9. พระวจนะของพระเจ้า ได้นำฉันออกจากโศกนาฏกรรมแห่งการสมรส

โดย Gan’en, ประเทศจีน

ฉันเคยมีครอบครัวสุขสันต์ที่รักใคร่กลมเกลียวกัน และเคยเป็นผู้จัดการสำนักงาน กับผู้จัดการฝ่ายบุคคลให้บริษัทแห่งหนึ่ง สามีของฉันเคยเป็นผู้จัดการสำนักงานที่การไฟฟ้า และเป็นหัวหน้าที่หนึ่งในบริษัทลูกของบริษัทนั้น อีกไม่นานเขาก็จะได้รับการเลื่อนขั้นเป็นรองผู้อำนวยการของสำนักงานนั้น ลูกชายของเราก็ฉลาดมากๆ ด้วยค่ะ ครอบครัวของเราสามคน ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข และทุกคนที่เรารู้จัก ต่างก็ยกย่องนับถือเราค่ะ ตอนที่ฉันกำลังเพลิดเพลินในความสุขและความกลมเกลียวนี้เอง ก็เกิดเรื่องร้ายขึ้นค่ะ สามีฉันไปกิ๊กกับภรรยาของคนขับรถของเขา เรื่องไม่คาดคิดนี้ทำให้โลกของฉันพังทลายลงอย่างราบคาบเลยค่ะ ฉันกินไม่ได้นอนไม่หลับไปหลายวัน ฉันเต็มไปด้วยความโกรธและคับแค้นใจ และอับอายขายหน้ามาก ฉันรู้สึกเจ็บปวด ถึงขนาดอยากตายไปซะ ตอนที่ฉันถือขวดยาพิษไว้ในมือและกำลังจะผ่านประตูแห่งความตายนั่นเอง ฉันก็นึกถึงแม่และลูกชายที่ยังเล็ก หากฉันตาย แล้วแม่ที่แก่ชราของฉัน จะทานทนความเจ็บปวดที่ต้องฝังศพลูกสาวตัวเองได้อย่างไร ลูกชายฉันที่ยังเล็กนัก ก็จะต้องผจญความยากลำบากมากมายในชีวิต พ่อของเขาน่ะพึ่งพาไม่ได้อีกต่อไปแล้ว ดังนั้นหากเขาเสียแม่ไป โดยพื้นฐานะแล้ว เขาจะไม่เป็นเด็กกำพร้าไปเหรอคะ พอคิดถึงเรื่องพวกนี้ใจฉันก็อ่อนลง ฉันคุกเข่าลงคร่ำครวญ ยาพิษหล่นกระจายไปทั่วพื้น

สักพักหลังจากนั้น ฉันก็คลานออกจากความเจ็บปวดระหว่างความเป็นกับความตายนั้น แต่ฉันก็ไม่ได้กลับมามีชีวิตที่สันติสุขอย่างเคยอีก ฉันเกลียดผู้หญิงคนนั้นเข้ากระดูกดำ และรู้สึกว่าเธอเป็นต้นเหตุของความเจ็บปวดทั้งหมดของฉัน รู้สึกว่าเธอได้ทำลายครอบครัวแสนสุขของเรา ฉันคิดว่า “ถ้าเธอไม่ปล่อยให้ฉันมีชีวิตที่ดี ฉันก็จะไม่ปล่อยให้เธออยู่อย่างสงบสุข ในเมื่อเธอทำให้ฉันเป็นทุกข์แบบนี้ มั่นใจได้เลยว่าฉันจะเอาคืนเธอเป็นสองเท่า” ฉันทำร้ายตบตีเธอ และให้คนไปทำลายข้าวของที่บ้านเธอ เธอจะได้กลัวจนไม่กล้ากลับบ้านค่ะ แม้ฉันจะทำให้เธอเสียขวัญและตกอยู่ในสถานการณ์เลวร้ายได้ ฉันก็ยังเจ็บปวดอยู่ดี ฉันไม่อาจหนีจากเงาของบ้านที่แตกสลายของตัวเองได้

