสำคัญกับพวกเขาอีกต่อไป และมนุษย์มีชีวิตอยู่ในโลกอันกลวงเป็นโพรงที่กังวลใส่ใจเพียงเรื่องการกิน การดื่ม และการวิ่งไล่ตามความหรรษายินดี…มีผู้คนน้อยนิดที่คิดได้เองในการที่จะเสาะแสวงว่า พระเจ้าทรงปฏิบัติงานของพระองค์อยู่ ณ ที่ใด หรือมองดูว่า พระองค์ทรงจัดการเตรียมการและเป็นประธานเหนือบั้นปลายของมนุษย์อย่างไร และเช่นนี้เอง อารยธรรมของมนุษย์จึงกลายเป็นว่าสามารถสอดรับกับความปรารถนาของมนุษย์ได้น้อยลงทุกที โดยที่มนุษย์มิได้รู้ตัวเลย และมิหนำซ้ำยังมีผู้คนมากมายที่รู้สึกว่า พวกเขามีความสุขในการใช้ชีวิตในโลกแบบนี้น้อยกว่าบรรดาผู้ที่ตายจากไปแล้วเสียอีก แม้แต่ประชาชนของประเทศต่างๆ ที่เคยมีอารยธรรมสูงส่งก็ยังออกมาแสดงความคับข้องใจดังกล่าว ด้วยความที่ปราศจากการทรงนำของพระเจ้า ไม่สำคัญว่าบรรดานักปกครองและนักสังคมศาสตร์ จะขบคิดกันจนสมองแทบแตกอย่างไร ในอันที่จะรักษาอารยธรรมของมนุษย์เอาไว้ ก็เป็นการไร้ประโยชน์ ไม่มีใครสามารถเติมเต็มความว่างเปล่าในหัวใจของมนุษย์ได้ เนื่องเพราะไม่มีใครสามารถเป็นชีวิตของมนุษย์ได้ และไม่มีทฤษฏีเชิงสังคมข้อไหนที่สามารถปลดปล่อยมนุษย์ออกจากความว่างเปล่าที่เขากำลังทนทรมาน ทั้งวิชา ความรู้ อิสรภาพ ประชาธิปไตย ความสบาย ความสะดวก เหล่านี้ล้วนนำการปลอบประโลมมาสู่มนุษย์ได้เพียงชั่วคราว ต่อให้มีสิ่งเหล่านี้ มนุษย์ก็จะยังคงมีบาปและจะยังคร่ำครวญถึงความไม่เป็นธรรมของสังคมอยู่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถยับยั้งความอยากและความต้องการของมนุษย์ในการที่จะสำรวจค้นคว้าได้ นี่เป็นเพราะมนุษย์ได้ถูกสร้างขึ้นโดยพระเจ้า และการสำรวจค้นคว้าและอุทิศทุ่มเทอย่างไร้สติของมนุษย์ ทำได้แค่เพียงนำไปสู่ความเศร้าหมองที่มากขึ้นเท่านั้น และทำได้เพียงเป็นต้นเหตุให้มนุษย์ดำรงอยู่ในสภาวะแห่งความหวาดกลัวตลอดเวลาเท่านั้น โดยไม่รู้ว่าจะเผชิญหน้ากับอนาคตของมวลมนุษย์อย่างไร หรือจะเผชิญหน้ากับเส้นทางที่ทอดยาวอยู่เบื้องหน้าอย่างไร มนุษย์จะถึงขั้นกลายเป็นหวาดกลัวต่อวิชาและความรู้ และยิ่งจะหวาดกลัวความรู้สึกว่างเปล่า ในโลกใบนี้ เจ้าไม่สามารถหลีกหนีชะตากรรมของมนุษยชาติได้โดยเด็ดขาด โดยไม่ต้องคำนึงว่า เจ้าใช้ชีวิตอยู่ในประเทศเสรีหรือในประเทศที่ปราศจากสิทธิมนุษยชน ไม่ว่าเจ้าจะเป็นผู้ปกครองหรือผู้ถูกปกครอง เจ้าก็ไม่สามารถหลีกหนีความต้องการที่จะค้นคว้าเปิดเผยชะตากรรม ความล้ำลึก และบั้นปลายของมวลมนุษย์ได้ นับประสาอะไรกับการที่เจ้าจะสามารถหลีกหนีไปได้จากสำนึกอันว้าวุ่นสับสนแห่งความว่างเปล่า ปรากฏการณ์ดังกล่าว ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นปกติในหมู่มวลมนุษย์ทั้งปวง ได้ถูกนักสังคมศาสตร์เรียกว่าปรากฏการณ์ทางสังคม แต่กระนั้น ก็ยังไม่มีมนุษย์ผู้ยิ่งใหญ่คนใดสามารถออกมาแสดงตนเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ไม่ว่าจะอย่างไรท้ายที่สุดแล้ว มนุษย์ก็คือมนุษย์ และไม่มีมนุษย์คนใดที่สามารถมาแทนที่ตำแหน่งและชีวิตของพระเจ้าได้ มวลมนุษย์ไม่เพียงพึงต้องมีสังคมที่ยุติธรรมซึ่งทุกคนถูกบำรุงบำเรออย่างดี และมีอิสรภาพและความเสมอภาค สิ่งที่มวลมนุษย์จำเป็นต้องมีคือ ความรอดของพระเจ้าและการจัดเตรียมชีวิตของพระองค์ที่มีให้แก่พวกเขา มีเพียงยามที่มนุษย์ได้รับการจัดเตรียมชีวิตของพระเจ้าและความรอดของพระองค์แล้วเท่านั้น ที่ความต้องการที่จำเป็นต่างๆ ความโหยหาที่จะค้นคว้าเปิดเผย และความว่างเปล่าทางจิตวิญญาณของมนุษย์จะสามารถได้รับการแก้ไข หากประชาชนของประเทศหนึ่งหรือชนชาติหนึ่ง ไม่สามารถได้รับความรอดและความเอาใจใส่ของพระเจ้าแล้วไซร้ ประเทศหรือชนชาติดังกล่าวก็จะต้องย่ำเท้าไปบนถนนสู่ความพินาศย่อยยับ ตรงสู่ความมืดมิด และจะถูกทำลายล้างโดยพระเจ้า

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าทรงเป็นประธานเหนือชะตากรรมของมวลมนุษย์ทั้งปวง” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 356

มีความลับมากมายมหาศาลในหัวใจของเจ้าที่เจ้าหาเคยไหวตัวรับรู้ไม่ ด้วยตัวเจ้านั้นดำรงชีพอยู่ในโลกที่ไร้ซึ่งความสว่าง หัวใจของเจ้าและจิตวิญญาณของเจ้าได้ถูกมารร้ายกระชากเอาไป ดวงตาของเจ้าถูกบดบังด้วยความมืดมิด จนเจ้าไม่สามารถมองเห็นได้ทั้งดวงอาทิตย์บนท้องฟ้าและดวงดาราที่กระพริบพรายยามราตรี หูของเจ้านั้นเล่าก็อุดตันไปด้วยเล่ห์ลิ้นคำลวง จนเจ้าไม่สามารถจะสำเหนียกทั้งพระสุรเสียงอันก้องกัมปนาทของพระยาห์เวห์ และเสียงธาราที่หลั่งรินลงมาจากพระบัลลังก์ เจ้าสูญสิ้นแล้วซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นของเจ้าโดยชอบธรรม ทุกสิ่งทุกอย่างที่องค์ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ได้ประทานแก่เจ้า เจ้าได้ก้าวเข้าสู่ท้องทะเลแห่งความทุกข์ร้อนที่ไม่รู้จบ ปราศจากพลังอำนาจที่จะกู้ชีวิตคืนมา ไร้ความหวังที่จะได้รอดชีวิตกลับมา และสิ่งที่เจ้าพึงทำได้ก็คือการกระเสือกกระสนและเร่งร้อนลุกลนอยู่ตลอดเวลาเท่านั้น จากช่วงเวลานั้นเป็นต้นมา เจ้าได้ถูกมารกำหนดชะตาให้เผชิญกับความทุกข์ร้อน ห่างไกลจากพระพรขององค์ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ไกลเกินกว่าการจัดเตรียมขององค์ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์จะเอื้อมถึง ขณะล่องดิ่งไปบนถนนสายที่ไม่มีวันย้อนคืน ต่อให้เสียงเพรียกร้องนับล้านก็แทบมิอาจปลุกเร้าหัวใจและจิตวิญญาณของเจ้าให้ตื่นขึ้นมาได้ เจ้าหลับใหลล้ำลึกอยู่ในอุ้งมือของมารร้ายที่ล่อลวงเจ้าเข้าไปสู่อาณาจักรไร้เขตคั่นโดยปราศจากการชี้ทางหรือป้ายบอกทาง นับแต่นี้ไป เจ้าได้สูญสิ้นแล้วซึ่งความบริสุทธิ์และความไร้เดียงสาของเจ้าที่มีมาแต่ดั้งเดิม และเริ่มที่จะหลบเลี่ยงการเอาพระทัยใส่ขององค์ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ มารร้ายได้เข้าควบคุมบังคับทิศทางทุกเรื่องราวภายในหัวใจของเจ้าและได้กลายเป็นชีวิตของเจ้าไปแล้ว เจ้าเลิกหวาดกลัวมัน หลีกเลี่ยงมัน หรือกังขาในตัวมันอีกต่อไป แทนที่จะเป็นเช่นนั้น เจ้ากลับปฏิบัติต่อมันดุจเป็นพระเจ้าในใจของเจ้า เจ้าเริ่มเคารพมัน สักการะบูชามัน และเจ้าทั้งสองก็กลายเป็นสิ่งที่แยกจากกันไม่ออกเฉกเช่นร่างกับเงา ผูกมัดกันและกันในชีวิตเช่นเดียวกับในความตาย เจ้าไม่รู้เลยว่าเจ้ามาจากที่ไหน เจ้าเกิดมาทำไม หรือเหตุใดเจ้าจึงจะต้องตาย เจ้ามององค์ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ราวกับคนแปลกหน้า เจ้าไม่รู้แม้กระทั่งต้นกำเนิดของพระองค์ คงไม่ต้องพูดเลยว่า เจ้าจะรู้ในสิ่งที่พระองค์ทรงทำให้กับเจ้า ทุกสิ่งทุกอย่างที่มาจากพระองค์ได้กลายเป็นสิ่งที่น่าชิงชังสำหรับเจ้าไปแล้ว เจ้าทั้งไม่เชิดชูและรู้ในคุณค่าของมัน เจ้าเดินเคียงคู่ไปกับมารร้ายนับแต่วันที่เจ้าได้รับการทรงจัดเตรียมขององค์ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ เจ้าได้สู้ทนหลายพันปีแห่งมรสุมและพายุพิโรธทั้งหลายไปกับเจ้ามารร้ายนั่น และยืนหยัดเคียงข้างกับมันต่อต้านพระเจ้าผู้เป็นแหล่งกำเนิดแห่งชีวิตเจ้า เจ้าไม่รู้จักการกลับใจเอาเสียเลย คงไม่ต้องพูดเลยว่า เจ้าได้มาถึงสุดขอบแห่งการพินาศแล้ว เจ้าลืมสิ้นแล้วว่า มารร้ายได้ล่อลวงเจ้าให้หลงผิดและประสบความทุกข์ร้อน เจ้าลืมต้นกำเนิดของตนจนหมดสิ้นแล้ว ด้วยเหตุนี้มารร้ายจึงสามารถสร้างความทุกข์ร้อนให้เจ้าได้ในทุกย่างก้าวบนเส้นทางจวบกระทั่งถึงปัจจุบัน หัวใจของเจ้าและจิตวิญญาณของเจ้าถูกทำให้เสื่อมสลายและด้านชาไม่รู้สึกรู้สา เจ้าหยุดพร่ำบ่นเกี่ยวกับสิ่งไม่สบอารมณ์ทั้งหลายของโลกมนุษย์ เจ้าไม่เชื่ออีกต่อไปแล้วว่าโลกนี้ไม่ยุติธรรม นับประสาอะไรที่เจ้าจะสนใจว่า องค์ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์จะทรงดำรงอยู่หรือไม่ นี่ก็เป็นเพราะ นานมาแล้วที่ตัวเจ้าถือเอามารร้ายเป็นบิดาที่แท้จริงของเจ้าและไม่สามารถแยกตัวจากมันได้ นี่แหละความลับที่อยู่ภายในหัวใจของเจ้า

เมื่อรุ่งอรุณมาเยือน ดาวอรุณเริ่มส่องประกายอยู่ทางทิศตะวันออก มันเป็นดาวดวงที่ไม่เคยปรากฏอยู่ตรงนั้นมาก่อน และมันก็ส่องประกายให้กับผืนฟ้าที่นิ่งสงบเป็นประกายระยิบระยับ จุดประกายให้กับหัวใจมนุษย์ที่ดับแสงไปแล้ว มนุษย์ไม่เดียวดายอีกต่อไป ต้องขอบคุณความสว่างที่ส่องกระจ่างให้กับตัวเจ้าและคนอื่นๆ เหมือนๆ กัน กระนั้น ก็ยังมีแต่ตัวเจ้าผู้เดียวที่ก็ยังหลับลึกอยู่ในราตรีอันมืดมิด เจ้าไม่สดับสำเนียงใดๆ และมองไม่เห็นความสว่างใดๆ เจ้าไม่ได้ไหวตัวรับรู้การมาถึงของโลกและสวรรค์ใหม่ ยุคใหม่ เนื่องเพราะบิดาของเจ้าบอกกับเจ้าว่า “ลูกพ่อ อย่าเพิ่งตื่น มันยังเช้าตรู่อยู่เลย อากาศก็หนาวเย็น อย่าออกไปข้างนอกเลย จะได้ไม่โดนหอกดาบแทงตา” เจ้าเชื่อใจเพียงคำตักเตือนท้วงติงของบิดาเจ้าเท่านั้นเพราะเจ้าเชื่อว่า มีแต่บิดาเจ้าเท่านั้นที่ถูกต้อง เนื่องจากบิดาเจ้าแก่กว่าเจ้า และเขารักเจ้าอย่างสุดซึ้ง คำตักเตือนท้วงติงเหล่านั้นและความรักแบบนั้น ทำให้เจ้าเลิกเชื่อถือตำนานที่ว่า ในโลกนี้มีความสว่าง คำตักเตือนท้วงติงและความรักเช่นนั้นทำให้เจ้าเลิกสนใจว่า ความสัตย์จริงยังคงมีอยู่ในโลกใบนี้หรือไม่ เจ้าไม่กล้าตั้งความหวังว่าจะได้รับการกอบกู้ชีวิตคืนโดยองค์ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์อีกต่อไป เจ้าพึงใจแล้วกับสภาพการณ์ที่เป็นอยู่ ณ ปัจจุบันเจ้าไม่ตั้งความหวังต่อการมาถึงของความสว่างอีกต่อไป ไม่สอดส่องมองหาการมาขององค์ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตามที่ถูกบอกเล่าไว้ในตำนานอีกต่อไปแล้ว เท่าที่เจ้ารู้ สิ่งสวยงามทั้งหลายไม่อาจฟื้นคืนมาได้ มันไม่สามารถดำรงอยู่ได้ ในสายตาของเจ้า วันพรุ่งนี้ของมวลมนุษย์ อนาคตของมวลมนุษย์ จะหายวับไปอย่างไร้ร่องรอย เจ้าใช้พละกำลังทั้งหมดที่เจ้ามี เกาะติดชายเสื้อผ้าของบิดาเจ้า สำราญเริงร่าที่ได้ฟันฝ่าความยากลำบากไปด้วยกัน ด้วยหวาดกลัวว่า จะสูญเสียเพื่อนร่วมทางและทิศทางสำหรับการเดินทางอันไกลโพ้นของเจ้าไป โลกมนุษย์อันสลัวเลือนรางและกว้างใหญ่ไพศาลได้สร้างพวกเจ้าขึ้นมาหลายรูปแบบที่ไม่ท้อถอยและหาญกล้าในการเติมบทบาททั้งหลายลงไปในโลกใบนี้ มันได้สร้าง “เหล่านักรบ” ผู้ไม่เกรงกริ่งต่อความตาย ที่มากไปกว่านั้นมันยังได้สร้างเหล่ามนุษย์ผู้ด้านชาและตายซากรุ่นแล้วรุ่นเล่า ผู้ซึ่งรู้เท่าไม่ถึงการณ์ในจุดประสงค์ของพระเจ้าที่ทรงสร้างพวกเขาขึ้นมา พระเนตรแห่งองค์ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ได้ทรงสำรวจตรวจดูสมาชิกของเผ่าพันธุ์มนุษย์ทุกๆ คนที่ประสบความทุกข์ทรมานอย่างล้ำลึก สิ่งที่พระองค์ทรงสดับก็คือ เสียงร้องร่ำคร่ำครวญของพวกที่กำลังทนทุกข์ทรมาน สิ่งที่พระองค์ทรงทอดพระเนตรเห็นก็คือความไร้ยางอายของพวกที่กำลังอยู่ในความทุกข์ร้อน และสิ่งที่พระองค์ทรงรู้สึกก็คือ ความอับจนหนทางและความหวาดหวั่นของมนุษย์ซึ่งได้สูญเสียพระคุณแห่งความรอดไปแล้ว มวลมนุษย์ปฏิเสธการเอาพระทัยใส่ของพระองค์โดยเลือกที่จะเดินไปตามเส้นทางของตนเอง และพยายามเลี่ยงหนีการสอดส่องจากพระเนตรของพระองค์ ชอบที่จะลิ้มลองรสชาติขมขื่นแห่งห้วงทะเลลึกโดยมีศัตรูเป็นผู้ร่วมวง ไปจนกว่าจะหมดสิ้นหยดสุดท้าย ไม่มีมนุษยชาติคนใดสำเหนียกในถึงเสียงทอดถอนพระทัยขององค์ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์อีกต่อไป ไม่มีอีกต่อไปแล้วที่องค์ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์จะทรงเต็มพระทัยที่จะยื่นพระหัตถ์ปลอบประโลมมนุษยชาติผู้โศกเศร้า ครั้งแล้วครั้งเล่าที่พระองค์ทรงได้มนุษย์กลับคืนมา และครั้งแล้วครั้งเล่าที่พระองค์ทรงสูญเสียพวกเขาไปอีกครั้ง ดังนั้น นี่จึงเป็นงานที่พระองค์ทรงปฏิบัติซ้ำแล้วซ้ำเล่า จากช่วงเวลานั้นเองที่พระองค์ทรงเริ่มเหน็ดเหนื่อยและรู้สึกอ่อนล้า ดังนั้น พระองค์จึงทรงหยุดพระราชกิจที่ทรงกระทำอยู่ และทรงหยุดที่จะดำเนินไปกลางหมู่มวลมนุษย์…มนุษย์หาได้ไหวตัวรับรู้การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ หาได้ไหวตัวรับรู้การเสด็จมาและเสด็จไป ทั้งความโทมนัสและความหมองหม่นพระทัยขององค์ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์แต่อย่างใดเลย

ตัดตอนมาจาก “การทอดถอนพระทัยขององค์ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 357

