17. รสชาติของการเป็นคนซื่อตรง

โดย Yongsui, เกาหลีใต้

ในการชุมนุมวันหนึ่งปลายเดือนมีนาคม ผู้นำคนหนึ่งพูดถึงเรื่อง พี่ชายคนหนึ่งที่ถูกจับและถูกทรมานอย่างโหดร้าย ในจังหวะที่อ่อนแออย่างที่สุด เขาก็ได้ขายสมาชิกคริสตจักรอีกสองคน เขาทรยศพระเจ้า เขาเต็มไปด้วยความเสียใจ และด้วยการอ่านพระวจนะแห่งการพิพากษาและวิวรณ์ของพระเจ้า เขาก็เห็นรากเหง้าของความล้มเหลวของเขาและกลับใจอย่างแท้จริง ผู้นำคนนั้นถามเราว่า เราคิดยังไงกับประสบการณ์นั้น และนั่นนับเป็นคำพยานที่แท้จริงไหม เขายังขอให้เราทุกคนแสดงความคิดเห็นด้วย เรื่องนี้ทำให้ผมวิตกกังวลมากและเริ่มใคร่ครวญ ทำไมเขาถึงอยากให้เราพูดคุยเรื่องนี้ล่ะ นี่เพื่อทดสอบว่าเราเห็นปัญหาอย่างถูกต้องใช่หรือเปล่า ฉันคิดว่า “พี่ชายคนนั้นขายคนอื่นเพียงเพราะชั่วขณะแห่งความอ่อนแอ นั่นเป็นการฝ่าฝืน แต่เขาก็ได้เรียนรู้ตัวเองและกลับใจอย่างแท้จริง ดังนั้นประสบการณ์ของเขาก็ควรนับเป็นคำพยานนะ” แต่แล้วฉันก็คิดอย่างไม่ค่อยแน่ใจว่า “ฉันรอฟังความเห็นของคนอื่นก่อนดีกว่า ฉันจะได้ไม่ปล่อยไก่หรือพูดอะไรคลุมเครือเกินไป แล้วทำให้ตัวเองดูไม่ดี” คนอื่นๆ เริ่มเสนอความคิดกัน ในตอนแรกพี่สาวคนหนึ่งพูดบางอย่างที่ใกล้เคียงกับความคิดของฉันทีเดียว ฉันจึงรู้สึกว่ามีคนเห็นตรงกัน แต่ทันทีหลังจากนั้น พี่สาวอีกคนก็พูดว่าพี่ชายคนนั้นได้ทรยศพระเจ้าและกลายเป็นยูดาส ดังนั้นนั่นจึงไม่ใช่คำพยานแบบที่สามารถเป็นพยานให้พระเจ้าได้ แล้วอีกสองสามคนก็พูดอย่างมั่นใจมาก ว่าประสบการณ์นี้ไม่นับเป็นคำพยาน พอเห็นหลายคนมากสะท้อนมุมมองนั้นและให้เหตุผลประกอบ ก็ทำให้ฉันลังเล และไม่รู้ว่าจะคิดยังไงดี ตอนนั้นเอง ผู้นำก็พูดว่า “หากคุณคิดว่านี่ไม่ใช่คำพยาน ยกมือขึ้น” คนยกมือกันเยอะเลยค่ะ แต่ฉันไม่แน่ใจ ก็เลยไม่ยกค่ะ ฉันครุ่นคิดว่า “ฉันยกมือสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้ แบบนั้นจะไม่เป็นการแสดงให้เห็นว่าฉันขาดความสามารถและความเข้าใจหรอกเหรอ” ตอนที่ฉันกำลังคิดอยู่นั้น ผู้นำก็ถามฉันว่า “ทำไมคุณไม่ยกมือล่ะ” ฉันคิดกับตัวเองว่า “ไม่นะ ทำไมเขาถึงถามฉันล่ะ ฉันควรจะยกมือหรือเปล่า” ฉันรีบชูมือขึ้น หัวใจเริ่มเต้นรัว ฉันเริ่มรู้สึกไม่สบายใจ การที่ฉันยกมือนี่ถูกต้องหรือเปล่านะ ฉันรู้สึกในหัวใจจริงๆ ว่าเรื่องนี้สามารถเป็นคำพยานได้ แต่ฉันก็ยกมือโดยไม่ทันคิดให้ดีเสียก่อน ฉันรู้ตัวว่าฉันยกมือแล้ว ดังนั้นฉันนึงเริ่มฟังความเห็นของคนอื่นอย่างคาดหวัง พวกเขากำลังเสนอความคิดกัน ดังนั้นฉันจึงเริ่มพิจารณาเรื่องนี้อย่างใจเย็น พี่ชายคนนั้นกลับใจอย่างแท้จริงแล้ว ดังนั้นคำพยานของเขาจึงควรตั้งอยู่ ฉันรู้สึกว่าฉันอาจจะไม่ควรยกมือเลย ฉันก็อยากแบ่งปันสิ่งที่ฉันคิดในตอนนั้นจริงๆ นะคะ แต่แล้วฉันก็คิด ว่าฉันไม่มีความเข้าใจอย่างถ่องแท้ จึงไม่เป็นไรหากฉันถูก แต่กลับกัน ผู้นำจะคิดกับฉันยังไงล่ะ เขาจะพูดว่าฉันไม่มีความสามารถหรือความลุ่มลึกในประสบการณ์ของฉันหรือเปล่า หากผู้นำเห็นสิ่งนี้ในตัวฉัน เขาจะคิดว่าฉันไม่ควรค่าแก่การฝึกอบรม และฉันจะไม่มีอนาคตในพระนิเวศของพระเจ้า แถมตรงนั้นก็มีพี่น้องชายหญิงอยู่มากมาย ดังนั้นจึงเป็นเรื่องน่าอายมากหากฉันเข้าใจผิด ฉันคิดกลับไปกลับมาและอยากพูดอะไรบางอย่างหลายครั้ง แต่สุดท้ายฉันก็เงียบเอาไว้ค่ะ

