5. เจ้าต้องเชื่อในพระเจ้าอย่างไร เพื่อที่จะให้ได้รับการช่วยให้รอดและการทำให้มีความเพียบพร้อม?

พระวจนะของพระเจ้าที่เกี่ยวข้อง

กล่าวโดยสรุป การรับเอาเส้นทางของเปโตรในความเชื่อของคนเราหมายถึงการเดินบนเส้นทางของการไล่ตามเสาะหาความจริง ซึ่งยังเป็นเส้นทางของการได้รู้จักตนเองและเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของตนเองอย่างแท้จริงเช่นกัน มีเพียงโดยการเดินบนเส้นทางของเปโตรเท่านั้นคนเราจึงจะอยู่บนเส้นทางของการได้รับการทำให้เพียบพร้อมโดยพระเจ้า คนเราต้องชัดเจนเกี่ยวกับวิธีเดินบนเส้นทางของเปโตรโดยแน่ชัด ตลอดจนวิธีนำการนั้นไปปฏิบัติ ก่อนอื่น คนเราต้องละวางเจตนาของคนเราเอง การไล่ตามเสาะหาที่ไม่ถูกต้องเหมาะสม และแม้กระทั่งครอบครัวและทุกสรรพสิ่งของเนื้อหนังของคนเราเอง คนเราต้องอุทิศโดยสุดหัวใจ กล่าวคือ คนเราต้องอุทิศตัวเองแก่พระวจนะของพระเจ้าโดยสุดหัวใจ มุ่งความสนใจไปที่การกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า จดจ่ออยู่กับการค้นหาความจริงและการค้นหาเจตนารมณ์ของพระเจ้าในพระวจนะของพระองค์ และพยายามจับความเข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้าในทุกสิ่งทุกอย่าง นี่เป็นวิธีการปฏิบัติที่เป็นพื้นฐานและสำคัญยิ่งยวด นี่คือสิ่งที่เปโตรทำหลังจากที่ได้เห็นพระเยซู และเป็นเพียงโดยการปฏิบัติในหนทางนี้เท่านั้นคนเราจึงจะสามารถสัมฤทธิ์ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดได้ การอุทิศโดยสุดหัวใจต่อพระวจนะของพระเจ้าโดยหลักแล้วเกี่ยวข้องกับการแสวงหาความจริง การแสวงหาเจตนารมณ์ของพระเจ้าภายในพระวจนะของพระองค์ มุ่งความสนใจไปที่การจับความเข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้า และการเข้าใจและการได้มาซึ่งความจริงมากขึ้นจากพระวจนะของพระเจ้า เมื่ออ่านพระวจนะของพระองค์ เปโตรไม่ได้มุ่งความสนใจไปที่การเข้าใจคำสอน นับประสาอะไรที่เขาจะมุ่งความสนใจไปที่การได้มาซึ่งความรู้ทางเทววิทยา แทนที่จะเป็นเช่นนั้น เขาจดจ่ออยู่กับการจับใจความความจริงและการจับความเข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้า ตลอดจนการสัมฤทธิ์ความเข้าใจพระอุปนิสัยของพระองค์และความดีงามของพระองค์ เปโตรยังได้พยายามที่จะเข้าใจสภาวะอันเสื่อมทรามหลากหลายของมนุษย์จากพระวจนะของพระเจ้าเช่นกัน ตลอดจนธรรมชาติอันเสื่อมทรามและข้อบกพร่องจริงแท้ของมนุษย์ ด้วยเหตุนี้จึงเป็นการทำตามแง่มุมทั้งหมดของข้อพึงประสงค์ของพระเจ้าต่อมนุษย์เพื่อที่จะทำให้พระองค์พึงพอพระทัย เปโตรมีการปฏิบัติที่ถูกต้องมากมายเหลือเกินที่ยึดปฏิบัติตามพระวจนะของพระเจ้า การนี้อยู่ในแนวเดียวกับน้ำพระทัยของพระเจ้ามากที่สุด และนั่นเป็นหนทางที่ดีที่สุดที่บุคคลหนึ่งจะสามารถร่วมมือได้ในขณะที่ได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้า เมื่อได้รับประสบการณ์กับการทดสอบหลายร้อยครั้งจากพระเจ้า เปโตรได้ตรวจสอบตัวเขาเองอย่างเข้มงวดโดยอิงทุกพระวจนะแห่งการพิพากษามนุษย์ของพระเจ้า ทุกพระวจนะแห่งวิวรณ์เกี่ยวกับมนุษย์ของพระเจ้า และทุกพระวจนะแห่งข้อพึงประสงค์ของพระองค์ต่อมนุษย์ และเพียรพยายามที่จะหยั่งลึกความหมายของพระวจนะเหล่านั้น เขาพยายามอย่างจริงจังจริงใจที่จะไตร่ตรองและจดจำทุกพระวจนะที่พระเยซูตรัสกับเขา และได้สัมฤทธิ์ผลลัพธ์ที่ดีมาก โดยผ่านทางการปฏิบัติลักษณะนี้ เขาสามารถสัมฤทธิ์ความเข้าใจเกี่ยวกับตัวเขาเองจากพระวจนะของพระเจ้า และเขาไม่เพียงมาเข้าใจสภาวะอันเสื่อมทรามหลากหลายของมนุษย์เท่านั้น แต่ยังมาเข้าใจแก่นแท้ ธรรมชาติ และข้อบกพร่องทั้งหลายของมนุษย์เช่นกัน นี่คือความหมายของการเข้าใจตัวเองอย่างแท้จริง จากพระวจนะของพระเจ้า เปโตรไม่เพียงสัมฤทธิ์ความเข้าใจที่แท้จริงเกี่ยวกับตัวเขาเองเท่านั้น แต่จากสิ่งทั้งหลายที่แสดงออกในพระวจนะของพระเจ้า—พระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้า สิ่งที่พระองค์ทรงมีและทรงเป็น น้ำพระทัยของพระเจ้าสำหรับพระราชกิจของพระองค์ ข้อพึงประสงค์ของพระองค์ต่อมวลมนุษย์—จากพระวจนะเหล่านี้เขาได้มารู้จักพระเจ้าอย่างครบบริบูรณ์ เขาได้มารู้จักพระอุปนิสัยของพระเจ้า และเนื้อแท้ของพระองค์ เขาได้มารู้จักและเข้าใจสิ่งที่พระเจ้าทรงมีและทรงเป็น ตลอดจนความดีงามของพระเจ้าและข้อพึงประสงค์ของพระเจ้าต่อมนุษย์ แม้ว่าพระเจ้าไม่ได้ตรัสในตอนนั้นมากเท่ากับที่พระองค์ตรัสในวันนี้ กระนั้นก็ตามผลลัพธ์ในแง่มุมเหล่านี้ก็สัมฤทธิ์ในเปโตร นี่คือสิ่งที่หายากและล้ำค่าสิ่งหนึ่ง เปโตรได้ก้าวผ่านการทดสอบหลายร้อยครั้ง แต่ไม่ได้ทนทุกข์โดยสูญเปล่า เขาไม่เพียงได้มาเข้าใจตัวเขาเองจากพระวจนะและพระราชกิจของพระเจ้าเท่านั้น แต่เขายังได้มารู้จักพระเจ้าเช่นกัน นอกจากนี้ เขาได้มุ่งความสนใจเป็นพิเศษไปที่ข้อพึงประสงค์ของพระเจ้าต่อมวลมนุษย์ภายในพระวจนะของพระองค์ ไม่ว่าจะในแง่มุมใดก็ตามที่มนุษย์ควรทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยเพื่ออยู่ในแนวเดียวกับน้ำพระทัยของพระเจ้า เปโตรสามารถทุ่มเทความพยายามอันยิ่งใหญ่ออกไปในแง่มุมเหล่านั้นและสัมฤทธิ์ความกระจ่างชัดเต็มที่ นี่เป็นประโยชน์อย่างที่สุดในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเข้าสู่ของเขาเอง ไม่สำคัญว่าพระเจ้าได้ตรัสถึงสิ่งใด ตราบเท่าที่พระวจนะเหล่านั้นสามารถกลายเป็นชีวิตได้และคือความจริง เปโตรสามารถสลักพระวจนะเหล่านั้นไว้ในหัวใจของเขาเพื่อไตร่ตรองและซึ้งคุณค่าพระวจนะเหล่านั้นได้เป็นนิจศีล หลังจากที่ได้ยินพระวจนะของพระเยซู เขาก็สามารถเก็บพระวจนะเหล่านั้นไปคิด ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเขามุ่งความสนใจเป็นพิเศษไปที่พระวจนะของพระเจ้า และเขาสัมฤทธิ์ผลลัพธ์ในที่สุดอย่างแท้จริง กล่าวคือ เขาสามารถนำพระวจนะของพระเจ้าไปปฏิบัติได้อย่างเป็นอิสระ ปฏิบัติตามความจริงและอยู่ในแนวเดียวกับน้ำพระทัยของพระเจ้าได้อย่างถูกต้องแม่นยำ กระทำการโดยสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระเจ้าได้โดยทั้งหมดทั้งมวล และละวางความคิดเห็นและจินตนาการส่วนตัวของเขาเอง ในหนทางนี้ เปโตรได้เข้าสู่ความเป็นจริงของพระวจนะของพระเจ้า การรับใช้ของเปโตรมาในแนวเดียวกับน้ำพระทัยของพระเจ้าโดยหลักแล้วก็เพราะเขาได้ทำการนี้แล้ว

