37. พระวจนะของพระเจ้าได้ปลุกจิตวิญญาณของฉันให้ตื่นขึ้น

โดย Nannan, สหรัฐอเมริกา

พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ช่วงระยะปัจจุบันของพระราชกิจในเรื่องเหล่านี้ของพระเจ้าในยุคสุดท้าย พระองค์ไม่เพียงแค่ประทานพระคุณและพระพรแก่มนุษย์เหมือนกับที่พระองค์ทรงเคยทำมาก่อน อีกทั้งพระองค์ไม่ทรงเกลี้ยกล่อมมนุษย์ให้ก้าวไปข้างหน้าอีกต่อไป ในระหว่างช่วงระยะนี้ของพระราชกิจ มนุษย์ได้เห็นอะไรจากแง่มุมทั้งหมดของพระราชกิจของพระเจ้า ที่เขาได้รับประการณ์มาแล้ว? มนุษย์ได้เห็นความรักของพระเจ้าและการพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้า ในระหว่างช่วงเวลานี้พระเจ้าทรงจัดเตรียม ทรงสนับสนุน ทรงให้ความรู้แจ้ง และทรงนำมนุษย์ เพื่อที่มนุษย์จะได้ค่อยๆ มารู้จักเจตนารมณ์ของพระองค์ รู้จักพระวจนะที่พระองค์ตรัส และความจริงที่พระองค์ประทานแก่มนุษย์… การพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้าเปิดโอกาสให้มนุษย์ค่อยๆ มารู้จัก ความเสื่อมทรามและแก่นแท้เยี่ยงซาตานของมวลมนุษย์ สิ่งซึ่งพระเจ้าทรงจัดเตรียม ความรู้แจ้งของพระองค์เกี่ยวกับมนุษย์ และการทรงนำของพระองค์ทั้งหมดเปิดโอกาสให้มวลมนุษย์รู้จักแก่นแท้ของความจริงมากขึ้นเรื่อยๆ และรู้ยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ในสิ่งที่ผู้คนต้องการ ถนนเส้นที่พวกเขาควรใช้ พวกเขาใช้ชีวิตเพื่ออะไร คุณค่าและความหมายของชีวิตของพวกเขา และวิธีเดินไปบนถนนข้างหน้า…เมื่อหัวใจของมนุษย์ฟื้นคืน มนุษย์ไม่ปรารถนาที่จะใช้ชีวิตด้วยอุปนิสัยอันต่ำทรามและเสื่อมทรามอีกต่อไป แต่กลับปรารถนาจะไล่ตามเสาะหาความจริงเพื่อทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัย เมื่อหัวใจของมนุษย์ได้ถูกปลุกให้ตื่นขึ้น มนุษย์ก็ย่อมสามารถตัดขาดตัวเองออกจากซาตานได้อย่างสิ้นเชิง เขาจะไม่ถูกซาตานทำอันตรายอีกต่อไป ไม่ถูกควบคุมหรือถูกมันหลอกอีกต่อไป แทนที่จะเป็นเช่นนั้น มนุษย์สามารถให้ความร่วมมืออย่างเป็นเชิงรุกในพระราชกิจของพระเจ้าและพระวจนะของพระองค์เพื่อทำให้พระเจ้าสมดังพระทัย ด้วยเหตุนี้จึงบรรลุถึงความยำเกรงพระเจ้าและการหลบเลี่ยงความชั่ว นี่คือจุดประสงค์ดั้งเดิมของพระราชกิจของพระเจ้า” (“พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 6” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) ฉันเชื่อมโยงกับบทตอนนี้ได้จริงๆ ค่ะ

ในเดือนมิถุนายนปี 2016 ฉันได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ในทีมนำสวดภาษาอังกฤษ และรู้สึกมีความสุขมาก เพราะในที่สุดฉันก็ได้นำทักษะภาษาอังกฤษมาใช้งาน จะได้แสดงทักษะของตัวเองอย่างเต็มที่สักที! ฉันรอที่จะไปเล่าให้พี่น้องชายหญิงที่บ้านเกิดฟัง และบอกข่าวดีให้พวกเขารู้แทบไม่ไหว ฉันถึงกับฝันเฟื่อง ถึง สีหน้าอิจฉาของพวกเขาตอนที่รู้เรื่องนี้