หลังจากนั้น ผู้นำก็สามัคคีธรรมว่าเรื่องนี้ยืนเป็นคำพยานอย่างแน่นอน และการทรยศพระเจ้าในช่วงเวลาแห่งความอ่อนแอ แล้วได้รับประสบการณ์การพิพากษาและการตีสอน และกลับใจอย่างแท้จริงนั้นเป็นคำพยานที่ยอดเยี่ยม มันให้แรงดลใจแก่คนอื่นอีกมากมาย และแสดงว่าพระเจ้าประทานความเมตตาอันยิ่งใหญ่ต่อบรรดาผู้ที่มีความเชื่อที่แท้จริง พระเจ้าทรงรู้ว่าเราเสื่อมทรามแค่ไหน ดังนั้นตราบใดที่เรารู้สึกเสียใจอย่างแท้จริงและหันกลับไปหาพระองค์ พระองค์ก็จะให้โอกาสเราได้กลับใจ และคำพยานแบบนั้นถวายพระเกียรติแก่พระเจ้าและทำให้ซาตานอับอายเหนือสิ่งอื่นใด ผู้นำอธิบายต่อไปว่าความเข้าใจของเรานั้นไม่บริสุทธิ์ และพูดว่าเราหลอกลวงและไม่ซื่อตรง พูดว่ามุมมองของเราไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของพระวจนะของพระเจ้า พอเห็นว่าเราควรจะพูดคุยถึงเรื่องนี้ เราก็เดาว่าต้องมีอะไรไม่ถูกต้องในประสบการณ์ของพี่ชายคนนั้นแน่ เราพยายามเดาว่าผู้นำกำลังคิดอะไรอยู่ และไม่พูดอย่างซื่อตรงแม้แต่คำเดียว ผู้นำค่อยๆ สามัคคีธรรมกับเรา ว่าเราต้องคิดด้วยตัวเอง และมีมุมมองของตัวเองในทุกอย่าง และว่าเราควรบอกความจริง ไม่ว่าเราจะถูกหรือผิด นั่นสำคัญที่สุด ได้ยินคำว่า “สำคัญที่สุด” ทำให้ฉันไม่สบายใจจริงๆ ค่ะ ฉันคิดว่า “เขาพูดถูก การแบ่งปันความคิดที่แท้จริงของฉัน ถึงแม้ฉันจะผิด ก็ยังดีกว่าคล้อยตามคนหมู่มาก อย่างน้อยนี่ก็เป็นมุมมองของฉันเอง และฉันก็ทำตัวซื่อตรง” ฉันเกลียดตัวเองที่ไม่พูดสิ่งที่ฉันคิดจริงๆ ในแค่สิบนาทีสั้นๆ ตอนที่ฉันควรแบ่งปันทัศนคติของฉัน ฉันกลับหลอกลวงและไม่ปฏิบัติความจริง ไม่เป็นไปตามสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับความประพฤติของมนุษย์ด้วยซ้ำ ฉันไม่เพียงพูดสิ่งที่ผิดและทำสิ่งที่ผิดเท่านั้น แต่ฉันยังไม่ได้ประพฤติตัวเองอย่างเหมาะสมด้วย

