แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

ผลลัพธ์ 0 รายการ

ไม่พบผลลัพธ์

บทที่ 3 ความจริงเกี่ยวกับสามช่วงระยะแห่งพระราชกิจของพระเจ้า

3. จุดประสงค์และนัยสำคัญของแต่ละช่วงระยะในสามช่วงระยะแห่งพระราชกิจของพระเจ้า

พระวจนะของพระเจ้าที่เกี่ยวข้อง

ราชกิจซึ่งพระยาห์เวห์ทรงกระทำกับชนชาติอิสราเอลนั้นได้เป็นการสถาปนาสถานกำเนิดของพระเจ้าในทางโลกขึ้นท่ามกลางมนุษยชาติอันเป็นสถานศักดิ์สิทธ์ที่พระองค์สถิตอยู่เช่นกัน พระองค์ทรงจำกัดพระราชกิจของพระองค์ไว้เฉพาะกับประชาชนคนอิสราเอล ในตอนแรกเริ่มนั้น พระองค์มิได้ทรงราชกิจนอกเขตประเทศอิสราเอล ทว่าทรงเลือกประชาชนกลุ่มหนึ่งที่ทรงเห็นว่าเหมาะสมเพื่อจะทรงจำกัดขอบเขตราชกิจของพระองค์ ประเทศอิสราเอลคือสถานที่ซึ่งพระเจ้าทรงสร้างอาดัมกับเอวา และ พระยาห์เวห์ได้ทรงสร้างมนุษย์ขึ้นจากผงคลีดินแห่งสถานที่นั้น สถานที่แห่งนี้ได้กลายเป็นฐานที่ตั้งแห่งพระราชกิจของพระองค์บนแผ่นดินโลก ชนชาติอิสราเอลซึ่งเป็นลูกหลานของโนอาห์และเป็นลูกหลานของอาดัมเช่นกันคือรากฐานมนุษย์แห่งงานของพระยาห์เวห์บนโลก

ในยุคนี้ นัยสำคัญ วัตถุประสงค์และขั้นตอนแห่งพระราชกิจของพระยาห์เวห์ในประเทศอิสราเอลนั้นเป็นไปเพื่อริเริ่มพระราชกิจของพระองค์บนโลกทั้งหมดทุกส่วน โดยใช้อิสราเอลเป็นศูนย์กลาง แล้วค่อยๆ แผ่กระจายไปสู่ต่างชาติทั้งหลาย นี่คือหลักการที่พระองค์จะทรงปฏิบัติตามในการทรงงานของพระองค์ทั่วทั้งจักรวาล ซึ่งก็คือการสถาปนาแบบอย่างหนึ่งขึ้นมา แล้วจากนั้นจึงขยายออกไปจนกระทั่งทุกคนในจักรวาลจะได้รับพระกิตติคุณของพระองค์ ชนอิสราเอลกลุ่มแรกคือลูกหลานของโนอาห์ คนเหล่านี้ได้รับการประทานให้เฉพาะลมปราณของพระยาห์เวห์ และมีความเข้าใจพอที่จะดูแลสิ่งจำเป็นพื้นฐานของชีวิต แต่พวกเขาไม่รู้ว่าพระยาห์เวห์ทรงเป็นพระเจ้าแบบใด หรือพระองค์ทรงมีพระประสงค์อย่างไรสำหรับมนุษย์ ที่ยิ่งรู้น้อยกว่านั้นคือ วิธีที่จะยำเกรงองค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งสิ่งทรงสร้างทั้งมวล สำหรับเรื่องที่ว่าจะมีกฎเกณฑ์และธรรมบัญญัติให้เชื่อฟัง[ก] หรือไม่ และมีงานที่สิ่งทรงสร้างควรจะทำเพื่อพระผู้สร้างบ้างหรือไม่นั้น ลูกหลานของอาดัมหาได้รู้เรื่องเหล่านี้แม้แต่น้อยไม่ ทั้งหมดที่พวกเขารู้ก็แค่เพียง สามีควรจะทำงานอาบเหงื่อต่างน้ำเพื่อหาเลี้ยงครอบครัวของตน และภรรยาพึงนอบน้อมต่อสามีและรักษาพงศ์พันธุ์มนุษย์ที่พระยาห์เวห์ได้ทรงสร้างให้คงอยู่ถาวรต่อไป อีกนัยหนึ่ง คนเหล่านี้ที่มีเพียงลมปราณของพระยาห์เวห์และพระชนม์ชีพของพระองค์ ไม่รู้อะไรเลยเรื่องวิธีทำตามพระธรรมบัญญัติของพระเจ้า หรือวิธีทำให้องค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งสิ่งทรงสร้างทั้งมวลพึงพอพระทัย พวกเขาเข้าใจน้อยเกินไป ดังนั้นแล้ว แม้จะไม่มีอะไรที่ฉ้อฉลหรือหลอกลวงในหัวใจของพวกเขาเลย อีกทั้งความริษยาและการโต้แย้งก็เกิดขึ้นนานๆ ครั้งในหมู่พวกเขา กระนั้นพวกเขาก็ไม่ได้มีความรู้หรือความเข้าใจเรื่องพระยาห์เวห์องค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งสิ่งทรงสร้างทั้งมวลอยู่ดี บรรพบุรุษของมนุษย์เหล่านี้รู้เพียงแต่จะกินสิ่งที่เป็นของพระยาห์เวห์ และสำราญในสิ่งต่างๆ ของพระยาห์เวห์ แต่ไม่รู้จักการยำเกรงพระยาห์เวห์ พวกเขาไม่รู้ว่าพระยาห์เวห์คือองค์ผู้เป็นหนึ่งเดียวที่พวกเขาควรคุกเข่านมัสการ ดังนี้แล้วพวกเขาจะถูกเรียกว่าสิ่งทรงสร้างของพระองค์ได้อย่างไร หากเป็นเช่นนี้แล้ว ถ้อยคำที่ว่า “พระยาห์เวห์เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งสิ่งทรงสร้างทั้งมวล” และ “พระองค์ทรงสร้างมนุษย์เพื่อที่มนุษย์อาจสำแดงพระองค์ ถวายเกียรติแด่พระองค์และเป็นตัวแทนพระองค์” จะไม่ถูกพูดไว้โดยไร้ค่าดอกหรือ ผู้คนที่ไม่ยำเกรงพระยาห์เวห์จะเป็นพยานแด่พระสิริของพระองค์ได้อย่างไรกัน พวกเขาจะกลายมาเป็นสิ่งสำแดงพระสิริของพระองค์ได้อย่างไร ถ้อยคำของพระยาห์เวห์ที่ว่า “เราสร้างมนุษย์ตามฉายาของเรา” จะไม่กลายมาเป็นอาวุธในมือของซาตานมารร้ายดอกหรือ ถ้อยคำเหล่านี้จะไม่กลายเป็นเครื่องหมายแห่งความอัปยศต่อการทรงสร้างมนุษย์ของพระยาห์เวห์ดอกหรือ เพื่อที่จะเสร็จงานของระยะนั้นหลังการทรงสร้างมนุษยชาติแล้ว พระยาห์เวห์ก็มิได้ทรงสั่งสอนหรือทรงนำพวกเขาเลยนับตั้งแต่อาดัมไปจนถึงโนอาห์ ทว่า จนกระทั่งภายหลังน้ำท่วมได้ทำลายโลกแล้วนั่นเอง พระองค์ถึงได้เริ่มต้นชี้นำคนอิสราเอล ผู้เป็นลูกหลานของอาดัมและโนอาห์อย่างเป็นทางการ พระราชกิจและพระวาทะของพระองค์ในประเทศอิสราเอลได้มอบการชี้นำแก่ประชาชนทั้งผองของประเทศอิสราเอล ณ ขณะที่พวกเขาดำรงชีวิตอยู่ทั่วแผ่นดินอิสราเอล เหตุนั้น จึงเป็นการแสดงให้มนุษย์เห็นว่าพระยาห์เวห์ไม่เพียงจะสามารถพ่นลมปราณเข้าไปในมนุษย์เพื่อให้เขาได้ชีวิตจากพระองค์ และลุกขึ้นจากผงคลีดินไปเป็นมนุษย์ที่ถูกสร้างขึ้นเท่านั้น แต่พระองค์ยังทรงสามารถเผาทำลายจนสิ้นซากและสาปแช่งมนุษย์และใชไม้เรียวของพระองค์ปกครองมนุษย์ได้เช่นกัน และดังนั้น พวกเขาจึงได้เห็นอีกด้วยเช่นกันว่าพระยาห์เวห์ทรงสามารถชี้นำชีวิตมนุษย์บนแผ่นดินโลกได้ รวมถึงทรงตรัสและทำพระราชกิจท่ามกลางมนุษย์ได้โดยสอดคล้องกับโมงยามของเวลากลางวันและกลางคืนพระราชกิจที่พระองค์ทรงทำนั้นก็เพียงเพื่อที่บรรดาสิ่งทรงสร้างทั้งหลายของพระองค์อาจจะได้รู้ว่ามนุษย์นั้นมาจากผงคลีดิน ที่พระองค์ทรงเก็บขึ้นมาและยิ่งไปกว่านั้นก็คือ มนุษย์นั้นถูกสร้างขึ้นโดยพระองค์ ไม่เพียงเท่านี้ ทว่าพระองค์ทรงเริ่มพระราชกิจของพระองค์ในประเทศอิสราเอลเพื่อที่ประชาชนและชาติอื่นๆ (ผู้ซึ่งอันที่จริงแล้วไม่ได้ถูกแยกออกจากอิสราเอล แต่ได้มีการแตกแขนงออกจากชนคนอิสราเอลเสียมากกว่ากระนั้น ก็ยังคงเป็นลูกหลานของอาดัมและเอวาอยู่ดี) จะได้รับพระกิตติคุณของพระยาห์เวห์จากอิสราเอล ทั้งนี้เพื่อมนุษย์ที่พระองค์ทรงสร้างทั้งมวลจะสามารถยำเกรงพระยาห์เวห์และนับถือว่าพระองค์ทรงยิ่งใหญ่ได้ หากพระยาห์เวห์มิได้ทรงเริ่มพระราชกิจของพระองค์ในประเทศอิสราเอล แต่แทนที่จะเป็นเช่นนั้น กลับทรงสร้างมนุษย์ขึ้นมา แล้วปล่อยให้พวกเขาดำเนินชีวิตอิสระเสรีบนแผ่นดินโลก หากเป็นเช่นนี้ โดยธรรมชาติทางกายภาพของมนุษย์ (ธรรมชาติหมายความว่า มนุษย์ไม่มีวันรู้จักสิ่งต่างๆ ที่พวกเขามองไม่เห็น กล่าวคือ พวกเขาย่อมจะไม่รู้ว่าพระยาห์เวห์นั่นเองที่เป็นผู้สร้างมนุษยชาติขึ้นมา และยิ่งรู้น้อยไปกว่านั้นว่าเหตุใดพระองค์จึงทรงทำเช่นนั้น) พวกเขาย่อมไม่รู้เลยว่าพระยาห์เวห์คือผู้ทรงสร้างมนุษย์ หรือพระองค์คือองค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งการสร้างทั้งมวล หากพระยาห์เวห์ได้ทรงสร้างมนุษย์และวางพวกเขาไว้บนแผ่นดินโลก จากนั้นก็เพียงทรงปัดฝุ่นดินออกจากพระหัตถ์ของพระองค์และจากไป แทนที่จะยังทรงอยู่ท่ามกลางมนุษย์เพื่อให้การชี้นำพวกเขาในช่วงเวลาหนึ่ง มนุษยชาติทั้งมวลก็คงกลับคืนสู่ความเปล่าดายกระทั่งฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกรวมทั้งสรรพสิ่งมากมายเกินคณาซึ่งพระองค์ทรงทำขึ้นมาก็คงจะกลับคืนสู่ความเปล่าดาย และยิ่งไปกว่านั้น คงจะถูกเหยียบย่ำตลอดมาโดยซาตาน หากเป็นเช่นนี้ ความปรารถนาของพระยาห์เวห์ที่ว่า “บนแผ่นดินโลก ซึ่งก็คือในท่ามกลางสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างขึ้นมานั้น พระองค์ควรจะมีสถานที่สำหรับประทับสักที่หนึ่ง สถานที่อันศักดิ์สิทธ์” ก็คงจะแตกสลายไปเรียบร้อยแล้ว และ ดังนั้นหลังจากการสร้างมนุษยชาติซึ่งพระองค์สามารถคงอยู่ท่ามกลางมนุษย์เพื่อชี้นำชีวิตของพวกเขา และพูดกับพวกเขาจากภายในท่ามกลางพวกเขาได้ต่อไปนั้น ทั้งหมดก็เพื่อจะทำให้ความปรารถนาของพระองค์เป็นจริง และทำให้แผนการของพระองค์สำเร็จ พระราชกิจที่พระองค์ทรงทำในประเทศอิสราเอลนั้นมุ่งหมายเพื่อให้บรรลุแผนการที่พระองค์ทรงวางไว้ตั้งแต่ก่อนที่พระองค์ทรงสร้างสรรพสิ่ง และดังนั้น การเริ่มทำพระราชกิจท่ามกลางคนอิสราเอลและการทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งมวลของพระองค์นั้นจึงไม่ขัดแย้งกันเองเลย แต่ถูกกระทำไปเพื่อผลดีของทั้งการบริหารจัดการของพระองค์ พระราชกิจของพระองค์และพระสิริของพระองค์ และถูกกระทำไปเพื่อให้ความหมายของการทรงสร้างมนุษยชาติของพระองค์นั้นมีความลึกล้ำพระองค์ทรงชี้นำชีวิตมนุษย์บนโลกอยู่ 2,000 ปีหลังจากโนอาห์ อันเป็นช่วงเวลาที่พระองค์ทรงสอนมนุษย์ให้เข้าใจวิธียำเกรงพระยาห์เวห์องค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งสิ่งทรงสร้างทั้งมวล รวมถึงวิธีประพฤติตนในชีวิตของพวกเขา และวิธีดำเนินชีวิตต่อไปและที่มากที่สุดก็คือ วิธีปฏิบัติตนในฐานะของพยานเพื่อพระยาห์เวห์ถวายความเชื่อฟังในพระองค์และมอบความยำเกรงต่อพระองค์กระทั่งการสรรเสริญพระองค์ด้วยดนตรีดังที่ดาวิดและปุโรหิตของท่านทำ

