84. ความเชื่อที่ไม่อาจถูกทำลายได้

โดย Meng Yong, ประเทศจีน

ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 2012 พี่น้องชายหญิงหลายคนกับฉันขับรถไปยังสถานที่แห่งหนึ่งเพื่อเผยแผ่ข่าวประเสริฐ และลงเอยด้วยการถูกรายงานโดยผู้คนที่เลว  ไม่นานนักหลังจากนั้น รัฐบาลระดับอำเภอได้เคลื่อนกำลังพลเจ้าหน้าที่จากหน่วยตำรวจอาชญากรรม กองกำลังความมั่นคงแห่งชาติ หน่วยต่อต้านยาเสพติด กองกำลังตำรวจติดอาวุธ และสถานีตำรวจท้องถิ่นในรถตำรวจมากกว่า 10 คันให้วกมาจับกุมพวกเรา  เมื่อพี่น้องชายคนหนึ่งกับฉันกำลังจะขับรถออกไปอยู่พอดี ตำรวจสี่นายก็วิ่งเข้ามาอย่างรวดเร็วและขวางรถของพวกเรา  หนึ่งในบรรดาตำรวจเหล่านั้นดึงกุญแจรถออกไปโดยไม่ปล่อยให้พวกเราพูดสักคำ และสั่งให้พวกเราอยู่ในรถและห้ามขยับตัว  พอดีตอนนั้นฉันเห็นว่าตำรวจเจ็ดหรือแปดคนซึ่งกวัดแกว่งกระบองกำลังทุบตีพี่น้องชายอีกคนอย่างเกรี้ยวกราด และพี่น้องชายคนนั้นก็ได้ถูกทุบตีจนถึงจุดที่เขาไร้ความสามารถที่จะขยับตัวได้ไปแล้ว  ฉันอดไม่ได้ที่จะเต็มไปด้วยความขัดเคืองคับข้องอันชอบธรรม และรีบวิ่งออกจากรถ โดยลองพยายามที่จะหยุดความรุนแรงของพวกเขา แต่ตำรวจก็หน่วงเหนี่ยวฉันไว้  ต่อมา พวกเขานำตัวพวกเราไปยังสถานีตำรวจ และรถของพวกเราก็ถูกยึดไว้