ในการเฝ้าเดียวของฉันหลังจากการชุมนุม ฉันอ่านบทตอนนี้ในพระวจนะของพระเจ้า “ในความเชื่อในพระเจ้าของพวกเขาและหนทางที่พวกเขาประพฤติตน ผู้คนต้องใช้เส้นทางที่ถูกต้อง จงอย่าใช้หนทางและวิธีการที่คดโกงและชั่ว  หนทางและวิธีการที่คดโกงและชั่วคืออะไร?  หนทางและวิธีการที่คดโกงและชั่วคือความเชื่อในพระเจ้าซึ่งมีพื้นฐานอยู่บนความฉลาดอันหยุมหยิม และการหลอกลวงอันเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม และเล่ห์กลถูกๆ อยู่เสมอ หนทางและวิธีการเหล่านั้นกำลังพยายามที่จะปกปิดความเสื่อมทรามของเจ้า และปกปิดปัญหาอย่างเช่นข้อบกพร่อง ความผิด และขีดความสามารถที่ต่ำของเจ้า  พวกเขากำลังรับมือกับสิ่งทั้งหลายโดยใช้ปรัชญาเยี่ยงซาตานอยู่เสมอ โดยพยายามที่จะประจบพระเจ้าและบรรดาผู้นำคริสตจักรในเรื่องที่เปิดเผย แต่ไม่ปฏิบัติความจริง ไม่รับมือกับสิ่งทั้งหลายไปตามหลักธรรม และให้ความสนใจอย่างใกล้ชิดกับผู้คนเป็นนิตย์เพื่อสอพลอพวกเขา พวกเขาถามว่า ‘พักนี้ฉันได้ทำไปอย่างไรบ้าง?  พวกคุณทุกคนสนับสนุนฉันหรือไม่?  พระเจ้าทรงรู้หรือไม่เกี่ยวกับสิ่งดีงามทั้งหลายที่ฉันได้ทำไป?  และหากพระองค์ทรงรู้ พระองค์จะทรงสรรเสริญฉันหรือไม่?  ที่ของฉันในพระทัยของพระเจ้าคือสิ่งใด?  ฉันมีความสำคัญอันใดกับพระเจ้าหรือไม่?’  สิ่งที่พวกเขากำลังถามอยู่นั้นจริงๆ แล้วก็คือว่า พวกเขาสามารถได้รับการอวยพรในการเชื่อในพระเจ้าของพวกเขาหรือไม่  การครุ่นคิดอยู่เป็นนิตย์ถึงสิ่งทั้งหลายเช่นนั้นไม่ใช่หนทางและวิธีการที่คดโกงและชั่วหรอกหรือ?  นี่ไม่ใช่เส้นทางที่ถูกต้อง  ดังนั้นแล้ว อะไรคือเส้นทางที่ถูกต้อง?  เส้นทางที่ถูกต้องคือในยามที่ผู้คนไล่ตามเสาะหาความจริงในความเชื่อของพวกเขา ในยามที่พวกเขามีความสามารถที่จะได้รับความจริง และสัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงทั้งหลายในอุปนิสัยของพวกเขา” (“หกข้อบ่งบอกความก้าวหน้าในชีวิต” ใน บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์)  นี่เป็นการที่พระเจ้าทรงย้ำเตือนและตักเตือนเราให้เลือกทางที่ถูกต้องในความประพฤติของเราในฐานะผู้เชื่อ เราต้องไล่ตามและปฏิบัติความจริง หากเราไม่มุมานะในการทำสิ่งดีๆ เหล่านี้ หากเราวุ่นอยู่กับการปกปิดข้อบกพร่องของเรา โอ้อวด เข้ากันได้ดีกับบรรดาผู้นำ มีสถานะในคริสตจักร และเราเป็นห่วงมากเกินไปว่าจริงๆ แล้วพระเจ้ากับบรรดาผู้นำคิดกับเรายังไง นี่คือการเดินบนทางแห่งความชั่วค่ะ ฉันได้เห็นว่าสิ่งที่ฉันกำลังทำคือสิ่งที่พระเจ้าทรงเปิดเผยเลยค่ะ ฉันไม่แน่ใจว่าประสบการณ์ของพี่ชายคนนั้นเป็นคำพยานที่แท้จริงหรือไม่ แต่ฉันไม่ได้พูดจากหัวใจ ฉันกลับอ่านบรรยากาศ เล่นไพ่ในมือ และคำนวนว่าคนอื่นอาจจะกำลังคิดอะไรอยู่ พอผู้นำถามฉันว่าทำไมฉันไม่ยกมือ ฉันก็คิดว่าฉันทำพลาดไปแน่ และพอคนส่วนใหญ่คิดว่าประสบการณ์ของพี่ชายคนนั้นไม่ใช่คำพยาน ฉันก็รีบคล้อยตามทันที ฉันทำตัวกระจ้อย คอยดูว่าลมจะไปทิศทางไหน ฉันไม่แสดงให้เห็นอะไรเลยนอกจากอุปนิสัยหลอกลวงเยี่ยงซาตาน ฉันนึกสงสัยว่าทำไมการพูดความจริงแค่ประโยคเดียวมันถึงยากนัก ฉันกลัวว่าหากพูดอะไรผิดก็จะทำให้ตัวเองอับอาย กลัวว่าผู้นำจะดูถูกฉันและไม่ให้คุณค่าหรือฝึกอบรมฉัน และกลัวว่าฉันอาจจะถูกปลดจากหน้าที่หากเกิดเรื่องแบบนั้นอยู่เรื่อยๆ ฉันแค่ต้องการปกป้องชื่อเสียงของตัวเองและรักษาตำแหน่งเอาไว้ เพื่อปกปิดความไม่เก่งของฉัน และสร้างภาพลักษณ์ให้ดีที่สุด ฉันอยากทำตัวเหมือนคนที่มีความสามารถสูง ที่เข้าใจความจริงและเข้าใจสิ่งต่างๆ อย่างลึกซึ้ง ฉันอยากมีคำตอบที่ถูกต้องสำหรับคำถามอะไรก็ตาม ที่ตรงกับสิ่งที่ผู้นำคิดอยู่เสมอ เพื่อที่เขาจะได้ชื่นชมฉัน และฉันจะเป็นที่น่าประทับใจ แล้วพี่น้องชายหญิงก็จะยอมรับฉันและยกย่องฉันด้วย ฉันเห็นความหลอกลวงและเพทุบายในวิธีการของฉัน ฉันพูดตรงๆ ไม่ได้ แม้แต่ในเรื่องที่เรียบง่ายมากๆ ฉันแทบพูดคำที่ซื่อตรงจริงใจไม่ได้แม้แต่คำเดียว ฉันอ่านบรรยากาศในห้องอย่างมีเล่ห์เหลี่ยมเสมอ เพื่อรักษาตำแหน่งของฉันในพระนิเวศของพระเจ้า ฉันกำลังเลือกเส้นทางแห่งความชั่ว ไม่ใช่เส้นทางที่ถูกต้อง ฉันเกิดความตระหนักถึงทั้งหมดนี้แต่ก็ไม่ทบทวนตัวเองให้ลึกซึ้งขึ้น

