71. ผมปล่อยวางความกังวล เรื่องความเจ็บป่วยได้อย่างไร

โดยอู๋ฝาน ประเทศจีน

ในเดือนมีนาคม ปี 1997 ผมยอมรับพระราชกิจยุคสุดท้ายของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ หลังจากเชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้ามาหลายปี ผมรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่งที่ในที่สุดก็ได้ต้อนรับการเสด็จกลับมาของพระองค์  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อผมตระหนักว่าพระเจ้าเสด็จกลับมาในยุคสุดท้ายเพื่อแสดงความจริง และชำระให้บริสุทธิ์และช่วยเราให้รอดอย่างถ่องแท้ ช่วยเราให้พ้นจากบาป และความหวังของเราที่จะได้รับการช่วยให้รอดและเข้าสู่ราชอาณาจักรแห่งสวรรค์กำลังจะเป็นจริง ผมก็เริ่มละทิ้งครอบครัวและอาชีพการงานเพื่อมาทำหน้าที่ ในช่วงนี้ โรคกระเพาะและอาการปวดหลังส่วนล่างที่รบกวนผมมาหลายปีก็หายเป็นปลิดทิ้งโดยไม่ทันรู้ตัว และผมก็ยิ่งมีแรงใจในการทำหน้าที่มากขึ้น ต่อมา ผมถูกตำรวจจับขณะทำหน้าที่ ตำรวจทรมานผมจนเกือบตาย เรื่องนี้ทำให้ผมเป็นโรคหัวใจ และต้องหลีกเลี่ยงการถูกกระตุ้นมากเกินไป ถ้าได้ยินเสียงดังกะทันหัน หัวใจของผมจะรับไม่ไหวและเต้นระรัว หลังจากถูกปล่อยตัว ไม่ว่าสถานการณ์จะอันตรายแค่ไหน ผมก็ยืนหยัดทำหน้าที่ของตัวเองมาโดยตลอด พอถึงเดือนมิถุนายน ปี 2017 สุขภาพของผมก็เริ่มมีปัญหา  ตอนแรก ผมรู้สึกแน่นหน้าอก หายใจไม่อิ่ม และอ่อนเพลียไปทั้งตัว แค่อาบน้ำผมก็เหนื่อยจนต้องนอนพักสักครู่กว่าจะฟื้นตัว ท้ายทอยของผมรู้สึกร้อน และหนักอึ้งจนยกหัวแทบไม่ขึ้น  น่องของผมบวมมาก พอกดลงไปก็เป็นรอยบุ๋ม และช่วงค่ำ ผมยังมีไข้ต่ำๆ อีกด้วย ต่อมา สุขภาพของผมก็แย่ลงเรื่อยๆ ร่างกายครึ่งซีกรู้สึกชา แม้แต่นั่งอยู่เฉยๆ ก็ยังทำไม่ไหว บางครั้ง โรคกระดูกคอเสื่อมของผมก็กำเริบจนกดทับเส้นประสาท คอแข็ง เลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ และเวียนหัว แม้แต่ขวดน้ำผมก็ยกไม่ไหว แค่จามก็ทำให้เหงื่อออกทั้งตัว ผมไปตรวจที่โรงพยาบาล แล้วหมอก็พูดกับผมอย่างจริงจังมากว่า “ความดันโลหิตตัวบนของคุณสูงถึง 180 มิลลิเมตรปรอท ตัวล่างอยู่ที่ 115 ส่วนอัตราการเต้นของหัวใจอยู่ที่ 128 ครั้งต่อนาที นี่อันตรายมากจริงๆ ถ้าคุณล้ม คุณอาจตายได้ทันที และต่อให้ไม่ตาย เส้นเลือดในสมองแตกก็อาจทำให้เป็นอัมพาตครึ่งซีกได้” พอได้ยินหมอพูดแบบนี้ ผมก็นึกถึงพ่อของผมขึ้นมาทันที พ่อเสียชีวิตด้วยโรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลันจากความดันโลหิตสูงตอนอายุเท่าผมนี่แหละ แม่ยายของผมก็เป็นโรคหลอดเลือดสมองจนเป็นอัมพาตครึ่งซีก  เธอดูแลตัวเองไม่ได้ และจากไปหลังจากนอนติดเตียงอยู่หลายปี ผมรู้สึกกังวลขึ้นมาเล็กน้อย และคิดว่า “ฉันป่วยหนักขนาดนี้ได้ยังไง ผมอายุห้าสิบกว่าแล้ว ผมจะตายด้วยโรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลันเหมือนพ่อกับแม่ยายไหม?”  แต่แล้วผมก็คิดขึ้นมาอีกอย่างว่า “พวกเขาไม่ได้เชื่อในพระเจ้าและไม่มีการคุ้มครองจากพระองค์ ผมเป็นผู้เชื่อ ดังนั้นพระเจ้าจะไม่ทรงปล่อยให้ฉันตายถ้ายังทำหน้าที่ไม่เสร็จสมบูรณ์ พระองค์จะทรงเฝ้าดูแลและคุ้มครองฉัน”  ต่อมา ด้วยการกินยาและออกกำลังกาย สุขภาพของผมก็ค่อยๆ ดีขึ้น  ผมควบคุมความดันโลหิตได้ในระดับหนึ่ง แต่หัวใจก็ยังเต้นเร็วอยู่บ้าง