หลังจากนั้นฉันก็เริ่มทำหน้าที่ ฉันสังเกตเห็นว่าพี่น้องชายหญิงคนอื่นๆ อ่านภาษาอังกฤษคล่องมาก แถมยังออกเสียงคำได้ดีเยี่ยม พวกเขาจะคุยกันเป็นภาษาอังกฤษอยู่บ่อยๆ แม้แต่ระหว่างการชุมนุมและขณะที่ทำหน้าที่ พวกเขาก็จะสื่อสารกันเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด ภาษาอังกฤษของฉันไม่ใกล้เคียงกับพวกเขาเลย ฉันทั้งรู้สึกอิจฉาและกังวลใจ แต่ฉันก็บอกว่าตัวเอง ตราบใดที่ตั้งใจเรียน สักวันฉันก็จะยิ่งเก่งกว่าพวกเขา! ฉันจึงเริ่มตื่นเช้าเป็นพิเศษและอยู่ดึกกว่าเดิมเพื่อเรียนภาษาอังกฤษและท่องจำคำศัพท์ ฉันคิดอยู่ตลอดว่าจะปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานของตัวเองยังไง เวลาที่ได้ฟังใครก็ตามแบ่งปันประสบการณ์การทำงาน ฉันก็จะหยิบปากกาออกมาและเริ่มจดบันทึก แต่พริบตาเดียวเวลาก็ผ่านไปแล้วหลายเดือน ฉันยังคืบหน้าช้าที่สุด และทำงานได้แย่ที่สุดจากทุกคนในทีม การรู้ว่าฉันไม่ได้ทำหน้าที่ให้ลุล่วง รู้ว่าฉันต้องขอเคล็ดลับและความช่วยเหลือจากน้องๆ ชายหญิงอยู่บ่อยๆ แถมยังมีข้อเท็จจริงที่ว่า ช่วงนั้นผู้นำทีมมักจะมอบหมายงานที่ซ้ำซากและต่ำต้อยให้ฉัน มันทำให้ฉันรู้สึกเหมือนว่า ทีมไม่ต้องมีฉันเลยก็ได้ ฉันหดหู่และเสียใจมาก ต่อมา มีน้องสาวคนใหม่เข้ามาทำงานในทีมเรา เธอไม่คุ้นกับหน้าที่ของทีม จึงมีคนขอให้ฉันไปช่วยเธอ ฉันแอบดีใจที่ตัวเองไม่ได้เป็นคนที่มีทักษะน้อยสุดในทีมอีกต่อไป แต่ฉันก็ต้องแปลกใจที่น้องคนนี้มีพรสวรรค์และเรียนรู้เร็วมาก ภาษาอังกฤษของเธอจึงพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว ภายในสองหรือสามเดือน เธอก็ทำได้ดีกว่าฉันแล้ว เรื่องนี้ทำให้รู้สึกตระหนก สิ่งที่เป็นอยู่นี้ กำลังจะทำให้ฉันกลายเป็นสมาชิกที่ห่วยที่สุดของทีมอีกครั้ง การที่ฉันทำงานได้ไม่ดีเท่าคนที่ทำมานานกว่าเป็นเรื่องเข้าใจได้ ตอนนี้พอมีเด็กใหม่เข้ามา แถมมีคนขอให้ฉันไปช่วย แต่เพียงพริบตาเธอกลับเก่งกว่าฉันแล้ว มันน่าอับอายนะคะ! ฉันใช้ชีวิตแต่ละวันแข่งขันเพื่อสถานะและเกียรติยศ และรู้สึกไม่สบายใจอยู่เนืองๆ ฉันผ่านพ้นแต่ละวันไปด้วยความทุกข์ระทมถึงที่สุด ฉันเริ่มคิดถึงวันเก่าๆ สมัยทำหน้าที่อยู่ที่บ้านเกิด ฉันเคยเป็นผู้นำการหารือและวางแผนต่างๆ พี่น้องชายหญิงทุกคนเห็นด้วยกับมุมมองของฉัน และผู้นำคริสตจักรก็โปรดปรานฉันมาก ฉันเคยเป็นคนสำคัญ แต่ตอนนี้ฉันกลับตกต่ำเหลือเกิน ยิ่งคิดเรื่องนี้ ฉันก็ยิ่งโศกเศร้าและรู้สึกว่ามันผิด ครั้งหนึ่ง ฉันลงเอยด้วยการซ่อนตัวอยู่ในห้องน้ำและร้องไห้ คืนนั้นฉันได้แต่นอนพลิกตัวไปมาอยู่บนเตียงและนอนไม่หลับ ฉันหยุดคิดไม่ได้ว่า “ฉันเป็นคนที่ห่วยที่สุดในทีมมาตั้งแต่แรก พี่น้องชายหญิงต้องมองฉันยังไงล่ะเนี่ย ฉันไม่อยากอยู่ที่นี่แล้ว” แต่แล้วฉันก็นึกถึงการที่ฉันถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระเจ้า ว่าฉันจะทุ่มเทตัวเองเพื่อพระองค์ เพื่อตอบแทนความรักของพระองค์ตราบที่ยังมีชีวิต ถ้าฉันทิ้งหน้าที่ของตัวเองไปจริงๆ ฉันจะไม่ผิดคำสัญญาเหรอ ฉันจะไม่ได้ขี้โกงและทรยศพระเจ้าเหรอคะ ฉันรู้สึกเสียใจมาก จึงอธิษฐานต่อพระเจ้า บอกว่า “พระเจ้าที่รัก ข้าพระองค์ไม่แน่ใจว่าจะก้าวผ่านสถานการณ์นี้ไปยังไง หรือจะเรียนรู้อะไรจากมัน ได้โปรดทรงนำและทรงให้ความรู้แจ้งแก่ข้าพระองค์ด้วย”