แล้วสามเดือนต่อมา ฉันก็ฟังการสามัคคีธรรมนี้จากพระเจ้าค่ะ พระเจ้าตรัสว่า “เหล่าศัตรูของพระคริสต์มีส่วนร่วมกับพระคริสต์ในหนทางเดียวกับที่พวกเขาปฏิบัติต่อผู้คน โดยปฏิบัติตามพระคริสต์ในทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาพูดและทำ ฟังพระกระแสเสียงของพระองค์ และรอฟังความหมายในพระวจนะของพระองค์  เมื่อพวกเขาพูด ไม่มีคำพูดนั้นสักคำที่เป็นจริงหรือจริงใจ พวกเขารู้จักแต่จะพูดคำพูดที่ว่างเปล่าและคำสอนเท่านั้น  พวกเขาลองพยายามที่จะหลอกลวงและเล่นไม่ซื่อกับบุคคลนี้ ผู้ซึ่งในสายตาของพวกเขานั้นเป็นแค่บุคคลธรรมดาสามัญคนหนึ่ง  พวกเขาพูดคุยประดุจงูเลื้อย ครรลองนั้นคดเคี้ยวและไม่ตรง  ลักษณะและทิศทางของคำพูดของพวกเขาเป็นดังเช่นเถาแตงที่ไต่ขึ้นเสา  เมื่อพระองค์ตรัสว่าใครคนหนึ่งมีขีดความสามารถดีและจะสามารถได้รับการเลื่อนขั้น ทันใดนั้นพวกเขาก็พูดคุยเกี่ยวกับว่าคนเหล่านั้นดีงามเพียงใด และสิ่งใดที่สำแดงและเปิดเผยในตัวพวกเขา และหากพระองค์ตรัสว่าใครคนหนึ่งไม่ดี พวกเขาก็รีบร้อนพูดคุยเกี่ยวกับว่าพวกเขานั้นไม่ดีและชั่วเพียงใด เกี่ยวกับว่าพวกเขาเป็นเหตุให้เกิดการรบกวนและการขัดจังหวะทั้งหลายในคริสตจักรอย่างไร  เมื่อพระองค์ทรงปรารถนาที่จะเรียนรู้ความจริงเกี่ยวกับบางสิ่ง พวกเขาไม่มีอะไรจะพูดเลย พวกเขาพูดเลี่ยงไป โดยรอให้พระองค์ทำการตัดสินพระทัย รอฟังความหมายในพระวจนะของพระองค์ ลองพยายามที่จะขบคิดเจตนารมณ์ของพระองค์ให้ออก  ทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาพูดนั้นคือการยกยอ การประจบสอพลอ และการประจบประแจง ไม่มีคำพูดที่เป็นความจริงสักคำออกมาจากปากของพวกเขา” (“สำหรับเหล่าผู้นำและคนทำงาน การเลือกสรรเส้นทางคือความสำคัญสูงสุด (20)” ใน บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์)  พระวจนะเหล่านี้จากพระเจ้าเสียดแทงใจฉัน ตลอดเวลา ฉันไม่ซื่อตรงและปรับการกระทำไปตามที่ใจคิดว่าคนอื่นต้องการอะไร แม้ว่าฉันจะไม่ได้ติดต่อพระคริสต์โดยตรง ฉันจะไม่ยอมรับการพินิจพิเคราะห์ของพระเจ้าในสภาพแวดล้อมที่พระองค์ทรงตั้งขึ้น ฉันแค่ต้องการโอ้อวดและทำให้ผู้นำชอบฉัน ดังนั้นฉันจึงหยั่งวัดคำพูดของตัวเองและพูดสิ่งที่เขาต้องการได้ยิน โดยไม่ซื่อตรงแม้เพียงเล็กน้อย มันเป็นการหลอกลวงทั้งสิ้น วิธีที่ฉันพูดและทำมันเหมือนกับงูไม่มีผิด และเป็นที่น่ารังเกียจสำหรับพระเจ้าค่ะ ฉันคิดว่าการเล่นไปตามน้ำแบบนั้นสามารถหลอกผู้นำได้ และฉันคิดว่าจะทำให้เขาประทับใจด้วยการดูดีตอนที่ฉันตอบคำถาม แล้วฉันก็จะรักษาตำแหน่งและอนาคตในพระนิเวศของพระเจ้าไว้ได้ นั่นเป็นความโง่เขลาอย่างที่สุดของฉันเลยค่ะ และที่จริงฉันกำลังพยายามหลอกลวงพระเจ้า ฉันไม่ได้เชื่อจริงๆ ว่าพระเจ้าทรงพินิจพิเคราะห์ทุกสิ่ง ความสามารถ วุฒิภาวะ และความคิดของฉัน อีกทั้งทัศนคติและมุมมองของฉันในทุกสถานการณ์ พระองค์ทรงเห็นสิ่งทั้งหมดเหล่านั้นอย่างกระจ่างชัด ถึงฉันจะตบตาผู้คนรอบตัวฉันได้ ฉันก็ไม่มีทางตบตาพระเจ้าได้ ที่จริง พระเจ้าไม่ได้ทอดพระเนตรสิ่งที่ฉันพูดหรือทำต่อหน้าคนอื่น แต่เป็นวิธีเข้าหาความจริงต่างหาก พระองค์ทอดพระเนตรที่สิ่งที่ฉันปฏิบัติและใช้ชีวิตตามทุกวัน และวิธีที่ฉันประพฤติตัวในหน้าที่ พระเจ้าทรงพินิจพิเคราะห์ทุกสิ่งเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้โดยเฉพาะ พระองค์ทอดพระเนตรว่าฉันรักและปฏิบัติความจริงหรือไม่ และใบหน้าเทียมเท็จนั้นของฉันก็หลอกพระองค์ไม่ได้สักนิดเดียว แล้วในที่สุดฉันก็ตระหนักได้ ว่าฉันไม่เพียงไม่จริงใจ แต่ฉันยังปฏิเสธความชอบธรรมของพระเจ้าและข้อเท็จจริงที่ว่าพระองค์ทรงเฝ้าทอดพระเนตรทุกสรรพสิ่งด้วย ฉันทำตัวเหมือนผู้ไม่เชื่อค่ะ เมื่อฉันได้ยินการวิเคราะห์ของพระเจ้าถึงการที่ศัตรูของพระคริสต์ดูหมิ่นพระคริสต์และชื่นชมพระองค์ ฉันไม่คิดว่ามันเกี่ยวอะไรกับฉันมากมายนัก ฉันไม่เคยพบกับพระคริสต์เป็นการส่วนตัวมาก่อน ดังนั้นฉันจึงคิดว่าฉันคงไม่แสดงอุปนิสัยเยี่ยงซาตานแบบนั้น แล้วในที่สุดฉันก็ตระหนักว่าฉันคิดผิด ว่าคุณไม่ต้องได้ติดต่อกับพระคริสต์เพื่อเปิดเผยอุปนิสัยเยี่ยงซาตานนั้น ฉันพยายามประจบประแจง และทำแต้มกับผู้นำ และฉันเต็มใจจะทำอะไรแบบนั้นเพื่อรักษาตำแหน่งของฉันในพระนิเวศของพระเจ้า ฉันได้แสดงอุปนิสัยเยี่ยงซาตานนั้นเลยละค่ะ หากฉันได้พบหน้าพระคริสต์จริงๆ สิ่งนั้นก็จะยิ่งชัดเจนอย่างแน่นอน ฉันคงไม่สามารถหยุดตัวเองไม่ให้พยายามหลอกลวงและต่อต้านพระเจ้าได้