ตัดตอนมาจาก “งานในยุคพระธรรมบัญญัติ” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระองค์ได้ทรงสร้างบรรพบุรุษของมวลมนุษย์ เอวาและอาดัม แต่พระองค์มิได้ทรงประทานความฉลาดหรือสติปัญญาใด ๆ เพิ่มเติมแก่พวกเขา ถึงแม้ว่าพวกเขาใช้ชีวิตอยู่บนแผ่นดินโลกแล้วก็ตาม แต่พวกเขาแทบจะไม่เข้าใจสิ่งใดเลย และดังนั้น พระราชกิจของพระยาห์เวห์ในการทรงสร้างมวลมนุษย์จึงเสร็จสิ้นไปเพียงครึ่งเท่านั้น และห่างไกลจากความครบบริบูรณ์ พระองค์เพียงได้ทรงทำแบบจำลองของมนุษย์ให้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นจากดินเหนียวและได้ทรงมอบลมปราณของพระองค์ให้แก่มันเท่านั้น แต่มิได้ทรงประทานความเต็มใจในการเคารพพระองค์ที่พอเพียงให้แก่มนุษย์ ในปฐมกาล มนุษย์ยังไม่มีจิตใจที่จะเคารพพระองค์ หรือที่จะจำเกรงพระองค์ มนุษย์รู้เพียงวิธีที่จะรับฟังพระวจนะของพระองค์เทานั้น แต่ไม่รู้เท่าทันเกี่ยวกับความรู้พื้นฐานสำหรับชีวิตบนแผ่นดินโลก และเกี่ยวกับกฎเกณฑ์ที่ถูกต้องเหมาะสมของชีวิตมนุษย์ และดังนั้น ถึงแม้ว่าพระยาห์เวห์ได้ทรงสร้างผู้ชายและผู้หญิง และได้ทรงทำโครงการเจ็ดวันเสร็จสิ้นแล้ว แต่พระองค์ยังมิได้ทรงทำให้การทรงสร้างมนุษย์มีความครบบริบูรณ์แต่อย่างใด เพราะมนุษย์เป็นแต่เพียงแกลบ และขาดความเป็นจริงของการเป็นมนุษย์ มนุษย์ได้รู้เพียงว่าพระยาห์เวห์นั่นเองคือผู้ที่ทรงได้สร้างมนุษย์ขึ้นมา แต่เขาไม่มีการระแคะระคายถึงวิธีที่จะปฏิบัติตามพระวจนะทั้งหลายหรือธรรมบัญญัติทั้งหลายของพระยาห์เวห์ และดังนั้น หลังจากที่มวลมนุษย์ได้มามีชีวิตขึ้น พระราชกิจของพระยาห์เวห์ก็อยู่ห่างไกลจากการเสร็จสิ้น พระองค์ยังคงต้องทรงนำทางมวลมนุษย์อย่างเต็มที่เพื่อให้มาอยู่เฉพาะพระพักตร์ของพระองค์ เพื่อที่พวกเขาอาจจะสามารถใช้ชีวิตด้วยกันบนแผ่นดินโลกและเคารพพระองค์ได้ และเพื่อที่พวกเขาอาจจะสามารถเข้าสู่ร่องครรลองอันถูกต้องของชีวิตมนุษย์ปกติบนแผ่นดินโลกด้วยการทรงนำของพระองค์ ในหนทางนี้นั้นที่พระราชกิจที่ได้มีการดำเนินการภายใต้พระนามของพระยาห์เวห์เป็นหลักจะได้ครบบริบูรณ์อย่างเต็มที่ นั่นก็คือ ในหนทางนี้เท่านั้นที่พระราชกิจแห่งการทรงสร้างโลกของพระยาห์เวห์จะได้สรุปปิดตัวอย่างเต็มที่ และดังนั้น โดยการได้ทรงสร้างมวลมนุษย์มานี้ พระองค์จึงต้องทรงนำชีวิตของมวลมนุษย์บนแผ่นดินโลกเป็นเวลาหลายพันปี เพื่อที่มวลมนุษย์อาจจะสามารถปฏิบัติตามประกาศกฤษฎีกาทั้งหลายและธรรมบัญญัติทั้งหลายของพระองค์ได้ และเข้าร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งหมดของชีวิตมนุษย์ปกติบนแผ่นดินโลก เมื่อนั้นเท่านั้นที่พระราชกิจของพระยาห์เวห์จึงจะครบบริบูรณ์อย่างเต็มที่ พระองค์ได้ทรงเข้ารับพระราชกิจนี้หลังจากการทรงสร้างมวลมนุษย์และได้ทรงดำเนินพระราชกิจนั้นมาจนกระทั่งถึงศักราชของยากอบ ซึ่งเป็นเวลาที่พระองค์ได้ทรงทำให้บุตรสิบสองคนของยากอบเป็นสิบสองเผ่าของอิสราเอล จากเวลานั้นเป็นต้นมา ประชากรของอิสราเอลทั้งหมดได้กลายเป็นเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่ได้รับการทรงนำอย่างเป็นกิจจะลักษณะโดยพระองค์บนแผ่นดินโลก และอิสราเอลได้กลายเป็นตำแหน่งเฉพาะบนแผ่นดินโลกที่ซึ่งพระองค์ได้ทรงพระราชกิจของพระองค์ พระยาห์เวห์ได้ทรงทำให้ผู้คนเหล่านี้เป็นประชากรกลุ่มแรกที่พระองค์ได้ทรงพระราชกิจของพระองค์อย่างเป็นกิจจะลักษณะกับพวกเขาบนแผ่นดินโลก และพระองค์ได้ทรงทำให้แผ่นดินทั้งหมดของอิสราเอลเป็นจุดต้นกำเนิดสำหรับพระราชกิจของพระองค์ โดยได้ทรงใช้พวกเขาเป็นการเริ่มต้นพระราชกิจที่ยิ่งใหญ่ขึ้นไปอีก เพื่อที่ผู้คนทั้งหมดที่ถือกำเนิดจากพระองค์บนแผ่นดินโลกจะได้รู้จักวิธีที่จะเคารพพระองค์และวิธีที่จะดำรงชีวิตบนแผ่นดินโลก และดังนั้น ความประพฤติต่าง ๆ ของชาวอิสราเอลจึงได้กลายมาเป็นแบบอย่างให้ผู้คนของชาติต่างชาติทั้งหลายได้ปฏิบัติตาม และสิ่งที่ได้พูดกันท่ามกลางประชากรของอิสราเอลได้กลายเป็นถ้อยคำทั้งหลายที่ผู้คนของชาติต่างชาติทั้งหลายได้รับฟัง เนื่องจากพวกเขาเป็นกลุ่มแรกที่ได้รับธรรมบัญญัติทั้งหลายและพระบัญญัติทั้งหลายของพระยาห์เวห์ และดังนั้นพวกเขาจึงเป็นกลุ่มแรกด้วยเช่นกันที่รู้วิธีที่จะเคารพหนทางทั้งหลายของพระยาห์เวห์ พวกเขาคือบรรดาบรรพบุรุษของเผ่าพันธุ์มนุษย์ผู้ซึ่งรู้จักหนทางทั้งหลายของพระยาห์เวห์ รวมถึงตัวแทนทั้งหลายของเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่พระยาห์เวห์ได้ทรงเลือกสรร