ในช่วงกลางปี 2022 พรรคคอมมิวนิสต์จีนเปิดฉากกวาดล้างผู้เชื่อในพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ครั้งใหญ่พร้อมกันทั่วประเทศ และในพื้นที่ของผม ผู้นำ คนทำงาน และพี่น้องชายหญิงคนอื่นๆ กว่า 30 คนถูกจับกุม  งานทั้งหมดของคริสตจักรต้องหยุดชะงักลง  วันหนึ่ง พี่น้องหญิงซินอี้ซึ่งเป็นผู้นำระดับสูงมาหาผม เธอบอกว่าพี่น้องชายหญิงเลือกผมให้เป็นผู้เทศนา ผมคิดในใจว่า “หัวใจของฉันถูกกระตุ้นมากเกินไปไม่ได้ แถมยังเป็นความดันโลหิตสูงอีก สุขภาพฉันก็แย่ลงเรื่อยๆ หลายปีมานี้ ฉันทำแต่งานที่รับผิดชอบอย่างเดียวมาตลอด และงานก็ค่อนข้างสบาย ร่างกายของฉันจึงรับไหว การเป็นผู้เทศนามีภาระงานหนัก ยิ่งไปกว่านั้น คริสตจักรเพิ่งเจอการจับกุมระลอกใหญ่ จึงมีงานต้องทำมากมาย ฉันจะต้องทุ่มเทความคิดและจ่ายราคา และคงเลี่ยงการนอนดึกไม่ได้ ถ้าอาการของฉันแย่ลง แล้ววันหนึ่งฉันเกิดเป็นโรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลันจนตายเหมือนพ่อขึ้นมาล่ะ? อย่างนั้นการละทิ้งและการสละตนตลอดหลายปีของฉันจะไม่สูญเปล่าไปหมดหรอกหรือ? ต่อให้ไม่ตาย ถ้ายังมีอาการหลงเหลือ ต้องนอนติดเตียงและเป็นอัมพาตครึ่งซีกเหมือนแม่ยาย และทำหน้าที่ไม่ได้ อย่างนั้นฉันจะไม่เสียโอกาสที่จะได้รับการช่วยให้รอดและเข้าสู่ราชอาณาจักรอยู่ดีหรอกหรือ?” พอคิดถึงผลลัพธ์เหล่านี้ ผมก็หาข้ออ้างบ่ายเบี่ยงหน้าที่ โดยพูดว่า “ผมมีความเข้าใจความจริงเพียงตื้นเขิน และผมทำงานจริงไม่ได้หรอกครับ  ผมยังเป็นความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจด้วย ผมจึงไม่เหมาะกับหน้าที่นี้ คุณหาคนอื่นดีกว่าครับ” เมื่อเห็นว่าผมเอาแต่พยายามบ่ายเบี่ยงหน้าที่ ซินอี้จึงสามัคคีธรรมกับผมอย่างอดทน โดยบอกว่าเธอหาคนที่เหมาะสมไม่ได้ในทันที พอได้ยินอย่างนี้ ผมก็รู้สึกผิดต่อมโนธรรม ผมคิดว่าถึงแม้สุขภาพของผมจะไม่ค่อยดี แต่ก็ไม่ได้แย่ถึงขั้นทำหน้าที่ไม่ได้ และตราบใดที่ผมกินยาตรงเวลา ปรับตารางเวลา และออกกำลังกายอย่างเหมาะสม ผมก็ยังพอทำงานได้บ้าง  ในเมื่อผู้นำและคนทำงานถูกจับกุม และไม่มีคนที่เหมาะสมมาทำงานของคริสตจักร ในช่วงเวลาวิกฤติเช่นนี้ ผมกลับไม่คำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้าเลย ผมช่างเห็นแก่ตัวและน่ารังเกียจสิ้นดี! ผมจึงยอมรับหน้าที่นี้ เนื่องด้วยสถานการณ์อันเลวร้าย เราจะไปทำงานที่คริสตจักรต่างๆ โดยตรงไม่ได้ และงานเกือบทั้งหมดต้องดำเนินการและติดตามผลผ่านทางจดหมาย โชคดีที่ผมมีพี่น้องชายซูหมิงร่วมมือกับผม เขายังหนุ่มและมีขีดความสามารถดี เขาคนเดียวรับผิดชอบงานหลายอย่าง ผมรับผิดชอบงานข้อเขียนเป็นหลัก ซึ่งเครียดน้อยกว่าสำหรับผม อีกอย่าง เมื่อผมกินยาตรงเวลา โรคหัวใจและความดันโลหิตสูงก็ควบคุมได้ และผมก็ค่อยๆ ชินกับหน้าที่นี้

วันหนึ่งในเดือนกรกฎาคม ปี 2024 ผู้นำระดับสูงส่งจดหมายมาบอกว่าพวกเขาต้องการย้ายซูหมิงไปทำงานที่อื่น  พอผมอ่านจดหมาย หัวผมก็อื้อและรู้สึกมืดแปดด้าน  ผมคิดว่า “ถ้าซูหมิงถูกย้ายไป ฉันจะรับมือกับงานทั้งหมดที่กำลังจะมาถึงได้ยังไง? ฉันแก่แล้ว ความสามารถในการทำงานก็จำกัด การย้ายซูหมิงไปไม่ใช่การทำให้ฉันตกที่นั่งลำบากหรอกหรือ” แต่แล้วผมก็คิดว่า “ผู้นำระดับสูงย่อมจัดแจงเช่นนี้เพราะคำนึงถึงงานโดยรวมของคริสตจักรแน่ๆ” ถึงอย่างนั้น ผมก็ยังกังวลว่าภาระงานของผมจะเพิ่มขึ้นหลังจากซูหมิงไปแล้ว ผมจะต้องกลุ้มใจแค่ไหน และต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจอีกเท่าไหร่ ผมเป็นความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจ ถ้านอนดึกแล้วความดันโลหิตขึ้น เส้นเลือดในสมองแตก แล้วตายด้วยโรคหลอดเลือดสมองล่ะ? อย่างนั้นเส้นทางความเชื่อในพระเจ้าของผมจะไม่จบลงหรอกหรือ? ต่อให้รอดมาได้ ถ้าผมมีอาการหลงเหลือจนเป็นอัมพาตครึ่งซีก ผมก็ยังทำหน้าที่ไม่ได้อยู่ดี อย่างนั้นผมจะไม่ถูกกำจัดทิ้งหรอกหรือ? ผมกังวลจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ ในช่วงหลายวันหลังจากที่ซูหมิงไปแล้ว มีงานมากมายที่ต้องติดตามผลและดำเนินการ และผมก็รู้สึกคัดค้านอยู่ตลอด ยิ่งไปกว่านั้น อากาศที่ร้อนก็ทำให้ผมหายใจไม่อิ่มและเวียนหัวเล็กน้อย เพิ่งเอนตัวลงพักได้สักครู่ ผมก็รู้สึกหัวใจเต้นเร็วขึ้นและหัวหมุน ผมรีบลุกขึ้นนั่งพิงเตียง รู้สึกคลื่นไส้จนอยากจะอาเจียน  ภาพการตายของพ่อผุดขึ้นมาในหัว และผมก็ยิ่งกังวลว่าอาการของผมจะแย่ลง และหวาดกลัวว่าจะเกิดโรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลันแล้วล้มลงตายไป หลังจากนั้น เมื่อไหร่ที่รู้สึกไม่สบาย ผมก็เป็นทุกข์และกังวล คอยห่วงอยู่ตลอดว่าอาการป่วยของผมจะแย่ลง โดยเฉพาะ ผมคิดถึงเรื่องที่ผมมีประวัติกับตำรวจ และตำรวจก็ยังพยายามตามจับผมอยู่ ถ้าอาการป่วยของผมกำเริบ ผมก็ไปหาหมอไม่ได้  แล้วผมจะทำยังไง? บางครั้ง ผมรู้มาว่าสภาวะของพี่น้องชายหญิงย่ำแย่ และผลของงานข้อเขียนกำลังตกต่ำลง และผมก็อยากเขียนจดหมายไปสามัคคีธรรมกับพวกเขา แต่แล้วก็คิดว่ามันต้องใช้เวลาและแรงกายแรงใจมากแค่ไหน และนั่นหมายถึงการเข้านอนดึก ถ้าผมนอนดึกบ่อยๆ ไม่ช้าก็เร็วผมคงทรุดลงเพราะความเหนื่อยล้า ผมจึงตัดสินใจว่าการรักษาสุขภาพของผมสำคัญกว่า ถ้าผมทรุดลงเพราะความเหนื่อยล้า อย่างนั้นแม้แต่หน้าที่ที่รับผิดชอบอย่างเดียวผมก็คงทำไม่ได้ อย่างนั้นผมจะไม่ถูกกำจัดทิ้งหรอกหรือ? ดังนั้นเมื่อจดหมายงานกองสุมขึ้น ผมก็ไม่รีบจัดการ เหล่าผู้นำรู้ว่าสภาวะของผมไม่ดีจึงเขียนจดหมายมาหาผม  พวกเขายังส่งพระวจนะของพระเจ้ามาช่วยผมด้วย ผมเองก็อธิษฐานต่อพระเจ้า ขอให้พระองค์ทรงชี้แนะผมให้เรียนรู้บทเรียนจากเรื่องนี้

วันหนึ่ง ผมได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่งที่ตรงกับสภาวะของผมมากจริงๆ  พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “จากนั้นยังมีคนที่สุขภาพไม่ดี มีสภาพร่างกายอ่อนแอและไร้กำลังวังชา ป่วยบ่อยด้วยโรคร้ายหรือโรคที่ไม่หนักหนาอะไร และถึงกับไม่สามารถทำเรื่องจำเป็นพื้นฐานในชีวิตประจำวันได้ ไม่สามารถใช้ชีวิตหรือทำอะไรอย่างคนปกติได้  ผู้คนเช่นนี้มักจะรู้สึกอึดอัดและไม่สบายเวลาปฏิบัติหน้าที่ของตน บ้างก็มีร่างกายอ่อนแอ บ้างก็เจ็บป่วยจริงๆ และแน่นอนว่ามีบางคนที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคที่รู้จักกันดีไม่โรคใดก็โรคหนึ่ง  เนื่องจากพวกเขามีความลำบากกายในทางที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงดังกล่าว ผู้คนเช่นนี้จึงมักจะจมจ่อมอยู่ในอารมณ์ที่เป็นลบ รู้สึกทุกข์ใจ กระวนกระวาย และวิตกกังวล  พวกเขารู้สึกทุกข์ใจ กระวนกระวาย และวิตกกังวลเรื่องอะไร?  พวกเขากังวลว่าถ้าตัวเองยังปฏิบัติหน้าที่ของตนแบบนี้ต่อไป สละตนและวิ่งวุ่นเพื่อพระเจ้าอยู่แบบนี้ และรู้สึกเหนื่อยอย่างนี้อยู่เสมอ เช่นนั้นแล้วสุขภาพของพวกเขาจะแย่ลงเรื่อยๆ หรือไม่?  เมื่อพวกเขาอายุเข้าสี่สิบหรือห้าสิบปี พวกเขาจะป่วยติดเตียงหรือไม่?  ความกังวลเหล่านี้ฟังขึ้นหรือไม่?  มีใครจะเสนอวิธีรับมือเรื่องนี้อย่างเป็นรูปธรรมบ้าง?  ใครจะรับเรื่องนี้ไปตอบ?  