แม้การบริหารจัดการของพระเจ้านั้นมีความลึกซึ้ง แต่ก็มิได้อยู่เหนือการจับใจความได้ของมนุษย์ นี่เป็นเพราะว่า พระราชกิจทั้งปวงของพระเจ้าเชื่อมโยงกับการบริหารจัดการของพระองค์และพระราชกิจของพระองค์ในการช่วยมวลมนุษย์ให้รอด และเกี่ยวข้องกับชีวิต การดำเนินชีวิต และบั้นปลายของมวลมนุษย์ สามารถกล่าวได้ว่า พระราชกิจที่พระเจ้าทรงปฏิบัติท่ามกลางและบนมนุษย์นั้นสัมพันธ์กับชีวิตจริง และมีความหมายอย่างมาก เป็นสิ่งที่มนุษย์สามารถมองเห็นได้และผ่านประสบการณ์ได้ และไม่ใช่บางสิ่งที่เป็นนามธรรมโดยสิ้นเชิง หากมนุษย์ไม่มีความสามารถในการยอมรับพระราชกิจทั้งมวลที่พระเจ้าทรงปฏิบัติแล้วไซร้ อะไรเล่าคือนัยสำคัญแห่งพระราชกิจของพระองค์? และการบริหารจัดการดังกล่าวจะสามารถนำไปสู่ความรอดของมนุษย์ได้อย่างไร? ผู้ติดตามพระเจ้ามากมายเพียงห่วงกับวิธีที่จะได้รับพระพร หรือไม่ก็วิธีที่จะป้องกันยับยั้งการเกิดความวิบัติ ทันทีที่มีการเอ่ยถึงพระราชกิจและการบริหารจัดการของพระเจ้า พวกเขาจะเงียบกริบและหมดความสนใจไป พวกเขาคิดว่า การเข้าใจหัวข้อต่างๆ ดังกล่าวที่น่าเหนื่อยหน่ายเช่นนั้นจะไม่ช่วยให้ชีวิตของพวกเขาเติบโต หรือให้ผลประโยชน์ใดๆ ผลสืบเนื่องตามมาก็คือ แม้ว่าพวกเขาจะเคยได้ยินเกี่ยวกับการบริหารจัดการของพระเจ้ามาแล้ว พวกเขาก็ให้การใส่ใจเพียงน้อยนิด พวกเขาไม่ได้มองว่าเป็นบางสิ่งอันล้ำค่าที่ควรยอมรับ นับประสาอะไรที่พวกเขาจะรับไว้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตของพวกเขา ผู้คนเหล่านั้นมีเพียงจุดมุ่งหมายอันเรียบง่ายอยู่หนึ่งอย่างในการติดตามพระเจ้า และจุดมุ่งหมายนั้นก็คือ เพื่อที่จะได้รับพระพร ผู้คนดังกล่าวไม่พยายามที่จะให้การใส่ใจกับสิ่งอื่นใดที่ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับจุดมุ่งหมายนี้ สำหรับพวกเขาแล้ว ไม่มีเป้าหมายใดที่ถูกทำนองคลองธรรมมากไปกว่าการเชื่อในพระเจ้าเพื่อที่จะได้รับพระพร—นั่นคือคุณค่าแท้จริงของความเชื่อของพวกเขา หากบางสิ่งไม่มีส่วนช่วยให้จุดมุ่งหมายนี้สัมฤทธิ์ พวกเขาจะยังคงไม่มีอารมณ์ร่วมไปกับสิ่งนั้นโดยสิ้นเชิง นี่เป็นกรณีของผู้คนส่วนใหญ่ซึ่งเชื่อในพระเจ้าทุกวันนี้ จุดมุ่งหมายและเจตนาของพวกเขาดูเหมือนถูกต้องตามทำนองคลองธรรม เพราะในขณะที่พวกเขาเชื่อในพระเจ้า พวกเขาสละให้พระเจ้าทั้งหมด มอบอุทิศตนเองให้กับพระเจ้า และปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาด้วยเช่นกัน พวกเขายอมละทิ้งชีวิตวัยเยาว์ ละทิ้งครอบครัวและอาชีพการงาน และถึงขั้นใช้เวลาหลายปีจากบ้านไปผูกพันตัวเองกับกิจธุระมากมาย เพื่อเห็นแก่เป้าหมายสูงสุดของพวกเขา พวกเขาเปลี่ยนแปลงความสนใจต่างๆ ของตนเอง เปลี่ยนทัศนะของพวกเขาที่มีต่อชีวิต และถึงขั้นเปลี่ยนทิศทางที่พวกเขาแสวงหา กระนั้นพวกเขาก็ยังไม่สามารถเปลี่ยนจุดมุ่งหมายของการเชื่อในพระเจ้าของพวกเขาได้ พวกเขาวุ่นสาละวนกับการบริหารจัดการอุดมคติต่างๆ ของตัวพวกเขาเอง ไม่ว่าถนนเส้นนั้นจะยาวไกลเพียงใด ไม่ว่าความยากลำบากและอุปสรรคต่างๆ จะมากมายเพียงใดตลอดเส้นทางนั้น พวกเขายังคงยืนกรานและหาได้เกรงกลัวต่อความตายไม่ พลังอำนาจอะไรกันที่ขับดันพวกเขาให้มอบอุทิศตัวเองต่อไปในหนทางนี้? นี่คือมโนธรรมของพวกเขาอย่างนั้นหรือ? นี่คือบุคลิกลักษณะอันยิ่งใหญ่และสง่างามของพวกเขาอย่างนั้นหรือ? นี่คือความตั้งใจแน่วแน่ของพวกเขาที่จะสู้รบกับกองกำลังของความชั่วไปจนถึงที่สุดเลยหรือ? นี่คือความเชื่อของพวกเขาที่จะเป็นพยานต่อพระเจ้าโดยปราศจากการแสวงบำเหน็จรางวัลหรือ? นี่คือความจงรักภักดีของพวกเขาในความเต็มใจที่จะยอมละทิ้งทุกอย่างเพื่อสัมฤทธิ์ในน้ำพระทัยของพระเจ้าหรือ? หรือว่านี่คือจิตวิญญาณแห่งการอุทิศของพวกเขาที่จะละแล้วซึ่งความต้องการฟุ้งเฟ้อส่วนตัวอย่างนั้นหรือ? การที่บางคนซึ่งไม่เคยเข้าใจพระราชกิจแห่งการบริหารจัดการของพระเจ้าจะยังคงมอบให้อย่างมากมายนั้นเป็นเรื่องปาฏิหาริย์ชัดๆ! ณ ตอนนี้ พวกเราจงหยุดหารือกันเถิดว่า ผู้คนเหล่านี้ได้ให้มาแล้วเท่าไรแล้ว ไม่ว่าจะอย่างไร พฤติกรรมของพวกเขานั้นก็มีค่าควรแก่การวิเคราะห์ของพวกเราอย่างยิ่ง นอกเหนือไปจากผลประโยชน์ต่างๆ ที่สัมพันธ์ใกล้ชิดกับพวกเขาอย่างมากแล้ว พอจะสามารถมีเหตุผลอื่นใดไหมว่า เหตุใดผู้คนเหล่านี้ซึ่งไม่เคยเข้าใจพระเจ้าเลย จึงจะมอบให้พระองค์อย่างมากมาย? พวกเราค้นพบปัญหาหนึ่งซึ่งไม่เคยถูกระบุมาก่อนหน้าอยู่ในการนี้ นั่นก็คือ สัมพันธภาพของมนุษย์กับพระเจ้านั้นเป็นแค่สัมพันธภาพแห่งผลประโยชน์ของตนเองอย่างไม่มีอะไรปิดบัง เป็นสัมพันธภาพระหว่างผู้รับกับผู้ให้พร กล่าวอย่างง่ายๆ ก็คือ คล้ายกับสัมพันธภาพระหว่างลูกจ้างกับนายจ้าง ลูกจ้างทำงานเพียงเพื่อได้รับสินจ้างรางวัลที่นายจ้างมอบให้ ไม่มีเสน่หาใดเลยในสัมพันธภาพเช่นนี้ มีเพียงธุรกรรมแลกเปลี่ยนเท่านั้น ไม่มีการให้ความรัก หรือการได้รับความรัก มีเพียงการแบ่งปันและความปรานี ไม่มีความเข้าใจ มีเพียงความขัดเคืองคับข้องที่ถูกเก็บกดเอาไว้และความหลอกลวงเท่านั้น ไม่มีความใกล้ชิดสนิทสนม มีเพียงช่องว่างทางความนึกคิดที่ไม่อาจก้าวข้ามไปได้เท่านั้น บัดนี้เมื่อสิ่งต่างๆ ได้มาถึงจุดนี้ ใครเล่าที่สามารถเดินย้อนเส้นทางนั้นกลับไปได้? และมีผู้คนมากมายแค่ไหนที่สามารถเข้าใจได้อย่างแท้จริงว่า สัมพันธภาพนี้ได้กลับกลายมาถึงขีดสุดแล้วอย่างไร? เราเชื่อว่า เมื่อผู้คนชุ่มแช่ตัวเองอยู่ในความชื่นบานยินดีแห่งการได้รับพระพร ไม่มีใครเลยที่จะสามารถจินตนาการได้ว่า สัมพันธภาพกับพระเจ้าเช่นนั้นช่างน่าตะขิดตะขวงและไม่น่ามองเพียงไร

สิ่งที่น่าเศร้าที่สุดเกี่ยวกับความเชื่อในพระเจ้าของมวลมนุษย์ก็คือ การที่มนุษย์ดำเนินการบริหารจัดการของตัวเองท่ามกลางพระราชกิจของพระเจ้า และกระนั้นก็ยังไม่มีความใส่ใจทั้งสิ้นต่อการบริหารจัดการของพระเจ้า ในเวลาเดียวกับที่กำลังพยายามที่จะนบนอบต่อพระเจ้าและนมัสการพระองค์นั้น ความล้มเหลวที่ใหญ่ที่สุดของมนุษย์อยู่ตรงที่วิธีที่มนุษย์กำลังก่อร่างสร้างบั้นปลายในอุดมคติของเขาเองขึ้นมา และวาดโครงร่างว่าจะได้รับพระพรอันยิ่งใหญ่ที่สุดและบั้นปลายที่ดีที่สุดอย่างไร ต่อให้มีคนเข้าใจว่าพวกเขานั้นน่าสงสาร น่ารังเกียจ และน่าสมเพชอย่างไร จะมีสักกี่คนเล่าที่จะสามารถละทิ้งอุดมคติและความหวังเหล่านั้นได้โดยไม่ลังเล? และใครเล่าที่จะสามารถยับยั้งย่างก้าวของพวกเขาเองและหยุดคิดถึงแต่ตัวเองเท่านั้นได้? พระเจ้าทรงจำเป็นต้องมีบรรดาผู้ที่จะให้ความร่วมมือกับพระองค์อย่างใกล้ชิดเพื่อที่จะทำให้การบริหารจัดการของพระองค์เสร็จสิ้น พระองค์ทรงจำเป็นต้องมีบรรดาผู้ที่จะนบนอบต่อพระองค์โดยการอุทิศจิตใจและร่างกายทั้งหมดทั้งสิ้นของพวกเขาให้กับพระราชกิจแห่งการบริหารจัดการของพระองค์ พระองค์ไม่ทรงจำเป็นต้องมีผู้คนซึ่งยื่นมือออกมาขอรับจากพระองค์ทุกวัน ยิ่งพวกที่ให้มาเล็กน้อยแล้วรอรับบำเหน็จรางวัลนั้นยิ่งแล้วใหญ่ พระเจ้าทรงดูหมิ่นพวกที่มีส่วนช่วยสนับสนุนเพียงน้อยนิดแล้วก็หยุดพักอย่างพอใจในความสำเร็จของตัวเอง พระองค์ทรงเกลียดชังพวกผู้คนเลือดเย็นที่ไม่พอใจพระราชกิจแห่งการบริหารจัดการของพระองค์ และพูดคุยแต่เรื่องการไปสวรรค์และการได้รับพระพรเท่านั้น พระองค์ยิ่งทรงมีความเกลียดต่อพวกซึ่งฉวยผลประโยชน์จากโอกาสที่พระราชกิจซึ่งพระองค์ทรงกระทำในการช่วยมวลมนุษย์ให้รอดนำมาเสนอให้นั้นอย่างมากมายกว่าด้วยซ้ำ นั่นเป็นเพราะผู้คนเหล่านี้ไม่เคยเลยที่จะใส่ใจเกี่ยวกับสิ่งที่พระเจ้าทรงปรารถนาจะสัมฤทธิ์ผลและได้มาโดยผ่านทางพระราชกิจแห่งการบริหารจัดการของพระองค์ พวกเขาเพียงเป็นห่วงกับวิธีที่พวกเขาจะสามารถได้รับพระพรโดยอาศัยโอกาสที่จัดเตรียมโดยพระราชกิจของพระเจ้า พวกเขาไม่ใส่ใจเกี่ยวกับพระหทัยของพระเจ้า ด้วยความที่หมกมุ่นเต็มที่อยู่กับความสำเร็จที่คาดว่าน่าจะเป็นไปได้และชะตากรรมของพวกเขาเอง พวกที่คับแค้นใจในพระราชกิจแห่งการบริหารจัดการของพระเจ้าและขาดแม้กระทั่งความสนใจอันแผ่วบางที่สุดในวิธีที่พระเจ้าทรงช่วยมวลมนุษย์ให้รอด และน้ำพระทัยของพระองค์นั้น ก็แค่กำลังทำในสิ่งที่พวกเขาพอใจ ในวิถีทางที่แยกออกจากพระราชกิจแห่งการบริหารจัดการของพระเจ้าเท่านั้น พฤติกรรมของพวกเขานั้นไม่ได้รับการจดจำหรือรับรองโดยพระเจ้า—ยิ่งไม่ต้องพูดเลยว่า พระเจ้าจะทรงมองอย่างโปรดปราน

ตัดตอนมาจาก “มนุษย์สามารถได้รับการช่วยให้รอดท่ามกลางการบริหารจัดการของพระเจ้าเท่านั้น” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 358

อีกไม่นาน งานของเราก็จะเสร็จสิ้น และเวลาหลายปีที่มีร่วมกันก็ได้กลายเป็นความทรงจำซึ่งไม่สามารถทนได้ เราได้ทวนซ้ำคำพูดของเราอย่างไม่หยุดหย่อน และเปิดเผยงานใหม่ของเราอย่างแน่วแน่ แน่นอนว่า คำแนะนำของเราเป็นส่วนประกอบที่จำเป็นของงานแต่ละชิ้นที่เราทำ ปราศจากคำปรึกษาของเราแล้ว พวกเจ้าทั้งหมดคงเร่ร่อนหลงทางและอาจถึงขั้นพบว่าตัวเองอับจนหนทางโดยสิ้นเชิง งานของเราตอนนี้ใกล้จะเสร็จสิ้นแล้วและอยู่ในช่วงระยะสุดท้าย เรายังคงปรารถนาจะทำงานในการให้คำปรึกษา นั่นคือเพื่อมอบถ้อยคำแห่งคำแนะนำให้พวกเจ้าได้ยิน เราหวังเพียงว่า พวกเจ้าจะสามารถที่จะไม่ปล่อยให้ความเจ็บปวดที่เราได้รับมาต้องเสียเปล่า และที่มากไปกว่านั้น หวังว่าพวกเจ้าสามารถเข้าใจถึงการใจใส่อันรอบคอบที่เราได้รับมา และปฏิบัติต่อคำพูดของเราดั่งรากฐานของวิธีการที่พวกเจ้าประพฤติตนในฐานะมนุษย์ ไม่ว่าคำพูดเหล่านั้นจะเป็นคำพูดประเภทที่พวกเจ้าเต็มใจที่จะฟังหรือไม่ ไม่ว่าพวกเจ้าจะสุขสำราญกับการยอมรับคำพูดเหล่านั้นหรือสามารถเพียงยอมรับคำพูดเหล่านั้นด้วยความอึดอัด เจ้าก็ต้องปฏิบัติต่อคำพูดเหล่านั้นอย่างเคร่งครัด มิเช่นนั้น อุปนิสัยกับพฤติกรรมที่เรื่อยเปื่อยและไม่เอาใจใส่ของพวกเจ้าจะทำให้เราอารมณ์เสียอย่างจริงจัง และแน่นอนว่า ทำให้เรารังเกียจด้วย เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า พวกเจ้าทั้งหมดจะสามารถอ่านคำพูดของเราซ้ำแล้วซ้ำอีก—เป็นพัน ๆ ครั้ง—และหวังว่าพวกเจ้าอาจจะถึงขั้นได้มาจำคำพูดเหล่านั้นได้ขึ้นใจ มีเพียงในหนทางนี้เท่านั้นที่เจ้าจะสามารถที่จะไม่ล้มเหลวต่อความคาดหวังหลาย ๆ อย่างของเราที่มีต่อพวกเจ้า อย่างไรก็ดี ไม่มีพวกเจ้าคนใดเลยที่กำลังใช้ชีวิตเช่นนี้ในขณะนี้ ในทางกลับกัน พวกเจ้าทั้งหมดล้วนหมกมุ่นอยู่ในชีวิตเสเพล ชีวิตแห่งการกินดื่มตามที่ใจของเจ้าต้องการ และไม่มีเจ้าสักคนใช้คำพูดของเราเพื่อทำให้หัวใจและวิญญาณของเจ้ามีคุณค่ามากขึ้น ด้วยเหตุผลนี้ เราจึงได้ข้อสรุปเกี่ยวกับโฉมหน้าที่แท้จริงของมนุษยชาติ กล่าวคือ มนุษย์สามารถทรยศเราได้ทุกเวลา และไม่มีใครเลยที่จะสามารถศรัทธาต่อคำพูดของเราอย่างสิ้นเชิง

“มนุษย์ได้ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามเสียจนเขาไม่มีภาพลักษณ์ของมนุษย์อีกต่อไป” ผู้คนส่วนใหญ่ในเวลานี้จำวลีดังกล่าวได้บางส่วน เราพูดการนี้เพราะว่า “การจำได้” ที่เราอ้างถึงเป็นเพียงแค่การรับรู้แบบผิวเผินประเภทหนึ่งเท่านั้น ซึ่งตรงข้ามกับความรู้ที่แท้จริง เพราะไม่มีเจ้าสักคนที่สามารถประเมินตัวเจ้าเองได้แม่นยำหรือวิเคราะห์ตัวเจ้าเองได้อย่างละเอียดถี่ถ้วน พวกเจ้ายังคงกำกวมเรื่องคำพูดของเรา แต่ครั้งนี้ เรากำลังใช้ข้อเท็จจริงหลายประการเพื่ออธิบายปัญหาสาหัสที่สุดที่มีอยู่ภายในตัวพวกเจ้า ปัญหานั้นคือการทรยศ พวกเจ้าทั้งหมดล้วนคุ้นเคยกับคำว่า “การทรยศ” เพราะผู้คนส่วนใหญ่เคยทำบางสิ่งบางอย่างที่เป็นการทรยศต่อผู้อื่น เช่น สามีทรยศภรรยาของเขา ภรรยาทรยศสามีของเธอ บุตรชายทรยศบิดาของเขา บุตรสาวทรยศมารดาของเธอ ทาสทรยศนายของเขา เพื่อนทรยศกันและกัน ญาติทรยศกันและกัน คนขายทรยศคนซื้อ และอื่น ๆ ตัวอย่างทั้งหมดนี้ประกอบด้วยแก่นสารของการทรยศ สรุปสั้น ๆ ก็คือ การทรยศเป็นรูปแบบหนึ่งของพฤติกรรมที่มีการผิดสัญญา ละเมิดหลักปฏิบัติทางศีลธรรม หรือกระทำการในทางตรงกันข้ามกับจริยธรรมของมนุษย์ เป็นการพิสูจน์ความสูญเสียของสภาวะความเป็นมนุษย์ พูดโดยรวม ๆ ในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่ได้เกิดมาในโลกใบนี้ เจ้าจะได้ทำอะไรบางอย่างที่ประกอบขึ้นเป็นการทรยศต่อความจริงแล้ว ไม่สำคัญว่าเจ้าจะจำได้หรือไม่ว่าเคยทำบางอย่างเพื่อทรยศต่อบุคคลอื่น หรือว่าเจ้าเคยทรยศต่อผู้อื่นมาแล้วหลายครั้งก่อนหน้านี้ ในเมื่อเจ้าสามารถทรยศบิดามารดาหรือเพื่อน ๆ ของเจ้าได้ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็สามารถทรยศต่อผู้อื่นได้ และยิ่งไปกว่านั้น เจ้าสามารถทรยศเราและกระทำสิ่งต่าง ๆ ที่เรารังเกียจได้ พูดอีกอย่างก็คือ การทรยศมิใช่เพียงพฤติกรรมผิดศีลธรรมอย่างผิวเผิน แต่เป็นบางอย่างที่ขัดแย้งกับความจริง แน่นอนว่านี่คือแหล่งกำเนิดของการต้านทานและความไม่เชื่อฟังของมวลมนุษย์ที่มีต่อเรา นี่คือสาเหตุที่เราได้สรุปมันไว้ในถ้อยแถลงต่อไปนี้: การทรยศเป็นธรรมชาติของมนุษย์ และธรรมชาตินี้คือศัตรูอันยิ่งใหญ่ต่อการเห็นพ้องกับเราของแต่ละบุคคล

