การยึดมั่นในบัญญัติและการนำความจริงไปฝึกฝนปฏิบัติ

ในการฝึกฝนปฏิบัติ การยึดมั่นในบัญญัติควรเชื่อมโยงกับการนำความจริงไปฝึกฝนปฏิบัติ ในขณะที่ยึดมั่นในบัญญัติอยู่นั้น เราจะต้องนำความจริงไปฝึกฝนปฏิบัติ เมื่อนำความจริงไปฝึกฝนปฏิบัติ เราจะต้องไม่ละเมิดหลักการต่าง ๆ ของบัญญัติ และไม่กระทำการซึ่งขัดกับบัญญัติ เจ้าจะต้องทำอะไรก็ตามที่พระเจ้าทรงจำเป็นต้องได้จากเจ้า การยึดมั่นในบัญญัติและการนำความจริงไปฝึกฝนปฏิบัตินั้นเชื่อมโยงถึงกัน ไม่ขัดแย้งกัน ยิ่งเจ้านำความจริงไปฝึกฝนปฏิบัติมากขึ้นเท่าใด เจ้าก็จะยิ่งกลายเป็นมีความสามารถในการยึดมั่นในแก่นสารของบัญญัติมากขึ้นเท่านั้น ยิ่งเจ้านำความจริงไปฝึกฝนปฏิบัติมากขึ้นเท่าใด เจ้าก็จะยิ่งเข้าใจพระวจนะของพระเจ้าตามที่แสดงออกในบัญญัติมากขึ้นเท่านั้น การนำความจริงไปฝึกฝนปฏิบัติและการยึดมั่นในบัญญัติไม่ใช่การกระทำที่ขัดแย้งกัน—การกระทำเหล่านี้เชื่อมโยงถึงกัน ในปฐมกาล เพียงภายหลังจากที่มนุษย์ได้ยึดมั่นในบัญญัติแล้วเท่านั้น เขาจึงสามารถนำความจริงไปฝึกฝนปฏิบัติและได้รับการรู้แจ้งจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ แต่นี่ไม่ใช่เจตนาดั้งเดิมของพระเจ้า พระเจ้าทรงจำเป็นต้องให้เจ้าวางหัวใจของเจ้าเข้าสู่การนมัสการพระองค์ ไม่ใช่เพียงประพฤติตัวดีเท่านั้น อย่างไรก็ดี เจ้าจะต้องยึดมั่นในบัญญัติอย่างผิวเผินเป็นอย่างน้อย ทีละเล็กทีละน้อย ผ่านทางประสบการณ์ หลังจากที่ได้รับความเข้าใจที่ชัดเจนขึ้นในพระเจ้า ผู้คนจะหยุดเป็นกบฏต่อและต่อต้านพระองค์ และจะไม่มีความเคลือบแคลงสงสัยใด ๆ เกี่ยวกับพระราชกิจของพระองค์อีกต่อไป นี่เป็นวิธีเดียวที่ผู้คนสามารถปฏิบัติตามแก่นสารของบัญญัติ ดังนั้น เพียงการยึดมั่นในบัญญัติ โดยปราศจากการนำความจริงไปฝึกฝนปฏิบัติ จึงไร้ประสิทธิภาพ และไม่ได้ประกอบขึ้นเป็นการนมัสการพระเจ้าที่แท้จริง ด้วยเหตุที่เจ้ายังไม่ได้รับภูมิรู้แท้จริง การยึดมั่นในบัญญัติโดยปราศจากความจริงเพียงแต่เป็นเหมือนกับการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ต่าง ๆ อย่างเคร่งครัดเท่านั้น ในการทำเช่นนั้น บัญญัติจะกลายเป็นกฎหมายของเจ้า ซึ่งจะไม่ช่วยให้เจ้าเติบโตในชีวิต ในทางตรงกันข้าม บัญญัติเหล่านั้นจะกลายเป็นภาระของเจ้า และผูกพันเจ้าอย่างแน่นหนาเสมือนธรรมบัญญัติแห่งภาคพันธสัญญาเดิม เป็นสาเหตุให้เจ้าสูญเสียการทรงปรากฏของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ดังนั้น ด้วยการนำความจริงไปฝึกฝนปฏิบัติเท่านั้น