หลังสามทุ่มคืนนั้น ตำรวจอาชญากรรมสองนายก็มาสอบสวนฉัน  เมื่อพวกเขาเห็นว่าพวกเขาไม่สามารถได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์อันใดจากฉันได้เลย พวกเขาก็รู้สึกปั่นป่วนและโมโห ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความโกรธขณะที่พวกเขาสบถว่า “บ้าจริง พวกเราจะจัดการกับแกทีหลัง!”  จากนั้นพวกเขาก็ขังฉันไว้ในห้องรอสอบสวน  ณ เวลา 23:30 น. พวกเขานำตัวฉันเข้าไปในห้องๆ หนึ่งซึ่งไม่มีกล้องเฝ้าระวัง  ฉันมีความรู้สึกว่าพวกเขากำลังจะใช้ความรุนแรงกับฉัน ดังนั้นแล้ว ฉันจึงเริ่มอธิษฐานต่อพระเจ้าซ้ำๆ ในหัวใจของพวกเขา โดยขอร้องให้พระเจ้าทรงอารักขาฉัน  ในเวลานี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจนายหนึ่งซึ่งมีนามสกุลว่าเจี่ย ได้เข้ามาสอบสวนฉันว่า “แกอยู่ในรถโฟล์คสวาเกนเจตตาในช่วงสองสามวันหลังสุดนี้หรือไม่?”  ฉันตอบว่าไม่ และเขาก็ตะโกนอย่างเกรี้ยวกราดว่า “ผู้คนอื่นๆ ได้เห็นแกแล้ว แต่กระนั้นแกยังคงปฏิเสธเรื่องนั้นอีกหรือ?”  หลังจากที่พูดเช่นนั้นแล้ว เขาก็ตบฉันทั้งหน้าอย่างเลวทราม  ทั้งหมดที่ฉันรู้สึกก็คืออาการปวดแสบปวดร้อนที่แก้มของฉัน  จากนั้นเขาก็คำรามอย่างดังว่า “ลองมาดูสิว่าแกจะอึดสักแค่ไหนกัน!”  เขาหยิบเข็มขัดกว้างเส้นหนึ่งขึ้นมาขณะที่เขาพูดและฟาดมันไปทั่วหน้าของฉันไม่หยุด ฉันไม่รู้ว่าฉันโดนฟาดไปกี่ครั้ง แต่ฉันก็อดไม่ได้ที่จะร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดครั้งแล้วครั้งเล่า  เมื่อได้เห็นการนี้ พวกเขาก็ดึงเข็มขัดรอบๆ ปากของฉัน  แล้วตำรวจสองสามนายก็วางผ้าห่มคลุมเตียงไว้บนตัวฉัน ก่อนที่จะทุบตีฉันอย่างเกรี้ยวกราดด้วยกระบองของพวกเขา โดยหยุดเมื่อพวกเขาเหนื่อยเกินไปที่จะกลั้นหายใจเท่านั้น  ฉันได้ถูกทุบตีอย่างแย่มากจนกระทั่งศีรษะของฉันหมุนติ้ว และร่างกายของฉันก็เจ็บปวดเหมือนว่ากระดูกทุกชิ้นได้กระจัดกระจายออกจากกัน  ในเวลานั้นฉันไม่รู้ว่าเหตุใดพวกเขาจึงซ้อมฉันในหนทางนี้ แต่ต่อมาฉันได้ค้นพบว่า พวกเขาได้วางผ้าคลุมเตียงบนตัวฉันเพื่อกันไม่ให้การทุบตีนั้นทิ้งรอยไว้บนเนื้อตัวของฉัน  การนำฉันไปไว้ในห้องซึ่งไม่มีการเฝ้าระวัง การอุดปากฉัน และการคลุมตัวฉันด้วยผ้าคลุมเตียง—ทั้งหมดนั้นก็เพราะพวกเขากลัวว่าความประพฤติชั่วของพวกเขาจะถูกเปิดโปง  ตำรวจพรรคคอมมิวนิสต์จีนคิดคดทรยศและเลวทรามยิ่งนัก!  เมื่อพวกเขาทั้งสี่คนเหนื่อยจากการทุบตีฉัน พวกเขาก็เปลี่ยนไปใช้อีกวิธีหนึ่งในการทรมานฉัน กล่าวคือ ตำรวจสองนายบิดมือของฉันข้างหนึ่งไปข้างหลังและดึงมันขึ้นข้างบนอย่างแรง ในขณะที่ตำรวจอีกสองนายยกมืออีกข้างของฉันขึ้นเหนือไหล่ไปด้านหลังและดึงมันลงมาอย่างแรง  (พวกเขาเรียกวิธีการทรมานชนิดนี้ว่า “การแบกดาบไว้บนหลัง” ซึ่งบุคคลทั่วไปจะไม่มีความสามารถที่จะสู้ทนได้แต่อย่างใดเลย)  แต่มือทั้งสองข้างของฉันไม่สามารถถูกดึงเข้าด้วยกันได้ไม่ว่าจะทำอย่างไร ดังนั้นแล้ว พวกเขาจึงดันหัวเข่าอันเลวทรามเข้ามาในแขนของฉัน  ทั้งหมดที่ฉันได้ยินคือ “เสียงดังคลิก” และแขนทั้งสองข้างของฉันก็รู้สึกเหมือนว่าถูกฉีกออกจากกัน  มันเจ็บปวดมากจนกระทั่งฉันเกือบจะหมดอายุ  ใช้เวลาไม่นานเลยที่ฉันจะสูญเสียความรู้สึกสัมผัสในมือทั้งสองข้างของฉัน  นี่ยังคงไม่พอที่พวกเขาจะล้มเลิก ดังนั้นแล้ว พวกเขาจึงสั่งให้ฉันคุกเข่าลงเพื่อให้ความทุกข์ของฉันเพิ่มขึ้นอีก  ฉันเจ็บปวดมากจนกระทั่งร่างกายทั้งร่างของฉันเหงื่อแตกซิก ศีรษะของฉันอื้ออึง และความรู้สึกตัวของฉันก็เริ่มที่จะพร่ามัวเล็กน้อย  ฉันคิดว่า “ตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้ในชีวิตของฉัน ฉันไม่เคยได้มีความรู้สึกของการที่ไร้ความสามารถที่จะควบคุมความรู้สึกตัวของฉันเองได้  ฉันกำลังจะตายหรือนี่?”  ต่อมา ฉันไม่สามารถรับมันได้อีกต่อไปจริงๆ ดังนั้นแล้ว ฉันจึงคิดถึงการแสวงหาการบรรเทาโดยผ่านทางความตาย  ในชั่วขณะนั้น พระวจนะของพระเจ้าได้ให้ความรู้แจ้งแก่ฉันจากภายใน ความว่า “วันนี้ ผู้คนส่วนใหญ่ไม่มีความรู้นั้น  พวกเขาเชื่อว่าความทุกข์นั้นปราศจากคุณค่า…ความทุกข์ของผู้คนบางคนไปถึงจุดขีดสุด และความคิดของพวกเขาหันเข้าหาความตาย  นี่มิใช่ความรักที่แท้จริงต่อพระเจ้า ผู้คนเช่นนั้นเป็นคนขลาด พวกเขาไม่มีความเพียรพยายาม พวกเขาอ่อนแอและไร้กำลัง!” (“เจ้าสามารถรู้จักความดีงามของพระเจ้าได้โดยการรับประสบการณ์กับการทดสอบอันแสนเจ็บปวดเท่านั้น” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)  พระวจนะของพระเจ้าได้ทำให้ฉันตื่นขึ้นในทันใดและตระหนักว่า หนทางเกี่ยวกับการคิดของฉันไม่อยู่ในแนวเดียวกันกับน้ำพระทัยของพระเจ้า และมีแต่จะทำให้พระเจ้าทรงเศร้าและทรงผิดหวังเท่านั้น  เพราะท่ามกลางความเจ็บปวดและความทุกข์ลำบากนี้ สิ่งซึ่งพระเจ้าทรงต้องประสงค์จะทอดพระเนตร ไม่ใช่การที่ฉันแสวงหาความตาย แต่เป็นการที่ฉันสามารถพึ่งพาการทรงนำของพระเจ้าในการสู้รบกับซาตาน ในการเป็นพยานให้พระเจ้า และทำให้ซาตานอับอายและปราชัยได้  การแสวงหาความตายคงจะเป็นการตกลงสู่กลอุบายของซาตาน และนั่นจะไม่สามารถพิจารณาได้ว่าเป็นการเป็นพยานต่อพระเจ้า แต่จะกลายเป็นเครื่องหมายแห่งความอับอายแทน  หลังจากที่เข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้า ฉันก็อธิษฐานต่อพระเจ้าอย่างเงียบๆ ว่า “โอ พระเจ้า!  ความเป็นจริงได้แสดงให้เห็นแล้วว่าธรรมชาติของข้าพระองค์อ่อนแอเกินไป  ข้าพระองค์ไม่มีเจตจำนงและความกล้าที่จะทนทุกข์เพื่อพระองค์ และต้องการที่จะตายเพียงเพราะความเจ็บปวดทางกายภาพเล็กน้อย  ตอนนี้ข้าพระองค์ไม่ต้องการที่จะหลีกหนีมัน และข้าพระองค์ต้องยืนหยัดเป็นพยานและทำให้พระองค์พึงพอพระทัย ไม่สำคัญว่าข้าพระองค์จำเป็นที่จะต้องสู้ทนความทุกข์มากเพียงใด  แต่ในเวลานี้ ร่างกายของข้าพระองค์อยู่ในความเจ็บปวดสุดขั้วและอ่อนแอ และข้าพระองค์รู้ว่า เป็นการลำบากยากเย็นอย่างยิ่งที่จะเอาชนะการทุบตีของปีศาจเหล่านั้นด้วยตัวข้าพระองค์  ขอทรงโปรดมอบความมั่นใจและเรี่ยวแรงแก่ข้าพระองค์ เพื่อที่ข้าพระองค์จะสามารถพึ่งพาพระองค์ได้ในการที่จะทำให้ซาตานปราชัย  ข้าพระองค์สาบานด้วยชีวิตของข้าพระองค์ว่า ข้าพระองค์จะไม่ทรยศพระองค์หรือขายบรรดาพี่น้องชายหญิงของข้าพระองค์”  ขณะที่ฉันอธิษฐานซ้ำๆ ต่อพระเจ้า หัวใจของฉันก็กลายเป็นสงบอย่างช้าๆ  ตำรวจชั่วเห็นว่าฉันแทบจะไม่หายใจ และกลัวว่าพวกเขาจะจำเป็นที่จะต้องแบกรับความรับผิดชอบหากฉันตาย ดังนั้นแล้ว พวกเขาจึงมาปลดกุญแจมือฉัน  แต่มือของฉันแข็งทื่อไปแล้ว และกุญแจข้อมือนั้นก็แน่นมากจนกระทั่งยากลำบากเป็นอย่างยิ่งที่จะปลดออก  ตำรวจชั่วทั้งสี่คนใช้เวลาหลายนาทีในการปลดกุญแจมือก่อนที่จะลากฉันกลับไปยังห้องรอสอบสวน

