65. สภาพเสมือนมนุษย์นั้นบรรลุได้โดยการแก้ไขความโอหัง

โดย Zhenxin, สหรัฐอเมริกา

ในเดือนมีนาคมปี 2017 ฉันเริ่มทำงานออกแบบกราฟิกให้กับคริสตจักร ส่วนมากเป็นงานโปสเตอร์หนังกับภาพตัวอย่าง ตอนแรก ฉันไม่ค่อยรู้เรื่องทางเทคนิคมากนัก ฉันเลยหมั่นเรียนรู้หลักปฏิบัติและทักษะทางเทคนิคอยู่ตลอด ฉันจะขอความช่วยเหลือจากพี่น้องชายหญิงอย่างถ่อมตัว และรับเอาคำแนะนำของคนอื่นมาใช้ในการออกแบบของตัวเองอย่างรอบคอบ ผ่านไปสักพัก ฉันก็เริ่มเข้าใจทักษะทางเทคนิคที่จำเป็นต่อหน้าที่ได้ดีขึ้น ภาพตัวอย่างของฉันถูกเผยแพร่ออนไลน์และอัตราการกดเข้าชมก็ค่อนข้างดี โดยเฉพาะโปสเตอร์ชิ้นหนึ่งที่เป็นงานสารคดี พี่น้องชายหญิงชมเชยกันใหญ่เลยค่ะ คนอื่นๆ มาปรึกษาฉันเรื่องปัญหาทางเทคนิคเยอะมากค่ะ ฉันเลยรู้สึกว่าตัวเองมีพรสวรรค์เรื่องการออกแบบกราฟิกจริงๆ ฉันโอหังขึ้นมาโดยที่ไม่รู้ตัวเลย

หลังจากนั้น ตอนที่ฉันออกแบบภาพตัวอย่างซึ่งมันง่ายกว่าโปสเตอร์หนัง ฉันก็รู้สึกว่าตัวเองมีทักษะมากพอ ที่จะทำให้เสร็จได้อย่างรวดเร็ว ฉันเลยทำไปตามทักษะทางเทคนิคที่ตัวเองมี โดยไม่ได้ใช้ความคิดมากมายหรือแสวงหาหลักปฏิบัติเลย พองานออกมา ฉันก็รับคำติชมจากพี่น้องชายหญิง บอกว่าทั้งแสงและสีมันไม่เข้าธีม ฉันไม่ได้พิจารณาหรือยอมรับคำติชมของพวกเขาเลยนะคะ แต่กลับคิดว่า “พวกคุณไม่มีรสนิยมเลยเหรอ นี่มันสร้างสรรค์มากเลยนะ ฉันได้พิจารณาทั้งหมดนี้แล้ว มันไม่ใช่ปัญหาสักหน่อย พวกคุณกำลังเสนอแนะมาโดยที่ไม่มีความรู้นะ” ฉันยึดมั่นในความคิดของตัวเองมาก และถึงกับโมโหขึ้นมา ฉันไม่ยอมแก้ไขอะไรทั้งสิ้น ผลที่ออกมาคือ งานภาพตัวอย่างบางชิ้นของฉันถูกปัดทิ้งเพราะปัญหาเรื่องภาพ ต่อมาฉันได้ยินว่ามีพี่สาวคนหนึ่งรู้สึกอึดอัดมากเพราะฉัน และกลัวที่จะเสนอแนะอะไรเพิ่มเติมกับฉัน พอได้ยินเรื่องนี้ฉันก็รู้สึกแย่มากค่ะ แต่ฉันก็ไม่ไตร่ตรองตัวเองตามเรื่องที่เกิดขึ้นเลย

จากนั้นไม่นานฉันก็ได้ออกแบบโปสเตอร์ให้หนังอีกเรื่องหนึ่ง มันเป็นหนังเกี่ยวกับ ผู้เชื่อที่ถูกศิษยาภิบาลและผู้อาวุโสควบคุมและชักนำไปในทางที่ผิด รวมถึงถูกจำกัดโดยมโนคติที่หลงผิดทางศาสนา เธอจึงไม่ยอมรับในพระราชกิจใหม่ของพระเจ้า หลังจากแสวงหาความจริง ในที่สุดเธอก็ได้ยอมรับในพระราชกิจแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ และได้มาใช้ชีวิตในความสว่างของพระเจ้า ฉันพิจารณาธีมนี้และคิดว่า “โปสเตอร์ควรไล่จากสว่างไปมืดแน่ๆ—ไม่มีแนวคิดไหนจะดีไปกว่านี้แล้ว” ฉันใช้เวลาอยู่นานเพื่อหาโปสเตอร์หนังที่คล้ายกันเพื่อใช้เป็นแบบอ้างอิง พอฉันดูภาพที่เป็นฉบับสุดท้าย ฉันก็คิดว่า มันดีมากเลยนะ อย่างกับโปสเตอร์จากหนังฟอร์มยักษ์แน่ะ ฉันชื่นชมตัวเองมากๆ เลยค่ะ จากนั้น พี่สาวคนหนึ่งก็มาเห็นโปสเตอร์ของฉัน เลยแนะนำฉันว่า “ตรงนี้มืดไปหน่อยนะ มันไม่มีรายละเอียดอะไรเลยแล้วก็จืดชืดเกินไป” พี่สาวอีกคนก็แนะนำว่า “ภาพรวมมันดูมืดเกินไป มันไม่ชัดเจน แล้วก็ดูหม่นไปหน่อย หนังเรื่องนี้เป็นพยานให้แก่พระเจ้า ดังนั้นภาพก็ไม่ควรมืดจนเกินไป” ฉันรู้สึกต่อต้าน กับสิ่งที่พวกเธอพูดมากค่ะ ฉันคิดว่า “ฉันว่านี่มันก็ดูดีแล้วนะ พวกเธอไม่รู้วิธีไล่เฉดสีด้วยซ้ำ แต่นี่พวกเธอกำลังบอกฉันว่าควรทำยังไง ไม่ใช่ว่าเธอก็แค่คอยจับผิดหรอกเหรอ” สิ่งที่ฉันตอบกลับไปคือ “ไล่สีแบบนี้ไม่ถูกหรอคะ มันต้องมีความแตกต่างระหว่างส่วนที่มืดกับสว่าง อีกอย่างมันใช้เป็นโปสเตอร์หนัง ประเด็นมันก็เลยอยู่ที่การไล่สีไงคะ หนังเรื่องอื่นเขาก็ทำกันแบบนี้ทั้งนั้น มันไม่มีอะไรผิดปกติเลยนะคะ” แล้วฉันก็ส่งสำเนาโปสเตอร์หนังที่ฉันใช้อ้างอิงไปให้พวกเธอฉบับหนึ่ง แล้วฉันก็ต้องประหลาดใจ ที่พวกเธอบอกว่าโปสเตอร์ของฉันมีบริเวณที่มืดมากเกินไป แล้วมันก็ไม่ได้สวยเหมือนอีกอันหนึ่งด้วย ฉันโมโหมากที่พวกเธอพูดแบบนั้น และคิดว่า “จำไม่ได้เหรอว่าพวกเธอมาขอคำแนะนำเรื่องการไล่สีจากฉันบ่อยๆ พวกเธอไม่ได้มีพื้นฐานในเรื่องนี้กันด้วยซ้ำ แต่กลับมาบอกว่าฉันต้องทำยังไง นี่เธอไม่ได้พยายามสอนปลาให้ว่ายน้ำกันอยู่เหรอ” เพื่อพิสูจน์ว่าฉันเป็นฝ่ายถูก ฉันเลยส่งภาพที่ออกแบบไปให้พี่น้องชายหญิงคนอื่นดู แต่พวกเขาก็บอกเหมือนกันว่ามันมืดไป ฉันเลยต้องจำใจยอมรับและเปลี่ยนมันค่ะ ฉันยังคิดว่าแนวคิดของตัวเองถูกต้องอยู่ และมันสอดคล้องกับหลักการไล่สีแล้ว ฉันเลยเปลี่ยนแค่นิดเดียว แต่มันก็ยังไม่เป็นที่ยอมรับอยู่ดี ผลที่ตามมาก็คือ ฉันง่วนอยู่เกือบเดือนกับภาพที่ควรใช้เวลาแค่หนึ่งสัปดาห์ แต่สุดท้ายมันก็ถูกโยนทิ้งเพราะปัญหาเรื่องแนวคิดในการออกแบบ มันเหมือนการตบหน้ากันเลยค่ะ ฉันรู้สึกท้อแท้และเสียความมั่นใจอย่างมาก แล้วก็ไม่อยากเปิดใจในการสามัคคีธรรมกับคนอื่นเลย ฉันอยู่ในจุดที่มืดมนและเจ็บปวด ต่อมาผู้นำทีมก็เตือนฉัน ว่างานออกแบบของฉันช่วงนี้ไม่ประสบความสำเร็จเลยสักชิ้น และฉันต้องไตร่ตรองตัวเองเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าทันที ตอนนั้นเองที่ฉันได้มาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่อไตร่ตรอง และฉันได้พบพระวจนะของพระเจ้าบางคำที่เกี่ยวข้อง