เจ้าจึงจะสามารถยึดมั่นในบัญญัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเจ้าจะยึดมั่นในบัญญัติเพื่อที่จะนำความจริงไปฝึกฝนปฏิบัติ ขณะที่กำลังยึดมั่นในบัญญัติอยู่นั้น เจ้าจะนำความจริงไปฝึกฝนปฏิบัติมากยิ่งขึ้นไปอีก และเมื่อนำความจริงไปฝึกฝนปฏิบัติ เจ้าจะได้รับความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นไปอีกว่า บัญญัติมีความหมายที่แท้จริงว่าอย่างไร เป้าประสงค์และความหมายเบื้องหลังข้อเรียกร้องของพระเจ้าที่มนุษย์ยึดมั่นบัญญัติไม่ใช่เพียงเพื่อทำให้เขาปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ต่าง ๆ เท่านั้น อย่างที่เขาอาจจินตนาการ มันเกี่ยวข้องกับการเข้าสู่ชีวิตของเขา ระดับของการเติบโตในชีวิตของเจ้าบ่งบอกถึงระดับซึ่งเจ้าจะสามารถยึดมั่นบัญญัติ แม้ว่าบัญญัติจะมีไว้เพื่อให้มนุษย์ยึดมั่น แก่นสารของบัญญัติก็เพียงกลายเป็นมีความชัดเจนผ่านทางประสบการณ์ชีวิตของมนุษย์เท่านั้น คนส่วนมากทึกทักเอาว่าการยึดมั่นในบัญญัติอย่างดีหมายความว่าพวกเขา “เตรียมตัวพร้อมแล้ว และทั้งหมดที่เหลืออยู่ที่จะต้องทำก็คือการตามให้ทัน” นี่คือแนวคิดประเภทที่ฟุ้งเฟ้ออย่างหนึ่ง และไม่สอดคล้องกับน้ำพระทัยของพระเจ้า บรรดาผู้ที่กล่าวสิ่งต่าง ๆ ดังกล่าวไม่ปรารถนาจะคืบหน้า และพวกเขาปรารถนาเนื้อหนัง มันไร้สาระ ! มันไม่ใช่การยึดมั่นความเป็นจริง ! มันไม่ใช่น้ำพระทัยของพระเจ้าเพียงแค่นำความจริงไปฝึกฝนปฏิบัติโดยปราศจากการยึดมั่นในบัญญัติอย่างแท้จริง บรรดาผู้ที่ทำสิ่งนี้คือเหล่าคนพิการ พวกเขาเป็นเสมือนผู้คนที่ขาขาดไปข้างหนึ่ง เพียงแค่การยึดมั่นในบัญญัติและการปฏิบัติตามบัญญัติเหล่านั้นอย่างเคร่งครัดโดยปราศจากการรู้ความจริง ไม่ใช่การทำให้น้ำพระทัยพระเจ้าสัมฤทธิ์ผล เช่นเดียวกับบรรดาผู้ที่ตาหายไปข้างหนึ่ง ผู้คนที่ทำสิ่งนี้ก็ทนทุกข์ทรมานจากความพิการรูปแบบหนึ่งเช่นกัน อาจกล่าวได้ว่า หากเจ้ายึดมั่นในบัญญัติอย่างดีและได้รับความเข้าใจที่ชัดเจนในพระเจ้าผู้ทรงภาคปฏิบัติ เจ้าก็ย่อมจะมีความจริง หากพูดอย่างสัมพัทธ์ เจ้าจะได้รับภูมิรู้ที่แท้จริงไว้แล้ว หากเจ้านำความจริงที่เจ้าควรฝึกฝนปฏิบัติไปฝึกฝนปฏิบัติ เจ้ายังจะยึดมั่นในบัญญัติเช่นกัน และเหล่านี้คือสองสิ่งซึ่งไม่ขัดแย้งกัน การนำความจริงไปฝึกฝนปฏิบัติและการยึดมั่นในบัญญัติคือระบบสองระบบ ซึ่งทั้งคู่นั้นเป็นส่วนที่สำคัญของประสบการณ์ชีวิตของเรา ประสบการณ์ของเราควรประกอบไปด้วยบูรณาการ ไม่ใช่การแบ่งแยก ในการยึดมั่นในบัญญัติและการนำความจริงไปฝึกฝนปฏิบัติ อย่างไรก็ดี มีความแตกต่างและความเชื่อมโยงระหว่างสองสิ่งนี้