ใครจะตอบได้บ้าง?  ผู้คนที่สุขภาพไม่ดีและมีร่างกายไม่แข็งแรงย่อมรู้สึกทุกข์ใจ กระวนกระวาย และวิตกกังวลในเรื่องแบบนี้  ผู้ที่เจ็บป่วยมักจะคิดว่า ‘ฉันมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติหน้าที่ของฉันให้ดี แต่ฉันกลับเป็นโรคนี้  ฉันขอให้พระเจ้าคุ้มครองฉันจากภยันตราย และเพราะพระเจ้าทรงคุ้มครอง ฉันจึงไม่จำเป็นต้องกลัว  แต่ถ้าฉันเหนื่อยอ่อนเวลาปฏิบัติหน้าที่ของตัวเอง อาการของฉันจะแย่ลงหรือไม่?  ถ้าอาการแย่ลงจริงๆ ฉันจะทำอย่างไร?  ถ้าฉันต้องเข้าผ่าตัดที่โรงพยาบาล ฉันก็ไม่มีเงินจ่าย แล้วถ้าฉันไม่ยืมเงินมาจ่ายค่ารักษา อาการของฉันจะยิ่งทรุดหนักหรือไม่?  แล้วถ้าอาการไม่ดีจริงๆ ฉันจะตายไหม?  การตายแบบนั้นมองว่าเป็นการตายตามปกติได้ไหม?  ถ้าฉันตายไปจริงๆ พระเจ้าจะทรงจดจำหน้าที่ที่ฉันปฏิบัติมาตลอดหรือเปล่า?  ฉันจะได้รับการพิจารณาว่าทำเรื่องที่ดีงามมาตลอดหรือเปล่า?  ฉันจะได้รับความรอดหรือไม่?’  นอกจากนี้ยังมีบางคนที่รู้ว่าตนเองป่วย นั่นคือ พวกเขารู้ว่าตนเองเป็นโรคอย่างใดอย่างหนึ่งจริง เช่น โรคกระเพาะอาหาร โรคปวดหลังปวดขา โรคข้ออักเสบ โรครูมาติสซั่ม รวมทั้งโรคผิวหนัง โรคทางนรีเวช โรคตับ โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และอื่นๆ  พวกเขาจึงคิดว่า ‘ถ้าฉันปฏิบัติหน้าที่ของตัวเองต่อไป พระนิเวศของพระเจ้าจะออกค่ารักษาโรคที่ฉันเป็นไหม?  ถ้าโรคของฉันเป็นหนักและส่งผลต่อการปฏิบัติหน้าที่ของฉัน พระเจ้าจะทรงรักษาฉันให้หายหรือไม่?  คนอื่นหายจากโรคหลังจากที่เชื่อในพระเจ้า ดังนั้นฉันก็จะหายขาดด้วยหรือเปล่า?  พระเจ้าจะทรงรักษาฉันเหมือนที่พระองค์ทรงแสดงความใจดีมีเมตตาต่อคนอื่นหรือไม่?  ถ้าฉันปฏิบัติหน้าที่ของตนด้วยความจงรักภักดี พระเจ้าก็ควรรักษาฉัน แต่ถ้าฉันเอาแต่อยากให้พระเจ้ารักษา แล้วพระองค์ไม่ทำ แบบนั้นฉันจะทำอย่างไร?’  เมื่อใดก็ตามที่พวกเขาคิดเรื่องเหล่านี้ พวกเขาก็รู้สึกว่ามีความกระวนกระวายใจลึกๆ เกิดขึ้นในหัวใจของตน  แม้พวกเขาจะไม่เคยหยุดปฏิบัติหน้าที่ของตน และพวกเขาก็ทำสิ่งที่ตนควรทำอยู่เสมอ แต่พวกเขาก็คิดเรื่องความเจ็บป่วย สุขภาพ อนาคต และความเป็นความตายของตนอยู่ตลอดเวลา  ในที่สุดพวกเขาก็สรุปออกมาเป็นความคิดฝันเฟื่องว่า ‘พระเจ้าจะรักษาฉัน พระเจ้าจะทรงคุ้มครองฉันให้ปลอดภัย  พระเจ้าจะไม่ทอดทิ้งฉัน และพระเจ้าจะไม่ทรงยืนเฉยและไม่ทำอะไรถ้าพระองค์ทรงเห็นว่าฉันป่วย’  ความคิดเช่นนี้ไม่มีพื้นฐานอะไรเลย และอาจพูดได้ด้วยซ้ำไปว่าเป็นมโนคติอันหลงผิดอย่างหนึ่ง  ผู้คนไม่มีวันแก้ปัญหาในชีวิตจริงที่เกี่ยวข้องกับมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันทำนองนี้  และในหัวใจส่วนลึกสุดของพวกเขา พวกเขาก็รู้สึกทุกข์ใจ กระวนกระวาย และวิตกกังวลอยู่รางๆ เกี่ยวกับสุขภาพและความเจ็บไข้ได้ป่วยของตน พวกเขาไม่รู้ว่าใครจะเป็นคนรับผิดชอบเรื่องเหล่านี้ หรือว่าจะมีใครรับผิดชอบตัวพวกเขาบ้างหรือไม่(พระวจนะฯ เล่ม 6 ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง, ควรไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างไร (3))  สิ่งที่พระวจนะของพระเจ้าเปิดโปงคือสภาวะของผมโดยแท้ ผมใช้ชีวิตอยู่ในสภาวะที่ท้อแท้จากการกังวลเรื่องความเจ็บป่วยของตัวเองมาตลอด เมื่อพี่น้องชายหญิงเลือกผมเป็นผู้เทศนา ผมกังวลว่างานจะยุ่งและทำให้เหนื่อยล้าทางจิตใจ ซึ่งจะส่งผลเสียต่อสุขภาพของผม ผมจึงบ่ายเบี่ยงหน้าที่อยู่เรื่อย