ตัดตอนมาจาก “นิมิตแห่งพระราชกิจของพระเจ้า (3)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

ในระหว่างยุคพระบัญญัติ พระยาห์เวห์ได้ทรงมอบพระบัญชามากมายเพื่อให้โมเสสส่งต่อไปยังคนอิสราเอลที่ติดตามเขาออกจากอียิปต์ พระบัญชาเหล่านี้ทรงประทานโดยพระยาห์เวห์แด่คนอิสราเอล และไม่เกี่ยวข้องใดๆ กับชาวอียิปต์แม้แต่น้อย พระบัญชาเหล่านี้มุ่งหมายเพื่อควบคุมคนอิสราเอล และทรงใช้พระบัญชาเหล่านี้เพื่อเรียกร้องให้พวกเขาปฏิบัติตาม ไม่ว่าพวกเขาจะปฏิบัติวันสะบาโตหรือไม่ เคารพบิดามารดาหรือไม่ นมัสการรูปเคารพหรือไม่ และอื่นๆ เหล่านี้คือหลักการที่พวกเขาจะถูกตัดสินว่าผิดบาปหรือชอบธรรม ท่ามกลางพวกเขา บางคนได้ถูกไฟของพระยาห์เวห์ลงทัณฑ์ บ้างก็ถูกหินขว้างให้ตาย และบ้างก็ได้รับพรจากพระยาห์เวห์ และนี่ถูกกำหนดตามข้อที่ว่าพวกเขาเชื่อฟังพระบัญชาเหล่านี้หรือไม่ คนที่ไม่ปฏิบัติวันสะบาโตจะถูกขว้างด้วยหินจนตาย บรรดาปุโรหิตที่ไม่ปฏิบัติวันสะบาโตจะถูกไฟลงทัณฑ์ของพระยาห์เวห์ พวกที่ไม่เคารพบิดามารดาก็จะถูกขว้างด้วยหินจนตายเช่นกัน ทั้งหมดนี้ถูกสั่งโดยพระยาห์เวห์ทั้งสิ้น พระยาห์เวห์ทรงสถาปนาพระบัญชาและพระบัญญัติเพื่อที่ขณะที่พระองค์ทรงนำชีวิตของพวกเขานั้น ประชาชนจะได้ฟังและเชื่อฟังถ้อยคำของพระองค์และไม่กบฏต่อพระองค์ พระองค์ทรงใช้พระธรรมบัญญัติเหล่านี้เพื่อรักษาชาติพันธุ์มนุษย์แรกเกิดให้อยู่ในการควบคุม ซึ่งจะเป็นผลดียิ่งขึ้นต่อการวางรากฐานพระราชกิจในอนาคตของพระองค์ และดังนั้น จากพระราชกิจที่พระยาห์เวห์ทรงทำไว้ ยุคแรกจึงเรียกว่ายุคพระธรรมบัญญัติ แม้ว่าพระยาห์เวห์จะทรงให้พระวาทะและทำพระราชกิจมากมาย พระองค์ก็ทรงชี้นำประชาชนในด้านบวกเท่านั้น ทรงสอนประชาชนที่ไม่รู้เท่าทันเหล่านี้ให้รู้วิธีเป็นมนุษย์ วิธีดำเนินชีวิต วิธีที่จะเข้าใจวิถีทางของพระยาห์เวห์ สำหรับงานส่วนใหญ่นั้น พระองค์ทรงกระทำเพื่อทำให้ผู้คนปฏิบัติตามวิถีทางของพระองค์และเชื่อฟังพระธรรมบัญญัติของพระองค์พระราชกิจดังกล่าวนี้กระทำกับคนที่เสื่อมทราม.ในระดับตื้น ไม่ได้ขยายไปไกลจนถึงการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยหรือความก้าวหน้าในชีวิตของพวกเขา พระองค์ทรงสนใจเฉพาะการใช้พระธรรมบัญญัติเพื่อจำกัดและควบคุมผู้คนเท่านั้น สำหรับคนอิสราเอลในเวลานั้น พระยาห์เวห์ทรงเป็นเพียงพระเจ้าในพระวิหาร พระเจ้าในฟ้าสวรรค์เท่านั้น พระองค์ทรงเป็นเสาเมฆ เสาเพลิง ทั้งหมดที่พระยาห์เวห์ทรงต้องการให้พวกเขาทำนั้นมีเพียงเชื่อฟังในสิ่งที่ผู้คนปัจจุบันรู้จักกันในฐานะพระธรรมบัญญัติและพระบัญชาของพระองค์ บางคนอาจถึงกับเรียกว่ากฎเกณฑ์ เนื่องจากสิ่งที่พระยาห์เวห์ทรงทำนั้นไม่ใด้มุ่งหมายเพื่อเปลี่ยนแปลงพวกเขา แต่เพื่อมอบสิ่งที่มนุษย์ควรจะมีมากกว่านี้ให้กับพวกเขาและเพื่อสั่งสอนพวกเขาจากพระโอษฐ์ของพระองค์เอง เพราะหลังจากถูกสร้างขึ้นมาแล้ว มนุษย์หาได้มีสิ่งที่พวกเขาควรจะมีไม่ และดังนั้น พระยาห์เวห์จึงได้ทรงประทานให้แก่ผู้คนในสิ่งที่พวกเขาควรมีเพื่อชีวิตของพวกเขาบนแผ่นดินโลก ทำให้ผู้คนที่พระองค์ทรงนำนั้นเหนือกว่าบรรพบุรุษของพวกเขา หรืออาดัมกับเอวา เพราะสิ่งที่พระยาห์เวห์ทรงมอบแก่พวกเขานั้นเหนือกว่าที่พระองค์ทรงมอบแก่อาดัมกับเอวาในปฐมกาล โดยไม่ต้องคำนึงว่า พระราชกิจที่พระยาห์เวห์ทรงทำในประเทศอิสราเอลนั้นเพียงเพื่อชี้นำมนุษย์และทำให้มนุษย์จำพระผู้สร้างได้เท่านั้น พระองค์ไม่ได้ทรงปราบพยศหรือเปลี่ยนแปลงพวกเขา เพียงแต่ชี้นำพวกเขาเท่านั้น นี่คือผลสรุปของพระราชกิจของพระยาห์เวห์ในยุคพระธรรมบัญญัติ อันเป็นพื้นภูมิ เป็นเรื่องจริง เป็นแก่นสาระแห่งพระราชกิจของพระองค์ในดินแดนทั้งสิ้นของประเทศอิสราเอล และเป็นจุดเริ่มต้นของพระราชกิจระยะ 6,000 ปีของพระองค์ เพื่อรักษามนุษยชาติไว้การควบคุมของแห่งพระหัตถ์แห่งพระยาห์เวห์ จากเรื่องนี้ก่อให้เกิดงานที่เพิ่มเข้ามาในแผนบริหารจัดการระยะ 6,000 ปีของพระองค์

