พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

ผลลัพธ์ 0 รายการ

ไม่พบผลลัพธ์

VII. ความล้ำลึกเกี่ยวกับพระคัมภีร์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 265

เป็นเวลาหลายปีมาแล้ว วิธีการดั้งเดิมของผู้คนเกี่ยวกับความเชื่อนั้น (ที่เป็นของศาสนาคริสต์ หนึ่งในสามศาสนาใหญ่ของโลก) คือการอ่านพระคริสตธรรมคัมภีร์ การแยกจากพระคริสตธรรมคัมภีร์ไม่ใช่ความเชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้า การแยกจากพระคริสตธรรมคัมภีร์คือความนอกคอกและความนอกรีต และถึงแม้ว่าผู้คนจะอ่านหนังสืออื่นๆ แต่รากฐานของหนังสือเหล่านั้นก็ต้องเป็นคำอธิบายเกี่ยวกับพระคริสตธรรมคัมภีร์ กล่าวคือ หากเจ้าเชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ต้องอ่านพระคริสตธรรมคัมภีร์ และภายนอกพระคริสตธรรมคัมภีร์ เจ้าต้องไม่นมัสการหนังสือเล่มใดที่ไม่เกี่ยวข้องกับพระคริสตธรรมคัมภีร์ หากเจ้าทำ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็กำลังทรยศพระเจ้า นับตั้งแต่เวลาที่มีพระคริสตธรรมคัมภีร์เป็นต้นมา ความเชื่อของผู้คนในองค์พระผู้เป็นเจ้าคือความเชื่อในพระคริสตธรรมคัมภีร์ แทนที่จะพูดว่าผู้คนเชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้า จะเป็นการดีกว่าที่จะพูดว่าพวกเขาเชื่อในพระคริสตธรรมคัมภีร์ แทนที่จะพูดว่าพวกเขาได้เริ่มต้นอ่านพระคริสตธรรมคัมภีร์ จะเป็นการดีกว่าที่จะพูดว่าพวกเขาได้เริ่มต้นเชื่อในพระคริสตธรรมคัมภีร์ และแทนที่จะพูดว่าพวกเขาได้กลับไปอยู่เฉพาะพระพักตร์องค์พระผู้เป็นเจ้า คงจะเป็นการดีกว่าที่จะพูดว่าพวกเขาได้กลับไปอยู่ต่อหน้าพระคริสตธรรมคัมภีร์ ด้วยวิธีนี้ ผู้คนนมัสการพระคริสตธรรมคัมภีร์เสมือนว่าพระคริสตธรรมคัมภีร์คือพระเจ้า เสมือนว่าพระคริสตธรรมคัมภีร์คือโลหิตแห่งชีวิตของพวกเขา และการสูญเสียพระคริสตธรรมคัมภีร์ก็คงจะเหมือนกับการสูญเสียชีวิตของพวกเขา ผู้คนมองว่าพระคริสตธรรมคัมภีร์สูงส่งเท่ากับพระเจ้า และมีแม้กระทั่งผู้ที่มองว่าพระคริสตธรรมคัมภีร์สูงส่งกว่าพระเจ้า หากผู้คนปราศจากพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ หากพวกเขาไม่สามารถรู้สึกถึงพระเจ้า พวกเขาสามารถใช้ชีวิตต่อไปได้—แต่ทันทีที่พวกเขาสูญเสียพระคริสตธรรมคัมภีร์ หรือสูญเสียบทและคำคมที่ขึ้นชื่อจากพระคริสตธรรมคัมภีร์ ก็เสมือนกับว่าพวกเขาได้สูญเสียชีวิตของพวกเขาไปแล้ว และดังนั้น ทันทีที่ผู้คนเชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้า พวกเขาก็เริ่มต้นอ่านพระคริสตธรรมคัมภีร์ และจดจำพระคริสตธรรมคัมภีร์ และยิ่งพวกเขาสามารถจดจำพระคริสตธรรมคัมภีร์ได้มากเท่าใด นี่ก็ยิ่งพิสูจน์ว่าพวกเขารักองค์พระผู้เป็นเจ้าและมีความเชื่อที่ยิ่งใหญ่มากขึ้นเท่านั้น บรรดาผู้ที่ได้อ่านพระคริสตธรรมคัมภีร์และสามารถพูดถึงพระคริสตธรรมคัมภีร์แก่ผู้อื่นได้นั้นล้วนเป็นบรรดาพี่น้องชายหญิงที่ดี ตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้ ความเชื่อและความรักภักดีของผู้คนต่อองค์พระผู้เป็นเจ้าถูกวัดไปตามขอบเขตความเข้าใจพระคริสตธรรมคัมภีร์ของพวกเขา ผู้คนส่วนใหญ่เพียงแค่ไม่เข้าใจว่าทำไมพวกเขาจึงควรเชื่อในพระเจ้า อีกทั้งไม่เข้าใจว่าจะเชื่อในพระเจ้าอย่างไร และพวกเขาไม่ทำสิ่งใดนอกจากค้นหาเบาะแสเพื่อถอดรหัสบทอ่านทั้งหลายของพระคริสตธรรมคัมภีร์อย่างหูหนวกตาบอด ผู้คนไม่เคยไล่ตามเสาะหาทิศทางของพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์เลย ตลอดเวลาที่ผ่านมา พวกเขาไม่ได้ทำสิ่งใดนอกจากศึกษาและตรวจสอบพระคริสตธรรมคัมภีร์อย่างสิ้นหวัง และไม่มีผู้ใดเคยพบพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ใหม่กว่าภายนอกพระคริสตธรรมคัมภีร์ ไม่มีผู้ใดเคยแยกจากพระคริสตธรรมคัมภีร์ อีกทั้งไม่มีผู้ใดเคยกล้าที่จะทำเช่นนั้น ผู้คนได้ศึกษาพระคริสตธรรมคัมภีร์ตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้ พวกเขาคิดคำอธิบายมากมาย และใช้ความพยายามอย่างมากมาย พวกเขายังมีความคิดเห็นที่แตกต่างมากมายเกี่ยวกับพระคริสตธรรมคัมภีร์ ซึ่งพวกเขาโต้เถียงกันอย่างไม่จบไม่สิ้น จนถึงขนาดที่มีการก่อตั้งนิกายที่แตกต่างกันมากกว่าสองพันนิกายในวันนี้ พวกเขาทุกคนต้องการหาคำอธิบายพิเศษบางอย่างหรือความล้ำลึกที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นในพระคริสตธรรมคัมภีร์ พวกเขาต้องการสำรวจพระคริสตธรรมคัมภีร์ และหาความเป็นมาของพระราชกิจของพระยาห์เวห์ในอิสราเอล หรือความเป็นมาของพระราชกิจของพระเยซูในยูดาห์ หรือความล้ำลึกเพิ่มเติมที่ไม่มีใครคนอื่นรู้ในพระคริสตธรรมคัมภีร์ การเข้าหาพระคริสตธรรมคัมภีร์ของผู้คนเป็นการเข้าหาที่มีความหลงใหลและความเชื่อ และไม่มีใครสามารถเข้าใจเรื่องราวภายในหรือเนื้อแท้ของพระคริสตธรรมคัมภีร์ได้ชัดเจนอย่างครบถ้วน ดังนั้น ในวันนี้ผู้คนจึงยังคงมีความรู้สึกอัศจรรย์ใจเกินกว่าจะพรรณนาได้เมื่อพูดถึงของพระคริสตธรรมคัมภีร์ และพวกเขาหลงใหลพระคริสตธรรมคัมภีร์มากยิ่งขึ้นไปอีก และมีความเชื่อในพระคริสตธรรมคัมภีร์มากยิ่งขึ้นไปอีก วันนี้ ทุกคนต้องการที่จะหาคำเผยพระวจนะต่างๆ เกี่ยวกับพระราชกิจในยุคสุดท้ายในพระคริสตธรรมคัมภีร์ พวกเขาต้องการค้นพบว่าพระเจ้าทรงพระราชกิจใดในระหว่างยุคสุดท้าย และมีหมายสำคัญใดบ้างสำหรับยุคสุดท้าย ด้วยวิธีนี้ การนมัสการพระคริสตธรรมคัมภีร์ของพวกเขาจึงแรงกล้ายิ่งขึ้น และยิ่งใกล้ถึงยุคสุดท้ายมากเท่าใด พวกเขาก็ยิ่งให้ความเชื่อถือกับคำเผยพระวจนะทั้งหลายในพระคริสตธรรมคัมภีร์อย่างหูหนวกตาบอดมากยิ่งขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำเผยพระวจนะต่างๆ ที่เกี่ยวกับยุคสุดท้าย ด้วยความเชื่อในพระคริสตธรรมคัมภีร์อย่างหูหนวกตาบอดเช่นนั้น ด้วยความเชื่อใจในพระคริสตธรรมคัมภีร์เช่นนั้น พวกเขาจึงไม่มีความอยากที่จะแสวงหาพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ในมโนคติที่หลงผิดทั้งหลายของผู้คนนั้น พวกเขาคิดว่ามีเพียงพระคริสตธรรมคัมภีร์เท่านั้นที่สามารถนำพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์มาได้ พวกเขาสามารถพบรอยพระบาทของพระเจ้าได้ในพระคริสตธรรมคัมภีร์เท่านั้น ความล้ำลึกทั้งหลายของพระราชกิจของพระเจ้าถูกซ่อนอยู่ในพระคริสตธรรมคัมภีร์เท่านั้น มีเพียงพระคริสตธรรมคัมภีร์เท่านั้น—ไม่ใช่ในหนังสือหรือผู้คนอื่นๆ—ที่สามารถชี้แจงทุกสิ่งของพระเจ้าและความครบถ้วนบริบูรณ์ของพระราชกิจของพระองค์ได้ พระคริสตธรรมคัมภีร์สามารถนำพระราชกิจแห่งฟ้าสวรรค์มาสู่แผ่นดินโลกได้ และพระคริสตธรรมคัมภีร์สามารถทำได้ทั้งเริ่มต้นและสรุปปิดตัวยุคทั้งหลาย ด้วยมโนคติที่หลงผิดเหล่านี้ ผู้คนจึงไม่มีแนวโน้มที่จะค้นหาพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ดังนั้น ไม่ว่าพระคริสตธรรมคัมภีร์จะเป็นการช่วยเหลือผู้คนในอดีตมากเพียงใดก็ตาม แต่พระคริสตธรรมคัมภีร์ได้กลายเป็นอุปสรรคต่อพระราชกิจล่าสุดของพระเจ้า หากปราศจากพระคริสตธรรมคัมภีร์ ผู้คนจะสามารถค้นหารอยพระบาทของพระเจ้าที่อื่นได้ แต่ในวันนี้ รอยพระบาทของพระองค์อยู่ในพระคริสตธรรมคัมภีร์มาตลอด และการขยายพระราชกิจล่าสุดของพระองค์ออกไปได้กลายเป็นเรื่องยากขึ้นเป็นสองเท่า และเป็นการต่อสู้ดิ้นรนที่ยากลำบาก ทั้งหมดนี้เป็นเพราะบทและคำคมที่ขึ้นชื่อจากพระคริสตธรรมคัมภีร์ รวมทั้งคำเผยพระวจนะต่างๆ จากพระคริสตธรรมคัมภีร์ พระคริสตธรรมคัมภีร์ได้กลายเป็นรูปเคารพในจิตใจของผู้คน ได้กลายเป็นปริศนาในสมองของพวกเขา และพวกเขาเพียงแค่ไม่สามารถเชื่อว่าพระเจ้าทรงสามารถทรงพระราชกิจภายนอกพระคริสตธรรมคัมภีร์ได้ พวกเขาไม่สามารถเชื่อว่าผู้คนสามารถพบพระเจ้าภายนอกพระคริสตธรรมคัมภีร์ ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาไม่สามารถเชื่อได้ว่าพระเจ้าทรงสามารถแยกทางจากพระคริสตธรรมคัมภีร์ในระหว่างพระราชกิจขั้นสุดท้ายและเริ่มต้นใหม่ได้ นี่เป็นสิ่งที่ผู้คนคิดไม่ถึง พวกเขาไม่สามารถเชื่อสิ่งนี้ได้ อีกทั้งพวกเขาไม่สามารถจินตนาการถึงสิ่งนี้ได้ พระคริสตธรรมคัมภีร์ได้กลายเป็นอุปสรรคที่ยิ่งใหญ่ต่อการที่ผู้คนจะยอมรับพระราชกิจใหม่ของพระเจ้า และเป็นความยากลำบากต่อการที่พระเจ้าจะทรงขยายพระราชกิจใหม่นี้ให้กว้างไกล

ตัดตอนมาจาก “เกี่ยวกับพระคัมภีร์ (1)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 266

หลังจากที่พระเจ้าได้ทรงพระราชกิจแห่งยุคธรรมบัญญัติ พันธสัญญาเดิมก็ได้ถูกเขียนขึ้น และเป็นเวลานั้นนั่นเองที่ผู้คนเริ่มอ่านพระคริสตธรรรมคัมภีร์ หลังจากที่พระเยซูได้เสด็จมา พระองค์ได้ทรงพระราชกิจแห่งยุคพระคุณ และบรรดาอัครทูตของพระองค์ได้เขียนพันธสัญญาใหม่ขึ้น ด้วยเหตุนี้พันธสัญญาเดิมและพันธสัญญาใหม่ของพระคริสตธรรมคัมภีร์จึงได้ถูกเขียนขึ้น และแม้กระทั่งจนถึงทุกวันนี้ บรรดาผู้ที่เชื่อในพระเจ้าทั้งหมดก็ได้อ่านพระคริสตธรรมคัมภีร์มาตลอด พระคริสตธรรมคัมภีร์คือหนังสือประวัติศาสตร์ แน่นอนว่าพระคริสตธรรมคัมภีร์ยังบรรจุไว้ด้วยการพยากรณ์ของบรรดาผู้เผยพระวจนะ และการพยากรณ์ดังกล่าวไม่ใช่ประวัติศาสตร์แต่อย่างใด พระคริสตธรรมคัมภีร์ประกอบด้วยหลายส่วน—ไม่ได้มีแค่คำเผยพระวจนะเท่านั้น หรือแค่พระราชกิจของพระยาห์เวห์เท่านั้น และไม่ได้แค่หมวดจดหมายฝากของเปาโลเท่านั้น เจ้าต้องรู้ว่าพระคริสตธรรมคัมภีร์ประกอบด้วยกี่ส่วน พันธสัญญาเดิมมีหนังสือปฐมกาล อพยพ…และยังมีหนังสือการเผยพระวจนะที่บรรดาผู้เผยพระวจนะได้เขียนขึ้นอีกด้วย ในท้ายที่สุด พันธสัญญาเดิมจบลงด้วยหนังสือมาลาคี หนังสือเล่มนี้บันทึกพระราชกิจแห่งยุคธรรมบัญญัติซึ่งนำโดยพระยาห์เวห์ จากหนังสือปฐมกาลจนถึงหนังสือมาลาคีเป็นบันทึกที่ครอบคลุมเกี่ยวกับพระราชกิจทั้งหมดแห่งยุคธรรมบัญญัติ กล่าวคือ พันธสัญญาเดิมบันทึกทุกสิ่งที่ผู้คนที่ได้รับการทรงนำโดยพระยาห์เวห์ในยุคธรรมบัญญัติได้รับประสบการณ์มา ในระหว่างยุคธรรมบัญญัติในพันธสัญญาเดิมนั้น บรรดาผู้เผยพระวจนะจำนวนมากที่พระยาห์เวห์ทรงให้มีขึ้นได้พูดคำเผยพระวจนะเพื่อพระองค์ พวกเขาได้ให้คำแนะนำกับชนเผ่าและชนชาติต่างๆ และพยากรณ์พระราชกิจที่พระยาห์เวห์จะทรงปฏิบัติ ผู้คนที่พระองค์ทรงให้มีขึ้นเหล่านี้ทั้งหมดได้รับมอบพระวิญญาณแห่งการเผยพระวจนะจากพระยาห์เวห์ นั่นคือ พวกเขาสามารถมองเห็นนิมิตต่างๆ จากพระยาห์เวห์และได้ยินพระสุรเสียงของพระองค์ และดังนั้นพวกเขาจึงได้รับแรงบันดาลใจจากพระองค์และได้เขียนคำเผยพระวจนะขึ้น งานที่พวกเขาทำคือการแสดงออกถึงพระสุรเสียงของพระยาห์เวห์ คือแสดงออกถึงการเผยพระวจนะของพระยาห์เวห์ และพระราชกิจของพระยาห์เวห์ ณ เวลานั้นเป็นเพียงการนำผู้คนโดยใช้พระวิญญาณ พระองค์ไม่ได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ และผู้คนไม่ได้มองเห็นสิ่งใดจากพระพักตร์ของพระองค์เลย ดังนั้น พระองค์จึงทรงให้มีผู้เผยพระวจนะมากมายเพื่อทำพระราชกิจของพระองค์ และทรงประทานพระดำรัสที่พวกเขาได้ส่งต่อไปยังทุกชนเผ่าและทุกวงศ์ของอิสราเอล งานของพวกเขาคือการพูดคำเผยพระวจนะ และพวกเขาบางคนได้เขียนคำสอนที่พระยาห์เวห์ทรงมีให้กับพวกเขาเพื่อแสดงต่อผู้อื่น พระยาห์เวห์ทรงให้มีผู้คนเหล่านี้ขึ้นเพื่อพูดคำเผยพระวจนะ เพื่อพยากรณ์พระราชกิจของอนาคตหรือพระราชกิจที่ยังต้องทำในระหว่างเวลานั้น เพื่อให้ผู้คนสามารถมองเห็นความอัศจรรย์และพระปรีชาญาณของพระยาห์เวห์ หนังสือคำเผยพระวจนะเหล่านี้แตกต่างอย่างยิ่งจากหนังสือเล่มอื่นๆ ในพระคริสตธรรมคัมภีร์ หนังสือเหล่านี้คือถ้อยคำทั้งหลายที่พูดหรือเขียนขึ้นโดยบรรดาผู้ที่เคยได้รับพระวิญญาณแห่งการเผยพระวจนะ—โดยบรรดาผู้ที่เคยได้รับนิมิตต่างๆ หรือพระสุรเสียงจากพระยาห์เวห์ นอกเหนือจากหนังสือเกี่ยวกับคำเผยพระวจนะเหล่านี้แล้ว สิ่งอื่นทุกอย่างในพันธสัญญาเดิมประกอบด้วยบันทึกต่างๆ ที่ผู้คนได้บันทึกหลังจากที่พระยาห์เวห์ได้ทรงเสร็จสิ้นพระราชกิจของพระองค์แล้ว หนังสือเหล่านี้ไม่สามารถแทนที่การพยากรณ์ที่พูดโดยบรรดาผู้เผยพระวจนะที่พระยาห์เวห์ทรงให้มีขึ้น เช่น หนังสือปฐมกาลและอพยพไม่สามารถถูกนำไปเปรียบเทียบกับหนังสืออิสยาห์และหนังสือดาเนียลได้ คำเผยพระวจนะต่างๆ ถูกพูดขึ้นก่อนที่จะมีการดำเนินพระราชกิจ ในขณะที่หนังสืออื่นๆ เขียนขึ้นหลังจากที่พระราชกิจได้เสร็จสิ้นลงแล้ว ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้คนสามารถทำได้ บรรดาผู้เผยพระวจนะในเวลานั้นได้รับแรงบันดาลใจจากพระยาห์เวห์และได้พูดคำเผยพระวจนะบางประการ พวกเขาได้พูดคำมากมาย และพวกเขาได้เผยพระวจนะเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ มากมายของยุคพระคุณ รวมทั้งความย่อยยับของโลกในยุคสุดท้าย—ซึ่งเป็นพระราชกิจที่พระยาห์เวห์ทรงวางแผนที่จะทำ หนังสือทั้งหมดที่เหลือต่างบันทึกพระราชกิจที่พระยาห์เวห์ทรงปฏิบัติในอิสราเอล ดังนั้น เมื่อเจ้าอ่านพระคริสตธรรมคัมภีร์ เจ้ากำลังอ่านเกี่ยวกับสิ่งที่พระยาห์เวห์ทรงปฏิบัติในอิสราเอลเป็นหลัก โดยพื้นฐานแล้ว พันธสัญญาเดิมของพระคริสตธรรมคัมภีร์บันทึกพระราชกิจของพระยาห์เวห์ในการทรงนำอิสราเอล การที่พระองค์ทรงใช้โมเสสเพื่อนำทางคนอิสราเอลออกจากอียิปต์ ผู้ทำให้พวกเขาหลุดพ้นจากโซ่ตรวนของฟาโรห์ และนำพวกเขาออกสู่ถิ่นทุรกันดาร ซึ่งหลังจากนั้นพวกเขาเข้าสู่คานาอันและทุกสิ่งหลังจากนี้คือชีวิตของพวกเขาในคานาอัน นอกเหนือจากนี้ ทั้งหมดประกอบด้วยบันทึกเกี่ยวกับพระราชกิจของพระยาห์เวห์ทั่วทั้งอิสราเอล ทุกสิ่งที่บันทึกในพันธสัญญาเดิมคือพระราชกิจของพระยาห์เวห์ในอิสราเอล คือพระราชกิจที่พระยาห์เวห์ทรงปฏิบัติในดินแดนที่พระองค์ได้ทรงสร้างอาดัมและเอวาขึ้น นับตั้งแต่ที่พระเจ้าได้ทรงเริ่มต้นนำผู้คนบนโลกอย่างเป็นกิจจะลักษณะหลังจากโนอาห์ ทั้งหมดที่บันทึกอยู่ในพันธสัญญาเดิมคือพระราชกิจเกี่ยวกับอิสราเอล แล้วเหตุใดจึงไม่มีการบันทึกพระราชกิจใดนอกเหนือจากในอิสราเอล? เพราะดินแดนอิสราเอลคือเปลของมวลมนุษย์ ในปฐมกาลนั้น ไม่มีประเทศอื่นใดนอกเหนือจากอิสราเอล และพระยาห์เวห์ไม่ได้ทรงพระราชกิจในที่อื่นใด ด้วยวิธีนี้ สิ่งที่ถูกบันทึกในพันธสัญญาเดิมแห่งพระคริสตธรรมคัมภีร์จึงเป็นพระราชกิจของพระเจ้าในอิสราเอลในเวลานั้นทั้งหมด ถ้อยคำที่พูดโดยบรรดาผู้เผยพระวจนะ โดยอิสยาห์ ดาเนียล เยเรมีย์ และเอเสเคียล…ถ้อยคำทั้งหลายของพวกเขาพยากรณ์พระราชกิจอื่นๆ ของพระองค์บนแผ่นดินโลก ถ้อยคำเหล่านั้นพยากรณ์พระราชกิจของพระยาห์เวห์พระเจ้าพระองค์เอง ทั้งหมดนี้มาจากพระเจ้า การบันทึกเหล่านี้คือพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และนอกเหนือจากหนังสือเหล่านี้ของบรรดาผู้เผยพระวจนะแล้ว สิ่งอื่นๆ ทั้งหมดคือบันทึกประสบการณ์ทั้งหลายของผู้คนเกี่ยวกับพระราชกิจของพระยาห์เวห์ ณ เวลานั้น