ในการเฝ้าเดี่ยวของฉันวันหนึ่ง ฉันได้อ่านพระวจนะนี้ค่ะ “เมื่อประเด็นปัญหาทั้งหลายตกมาถึงเจ้า เจ้าต้องไม่คิดว่าตนเองชอบธรรมเสมอ โดยคิดว่า ‘ฉันเข้าใจหลักธรรม และฉันมีอำนาจเด็ดขาดขั้นสุดท้าย  พวกคุณไม่มีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะพูด  พวกคุณรู้อะไรเล่า?  พวกคุณไม่เข้าใจ ฉันต่างหากที่เข้าใจ!’  นี่คือการคิดว่าตนเองชอบธรรมเสมอ  การคิดว่าตนเองชอบธรรมเสมอคืออุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตาน นั่นไม่ใช่บางสิ่งบางอย่างภายในสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติ”  “หากเจ้าเป็นผู้ที่คิดว่าตนชอบธรรมเสมอ และยืนกรานในหนทางของเจ้าเองอยู่เสมอ โดยพูดว่า ‘ฉันจะไม่ฟังผู้ใด  ต่อให้ฉันฟัง มันก็เป็นไปเพื่อเห็นแก่ประโยชน์ของรูปลักษณ์—ฉันจะไม่เปลี่ยนแปลง  ฉันจะทำสิ่งทั้งหลายในหนทางของฉัน ฉันรู้สึกว่าฉันถูก และชอบธรรมอย่างครบบริบูรณ์’ สิ่งใดจะเกิดขึ้น?  เจ้าอาจนับว่าเป็นคนที่มีเหตุมีผล และอาจไม่มีความผิดเลยในสิ่งที่เจ้าทำ เจ้าอาจไม่ได้ทำความผิดพลาดอันใด และเจ้าอาจมีความเข้าใจในแง่มุมเชิงวิชาการของประเด็นปัญหาหนึ่งดีกว่าคนอื่น กระนั้น ทันทีที่เจ้าประพฤติตนและปฏิบัติในหนทางนี้ คนอื่นจะเห็น และพวกเขาจะพูดว่า ‘อุปนิสัยของบุคคลนี้ไม่ดีงามเลย!  เมื่อประเด็นปัญหาตกแก่พวกเขา พวกเขาไม่ยอมรับสิ่งใดก็ตามที่ใครคนอื่นจำเป็นต้องพูด ไม่ว่าจะถูกหรือผิด  นั่นล้วนแต่เป็นการต้านทาน  บุคคลนี้ไม่ยอมรับความจริง’  และหากผู้คนพูดว่าเจ้าไม่ยอมรับความจริง พระเจ้าต้องทรงมีพระดำริใดเล่า?  พระเจ้าทรงมีพระปรีชาที่จะมองเห็นการแสดงออกเหล่านี้ของเจ้าหรือ?  พระเจ้าทรงสามารถมองเห็นสิ่งเหล่านั้นทั้งหมดอย่างชัดเจนเกินไป  พระเจ้าไม่เพียงทรงตรวจค้นหัวใจส่วนที่อยู่ภายในที่สุดของมนุษย์เท่านั้น แต่ยังทรงเฝ้าดูทุกสิ่งทุกอย่างที่เจ้าพูดและทำตลอดเวลาในทุกสถานที่ด้วยเช่นกัน  และเมื่อพระองค์ทรงเห็นสิ่งเหล่านี้ พระองค์ทรงทำสิ่งใดหรือ?  พระองค์ก็ตรัสว่า  ‘เจ้าแข็งกระด้างขึ้นกว่าเดิม  ด้วยเหตุนี้เจ้าจึงอยู่ในกรณีที่เจ้าทำถูกต้อง และด้วยเหตุนี้เจ้าจึงอยู่ในกรณีที่เจ้าทำผิดด้วยเช่นกัน  ในทุกกรณี การเปิดเผยและการแสดงออกทั้งหมดของเจ้านั้นเป็นเป็นไปในทางที่คอยขัดคอผู้อื่น และเป็นการต่อต้าน  เจ้าไม่ยอมรับสิ่งใดเลยที่เป็นแนวคิดหรือคำแนะนำของคนอื่น  ทั้งหมดภายในหัวใจของเจ้านั้นคือความขัดแย้ง การปิดกั้นจำกัด และการปฏิเสธ  เจ้าช่างดื้อรั้นเรื่องมากนัก!’” (“หากเจ้าไม่สามารถดำรงชีวิตเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าได้เสมอ เจ้าย่อมเป็นผู้ปราศจากความเชื่อ” ใน บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์) พระเจ้าทรงเห็นถึงข้างในหัวใจและความคิดของเราจริงๆ พระวจนะนี้ตีแผ่สภาวะของฉันได้หมดเลย ฉันเปิดเผยอุปนิสัยโอหังเยี่ยงซาตานมาตลอดเลย ตอนที่โปสเตอร์ของฉัน ได้รับการอนุมัติและเป็นที่ชื่นชมจากพี่น้องชายหญิง ฉันคิดว่ามันเป็นเพราะทักษะของฉันเอง ไม่มีใครมีทำได้เท่าฉัน และมีความรู้ทางเทคนิคเท่าฉัน เวลาที่คนอื่นให้ข้อเสนอแนะมา ฉันก็ปฏิเสธที่จะยอมรับมัน คิดไปว่าพวกเขาไม่เข้าใจ ขนาดตอนที่มีหลายคนเสนอแนะแบบเดียวกัน ฉันก็หัวแข็งมากๆ ฉันแสร้งทำเป็นยอมรับในสิ่งที่พวกเธอพูด แต่จริงๆ กลับยึดติดอยู่กับสิ่งที่ตัวเองคิด ฉันเปลี่ยนแค่ในสิ่งที่อยากเปลี่ยน และปฏิเสธจะเปลี่ยนในสิ่งที่ฉันไม่เห็นด้วย ฉันจะหาข้ออ้างทุกอย่างมาเถียงคนอื่น และถึงขนาดอารมณ์เสีย สุดท้ายฉันก็ทำให้พี่สาวคนหนึ่งอึดอัดด้วยเรื่องนั้น ฉันตระหนักได้ว่าตัวเองโอหังแบบไม่สนเหตุผลอะไรทั้งนั้น ฉันมันไร้เหตุผลสิ้นดี! ฉันโอหังและคิดว่าตัวเองเป็นฝ่ายถูกจนไม่ยอมรับในข้อเสนอแนะของคนอื่นเลย ไม่เพียงแค่ภาพของฉันต้องถูกแก้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนทำให้งานของเราล่าช้า แต่สภาพจิตใจของฉันก็ย่ำแย่ลงเรื่อยๆ ด้วย ถ้าไม่ได้เผชิญความล้มเหลวและความพ่ายแพ้พวกนั้น ฉันคงไม่ได้มาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่อไตร่ตรองและได้รู้จักตัวเองค่ะ ถ้าฉันไม่กลับหลังหันและใช้ชีวิตต่อไปด้วยอุปนิสัยที่โอหัง คนอื่นๆ คงจะปฏิเสธฉัน และพระเจ้าก็คงทรงรังเกียจฉัน พอคิดแบบนั้นฉันก็เต็มไปด้วยความเสียใจและรู้สึกกลัว ฉันจึงมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าทันทีเพื่ออธิษฐานและยินดีที่จะกลับใจ