ตอนนั้นเองที่คนรู้จักได้แบ่งปันข่าวประเสริฐขององค์พระเยซูคริสต์กับฉัน และให้พระคัมภีร์ฉันมาเล่มหนึ่งค่ะ พออ่านดูแล้ว ความอดทน อดกลั้น และการทรงอภัยขององค์พระเยซูเจ้าก็ทำให้ฉันซาบซึ้งใจมาก ฉันอ่านเกี่ยวกับพระองค์ผู้ไม่มีบาปทรงถูกตรึงกางเขนเพื่อไถ่ให้มวลมนุษย์ และทำให้ฉันนึกสงสัยว่า ทำไมฉันจึงให้อภัยสามีและผู้หญิงคนนั้นไม่ได้เลยสักครั้ง ฉันอธิษฐานต่อองค์พระผู้เป็นเจ้าให้ประทานความเข้มแข็งให้ฉัน ให้ฉันอดทนอดกลั้นเพื่ออภัยให้พวกเขา ฉันกับสามีเลิกทะเลาะกัน และฉันก็ไม่ตบตีผู้หญิงคนนั้นเวลาเจอเธอด้วยค่ะ แต่ฉันก็ยังปล่อยวางความแค้นใจไม่ได้ ฉันแค่บังคับตัวเองให้อดกลั้นเพื่อครอบครัวและลูกชาย และเพื่อให้ชีวิตของฉันดำเนินไปข้างหน้าเท่านั้นเองค่ะ แต่ฉันก็ต้องแปลกใจ นอกจากสามีของฉันจะไม่หักห้ามใจแล้ว เขายังทำให้ทุกอย่างมันแย่ลงไปอีก เขาทิ้งงานไปขลุกอยู่กับผู้หญิงคนนั้น ฉันจะกล้ำกลืนอยู่ได้อย่างไรล่ะคะ ฉันจะทนการนอกใจแบบนั้นจากสามีไหวได้ยังไง ฉันยอมทิ้งโอกาสได้เข้าสำนักงานทนายความและได้รับการเลื่อนขั้นเพื่อสามี ฉันดูแลลูก ทำอาหาร และทำงานบ้านทุกอย่างเพื่อสามี ฉันวิ่งเต้นไปทั่วเพื่อให้สามีได้รับการเลื่อนขั้น แต่สิ่งเดียวที่ได้ตอบแทนกลับมาคือฉันโดนสามีนอกใจ ทำร้ายจิตใจ ฉันทนต่อไปไม่ไหวแล้วค่ะ ฉันเกลียดสามีที่ขาดจิตสำนึกและไร้หัวใจ ฉันเกลียดผู้หญิงคนนั้นด้วย และอยากจะเห็นเธอตายไปซะ แม้จะหมายถึงความตายของฉันด้วยก็ตาม ฉันพยายามทำทุกอย่างเพื่อตัดแหล่งรายได้ของพวกเขา พวกเขาจะชักหน้าไม่ถึงหลัง ในไม่ช้า พวกเขาก็กลับเข้าเมืองเพราะถังแตก วันหนึ่ง สามีปล่อยโฮออกมาต่อหน้าฉัน ยอมรับว่าเขาผิดเองและขอโทษฉัน และสาบานว่าเขาจะกลับตัวกลับใจเป็นคนใหม่ค่ะ เขาขอให้ฉันหาเพื่อนมาช่วยย้ายงานเขาจากเมืองนั้นไปยังอำเภอเมือง เพื่อที่เขาจะได้เริ่มชีวิตใหม่ในสภาพแวดล้อมที่ต่างออกไปค่ะ พอเห็นว่าเขาเจ็บปวดแค่ไหน และได้ฟังคำขอโทษที่ดูจริงใจของเขา ฉันก็ใจอ่อน ตัวฉันก็ต้องการลืมเรื่องทุกข์ใจทั้งหมดในอดีตและเริ่มต้นใหม่ด้วย ก็เลยทำตามที่เขาขอค่ะ ฉันติดต่อเพื่อนๆ ทันทีเพื่อช่วยย้ายงานให้เราสองคน เราเริ่มอยู่ด้วยกันอีกครั้ง และแม้ว่าเขาพยายามทุกอย่างเพื่อทำให้ฉันพอใจและมีความสุข แต่ฉันแค่รู้สึกว่าไม่มีอะไรจะพูดกับเขาเลยค่ะ นอกจากนั้น ฉันก็ยังฝันเพื่องเรื่องการสมรสของเรา คิดว่าใช้เวลาสักหน่อยแผลใจก็คงจะหายดี แต่สิ่งที่ทำให้ฉันตกตะลึงยิ่งกว่านั้นก็คือ ตอนที่ฉันยุ่งอยู่กับการย้ายตำแหน่งงานของเรา ฉันก็เผอิญพบว่าเขาไปเจอผู้หญิงคนนั้นอีก ฉันอดกลั้นความเดือดดาลไม่ได้อีกต่อไป และกรีดร้องไล่เขาออกไป สองวันต่อมา เขาก็จากไปเงียบๆ และไม่กลับมาอีกเลย ตอนนั้นเองที่ในที่สุดฉันก็ตื่น ฉันตระหนักได้ว่าเขาไม่เคยอยากกลับใจจริงๆ เลย เขากลับมาแค่เพราะถังแตกและไม่มีเงินใช้ เขามาดีกับฉันและบอกว่าอยากประสานรอยร้าว แต่ก็เป็นแค่เปลือกนอกทั้งนั้น เขาแค่อยากใช้ฉันช่วยย้ายตำแหน่งงานของเขาเท่านั้นเองค่ะ พอตระหนักได้ฉันก็ใจสลายค่ะ ฉันเกลียดสามีจนถึงแก่น และเกลียดผู้หญิงคนนั้นด้วย ฉันเริ่มวางแผนทำให้เธอพิการและเสียโฉม