พระราชกิจแห่งการทรงสร้างเกิดขึ้นก่อนที่จะมีมวลมนุษย์ แต่หนังสือปฐมกาลมาหลังจากที่มีมวลมนุษย์แล้วเท่านั้น ซึ่งเป็นหนังสือที่โมเสสเขียนขึ้นในระหว่างยุคธรรมบัญญัติ เป็นเหมือนกับสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในหมู่พวกเจ้าในวันนี้ กล่าวคือ หลังจากที่สิ่งต่างๆ เกิดขึ้น พวกเจ้าก็เขียนมันลงไปเพื่อแสดงให้ผู้คนในอนาคตเห็น และสำหรับผู้คนในอนาคตนั้น สิ่งที่เจ้าได้บันทึกไว้คือสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในเวลาที่ผ่านไปแล้ว—บันทึกเหล่านั้นไม่ได้เป็นสิ่งใดที่มากไปกว่าประวัติศาสตร์ สิ่งต่างๆ ที่บันทึกในพันธสัญญาเดิมคือพระราชกิจของพระยาห์เวห์ในอิสราเอล และสิ่งที่บันทึกในพันธสัญญาใหม่คือพระราชกิจของพระเยซูในระหว่างยุคพระคุณ พันธสัญญาเดิมและพันธสัญญาใหม่เก็บข้อมูลพระราชกิจที่พระเจ้าได้ทรงปฏิบัติในสองยุคที่แตกต่างกัน พันธสัญญาเดิมเก็บข้อมูลพระราชกิจของพระเจ้าในระหว่างยุคธรรมบัญญัติ และดังนั้นพันธสัญญาเดิมจึงเป็นหนังสือระวัติศาสตร์ ในขณะที่พันธสัญญาใหม่คือผลิตผลของพระราชกิจในยุคพระคุณ เมื่อพระราชกิจใหม่ได้เริ่มต้นขึ้น พันธสัญญาใหม่ก็จะกลายเป็นล้าสมัยเช่นเดียวกัน—และดังนั้น พันธสัญญาใหม่ก็จะเป็นหนังสือประวัติศาสตร์เช่นเดียวกัน แน่นอนว่าพันธสัญญาใหม่ไม่ได้เป็นระบบเท่ากับพันธสัญญาเดิม อีกทั้งไม่ได้บันทึกสิ่งต่างๆ มากเท่า พระวจนะมากมายทั้งหมดที่พระยาห์เวห์ตรัสถูกบันทึกอยู่ในพันธสัญญาเดิมแห่งพระคริสตธรรมคัมภีร์ ในขณะที่พระวจนะของพระเยซูได้รับการบันทึกเพียงบางส่วนเท่านั้นในหนังสือหมวดพระกิตติคุณสี่เล่ม แน่นอนว่าพระเยซูได้ทรงพระราชกิจมากมายเช่นกัน แต่ไม่ได้มีการบันทึกอย่างละเอียด ในพันธสัญญาใหม่มีเรื่องราวที่ได้รับการบันทึกน้อยกว่าเนื่องจากพระราชกิจที่พระเยซูทรงได้ปฏิบัติมากเท่าใด ปริมาณของพระราชกิจที่พระองค์ทรงปฏิบัติในช่วงเวลาสามปีครึ่งบนแผ่นดินโลกและงานของบรรดาอัครทูตนั้นน้อยกว่าพระราชกิจของพระยาห์เวห์มากนัก และดังนั้น ในพันธสัญญาใหม่จึงมีหนังสือน้อยกว่าพันธสัญญาเดิม

ตัดตอนมาจาก “เกี่ยวกับพระคัมภีร์ (1)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 267

พระคริสตธรรมคัมภีร์เป็นหนังสือประเภทใด? พันธสัญญาเดิมคือพระราชกิจของพระเจ้าในระหว่างยุคธรรมบัญญัติ พันธสัญญาเดิมของพระคริสตธรรมคัมภีร์บันทึกพระราชกิจทั้งหมดของพระยาห์เวห์ในระหว่างยุคธรรมบัญญัติและพระราชกิจการแห่งทรงสร้างของพระองค์ ทั้งหมดในพันธสัญญาเดิมบันทึกพระราชกิจที่พระยาห์เวห์ทรงปฏิบัติ และในท้ายที่สุดแล้วเรื่องราวเกี่ยวกับพระราชกิจของพระยาห์เวห์สิ้นสุดลงด้วยหนังสือมาลาคี พันธสัญญาเดิมบันทึกพระราชกิจสองประการที่พระเจ้าทรงได้ปฏิบัติ อันได้แก่ ประการหนึ่งคือพระราชกิจแห่งการทรงสร้าง และอีกประการหนึ่งคือการประกาศใช้ธรรมบัญญัติ พระราชกิจทั้งสองประการนี้คือพระราชกิชที่พระยาห์เวห์ทรงได้ปฏิบัติ ยุคธรรมบัญญัติเป็นสิ่งแทนพระราชกิจภายใต้พระนามของพระยาห์เวห์พระเจ้า คือความครบถ้วนบริบูรณ์ของพระราชกิจที่ดำเนินการภายใต้พระนามของพระยาห์เวห์เป็นหลัก ดังนั้น พันธสัญญาเดิมจึงบันทึกพระราชกิจของพระยาห์เวห์ และพันธสัญญาใหม่บันทึกพระราชกิจของพระเยซู ซึ่งเป็นพระราชกิจที่ได้รับการดำเนินการภายใต้พระนามของพระเยซูเป็นหลัก นัยสำคัญของพระนามของพระเยซูและพระราชกิจที่พระองค์ได้ทรงปฏิบัติถูกบันทึกในพันธสัญญาใหม่เป็นส่วนใหญ่ ในระหว่างยุคธรรมบัญญัติตามพันธสัญญาเดิม พระยาห์เวห์ได้ทรงสร้างพระวิหารและแท่นบูชาในอิสราเอล พระองค์ได้ทรงนำทางชีวิตชาวอิสราเอลบนแผ่นดินโลก ซึ่งเป็นการพิสูจน์ว่าพวกเขาคือประชากรที่พระองค์ทรงเลือกสรร ผู้คนกลุ่มแรกที่พระองค์ได้ทรงคัดเลือกบนแผ่นดินโลกและผู้ที่สมดังพระทัยของพระองค์ กลุ่มแรกที่พระองค์ได้ทรงนำทางด้วยพระองค์เอง สิบสองชนเผ่าของอิสราเอลคือคนกลุ่มแรกที่ได้รับเลือกของพระยาห์เวห์ และดังนั้นพระองค์จึงทรงพระราชกิจในพวกเขาเสมอจนกระทั่งพระราชกิจของพระยาห์เวห์ในยุคธรรมบัญญัติได้รับการสรุปปิดตัว พระราชกิจช่วงระยะที่สองคือพระราชกิจของยุคพระคุณตามพันธสัญญาใหม่ และพระราชกิจนี้ได้รับการดำเนินการท่ามกลางผู้คนชาวยิว ท่ามกลางหนึ่งในสิบสองชนเผ่าของอิสราเอล ขอบเขตของพระราชกิจนี้เล็กลงเนื่องจากพระเยซูทรงเป็นพระเจ้าที่ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ พระเยซูได้ทรงพระราชกิจทั่วทั้งดินแดนยูเดียเท่านั้น และได้ทรงพระราชกิจเพียงสามปีครึ่งเท่านั้น ดังนั้น สิ่งที่บันทึกในพันธสัญญาใหม่จึงไม่สามารถเกินกว่าปริมาณพระราชกิจที่บันทึกในพันธสัญญาเดิม

ตัดตอนมาจาก “เกี่ยวกับพระคัมภีร์ (1)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 268

หากเจ้าปรารถนาที่จะพบเห็นพระราชกิจของยุคธรรมบัญญัติ และพบเห็นว่าชาวอิสราเอลติดตามวิถีของพระยาห์เวห์อย่างไร เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็ต้องอ่านพันธสัญญาเดิม หากเจ้าปรารถนาที่จะเข้าใจพระราชกิจของยุคพระคุณ เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็ต้องอ่านพันธสัญญาใหม่ แต่เจ้าจะพบเห็นพระราชกิจของยุคสุดท้ายได้อย่างไร? เจ้าต้องยอมรับการเป็นผู้ทรงนำของพระเจ้าในวันนี้ และเข้าสู่พระราชกิจของวันนี้ เพราะนี่คือพระราชกิจใหม่ และไม่เคยมีผู้ใดได้บันทึกถึงมันในพระคริสตธรรมคัมภีร์มาก่อน วันนี้ พระเจ้าได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์และทรงคัดเลือกผู้ที่ได้รับการเลือกสรรคนอื่นๆ ในประเทศจีน พระเจ้าทรงพระราชกิจในผู้คนเหล่านี้ พระองค์ทรงดำเนินการต่อไปจากพระราชกิจของพระองค์บนแผ่นดินโลก และทรงดำเนินการต่อไปจากพระราชกิจของยุคพระคุณ พระราชกิจในวันนี้คือเส้นทางที่มนุษย์ไม่เคยเดิน และเป็นวิธีที่ไม่มีใครเคยพบเห็น การนี้คือพระราชกิจที่ไม่เคยมีการทำมาก่อน—การนี้คือพระราชกิจล่าสุดของพระเจ้าบนแผ่นดินโลก ดังนั้น พระราชกิจที่ไม่เคยมีการทำมาก่อนจึงไม่ใช่ประวัติศาสตร์ เพราะตอนนี้คือตอนนี้ และยังไม่ได้กลายเป็นอดีต ผู้คนไม่รู้ว่าพระเจ้าได้ทรงพระราชกิจที่ยิ่งใหญ่กว่า ใหม่กว่าบนแผ่นดินโลก และนอกอิสราเอลแล้ว ไม่รู้ว่าพระราชกิจได้ไปไกลเกินขอบเขตของอิสราเอลแล้ว และเกินจากการพยากรณ์ของบรรดาผู้เผยพระวจนะ ไม่รู้ว่าพระราชกิจนี้คือพระราชกิจใหม่และน่าพิศวงที่อยู่นอกเหนือคำเผยพระวจนะทั้งหลาย และคือพระราชกิจที่ใหม่กว่านอกเหนืออิสราเอล และคือพระราชกิจที่ผู้คนทั้งไม่สามารถรับรู้หรือจินตนาการได้ พระคริสตธรรมคัมภีร์จะมีบันทึกที่ชัดเจนเกี่ยวกับพระราชกิจเช่นนั้นได้อย่างไร? ใครจะสามารถบันทึกทุกๆ เสี้ยวส่วนของพระราชกิจของวันนี้ไว้ล่วงหน้าโดยไม่มีการละเว้นได้? ใครจะสามารถบันทึกพระราชกิจนี้ ที่ทรงฤทธิ์กว่า รอบรู้กว่า ที่ฝ่าฝืนระเบียบแบบแผนในหนังสือเก่าผุพังเล่มนั้นได้? พระราชกิจของวันนี้ไม่ใช่ประวัติศาสตร์ และดังนั้น หากเจ้าปรารถนาที่จะเดินบนเส้นทางใหม่ของวันนี้ เช่นนั้นแล้ว เจ้าต้องแยกจากพระคริสตธรรมคัมภีร์ เจ้าต้องไปไกลกว่าหนังสือต่างๆ เกี่ยวกับคำเผยพระวจนะหรือประวัติศาสตร์ในพระคริสตธรรมคัมภีร์ เมื่อนั้นเท่านั้นที่เจ้าจะสามารถเดินบนเส้นทางใหม่ได้อย่างถูกต้องเหมาะสม และเมื่อนั้นเท่านั้นที่เจ้าจะสามารถเข้าสู่อาณาจักรใหม่และพระราชกิจใหม่ เจ้าต้องเข้าใจว่าทำไมวันนี้จึงมีการขอให้เจ้าไม่อ่านพระคริสตธรรมคัมภีร์ ทำไมจึงมีพระราชกิจอื่นที่แยกจากพระคริสตธรรมคัมภีร์ ทำไมพระเจ้าจึงไม่ทรงมองหาการปฏิบัติที่ใหม่กว่า ละเอียดมากกว่าในพระคริสตธรรมคัมภีร์ และทำไมจึงมีพระราชกิจที่ทรงฤทธิ์กว่าภายนอกนอกพระคริสตธรรมคัมภีร์แทน นี่คือทั้งหมดที่พวกเจ้าควรเข้าใจ เจ้าต้องรู้ความแตกต่างระหว่างพระราชกิจเก่าและพระราชกิจใหม่ และถึงแม้ว่าเจ้าจะไม่อ่านพระคริสตธรรมคัมภีร์ เจ้าต้องสามารถชำแหละพระคริสตธรรมคัมภีร์ได้ หากไม่แล้ว เจ้าก็จะยังคงนมัสการพระคริสตธรรมคัมภีร์ และจะเป็นการยากที่เจ้าจะเข้าสู่พระราชกิจใหม่และก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ เหตุใดจึงศึกษาวิถีนั้นที่ต่ำและล้าสมัย ในเมื่อมีวิถีที่ใหม่กว่า? เหตุใดจึงใช้ชีวิตท่ามกลางบันทึกประวัติศาสตร์เก่าๆ ในเมื่อมีพระวาทะต่างๆ ที่ใหม่กว่า และพระราชกิจที่ใหม่กว่า? พระวาทะใหม่ๆ สามารถจัดเตรียมให้เจ้าได้ ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่านี่คือพระราชกิจใหม่ บันทึกเก่าๆ ไม่สามารถทำให้เจ้าอิ่มอกอิ่มใจ หรือตอบสนองความจำเป็นในปัจจุบันของเจ้าได้ ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าสิ่งเหล่านั้นคือประวัติศาสตร์ และไม่ใช่พระราชกิจของที่นี่และตอนนี้ วิถีที่สูงที่สุดคือพระราชกิจที่ใหม่ที่สุด และด้วยพระราชกิจใหม่นี้ ไม่ว่าวิถีของอดีตจะสูงเพียงใดก็ตาม วิถีนั้นก็ยังคงเป็นประวัติศาสตร์ของภาพสะท้อนของผู้คน และไม่ว่าวิถีนั้นจะมีคุณค่าในฐานะสิ่งอ้างอิงอย่างไรก็ตาม วิถีนั้นก็ยังคงเป็นวิถีเก่า วิถีเก่าเป็นประวัติศาสตร์ ถึงแม้ว่าจะได้รับการบันทึกใน “หนังสือศักดิ์สิทธิ์” ก็ตาม วิถีเก่าก็คือประวัติศาสตร์ ถึงแม้ว่าจะไม่มีบันทึกถึงวิถีนี้ใน “หนังสือศักดิ์สิทธิ์” ก็ตาม วิธีใหม่ก็คือวิธีของที่นี่และตอนนี้ วิถีนี้สามารถช่วยเจ้าให้รอดได้ และวิถีนี้สามารถเปลี่ยนแปลงเจ้าได้ เพราะนี่คือพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์