ถึงแม้ภายหลังผมจะยอมรับหน้าที่ แต่เมื่อผู้นำระดับสูงย้ายซูหมิงไปและภาระงานเพิ่มขึ้น ผมก็รู้สึกคัดค้าน  ผมมักกังวลว่าหน้าที่ของผมเหนื่อยเกินไป และครุ่นคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าอาการป่วยของผมแย่ลงจนเกิดโรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลันแล้วตายไป หรือมีอาการหลงเหลือจนทำหน้าที่ต่อไปไม่ได้—และเป็นผลให้ไม่ได้รับการช่วยให้รอด ความคิดของผมถูกความเจ็บป่วยครอบงำไปจนหมด ถึงแม้ผมจะทำหน้าที่อยู่ แต่ท่าทีของผมก็ไม่เป็นบวกเหมือนแต่ก่อน เมื่อเห็นว่าพี่น้องชายหญิงอยู่ในสภาวะที่ย่ำแย่ และผลของงานข้อเขียนตกต่ำลง ผมก็ไม่เขียนจดหมายไปติดตามผลหรือแก้ไขเรื่องนี้ แต่กลับทำหน้าที่อย่างสุกเอาเผากิน เวลาป่วย ผมไม่อธิษฐานเพื่อแสวงหาเจตนารมณ์ของพระเจ้า เอาแต่กลุ้มใจเรื่องได้เรื่องเสียเกี่ยวกับอนาคตและบั้นปลายของผมอยู่ตลอด ผมใช้ชีวิตอยู่ในความทุกข์และความกังวล ไม่อาจรู้สึกปลดปล่อยได้ และผมก็ทำหน้าที่ได้ไม่ดี ผมตระหนักว่าผมไม่ได้ไล่ตามเสาะหาความจริงเลย

ในการแสวงหาของผม ผมได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าสองบทตอนและได้รับความรู้บางอย่างเกี่ยวกับปัญหาของตัวเอง  พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ในความเชื่อของพวกเขา ศัตรูของพระคริสต์อยากแต่จะได้รับพรเท่านั้น และไม่อยากทนทุกข์กับความยากลำบาก  เมื่อพวกเขาเห็นใครได้รับพร ได้รับผลประโยชน์ ได้รับพระคุณ และได้รับความสุขสำราญทางวัตถุมากขึ้น มีข้อได้เปรียบเป็นอันมาก พวกเขาก็เชื่อว่านี่คือการกระทำของพระเจ้า และถ้าพวกเขาไม่ได้รับพรทางวัตถุเช่นนั้นบ้าง นี่ย่อมไม่ใช่การกระทำของพระเจ้า  แฝงความนัยว่า ‘ถ้าพระองค์เป็นพระเจ้าจริง เช่นนั้นพระองค์ก็ได้แต่อวยพรผู้คนเท่านั้น พระองค์ควรปัดเป่าทุกข์ภัยให้ผู้คนและไม่ปล่อยให้พวกเขาเผชิญความทุกข์  เช่นนั้นเท่านั้นการเชื่อที่ผู้คนมีในพระองค์ถึงจะมีคุณค่าและมีประโยชน์  ถ้าผู้คนมีทุกข์ภัยรุมเร้าอยู่ดีหลังจากติดตามพระองค์ ถ้าพวกเขายังคงทนทุกข์ เช่นนั้นแล้วจะเชื่อในพระองค์ไปเพื่ออะไร?’  พวกเขาไม่ยอมรับว่าสิ่งทั้งปวงและเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า พระเจ้าทรงครองอธิปไตยเหนือทุกสิ่ง  แล้วเหตุใดพวกเขาจึงไม่ยอมรับเรื่องนี้?  เพราะศัตรูของพระคริสต์กลัวที่จะทนทุกข์กับความยากลำบาก  พวกเขาเพียงอยากได้ผลประโยชน์ อยากเอาเปรียบ และสุขสำราญกับพรเท่านั้น ไม่อยากยอมรับอธิปไตยหรือการจัดวางเรียบเรียงของพระเจ้า เพียงแต่อยากได้ผลประโยชน์จากพระเจ้า  นี่คือมุมมองที่เห็นแก่ตัวและน่ารังเกียจของศัตรูของพระคริสต์(พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, ประการที่สิบ (ภาคที่หก))  “มนุษย์ที่เสื่อมทรามล้วนมีชีวิตอยู่เพื่อตนเอง  มนุษย์ทุกคนทำเพื่อตัวเอง ส่วนคนรั้งท้ายปล่อยให้มารพาไป—นี่สรุปธรรมชาติของมนุษย์เอาไว้  ผู้คนล้วนเชื่อในพระเจ้าเพื่อประโยชน์ของตน พวกเขาละทิ้งสิ่งต่างๆ และสละตนเพื่อให้ได้รับพร ความทุกข์ที่พวกเขาสู้ทนและราคาที่พวกเขาจ่ายไปในการทำหน้าที่ของตนก็เพื่อให้ได้รางวัลเช่นกัน  สรุปว่าล้วนเป็นไปเพื่อการได้รับพร ได้รับรางวัล และเข้าสู่ราชอาณาจักรสวรรค์  ในโลกนี้ ผู้คนทำงานเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง ส่วนในพระนิเวศของพระเจ้า พวกเขาก็ทำหน้าที่เพื่อให้ได้รับพร  และเพื่อที่จะได้รับพร