ความล้ำลึกแห่งการทรงจุติเป็นมนุษย์ (3)

เมื่อพระเจ้าทรงดำเนินพระราชกิจของพระองค์ พระองค์ไม่ได้เสด็จมาเพื่อมีส่วนร่วมในการสร้างหรือขบวนการใดๆ แต่เพื่อทำพันธกิจของพระองค์ให้ลุล่วง แต่ละครั้งที่พระองค์ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ มันเป็นไปเพียงเพื่อทำให้พระราชกิจช่วงระยะหนึ่งสำเร็จลุล่วงและเพื่อเปิดตัวยุคใหม่ บัดนี้ยุคแห่งราชอาณาจักรได้มาถึงแล้ว เช่นเดียวกับที่การฝึกฝนเพื่อราชอาณาจักรได้มาถึง พระราชกิจช่วงระยะนี้ไม่ใช่งานของมนุษย์ และนั่นไม่ใช่เพื่อปฏิบัติพระราชกิจในมนุษย์ให้ถึงระดับใดโดยเฉพาะ แต่เป็นเพียงเพื่อทำให้ส่วนหนึ่งของพระราชกิจของพระเจ้าครบบริบูรณ์เท่านั้น สิ่งที่พระองค์ทรงทำไม่ใช่งานของมนุษย์ สิ่งนั้นไม่ใช่เพื่อสัมฤทธิ์ผลลัพธ์ระดับที่แน่นอนระดับหนึ่งในการปฏิบัติพระราชกิจในมนุษย์ก่อนที่จะจากแผ่นดินโลกไป นั่นเป็นไปเพื่อทำให้พันธกิจของพระองค์ลุล่วงและทำพระราชกิจที่พระองค์ควรทรงต้องทำให้แล้วเสร็จ ซึ่งก็คือการทำการจัดการเตรียมการที่เหมาะสมเพื่อพระราชกิจของพระองค์บนแผ่นดินโลก และด้วยการนั้นจึงได้รับการถวายพระเกียรติ พระราชกิจของพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์นั้นไม่เหมือนกันกับงานของผู้คนที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงใช้งาน เมื่อพระเจ้าเสด็จมาเพื่อทรงพระราชกิจของพระองค์บนแผ่นดินโลก พระองค์ทรงสนพระทัยเกี่ยวกับเรื่องการทำพันธกิจของพระองค์ให้ลุล่วงเท่านั้น สำหรับเรื่องอื่นทั้งหมดที่ไม่เกี่ยวพันกับพันธกิจของพระองค์นั้น พระองค์แทบจะไม่ได้ทรงเข้าไปมีส่วนร่วมเลย แม้กระทั่งในขอบข่ายของการเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ พระองค์เพียงแค่ทรงดำเนินพระราชกิจที่พระองค์ควรทรงต้องทำเท่านั้น และอย่างน้อยที่สุดพระองค์ทรงเป็นห่วงงานที่มนุษย์ควรจะทำ พระราชกิจที่พระองค์ทรงทำนั้นเป็นพระราชกิจที่เกี่ยวกับยุคที่พระองค์ทรงประทับอยู่และกับพันธกิจที่พระองค์ควรทรงจะทำให้ลุล่วงเท่านั้น ราวกับว่าเรื่องอื่นทั้งหมดนั้นอยู่นอกเหนือขอบเขตอำนาจของพระองค์ พระองค์ไม่ทรงเตรียมพระองค์เองให้พรักพร้อมด้วยความรู้พื้นฐานที่มากขึ้นเกี่ยวกับการดำรงชีวิตเหมือนผู้หนึ่งท่ามกลางมวลมนุษย์ อีกทั้งพระองค์ไม่ทรงเรียนรู้ทักษะทางสังคมมากขึ้น อีกทั้งไม่ทรงเตรียมพระองค์เองให้พร้อมด้วยสิ่งอื่นใดที่มนุษย์เข้าใจ ทั้งหมดที่มนุษย์ควรจะครอบครองนั้นไม่ทำให้พระองค์ทรงกังวลเลย และพระองค์แค่ทรงพระราชกิจที่เป็นหน้าที่ของพระองค์เท่านั้น และดังนั้น ตามที่มนุษย์มองเห็น พระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์ทรงขาดตกบกพร่องในมากมายหลายสิ่งจนพระองค์ไม่แม้กระทั่งให้ความใส่พระทัยในหลายสิ่งหลายอย่างที่มนุษย์ควรจะมี และพระองค์ไม่ทรงมีความเข้าใจเรื่องทั้งหลายดังกล่าว สิ่งทั้งหลายเช่นความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับชีวิต ตลอดจนหลักการที่ควบคุมดูแลการประพฤติส่วนตัวและการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นนั้นปรากฏว่าไม่มีความสัมพันธ์อันใดกับพระองค์เลย แต่เจ้าแค่ไม่สามารถสำนึกรับรู้ถึงเบาะแสของความผิดปกติแม้แต่นิดเดียวจากพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ สภาวะความเป็นมนุษย์ของพระองค์เพียงแต่รักษาพระชนม์ชีพของพระองค์ให้คงอยู่ในฐานะบุคคลปกติคนหนึ่งและการมีเหตุผลตามปกติของพระมัตถลุงค์ของพระองค์เท่านั้น โดยให้พระองค์ทรงมีความสามารถในการหยั่งรู้ระหว่างถูกและผิดได้ อย่างไรก็ตาม พระองค์ไม่ทรงได้รับการเตรียมให้พรักพร้อมด้วยสิ่งอื่นใด ซึ่งทั้งหมดนั้นเป็นสิ่งที่มนุษย์ (สิ่งมีชีวิตทรงสร้าง) เท่านั้นควรจะมี