ตัดตอนมาจาก “เกี่ยวกับพระคัมภีร์ (1)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 269

พระคริสตธรรมคัมภีร์คือหนังสือประวัติศาสตร์ และหากเจ้าได้กินและดื่มพันธสัญญาเดิมในระหว่างยุคพระคุณแล้ว—หากเจ้าได้นำสิ่งที่เป็นข้อพึงประสงค์ในเวลาของพันธสัญญาเดิมในระหว่างยุคพระคุณมาปฏิบัติแล้ว—พระเยซูก็คงจะทรงปฏิเสธเจ้าและกล่าวโทษเจ้า หากเจ้าได้นำพันธสัญญาเดิมมาประยุกต์ใช้กับพระราชกิจของพระเยซู เจ้าคงจะได้เป็นพวกฟาริสี หากวันนี้เจ้านำพันธสัญญาเดิมและพันธสัญญาใหม่มารวมกันเพื่อกินและดื่มและปฏิบัติ เช่นนั้นแล้ว พระเจ้าในวันนี้จะกล่าวโทษเจ้า เจ้าจะไล่ตามพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในวันนี้ไม่ทันแล้ว! หากเจ้ากินและดื่มพันธสัญญาเดิมและพันธสัญญาใหม่ เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็จะอยู่นอกกระแสของพระวิญญาณบริสุทธิ์! ในระหว่างเวลาของพระเยซู พระเยซูทรงนำคนยิวและทุกคนที่ติดตามพระองค์ตามพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในพระองค์ในเวลานั้น พระองค์ไม่ได้ทรงนำพระคริสตธรรมคัมภีร์มาเป็นพื้นฐานของสิ่งที่พระองค์ทรงทำ แต่พระองค์ตรัสไปตามพระราชกิจของพระองค์ พระองค์ไม่ได้ทรงใส่พระทัยกับสิ่งที่พระคริสตธรรมคัมภีร์กล่าวไว้ อีกทั้งพระองค์ไม่ได้ทรงค้นหาเส้นทางเพื่อนำผู้ติดตามของพระองค์ในพระคริสตธรรมคัมภีร์ นับตั้งแต่เวลาที่พระองค์ได้ทรงเริ่มต้นพระราชกิจ พระองค์ทรงเผยแพร่วิถีแห่งการกลับใจ—ซึ่งเป็นคำที่ไม่ได้มีการกล่าวถึงไว้ในคำเผยพระวจนะทั้งหลายของพันธสัญญาเดิมโดยสิ้นเชิง พระองค์ไม่เพียงแต่ไม่ทรงปฏิบัติตามพระคริสตธรรมคัมภีร์เท่านั้น แต่พระองค์ยังทรงนำเส้นทางใหม่และทรงพระราชกิจใหม่ด้วย พระองค์ไม่เคยทรงอ้างถึงพระคริสตธรรมคัมภีร์เมื่อพระองค์ทรงเทศนาเลย ในระหว่างยุคธรรมบัญญัตินั้น ไม่เคยมีผู้ใดสามารถกระทำการอัศจรรย์ในการเยียวยารักษาผู้เจ็บป่วยและการขับไล่ปีศาจของพระองค์ได้ ดังนั้น พระราชกิจของพระองค์ คำสอนของพระองค์ และสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระวจนะของพระองค์จึงเกินกว่ามนุษย์คนใดในยุคธรรมบัญญัติเช่นเดียวกัน พระเยซูเพียงทรงพระราชกิจที่ใหม่กว่าของพระองค์ และถึงแม้ว่าผู้คนมากมายกล่าวโทษพระองค์โดยใช้พระคริสตธรรมคัมภีร์—และแม้กระทั่งใช้พันธสัญญาเดิมเพื่อตรึงกางเขนพระองค์—พระราชกิจของพระองค์ก็เหนือกว่าพันธสัญญาเดิม หากนี่ไม่ได้เป็นเช่นนั้นแล้ว เหตุใดผู้คนจึงตรึงพระองค์เข้ากับบนกางเขน? นั่นไม่ได้เป็นเพราะในพันธสัญญาเดิมไม่ได้กล่าวถึงสิ่งใดที่เกี่ยวกับคำสอนของพระองค์และความสามารถในการเยียวยารักษาผู้เจ็บป่วยและการขับไล่ปีศาจของพระองค์หรอกหรือ? พระราชกิจของพระองค์ได้รับการปฏิบัติเพื่อนำเส้นทางใหม่ ไม่ใช่เพื่อตั้งใจมีเรื่องกับพระคริสตธรรมคัมภีร์ หรือเพื่อตั้งใจไม่ใช้พันธสัญญาเดิมอีกต่อไป พระองค์เพียงเสด็จมาเพื่อดำเนินพันธกิจของพระองค์ เพื่อนำพระราชกิจใหม่มายังผู้ที่โหยหาและแสวงหาพระองค์ พระองค์ไม่ได้เสด็จมาเพื่ออธิบายพันธสัญญาเดิมหรือค้ำจุนพระราชกิจของพันธสัญญาเดิม พระราชกิจของพระองค์ไม่ได้เป็นไปเพื่อให้ยุคธรรมบัญญัติพัฒนาต่อไปได้ เพราะพระราชกิจของพระองค์ไม่ได้พิจารณาถึงว่าพระราชกิจมีพระคริสตธรรมคัมภีร์เป็นพื้นฐานหรือไม่ พระเยซูเพียงเสด็จมาเพื่อปฏิบัติพระราชกิจที่พระองค์ทรงควรต้องทำ ดังนั้น พระองค์จึงไม่ได้ทรงอธิบายคำเผยพระวจนะทั้งหลายของพันธสัญญาเดิม อีกทั้งพระองค์ไม่ได้ทรงพระราชกิจตามพระวจนะของยุคธรรมบัญญัติแห่งพันธสัญญาเดิม พระองค์ทรงเพิกเฉยต่อสิ่งที่พันธสัญญาเดิมกล่าวไว้ พระองค์ไม่ทรงใส่พระทัยว่าพันธสัญญาเดิมจะเห็นชอบกับพระราชกิจของพระองค์หรือไม่ และไม่ทรงใส่พระทัยว่าผู้อื่นจะรู้เกี่ยวกับพระราชกิจของพระองค์หรือไม่ หรือพวกเขาจะกล่าวโทษพระราชกิจของพระองค์อย่างไร พระองค์เพียงทรงพระราชกิจที่พระองค์ควรต้องทำต่อไป ถึงแม้ว่าผู้คนมากมายจะใช้การพยากรณ์ของบรรดาผู้เผยพระวจนะในพันธสัญญาเดิมมากล่าวโทษพระองค์ก็ตาม สำหรับผู้คนแล้ว มันปรากฏเสมือนว่าพระราชกิจของพระองค์ไม่มีพื้นฐาน และมีหลายส่วนของพระราชกิจที่ขัดแย้งกับบันทึกของพันธสัญญาเดิม นี่ไม่ใช่ความผิดพลาดของมนุษย์หรอกหรือ? จำเป็นต้องนำหลักข้อเชื่อมาใช้กับพระราชกิจของพระเจ้าหรือ? และพระเจ้าต้องทรงพระราชกิจตามการพยากรณ์ของผู้เผยพระวจนะหรือ? ในที่สุดแล้ว สิ่งใดที่ยิ่งใหญ่กว่ากัน พระเจ้าหรือพระคริสตธรรมคัมภีร์? เหตุใดพระเจ้าต้องทรงพระราชกิจตามพระคริสตธรรมคัมภีร์? เป็นไปได้หรือที่พระเจ้าจะไม่ทรงมีสิทธิ์ทำเกินกว่าพระคริสตธรรมคัมภีร์? พระเจ้าทรงไม่สามารถแยกจากพระคริสตธรรมคัมภีร์และปฏิบัติพระราชกิจอื่นหรือ? เหตุใดพระเยซูและสาวกทั้งหลายของพระองค์จึงไม่รักษาวันสะบาโตต่อไป? หากพระองค์ทรงรักษาวันสะบาโตต่อไปและปฏิบัติตามพระบัญญัติของพันธสัญญาเดิม เหตุใดเล่าพระเยซูจึงไม่รักษาวันสะบาโตต่อไปหลังจากที่พระองค์เสด็จมา แต่ทรงล้างพระบาท เอาผ้าคลุมพระเศียร หักขนมปัง และดื่มไวน์? ทั้งหมดนี้มิใช่ไม่มีอยู่ในพระบัญญัติของพันธสัญญาเดิมหรอกหรือ? หากพระเยซูทรงให้เกียรติพันธสัญญาเดิม เหตุใดพระองค์จึงทรงยุติความเกี่ยวข้องกับหลักข้อเชื่อเหล่านี้? เจ้าควรรู้ว่าอันใดที่มาก่อน พระเจ้าหรือพระคริสตธรรมคัมภีร์! พระองค์ทรงเป็นเจ้าเป็นนายเหนือวันสะบาโต แล้วพระองค์จะไม่ทรงสามารถเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าของพระคริสตธรรมคัมภีร์ด้วยหรอกหรือ?

พระราชกิจที่พระเยซูทรงปฏิบัติในระหว่างเวลาของพันธสัญญาใหม่ได้เริ่มต้นพระราชกิจใหม่ นั่นคือ พระองค์ไม่ได้ทรงพระราชกิจตามพระราชกิจของพันธสัญญาเดิม อีกทั้งพระองค์ไม่ได้ทรงนำพระวจนะทั้งหลายที่พระยาห์เวห์แห่งพันธสัญญาเดิมตรัสไว้มาปฏิบัติ พระองค์ทรงพระราชกิจของพระองค์เอง และพระองค์ทรงพระราชกิจที่ใหม่กว่า และพระราชกิจที่สูงส่งกว่าธรรมบัญญัติ ดังนั้น พระองค์จึงตรัสไว้ว่า “อย่าคิดว่าเรามาล้มเลิกธรรมบัญญัติและคำของบรรดาผู้เผยพระวจนะ เราไม่ได้มาล้มเลิก แต่มาทำให้สมบูรณ์ทุกประการ” ดังนั้น จากสิ่งที่พระองค์ทรงปฏิบัติสำเร็จลุล่วงไปนั้น หลักข้อเชื่อมากมายได้ถูกล้มเลิกไป ในวันสะบาโตเมื่อพระองค์ทรงนำบรรดาสาวกผ่านทางทุ่งนา พวกสาวกของพระองค์เด็ดรวงข้าวแล้วกิน พระองค์ไม่ได้ทรงรักษาวันสะบาโตและได้ตรัสว่า “บุตรมนุษย์เป็นเจ้าเป็นนายเหนือวันสะบาโต” ในเวลานั้น ตามกฎของคนอิสราเอล ผู้ใดก็ตามที่ไม่รักษาวันสะบาโตจะถูกขว้างด้วยก้อนหินจนตาย อย่างไรก็ตาม พระเยซูไม่ได้เสด็จเข้าสู่พระวิหาร อีกทั้งยังไม่ทรงรักษาวันสะบาโต และพระราชกิจของพระองค์ไม่ได้ปฏิบัติโดยพระยาห์เวห์ในระหว่างเวลาของพันธสัญญาเดิม ดังนั้น พระราชกิจที่พระเยซูทรงปฏิบัติจึงมากเกินกว่าธรรมบัญญัติของพันธสัญญาเดิม พระราชกิจของพระองค์สูงส่งกว่าพันธสัญญาเดิม และไม่เป็นไปตามพันธสัญญาเดิม ในระหว่างยุคพระคุณ พระเยซูไม่ได้ทรงพระราชกิจตามธรรมบัญญัติของพันธสัญญาเดิม และได้ทรงยุติความเกี่ยวข้องกับหลักข้อเชื่อเหล่านั้นไปแล้ว แต่คนอิสราเอลได้ยึดติดอยู่กับพระคริสตธรรมคัมภีร์อย่างบ้าระห่ำและได้กล่าวโทษพระเยซู—การนี้ไม่ใช่การปฏิเสธพระราชกิจของพระเยซูหรอกหรือ? วันนี้ โลกศาสนาก็ยึดติดอยู่กับพระคริสตธรรมคัมภีร์อย่างบ้าระห่ำด้วยเช่นกัน และผู้คนบางคนพูดว่า “พระคริสตธรรมคัมภีร์คือหนังสือศักดิ์สิทธิ์ และต้องอ่านพระคริสตธรรมคัมภีร์” บางคนพูดว่า “พระราชกิจของพระเจ้าต้องได้รับการยกขึ้นสูงตลอดไป พันธสัญญาเดิมคือพันธสัญญาของพระเจ้ากับคนอิสราเอล และไม่สามารถเลิกใช้ได้ และวันสะบาโตต้องได้รับการรักษาไว้เสมอ!” พวกเขาไม่ได้ไร้สาระหรอกหรือ? เหตุใดพระเยซูจึงไม่ทรงรักษาวันสะบาโต? พระองค์ทรงทำบาปหรือ? ผู้ใดสามารถเข้าใจสิ่งเหล่านั้นได้อย่างหมดจด? ไม่ว่าผู้คนจะอ่านพระคริสตธรรมคัมภีร์อย่างไรก็ตาม เป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาจะรู้พระราชกิจของพระเจ้าโดยใช้พลังการทำความเข้าใจของพวกเขา พวกเขาไม่เพียงแต่จะไม่ได้รับความรู้ที่บริสุทธิ์เกี่ยวกับพระเจ้าเท่านั้น แต่มโนคติที่หลงผิดของพวกเขาจะชั่วร้ายยิ่งขึ้นไปอีกจนพวกเขาจะเริ่มต้นต่อต้านพระเจ้า หากไม่ใช่เพราะการจุติเป็นมนุษย์ของพระเจ้าในวันนี้ ผู้คนก็คงจะล่มจมไปด้วยมโนคติที่หลงผิดของพวกเขาเอง และพวกเขาก็คงจะตายท่ามกลางการตีสอนของพระเจ้า

ตัดตอนมาจาก “เกี่ยวกับพระคัมภีร์ (1)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 270