ตัดตอนมาจาก “ปัญหาที่ร้ายแรงมาก: การทรยศ (1)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 359

พฤติกรรมที่ไม่สามารถเชื่อฟังเราอย่างสิ้นเชิงได้คือการทรยศ พฤติกรรมที่ไม่สามารถรักภักดีต่อเราได้คือการทรยศ การฉ้อโกงเราและการใช้คำโกหกเพื่อหลอกลวงเราคือการทรยศ การเก็บงำมโนคติที่หลงผิดหลายอย่างและเผยแพร่มโนคติที่หลงผิดเหล่านั้นไปทุกหนแห่งคือการทรยศ การที่ไม่สามารถค้ำจุนคำพยานกับผลประโยชน์ของเราได้คือการทรยศ การถวายรอยยิ้มจอมปลอมให้ยามที่อยู่ไกลจากเราในหัวใจคือการทรยศ เหล่านี้ทั้งหมดคือการกระทำของการทรยศที่พวกเจ้าสามารถทำได้มาโดยตลอด และการกระทำเหล่านี้เป็นสิ่งที่เห็นได้บ่อย ๆ ท่ามกลางพวกเจ้า ไม่มีพวกเจ้าคนใดเลยที่อาจคิดว่าการนี้เป็นปัญหา แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เราคิด เราไม่สามารถปฏิบัติต่อการทรยศของบุคคลหนึ่งที่มีต่อเราเสมือนว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย และเราไม่สามารถทำเพิกเฉยไปได้อย่างแน่นอน เวลานี้ เมื่อเราทำงานอยู่ท่ามกลางพวกเจ้า พวกเจ้าประพฤติตัวในหนทางนี้—ถ้าวันนั้นมาถึง เมื่อไม่มีใครคอยดูแลพวกเจ้า พวกเจ้าจะไม่เป็นเหมือนบรรดาผู้ร้ายที่ประกาศว่าตัวเองเป็นกษัตริย์หรอกหรือ? เมื่อการนั้นเกิดขึ้นและพวกเจ้าทำให้เกิดมหันตภัย ใครเล่าจะอยู่ตรงนั้นเพื่อขจัดปัญหาที่เจ้าก่อขึ้น? พวกเจ้าคิดว่าการกระทำบางอย่างที่เป็นการทรยศนั้นเป็นเพียงเหตุการณ์บังเอิญที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว มิใช่พฤติกรรมที่ฝังแน่นของพวกเจ้า และไม่สมควรที่จะถูกถกเถียงด้วยความเข้มงวดเช่นนั้น ในแบบที่กระทบต่อความทะนงของพวกเจ้า หากพวกเจ้าคิดเช่นนั้นจริง ๆ เช่นนั้นแล้วก็นับว่าเจ้าขาดสำนึกรับรู้ การคิดเช่นนั้นคือการเป็นตัวอย่างและต้นแบบของการกบฏ ธรรมชาติของมนุษย์คือชีวิตของเขา มันคือหลักการที่เขาพึ่งพาเพื่อมีชีวิตรอด และเขาไม่สามารถเปลี่ยนแปลงมันได้ ธรรมชาติของการทรยศก็เป็นอย่างเดียวกัน—หากเจ้าสามารถทำบางสิ่งเพื่อทรยศญาติหรือเพื่อนได้ นั่นก็พิสูจน์แล้วว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเจ้าและเป็นธรรมชาติที่ติดตัวเจ้ามาตอนกำเนิด นี่เป็นอะไรบางอย่างที่ไม่มีใครสามารถปฏิเสธได้ ยกตัวอย่างเช่น หากบุคคลหนึ่งสุขสำราญกับการขโมยจากผู้อื่น เช่นนั้นแล้ว “ความสุขสำราญจากการขโมย” นี้ก็คือส่วนหนึ่งของชีวิตพวกเขา แม้ว่าพวกเขาอาจจะขโมยเป็นบางครั้งและไม่ขโมยเป็นบางครั้งก็ตาม ไม่ว่าพวกเขาจะขโมยหรือไม่ ก็พิสูจน์ไม่ได้ว่าการขโมยของพวกเขาเป็นแค่พฤติกรรมแบบหนึ่งเท่านั้น แต่มันพิสูจน์ว่าการขโมยของพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตของพวกเขา—นั่นคือ ธรรมชาติของพวกเขา บางคนจะถามว่า: เนื่องจากมันก็เป็นธรรมชาติของพวกเขา เช่นนั้นแล้วเมื่อพวกเขาเห็นของสวยงาม ทำไมบางครั้งจึงได้ไม่ขโมยของเหล่านั้นเล่า? คำตอบนั้นง่ายมาก มีหลายเหตุผลที่พวกเขาไม่ขโมย พวกเขาอาจไม่ขโมยบางอย่างเพราะมันใหญ่เกินไปที่จะฉวยเอามาภายใต้สายตาที่เฝ้ามองอย่างระมัดระวัง หรือเพราะว่าไม่มีเวลาที่เหมาะสมที่จะกระทำ หรือเพราะว่าบางอย่างราคาแพงเกินไป ได้รับการคุ้มกันแน่นหนาเกินไป หรือบางทีพวกเขาอาจจะไม่ได้สนใจมันเป็นพิเศษ หรือมองไม่เห็นว่ามันอาจจะมีประโยชน์อะไรกับพวกเขา และอื่น ๆ อีกมากมาย เหตุผลเหล่านี้ทั้งหมดล้วนเป็นไปได้ แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม ไม่ว่าพวกเขาจะขโมยบางอย่างหรือไม่ ก็พิสูจน์ไม่ได้ว่าความคิดนี้มีอยู่เป็นแค่แสงวาบชั่วอึดใจเดียวและผ่านไปอย่างรวดเร็ว ในทางกลับกัน มันเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติพวกเขาที่ยากจะเปลี่ยนในทางที่ดีขึ้น บุคคลเช่นนั้นไม่พึงพอใจกับการขโมยแค่หนเดียว ความคิดเรื่องการอ้างสิทธิ์ในสมบัติของผู้อื่นเสมือนเป็นของตัวเองเช่นนั้นเกิดขึ้นเมื่อไรก็ตามที่พวกเขาพบเจอสิ่งของที่สวยงาม หรือสถานการณ์ที่เหมาะสม นี่คือเหตุผลที่เรากล่าวว่าจุดกำเนิดของความคิดนี้มิใช่บางสิ่งที่เพียงแค่รับเอาไว้เป็นครั้งคราว แต่อยู่ในธรรมชาติของบุคคลผู้นี้เองต่างหาก

ตัดตอนมาจาก “ปัญหาที่ร้ายแรงมาก: การทรยศ (1)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 360

ไม่ว่าใครก็สามารถใช้คำพูดกับการกระทำของพวกเขาเองเพื่อแสดงให้เห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของพวกเขาได้ แน่นอนว่าโฉมหน้าที่แท้จริงนี้คือธรรมชาติของพวกเขา หากเจ้าเป็นใครสักคนที่พูดอ้อมค้อมไปมา เช่นนั้นแล้วเจ้าก็มีธรรมชาติที่อ้อมค้อม หากธรรมชาติของเจ้าคือความเจ้าเล่ห์ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็กระทำการในหนทางที่ไม่ซื่อ และเจ้าก็ทำให้คนอื่น ๆ ถูกเจ้าหลอกได้อย่างง่ายมาก หากธรรมชาติของเจ้านั้นมุ่งร้าย คำพูดของเจ้าอาจรื่นหูน่าฟัง แต่การกระทำของเจ้าไม่สามารถปกปิดเล่ห์กลอันมุ่งร้ายต่าง ๆ ของเจ้าได้ หากธรรมชาติของเจ้านั้นเกียจคร้าน เช่นนั้นแล้วทั้งหมดที่เจ้าพูดก็หมายที่จะหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบเพราะว่าความไม่ใส่ใจและความเกียจคร้านของเจ้า และการกระทำของเจ้าก็จะเชื่องช้าและพอเป็นพิธี และค่อนข้างสันทัดเรื่องการปกปิดความจริง หากธรรมชาติของเจ้านั้นเห็นอกเห็นใจผู้อื่น เช่นนั้นแล้วคำพูดของเจ้าก็จะมีเหตุมีผล และการกระทำของเจ้าก็จะสอดคล้องกับความจริงได้อย่างดีด้วยเช่นกัน หากธรรมชาติของเจ้านั้นรักภักดี เช่นนั้นแล้วคำพูดของเจ้าก็จริงใจอย่างแน่นอน และวิถีที่เจ้ากระทำก็มีเหตุผล เป็นอิสระจากสิ่งใดก็ตามที่อาจทำให้นายของเจ้าไม่สบายใจ หากธรรมชาติของเจ้านั้นเต็มไปด้วยราคาหรือละโมบอยากได้เงินทอง เช่นนั้นแล้วหัวใจของเจ้าก็จะเต็มไปด้วยสิ่งเหล่านี้อยู่บ่อย ๆ และเจ้าก็จะกระทำสิ่งเบี่ยงเบนไร้ศีลธรรมไปโดยไม่รู้ตัว ซึ่งผู้คนจะไม่ลืมง่าย ๆ และซึ่งจะทำให้ผู้คนรังเกียจ อย่างที่เราเคยบอกไปแล้ว หากเจ้ามีธรรมชาติของการทรยศ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็แทบจะไม่สามารถทำให้ตัวเจ้าเองให้หลุดพ้นจากมันได้ อย่าวางใจในโชคว่า หากเจ้าไม่เคยทำผิดต่อผู้อื่น เช่นนั้นแล้วเจ้าไม่มีธรรมชาติของการทรยศ หากนั่นคือสิ่งที่เจ้าคิด เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็น่ารังเกียจโดยแท้จริง คำพูดทั้งหมดของเรา ในแต่ละครั้งที่เราพูด มีเป้าหมายคือผู้คนทั้งหมด มิใช่แค่บุคคลคนเดียวหรือบุคคลประเภทเดียว แค่เพียงเพราะเจ้าไม่เคยทรยศเราในเรื่องหนึ่ง ไม่ได้พิสูจน์ว่าเจ้าไม่สามารถทรยศเราในเรื่องอื่น ในการค้นหาความจริง ผู้คนบางคนสูญเสียความเชื่อมั่นของพวกเขาช่วงระหว่างความล้มเหลวในชีวิตสมรสของพวกเขา ผู้คนบางคนละทิ้งภาระผูกพันของพวกเขาที่จะรักภักดีต่อเราช่วงระหว่างความล้มเหลวของครอบครัว ผู้คนบางคนทอดทิ้งเราเพื่อเสาะหาชั่วขณะของความสุขสำราญและความตื่นเต้น ผู้คนบางคนยอมตกลงไปในหุบเขาลึกดำมืด ดีกว่าจะมีชีวิตอยู่ในความสว่างและได้รับความปีติยินดีแห่งพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ผู้คนบางคนเพิกเฉยต่อคำแนะนำของเพื่อน ๆ เพื่อประโยชน์ของการตอบสนองความปรารถนาความมั่งคั่งของพวกเขา และกระทั่งตอนนี้ก็ไม่สามารถรับรู้ความผิดพลาดของพวกเขาและเปลี่ยนครรลองของพวกเขาได้ ผู้คนบางคนใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ชื่อของเราเพียงชั่วคราวเท่านั้นเพื่อให้ได้รับการปกป้องจากเรา ในขณะที่คนอื่น ๆ สละอุทิศให้เราเพียงเล็กน้อยภายใต้การบีบบังคับ เพราะพวกเขายึดติดกับชีวิตและกลัวความตาย การกระทำอันไร้ศีลธรรม และยิ่งกว่านั้นคือ การกระทำอันไร้เกียรติเหล่านี้และการกระทำอื่น ๆ ไม่ใช่แค่พฤติกรรมที่ผู้คนได้ใช้ในการทรยศเราลึกในหัวใจของพวกเขามาช้านานหรอกหรือ? แน่นอน เรารู้ว่าผู้คนไม่วางแผนล่วงหน้าที่จะทรยศเรา การทรยศของพวกเขาคือการเปิดเผยออกมาโดยธรรมชาติของธรรมชาติพวกเขา ไม่มีใครต้องการทรยศเรา และไม่มีใครมีความสุขเพราะพวกเขาได้กระทำบางสิ่งเพื่อทรยศเรา ในทางกลับกัน พวกเขากำลังสั่นเทาด้วยความกลัว มิใช่หรือ? ดังนั้นแล้ว พวกเจ้ากำลังคิดเรื่องวิธีที่จะไถ่พวกคนทรยศเหล่านี้ และวิธีที่จะเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ปัจจุบันนี้อยู่หรือไม่?

ตัดตอนมาจาก “ปัญหาที่ร้ายแรงมาก: การทรยศ (1)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 361

ธรรมชาติของมนุษย์ค่อนข้างแตกต่างจากแก่นแท้ของเรา เพราะธรรมชาติอันเสื่อมทรามของมนุษย์กำเนิดขึ้นจากซาตานโดยตลอดทั้งหมด ธรรมชาติของมนุษย์ถูกซาตานแปรสภาพและทำให้เสื่อมทรามมาตลอด นั่นคือ มนุษย์ใช้ชีวิตภายใต้อิทธิพลของความชั่วร้ายและความอัปลักษณ์ของมัน มนุษย์ไม่ได้เติบโตในโลกของความจริงหรือสภาพแวดล้อมอันบริสุทธิ์ และมนุษย์ที่อาศัยในความสว่างยังคงมีน้อย ดังนั้น จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีใครมีความจริงภายในธรรมชาติของพวกเขาตั้งแต่ชั่วขณะของการถือกำเนิด และใครก็ตามที่สามารถเกิดมาพร้อมแก่นแท้ที่เกรงกลัวและเชื่อฟังพระเจ้าก็ยิ่งน้อยไปอีก ในทางกลับกัน ผู้คนมีธรรมชาติที่ต้านทานพระเจ้า ไม่เชื่อฟังพระเจ้า และไม่มีความรักให้กับความจริง ธรรมชาตินี้คือปัญหาที่เราอยากหารือ—การทรยศ การทรยศคือแหล่งกำเนิดของการต้านทานพระเจ้าในแต่ละคน นี่คือปัญหาที่มีอยู่เฉพาะในมนุษย์ และไม่ใช่ในเรา บางคนจะถามว่า เนื่องจากมนุษย์ทั้งปวงก็ดำเนินชีวิตในแผ่นดินโลกนี้เหมือนอย่างพระคริสต์ เหตุใดมนุษย์ทั้งปวงจึงมีธรรมชาติที่ทรยศพระเจ้า แต่พระคริสต์ไม่ทรงมีเล่า? นี่คือปัญหาที่ต้องอธิบายให้ชัดเจนแก่พวกเจ้า

พื้นฐานของการดำรงอยู่ของมวลมนุษย์คือการจุติเป็นมนุษย์ใหม่ของวิญญาณซ้ำไปมา พูดอีกอย่างก็คือ ทุกคนได้รับชีวิตมนุษย์ในเนื้อหนังเมื่อวิญญาณของพวกเขากลับมาจุติเป็นมนุษย์ใหม่ หลังจากร่างกายของบุคคลหนึ่งถือกำเนิด ชีวิตของมันก็ดำเนินไปจนกระทั่งเนื้อหนังถึงขีดจำกัดของมันในท้ายที่สุด ซึ่งเป็นชั่วขณะสุดท้าย เมื่อวิญญาณไปจากเปลือกของมัน กระบวนการนี้เกิดซ้ำแล้วซ้ำอีก โดยที่วิญญาณของบุคคลหนึ่งไปมาเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า และด้วยเหตุนี้ การดำรงอยู่ของมวลมนุษย์จึงได้รับการคงรักษาไว้ ชีวิตของเนื้อหนังก็คือชีวิตของวิญญาณมนุษย์ด้วยเช่นกัน และวิญญาณของมนุษย์สนับสนุนการดำรงอยู่ของเนื้อหนังของมนุษย์ พูดได้ว่า ชีวิตของแต่ละคนมาจากวิญญาณของพวกเขา และชีวิตไม่ได้เป็นเนื้อแท้ของเนื้อหนัง ด้วยเหตุนี้ ธรรมชาติของมนุษย์จึงมาจากวิญญาณ ไม่ใช่จากเนื้อหนัง มีเพียงวิญญาณของแต่ละคนเท่านั้นที่รู้ว่าพวกเขาได้รับประสบการณ์กับการทดลอง ความทุกข์ร้อน และความเสื่อมทรามของซาตานอย่างไร เนื้อหนังของมนุษย์มิอาจรู้สิ่งเหล่านี้ได้ ดังนั้น มวลมนุษย์จึงกลายเป็นมืดมิดกว่าเดิมทุกที โสมมกว่าเดิมทุกที และชั่วร้ายกว่าเดิมทุกทีโดยไม่รู้ตัว ขณะที่ระยะห่างระหว่างมนุษย์กับตัวเราขยายใหญ่ขึ้นทุกที และชีวิตกลายเป็นมืดมิดกว่าเดิมสำหรับมวลมนุษย์ ซาตานยึดเหล่าวิญญาณของมวลมนุษย์ไว้ในกำมือของมัน และเช่นนี้เอง เป็นที่แน่นอนว่า เนื้อหนังของมนุษย์จึงถูกซาตานครอบงำ แล้วเนื้อหนังเช่นนั้นกับมวลมนุษย์เช่นนั้น จะไม่สามารถต่อต้านพระเจ้าได้อย่างไร? พวกเขาจะสามารถเข้ากันได้กับพระองค์โดยธรรมชาติได้อย่างไร? เหตุผลที่เราได้โยนซาตานไปในกลางอากาศก็เพราะมันได้ทรยศเรา เช่นนั้นแล้ว พวกมนุษย์จะสามารถเป็นอิสระจากความเกี่ยวข้องของพวกเขาได้อย่างไร? นี่คือเหตุผลว่า ทำไมการยศจึงเป็นธรรมชาติของมนุษย์ เราเชื่อว่าทันทีที่พวกเจ้าเข้าใจเหตุผลนี้แล้ว พวกเจ้าก็ควรจะมีความเชื่อในเนื้อแท้ของพระคริสต์ด้วยเช่นกัน เนื้อหนังที่สวมใส่โดยพระวิญญาณของพระเจ้าคือเนื้อหนังของพระเจ้าเอง พระวิญญาณของพระเจ้ายิ่งใหญ่ที่สุด พระองค์ทรงมหิทธิฤทธิ์ บริสุทธิ์ และชอบธรรม ในทำนองเดียวกัน เนื้อหนังของพระองค์ก็ยิ่งใหญ่ที่สุด ทรงมหิทธิฤทธิ์ บริสุทธิ์ และชอบธรรมเช่นกัน เนื้อหนังเช่นนั้นสามารถทำได้เพียงสิ่งที่ชอบธรรมและให้คุณแก่มวลมนุษย์ สิ่งที่บริสุทธิ์ รุ่งโรจน์ และทรงฤทธิ์ พระองค์ไม่ทรงสามารถทำสิ่งใดที่ฝ่าฝืนความจริง ที่ฝ่าฝืนศีลธรรมและความยุติธรรม และนับประสาอะไรที่พระองค์จะทรงสามารถทำสิ่งใดที่จะทรยศต่อพระวิญญาณของพระเจ้า พระวิญญาณของพระเจ้านั้นบริสุทธิ์ และด้วยเหตุนี้ เนื้อหนังของพระองค์จึงมิอาจทำให้เสื่อมทรามได้โดยซาตาน เนื้อหนังของพระองค์คือเนื้อแท้ที่แตกต่างจากเนื้อหนังของมนุษย์ เพราะผู้ที่ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามคือมนุษย์ มิใช่พระเจ้า ซาตานจึงไม่อาจสามารถทำให้เนื้อหนังของพระเจ้าเสื่อมทรามได้เลย ด้วยเหตุนี้ แม้จะมีข้อเท็จจริงที่ว่ามนุษย์กับพระคริสต์พำนักอยู่ภายในพื้นที่เดียวกัน ก็มีเพียงมนุษย์เท่านั้นที่ถูกครอบครอง ถูกใช้ และติดกับอยู่กับซาตาน ในทางกลับกัน พระคริสต์ไม่ได้รับผลกระทบจากความเสื่อมทรามของซาตานชั่วนิรันดร์ เพราะซาตานจะไม่มีวันที่จะสามารถปีนขึ้นไปถึงสถานที่สูงที่สุดได้ และจะไม่มีวันที่จะเข้าใกล้พระเจ้าได้ วันนี้ พวกเจ้าทั้งหมดควรเข้าใจว่า ผู้ที่ทรยศเรา มีเพียงมวลมนุษย์ที่ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามอย่างที่เป็นอยู่เท่านั้น อย่างน้อยที่สุด การทรยศจะไม่มีวันที่จะเป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับพระคริสต์