ตัดตอนมาจาก “งานในยุคพระธรรมบัญญัติ” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

งานที่พระเยซูทรงกระทำนั้นสอดคล้องกับความจำเป็นของมนุษย์ในยุคนั้น งานของพระองค์คือเพื่อไถ่บาปมนุษย์ เพื่ออภัยบาปของพวกเขา และด้วยเหตุนี้อุปนิสัยของพระองค์จึงเต็มเปี่ยมด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตน ความอดทน ความรัก ความศรัทธา ความอดกลั้น ความกรุณา และความมีเมตตา พระองค์ทรงนำมาซึ่งพระคุณและพระพรอันล้นเหลือแก่มนุษย์ รวมถึงทุก ๆ สิ่งที่ผู้คนจะสามารถสุขสำราญยินดีได้ พระองค์มอบสิ่งเหล่านี้ก็เพื่อความสุขสำราญยินดีของพวกเขา อันได้แก่ สันติภาพ ความสุข ความอดกลั้นและความรัก ความกรุณาและความมีเมตตาของพระองค์ ณ เวลานั้น ความอุดมล้นเหลือของสิ่งบำเรอความสุขต่างๆ ที่มนุษย์กำลังประสบอยู่ ไม่ว่าจะเป็น ความรู้สึกสุขสงบและความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยภายในใจ ความรู้สึกมั่นใจภายในจิตวิญญาณ และความรู้สึกพึ่งพิงในพระเยซูพระผู้ช่วยให้รอด ล้วนเนื่องมาจากยุคที่พวกเขาอาศัยอยู่นั่นเอง ในยุคพระคุณนี้ มนุษย์ถูกซาตานบ่อนทำลายจนเสื่อมทรามไปแล้ว และฉะนั้นแล้ว การจะทำให้งานการไถ่มนุษยชาติสำเร็จลุล่วงไปได้จำต้องอาศัยพระคุณอันอุดมล้นเหลือ ความอดกลั้นและความอดทนอันไม่สิ้นสุด และที่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์แล้ว เครื่องบูชาต้องมีอย่างพอเพียงต่อการไถ่บาปของมนุษยชาติ สิ่งที่มนุษย์เห็นในยุคพระคุณนั้นมีเพียงเครื่องบูชาที่เรามอบไว้ให้สำหรับการไถ่บาปของมนุษยชาติเท่านั้น ซึ่งก็คือพระเยซูนั่นเอง ทั้งหมดที่พวกเขารู้ก็คือ พระเจ้าน่าจะทรงเปี่ยมเมตตาและความอดกลั้น และทั้งหมดที่พวกเขาเห็นก็คือความกรุณาและความมีเมตตาของพระเยซู ทั้งหมดทั้งสิ้นนี้เป็นเพราะว่าพวกเขาเกิดในยุคพระคุณนั่นเอง และดังนั้น ก่อนที่พวกเขาจะสามารถได้รับการไถ่บาป พวกเขาจึงจำเป็นต้องสุขสำราญไปกับพระคุณอันหลากหลายรูปแบบที่พระเยซูประทานแก่พวกเขาเสียก่อน แล้วพวกเขาจึงจะได้รับผลประโยชน์จากมันได้ วิธีนี้นี่เอง ที่พวกเขาจะสามารถได้รับการอภัยบาปผ่านความสุขสำราญของพวกเขาที่มีต่อพระคุณ ทั้งยังจะสามารถได้รับโอกาสการไถ่บาปผ่านความสุขจากความอดกลั้นและการอดทนของพระเยซูด้วยเช่นกัน มีเพียงการอาศัยความอดกลั้นและความอดทนของพระเยซูเท่านั้น ที่จะช่วยให้พวกเขามีสิทธิ์ได้รับการให้อภัย และได้รับความสุขจากพระคุณอันอุดมล้นเหลือที่พระเยซูทรงมอบให้ ดังที่พระเยซูได้ตรัสไว้ว่า เราไม่ได้มาเพื่อช่วยคนชอบธรรมให้รอด แต่เรามาเพื่อช่วยคนบาปให้รอด เพื่อให้คนบาปได้รับการยกโทษบาปของตน หากครั้งเมื่อพระเยซูได้บังเกิดมาเป็นเนื้อหนังพระองค์นั้น ทรงมาพร้อมด้วยอุปนิสัยแห่งการพิพากษาตัดสิน การสาปแช่ง และความไม่อดทนอดกลั้นต่อความผิดบาปของมนุษย์แล้วไซร้ มนุษย์ก็คงไม่มีโอกาสได้รับการอภัยบาป และคงดำรงอยู่ในสภาพผิดบาปไปตลอดกาล หากเป็นเช่นนั้นแล้ว แผนการจัดการระยะเวลา 6,000 ปีก็คงจะมาหยุดอยู่ตรงยุคธรรมบัญญัตินี่เอง และยุคธรรมบัญญัติก็คงจะยืดเยื้อต่อมาอีก 6,000 ปี บาปทั้งหลายของมนุษย์ก็คงมีแต่จะท่วมท้นมหาศาลและรุนแรงสาหัสมากยิ่งขึ้น และการสร้างสรรค์มนุษยชาติขึ้นมาก็คงจะเป็นการสูญเปล่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา เหล่ามนุษย์ก็คงสามารถทำได้เพียงรับใช้พระยาห์เวห์ภายใต้พระธรรมบัญญัติ ทว่าบาปทั้งหลายของพวกเขาก็คงจะมากล้นเกินกว่าบาปของมวลมนุษย์ที่ถูกสร้างขึ้นมาในตอนแรกเริ่มเสียอีก ยิ่งพระเยซูมีความรักต่อมนุษย์ ให้อภัยบาปพวกเขาและมอบพระกรุณาและพระเมตตาอย่างพอเพียงแก่พวกเขามากเท่าไร มนุษย์ก็ยิ่งมีสิทธิ์ได้รับการช่วยให้รอดโดยพระองค์มากขึ้นเท่านั้น มีสิทธิ์ได้รับการเรียกขานว่า เจ้าแกะหลงฝูงที่พระเยซูได้ซื้อคืนมาด้วยราคาที่แพง ซาตานไม่สามารถเข้าแทรกแซงงานนี้ได้เลย เนื่องเพราะพระเยซูทรงปฏิบัติต่อสาวกของพระองค์ดุจเดียวกับที่มารดาผู้เปี่ยมรักปฏิบัติต่อทารกน้อยในอ้อมอก พระองค์ไม่ได้รู้สึกโกรธกริ้วหรือรังเกียจพวกเขามากขึ้น แต่กลับเปี่ยมด้วยการปลอบโยนประโลมใจ พระองค์ไม่เคยบันดาลโทสะระบายอารมณ์ใส่พวกเขา แต่กลับอดกลั้นกับความบาปของพวกเขา และมองข้ามความโง่เขลาและความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของพวกเขาเสีย ทั้งยังตรัสด้วยว่า “จงให้อภัยผู้อื่นเจ็ดสิบคูณเจ็ดครั้ง” เช่นนั้นเอง ที่หัวใจของผู้คนอื่น ทั้งหลายได้ถูกแปลงไปโดยหัวใจของพระองค์ และเพียงเพราะเช่นนั้นเอง ที่ทำให้ผู้คนได้รับการอภัยบาปของตนผ่านความอดกลั้นของพระองค์

ตัดตอนมาจาก “เรื่องจริงเบื้องหลังพระราชกิจยุคแห่งการไถ่” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