บ่ายวันต่อมา ตำรวจก็ตั้งข้อหา “ความผิดอาญา” กับฉันโดยตามอำเภอใจ และนำตัวฉันกลับไปที่บ้านของฉันเพื่อตรวจค้นบ้าน และแล้วก็ส่งฉันไปยังสถานกักกัน  ทันทีที่ฉันเข้าสู่สถานกักกัน เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์สี่นายก็ยึดเสื้อแจ็คเก็ตบุผ้าฝ้าย กางเกง รองเท้าบูท และนาฬิกาของฉันไป ตลอดจนเงินสด 1,300 หยวนที่ฉันมีติดตัว  พวกเขาให้ฉันเปลี่ยนไปสวมเครื่องแบบเรือนจำมาตรฐานของพวกเขา และบังคับให้ฉันใช้เงิน 200 หยวนซื้อผ้าคลุมเตียงจากพวกเขา  หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ก็ขังฉันไว้ร่วมกับโจร ฆาตกร ผู้ข่มขืนกระทำชำเรา และผู้ลักลอบขนยาเสพติด  เมื่อฉันเข้าสู่ห้องขังของฉัน ฉันเห็นนักโทษหัวล้านมองดูฉันด้วยความไม่เป็นมิตร  บรรยากาศนั้นมืดมัวและน่าหวาดกลัว และฉันก็รู้สึกว่าหัวใจของฉันจู่ๆ ก็ขึ้นมาจุกอยู่ที่คอของฉัน  หัวหน้าสองคนของห้องขังเดินเข้ามาหาฉันและถามว่า “แกเข้ามาอยู่ในนี้ด้วยข้อหาอะไร?  ฉันพูดว่า “การเผยแผ่ข่าวประเสริฐ”  โดยที่ไม่มีคำพูดอื่น หนึ่งในสองคนนั้นก็ตบหน้าฉันสองครั้ง และพูดว่า “แกเป็นหัวศาสนาใช่ไหม?”  นักโทษคนอื่นๆ ทั้งหมดเริ่มหัวเราะอย่างป่าเถื่อนและเย้ยหยันฉันโดยพูดว่า “ทำไมแกไม่ปล่อยให้พระเจ้าของแกช่วยกู้แกจากที่นี่ล่ะ?”  ท่ามกลางการเหน็บแนมและการเยาะเย้ยถากถาง หัวหน้าห้องขังก็ตบหน้าฉันอีกสองสามครั้ง  ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา พวกเขาก็ตั้งชื่อเล่นให้ฉันว่า “หัวศาสนา” และดูหมิ่นและเย้ยหยันฉันบ่อยๆ  หัวหน้าห้องขังอีกคนเห็นรองเท้าแตะที่ฉันสวมอยู่และตะโกนขึ้นอย่างโอหังว่า “แกไม่รู้จักที่ของแกเลยแม้แต่น้อย  แกควรค่าที่จะสวมร้องเท้าเหล่านี้หรือ?  ถอดมันออกซะ!”  ขณะที่เขาพูดเช่นนั้น เขาก็บังคับให้ฉันถอดรองเท้าออกและเปลี่ยนไปสวมรองเท้าแตะที่ขาดแล้วของพวกเขา  พวกเขายังเอาผ้าคลุมเตียงของฉันให้นักโทษคนอื่นๆ ไปด้วยเช่นกัน  นักโทษเหล่านั้นต่อสู้กันไปมาเพื่อผ้าคลุมเตียงของฉัน และในที่สุดแล้วก็ทิ้งผ้าคลุมเตียงเก่าๆ ผืนหนึ่งซึ่งบาง ขาดวิ่น สกปรก และมีกลิ่นไว้ให้ฉัน  เมื่อถูกเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ยุยง นักโทษเหล่านี้ก็ให้ฉันอยู่ภายใต้ความยากลำบากและการทรมานทุกประเภท  ไฟนั้นเปิดอยู่เสมอในห้องขังในตอนกลางคืน แต่หัวหน้าห้องของคนหนึ่งพูดกับฉันด้วยรอยยิ้มกว้างที่ชั่วว่า “ปิดไฟดวงนั้นให้ฉันหน่อย”  เนื่องจากฉันไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ (ไม่มีแม้กระทั่งสวิตช์) พวกเขาจึงเริ่มหัวเราะฉันและเย้ยหยันฉันอีก  วันถัดมา นักโทษเด็กสองสามคนบังคับให้ฉันยืนในมุมๆ หนึ่งและจดจำกฎเกณฑ์ของเรือนจำ โดยข่มขู่ว่า “แกจะได้รับมันแน่หากแกไม่จดจำมันให้ได้ภายในสองวัน!”  ฉันอดไม่ได้ที่จะหวาดกลัว และยิ่งฉันคิดเกี่ยวกับสิ่งซึ่งฉันได้ก้าวผ่านในสองสามวันหลังมานี้มากขึ้นเท่าใด ฉันก็ยิ่งกลายเป็นตกใจกลัวมากขึ้นเท่านั้น  ดังนั้นแล้ว ฉันจึงร้องเรียกพระเจ้าและขอร้องเรื่อยไปให้พระองค์ทรงอารักขาฉัน เพื่อที่ฉันจะสามารถเอาชนะการนั้นได้  ณ ชั่วขณะนี้ ฉันได้คิดถึงเพลงสรรเสริญเพลงหนึ่งของพระวจนะของพระเจ้า ที่ว่า “เมื่อบททดสอบเกิดขึ้น เจ้ายังคงสามารถรักพระเจ้าได้  ไม่ว่าเจ้าเผชิญหน้าห้องขังหรืออาการป่วย การเยาะเย้ยถากถางหรือการใส่ร้ายป้ายสี หรือดูเหมือนว่าไม่มีทางออกเลย เจ้ายังคงสามารถรักพระเจ้าได้ การนี้ย่อมจะหมายความว่า หัวใจของเจ้าได้หันมาหาพระเจ้าแล้ว” (“เมื่อเจ้าเปิดหัวใจของเจ้าให้พระเจ้า” ใน ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ)  พระวจนะของพระเจ้าได้มอบพละกำลังให้ฉันและได้ชี้ชัดถึงเส้นทางเพื่อให้ฉันปฏิบัติ—การเสาะแสวงที่จะรักพระเจ้า และการหันหัวใจของฉันหาพระเจ้า!  ในชั่วขณะนั้น จู่ๆ ก็กลับกลายเป็นชัดเจนมากในหัวใจของฉันว่า การที่พระเจ้าทรงอนุญาตให้ความทุกข์นี้บังเกิดกับฉัน ไม่ใช่เป็นการทรมานฉันหรือตั้งใจทำให้ฉันทนทุกข์ แต่เป็นการฝึกฝนฉันให้หันหัวใจของฉันหาพระเจ้าในสภาพแวดล้อมเช่นนั้น เพื่อที่ฉันจะสามารถต้านทานการควบคุมของอิทธิพลมืดของซาตานได้ และเพื่อที่หัวใจของฉันจะยังคงสามารถอยู่ใกล้พระเจ้าและรักพระเจ้าได้ โดยไม่มีวันร้องทุกข์คร่ำครวญ ยอมรับและเชื่อฟังการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระเจ้าเสมอ  ด้วยการนี้อยู่ในจิตใจของฉัน ฉันจึงไม่กลัวอีกต่อไป  ไม่สำคัญว่าตำรวจและนักโทษข่มขู่ฉันอย่างไร ทั้งหมดที่ฉันจะใส่ใจก็คือ การมอบตัวฉันเองแด่พระเจ้า  ฉันจะไม่มีวันยอมอ่อนข้อให้ซาตานเป็นอันขาด