ตัดตอนมาจาก “ปัญหาที่ร้ายแรงมาก: การทรยศ (2)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 362

วิญญาณทั้งหมดที่ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามนั้นถูกจับเป็นทาสอยู่ในแดนครอบครองของซาตาน มีเพียงบรรดาผู้ที่เชื่อในพระคริสต์เท่านั้นที่ได้ถูกแยกไว้ ได้รับการช่วยให้รอดจากค่ายของซาตาน และถูกนำพาเข้าไปสู่อาณาจักรของวันนี้ ผู้คนเหล่านี้ไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ภายใต้อิทธิพลของซาตานอีกต่อไป ถึงกระนั้น ธรรมชาติของมนุษย์ก็ยังคงฝังรากอยู่ในเนื้อหนังของมนุษย์ กล่าวคือ ถึงแม้วิญญาณของพวกเจ้าจะได้รับการช่วยให้รอดแล้ว ธรรมชาติของพวกเจ้าก็ยังคงเป็นเหมือนที่เคยเป็นก่อนหน้านี้ และโอกาสที่พวกเจ้าจะทรยศเราก็ยังคงมีอยู่หนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์ นี่คือเหตุผลว่าทำไมงานของเราจึงกินเวลานานเหลือเกิน เพราะธรรมชาติของพวกเจ้านั้นดื้อด้าน เวลานี้ พวกเจ้าทั้งหมดกำลังก้าวผ่านความยากลำบากอย่างสุดความสามารถของพวกเจ้าขณะที่พวกเจ้าปฏิบัติหน้าที่ของพวกเจ้าให้สำเร็จลุล่วง ถึงกระนั้น พวกเจ้าแต่ละคนก็ยังสามารถทรยศเราได้และกลับสู่แดนครอบครองของซาตานได้ กลับสู่ค่ายของมัน และกลับไปสู่ชีวิตเก่าของพวกเจ้า—นี่คือข้อเท็จจริงที่มิอาจปฏิเสธได้ เวลานั้น จะเป็นไปไม่ได้ที่พวกเจ้าจะแสดงเศษเสี้ยวของสภาวะความเป็นมนุษย์หรือสภาพเหมือนมนุษย์ ดังเช่นที่เจ้าทำอยู่ตอนนี้ ในหลาย ๆ กรณีที่ร้ายแรง เจ้าจะถูกทำลาย และที่มากกว่านั้นคือ ถูกชี้ชะตากรรมชั่วนิรันดร์ ถูกลงโทษอย่างรุนแรง ไม่มีวันได้จุติเป็นมนุษย์ใหม่อีก นี่คือปัญหาที่วางตรงหน้าพวกเจ้า เรากำลังเตือนพวกเจ้าในหนทางนี้ อันดับแรก เพื่อที่งานของเราจะไม่สูญเปล่า และอันดับสอง เพื่อที่พวกเจ้าทั้งหมดจะได้ใช้ชีวิตในวันแห่งความสว่าง ในความจริง การที่งานของเราจะสูญเปล่าก็ไม่ใช่ปัญหาสำคัญยิ่งยวด สิ่งที่สำคัญยิ่งยวดคือการที่พวกเจ้าสามารถมีชีวิตที่มีความสุขและอนาคตที่น่ามหัศจรรย์ต่างหาก งานของเราคืองานแห่งการช่วยวิญญาณของผู้คนให้รอด หากวิญญาณของเจ้าร่วงลงไปอยู่ในมือของซาตาน ร่างกายของเจ้าจะไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างสันติสุข หากเรากำลังปกป้องร่างกายของเจ้า วิญญาณของเจ้าก็จะอยู่ภายใต้การดูแลของเราด้วยเช่นกันอย่างแน่นอน หากเราเกลียดชังเจ้าจริง ๆ ร่างกายและวิญญาณของเจ้าจะตกสู่มือของซาตานโดยทันที เช่นนั้นแล้วเจ้าสามารถจินตนาการสถานการณ์ของเจ้าได้หรือไม่? หากวันหนึ่งถ้อยคำของเราไม่มีผลกับพวกเจ้า เช่นนั้นเราก็จะส่งมอบพวกเจ้าทั้งหมดให้ซาตาน ซึ่งจะนำพวกเจ้าไปสู่การทรมานที่เจ็บปวดรุนแรง จนกว่าความโกรธของเราจะหมดไปโดยสิ้นเชิง หรือไม่เราก็จะลงโทษพวกเจ้าพวกมนุษย์ที่มิอาจไถ่ได้ด้วยตัวเราเอง เพราะหัวใจของพวกเจ้าที่ทรยศเราจะไม่มีวันเปลี่ยน

ตัดตอนมาจาก “ปัญหาที่ร้ายแรงมาก: การทรยศ (2)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 363

ตอนนี้พวกเจ้าทั้งหมดควรตรวจสอบตัวเองให้เร็วที่สุดเท่าที่เจ้าทำได้ เพื่อดูว่าการทรยศต่อเราหลงเหลือภายในตัวพวกเจ้ามากแค่ไหน เรากำลังรอคำตอบของพวกเจ้าอย่างหงุดหงิด จงอย่าทำอะไรแบบพอเป็นพิธีเวลาติดต่อกับเรา เราไม่เคยเล่นเกมกับผู้คน หากเราบอกว่าเราจะทำบางสิ่งบางอย่าง เช่นนั้นแล้วเราก็จะทำสิ่งนั้นอย่างแน่นอน เราหวังว่าพวกเจ้าแต่ละคนจะเป็นใครสักคนที่ถือถ้อยคำของเราเป็นจริงเป็นจัง และไม่คิดราวกับว่าถ้อยคำเหล่านั้นเป็นนิยายวิทยาศาสตร์ สิ่งที่เราต้องการคือการกระทำที่เป็นรูปธรรมจากพวกเจ้า ไม่ใช่การจินตนาการต่าง ๆ ของพวกเจ้า ถัดจากนั้น พวกเจ้าต้องตอบคำถามของเรา ซึ่งมีดังต่อไปนี้: 1. หากเจ้าเป็นคนปรนนิบัติที่แท้จริง เจ้าสามารถทำการปรนนิบัติเราอย่างรักภักดี โดยไม่มีส่วนประกอบของสภาวะความหละหลวมหรือสภาวะความคิดด้านลบใดเลยได้หรือไม่? 2. หากเจ้าค้นพบว่าเราไม่เคยเห็นคุณค่าเจ้าเลย เจ้าจะยังคงสามารถอยู่และทำการปรนนิบัติเราไปตลอดชีวิตได้หรือไม่? 3. หากเรายังคงเย็นชาต่อเจ้ามากแม้ว่าเจ้าจะกำลังใช้ความพยายามมากมาย เจ้าจะสามารถทำงานให้เราต่อโดยไม่เป็นที่รู้จักได้หรือไม่? 4. หากหลังจากเจ้าได้ใช้จ่ายเพื่อเราแล้ว เราไม่พึงพอใจกับข้อเรียกร้องอันน้อยนิดของเจ้า เจ้าจะท้อแท้ใจและผิดหวังในตัวเราหรือไม่ หรือกระทั่งกลายเป็นโกรธแค้นและ ตะโกนด่าทอหรือไม่? 5. หากเจ้ารักภักดีอย่างมากมาโดยตลอด มีความรักมากมายให้เรา กระนั้นก็ยังทนทุกข์ทรมานจากโรคภัยไข้เจ็บ ความยากจน และการทอดทิ้งของเพื่อน ๆ และญาติ ๆ ของเจ้า หรือหากเจ้าทนฝ่าโชคร้ายอื่นใดในชีวิต ความรักภักดีและความรักของเจ้าที่มีต่อเราจะยังคงดำเนินต่อไปหรือไม่? 6. หากสิ่งที่เราได้ทำไม่ตรงกับสิ่งที่เจ้าได้จินตนาการในหัวใจของเจ้าเลยสักอย่าง เจ้าจะเดินตามเส้นทางอนาคตของเจ้าอย่างไร 7. หากเจ้าไม่ได้รับสิ่งใดเลยจากสิ่งต่าง ๆ ที่เจ้าได้หวังว่าจะได้รับ เจ้าจะสามารถเป็นผู้ติดตามของเราต่อไปได้หรือไม่? 8. หากเจ้าไม่เคยเข้าใจจุดประสงค์และนัยสำคัญของงานเราเลย เจ้าจะสามารถเป็นบุคคลที่เชื่อฟังผู้ที่ไม่ตัดสินและสรุปเองโดยพลการได้หรือไม่? 9. เจ้าจะสามารถหวงแหนความล้ำค่าของถ้อยคำทั้งหมดที่เราได้บอกและงานทั้งหมดที่เราได้ทำในขณะที่เราอยู่ร่วมกันกับมวลมนุษย์ได้หรือไม่? 10. เจ้าสามารถเป็นผู้ติดตามที่รักภักดีของเรา เต็มใจที่จะทนฝ่าความทุกข์ชั่วชีวิตเพื่อเรา แม้ว่าเจ้าจะไม่ได้รับสิ่งใดเลย ได้หรือไม่? 11. เพื่อประโยชน์ของเรา เจ้าสามารถยกเลิกการพิจารณา การวางแผน หรือการตระเตรียมสำหรับเส้นทางในอนาคตเพื่อการอยู่รอดของเจ้าได้หรือไม่? คำถามเหล่านี้เป็นตัวแทนข้อพึงประสงค์สุดท้ายของเราที่มีต่อพวกเจ้า และเราหวังว่าพวกเจ้าทั้งหมดสามารถให้คำตอบเราได้ หากเจ้าได้ปฏิบัติได้สักหนึ่งหรือสองอย่างที่คำถามพวกนี้ถามเจ้าสำเร็จลุล่วง เช่นนั้นแล้วเจ้าต้องเพียรพยายามต่อไป หากเจ้าไม่สามารถทำข้อพึงประสงค์เหล่านี้ให้สำเร็จได้สักข้อเดียว เจ้าก็เป็นคนประเภทที่จะถูกโยนลงไปในนรกอย่างแน่นอน กับผู้คนเช่นนั้น เราไม่จำเป็นต้องพูดสิ่งใดอีก เพราะพวกเขาไม่ใช่ผู้คนที่สามารถเห็นพ้องกับเราได้อย่างแน่นอน เราจะสามารถเก็บใครบางคนที่อาจทรยศเราภายใต้รูปการณ์แวดล้อมใด ๆ ก็ได้ไว้ในบ้านของเราได้อย่างไร? สำหรับพวกที่ยังคงสามารถทรยศเราได้ในรูปการณ์แวดล้อมส่วนใหญ่ เราจะสังเกตการณ์การปฏิบัติของพวกเขาก่อนทำการจัดการเตรียมการอย่างอื่น อย่างไรก็ดี ทุกคนที่สามารถทรยศเราได้ ไม่สำคัญว่าจะอยู่ภายใต้เงื่อนไขใด ๆ เราจะไม่มีวันลืมเลย เราจะจำพวกเขาในหัวใจเรา และรอโอกาสตอบแทนการความประพฤติชั่วของพวกเขา ข้อพึงประสงค์ที่เรายกมาคือปัญหาทั้งหมดที่พวกเจ้าต้องพิจารณาในตัวพวกเจ้าเอง เราหวังว่าพวกเจ้าทั้งหมดสามารถพิจารณาปัญหาเหล่านั้นอย่างจริงจัง และไม่ติดต่อเราแบบพอเป็นพิธี ในอนาคตอันใกล้ เราจะตรวจสอบคำตอบที่พวกเจ้าให้เรามาโดยเทียบกับข้อพึงประสงค์ของเรา เมื่อถึงเวลานั้น เราจะไม่พึงประสงค์สิ่งใดจากพวกเจ้าอีก และจะไม่ให้คำตักเตือนอย่างจริงจังอีก แต่เราจะใช้สิทธิอำนาจของเราแทน บรรดาผู้ที่ควรได้รับการรักษาไว้ก็จะได้รับการรักษาไว้ บรรดาผู้ที่ควรได้รับรางวัลก็จะได้รับรางวัล พวกที่ควรถูกยกให้ซาตานก็จะถูกยกให้ซาตาน พวกที่ควรถูกลงโทษอย่างรุนแรงก็จะถูกลงโทษอย่างรุนแรง และพวกที่ควรพินาศจะถูกทำลาย ด้วยเหตุนี้ จะไม่มีใครรบกวนเราในวันของเราอีกต่อไป เจ้าเชื่อถ้อยคำของเราหรือไม่? เจ้าเชื่อในการลงทัณฑ์อันสาสมหรือไม่? เจ้าเชื่อหรือไม่ว่าเราจะลงโทษพวกคนชั่วเหล่านั้นทั้งหมดที่หลอกหลวงและทรยศเรา? เจ้าหวังให้วันนั้นมาถึงเร็วขึ้นหรือช้าลง? เจ้าเป็นใครบางคนที่หวาดกลัวต่อการลงโทษ หรือเป็นใครบางคนที่จะต้านทานเรา แม้ว่าพวกเขาต้องทนฝ่าต่อการลงโทษก็ตาม? เมื่อวันนั้นมาถึง เจ้าสามารถจินตนาการได้หรือไม่ว่า เจ้าจะมีชีวิตอยู่ท่ามกลางความรื่นเริงและเสียงหัวเราะ หรือว่าเจ้าจะร่ำไห้และขบฟัน? บทอวสานแบบไหนที่เจ้าหวังว่าจะเจอ? เจ้าเคยพิจารณาอย่างจริงจังหรือไม่ว่า เจ้าเชื่อในเราหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์ หรือสงสัยเราหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์? เจ้าเคยพิจารณาอย่างถี่ถ้วนหรือไม่ว่า การกระทำกับพฤติกรรมของเจ้าจะทำให้เจ้าพบกับผลที่ตามมาและบทอวสานแบบใด? เจ้าหวังอย่างแท้จริงหรือไม่ว่าถ้อยคำทั้งหมดของเราจะได้รับการทำให้สำเร็จลุล่วงตามลำดับ หรือเจ้าหวาดกลัวว่าถ้อยคำของเราจะได้รับการทำให้สำเร็จลุล่วงตามลำดับ? หากเจ้าหวังให้เราจากไปโดยเร็วเพื่อที่จะทำให้ถ้อยคำของเราสำเร็จลุล่วง เจ้าควรปฏิบัติอย่างไรกับถ้อยคำและการกระทำของเจ้าเอง? หากเจ้าไม่ได้หวังให้เราจากไป และไม่ได้หวังให้ถ้อยคำของเราได้รับการทำให้สำเร็จลุล่วงในทันที เหตุใดเจ้าจึงเชื่อในเราทั้งหมด? เจ้ารู้อย่างแท้จริงหรือไม่ว่าเหตุใดเจ้าจึงกำลังติดตามเรา? หากเหตุผลของเจ้ามีเพียงแค่เปิดโลกของเจ้าให้กว้าง ก็ไม่จำเป็นที่เจ้าต้องสร้างปัญหาให้ตัวเจ้าเองอย่างนี้ หากมันเป็นไปเพื่อให้ได้รับพรและเลี่ยงหนีความวิบัติที่กำลังมาถึง เหตุใดเจ้าจึงไม่กังวลเรื่องการประพฤติของเจ้าเอง? เหตุใดเจ้าไม่ถามตัวเจ้าเองว่าเจ้าสามารถทำให้สมดังสิ่งที่เราพึงประสงค์ได้หรือไม่? เหตุใดเจ้าไม่ถามตัวเองด้วยว่าเจ้ามีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะได้รับคำอวยพรที่จะมาถึงหรือไม่?