แม้ในการจุติมาบังเกิดของพระองค์จะปราศจากจากสภาวะอารมณ์เยี่ยงมนุษย์โดยสิ้นเชิง พระองค์ก็ยังคอยปลอบประโลมสาวก ดูแลจัดหาสิ่งต่าง ๆ ให้พวกเขา ช่วยเหลือและสนับสนุนพวกเขาอยู่เสมอ อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าพระองค์จะทำงานหนักมากแค่ไหน หรือไม่ว่าพระองค์จะต้องทนทุกข์ทรมานมากเพียงใด พระองค์ก็ยืนหยัดอดทน พระองค์ไม่เคยเรียกร้องอะไรที่มากเกินไปจากผู้คน แต่จะอดทนและอดกลั้นต่อความบาปของพวกเขาเสมอ ด้วยเหตุนั้นผู้คนในยุคพระคุณจึงเรียกขานพระองค์อย่างเปี่ยมล้นรักใคร่ว่า “พระเยซูผู้ช่วยให้รอดอันเป็นที่รัก” สำหรับผู้คนในยุคนั้น หรือสำหรับหมู่ชนทั้งผอง สิ่งที่พระเยซูเป็นและมี ก็คือ พระกรุณาและพระเมตตา พระองค์ไม่เคยจดจำการกระทำความผิดของผู้คน การปฏิบัติของพระองค์ที่มีต่อพวกเขาไม่เคยยึดเอาพื้นฐานการกระทำผิดของพวกเขาเป็นหลัก เนื่องเพราะนั่นเป็นอีกยุคหนึ่งซึ่งต่างออกไป บ่อยครั้งที่พระองค์ได้ประทานอาหารแก่ผู้คนอย่างเหลือเฟือ เพื่อพวกเขาจะได้กินจนอิ่มหนำ พระองค์ปฏิบัติต่อสาวกทั้งปวงของพระองค์ด้วยพระคุณ ด้วยการเยียวยาผู้ป่วย การขับไล่ปีศาจร้าย การชุบชีวิตคนตายให้ฟื้นคืน เพื่อว่าผู้คนอาจเกิดความเชื่อมั่นในพระองค์ และเห็นว่าทั้งหมดที่พระองค์ทรงทำนั้นเป็นไปอย่างจริงจังและจริงใจ พระองค์ดำเนินไปไกลถึงขั้นทำการฟื้นคืนชีวิตให้กับซากศพที่กำลังเน่าเปื่อย เพื่อสำแดงให้พวกเขาเห็นว่าในพระหัตถ์ของพระองค์นั้น กระทั่งคนตายก็ยังคืนชีวิตกลับมาได้ โดยวิธีดังกล่าว พระองค์ได้สู้อดทนต่อความยากลำบากอยู่อย่างเงียบเชียบ และดำเนินงานการไถ่ของพระองค์ไปท่ามกลางพวกเขา แม้กระทั่งก่อนที่พระองค์จะถูกตรึงกางเขน พระเยซูก็ได้รับเอาบาปของมนุษยชาติเข้าไว้ในพระองค์ และได้กลายเป็นเครื่องบูชาไถ่บาปให้กับมนุษย์ไปแล้ว กระทั่งก่อนจะถูกตอกตรึงบนกางเขน พระองค์ก็ได้เปิดเส้นทางสู่กางเขนเพื่อทำการไถ่ให้กับมนุษย์ชาติแล้ว สุดท้ายแล้ว พระองค์ก็ถูกตอกตรึงบนกางเขน สละพระองค์เองเพื่อพลีให้แก่กางเขน และประทานพระกรุณา ความเมตตาและความบริสุทธิ์ทั้งมวลของพระองค์แก่มนุษย์ชาติ

ตัดตอนมาจาก “เรื่องจริงเบื้องหลังพระราชกิจยุคแห่งการไถ่” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

หากปราศจากการไถ่บาปของพระเยซู มนุษยชาติย่อมมีชีวิตอยู่ในความบาปและกลายเป็นเชื้อสายแห่งบาป เป็นทายาทของมารร้ายตลอดไป หากเป็นเช่นนั้นต่อเนื่องมา โลกทั้งโลกคงกลายเป็นที่อยู่ของซาตาน เป็นที่สิงสถิตอาศัยของมันไปแล้ว อย่างไรก็ดี งานแห่งการไถ่บาปต้องอาศัยการแสดงออกถึงความกรุณาและความรักเมตตาต่อมวลมนุษย์ โดยหนทางนี้เท่านั้น ที่มนุษย์จะสามารถได้รับการอภัยบาป และท้ายที่สุดก็จะได้รับสิทธิในการถูกปรับปรุงให้เพียบพร้อมและได้รับการยอมรับโดยพระเจ้าอย่างสมบูรณ์ หากปราศจากงานระยะดังกล่าวนี้ แผนการจัดการระยะ 6,000 ปีย่อมจะก้าวหน้าไม่ได้เลย หากพระเยซูไม่ได้ถูกตรึงกางเขน หากพระองค์เพียงรักษาคนป่วย และขับปีศาจร้ายเท่านั้นมนุษย์ก็จะไม่ได้รับการอภัยบาปโดยสมบูรณ์ ระยะเวลาสามปีครึ่งที่พระเยซูใช้ไปในการปฏิบัติกิจของพระองค์บนโลกนี้ พระองค์ทรงบรรลุกิจแห่งงานไถ่บาปของพระองค์ไปเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น แต่หลังจากนั้น โดยการถูกตอกตรึงบนกางเขนและกลายเป็นเช่นมนุษย์คนบาป โดยการถูกมอบไว้กับมาร พระองค์จึงได้บรรลุภารกิจการตรึงกางเขนและการเรียนรู้ชะตากรรมสุดท้ายของมนุษย์โดยสมบูรณ์ เพียงภายหลังจากที่พระองค์ถูกนำส่งถึงมือของซาตานแล้วเท่านั้น จึงเป็นการที่พระองค์ได้ทรงไถ่บาปให้กับมนุษย์ชาติแล้วจริง ๆ เป็นเวลาถึงสามสิบสามปีครึ่งที่พระองค์ได้ทนทุกข์ทรมานบนแผ่นดินโลก ถูกเยาะเย้ยถากถาง ถูกให้ร้ายป้ายสี และถูกทอดทิ้ง จนถึงจุดที่พระองค์ไม่มีแม้ที่จะให้วางพระศิระ ไม่มีที่ให้พักพิงผ่อนคลาย และพระองค์ได้ถูกตรึงกางเขนในเวลาต่อมา ด้วยทั้งองค์รวมของพระองค์ พระกายซึ่งบริสุทธิ์และไร้มลทินได้ถูกตอกตรึงกับกางเขน พระองค์ทรงอดทนต่อความทุกข์ทรมานทุกชนิดที่พึงมี พวกผู้มีอำนาจต่างพากันเย้ยหยันและโบยตีพระองค์ กระทั่งพวกทหารก็ยังถ่มน้ำลายรดพระพักตร์ของพระองค์ แต่พระองค์ยังเงียบเฉยและอดทนจนกระทั่งวาระสุดท้าย ยอมจำนนโดยปราศจากเงื่อนไขจนสิ้นสุด ณ จุดแห่งความตายอันเป็นจุดที่พระองค์ได้ทำการไถ่ให้กับมนุษยชาติทั้งมวล มีเพียงยามนั้นเองที่พระองค์ได้รับอนุญาตให้พักผ่อนเสียที งานที่พระเยซูกระทำลงไปเป็นตัวแทนของยุคพระคุณเท่านั้น มิได้เป็นตัวแทนของยุคธรรมบัญญัติ ทั้งยังหาได้เป็นการทดแทนงานในช่วงวันเวลาสุดท้ายแต่อย่างใด นี่คือสาระสำคัญของงานของพระเยซูในยุคพระคุณ ยุคที่สองที่มนุษยชาติได้ผ่านมาแล้ว—ยุคแห่งการไถ่บาป—นั่นเอง

ตัดตอนมาจาก “เรื่องจริงเบื้องหลังพระราชกิจยุคแห่งการไถ่” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

เมื่อพระเยซูเสด็จลงสู่โลกมนุษย์ พระองค์ได้ทรงนำมาซึ่งยุคพระคุณและสิ้นสุดยุคธรรมบัญญัติ ในระหว่างยุคสุดท้าย พระเจ้าทรงบังเกิดเป็นมนุษย์อีกครั้งและด้วยการทรงจุติเป็นมนุษย์ครั้งนี้ พระองค์ได้ทรงสิ้นสุดยุคพระคุณและนำมาซึ่งยุคอาณาจักร ทุกคนที่สามารถยอมรับการทรงจุติเป็นมนุษย์ครั้งที่สองของพระเจ้าจะถูกนำทางเข้าสู่ยุคอาณาจักรและยิ่งไปกว่านั้นจะกลายเป็นสามารถยอมรับการทรงนำของพระเจ้าด้วยตนเอง แม้ว่าพระเยซูได้ทรงพระราชกิจมากมายท่ามกลางมนุษย์ แต่พระองค์เพียงแค่ทรงเสร็จสิ้นการไถ่บาปของมนุษยชาติทั้งปวงเท่านั้นและทรงกลายเป็นเครื่องบูชาไถ่บาปของมนุษย์ พระองค์ทรงไม่ได้ปลดเปลื้องมนุษย์จากอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเขา การช่วยให้มนุษย์รอดพ้นจากอิทธิพลของซาตานอย่างสิ้นเชิงไม่เพียงจำเป็นต้องให้พระเยซูทรงกลายเป็นเครื่องบูชาไถ่บาปและแบกรับบาปต่าง ๆ นานาของมนุษย์เท่านั้น แต่ยังจำเป็นต้องให้พระเจ้าทรงพระราชกิจยิ่งใหญ่กว่าเดิมขึ้นไปอีกเพื่อปลดเปลื้องมนุษย์โดยสมบูรณ์จากอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตานของเขา และดังนั้น ในเมื่อมนุษย์ได้รับการอภัยต่อบาปของเขาแล้ว พระเจ้าก็ทรงได้กลับสู่เนื้อหนังเพื่อนำทางมนุษย์เข้าสู่ยุคใหม่และได้เริ่มพระราชกิจแห่งการตีสอนและการพิพากษา พระราชกิจนี้ได้นำพามนุษย์เข้าสู่ดินแดนที่สูงส่งขึ้น บรรดาผู้ที่นบนอบภายใต้อำนาจครอบครองของพระองค์ทั้งหมดจะได้ชื่นชมกับความจริงที่สูงส่งขึ้นและได้รับพระพรที่ยิ่งใหญ่ขึ้น พวกเขาจะมีชีวิตอยู่ในความสว่างอย่างแท้จริง และพวกเขาจะได้รับความจริง หนทางและชีวิต