หลังจากนั้น ฉันก็หยิบโทรศัพท์มาอ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนนี้ “ในการแสวงหาของพวกเจ้านั้น พวกเจ้ามีมโนคติที่หลงผิด ความหวัง และอนาคตของแต่ละคนมากเกินไป พระราชกิจปัจจุบันเป็นไปเพื่อที่จะจัดการกับความอยากของพวกเจ้าที่มีต่อสถานะ และความอยากอันฟุ้งเฟ้อของพวกเจ้า ความหวัง สถานะ และมโนคติที่หลงผิดทั้งหมดเป็นตัวแทนชั้นเยี่ยมของอุปนิสัยเยี่ยงซาตาน เหตุผลที่สิ่งเหล่านี้มีอยู่ในหัวใจของผู้คนนั้น เป็นเพราะพิษของซาตานที่คอยกัดกร่อนความคิดของผู้คนอยู่ตลอดเวลาโดยทั้งสิ้น และผู้คนมักจะไร้ความสามารถที่จะสลัดการทดลองเหล่านี้ของซาตานอยู่ตลอดเวลา  พวกเขากำลังใช้ชีวิตในท่ามกลางบาปแต่กระนั้นก็ยังไม่เชื่อว่ามันเป็นบาป และพวกเขายังคงคิดว่า ‘พวกเราเชื่อในพระเจ้า ดังนั้นพระองค์ทรงต้องประทานพระพรกับพวกเรา และทรงจัดการเตรียมการทุกสิ่งทุกอย่างสำหรับพวกเราอย่างเหมาะสม พวกเราเชื่อในพระเจ้า ดังนั้นพวกเราต้องเหนือกว่าคนอื่น และพวกเราต้องมีสถานะที่มากกว่าและอนาคตที่มากกว่าใครอื่น เนื่องจากพวกเราเชื่อในพระเจ้า พระองค์ทรงต้องมอบพระพรอันไร้ขีดจำกัดแก่พวกเรา  มิฉะนั้นแล้ว มันก็คงจะไม่ได้เรียกว่าการเชื่อในพระเจ้า’ เป็นเวลาหลายปีมาแล้ว ความคิดที่ผู้คนได้พึ่งพาเพื่อการอยู่รอดของพวกเขาได้กัดกร่อนหัวใจของพวกเขาเรื่อยมา จนถึงจุดที่ว่า พวกเขาได้กลายเป็นทรยศ ขี้ขลาด และน่ารังเกียจ ไม่เพียงแค่พวกเขาขาดพร่องพลังจิตและความแน่วแน่เท่านั้น แต่พวกเขายังได้กลายเป็นโลภมาก โอหัง และเอาแต่ใจตัวเองด้วยเช่นกัน พวกเขาขาดพร่องความแน่วแน่ใดๆ ซึ่งอยู่เหนือตนเองโดยสิ้นเชิง และยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาไม่มีความกล้าหาญแม้แต่น้อยที่จะสลัดการควบคุมของอิทธิพลมืดเหล่านี้ ความคิดและชีวิตของผู้คนนั้นเน่าเปื่อยมาก จนกระทั่งมุมมองของพวกเขาต่อการเชื่อในพระเจ้ายังคงน่าขยะแขยงอย่างไม่สามารถทนได้ และแม้กระทั่งเมื่อผู้คนพูดถึงมุมมองของพวกเขาต่อการเชื่อในพระเจ้า ก็ไม่สามารถทนฟังได้อย่างแน่นอน ผู้คนทั้งหมดล้วนขี้ขลาด ไร้ความสามารถ น่ารังเกียจ และบอบบาง พวกเขาไม่รู้สึกถึงความขยะแขยงที่มีต่อกองกำลังของความมืด และพวกเขาไม่รู้สึกถึงความรักที่มีต่อความสว่างและความจริง แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พวกเขากลับทำอย่างสุดความสามารถที่จะขับไล่สิ่งเหล่านั้น” (“เหตุใดเจ้าจึงไม่เต็มใจที่จะเป็นตัวประกอบเสริมความเด่น?” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) พระวจนะของพระเจ้าอธิบายสถานการณ์ของฉันได้สมบูรณ์แบบเลย! ฉันเจ็บปวดอย่างสาหัส และถึงขั้นต่อต้านการทำหน้าที่ให้ลุล่วง รวมถึงอยากทิ้งหน้าที่และทรยศพระเจ้า เพราะความปรารถนาต่อสถานะของฉันยังไม่ได้รับการตอบสนองไม่ใช่เหรอคะ ตั้งแต่ฉันเข้าร่วมทีม เหตุผลที่ฉันเรียนภาษาอังกฤษอย่างหนักเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพในการทำงาน ก็เพราะฉันอยากพัฒนาตัวเองและเป็นคนที่โดดเด่นในทีม พอเห็นน้องสาวคนใหม่พัฒนาอย่างรวดเร็ว ฉันก็กังวลว่าเธอจะเก่งกว่า และฉันก็จะกลับไปเป็นคนที่ห่วยที่สุดในทีมอีก ฉันหน้าดำคร่ำเครียดกับสถานะทั้งวัน และใช้ชีวิตอย่างทุกข์ระทมที่สุด พอมองดูพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า “ความคิดที่ผู้คนได้พึ่งพาเพื่อการอยู่รอดของพวกเขาได้กัดกร่อนหัวใจของพวกเขาเรื่อยมา” ฉันก็ถามตัวเองว่า “ทำไมฉันถึงมุ่งมั่นเพื่อสถานะ ความคิดอะไรที่ทำให้ฉันทุกข์ใจแบบนี้” มีเพียงหลังการใคร่ครวญพระวจนะของพระเจ้าเท่านั้น ที่ทำให้ฉันตระหนักได้ว่าฉันกำลังใช้ชีวิตตามคติพจน์เยี่ยงซาตาน เช่น “จงโดดเด่นเหนือทุกคนที่เหลือ และจงนำพาเกียรติมาเผื่อบรรพบุรุษของเจ้า” “มนุษย์ดิ้นรนขึ้นสู่ที่สูง น้ำไหลลงสู่ที่ต่ำ” และ “ทั่วทั้งจักรวาลนี้ เราเท่านั้นที่ครองราชย์สูงสุด” ตั้งแต่เล็ก เราถูกสอนจากอาจารย์ว่าต้องเป็นที่หนึ่ง ต้องเก่งที่สุด ฉันมักจะเคารพและอิจฉาเหล่าผู้มีเกียรติและคนที่มีชื่อเสียงมาก และฉันก็อยากเป็นแบบพวกเขา ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ฉันก็อยากให้ผู้คนเคารพนับถือฉันเสมอ และถ้าทุกคนชื่นชม สนับสนุน และยกย่องฉัน ก็จะยิ่งดีเข้าไปอีก ฉันคิดว่านี่คือหนทางในการใช้ชีวิตที่เพลิดเพลินและคุ้มค่า พอฉันไม่ได้รับการชื่นชมและยกย่องจากคนอื่น ชีวิตก็แสนระทม และฉันก็จะรู้สึกแย่ หลังจากเริ่มทำหน้าที่ในพระนิเวศของพระเจ้า ฉันก็ยังไล่ตามสิ่งเหล่านี้ แต่พอฉันไม่ได้เห็นการพัฒนามากนักแม้จะพยายามอย่างเต็มที่แล้ว และไม่ได้รับการยกย่องชื่นชมจากคนอื่น ฉันก็กลายเป็นคนมองโลกในแง่ร้าย หดหู่ และท้อแท้ ถึงขั้นคิดจะทิ้งหน้าที่ของตัวเองและทรยศพระเจ้า ฉันถูกความลุ่มหลงในเกียรติยศกลืนกินจนหมดสิ้น ฉันจะทนทุกข์ต่อความยากลำบากใดๆ และฟาดฟันทุกอย่างเพื่อให้ได้มันมา จนถึงจุดที่โลกทั้งใบของฉันหมุนรอบสิ่งนี้สิ่งเดียว ตอนนั้นเองที่ฉันตระหนักได้ว่า ฉันพยายามมุ่งมั่นในสิ่งที่ผิด ฉันไม่ได้ทำหน้าที่ของตัวเองให้ลุล่วง เพื่อไล่ตามความจริงและตอบแทนความรักของพระเจ้า ฉันแค่ตอบสนองความปรารถนาต่อเกียรติยศและสถานะของตัวเองเท่านั้น