ตัดตอนมาจาก “ปัญหาที่ร้ายแรงมาก: การทรยศ (2)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 364

ประชากรทั้งหมดของเราที่ปรนนิบัติอยู่เบื้องหน้าเรา ควรคิดย้อนกลับไปในอดีตว่า ความรักของเจ้าที่มีให้เราได้ถูกความไม่บริสุทธิ์ทำให้ด่างพร้อยไหม? ความรักภักดีของเจ้าที่มีต่อเราได้บริสุทธิ์และสุดหัวใจไหม? ความรู้ของเจ้าเกี่ยวกับเรานั้นแท้จริงไหม? เราได้ครองพื้นที่ภายในหัวใจของพวกเจ้ามากเท่าใด? เราได้เติมเต็มหัวใจของเจ้าอย่างครบถ้วนบริบูรณ์ไหม? วจนะของเราได้สำเร็จลุล่วงภายในตัวพวกเจ้ามากเท่าใด? จงอย่าคิดว่าเราโง่เขลา! สิ่งเหล่านี้ชัดเจนอย่างสมบูรณ์แบบสำหรับเรา! วันนี้ ขณะที่เสียงแห่งความรอดของเราถูกเปล่งออกไป ความรักของพวกเจ้าที่มีให้เรามีการเพิ่มขึ้นบ้างไหม? ส่วนหนึ่งของความรักภักดีของพวกเจ้าที่มีต่อเราได้กลายเป็นบริสุทธิ์หรือยัง? ความรู้ของเจ้าเกี่ยวกับเราได้ลึกซึ้งขึ้นไหม? การสรรเสริญที่ได้มีการถวายในอดีตได้วางรากฐานอันมั่นคงแข็งแรงสำหรับความรู้ของพวกเจ้าในวันนี้ไหม? พวกเจ้าถูกวิญญาณของเราจับจองไว้มากเพียงใด? ฉายาของเราครองพื้นที่ภายในตัวพวกเจ้ามากเท่าใด? ถ้อยคำของเราได้แทงใจดำภายในตัวพวกเจ้าหรือยัง? พวกเจ้ารู้สึกอย่างแท้จริงหรือว่าพวกเจ้าไม่มีที่ใดที่จะซ่อนความอับอายของพวกเจ้าได้? พวกเจ้าเชื่ออย่างแท้จริงหรือว่าพวกเจ้าไม่มีคุณสมบัติที่จะเป็นประชากรของเรา? หากพวกเจ้าไม่รับรู้ถึงคำถามทั้งหลายข้างต้นอย่างสิ้นเชิง เช่นนั้นแล้วนี่ก็แสดงว่าพวกเจ้ากำลังแสวงหาประโยชน์อยู่ในสถานการณ์ที่ยากจะเข้าใจอย่างทะลุปรุโปร่ง แสดงว่าพวกเจ้าเพียงอยู่ในที่นี้เพื่อเพิ่มจำนวนผู้คน และ ณ เวลาที่เราได้กำหนดไว้ล่วงหน้าแล้ว เจ้าจะถูกกำจัดและโยนลงไปในบาดาลลึกเป็นครั้งที่สองอย่างแน่นอน เหล่านี้คือวจนะอันเป็นการเตือนของเรา และผู้ใดที่คิดว่าวจนะเหล่านี้ไม่สำคัญย่อมจะถูกบดขยี้โดยการพิพากษาของเรา และย่อมจะพบกับความวิบัติ ณ เวลาที่กำหนดไว้ นี่ไม่เป็นดังนั้นหรอกหรือ? เรายังคงจำเป็นต้องจัดเตรียมตัวอย่างต่างๆ เพื่อแสดงให้เห็นการนี้หรือ? เราต้องพูดอย่างชัดแจ้งยิ่งกว่านี้เพื่อจัดเตรียมแบบอย่างสำหรับพวกเจ้าหรือ? นับตั้งแต่ยุคแห่งการทรงสร้างจนกระทั่งถึงวันนี้ ผู้คนจำนวนมากไม่ได้เชื่อฟังวจนะของเรา และด้วยเหตุนี้จึงได้ถูกขับและถูกกำจัดไปจากกระแสแห่งการฟื้นฟูของเรา ในท้ายที่สุด ร่างกายของพวกเขาย่อมพินาศและวิญญาณของพวกเขาย่อมถูกโยนลงสู่แดนคนตาย และแม้กระทั่งวันนี้พวกเขาก็ยังคงอยู่ภายใต้การลงโทษอันหนักมหันต์ ผู้คนจำนวนมากได้ปฏิบัติตามวจนะของเรา แต่พวกเขาได้กระทำการซึ่งขัดกับความรู้แจ้งและความกระจ่างของเรา และด้วยเหตุนี้จึงได้ถูกเราเขี่ยตกลงไปภายใต้แดนครอบครองของซาตานและกลายเป็นหนึ่งในพวกที่ต่อต้านเรา (วันนี้พวกเหล่านั้นทั้งหมดที่ต่อต้านเราโดยตรง เชื่อฟังเพียงเปลือกแห่งวจนะของเรา และไม่เชื่อฟังเนื้อแท้แห่งวจนะของเรา) มีหลายคนอีกเช่นกันที่ได้แค่ฟังวจนะที่เราพูดเมื่อวานนี้ พวกที่ได้ยึดมั่นใน “ขยะ” ของอดีตและไม่ได้หวงแหนความล้ำค่าของ “พืชผล” ของยุคปัจจุบัน ผู้คนเหล่านี้ไม่ได้เพียงถูกจองจำโดยซาตาน แต่ได้กลายเป็นพวกคนบาปนิรันดร์และได้กลายเป็นพวกศัตรูของเรา และพวกเขาก็ต่อต้านเราโดยตรง ผู้คนเช่นนั้นย่อมเป็นเป้าหมายของการพิพากษาของเรา ณ จุดสูงสุดแห่งความโกรธเคืองของเรา และวันนี้พวกเขาก็ยังคงมืดบอด ยังคงอยู่ภายในคุกมืดใต้ดิน (กล่าวคือ ผู้คนเช่นนั้นคือซากศพที่เน่าเปื่อยและด้านชาที่ถูกซาตานควบคุม เพราะดวงตาของพวกเขาได้ถูกเราบังไว้ เราจึงกล่าวว่าพวกเขามืดบอด) มันคงจะดีที่จะจัดเตรียมตัวอย่างสำหรับการอ้างอิงของพวกเจ้า เพื่อที่พวกเจ้าจะสามารถเรียนรู้จากมันได้ กล่าวคือ

เมื่อเอ่ยถึงเปาโล พวกเจ้าจะคิดถึงประวัติของเขา และคิดถึงเรื่องราวบางเรื่องเกี่ยวกับเขาที่ไม่ถูกต้องแม่นยำและไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง เขาถูกสอนโดยบิดามารดาของเขาตั้งแต่วัยเยาว์ และได้รับชีวิตของเรา และเขามีขีดความสามารถที่เราพึงประสงค์ อันเป็นผลจากการลิขิตไว้ล่วงหน้าของเรา เมื่ออายุได้ 19 ปี เขาได้อ่านหนังสือนานาเกี่ยวกับชีวิต ด้วยเหตุนี้เราจึงไม่จำเป็นต้องลงรายละเอียดเกี่ยวกับวิธีการ อันเป็นเพราะขีดความสามารถของเขาและเพราะความรู้แจ้งกับความกระจ่างของเรา เขาไม่ได้เพียงสามารถพูดด้วยความรู้ความเข้าใจเชิงลึกบางอย่างเกี่ยวกับเรื่องราวฝ่ายจิตวิญญาณเท่านั้น แต่ยังได้สามารถจับความเข้าใจในเจตนารมณ์ของเราด้วยเช่นกัน แน่นอนว่า การนี้ไม่ได้ตัดการผสมผสานกันของปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอกออกไป กระนั้นก็ตาม ความไม่เพียบพร้อมอย่างเดียวของเขาก็คือว่า เพราะความสามารถพิเศษของเขา เขามักจะกะล่อนและอวดตัว ผลก็คือเมื่อเราได้บังเกิดเป็นมนุษย์เป็นครั้งแรก เขาได้ใช้ความพยายามทุกอย่างเพื่อเยาะเย้ยท้าทายเรา อันเนื่องมาจากความไม่เชื่อฟังของเขา ซึ่งส่วนหนึ่งนั้นได้เป็นตัวแทนของหัวหน้าทูตสวรรค์โดยตรง เขาเป็นหนึ่งในพวกที่ไม่รู้จักวจนะของเรา และพื้นที่ของเราในหัวใจของเขาได้อันตรธานไปเรียบร้อย ผู้คนเช่นนั้นต่อต้านเทวสภาพของเราโดยตรง และย่อมถูกเราบดขยี้ และย่อมได้แต่กราบไหว้และสารภาพบาปของพวกเขาในเบื้องปลาย ดังนั้น ภายหลังจากที่เราได้ใช้ประโยชน์จากจุดแข็งทั้งหลายของเขา—กล่าวคือ ภายหลังจากที่เขาได้ทำงานให้เราในช่วงเวลาหนึ่ง—เขาก็ได้ตกไปอยู่ในหนทางเก่าของเขาอีกครั้งหนึ่ง และแม้ว่าเขาไม่ได้ไม่เชื่อฟังวจนะของเราโดยตรง เขาก็ไม่ได้เชื่อฟังการนำภายในและความรู้แจ้งของเรา และด้วยเหตุนี้ ทั้งหมดที่เขาได้ทำในอดีตจึงหาประโยชน์มิได้ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ มงกุฎแห่งพระสิริที่เขาได้พูดถึง ได้กลายเป็นคำพูดที่ว่างเปล่า เป็นผลิตผลของจินตนาการของเขาเอง เพราะแม้กระทั่งวันนี้เขาก็ยังคงตกอยู่ภายใต้การพิพากษาของเราภายในการจองจำแห่งพันธนาการของเรา

จากตัวอย่างข้างต้นจะเห็นได้ว่า ใครก็ตามที่ต่อต้านเรา (โดยไม่เพียงต่อต้านแค่ตัวตนอันเป็นเนื้อหนังของเรา แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือต่อต้านวจนะของเราและวิญญาณของเรา—กล่าวคือ เทวสภาพของเรา) ย่อมได้รับการพิพากษาของเราในเนื้อหนังของพวกเขา เมื่อวิญญาณของเราผละจากเจ้าไป เจ้าย่อมตกฮวบลงไปข้างล่าง เคลื่อนลงสู่แดนคนตายโดยตรง และแม้ว่าร่างกายอันมีเนื้อหนังของเจ้าอยู่บนแผ่นดินโลก เจ้าก็เป็นเช่นใครบางคนที่ทนทุกข์จากโรคภัยไข้เจ็บทางจิตใจ กล่าวคือ เจ้าได้สูญเสียเหตุผลของเจ้า และรู้สึกทันทีราวกับว่าเจ้านั้นเป็นซากศพ จนถึงขั้นที่ว่าเจ้าขอร้องให้เราจบอายุเนื้อหนังของเจ้าโดยไม่รอช้า พวกเจ้าส่วนใหญ่ที่มีจิตวิญญาณ ย่อมมีความซึ้งคุณค่าอันลึกซึ้งในรูปการณ์แวดล้อมเหล่านี้ และเราไม่จำเป็นต้องลงรายละเอียดมากไปกว่านี้ ในอดีต เมื่อเราได้ทำงานในสภาวะความเป็นมนุษย์ปกติ ผู้คนส่วนใหญ่ได้ตัดสินตัวพวกเขาเองไปแล้วโดยใช้ความโกรธเคืองและบารมีของเราเป็นเครื่องวัด และได้รู้ไปแล้วเล็กน้อยเกี่ยวกับปัญญาและอุปนิสัยของเรา วันนี้ เราพูดและกระทำการโดยตรงในเทวสภาพ และยังคงมีผู้คนบางคนที่จะเห็นความโกรธและการพิพากษาของเราด้วยตาของพวกเขาเอง ยิ่งไปกว่านั้น งานหลักของส่วนที่สองของยุคสมัยแห่งการพิพากษาก็คือการทำให้ประชากรทั้งหมดของเรารู้จักกิจการของเราในเนื้อหนังโดยตรง และทำให้พวกเจ้าทั้งหมดมองเห็นอุปนิสัยของเราโดยตรง ทว่าเพราะเราอยู่ในเนื้อหนัง เราจึงคำนึงถึงความอ่อนแอทั้งหลายของพวกเจ้า ความหวังของเราก็คือว่า พวกเจ้าย่อมไม่ปฏิบัติต่อจิตวิญญาณ วิญญาณ และร่างกายของพวกเจ้าเป็นของเล่น และไม่มอบอุทิศสิ่งเหล่านั้นให้ซาตานโดยไม่คิด เป็นการดีกว่าที่จะหวงแหนความล้ำค่าของทั้งหมดที่เจ้ามี และเป็นการดีกว่าที่จะไม่ปฏิบัติต่อมันเหมือนเกมอย่างหนึ่ง ด้วยเหตุที่สิ่งต่างๆ เช่นนั้นสัมพันธ์กับชะตากรรมของพวกเจ้า พวกเจ้าสามารถที่จะเข้าใจความหมายที่แท้จริงของวจนะของเราอย่างแท้จริงไหม? พวกเจ้าสามารถคำนึงถึงความรู้สึกที่แท้จริงของเราอย่างแท้จริงไหม?

พวกเจ้าเต็มใจที่จะชื่นชมพรของเราบนแผ่นดินโลก พรที่เหมือนกับพรทั้งหลายบนสวรรค์ไหม? พวกเจ้าเต็มใจที่จะหวงแหนความล้ำค่าของความเข้าใจเกี่ยวกับเรา ความชื่นชมยินดีในวจนะของเรา และความรู้เกี่ยวกับเราในฐานะสิ่งที่มีค่าและมีความหมายมากที่สุดในชีวิตของพวกเจ้าไหม? พวกเจ้าสามารถอย่างแท้จริงที่จะนบนอบต่อเราอย่างสุดใจ โดยไม่มีความคิดถึงความสำเร็จที่คาดว่าน่าจะเป็นไปได้ของพวกเจ้าเองไหม? พวกเจ้าสามารถอย่างแท้จริงที่จะยอมให้ตัวพวกเจ้าถูกเราทำให้ถึงแก่ความตาย และถูกเรานำทางเหมือนแกะตัวหนึ่งไหม? มีใครบ้างไหมในท่ามกลางพวกเจ้าที่สามารถสัมฤทธิ์สิ่งต่างๆ เช่นนั้นได้? เป็นไปได้ไหมว่าทุกคนที่เรายอมรับและได้รับสัญญาทั้งหลายของเราคือบรรดาผู้ที่ได้รับพรของเรา? พวกเจ้าได้เข้าใจสิ่งใดจากวจนะเหล่านี้บ้างไหม? หากเราทดสอบพวกเจ้า พวกเจ้าสามารถวางชะตากรรมของพวกเจ้าไว้ในมือของเราอย่างแท้จริง และสามารถค้นหาเจตนารมณ์ของเราและล่วงรู้หัวใจของเราในท่ามกลางการทดสอบเหล่านี้ไหม? เราไม่ปรารถนาให้พวกเจ้าสามารถพูดคำพูดที่จับใจมากมาย หรือบอกเล่าเรื่องราวอันน่าตื่นเต้นมากมาย ตรงกันข้าม เราขอให้พวกเจ้าสามารถที่จะกล่าวคำพยานที่ดีต่อเรา และขอให้เจ้าสามารถเข้าสู่ความเป็นจริงได้อย่างเต็มเปี่ยมและอย่างลึกซึ้ง หากเราไม่ได้พูดโดยตรง เจ้าจะสามารถละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวเจ้าและยอมให้ตัวเจ้าถูกเราใช้ไหม? นี่ไม่ใช่ความเป็นจริงที่เราพึงประสงค์หรอกหรือ? ใครเล่าสามารถที่จะจับความเข้าใจในความหมายในวจนะของเรา? ถึงกระนั้นเราก็ขอให้พวกเจ้าไม่ถูกความแคลงใจถ่วงเอาไว้อีกต่อไป ให้พวกเจ้ากระตือรือร้นในการเข้าสู่ของพวกเจ้าและจับความเข้าใจในเนื้อแท้ของวจนะของเรา นี่ย่อมจะป้องกันเจ้าจากการเข้าใจวจนะของเราผิด และจากการเข้าใจไม่ชัดเจนในเรื่องของความหมายของเรา และจากการฝ่าฝืนประกาศกฤษฎีกาบริหารของเราด้วยเหตุเหล่านั้น เราหวังว่าพวกเจ้าจะจับความเข้าใจในเจตนารมณ์ของเราที่มีต่อพวกเจ้าในวจนะของเรา จงอย่าคิดถึงความสำเร็จที่คาดว่าน่าจะเป็นไปได้ของพวกเจ้าเองอีกเลย และจงกระทำการอย่างที่พวกเจ้าได้ปลงใจไว้ต่อหน้าเราว่า จะนบนอบต่อการจัดวางเรียบเรียงของพระเจ้าในทุกสรรพสิ่ง บรรดาผู้คนทั้งหมดที่ยืนอยู่ภายในบ้านของเรา ควรทำให้มากเท่าที่พวกเขาจะสามารถทำได้ เจ้าควรถวายสิ่งที่ดีที่สุดของตัวเจ้าเองให้กับส่วนสุดท้ายของงานของเราบนแผ่นดินโลก เจ้าเต็มใจที่จะนำสิ่งต่างๆ เช่นนั้นไปปฏิบัติอย่างแท้จริงไหม?

ตัดตอนมาจาก “บทที่ 4” ของ พระวจนะของพระเจ้าถึงทั้งจักรวาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 365

บนแผ่นดินโลก วิญญาณชั่วทุกรูปแบบเดินเพ่นพ่านตลอดกาลเพื่อหาที่พักผ่อน และกำลังค้นหาซากศพมนุษย์ที่สามารถบริโภคได้อย่างไม่รู้จบ คนของเรา! เจ้าต้องยังคงอยู่ในการดูแลและการปกป้องของเรา จงอย่าเหลวไหลเป็นอันขาด! จงอย่าประพฤติตัวโดยไร้ความยั้งคิดเป็นอันขาด! เจ้าควรมอบถวายความจงรักภักดีของเจ้าในบ้านของเรา และด้วยความจงรักภักดีเท่านั้นที่เจ้าจะสามารถจัดให้มีการตีโต้กลับต่อเล่ห์เหลี่ยมของมารได้ ไม่ว่ารูปการณ์แวดล้อมจะเป็นเช่นใด เจ้าไม่ควรประพฤติตัวเช่นที่เจ้าได้ทำในอดีต คือทำสิ่งหนึ่งต่อหน้าเราและทำสิ่งอื่นลับหลังเรา หากเจ้าทำตัวแบบนี้ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็อยู่ไกลออกไปจากการไถแล้ว เราไม่ได้เอ่ยวจนะเช่นนี้มากเกินพอไปแล้วหรือ? แน่นอนว่าเป็นเพราะธรรมชาติเก่าของมนุษยชาตินั้นไม่สามารถแก้ไขได้ เราจึงต้องให้มีการเตือนจำแก่ผู้คนซ้ำๆ จงอย่าเบื่อ! ทั้งหมดที่เราพูดก็ประโยชน์ต่อการทำให้แน่ใจกับชะตาลิขิตของพวกเจ้า! สถานที่ที่เน่าเหม็นและโสโครกเป็นสิ่งที่ซาตานจำเป็นต้องมีอย่างแน่นอน ยิ่งเจ้าไม่อาจรับการไถ่อย่างสิ้นหวังมากขึ้นเท่าใดและยิ่งเจ้าเหลวไหลมากขึ้นเท่าใด ทั้งยังปฏิเสธที่จะนบนอบต่อการยับยั้งชั่งใจ เช่นนั้นแล้ว วิญญาณที่มีมลทินเหล่านั้นก็จะยิ่งกอบโกยโอกาสให้กับตัวพวกมันเองเพื่อแทรกซึมเจ้ามากขึ้นเท่านั้น หากเจ้าได้มาถึงจุดนี้แล้ว ความจงรักภักดีของพวกเจ้าก็จะไม่เป็นอะไรเลยนอกจากคำพูดพล่อยๆ ที่ปราศจากความเป็นจริงใดๆ แม้แต่น้อย และวิญญาณที่มีมลทินก็จะเขมือบปณิธานของพวกเจ้าลงไป และแปลงสภาพให้เป็นความไม่เชื่อฟังและแผนการร้ายเยี่ยงซาตานเพื่อใช้ในการทำให้งานของเราหยุดชะงัก จากตรงนั้น เจ้าสามารถถูกเราเฆี่ยนตีได้ไม่ว่าเวลาใด ไม่มีใครเข้าใจถึงความรุนแรงของสถานการณ์นี้ ผู้คนทั้งหมดเพียงแค่ทำหูทวนลมกับสิ่งที่พวกเขาได้ยิน และไม่ระมัดระวังเลยแม้แต่น้อย เราจำไม่ได้ว่าสิ่งใดถูกทำไปแล้วในอดีต เจ้ายังคงรออย่างจริงจังให้เราผ่อนปรนต่อเจ้าด้วยการ “ลืม” อีกครั้งกระนั้นหรือ? แม้ว่ามนุษย์ได้ต่อต้านเรา เราก็จะไม่ตำหนิพวกเขาด้วยเรื่องนี้ เพราะพวกเขามีวุฒิภาวะน้อยเกินไป และดังนั้น เราจึงไม่ได้ตั้งข้อเรียกร้องต่างๆ ที่สูงเกินไปกับพวกเขา สิ่งที่เราพึงประสงค์ก็คือพวกเขาไม่เหลวไหล และพวกเขานบนอบต่อความยับยั้งชั่งใจ แน่นอนว่ามันไม่ได้เกินความสามารถของพวกเจ้าที่จะสนองตอบข้อกำหนดนี้ ใช่หรือไม่? ผู้คนส่วนใหญ่กำลังรอให้เราเปิดเผยความล้ำลึกต่างๆ มากขึ้นไปอีกเพื่อให้พวกเขาได้ชื่นชมด้วยตาของพวกเขา อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเจ้าได้มาเข้าใจความล้ำลึกต่างๆ ทั้งหมดของสวรรค์แล้ว เจ้าจะสามารถทำอะไรได้กันแน่กับความรู้นั้น? มันจะเพิ่มความรักของเจ้าต่อเราหรือไม่? มันจะกระตุ้นความรักของเจ้าต่อเราหรือไม่? เราไม่ดูแคลนมนุษย์ อีกทั้งเราไม่กระทำการตัดสินพวกเขาอย่างเลินเล่อ หากสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่รูปการณ์แวดล้อมที่เกิดขึ้นจริงของมนุษย์ เราคงจะไม่มีวันสวมมงกุฎที่มีตราเช่นนี้ให้พวกเขาง่ายๆ อย่างนี้หรอก จงคิดย้อนกลับไปในอดีต: เราได้ใส่ร้ายป้ายสีพวกเจ้ากี่ครั้งกันเล่า? เราได้ดูแคลนพวกเจ้ากี่ครั้งกันเล่า? เราได้เฝ้ามองพวกเจ้าโดยไม่คำนึงถึงรูปการณ์แวดล้อมจริงๆ ของพวกเจ้ากี่ครั้งกันเล่า? กี่ครั้งแล้วที่ดำรัสของเราล้มเหลวที่จะเอาชนะพวกเจ้าได้อย่างสุดหัวใจ? กี่ครั้งแล้วที่เราได้พูดโดยไม่เข้าถึงโสตประสาทส่วนลึกภายในตัวพวกเจ้า? มีใครบ้างท่ามกลางพวกเจ้าที่ได้อ่านวจนะของเราโดยไม่กลัวและสั่นเทา หวาดหวั่นอยู่ลึกๆ ว่าเราจะบดขยี้เจ้าลงไปในบาดาลลึก? ใครเล่าไม่สู้ทนการทดสอบจากวจนะของเรา? ภายในดำรัสของเรามีสิทธิอำนาจพำนักอยู่ แต่นี่ไม่ใช่เพื่อการกระทำการพิพากษาอันเลินเล่อต่อมนุษย์ ตรงกันข้าม เราใส่ใจต่อรูปการณ์แวดล้อมจริงๆ ของพวกเขา เราสำแดงความหมายที่มีอยู่โดยธรรมชาติในวจนะของเราต่อพวกเขาอย่างสม่ำเสมอ ในความเป็นจริงแล้ว มีผู้ใดบ้างที่สามารถระลึกรู้ฤทธานุภาพสูงสุดของเราในวจนะของเราได้? มีผู้ใดบ้างที่สามารถรับทองคำที่บริสุทธิ์ที่สุดซึ่งวจนะของเราทำมาจากมัน? เราได้กล่าววจนะไปแล้วกี่คำกัน? มีผู้ใดได้หวงแหนความล้ำค่าของวจนะเหล่านั้นหรือไม่?