ตอนที่ฉันกำลังจมลงสู่ความชั่วนั้นเอง พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ก็ทรงยื่นพระหัตถ์แห่งความรอดของพระองค์มาหาฉัน และฉันก็ยอมรับพระราชกิจแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้า ด้วยการอ่านพระวจนะของพระเจ้า ฉันก็ได้รู้เหตุผลเบื้องหลังความมืดมิดและความชั่วของโลกนี้ รวมถึงความลำเค็ญและความแห้งแล้งในสังคมค่ะ พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “มนุษย์ซึ่งเกิดมาในดินแดนอันโสมมเช่นนั้น ได้ถูกสังคมทำให้มัวหมองอย่างรุนแรง เขาได้รับอิทธิพลจากจริยธรรมแบบศักดินา และเขาได้รับการสอน ณ ‘สถาบันอุดมศึกษา’ การคิดล้าหลัง ศีลธรรมอันเสื่อมทราม มุมมองชีวิตแบบคับแคบ ปรัชญาเพื่อการดำรงชีวิตที่น่ารังเกียจ การดำรงอยู่อันไร้ค่าอย่างที่สุด และรูปแบบการใช้ชีวิตและขนบธรรมเนียมทั้งหลายอันต่ำทราม—สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดได้รุกล้ำเข้าไปในหัวใจของมนุษย์อย่างรุนแรง และได้บ่อนทำลายและโจมตีมโนธรรมของเขาอย่างรุนแรง  ผลก็คือ มนุษย์ยิ่งอยู่ห่างไกลจากพระเจ้ามากขึ้นเรื่อยๆ และยิ่งต่อต้านพระองค์มากขึ้นเรื่อยๆ  อุปนิสัยของมนุษย์กลายมาเป็นชั่วช้ามากขึ้นในแต่ละวัน และไม่มีสักคนหนึ่งที่จะเต็มใจยอมสละสิ่งใดๆ เพื่อพระเจ้า ไม่มีสักคนหนึ่งที่จะเต็มใจเชื่อฟังพระเจ้า ยิ่งไปกว่านั้น ไม่มีสักคนหนึ่งที่จะเต็มใจแสวงหาการทรงปรากฏของพระเจ้า  แทนที่จะเป็นเช่นนั้น ภายใต้แดนครอบครองของซาตาน มนุษย์ไม่ทำอะไรเลยเว้นแต่ไล่ตามเสาะหาความยินดี โดยยอมให้ตัวเขาเองจมอยู่กับความเสื่อมทรามของเนื้อหนังในดินแดนแห่งโคลน  แม้คราที่พวกเขาได้ยินความจริง พวกที่ใช้ชีวิตอยู่ในความมืดมิดก็ไม่ได้ครุ่นคิดเรื่องการนำความจริงไปปฏิบัติ และพวกเขาก็ไม่มีแนวโน้มที่จะแสวงหาพระเจ้า ต่อให้พวกเขาได้เห็นการทรงปรากฏของพระองค์แล้วก็ตาม  มนุษย์คนหนึ่งที่ต่ำทรามเช่นนั้นจะสามารถมีโอกาสแห่งความรอดได้อย่างไร?  มนุษย์คนหนึ่งที่เสื่อมโทรมเช่นนั้นจะสามารถดำเนินชีวิตอยู่ในความสว่างได้อย่างไร?” (“การมีอุปนิสัยที่ไม่เปลี่ยนแปลงคือการเป็นศัตรูกับพระเจ้า” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)  “มวลมนุษย์ไม่ใช่อะไรอื่นเลยนอกจากศัตรูของเรา  มวลมนุษย์คือมารร้ายซึ่งต่อต้านและไม่เชื่อฟังเรา มวลมนุษย์ไม่ใช่อะไรอื่นเลยนอกจากลูกหลานของมารร้ายที่ถูกเราสาปแช่ง  มวลมนุษย์ไม่ใช่อะไรอื่นเลยนอกจากพงศ์พันธุ์ของหัวหน้าทูตสวรรค์ซึ่งได้ทรยศเรา  มวลมนุษย์ไม่ใช่อะไรอื่นเลยนอกจากมรดกตกทอดของมารผู้ที่ถูกเราผลักไสนานมาแล้ว ได้เป็นศัตรูที่ไม่สามารถปรองดองกันได้ของเรานับแต่นั้นมา  เพราะท้องฟ้าเหนือมวลมนุษย์ทั้งมวลนั้นขุ่นมัวและมืด ปราศจากร่องรอยของความชัดเจนแม้แต่เพียงเล็กน้อย และโลกมนุษย์ก็ถลำเข้าสู่ความมืดมิด จนผู้ที่ใช้ชีวิตอยู่ในโลกมนุษย์นั้นไม่สามารถเห็นแม้กระทั่งมือของเขาที่ยืดจนสุดต่อหน้าของเขาหรือเห็นดวงอาทิตย์เมื่อเขาผงกหัวขึ้น  ถนนใต้ฝ่าเท้าของเขา ซึ่งเต็มไปด้วยโคลนและมีหลุมอยู่ทุกที่ คดเคี้ยวไปมา ทั้งแผ่นดินเกลื่อนไปด้วยซากศพ  มุมมืดทั้งหลายเต็มไปด้วยซากคนตาย และในมุมที่เยือกเย็นและอยู่ใต้เงาทั้งหลาย ปีศาจหลายฝูงได้เข้าไปอยู่อาศัยแล้ว  และทุกแห่งในโลกของพวกมนุษย์บรรดาปีศาจมาแล้วก็ไปเป็นโขยง  ลูกหลานของเหล่าสัตว์เดียรัจฉานทุกรูปแบบ ซึ่งปกคลุมไปด้วยความโสโครก ติดพันอยู่ในการสู้รบที่ดุเดือด ซึ่งเสียงของมันนั้นก่อให้เกิดความหวาดกลัวต่อหัวใจ  ในช่วงเวลาเช่นนั้น ในโลกเช่นนั้น ‘สวรรค์ของโลกมนุษย์’ เช่นนั้น คนเราไปที่ไหนเพื่อค้นหาความสุขทั้งหลายของชีวิต?  เราสามารถไปที่ไหนได้เพื่อค้นหาบั้นปลายของชีวิตของเขา?” (“การเป็นมนุษย์ที่แท้จริงหมายถึงอะไร” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)  “ในสายพระเนตรของพระเจ้า ผู้คนเป็นเหมือนพวกสัตว์ในโลกของสัตว์  พวกเขาต่อสู้กัน สังหารกัน และมีปฏิสัมพันธ์ที่ผิดธรรมดาต่อกัน  ในสายพระเนตรของพระเจ้า พวกเขายังเป็นเหมือนพวกวานร วางอุบายต่อต้านกันและกันด้วย ไม่ว่าพวกมันจะอายุเท่าใดหรือมีเพศใดก็ตาม” (“บทที่ 21” ของ การตีความความล้ำลึกต่าง ๆ แห่งพระวจนะของพระเจ้าถึงทั้งจักรวาล  ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)  การอ่านพระวจนะของพระเจ้าทำให้หัวใจฉันสว่างขึ้นจริงๆ ค่ะ ฉันเห็นว่าตั้งแต่ซาตานได้ทำให้มวลมนุษย์เสื่อมทราม เราสูญสิ้นจิตสำนึกและเหตุผลของเราไป และเราก็ไร้ซึ่งความเป็นมนุษย์ เราไม่มีศักดิ์ศรีหรือความซื่อสัตย์เลย เราทุกคนต่างหลอกลวง เห็นแก่ตัว น่ารังเกียจ ชั่วร้าย และผูกพยาบาท เราวางแผนเพื่อประโยชน์ส่วนตัว คิดคำนวนเรื่องคนอื่นเสมอ เราสนใจแต่ความเพลิดเพลินของตัวเองและไม่ใส่ใจว่าคนอื่นจะเป็นตายอย่างไร เราสร้างความสุขบนความทุกข์ของคนอื่นค่ะ มีการต่อสู้ฆ่าฟันกันไปทั่ว กฎเกณฑ์ของป่า เหมือนกับโลกของสัตว์ ถ้าแกไม่กินฉัน ฉันก็จะฆ่าแกซะ มวลมนุษย์ทั้งหมดใช้ชีวิตอยู่ในบาป และมาตรฐานทางศีลธรรมก็ตกต่ำลงเรื่อยๆ ทุกคนหมกมุ่นอยู่ในกาม สำราญในบาป สามีนอกใจภรรยา ภรรยานอกใจสามี สามีกับภรรยาต่างนอกใจกันและกัน ทุกคนบูชาความชั่ว ปล่อยใจไปตามราคะ และหาความุสขใส่ตัวจากเพศตรงข้าม โลกอยู่ในกำมือของซาตาน อีกทั้งโลกก็มืดมนลงและชั่วร้ายขึ้น โลกกลายเป็นหม้อตุ๋นแห่งบาปและการผิดประเวณีค่ะ ผู้คนอดไม่ได้ที่จะจมจ่อมลงเรื่อยๆ กลายเป็นคนชั่วและเลวทรามยิ่งกว่าที่เคย ฉันตระหนักว่าการนอกใจของสามีเป็นผลจากพิษของซาตาน ฉันก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น ฉันไม่สามารถหลุดพ้นจากหนทางที่ซาตานได้ทำร้ายและทำให้ฉันเสื่อมทรามได้เหมือนกันค่ะ เวลาที่คนอื่นเบียดเบียนผลประโยชน์ของฉัน ฉันก็เต็มไปด้วยความคับแค้นใจและอยากเห็นศัตรูตายเสียเต็มประดา ฉันทรมานด้วยความปวดร้าวจากความเกลียดชังของตัวเองในทุกนาทีของชีวิต ไร้ซึ่งแรงจูงใจใดๆ เพื่องานหรือชีวิต แม้แต่ลูกชายของฉันก็ถูกลากเข้ามาด้วย ความวิบัติเป็นโทษทั้งหมดนี้ไม่ใช่ฝีมือของซาตานหรอกเหรอคะ หลังจากนั้น ฉันก็ได้รับความเข้าใจถ่องแท้เกี่ยวกับชีวิตผ่านการอธิษฐานและอ่านพระวจนะของพระเจ้าค่ะ ฉันเห็นว่ามวลมนุษย์นั้นชั่วและเสื่อมทราม เราต่างเอาเปรียบและคดโกงกันและกัน และมันไม่มีหรอกค่ะรักแท้น่ะ ฉันค่อยๆ ปล่อยวางความเกลียดชังที่มีต่อสามีและผู้หญิงคนนั้น และเลิกล้มแผนการแก้แค้นค่ะ พอฉันปล่อยวางทั้งหมดนั้น ฉันก็รู้สึกถึงอิสรภาพและการปลดเปลื้องอย่างเหลือเชื่อเลยค่ะ ตอนนั้นเองที่ฉันเริ่มชีวิตใหม่ทั้งหมด ร่วมชุมนุมกับพี่น้องชายหญิงทุกวัน กิน ดื่ม และสามัคคีธรรมถึงพระวจนะของพระเจ้า และร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า ฉันรู้สึกได้ปลดเปลื้องและเป็นอิสระจริงๆ ค่ะ ฉันค่อยๆ เริ่มรู้สึกดีขึ้นและสามารถยิ้มได้อีกครั้งค่ะ