พระคริสตธรรมคัมภีร์ยังได้รับการเรียกว่าพันธสัญญาเดิมและพันธสัญญาใหม่ด้วยเช่นกัน พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่า “พันธสัญญา” หมายถึงอะไร? “พันธสัญญา” ในพันธสัญญาเดิม มาจากพันธสัญญาของพระยาห์เวห์กับผู้คนอิสราเอลเมื่อพระองค์ทรงประหารคนอียิปต์และทรงช่วยเหลือคนอิสราเอลจากฟาโรห์ แน่นอนว่าหลักฐานของพันธสัญญานี้คือเลือดลูกแกะที่ทาบนวงกบประตู ซึ่งพระเจ้าทรงได้สร้างพันธสัญญากับมนุษย์โดยผ่านทางวงกบประตูนี้ที่มีการกล่าวว่าผู้คนทั้งหมดที่มีเลือดลูกแกะที่ด้านบนและด้านข้างวงกบประตูคือคนอิสราเอล พวกเขาคือประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร และพระยาห์เวห์จะทรงละเว้นไม่ทำร้ายพวกเขาทั้งหมด (เพราะขณะนั้นพระยาห์เวห์ทรงกำลังจะประหารลูกหัวปีทั้งหมดในดินแดนอียิปต์และลูกแกะและลูกวัวควายตัวแรก) พันธสัญญานี้มีความหมายสองระดับ ไม่มีคนผู้ใดหรือสัตว์ตัวใดในดินแดนอียิปต์ที่จะได้รับการช่วยให้รอดพ้นโดยพระยาห์เวห์ พระองค์จะทรงประหารลูกหัวปีของพวกเขาทุกคน อีกทั้งลูกแกะและลูกวัวควายตัวแรก ดังนั้น ในหนังสือการเผยพระวจนะหลายเล่มจึงมีการพยากรณ์ว่าคนอียิปต์จะได้รับการตีสอนอย่างรุนแรงเนื่องจากพันธสัญญาของพระยาห์เวห์ นี่คือความหมายระดับแรกของพันธสัญญา พระยาห์เวห์ทรงประหารลูกหัวปีในดินแดนอียิปต์และลูกสัตว์ตัวแรกทุกตัว และพระองค์ทรงละเว้นไม่ทำร้ายคนอิสราเอลทั้งหมด ซึ่งหมายความว่าทุกผู้คนที่อยู่ในดินแดนอิสราเอลได้รับการทะนุถนอมจากพระยาห์เวห์ และทั้งหมดจะได้รับการละเว้นไม่ถูกทำร้าย พระองค์ทรงประสงค์ที่จะปฏิบัติพระราชกิจระยะยาวในพวกเขา และทรงสร้างพันธสัญญากับพวกเขาโดยใช้เลือดลูกแกะ จากนั้นเป็นต้นมา พระยาห์เวห์จะไม่ทรงประหารคนอิสราเอล และตรัสว่าพวกเขาจะเป็นประชากรที่พระองค์ทรงเลือกสรรตลอดไป พระองค์จะทรงเริ่มต้นปฏิบัติพระราชกิจของพระองค์ตลอดยุคธรรมบัญญัติท่ามกลางชนเผ่าสิบสองเผ่าของอิสราเอล พระองค์จะทรงเปิดเผยธรรมบัญญัติทั้งหมดของพระองค์ต่อคนอิสราเอล และเลือกสรรผู้เผยพระวจนะและผู้พิพากษาในหมู่พวกเขา และพวกเขาจะอยู่ที่ศูนย์กลางของพระราชกิจของพระองค์ พระยาห์เวห์ทรงทำพันธสัญญากับพวกเขาว่า หากยุคไม่เปลี่ยนแปลง พระองค์จะทรงปฏิบัติพระราชกิจท่ามกลางผู้ที่พระองค์เลือกสรรเท่านั้น พันธสัญญาของพระยาห์เวห์เป็นสิ่งที่มิอาจเปลี่ยนแปลงได้ เพราะเป็นสิ่งที่ทำขึ้นด้วยโลหิต และทำขึ้นกับผู้คนที่พระองค์ทรงเลือก ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น พระองค์ทรงได้เลือกสรรขอบเขตและเป้าหมายที่เหมาะสมเพื่อใช้เริ่มต้นพระราชกิจของพระองค์สำหรับทั้งยุค และดังนั้น ผู้คนจึงมองเห็นพันธสัญญาว่ามีความสำคัญเป็นพิเศษ นี่คือความหมายระดับที่สองของพันธสัญญา หนังสือเล่มอื่นๆ ทั้งหมดในพันธสัญญาเดิมบันทึกพระราชกิจของพระเจ้าท่ามกลางคนอิสราเอลหลังจากการสร้างพันธสัญญา ยกเว้นหนังสือปฐมกาลที่เป็นเรื่องราวก่อนการสร้างพันธสัญญา แน่นอนว่ามีบันทึกถึงคนต่างชาติเป็นครั้งคราว แต่โดยรวมแล้ว พันธสัญญาเดิมบันทึกพระราชกิจของพระเจ้าในอิสราเอล เนื่องเพราะพันธสัญญาที่พระยาห์เวห์ทรงมีกับคนอิสราเอล หนังสือที่เขียนในระหว่างยุคธรรมบัญญัติจึงเรียกว่าพันธสัญญาเดิม ชื่อนี้ได้รับการตั้งขึ้นตามพันธสัญญาที่พระยาห์เวห์ทรงมีกับคนอิสราเอล

พันธสัญญาใหม่ได้รับการตั้งชื่อตามเลือดที่พระเยซูทรงหลั่งบนกางเขน และพันธสัญญาที่พระองค์ทรงมีกับทุกคนที่เชื่อในพระองค์ พันธสัญญาของพระเยซูเป็นดังนี้ ผู้คนต้องเชื่อในพระองค์เท่านั้นเพื่อให้บาปของพวกเขาได้รับการให้อภัยเนื่องเพราะพระโลหิตที่พระองค์ทรงหลั่ง และดังนั้นพวกเขาจะได้รับการช่วยให้รอดและเกิดใหม่โดยผ่านทางพระองค์ และจะไม่เป็นคนบาปอีกต่อไป ผู้คนต้องเชื่อในพระองค์เท่านั้นจึงจะได้รับพระคุณของพระองค์ และจะไม่ประสบทุกข์ในนรกหลังจากที่พวกเขาตาย หนังสือทุกเล่มที่เขียนขึ้นในระหว่างยุคพระคุณมาหลังจากพันธสัญญานี้ และทุกเล่มบันทึกพระราชกิจและถ้อยดำรัสที่ประกอบอยู่ในนั้น หนังสือเหล่านี้ไม่ไปไกลเกินกว่าความรอดของการตรึงกางเขนขององค์พระเยซูเจ้าหรือพันธสัญญานั้น หนังสือเหล่านี้ทุกเล่มเขียนขึ้นโดยพี่น้องในองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้เคยได้รับประสบการณ์ ดังนั้น หนังสือเหล่านี้จึงได้รับการตั้งชื่อหลังจากพันธสัญญา นั่นคือ หนังสือเหล่านี้เรียกว่าพันธสัญญาใหม่ พันธสัญญาทั้งสองนี้รวมถึงยุคธรรมบัญญัติและยุคพระคุณเท่านั้น และไม่มีความเชื่อมโยงใดๆ กับยุคสุดท้าย ดังนั้น พระคัมภีร์จึงไม่มีประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่สำหรับประชากรของยุคสุดท้ายในวันนี้ อย่างมากที่สุด พระคัมภีร์จะทำหน้าที่เป็นเอกสารอ้างอิงชั่วคราว แต่โดยพื้นฐานแล้วพระคัมภีร์มีคุณค่าสำหรับการใช้งานน้อย แต่ถึงกระนั้น ผู้คนในศาสนายังคงทะนุถนอมความล้ำค่าของพระคัมภีร์มากที่สุด พวกเขาไม่รู้พระคริสตธรรมคัมภีร์ พวกเขารู้เพียงว่าจะอธิบายพระคริสตธรรมคัมภีร์อย่างไร และโดยพื้นฐานแล้ว พวกเขาไม่ตระหนักรู้เกี่ยวกับจุดกำเนิดของพระคริสตธรรมคัมภีร์ ท่าทีที่พวกเขามีต่อพระคริสตธรรมคัมภีร์คือ ทุกสิ่งในพระคริสตธรรมคัมภีร์คือสิ่งที่ถูกต้อง พระคริสตธรรมคัมภีร์ไม่มีข้อผิดพลาดหรือความไม่ถูกต้อง เพราะพวกเขาตกลงใจก่อนเป็นอันดับแรกว่าพระคริสตธรรมคัมภีร์มีความถูกต้องและปราศจากข้อผิดพลาด พวกเขาจึงศึกษาและตรวจสอบพระคริสตธรรมคัมภีร์ด้วยความสนใจอย่างยิ่ง ช่วงระยะของพระราชกิจในวันนี้ไม่ได้มีการพยากรณ์มาก่อนในพระคริสตธรรมคัมภีร์ ไม่เคยมีการกล่าวถึงพระราชกิจการพิชิตชัยในสถานที่ที่มืดมิดที่สุดจากทุกแห่งหนเลย เพราะพระราชกิจนี้คือพระราชกิจล่าสุด เนื่องเพราะยุคของพระราชกิจมีความแตกต่าง แม้กระทั่งพระเยซูพระองค์เองก็ไม่ทรงตระหนักรู้ว่าจะมีการดำเนินพระราชกิจช่วงระยะนี้ในช่วงระหว่างยุคสุดท้าย—และดังนั้น ผู้คนในยุคสุดท้ายจะสามารถพบพระราชกิจช่วงระยะนี้ในพระคริสตธรรมคัมภีร์จากการตรวจสอบพระคริสตธรรมคัมภีร์ไปได้อย่างไร?

ตัดตอนมาจาก “เกี่ยวกับพระคัมภีร์ (2)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 271

สิ่งที่อยู่ในพระคัมภีร์ไม่ได้เป็นบันทึกพระวจนะที่พระเจ้าตรัสด้วยพระองค์เองเสมอไป พระคัมภีร์เพียงบันทึกพระราชกิจสองช่วงระยะก่อนหน้าของพระเจ้าเท่านั้น ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นบันทึกการพยากรณ์ของบรรดาผู้เผยพระวจนะ และส่วนหนึ่งเป็นประสบการณ์และความรู้ที่เขียนขึ้นโดยผู้คนที่พระเจ้าทรงใช้งานตลอดทั้งยุคสมัย ประสบการณ์ของมนุษย์เจือปนไปด้วยความคิดเห็นและความรู้ของมนุษย์ และนี่คือสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ในหนังสือหลายเล่มของพระคัมภีร์มีมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์ อคติของมนุษย์ และการจับใจความอันไร้สาระของมนุษย์ แน่นอนว่าข้อความส่วนใหญ่เป็นผลจากความรู้แจ้งและความกระจ่างของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และข้อความเหล่านี้เป็นความเข้าใจที่ถูกต้อง—แต่ก็ยังไม่สามารถพูดได้ว่าข้อความเหล่านี้เป็นการแสดงออกถึงความจริงอย่างถูกต้องแม่นยำทั้งหมด ทรรศนะของท่านทั้งหลายเหล่านั้นเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ไม่ได้เป็นสิ่งใดมากไปกว่าความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ส่วนตัว หรือความรู้แจ้งของพระวิญญาณบริสุทธิ์ การพยากรณ์ของบรรดาผู้เผยพระวจนะนั้นพระเจ้าเป็นผู้ให้คำแนะนำด้วยพระองค์เอง นั่นคือ การเผยพระวจนะของผู้คนเช่นอิสยาห์ ดาเนียล เอสรา เยเรมีย์ และเอเสเคียลมาจากคำแนะนำโดยตรงของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ผู้คนเหล่านี้คือผู้มองเห็น ท่านทั้งหลายเหล่านั้นได้รับพระวิญญาณแห่งการเผยพระวจนะ และท่านทั้งหมดเป็นผู้เผยพระวจนะของพันธสัญญาเดิม ในช่วงระหว่างยุคธรรมบัญญัติ ผู้คนที่ได้รับแรงบันดาลใจจากพระยาห์เวห์เหล่านี้พูดการเผยพระวจนะมากมายซึ่งได้รับคำแนะนำโดยตรงจากพระยาห์เวห์ แล้วเหตุใดพระยาห์เวห์จึงทรงพระราชกิจในท่านทั้งหลายเหล่านั้น? เพราะผู้คนอิสราเอลคือประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร และงานของผู้เผยพระวจนะต้องดำเนินการในหมู่ประชากรเหล่านั้น นั่นคือเหตุผลที่ผู้เผยพระวจนะเหล่านั้นสามารถได้รับวิวรณ์เช่นนั้น อันที่จริง ท่านทั้งหลายเหล่านั้นไม่ได้เข้าใจสิ่งที่พระเจ้าทรงวิวรณ์แก่ท่านด้วยตัวท่านเอง พระวิญญาณบริสุทธิ์ตรัสพระวจนะผ่านปากของพวกท่าน เพื่อให้ผู้คนในอนาคตสามารถจับใจความสิ่งเหล่านั้นได้ และมองเห็นว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นพระราชกิจของพระวิญญาณของพระเจ้า ของพระวิญญาณบริสุทธิ์จริงๆ และไม่ได้มาจากมนุษย์ และเพื่อให้พวกเขาได้รับการยืนยันถึงพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ในช่วงระหว่างยุคพระคุณ พระเยซูทรงปฏิบัติพระราชกิจทั้งหมดนี้แทนผู้เผยพระวจนะด้วยพระองค์เอง ดังนั้นผู้คนจึงไม่พูดการเผยพระวจนะอีกต่อไป ดังนั้นพระเยซูทรงเป็นผู้เผยพระวจนะหรือไม่? แน่นอนว่าพระเยซูทรงเป็นผู้เผยพระวจนะท่านหนึ่ง แต่พระองค์ยังสามารถทรงงานของบรรดาอัครทูตได้ด้วย—พระองค์ทั้งสามารถตรัสการเผยพระวจนะและเทศนาและสอนผู้คนทั่วแผ่นดิน กระนั้น พระราชกิจที่พระองค์ทรงปฏิบัติและพระอัตลักษณ์ที่พระองค์ทรงเป็นตัวแทนก็ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน พระองค์เสด็จมาเพื่อไถ่มวลมนุษย์ทั้งมวล เพื่อไถ่มนุษย์จากบาป พระองค์ทรงเป็นผู้เผยพระวจนะ และอัครทูต แต่ยิ่งไปกว่านั้น พระองค์ทรงเป็นพระคริสต์ ผู้เผยพระวจนะอาจพูดการเผยพระวจนะ แต่ไม่สามารถพูดได้ว่าผู้เผยพระวจนะเช่นนั้นคือพระคริสต์ ณ เวลานั้น พระเยซูได้ตรัสการเผยพระวจนะมากมาย และดังนั้นจึงสามารถกล่าวได้ว่าพระองค์ทรงเป็นผู้เผยพระวจนะ แต่ไม่สามารถกล่าวได้ว่าพระองค์ทรงเป็นผู้เผยพระวจนะและดังนั้นจึงไม่ใช่พระคริสต์ นั่นเป็นเพราะว่าพระองค์ทรงเป็นตัวแทนของพระเจ้าพระองค์เองในการดำเนินพระราชกิจช่วงระยะหนึ่งให้เสร็จสิ้น และพระอัตลักษณ์ของพระองค์แตกต่างจากอัตลักษณ์ของอิสยาห์ นั่นคือ พระองค์เสด็จมาเพื่อทำพระราชกิจแห่งการไถ่ให้เสร็จสมบูรณ์ และพระองค์ยังได้ทรงจัดเตรียมเพื่อชีวิตของมนุษย์ และพระวิญญาณของพระเจ้าได้เสด็จมาสู่พระองค์โดยตรง ในพระราชกิจที่พระองค์ทรงทำไม่มีแรงบันดาลใจจากพระวิญญาณของพระเจ้าหรือคำแนะนำจากพระยาห์เวห์ แต่พระวิญญาณทรงพระราชกิจโดยตรง—ซึ่งเพียงพอที่จะพิสูจน์ว่าพระเยซูทรงไม่เหมือนกับผู้เผยพระวจนะ พระราชกิจที่พระองค์ทรงทำคือพระราชกิจแห่งการไถ่ พระราชกิจที่สองนั้นคือการตรัสการเผยพระวจนะ พระองค์ทรงเป็นผู้เผยพระวจนะ เป็นอัครทูต แต่ยิ่งไปกว่านั้น พระองค์ทรงเป็นพระผู้ไถ่ ในขณะเดียวกัน ผู้พยากรณ์สามารถเพียงพูดการเผยพระวจนะเท่านั้น และไม่สามารถเป็นตัวแทนของพระวิญญาณของพระเจ้าในการทรงพระราชกิจอื่นใดได้ เนื่องเพราะพระเยซูได้ทรงพระราชกิจมากมายที่ไม่เคยมีมนุษย์คนใดทำมาก่อน และได้ทรงพระราชกิจแห่งการไถ่มวลมนุษย์ ด้วยเหตุนี้พระองค์จึงทรงแตกต่างจากผู้คนเช่นอิสยาห์

ตัดตอนมาจาก “เกี่ยวกับพระคัมภีร์ (3)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 272