ตัดตอนมาจาก “บทที่ 10” ของ พระวจนะของพระเจ้าถึงทั้งจักรวาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 366

วันแล้ววันเล่าที่เรายืนหยัดสังเกตการณ์อยู่เหนือจักรวาล และเราซ่อนเร้นตัวเราอย่างถ่อมใจอยู่ในที่อาศัยของเรา พลางรับประสบการณ์ชีวิตมนุษย์และทำการศึกษาทุกความประพฤติของมนุษยชาติอย่างใกล้ชิด ไม่มีใครเลยได้เคยถวายตัวพวกเขาให้กับเราทั้งหมดอย่างแท้จริง ไม่มีใครเลยได้เคยไล่ตามเสาะหาความจริง ไม่มีใครเลยได้เคยมีมโนธรรมต่อเรา หรือได้ตั้งปณิธานไว้ต่อหน้าเรา แล้วจากนั้นก็รักษาหน้าที่ของตัวเอง ไม่มีใครเลยได้เคยยอมให้เราอาศัยอยู่ภายในพวกเขา ทั้งยังไม่เคยเห็นคุณค่าของเราดังที่ผู้คนพึงเห็นคุณค่าชีวิตของพวกเขาเอง ไม่มีใครเลยได้เคยมองเห็นทั้งหมดที่เทวสภาพของเราเป็นในความเป็นจริงซึ่งสัมพันธ์กับชีวิตจริง ไม่มีใครเลยได้เคยเต็มใจที่จะติดต่อสัมพันธ์กับพระเจ้าผู้ทรงภาคชีวิตจริงพระองค์เอง เมื่อห้วงน้ำกลืนกินพวกมนุษย์เข้าไปพร้อมกันทั้งหมด เราช่วยให้พวกเขารอดจากห้วงน้ำนิ่งเหล่านั้น และให้โอกาสพวกเขาได้มีชีวิตใหม่ ยามผู้คนสูญเสียความมั่นใจของพวกเขาในการที่จะมีชีวิต เราฉุดพวกเขาขึ้นมาจากขอบเหวแห่งความตาย มอบความกล้าหาญให้พวกเขาได้เดินต่อไป เพื่อที่พวกเขาจะสามารถใช้เราเป็นรากฐานสำหรับการดำรงอยู่ของพวกเขา ครั้นผู้คนไม่เชื่อฟังเรา เราก็ทำให้พวกเขารู้จักเราจากภายในความไม่เชื่อฟังของพวกเขา เมื่อมองจากธรรมชาติเดิมของมนุษยชาติ และเมื่อมองจากความปรานีของเรา แทนที่เราจะประหัตประหารพวกมนุษย์ให้ถึงแก่ความตาย เรากลับอนุญาตให้พวกเขากลับใจและตั้งต้นใหม่แบบสดชื่น ในยามที่พวกเขาทนทุกข์กับการกันดารอาหาร แม้ว่าพวกเขามีเพียงลมหายใจสุดท้ายเหลืออยู่ในร่างกายของพวกเขา เราก็ฉวยกระชากพวกเขามาจากความตาย ปกป้องพวกเขาจากการตกเป็นเหยื่อเล่ห์เหลี่ยมของซาตาน หลายครั้งคราเหลือเกินที่ผู้คนได้เห็นมือของเรา หลายครั้งคราเหลือเกินที่พวกเขาได้เป็นพยานแก่โฉมหน้าซึ่งใจดีมีเมตตาและใบหน้าที่ยิ้มแย้มของเรา และหลายครั้งคราเหลือเกินที่พวกเขาได้เห็นบารมีและความโกรธเคืองของเรา แม้ว่าพวกมนุษย์ไม่ได้เคยรู้จักเราเลย เราก็มิได้รีบฉวยประโยชน์จากความอ่อนแอของพวกเขามาเป็นโอกาสในการจงใจยั่วยุ การผ่านประสบการณ์ความยากลำบากของมนุษยชาติได้ทำให้เราสามารถเห็นอกเห็นใจในความอ่อนแอของมนุษย์ เพียงเพื่อเป็นการตอบสนองต่อความไม่เชื่อฟังของผู้คนและความเนรคุณเท่านั้นเองที่เราตวงแบ่งการตีสอนออกเป็นหลากหลายระดับ

เราปกปิดตัวเองเมื่อผู้คนกำลังมีธุระยุ่ง และเผยตัวเราในยามว่างของพวกเขา ผู้คนจินตนาการว่าเรารู้ทุกสรรพสิ่ง พวกเขาคำนึงถึงเราในฐานะพระเจ้าพระองค์เองผู้ทรงโอนอ่อนต่อคำวิงวอนทั้งปวง เพราะฉะนั้น ส่วนใหญ่จึงมาอยู่ต่อหน้าเราเพียงเพื่อที่จะแสวงหาการช่วยเหลือของพระเจ้าเท่านั้น มิใช่เพราะความพึงปรารถนาอันใดที่จะรู้จักเรา เมื่ออยู่ท่ามกลางการรุมเร้าของโรคภัยไข้เจ็บ ผู้คนรีบมาออดอ้อนขอความช่วยเหลือจากเรา ในยามทุกข์ยาก พวกเขาวางใจบอกเล่าความลำบากยากเย็นของพวกเขาต่อเราอย่างสุดกำลัง เพื่อที่จะระบายความทุกข์ของพวกเขาทิ้งไปได้ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ไม่มีมนุษย์สักคนที่ได้สามารถรักเราไปด้วยได้ในขณะที่อยู่ในสภาวะที่รู้สึกชูใจ นั่นคือ ไม่มีสักคนที่ได้พยายามหยิบยื่นน้ำใจในเวลาทั้งหลายแห่งสันติสุขและความสุข เพื่อที่เราอาจมีส่วนร่วมในความชื่นบานยินดีของพวกเขา เมื่อครอบครัวเล็กๆ ของพวกเขามีความสุขและอยู่ดี ผู้คนก็ได้ทิ้งเราหรือปิดประตูใส่เราไปนับแต่ตอนนั้นแล้ว อันเป็นการห้ามเราไม่ให้เข้าไป เพื่อที่พวกเขาจะสามารถชื่นชมกับความสุขของครอบครัวพวกเขาซึ่งได้รับมาจากการอวยพร จิตใจมนุษย์นั้นคับแคบเกินไป มันถึงขั้นคับแคบเกินกว่าจะถือครองพระเจ้าสักองค์ซึ่งเปี่ยมรัก เปี่ยมปรานีและเข้าหาได้อย่างเช่นเรา หลายครั้งคราเหลือเกินที่เราได้ถูกมนุษย์ปฏิเสธในเวลาทั้งหลายแห่งเสียงหัวเราะอันชื่นบานของพวกเขา หลายครั้งคราเหลือเกินที่พวกมนุษย์ได้พึ่งพิงเราเป็นไม้ค้ำยันในยามที่พวกเขาสะดุดล้ม หลายครั้งคราเหลือเกินที่เราถูกผู้คนซึ่งกำลังทนทุกข์กับโรคภัยไข้เจ็บบีบให้รับบทบาทหมอ พวกมนุษย์ช่างใจร้ายอะไรเช่นนี้! พวกเขาช่างไร้เหตุผลและปราศจากศีลธรรมอย่างถึงที่สุด แม้แต่ความรู้สึกทั้งหลายที่พวกมนุษย์ควรต้องมีอยู่กับตัว ก็ยังไม่อาจถูกรับรู้ได้ในตัวพวกเขาด้วยซ้ำ พวกเขาแทบจะปราศจากร่องรอยของความเป็นมนุษย์โดยสิ้นเชิงแล้ว จงครุ่นคิดถึงอดีตและเปรียบเทียบมันกับปัจจุบันว่า มีการเปลี่ยนแปลงอันใดกำลังเกิดขึ้นในตัวพวกเจ้าบ้างหรือไม่? พวกเจ้าได้กำจัดบางสิ่งจากอดีตของพวกเจ้าไปบ้างหรือไม่? หรือว่าอดีตนั้นยังมิได้ถูกแทนที่เลย?

เราได้ท่องเดินทางไปตามเทือกเขาและลุ่มน้ำ ผ่านประสบการณ์การขึ้นและลงของโลกแห่งพวกมนุษย์ ท่ามกลางพวกเขาที่เราได้ท่องตระเวนไป และท่ามกลางพวกเขาที่เราได้ใช้ชีวิตมาหลายปี แม้กระนั้นก็ปรากฏว่าอุปนิสัยของมนุษยชาติได้เปลี่ยนไปนิดเดียว และราวกับว่าธรรมชาติเดิมของผู้คนได้หยั่งรากและแตกหน่อภายในพวกเขาแล้ว พวกเขาไม่เคยสามารถเปลี่ยนแปลงธรรมชาติเดิมนั้นได้เลย พวกเขาก็แค่ปรับปรุงมันให้ดีขึ้นบ้างบนรากฐานดั้งเดิม ดังที่ผู้คนพูดกัน แก่นแท้ไม่ได้เปลี่ยนไป แต่รูปแบบนั้นได้เปลี่ยนไปมาก ผู้คนทั้งหมดดูเหมือนกำลังพยายามหลอกเราและทำให้เราสายตาพร่าพราง จนพวกเขาอาจหลุดพ้นจากปัญหาและได้รับความรู้สึกซาบซึ้งของเรา เราทั้งไม่เลื่อมใสและไม่ให้ความสนใจต่อเล่ห์เหลี่ยมของมนุษย์ แทนที่จะบันดาลโทสะ เรากลับนำท่าทีของการมองแต่ไม่ใช่การเห็นมาใช้ เราวางแผนการที่จะยอมอนุญาตให้มนุษยชาติเถลไถลออกนอกลู่นอกทางไปได้ในระดับหนึ่ง และหลังจากนั้นจึงจัดการกับมนุษยชาติทั้งปวงด้วยกัน ขณะที่พวกมนุษย์ล้วนเป็นพวกเคราะห์ร้ายไร้ค่าผู้ซึ่งไม่รักตัวเอง และผู้ซึ่งไม่ทะนุถนอมตัวเองเอาเสียเลย แล้วเหตุใดเล่า พวกเขาจึงถึงขั้นจำเป็นต้องให้เราแสดงความปรานีและความรักอีกครั้ง? โดยไม่มีข้อยกเว้น พวกมนุษย์ทั้งไม่รู้จักตัวเองและไม่รู้แค่ว่าพวกเขามีคุณค่ามากเพียงใด พวกเขาจึงควรวางตัวเองบนตาชั่งเพื่อชั่งน้ำหนักเสีย พวกมนุษย์ไม่ใส่ใจเรา ดังนั้นเราจึงไม่จริงจังกับพวกเขาเช่นกัน พวกเขาไม่ให้ความสนใจเรา ดังนั้นเราก็ไม่จำเป็นต้องทำงานกับพวกเขาให้หนักขึ้นแต่อย่างใดเช่นกัน นี่ไม่ใช่สิ่งดีที่สุดสำหรับทั้งสองพิภพหรอกหรือ? นี่ไม่ได้พรรณนาถึงพวกเจ้า ประชากรของเราหรอกหรือ? ใครกันในหมู่พวกเจ้าที่ได้ตั้งปณิธานต่อหน้าเราและไม่ทิ้งขว้างปณิธานเหล่านั้นในภายหลัง? ผู้ใดหรือที่ได้ตั้งปณิธานระยะยาวต่อหน้าเราแทนที่จะตั้งจิตของเจ้าไปที่สิ่งต่างๆ อยู่บ่อยๆ? พวกมนุษย์ได้ตั้งปณิธานทั้งหลายต่อหน้าเราในยามที่กำลังสบาย แล้วจากนั้นก็ลบปณิธานเหล่านั้นทิ้งไปในยามทุกข์ยาก แล้วจากนั้นพวกเขาก็เก็บความแน่วแน่ของพวกเขาขึ้นมาใหม่และมาตั้งไว้ตรงหน้าเราในเวลาต่อมา เราไม่น่านับถือถึงขนาดที่เราจะยอมรับของทิ้งแล้วนี้ที่มนุษยชาติได้เก็บขึ้นมาจากกองขยะเอาไว้อย่างสบายๆ อย่างนั้นหรือ? มีพวกมนุษย์ไม่กี่คนที่ยึดมั่นในปณิธานของพวกเขา ไม่กี่คนที่บริสุทธิ์ และไม่กี่คนที่ถวายสิ่งทั้งหลายซึ่งล้ำค่าที่สุดต่อพวกเขาในการพลีอุทิศให้กับเรา พวกเจ้าทั้งหมดไม่เหมือนกันหรอกหรือ? หากเจ้าไม่สามารถที่จะรักษาหน้าที่ของเจ้าเองในฐานะสมาชิกของประชากรของเราในราชอาณาจักรแล้วไซร้ เจ้าก็จะถูกเรารังเกียจและปฏิเสธไปเลย!

ตัดตอนมาจาก “บทที่ 14” ของ พระวจนะของพระเจ้าถึงทั้งจักรวาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 367

มนุษย์ทั้งปวงเป็นสรรพสิ่งที่ทรงสร้างที่ขาดพร่องการรู้จักตนเอง และพวกเขาจึงไร้ความสามารถที่จะรู้จักตัวพวกเขาเอง แม้กระนั้นก็ตาม พวกเขากลับรู้จักผู้อื่นทุกคนเหมือนกับรู้จักหลังมือของพวกเขา ราวกับว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ผู้อื่นได้ทำและได้กล่าว ได้ถูกพวกเขา “ตรวจสอบ” ก่อนแล้ว ตรงหน้าพวกเขานั่นละ และได้รับการเห็นชอบจากพวกเขาก่อนที่ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นจะได้รับการลงมือทำ ผลที่ตามมาคือ มันเป็นราวกับว่าพวกเขาได้ทำความรู้จักผู้อื่นทุกคนลึกเข้าไปจนถึงสภาวะจิตใจเลยทีเดียว มนุษย์ทั้งปวงก็เป็นอย่างนี้ ถึงแม้ว่าพวกเขาได้เข้าสู่ยุคแห่งราชอาณาจักรในวันนี้แล้ว แต่ธรรมชาติของพวกเขาก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง ต่อหน้าเรา พวกเขายังคงทำสิ่งที่เราทำ แต่ลับหลังเรา พวกเขาก็เริ่มทำ “ธุระ” ที่มีเอกลักษณ์ของพวกเขาเอง อย่างไรก็ตาม ในภายหลัง เมื่อพวกเขามาเบื้องหน้าเรา พวกเขาก็เป็นเหมือนผู้คนที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง สงบและไม่หวั่นกลัวอย่างชัดเจน พร้อมโฉมหน้ามนุษย์อันสำรวมและจังหวะชีพจรที่สม่ำเสมอ นี่มิใช่สิ่งที่ทำให้มนุษย์ทั้งหลายน่าเหยียดหยามยิ่งนักอย่างแน่นอนหรอกหรือ? ผู้คนมากมายเหลือเกินแสดงหน้าตาสองแบบที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง—หน้าตาแบบหนึ่งขณะอยู่เบื้องหน้าเรา และหน้าตาอีกแบบหนึ่งเมื่ออยู่ลับหลังเรา พวกเขามากมายเหลือเกินกระทำการเหมือนลูกแกะแรกเกิดเมื่ออยู่เบื้องหน้าเรา แต่พอลับหลังเรา พวกเขาก็แปรสภาพไปเป็นเสือดุดัน และต่อมาก็กระทำการเหมือนนกน้อยโผบินอย่างสนุกสนานไปรอบๆ เนินเขา หลายคนเหลือเกินแสดงปณิธานต่อหน้าเรา หลายคนเหลือเกินมาเบื้องหน้าเรา แสวงหาวจนะของเราด้วยความกระหายและความถวิลหา แต่พอลับหลังเรา พวกเขากลับรำคาญวจนะเหล่านั้นมากขึ้นทุกทีและประกาศตัดขาดจากวจนะเหล่านั้น ราวกับว่าถ้อยคำทั้งหลายของเราเป็นเครื่องถ่วงอย่างหนึ่ง หลายครั้งเหลือเกิน เมื่อเห็นเผ่าพันธุ์มนุษย์ถูกศัตรูของเราทำให้เสื่อมทราม เราก็ได้เลิกตั้งความหวังทั้งหลายของเรากับพวกมนุษย์ หลายครั้งเหลือเกินที่เมื่อเห็นมนุษย์ทั้งหลายมาเบื้องหน้าเรา ฟูมฟายแสวงหาการให้อภัย แม้กระนั้นก็ดี เป็นเพราะการขาดพร่องความนับถือตนเองและการไม่สามารถแก้ไขได้อันดื้อดึงของพวกเขา เราก็ได้ปิดตาของเราจากการกระทำของพวกเขาด้วยความโกรธ แม้แต่ในยามที่หัวใจของพวกเขาจริงแท้และเจตนาของพวกเขาจริงใจก็ตาม หลายครั้งเหลือเกิน เราได้เห็นผู้คนมั่นใจพอที่จะร่วมมือกับเรา ผู้ซึ่งเมื่ออยู่เบื้องหน้าเรา ดูเหมือนอยู่ในอ้อมกอดของเรา ลิ้มรสความอบอุ่นของอ้อมกอดนั้น หลายครั้งเหลือเกิน พอได้เป็นพยานของความบริสุทธิ์ใจ ความมีชีวิตชีวา และความน่ารักของประชากรที่ได้รับการเลือกสรรของเราแล้ว เราจะไม่สามารถรับเอาความยินดีใหญ่หลวงอันเกิดมาจากสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร? มนุษย์ทั้งหลายไม่รู้วิธีชื่นชมพระพรที่ลิขิตไว้ล่วงหน้าของพวกเขาในมือของเรา เพราะพวกเขาไม่เข้าใจว่าอันที่จริงแล้ว ทั้ง “พระพร” และ “ความทุกข์” มีความหมายว่าอะไร ด้วยเหตุนี้ มนุษย์จึงหาได้จริงใจในการแสวงหาเราของพวกเขาไม่ หากวันพรุ่งไม่ได้มีอยู่ เช่นนั้นแล้ว พวกเจ้าคนใดที่ยืนอยู่เบื้องหน้าเรา จักบริสุทธิ์ดุจดังหิมะที่ถูกพัดพา และไร้มลทินดุจดังหยก? จะเป็นไปได้ไหมที่ความรักของเจ้าที่มีต่อเราเป็นเพียงบางอย่างที่สามารถถูกแลกเปลี่ยนเป็นมื้ออาหารอันโอชะสักมื้อ ชุดสูทมีระดับสักชุด หรือตำแหน่งสูงพร้อมรายได้งามๆ สักตำแหน่ง? ความรักของเจ้าที่มีต่อเราสามารถถูกแลกเปลี่ยนเป็นความรักที่ผู้อื่นมีต่อพวกเจ้าได้ไหม? จะเป็นไปได้อย่างแท้จริงไหมที่การก้าวผ่านบททดสอบต่างๆ จะกระตุ้นผู้คนให้ทอดทิ้งความรักของพวกเขาที่มีต่อเรา? ความทุกข์และความทุกข์ลำบากทั้งหลายจะทำให้พวกเขาบ่นเกี่ยวกับการจัดการเตรียมการต่างๆ ของเราไหม? ไม่มีผู้ใดเคยได้ซึ้งคุณค่าของดาบคมกล้าที่อยู่ในปากของเราอย่างแท้จริงเลย กล่าวคือ พวกเขารู้จักเพียงความหมายที่ผิวเผินของมันโดยปราศจากการจับความเข้าใจในสิ่งที่มันพ่วงเอามาด้วย หากมนุษย์ทั้งหลายสามารถมองเห็นความคมของดาบของเราอย่างแท้จริง พวกเขาก็คงจะวิ่งลนลานเหมือนหนูเข้ารูของพวกมัน เป็นเพราะความไม่รู้สึกรู้สาของมนุษย์ทั้งหลาย พวกเขาจึงไม่เข้าใจอะไรเกี่ยวกับความหมายอันแท้จริงแห่งวจนะของเรา และดังนั้นพวกเขาจึงไม่มีเบาะแสเลยว่า ถ้อยคำทั้งหลายของเราน่ายำเกรงเพียงใด หรือว่าพวกมันเผยธรรมชาติของมนุษย์มากเพียงใด และความเสื่อมทรามของมนุษย์เองได้ถูกวจนะเหล่านั้นพิพากษาไปมากเพียงใดแล้ว ด้วยเหตุนี้ ผู้คนส่วนใหญ่จึงได้รับเอาท่าทีที่ไม่กระตือรือร้นมาใช้อันเป็นผลลัพธ์ของแนวคิดครึ่งๆ กลางๆ ของพวกเขาเกี่ยวกับสิ่งที่เรากล่าว