พระเจ้าทรงบังเกิดเป็นมนุษย์เพียงเพื่อทำพันธกิจของพระองค์เองให้ลุล่วงเท่านั้น พระราชกิจของพระองค์ได้รับการชี้นำไปที่ยุคหนึ่งทั้งยุค ไม่ใช่บุคคลหนึ่งคนใดหรือสถานที่หนึ่งที่ใด แต่ที่ทั่วทั้งจักรวาล นี่คือทิศทางของพระราชกิจของพระองค์และหลักการที่พระองค์ทรงใช้ในการทรงพระราชกิจ ไม่มีผู้ใดสามารถปรับเปลี่ยนการนี้ได้ และมนุษย์ไม่มีทางที่จะกลายมาเป็นเกี่ยวข้องในการนี้ แต่ละครั้งที่พระเจ้าทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ พระองค์ทรงนำพาพระราชกิจของยุคนั้นมากับพระองค์ และไม่ทรงมีเจตนารมณ์ที่จะดำเนินพระชนม์ชีพอยู่เคียงข้างมนุษย์เป็นเวลายี่สิบ สามสิบ สี่สิบ หรือแม้กระทั่งเจ็ดสิบ หรือแปดสิบปี เพื่อที่ว่าเขาอาจจะมีความเข้าใจและได้รับความรู้ความเข้าใจเชิงลึกในตัวพระองค์ดีขึ้น ไม่มีความจำเป็นสำหรับการนั้น! การทำดังนั้นคงจะไม่มีทางที่จะทำให้ความรู้ที่มนุษย์มีเกี่ยวกับพระอุปนิสัยโดยธรรมชาติของพระเจ้าลึกซึ้งขึ้น แทนที่จะเป็นเช่นนั้น มันคงจะเพียงแค่เพิ่มให้กับมโนคติที่หลงผิดของเขา และทำให้มโนคติที่หลงผิดและความคิดของเขากลายเป็นซากดึกดำบรรพ์ไปเท่านั้น ดังนั้นมันจึงจำเป็นที่พวกเจ้าทั้งหมดจะเข้าใจอย่างแน่ชัดว่าพระราชกิจของพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์คือสิ่งใด แน่ใจหรือไม่ว่าพวกเจ้าไม่สามารถล้มเหลวที่จะได้มีความเข้าใจคำพูดที่เราพูดกับพวกเจ้าว่า “ที่เรามานั้นไม่ใช่เพื่อได้รับประสบการณ์กับชีวิตของมนุษย์ปกติคนหนึ่ง”? พวกเจ้าลืมไปแล้วหรือกับคำพูดที่ว่า “พระเจ้าเสด็จมายังแผ่นดินโลกไม่ใช่เพื่อดำเนินพระชนม์ชีพแบบมนุษย์ปกติ”? พวกเจ้าไม่เข้าใจจุดประสงค์ในการบังเกิดเป็นมนุษย์ของพระเจ้า อีกทั้งพวกเจ้าไม่รู้ความหมายของ “พระเจ้าจะทรงสามารถมายังแผ่นดินโลกด้วยเจตนารมณ์ที่จะได้รับประสบการณ์กับชีวิตของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างได้อย่างไร?” พระเจ้าเสด็จมายังแผ่นดินโลกเพียงเพื่อทำพระราชกิจของพระองค์ให้ครบบริบูรณ์เท่านั้น และดังนั้นพระราชกิจของพระองค์บนแผ่นดินโลกนั้นจึงมีระยะเวลาอันสั้น พระองค์ไม่ได้เสด็จมายังแผ่นดินโลกด้วยเจตนารมณ์ที่จะทำให้พระวิญญาณของพระเจ้าบ่มเพาะร่างกายฝ่ายเนื้อหนังของพระองค์ให้เป็นมนุษย์ชั้นเลิศผู้ซึ่งจะนำทางคริสตจักร เมื่อพระเจ้าเสด็จมายังแผ่นดินโลก นั่นคือพระวจนะทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ อย่างไรก็ตาม มนุษย์ไม่รู้เกี่ยวกับพระราชกิจของพระองค์และบังคับกำหนดคุณลักษณะสิ่งทั้งหลายให้พระองค์ แต่พวกเจ้าทั้งหมดควรตระหนักว่าพระเจ้าทรงเป็น “พระวจนะที่ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์” ไม่ใช่ร่างกายฝ่ายเนื้อหนังที่ได้รับการบ่มเพาะโดยพระวิญญาณของพระเจ้าเพื่อเข้ารับบทบาทของพระเจ้าชั่วขณะหนึ่ง พระเจ้าพระองค์เองไม่ได้ทรงเป็นผลผลิตของการเพาะปลูก แต่เป็นพระวจนะทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ และวันนี้ พระองค์ทรงดำเนินพระราชกิจของพระองค์อย่างเป็นทางการท่ามกลางพวกเจ้าทั้งหมด พวกเจ้าทั้งหมดรู้และยอมรับว่าการจุติเป็นมนุษย์ของพระเจ้าคือความจริงที่เป็นข้อเท็จจริง แต่ถึงกระนั้นพวกเจ้ายังคงกระทำการราวกับว่าเจ้าเข้าใจสิ่งนั้น จากพระราชกิจของพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์ไปจนถึงนัยสำคัญและเนื้อแท้แห่งการจุติเป็นมนุษย์ของพระองค์ พวกเจ้าไร้ความสามารถที่จะจับความเข้าใจการเหล่านี้แม้แต่น้อย และเพียงแต่ติดตามผู้อื่นในการท่องพระวจนะทั้งหลายจากความจำอย่างฉะฉาน เจ้าเชื่อว่าพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์จะทรงเป็นอย่างที่เจ้าจินตนาการหรือ?