วันนี้ ผู้คนเชื่อว่าพระคัมภีร์คือพระเจ้า และพระเจ้าคือพระคัมภีร์ ดังนั้น พวกเขาจึงเชื่อเช่นกันว่าข้อความทั้งหมดในพระคัมภีร์เป็นพระวจนะทั้งหมดทั้งสิ้นที่พระเจ้าทรงตรัส และว่าข้อความทั้งหมดนั้นพระเจ้าเป็นผู้ตรัส บรรดาผู้ที่เชื่อในพระเจ้าคิดแม้กระทั่งว่า ถึงแม้ว่าหนังสือพันธสัญญาเดิมและพันธสัญญาใหม่ทั้งหมดหกสิบหกเล่มได้รับการเขียนขึ้นโดยผู้คน แต่หนังสือทุกเล่มได้รับแรงบันดาลใจจากพระเจ้า และเป็นบันทึกถ้อยดำรัสของพระวิญญาณบริสุทธิ์ นี่คือการจับใจความที่ผิดพลาดของมนุษย์ และไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงอย่างสมบูรณ์ อันที่จริงแล้ว นอกเหนือจากหนังสือการเผยพระวจนะแล้ว เนื้อหาส่วนใหญ่ของพันธสัญญาเดิมคือบันทึกทางประวัติศาสตร์ จดหมายฝากบางส่วนของพันธสัญญาใหม่มาจากประสบการณ์ของผู้คน และบางส่วนมาจากความรู้แจ้งของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ตัวอย่างเช่น จดหมายฝากของเปาโลเกิดขึ้นจากงานของมนุษย์ จดหมายฝากเหล่านั้นทั้งหมดเป็นผลจากความรู้แจ้งของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และทั้งหมดได้รับการเขียนขึ้นเพื่อคริสตจักร และเป็นคำพูดเตือนสติและหนุนใจสำหรับพี่น้องชายหญิงของคริสตจักร คำพูดเหล่านั้นไม่ใช่พระวจนะที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ตรัส—เปาโลไม่อาจพูดในนามของพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ อีกทั้งท่านก็ไม่ใช่ผู้เผยพระวจนะเช่นกัน แล้วนับประสาอะไรกับการที่ท่านจะมองเห็นนิมิตที่ยอห์นได้พบเห็น จดหมายฝากของท่านเขียนขึ้นเพื่อคริสตจักรเอเฟซัส ฟิลาเดลเฟีย กาลาเทีย และคริสตจักรอื่นๆ และด้วยเหตุนี้ จดหมายฝากของเปาโลแห่งพันธสัญญาใหม่จึงเป็นจดหมายฝากที่เปาโลเขียนขึ้นเพื่อคริสตจักร และไม่ใช่แรงบันดาลใจจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ อีกทั้งไม่ใช่ถ้อยดำรัสโดยตรงของพระวิญญาณบริสุทธิ์ จดหมายฝากเหล่านี้เป็นแค่คำพูดเตือนสติ ปลอบประโลม และการหนุนใจ ซึ่งท่านเขียนขึ้นเพื่อคริสตจักรในช่วงระหว่างที่งานของท่านดำเนินไป ดังนั้น จดหมายฝากเหล่านี้จึงเป็นบันทึกเกี่ยวกับงานของเปาโลส่วนใหญ่ในขณะนั้นด้วยเช่นกัน บันทึกเหล่านี้เขียนขึ้นเพื่อทุกคนที่เป็นพี่น้องชายหญิงทุกคนในองค์พระผู้เป็นเจ้า เพื่อให้พี่น้องชายหญิงของคริสตจักรทั้งหลายในเวลานั้นจะได้ติดตามคำแนะนำของท่านและปฏิบัติตามวิถีแห่งการกลับใจขององค์พระเยซูเจ้า เปาโลไม่ได้พูดแต่อย่างใดว่าคริสตจักรทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นคริสตจักรในเวลานั้นหรือคริสตจักรในอนาคต ต้องกินและดื่มสิ่งต่างๆ ที่ท่านเขียนขึ้น อีกทั้งท่านไม่ได้พูดว่าคำพูดทั้งหมดของท่านมาจากพระเจ้า ตามรูปการณ์แวดล้อมต่างๆ ของคริสตจักรในเวลานั้น ท่านเพียงเข้าสนิทกับพี่น้องชายหญิง และกระตุ้นพวกเขาเหล่านั้น และบันดาลใจให้เกิดการเชื่อในพวกเขา และท่านเพียงเทศนาหรือเตือนผู้คนให้ระลึกถึงและกระตุ้นพวกเขาเท่านั้น คำพูดของท่านมีพื้นฐานมาจากภาระของท่านเอง และท่านสนับสนุนผู้คนโดยผ่านทางคำพูดเหล่านี้ ท่านทำงานของอัครทูตคนหนึ่งของคริสตจักรในเวลานั้น ท่านเป็นคนงานที่องค์พระเยซูเจ้าทรงใช้งาน และด้วยเหตุนี้ท่านต้องรับหน้าที่ความรับผิดชอบเพื่อคริสตจักร และต้องรับภาระงานของคริสตจักร ท่านต้องเรียนรู้เกี่ยวกับสภาวะของพี่น้องชายหญิง—และเพราะเหตุนี้ ท่านจึงได้เขียนจดหมายฝากให้กับพี่น้องชายหญิงทุกคนในองค์พระผู้เป็นเจ้า ทุกสิ่งที่ท่านพูดซึ่งเป็นสิ่งที่สอนใจและเป็นบวกสำหรับผู้คนเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่นั่นไม่ได้เป็นตัวแทนของถ้อยดำรัสของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และสิ่งที่ท่านพูดไม่สามารถเป็นตัวแทนของพระเจ้าได้ การที่ผู้คนปฏิบัติต่อบันทึกประสบการณ์ของมนุษย์และจดหมายฝากของมนุษย์เสมือนเป็นพระวจนะที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ตรัสต่อคริสตจักรทั้งหลายคือความเข้าใจที่ผิดมหันต์และเป็นการหมิ่นประมาทอย่างยิ่ง! ซึ่งข้อนี้เป็นจริงอย่างยิ่งเมื่อเป็นเรื่องของจดหมายฝากที่เปาโลเขียนให้กับคริสตจักรทั้งหลาย เพราะจดหมายฝากของท่านได้รับการเขียนขึ้นเพื่อพี่น้องชายหญิงตามรูปการณ์แวดล้อมต่างๆ และสถานการณ์ของคริสตจักรแต่ละแห่งในเวลานั้น และเป็นไปเพื่อกระตุ้นพี่น้องชายหญิงในองค์พระผู้เป็นเจ้า เพื่อให้พวกเขาสามารถได้รับพระคุณขององค์พระเยซูเจ้าได้ จดหมายฝากของท่านเป็นไปเพื่อปลุกเร้าพี่น้องชายหญิงในเวลานั้น สามารถกล่าวได้ว่านี่คือภาระของท่านเอง และยังเป็นภาระที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงประทานให้กับท่านด้วย อย่างไรเสีย ท่านก็เป็นอัครทูตผู้นำคริสตจักรในเวลานั้น ผู้เขียนจดหมายฝากให้กับคริสตจักรทั้งหลายและกระตุ้นพวกเขา—นั่นคือความรับผิดชอบของท่าน อัตลักษณ์ของท่านเป็นแค่อัตลักษณ์ของอัครทูตที่ทำงานเท่านั้น และท่านเป็นแค่อัครทูตคนหนึ่งที่พระเจ้าได้ทรงส่งมาเท่านั้น ท่านไม่ใช่ผู้เผยพระวจนะ อีกทั้งไม่ใช่ผู้พยากรณ์ สำหรับท่านแล้ว งานของท่านเองและชีวิตของพี่น้องชายหญิงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญสูงสุด ด้วยเหตุนี้ ท่านจึงไม่สามารถพูดในนามของพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ คำพูดของท่านไม่ใช่พระวจนะของพระวิญญาณบริสุทธิ์ นับประสาอะไรที่จะสามารถพูดได้ว่าคำพูดเหล่านั้นเป็นพระวจนะของพระเจ้า เพราะเปาโลไม่ได้เป็นอื่นใดมากไปกว่าสิ่งทรงสร้างหนึ่งของพระเจ้า และแน่นอนว่าท่านไม่ใช่การจุติเป็นมนุษย์ของพระเจ้า อัตลักษณ์ของท่านไม่ได้เหมือนกับพระอัตลักษณ์ของพระเยซู พระวจนะของพระเยซูคือพระวจนะของพระวิญญาณบริสุทธิ์ พระวจนะของพระองค์คือพระวจนะของพระเจ้า เพราะพระอัตลักษณ์ของพระองค์คือพระอัตลักษณ์ของพระคริสต์—พระบุตรของพระเจ้า เปาโลจะสามารถเทียบเท่ากับพระองค์ได้อย่างไร? หากผู้คนเห็นว่าจดหมายฝากหรือคำพูดเช่นของเปาโลเป็นถ้อยดำรัสของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และนมัสการคำพูดเหล่านั้นเป็นพระเจ้า เช่นนั้นแล้วก็สามารถพูดได้เพียงว่าพวกเขาช่างขาดการพิจารณาจนเกินไปเท่านั้น หากพูดอย่างกระด้างขึ้น นี่ไม่ได้เป็นเพียงแค่การหมิ่นประมาทหรอกหรือ? มนุษย์จะสามารถพูดในนามของพระเจ้าได้อย่างไร? แล้วผู้คนจะสามารถกราบไหว้ต่อหน้าบันทึกของจดหมายฝากของท่าน และคำพูดที่ท่านพูดเสมือนเป็นหนังสือศักดิ์สิทธิ์หรือหนังสือจากสวรรค์ได้อย่างไร? มนุษย์คนหนึ่งสามารถเปล่งพระวจนะของพระเจ้าได้อย่างไม่ต้องคิดมากหรือ? มนุษย์จะสามารถพูดในนามของพระเจ้าได้อย่างไร? ดังนั้นแล้ว เจ้าจะพูดว่าอย่างไร—จดหมายฝากที่ท่านเขียนเพื่อคริสตจักรไม่สามารถด่างพร้อยไปด้วยแนวคิดของท่านเองได้อย่างนั้นหรือ? สิ่งเหล่านั้นจะไม่ด่างพร้อยไปด้วยแนวคิดของมนุษย์ได้อย่างไร? ท่านได้เขียนจดหมายฝากสำหรับคริสตจักรโดยอ้างอิงตามประสบการณ์ส่วนตัวของท่าน และความรู้ของท่านเอง ตัวอย่างเช่น เปาโลได้เขียนจดหมายฝากถึงคริสตจักรกาลาเทีย ซึ่งประกอบด้วยความคิดเห็นบางประการ และเปโตรได้เขียนจดหมายฝากอีกฉบับซึ่งมีอีกทรรศนะหนึ่ง ความคิดเห็นใดที่มาจากพระวิญญาณบริสุทธิ์? ไม่มีใครสามารถพูดได้อย่างแน่นอน ด้วยเหตุนี้ จึงสามารถพูดได้เพียงว่าท่านทั้งสองแบกภาระสำหรับคริสตจักรเท่านั้น แต่จดหมายของพวกท่านเป็นตัวแทนของวุฒิภาวะของพวกท่าน จดหมายของท่านเป็นตัวแทนของการจัดเตรียมและการสนับสนุนเพื่อพี่น้องชายหญิง และภาระของพวกท่านต่อคริสตจักรทั้งหลาย และจดหมายของพวกท่านเป็นตัวแทนของงานของมนุษย์เท่านั้น—จดหมายเหล่านั้นไม่ได้เป็นของพระวิญญาณบริสุทธิ์โดยสิ้นเชิง หากเจ้าพูดว่าจดหมายฝากของท่านเป็นพระวจนะของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ไร้สาระ และเจ้ากำลังกระทำการหมิ่นประมาท! จดหมายฝากของเปาโลและจดหมายฝากอื่นๆ ของพันธสัญญาใหม่เทียบเท่ากับชีวประวัติของบุคคลสำคัญด้านจิตวิญญาณเมื่อไม่นานมานี้ นั่นคือ จดหมายเหล่านั้นอยู่ระดับเดียวกับหนังสือของวอทช์แมน นี หรือประสบการณ์ของลอว์เรนซ์ เป็นต้น เป็นเพียงแค่ว่าหนังสือของบุคคลสำคัญด้านจิตวิญญาณเมื่อไม่นานมานี้ไม่ได้รับการรวบรวมลงในพันธสัญญาใหม่ แต่เนื้อแท้ของผู้คนเหล่านี้นั้นเหมือนกัน นั่นคือ ผู้คนเหล่านี้คือผู้ที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงใช้งานในช่วงระหว่างช่วงเวลาหนึ่งๆ และผู้คนเหล่านี้ไม่สามารถเป็นตัวแทนของพระเจ้าได้โดยตรง

ตัดตอนมาจาก “เกี่ยวกับพระคัมภีร์ (3)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 273

พระกิตติคุณมัทธิวในพันธสัญญาใหม่บันทึกลำดับพงศ์ของพระเยซู ในตอนแรก หนังสือเล่มนี้ระบุว่าพระเยซูทรงเป็นพงศ์พันธุ์ของอับราฮัมและของดาวิด และบุตรของโยเซฟ ต่อมาหนังสือเล่มนี้ระบุว่าพระเยซูทรงปฏิสนธิในครรภ์โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ และประสูติจากหญิงพรหมจารี—ซึ่งจะหมายความว่าพระองค์ไม่ได้ทรงเป็นบุตรของโยเซฟหรือพงศ์พันธุ์ของอับราฮัมและของดาวิด อย่างไรก็ตาม ลำดับพงศ์ยืนกรานที่จะเชื่อมโยงพระเยซูเข้ากับโยเซฟ ต่อมาลำดับพงศ์เริ่มบันทึกกระบวนการที่พระเยซูประสูติ โดยหนังสือเล่มนี้ระบุว่าพระเยซูทรงปฏิสนธิในครรภ์โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ว่าพระองค์ประสูติจากหญิงพรหมจารี และไม่ใช่บุตรของโยเซฟ แต่ในลำดับพงศ์มีการเขียนอย่างชัดเจนว่าพระเยซูทรงเป็นบุตรของโยเซฟ และเพราะลำดับพงศ์นี้ได้รับการเขียนขึ้นเพื่อพระเยซู ลำดับพงศ์นี้จึงบันทึกข้อมูลของสี่สิบสองชั่วคน เมื่อไปถึงชั่วคนรุ่นของโยเซฟ หนังสือระบุอย่างเร่งรีบว่าโยเซฟเป็นสามีของมารีย์ ซึ่งเป็นคำพูดที่ระบุเพื่อพิสูจน์ว่าพระเยซูทรงเป็นพงศ์พันธุ์ของอับราฮัม นี่ไม่ใช่ความขัดแย้งในตัวเองหรือ? ลำดับพงศ์บันทึกต้นตระกูลของโยเซฟอย่างชัดเจน ลำดับพงศ์นี้เป็นลำดับพงศ์ของโยเซฟอย่างชัดเจน แต่มัทธิวยืนกรานว่านี่คือลำดับพงศ์ของพระเยซู นี่ไม่ได้ปฏิเสธข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการปฏิสนธิในครรภ์ของพระเยซูโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์หรอกหรือ? ดังนั้นแล้ว ลำดับพงศ์ที่มัทธิวเขียนขึ้นไม่ได้เป็นแนวคิดของมนุษย์หรอกหรือ? มันช่างไร้สาระ! นี่คือวิธีที่เจ้าจะสามารถรู้ได้ว่าหนังสือเล่มนี้ไม่ได้มาจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ทั้งหมด อาจมีบางคนที่คิดว่าพระเจ้าทรงต้องมีลำดับพงศ์บนโลก เพราะเหตุนั้นพวกเขาจึงกำหนดให้พระเยซูเป็นชั่วคนรุ่นที่สี่สิบสองของอับราฮัม นั่นช่างไร้สาระเสียจริง! หลังจากที่เสด็จมาบนแผ่นดินโลก พระเจ้าจะทรงสามารถมีลำดับพงศ์ได้อย่างไร? หากเจ้าพูดว่าพระเจ้าทรงมีลำดับพงศ์ เจ้าไม่ได้จัดอันดับพระองค์อยู่ท่ามกลางสิ่งทรงสร้างทั้งหลายของพระเจ้าหรอกหรือ? เพราะพระเจ้าไม่ได้เสด็จมาจากโลก พระองค์ทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าของสิ่งทรงสร้าง และถึงแม้ว่าพระองค์ทรงมีเนื้อหนัง พระองค์ก็ไม่ได้ทรงมีแก่นแท้เหมือนกันกับมนุษย์ เจ้าจะสามารถจัดอันดับพระเจ้าว่าอยู่ในประเภทเดียวกันกับสิ่งทรงสร้างของพระเจ้าได้อย่างไร? อับราฮัมไม่สามารถเป็นตัวแทนของพระเจ้า ท่านทรงเป็นเป้าหมายของพระราชกิจของพระยาห์เวห์ในเวลานั้น ท่านเป็นเพียงผู้รับใช้ที่สัตย์ซื่อและได้รับการรับรองจากพระยาห์เวห์เท่านั้น และท่านเป็นหนึ่งในผู้คนอิสราเอล ท่านจะสามารถเป็นต้นตระกูลของพระเยซูได้อย่างไร?

ใครเป็นผู้เขียนลำดับพงศ์ของพระเยซู? พระเยซูทรงเขียนลำดับพงศ์ด้วยพระองค์เองหรือ? พระองค์ตรัสแก่พวกเขาด้วยพระองค์เองว่า “จงเขียนลำดับพงศ์ของเรา” หรือ? มัทธิวเป็นผู้บันทึกลำดับพงศ์หลังจากที่พระเยซูทรงถูกตรึงที่กางเขน ในเวลานั้นพระเยซูได้ทรงพระราชกิจมากมายที่สาวกของพระองค์ไม่สามารถจะจับใจความได้ และไม่ได้ทรงให้คำอธิบายใดๆ หลังจากที่พระองค์เสด็จจากไปแล้ว บรรดาสาวกของพระองค์เริ่มต้นเทศนาและทำงานทุกที่ และเพื่อประโยชน์ของพระราชกิจช่วงระยะนั้น พวกท่านได้เริ่มเขียนจดหมายฝากและหนังสือพระกิตติคุณ หนังสือพระกิตติคุณของพันธสัญญาใหม่ได้รับการบันทึกยี่สิบถึงสามสิบปีหลังจากที่พระเยซูทรงถูกตรึงกางเขนแล้ว ก่อนหน้านั้น ผู้คนอิสราเอลอ่านเพียงพันธสัญญาเดิมเท่านั้น กล่าวคือ ผู้คนอ่านพันธสัญญาเดิมในช่วงต้นของยุคพระคุณ พันธสัญญาใหม่เพิ่งจะปรากฏในช่วงระหว่างยุคพระคุณเท่านั้น พันธสัญญาใหม่ไม่ได้มีอยู่เมื่อพระเยซูทรงพระราชกิจ ผู้คนบันทึกพระราชกิจของพระองค์หลังจากที่พระองค์ทรงคืนพระชนม์และเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ หนังสือหมวดพระกิตติคุณสี่เล่มมีขึ้นก็ในเวลานั้นเท่านั้น ซึ่งเพิ่มเติมนอกเหนือไปจากจดหมายฝากของเปาโลและเปโตร อีกทั้งหนังสือวิวรณ์ พันธสัญญาใหม่แห่งพระคัมภีร์มีขึ้นกว่าสามร้อยปีหลังจากที่พระเยซูเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ ซึ่งเป็นเวลาที่คนยุคต่อมาได้ตรวจทานบันทึกของพวกเขาอย่างเลือกเฟ้นระมัดระวัง พันธสัญญาใหม่มีขึ้นหลังจากที่พระราชกิจนี้ได้ครบบริบูรณ์แล้วเท่านั้น พันธสัญญาใหม่ไม่ได้มีมาก่อนหน้านั้น พระเจ้าได้ทรงพระราชกิจทั้งหมดนั้น และเปาโลกับอัครทูตท่านอื่นๆ ได้เขียนจดหมายฝากมากมายหลายเล่มถึงคริสตจักรทั้งหลายในพื้นที่ต่างๆ ผู้คนหลังจากพวกท่านได้รวมจดหมายฝากของพวกท่านเข้าไว้ด้วยกันและได้ผนวกนิมิตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ยอห์นได้บันทึกไว้บนเกาะปัทมอส ซึ่งในนั้นได้มีการเผยพระวจนะถึงพระราชของพระเจ้าในยุคสุดท้าย ผู้คนได้ทำลำดับเหตุการณ์นี้ ซึ่งแตกต่างไปจากถ้อยดำรัสของวันนี้ สิ่งที่ได้รับการบันทึกในวันนี้เป็นไปตามขั้นตอนของพระราชกิจของพระเจ้า สิ่งที่ผู้คนไปมีส่วนเกี่ยวข้องในวันนี้คือพระราชกิจที่พระเจ้าทรงทำด้วยพระองค์เอง และพระวจนะที่พระองค์ทรงดำรัสด้วยพระองค์เอง เจ้า—มวลมนุษย์—ไม่จำเป็นต้องเข้าแทรกแซง พระวจนะที่มาจากพระวิญญาณโดยตรงได้รับการจัดการเตรียมการอย่างเป็นขั้นตอน และแตกต่างจากการจัดการเตรียมการบันทึกของมนุษย์ สิ่งที่พวกเขาบันทึกนั้นสามารถกล่าวได้ว่าเป็นไปตามระดับการศึกษาของพวกเขาและขีดความสามารถของมนุษย์ สิ่งที่พวกเขาบันทึกคือประสบการณ์ของมนุษย์ และแต่ละคนมีวิถีทางในการบันทึกและรับรู้ของตนเอง และแต่ละบันทึกมีความแตกต่างกัน ด้วยเหตุนี้ หากเจ้านมัสการพระคัมภีร์เป็นพระเจ้า เจ้าก็ไม่รู้เท่าทันและโง่เขลาอย่างยิ่ง! เหตุใดเจ้าจึงไม่แสวงหาพระราชกิจของพระเจ้าของวันนี้? มีเพียงพระราชกิจของพระเจ้าเท่านั้นที่สามารถช่วยมนุษย์ให้รอดได้ พระคัมภีร์ไม่สามารถช่วยมนุษย์ให้รอดได้ ผู้คนสามารถอ่านพระคัมภีร์เป็นเวลาหลายพันปีแต่ยังคงไม่มีการเปลี่ยนแปลงในตัวพวกเขาเลยแม้แต่น้อย และหากเจ้านมัสการพระคัมภีร์ เจ้าจะไม่มีวันได้รับพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์