คำวิวรณ์ในพระวจนะของพระเจ้าแสดงให้ฉันเห็นว่า การไล่ตามเสาะหาของฉันนั้นผิดทางยังไง ต่อมา ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนนี้ “สำหรับเจ้าแต่ละคนที่กำลังลุล่วงหน้าที่ ไม่สำคัญว่า เจ้าเข้าใจความจริงอย่างลุ่มลึกเพียงใด หากเจ้าปรารถนาที่จะเข้าสู่ความจริงความเป็นจริง เช่นนั้นแล้ว หนทางที่เรียบง่ายที่สุดที่จะฝึกฝนปฏิบัติก็คือ การคิดถึงผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้าในทุกสิ่งทุกอย่างที่เจ้าทำ และปล่อยมือจากความอยากได้อยากมีอันเห็นแก่ตัวของพวกเจ้า ความตั้งใจแบบปัจเจกบุคคลของเจ้า สิ่งจูงใจทั้งหลาย เกียรติยศชื่อเสียง และสถานะ วางผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้าไว้อันดับแรก—นี่คือน้อยที่สุดแล้วที่เจ้าควรทำ…นอกจากนี้ หากเจ้าสามารถลุล่วงความรับผิดชอบทั้งหลายของเจ้า ปฏิบัติภาระผูกพันและหน้าที่ของเจ้า พักวางความอยากได้อยากมีอันเห็นแก่ตัวของเจ้าไว้ก่อน พักวางความตั้งใจและสิ่งจูงใจทั้งหลายของตัวเจ้าเองไว้ก่อน คำนึงถึงน้ำพระทัยของพระเจ้า และวางผลประโยชน์ของพระเจ้าและพระนิเวศของพระองค์ไว้เป็นอันดับแรก แล้วหลังจากผ่านประสบการณ์กับการนี้ไปสักพัก เจ้าจะรู้สึก ว่านี่คือหนทางที่ดีงามในการดำรงชีวิต  มันเป็นการดำรงชีวิตอยู่อย่างตรงไปตรงมาและซื่อสัตย์ ปราศจากการเป็นบุคคลต่ำช้า หรือไม่มีอะไรดีสักอย่าง และเป็นการดำรงชีวิตอยู่อย่างยุติธรรมและมีเกียรติ มากกว่าการเป็นคนใจแคบหรือใจร้าย เจ้าจะรู้สึกว่านี่คือวิธีที่บุคคลหนึ่งควรดำรงชีวิตและปฏิบัติตน ความพึงปรารถนาภายในหัวใจของเจ้าที่จะสนองผลประโยชน์ของเจ้าเองจะลดลงทีละน้อยๆ” (“จงมอบหัวใจอันแท้จริงของเจ้าแด่พระเจ้า และเจ้าจึงจะสามารถได้มาซึ่งความจริง” ใน บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์) หลังอ่านพระวจนะของพระเจ้า ฉันก็ตระหนักได้ว่าการมีคนมาชื่นชมไม่ได้สำคัญเลย การนบนอบต่ออธิปไตยและแผนการของพระเจ้า การค้ำจุนงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้า ปฏิบัติความจริงและทำหน้าที่ให้ลุล่วง—นี่ต่างหากคือสิ่งที่สำคัญจริงๆ และนี่คือการใช้ชีวิตอย่างเปิดเผยและซื่อสัตย์ หลังจากเข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้าแล้ว ฉันก็รู้สึกถึงการหลุดพ้นที่ยิ่งใหญ่ ฉันยังคงเป็นคนที่ทำงานได้แย่ที่สุดในทีม แต่ฉันไม่รู้สึกแย่กับมันแล้ว และเวลามีบางอย่างมาทำร้ายเกียรติและสถานะของฉัน ฉันก็ไม่ได้อ่อนแอเหมือนเคยแล้ว ฉันจะตั้งใจอธิษฐานต่อพระเจ้าและละทิ้งแรงจูงใจที่ผิดของตัวเอง และฉันก็ตั้งหลักและทำหน้าที่ของตัวเองให้ลุล่วงได้ค่ะ แต่พิษร้ายของซาตานได้ฝังรากลึกอยู่ในตัวฉัน และกลายมาเป็นธรรมชาติจริงๆ ของฉัน แค่ความเข้าใจมันไม่พอให้ถอนรากมันได้ค่ะ ฉันยังต้องได้รับประสบการณ์การพิพากษาและตีสอนให้มากกว่านี้ เพื่อให้ได้รับการชำระให้สะอาดและเปลี่ยนแปลง