ตัดตอนมาจาก คำนำของพระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

ว่าพระราชกิจของพระเจ้าในการทรงจุติเป็นมนุษย์ครั้งปัจจุบันคือการแสดงออกถึงพระอุปนิสัยของพระองค์ผ่านการตีสอนและการพิพากษาเป็นหลัก โดยการก่อร่างขึ้นบนพื้นฐานนี้ พระองค์ทรงนำความจริงมาสู่มนุษย์มากขึ้นและชี้ให้เขาเห็นวิธีของการปฏิบัติที่มากขึ้น ส่งผลให้สัมฤทธิ์วัตถุประสงค์ของพระองค์ในการพิชิตมนุษย์และช่วยเขาให้รอดจากอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเขา นี่คือสิ่งที่อยู่เบื้องหลังพระราชกิจของพระเจ้าในยุคอาณาจักร

ตัดตอนมาจาก คำนำของพระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระราชกิจแห่งยุคสุดท้ายก็คือเพื่อที่จะตรัสพระวจนะ การเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ อันยิ่งใหญ่สามารถส่งผลในมนุษย์โดยวิถีทางแห่งพระวจนะทั้งหลาย การเปลี่ยนแปลงทั้งหลายที่ได้ส่งผลในผู้คนเหล่านี้ในตอนนี้ทันทีที่พวกเขายอมรับพระวจนะเหล่านี้นั้น ยิ่งใหญ่กว่าบรรดาการเปลี่ยนแปลงที่ได้ส่งผลในผู้คนในทันทีที่พวกเขายอมรับหมายสำคัญและการอัศจรรย์แห่งยุคพระคุณมากมายนัก เนื่องเพราะในยุคพระคุณนั้น ปีศาจทั้งหลายได้ถูกขับไล่ออกจากมนุษย์ด้วยการวางมือและการอธิษฐาน แต่ทว่าอุปนิสัยอันเสื่อมทรามทั้งหลายภายในมนุษย์ยังคงตกค้างอยู่ มนุษย์ได้รับการรักษาอาการเจ็บป่วยของเขาและได้รับการยกโทษต่อบาปของเขา แต่สำหรับการที่มนุษย์จะต้องได้รับการชำระล้างอุปนิสัยเสื่อมทรามเยี่ยงซาตานภายในตัวเขานั้น พระราชกิจนี้ยังมิได้ถูกกระทำ มนุษย์เพียงได้รับการช่วยให้รอดและยกโทษต่อบาปของเขาเนื่องจากความเชื่อของเขาเท่านั้น แต่ธรรมชาติของมนุษย์อันเต็มไปด้วยบาปนั้นหาได้ถูกขุดรากถอนโคนไม่และยังคงตกค้างอยู่ภายในตัวเขา บาปทั้งหลายของมนุษย์ได้รับการยกโทษโดยผ่านทางพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์ แต่นี่ไม่ได้หลายความว่า มนุษย์ไม่ได้มีบาปภายในตัวเขาอีกต่อไป บาปทั้งหลายของมนุษย์อาจสามารถได้รับการยกโทษโดยผ่านทางเครื่องบูชาลบล้างบาปได้ แต่สำหรับวิธีที่แน่ ๆ ที่มนุษย์จะไม่สามารถถูกทำให้มีบาปอีกต่อไป และวิธีที่ธรรมชาติบาปของเขาอาจถูกขุดรากถอนโคนอย่างครบบริบูรณ์และแปลงสภาพไปนั้น เขาไม่มีทางแก้ปัญหานี้ได้ บาปทั้งหลายของมนุษย์ได้รับการยกโทษไปแล้ว และนี่ก็เพราะพระราชกิจการถูกตรึงกางเขนของพระเจ้า แต่มนุษย์ยังคงมีชีวิตอยู่ภายในอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตานแบบเดิมต่อไป เมื่อเป็นเช่นนี้ มนุษย์จะต้องได้รับการช่วยให้รอดอย่างครบบริบูรณ์จากอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตาน เพื่อที่ธรรมชาติบาปของเขาอาจถูกขุดรากถอนโคนอย่างครบบริบูรณ์ ไม่มีวันพัฒนาขึ้นมาอีก เช่นนั้นจึงจะเป็นการทำให้อุปนิสัยของมนุษย์ได้รับการแปลงสภาพได้ การนี้มนุษย์พึงต้องจับความเข้าใจในเส้นทางการเจริญเติบโตของชีวิต จับความเข้าใจในวิถีแห่งชีวิต และจับความเข้าใจในหนทางที่จะเปลี่ยนอุปนิสัยของเขา ยิ่งไปกว่านั้น มนุษย์พึงต้องกระทำโดยสอดคล้องกับเส้นทางนี้ เพื่อที่อุปนิสัยของเขาอาจค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงและเขาอาจมีชีวิตอยู่ภายใต้การสาดแสงของความสว่าง เพื่อที่ทั้งหมดที่เขาทำอาจสอดคล้องกับน้ำพระทัยของพระเจ้า เพื่อที่เขาอาจทิ้งอุปนิสัยเสื่อมทรามเยี่ยงซาตานของเขา และเพื่อที่เขาอาจหลุดพ้นจากอิทธิพลแห่งความมืดมิดของซาตาน อันเป็นผลให้ผุดพ้นออกจากบาปได้อย่างครบถ้วน ถึงตอนนั้นเท่านั้นมนุษย์จึงจะได้รับความรอดอันครบบริบูรณ์ ในกาลเวลาที่พระเยซูได้กำลังทรงพระราชกิจของพระองค์อยู่นั้น ความรู้ของมนุษย์เกี่ยวกับพระองค์ยังคงคลุมเครือและไม่ชัดเจน มนุษย์เชื่อเสมอว่าพระองค์เป็นบุตรของดาวิด และป่าวประกาศว่าพระองค์เป็นผู้เผยวจนะที่ยิ่งใหญ่ เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าที่มีความเมตตากรุณาผู้ซึ่งได้ทรงไถ่บาปทั้งหลายของมนุษย์ ด้วยความเชื่อที่แข็งแกร่งของพวกเขา บางคนก็ได้รับการรักษาแค่จากการที่สัมผัสชายฉลองพระองค์ของพระองค์ คนตาบอดได้สามารถมองเห็น และแม้แต่คนตายก็สามารถคืนชีวิตมาได้ อย่างไรก็ตาม มนุษย์ก็ไม่สามารถที่จะค้นพบอุปนิสัยเสื่อมทรามเยี่ยงซาตานซึ่งฝังรากลึกอยู่ภายในตัวเขาได้ อีกทั้งเขาก็ไม่รู้ว่าจะทิ้งมันไปอย่างไร มนุษย์ได้รับพระคุณมามากมาย อาทิ สันติสุขและความสุขของเนื้อหนัง ความเชื่อของสมาชิกหนึ่งคนที่นำมาซึ่งพระพรต่อทั้งครอบครัว การรักษาอาการป่วย และอื่นๆ ที่เหลือก็คือความประพฤติที่ดีของมนุษย์และรูปลักษณ์ตามแบบพระเจ้าของเขา หากใครบางคนสามารถมีชีวิตอยู่บนพื้นฐานเหล่านี้ พวกเขาย่อมได้ถูกถือว่าเป็นผู้เชื่อที่ยอมรับได้ เฉพาะผู้เชื่อประเภทนี้เท่านั้นที่อาจสามารถเข้าสู่สวรรค์ได้หลังจากความตาย ซึ่งก็หมายความว่าพวกเขาได้รับการช่วยให้รอด แต่ทว่าในช่วงชีวิตของพวกเขา ผู้คนเหล่านี้ไม่ได้เข้าใจหนทางของชีวิตเลยสักนิด ทั้งหมดที่พวกเขาทำลงไปก็คือการทำบาปแล้วก็สารภาพบาปของพวกเขาอย่างเป็นวัฏจักรสม่ำเสมอโดยไม่มีเส้นทางใดที่จะเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของพวกเขาเลย เช่นนั้นเองที่เป็นสภาพเงื่อนไขของมนุษย์ในยุคพระคุณ มนุษย์ได้รับความรอดที่ครบบริบูรณ์แล้วหรือยังหนอ? ยัง! เพราะฉะนั้นภายหลังจากที่พระราชกิจช่วงระยะนั้นได้แล้วเสร็จลง ยังคงมีพระราชกิจแห่งการพิพากษาและการตีสอนค้างอยู่ ช่วงระยะนี้คือการทำให้มนุษย์บริสุทธิ์โดยวิธีทางของพระวจนะ และด้วยการนั้นจึงเป็นการให้เส้นทางสำหรับเขาที่จะติดตาม ช่วงระยะนี้คงจะไม่ออกผลหรือเปี่ยมความหมายหากมันดำเนินต่อไปด้วยการขับไล่ปีศาจ เพราะมันคงจะล้มเหลวที่จะขุดรากถอนโคนธรรมชาติบาปของมนุษย์ และมนุษย์ก็คงจะมาหยุดนิ่งอยู่ที่การยกโทษบาปของเขา มนุษย์ได้รับการยกโทษต่อบาปของเขาโดยผ่านทางเครื่องบูชาลบล้างบาป เพราะพระราชกิจแห่งการถูกตรึงกางเขนได้มาถึงปลายทางแล้ว และพระเจ้าก็ได้ทรงมีอำนาจเหนือซาตานแล้ว แต่ทว่าอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของมนุษย์ยังคงตกค้างอยู่ภายในตัวเขา มนุษย์ยังคงสามารถทำบาปและต้านทานพระเจ้าได้ และพระเจ้าก็ยังทรงไม่ได้รับมวลมนุษย์เอาไว้เลย นี่คือเหตุผลที่ทำไมในช่วงระยะนี้ของพระราชกิจ พระเจ้าจึงทรงใช้พระวจนะมาเปิดโปงอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของมนุษย์ เป็นเหตุให้เขาปฏิบัติไปตามเส้นทางที่ถูกต้อง ช่วงระยะนี้เปี่ยมความหมายมากกว่าช่วงระยะก่อนหน้า รวมถึงออกผลมากกว่า เพราะตอนนี้ พระวจนะนี่เองที่จัดหาให้กับชีวิตมนุษย์โดยตรง และทำให้อุปนิสัยของมนุษย์ได้รับการเริ่มใหม่อย่างครบบริบูรณ์ มันเป็นช่วงระยะของพระราชกิจที่ละเอียดอ่อนทั่วถึงกว่ามาก เพราะฉะนั้น การจุติเป็นมนุษย์ในยุคสุดท้ายได้ทำให้นัยสำคัญของการจุติเป็นมนุษย์ของพระเจ้าครบบริบูรณ์และเสร็จสิ้นแผนการบริหารจัดการของพระเจ้าสำหรับความรอดของมนุษย์โดยสมบูรณ์

ตัดตอนมาจาก “ความล้ำลึกแห่งการทรงจุติเป็นมนุษย์ (4)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

ในระหว่างยุคอาณาจักร พระเจ้าซึ่งจุติมาเป็นมนุษย์ตรัสพระวจนะเพื่อพิชิตทุกคนผู้ซึ่งเชื่อในพระองค์ นี่คือ “พระวจนะซึ่งทรงปรากฏเป็นมนุษย์” พระเจ้าได้เสด็จมาช่วงระหว่างยุคสุดท้ายเพื่อทรงพระราชกิจนี้ กล่าวคือ พระองค์ได้เสด็จมาเพื่อสำเร็จลุล่วงนัยสำคัญที่แท้จริงของพระวจนะซึ่งทรงปรากฏเป็นมนุษย์ พระองค์เพียงตรัสพระวจนะเท่านั้น และแทบจะไม่มีการมาถึงของข้อเท็จจริงต่าง ๆ นี่คือแก่นแท้จริง ๆ ของพระวจนะซึ่งทรงปรากฏเป็นมนุษย์ และเมื่อพระเจ้าซึ่งจุติมาเป็นมนุษย์ตรัสพระวจนะของพระองค์ นี่เป็นการทรงปรากฏของพระวจนะในมนุษย์ และเป็นพระวจนะซึ่งทรงกำลังมาเป็นมนุษย์ “ในปฐมกาลพระวาทะทรงดำรงอยู่ และพระวาทะทรงอยู่กับพระเจ้า และพระวาทะทรงเป็นพระเจ้า และพระวาทะทรงบังเกิดเป็นมนุษย์” นี่ (พระราชกิจแห่งการทรงปรากฏของพระวจนะในมนุษย์) คือพระราชกิจซึ่งพระเจ้าจะทรงสำเร็จลุล่วงในยุคสุดท้าย และเป็นบทสุดท้ายของแผนการบริหารจัดการทั้งสิ้นทั้งมวลของพระองค์ และดังนั้นพระเจ้าได้เสด็จมายังแผ่นดินโลกและทรงสำแดงพระวจนะของพระองค์ในมนุษย์ สิ่งซึ่งถูกทำให้สำเร็จวันนี้ สิ่งซึ่งจะถูกทำให้สำเร็จในภายภาคหน้า สิ่งซึ่งจะถูกทำให้สำเร็จลุล่วงโดยพระเจ้า บั้นปลายสุดท้ายของมนุษย์ บรรดาผู้ที่จะได้รับการช่วยให้รอด พวกที่จะถูกทำลาย เป็นต้น—ทั้งหมดของพระราชกิจนี้ซึ่งควรถูกทำให้สัมฤทธิ์ผลในท้ายที่สุดได้ถูกระบุไว้แล้วทั้งหมดอย่างชัดเจน และเป็นไปทั้งหมดก็เพื่อที่จะสำเร็จลุล่วงนัยสำคัญที่แท้จริงของพระวจนะซึ่งทรงปรากฏเป็นมนุษย์ ประกาศกฤษฎีกาบริหารและธรรมนูญซึ่งถูกบัญญัติขึ้นก่อนหน้านั้น พวกที่จะถูกทำลาย บรรดาผู้ที่จะเข้าสู่การพักผ่อน—พระวจนะเหล่านี้ทั้งหมดจะต้องถูกทำให้ลุล่วง นี่คือพระราชกิจซึ่งถูกทำให้สำเร็จลุล่วงเป็นหลักโดยพระเจ้าซึ่งจุติมาเป็นมนุษย์ช่วงระหว่างยุคสุดท้าย พระองค์ทรงทำให้ผู้คนเข้าใจว่าบรรดาผู้ที่ถูกกำหนดชะตาไว้ล่วงหน้าโดยพระเจ้าเป็นของที่แห่งใด และพวกที่ไม่ได้ถูกกำหนดชะตาไว้ล่วงหน้าโดยพระเจ้าเป็นของที่แห่งใด ประชากรและบรรดาบุตรของพระองค์จะถูกแยกประเภทอย่างไร จะเกิดขึ้นต่ออิสราเอล จะเกิดอะไรขึ้นต่ออียิปต์—ในภายภาคหน้า ทุก ๆ ถ้อยคำของพระวจนะเหล่านี้จะถูกทำให้สำเร็จลุล่วง ก้าวย่างของพระราชกิจของพระเจ้ากำลังเร่งความเร็วขึ้น พระเจ้าทรงใช้พระวจนะเป็นวิถีทางที่จะเปิดเผยต่อมนุษย์ถึงสิ่งซึ่งจะต้องถูกทำให้เสร็จสิ้นในทุกยุค สิ่งซึ่งจะต้องถูกทำให้เสร็จสิ้นโดยพระเจ้าซึ่งจุติมาเป็นมนุษย์ในระหว่างยุคสุดท้าย และพันธกิจของพระองค์ซึ่งจะต้องได้รับการปฏิบัติ และพระวจนะเหล่านี้เป็นไปทั้งหมดเพื่อที่จะสำเร็จลุล่วงนัยสำคัญที่แท้จริงของพระวจนะซึ่งทรงปรากฏเป็นมนุษย์

ตัดตอนมาจาก “ทุกสิ่งสัมฤทธิ์ได้ด้วยพระวจนะแห่งพระเจ้า” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

ในยุคอาณาจักร พระเจ้าทรงใช้พระวจนะเพื่อเริ่มต้นยุคใหม่ เพื่อเปลี่ยนวิธีการที่พระองค์ทรงใช้ปฏิบัติงาน และเพื่อปฏิบัติพระราชกิจของยุคทั้งปวง นี่คือหลักการซึ่งพระเจ้าทรงใช้ปฏิบัติงานในยุคพระวจนะ พระองค์ได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์เพื่อพูดจากมุมมองที่ต่างออกไป เพื่อที่มนุษย์อาจได้เห็นพระเจ้าอย่างแท้จริง ผู้ทรงเป็นพระวจนะซึ่งทรงปรากฏเป็นมนุษย์ และอาจสามารถมองเห็นพระปรีชาญาณและความมหัศจรรย์ของพระองค์ พระราชกิจเช่นนั้นทำไปเพื่อให้บรรลุเป้าหมายได้ดียิ่งขึ้นในการพิชิตมนุษย์ การทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อม และการกำจัดมนุษย์ ซึ่งเป็นความหมายที่แท้จริงของการใช้พระวจนะเพื่อปฏิบัติพระราชกิจในยุคพระวจนะ โดยผ่านทางพระวจนะเหล่านี้ ผู้คนจึงได้มารู้จักกับพระราชกิจของพระเจ้า พระอุปนิสัยของพระเจ้า แก่นแท้ของมนุษย์ และสิ่งที่มนุษย์ควรเข้าสู่ โดยผ่านทางพระวจนะเหล่านี้ พระราชกิจที่พระเจ้าทรงปรารถนาจะทำในยุคพระวจนะจึงถูกนำพาไปสู่การบังเกิดผลโดยครบถ้วนบริบูรณ์ โดยผ่านทางพระวจนะเหล่านี้ ผู้คนได้ถูกตีแผ่ ถูกกำจัด และถูกทดสอบ ผู้คนได้เห็นพระวจนะของพระเจ้า ได้ยินพระวจนะเหล่านี้ และระลึกได้ถึงการมีอยู่ของพระวจนะเหล่านี้ ผลก็คือ พวกเขาได้มาเชื่อในการดำรงอยู่ของพระเจ้า ในฤทธานุภาพไม่สิ้นสุดและพระปรีชาญาณของพระเจ้า รวมทั้งในความรักของพระเจ้าที่มีให้กับมนุษย์ และความปรารถนาของพระองค์ที่จะช่วยมนุษย์ให้รอด คำว่า “พระวจนะ” อาจฟังดูเรียบง่ายและธรรมดาสามัญ แต่พระวจนะที่เอ่ยจากพระโอษฐ์ของพระเจ้าซึ่งทรงจุติมาเป็นมนุษย์นั้นสั่นสะเทือนจักรวาล พระวจนะเหล่านั้นเปลี่ยนแปลงหัวใจของผู้คน เปลี่ยนแปลงมโนคติที่หลงผิดและอุปนิสัยแต่เดิมของพวกเขา และเปลี่ยนแปลงวิถีทางที่โลกทั้งโลกเคยปรากฏ ตลอดยุคสมัยหลายยุคมานั้น มีเพียงพระเจ้าของวันนี้เท่านั้นที่ได้ทรงงานในวิถีทางนี้ และมีเพียงพระองค์เท่านั้นที่ตรัสด้วยเหตุนี้และเสด็จมาช่วยมนุษย์ให้รอดด้วยเหตุนี้ จากเวลานี้ไป มนุษย์ใช้ชีวิตอยู่ภายใต้การทรงนำของพระวจนะของพระเจ้า ได้รับการเลี้ยงดูและจัดหาให้โดยพระวจนะของพระองค์ ผู้คนใช้ชีวิตในโลกแห่งพระวจนะของพระเจ้า ท่ามกลางคำสาปแช่งและพระพรของพระวจนะของพระเจ้า และมีผู้คนมากกว่านั้นอีกที่ได้มาใช้ชีวิตอยู่ภายใต้การพิพากษาและการตีสอนของพระวจนะของพระองค์ พระวจนะเหล่านี้และพระราชกิจนี้ล้วนแต่เป็นไปเพื่อความรอดของมนุษย์ เพื่อการทำน้ำพระทัยพระเจ้าให้บรรลุผล และเพื่อการเปลี่ยนแปลงรูปสัณฐานดั้งเดิมของโลกแห่งการทรงสร้างเดิม พระเจ้าได้ทรงสร้างโลกโดยใช้พระวจนะ พระองค์ทรงนำทางผู้คนทั่วทั้งจักรวาลโดยใช้พระวจนะ และพระองค์ทรงพิชิตและช่วยพวกเขาให้รอดโดยใช้พระวจนะ ในท้ายที่สุดแล้ว พระองค์จะทรงใช้พระวจนะเพื่อนำพาโลกเดิมทั้งโลกไปสู่อวสาน ด้วยเหตุนี้จึงจะเป็นการทำให้แผนการบริหารจัดการของพระองค์สำเร็จครบถ้วนบริบูรณ์ ตลอดยุคอาณาจักร พระเจ้าทรงใช้พระวจนะเพื่อปฏิบัติพระราชกิจของพระองค์ และเพื่อบรรลุผลลัพธ์ของพระราชกิจของพระองค์ พระองค์ไม่ได้ทรงทำการอัศจรรย์หรือแสดงการปาฏิหาริย์ต่าง ๆ แต่เพียงแค่ปฏิบัติพระราชกิจของพระองค์ผ่านพระวจนะเท่านั้น เพราะพระวจนะเหล่านี้ มนุษย์จึงได้รับการบำรุงเลี้ยงและการจัดหา และได้รับความรู้และประสบการณ์ที่แท้จริง