ฉันครุ่นคิดเป็นเวลาสองสามวันถึงเรื่อง การที่ถึงแม้ว่าเราจะตอบผิด แต่ผู้นำก็ไม่ได้ตัดแต่งและจัดการเราอย่างที่ฉันคิด และเขาไม่ได้พูดว่าเราขาดความสามารถ ปลดเรา หรือไม่ยอมฝึกอบรมเรา เขาเพียงขอให้เราแบ่งปันความคิดเห็น เพื่อที่เขาจะเข้าใจข้อบกพร่องของเราก่อนการสามัคคีธรรมถึงความจริงและชี้แนะหลักปฏิบัติแก่เรา เขายังตีแผ่อุปนิสัยเสื่อมทรามของเราและบอกเราให้ทบทวนตัวเองอีกด้วย ทุกสิ่งที่เขาทำก็เพื่อช่วยและสนับสนุนเรา ไม่จำเป็นต้องคาดการณ์ในพระนิเวศของพระเจ้า และกับพี่น้องชายหญิงค่ะ นั่นทำให้ฉันคิดถึงพระวจนะของพระเจ้าค่ะ “โดยเนื้อแท้แล้ว พระเจ้าทรงเปี่ยมไปด้วยความสัตย์ซื่อ และดังนั้น พระวจนะของพระเจ้าสามารถเชื่อถือไว้วางใจได้เสมอ ที่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ การกระทำของพระองค์นั้นไร้ข้อผิดและมิอาจตั้งคำถามได้ ซึ่งเป็นเหตุผลว่า เหตุใดพระเจ้าจึงชอบคนจำพวกที่มีความซื่อสัตย์ต่อพระองค์โดยสมบูรณ์” (“การตักเตือนสามประการ” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)  พระวจนะและกิจการของพระเจ้านั้นคู่ควรกับความเชื่อวางใจของพวกเราที่สุด และพระองค์ทรงปฏิบัติต่อเราด้วยความจริงใจ เมื่อพระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ พระองค์ทรงบอกพวกเขาว่าผลไม้ใดในสวนที่กินได้และกินไม่ได้ พระองค์ตรัสอย่างเรียบง่ายและตรงไปตรงมา ไม่จำเป็นต้องเดาใจเลย ในยุคพระคุณ องค์พระเยซูเจ้าตรัสไว้ว่า “เราบอกความจริงกับพวกท่าน” ตลอดเวลา และในช่วงระยะนี้ของพระราชกิจของพระเจ้า เรารู้สึกได้ ว่าพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์นั้นซื่อตรงและแท้จริงแค่ไหน โดยส่วนใหญ่แล้วพระวจนะเหล่านี้เป็นวจนะที่จริงใจอย่างลึกซึ้งซึ่งอบอุ่นและอ่อนโยน และถึงแม้ว่าส่วนที่ตีแผ่อุปนิสัยเสื่อมทรามของเราจะดูรุนแรง วจนะเหล่านี้ก็มีพื้นฐานจากความเป็นจริง แล้วทั้งหมดก็เพื่อชำระเราให้บริสุทธิ์และช่วยเราให้รอด พระเจ้าทรงจริงใจและตรงไปตรงมากับเรา ไม่มีการเสแสร้งใดๆ เลย แต่ฉันคิดคำนวนและเจ้าเล่ห์เพทุบายในสถานการณ์นั้น โดยไม่มีความซื่อตรงแม้แต่นิดเดียว ฉันรู้สึกว่าฉันหลอกลวงและน่ารังเกียจเกินไปจริงๆ

แล้วฉันก็จำพระวจนะจากพระเจ้าได้ “เรามีความพอใจในบรรดาผู้ที่ไม่ระแวงผู้อื่น และเราชอบบรรดาผู้ที่ยอมรับความจริงอย่างไม่ลังเล เราแสดงความใส่ใจอย่างมากต่อผู้คนสองประเภทนี้ ด้วยเหตุที่ในสายตาของเราพวกเขาเป็นคนซื่อสัตย์  หากเจ้าเป็นคนหลอกลวง เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็ย่อมจะระมัดระวังและมีความระแวงต่อผู้คนและเรื่องต่างๆ ทั้งหมดทั้งมวล และด้วยเหตุนี้ความเชื่อของเจ้าในเราจะถูกสร้างขึ้นบนรากฐานแห่งความระแวง  เราไม่มีวันสามารถรับรู้ความเชื่อเช่นนั้นได้” (“วิธีรู้จักพระเจ้าบนแผ่นดินโลก” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)  ฉันไม่เคยเข้าใจมาก่อนว่าทำไมพระเจ้าตรัส ว่าคนที่ไม่ระแวงคนอื่นและพร้อมยอมรับความจริงนั้นซ่อตรงในสายพระเนตรของพระเจ้า แต่ตอนนี้พอใคร่ครวญพระวจนะของพระองค์ ฉันก็เริ่มเข้าใจ คนซื่อสัตย์ไม่มีความระแวงต่อพระเจ้าหรือมนุษย์ พวกเขาไร้เดียงสา พวกเขาไม่พยายามหาคำตอบด้วยสมองมนุษย์ แต่พวกเขามาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่อแสวงหาความจริงแทน พวกเขายอมรับและปฏิบัติสิ่งที่พวกเขาเข้าใจได้ และพวกเขาทำสิ่งที่พระเจ้าตรัส พวกเขาเข้าหาความจริงด้วยหัวใจที่ซื่อตรง และหัวใจแบบนั้นก็ล้ำค่ามาก นี่คือความหมายของการเป็นเหมือนเด็กเล็กๆ พระเจ้าทรงอวยพรพวกเขา พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงงานในพวกเขา และทรงนำและทรงให้ความรู้แจ้งแก่พวกเขา แล้วพวกเขาก็เข้าใจและได้รับความจริงอย่างง่ายดายขึ้น แต่ ถึงแม้ว่าบางคนสามารถพูดความจริงและปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาได้บ้าง หากภายในพวกเขาเหมือนกับเขาวงกต หวาดระแวงและระวังตัวเสมอ และถึงขั้นระแวงพระเจ้าผู้ทรงน่ารักและอ่อนโยน เช่นนั้นพวกเขาก็เป็นคนประเภทที่หลอกลวง ไม่ซื่อสัตย์ที่สุด ถึงจุดนั้นฉันเริ่มเข้าใจ ว่าทำไมพระเจ้าตรัสว่าคนหลอกลวงไม่สามารถถูกช่วยให้รอดได้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพระเจ้าทรงจริงใจมาก พระองค์ทรงเกลียดคนหลอกลวงและไม่ช่วยพวกเขาให้รอด อีกส่วนหนึ่งเกี่ยวข้องกับการแสวงหาส่วนตัวของเรา คนหลอกลวงนั้นซับซ้อนเกินไป พวกเขาคาดเดา วิเคราะห์ และเฝ้าระวังผู้คน สิ่งของ และพระเจ้าเสมอ พวกเขายังรู้วิธีอ่านผู้คนจริงๆ ด้วย ความคิดของพวกเขาถูกครอบงำโดยสิ่งเหล่านี้และพวกเขาไม่แสวงหาความจริงสักนิดเดียว พระวิญญาณบริสุทธิ์ไม่สามารถทรงพระราชกิจในพวกเขาได้เลย เพราะเหตุนั้นพวกเขาจะไม่มีทางเข้าใจความจริง อย่างที่พระเจ้าตรัสว่า “พระเจ้าไม่ทรงทำให้พวกที่หลอกลวงมีความเพียบพร้อม  หากหัวใจของเจ้าไม่ซื่อสัตย์—หากเจ้าไม่ใช่บุคคลที่ซื่อสัตย์—เช่นนั้นแล้วพระเจ้าก็จะไม่มีวันทรงรับเจ้าไว้  ในทำนองเดียวกัน เจ้าจะไม่มีวันได้รับความจริง และจะไม่สามารถได้รับพระเจ้าอีกด้วย” (“หกข้อบ่งบอกความก้าวหน้าในชีวิต” ใน บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์)  ดังนั้น ณ จุดนั้น ฉันก็มองตัวเองแบบเต็มๆ ตาอีกครั้ง เผชิญกับปัญหา ฉันไม่มาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่อแสวงหาความจริงด้วยหัวใจที่ซื่อตรง แต่กลับหมกมุ่นกับการประเมินน้ำเสียงของคนอื่น ฉันเป็นแบบนั้นเยอะมากแม้แต่ในการหารือปกติกับพี่น้องชายหญิง บางครั้งฉันไม่เข้าใจบางอย่างอย่างสมบูรณ์ แต่ฉันก็จะไหลไปตามความเข้าใจอะไรก็ตามที่คนอื่นส่วนใหญ่มี บางครั้งฉันมีความเห็นของตัวเอง แต่ฉันก็กลัวว่าจะพูดผิด ดังนั้นฉันจึงยั้งไว้และฟังคนอื่นก่อน และจะพูดก็ต่อเมื่อฉันรู้ว่าตัวเองคิดถูกเท่านั้น ไม่อย่างนั้น ฉันก็คิดว่าไม่ต้องพูดอะไรจะได้ไม่เสียหน้าค่ะ ฉันเห็นว่าฉันหลอกลวงและไม่ตรงไปตรงมาแค่ไหน ฉันแค่ตามน้ำไปเวลาฉันไม่เข้าใจบางอย่าง และเฝ้าดูและคล้อยตามสิ่งที่คนอื่นทำ นั่นขัดขวางไม่ให้ฉันเข้าใจความจริงจริงๆ แต่ไม่มีอะไรน่ากลัวเกี่ยวกับการขาดความสามารถหรือไม่รู้ความจริง สิ่งที่น่ากลัวคือเมื่อผู้คนปกปิดสิ่งที่พวกเขาไม่เข้าใจเสมอ แล้วพวกเขาจะไม่มีทางสามารถเข้าใจความจริงได้ ฉันรู้สึกว่ามันอันตรายที่จะไปต่อแบบนั้น และรู้สึกว่าการเป็นคนซื่อสัตย์นั้นสำคัญมากค่ะ