ผู้นำทีมของเรามอบหมายให้ซิสเตอร์หลิวและซิสเตอร์จางมาดูแลงานของเรา เพราะทั้งคู่มีชุดทักษะทางวิชาชีพที่แข็งแกร่ง ฉันทั้งอิจฉาและริษยาเลยค่ะ มันดูเหมือนเครื่องหมายแห่งเกียรติยศที่ได้สอนพี่น้องชายหญิงคนอื่น ทำไมฉันถึงเป็นแบบพวกเขาไม่ได้นะ สิ่งเดียวที่ฉันทำได้คือทำงานง่อยๆ ที่ไม่ได้ใช้ทักษะอะไร ต่อมา ฉันได้รับการแนะนำให้ไปทำหน้าที่รดน้ำในทีม คอยช่วยพี่น้องคนอื่นๆ แก้ปัญหาของพวกเขา แต่ฉันไม่ตื่นเต้นกับโอกาสนี้เลย แถมยังดูถูกหน้าที่นี้ด้วยซ้ำ สำหรับฉัน หน้าที่นี้เหมือนจะมอบหมายให้คนที่ไม่มีทักษะที่แท้จริงเท่านั้น ถ้าทีมของเราทำผลงานได้ดี ทุกคนคงบอกว่าเป็นเพราะพี่สาวสองคนนั้นล้วนๆ จะมีใครมาสังเกตเห็นฉันที่ทำงานอยู่เบื้องหลัง คอยสามัคคีธรรมตามความจริงเพื่อแก้ไขปัญหาล่ะ เพราะว่าฉันมีชุดความคิดที่ผิด และไม่ได้รับพระราชกิจแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ ฉันไม่ได้รู้สึกมีแรงจูงใจที่จะทำหน้าที่ให้ลุล่วง และบางครั้งก็คิดกับตัวเองว่า “ทำไมความสามารถของฉันถึงไม่เท่าคนอื่นนะ ฉันเก่งอะไรกันแน่ เมื่อไหร่ฉันจะได้เอาทักษะมาทำให้เห็นอย่างเต็มที่สักที” ฉันค่อยๆ เริ่มต่อต้านและกระวนกระวายขึ้นเรื่อยๆ ในไม่ช้า เวลาซิสเตอร์จางขอให้ฉันช่วยปิดประตูหรือเปิดหน้าต่างตามปกติ ฉันก็รู้สึกเหมือนอารมณ์เสีย ฉันคิดว่า “คุณเป็นผู้เชื่อมานานแค่ไหนกัน ก็แค่เก่งเรื่องทักษะมากกว่าหน่อยเท่านั้น นั่นทำให้คุณมีคุณสมบัติพอจะมาชี้นิ้วสั่งฉันได้แล้วเหรอ” สุดท้ายแล้ว ฉันก็แค่เมินซิสเตอร์จางเวลาเธอพูดกับฉัน บางครั้งเวลาเธอถามคำถามฉัน ฉันก็จะแค่ทำเป็นไม่ได้ยิน ถ้าฉันตอบ ก็จะไม่ตอบให้ดีๆ พอฉันเห็นว่าผลคือเธอรู้สึกอึดอัด ฉันก็รู้สึกแย่ แต่พอเป็นเรื่องของสถานะหรือเกียรติยศ ฉันก็ยังปล่อยให้อารมณ์เข้าครอบงำ

เช้าวันหนึ่ง ฉันเห็นซิสเตอร์หลิวและซิสเตอร์จางออกไปทำงานที่ได้รับมอบหมาย พวกเธอแต่งตัวดีและทันสมัยมาก ฉันเกิดหัวเสียและอิจฉาพวกเธอขึ้นมา ฉันคิดกับตัวเองว่า “พวกเธอเอาเกียรติไปหมด แต่ฉันกลับถูกทิ้งให้กระเสือกกระสนอย่างไร้ค่าอยู่เบื้องหลัง ไม่มีใครเคยรู้ด้วยซ้ำว่าฉันทำงานหนักแค่ไหน…” คืนนั้นพอทั้งคู่กลับมา ทุกคนในทีมของเราต่างรีบวิ่งไปทักทายพวกเธอ และบางคนถึงกับเตรียมอาหารเย็นไว้ให้พวกเธอด้วย ตอนแรก ฉันก็อยากเข้าไปทักทายพวกเธอและถามว่างานเป็นยังไงบ้าง แต่พอฉันเห็นวิธีที่ทุกคนโต้ตอบกับพวกเธอ ฉันก็อิจฉาขึ้นมาอีกและคิดว่า “ยัยสองคนนั้นเอาเกียรติไปหมดอีกแล้ว ทีนี้ฉันยิ่งดูไร้ค่าเข้าไปอีก” พอคิดแบบนั้น ฉันก็หันหลังและเดินกลับห้องทันที ฉันไม่สามารถทำตัวให้สงบลงได้ จึงอธิษฐานต่อพระเจ้า บอกว่า “พระเจ้าที่รัก ความลุ่มหลงในสถานะของข้าพระองค์โผล่หน้าแสนอัปลักษณ์ขึ้นมาอีกแล้ว ข้าพระองค์อยากปล่อยวางความปรารถนาต่อสถานะและเกียรติยศของตัวเอง แต่ก็ทำไม่ได้ ได้โปรดทรงแสดงให้ข้าพระองค์เห็นว่าจะปลดปล่อยตัวเองจากพันธนาการแห่งชื่อเสียงและสถานะได้ยังไงด้วยเถิด”

