การตักเตือนสามประการ

ในฐานะผู้เชื่อในพระเจ้า เจ้าควรจงรักภักดีต่อพระองค์แต่เพียงผู้เดียวในทุกเรื่อง และสามารถทำตามเจตนารมณ์ของพระองค์ได้ในทุกเรื่อง  ถึงกระนั้น แม้ทุกคนจะเข้าใจข้อความนี้ แต่ด้วยความลำบากยากเย็นจิปาถะของมนุษย์—ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ความไร้เหตุผล และความเสื่อมทรามของเขา เป็นต้น—ความจริงเหล่านี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ปรากฏชัดและเป็นพื้นฐานที่สุดในบรรดาทั้งหมด จึงไม่ปรากฏเป็นหลักฐานอยู่ภายในตัวเขาอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ และดังนั้น ก่อนที่บทอวสานของพวกเจ้าจะมาถึงอย่างถาวร เราควรบอกบางสิ่งบางอย่างที่สำคัญที่สุดแก่พวกเจ้าเสียก่อน  ก่อนที่เราจะพูดต่อ อันดับแรก พวกเจ้าจะต้องเข้าใจในสิ่งนี้ว่า วาจาที่เรากล่าวนั้นเป็นความจริงซึ่งมุ่งตรงไปที่มวลมนุษย์ทั้งปวง มันไม่ได้ถูกกล่าวระบุถึงบุคคลหนึ่งหรือบุคคลชนิดหนึ่งโดยเฉพาะ  เพราะฉะนั้น พวกเจ้าจึงควรจดจ่ออยู่กับการทำความเข้าใจวจนะของเราจากจุดยืนของความจริง และจะต้องมีท่าทีที่ไม่แบ่งปันความสนใจและความจริงใจไปทางอื่น จะต้องไม่เพิกเฉยต่อวาจาหรือความจริงที่เรากล่าวแม้แต่คำเดียว และจะต้องไม่ปฏิบัติต่อวาจาทั้งหมดที่เรากล่าวอย่างไม่ใส่ใจจริงจัง  ในชีวิตของพวกเจ้า เราได้เห็นว่า พวกเจ้าได้ทำอะไรไปมากมายที่ไม่เกี่ยวข้องกับความจริง และดังนั้น เราขอสั่งอย่างเฉพาะเจาะจง ให้พวกเจ้ากลายมาเป็นผู้รับใช้ความจริง ให้เจ้าไม่ตกไปเป็นทาสของความเลวและความอัปลักษณ์ และให้เจ้าไม่เหยียบย่ำความจริงหรือทำให้มุมใดของพระนิเวศของพระเจ้ามัวหมอง  นี่คือการตักเตือนที่เรามีต่อพวกเจ้า  บัดนี้ เราจะกล่าวถึงหัวข้อของวันนี้

ประการแรก เพื่อชะตากรรมของพวกเจ้าเอง พวกเจ้าควรสัมฤทธิ์การเป็นคนที่พระเจ้าทรงยอมรับ  กล่าวคือ ในเมื่อพวกเจ้ายอมรับว่าตนเองเป็นสมาชิกในพระนิเวศของพระเจ้า เช่นนั้นพวกเจ้าก็ควรทำให้พระเจ้าสบายพระทัยในทุกๆ ด้าน และทำให้พระองค์พอพระทัยในทุกๆ สิ่ง—ซึ่งหมายความว่าพวกเจ้าต้องกระทำการตามหลักธรรมและตามความจริง  ถ้าเจ้าทำดังนี้ไม่ได้ เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็จะเป็นที่รังเกียจเดียดฉันท์ของพระเจ้า และถูกทุกคนปฏิเสธด้วยความดูหมิ่น  เมื่อเจ้าตกอยู่ในสภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกเช่นนี้ ก็ไม่อาจนับได้ว่าเจ้าเป็นสมาชิกแห่งพระนิเวศของพระเจ้า ซึ่งหมายถึงการไม่เป็นที่ยอมรับของพระเจ้าโดยแท้