พระเจ้าทรงบังเกิดเป็นมนุษย์เพียงเพื่อนำทางยุคและทำให้งานใหม่เริ่มดำเนินไปเท่านั้น เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับพวกเจ้าที่ต้องเข้าใจประเด็นนี้ การนี้แตกต่างอย่างมากจากหน้าที่การงานของมนุษย์ และสองอย่างนี้ไม่สามารถดำเนินไปในเวลาเดียวกันได้ มนุษย์จำเป็นต้องได้รับการบ่มเพาะและการทำให้มีความเพียบพร้อมผ่านช่วงเวลาที่ยาวนานก่อนที่เขาจะสามารถถูกใช้ให้ดำเนินงานได้ และสภาวะความเป็นมนุษย์ประเภทที่เป็นที่ต้องการนั้นคือประเภทที่มีอันดับสูงเป็นพิเศษ มนุษย์ไม่เพียงแค่ต้องมีความสามารถที่จะค้ำชูสำนึกรับรู้ถึงสภาวะความเป็นมนุษย์ปกติเท่านั้น แต่เขาต้องเข้าใจหลักการและกฎเกณฑ์เพิ่มเติมอีกมากมายที่ควบคุมดูแลการประพฤติของเขาที่เกี่ยวข้องกับผู้อื่น และยิ่งไปกว่านั้น เขาต้องมุ่งมั่นที่จะศึกษาให้มากยิ่งขึ้นไปอีกเกี่ยวกับความรู้ด้านสติปัญญาและตามหลักจริยธรรมของมนุษย์ นี่คือสิ่งที่มนุษย์ควรจะได้รับการเตรียมให้พรักพร้อม อย่างไรก็ตาม การนี้ไม่เป็นเช่นนั้นสำหรับพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ เพราะพระราชกิจของพระองค์ไม่ได้เป็นตัวแทนของมนุษย์ อีกทั้งไมใช่งานของมนุษย์ ตรงกันข้าม นั่นเป็นการแสดงออกโดยตรงถึงสิ่งที่พระองค์ทรงเป็น และเป็นการดำเนินงานพระราชกิจที่พระองค์ควรทรงทำโดยตรง (โดยธรรมชาติแล้วนั้น พระราชกิจของพระองค์ได้รับการดำเนินการในเวลาที่เหมาะสม ไม่ใช่อย่างไม่ตั้งใจหรือไร้แบบแผน และนั่นเริ่มต้นขึ้นเมื่อถึงเวลาที่จะทำให้พันธกิจของพระองค์ลุล่วง) พระองค์ไม่ทรงเข้ามีส่วนร่วมในชีวิตของมนุษย์หรืองานของมนุษย์ กล่าวคือ สภาวะความเป็นมนุษย์ของพระองค์นั้นไม่ได้รับการเตรียมให้พรักพร้อมด้วยสิ่งใดๆ เหล่านี้ (ถึงแม้ว่าการนี้ไม่ได้กระทบต่อพระราชกิจของพระองค์) พระองค์เพียงแต่ทำให้พันธกิจของพระองค์ลุล่วงเมื่อถึงเวลาที่พระองค์จะทรงทำดังนั้น ไม่ว่าพระองค์ทรงมีสถานะใดก็ตาม พระองค์แค่ทรงทะยานไปข้างหน้ากับพระราชกิจที่พระองค์ควรจะทรงทำ ไม่ว่ามนุษย์จะรู้สิ่งใดเกี่ยวกับพระองค์ และไม่ว่าความคิดเห็นของมนุษย์เกี่ยวกับพระองค์จะเป็นอย่างไร พระราชกิจของพระองค์ก็ไม่ได้รับผลกระทบโดยสิ้นเชิง ยกตัวอย่างเช่น เมื่อพระเยซูได้ทรงดำเนินพระราชกิจของพระองค์ ไม่มีผู้เคยรู้อย่างแน่ชัดว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ใด แต่พระองค์แค่ทรงทะยานไปข้างหน้าในพระราชกิจของพระองค์ ไม่มีสิ่งใดจากการนี้ที่ได้ขัดขวางพระองค์ในการดำเนินพระราชกิจที่พระองค์ควรจะทรงทำ ดังนั้น พระองค์มิได้ทรงสารภาพหรือประกาศถึงพระอัตลักษณ์ของพระองค์เองเป็นอันดับแรก และแค่ทรงทำให้มนุษย์ติดตามพระองค์เท่านั้น โดยธรรมชาติแล้วนี่ไม่ใช่แค่การถ่อมพระทัยของพระเจ้า แต่ยังเป็นหนทางที่พระเจ้าทรงใช้ในการทรงพระราชกิจในเนื้อหนังด้วยเช่นกัน พระองค์ทรงสามารถเพียงทรงพระราชกิจในหนทางนี้เท่านั้น เพราะมนุษย์ไม่มีทางที่จะจำพระองค์ได้ด้วยตาเปล่า และต่อให้มนุษย์จำพระองค์ได้ เขาก็คงจะไม่มีความสามารถที่จะช่วยในพระราชกิจของพระองค์ได้ ยิ่งไปกว่านั้น พระองค์มิได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์เพื่อที่จะให้มนุษย์มารู้จักเนื้อหนังของพระองค์ การนั้นเป็นไปเพื่อดำเนินพระราชกิจของพระองค์และทำให้พันธกิจของพระองค์ลุล่วง ด้วยเหตุผลนี้ พระองค์ไม่ได้ทรงให้ความสำคัญกับการทำให้พระอัตลักษณ์ของพระองค์เป็นที่เปิดเผย เมื่อพระองค์ได้ทำให้พระราชกิจทั้งหมดที่พระองค์ควรจะทรงทำครบบริบูรณ์แล้วนั้น พระอัตลักษณ์และสถานะทั้งหมดทั้งมวลของพระองค์ก็ได้กลายเป็นที่ชัดเจนต่อมนุษย์โดยธรรมชาติ พระเจ้าผู้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์นั้นทรงนิ่งเงียบและไม่เคยทรงทำการประกาศใดๆ พระองค์ไม่ทรงใส่พระทัยทั้งกับมนุษย์และกับวิธีที่มนุษย์กำลังเข้ากันได้ในการติดตามพระองค์ แต่แค่ทรงทะยานไปข้างหน้าในการทำให้พันธกิจของพระองค์ลุล่วงและการดำเนินพระราชกิจที่พระองค์ควรจะทรงทำ ไม่มีผู้ใดมีความสามารถที่จะยืนในหนทางแห่งพระราชกิจของพระองค์ได้ เมื่อถึงเวลาที่พระองค์จะสรุปปิดตัวพระราชกิจของพระองค์ นั่นก็จะได้รับการสรุปปิดตัวและนำพาไปถึงบทอวสานอย่างไม่มีพลาด และไม่มีผู้ใดมีความสามารถที่จะบอกบทเป็นอย่างอื่นได้ มีเพียงหลังจากที่พระองค์ได้เสด็จไปจากมนุษย์เมื่อพระราชกิจของพระองค์ได้ครบบริบูรณ์แล้วเท่านั้นมนุษย์จึงจะเข้าใจพระราชกิจที่พระองค์ทรงทำ แม้ว่ายังคงไม่ชัดเจนทั้งสิ้นก็ตาม และมนุษย์จะต้องใช้เวลายาวนานในการเข้าใจเจตนารมณ์ซึ่งพระองค์ทรงมีในการดำเนินพระราชกิจของพระองค์ครั้งแรกอย่างเต็มที่ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ พระราชกิจในยุคของพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์นั้นถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งประกอบด้วยพระราชกิจที่เนื้อหนังซึ่งจุติมาเป็นมนุษย์ของพระเจ้าพระองค์เองทำ และพระวจนะที่เนื้อหนังซึ่งจุติมาเป็นมนุษย์ของพระเจ้าพระองค์เองพูด ทันทีที่พันธกิจของเนื้อหนังของพระองค์ถูกทำให้ลุล่วงโดยครบบริบูรณ์แล้วนั้น อีกส่วนหนึ่งของพระราชกิจยังคงจะต้องได้รับการดำเนินการโดยบรรดาผู้ที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงใช้งาน เป็นเวลานี้นี่เองที่มนุษย์ควรจะทำให้หน้าที่การงานของเขาลุล่วง เพราะพระเจ้าได้ทรงเปิดหนทางไว้แล้ว และจำเป็นที่มนุษย์จะต้องเดินด้วยตัวเขาเอง กล่าวคือ พระเจ้าผู้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ทรงดำเนินการพระราชกิจส่วนหนึ่ง และต่อมาพระวิญญาณบริสุทธิ์และบรรดาผู้ที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงใช้งานจะทำให้งานนี้สำเร็จ ดังนั้น มนุษย์ควรรู้ว่าพระราชกิจที่จะได้รับการดำเนินการโดยพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์เป็นหลักในช่วงระยะนี้จะนำมาซึ่งสิ่งใด และเขาต้องเข้าใจอย่างแน่ชัดว่านัยสำคัญของการที่พระเจ้าทรงบังเกิดเป็นมนุษย์คือสิ่งใด และพระราชกิจที่พระองค์ควรจะทรงทำคือสิ่งใด และต้องไม่ทำการเรียกร้องต่อพระเจ้าตามการเรียกร้องที่ทำขึ้นต่อมนุษย์ ในที่นี้มีความผิดพลาดของมนุษย์ มโนคติที่หลงผิดของเขา และที่มากกว่านั้นคือ การไม่เชื่อฟังของเขา

พระเจ้าทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ไม่ใช่ด้วยเจตนารมณ์ที่จะเปิดโอกาสให้มนุษย์ได้รู้จักเนื้อหนังของพระองค์ หรือเพื่อเปิดโอกาสให้มนุษย์แยกแยะความแตกต่างระหว่างเนื้อหนังของพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์กับเนื้อหนังของมนุษย์ อีกทั้งพระเจ้าไม่ได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์เพื่อฝึกฝนพลังอำนาจแห่งการหยั่งรู้ของมนุษย์ และนับประสาอะไรที่พระองค์จะทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ด้วยเจตนารมณ์ที่จะเปิดโอกาสให้มนุษย์นมัสการเนื้อหนังที่จุติมาเป็นมนุษย์ของพระเจ้า ด้วยเหตุนี้จึงได้รับการถวายพระเกียรติที่ยิ่งใหญ่ ไม่มีสิ่งใดจากสิ่งเหล่านี้ที่เป็นเจตนารมณ์ดั้งเดิมของพระเจ้าในการบังเกิดเป็นมนุษย์ อีกทั้งพระเจ้าไม่ได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์เพื่อที่จะกล่าวโทษมนุษย์ อีกทั้งไม่ได้ทรงจงใจที่จะเปิดเผยมนุษย์ อีกทั้งไม่ได้จะทำสิ่งทั้งหลายให้ลำบากยากเย็นสำหรับเขา ไม่มีสิ่งใดจากสิ่งเหล่านี้ที่เป็นเจตนารมณ์ดั้งเดิมของพระเจ้า ทุกครั้งที่พระเจ้าทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ นั่นเป็นรูปแบบหนึ่งของงานที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ นั่นเป็นไปเพื่อประโยชน์แห่งงานที่ยิ่งใหญ่ขึ้นของพระองค์และการบริหารจัดการที่ยิ่งใหญ่ขึ้นของพระองค์ที่พระองค์ทรงกระทำการดังที่พระองค์ทรงทำ และไม่ใช่ด้วยเหตุผลทั้งหลายที่มนุษย์จินตนาการ พระเจ้าเสด็จมายังแผ่นดินโลกดังที่พระราชกิจของพระองค์พึงประสงค์เท่านั้น และดังที่จำเป็นเท่านั้น