แล้ววันหนึ่ง ฉันก็เจอเพื่อนที่เคยสนิทกันพอสมควรโดยบังเอิญ เธอดูผ่ายผอมและซูบเซียวมากๆ ฉันตกใจมาก เธอบอกฉันว่าสามีเธอนอกใจ และตอนที่ทั้งคู่คุยกันเรื่องหย่า เธอก็พยายามกินยาพิษเพราะไม่เห็นทางออก แต่สุดท้ายเธอก็ได้รับการช่วยชีวิตเอาไว้ เราโชคร้ายในชีวิตแต่งงานเหมือนๆ กัน ฉันคงจะตายไปแล้วหากไม่ใช่เพราะการคุ้มครองของพระเจ้า และใครจะรู้ว่าถึงตอนนั้นหญ้าบนหลุมศพของฉันจะโตสูงเท่าไรแล้ว ต่อมา ฉันก็อ่านสิ่งนี้ในพระวจนะของพระเจ้า “ทำไมสามีจึงรักภรรยาของเขา?  ทำไมภรรยาจึงรักสามีของเธอ?  ทำไมลูกๆ จึงกตัญญูต่อบิดามารดาของพวกเขา?  ทำไมบิดามารดาจึงหลงใหลลูกๆ ของพวกเขา?  อันที่จริงแล้วผู้คนเก็บงำเจตนาชนิดใดเอาไว้?  เจตนาของพวกเขาไม่ใช่เพื่อตอบสนองแผนการและความอยากได้อยากมีที่เห็นแก่ตัวของพวกเขาเองหรอกหรือ?” (“พระเจ้าและมนุษย์จะเข้าสู่การหยุดพักด้วยกัน” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)  พระวจนะของพระเจ้าแสดงให้ฉันเห็น ว่าหลังจากเกือบสองทศวรรษในฐานะสามีภรรยา ทำไมความรู้สึกที่เรามีต่อกันถึงแสนเปราะบาง และไม่สามารถต้านทานแรงเป่าแม้แต่เพียงนิดเดียวได้ ก็เพราะมันไม่มีความเสน่หาหรือความรักแท้จริงระหว่างมนุษย์เลย มันก็แค่การตอบสนองความปรารถนาส่วนตัว หรือการใช้กันและกัน พอใครมีค่าให้ใช้ประโยชน์ เราก็พูดแต่สิ่งดีๆ เพื่อยกยอพวกเขา แต่พอเราใช้พวกเขาเสร็จ ก็เขี่ยทิ้งอย่างไม่ใยดี ราวกับพวกเขาเป็นเสื้อเชิ้ตเก่าๆ หรือกองขยะ “ครอบครัวแสนสุข” และ “ความรักระหว่างสามีภรรยา” เป็นแค่คำโกหกเพื่อหลอกลวงผู้คน และเป็นกับดักที่ซาตานใช้เพื่อหลอกลวงพวกเรา น่าเศร้าที่ฉันไม่ได้ครอบครองความจริงและไม่สามารถเข้าใจเรื่องนี้ได้ จึงไม่รู้ทันกลอุบายของซาตาน คำโกหกอย่างมีศิลปะไม่กี่คำและน้ำตาปลอมๆ ของสามีต้มฉันเสียเปื่อย ความสุขจอมปลอมทำให้ฉันตาบอดอย่างสิ้นเชิง ฉันถูกความรู้สึกว่างเปล่าพวกนี้ล้อเล่นจนหัวเสีย จนฉันเกือบจะเสียชีวิตเพราะมันค่ะ ฉันนี่ช่างโง่จริงๆ! มนุษย์ทุกคนถูกซาตานทำให้เสื่อมทราม พวกเราเจ้าเล่ห์ หลอกลวง เห็นแก่ตัว น่ารังเกียจ ละโมบ และชั่วร้าย จะมีความเสน่หาหรือความรักแท้จริงได้อย่างไร ตอนนั้นเองที่ฉันตระหนักได้ว่า มีเพียงความรักของพระเจ้าต่อมวลมนุษย์ที่จริงแท้ และเมื่อฉันท่วมท้นด้วยความเกลียดชัง พระวจนะของพระเจ้าก็ได้ขับไล่ความเกลียดชังในหัวใจและบรรเทาความเจ็บปวดของฉัน และมอบสันติสุขกับความเบิกบานในจิตวิญญาณให้ฉันค่ะ ในโลกนี้มีใครรักฉันแบบนั้นได้บ้าง ความรักของใครจะเหนือกว่าความรักของพระเจ้าได้ การมีความรักของพระเจ้านั้นนำความสุขมาให้มากกว่าการมีความรักของมนุษย์คนใดไม่ใช่เหรอคะ ความคิดเหล่านี้นำความสบายใจมาให้ฉัน และทำให้ฉันรู้สึกขอบคุณความรอดของพระเจ้ามากค่ะ