ประการที่สอง พวกเจ้าควรรู้ว่าพระเจ้าโปรดผู้ที่มีความซื่อสัตย์  พระเจ้าทรงมีแก่นแท้ของความสัตย์ซื่อ ดังนั้น พระวจนะของพระองค์จึงเชื่อถือได้เสมอ นอกจากนี้ การกระทำของพระองค์นั้นไร้ข้อผิดพลาดและไม่มีข้อสงสัย นี่คือสาเหตุที่พระเจ้าโปรดคนที่ซื่อสัตย์กับพระองค์อย่างแท้จริง  ความซื่อสัตย์หมายถึงการถวายหัวใจของพวกเจ้าให้แก่พระเจ้า ไม่เทียมเท็จต่อพระเจ้าไม่ว่าในเรื่องใด เปิดใจต่อพระองค์ในทุกสิ่ง ไม่เคยซ่อนเร้นข้อเท็จจริงเลย ไม่พยายามหลอกลวงคนที่อยู่เหนือเจ้าและไม่พยายามซ่อนเร้นสิ่งใดจากคนที่อยู่ต่ำกว่าเจ้า และไม่ทำสิ่งที่เป็นเพียงความพยายามที่จะประจบประแจงเพื่อให้พระเจ้าโปรดตน  กล่าวสั้นๆ ก็คือ การซื่อสัตย์คือการกระทำและคำพูดที่บริสุทธิ์ ไม่หลอกลวงทั้งพระเจ้าและมนุษย์  สิ่งที่เรากล่าวถึงนั้นเรียบง่ายมาก แต่กลับยากลำบากสำหรับพวกเจ้าเป็นทวีคูณ  ผู้คนมากมายยอมถูกโยนลงนรกมากกว่าที่จะพูดและกระทำการด้วยความซื่อสัตย์  จึงไม่น่าประหลาดใจเลยที่เราเตรียมวิธีอีกแบบไว้จัดการคนที่ไม่ซื่อสัตย์  แน่นอน เรารู้ดีทีเดียวว่าการเป็นคนซื่อสัตย์นั้นยากเย็นเพียงใดสำหรับพวกเจ้า  เพราะพวกเจ้าล้วน “ฉลาดแยบยล” เหลือเกิน เก่งมากในเรื่องการประเมินวัดหัวใจของคนที่สูงส่งตามวิธีคิดที่ต่ำต้อยของตนเอง นี่ทำให้งานของเราง่ายขึ้นมาก  และเนื่องจากพวกเจ้าแต่ละคนล้วนกกกอดความลับไว้แนบอก เช่นนั้นแล้ว เราจะส่งพวกเจ้าไปสู่ความวิบัติทีละคน ให้ถูกไฟ “สั่งสอน” หลังจากนั้น พวกเจ้าจะได้เชื่อในวจนะของเราอย่างแน่วแน่  ท้ายที่สุด เราจะเค้นเอาคำว่า “พระเจ้าคือพระเจ้าผู้สัตย์ซื่อ” ออกมาจากปากของพวกเจ้า หลังจากนั้น พวกเจ้าจะตีอกชกหัวและคร่ำครวญว่า “หัวใจของมนุษย์ช่างหลอกลวงนัก!”  สภาวะจิตใจของพวกเจ้าเวลานั้นจะเป็นเช่นใด?  เจ้าจะไม่หลงระเริงด้วยความทะนงตนเช่นในเวลานี้อย่างแน่นอน!  และนับประสาอะไรที่เจ้าจะมีความ “ลุ่มลึกและยากที่จะเข้าใจ” ดังที่เป็นอยู่ในตอนนี้  ในการสถิตของพระเจ้านั้น บางคนก็สงบเสงี่ยมสำรวมไปเสียทุกเรื่อง รวมทั้ง “ประพฤติตัวดี” เป็นพิเศษ แต่พวกเขากลับแยกเขี้ยวและกางกรงเล็บในการสถิตของพระวิญญาณ  พวกเจ้าจะนับผู้คนแบบนี้ว่าอยู่ในหมู่คนซื่อสัตย์อย่างนั้นหรือ?  