ตัดตอนมาจาก “ยุคอาณาจักรคือยุคพระวจนะ” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

ในพระราชกิจสุดท้ายแห่งการสรุปปิดตัวยุคนั้น พระอุปนิสัยของพระเจ้าคือหนึ่งในการตีสอนและการพิพากษา ซึ่งพระองค์ทรงใช้เพื่อเผยทั้งหมดที่ไม่ชอบธรรม เพื่อพิพากษาผู้คนทั้งหมดอย่างเปิดเผย และเพื่อทำให้บรรดาผู้ที่รักพระองค์ด้วยหัวใจที่จริงใจได้รับความเพียบพร้อม มีเพียงพระอุปนิสัยเช่นนี้เท่านั้นที่สามารถนำพายุคนั้นไปถึงบทอวสานได้ ยุคสุดท้ายได้มาถึงแล้ว ทุกสรรพสิ่งในการทรงสร้างจะถูกแยกไปตามประเภทของพวกมัน และถูกแบ่งออกเป็นจำพวกต่าง ๆ ตามธรรมชาติของพวกมัน นี่คือชั่วขณะที่พระเจ้าทรงเผยบทอวสานของมนุษยชาติและบั้นปลายของพวกเขา หากผู้คนมิได้ก้าวผ่านการตีสอนและการพิพากษาแล้วไซร้ ก็จะไม่มีหนทางที่จะเปิดโปงความไม่เชื่อฟังและความไม่ชอบธรรมของพวกเขา มีเพียงโดยผ่านทางการตีสอนและการพิพากษาเท่านั้นที่จะสามารถเผยบทอวสานของสรรพสิ่งทรงสร้างทั้งปวงได้ มนุษย์จะแสดงให้เห็นตัวตนที่แท้จริงของเขาเฉพาะเมื่อเขาได้รับการตีสอนและการพิพากษาเท่านั้น คนชั่วจะถูกนำไปอยู่กับคนชั่ว คนดีอยู่กับคนดี และมนุษยชาติทั้งปวงจะถูกแยกออกไปตามประเภทของพวกเขา บทอวสานของสรรพสิ่งทรงสร้างทั้งปวงจะได้รับการเผยโดยผ่านทางการตีสอนและการพิพากษา เพื่อที่คนชั่วอาจจะได้รับการลงทัณฑ์และคนดีได้รับรางวัล และผู้คนทั้งปวงกลับกลายมาอยู่ภายใต้แดนครอบครองของพระเจ้า พระราชกิจทั้งหมดนี้จะต้องสัมฤทธิ์ผลโดยผ่านทางการตีสอนและการพิพากษาที่ชอบธรรม เนื่องจากความเสื่อมทรามของมนุษย์ได้มาถึงจุดสูงสุดของมัน และความไม่เชื่อฟังของพวกเขากลับกลายมาเป็นร้ายแรงอย่างเหลือเกิน จึงมีเพียงพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้า พระอุปนิสัยซึ่งประกอบด้วยการตีสอนและการพิพากษาเป็นหลัก และถูกเผยในระหว่างยุคสุดท้ายเท่านั้น ที่สามารถเปลี่ยนสภาพและทำให้มนุษย์ครบบริบูรณ์อย่างเต็มเปี่ยมได้ มีเพียงพระอุปนิสัยนี้เท่านั้นที่สามารถเปิดโปงคนชั่ว และด้วยเหตุนี้จึงลงโทษพวกไม่ชอบธรรมทั้งหมดอย่างรุนแรง ดังนั้น พระอุปนิสัยเช่นนี้ซึมซับไปด้วยนัยสำคัญของยุคนั้น และการเปิดเผยและการแสดงออกถึงพระอุปนิสัยของพระองค์ถูกทำให้สำแดงชัดแจ้งเพื่อประโยชน์ของพระราชกิจของยุคใหม่แต่ละยุค มันมิใช่ว่าพระเจ้าทรงเผยพระอุปนิสัยของพระองค์โดยตามความชอบพระทัยเองและโดยไม่มีนัยสำคัญ หากแม้นว่าในการเผยบทอวสานของมนุษย์ในระหว่างยุคสุดท้ายนั้น พระเจ้ายังคงจะทรงประทานความสงสารและความรักอันไม่สิ้นสุดให้แก่มนุษย์และยังคงมีความรักต่อเขาอยู่ต่อไป โดยไม่ทรงนำมนุษย์ไปสู่การพิพากษาที่ชอบธรรม แต่ตรงกันข้ามกลับทรงแสดงให้เขาเห็นความอดกลั้น ความอดทน และการให้อภัย และยกโทษให้มนุษย์ไม่ว่าบาปของเขาจะมหันต์เพียงใด โดยไม่มีการพิพากษาอันชอบธรรมแม้แต่นิดเดียว กล่าวคือ เช่นนั้นแล้ว เมื่อใดเล่าที่การบริหารจัดการทั้งหมดของพระเจ้าจะได้มาถึงการปิดตัวเสียที? เมื่อใดที่พระอุปนิสัยเช่นนี้จะสามารถนำทางผู้คนไปสู่บั้นปลายที่เหมาะสมของมวลมนุษย์? ดูตัวอย่างของผู้พิพากษาคนหนึ่งที่มีความรักอยู่เสมอ ผู้พิพากษาที่มีใบหน้าดูใจดีและมีหัวใจอ่อนโยน เขารักผู้คนโดยไม่คำนึงถึงอาชญากรรมที่พวกเขาอาจได้กระทำมา และเขามีความรักและความหักห้ามใจกับพวกเขาไม่ว่าพวกเขาอาจจะเป็นใคร ในกรณีนั้น เมื่อใดเขาจึงจะสามารถไปถึงการตัดสินที่ยุติธรรมได้เสียที? ในระหว่างยุคสุดท้าย มีเพียงการพิพากษาอันชอบธรรมเท่านั้นที่สามารถแยกมนุษย์ไปตามประเภทของพวกเขาและนำพามนุษย์ไปสู่ดินแดนใหม่ได้ ในหนทางนี้ ทั่วทั้งยุคนั้นถูกนำพาไปถึงบทอวสานโดยผ่านทางพระอุปนิสัยอันชอบธรรมในการพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้า

ตัดตอนมาจาก “นิมิตแห่งพระราชกิจของพระเจ้า (3)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

เชิงอรรถ:

ก. ข้อความต้นฉบับไม่มีวลี “ให้เชื่อฟัง”

ก่อนหน้า:เหตุใดพระเจ้าจึงได้รับการเรียกขานด้วยพระนามที่ต่างกันในยุคที่ต่างกัน?

ถัดไป:นัยสำคัญของพระราชกิจแห่งพระวจนะของพระเจ้า