วันรุ่งขึ้น พี่สาวคนหนึ่งเห็นว่าฉันอยู่ในสภาวะที่ย่ำแย่และได้อ่านบทตอนต่อไปนี้ให้ฉันฟัง “ทันทีที่พูดไพล่ไปถึงตำแหน่ง หน้าตา หรือความมีหน้ามีตา หัวใจของทุกคนโลดเต้นในความคาดหวัง และเจ้าแต่ละคนต้องการที่จะโดดเด่น มีชื่อเสียง และได้รับการระลึกถึงเสมอ  ทุกคนไม่เต็มใจที่จะอ่อนข้อ แทนที่จะเป็นเช่นนั้นกลับปรารถนาอยู่ตลอดเวลาที่จะขับเคี่ยวกัน—แม้ว่า การขับเคี่ยวกันนั้นน่าอึดอัด และไม่ได้รับอนุญาตในพระนิเวศของพระเจ้า  อย่างไรก็ตาม โดยปราศจากการขับเคี่ยวกัน เจ้าก็ยังคงไม่พอใจ เมื่อเจ้าเห็นใครบางคนโดดเด่น เจ้ารู้สึกหวงแหน เกลียดชัง และรู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรม ‘ทำไมฉันถึงไม่สามารถโดดเด่นได้? ทำไมต้องเป็นบุคคลนั้นเสมอที่ได้โดดเด่น และไม่เคยถึงคราวของฉันเลย?’ จากนั้นเจ้าก็รู้สึกถึงความคับแค้นใจบางอย่าง  เจ้าพยายามจะข่มปรามมันไว้ แต่เจ้าก็ทำไม่ได้ เจ้าอธิษฐานต่อพระเจ้าและรู้สึกดีขึ้นชั่วครู่หนึ่ง แต่จากนั้น ทันทีที่เจ้าเผชิญหน้ากับสถานการณ์จำพวกนี้อีกครั้ง เจ้าก็ไม่สามารถเอาชนะมันได้ นี่ไม่ได้เป็นการแสดงตัวของวุฒิภาวะที่ยังเติบโตไม่เต็มวัยหรอกหรือ? การที่บุคคลหนึ่งตกเข้าไปอยู่ในสภาวะเช่นนั้นไม่ใช่กับดักหรอกหรือ? เหล่านี้คือโซ่ตรวนแห่งธรรมชาติอันเสื่อมทรามของซาตานที่ผูกมัดพวกมนุษย์” (“จงมอบหัวใจอันแท้จริงของเจ้าแด่พระเจ้า และเจ้าจึงจะสามารถได้มาซึ่งความจริง” ใน บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์) พระวจนะของพระเจ้าแสดงให้ฉันเห็นว่า ฉันไม่ได้เปลี่ยนสิ่งที่ไล่ตามเลยจริงๆ ฉันยังแสวงหาชื่อเสียง สถานะ และการเหนือกว่าคนอื่น พอถูกสิ่งเหล่านี้ครอบงำ ฉันก็มักต้องการที่จะโดดเด่นและเป็นที่สังเกต และอยากทำหน้าที่ที่สำคัญหรือใช้ทักษะ ฉันคิดว่านี่คือหนทางเดียวที่ฉันจะได้รับการเคารพนับถือจากคนอื่น ได้รับการยอมรับและได้รับพระพรจากพระเจ้าในที่สุด ฉันไม่แยแสกับงานที่คิดว่าไม่สำคัญ และถึงกับมองหน้าที่รดน้ำของตัวเองด้วยความเหยียดหยาม การได้เห็นพี่สาวทั้งสองได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่สำคัญ ขณะที่ฉันได้แค่งานสัพเพเหระที่ไม่เคยมีใครสังเกตเห็น ทำให้ฉันรู้สึกอิจฉาและโกรธเคือง และถึงขั้นพร่ำบ่น ตำหนิพระเจ้าที่ทรงไม่ทำให้ฉันมีความสามารถหรือมีทักษะกว่านี้ ฉันไร้เหตุผลจริงๆ ค่ะ! เพราะความปรารถนาต่อสถานะของฉันยังไม่ได้รับการสนอง ฉันไม่ได้ทุ่มความพยายามให้มากในหน้าที่ และถึงกับระเบิดอารมณ์ใส่พี่สาวทั้งคู่ หรือทำท่ากระฟัดกระเฟียดใส่พวกเธอเพื่อระบายความไม่พอใจของตัวเอง ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเรื่องนี้ทำให้พวกเธออึดอัดและเจ็บปวด ยิ่งทบทวนเรื่องนี้ฉันก็ยิ่งรู้สึกผิด ฉันตระหนักได้ว่าที่ผ่านมาฉันเห็นแก่ตัวและไร้สภาวะความเป็นมนุษย์แค่ไหน

ต่อมา ฉันได้พบพระวจนะของพระเจ้าบทตอนนี้ “ผู้คนต้องการที่จะมีกิตติศัพท์หรือมีความเด่นดัง พวกเขาปรารถนาที่จะได้รับชื่อเสียงและเกียรติยศอันยิ่งใหญ่ และที่จะนำพาเกียรติมาสู่บรรพบุรุษของพวกเขา เหล่านี้คือสิ่งที่เป็นบวกหรือ? เหล่านี้ไม่อยู่ในแนวเดียวกับสิ่งที่เป็นบวกแต่อย่างใดเลย ที่มากกว่านั้นคือ สิ่งเหล่านั้นขัดต่อธรรมบัญญัติแห่งการมีอำนาจครอบครองของพระเจ้าเหนือชะตากรรมของมวลมนุษย์ เหตุใดหรือ เราจึงจะพูดถึงการนั้น?  บุคคลประเภทใดหรือที่พระเจ้าทรงต้องประสงค์? พระองค์ทรงต้องประสงค์บุคคลแห่งความยิ่งใหญ่ คนเด่นคนดัง บุคคลสูงศักดิ์ หรือบุคคลที่กำลังเขย่าโลกใช่หรือไม่? (ไม่) ดังนั้นแล้ว บุคคลประเภทใดเล่าที่พระเจ้าทรงต้องประสงค์? พระองค์ทรงต้องประสงค์บุคคลหนึ่งซึ่งท่าทีต่อชีวิตของเขานั้นปักหลักอยู่กับความเป็นจริง ผู้ซึ่งแสวงหาที่จะเป็นสิ่งทรงสร้างซึ่งมีคุณสมบัติเหมาะสมของพระเจ้า ผู้ซึ่งสามารถลุล่วงหน้าที่ของสิ่งทรงสร้าง และผู้ซึ่งสามารถประมาณตนในฐานะมนุษย์ได้” (“มีเพียงการแสวงหาความจริงและการพึ่งพาพระเจ้าเท่านั้นที่สามารถแก้ไขอุปนิสัยอันเสื่อมทรามได้ “ ใน บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์) เมื่อไตร่ตรองดูตามพระวจนะของพระเจ้า ฉันก็ตระหนักว่าพระเจ้าไม่ได้ทรงต้องการคนที่สูงศักดิ์หรือมีพรสวรรค์เขย่าโลก แต่ทรงต้องการคนถ่อมตัวที่ทำหน้าที่ของตนในฐานะสิ่งทรงสร้างทั้งหลายของพระเจ้าให้ลุล่วงได้ พระเจ้าไม่ได้ประสงค์ให้ฉันมีความสามารถยิ่งใหญ่หรือมีทักษะแบบมืออาชีพที่เหนือชั้น พระองค์ทรงขอให้ฉันยึดที่ของตัวเอง และทำหน้าที่ให้ลุล่วงอย่างดีที่สุดเท่านั้น และนี่คือสิ่งที่ฉันทำได้ค่ะ พระเจ้าทรงมอบความสามารถและพรสวรรค์ที่ต่างกันให้ทุกคน ตราบใดที่เราใช้ความสามารถอย่างเต็มที่ ช่วยเหลือกันและทำงานร่วมกัน เราก็จะทำหน้าที่ของตนให้ลุล่วงและสนองให้พระเจ้าพอพระทัยได้