ตัดตอนมาจาก “บทที่ 15” ของ พระวจนะของพระเจ้าถึงทั้งจักรวาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 368

ตลอดทั่วทั้งยุคต่าง ๆ หลายคนได้จากโลกนี้ไปด้วยความผิดหวัง และด้วยความไม่เต็มใจ และหลายคนได้มาสู่โลกด้วยความหวังและความเชื่อ เราได้จัดการเตรียมการให้กับหลายคนที่จะมา และได้ส่งหลายคนออกไป ผู้คนนับไม่ถ้วนได้ผ่านมือเราไป วิญญาณมากมายได้ถูกโยนเข้าไปในแดนคนตาย หลายคนได้ดำรงชีวิตในเนื้อหนัง และหลายคนได้ตายไปและเกิดใหม่บนแผ่นดินโลก กระนั้นก็ตามไม่เคยมีใครเลยในบรรดาพวกเขาที่ได้มีโอกาสชื่นชมพรแห่งราชอาณาจักรในวันนี้ เราได้ให้มนุษย์มากมายเหลือเกิน กระนั้นเขากลับได้รับน้อยนิด เพราะการจู่โจมของกำลังบังคับของซาตานได้ทิ้งให้เขาไม่สามารถที่จะชื่นชมความมั่งคั่งทั้งหมดของเราได้ เขาได้เพียงแค่มีโชคดีที่จะพิจารณาความมั่งคั่งเหล่านั้น แต่ไม่เคยได้สามารถที่จะชื่นชมพวกมันได้อย่างเต็มเปี่ยม มนุษย์ไม่เคยค้นพบเรือนสมบัติในร่างกายของเขาเพื่อรับความมั่งคั่งทั้งหลายของสวรรค์ และดังนั้นเขาจึงได้สูญเสียพรที่เราได้มอบให้เขาไป วิญญาณของมนุษย์ไม่ใช่ปฏิภาณแท้จริงที่เชื่อมโยงเขากับวิญญาณของเราหรอกหรือ? เหตุใดมนุษย์จึงไม่เคยให้เรามีส่วนร่วมกับวิญญาณของเขาเลย? เหตุใดเขาจึงเข้าใกล้เราในเนื้อหนัง แต่กลับไม่สามารถที่จะทำเช่นนั้นในวิญญาณได้? โฉมหน้าที่แท้จริงของเราคือโฉมหน้าของเนื้อหนังใช่หรือไม่? เหตุใดมนุษย์จึงไม่รู้จักเนื้อแท้ของเรา? ไม่เคยมีร่องรอยใด ๆ ของเราในวิญญาณของมนุษย์จริง ๆ หรือ? เราได้หายไปจากวิญญาณของมนุษย์โดยสิ้นเชิงแล้วหรือ? หากมนุษย์ไม่เข้าสู่อาณาจักรฝ่ายวิญญาณ เขาจะสามารถจับความเข้าใจเจตนารมณ์ของเราได้อย่างไร? ในสายตาของมนุษย์ มีสิ่งที่สามารถแทรกซึมอาณาจักรฝ่ายวิญญาณได้โดยตรงหรือไม่? มีหลายครั้งที่เราได้ร้องเรียกมนุษย์ด้วยวิญญาณของเรา กระนั้นมนุษย์ก็กระทำการราวกับว่าเขาได้ถูกเราแทง คำนึงถึงเราจากระยะไกล ด้วยความยำเกรงอย่างยิ่งว่าเราจะนำทางเขาไปสู่อีกโลกหนึ่ง มีหลายครั้งที่เราได้สอบถามในวิญญาณของมนุษย์ กระนั้นเขายังคงหลงลืมอย่างยิ่ง กลัวอย่างล้ำลึกว่าเราจะเข้าสู่บ้านของเขาและฉวยโอกาสพรากทรัพย์สมบัติของเขาทั้งหมดไปจากเขา ด้วยเหตุนี้ เขาจึงปิดกันเราให้อยู่ข้างนอก ทิ้งเราไม่ให้เผชิญกับสิ่งใดเลยนอกจากประตูที่เยือกเย็นและปิดสนิท มีหลายครั้งที่มนุษย์ได้ล้มลงและเราได้ช่วยเขาให้รอด กระนั้นภายหลังจากที่ตื่นขึ้นมนุษย์ก็ทิ้งเราทันที และโดยที่ไม่ได้รับการสัมผัสจากความรักของเรา ก็มองกราดเราอย่างระวังภัย เราไม่เคยได้ทำให้หัวใจของมนุษย์อบอุ่น มนุษย์คือสัตว์เลือดเย็นที่ไร้อารมณ์ความรู้สึก แม้ว่าเขาจะได้รับการทำให้อุ่นโดยอ้อมกอดของเรา แต่เขาก็ไม่เคยถูกขับเคลื่อนอย่างลึกซึ้งโดยอ้อมกอดนั้น มนุษย์ก็เหมือนคนเถื่อนตามภูเขา เขาไม่เคยหวงแหนความล้ำค่าการทะนุถนอมทั้งหมดของเราที่มีต่อมวลมนุษย์ เขาไม่เต็มใจที่จะเข้าหาเรา โดยเลือกที่จะอยู่อาศัยท่ามกลางภูเขามากกว่า ที่ซึ่งเขาทนฝ่าภัยอันตรายจากบรรดาสัตว์ร้ายป่าเถื่อน—กระนั้นเขาก็ไม่เต็มใจที่จะหลบภัยในเรา เราไม่บังคับมนุษย์ผู้ใดเลย เราเพียงทำงานของเรา วันนั้นจะมาถึงเมื่อมนุษย์ว่ายมายังข้างเราจากกลางมหาสมุทรอันทรงพลัง เพื่อที่เขาอาจชื่นชมความมั่งคั่งทั้งหมดบนแผ่นดินโลกและทิ้งความเสี่ยงที่จะถูกทะเลกลืนไว้ข้างหลัง

ตัดตอนมาจาก “บทที่ 20” ของ พระวจนะของพระเจ้าถึงทั้งจักรวาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 369

ผู้คนมากมายปรารถนาที่จะรักเราอย่างแท้จริง แต่เพราะหัวใจของพวกเขาไม่ใช่ของพวกเขาเอง พวกเขาจึงไม่มีการควบคุมด้วยตัวพวกเขาเอง ผู้คนมากมายรักเราอย่างแท้จริงขณะที่พวกเขาได้รับประสบการณ์กับการทดสอบที่เรามอบให้ ถึงกระนั้นพวกเขาก็ไม่สามารถจับความเข้าใจได้ว่าเราดำรงอยู่อย่างแท้จริง และเพียงแค่รักเราในความว่างเปล่าและไม่ใช่เพราะการดำรงอยู่ที่แท้จริงของเรา ผู้คนมากมายวางหัวใจของพวกเขาลงต่อหน้าเราแล้วก็ไม่ใส่ใจต่อหัวใจของพวกเขา และด้วยเหตุนี้หัวใจของพวกเขาจึงถูกซาตานคว้าไปเมื่อใดก็ตามที่มันมีโอกาส แล้วพวกเขาก็จากเราไป ผู้คนมากหลายรักเราอย่างจริงแท้เมื่อเราจัดเตรียมวจนะให้ ถึงกระนั้นก็ยังไม่ทะนุถนอมวจนะของเราในจิตวิญญาณของพวกเขา แทนที่จะเป็นเช่นนั้นกลับใช้วจนะของเราเหมือนสมบัติสาธารณะอย่างไม่ตั้งใจและโยนวจนะของเรากลับไปยังที่เดิมเมื่อใดก็ตามที่พวกเขารู้สึกอยากจะทำ มนุษย์ค้นหาเราท่ามกลางความเจ็บปวด และเขามองดูเราท่ามกลางการทดสอบ ในช่วงระหว่างเวลาแห่งสันติสุข เขาชื่นชมเรา เมื่อตกอยู่ในอันตราย เขาก็ปฏิเสธเรา เมื่อเขาติดธุระ เขาก็ลืมเรา และเมื่อเขาว่าง เขาก็ปฏิบัติต่อเราอย่างพอเป็นพิธี—แต่ทว่ายังไม่เคยมีใครรักเราตลอดชั่วชีวิตของพวกเขาเลย เราปรารถนาให้มนุษย์จริงจังจริงใจต่อหน้าเรา กล่าวคือ เราไม่ขอให้เขามอบสิ่งใดแก่เรา แต่ขอให้ผู้คนทั้งปวงรับเราไว้อย่างจริงจังเท่านั้น ว่าแทนที่จะโอ้โลมเรา ให้พวกเขาเปิดโอกาสให้เราได้นำความจริงใจของมนุษย์กลับมาแทน ความรู้แจ้ง ความกระจ่าง และราคาของความพยายามของเราแผ่ไปทั่วผู้คนทั้งปวง แต่ทว่าข้อเท็จจริงที่แท้ของทุกการกระทำของมนุษย์ก็แผ่ไปทั่วผู้คนทั้งปวงด้วยเช่นกัน เช่นเดียวกับการที่พวกเขาหลอกลวงเรา เป็นราวกับว่าส่วนผสมต่างๆ ของการหลอกลวงของมนุษย์ได้อยู่กับเขามาตั้งแต่ในครรภ์ ราวกับว่าเขาได้ครอบครองทักษะการใช้เล่ห์เหลี่ยมพิเศษเหล่านี้มาตั้งแต่เกิด ยิ่งไปกว่านั้น เขาไม่เคยได้เปิดเผยแผนการอันเป็นความลับ ไม่เคยมีใครเห็นทะลุเข้าไปยังแหล่งกำเนิดของทักษะที่เต็มไปด้วยการหลอกลวงเหล่านี้ ผลก็คือ มนุษย์ใช้ชีวิตท่ามกลางการหลอกลวงโดยไม่ตระหนักถึงมัน และเป็นราวกับว่าหากเขายกโทษให้ตัวเอง ราวกับว่าเป็นการจัดการเตรียมการของพระเจ้ามากกว่าที่จะเป็นการที่เขาจงใจหลอกลวงเรา นี่ไม่ใช่แหล่งกำเนิดของการที่มนุษย์หลอกลวงเราหรอกหรือ? นี่ไม่ใช่กลอุบายอันเจ้าเล่ห์ของเขาหรอกหรือ? เราไม่เคยฉงนสนเท่ห์กับคำประจบสอพลอและกลลวงของมนุษย์เลย เพราะเราค้นพบแก่นแท้ของเขามานานแล้ว ผู้ใดจะรู้บ้างว่าความไม่บริสุทธิ์ในโลหิตของเขามีมากเพียงใด และพิษของซาตานอยู่ภายในไขกระดูกของเขามากเพียงใด? มนุษย์เติบโตคุ้นเคยกับมันมากยิ่งขึ้นในแต่ละวันที่ผ่านไป จนกระทั่งเขาไม่รู้สึกถึงอันตรายที่กระทำโดยซาตาน และด้วยเหตุนี้ไม่มีความสนใจที่จะค้นหาให้พบถึง “ศิลปะของการดำรงอยู่ที่สมบูรณ์แข็งแรง”

ตัดตอนมาจาก “บทที่ 21” ของ พระวจนะของพระเจ้าถึงทั้งจักรวาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 370

มนุษย์ดำรงชีวิตอยู่ท่ามกลางความสว่าง กระนั้นเขาก็ไม่ตระหนักรู้ถึงความมีค่าของความสว่าง เขาไม่รู้เท่าทันถึงเนื้อแท้ของความสว่าง และแหล่งกำเนิดของความสว่าง และยิ่งไปกว่านั้น เขาไม่รู้เท่าทันว่าความสว่างนั้นเป็นของผู้ใด เมื่อเราประสาทความสว่างนั้นท่ามกลางมวลมนุษย์ เราตรวจดูสภาพเงื่อนไขท่ามกลางมนุษย์โดยทันที กล่าวคือ เพราะความสว่าง ผู้คนทั้งปวงจึงกำลังเปลี่ยนแปลงและกำลังเติบโต และได้ออกจากความมืด เรามองไปยังทุกมุมของจักรวาล และเห็นว่าภูเขาทั้งหลายถูกปกคลุมด้วยหมอก ว่าห้วงน้ำทั้งหลายได้เป็นน้ำแข็งในความเย็น และว่าผู้คนมองไปทางทิศตะวันออกเพราะการมาถึงของความสว่าง ว่าพวกเขาอาจจะค้นพบบางสิ่งบางอย่างที่มีค่ามากขึ้น─กระนั้น มนุษย์ก็ยังคงไม่สามารถหยั่งรู้ทิศทางที่ชัดเจนภายในความพร่ามัว เนื่องจากทั้งโลกถูกห่มคลุมด้วยหมอก เมื่อเรามองจากท่ามกลางหมู่เมฆ จึงไม่เคยมีมนุษย์ที่ค้นพบการดำรงอยู่ของเราเลย มนุษย์กำลังแสวงหาบางสิ่งบางอย่างบนแผ่นดินโลก ดูเหมือนว่าเขากำลังหาอาหาร ดูเหมือนว่าเขาตั้งใจที่จะรอคอยการมาถึงของเรา─กระนั้น เขาก็ไม่รู้จักวันของเรา และสามารถเพียงมองไปยังแสงริบหรี่ของความสว่างในทิศตะวันออกอยู่บ่อยๆ เท่านั้น ท่ามกลางกลุ่มชนทั้งปวง เราแสวงหาบรรดาผู้ที่สอดคล้องกับหัวใจของเราเองอย่างแท้จริง เราเดินท่ามกลางกลุ่มชนทั้งปวง และใช้ชีวิตท่ามกลางกลุ่มชนทั้งปวง แต่มนุษย์บนแผ่นดินโลกก็ปลอดภัยดี และดังนั้นจึงไม่มีผู้ใดที่สอดคล้องกับหัวใจของเราเองอย่างแท้จริง ผู้คนไม่รู้ว่าจะเอาใจใส่เจตจำนงของเราอย่างไร พวกเขาไม่สามารถมองเห็นการกระทำของเรา และพวกเขาไม่สามารถเคลื่อนไหวภายในความสว่างและได้รับแสงจากความสว่างนั้น ถึงแม้ว่ามนุษย์จะเคยหวงแหนความล้ำค่าวจนะของเรา แต่เขาก็ไม่สามารถมองทะลุถึงกลอุบายอันหลอกลวงของซาตาน เพราะวุฒิภาวะของมนุษย์นั้นเล็กน้อยเกินไป เขาจึงไร้ความสามารถที่จะทำอย่างที่หัวใจของเขาปรารถนาได้ มนุษย์ไม่เคยได้รักเราอย่างจริงใจ เมื่อเรายกย่องเขา เขารู้สึกว่าตัวเขาเองไม่มีค่าคู่ควร แต่นี่ไม่ได้ทำให้เขาพยายามที่จะทำให้เราพึงพอใจ เขาแค่ยึด “สถานะ” ที่เราได้ให้เขาไว้ในมือของเขาและพินิจพิเคราะห์มัน ไม่อาจสำนึกรับรู้ได้ถึงความน่ารักชื่นชมของเรา เขากลับยืนกรานในการทำให้ตัวเองคัดคั่งไปกับพรทั้งหลายแห่งสถานะของเขา นี่ไม่ใช่ความขาดตกบกพร่องของมนุษย์หรอกหรือ? เมื่อภูเขาเคลื่อนที่ ภูเขาเหล่านั้นจะสามารถหาทางอ้อมเพื่อประโยชน์แห่งสถานะของเจ้าได้หรือไม่? เมื่อห้วงน้ำไหล ห้วงน้ำเหล่านั้นจะสามารถหยุดที่หน้าสถานะของมนุษย์ได้หรือไม่? ฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกจะสามารถย้อนกลับด้วยสถานะของมนุษย์ได้หรือไม่? ครั้งหนึ่งเราเคยเปี่ยมปรานีต่อมนุษย์ ครั้งแล้วครั้งเล่า─ถึงกระนั้นก็ไม่มีผู้ใดทะนุถนอมหรือหวงแหนความล้ำค่าของการนี้ พวกเขาแค่รับฟังมันเป็นเรื่องเล่า หรืออ่านมันเป็นนิยาย วจนะของเราไม่สัมผัสถึงหัวใจของมนุษย์จริงๆ หรือ? ถ้อยคำของเราไม่มีผลจริงๆ หรือ? จะเป็นไปได้หรือที่ไม่มีผู้ใดเชื่อในการดำรงอยู่ของเรา? มนุษย์ไม่รักตัวเขาเอง แทนที่จะเป็นเช่นนั้น เขากลับร่วมกับซาตานเพื่อโจมตีเราแทน และใช้ซาตานเป็น “สินทรัพย์” ที่ใช้เพื่อรับใช้เรา เราจะเจาะกลอุบายที่หลอกลวงทั้งหมดของซาตาน และหยุดผู้คนบนแผ่นดินโลกไม่ให้ยอมรับการหลอกลวงของซาตาน เพื่อที่พวกเขาจะไม่ต่อต้านเราเนื่องจากการดำรงอยู่ของมัน