การเผยแพร่บัญญัติในยุคใหม่คือคำพยานอย่างหนึ่งต่อข้อเท็จจริงที่ว่า ผู้คนทั้งหมดในกระแสนี้ บรรดาทุกคนที่ได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้าวันนี้ ได้เข้าสู่ยุคใหม่แล้ว นี่คือจุดเริ่มต้นใหม่ของพระราชกิจของพระเจ้า รวมทั้งเป็นจุดเริ่มต้นของส่วนสุดท้ายของพระราชกิจของแผนการบริหารจัดการระยะเวลาหกพันปีของพระเจ้า บัญญัติของยุคใหม่เป็นสัญลักษณ์ว่าพระเจ้าและมนุษย์ได้เข้าสู่อาณาจักรของสวรรค์ใหม่และแผ่นดินโลกใหม่ และเป็นสัญลักษณ์ว่าพระเจ้า เหมือนดั่งที่พระยาห์เวห์ทรงปฏิบัติพระราชกิจท่ามกลางพวกอิสราเอลและพระเยซูทรงปฏิบัติพระราชกิจท่ามกลางพวกยิว จะทรงปฏิบัติพระราชกิจในเชิงปฏิบัติมากขึ้น และทรงปฏิบัติพระราชกิจบนแผ่นดินโลกที่มากไปกว่านั้นและยิ่งใหญ่ไปกว่านั้นอีก บัญญัติเหล่านี้ยังเป็นสัญลักษณ์ว่าผู้คนกลุ่มนี้จะได้รับพระบัญชาจากพระเจ้ามากกว่านี้และยิ่งใหญ่กว่านี้เช่นกัน และจะได้รับการจัดหา ได้กิน ได้รับการสนับสนุน ได้รับการดูแลเอาใจใส่ และได้รับการปกป้องโดยพระองค์ในลักษณะที่เป็นรูปธรรม ได้รับการฝึกฝนที่เป็นรูปธรรมโดยพระองค์มากขึ้นไปอีก และได้รับการจัดการ ทำลาย และขัดเกลาให้บริสุทธิ์โดยพระวจนะของพระเจ้า ความสำคัญของบัญญัติของยุคใหม่นั้นค่อนข้างลึกซึ้ง บัญญัติเหล่านี้บ่งบอกว่า พระเจ้าจะทรงปรากฏบนแผ่นดินโลกจริง ๆ จากที่ที่พระองค์จะทรงพิชิตชัยทั้งจักรวาล เปิดเผยให้เห็นทั้งหมดของพระสิริของพระองค์ในเนื้อหนัง บัญญัติเหล่านี้บ่งบอกว่า พระเจ้าผู้ทรงภาคปฏิบัติกำลังจะทรงปฏิบัติพระราชกิจที่เป็นรูปธรรมมากขึ้นบนแผ่นดินโลก เพื่อที่จะทำให้ผู้ที่ถูกเลือกของพระองค์ทุกคนสมบูรณ์แบบ ยิ่งไปกว่านั้น พระเจ้าจะทรงสัมฤทธิ์ผลทุกสิ่งบนแผ่นดินโลกด้วยพระวจนะ และทรงสำแดงประกาศิตว่า “พระเจ้าผู้จุติเป็นมนุษย์จะเสด็จขึ้นสู่ที่สูงสุดและทรงพองพระวรกายขึ้น และผู้คนทั้งหมดและชนชาติทั้งหมดจะคุกเข่าลงเพื่อนมัสการพระเจ้า ผู้ทรงยิ่งใหญ่” แม้ว่าบัญญัติของยุคใหม่จะมีไว้เพื่อให้มนุษย์ยึดมั่น และแม้การทำเช่นนั้นเป็นหน้าที่ของมนุษย์และพันธะของเขา ความหมายที่บัญญัติเหล่านี้สื่อถึงนั้นค่อนข้างลึกซึ้งมากเกินกว่าที่จะแสดงออกได้อย่างครบถ้วนบริบูรณ์ด้วยถ้อยคำหนึ่งหรือสองคำ บัญญัติของยุคใหม่ทดแทนธรรมบัญญัติของภาคพันธสัญญาเดิมและกฤษฎีกาภาคพันธสัญญาใหม่ตามที่เผยแพร่โดยพระยาห์เวห์และพระเยซู นี่เป็นบทเรียนที่ลึกกว่าบทหนึ่ง ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เรื่องหนึ่งอย่างที่ผู้คนอาจจินตนาการ มีมุมมองหนึ่งของนัยสำคัญในเชิงปฏิบัติต่อบัญญัติของยุคใหม่ : บัญญัติเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นส่วนต่อประสานระหว่างยุคพระคุณและยุคอาณาจักร บัญญัติของยุคใหม่ยุติการฝึกฝนปฏิบัติและกฤษฎีกาทั้งหมดของยุคเก่า รวมทั้งการฝึกฝนปฏิบัติทั้งหมดจากยุคของพระเยซูและการฝึกฝนปฏิบัติต่าง ๆ ก่อนหน้ายุคนั้น บัญญัติเหล่านี้นำมนุษย์ไปสู่การทรงปรากฏของพระเจ้าผู้ทรงภาคปฏิบัติยิ่งขึ้น เปิดโอกาสให้เขาเริ่มต้นการถูกทำให้สมบูรณ์แบบโดยพระองค์ด้วยพระองค์เอง บัญญัติเหล่านี้คือจุดเริ่มต้นของเส้นทางของการปรับปรุงให้สมบูรณ์แบบ ด้วยเหตุนี้ พวกเจ้าจึงควรมีท่าทีที่ถูกต้องในส่วนที่เกี่ยวข้องกับบัญญัติของยุคใหม่ และทั้งไม่ปฏิบัติตามบัญญัติเหล่านี้อย่างส่งเดชและไม่ดูถูกเหยียดหยามบัญญัติเหล่านี้ บัญญัติของยุคใหม่เน้นย้ำประเด็น ๆ หนึ่งอย่างหนักแน่น : ว่ามนุษย์จะต้องนมัสการพระเจ้าผู้ทรงภาคปฏิบัติองค์พระเจ้าเองแห่งวันนี้ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการนบนอบต่อเนื้อแท้ของพระวิญญาณในทางปฏิบัติมากขึ้น บัญญัติยังเน้นหลักการซึ่งพระเจ้าจะพิพากษามนุษย์ว่ามีความผิดหรือชอบธรรมอย่างใดอย่างหนึ่งเช่นกัน หลังจากที่พระองค์ได้ทรงสำแดงเป็นดวงอาทิตย์แห่งความชอบธรรมแล้ว การทำความเข้าใจบัญญัตินั้นง่ายกว่าการนำไปฝึกฝนปฏิบัติ จากจุดนี้อาจมองได้ว่า หากพระเจ้าทรงปรารถนาที่จะทำให้มนุษย์สมบูรณ์แบบ พระองค์ก็ย่อมทรงต้องทำเช่นนั้นผ่านทางพระวจนะและการทรงนำของพระองค์เอง และมนุษย์ไม่สามารถบรรลุความสมบูรณ์แบบได้โดยวิถีแห่งปัญญาโดยกำเนิดของเขาเองเพียงลำพัง การที่มนุษย์จะสามารถยึดมั่นในบัญญัติของยุคใหม่ได้หรือไม่นั้น เกี่ยวข้องกับความรู้ของเขาในพระเจ้าผู้ทรงภาคปฏิบัติ ดังนั้น การที่เจ้าจะสามารถยึดมั่นในบัญญัติได้หรือไม่นั้น จึงไม่ใช่คำถามที่จะไขปัญหาได้ในเวลาเพียงไม่กี่วัน นี่เป็นบทเรียนที่ลึกซึ้งมากบทหนึ่งที่ต้องเรียนรู้

การนำความจริงไปฝึกฝนปฏิบัติเป็นเส้นทางหนึ่งซึ่งชีวิตของมนุษย์สามารถเติบโดได้ หากพวกเจ้าไม่นำความจริงไปฝึกฝนปฏิบัติ เจ้าก็ย่อมจะถูกทิ้งไว้โดยที่ไม่เหลืออะไรมากไปกว่าทฤษฎีและจะไม่มีชีวิตที่แท้จริง ความจริงคือสัญลักษณ์ของภูมิรู้ของมนุษย์ และการที่เจ้านำความจริงไปฝึกฝนปฏิบัติหรือไม่นั้น เกี่ยวข้องกับการที่เจ้ามีภูมิรู้ที่แท้จริงหรือไม่ หากเจ้าไม่นำความจริงไปฝึกฝนปฏิบัติ ไม่ปฏิบัติตัวอย่างชอบธรรม หรือโอนเอนไปมาตามอารมณ์และใส่ใจในเนื้อหนังของเจ้า