ตัดตอนมาจาก “เกี่ยวกับพระคัมภีร์ (3)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 274

ผู้คนมากมายเชื่อว่าความเข้าใจและความสามารถที่จะตีความพระคัมภีร์เป็นสิ่งเดียวกันกับการพบหนทางที่แท้จริง—แต่ในความเป็นจริงแล้ว อะไรๆ ก็ง่ายดายเช่นนั้นจริงๆ หรือ? ไม่มีใครรู้ความเป็นจริงของพระคัมภีร์ ว่าพระคัมภีร์ไม่ได้เป็นสิ่งใดมากไปกว่าบันทึกประวัติศาสตร์เกี่ยวกับพระราชกิจของพระเจ้า และพันธสัญญาของพระราชกิจสองช่วงระยะของพระเจ้า และว่าพระคัมภีร์ไม่ได้ให้ความเข้าใจใดๆ เกี่ยวกับจุดมุ่งหมายของพระราชกิจของพระเจ้าแก่เจ้า ทุกคนที่ได้อ่านพระคัมภีร์รู้ว่าพระคัมภีร์บันทึกพระราชกิจสองช่วงระยะของพระเจ้าในช่วงระหว่างยุคธรรมบัญญัติและยุคพระคุณ พันธสัญญาเดิมบันทึกเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ของอิสราเอลและพระราชกิจของพระยาห์เวห์นับตั้งแต่เวลาแห่งการทรงสร้างจนกระทั่งจุดสิ้นสุดของยุคธรรมบัญญัติ พันธสัญญาใหม่บันทึกพระราชกิจของพระเยซูบนแผ่นดินโลก ซึ่งอยู่ในหนังสือหมวดพระกิตติคุณสี่เล่ม ตลอดจนงานของเปาโล—เหล่านี้ไม่ใช่บันทึกประวัติศาสตร์หรือ? การยกสิ่งต่างๆ ในอดีตมากล่าวถึงในวันนี้ทำให้สิ่งเหล่านั้นเป็นประวัติศาสตร์ และไม่สำคัญว่าสิ่งเหล่านั้นอาจเที่ยงแท้หรือเป็นจริงเพียงใดก็ตาม สิ่งเหล่านั้นยังคงเป็นประวัติศาสตร์—และประวัติศาสตร์ไม่สามารถกล่าวถึงปัจจุบันได้ เพราะพระเจ้าไม่ทรงย้อนกลับไปมองประวัติศาสตร์! และดังนั้น หากเจ้าเพียงเข้าใจพระคัมภีร์เท่านั้น แต่ไม่เข้าใจพระราชกิจที่พระเจ้าทรงตั้งพระทัยที่จะปฏิบัติในวันนี้เลย และหากเจ้าเชื่อในพระเจ้าแต่ไม่แสวงหาพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ไม่เข้าใจความหมายของการแสวงหาพระเจ้า หากเจ้าอ่านพระคัมภีร์เพื่อศึกษาประวัติศาสตร์ของอิสราเอล เพื่อค้นคว้าประวัติศาสตร์การทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกทั้งหมดของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ไม่ได้เชื่อในพระเจ้า แต่วันนี้ เนื่องจากเจ้าเชื่อในพระเจ้าและไล่ตามเสาะหาชีวิต เนื่องจากเจ้าไล่ตามเสาะหาความรู้เกี่ยวกับพระเจ้า และไม่ไล่ตามเสาะหาไปตามตัวอักษรและคำสอนที่ตายไปแล้วหรือความเข้าใจเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ เจ้าต้องแสวงหาน้ำพระทัยของพระเจ้าในวันนี้ และเจ้าต้องมองหาทิศทางของพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ หากเจ้าเป็นนักโบราณคดี เจ้าจะสามารถอ่านพระคัมภีร์ได้—แต่เจ้าไม่ใช่ เจ้าเป็นหนึ่งในบรรดาผู้ที่เชื่อในพระเจ้า และเจ้าควรจะแสวงหาน้ำพระทัยของพระเจ้าของวันนี้อย่างดีที่สุด อย่างมากที่สุดเจ้าจะเข้าใจประวัติศาสตร์ของอิสราเอลเล็กน้อยจากการอ่านพระคัมภีร์ เจ้าจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับชีวิตของอับราฮัม ดาวิด และโมเสส เจ้าจะพบว่าท่านทั้งหลายนั้นเคารพพระยาห์เวห์อย่างไร พระยาห์เวห์ทรงเผาผู้ต่อต้านพระองค์อย่างไร และพระองค์ตรัสต่อผู้คนในยุคนั้นอย่างไร เจ้าจะพบเกี่ยวกับพระราชกิจของพระเจ้าในอดีตเท่านั้น บันทึกของพระคัมภีร์เกี่ยวข้องกับว่าผู้คนอิสราเอลในยุคแรกๆ เคารพพระเจ้าอย่างไร และใช้ชีวิตภายใต้การทรงนำทางของพระยาห์เวห์อย่างไร เพราะคนอิสราเอลคือประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร ในพันธสัญญาเดิมเจ้าจึงสามารถมองเห็นความจงรักภักดีต่อพระยาห์เวห์ของผู้คนทั้งหมดในอิสราเอล ว่าผู้คนทั้งหมดที่เชื่อฟังพระยาห์เวห์ได้รับการใส่พระทัยและได้รับพระพรจากพระองค์อย่างไร เจ้าสามารถเรียนรู้ว่าเมื่อพระเจ้าทรงพระราชกิจในอิสราเอล พระองค์ทรงเต็มไปด้วยความปราณีและความรัก อีกทั้งทรงยังกอปรด้วยเพลิงที่เผาผลาญ และว่าคนอิสราเอลทั้งหมด ตั้งแต่คนต่ำต้อยไปจนถึงคนที่มีอำนาจ ต่างก็เคารพพระยาห์เวห์ และดังนั้นทั้งประเทศจึงได้รับพระพรจากพระเจ้า เช่นนั้นคือประวัติศาสตร์ของอิสราเอลที่บันทึกไว้ในพันธสัญญาเดิม

ตัดตอนมาจาก “เกี่ยวกับพระคัมภีร์ (4)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 275

พระคัมภีร์คือบันทึกประวัติศาสตร์พระราชกิจของพระเจ้าในอิสราเอล และบันทึกการพยากรณ์มากมายของผู้เผยพระวจนะยุคโบราณ อีกทั้งพระวาทะบางส่วนของพระยาห์เวห์ในพระราชกิจของพระองค์ ณ ขณะนั้น ดังนั้นผู้คนจึงมองว่าหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือศักดิ์สิทธิ์ (เพราะพระเจ้าทรงศักดิ์สิทธิ์และยิ่งใหญ่) แน่นอนว่าทั้งหมดนี้คือผลของความเคารพที่พวกเขามีให้กับพระยาห์เวห์ และการรักใคร่บูชาที่พวกเขามีให้กับพระเจ้า ผู้คนอ้างอิงหนังสือเล่มนี้ในลักษณะนี้เพียงเพราะการทรงสร้างของพระเจ้าช่างน่าเคารพและน่ารักใคร่บูชาสำหรับผู้ทรงสร้างของพวกเขาเท่านั้น และยังมีแม้กระทั่งผู้ที่เรียกหนังสือเล่มนี้ว่าหนังสือจากสวรรค์ อันที่จริงแล้ว พระคัมภีร์เป็นแค่บันทึกของมนุษย์ พระยาห์เวห์ไม่ได้ทรงตั้งชื่อหนังสือเล่มนี้ด้วยพระองค์เอง อีกทั้งพระยาห์เวห์ไม่ได้ทรงเป็นผู้นำการสร้างหนังสือเล่มนี้ด้วยพระองค์เอง กล่าวคือ ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ไม่ใช่พระเจ้า แต่เป็นมนุษย์ พระคริสตธรรมคัมภีร์เป็นเพียงชื่อที่เต็มไปด้วยความเคารพที่มนุษย์เป็นผู้ตั้งขึ้นเท่านั้น พระยาห์เวห์และพระเยซูไม่ได้ทรงตัดสินพระทัยเลือกชื่อนี้หลังจากที่พวกพระองค์ทรงหารือกัน ชื่อนี้ไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าแนวคิดของมนุษย์ เพราะหนังสือเล่มนี้ไม่ได้เขียนขึ้นโดยพระยาห์เวห์ นับประสาอะไรที่จะได้เขียนขึ้นโดยพระเยซู แต่เป็นการบรรยายที่ผู้เผยพระวจนะ อัครทูต และผู้มองเห็นในยุคโบราณมากมายให้ไว้ ซึ่งได้รับการรวบรวมเป็นหนังสือข้อเขียนโบราณโดยชนรุ่นหลัง ซึ่งสำหรับผู้คนแล้ว หนังสือเล่มนี้ดูเหมือนว่าเป็นหนังสือศักดิ์สิทธิ์อย่างยิ่ง เป็นหนังสือที่พวกเขาเชื่อว่าบรรจุความล้ำลึกที่มิอาจหยั่งลึกได้และลุ่มลึกมากมายที่กำลังรอให้ชนยุคอนาคตไขออกมา ดังนั้น ผู้คนจึงมีแนวโน้มมากยิ่งไปอีกที่จะเชื่อว่าหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือจากสวรรค์ เมื่อรวมหนังสือหมวดพระกิตติคุณสี่เล่มและหนังสือวิวรณ์เข้าไป ท่าทีที่ผู้คนมีต่อพระคัมภีร์ก็แตกต่างจากหนังสือเล่มอื่นเป็นอย่างยิ่ง และดังนั้นจึงไม่มีผู้ใดกล้าที่จะชำแหละ “หนังสือจากสวรรค์” เล่มนี้ เพราะหนังสือเล่มนี้ “ศักดิ์สิทธิ์” เกินไป

ทันทีที่ผู้คนอ่านพระคัมภีร์ เหตุใดพวกเขาจึงสามารถพบเส้นทางที่ถูกต้องเหมาะสมเพื่อปฏิบัติในเส้นทางนั้นได้? เหตุใดพวกเขาจึงสามารถได้รับสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาจะเข้าใจไปมากมาย? วันนี้ เรากำลังชำแหละพระคัมภีร์ในลักษณะนี้ และนี่ไม่ได้หมายความว่าเราเกลียดพระคัมภีร์ หรือเราปฏิเสธคุณค่าเพื่อการอ้างอิงของพระคัมภีร์ เรากำลังอธิบายและชี้แจงคุณค่าภายในและจุดกำเนิดของพระคัมภีร์กับเจ้า เพื่อหยุดไม่ให้เจ้าถูกคุมอยู่ในความมืดต่อไป เพราะผู้คนมีทรรศนะมากมายอย่างยิ่งเกี่ยวกับพระคัมภีร์ และทรรศนะเหล่านั้นส่วนใหญ่ไม่ถูกต้อง การอ่านพระคัมภีร์ในลักษณะนี้จึงไม่เพียงแต่ป้องกันไม่ให้พวกเขาได้รับสิ่งที่พวกเขาควรได้รับเท่านั้น แต่ที่สำคัญกว่านั้น ยังกีดขวางงานที่เราประสงค์จะทำด้วย มันแทรกแซงงานของอนาคตอย่างยิ่ง และให้แต่ข้อเสียเปรียบ ไม่มีข้อได้เปรียบเลย ดังนั้น สิ่งที่เรากำลังสอนเจ้าจึงเป็นเนื้อแท้และเรื่องราวเบื้องลึกเบื้องหลังของพระคัมภีร์เท่านั้น เราไม่ได้กำลังขอให้เจ้าอย่าอ่านพระคัมภีร์ หรือให้เจ้าเที่ยวไปประกาศว่าพระคัมภีร์ไร้ซึ่งคุณค่า แค่ให้เจ้ามีความรู้และทรรศนะที่ถูกต้องเกี่ยวกับพระคัมภีร์เท่านั้น จงอย่าคิดข้างเดียวจนเกินไป! ถึงแม้ว่าพระคัมภีร์จะเป็นหนังสือประวัติศาสตร์ที่มนุษย์เขียนขึ้น แต่พระคัมภีร์ก็ยังบันทึกหลักธรรมมากมายในการรับใช้พระเจ้าของเหล่าวิสุทธิชนและผู้เผยพระวจนะในยุคโบราณ อีกทั้งประสบการณ์ของอัครทูตเมื่อไม่นานมานี้ในการรับใช้พระเจ้า—ผู้คนเหล่านี้ได้มองเห็นและรู้สิ่งทั้งหมดนี้จริงๆ และสิ่งเหล่านี้สามารถทำหน้าที่เป็นการอ้างอิงสำหรับผู้คนในยุคนี้ในการไล่ตามเสาะหาหนทางที่แท้จริง ดังนั้น ในการอ่านพระคัมภีร์ ผู้คนยังสามารถได้รับวิถีชีวิตมากมายที่ไม่สามารถพบได้ในหนังสือเล่มอื่น วิถีเหล่านี้คือวิถีชีวิตของพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ผู้เผยพระวจนะและอัครทูตในยุคอดีตหลายยุคได้รับประสบการณ์ และพระวจนะมากมายมีความล้ำค่าและสามารถให้สิ่งที่ผู้คนต้องการได้ ดังนั้น ผู้คนทั้งหมดจึงชอบอ่านพระคัมภีร์ เพราะมีมากมายเหลือเกินที่ซ่อนอยู่ในพระคัมภีร์ ทรรศนะของผู้คนต่อพระคัมภีร์จึงไม่เหมือนกับทรรศนะของพวกเขาต่อข้อเขียนของบุคคลสำคัญด้านจิตวิญญาณที่ยิ่งใหญ่ พระคัมภีร์คือบันทึกและการรวบรวมประสบการณ์และความรู้ของผู้คนที่ได้รับใช้พระยาห์เวห์และพระเยซูในยุคเก่าและยุคใหม่ ดังนั้น ชนยุคหลังจึงสามารถได้รับความรู้แจ้ง ความกระจ่าง และเส้นทางให้ปฏิบัติมากมายจากพระคัมภีร์ เหตุผลว่าทำไมพระคัมภีร์จึงสูงส่งกว่าข้อเขียนของบุคคลสำคัญด้านจิตวิญญาณที่ยิ่งใหญ่คนใดๆ นั้นเป็นเพราะว่าข้อเขียนทั้งหมดของพวกเขาล้วนดึงมาจากพระคัมภีร์ ประสบการณ์ของพวกเขาล้วนมาจากพระคัมภีร์ และพวกเขาล้วนอธิบายพระคัมภีร์ และดังนั้น แม้ว่าผู้คนจะสามารถได้รับการจัดเตรียมจากหนังสือของบุคคลสำคัญด้านจิตวิญญาณที่ยิ่งใหญ่คนใดๆ แต่พวกเขาก็ยังคงนมัสการพระคัมภีร์ เพราะพระคัมภีร์ดูสูงส่งและลุ่มลึกอย่างยิ่งสำหรับพวกเขา! ถึงแม้ว่าพระคัมภีร์จะรวบรวมหนังสือพระวาทะแห่งชีวิตบางเล่มเข้าด้วยกัน เช่น จดหมายของเปาโลและจดหมายของเปโตร และถึงแม้ว่าผู้คนจะสามารถได้รับการจัดเตรียมและช่วยเหลือจากหนังสือเหล่านี้ แต่หนังสือเหล่านี้ยังคงล้าสมัย หนังสือเหล่านี้ยังคงเป็นของยุคเก่า และสำคัญไม่ว่าหนังสือเหล่านี้จะดีเพียงใดก็ตาม หนังสือเหล่านี้มีความเหมาะสมสำหรับช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่ชั่วนิรันดร์ เพราะพระราชกิจของพระเจ้ากำลังพัฒนาอยู่เสมอ และไม่สามารถหยุดลงอย่างง่ายๆ ในช่วงเวลาของเปาโลและเปโตร หรือยังคงอยู่ในยุคพระคุณที่พระเยซูทรงถูกตรึงกางเขนเสมอไปได้ ดังนั้นแล้ว หนังสือเหล่านี้จึงเหมาะสมสำหรับยุคพระคุณเท่านั้น ไม่ใช่สำหรับยุคแห่งราชอาณาจักรในยุคสุดท้าย หนังสือเหล่านี้สามารถจัดเตรียมสำหรับบรรดาผู้เชื่อในยุคพระคุณ ไม่ใช่เหล่าวิสุทธิชนในยุคแห่งราชอาณาจักร และไม่สำคัญว่าหนังสือเหล่านี้จะดีเพียงใดก็ตาม หนังสือเหล่านี้ก็ยังคงคร่ำครึพ้นสมัย เป็นอย่างเดียวกันกับพระราชกิจการทรงสร้างของพระยาห์เวห์หรือพระราชกิจของพระองค์ในอิสราเอล นั่นคือ ไม่สำคัญว่าพระราชกิจนี้จะเคยยิ่งใหญ่เพียงใดก็ตาม พระราชกิจนี้ก็จะยังคงกลายเป็นล้าสมัย และเวลาที่พระราชกิจนั้นผ่านไปก็จะยังคงมาถึง พระราชกิจของพระเจ้าก็เป็นอย่างเดียวกัน นั่นคือ พระราชกิจของพระเจ้ายิ่งใหญ่ แต่เวลาที่พระราชกิจนั้นสิ้นสุดลงจะมาถึง พระราชกิจของพระเจ้าไม่สามารถคงอยู่ตลอดไปท่ามกลางพระราชกิจการทรงสร้าง อีกทั้งไม่สามารถคงอยู่ตลอดไปท่ามกลางพระราชกิจการตรึงกางเขน ไม่สำคัญว่าพระราชกิจการตรึงกางเขนจะโน้มน้าวให้เชื่อมากเพียงใดก็ตาม ไม่สำคัญว่าพระราชกิจนั้นจะมีประสิทธิผลในการทำให้ซาตานพ่ายแพ้เพียงใดก็ตาม จะว่าไปแล้ว พระราชกิจก็ยังคงเป็นพระราชกิจ และจะว่าไปแล้ว ยุคสมัยก็ยังคงเป็นยุคสมัย พระราชกิจไม่สามารถคงอยู่บนรากฐานเดียวกันได้ตลอดไป และเวลาก็ไม่สามารถไม่มีวันเปลี่ยนแปลงได้ เพราะมีการทรงสร้าง และต้องมียุคสุดท้าย นี่คือสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้! ดังนั้น พระวาทะแห่งชีวิตในพันธสัญญาใหม่—จดหมายของอัครทูตและหนังสือหมวดพระกิตติคุณสี่เล่ม—วันนี้ได้กลายเป็นหนังสือประวัติศาสตร์ หนังสือเหล่านี้ได้กลายเป็นกาลานุกรมเก่า แล้วกาลานุกรมเก่าๆ จะสามารถพาผู้คนเข้าไปสู่ยุคใหม่ได้อย่างไร? ไม่สำคัญว่ากาลานุกรมเหล่านี้จะมีความสามารถในการให้ชีวิตกับผู้คนได้เพียงใดก็ตาม ไม่สำคัญว่าหนังสือเหล่านี้จะสามารถนำทางผู้คนไปยังกางเขนได้เท่าใดก็ตาม หนังสือเหล่านี้ไม่ได้ล้าสมัยหรือ? หนังสือเหล่านี้ไม่ได้สูญสิ้นคุณค่าหรือ? ดังนั้น เราจึงพูดว่าเจ้าไม่ควรเชื่อกาลานุกรมเหล่านี้แบบไม่ลืมหูลืมตา หนังสือเหล่านี้เก่าเกินไป หนังสือเหล่านี้ไม่สามารถนำพาเจ้าเข้าไปในพระราชกิจใหม่ และหนังสือเหล่านี้สามารถเพียงเป็นภาระให้เจ้าได้เท่านั้น ไม่เพียงแต่หนังสือเหล่านี้จะไม่สามารถนำพาเจ้าเข้าไปในพระราชกิจใหม่และเข้าไปในการเข้าสู่ใหม่เท่านั้น แต่หนังสือเหล่านี้ยังพาเจ้าเข้าไปในคริสตจักรของศาสนาเก่า—และหากเป็นกรณีเช่นนั้น เจ้าจะไม่ถอยหลังในการเชื่อในพระเจ้าของเจ้าหรือ?