หากเจ้าเป็นคนประเภทหน้าซื่อใจคดคนหนึ่ง เป็นใครบางคนที่มีทักษะใน “สัมพันธภาพระหว่างบุคคล” เมื่อนั้นเราพูดเลยว่า เจ้าคือใครบางคนที่ช่างพยายามล้อเล่นกับพระเจ้าโดยแน่แท้  หากคำพูดของเจ้าพรุนไปด้วยข้อแก้ตัวกับเหตุผลข้ออ้างที่ไร้คุณค่า เช่นนั้นแล้วเราพูดเลยว่า เจ้าคือใครบางคนที่ไม่เต็มใจนำความจริงมาปฏิบัติ  หากเจ้ามีเรื่องส่วนตัวมากมายซึ่งยากที่จะพูดถึง หากเจ้าไม่ชอบอย่างมากในการนำความลับของเจ้า—ความลำบากยากเย็นของเจ้า—มาตีแผ่ต่อหน้าผู้อื่นเพื่อแสวงหาหนทางแห่งความสว่าง เช่นนั้นแล้วเราพูดเลยว่า เจ้าคือใครบางคนที่จะประสบความลำบากยากเย็นใหญ่หลวงในการบรรลุความรอด และเป็นผู้ที่จะประสบความลำบากยากเย็นในการโผล่พ้นจากความมืดมิด  หากเจ้าเพลิดเพลินกับการแสวงหาหนทางแห่งความจริงอย่างแท้จริง เช่นนั้นแล้วเจ้าก็คือใครบางคนที่อาศัยอยู่ในความสว่างตลอดเวลา  หากเจ้าเปรมปรีดิ์มากเหลือเกินที่ได้เป็นคนรับใช้ในพระนิเวศของพระเจ้า ทำงานอย่างขยันขันแข็งและมีมโนธรรมอยู่เพียงเบื้องหลังไม่เสนอหน้า เป็นผู้ให้เสมอและไม่เคยเป็นผู้รับเลย เช่นนั้นแล้วเราพูดเลยว่า เจ้าคือวิสุทธิชนผู้จงรักภักดี เพราะเจ้าไม่แสวงหาบำเหน็จ และพากเพียรที่จะเป็นบุคคลที่ซื่อสัตย์คนหนึ่ง  หากเจ้าเต็มใจที่จะเป็นคนซื่อตรงเปิดเผย หากเจ้าเต็มใจที่จะทุ่มเทอุทิศตัวเจ้า หากเจ้าสามารถพลีอุทิศชีวิตของเจ้าเพื่อพระเจ้า และยึดมั่นในคำพยานของเจ้า และหากเจ้ามีความซื่อสัตย์จนถึงจุดที่เจ้ารู้เพียงการทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัย และไม่คิดถึงตัวเองหรือเอาเป็นของตัวเองเช่นนั้นแล้วเราพูดเลยว่า ผู้คนเช่นนั้นคือบรรดาผู้ที่ได้รับการบำรุงเลี้ยงในความสว่าง และเป็นผู้ที่จะดำรงชีวิตอยู่ตลอดกาลในราชอาณาจักร  เจ้าควรรู้ว่า มีความเชื่อที่แท้จริงและความจงรักภักดีที่แท้จริงอยู่ภายในตัวเจ้าหรือไม่ เจ้ามีบันทึกของการทนทุกข์เพื่อพระเจ้าหรือไม่ และรู้ว่า เจ้ามีการนบนอบพระเจ้าโดยสิ้นเชิงหรือไม่  หากเจ้าไม่มีสิ่งเหล่านี้ เช่นนั้นความเป็นกบฏ การหลอกลวง ความโลภ และการพร่ำบ่นก็จะยังคงอยู่ภายในตัวเจ้า  เนื่องจากหัวใจของเจ้าไม่ซื่อสัตย์ เจ้าจึงไม่เคยได้รับการโปรดปรานจากพระเจ้า และไม่เคยดำรงชีวิตอยู่ในความสว่างเลย  ชะตากรรมของคนเราจะลงเอยอย่างไรในท้ายที่สุดนั้นขึ้นอยู่กับว่าพวกเขามีหัวใจที่ซื่อสัตย์และเป็นสีแดงฉานหรือไม่ และพวกเขามีดวงจิตที่บริสุทธิ์หรือไม่  หากเจ้าเป็นใครสักคนที่ไม่ซื่อสัตย์อย่างยิ่ง เป็นคนที่มีหัวใจที่เต็มไปด้วยความมุ่งร้าย