ฉันยังอ่านพระวจนะเหล่านี้ของพระเจ้าด้วย “เราตัดสินใจเรื่องบั้นปลายของแต่ละบุคคลโดยไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของอายุ ความอาวุโส ปริมาณความทุกข์ และที่น้อยที่สุดคือ ระดับความชวนสังเวชของพวกเขา แต่เป็นไปโดยสอดคล้องกับการที่ว่า พวกเขาครองความจริงหรือไม่  ไม่มีตัวเลือกอื่นนอกจากนี้ พวกเจ้าจำต้องตระหนักว่า ทุกคนที่ไม่ปฏิบัติตามน้ำพระทัยของพระเจ้าจะถูกลงโทษด้วยเช่นกัน นี่คือข้อเท็จจริงซึ่งไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้” (“ตระเตรียมความประพฤติที่ดีงามให้พอเพียงสำหรับบั้นปลายของเจ้า” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) พระเจ้า คือพระเจ้าผู้ทรงชอบธรรม พระเจ้าทรงยกย่องใคร จุดจบและปลายทางที่พระองค์ตั้งไว้สำหรับแต่ละคนคืออะไร ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าพวกเขามีเกียรติหรือมีชื่อเสียงไหม พวกเขามีคนสนับสนุนและเห็นชอบด้วยมากแค่ไหน หรือพวกเขาต้องดึงอะไรมาใช้ กลับกัน ทั้งหมดขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาปฏิบัติความจริง นบนอบต่อพระเจ้า และทำหน้าที่ของตัวเองให้ลุล่วงในฐานะสิ่งทรงสร้างทั้งหลายของพระเจ้าไหม เอาหัวหน้าปุโรหิต ธรรมาจารย์ และพวกฟาริสีเป็นตัวอย่างก็ได้ค่ะ พวกเขามีทั้งสถานะและอิทธิพล มีคนเทิดทูนและทำตามพวกเขามากมาย แต่ตอนที่องค์พระเยซูเจ้าเสด็จมาทรงพระราชกิจ พวกเขาก็ไม่ได้แสวงหาความจริงหรือยอมรับพระราชกิจของพระเจ้าเลย พวกเขาถึงกับกล่าวโทษและต่อต้านองค์พระเยซูเจ้าอย่างบ้าคลั่ง เพื่อปกป้องสถานะและรายได้ของตัวเอง สุดท้ายก็ตรึงพระองค์บนกางเขน และทนทุกข์กับคำสาปแช่งและการลงโทษของพระเจ้า ฉันนึกถึงโนอาห์ด้วย—เขาเชื่อฟังพระเจ้าและนบนอบต่อพระองค์ ขายของมีค่าทั้งหมดเพื่อสร้างเรือ ตอนนั้น ทุกคนต่างก็คิดว่าเขาบ้า แต่เพราะเขาฟังพระเจ้าและเชื่อฟังพระองค์ เขาได้รับการยกย่องจากพระเจ้าและรอดชีวิตจากน้ำท่วม แล้วก็หญิงม่ายผู้ยากจนในพระคัมภีร์ สำหรับคนอื่น สองเหรียญที่เธอมอบให้อาจดูไม่มากมายนัก แต่พระเจ้าก็ทรงยกย่องเธอ เพราะเธอมอบทุกอย่างที่มีให้กับพระเจ้า พอทบทวนเรื่องราวพวกนี้ ฉันก็เห็นว่าพระเจ้าทรงชอบธรรมอย่างแท้จริง พระเจ้าทรงให้ค่าความจริงใจของผู้คน มีเพียงการฟังพระวจนะของพระเจ้า นบนอบต่อพระเจ้า ปฏิบัติพระวจนะของพระเจ้าและทำหน้าที่ของตนให้ลุล่วงในฐานะสิ่งทรงสร้างของพระเจ้าเท่านั้น ที่คนๆ หนึ่งจะใช้ชีวิตที่มีความหมาย การมุ่งมั่นที่จะได้รับการยกย่องจากคนอื่นๆ จะนำให้เราทำเรื่องชั่ว ต่อต้านพระเจ้า และถูกพระองค์ลงโทษเท่านั้น ฉันตระหนักได้ว่า พระเจ้าไม่ได้ทรงจัดการเตรียมการให้ฉันทำหน้าที่ในสภาพแวดล้อมเช่นนั้น เพราะพระองค์ทรงต้องการให้ฉันทนทุกข์หรืออับอาย แต่เพราะพระองค์ทรงมีแผนสำหรับฉัน ฉันแค่หลงใหลสถานะมากเกินไป จึงต้องได้รับประสบการณ์การตีแผ่และถลุงเพื่อให้ได้รู้จักตัวเองอย่างแท้จริง เพื่อละทิ้งโซ่ตรวนแห่งเกียรติยศและสถานะ อีกทั้งใช้ชีวิตที่เป็นอิสระและไม่ถูกจำกัดเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า นี่คือหนทางที่ดีที่สุดสำหรับพระเจ้าในการเปลี่ยนแปลงและชำระฉันให้บริสุทธิ์ มันคือความรักและความรอดของพระเจ้าค่ะ หลังจากนั้น ฉันก็ไม่อยากใช้ชีวิตเพื่อเกียรติยศและสถานะอีกต่อไป ไม่ว่าฉันจะได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ใด ไม่ว่ามันจะต่ำต้อยในสายตาคนอื่นขนาดไหน ฉันก็เต็มใจที่จะนบนอบและทำงานร่วมกับพี่น้องชายหญิง เพื่อทำหน้าที่ของเราให้ลุล่วง