หลังจากนั้น ฉันก็ได้อ่านบางบทตอนในพระวจนะของพระเจ้า “อิทธิพลอันตรายที่ช่วงเวลาหลายพันปีของ ‘จิตวิญญาณชาตินิยมอันสูงส่ง’ ได้ทิ้งไว้ลึกในหัวใจของมนุษย์ และการคิดแบบระบอบศักดินาที่ผู้คนถูกผูกมัดและล่ามโซ่ไว้ โดยไม่มีเสรีภาพเลยแม้แต่น้อย และไม่มีเจตจำนงที่จะทะเยอทะยานหรืออดทนนาน ไม่มีความอยากที่จะสร้างความก้าวหน้า แต่กลับยังคงอยู่เฉยและถอยหลังแทน โดยตั้งมั่นอยู่ในวิธีการคิดของทาส เป็นต้น—ปัจจัยที่อยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงเหล่านี้ได้ให้รูปหล่อที่โสมมและน่าเกลียดที่ไม่อาจลบออกได้กับทัศนะที่เป็นอุดมการณ์ อุดมคติ หลักศีลธรรม และอุปนิสัยของมนุษยชาติ  ดูเหมือนว่าพวกมนุษย์กำลังใช้ชีวิตอยู่ในโลกมืดแห่งการก่อการร้ายซึ่งไม่มีผู้ใดท่ามกลางพวกเขาที่พยายามที่จะอยู่เหนือมัน และไม่มีผู้ใดท่ามกลางพวกเขาคิดถึงการก้าวต่อไปสู่โลกตามอุดมคติ แต่พวกเขากลับพอใจกับวาสนาในชีวิตของพวกเขา เพื่อใช้วันเวลาของพวกเขาไปกับการให้กำเนิดและเลี้ยงดูลูกหลาน ดิ้นรนต่อสู้ ตรากตรำ ทำงานบ้านของพวกเขา ฝันถึงครอบครัวที่สะดวกสบายและมีความสุข และฝันถึงความรักใคร่ในการสมรส ลูกหลานที่กตัญญู ความชื่นบานยินดีในช่วงปีสนธยาของพวกเขาในขณะที่พวกเขาใช้ชีวิตอย่างสงบ…เป็นเวลาหลายสิบ หลายพัน หลายหมื่นปีจนถึงตอนนี้ ผู้คนได้สิ้นเปลืองเวลาของพวกเขาในหนทางนี้ตลอดมา โดยไม่มีผู้ใดสร้างชีวิตที่เพียบพร้อม เจตนาทั้งหมดอยู่ที่การสังหารกันและกันในโลกที่มืดมิดนี้บนการแข่งขันเพื่อชื่อเสียงและโชควาสนา และการวางอุบายต่อต้านกันและกันเท่านั้น  มีผู้ใดเคยแสวงหาน้ำพระทัยของพระเจ้าบ้าง?  มีผู้ใดเคยใส่ใจกับพระราชกิจของพระเจ้าไหม?  ทุกส่วนของมนุษยชาติที่ติดพันด้วยอิทธิพลของความมืดได้กลายเป็นธรรมชาติของมนุษย์มานานแล้ว และดังนั้นจึงค่อนข้างยากที่จะดำเนินพระราชกิจของพระเจ้า และผู้คนมีหัวใจที่ให้ความสนใจต่อสิ่งที่พระเจ้าทรงได้มอบความไว้วางพระทัยให้กับพวกเขาในวันนี้น้อยลงไปอีก” (“งานและการเข้าสู่ (3)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)  “การดำเนินชีวิตทั้งชีวิตของมนุษย์อยู่ภายใต้แดนครอบครองของซาตาน และไม่มีแม้แต่บุคคลเดียวที่สามารถปลดปล่อยตัวเองจากอิทธิพลของซาตานได้ด้วยตัวพวกเขาเอง  ทั้งหมดล้วนมีชีวิตอยู่ในโลกอันโสมม ในความเสื่อมทรามและความว่างเปล่า ปราศจากความหมายหรือคุณค่าแม้เพียงน้อยนิด พวกเขาใช้ชีวิตที่ช่างอิสระไร้กังวลเยี่ยงนั้นเพื่อเนื้อหนัง เพื่อตัณหา และเพื่อซาตาน  การดำรงอยู่ของพวกเขาไม่มีคุณค่าแม้แต่น้อยนิดเลย  มนุษย์ไร้ความสามารถในการค้นหาความจริงซึ่งจะปลดปล่อยเขาจากอิทธิพลของซาตาน  แม้ว่ามนุษย์เชื่อในพระเจ้า และอ่านพระคัมภีร์ เขาก็หาได้เข้าใจไม่ ว่าจะปลดปล่อยตัวเขาเองจากการควบคุมของอิทธิพลซาตานได้อย่างไร  ตลอดหลายยุคสมัย มีผู้คนน้อยมากที่ได้ค้นพบความลับนี้ มีน้อยมากที่ได้จับความเข้าใจเกี่ยวกับมัน  ครั้นเป็นเช่นนั้น แม้มนุษย์รังเกียจซาตาน และรังเกียจเนื้อหนัง เขาก็ไม่รู้ว่าจะกำจัดอิทธิพลของซาตานที่กำลังวางกับดักอยู่ออกจากตัวเขาได้อย่างไร” (“ประสบการณ์ของเปโตร: ความรู้ของเขาเกี่ยวกับการตีสอนและการพิพากษา” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)  พระวจนะของพระเจ้าเปิดเผยความเป็นจริงของชีวิตเราในฐานะมนุษย์ ฉันไม่ได้ประสบความเจ็บปวดมากมายเพราะฉันไล่ตาม “ชีวิตที่เป็นสุข” ที่ว่านี่หรอกเหรอ ฉันคิดย้อนไปในอดีต ฉันทิ้งอาชีพที่ฉันชอบ เพื่อให้สามีก้าวหน้า ฉันดูแลงานบ้านและดูแลลูกทุกอย่าง และฉันใช้ชีวิตตามแนวคิดที่ว่าผู้ชายออกไปทำงาน ส่วนผู้หญิงก็ดูแลบ้าน ในความพยายามเป็นภรรยาที่ดีให้สามี ฉันเต็มใจที่จะเหนื่อยสายตัวแทบขาดเพื่อเขา แม้จะแลกมาด้วยชีวิตของฉันก็ตาม ฉันเป็นเหมือนกลไลนาฬิกา ที่ตรากตรำเพื่อสามีและครอบครัวอย่างไม่หยุดหย่อน เวลาสามีฉันก้าวหน้า ฉันก็ตื่นเต้นไปกับเขา พอเขานอกใจฉัน ฉันก็เศร้าเสียใจและร้องไห้เป็นบ้าเป็นหลังที่บ้าน แต่ฉันก็ยังต้องยิ้มแย้มกับคนอื่นเวลาออกไปข้างนอก ฉันตีสองหน้าเสมอ เป็นหนทางใช้ชีวิตที่เหน็ดเหนื่อยและเจ็บปวดค่ะ ในการพยายามต่อสู้เพื่อประกอบครอบครัวที่แตกสลายกลับเข้าด้วยกัน ฉันฟาดฟันกับผู้หญิงคนนั้น โดยไม่นึกถึงศักดิ์ศรีหรือความซื่อสัตย์ของตัวเอง ฉันยังต้องเก็บกดความเกลียดชังในหัวใจและให้โอกาสสามีกลับใจด้วย ตอนนี้ฉันเห็นได้ว่าฉันใช้ชีวิตอยู่ภายใต้แดนครอบครองของซาตาน ถูกซาตานเล่นและบงการเหมือนตุ๊กตา และใช้ชีวิตแบบไร้ซึ่งความเป็นมนุษย์ใดๆ ชีวิตของฉันเหมือนตกนรก แต่ฉันก็ติดอยู่ในนั้น คิดไปว่านั่นเป็นทางเดียวที่จะใช้ชีวิตอย่างมีความหมายค่ะ พระวจนะของพระเจ้าเปิดหัวใจของฉัน และทำให้ฉันเห็นว่า “ชีวิตที่มีความสุข” อย่างที่ว่าที่ฉันกำลังไล่ตามเสาะหานั้นไม่มีค่าอะไรเลย มันไม่มีความหมายอะไรทั้งนั้น ถึงฉันจะได้สิ่งเหล่านั้นมา แล้วไงล่ะ ทั้งหมดก็ล้วนว่างเปล่าไม่ใช่เหรอ