จาก “วิธีเดินบนเส้นทางของเปโตร” ใน บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย

ในการพยายามที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมจากพระเจ้านั้น คนเราต้องเข้าใจก่อนว่าการได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระองค์หมายถึงอะไร รวมทั้งภาวะใดที่คนเราต้องมีเพื่อที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม ทันทีที่คนเราจับความเข้าใจในเรื่องเช่นนี้ได้ คนเราก็ต้องค้นหาเส้นทางปฏิบัติ การที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม คนเราต้องมีคุณสมบัติบางประการ ผู้คนมากมายไม่มีคุณสมบัติภายในที่สูงพอ ซึ่งในกรณีเช่นนี้ เจ้าต้องยอมลำบากและทำงานอย่างหนักด้วยตนเอง ยิ่งคุณสมบัติของเจ้าแย่ลงเท่าใด เจ้าก็ต้องใช้ความพยายามของเจ้าเองมากขึ้นเท่านั้น ยิ่งเจ้ามีความเข้าใจในพระวจนะของพระเจ้ามากขึ้นและนำพระวจนะของพระเจ้าไปปฏิบัติมากขึ้นเท่าใด เจ้าก็จะยิ่งสามารถเหยียบย่างบนเส้นทางของความเพียบพร้อมได้เร็วขึ้นเท่านั้น เจ้าสามารถได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมในส่วนของการอธิษฐานได้โดยผ่านทางการอธิษฐาน เจ้ายังสามารถได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมได้ด้วยการกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า จับความเข้าใจในแก่นแท้ของพระวจนะ และใช้ชีวิตตามความเป็นจริงของพระวจนะ โดยการผ่านประสบการณ์กับพระวจนะของพระเจ้าเป็นประจำทุกวัน เจ้าควรรู้ได้ว่าในตัวเจ้ายังขาดสิ่งใด ยิ่งไปกว่านั้น เจ้าควรตระหนักถึงข้อบกพร่องร้ายแรงและจุดอ่อนของเจ้า และอธิษฐานและวิงวอนพระเจ้า ด้วยการทำเช่นนี้ เจ้าก็จะค่อยๆ ได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม เส้นทางไปสู่ความเพียบพร้อมได้แก่ การอธิษฐาน กินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า จับความเข้าใจถึงแก่นแท้แห่งพระวจนะของพระเจ้า มีการเข้าสู่ประสบการณ์แห่งพระวจนะของพระเจ้า รู้ได้ว่าในตัวเจ้ายังขาดพร่องสิ่งใด นบนอบต่อพระราชกิจของพระเจ้า ตระหนักรู้ถึงภาระของพระเจ้า ละทิ้งเนื้อหนังผ่านทางความรักที่เจ้ามีต่อพระเจ้า และเข้าร่วมการสามัคคีธรรมกับพี่น้องชายหญิงของเจ้าเป็นประจำ ซึ่งสามารถทำให้ประสบการณ์ของเจ้ามั่งคั่งขึ้นได้ ไม่ว่าจะเป็นชีวิตในชุมชนหรือชีวิตส่วนตัวของเจ้า และไม่ว่าจะเป็นการชุมนุมใหญ่หรือเล็ก ทั้งหมดนั้นสามารถเปิดโอกาสให้เจ้าได้รับประสบการณ์และเข้ารับการฝึกฝนเพื่อที่หัวใจของเจ้าจะสามารถสงบนิ่งเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและหวนคืนมาหาพระองค์ได้ ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการแห่งการได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม การมีประสบการณ์กับพระวจนะของพระเจ้าดังที่กล่าวมาข้างต้นหมายถึง การสามารถลิ้มรสพระวจนะเหล่านั้นได้จริงๆ และยอมให้ตัวเจ้าเองใช้ชีวิตตามพระวจนะ เพื่อที่เจ้าจะมีความเชื่อและความรักในพระเจ้ามากขึ้น ในลักษณะนี้ เจ้าจะค่อยๆ ทิ้งอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตานของเจ้า ทำให้ตัวเจ้าเป็นอิสระจากแรงจูงใจที่ไม่ถูกต้องเหมาะสม และใช้ชีวิตตามสภาพเสมือนบุคคลปกติ ยิ่งความรักพระเจ้าภายในตัวเจ้ามีมากขึ้นเท่าใด—กล่าวคือ ตัวเจ้าได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้ามากขึ้นเท่าใด—เจ้าก็ยิ่งจะถูกความเสื่อมทรามของซาตานครอบงำน้อยลงเท่านั้น เจ้าจะค่อยๆ เหยียบย่างลงบนเส้นทางแห่งความเพียบพร้อมโดยผ่านทางประสบการณ์ที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของเจ้า ด้วยเหตุนี้ หากเจ้าปรารถนาที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม เช่นนั้นแล้ว การตระหนักรู้น้ำพระทัยของพระเจ้าและมีประสบการณ์กับพระวจนะของพระองค์ก็ยิ่งสำคัญเป็นพิเศษ