ต่อมา ทีมของฉันต้องการคนออกไปจัดการธุระของคริสตจักร ตอนที่ฉันได้ยินเรื่องนี้ ความปรารถนาในตัวฉันก็เอ่อขึ้นมาอีกครั้ง ฉันคิดว่าฉันน่าจะมีโอกาสได้โอ้อวดตัวเองสักที ขณะที่พี่น้องชายหญิงกำลังตัดสินใจว่าใครจะไป ฉันก็ยังหวังว่าตัวเองจะได้รับเลือก แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจส่งซิสเตอร์หลิวและซิสเตอร์จางไป ฉันรู้สึกผิดหวังนิดหน่อย เหมือนกับฉันไม่เคยมีช่วงเวลาแห่งความสำเร็จเลย ฉันตระหนักได้ว่าฉันกำลังต่อสู้เพื่อชื่อเสียงอีกแล้ว ฉันจึงอธิษฐานต่อพระเจ้าและปล่อยวางแรงจูงใจที่ผิดของตัวเอง ฉันนึกถึงตลอดเวลาที่ผ่านมา ฉันไม่เคยจดจ่อกับงานของตัวเอง แต่กลับเสียเวลาและพลังงานทั้งหมดอันมีค่าไปเพื่อสถานะ และไม่ได้ทำหน้าที่ของตัวเองให้ลุล่วงแม้แต่น้อย ฉันต่อสู้เพื่อสถานะอยู่ทุกวัน มันเป็นความรู้สึกที่เลวร้ายจริงๆ ค่ะ มันรู้สึกเหมือนฉันถูกซาตานหลอก สถานะและเกียรติยศทำอันตรายกับผู้คนได้จริงๆ ที่จริงแล้ว พี่น้องชายหญิงทุกคนในทีมต่างมีทักษะและความสามารถแตกต่างกัน พระเจ้าทรงจัดการเตรียมการให้เรามาทำงานด้วยกัน เพราะพระองค์ทรงต้องการให้แต่ละคนเอาทักษะของตนมาใช้ เรียนรู้และเติมเต็มซึ่งกันและกัน อีกทั้งทำงานร่วมกันให้ดีเพื่อทำหน้าที่ของเราให้ลุล่วง พระเจ้าทรงตัดสินความสามารถและวุฒิภาวะของฉันไว้นานแล้ว ในทีมฉันจะได้รับบทบาทไหน ได้ทำงานอะไร พระเจ้าก็ทรงกำหนดไว้ล่วงหน้าเช่นกัน ฉันจึงควรมีความสุขในจุดที่ตัวเองอยู่ ทำเต็มที่เพื่อให้หน้าที่ลุล่วง และเป็นคนมีสติผู้นบนอบต่อพระเจ้าได้ หลังจากตระหนักเรื่องนี้ได้ ฉันก็รู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาก เมื่อไหร่ที่พี่สาวทั้งสองออกไปทำหน้าที่ ฉันก็จะอธิษฐานให้พวกเขา และทำเต็มที่เพื่อทำงานประจำทั้งหมดให้เสร็จ พี่น้องหญิงคนอื่นๆ จะได้จดจ่อกับการทำหน้าที่ของพวกเธอได้ ฉันยังชี้ชวนให้พี่น้องชายหญิงเข้าร่วมการอุทิศตนทางจิตวิญญาณของพวกเขาด้วย พวกเขาจะได้หาเวลาสำหรับการเข้าสู่ชีวิตนอกจากงานด้วย ตอนที่ฉันเริ่มตั้งใจทำสิ่งต่างๆ ฉันก็รู้สึกมั่นคงและสงบสุขมากขึ้นค่ะ ฉันรู้สึกได้เติบโตใกล้ชิดพระเจ้ามากขึ้น และความสัมพันธ์กับพี่น้องชายหญิงก็เป็นปกติด้วย ฉันไม่ได้ให้ความสำคัญกับเกียรติยศและสถานะมากแล้ว แถมยังเปิดใจมากขึ้นด้วย หัวใจของฉันเปี่ยมด้วยความขอบคุณพระเจ้าสำหรับความเปลี่ยนแปลงเล็กๆ นี้ นี่คือการพิพากษาและตีสอนจากพระวจนะของพระเจ้าที่ปลุกหัวใจฉันให้ตื่น ทำให้ฉันเห็นถึงความว่างเปล่าและความทุกข์ของการแสวงหาสถานะ และช่วยให้ฉันเข้าใจว่ามีเพียงการเชื่อในพระเจ้า การไล่ตามความจริง และทำหน้าที่ของสรรพสิ่งที่ทรงสร้างให้ลุล่วงเท่านั้น ที่ทำให้เราใช้ชีวิตที่มีความหมายได้ค่ะ!

ก่อนหน้า: 36. ปลดเปลื้องจากชื่อเสียงและโชคลาภ

ถัดไป: 38. มองหาอิสรภาพจากสถานะ

พระเจ้าได้เสด็จมาอย่างลับๆ ก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงและได้ทรงสร้างกลุ่มผู้มีชัยชนะขึ้นแล้ว จากนั้น พระเจ้าจะทรงปรากฏอย่างเปิดเผยและทรงให้รางวัลคนดีและลงโทษคนชั่ว คุณต้องการต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าและให้พระเจ้าช่วยให้รอดก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงหรือไม่? อย่าลังเลที่จะติดต่อเราตอนนี้เพื่อหาวิธี

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

75. การทดสอบนี้ของฉัน

โดย Zhongxin, ประเทศจีนพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “กิจการของเรามีมากกว่าจำนวนของเม็ดทรายบนชายหาด...

31. ยึดมั่นในหน้าที่ของฉัน

โดย Yangmu, เกาหลีใต้ฉันเคยรู้สึกอิจฉาเมื่อเห็นพี่น้องชายหญิงแสดง ร้องเพลง และเต้นรำในการสรรเสริญพระเจ้า...

พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์ การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ข้อคัดสรรของพระวจนะแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ 170 หลักธรรมเกี่ยวกับการปฏิบัติความจริง ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า (แก่นสารสำคัญของผู้เชื่อใหม่) คำพยานเกี่ยวกับประสบการณ์ทั้งหลายหน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้