ฉันเริ่มแสวงหา วิธีการเป็นคนซื่อตรงเมื่อเผชิญสิ่งต่างๆ ในอนาคต และหลักปฏิบัติอะไรที่ฉันควรยึดมั่น พระวจนะของพระเจ้ากล่าวว่า “การที่จะเปิดเผยตรงไปตรงมากับพระเจ้า ก่อนอื่นเจ้าต้องละวางความอยากได้อยากมีส่วนตัวของเจ้าลงไว้ก่อน  แทนที่จะมุ่งเน้นไปที่วิธีที่พระเจ้าทรงปฏิบัติต่อเจ้า จงพูดสิ่งที่อยู่ในหัวใจของเจ้า และจงอย่าไตร่ตรองหรือพิจารณาว่าผลสืบเนื่องของคำพูดของเจ้าจะเป็นอะไร จงพูดสิ่งใดก็ตามที่เจ้ากำลังคิดอยู่ จงละวางแรงจูงใจของเจ้าลงไว้ก่อน และจงอย่าลองพยายามและใช้คำพูดเพื่อสัมฤทธิ์วัตถุประสงค์บางอย่าง  ‘ฉันควรพูดการนี้ ไม่ใช่การนั้น ฉันต้องระมัดระวังเกี่ยวกับสิ่งที่ฉันพูด ฉันจำเป็นที่จะต้องสัมฤทธิ์วัตถุประสงค์ของฉัน’—มีแรงจูงใจส่วนตัวเข้ามาเกี่ยวข้องในที่นี้หรือไม่?  ในความรู้สึกนึกคิดของพวกเขา ผู้คนเหล่านี้ได้พายเรือในอ่างไปแล้วก่อนที่คำพูดจะได้ถูกพูดเสียด้วยซ้ำ พวกเขาได้ประมวลผลสิ่งที่พวกเขากำลังจะพูดหลายครั้งหลายครา และได้กรองสิ่งนั้นหลายครั้งหลายคราในหัวของพวกเขา  เมื่อออกมาจากปากของพวกเขา คำพูดเหล่านี้พกพากลอุบายอันเต็มไปด้วยเล่ห์ลวงของซาตาน นี่ไม่ใช่หนทางอันเปิดเผยตรงไปตรงมาในการปฏิบัติตนต่อพระเจ้า” (“สำหรับเหล่าผู้นำและคนทำงาน การเลือกสรรเส้นทางคือความสำคัญสูงสุด (20)” ใน บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์)  “ในทุกเรื่อง เจ้าควรเปิดกว้างต่อพระเจ้าและเจ้าควรเปิดเผยตรงไปตรงมา—นี่คือภาวะและสภาวะเดียวเท่านั้นซึ่งควรได้รับการธำรงไว้เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า  แม้ในยามที่เจ้าไม่เปิดกว้าง เจ้าก็เปิดกว้างเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า  พระเจ้าทรงรู้ ไม่ว่าเจ้าจะเปิดกว้างหรือไม่  เจ้าไม่โง่หรอกหรือหากเจ้าไม่สามารถเห็นการนั้นได้?  ดังนั้นแล้ว เจ้าจะสามารถมีปัญญาได้อย่างไร?  เจ้ารู้ว่าพระเจ้าทรงพินิจพิเคราะห์และทรงรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง ดังนั้นแล้ว จงอย่าคิดว่าพระองค์อาจจะไม่ทรงรู้ เนื่องจากเป็นที่แน่นอนว่า พระเจ้าทอดพระเนตรความรู้สึกนึกคิดของผู้คนอย่างลับๆ ผู้คนคงจะมีปัญญาหากเปิดเผยตรงไปตรงมามากขึ้นสักหน่อย ปราศจากราคีมากขึ้นสักหน่อย และซื่อสัตย์—นั่นเป็นสิ่งอันหลักแหลมที่จะทำ…เมื่อผู้คนเริ่มให้ความสนใจกับรูปแบบ เมื่อรูปแบบนั้นถูกใส่เข้าไปผ่านสมองของพวกเขา เมื่อพวกเขาครุ่นคิดพิจารณาถึงมัน นี่ย่อมกลายเป็นเรื่องยุ่งยากขึ้นมา  ในความรู้สึกนึกคิดของพวกเขานั้น พวกเขาคิดเสมอว่า ‘อะไรหนอที่ฉันจะสามารถพูดได้เพื่อทำให้พระเจ้าทรงยกย่องนับถือฉัน และไม่ทรงรู้ว่าฉันกำลังคิดอะไรอยู่ภายใน  อะไรหนอคือสิ่งที่ถูกต้องที่จะพูด?  ฉันต้องเก็บตัวมากขึ้น ฉันต้องรู้กาละเทศะมากขึ้นสักหน่อย ฉันต้องมีวิธีการสักอย่าง บางทีถึงตอนนั้นพระเจ้าอาจจะทรงยกย่องนับถือฉัน’  เจ้าคิดว่าพระเจ้าจะไม่ทรงรู้หรือ หากเจ้าคิดอย่างนั้นอยู่เสมอ?  ไม่ว่าเจ้าจะคิดอะไรก็ตามพระเจ้าก็ทรงรู้  การคิดเช่นนั้นเป็นเรื่องที่น่าเหนื่อยล้า  การพูดอย่างซื่อสัตย์และอย่างแท้จริงนั้นเรียบง่ายกว่าอย่างมากมาย และนั่นทำให้ชีวิตของเจ้าง่ายขึ้น  พระเจ้าจะตรัสว่าเจ้าซื่อสัตย์และปราศจากราคี ว่าเจ้าเปิดเผยตรงไปตรงมา—และนั่นล้ำค่าไม่มีที่สิ้นสุด  หากเจ้ามีหัวใจที่เปิดกว้างและท่าทีที่ซื่อสัตย์ เช่นนั้นแล้ว ต่อให้มีบางเวลาที่เจ้าไปไกลเกินไป และประพฤติตัวอย่างโง่เขลา สำหรับพระเจ้าแล้ว นี่ย่อมไม่ใช่การฝ่าฝืน นี่ย่อมดีกว่าเล่ห์กลหยุมหยิมของเจ้า และดีกว่าการไตร่ตรองและการประมวลผลอยู่เป็นนิตย์ของเจ้า” (“สำหรับเหล่าผู้นำและคนทำงาน การเลือกสรรเส้นทางคือความสำคัญสูงสุด (9)” ใน บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์)  พระวจนะของพระเจ้าบอกว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดและเป็นพื้นฐานที่สุด ในการที่เราเข้าหาพระเจ้าและสถานการณ์ต่างๆ ที่พระองค์ทรงตั้งขึ้นก็คือการเป็นคนเปิดเผย เราต้องวางแผ่หัวใจเราต่อพระเจ้า โดยไม่มีการปกปิดหรืออำพราง โดยไม่พยายามศึกษาหรือประมวลสิ่งต่างๆ เราไม่ควรซ่อนเร้นแรงจูงใจเบื้องหลังถ้อยคำของเราหรือใช้กลวิธีใดๆ แต่แค่แบ่งปันความคิดของเราด้วยจิตวิญญาณของความซื่อสัตย์ ฉันจำเป็นต้องยอมรับว่าฉันไม่เข้าใจสิ่งที่ฉันไม่สามารถหยั่งถึงได้ แล้วก็มาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่อแสวงหาความจริงด้วยหัวใจที่ไร้เดียงสาและซื่อตรง นั่นคือการมีสติปัญญาค่ะ พระเจ้าทรงเห็นทุกสิ่งและทรงรู้จักพวกเราเหมือนหลังพระหัตถ์ของพระองค์ ความสามารถของฉัน ฉันเข้าใจความจริงแค่ไหน ความลึกของประสบการณ์ของฉัน และฉันเข้าใจบางอย่างหรือไม่ คือสิ่งที่พระเจ้าทรงรู้ดี ฉันเปิดเผยเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า มีความจำเป็นอะไรต้องปกปิดข้อบกพร่องของฉันเอง และแสร้างทำเป็นเข้าใจทุกอย่างล่ะ ที่จริงแล้ว การคิดคำนวน เฝ้าสังเกตคนอื่นและคาดเดาความคิดของพวกเขา และเปลืองสมองคิดว่าจะพูดอะไรตลอดเวลา นั้นน่าเหน็ดเหนื่อยทั้งทางจิตใจและอารมณ์ และพระเจ้าทรงเกลียดสิ่งเหล่านี้ ตอนนั้นเองที่ในที่สุดฉันก็เห็นว่ามันสำคัญแค่ไหนที่จะไร้เดียงสาและซื่อตรงจากหัวใจ พระเจ้าทรงเห็นคุณค่าของสิ่งนั้น และนี่ยังเป็นวิธีใช้ชีวิตที่เป็นอิสระและผ่อนคลายกว่าด้วยค่ะ ฉันยังเห็นด้วยว่า พระเจ้าไม่ได้แค่ทรงทอดพระเนตรความสามารถของผู้คนหรือว่าความเห็นของพวกเขาถูกต้องหรือไม่ พระองค์ทอดพระเนตรที่หัวใจของเรา ทัศนคติของเราต่อความจริง และอุปนิสัยอะไรที่เราแสดงออกมาตลอดทาง แม้ว่าเราจะผิดบ้างบางครั้ง หากเราเปิดเผยและจริงใจ พระเจ้าจะทรงไม่สนหากเราโง่เขลาหรือขาดความสามารถ และพระองค์จะไม่ทรงกล่าวโทษเราในเรื่องเหล่านี้ค่ะ ในทางกลับกัน การเป็นคนหลอกลวงตลอดเวลาคือสิ่งที่พระเจ้าทรงรังเกียจและเกลียดชัง ถึงจุดนั้นฉันตกลงใจว่าฉันจะปฏิบัติความจริงและเป็นคนที่ซื่อสัตย์ ด้วยการเปิดเผยต่อพระเจ้าในสภาพแวดล้อมที่พระองค์ทรงสร้าง การตรงไปตรงมาในการรับมือผู้อื่น การพูดจากหัวใจและเปิดเผยเกี่ยวกับสิ่งที่ฉันเข้าใจ ฉันก็สามารถค่อยๆ แก้ไขอุนิสัยเสื่อมทรามที่น่าซื่อใจคด และหลอกลวงของฉันได้ค่ะ