ชีวิตในคุกในทางที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงก็คือนรกบนแผ่นดินโลก  ผู้คุมเรือนจำหาหนทางที่จะทรมานฉันได้อยู่เรื่อยๆ กล่าวคือ  เมื่อฉันกำลังนอนหลับตอนกลางคืน นักโทษคนอื่นๆ จะเบียดเสียดฉันจนฉันแทบจะไม่สามารถพลิกตัวได้ และพวกเขาก็ทำให้ฉันนอนพิงโถส้วม  หลังจากถูกจับ ฉันไม่ได้นอนหลับเป็นเวลาหลายวัน และกลายเป็นง่วงนอนมากเสียจนฉันไม่สามารถทนได้ และจะงีบหลับไป  นักโทษที่อยู่เวรซึ่งกำลังยืนยามอยู่จะมารังควานฉัน ตั้งใจเคาะศีรษะฉันจนกระทั่งฉันตื่นขึ้นก่อนที่พวกเขาจะจากไป  มีนักโทษคนหนึ่งซึ่งจงใจปลุกฉันให้ตื่น และลองพยายามที่จะเอาชุดชั้นในสำหรับหน้าหนาวของฉันไป  หลังอาหารเช้าของวันถัดไป หัวหน้าห้องขังเรียกร้องให้ฉันถูพื้นทุกวัน  วันเวลาเหล่านี้เป็นวันที่หนาวเย็นที่สุดของปี และไม่มีน้ำร้อนเลย ดังนั้นแล้ว ฉันจึงสามารถใช้ได้เพียงน้ำเย็นเท่านั้นกับผ้าที่ใช้ทำความสะอาด  หัวหน้าห้องขังยังสั่งให้ฉันถูอย่างนี้ทุกวันอีกด้วย  จากนั้น โจรซึ่งถูกตัดสินว่าผิดแล้วหลายคนได้ทำให้ฉันจดจำกฎเกณฑ์ของคุก  หากฉันไม่สามารถจดจำกฎเกณฑ์เหล่านี้ได้ พวกเขาจะต่อยและเตะฉัน การถูกตบหน้านั้นเกิดขึ้นบ่อยกว่าเสียด้วยซ้ำ  เมื่อเผชิญหน้าสภาพแวดล้อมเช่นนั้น ฉันรู้สึกน่าเวทนาเป็นอย่างมาก  ตอนกลางคืน ฉันดึงผ้าคลุมเตียงของฉันไว้เหนือศีรษะของฉัน และอธิษฐานอย่างเงียบๆ ว่า “โอ พระเจ้า พระองค์ได้ทรงอนุญาตให้สภาพแวดล้อมนี้บังเกิดกับข้าพระองค์ ดังนั้นแล้ว เจตนารมณ์อันดีงามของพระองค์ต้องอยู่ในที่นั้น  ขอทรงโปรดเปิดเผยเจตนารมณ์ของพระองค์แก่ข้าพระองค์”  ณ ชั่วขณะนั้น พระวจนะของพระเจ้าก็ให้ความรู้แจ้งแก่ฉันว่า “เราเลื่อมใสดอกลิลลี่ที่กำลังเบ่งบานบนเนินเขาทั้งหลาย ดอกไม้และต้นหญ้าทอดยาวไปตามลาดเขา แต่ดอกลิลลี่เพิ่มความมันวาวให้กับสง่าราศีของเราบนแผ่นดินโลกก่อนการมาถึงของฤดูใบไม้ผลิ—มนุษย์สามารถสัมฤทธิ์สิ่งเหล่านี้ได้หรือ?  เขาจะสามารถเป็นพยานให้เราบนแผ่นดินโลกก่อนการกลับมาของเราได้หรือ?  เขาจะสามารถทุ่มเทอุทิศตัวเขาเองเพื่อประโยชน์แห่งนามของเราในประเทศของพญานาคใหญ่สีแดงได้หรือ?” (“บทที่ 34” ของ พระวจนะของพระเจ้าถึงทั้งจักรวาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)  ใช่แล้ว ดอกไม้และหญ้าและฉันล้วนแต่เป็นสรรพสิ่งที่ทรงสร้างของพระเจ้า  พระเจ้าได้ทรงสร้างพวกเราเพื่อสำแดงพระองค์ เพื่อถวายพระเกียรติแด่พระองค์  ดอกลิลลี่มีความสามารถที่จะเพิ่มความรุ่งโรจน์ให้พระสิริของพระเจ้าบนแผ่นดินโลก ก่อนที่ฤดูใบไม้ผลิจะมาถึง ซึ่งหมายความว่า พวกมันได้ลุล่วงความรับผิดชอบของพวกมันในฐานะสรรพสิ่งที่ทรงสร้างของพระเจ้าแล้ว  หน้าที่ของฉันวันนี้คือการเชื่อฟังการจัดการเตรียมการของพระเจ้า และการเป็นพยานให้พระเจ้าต่อหน้าซาตาน  การสู้ทนความทุกข์และการดูหมิ่นทั้งหมดนี้ในตอนนี้ ไม่ใช่เพราะฉันได้ทำการล่วงเกิน แต่เป็นไปเพื่อเห็นแก่ประโยชน์ของพระนามของพระเจ้า  การสู้ทนความทุกข์นี้รุ่งโรจน์  ยิ่งซาตานดูหมิ่นฉันมากขึ้นเท่าใด ฉันก็ยิ่งจำเป็นที่จะต้องยืนข้างพระเจ้าและรักพระเจ้ามากขึ้นเท่านั้น  ในหนทางนั้น พระเจ้าทรงสามารถได้รับพระสิริได้ และฉันก็คงจะได้ลุล่วงหน้าที่ซึ่งฉันควรได้ลุล่วงไปแล้ว  ตราบเท่าที่พระเจ้าทรงมีความสุขและพอพระทัย หัวใจของฉันก็จะรับสิ่งชูใจด้วยเช่นกัน  ฉันเต็มใจที่จะสู้ทนความทุกข์สุดท้ายเพื่อทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัย และนบนอบต่อการจัดการเตรียมการของพระเจ้าในทุกสรรพสิ่ง  เมื่อฉันเริ่มที่จะคิดในหนทางนี้ ฉันรู้สึกได้รับการดลใจเป็นพิเศษในหัวใจของฉัน และไร้ความสามารถที่จะควบคุมน้ำตาของฉันได้อีกครั้ง  ฉันอธิษฐานต่อพระเจ้าอย่างเงียบๆ ว่า “โอ พระเจ้า พระองค์ทรงควรค่าแก่ความรักอย่างแท้จริง!  ข้าพระองค์ได้ติดตามพระองค์มาเป็นเวลาหลายปีเหลือเกิน แต่ข้าพระองค์ไม่เคยได้รู้สึกถึงการรักใคร่เอ็นดูอันอ่อนโยนของพระองค์ดังเช่นที่ข้าพระองค์มีในวันนี้ หรือได้รู้สึกใกล้ชิดพระองค์อย่างที่ข้าพระองค์รู้สึกในวันนี้เลย”  ข้าพระองค์ลืมความทุกข์ของข้าพระองค์เองอย่างครบบริบูรณ์ และกลายเป็นจมอยู่ในความรู้สึกอันเป็นการดลใจนี้เป็นเวลายาวนาน...