ฉันได้อ่านสิ่งนี้ในพระวจนะของพระเจ้า “เจ้าคือสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง—แน่นอนว่าเจ้าควรนมัสการพระเจ้าและไล่ตามเสาะหาชีวิตที่มีความหมาย  หากเจ้าไม่นมัสการพระเจ้าแต่ใช้ชีวิตภายในเนื้อหนังอันโสมมของเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าก็มิได้เป็นเพียงแค่สัตว์เดียรัจฉานในเครื่องแต่งกายของมนุษย์หรอกหรือ?  เนื่องจากเจ้าเป็นมนุษย์ เจ้าควรสละตัวเจ้าเองเพื่อพระเจ้าและสู้ทนความทุกข์ทุกอย่าง!  เจ้าควรยินดีและแน่ใจยอมรับความทุกข์เล็กน้อยที่เจ้าต้องมีในวันนี้ และใช้ชีวิตที่มีความหมาย ดังเช่นโยบ และเปโตร  ในโลกนี้ มนุษย์สวมใส่เสื้อผ้าของปีศาจ กินอาหารจากปีศาจ และทำงานและรับใช้ภายใต้นิ้วหัวแม่มือของปีศาจ กลายมาเป็นถูกเหยียบย่ำในความโสมมของมันอย่างสิ้นเชิง  หากเจ้าไม่จับความเข้าใจความหมายของชีวิตหรือได้มาซึ่งวิถีทางที่แท้จริง เช่นนั้นแล้วจะมีนัยสำคัญอะไรในชีวิตของเจ้าเล่า?  พวกเจ้าคือผู้คนที่ไล่ตามเสาะหาหนทางที่ถูกต้อง คือบรรดาผู้ที่แสวงหาการปรับปรุง  พวกเจ้าคือผู้คนที่ลุกขึ้นในชนชาติแห่งพญานาคใหญ่สีแดง บรรดาผู้ที่พระเจ้าทรงเรียกขานว่ามีความชอบธรรม  นั่นไม่ใช่ชีวิตที่มีความหมายมากที่สุดหรอกหรือ?” (“การปฏิบัติ (2)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)  พระวจนะของพระเจ้าเสริมกำลังให้การตกลงใจติดตามพระเจ้าของฉันค่ะ ในชีวิตบนแผ่นดินโลกของเรา ความเชื่อ ความยำเกรงต่อพระเจ้า และการทำหน้าที่ในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้างของเรา เป็นทางเดียวที่เราจะสามารถใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าและมีความหมายได้ กลับมาที่ทางโลก ฉันทำให้ตัวเองเหนื่อยล้าและต่อสู้กับคนอื่นเพื่อการสมรสของตัวเอง ฉันดื่มกินกากแห่งความเสียความหายอันขมขื่นที่ซาตานรินให้จนหมด พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์นั่นเองที่ทรงช่วยฉันให้รอด และประทานความโชคดีให้ฉันได้กลับมาสู่พระนิเวศของพระเจ้า พระวจนะของพระเจ้ารดน้ำและหล่อเลี้ยงฉัน เพื่อให้ฉันได้เข้าใจความจริง รู้ทันความชั่วและความมืดมนในโลกบ้าง เห็นความจริงแห่งความเสื่อมทรามของผู้คน และทิ้งความเจ็บปวดของฉันไว้เบื้องหลังค่ะ ความรักที่พระเจ้ามีให้ฉันช่างยิ่งใหญ่นัก ฉันควรทำหน้าที่ให้ดีเพื่อตอบแทนความรักของพระเจ้า ไม่อย่างนั้น ฉันก็ไม่สมควรถูกเรียกว่ามนุษย์หรือใช้ชีวิตเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าด้วยซ้ำ หลังจากนั้น ฉันก็เริ่มประกาศข่าวประเสริฐและทำหน้าที่ของตัวเองกับพี่น้องชายหญิง และได้รู้สึกถึงสันติสุขและเป็นสุขในหัวใจค่ะ