ตัดตอนมาจาก “บทที่ 22” ของ พระวจนะของพระเจ้าถึงทั้งจักรวาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 371

ในสายตาของเรา มนุษย์เป็นผู้ปกครองสรรพสิ่ง เราได้ให้สิทธิอำนาจแก่เขาไปไม่ใช่น้อย โดยอนุญาตให้เขาบริหารจัดการทุกสรรพสิ่งบนแผ่นดินโลก—หญ้าบนภูเขา สัตว์ที่อยู่ท่ามกลางป่า และปลาในน้ำ แต่แทนที่จะมีความสุขเพราะการนี้ มนุษย์กลับถูกรุมเร้าด้วยความวิตกกังวล ทั้งชีวิตของเขาเป็นชีวิตแห่งความปวดร้าวและการเร่งรีบ ชีวิตแห่งความสนุกที่เพิ่มให้กับความว่างเปล่า ตลอดชีวิตของเขาไม่มีการประดิษฐ์คิดค้นและการสร้างสรรค์ใหม่ๆ เลย ไม่มีผู้ใดสามารถแยกตัวเองออกมาจากชีวิตอันกลวงเปล่านี้ได้ ไม่มีผู้ใดได้เคยค้นพบชีวิตที่มีความหมาย และไม่มีผู้ใดเคยได้รับประสบการณ์กับชีวิตจริง แม้ว่าผู้คนทุกวันนี้ล้วนมีชีวิตอยู่ภายใต้ความสว่างอันโชติช่วงของเรา พวกเขาก็ไม่รู้สิ่งใดเกี่ยวกับชีวิตในสวรรค์เลย เราเราไม่ปรานีต่อมนุษย์และไม่ช่วยมวลมนุษย์ให้รอด เช่นนั้นแล้ว ผู้คนทั้งปวงก็ได้มาอยู่ในความสูญเปล่า ชีวิตของพวกเขาบนแผ่นดินโลกไร้ซึ่งความหมาย และพวกเขาก็จะจากไปอย่างสูญเปล่า โดยไม่มีสิ่งใดให้ภาคภูมิใจ ผู้คนจากทุกศาสนา ทุกภาคส่วนของสังคม ทุกชาติ และทุกนิกายล้วนรู้จักความว่างเปล่าบนแผ่นดินโลก และพวกเขาล้วนแสวงหาเราและรอคอยการกลับมาของเรา—ทว่าผู้ใดเล่าสามารถรู้จักเราเมื่อเรามาถึง? เราได้สร้างทุกสรรพสิ่ง เราได้สร้างมวลมนุษย์ และวันนี้เราได้เคลื่อนลงมาอยู่ท่ามกลางมนุษย์ แต่กระนั้น มนุษย์ก็โต้กลับเรา และแก้แค้นเรา งานที่เราทำให้มนุษย์ไม่มีประโยชน์ต่อเขาเลยหรือ? เราไม่สามารถทำให้มนุษย์พอใจได้จริงๆ หรือ? เหตุใดมนุษย์จึงปฏิเสธเรา? เหตุใดมนุษย์จึงเย็นชาและไม่แยแสเรา? เหตุใดแผ่นดินโลกจึงปกคลุมไปด้วยซากศพ? นี่คือสภาพของโลกที่เราได้สร้างขึ้นมาเพื่อมนุษย์จริงๆ หรือ? เพราะเหตุใดกัน ที่เราได้ให้ความมั่งคั่งอันหาใดเปรียบมิได้แก่มนุษย์ กระนั้นพวกเขาก็ยื่นสองมืออันว่างเปล่ากลับมาให้เรา? เหตุใดมนุษย์จึงไม่รักเราอย่างแท้จริง? เหตุใดพวกเขาจึงไม่เคยมาอยู่ต่อหน้าเราเลย? วจนะของเราล้วนไม่เกิดประโยชน์อันใดทั้งสิ้นจริงๆ หรือ? วจนะของเราได้หายลับไปเหมือนความร้อนจากน้ำหรือ? เหตุใดมนุษย์จึงไม่เต็มใจที่จะร่วมมือกับเรา? การมาถึงของวันของเราเป็นชั่วขณะแห่งความตายของมนุษย์จริงๆ หรือ? เราสามารถทำลายมนุษย์ในเวลาที่ราชอาณาจักรของเราได้รับการก่อร่างขึ้นมาจริงๆ หรือ? เหตุใด ในช่วงระหว่างแผนการบริหารจัดการทั้งหมดของเรา จึงไม่เคยมีผู้ใดจับความเข้าใจเจตนารมณ์ของเราเลย? เหตุใด แทนที่จะทะนุถนอมถ้อยคำที่ออกมาจากปากของเรา มนุษย์จึงกลับเกลียดและปฏิเสธถ้อยคำเหล่านั้น? เราไม่กล่าวโทษผู้ใด แต่เพียงแค่ทำให้ผู้คนทั้งหมดกลับคืนสู่ความสงบและดำเนินงานที่มีการสะท้อนภาพตนเองเท่านั้น

ตัดตอนมาจาก “บทที่ 25” ของ พระวจนะของพระเจ้าถึงทั้งจักรวาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 372

มนุษย์ได้มีประสบการณ์กับความอบอุ่นของเรา มนุษย์ได้ปรนนิบัติเราอย่างจริงจังจริงใจ และมนุษย์ได้นบนอบเบื้องหน้าเราอย่างจริงจังจริงใจ โดยทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อเราในการสถิตของเรา แม้กระนั้นนี่ก็อยู่พ้นวิสัยผู้คนของวันนี้ พวกเขาไม่ทำสิ่งใดนอกจากร่ำไห้ในจิตวิญญาณของพวกเขาราวกับว่าพวกเขาได้ถูกหมาป่าหิวโหยคว้ากระชาก และพวกเขาสามารถเพียงแค่มองมาที่เราอย่างอับจนหนทาง ร้องเรียกเราไม่หยุด แต่ในท้ายที่สุด พวกเขาก็ไม่สามารถที่จะหลีกหนีจากสถานการณ์ลำบากของพวกเขาได้ เราคิดย้อนกลับไปถึงวิธีที่ผู้คนในอดีตได้ให้คำสัญญาในการสถิตของเรา โดยสาบานต่อฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกในการสถิตของเราเพื่อตอบแทนความใจดีมีเมตตาของเราด้วยความชื่นชอบของพวกเขา พวกเขาได้ร่ำไห้อย่างโศกเศร้าเบื้องหน้าเรา และเสียงร้องไห้ของพวกเขาชวนให้หัวใจสลาย ยากที่จะทนรับ เพราะความแน่วแน่ของพวกเขา เราย่อมจะจัดเตรียมความช่วยเหลือให้แก่ผู้คนบ่อยครั้ง หลายครั้งนับไม่ถ้วน ผู้คนได้มาเบื้องหน้าเราเพื่อนบนอบต่อเรา กิริยาดีงามของพวกเขายากที่จะลืม หลายครั้งนับไม่ถ้วน พวกเขาได้รักเรา ไม่สั่นคลอนในความรักภักดีของพวกเขา ไม่สั่นคลอนในความจริงจังจริงใจที่น่าเลื่อมใสของพวกเขา หลายครั้งนับไม่ถ้วน พวกเขาได้รักเราจนถึงจุดที่ยอมพลีอุทิศชีวิตของพวกเขาเอง พวกเขาได้รักเรามากกว่าตัวของพวกเขาเอง—และเมื่อเห็นความจริงใจของพวกเขา เราก็ได้ยอมรับความรักของพวกเขาเอาไว้ หลายครั้งนับไม่ถ้วน พวกเขาได้มอบถวายตัวพวกเขาเองในการสถิตของเรา เพื่อประโยชน์แห่งเราโดยไม่แยแสการเผชิญหน้าความตาย และเราได้คลายความกังวลไปจากคิ้วของพวกเขาและประเมินสีหน้าของพวกเขาอย่างรอบคอบระมัดระวัง มีหลายครั้งนับไม่ถ้วนที่เราได้รักพวกเขาเหมือนสมบัติล้ำค่าที่เราทะนุถนอม และมีหลายครั้งนับไม่ถ้วนที่เราได้เกลียดชังพวกเขาในฐานะศัตรูของเราเอง ถึงกระนั้นก็ตาม สิ่งที่อยู่ในจิตใจของเรายังคงอยู่พ้นวิสัยการจับความเข้าใจของมนุษย์ เมื่อผู้คนเศร้า เรามาชูใจพวกเขา และเมื่อพวกเขาอ่อนแอ เราก็มาช่วยพวกเขาไปตลอดทาง เมื่อพวกเขาหลงทาง เราบอกทิศทางแก่พวกเขา เมื่อพวกเขาร่ำไห้ เราเช็ดน้ำตาของพวกเขา แต่เมื่อเราเศร้า ผู้ใดจะสามารถชูใจเราด้วยหัวใจของพวกเขาได้? เมื่อเรากังวลอย่างที่สุด ผู้ใดจะคำนึงถึงความรู้สึกของเรา? เมื่อเราโศกเศร้า ผู้ใดจะสามารถเยียวยาบาดแผลในหัวใจของเราได้? เมื่อเราจำเป็นต้องมีใครสักคน ผู้ใดอาสาที่จะร่วมมือกับเรา? เป็นไปได้ไหมว่าท่าทีแต่ก่อนของผู้คนต่อเราบัดนี้สูญหายไป ไม่มีวันกลับมา? เหตุใดจึงไม่มีท่าทีนั้นหลงเหลืออยู่ในความทรงจำของพวกเขาเลย? ผู้คนได้ลืมสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดได้อย่างไร? ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เพราะมวลมนุษย์ถูกศัตรูของเขาทำให้เสื่อมทรามหรอกหรือ?

ตัดตอนมาจาก “บทที่ 27” ของ พระวจนะของพระเจ้าถึงทั้งจักรวาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 373

นี่ช่างน่าผิดหวังเสียจริง พระเจ้าได้ทรงสร้างมวลมนุษย์ขึ้นมา แต่เมื่อพระองค์เสด็จมาสู่โลกมนุษย์ ผู้คนกลับพยายามที่จะต้านทานพระองค์และขับพระองค์ออกจากดินแดนของพวกเขา ราวกับว่าพระองค์ทรงเป็นแค่เด็กกำพร้าบางคนที่ซัดเซพเนจรไปทั่วโลก หรือเป็นดั่งมนุษย์โลกคนหนึ่งซึ่งไร้ประเทศ ไม่มีใครเลยที่รู้สึกผูกพันกับพระเจ้า ไม่มีใครเลยที่รักพระองค์อย่างแท้จริง และไม่มีใครเลยที่เคยต้อนรับการเสด็จมาของพระองค์ แทนที่จะเป็นเช่นนั้น เมื่อเห็นการเสด็จมาของพระเจ้า หมู่เมฆก็เข้าปิดบังใบหน้าอันชื่นบานไว้ในเงาสลัวภายในพริบตา ราวกับพายุเฉียบพลันกำลังจะมา หรือราวกับว่าพระเจ้าอาจทรงนำเอาความสุขของครอบครัวพวกเขาออกไป และราวกับว่าพระเจ้ามิเคยได้ทรงอวยพรพวกมนุษย์ แทนที่จะเป็นเช่นนั้น กลับเพียงเคยได้ทรงนำพาโชคร้ายมาสู่พวกเขาเท่านั้น เพราะฉะนั้นในจิตใจของพวกมนุษย์ พระเจ้าทรงมิใช่สิ่งดีมีประโยชน์แต่กลับเป็นพระองค์เดียวที่ทรงสาปแช่งพวกเขาอยู่เสมอ เพราะเหตุนี้ ผู้คนจึงไม่ใส่ใจต่อพระองค์หรือต้อนรับพระองค์ พวกเขาเย็นชาใส่พระองค์เสมอ และมันได้เป็นกรณีเช่นนี้ตลอดมา เพราะพวกมนุษย์เก็บงำสิ่งเหล่านี้ไว้ในหัวใจของพวกเขา พระเจ้าจึงตรัสว่า มนุษยชาตินั้นช่างไร้เหตุผลและปราศจากศีลธรรม และตรัสว่า แม้แต่ความรู้สึกทั้งหลายที่พวกมนุษย์ควรต้องมีอยู่กับตัว ก็ยังไม่อาจถูกรับรู้ได้ในตัวพวกเขาด้วยซ้ำ พวกมนุษย์ไม่แสดงให้เห็นการพิจารณาอันใดสำหรับความรู้สึกของพระเจ้า แต่กลับใช้สิ่งที่เรียกว่า “ความชอบธรรม” มาจัดการกับพระเจ้าแทน พวกเขาเป็นเช่นนี้มานานหลายปี และด้วยเหตุผลนี้ พระเจ้าจึงได้ตรัสไว้ว่าอุปนิสัยของพวกเขานั้นไม่ได้เปลี่ยนไปเลย นี่ย่อมแสดงให้เห็นได้เป็นอย่างดีว่า พวกเขาไม่ได้มีสาระมากไปกว่าขนนกกำมือเดียวเลย อาจกล่าวได้ว่า พวกมนุษย์เป็นพวกเคราะห์ร้ายที่ไร้ค่า เพราะพวกเขาไม่ถนอมความล้ำค่าของตัวเอง หากพวกเขาไม่แม้แต่จะรักตนเอง แต่กลับเหยียบย่ำตนเองแทน เช่นนั้นแล้ว นี่มิแสดงให้เห็นความไร้ค่าของพวกเขาหรอกหรือ? มนุษย์ก็เปรียบเสมือนสตรีซึ่งปราศจากศีลธรรมคนหนึ่งที่เล่นเกมกับตัวเองและเต็มใจมอบตัวเองให้ผู้อื่นล่วงละเมิด แม้ว่าเป็นเช่นนั้น ผู้คนก็ยังคงมิได้ระลึกรู้ว่าพวกเขานั้นต่ำต้อยขนาดไหนกันแน่ พวกเขายินดีในการทำงานเพื่อผู้อื่นหรือในการพูดคุยกับผู้อื่น ยอมให้ตัวเองอยู่ภายใต้การควบคุมของผู้อื่น นี่มิใช่ความโสมมของมนุษยชาติอย่างแน่แท้หรอกหรือ? แม้ว่าเราไม่ได้ผ่านประสบการณ์ชีวิตท่ามกลางมนุษยชาติ และไม่ได้ผ่านประสบการณ์ชีวิตมนุษย์อย่างแท้จริง เราก็ได้รับความเข้าใจที่ชัดแจ้งมากเกี่ยวกับทุกการเคลื่อนไหว ทุกการกระทำ ทุกคำพูด และทุกความประพฤติที่มนุษย์ทำ เราถึงขั้นสามารถเปิดโปงพวกมนุษย์จนถึงความอับอายที่ลึกสุดของพวกเขา จนถึงจุดที่พวกเขาไม่กล้าที่จะเผยความเจ้าเล่ห์เพทุบายของพวกเขาเอง หรือเปิดทางให้กับตัณหาของพวกเขาอีกต่อไปเลย พวกเขาไม่กล้าเปิดโปงสภาวะอันอัปลักษณ์ของพวกเขาอีกต่อไปเหมือนพวกหอยทากที่หดหัวเข้าไปในเปลือกของพวกมัน เพราะความที่พวกมนุษย์ไม่รู้จักตัวเอง มลทินอันใหญ่หลวงที่สุดของพวกเขาก็คือความเต็มใจที่จะขนเสน่ห์ของพวกเขามาเรียงเป็นขบวนต่อหน้าผู้อื่น อันเป็นการโอ้อวดโฉมหน้าอันอัปลักษณ์ของพวกเขา นี่คือสิ่งที่พระเจ้าทรงรังเกียจที่สุด นี่เป็นเพราะสัมพันธภาพระหว่างผู้คนนั้นผิดปกติ และสัมพันธภาพที่ปกติระหว่างบุคคลนั้นขาดพร่องไป นับประสาอะไรกับสัมพันธภาพปกติระหว่างพวกเขากับพระเจ้า พระเจ้าได้ตรัสไปมากมายเหลือเกินแล้ว และในการทำเช่นนั้น วัตถุประสงค์หลักของพระองค์ตลอดมาก็คือ เพื่อที่จะจับจองที่ในหัวใจผู้คน เพื่อให้พวกเขาสามารถกำจัดรูปเคารพทั้งหมดที่ได้ใช้ที่นั่นเป็นที่พักอาศัยออกไป ทันทีหลังจากนั้น พระเจ้าจึงสามารถกวัดแกว่งฤทธานุภาพเหนือมนุษยชาติทั้งปวงและสัมฤทธิ์พระประสงค์แห่งการดำรงอยู่ของพระองค์บนแผ่นดินโลกได้

ตัดตอนมาจาก “บทที่ 14” ของ การตีความความล้ำลึกต่างๆ แห่งพระวจนะของพระเจ้าถึงทั้งจักรวาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

ก่อนหน้า: การเปิดโปงความเสื่อมทรามของมวลมนุษย์ 1

ถัดไป: X. การเข้าสู่ชีวิต

พระเจ้าได้เสด็จมาอย่างลับๆ ก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงและได้ทรงสร้างกลุ่มผู้มีชัยชนะขึ้นแล้ว จากนั้น พระเจ้าจะทรงปรากฏอย่างเปิดเผยและทรงให้รางวัลคนดีและลงโทษคนชั่ว คุณต้องการต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าและให้พระเจ้าช่วยให้รอดก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงหรือไม่? อย่าลังเลที่จะติดต่อเราตอนนี้เพื่อหาวิธี
ติดต่อเราผ่าน Messenger
ติดต่อเราผ่าน Line

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

ผู้ที่ถูกเรียกมีมากมาย แต่ผู้ที่ถูกเลือกมีเพียงนิดเดียว

เราได้แสวงหาผู้คนมากมายบนโลกนี้เพื่อให้มาเป็นผู้ติดตามของเรา ในหมู่ผู้ติดตามทั้งหมดเหล่านี้ มีผู้ที่ทำหน้าที่เป็นนักบวช ผู้ที่เป็นผู้นำ...

ผู้ที่ถูกเรียกมีมากมาย แต่ผู้ที่ถูกเลือกมีเพียงนิดเดียว

เราได้แสวงหาผู้คนมากมายบนโลกนี้เพื่อให้มาเป็นผู้ติดตามของเรา ในหมู่ผู้ติดตามทั้งหมดเหล่านี้ มีผู้ที่ทำหน้าที่เป็นนักบวช ผู้ที่เป็นผู้นำ...

เจ้าควรจะเข้าร่วมภารกิจในอนาคตของเจ้าอย่างไร

เจ้าสามารถสื่อถึง “พระอุปนิสัยที่พระเจ้าทรงแสดงออกในแต่ละยุค” อย่างเป็นรูปธรรมด้วยภาษาที่เหมาะแก่การสื่อนัยสำคัญของยุคนั้นได้หรือไม่?...

ความแตกต่างระหว่างพันธกิจของพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์และหน้าที่ของมนุษย์

พวกเจ้าต้องทำความรู้จักกับนิมิตต่างๆ แห่งพระราชกิจของพระเจ้าและจับความเข้าใจทิศทางทั่วไปของพระราชกิจของพระองค์ นี่คือการเข้าสู่เชิงบวก...

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

สารบัญ

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้