อุณหภูมินั้นต่ำมากในวันที่หกในสถานกักกัน  เนื่องจากตำรวจชั่วได้ยึดเสื้อโค้ทบุฝ้ายของฉันไป ฉันจึงสวมเพียงแค่ชุดชั้นในสำหรับหน้าหนาวชุดหนึ่งเท่านั้น และลงเอยด้วยการเป็นหวัด  ฉันมีไข้สูงและไม่สามารถหยุดไอได้เช่นกัน  ตอนกลางคืน ฉันห่อตัวเองอยู่ในผ้าคลุมเตียงขาดๆ โดยสู้ทนความทรมานจากโรคภัยไข้เจ็บ ในขณะที่ยังคิดเกี่ยวกับการปฏิบัติไม่ดีและการทารุณกรรมอันไม่รู้จบของบรรดานักโทษที่ทำกับฉันด้วยเช่นกัน  ฉันรู้สึกอ้างว้างวังเวงและไร้หนทางเป็นอย่างยิ่ง  พอดีกับที่ความระทมทุกข์ของฉันไปถึงขอบข่ายเฉพาะหนึ่ง ฉันคิดถึงการอธิษฐานอันจริงแท้และจริงใจเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าของเปโตร ความว่า “หากพระองค์ทรงมอบความเจ็บป่วยให้ข้าพระองค์และทรงนำอิสรภาพของข้าพระองค์ไป ข้าพระองค์สามารถมีชีวิตอยู่ต่อได้ แต่หากการตีสอนและการพิพากษาของพระองค์กำลังจะจากข้าพระองค์ไปตลอดกาล ข้าพระองค์คงจะสิ้นหนทางที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป หากข้าพระองค์ได้อยู่มาโดยปราศจากการตีสอนและการพิพากษาของพระองค์ ข้าพระองค์คงจะได้สูญเสียความรักของพระองค์ไปแล้ว ความรักซึ่งลึกซึ้งสำหรับข้าพระองค์เกินกว่าที่จะกล่าวออกมาเป็นคำพูดได้  เมื่อปราศจากความรักของพระองค์ ข้าพระองค์จะมีชีวิตอยู่ภายใต้แดนครอบครองของซาตาน และคงจะไม่สามารถมองเห็นพระพักตร์อันรุ่งโรจน์ของพระองค์ได้  ข้าพระองค์จะสามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างไรเล่า?”  (“ประสบการณ์ของเปโตร: ความรู้ของเขาเกี่ยวกับการตีสอนและการพิพากษา” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)  พระวจนะเหล่านี้มอบความเชื่อและเรี่ยวแรงแก่ฉัน  เปโตรไม่ได้คิดถึงความทุกข์ทางกายภาพเลย  สิ่งที่เขาหวงแหนราวสมบัติล้ำค่า สิ่งที่เขาใส่ใจจริงๆ คือการพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้า  สิ่งที่เขาไล่ตามเสาะหาคือการได้รับประสบการณ์กับการพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้า เพื่อที่เขาจะสามารถได้รับการชำระให้สะอาดและในท้ายที่สุดแล้วสัมฤทธิ์ความเชื่อฟังได้แม้ถึงขั้นต้องตาย และความรักสูงสุดสำหรับพระเจ้า  ฉันรู้ว่าฉันจำเป็นที่จะต้องรับเอาการไล่ตามเสาะหาอย่างเดียวกับเปโตรไปใช้ ว่าพระเจ้าได้ทรงอนุญาตให้ฉันถูกวางไว้ในสถานการณ์นั้น  ถึงแม้ว่าฉันกำลังได้รับประสบการณ์กับความทุกข์ทางกายภาพอยู่ แต่เป็นความรักของพระเจ้านั่นเองที่พานพบฉัน  พระเจ้าทรงต้องประสงค์ที่จะทำให้ความเชื่อของฉันและความแน่วแน่ของฉันเพียบพร้อมในการเผชิญหน้ากับความทุกข์  ฉันได้รับการดลใจจริงๆ ทันทีที่ฉันได้เข้าใจเจตนารมณ์อันจริงจังตั้งใจของพระเจ้า และฉันเกลียดชังที่ฉันไม่เด็ดเดี่ยวเหลือเกิน ที่ฉันเห็นแก่ตัวเหลือเกิน  ฉันรู้สึกว่าฉันติดค้างหนี้พระเจ้าจำนวนมหาศาลด้วยเหตุที่ไม่คำนึงถึงน้ำพระทัยของพระองค์ และฉันสาบานว่า ไม่สำคัญว่าความทุกข์ของฉันใหญ่หลวงเพียงใด ฉันจะยืนหยัดเป็นพยานและทำให้พระองค์พึงพอพระทัย  วันถัดมา ไข้ที่สูงของฉันก็ลดลงอย่างน่าอัศจรรย์  ฉันกล่าวคำขอบคุณแด่พระเจ้าในหัวใจของฉัน