พระองค์มิได้เสด็จมายังแผ่นดินโลกด้วยเจตนารมณ์ที่จะมองไปโดยรอบเท่านั้น แต่เพื่อดำเนินงานที่พระองค์ควรจะทรงทำ เหตุใดอีกเล่าที่พระองค์จะทรงเข้ารับภาระหนักเช่นนั้นและรับความเสี่ยงที่ยิ่งใหญ่เช่นนั้นเพื่อดำเนินการพระราชกิจนี้? พระเจ้าทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ก็ต่อเมื่อพระองค์ต้องทรงบังเกิดเท่านั้น และพร้อมด้วยนัยสำคัญที่เป็นเอกลักษณ์เสมอ หากเป็นเพียงเพื่อประโยชน์แห่งการเปิดโอกาสให้ผู้คนได้มองดูพระองค์ และเพื่อขยายขอบเขตสายตาของพวกเขาให้กว้างขึ้น เช่นนั้นแล้ว พระองค์คงจะไม่มีวันทรงมาอยู่ท่ามกลางผู้คนอย่างง่ายๆ เช่นนั้นอย่างแน่นอนที่สุด พระองค์เสด็จมาสู่แผ่นดินโลกเพื่อประโยชน์แห่งการบริหารจัดการของพระองค์และพระราชกิจที่ยิ่งใหญ่ขึ้นของพระองค์ และเพื่อที่พระองค์อาจจะทรงได้รับมวลมนุษย์มากยิ่งขึ้น พระองค์เสด็จมาเพื่อเป็นตัวแทนของยุค พระองค์เสด็จมาเพื่อทำให้ซาตานพ่ายแพ้ และพระองค์ทรงสวมใส่พระองค์เองในเนื้อหนังเพื่อที่จะทำให้ซาตานพ่ายแพ้ ยิ่งไปกว่านั้น พระองค์เสด็จมาเพื่อทรงนำเผ่าพันธุ์มนุษย์ทั้งหมดทั้งมวลในการดำรงชีวิตของพวกเขา ทั้งหมดนี้เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการของพระองค์ และนั่นเกี่ยวข้องกับพระราชกิจแห่งทั้งจักรวาล หากพระเจ้าทรงบังเกิดเป็นมนุษย์แค่เพื่อเปิดโอกาสให้มนุษย์ได้มารู้จักเนื้อหนังของพระองค์และเพื่อเปิดตาของมนุษย์ เช่นนั้นแล้ว เหตุใดพระองค์จึงจะไม่ทรงเดินทางไปยังทุกชนชาติเล่า? การนี้จะไม่เป็นเรื่องที่ง่ายมากเกินไปหรอกหรือ? แต่พระองค์ก็มิได้ทรงทำเช่นนั้น กลับทรงเลือกสถานที่ที่เหมาะสมในการตั้งหลักและเริ่มต้นพระราชกิจที่พระองค์ควรจะทรงทำแทน แค่เนื้อหนังนี้เท่านั้นที่มีนัยสำคัญอย่างมาก พระองค์ทรงเป็นตัวแทนของยุคหนึ่งทั้งยุค และยังทรงดำเนินงานของยุคหนึ่งทั้งยุคให้เสร็จสิ้นอีกด้วย พระองค์ทั้งทรงนำพายุคก่อนหน้าไปสู่บทอวสานและนำมาซึ่งยุคใหม่ ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการของพระเจ้า และทั้งหมดนี้คือนัยสำคัญของงานช่วงระยะหนึ่งที่พระเจ้าเสด็จมายังแผ่นดินโลกเพื่อดำเนินการ เมื่อพระเยซูเสด็จมายังแผ่นดินโลก พระองค์เพียงตรัสพระวจนะบางคำและดำเนินพระราชกิจบางอย่างให้เสร็จสิ้นเท่านั้น พระองค์มิได้ทรงให้พระองค์เองเกี่ยวข้องกับชีวิตของมนุษย์ และพระองค์เสด็จจากไปทันทีที่พระองค์ได้ทำให้พระราชกิจของพระองค์ครบบริบูรณ์แล้ว วันนี้ เมื่อเราได้พูดและส่งต่อวจนะของเราต่อพวกเจ้าเสร็จสิ้นแล้ว และเมื่อพวกเจ้าได้เข้าใจทั้งหมดแล้ว งานในขั้นตอนนี้ของเราก็จะได้สรุปปิดตัวลงแล้ว ไม่สำคัญว่าชีวิตของพวกเจ้าจะเป็นอย่างไร ต้องมีผู้คนบางคนในอนาคตที่สานต่องานของเราในขั้นตอนนี้และสานต่องานบนแผ่นดินโลกที่สอดคล้องกับวจนะเหล่านี้ต่อไป ในเวลานั้น งานของมนุษย์และการก่อสร้างของมนุษย์จะเริ่มต้นขึ้น แต่ในปัจจุบัน พระเจ้าเพียงแค่ทรงพระราชกิจของพระองค์เพื่อทำให้พันธกิจของพระองค์ลุล่วงและเพื่อทำให้พระราชกิจของพระองค์ขั้นตอนหนึ่งครบบริบูรณ์เท่านั้น พระเจ้าทรงพระราชกิจในลักษณะที่ไม่เหมือนกับการทำงานของมนุษย์ มนุษย์ชอบการชุมนุมและที่ประชุม และให้ความสำคัญกับพิธีการ ในขณะที่สิ่งที่พระเจ้าทรงรังเกียจมากที่สุดก็คือการชุมนุมและการประชุมของมนุษย์อย่างแน่นอน พระเจ้าทรงสนทนาและตรัสกับมนุษย์อย่างไม่เป็นกิจจะลักษณะ นี่คือพระราชกิจของพระเจ้า ซึ่งมีเสรีภาพเป็นพิเศษและยังให้พวกเจ้าเป็นอิสระอีกด้วย อย่างไรก็ตาม เรารังเกียจการชุมนุมกับพวกเจ้าอย่างที่สุด และเราไร้ความสามารถที่จะกลายมาเป็นคุ้นชินกับชีวิตที่จัดเป็นหมวดหมู่ยิ่งนักเหมือนอย่างชีวิตของพวกเจ้า เรารังเกียจกฎเกณฑ์ทั้งหลายมากที่สุด พวกเขาตั้งข้อจำกัดต่อมนุษย์จนถึงจุดที่ทำให้เขากลัวที่จะทำการเคลื่อนไหว กลัวที่จะพูด และกลัวที่จะร้องเพลง ตาของเขาจ้องตรงไปข้างหน้าไปที่เจ้า เรารังเกียจลักษณะในการชุมนุมของพวกเจ้าอย่างที่สุด และเรารังเกียจการชุมนุมขนาดใหญ่อย่างที่สุด