หลังจากนั้น ฉันได้เปิดใจกับพี่น้องหญิงในทีมเรื่องความเสื่อมทรามที่ฉันแสดงออกไป และบอกพวกเธอว่าฉันยินดีที่จะยอมรับข้อเสนอแนะและได้รับการจัดการ ในการทำหน้าที่ของฉันนับแต่นั้นมา พี่น้องชายหญิงได้เสนอแนะอะไรมากมายกับฉัน สำหรับฉันเอง ตอนแรกมันก็ค่อนข้างยากที่จะยอมรับ แต่พอฉันนึกถึงความล้มเหลวของตัวเองที่เพิ่งเกิดขึ้น ฉันก็จะอธิษฐานและวางตัวเองลง ฉันคิดว่าทำไมพวกเขาถึงเสนอแนะสิ่งนั้นมา ถ้าทำตามจะได้ผลในเรื่องไหนบ้าง และปัญหาอยู่ตรงไหน จากนั้นฉันก็จะพิจารณาตามหลักปฏิบัติ ด้วยวิธีนั้น ฉันจึงเข้าใจและยอมรับข้อเสนอแนะของคนอื่นได้ง่ายขึ้น แถมงานที่ฉันแก้ไปก็ได้รับการตอบรับที่ดีขึ้นมากค่ะ ฉันยังได้เห็นด้วยว่าการปฏิบัติความจริงมันมหัศจรรย์แค่ไหน แต่อุปนิสัยที่โอหังก็ยังฝังแน่นอยู่ในตัวฉันค่ะ ฉันเลยไม่สามารถถอกรากถอนโคนมันได้ด้วยประสบการณ์ด้านความล้มเหลวเพียงครั้งเดียว