คืนหนึ่ง พ่อค้ารายหนึ่งมาที่หน้าต่าง และหัวหน้าห้องขังก็ซื้อแฮม เนื้อสุนัข น่องไก่จำนวนมาก และอื่นๆ อีกมากมาย  สุดท้ายแล้ว เขาก็สั่งให้ฉันจ่าย  ฉันพูดว่าฉันไม่มีเงิน ดังนั้นแล้ว เขาจึงพูดอย่างเลวทรามว่า “หากแกไม่มีเงิน ฉันจะทรมานแกอย่างช้าๆ!”  วันถัดมา เขาให้ฉันซักผ้าปูที่นอน เสื้อผ้า และถุงเท้า  เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ในสถานกักกันยังให้ฉันซักถุงเท้าของพวกเขาด้วยเช่นกัน  ในสถานที่กักกัน ฉันจำเป็นที่จะต้องสู้ทนการทุบตีของพวกเขาเกือบจะทุกวัน  เมื่อใดก็ตามที่ฉันไม่สามารถทนได้อีกต่อไป ฉันจะคิดถึงพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า “ในระหว่างเวลาของเจ้าบนแผ่นดินโลก เจ้าต้องทำหน้าที่สุดท้ายของเจ้าเพื่อพระเจ้า  ในอดีต เปโตรได้ถูกตรึงกางเขนโดยห้อยหัวลงเพื่อประโยชน์แห่งพระเจ้า แต่เจ้าควรทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยในบทอวสาน และใช้พลังงานทั้งหมดของเจ้าให้หมดไปเพื่อประโยชน์ของพระองค์  สิ่งมีชีวิตที่ทรงสร้างสามารถทำสิ่งใดในพระนามของพระเจ้าได้?  เพราะฉะนั้น เจ้าควรยอมถวายตัวเจ้าเองต่อพระเจ้าโดยเร็วแทนที่จะเป็นภายหลัง เพื่อให้พระองค์ทรงจัดการกับเจ้าตามที่พระองค์ทรงปรารถนา  ตราบเท่าที่มันทำให้พระเจ้าทรงมีความสุขและพอพระทัย ตราบนั้นก็ปล่อยให้พระองค์ทรงทำตามที่พระองค์ทรงประสงค์กับเจ้า  พวกมนุษย์มีสิทธิอันใดที่จะกล่าวคำร้องทุกข์เล่า?” (“บทที่ 41” ของ การตีความความล้ำลึกต่าง ๆ แห่งพระวจนะของพระเจ้าถึงทั้งจักรวาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)  พระวจนะของพระเจ้าได้มอบพละกำลังให้ฉัน  ถึงแม้ว่าบางครั้งฉันจะยังคงตกอยู่ภายใต้การโจมตี การทารุณกรรม การกล่าวโทษ และการทุบตีจากบรรดานักโทษ แต่ด้วยการทรงนำของพระวจนะของพระเจ้า ฉันได้รับการชูใจอยู่ภายในและไม่ได้รู้สึกเต็มไปด้วยความเจ็บปวดอีกต่อไป 