ผู้คนก็ยอมละทิ้งทุกสิ่งและสามารถสู้ทนความทุกข์เป็นอันมาก  ทั้งหมดนี้คือหลักฐานที่ชัดเจนที่สุดว่าผู้คนมีธรรมชาติเยี่ยงซาตาน(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, ภาคที่สาม)  พระเจ้าทรงเปิดโปงว่าศัตรูของพระคริสต์ใช้ชีวิตตามกฎเยี่ยงซาตานที่ว่า “มนุษย์ทุกคนทำเพื่อตัวเอง ส่วนคนรั้งท้ายปล่อยให้มารพาไป” พวกเขาเชื่อว่าตนควรได้รับพรและผลประโยชน์จากการเชื่อในพระเจ้า เมื่อมีผลประโยชน์ให้กอบโกยหรือมีพรให้ได้รับ พวกเขาก็จะละทิ้งและสละตน แต่ทันทีที่คิดว่าตนจะไม่ได้รับพรหรือผลประโยชน์ใดๆ แถมยังจะต้องเจอเคราะห์ร้ายแทน พวกเขาก็ไม่เต็มใจสละตน และถึงขั้นคิดว่าการเชื่อในพระเจ้าไร้ความหมาย ผมเห็นว่าพฤติกรรมของผมเหมือนกับศัตรูของพระคริสต์ ตั้งแต่ผมเชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้า ผมก็เสาะแสวงที่จะได้รับพรและไปสวรรค์มาตลอด  หลังจากยอมรับพระราชกิจยุคสุดท้ายของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ เมื่อเห็นว่าความหวังของผมที่จะได้รับพรและเข้าสู่ราชอาณาจักรแห่งสวรรค์กำลังจะเป็นจริง ผมก็ทิ้งทุกอย่างไว้เบื้องหลังเพื่อมาทำหน้าที่ ในช่วงนี้ โรคกระเพาะและอาการปวดหลังส่วนล่างที่ผมทนทุกข์มาหลายปีก็หายไป และแรงใจในการทำหน้าที่ของผมก็เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ ถึงแม้จะถูกจับกุมและทรมาน ผมก็ยังยืนหยัดทำหน้าที่ต่อหลังจากได้รับการปล่อยตัว แต่พออายุมากขึ้น ผมก็เป็นความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจ ผมจึงเริ่มกังวลว่าจะเกิดโรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลันแล้วตายไป หรือเป็นอัมพาตครึ่งซีกจนทำหน้าที่ไม่ได้ และเสียโอกาสที่จะได้รับการช่วยให้รอดและเข้าสู่ราชอาณาจักรแห่งสวรรค์ ผมจึงอยากรับหน้าที่ที่เบากว่านี้ เมื่อซูหมิงซึ่งเป็นคู่ทำงานของผมในตอนนั้นถูกย้ายไป ภาระงานของผมก็เพิ่มขึ้นกะทันหัน และผมก็กังวลว่าถ้ากลุ้มใจมากไปและเหนื่อยล้าเกินไป อาการของผมจะแย่ลง ผมจึงทำหน้าที่อย่างสุกเอาเผากิน  เมื่อรู้ว่าพี่น้องชายหญิงอยู่ในสภาวะที่ย่ำแย่ ผมก็ไม่รีบแก้ไขปัญหาของพวกเขา และไม่รีบดำเนินงานที่จำเป็นต้องดำเนินการ ต่อให้ทำงานอยู่บ้าง ผมก็ทำด้วยอารมณ์คัดค้าน คอยกังวลว่าสุขภาพของผมจะมีปัญหา  อันที่จริง การย้ายซูหมิงไปทำหน้าที่ที่อื่นเป็นประโยชน์ต่องานของคริสตจักร ใครก็ตามที่มีมโนธรรมและสำนึกย่อมปล่อยวางผลประโยชน์ส่วนตัวและเอาผลประโยชน์ของคริสตจักรมาก่อน ยอมรับและนบนอบต่อการจัดแจงของคริสตจักร แต่เพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง ผมไม่อยากให้ซูหมิงไป และถึงขั้นรู้สึกคัดค้านการตัดสินใจของผู้นำระดับสูงที่จะย้ายเขา ผมคิดว่าเหล่าผู้นำกำลังทำให้ผมลำบาก และหวังอย่างยิ่งว่าพวกเขาจะเปลี่ยนใจไม่ให้ซูหมิงไป ผมตระหนักว่าผมใช้ชีวิตตามพิษของซาตานที่ว่า “มนุษย์ทุกคนทำเพื่อตัวเอง ส่วนคนรั้งท้ายปล่อยให้มารพาไป” มาตลอด ทุกสิ่งที่ผมทำไปก็เพื่อตัวผมเอง และผมไม่ได้ใส่ใจงานของคริสตจักรเลย  ผมช่างเห็นแก่ตัวและน่ารังเกียจจริงๆ!  เรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงพระวจนะของพระเจ้า “พระเจ้าทรงสูงสุดตลอดกาลและทรงเกียรติตลอดกาล ส่วนมนุษย์นั้นต่ำช้าตลอดกาล และไร้ค่าตลอดกาล  นี่เป็นเพราะพระเจ้าทรงอุทิศพระองค์เองและทรงเสียสละให้แก่มวลมนุษย์ตลอดกาล ในขณะที่มนุษย์กลับเรียกร้องและเพียรพยายามเพื่อตัวเขาเองเท่านั้นตลอดกาล  พระเจ้าทรงพากเพียรตลอดกาลเพื่อความอยู่รอดของมวลมนุษย์ กระนั้นมนุษย์กลับไม่เคยทำคุณูปการอันใดเพื่อเห็นแก่ความยุติธรรมหรือความสว่าง และต่อให้มนุษย์มานะพยายาม แต่ความพยายามนั้นก็ไม่สามารถทานทนการโจมตีได้สักครั้งด้วยเหตุที่ความพยายามของมนุษย์เป็นไปเพื่อประโยชน์ของเขาเองเสมอและไม่ใช่เพื่อผู้อื่น มนุษย์เห็นแก่ตัวตลอดกาล ในขณะที่พระเจ้าไม่เห็นแก่พระองค์เองตลอดกาล พระเจ้าคือต้นกำเนิดของทุกสิ่งที่ยุติธรรม ดีพร้อม และงดงาม ส่วนมนุษย์คือผู้ที่สืบทอดและแสดงความอัปลักษณ์และความชั่วทุกอย่าง พระเจ้าจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลงแก่นแท้แห่งความยุติธรรมและความงดงามของพระองค์ ทว่ามนุษย์อาจจะทรยศความยุติธรรมและเหินห่างจากพระเจ้าได้ทุกเวลาและในทุกสถานการณ์(พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, การเข้าใจพระอุปนิสัยของพระเจ้านั้นสำคัญมาก)  เมื่อไตร่ตรองพระวจนะของพระเจ้า ผมก็รู้สึกซาบซึ้งใจอย่างยิ่ง แก่นแท้ของพระเจ้านั้นไม่เห็นแก่พระองค์เอง และทุกสิ่งที่พระองค์ทรงทำล้วนเป็นไปเพื่อมวลมนุษย์ เพื่อให้มวลมนุษย์อยู่รอดบนแผ่นดินโลก พระเจ้าทรงสร้างสิ่งที่มนุษย์ต้องการเพื่อการอยู่รอด—อากาศ แสงแดด ฝนและน้ำค้าง ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดวงดาว ตลอดจนผักผลไม้ทั้งหมด และอื่นๆ  เพื่อช่วยมวลมนุษย์ให้รอด พระองค์ทรงบังเกิดเป็นเนื้อหนังและถูกตรึงกางเขนเพื่อพวกเรา ทรงแบกรับบาปของเรา ในยุคสุดท้าย พระเจ้าทรงบังเกิดเป็นเนื้อหนังและเสด็จมายังแผ่นดินโลกอีกครั้งเพื่อช่วยมวลมนุษย์ให้รอดอย่างบริบูรณ์ ทรงแสดงความจริงทั้งปวงเพื่อการชำระให้บริสุทธิ์และความรอดของเรา ถึงแม้ผู้คนจะไม่รู้จักพระเจ้า ทั้งยังปฏิเสธและไม่ยอมรับพระองค์ พระเจ้าก็ยังคงทรงดำเนินพระราชกิจแห่งการช่วยผู้คนให้รอดอย่างเงียบๆ และยังคงแสดงความจริงเพื่อหล่อเลี้ยงผู้คน ผมเห็นว่าแก่นแท้ของพระเจ้างดงามและเปี่ยมเมตตาอย่างแท้จริง และพระเจ้าไม่ทรงเห็นแก่พระองค์เองเลย! ส่วนผมกลับใช้ชีวิตตามความคิดและแนวคิดเยี่ยงซาตานที่ว่า “มนุษย์ทุกคนทำเพื่อตัวเอง ส่วนคนรั้งท้ายปล่อยให้มารพาไป” และ “อย่ากระดิกแม้แต่นิ้วเดียวหากไม่ได้รางวัล” มาตลอด ถึงแม้ผมจะละทิ้ง สละตน ทนทุกข์ และจ่ายราคาในหน้าที่อยู่บ้างเล็กน้อย แต่ทั้งหมดก็เพื่อให้ผมได้รับพรและพระคุณ เมื่อสุขภาพของผมถดถอยและต้องทนทุกข์กับความเจ็บป่วย ผมก็เริ่มเลือกงานและเริ่มออมแรง ผมคิดถึงแต่ตัวเองในทุกๆ เรื่อง กังวลเรื่องอนาคตและบั้นปลายของตัวเอง และไม่ได้ทุ่มสุดตัว เมื่อเห็นว่าพี่น้องชายหญิงอยู่ในสภาวะที่ย่ำแย่จนกระทบหน้าที่ของพวกเขา ผมก็ไม่พยายามคิดหาทางแก้ไข และไม่ได้คำนึงถึงผลประโยชน์ของคริสตจักรเลย ผมตระหนักว่าผมมีธรรมชาติที่เห็นแก่ตัว ผมเคยคิดว่าตัวเองค่อนข้างดี เพราะตลอดหลายปีที่เชื่อในพระเจ้า ผมได้ทิ้งครอบครัวและอาชีพการงานไว้เบื้องหลังเพื่อมาทำหน้าที่ และถึงแม้ผมจะถูกพรรคคอมมิวนิสต์จีนจับกุม ข่มเหง และทรมาน ผมก็ยังคงประกาศข่าวประเสริฐและทำหน้าที่ของผมต่อไปหลังจากได้รับการปล่อยตัว  ผมรู้สึกว่าตัวเองเปลี่ยนแปลงไปบ้าง และจงรักภักดีต่อพระเจ้าอยู่บ้าง ถ้าไม่ใช่เพราะความเจ็บป่วยนี้ ผมคงไม่มีวันเข้าใจถึงสิ่งเจือปนในความเชื่อของผม  ตอนนี้ ผมได้รับประสบการณ์อย่างแท้จริงจากพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า “เมื่อความเจ็บป่วยมาเยือน นี่ก็คือความรักของพระเจ้า