หลังจากนั้นไม่นานฉันก็กลับไปโอหังอีกค่ะ มีอยู่ครั้งหนึ่ง ฉันได้ออกแบบภาพตัวอย่างสำหรับเพลงสรรเสริญของคริสตจักร ฉันคิดว่า ด้วยความที่พี่น้องชายหญิงแสดงการสรรเสริญต่อพระเจ้าหลังจากได้รับประสบการณ์พระราชกิจของพระองค์ มันก็ควรให้ความรู้สึกที่อบอุ่น โรแมนติก และสวยงาม ฉันนึกถึงทฤษฎีสีบางเรื่องที่เคยเรียนมา ที่บอกว่าสีม่วงช่วยให้ความรู้สึกนั้น และยังมีความหมายที่ทรงเกียรติและสง่างาม ฉันรู้สึกว่าการใช้สีม่วงเป็นสีพื้นฐานคงจะไม่พลาดแน่ พอฉันทำเสร็จ พี่น้องชายหญิงบางคนก็บอกว่า พวกเขาชอบความคิดของฉันในงานนั้น และสีก็สวยมาก ฉันรู้สึกพอใจในตัวเองมากๆ และคิดว่า จะว่าไปฉันก็เก่งพอตัว และมีความสามารถด้านการออกแบบนะ ฉันประหลาดใจเมื่อมีพี่สาวคนหนึ่งที่เพิ่งเริ่มทำงานด้านออกแบบได้เสนอแนะฉัน บอกว่า “บทเพลงสรรเสริญของคริสตจักรเป็นประสบการณ์จริงและเป็นความเข้าใจจากพี่น้องชายหญิง การใช้สีม่วงมันดูชวนฝันเกินไป แล้วก็ไม่เหมาะกับอารมณ์ของเพลง มันไม่ค่อยดึงดูดสายตาเท่าไหร่ด้วย ฉันเสนอให้เปลี่ยนมันนะ” ฉันอ่านข้อเสนอแนะของเธอแต่กลับรู้สึกต่อต้านอยู่ในใจ ฉันคิดว่า “ฉันเจอสื่อการเรียนรู้ตั้งมากมายที่บอกว่าสีม่วงให้ความรู้สึกอบอุ่นได้ดี อีกอย่าง งานออกแบบบนออนไลน์ของเราหลายชิ้นก็ใช้สีม่วงในทางนี้ ทำไมเธอถึงบอกว่ามันไม่ดึงดูดสายตาล่ะ นอกจากนั้น เธอก็เพิ่งก้าวเข้ามาทำและแทบไม่ค่อยได้ออกแบบอะไรด้วยตัวเองเท่าไหร่ แต่เธอกลับมาเสนอแนะฉัน เธอไม่รู้ขีดจำกัดของตัวเองเลยนะ” แต่ฉันก็ยังไม่สบายใจที่จะแย้งเธอไปตรงๆ ฉันก็เลยบ่ายเบี่ยงเธอไป บอกว่าฉันจะไปขอข้อเสนอแนะจากพี่น้องชายหญิงคนอื่น ฉันไม่เคยไปถามความเห็นจากคนอื่นหรอกค่ะ ก็แค่ปัดมันไปให้พ้นๆ เท่านั้น

หลังจากนั้นไม่กี่วัน พี่สาวอีกคนก็ติชมมาแบบเดียวกัน และบอกว่าสีที่ฉันใช้มันหดหู่ไป เธอเสนอให้ฉันเปลี่ยนสี ทันใดนั้นเองผู้นำทีมก็เตือนฉันทันที ว่าอย่าดื้อรั้น และฉันควรแก้ไขจะได้ช่วยกันดูเพิ่มเติม ตอนนั้นฉันไม่กล้ายึดมั่นในความคิดของตัวเอง ฉันเลยพยายามเปลี่ยนอะไรบางอย่าง แต่ฉันก็ไม่ได้เต็มใจที่จะทิ้งภาพสีม่วงที่ฉันออกแบบไป ฉันคิดว่า “การออกแบบด้วยสีนี้จะแย่ขนาดนั้นจริงๆ ได้ยังไง ก็ยังมีคนอื่นที่ชอบนี่ เพราะงั้นทำไมฉันต้องเปลี่ยนด้วยล่ะ” ถึงคิดแบบนั้นแต่ฉันก็พยายามที่จะเปลี่ยนมันนะคะ หลังจากพยายามเปลี่ยนอยู่สองสามหน มันก็ยังดูไม่สวย ต่อมาก็มีข้อบกพร่องปรากฏขึ้นในการแก้ไขครั้งหนึ่ง ซึ่งฉันใช้เวลาอยู่หลายชั่วโมง แต่ก็หาวิธีแก้ไขไม่ได้ ฉันรู้สึกผิดหวังและจนปัญญาอย่างเหลือเชื่อ ถึงขนาดอยากจะยอมแพ้เลยค่ะ ฉันคิดถึงที่ตัวเองใช้เวลาเป็นเดือนไปกับภาพนั้นภาพเดียว นั่งแก้ไขอยู่ถึงหกครั้ง แถมคนอื่นก็ได้ให้ข้อเสนอแนะกับฉันมามากมาย ฉันก็ยังไม่สามารถทำให้มันเสร็จได้ และมันก็ทำให้งานของเราล่าช้า ฉันรู้สึกผิดหวังมากๆ ฉันจำได้ว่าเมื่อก่อนฉันเคยขัดขวางงานของเราเพราะว่าฉันโอหัง และไม่สามารถยอมรับคำติชมได้ ตอนนี้ฉันกำลังโอหังอีก และปฏิเสธข้อเสนอแนะของคนอื่น นั่นมันไม่ใช่ปัญหาเดิมๆ เหรอ ฉันเลยรีบมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่ออธิษฐาน บอกว่า “โอ้พระเจ้า อุปนิสัยที่โอหังของข้าพระองค์เป็นเรื่องร้ายแรงมาก ข้าพระองค์ไม่สามารถนบนอบในสถานการณ์นี้ได้ ได้โปรดทรงให้ความรู้แจ้งและทรงนำให้ข้าพระองค์ได้เข้าใจน้ำพระทัยของพระองค์ ได้รู้จักตัวเองอย่างแท้จริงและหลุดพ้นจากสภาวะนี้ไปได้ด้วยเถิด”