ตอนนี้ เมื่อไรก็ตามที่ฉันคิดถึงความรอดของพระเจ้าสำหรับฉัน ฉันจะเริ่มร้องเพลงสรรเสริญ “หากฉันไม่ได้รับการช่วยให้รอดโดยพระเจ้า” ค่ะ “หากฉันไม่ได้รับการช่วยให้รอดโดยพระเจ้า ฉันก็คงจะยังกำลังลอยล่องไปในโลกนี้ โดยดิ้นรนอยู่ในบาปอย่างเจ็บปวด ปราศจากความหวังใดในชีวิต หากฉันไม่ได้รับการช่วยให้รอดโดยพระเจ้า ฉันก็คงจะยังถูกพวกมารเหยียบย่ำ โดยชื่นชมอยู่กับความน่ายินดีแห่งบาป ไม่รู้หนทางที่จะไปสู่เส้นทางของชีวิตมนุษย์ องค์พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ทรงเปี่ยมกรุณาต่อฉัน เสียงแห่งพระวจนะของพระองค์กวักเรียกฉัน ฉันได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้าและได้รับการยกชูขึ้นเบื้องหน้าพระบัลลังก์ของพระองค์ ในแต่ละวัน ฉันกินและดื่มพระวจนะแห่งพระเจ้า และฉันได้เข้าใจความจริงมากมาย ฉันมองเห็นห้วงลึกมหาศาลของความเสื่อมทรามของมวลมนุษย์ พวกเราจำเป็นต้องมีความรอดของพระเจ้า ความจริงของพระเจ้าชำระฉันให้บริสุทธิ์และช่วยฉันให้รอด ครั้งแล้วครั้งเล่า ฉันถูกพิพากษาและถลุง และอุปนิสัยในการดำเนินชีวิตของฉันก็ได้เปลี่ยนแปลงไป จนกระทั่งเมื่อลิ้มรสชาติความชอบธรรมและความบริสุทธิ์ของพระเจ้า ฉันจึงรู้จักความน่ารักของพระองค์ หัวใจของฉันยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่ว และฉันก็ดำเนินชีวิตตามสภาพเสมือนของมนุษย์บ้างเล็กน้อย ฉันได้เห็นพระเจ้าแบบเผชิญหน้ากัน ฉันได้ลิ้มรสชาติความรักแท้ของพระองค์ โดยผ่านทางการพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้า ฉันจึงได้รับความรอดแห่งยุคสุดท้ายของพระองค์ ฉันลุล่วงหน้าที่อย่างสัตย์ซื่อ และหัวใจของฉันก็เป็นสุขและมีสันติสุข พวกเราดำรงชีวิตอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าในความรักซึ่งกันและกัน ด้วยการทรงนำและพระพรของพระองค์ ฉันปฏิบัติความจริง เชื่อฟังพระเจ้า และดำเนินชีวิตตามชีวิตที่แท้จริง พระราชกิจของพระเจ้านั้นเป็นจริงและมีชีวิต  พระเจ้าทรงมีเกียรติและน่ารัก เมื่อเห็นความเป็นสุดที่รักและความน่ารักพระองค์ ฉันจึงต้องการที่จะอุทิศชีวิตของฉันต่อพระองค์ ฉันจะไล่ตามเสาะหาความจริงและรักพระองค์ตลอดกาล ฉันจะทำหน้าที่ของฉันให้ลุล่วงเพื่อตอบแทนความรักของพระองค์” (ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ)