ตัดตอนมาจาก “เกี่ยวกับพระคัมภีร์ (4)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 276

ในวันนี้ ผู้ใดท่ามกลางพวกเจ้ากล้าพูดว่าคำพูดทั้งหมดที่ถูกพูดโดยพวกที่ถูกพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงใช้มาจากพระวิญญาณบริสุทธิ์? ผู้ใดเล่ากล้าพูดสิ่งต่างๆ เช่นนี้? หากเจ้าพูดสิ่งต่างๆ เช่นนี้จริง เช่นนั้นแล้วทำไมหนังสือแห่งการเผยพระวจนะของเอสราจึงถูกละทิ้ง และทำไมสิ่งเดียวกันจึงถูกกระทำกับบรรดาหนังสือของวิสุทธิชนและผู้เผยพระวจนะในยุคโบราณเหล่านั้น? หากสิ่งเหล่านั้นทั้งหมดมาจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ เช่นนั้นแล้วทำไมพวกเจ้าจึงกล้าทำการเลือกตามอำเภอใจเช่นนี้? เจ้ามีคุณสมบัติที่จะเลือกพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์หรือไม่? หลายเรื่องราวจากประเทศอิสราเอลก็ถูกละทิ้งเช่นกัน และหากเจ้าเชื่อว่าข้อเขียนแห่งอดีตเหล่านี้ทั้งหมดมาจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ เช่นนั้นแล้วทำไมหนังสือบางเล่มจึงถูกละทิ้ง? หากหนังสือทั้งหมดนั่นมาจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ ก็ควรได้รับการเก็บรักษาไว้ และส่งไปให้พี่น้องชายหญิงของคริสตจักรได้อ่าน หนังสือเหล่านั้นไม่ควรถูกเลือกหรือละทิ้งโดยความตั้งใจของมนุษย์ มันผิดที่จะทำเช่นนั้น การพูดว่าประสบการณ์ของเปาโลและยอห์นถูกผสมกับความเข้าใจเชิงลึกส่วนตัวของพวกเขาไม่ได้หมายความว่าประสบการณ์และความรู้ของพวกเขามาจากซาตาน แต่เป็นเพียงว่าพวกเขามีสิ่งต่างๆ ที่มาจากประสบการณ์และความเข้าใจเชิงลึกส่วนตัวของพวกเขา ความรู้ของพวกเขาสอดคล้องกับภูมิหลังของประสบการณ์จริงแท้ของพวกเขา ณ เวลานั้น และใครเล่าจะสามารถบอกได้อย่างมั่นใจว่าทั้งหมดนั่นมาจากพระวิญญาณบริสุทธิ์? หากข่าวประเสริฐทั้งสี่ล้วนมาจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ เช่นนั้นแล้วทำไมมัทธิว มาระโก ลูกา และยอห์นแต่ละคนจึงพูดถึงบางสิ่งที่แตกต่างกันเกี่ยวกับพระราชกิจของพระเยซู? หากเจ้าไม่เชื่อเรื่องนี้ เช่นนั้นแล้วจงดูที่เรื่องราวต่างๆ ในพระคัมภีร์เกี่ยวกับการที่เปโตรได้ปฏิเสธองค์พระผู้เป็นเจ้าสามครั้งอย่างไร กล่าวคือ การปฏิเสธทั้งหมดแตกต่างกัน และแต่ละครั้งก็มีลักษณะเฉพาะของตัวเอง หลายคนที่ไม่รู้เท่าทันพูดว่า “พระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์ก็ทรงเป็นมนุษย์เช่นกัน ดังนั้นพระวจนะที่พระองค์ตรัสนั้นสามารถมาจากพระวิญญาณบริสุทธิ์โดยครบบริบูรณ์ได้หรือ? หากคำพูดของเปาโลและยอห์นถูกผสมกับความตั้งใจของมนุษย์ เช่นนั้นแล้วพระวจนะที่พระองค์ตรัสนั้นก็ไม่ได้ถูกผสมกับความตั้งใจของมนุษย์จริงๆ หรือ?” ผู้คนที่พูดสิ่งต่างๆ เหล่านี้ตาบอดและไม่รู้เท่าทัน! จงอ่านข่าวประเสริฐทั้งสี่อย่างละเอียดถี่ถ้วน จงอ่านสิ่งที่ข่าวประเสริฐทั้งสี่ได้บันทึกไว้เกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ที่พระเยซูได้ทรงทำ และพระวจนะที่พระองค์ได้ตรัสไว้ แต่ละเรื่องราวแตกต่างกันอย่างแน่นอนมาก และแต่ละเรื่องราวก็มีมุมมองของตัวเอง หากสิ่งที่ถูกเขียนขึ้นโดยผู้เขียนหนังสือเหล่านี้ทั้งหมดมาจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ เช่นนั้นแล้วทั้งหมดก็ควรจะเหมือนกันและสอดคล้องกัน เช่นนั้นแล้วทำไมจึงมีความแตกต่าง?

ตัดตอนมาจาก “ว่าด้วยเรื่องชื่อและอัตลักษณ์” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 277

พระวาทะและพระราชกิจของพระเยซู ณ เวลานั้นไม่ได้ยึดถือตามคำสอน และพระองค์ไม่ได้ทรงดำเนินพระราชกิจของพระองค์โดยสอดคล้องกับพระราชกิจแห่งธรรมบัญญัติของพันธสัญญาเดิม พระราชกิจนั้นถูกดำเนินการโดยสอดคล้องกับพระราชกิจที่ควรทรงทำในยุคพระคุณ พระองค์ได้ทรงตรากตรำโดยสอดคล้องกับพระราชกิจที่พระองค์ได้ทรงก่อเกิด โดยสอดคล้องกับแผนการของพระองค์เอง และโดยสอดคล้องกับพันธกิจของพระองค์ พระองค์ไม่ได้ทรงพระราชกิจโดยสอดคล้องกับธรรมบัญญัติแห่งพันธสัญญาเดิม ไม่มีสิ่งใดที่พระองค์ได้ทรงทำสอดคล้องกับธรรมบัญญัติแห่งพันธสัญญาเดิม และพระองค์ไม่ได้เสด็จมาเพื่อทรงพระราชกิจเพื่อทำให้คำพูดของบรรดาผู้เผยพระวจนะลุล่วง พระราชกิจของพระเจ้าแต่ละช่วงระยะนั้นไม่ได้ถูกดำเนินการอย่างชัดแจ้งเพื่อที่จะทำให้คำทำนายต่างๆ ของบรรดาผู้เผยพระวจนะในยุคโบราณลุล่วง และพระองค์ไม่ได้เสด็จมาเพื่อปฏิบัติตามคำสอนหรือจงใจทำให้คำทำนายของผู้เผยพระวจนะโบราณเป็นจริง กระนั้นการกระทำของพระองค์ก็ไม่ได้ทำให้คำทำนายของผู้เผยพระวจนะโบราณหยุดชะงัก และไม่ได้รบกวนพระราชกิจที่พระองค์ได้ทรงทำไปแล้วก่อนหน้านี้ จุดที่โดดเด่นของพระราชกิจของพระองค์ไม่ใช่การปฏิบัติตามคำสอนใดๆ และเป็นการทรงพระราชกิจที่พระองค์เองทรงควรทำแทน พระองค์ไม่ได้ทรงเป็นผู้เผยพระวจนะหรือผู้ทำนาย แต่เป็นผู้กระทำที่จริงๆ แล้วเสด็จมาเพื่อทรงพระราชกิจที่พระองค์ทรงควรที่จะทำ และพระองค์ได้เสด็จมาเพื่อเริ่มต้นยุคใหม่ของพระองค์และดำเนินพระราชกิจใหม่ของพระองค์ แน่นอนว่าเมื่อพระเยซูได้เสด็จมาเพื่อทรงพระราชกิจของพระองค์ พระองค์ก็ได้ทรงทำให้คำพูดมากมายที่ผู้เผยพระวจนะโบราณได้พูดไว้ในพันธสัญญาเดิมลุล่วงอีกด้วย เช่นเดียวกันพระราชกิจของวันนี้ก็ได้ทำให้คำทำนายของผู้เผยพระวจนะโบราณในพันธสัญญาเดิมลุล่วง มันเป็นเพียงว่าเราไม่ได้ชู “ปูมที่เก่าจนเหลือง” ก็เท่านั้นเอง เพราะยังมีงานอีกมากที่เราต้องทำ มีคำพูดอีกมากที่เราต้องพูดกับพวกเจ้า และงานนี้และคำพูดเหล่านี้มีความสำคัญมากกว่าการอธิบายบทตอนต่างๆ จากพระคัมภีร์ยิ่งนัก เพราะงานเช่นนั้นไม่ได้มีนัยสำคัญหรือคุณค่ายิ่งใหญ่สำหรับพวกเจ้า และไม่สามารถช่วยพวกเจ้าได้ หรือเปลี่ยนแปลงพวกเจ้าได้ เราตั้งใจที่จะทำงานใหม่ ไม่ใช่เพื่อประโยชน์แห่งการทำให้บทตอนใดจากพระคัมภีร์ลุล่วง หากพระเจ้าได้เสด็จมาบนแผ่นดินโลกเพียงเพื่อทำให้คำพูดของผู้เผยพระวจนะโบราณแห่งพระคัมภีร์ลุล่วง เช่นนั้นแล้วใครเล่าจะยิ่งใหญ่กว่ากัน พระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์หรือผู้เผยพระวจนะโบราณเหล่านั้น? จะว่าไปแล้ว ผู้เผยพระวจนะดูแลรับผิดชอบพระเจ้า หรือว่าพระเจ้าทรงดูแลรับผิดชอบผู้เผยพระวจนะ? เจ้าจะอธิบายคำพูดเหล่านี้อย่างไรเล่า?

ตัดตอนมาจาก “ว่าด้วยเรื่องชื่อและอัตลักษณ์” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 278

พวกยิวทุกคนอ่านภาคพันธสัญญาเดิมและรู้เรื่องการเผยพระวจนะของอิสยาห์ว่าทารกเพศชายคนหนึ่งจะถือกำเนิดในรางหญ้า เช่นนั้นแล้ว ทั้งๆ ที่ตระหนักรู้ถึงการเผยพระวจนะนี้อยู่แก่ใจ เหตุใดพวกเขาจึงยังคงข่มเหงพระเยซู? ไม่ใช่เพราะธรรมชาติอันเป็นกบฏและความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของพวกเขาในพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์หรอกหรือ? ในเวลานั้น พวกฟาริสีเชื่อว่าพระราชกิจของพระเยซูแตกต่างจากสิ่งที่พวกเขาได้รู้มาเกี่ยวกับทารกเพศชายซึ่งได้ถูกกล่าวคำเผยพระวจนะไว้ และผู้คนในวันนี้ก็ปฏิเสธพระเจ้าเพราะพระราชกิจของพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์ไม่สอดคล้องกับพระคัมภีร์ ธาตุแท้ในความเป็นกบฏของพวกเขาที่มีต่อพระเจ้าไม่ได้เป็นเหมือนกันหรอกหรือ? เจ้าสามารถยอมรับพระราชกิจทั้งหมดทั้งมวลของพระวิญญาณบริสุทธิ์โดยที่ปราศจากคำถามได้หรือไม่? หากเป็นพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ก็ย่อมเป็นกระแสที่ถูกต้อง และเจ้าควรยอมรับมันโดยปราศจากความหวาดหวั่นเคลือบแคลงใดๆ เจ้าไม่ควรเลือกเฟ้นว่าจะยอมรับสิ่งใด จะมีประโยชน์อันใดหรือหากยิ่งเจ้ามี “ความรู้ความเข้าใจเชิงลึก” ในพระเจ้ามากขึ้นเท่าใด เจ้าก็ยิ่งรู้สึกไม่ไว้ใจพระองค์มากขึ้นเท่านั้น? เจ้าไม่จำเป็นต้องมองหาการพิสูจน์ยืนยันเพิ่มเติมจากพระคัมภีร์ หากนั่นคือพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เจ้าก็ย่อมต้องยอมรับสิ่งนั้น ด้วยเหตุที่เจ้าเชื่อในพระเจ้าเพื่อติดตามพระเจ้า และเจ้าไม่ควรเจาะลึกพระองค์ เจ้าไม่ควรแสวงหาหลักฐานเพิ่มเติมเกี่ยวกับเราเพื่อพิสูจน์ว่าเราคือพระเจ้าของเจ้า แต่เจ้าควรสามารถหยั่งรู้ได้ว่าเราเป็นประโยชน์ต่อเจ้าหรือไม่—นี่คือสิ่งสำคัญยิ่งยวดที่สุด ต่อให้เจ้าพบข้อพิสูจน์ซึ่งไม่อาจหักล้างได้อย่างมากภายในพระคัมภีร์ มันก็ไม่สามารถนำพาเจ้ามาอยู่ต่อหน้าเราได้อย่างครบถ้วนบริบูรณ์ เจ้าเพียงแค่ใช้ชีวิตภายในขอบเขตของพระคัมภีร์ และไม่ใช่ต่อหน้าเรา พระคัมภีร์ไม่สามารถช่วยให้เจ้ารู้จักเรา ทั้งยังไม่สามารถทำให้ความรักของเจ้าที่มีให้เราลึกซึ้งยิ่งขึ้น แม้พระคัมภีร์ได้กล่าวคำเผยพระวจนะไว้ว่าทารกเพศชายคนหนึ่งจะถือกำเนิดขึ้น ไม่มีใครสามารถหยั่งลึกได้ว่าคำเผยพระวจนะนั้นจะเกิดขึ้นกับใคร ด้วยเหตุที่มนุษย์ไม่ได้รู้จักพระราชกิจของพระเจ้า และนี่คือสิ่งที่ได้ทำให้พวกฟาริสียืนต้านพระเยซู บางคนรู้ว่างานของเราเป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ แต่กระนั้นพวกเขากลับยังคงเชื่ออยู่ต่อไปว่าพระเยซูและเราเป็นสองสิ่งที่แยกจากกันอย่างสิ้นเชิง เป็นสิ่งดำรงอยู่ซึ่งไม่อาจลงรอยในกันและกัน ในเวลานั้น พระเยซูเพียงแค่ทรงให้คำเทศนาชุดหนึ่งในยุคพระคุณแก่บรรดาสาวกของพระองค์ในหัวข้อทั้งหลาย อาทิ จะฝึกฝนปฏิบัติอย่างไร จะชุมนุมกันอย่างไร จะวิงวอนในการอธิษฐานอย่างไร จะปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างไร เป็นต้น พระราชกิจที่พระองค์ได้ทรงดำเนินการเป็นพระราชกิจของยุคพระคุณ และพระองค์ได้ทรงชี้แจงไว้เพียงแค่ว่า บรรดาสาวกและบรรดาผู้ที่ได้ติดตามพระองค์ควรจะฝึกฝนปฏิบัติอย่างไร พระองค์เพียงแค่ทรงปฏิบัติพระราชกิจของยุคพระคุณเท่านั้น และไม่ใช่พระราชกิจใดของยุคสุดท้ายเลย เมื่อพระยาห์เวห์ได้ทรงกำหนดธรรมบัญญัติของภาคพันธสัญญาเดิมในยุคธรรมบัญญัติ เช่นนั้นแล้วเหตุใดพระองค์จึงไม่ได้ทรงปฏิบัติพระราชกิจของยุคพระคุณเล่า? เหตุใดพระองค์จึงไม่ได้ทรงทำให้พระราชกิจของยุคพระคุณเป็นที่เข้าใจชัดเจนล่วงหน้าเล่า? นี่จะไม่ได้ช่วยมนุษย์ให้ยอมรับมันแล้วหรอกหรือ? พระองค์เพียงแค่ได้ตรัสคำเผยพระวจนะว่าทารกเพศชายคนหนึ่งจะถือกำเนิดและมามีฤทธานุภาพ แต่พระองค์ไม่ได้ทรงดำเนินการพระราชกิจของยุคพระคุณล่วงหน้า พระราชกิจของพระเจ้าในแต่ละยุคมีเขตคั่นที่ชัดเจน พระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกิจของยุคปัจจุบันเท่านั้น และไม่เคยทรงดำเนินช่วงระยะถัดไปของพระราชกิจล่วงหน้า ด้วยเหตุนี้เท่านั้นพระราชกิจซึ่งเป็นตัวแทนของพระองค์ในแต่ละยุคจึงจะสามารถถูกเน้นให้เห็นชัดได้ พระเยซูได้ตรัสถึงเพียงหมายสำคัญทั้งหลายของยุคสุดท้าย ถึงวิธีที่จะอดทนและวิธีที่จะได้รับการช่วยให้รอด ถึงวิธีที่จะกลับใจและสารภาพ และถึงวิธีที่จะแบกรับกางเขนและสู้ทนความทุกข์เท่านั้น พระองค์ไม่เคยได้ตรัสถึงวิธีที่มนุษย์ในยุคสุดท้ายควรสัมฤทธิ์การเข้าสู่ อีกทั้งไม่เคยได้ตรัสถึงวิธีที่เขาควรพยายามทำเพื่อให้สมดังน้ำพระทัยของพระเจ้า เมื่อเป็นเช่นนั้น มันไม่ไร้สาระน่าขันหรอกหรือที่จะค้นคว้าพระคัมภีร์เพื่อหาพระราชกิจของพระเจ้าของยุคสุดท้าย? อะไรหรือที่เจ้าสามารถมองเห็นได้โดยแค่เพียงยึดกุมพระคัมภีร์เอาไว้? ไม่ว่าจะเป็นผู้ให้อรรถาธิบายพระคัมภีร์หรือนักบวช ใครเล่าที่จะสามารถได้เห็นพระราชกิจของวันนี้ได้ล่วงหน้า?