เจ้าก็ย่อมอยู่ห่างจากการยึดมั่นในบัญญัติ นี่คือบทเรียนที่ลึกซึ้งที่สุดในบรรดาบทเรียนทั้งหลาย ในแต่ละยุค มีความจริงต่าง ๆ มากมายที่ผู้คนจำเป็นต้องเข้าสู่และเข้าใจ แต่ในแต่ละยุคด้วยเช่นกัน มีบัญญัติที่แตกต่างซึ่งควบคู่กันไปกับความจริงเหล่านั้น ความจริงต่าง ๆ ที่ผู้คนฝึกฝนปฏิบัติเกี่ยวข้องกับยุคที่เฉพาะเจาะจง และบัญญัติที่พวกเขายึดมั่นก็เป็นเช่นนั้นด้วย แต่ละยุคมีความจริงต่าง ๆ ของมันเองที่จะต้องฝึกฝนปฏิบัติและบัญญัติที่จะต้องยึดมั่น อย่างไรก็ดี ขึ้นอยู่กับบัญญัติที่หลากหลายซึ่งถูกเผยแพร่โดยพระเจ้า—กล่าวคือ ขึ้นอยู่กับยุคที่แตกต่างกัน—เป้าหมายและผลกระทบของการฝึกฝนปฏิบัติความจริงของมนุษย์นั้นแตกต่างกันอย่างสมน้ำสมเนื้อกัน อาจกล่าวได้ว่าบัญญัตินั้นรับใช้ความจริง และความจริงมีอยู่เพื่อคงไว้ซึ่งบัญญัติ หากมีเพียงความจริงเท่านั้น เช่นนั้นแล้วก็จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ในพระราชกิจของพระเจ้าให้พูดถึง อย่างไรก็ดี โดยการอ้างอิงบัญญัติ มนุษย์สามารถระบุระดับของแนวโน้มต่าง ๆ ในพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และมนุษย์สามารถรู้ยุคซึ่งพระเจ้าทรงปฏิบัติพระราชกิจ ในศาสนา มีผู้คนมากมายที่สามารถนำความจริงซึ่งได้รับการฝึกฝนปฏิบัติโดยผู้คนในยุคธรรมบัญญัติไปฝึกฝนปฏิบัติ อย่างไรก็ดี พวกเขาไม่มีบัญญัติของยุคใหม่ และพวกเขาก็ไม่สามารถยึดมั่นในบัญญัติเหล่านั้น พวกเขายังคงเฝ้าดูวิถีเก่า ๆ และยังคงเป็นพวกมนุษย์ในยุคกำเนิดโลก พวกเขาไม่ได้ถึงพร้อมด้วยวิธีการใหม่ ๆ ของพระราชกิจและไม่สามารถมองเห็นบัญญัติของยุคใหม่ เมื่อเป็นเช่นนั้น พวกเขาจึงไม่มีพระราชกิจของพระเจ้า มันเป็นราวกับว่าพวกเขาแค่มีบรรดาเปลือกไข่ว่างเปล่าเท่านั้น หากไม่มีไก่อยู่ภายใน ก็ย่อมไม่มีจิตวิญญาณ หากจะพูดให้ถูกต้องยิ่งขึ้น มันหมายความว่าพวกเขาไม่มีชีวิต ผู้คนเช่นนั้นยังไม่ได้เข้าสู่ยุคใหม่และได้ล้าหลังอยู่หลายก้าว ดังนั้น การมีความจริงต่าง ๆ จากยุคที่เก่ากว่าแต่ไม่มีบัญญัติของยุคใหม่จึงไร้ประโยชน์ พวกเจ้าหลายคนนำความจริงของวันนี้ไปฝึกฝนปฏิบัติแต่ไม่ยึดมั่นในบัญญัติของความจริง เจ้าจะไม่ได้รับอะไรเลย และความจริงที่เจ้าฝึกฝนปฏิบัติก็จะไร้ค่าและไร้ความหมาย และพระเจ้าจะไม่ทรงชมเชยเจ้า การนำความจริงไปฝึกฝนปฏิบัติจะต้องทำภายในขอบเขตต่าง ๆ ของวิธีการต่าง ๆ ของพระราชกิจปัจจุบันของพระวิญญาณบริสุทธิ์ มันจะต้องทำโดยเป็นการตอบรับพระสุรเสียงของพระเจ้าผู้ทรงภาคปฏิบัติของวันนี้ หากปราศจากการทำเช่นนั้น ทุกสิ่งจะไม่มีค่า เหมือนกับการพยายามที่จะตักน้ำโดยใช้ตะกร้าไม้ไผ่ นี่ยังเป็นความหมายในเชิงปฏิบัติของการเผยแพร่บัญญัติของยุคใหม่เช่นกัน หากเจ้ามีความเข้าใจละเอียดถี่ถ้วนในพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในเวลาปัจจุบัน และหากเจ้าเข้าสู่วิธีการของพระราชกิจของวันนี้ เจ้าก็ย่อมจะได้รับความเข้าใจที่ชัดเจนตามธรรมชาติในการยึดมั่นในบัญญัติ หากวันนั้นมาถึงเมื่อเจ้าเข้าใจแก่นสารของบัญญัติของยุคใหม่ทะลุปรุโปร่งและเจ้าสามารถยึดมั่นในบัญญัติ เจ้าก็ย่อมจะถูกทำให้สมบูรณ์แบบแล้ว นี่คือนัยสำคัญเชิงปฏิบัติของการนำความจริงไปฝึกฝนปฏิบัติและการยึดมั่นในบัญญัติ การที่เจ้าจะสามารถนำความจริงไปฝึกฝนปฏิบัติได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับว่าเจ้าได้รับแก่นสารของบัญญัติของยุคใหม่อย่างไร พระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์จะปรากฏต่อมนุษย์อย่างต่อเนื่อง และพระเจ้าจะทรงจำเป็นต้องได้อะไรจากมนุษย์มากขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้น ความจริงต่าง ๆ ซึ่งมนุษย์นำไปฝึกฝนปฏิบัติอย่างแท้จริงจะมีจำนวนที่มากขึ้น และจะกลายเป็นยิ่งใหญ่ขึ้น และผลกระทบต่าง ๆ ของการยึดมั่นในบัญญัติจะกลายเป็นลึกซึ้งยิ่งขึ้น ดังนั้น พวกเจ้าจะต้องนำความจริงไปฝึกฝนปฏิบัติและยึดมั่นในบัญญัติในขณะเดียวกัน ไม่มีผู้ใดควรละเลยเรื่องนี้ ปล่อยให้ความจริงใหม่และบัญญัติใหม่ ๆ เริ่มต้นขึ้นในเวลาเดียวกันในยุคใหม่นี้

ก่อนหน้า: จงมุ่งเน้นกับความเป็นจริงมากขึ้น

ถัดไป: เจ้าควรรู้ว่า พระเจ้าผู้ทรงภาคชีวิตจริงทรงเป็นพระเจ้าพระองค์เอง

พระเจ้าได้เสด็จมาอย่างลับๆ ก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงและได้ทรงสร้างกลุ่มผู้มีชัยชนะขึ้นแล้ว จากนั้น พระเจ้าจะทรงปรากฏอย่างเปิดเผยและทรงให้รางวัลคนดีและลงโทษคนชั่ว คุณต้องการต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าและให้พระเจ้าช่วยให้รอดก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงหรือไม่? อย่าลังเลที่จะติดต่อเราตอนนี้เพื่อหาวิธี
ติดต่อเราผ่าน Messenger
ติดต่อเราผ่าน Line

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

วิธีรู้จักความเป็นจริง

พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงสัมพันธ์กับชีวิตจริง กล่าวคือ พระราชกิจทั้งหมดของพระองค์ล้วนสัมพันธ์กับชีวิตจริง...

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้