ก่อนหน้า: 8. ความรู้สามารถเปลี่ยนชะตากรรมของเจ้าได้จริงหรือ?

ถัดไป: 10. ความทุกข์ทรมานของการเสพติดเกมออนไลน์

พระเจ้าได้เสด็จมาอย่างลับๆ ก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงและได้ทรงสร้างกลุ่มผู้มีชัยชนะขึ้นแล้ว จากนั้น พระเจ้าจะทรงปรากฏอย่างเปิดเผยและทรงให้รางวัลคนดีและลงโทษคนชั่ว คุณต้องการต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าและให้พระเจ้าช่วยให้รอดก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงหรือไม่? อย่าลังเลที่จะติดต่อเราตอนนี้เพื่อหาวิธี

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

31. ยึดมั่นในหน้าที่ของฉัน

โดย Yangmu, เกาหลีใต้ฉันเคยรู้สึกอิจฉาเมื่อเห็นพี่น้องชายหญิงแสดง ร้องเพลง และเต้นรำในการสรรเสริญพระเจ้า...

27. คนเราควรเคารพหน้าที่ของตัวเองอย่างไร

โดย Zheng Ye, เกาหลีใต้ไม่นานหลังจากมาเป็นผู้เชื่อ ผมสังเกตว่าพี่น้องชายหญิงที่เป็นผู้นำในขณะนั้นจัดการชุมนุมและสามัคคีธรรมถึงความจริงบ่อยๆ...

43. เมื่อปล่อยวางความเห็นแก่ตัว ฉันจึงเป็นอิสระ

โดย Xiaowei, ประเทศจีนพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ในอุปนิสัยของผู้คนปกตินั้นไม่มีความคดโกงหรือการหลอกลวง ผู้คนมีสัมพันธภาพปกติต่อกัน...

พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์ การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ข้อคัดสรรของพระวจนะแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ 170 หลักธรรมเกี่ยวกับการปฏิบัติความจริง ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า (แก่นสารสำคัญของผู้เชื่อใหม่) คำพยานเกี่ยวกับประสบการณ์ทั้งหลายหน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้