เราแค่ปฏิเสธที่จะชุมนุมกับพวกเจ้าในหนทางนี้ เพราะลักษณะการใช้ชีวิตเช่นนี้ทำให้คนผู้หนึ่งรู้สึกถูกพันธนาการ และพวกเจ้าถือปฏิบัติพิธีการมากเกินไปและกฎเกณฑ์มากเกินไป หากพวกเจ้าได้รับอนุญาตให้นำทาง พวกเจ้าคงจะนำทางผู้คนทั้งหมดเข้าไปในแดนครอบครองของกฎเกณฑ์ทั้งหลาย และพวกเขาคงจะไม่มีหนทางที่จะทิ้งกฎเกณฑ์เหล่านี้ไปภายใต้การเป็นผู้นำของพวกเจ้า บรรยากาศแห่งศาสนาคงจะกลายมาเป็นเข้มข้นมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ แทนเท่านั้น และการปฏิบัติของมนุษย์ก็คงจะมีแต่แพร่หลายเรื่อยไปเท่านั้น ผู้คนบางคนทำการประกาศและพูดต่อไปเมื่อพวกเขาชุมนุม และพวกเขาไม่เคยรู้สึกเหนื่อยล้า และบางคนสามารถทำการประกาศต่อเนื่องเป็นเวลาสิบกว่าวันโดยไม่มีการหยุด เหล่านี้ล้วนถือว่าเป็นการชุมนุมขนาดใหญ่และการประชุมของมนุษย์ การชุมนุมและการประชุมเหล่านี้ไม่มีสิ่งใดเกี่ยวข้องกับชีวิตแห่งการกินและการดื่ม แห่งความชื่นชมยินดี หรือแห่งจิตวิญญาณที่ได้รับการปลดปล่อยให้เป็นอิสระ เหล่านี้ล้วนเป็นการประชุม! การประชุมผู้ร่วมงานของพวกเจ้า ตลอดจนการชุมนุมขนาดใหญ่และเล็ก ล้วนเป็นที่น่าชิงชังสำหรับเรา และเราไม่เคยรู้สึกสนใจใดๆ ในสิ่งเหล่านั้นเลย นี่คือหลักการที่เราใช้ทำงาน กล่าวคือ เราไม่เต็มใจที่จะประกาศในช่วงระหว่างการชุมนุม อีกทั้งเราไม่ปรารถนาที่จะกล่าวประกาศสิ่งใดๆ ในการรวมกลุ่มสาธารณชนขนาดใหญ่ และนับประสาอะไรที่จะเปิดประชุมกับพวกเจ้าทั้งหมดเป็นเวลาสองสามวันในการประชุมพิเศษ เราไม่พบว่ามันน่าพอใจที่พวกเจ้าทั้งหมดควรจะนั่งพับเพียบเรียบร้อยในการรวมกลุ่มกัน เราเกลียดการเห็นพวกเจ้าใช้ชีวิตอยู่ภายในขอบเขตของพิธีการดังกล่าวใดๆ และที่มากไปกว่านั้น เราปฏิเสธที่จะเข้าร่วมในพิธีการเช่นนั้นของพวกเจ้า ยิ่งพวกเจ้าทำการนี้มากเท่าใด เราก็ยิ่งพบว่ามันน่าชิงชังมากขึ้นเท่านั้น เราไม่มีความสนใจในพิธีการและกฎเกณฑ์เหล่านี้ของพวกเจ้าแม้แต่น้อย ไม่สำคัญว่าพวกเจ้าทำสิ่งเหล่านั้นได้ดีเพียงใด เราพบว่าสิ่งเหล่านั้นล้วนน่าชิงชัง ไม่ใช่ว่าการจัดการเตรียมการของพวกเจ้าไม่เหมาะสมหรือว่าพวกเจ้าต่ำต้อยเกินไป แต่เป็นว่าเรารังเกียจลักษณะการใช้ชีวิตของพวกเจ้า และที่มากไปกว่านั้น เราไร้ความสามารถที่จะกลายมาเป็นคุ้นชินกับมัน พวกเจ้าไม่เข้าใจแม้แต่นิดเดียวในงานที่เราปรารถนาจะทำ เมื่อพระเยซูได้ทรงพระราชกิจของพระองค์ย้อนกลับไปตอนนั้น หลังจากได้ให้การเทศนาในสถานที่บางแห่งแล้ว พระองค์ก็จะทรงนำบรรดาสาวกของพระองค์ออกไปจากเมืองนั้นและตรัสกับพวกเขาเกี่ยวกับหนทางที่เป็นความจำเป็นที่จะให้พวกเขาเข้าใจ พระองค์มักทรงพระราชกิจในลักษณะเช่นนี้บ่อยๆ พระราชกิจของพระองค์ท่ามกลางมวลชนนั้นมีน้อยและนานๆ จะมีสักครั้ง พระเจ้าผู้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ไม่ควรทรงมีพระชนม์ชีพแบบมนุษย์ปกติ ซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่พวกเจ้าขอจากพระองค์ พระองค์ต้องทรงดำเนินงานของพระองค์ และไม่ว่าพระองค์กำลังทรงนั่ง ทรงยืน หรือทรงพระดำเนิน พระองค์ต้องตรัส พระองค์ต้องทรงพระราชกิจตลอดเวลา และไม่มีวันทรงสามารถหยุดใน “วัฏจักรหมุนเวียน” ของพระองค์ได้ มิฉะนั้นพระองค์คงจะทรงละเลยหน้าที่ของพระองค์ ข้อเรียกร้องเหล่านี้ของมนุษย์เหมาะสมต่อสำนึกรับรู้แบบมนุษย์หรือไม่? ความสัตย์สุจริตของพวกเจ้าอยู่ที่ใด? พวกเจ้ามิได้ขอมากเกินไปหรอกหรือ? เราจำเป็นต้องให้เจ้ามาตรวจดูเราในขณะที่เราทำงานหรือ? เราจำเป็นต้องให้เจ้ามากำกับดูแลในขณะที่เราทำให้พันธกิจของเราลุล่วงหรือ? เรารู้ดีว่าเราควรจะทำงานใดและเราควรจะทำมันเมื่อใด ไม่มีความจำเป็นต้องให้ผู้อื่นมาแทรกแซง อาจดูเหมือนพวกเจ้าจะเห็นราวกับว่าเรามิได้ทำมากนัก แต่ถึงเวลานั้นงานของเราก็อยู่ที่บทอวสาน จงดูพระวจนะของพระเยซูในพระกิตติคุณสี่เล่มเป็นตัวอย่าง กล่าวคือ พระวจนะเหล่านั้นมิได้ถูกจำกัดด้วยหรอกหรือ? ณ เวลานั้น