หลังจากนั้น ฉันก็ได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนนี้ค่ะ: “ความโอหังคือรากเหง้าของอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของมนุษย์  ยิ่งผู้คนโอหังมากขึ้นเท่าใด พวกเขาย่อมโน้มเอียงที่จะต้านทานพระเจ้ามากขึ้นเท่านั้น  ปัญหานี้รุนแรงเพียงใดหรือ?  ผู้คนที่มีอุปนิสัยโอหังไม่เพียงพิจารณาว่าคนอื่นทุกคนอยู่ใต้พวกเขาเท่านั้น แต่ที่แย่ที่สุดในบรรดาทั้งหมดก็คือ พวกเขาถึงขั้นกำลังวางท่ายโสใส่พระเจ้า  แม้ว่าโดยภายนอกแล้วผู้คนบางคนอาจจะปรากฏว่าเชื่อในพระเจ้าและติดตามพระองค์ แต่พวกเขาก็ไม่ได้ปฏิบัติต่อพระองค์เฉกเช่นพระเจ้าแต่อย่างใดเลย  พวกเขารู้สึกอยู่เสมอว่า พวกเขาครองความจริงและหลงรักตัวเองเหลือเกิน  นี่คือแก่นแท้และรากเหง้าของอุปนิสัยโอหัง และมันมาจากซาตาน  เพราะฉะนั้น ปัญหาเรื่องความโอหังจึงต้องได้รับการแก้ไข  ความรู้สึกว่าคนเราดีกว่าผู้อื่น—นั่นเป็นเรื่องขี้ประติ๋ว  ประเด็นปัญหาที่วิกฤติก็คืออุปนิสัยโอหังของคนเรากีดกันคนเราจากการนบนอบต่อพระเจ้า กฎเกณฑ์ของพระองค์ และการจัดการเตรียมการของพระองค์ บุคคลเช่นนั้นรู้สึกเอนเอียงอยู่เสมอที่จะแข่งขันกับพระเจ้าเพื่ออำนาจเหนือผู้อื่น  บุคคลจำพวกนี้ไม่เคารพพระเจ้าแม้เพียงน้อยนิด ไม่พูดอะไรเลยเกี่ยวกับการรักพระเจ้าหรือการนบนอบต่อพระองค์  ผู้คนซึ่งโอหังและทะนงตน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ซึ่งโอหังมากจนถึงขนาดที่ได้สูญเสียสำนึกของพวกเขาไป ไม่สามารถนบนอบต่อพระเจ้าในการเชื่อในพระองค์ของเขา และถึงขั้นยกย่องและให้คำพยานแก่ตัวพวกเขาเอง  ผู้คนดังนี้ต้านทานพระเจ้าที่สุด  หากผู้คนปรารถนาที่จะไปถึงที่ซึ่งพวกเขาเคารพพระเจ้า เช่นนั้นแล้ว พวกเขาต้องแก้ไขอุปนิสัยโอหังของพวกเขาเสียก่อน  ยิ่งเจ้าแก้ไขอุปนิสัยโอหังของเจ้าได้อย่างถ้วนทั่วมากขึ้นเท่าใด ความเคารพที่เจ้ามีเพื่อพระเจ้าก็จะมากขึ้นเท่านั้น และเมื่อนั้นเท่านั้น เจ้าจึงจะสามารถนบนอบต่อพระองค์ และมีความสามารถที่จะได้มาซึ่งความจริงและรู้จักพระองค์” (การสามัคคีธรรมของพระเจ้า) พระวจนะนี้ช่วยให้ฉันเข้าใจว่าความโอหังคือรากเหง้าของการต่อต้านพระเจ้า พอฉันถูกควบคุมโดยอุปนิสัยที่โอหัง ฉันก็คิดว่าตัวเองถูกเสมอ ราวกับมุมมองของฉันคือความจริง ราวกับมันมีสิทธิอำนาจ ฉันไม่มีความปรารถนาที่จะแสวงหาความจริงและนบนอบต่อพระเจ้าเลย ฉันจะไม่ยอมรับข้อเสนอแนะจากใครทั้งนั้น โดยเฉพาะเวลาที่มีใครบางคนซึ่งไม่ได้ชำนาญในทางเทคนิค หรือไม่ได้เข้าใจมุมมองทางเทคนิคในบางเรื่องมาให้ข้อเสนอแนะกับฉัน ฉันก็ต่อต้านมากๆ ฉันทำเป็นยอมรับข้อเสนอแนะ แต่ในความเป็นจริง ฉันกลับไม่ได้สนใจข้อเสนอแนะของพวกเขาเลย พระเจ้าทรงเตือนฉันผ่านคนอื่นอยู่หลายครั้ง เพื่อให้ฉันวางความมุ่งมั่นของตัวเองลง และจดจ่อกับสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อพระนิเวศของพระเจ้า เพื่อให้ฉันแสวงหา พยายาม และสร้างชิ้นงานที่ดีที่สุดขึ้นมา แต่ฉันก็ดื้อด้านและทะนงตนอย่างเหลือเชื่อ ฉันถือว่าแนวคิดและประสบการณ์ของตัวเองคือความจริง แถมยังไม่ยอมเปลี่ยนใจเมื่อข้อเสนอแนะของคนอื่นไม่ถูกใจฉันมากพอ สิ่งนี้ทำให้งานแห่งพระนิเวศของพระเจ้าหยุดชะงัก ตอนนั้นเองที่ในที่สุดฉันก็ได้เข้าใจพระวจนะเหล่านี้ของพระเจ้า: “ผู้คนที่มีอุปนิสัยโอหังไม่เพียงพิจารณาว่าคนอื่นทุกคนอยู่ใต้พวกเขาเท่านั้น แต่ที่แย่ที่สุดในบรรดาทั้งหมดก็คือ พวกเขาถึงขั้นกำลังวางท่ายโสใส่พระเจ้า” “ยิ่งผู้คนโอหังมากขึ้นเท่าใด พวกเขาย่อมโน้มเอียงที่จะต้านทานพระเจ้ามากขึ้นเท่านั้น” ฉันเชื่อในพระวจนะเหล่านั้นอย่างสนิทใจ ฉันยังรู้สึกกลัวนิดหน่อยด้วยค่ะ มันทำให้ฉันนึกถึงศัตรูของพระคริสต์ในคริสตจักร พวกเขาโอหังและเผด็จการมากๆ แถมไม่เคยฟังข้อเสนอแนะของคนอื่นเลย พวกเขาถึงขนาดเล่นงานและตัดคนที่ติชมออกจากกลุ่ม และนั่นทำให้งานแห่งพระนิเวศของพระเจ้าหยุดชะงัก และเป็นการล่วงเกินพระอุปนิสัยของพระเจ้าจริงๆ เลยค่ะ พวกเขาทั้งหมดถูกพระเจ้าทรงกำจัดทิ้ง ฉันไม่ได้ทำเรื่องชั่วร้ายอย่างที่พวกศัตรูพระคริสต์เคยทำก็จริง แต่อุปนิสัยที่ฉันแสดงออกไปมันต่างจากพวกเขาตรงไหนเหรอคะ ตอนนั้นเองที่ฉันตระหนักได้ว่าผลที่ตามมาจะร้ายแรงแค่ไหนถ้าความโอหังของฉันไม่ได้รับการแก้ไข ฉันเลยมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่ออธิษฐานทันที และยินดีที่จะกลับใจ