ครั้งหนึ่ง เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์นายหนึ่งนำตัวฉันไปยังสำนักงานของพวกเขา  ฉันเห็นผู้คนมากกว่าสิบสองคนจ้องฉันด้วยท่าทางประหลาด  หนึ่งในบรรดาผู้คนเหล่านี้ถือกล้องวิดีโอตรงหน้าฉันทางซ้ายมือของฉัน ในขณะที่อีกคนหนึ่งเดินเข้ามาหาฉันพร้อมด้วยไมโครโฟน และถามว่า “เหตุใดคุณจึงเชื่อในพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์?”  นั่นเป็นเวลาที่ฉันตระหนักว่านี่เป็นการสัมภาษณ์ของสื่อ ดังนั้นแล้ว ฉันจึงตอบไปด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตนอันภาคภูมิใจว่า “ตั้งแต่ที่ฉันยังเล็ก ฉันได้ตกอยู่ภายใต้การรังแกและความเย็นชาของผู้คนบ่อยครั้ง และฉันก็ได้เห็นผู้คนหลอกลวงกันและกันและฉวยโอกาสซึ่งกันและกัน  ฉันรู้สึกว่าสังคมนี้มืดมนเกินไป เต็มไปด้วยอันตรายเกินไป ผู้คนดำรงชีวิตที่ว่างเปล่าและไร้หนทาง โดยไม่มีสิ่งใดให้มองไปข้างหน้าและไม่มีเป้าหมายในชีวิตเลย  ต่อมา เมื่อใครคนหนึ่งประกาศข่าวประเสริฐของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์กับฉัน ฉันจึงเริ่มเชื่อในข่าวประเสริฐนั้น  หลังจากที่เชื่อในพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ฉันได้รู้สึกว่าผู้เชื่อคนอื่นๆ ปฏิบัติต่อฉันดังเช่นครอบครัว  ไม่มีใครในคริสตจักรแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์วางแผนร้ายกับฉัน  ทุกคนเปี่ยมความเข้าใจและใส่ใจต่อกัน  พวกเขาดูแลเอาใจใส่กันและกัน และไม่กลัวที่จะพูดสิ่งซึ่งอยู่ในจิตใจของพวกเขา  ในพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ฉันได้พบจุดประสงค์และค่านิยมของชีวิต  ฉันคิดว่าการที่เชื่อในพระเจ้านั้นดีงามพอดู”  แล้วผู้สื่อข่าวคนนั้นก็ถามว่า “คุณรู้ไหมว่าทำไมคุณถึงมาอยู่ที่นี่?  ฉันตอบไปว่า “ตั้งแต่ที่เชื่อในพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ฉันก็ใส่ใจเกี่ยวกับชื่อและผลประโยชน์ทางโลกน้อยลง และฉันก็รู้สึกว่าสิ่งเหล่านี้ว่างเปล่าและไร้ความหมาย  ฉันสามารถดำรงชีวิตในหนทางที่ชอบธรรมได้ ก็ต่อเมื่อฉันสามารถเป็นบุคคลที่ดีและใช้เส้นทางที่ถูกต้องได้  หัวใจของฉันกำลังหันเข้าหาความใจดีมีเมตตายิ่งขึ้นเรื่อยๆ และฉันก็เต็มใจยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ที่จะเป็นบุคคลที่ดี  เมื่อได้เห็นว่า พระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ สามารถเปลี่ยนผู้คนได้อย่างแท้จริงและนำทางผู้คนให้ใช้เส้นทางที่ถูกต้องได้อย่างไรนั้น ฉันจึงคิดว่า หากมวลมนุษย์ทั้งปวงสามารถเชื่อในพระเจ้าได้ เช่นนั้นแล้ว ประเทศของพวกเราก็คงจะเป็นระเบียบเรียบร้อยกว่านี้มาก และอัตราอาชญากรรมก็คงจะลดลง  ดังนั้นแล้ว ฉันจึงตัดสินใจที่จะบอกข่าวดีนี้แก่ผู้คนอื่นๆ แต่ฉันไม่เคยได้รู้ว่า ความประพฤติดีเช่นนั้นจะถูกสั่งห้ามในประเทศจีน  และดังนั้นแล้ว ฉันจึงถูกจับกุมและถูกนำตัวมาที่นี่”  ผู้สื่อข่าวคนนั้นเห็นว่าคำตอบของฉันไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อพวกเขา ดังนั้นแล้ว เขาจึงหยุดการสัมภาษณ์ทันทีแล้วก็จากไป  ณ ชั่วขณะนั้น รองหัวหน้ากองกำลังความมั่นคงแห่งชาติก็โกรธมากเสียจนเขากระทืบเท้าของเขาไม่หยุด  เขาจ้องฉันอย่างเลวทราม โดยขบเขี้ยวเคี้ยวฟันของเขาและกระซิบว่า “แกคอยดูก็แล้วกัน!”  แต่ฉันไม่ได้กลัวคำขู่หรือการข่มขู่ของเขาเลยแม้แต่น้อย  ในทางตรงกันข้าม ฉันรู้สึกเป็นเกียรติอย่างลึกซึ้งที่ได้มีความสามารถที่จะเป็นพยานให้พระเจ้าในโอกาสเช่นนั้น และที่มากกว่านั้นคือ ฉันได้มอบพระสิริแด่พระเจ้าสำหรับการยกย่องพระนามของพระเจ้าและการทำให้ซาตานปราชัย 

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งดูแลรับผิดชอบกรณีของฉันก็สอบสวนฉันอีก  ครั้งนี้ เขาไม่ได้ใช้การทรมานในการลองพยายามที่จะบังคับให้สารภาพ และแทนที่จะเป็นเช่นนั้นกลับเปลี่ยนไปเป็นการใช้ใบหน้า “ใจดีมีเมตตา” ในการถามฉันว่า “ใครคือผู้นำของแก?  ฉันจะให้โอกาสแกอีกครั้ง  หากแกบอกพวกเรา แกก็จะไม่เป็นอะไร  ฉันจะแสดงให้แกเห็นความปรานีอันยิ่งใหญ่  อันที่จริงแล้วแกไร้ความผิด แต่ผู้คนอื่นๆ หักหลังแก  ดังนั้นแล้ว จะแก้ตัวแทนพวกเขาไปทำไมกัน?  แกดูเหมือนว่าเป็นคนดีจริงๆ  จะมอบชีวิตของแกเพื่อพวกเขาไปทำไมกัน?  หากแกบอกพวกเรา แกก็สามารถกลับบ้านได้  จะอยู่ที่นี่และทนทุกข์ไปทำไมกัน?”  คนหน้าซื่อใจคดสองหน้าเหล่านี้เห็นว่าแนวทางอันรุนแรงนั้นไม่ได้ผล ดังนั้นแล้ว พวกเขาจึงตัดสินใจที่จะลองพยายามแนวทางอันนุ่มนวล  พวกเขาเต็มเปี่ยมไปด้วยเล่ห์กลฉลาดแกมโกงและเป็นปรมาจารย์ด้านการวางแผนการและการหลอกใช้!  ใบหน้าแบบหน้าซื่อใจคดนั้นของเขา เติมหัวใจของฉันให้เต็มไปด้วยความเกลียดชังที่มีให้กับปีศาจฝูงนี้  ฉันพูดกับเขาว่า “ฉันได้บอกทุกสิ่งทุกอย่างที่ฉันรู้กับคุณไปแล้ว  ฉันไม่รู้อะไรอื่นอีก”  เขาเห็นจุดยืนอันเด็ดเดี่ยวของฉัน และเห็นว่าเขาไม่สามารถได้อะไรจากฉันเลย เขาเดินจากไปอย่างห่อเหี่ยว