ฉันจำได้ว่าครั้งหนึ่งตอนที่เราเข้าหาผู้นำเกี่ยวกับเพลงสรรเสริญของคริสตจักร ที่มีสองบรรทัดที่ดูกลวงสำหรับเรา เขาไม่พูดอะไรเกี่ยวกับบรรทัดพวกนั้นเลย แต่เขาพูดว่าเพลงสรรเสริญนั้นไม่มีคุณค่า ว่ามันไม่ดีเลย คำว่า “ใช่” ก็หลุดออกมาจากปากฉันค่ะ ฉันรู้ตัวทันทีว่าฉันเป็นคนหลอกลวงอีกแล้ว ฉันยังไม่เห็นปัญหาที่เขาเห็นในนั้นเลย ฉันแค่เออออไปด้วย แสร้งทำเป็นเข้าใจ ฉันไม่ชอบเลยที่พอฉันเปิดปาก คำโกหกก็หลุดออกมา และฉันไม่อยากลักไก่ต่อไป หากฉันไม่เข้าใจ ก็คือฉันไม่เข้าใจ ฉันนึกถึงพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า “การมีความซื่อสัตย์คือการปราศจากราคีในการกระทำและคำพูดทั้งหลาย…” (“การฝึกฝนปฏิบัติที่เป็นพื้นฐานสำคัญที่สุดของการเป็นบุคคลที่ซื่อสัตย์” ใน บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์)  แน่นอนค่ะ ฉันรู้ว่าฉันต้องแก้ไขคำโกหกที่พูดไปและพูดอย่างตรงไปตรงมา ฉันบอกผู้นำคนนั้น “ฉันคิดว่ามีสองบรรทัดที่เป็นปัญหา ฉันไม่รู้เลยค่ะว่ามันแก้ไขไม่ได้” เขาสามัคคีธรรมกับเราถึงปัญหาต่างๆ ในเพลงสรรเสริญนั้นอย่างใจเย็น และนี่เปิดตาของฉันเล็กน้อยเกี่ยวกับเพลงนั้น ฉันรู้สึกถึงสันติสุขค่ะ ความจริงก็คือ ไม่จำเป็นต้องบรรจุคำพูด การกระทำ หรือมุมมองของเรา แต่เราสามารถเป็นแค่คนซื่อสัตย์ที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงและเป็นไปตามความจริง ฉันเริ่มปฏิบัติความซื่อตรงเมื่อพี่น้องชายหญิงในทีมของฉันกำลังหารือถึงปัญหาต่างๆ ไม่ว่าฉันจะถูกหรือผิด ฉันก็จะแบ่งปันความเห็นจริงๆ ออกไป ฉันตรงไปตรงมาเกี่ยวกับอะไรก็ตามที่ฉันไม่เข้าใจและฉันแก้ไขความผิดพลาดของฉัน นั่นทำให้ฉันมีสันติสุขมากค่ะ ฉันยังไม่ได้ใกล้เคียงกับมาตรฐานของคนที่ซื่อตรงอย่างแท้จริงเลยค่ะ แต่ฉันรู้สึกแล้วจริงๆ ถึงความสำคัญของการเป็นคนซื่อตรง และฉันรู้ว่านั่นเป็นหนทางเดียวที่จะได้รับการช่วยให้รอดโดยพระเจ้า ฉันต้องการที่จะกลายเป็นคนซื่อตรงจริงๆ และฉันต้องการมุมานะเพื่อสิ่งนั้น เพื่อไล่ตามสิ่งนั้นค่ะ ขอบคุณพระเจ้า!