หลังจากนั้น ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนนี้: “เมื่อมองดูสิ่งนั้นในตอนนี้ ยากหรือไม่ที่จะปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างเพียงพอ?  โดยแท้จริงแล้ว ไม่ยากเลย ผู้คนเพียงแค่ต้องมีความสามารถที่จะแสดงท่าทีอ่อนน้อมถ่อมตน ครองสำนึกรับรู้นิดหน่อย และนำตำแหน่งที่ถูกต้องเหมาะสมมาใช้  ไม่สำคัญว่าเจ้าจะคิดว่าเจ้ามีการศึกษาอย่างไร เจ้าได้ชนะรางวัลอะไรมา หรือเจ้าได้สัมฤทธิผลไปมากเพียงใดแล้ว และไม่สำคัญว่าเจ้าจะเชื่อว่าขีดความสามารถและอันดับยศของเจ้าอาจจะสูงเพียงใด เจ้าต้องเริ่มปล่อยวางสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดไป เพราะสิ่งเหล่านั้นไม่มีความหมาย  ในพระนิเวศของพระเจ้า ไม่ว่าสิ่งเหล่านั้นจะยิ่งใหญ่และดีเพียงใดก็ตาม สิ่งเหล่านั้นไม่อาจสูงกว่าความจริงได้ สิ่งเหล่านั้นไม่ใช่ความจริง และไม่อาจแทนที่ความจริงได้  นี่คือเหตุผลที่เรากล่าวว่าเจ้าต้องมีสิ่งนี้ที่เรียกว่าสำนึกรับรู้  หากเจ้ากล่าวว่า ‘ฉันมีความสามารถพิเศษอย่างยิ่ง ฉันมีความคิดที่หลักแหลมมาก ฉันมีการโต้ตอบรวดเร็ว ฉันเป็นคนเรียนรู้ไว และฉันมีความจำดีเหลือเกิน’ และเจ้าใช้สิ่งเหล่านี้เป็นทุนอยู่เสมอ เช่นนั้นแล้ว นี่จะทำให้เกิดปัญหา  หากเจ้ามองสิ่งเหล่านี้ว่าเป็นความจริง หรือมองว่าสูงกว่าความจริง เช่นนั้นแล้ว ก็จะยากสำหรับเจ้าที่จะยอมรับความจริงและนำความจริงไปปฏิบัติ  ผู้คนที่หยิ่งผยองโอหังซึ่งกระทำตัวเหนือกว่าอยู่เสมอนั้น มีช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดในการยอมรับความจริง และโน้มเอียงที่จะตกต่ำมากที่สุด  หากคนเราสามารถแก้ไขประเด็นปัญหาความโอหังของตนได้ เช่นนั้นแล้ว การนำความจริงไปปฏิบัติก็จะกลายเป็นง่าย  ด้วยเหตุนี้เอง เจ้าต้องปฏิเสธและวางสิ่งเหล่านี้ลงก่อน ซึ่งดูภายนอกเหมือนจะดีและสูงส่ง และซึ่งยั่วยุความอิจฉาริษยาของผู้อื่น  สิ่งเหล่านั้นไม่ใช่ความจริง ในทางกลับกัน สิ่งเหล่านั้นสามารถปิดกั้นเจ้าจากการเข้าสู่ความจริงได้” (“อะไรคือการปฏิบัติหน้าที่อย่างเพียงพอ?” ใน บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์)  ตอนนั้นฉันถึงได้เข้าใจ ว่าฉันต้องวางตัวเองลง และปฏิเสธตัวเองเพื่อแก้ไขอุปนิสัยที่โอหัง ทักษะของมนุษย์ ความสามารถ ประสบการณ์ และพรสวรรค์ มันไม่ใช่ความจริง ไม่ว่าจะวิเศษแค่ไหนก็ตาม พวกมันเป็นเพียงเครื่องมือในการช่วยเราทำหน้าที่เท่านั้น เราไม่ควรพยายามใช้ประโยชน์จากมัน การแสวงหาความจริง ทำสิ่งต่างๆ ตามหลักปฏิบัติ ทำงานร่วมกับผู้อื่นอย่างดี และเรียนรู้จากผู้อื่นต่างหากที่เป็นกุญแจสำคัญ นั่นคือหนทางเดียวในการทำหน้าที่ของเราให้ดีได้ จากนั้น ฉันก็เลยไปดูบางโปสเตอร์ที่ออกแบบดีกว่า และพบว่ามันมีปัญหาที่เห็นได้ชัด เรื่องของแนวคิด การไล่สี การลงสี และองค์ประกอบ ในภาพอันเก่าของฉัน แต่หลังจากแก้ไขมันตามคำติชมของพี่น้องชายหญิง มันก็ดีขึ้นเยอะมากๆ แถมบางอันยังเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือเลยค่ะ ฉันอายมากค่ะที่ได้เห็นแบบนี้ ฉันคิดว่าตัวเองประสบความสำเร็จในการทำงานบ้างแล้ว แถมฉันยังได้รับคำชมเชยจากคนอื่น เพราะฉันมีทักษะด้านเทคนิคที่ดีกว่า และมีประสบการณ์มากกว่าพวกเขา ฉันใช้ประโยชน์จากมัน ไม่ยอมฟังใครเลย แต่ในความเป็นจริงคือ การออกแบบของฉันประสบความสำเร็จได้ เพราะฉันทำตามหลักปฏิบัติแห่งความจริงและยอมรับข้อเสนอแนะของคนอื่น งานต่างๆ ถูกสร้างขึ้นจากการทรงนำและความรู้แจ้งของพระเจ้า รวมถึงผ่านการทำงานกับพี่น้องชายหญิงอย่างสามัคคี พอฉันเอาแต่พึ่งพาทักษะทางเทคนิคของตัวเอง โดยไม่แสวงหาหลักปฏิบัติแห่งความจริงหรือยอมรับคำติชมจากคนอื่น ภาพของฉันก็เลยไม่สวย และสิ่งนี้ขัดขวางงานของคริสตจักรมาก ฉันละอายใจมาก พอคิดย้อนกลับไปว่าตัวฉันเคยโอหัง และคิดว่าตัวเองถูกแค่ไหนในแนวทางนี้ ชัดเจนเลยค่ะ ว่าฉันไม่ได้พิเศษอะไรเลย ฉันจับความเข้าใจในการออกแบบได้แค่หางอึ่ง และฉันก็ยังห่างไกลจากคำว่ามืออาชีพอยู่มาก แต่ฉันยังมั่นใจในตัวเองและโอหังมาก ฉันมันหน้าด้านจริงๆ ค่ะ พอตระหนักได้แบบนี้ ฉันก็อธิษฐานและละทิ้งมุมมองของตัวเองไป ฉันทำตามเสียงตอบรับจากผู้อื่น และคิดจริงๆ ว่าจะทำให้การแก้ไขนี้มีผลลัพธ์ที่ดีขึ้นได้ยังไง ไม่ใช่แค่ปัญหาหลักได้รับการแก้ไข แต่ฉันยังเจอสีที่ดีกว่าด้วย ฉันแก้ไขภาพเสร็จเร็วมากๆ และพี่น้องชายหญิงก็บอกว่ามันดูสวยมากหลังจากการแก้ไขพวกนั้น ได้เห็นแบบนี้ฉันก็รู้สึกละอายใจมากค่ะ เราต้องแก้ไขภาพนั้นกันอยู่หลายรอบ ทั้งหมดเป็นเพราะความโอหังของฉันเอง เราเสียเวลาอันมีค่าไปมากมายและสร้างความวุ่นวายให้คนอื่น มันทำให้งานแห่งพระนิเวศของพระเจ้าหยุดชะงักอย่างร้ายแรง ไม่ใช่แค่ทักษะของฉันหยุดอยู่กับที่ แต่การเข้าสู่ชีวิตของฉันก็ประสบกับความล้มเหลวด้วย ฉันได้เห็นว่าการใช้ชีวิตด้วยอุปนิสัยที่โอหังแบบนั้นมีแต่จะสร้างความเสียหาย ฉันเสียใจมาก และได้ตกลงใจเงียบๆ ว่า “ไม่ว่าฉันจะได้รับคำติชมแบบไหน ฉันก็จะเรียนรู้ที่จะวางตัวเองลง แสวงหาความจริง และถือเอาผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้ามาที่หนึ่ง ฉันใช้ชีวิตด้วยความโอหังต่อไปไม่ได้”