เป็นคนที่ดวงจิตไม่สะอาด เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็มั่นใจได้เลยว่าจะลงเอยในสถานที่ที่มนุษย์ถูกลงโทษ ตามที่ถูกเขียนไว้ในบันทึกชะตากรรมของเจ้า  หากเจ้ากล่าวอ้างว่าตัวเองซื่อสัตย์อย่างยิ่ง แต่กลับไม่เคยปฏิบัติตนอย่างสอดคล้องกับความจริงหรือกล่าวคำพูดที่เป็นความจริงสำเร็จแม้แต่คำเดียว เช่นนั้นเจ้ายังคงรอคอยให้พระเจ้าทรงประทานรางวัลเจ้าอยู่อีกหรือ?  เจ้ายังคงหวังให้พระเจ้าคำนึงถึงเจ้าดั่งแก้วตาดวงใจของพระองค์อีกหรือ?  การคิดเช่นนั้นไม่น่าขันหรอกหรือ?  เจ้าหลอกลวงพระเจ้าในทุกสิ่ง แล้วพระนิเวศของพระเจ้าจะให้ที่พักแก่คนมือไม่สะอาดอย่างเจ้าได้อย่างไร?

ประการที่สามที่เราต้องการบอกพวกเจ้ามีดังนี้คือ ระหว่างที่ดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อในพระเจ้า ทุกคนล้วนทำสิ่งที่ต่อต้านและหลอกลวงพระเจ้ากันทั้งนั้น  บางอย่างก็ไม่จำเป็นต้องบันทึกว่าเป็นข้อเสีย แต่บางอย่างก็ไม่อาจให้อภัยได้ เพราะมีการกระทำมากมายที่ละเมิดกฎการปกครอง—เป็นการกระทำที่ล่วงเกินอุปนิสัยของพระเจ้า  หลายคนที่กังวลเกี่ยวกับชะตากรรมของตนเองอาจตั้งคำถามว่าการกระทำเหล่านี้มีอะไรบ้าง  พวกเจ้าควรรู้ว่าพวกเจ้านั้นโอหังและหยิ่งผยองโดยธรรมชาติ และไม่เต็มใจที่จะนบนอบข้อเท็จจริง  ด้วยเหตุนี้หลังจากที่พวกเจ้าทบทวนตัวเองแล้ว เราย่อมจะบอกกล่าวพวกเจ้าไปทีละน้อย  เราขอเตือนสติพวกเจ้าว่าจงพยายามอย่างแท้จริงที่จะทำความเข้าใจเนื้อหาของกฎการปกครอง และอุตสาหะที่จะทำความรู้จักอุปนิสัยของพระเจ้า  หาไม่แล้ว พวกเจ้าย่อมจะปิดปากตัวเองให้สนิทได้ยาก ตวัดลิ้นพูดจาตามสบายกันเกินไป เจ้าจะพร่ำพูดเรื่องที่ฟังดูสูงส่ง ล่วงเกินอุปนิสัยของพระเจ้าและถลำเข้าสู่ความมืดมิดโดยไม่รู้ตัว สูญเสียการสถิตของพระวิญญาณบริสุทธิ์และความสว่าง  ด้วยเหตุที่พวกเจ้าไม่มีหลักธรรมเวลากระทำการ กลับทำและพูดสิ่งที่ไม่ควร เจ้าย่อมจะได้รับการลงทัณฑ์อย่างสาสม  เจ้าควรรู้ว่าแม้เจ้าจะไร้หลักธรรมในวาจาและการกระทำ แต่พระเจ้าทรงมีหลักธรรมอย่างยิ่งทั้งในพระวจนะและการกระทำ  สาเหตุที่เจ้าได้รับการลงทัณฑ์ก็เพราะเจ้าล่วงเกินพระเจ้าไปแล้ว ไม่ใช่ล่วงเกินคนคนหนึ่ง  ในชีวิตของเจ้า ถ้าเจ้าล่วงเกินอุปนิสัยของพระเจ้าหลายครั้ง เช่นนั้นเจ้าก็ไม่แคล้วที่จะกลายเป็นบุตรนรก  สำหรับมนุษย์แล้ว อาจปรากฏเหมือนว่า