จาก “จงใส่ใจในน้ำพระทัยของพระเจ้าเพื่อบรรลุความเพียบพร้อม” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

หากเจ้าเชื่อในอธิปไตยของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จำเป็นที่จะต้องเชื่อว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรายวัน ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ที่ดีหรือแย่ ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างไร้แบบแผน ไม่ใช่ว่าใครบางคนกำลังจงใจกดดันบีบคั้นเจ้าหรือเล็งเป้ามาที่เจ้า การนี้ทั้งหมดได้รับการจัดการเตรียมการโดยพระเจ้า เหตุใดพระเจ้าจึงทรงจัดวางเรียบเรียงสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด? นั่นไม่ใช่เพื่อเปิดเผยเจ้าว่าเจ้าคือใครหรือเพื่อเปิดโปงเจ้า การเปิดโปงเจ้าไม่ใช่เป้าหมายปลายทาง เป้าหมายคือการทำให้เจ้ามีความเพียบพร้อมและช่วยเจ้าให้รอด พระเจ้าทรงทำเช่นนั้นอย่างไร? พระองค์ทรงเริ่มต้นโดยการทำให้เจ้าตระหนักรู้ถึงอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้าเอง ถึงธรรมชาติและแก่นแท้ของเจ้า ถึงข้อบกพร่องของเจ้า และถึงสิ่งที่เจ้าขาดพร่อง โดยการรู้จักสิ่งเหล่านี้และการมีความเข้าใจชัดเจนเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้เท่านั้น เจ้าจึงจะสามารถไล่ตามเสาะหาความจริงและค่อยๆ สลัดทิ้งอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้า นี่คือการที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมโอกาสเหมาะให้แก่เจ้า นี่คือความเมตตาสงสารของพระเจ้า เจ้าจำเป็นที่จะต้องรู้วิธีคว้าโอกาสเหมาะนี้ไว้ เจ้าไม่ควรเผชิญหน้าอย่างรุนแรงกับพระเจ้าหรือเข้าใจพระองค์ผิด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเผชิญหน้ากับผู้คน เรื่องทั้งหลาย และสิ่งทั้งหลายที่พระเจ้าทรงจัดการเตรียมการรอบตัวเจ้า จงอย่ารู้สึกอยู่เนืองนิตย์ว่า สิ่งทั้งหลายนั้นไม่เป็นดังที่เจ้าปรารถนาให้เป็น จงอย่าปรารถนาอยู่เนืองนิตย์ว่าจะหลีกหนีสิ่งเหล่านั้น หรือติเตียนและเข้าใจพระเจ้าผิดอยู่เสมอ หากเจ้ากำลังทำสิ่งเหล่านั้นอยู่เนืองนิตย์ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ไม่ได้กำลังได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้า และนั่นจะทำให้ลำบากยากเย็นมากสำหรับเจ้าที่จะเข้าสู่ความเป็นจริงของความจริง สิ่งใดก็ตามที่เจ้าเผชิญที่เจ้าไม่สามารถเข้าใจได้อย่างเต็มที่ เมื่อเกิดความลำบากยากเย็นขึ้น เจ้าก็ต้องเรียนรู้ที่จะนบนอบ เจ้าควรเริ่มโดยการมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและอธิษฐานให้มากขึ้น ด้วยหนทางนั้น ก่อนที่เจ้าจะทันได้รู้ตัว การแปรเปลี่ยนจะเกิดขึ้นในสภาวะภายในของเจ้า และเจ้าจะมีความสามารถที่จะแสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขปัญหาของเจ้า เมื่อเป็นเช่นนั้น เจ้าจะมีความสามารถที่จะได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้า ขณะที่การนี้เกิดขึ้น ความเป็นจริงของความจริงจะกอปรกันขึ้นภายในตัวเจ้า และนี่คือวิธีที่เจ้าจะก้าวหน้าและก้าวผ่านการแปลงสภาพของสภาวะของชีวิตของเจ้า ทันทีที่เจ้าได้ก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลงนี้และครองความเป็นจริงของความจริงนี้ เจ้าก็ยังจะครองวุฒิภาวะด้วยเช่นกัน และชีวิตก็มาพร้อมกับวุฒิภาวะ หากใครคนหนึ่งดำรงชีวิตโดยมีพื้นฐานอยู่บนอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตาน เช่นนั้นแล้ว ไม่สำคัญว่าพวกเขามีใจกระตือรือร้นหรือพลังงานมากเพียงใด พวกเขายังคงไม่สามารถได้รับการพิจารณาได้ว่าครองวุฒิภาวะหรือชีวิต พระเจ้าทรงพระราชกิจในบุคคลทุกๆ คน และไม่สำคัญว่าวิธีการของพระองค์คือสิ่งใด ผู้คน เรื่อง และสิ่งของประเภทใดที่พระองค์ทรงใช้ให้เป็นประโยชน์ในการปรนนิบัติของพระองค์ หรือว่าพระวจนะของพระองค์มีกระแสเสียงประเภทใด พระองค์ก็เพียงทรงมีเป้าหมายปลายทางเดียวเท่านั้น นั่นคือ การช่วยเจ้าให้รอด แล้วพระองค์ทรงช่วยเจ้าให้รอดอย่างไรเล่า? พระองค์ทรงเปลี่ยนแปลงเจ้า ดังนั้น เจ้าจะไม่สามารถทนทุกข์เล็กน้อยได้อย่างไร? เจ้ากำลังจะต้องทนทุกข์ ความทุกข์นี้สามารถเกี่ยวข้องกับหลายสิ่งหลายอย่าง บางครั้งพระเจ้าทรงโปรดให้สภาพแวดล้อมหนึ่งเกิดขึ้นรอบๆ เจ้าเพื่อตีแผ่เจ้า เพื่อที่เจ้าจะสามารถมารู้จักตัวเจ้าเองได้ มิฉะนั้นแล้วเจ้าอาจจะถูกจัดการ ตัดแต่ง และเปิดโปงโดยตรง เหมือนกันไม่มีผิดกับใครบางคนบนเตียงผ่าตัด—โดยการก้าวผ่านความเจ็บปวดและความทุกข์บ้างเท่านั้น จึงจะสามารถไปถึงบทอวสานที่ดีได้ หากทุกครั้งที่เจ้าได้รับการตัดแต่งและจัดการ และทุกครั้งที่เจ้าถูกตีแผ่โดยสภาพแวดล้อมหนึ่ง นั่นปลุกเร้าความรู้สึกของเจ้าและให้สิ่งชูกำลังแก่เจ้า เช่นนั้นแล้ว โดยผ่านทางกระบวนการนี้เจ้าจะมีวุฒิภาวะและจะเข้าสู่ความเป็นจริงแห่งความจริง

จาก “การที่จะได้รับความจริง เจ้าต้องเรียนรู้จากผู้คน เรื่องทั้งหลาย และสิ่งทั้งหลายรอบตัวเจ้า” ใน บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย

เปโตรได้พยายามที่จะทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยในทุกสิ่งทุกอย่าง และได้พยายามเชื่อฟังทั้งหมดที่ได้มาจากพระเจ้า โดยที่ไม่มีการปริปากบ่นแม้แต่น้อย เขาสามารถยอมรับการตีสอนและการพิพากษา ตลอดจนกระบวนการถลุง ความทุกข์ลำบาก และการดำเนินต่อไปโดยความไม่มีสิ่งใดเลยในชีวิตของเขา ซึ่งไม่มีสิ่งใดเลยในบรรดาเหล่านี้ที่จะสามารถปรับเปลี่ยนความรักของเขาที่มีแด่พระเจ้าได้ นี่ไม่ใช่ความรักขั้นสูงสุดที่มีแด่พระเจ้าหรอกหรือ? นี่ไม่ใช่การลุล่วงหน้าที่ของสิ่งทรงสร้างหนึ่งของพระเจ้าหรอกหรือ? ไม่ว่าในการตีสอน การพิพากษา หรือความทุกข์ลำบาก เจ้าสามารถสัมฤทธิ์ความเชื่อฟังจนตายได้เสมอ และนี่คือสิ่งที่ควรสัมฤทธิ์โดยสิ่งทรงสร้างหนึ่งของพระเจ้า นี่คือความบริสุทธิ์ของความรักที่มีแด่พระเจ้า หากมนุษย์สามารถสัมฤทธิ์ผลได้มากขนาดนี้ เช่นนั้นแล้วเขาก็เป็นสิ่งทรงสร้างหนึ่งของพระเจ้าที่มีคุณสมบัติเหมาะสม และไม่มีสิ่งใดเลยที่ทำให้สมดังที่พระผู้สร้างทรงพึงปรารถนาได้ดีกว่า

จาก “ความสำเร็จหรือความล้มเหลวขึ้นอยู่กับเส้นทางที่มนุษย์เดิน” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

หากผู้คนปรารถนาที่จะกลายเป็นสิ่งมีชีวิตและเป็นคำพยานต่อพระเจ้า และได้รับการรับรองจากพระเจ้า เช่นนั้นแล้วพวกเขาต้องยอมรับความรอดของพระเจ้า พวกเขาต้องนบนอบด้วยความเปรมปรีดิ์ต่อการพิพากษาและการตีสอนของพระองค์และต้องยอมรับด้วยความเปรมปรีดิ์ต่อการตัดแต่งของพระเจ้าและการจัดการโดยพระองค์ เมื่อนั้นเท่านั้นพวกเขาจึงจะสามารถนำความจริงทั้งหมดที่พระเจ้าทรงพึงประสงค์มาปฏิบัติได้ และเมื่อนั้นเท่านั้นพวกเขาจึงจะได้รับความรอดของพระเจ้าและกลายเป็นสิ่งมีชีวิตอย่างแท้จริง

จาก “เจ้าคือใครบางคนที่ได้กลับมีชีวิตขึ้นอีกหรือไม่?” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พวกที่ไม่เชื่อฟังพระเจ้าเลยแม้แต่นิดเดียว ผู้ที่แค่เพียงรับรู้พระนามของพระองค์เท่านั้น และพอจะมีสัมผัสในความใจดีมีเมตตาและความน่ารักน่าชื่นชมของพระเจ้าอยู่บ้าง แต่ก็ยังไม่ก้าวตามให้ทันย่างพระบาทของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และไม่เชื่อฟังพระราชกิจและพระวจนะปัจจุบันของพระวิญญาณบริสุทธิ์—ผู้คนเหล่านี้มีชีวิตท่ามกลางพระคุณของพระเจ้า และจะไม่ได้รับการทรงรับไว้หรือได้รับการทำให้เพียบพร้อมโดยพระเจ้า พระเจ้าทรงทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อมโดยผ่านทางความเชื่อฟังของมนุษย์ ผ่านทางการกิน การดื่ม และความชื่นชมยินดีในพระวจนะของพระเจ้า และผ่านทางความทุกข์และกระบวนการถลุงในชีวิตของพวกเขา ด้วยความเชื่อเช่นนี้เท่านั้นที่อุปนิสัยของผู้คนจะเปลี่ยนแปลงได้ และหลังจากนี้เท่านั้นพวกเขาจึงจะครอบครองความรู้ที่แท้จริงเกี่ยวกับพระเจ้าได้ การไม่พึงพอใจกับการใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางพระคุณของพระเจ้า การโหยหาและการค้นหาความจริงอย่างจริงจัง และการแสวงหาการรับไว้โดยพระเจ้า—นี่คือความหมายของการเชื่อฟังพระเจ้าอย่างมีสติและนี่เองคือศรัทธาประเภทที่พระเจ้าทรงต้องการโดยแท้

จาก “ด้วยความเชื่อในพระเจ้าของเจ้า เจ้าควรเชื่อฟังพระเจ้า” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

ก่อนหน้า: 4. นัยสำคัญของพระราชกิจแห่งบททดสอบและกระบวนการถลุงของพระเจ้า

ถัดไป: 1. การจุติเป็นมนุษย์คืออะไร? สาระสำคัญของการจุติเป็นมนุษย์คืออะไร?

ปี 2022 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

ติดต่อเราผ่าน Messenger