ช่วงนี้ฉันออกแบบภาพตัวอย่างให้วิดีโอการอ่านพระวจนะของพระเจ้าอยู่ค่ะ พอฉันเอาตัวอย่างแรกให้พี่น้องชายหญิงดู พวกเขาก็บอกว่ารูปโลกมันใหญ่เกินไป แล้วก็ดูมาอัดกันอยู่ตรงกลาง ทำให้ขอบเขตการมองเห็นของภาพไม่เปิดกว้างพอ พวกเขาส่งบางภาพมาให้ฉันไว้ใช้อ้างอิงเพื่อแก้ไขให้ดีขึ้น ฉันก็คิดว่า “โลกมันต้องใหญ่แบบนั้นถึงจะให้ผลที่เหมาะสมได้ คุณเองก็ไม่ได้มีประสบการณ์การออกแบบกราฟิกระดับมืออาชีพหรือมีการฝึกภาคปฏิบัติมา ฉันเชี่ยวชาญในสาขานี้มากกว่า ฉันไม่เห็นได้อะไรจากคำติชมของคุณเลย” ฉันเลยอ่านคำติชมของพวกเขาพอผ่านๆ ไปแบบส่งเดช และอยากแก้ไขภาพตามสิ่งที่ตัวเองคิด ตรงจุดนั้นเอง ฉันก็ตระหนักขึ้นว่าฉันกำลังแสดงความโอหังออกมาอีกแล้ว ว่าฉันไม่ได้พิจารณาถึงคำติชมหรือผลสุดท้ายอย่างใจเย็น ฉันหลับหูหลับตาตัดสินไปเอง และนั่นขัดแย้งกับน้ำพระทัยของพระเจ้า ฉันกล่าวคำอธิษฐานไปทันที วอนขอพระเจ้าทรงทำให้หัวใจของฉันสงบ เพื่อให้ฉันปฏิบัติความจริงและละทิ้งเนื้อหนังของตัวเองได้ หลังจากนั้นฉันก็ได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนนี้: “ก่อนอื่นเจ้าต้องมีท่าทีของความถ่อมใจ พักวางสิ่งที่เจ้าเชื่อว่าถูกต้องลงไว้ก่อน และปล่อยให้ทุกคนมีการสามัคคีธรรม  ต่อให้เจ้าเชื่อว่าหนทางของเจ้านั้นถูกต้อง แต่เจ้าก็ไม่ควรเอาแต่ยืนกรานในการนั้น  ก่อนอื่น นั่นเป็นการปรับปรุงประเภทหนึ่ง นั่นแสดงให้เห็นท่าทีของการแสวงหาความจริง ของการปฏิเสธตัวเจ้าเอง และของการทำให้สมดังน้ำพระทัยของพระเจ้า  ทันทีที่เจ้ามีท่าทีนี้ ในเวลาเดียวกับที่เจ้าไม่ยึดติดกับข้อคิดเห็นของเจ้าเอง เจ้าก็อธิษฐาน  ขณะที่เจ้าไม่รู้ผิดชอบชั่วดี เจ้าจงยอมให้พระเจ้าทรงเปิดเผยและบอกเจ้าว่าสิ่งที่ดีที่สุดและเหมาะสมที่สุดที่จะทำคือสิ่งใด  เมื่อทุกคนเข้าร่วมในการสามัคคีธรรม พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงนำพาความรู้แจ้งทั้งหมดมาสู่เจ้า  พระเจ้าทรงให้ความรู้แจ้งแก่ผู้คนไปตามกระบวนการหนึ่ง ซึ่งบางครั้งก็แค่ใช้ท่าทีของเจ้าที่สะสมไว้  หากท่าทีของเจ้าเป็นหนึ่งในการยืนยันความคิดตนเองอย่างดื้อรั้น พระเจ้าจะทรงซ่อนพระพักตร์ของพระองค์จากเจ้าและทรงปิดพระองค์เองต่อเจ้า พระองค์จะทรงเปิดโปงเจ้าและจะทรงทำให้แน่ใจว่าเจ้านั้นชนกำแพง  หากในทางกลับกัน ท่าทีของเจ้าถูกต้อง ทั้งไม่ยืนกรานในหนทางของเจ้าเอง หรือไม่คิดว่าตนเองเป็นฝ่ายชอบธรรมเสมอ หรือไม่ทำตามอำเภอใจและหุนหันพลันแล่น แต่เป็นท่าทีของการแสวงหาและการยอมรับความจริง เช่นนั้นแล้ว เมื่อเจ้าสามัคคีธรรมกับกลุ่ม และพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงเริ่มต้นทำงานท่ามกลางเจ้า บางทีพระองค์อาจจะทรงนำทางเจ้าให้เข้าใจด้วยคำพูดของใครบางคน” (การสามัคคีธรรมของพระเจ้า) ตอนนั้นฉันถึงได้เข้าใจ ว่าเมื่อฉันเผชิญกับแนวคิดที่ต่างกันจากคนอื่นในการทำหน้าที่ของฉัน นั้นคือสิ่งที่พระเจ้าทรงอนุญาต พระเจ้าทอดพระเนตรในทุกความคิดและความประพฤติของเรา ดังนั้นฉันควรปฏิบัติความจริงและยอมรับการพินิจพิเคราะห์ของพระเจ้า ฉันไม่สามารถยอมรับสิ่งต่างๆ แค่เพียงผิวเผิน และตัดสินความเป็นมืออาชีพของคนอื่นได้ ถึงแม้ว่าฉันจะมีความรู้มากกว่า ไม่ว่าฉันจะมองว่าแนวคิดของตัวเองสมเหตุสมผลแค่ไหน ฉันก็ควรเลิกทะนงตัวและวางการจินตนาการของตัวเองลง แสวงหาหลักปฏิบัติแห่งความจริง และทำอะไรก็ตามที่จะมีประสิทธิภาพมากที่สุด ถึงแม้ว่าท้ายที่สุดฉันจะเป็นฝ่ายถูก อย่างน้อยฉันก็ได้แสวงหาและปฏิบัติความจริง นั่นคือสิ่งที่ประเมินค่าไม่ได้ค่ะ พระเจ้าทรงเกลียดชังอุปนิสัยเยี่ยงซาตานของฉันซึ่งเป็นปฏิปักษ์กับพระองค์ ดังนั้นการแสดงถึงความโอหังของฉันจึงแย่ยิ่งกว่าการทำผิดพลาด ฉันขบคิดเรื่องที่ความโอหังของฉัน ได้ทำให้พระราชกิจแห่งพระนิเวศของพระเจ้าหยุดชะงักแค่ไหน แล้วก็รู้สึกจริงๆ ว่าฉันจะหัวแข็งต่อไปไม่ได้แล้ว ฉันต้องหาทางจัดการข้อเสนอแนะต่างๆ เพื่อทำการแก้ไขอย่างใจเย็นและเพียรพยายามทำให้ภาพดีขึ้น หลังจากที่ฉันตั้งใจรับฟังข้อเสนอแนะของคนอื่น และพบว่าภาพอ้างอิงภาพหนึ่งดูมีสไตล์มาก รวมถึงฉันสามารถเรียนรู้จากมันได้ ฉันได้เอาไปหารือกับสมาชิกในทีมคนอื่นๆ และทุกคนก็เห็นด้วยว่าการแก้ไขควรทำไปตามที่เสนอแนะกันไว้ ฉันปรับเปลี่ยนการจัดวางและรูปโฉมในบางด้านใหม่ แล้วมันก็เสร็จโดยที่ฉันไม่ทันรู้ตัวเลยค่ะ ฉันรู้สึกว่าทั้งหมดนี้สำเร็จได้ด้วยความรู้แจ้งและการทรงนำของพระเจ้า แม้ว่าฉันจะยังได้รับข้อเสนอแนะอีกนิดหน่อย ฉันก็รับมือกับมันได้อย่างดีและไม่รู้สึกต่อต้านแล้วค่ะ ฉันมีความสุขมากที่ได้แก้ไขมันมากครั้งตามที่จำเป็นเพื่อเป็นพยานให้กับพระเจ้า หลังจากปรับแก้กันอยู่สองสามรอบ ทุกคนก็บอกว่ามันสวยมากและพวกเขาก็ไม่มีข้อเสนอแนะอะไรเพิ่มแล้ว ฉันได้เห็นว่าการทำหน้าที่ของตัวเองในทางนั้นมันช่างมหัศจรรย์จริงๆ