เจ้าแค่ได้กระทำความประพฤติที่ไม่ลงรอยกับความจริงไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้นและไม่ได้มีอะไรมากกว่านั้น  เจ้าได้ตระหนักรู้หรือไม่ว่า ไม่ว่าอย่างไรในสายพระเนตรของพระเจ้า เจ้าได้กลายเป็นใครบางคนที่ไม่มีเครื่องบูชาลบล้างบาปจะมอบให้อีกแล้ว  เพราะเจ้าได้ฝ่าฝืนกฎการบริหารปกครองของพระเจ้าเกินกว่าหนึ่งครั้ง และยิ่งไปกว่านั้น ยังไม่ได้แสดงสัญญาณของการกลับใจใหม่เลย ไม่มีตัวช่วยอื่นอีกแล้วสำหรับเจ้า มีก็แต่การดิ่งพรวดลงสู่นรกที่ซึ่งพระเจ้าจะทำการลงโทษมนุษย์เท่านั้นเอง ผู้คนจำนวนน้อยนิดได้กระทำความประพฤติบางอย่างที่ฝ่าฝืนหลักธรรมทั้งหลายในขณะที่กำลังติดตามพระเจ้า แต่หลังจากถูกตัดแต่งและได้รับการทรงนำแล้ว พวกเขาก็ค่อยๆ ค้นพบความเสื่อมทรามของตนเอง หลังจากนั้นจึงเข้าสู่ร่องครรลองที่ถูกต้องของความเป็นจริง และพวกเขายังคงยืนหยัดได้อย่างมั่นคงในปัจจุบัน  ผู้คนเช่นนั้นคือพวกที่จะคงอยู่ในตอนสุดท้าย  กระนั้น ผู้ที่เราต้องการคือคนที่ซื่อสัตย์ ถ้าเจ้าเป็นคนที่ซื่อสัตย์ และเป็นคนหนึ่งที่กระทำการตามหลักธรรม เจ้าก็สามารถเป็นคนสนิทของพระเจ้า  ถ้าในการกระทำของเจ้า เจ้าไม่ได้ล่วงเกินอุปนิสัยของพระเจ้า กลับแสวงหาพระประสงค์ของพระเจ้า และมีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้า เช่นนั้นแล้ว ความเชื่อของเจ้าก็ได้มาตรฐาน  ผู้ใดก็ตามที่ไม่ยำเกรงพระเจ้าและไม่มีหัวใจที่สั่นรัวด้วยความสยองขวัญนั้นมีแววสูงมากที่จะฝ่าฝืนกฎการบริหารปกครองของพระเจ้า  หลายคนรับใช้พระเจ้าด้วยจุดแข็งของความปรารถนาอันแรงกล้าของพวกเขา แต่ไม่มีความเข้าใจในประกาศกฤษฎีกาบริหารของพระเจ้าเลย ที่ยิ่งน้อยกว่านั้นก็คือ ความเฉลียวใจอันใดต่อการแสดงนัยแห่งพระวจนะของพระองค์ และดังนั้น ด้วยเจตนาดีของพวกเขา บ่อยครั้งที่พวกเขาลงเอยตรงการทำสิ่งทั้งหลายซึ่งเป็นการรบกวนการบริหารจัดการของพระเจ้า  ในกรณีที่รุนแรง พวกเขาจะถูกขับไล่ออกจากพระนิเวศของพระเจ้า ถูกตัดขาดจากโอกาสอันใดในภายภาคหน้าที่จะได้ติดตามพระองค์ และถูกขับลงสู่นรก ความเกี่ยวข้องสัมพันธ์ทั้งหมดที่มีต่อพระนิเวศของพระเจ้าเป็นอันจบสิ้นลง  ผู้คนเหล่านี้ทำงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้าด้วยจุดแข็งของเจตนาดีแบบรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และจบลงด้วยการสร้างโทสะให้กับพระอุปนิสัยของพระเจ้า  ผู้คนนำพาหนทางของการรับใช้พวกข้าราชการและบรรดาเจ้านายทั้งหลายมาใช้ในพระนิเวศของพระเจ้า