เมื่อพระเยซูได้เข้าสู่ธรรมศาลาและได้ประกาศคำเทศนา พระองค์ทรงทำเสร็จสิ้นภายในไม่กี่นาทีเป็นอย่างมาก และเมื่อพระองค์ตรัสเสร็จ พระองค์ได้ทรงนำบรรดาสาวกของพระองค์ลงเรือและออกเดินทางไปโดยไม่มีคำอธิบายใดๆ อย่างมากที่สุดนั้น พวกที่อยู่ภายในธรรมศาลาได้หารือการนี้ท่ามกลางพวกเขาเอง แต่พระเยซูมิได้ทรงมีส่วนร่วมในการนั้น พระเจ้าทรงพระราชกิจเฉพาะที่พระองค์ควรจะทรงทำเท่านั้น และไม่มีสิ่งใดมากเกินหรือเหนือการนี้ บัดนี้ หลายคนต้องการให้เราพูดมากขึ้นและสนทนาให้มากขึ้น อย่างน้อยวันละหลายชั่วโมง ตามที่พวกเจ้าเห็นนั้น พระเจ้าทรงหยุดเป็นพระเจ้าเว้นแต่พระองค์จะตรัส และพระองค์ผู้ตรัสเท่านั้นทรงเป็นพระเจ้า พวกเจ้าตาบอดทั้งนั้น! ป่าเถื่อนทั้งนั้น! พวกเจ้าล้วนเป็นสิ่งที่ไม่รู้เท่าทันที่ไม่มีสำนึกรับรู้เลย! พวกเจ้ามีมโนคติที่หลงผิดมากเกินไป! ข้อเรียกร้องของพวกเจ้านั้นมากเกินไป! พวกเจ้าไม่ใช่มนุษย์! พวกเจ้าไม่เข้าใจแม้แต่นิดเดียวว่าพระเจ้าทรงเป็นสิ่งใด! พวกเจ้าเชื่อว่าผู้พูดและผู้กล่าวสุนทรพจน์ทั้งหมดนั้นคือพระเจ้า และว่าผู้ใดก็ตามที่เต็มใจจัดหาคำพูดให้พวกเจ้าคือบิดาของพวกเจ้า จงบอกเรามา พวกเจ้าทั้งหมดที่มีลักษณะเฉพาะ “ที่รูปร่างดี” และการปรากฏ “ที่ไม่ธรรมดา” ยังคงมีสำนึกรับรู้แม้แต่นิดเดียวหรือไม่? พวกเจ้ายังไม่รู้จักสวรรค์ดวงอาทิตย์! พวกเจ้าแต่ละคนเป็นเหมือนเจ้าหน้าที่ที่โลภและเสื่อมทราม ดังนั้นเจ้าจะสามารถเห็นสำนึกรับรู้ได้อย่างไร? พวกเจ้าสามารถแยกแยะระหว่างถูกกับผิดได้อย่างไร? เราได้ประทานให้กับพวกเจ้าตั้งมากมาย แต่มีกี่คนท่ามกลางพวกเจ้าที่ได้ให้คุณค่ากับมัน? ผู้ใดเล่าได้ครอบครองมันอย่างเต็มที่บ้าง? พวกเจ้าไม่รู้ว่าเป็นใครที่ได้เปิดหนทางที่พวกเจ้าใช้เดินในวันนี้ ดังนั้นพวกเจ้าจึงยังคงทำข้อเรียกร้องจากเราต่อไป โดยทำข้อเรียกร้องที่ไร้สาระน่าขันและไร้เหตุผลเหล่านี้จากเรา พวกเจ้าไม่หน้าแดงด้วยความน่าตะขิตตะขวงหรอกหรือ? เรายังพูดไม่พอหรือ? เรายังทำไม่พอหรือ? ผู้ใดเล่าท่ามกลางพวกเจ้าสามารถทะนุถนอมวจนะของเราเหมือนสมบัติล้ำค่าได้อย่างแท้จริงบ้าง? พวกเจ้าประจบเราเมื่ออยู่ต่อหน้าเรา แต่โกหกและฉ้อโกงเมื่อไม่ได้อยู่! การกระทำของพวกเจ้าน่ารังเกียจเหลือเกิน และการกระทำเหล่านั้นขบถต่อเรา! เรารู้ว่าพวกเจ้าขอให้เราพูดและทำงานไม่ใช่เพื่อเหตุผลอื่นใดมากไปกว่าเพื่อสนุกสายตาของพวกเจ้าและขยายขอบเขตสายตาของพวกเจ้าให้กว้างขึ้น ไม่ใช่เพื่อประโยชน์แห่งการแปลงสภาพชีวิตของพวกเจ้า เราได้พูดกับพวกเจ้ามากมายยิ่งนักแล้ว ชีวิตของพวกเจ้าควรได้เปลี่ยนมานานแล้ว ดังนั้น เช่นนั้นแล้วเหตุใดพวกเจ้าจึงยังคงทรุดกลับไปสู่สภาวะเดิมของพวกเจ้าเรื่อยไปแม้กระทั่งตอนนี้? จะเป็นไปได้หรือไม่ว่าวจนะของเราได้ถูกปล้นไปจากพวกเจ้าและพวกเจ้าไม่ได้รับวจนะเหล่านั้น? ขอบอกความจริง เราไม่ปรารถนาที่จะพูดกับพวกเสื่อมเหมือนพวกเจ้าอีกเลย─มันคงจะสูญเปล่า! เราไม่ปรารถนาที่จะทำงานที่ไร้ประโยชน์ให้มากนัก! พวกเจ้าเพียงปรารถนาที่จะขยายขอบเขตสายตาของพวกเจ้าให้กว้างขึ้นหรือเพื่อสนุกสายตาของพวกเจ้าเท่านั้น และไม่ใช่เพื่อให้ได้รับชีวิต! พวกเจ้าล้วนกำลังหลอกลวงตัวพวกเจ้าเอง! เราขอถามพวกเจ้า พวกเจ้าได้นำสิ่งที่เราได้พูดกับพวกเจ้าต่อหน้าไปปฏิบัติมากเพียงใด? ทั้งหมดที่พวกเจ้าทำคือเล่นกลเพื่อหลอกลวงผู้อื่น! เรารังเกียจพวกเหล่านั้นท่ามกลางพวกเจ้าที่ชื่นชมกับการมองดูในฐานะผู้สังเกตการณ์ และเราพบว่าความอยากรู้อยากเห็นของพวกเจ้านั้นน่ารังเกียจอย่างลึกซึ้ง หากพวกเจ้าไม่ได้อยู่ที่นี่เพื่อแสวงหาหนทางที่แท้จริงหรือกระหายความจริง เช่นนั้นแล้วพวกเจ้าก็คือเป้าหมายแห่งความรังเกียจของเรา! เรารู้ว่าพวกเจ้าฟังเราพูดเพียงเพื่อสนองความอยากรู้อยากเห็นของพวกเจ้าหรือเพื่อทำให้ความอยากอันละโมบของพวกเจ้าอย่างใดอย่างหนึ่งลุล่วงเท่านั้น พวกเจ้าไม่มีความคิดที่จะแสวงหาการดำรงอยู่ของความจริง