หลังจากถูกบ่มวินัยและตีแผ่ รวมถึงอ่านพระวจนะของพระเจ้า ฉันก็เข้าใจในที่สุด และได้เกลียดอุปนิสัยที่โอหังเยี่ยงซาตานของตัวเอง รวมถึงได้เห็นว่าการแสวงหาและยอมรับความจริงในทุกสิ่งมันสำคัญแค่ไหน ฉันไม่โอหังอย่างที่เคยเป็น และฉันก็รับข้อเสนอแนะจากคนอื่นได้แล้วค่ะ ฉันเปลี่ยนไปได้แบบนี้ ทั้งหมดเป็นเพราะการพิพากษา ตีสอน และบ่มวินัยของพระเจ้าทั้งนั้น

ก่อนหน้า: 64. ความหยิ่งยโสมาก่อนความล้มเหลว

ถัดไป: 66. ฉันเปลี่ยนแปลงตัวตนที่โอหังได้อย่างไร

พระเจ้าได้เสด็จมาอย่างลับๆ ก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงและได้ทรงสร้างกลุ่มผู้มีชัยชนะขึ้นแล้ว จากนั้น พระเจ้าจะทรงปรากฏอย่างเปิดเผยและทรงให้รางวัลคนดีและลงโทษคนชั่ว คุณต้องการต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าและให้พระเจ้าช่วยให้รอดก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงหรือไม่? อย่าลังเลที่จะติดต่อเราตอนนี้เพื่อหาวิธี

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

43. เมื่อปล่อยวางความเห็นแก่ตัว ฉันจึงเป็นอิสระ

โดย Xiaowei, ประเทศจีนพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ในอุปนิสัยของผู้คนปกตินั้นไม่มีความคดโกงหรือการหลอกลวง ผู้คนมีสัมพันธภาพปกติต่อกัน...

75. การทดสอบนี้ของฉัน

โดย Zhongxin, ประเทศจีนพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “กิจการของเรามีมากกว่าจำนวนของเม็ดทรายบนชายหาด...

31. ยึดมั่นในหน้าที่ของฉัน

โดย Yangmu, เกาหลีใต้ฉันเคยรู้สึกอิจฉาเมื่อเห็นพี่น้องชายหญิงแสดง ร้องเพลง และเต้นรำในการสรรเสริญพระเจ้า...

พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์ การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ข้อคัดสรรของพระวจนะแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ 170 หลักธรรมเกี่ยวกับการปฏิบัติความจริง ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า (แก่นสารสำคัญของผู้เชื่อใหม่) คำพยานเกี่ยวกับประสบการณ์ทั้งหลายหน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้