หลังจากถูกกักตัวไว้ที่สถานกักกันเป็นเวลาครึ่งเดือน ฉันก็ได้รับการปล่อยตัวเพียงภายหลังจากที่ตำรวจขอให้ครอบครัวของฉันจ่ายเงิน 8,000 หยวนเป็นเงินพันธบัตรแล้วเท่านั้น  แต่พวกเขาเตือนฉันไม่ให้ไปไหน และว่าฉันต้องอยู่บ้านและรับรองว่าต้องพร้อมเมื่อเรียกหา  ต่อมา พรรคคอมมิวนิสต์จีนก็ตัดสินลงโทษฉันให้ได้รับโทษจำคุกกำหนดเวลาแน่นอนหนึ่งปี โดยรอลงอาญาไว้สองปี ด้วยข้อกล่าวหาว่า “รบกวนความสงบเรียบร้อยของสังคม” ซึ่งไม่มีเหตุผลรองรับ

หลังจากได้รับประสบการณ์กับการข่มเหงและความทุกข์ลำบากนี้ ฉันมีความเข้าใจและสามารถหยั่งรู้ถึงใบหน้าเยี่ยงปีศาจและแก่นแท้ชั่วของพรรคคอมมิวนิสต์อเทวนิยมแห่งประเทศจีน และได้พัฒนาความเกลียดชังอันฝังลึกที่มีต่อพรรคนี้  พรรคนี้ใช้ความรุนแรงและคำโกหกเพื่อปกป้องสถานภาพของความมีอำนาจเหนือของพรรคเอง พรรคนี้ปราบปรามและข่มเหงผู้คนซึ่งเชื่อในพระเจ้าอย่างบ้าคลั่ง  พรรคนี้ใช้เล่ห์กลทุกอย่างในตำราเพื่อขัดขวางและทำให้พระราชกิจของพระเจ้าบนแผ่นดินโลกหยุดชะงัก และเกลียดชังความจริงถึงขีดสุด  พรรคนี้เป็นศัตรูตัวฉกาจที่สุดของพระเจ้า และยังเป็นศัตรูของคนเหล่านั้นในบรรดาพวกเราซึ่งเป็นผู้เชื่อด้วยเช่นกัน  หลังจากก้าวผ่านความทุกข์ลำบากนี้ ฉันสามารถเห็นได้ว่า พระวจนะของพระเจ้าเท่านั้นสามารถนำพาชีวิตมาสู่ผู้คนได้  เมื่อฉันสิ้นหวังที่สุดหรือใกล้ตาย เป็นพระวจนะของพระเจ้านั่นเองที่ได้มอบความเชื่อและกำลังใจให้ฉัน และได้เปิดโอกาสให้ฉันยึดมั่นในชีวิตอย่างมุ่งมั่นไม่ท้อถอย  ขอขอบคุณพระเจ้าที่ได้ทรงอารักขาฉันให้ผ่านพ้นวันอันมืดมนที่สุดและลำบากยากเย็นที่สุด  ความรักของพระองค์ที่มีให้ฉันยิ่งใหญ่เกินไป!

ก่อนหน้า: 83. ได้รับชัยชนะโดยผ่านทางการทดลองของซาตาน

ถัดไป: 85. ช่วงเวลาแห่งการทรมานอย่างโหดเหี้ยมทารุณ

พระเจ้าได้เสด็จมาอย่างลับๆ ก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงและได้ทรงสร้างกลุ่มผู้มีชัยชนะขึ้นแล้ว จากนั้น พระเจ้าจะทรงปรากฏอย่างเปิดเผยและทรงให้รางวัลคนดีและลงโทษคนชั่ว คุณต้องการต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าและให้พระเจ้าช่วยให้รอดก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงหรือไม่? อย่าลังเลที่จะติดต่อเราตอนนี้เพื่อหาวิธี

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

27. คนเราควรเคารพหน้าที่ของตัวเองอย่างไร

โดย Zheng Ye, เกาหลีใต้ไม่นานหลังจากมาเป็นผู้เชื่อ ผมสังเกตว่าพี่น้องชายหญิงที่เป็นผู้นำในขณะนั้นจัดการชุมนุมและสามัคคีธรรมถึงความจริงบ่อยๆ...

31. ยึดมั่นในหน้าที่ของฉัน

โดย Yangmu, เกาหลีใต้ฉันเคยรู้สึกอิจฉาเมื่อเห็นพี่น้องชายหญิงแสดง ร้องเพลง และเต้นรำในการสรรเสริญพระเจ้า...

43. เมื่อปล่อยวางความเห็นแก่ตัว ฉันจึงเป็นอิสระ

โดย Xiaowei, ประเทศจีนพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ในอุปนิสัยของผู้คนปกตินั้นไม่มีความคดโกงหรือการหลอกลวง ผู้คนมีสัมพันธภาพปกติต่อกัน...

พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์ การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ข้อคัดสรรของพระวจนะแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ 170 หลักธรรมเกี่ยวกับการปฏิบัติความจริง ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า (แก่นสารสำคัญของผู้เชื่อใหม่) คำพยานเกี่ยวกับประสบการณ์ทั้งหลายหน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้