และพยายามที่จะทำให้หนทางเหล่านั้นเข้ามามีบทบาท โดยการคิดอย่างไร้ประโยชน์ว่า หนทางเหล่านั้นจะสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับที่นี่ได้อย่างง่ายดายโดยไม่ต้องใช้ความพยายาม  พวกเขาไม่เคยจินตนาการว่าพระเจ้ามิได้มีพระอุปนิสัยของลูกแกะ แต่เป็นอุปนิสัยของราชสีห์  เพราะฉะนั้น บรรดาผู้ที่มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับพระเจ้าเป็นครั้งแรกจึงไม่สามารถสื่อสารกับพระองค์ได้เลย ด้วยพระหฤทัยของพระเจ้านั้นไม่เหมือนหัวใจมนุษย์  เฉพาะหลังจากที่เจ้าเข้าใจความจริงหลากหลายประการแล้วเท่านั้น เจ้าจึงสามารถมารู้จักพระเจ้ามากขึ้นอย่างต่อเนื่อง  ความรู้นี้ไม่ได้ประกอบไปด้วยพระวจนะหรือคำสอนทั้งหลาย แต่ก็สามารถนำไปใช้เป็นเสมือนขุมทรัพย์ที่จะเป็นวิถีทางให้เจ้าได้เข้าไปสู่ความไว้ใจใกล้ชิดกับพระเจ้า และใช้เป็นสิ่งพิสูจน์ว่า พระองค์ทรงปีติยินดีในตัวเจ้า  หากเจ้าขาดพร่องความเป็นจริงของความรู้ และไม่มีความจริงติดตัว เช่นนั้นแล้ว การปรนนิบัติอันเปี่ยมปรารถนาอย่างแรงกล้าของเจ้าย่อมทำได้เพียงนำความเกลียดและความชิงชังจากพระเจ้ามาสู่ตัวเจ้า  มาจนบัดนี้ เจ้าควรคิดได้แล้วว่า การเชื่อในพระเจ้าไม่มีอะไรที่เหมือนกับการศึกษาในวิชาเทววิทยาเลย!

แม้ว่า วจนะทั้งหลายที่เราใช้ตักเตือนพวกเจ้านั้นเป็นแบบสังเขป แต่ทั้งหมดที่เราได้บรรยายไปนั้นก็เป็นสิ่งที่กำลังขาดพร่องมากที่สุดในตัวพวกเจ้า  เจ้าควรรู้ว่า สิ่งที่เราพูดถึงในตอนนี้นั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์ของงานขั้นสุดท้ายของเราท่ามกลางมนุษย์ เพื่อประโยชน์แห่งการกำหนดพิจารณาจุดจบของมนุษย์  เรามิปรารถนาที่จะทำงานอะไรมากไปกว่านี้โดยไม่ได้สนองต่อจุดประสงค์ใดเลย และเราก็ไม่ปรารถนาที่จะนำผู้คนเหล่านั้นซึ่งสิ้นหวังดั่งท่อนไม้ที่ผุพังอีกต่อไป นับประสาอะไรกับการนำทางผู้คนเหล่านั้นที่เก็บงำเจตนาร้ายไว้อย่างลับๆ ต่อไป  บางทีสักวันหนึ่ง พวกเจ้าจะเข้าใจความตั้งใจที่แน่วแน่จริงจังเบื้องหลังวจนะของเรา และคุณูปการทั้งหลายที่เราสร้างไว้เพื่อมวลมนุษย์  บางทีสักวันหนึ่งพวกเจ้าจะเข้าใจข้อความที่ย่อมทำให้เจ้าสามารถตัดสินใจเรื่องวาระสุดท้ายของตัวเจ้าเองได้

ก่อนหน้า: ว่าด้วยบั้นปลาย

ถัดไป: การกระทำผิดจะนำทางมนุษย์ไปสู่นรก

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

ติดต่อเราผ่าน Messenger