ก่อนหน้า: 16. การต่อสู้เพื่อเป็นคนที่มีความซื่อสัตย์

ถัดไป: 18. หลังการโกหก

พระเจ้าได้เสด็จมาอย่างลับๆ ก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงและได้ทรงสร้างกลุ่มผู้มีชัยชนะขึ้นแล้ว จากนั้น พระเจ้าจะทรงปรากฏอย่างเปิดเผยและทรงให้รางวัลคนดีและลงโทษคนชั่ว คุณต้องการต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าและให้พระเจ้าช่วยให้รอดก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงหรือไม่? อย่าลังเลที่จะติดต่อเราตอนนี้เพื่อหาวิธี

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

31. ยึดมั่นในหน้าที่ของฉัน

โดย Yangmu, เกาหลีใต้ฉันเคยรู้สึกอิจฉาเมื่อเห็นพี่น้องชายหญิงแสดง ร้องเพลง และเต้นรำในการสรรเสริญพระเจ้า...

75. การทดสอบนี้ของฉัน

โดย Zhongxin, ประเทศจีนพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “กิจการของเรามีมากกว่าจำนวนของเม็ดทรายบนชายหาด...

พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์ การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ข้อคัดสรรของพระวจนะแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ 170 หลักธรรมเกี่ยวกับการปฏิบัติความจริง ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า (แก่นสารสำคัญของผู้เชื่อใหม่) คำพยานเกี่ยวกับประสบการณ์ทั้งหลายหน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้