ตัดตอนมาจาก “มนุษย์ผู้ที่ได้จำกัดเขตพระเจ้าไว้ในมโนคติที่หลงผิดของเขาสามารถได้รับวิวรณ์ของพระเจ้าได้อย่างไร?” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 280

เราได้ทำงานไปมากมายท่ามกลางมนุษย์ ซึ่งในระหว่างเวลานั้นเราได้แสดงวาจามากมายหลายคำด้วยเช่นกัน วาจาเหล่านี้ล้วนเพื่อประโยชน์แห่งความรอดของมนุษย์และแสดงออกเพื่อที่มนุษย์อาจจะมาเข้ากันได้กับเรา อย่างไรก็ตาม เราได้ผู้คนมาเพียงไม่กี่คนบนแผ่นดินโลกที่เข้ากันได้กับเรา และดังนั้นเราจึงบอกว่ามนุษย์ไม่ได้ถนอมวาจาของเราดังสมบัติล้ำค่า—มันเป็นเพราะมนุษย์ไม่สามารถเข้ากันได้กับเรา ด้วยวิธีนี้ งานที่เราทำไม่ได้เป็นเพียงเพื่อให้มนุษย์สามารถนมัสการเราได้ ที่สำคัญกว่านั้นคือเป็นเพื่อให้มนุษย์สามารถเข้ากันได้กับเรา มนุษย์ได้ถูกทำให้เสื่อมทรามและมีชีวิตในกับดักของซาตาน ผู้คนทั้งหมดมีชีวิตในเนื้อหนัง มีชีวิตในความอยากได้อยากมีที่เห็นแก่ตัวและไม่มีใครแม้แต่คนเดียวในหมู่พวกเขาที่เข้ากันได้กับเรา มีพวกที่บอกว่าพวกเขาเข้ากันได้กับเรา แต่ผู้คนเช่นนี้ทั้งหมดนมัสการรูปเคารพที่คลุมเครือ แม้ว่าพวกเขาจะยอมรับว่านามของเราบริสุทธิ์ แต่พวกเขาก็ย่ำไปในเส้นทางที่ไปตรงกันข้ามกับเรา และคำพูดของพวกเขาเต็มไปด้วยความโอหังและความมั่นใจในตนเอง นี่เป็นเพราะว่าโดยรากลึกแล้ว พวกเขาทั้งหมดต่อต้านเราและเข้ากันไม่ได้กับเรา ทุกวันพวกเขาแสวงหาร่องรอยต่างๆ ของเราในพระคัมภีร์และใช้การสุ่มค้นหาบทตอนที่ “เหมาะสม” ซึ่งพวกเขาอ่านอย่างไม่รู้จบและท่องเหมือนเป็นข้อพระคัมภีร์ พวกเขาไม่รู้วิธีที่จะเข้ากันได้กับเราหรืออะไรคือความหมายของการต่อต้านเรา พวกเขาแค่อ่านข้อพระคัมภีร์เหมือนคนตาบอด ภายในพระคัมภีร์นั้น พวกเขาคุมขังพระเจ้าผู้คลุมเครือซึ่งพวกเขาไม่เคยเห็นและไม่สามารถมองเห็นได้ และนำมันออกไปชมดูในเวลาว่างของพวกเขา พวกเขาเชื่อในการดำรงอยู่ของเราภายในขอบเขตของพระคัมภีร์เท่านั้นและพวกเขาถือว่าเราเทียบเท่าพระคัมภีร์ กล่าวคือไม่มีพระคัมภีร์ไม่มีเราและไม่มีเราไม่มีพระคัมภีร์ พวกเขาไม่ใส่ใจต่อการดำรงอยู่หรือการกระทำของเรา แต่แทนที่จะเป็นเช่นนั้นกลับอุทิศความเอาใจใส่อย่างที่สุดและเป็นพิเศษให้กับทุกๆ คำในพระคัมภีร์ ผู้คนอีกมากมายกว่านั้นถึงกับเชื่อว่าเราไม่ควรทำสิ่งใดก็ตามที่เราปรารถนาจะทำเว้นแต่จะถูกบอกไว้ล่วงหน้าโดยพระคัมภีร์ พวกเขาให้ความสำคัญกับพระคัมภีร์มากเกินไป อาจกล่าวได้ว่าพวกเขาเห็นความสำคัญของวาทะและสำนวนโวหารต่างๆ มากเกินไปจนถึงขั้นที่พวกเขาจะใช้ข้อพระคัมภีร์จากพระคัมภีร์มาวัดทุกคำที่เราพูดและเพื่อกล่าวโทษเรา สิ่งที่พวกเขาแสวงหาไม่ใช่หนทางแห่งการเข้ากันได้กับเราหรือหนทางแห่งการเข้ากันได้กับความจริง แต่เป็นหนทางแห่งการเข้ากันได้กับวาทะของพระคัมภีร์และพวกเขาเชื่อว่าสิ่งใดที่ไม่สอดคล้องกับพระคัมภีร์ไม่ใช่งานของเราโดยไม่มีข้อยกเว้น ผู้คนเช่นนี้ไม่ใช่พงศ์พันธุ์ผู้เคร่งครัดต่อหน้าที่ของพวกฟาริสีหรอกหรือ? พวกฟาริสีชาวยิวใช้ธรรมบัญญัติของโมเสสกล่าวโทษพระเยซู พวกเขาไม่ได้แสวงหาความเข้ากันได้กับพระเยซูในเวลานั้น แต่ทำตามธรรมบัญญัติอย่างขยันขันแข็งตามตัวอักษร ถึงขนาดที่—หลังจากได้กล่าวหาพระองค์ว่าไม่ปฏิบัติตามธรรมบัญญัติในพันธสัญญาเดิมและไม่ใช่พระเมสสิยาห์—พวกเขาก็ได้ตอกตะปูตรึงพระเยซูผู้บริสุทธิ์ไว้ที่กางเขนในท้ายที่สุด อะไรหรือคือแก่นแท้ของพวกเขา? มิไช่การที่พวกเขาไม่ได้แสวงหาหนทางแห่งการเข้ากันได้กับความจริงหรอกหรือ? พวกเขาหมกมุ่นกับทุกๆ คำในพระคัมภีร์ในขณะที่ไม่ใส่ใจต่อความประสงค์ของเราหรือต่อขั้นตอนและวิธีการทำงานของเรา พวกเขาไม่ใช่ผู้คนที่แสวงหาความจริง แต่เป็นผู้คนที่เกาะติดอย่างตายตัวอยู่กับวาทะ พวกเขาไม่ใช่ผู้คนที่เชื่อในพระเจ้า แต่เป็นผู้คนที่เชื่อในพระคัมภีร์ โดยแก่นแท้แล้ว พวกเขาคือสุนัขเฝ้าพระคัมภีร์ เพื่ออารักขาผลประโยชน์นานาของพระคัมภีร์ เพื่อค้ำจุนความทรงเกียรติของพระคัมภีร์และเพื่อคุ้มครองเกียรติภูมิของพระคัมภีร์ พวกเขาถึงกับตอกตรึงพระเยซูผู้ทรงเปี่ยมปราณีไว้กับกางเขน พวกเขาทำสิ่งนี้ก็แค่เพื่อประโยชน์แห่งการปกป้องพระคัมภีร์เท่านั้นและเพื่อประโยชน์แห่งการธำรงสถานะของทุกๆ คำในพระคัมภีร์ไว้ในหัวใจของผู้คน ดังนั้นพวกเขาจึงพอใจที่จะเลือกละทิ้งอนาคตของพวกเขาและเครื่องบูชาไถ่บาปเพื่อกล่าวโทษพระเยซูผู้ไม่ทรงปฏิบัติตามหลักคำสอนของพระคัมภีร์จนถึงแก่ความตาย พวกเขาทั้งหมดไม่ได้เป็นขี้ข้าของทุกๆ คำในพระคัมภีร์หรอกหรือ?

แล้วผู้คนในทุกวันนี้เล่า? พระคริสต์ทรงเสด็จมาเพื่อปลดปล่อยความจริง แต่พวกเขากลับเลือกขับไล่พระองค์ออกไปจากพิภพนี้ เพื่อที่พวกเขาจะได้เข้าสู่สวรรค์และได้รับพระคุณ พวกเขากลับเลือกปฏิเสธการมาของความจริงอย่างสิ้นเชิงเพื่ออารักขาผลประโยชน์ของพระคัมภีร์ และพวกเขากลับเลือกตอกตรึงพระคริสต์ผู้ทรงกลับคืนสู่เนื้อหนังไว้กับกางเขนอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจในการดำรงอยู่ชั่วกัลปาวสานของพระคัมภีร์ มนุษย์สามารถได้รับความรอดของเราได้อย่างไรในเมื่อหัวใจของเขาช่างมุ่งร้ายและธรรมชาติของเขาเป็นปรปักษ์ต่อเรายิ่งนัก เรามีชีวิตท่ามกลางมนุษย์ แต่มนุษย์ก็ไม่รู้ถึงการดำรงอยู่ของเรา ครั้นเราฉายความสว่างของเราไปบนมนุษย์ เขาก็ยังคงไม่รู้เท่าทันเลยแม้แต่น้อยถึงการดำรงอยู่ของเรา ครั้นเราปลดปล่อยความพิโรธของเราใส่มนุษย์ เขาก็ปฏิเสธการดำรงอยู่ของเราด้วยความกร้าวแกร่งที่มากขึ้นไปอีก มนุษย์ค้นหาความเข้ากันได้กับวาทะและความเข้ากันได้กับพระคัมภีร์ แต่ไม่มีใครแม้แต่คนเดียวมาอยู่เบื้องหน้าเราเพื่อแสวงหาหนทางแห่งการเข้ากันได้กับความจริง มนุษย์มองขึ้นมาหาเราในสวรรค์และอุทิศความกังวลสนใจเป็นพิเศษให้กับการดำรงอยู่ของเราในสวรรค์ แต่ไม่มีใครเลยที่เป็นห่วงเราในเนื้อหนัง เพราะเราที่มีชีวิตอยู่ท่ามกลางมนุษย์นั้นมีนัยสำคัญน้อยเกินไปแค่นั้นเอง พวกที่แสวงหาความเข้ากันได้กับวาทะในพระคัมภีร์เท่านั้นและผู้ที่แสวงหาความเข้ากันได้กับพระเจ้าที่คลุมเครือเท่านั้นเป็นภาพที่น่าสังเวชต่อสายตาเรานัก นั่นเป็นเพราะว่าสิ่งที่พวกเขานมัสการนั้นคือวาทะที่ตายแล้วกับพระเจ้าองค์หนึ่งซึ่งสามารถมอบสมบัติล้ำค่าเกินบรรยายให้พวกเขาได้ สิ่งที่พวกเขานมัสการคือพระเจ้าองค์หนึ่งที่จะวางพระองค์เองไว้ในการควบคุมของมนุษย์—พระเจ้าองค์หนึ่งซึ่งไม่มีตัวตน เช่นนั้นแล้ว ผู้คนเช่นนี้จะสามารถได้รับอะไรจากเราเล่า? มนุษย์นั้นต้อยต่ำเกินไปจริงๆ สำหรับวจนะ พวกที่ต่อต้านเรา ผู้ที่เรียกร้องอย่างไร้ขีดจำกัดจากเรา ผู้ที่ไม่มีความรักในความจริง ผู้ที่กบฏต่อเรา—พวกเขาจะสามารถเข้ากันได้กับเราได้อย่างไรกัน?

พวกที่ต่อต้านเราคือพวกที่เข้ากันไม่ได้กับเรา นี่ก็เป็นกรณีเดียวกันกับในหมู่พวกที่ไม่รักความจริง พวกที่กบฏต่อเรานั้นยิ่งต่อต้านเราและเข้ากันไม่ได้กับเราเสียยิ่งกว่า เราส่งพวกที่เข้ากันไม่ได้กับเราทั้งหมดไปสู่มือของมารร้ายและเรายกพวกเขาให้กับความเสื่อมทรามของมารร้าย ให้พวกเขามีอิสระเต็มที่ในการเปิดเผยความมุ่งร้ายของพวกเขาและท้ายที่สุด ก็ส่งมอบพวกเขาให้มารร้ายได้สวาปาม เราไม่ใส่ใจว่ามีคนมากเท่าใดนมัสการเรา ซึ่งกล่าวอีกนัยหนึ่งคือเราไม่ใส่ใจว่ามีคนมากเท่าใดที่เชื่อในเรา ทั้งหมดที่น่าเป็นห่วงสำหรับเราคือมีคนมากเท่าใดที่เข้ากันได้กับเรา นั่นเป็นเพราะทุกคนที่เข้ากันไม่ได้กับเราเป็นพวกมารร้ายที่ทรยศเรา พวกเขาเป็นศัตรูของเราและเราจะไม่วางบรรดาศัตรูของเรา “ขึ้นแท่น” ในบ้านของเรา บรรดาผู้ที่เข้ากันได้กับเราจะรับใช้เราไปตลอดกาลในบ้านของเราและพวกที่ต่อต้านเราจะต้องทนทุกข์ไปตลอดกาลกับการลงโทษของเรา พวกผู้ที่ใส่ใจเพียงวาทะของพระคัมภีร์เท่านั้นและไม่กังวลต่อทั้งความจริงและการแสวงหารอยเท้าของเรา—พวกเขาต่อต้านเราเพราะพวกเขาจำกัดเราตามพระคัมภีร์ กักขังเราไว้ภายในพระคัมภีร์และดังนั้นจึงดูเป็นการหยามหมิ่นจนถึงขีดสุดต่อเรา ผู้คนเช่นนี้สามารถมาอยู่เบื้องหน้าเราได้อย่างไร? พวกเขาไม่ให้ความใส่ใจต่อกิจการของเราหรือความประสงค์ของเราหรือความจริง แต่กลับหมกมุ่นอยู่กับวาทะทั้งหลายแทน—วาทะที่ทำให้ตาย ผู้คนเช่นนี้จะสามารถเข้ากันกับเราได้อย่างไร?

ตัดตอนมาจาก “เจ้าควรแสวงหาหนทางแห่งการเข้ากันได้กับพระคริสต์” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

ก่อนหน้า:VI. พระอุปนิสัยของพระเจ้าและสิ่งที่พระองค์ทรงมีและทรงเป็น

ถัดไป:VIII. การเปิดโปงมโนคติอันหลงผิดทางศาสนา