หรือถึงการท่องสำรวจร่องครรลองที่ถูกต้องเพื่อการเข้าไปสู่ชีวิต ข้อเรียกร้องเหล่านี้แค่ไม่มีอยู่จริงท่ามกลางพวกเจ้า ทั้งหมดที่พวกเจ้าทำคือปฏิบัติต่อพระเจ้าเหมือนของเล่นที่พวกเจ้าศึกษาและเลื่อมใส พวกเจ้ามีความหลงใหลน้อยเกินไปสำหรับการแสวงหาชีวิต แต่มีความอยากมากมายที่จะอยากรู้อยากเห็น! การอธิบายหนทางแห่งชีวิตให้ผู้คนเช่นนั้นเป็นประหนึ่งการพูดคุยกับอากาศธาตุ เราก็อาจจะไม่พูดเลยด้วยเช่นกัน! เราขอบอกพวกเจ้าว่า หากพวกเจ้าแค่จ้องที่จะเติมเต็มช่องว่างภายในหัวใจของพวกเจ้า เช่นนั้นแล้วทางที่ดีที่สุดพวกเจ้าก็ไม่ควรมาหาเรา! เจ้าควรให้ความสำคัญกับการได้มาซึ่งชีวิต! จงอย่าหลอกตัวเอง! ทางที่ดีที่สุดพวกเจ้าไม่ควรใช้ความอยากรู้อยากเห็นของพวกเจ้ามาเป็นพื้นฐานในการไล่ตามเสาะหาชีวิตของพวกเจ้า หรือใช้มันเป็นข้ออ้างในการขอให้เราพูดกับพวกเจ้า เหล่านี้ล้วนเป็นเพทุบายที่พวกเจ้ามีความชำนาญอย่างสูง! เราถามเจ้าอีกครั้งว่า พวกเจ้าได้เข้าสู่สิ่งที่เราขอให้พวกเจ้าเข้าสู่อย่างแท้จริงแล้วมากเพียงใด? พวกเจ้าได้จับความเข้าใจทั้งหมดที่เราได้พูดกับพวกเจ้าแล้วหรือยัง? พวกเจ้าได้บริหารจัดการเพื่อนำทั้งหมดที่เราได้พูดกับเจ้าไปปฏิบัติแล้วหรือยัง?

พระราชกิจของทุกยุคริเริ่มโดยพระเจ้าพระองค์เอง แต่เจ้าควรรู้ไว้ว่า ไม่ว่าพระเจ้าจะทรงพระราชกิจในหนทางใด พระองค์ก็มิได้เสด็จมาเพื่อเริ่มต้นขบวนการ หรือเพื่อจัดการประชุมพิเศษ หรือเพื่อสถาปนาองค์กรแบบใดก็ตามแทนพวกเจ้า พระองค์เสด็จมาเพื่อดำเนินพระราชกิจที่พระองค์ควรจะทรงทำเท่านั้น พระราชกิจของพระองค์ไม่ทนทุกข์กับการจำกัดควบคุมของมนุษย์คนใด พระองค์ทรงพระราชกิจของพระองค์ไม่ว่าพระองค์จะทรงปรารถนาอย่างไร ไม่สำคัญว่ามนุษย์จะคิดหรือรู้สิ่งใดเกี่ยวกับมัน พระองค์ทรงกังวลกับการดำเนินพระราชกิจของพระองค์ให้เสร็จสิ้นเท่านั้น ตั้งแต่การทรงสร้างโลกจนถึงปัจจุบัน ได้มีพระราชกิจมาแล้วสามช่วงระยะ จากพระยาห์เวห์ถึงพระเยซู และจากยุคธรรมบัญญัติถึงยุคพระคุณ พระเจ้าไม่เคยทรงเรียกให้มีการประชุมพิเศษสำหรับมนุษย์ อีกทั้งพระองค์ไม่เคยทรงรวมพลมวลมนุษย์ทั้งหมดเข้าด้วยกันเพื่อที่จะเรียกให้มีการประชุมพิเศษเพื่อการทำงานทั่วโลกและยืดขยายแดนครอบครองในพระราชกิจของพระองค์ออกไปด้วยผลจากการนั้น ทั้งหมดที่พระองค์ทรงทำคือการดำเนินพระราชกิจริเริ่มของยุคหนึ่งทั้งยุคในเวลาที่เหมาะสมและในสถานที่ที่เหมาะสม ด้วยการนั้นจึงนำมาซึ่งยุคนั้นและนำทางเผ่าพันธุ์มนุษย์ในวิธีที่พวกเขาจะดำรงชีวิต การประชุมพิเศษคือการชุมนุมของมนุษย์ การรวมตัวกันของผู้คนเพื่อเฉลิมฉลองวันหยุดคืองานของมนุษย์ พระเจ้าไม่ทรงถือปฏิบัติวันหยุด และที่มากกว่านั้น ทรงพบว่าวันหยุดเหล่านั้นน่าชิงชัง พระองค์ไม่ทรงเรียกให้มีการประชุมพิเศษ และยิ่งไปกว่านั้น พระองค์ทรงพบว่าการประชุมเหล่านั้นน่าชิงชัง บัดนี้ เจ้าควรเข้าใจอย่างแน่ชัดว่าอะไรคือพระราชกิจที่ทรงทำโดยพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์!

ก่อนหน้า: ความล้ำลึกแห่งการทรงจุติเป็นมนุษย์ (2)

ถัดไป: ความล้ำลึกแห่งการทรงจุติเป็นมนุษย์ (4)

พระเจ้าได้เสด็จมาอย่างลับๆ ก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงและได้ทรงสร้างกลุ่มผู้มีชัยชนะขึ้นแล้ว จากนั้น พระเจ้าจะทรงปรากฏอย่างเปิดเผยและทรงให้รางวัลคนดีและลงโทษคนชั่ว คุณต้องการต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าและให้พระเจ้าช่วยให้รอดก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงหรือไม่? อย่าลังเลที่จะติดต่อเราตอนนี้เพื่อหาวิธี
ติดต่อเราผ่าน Messenger
ติดต่อเราผ่าน Line

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

งานแห่งการเผยแผ่ข่าวประเสริฐคืองานแห่งการช่วยมนุษย์ให้รอดด้วยเช่นกัน

ผู้คนทุกคนจำเป็นต้องเข้าใจจุดมุ่งหมายของงานของเราบนโลก นั่นคือ สิ่งที่เราปรารถนาที่จะได้รับในท้ายที่สุด...

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้