และแน่นอนว่าย่อมมีเจตนารมณ์อันดีงามของพระองค์อยู่ในนั้น(พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ถ้อยดำรัสของพระคริสต์ในเบื้องต้น บทที่ 6)  ที่แท้ความรักของพระเจ้าและเจตนารมณ์อันดีของพระองค์อยู่เบื้องหลังความเจ็บป่วยของผมนี่เอง พระเจ้าทรงใช้ความเจ็บป่วยมาชำระให้บริสุทธิ์และเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของผม ทรงทำให้ผมปล่อยวางข้อเรียกร้องอันไร้เหตุผลที่มีต่อพระเจ้า และละทิ้งความปรารถนาอันฟุ้งเฟ้อของผม นี่คือเจตนารมณ์และความเอาพระทัยใส่อย่างเต็มที่ของพระเจ้า! เมื่อเข้าใจเรื่องนี้ ผมก็รู้สึกละอายและสำนึกผิด และเกลียดตัวเองที่เห็นแก่ตัวและน่ารังเกียจเหลือเกิน ผมตั้งปณิธานกับตัวเองว่าจะต้องทำหน้าที่ให้ดี

หลังจากนั้น ผมก็แสวงหาและไตร่ตรองว่าจะเผชิญกับความตายอย่างถูกต้องได้อย่างไร  ผมได้อ่านพระวจนะของพระเจ้า “ทุกคนต้องเผชิญหน้าความตายในชีวิต กล่าวคือ ความตายคือสิ่งที่ทุกคนต้องเผชิญเมื่อสิ้นสุดการเดินทางของตน  อย่างไรก็ดี ความตายมีธรรมชาติที่แตกต่างกัน  หนึ่งในนั้นก็คือเมื่อถึงเวลาที่พระเจ้าทรงลิขิตไว้ล่วงหน้า ผู้คนย่อมเสร็จสิ้นภารกิจของตนแล้ว และพระเจ้าย่อมขีดเส้นใต้ให้กับชีวิตทางกายภาพของพวกเขา ดังนั้น ชีวิตทางกายภาพของพวกเขาจึงมาถึงจุดสิ้นสุดแต่นี่ไม่ได้หมายความว่าชีวิตของพวกเขาสิ้นสุดลง  เมื่อคนคนหนึ่งไร้ซึ่งเนื้อหนัง ชีวิตของพวกเขาย่อมสิ้นสุดลง—เป็นเช่นนั้นหรือไม่?  (ไม่)  รูปสัณฐานที่ชีวิตของเจ้าดำรงอยู่หลังความตายนั้นขึ้นอยู่กับว่าเจ้าปฏิบัติต่อพระราชกิจและพระวจนะของพระเจ้าอย่างไรในช่วงที่เจ้ามีชีวิตอยู่—นี่เป็นเรื่องที่สำคัญมาก  รูปสัณฐานที่เจ้าดำรงอยู่หลังความตาย หรือการที่เจ้าจะดำรงอยู่หรือไม่นั้น ย่อมจะขึ้นอยู่กับท่าทีที่เจ้ามีต่อพระเจ้าและความจริงขณะที่เจ้ายังมีชีวิตอยู่  ถ้าระหว่างที่เจ้ามีชีวิตอยู่ เวลาที่เจ้าเผชิญหน้าความตายและโรคภัยสารพัดอย่าง ท่าทีที่เจ้ามีต่อความจริงคือการเป็นกบฏ ต่อต้าน และรู้สึกรังเกียจความจริง เช่นนั้นเมื่อถึงเวลาที่ชีวิตในเนื้อหนังของเจ้าสิ้นสุดลง เจ้าจะมีการดำรงอยู่ในหนทางใดหลังความตาย?  แน่นอนว่าเจ้าย่อมจะดำรงอยู่ในรูปแบบอื่น และชีวิตของเจ้าก็จะไม่ดำเนินต่อไปเป็นแน่  ในทางกลับกัน ระหว่างที่เจ้ามีชีวิตอยู่ เวลาที่เจ้ามีสติรู้ตัวอยู่ในเนื้อหนัง หากท่าทีที่เจ้ามีต่อความจริงและพระเจ้าเป็นท่าทีที่นบนอบและจงรักภักดี และเจ้ามีความเชื่อที่แท้จริง เช่นนั้นแล้ว ต่อให้ชีวิตทางกายภาพของเจ้ามาถึงกาลอวสาน ชีวิตของเจ้าก็จะยังคงดำรงอยู่ต่อไปในรูปสัณฐานที่ต่างออกไปในอีกมิติหนึ่ง  นี่คือคำจำกัดความของความตาย(พระวจนะฯ เล่ม 6 ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง, ควรไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างไร (4))  “ไม่ว่าผู้คนกำลังจัดการเรื่องใดอยู่ก็ตาม พวกเขาควรจัดการเรื่องนั้นๆ ด้วยท่าทีที่แข็งขันและเป็นบวกเสมอ และเมื่อเป็นเรื่องของความตายก็ยิ่งควรทำเช่นนี้  การมีท่าทีที่แข็งขันและเป็นบวกไม่ได้หมายถึงการคล้อยตามความตาย รอคอยความตาย หรือไล่ตามไขว่คว้าความตายในทางที่เป็นบวกและแข็งขัน  ถ้านี่ไม่ได้หมายถึงการไล่ตามไขว่คว้าความตาย การคล้อยตามความตาย หรือการรอคอยความตายแล้ว ท่าทีที่แข็งขันและเป็นบวกหมายถึงอะไร? (การนบนอบ)  การนบนอบเป็นท่าทีอย่างหนึ่งที่มีต่อความตาย การปล่อยมือจากความตายและไม่คิดเรื่องความตายย่อมเป็นวิธีรับมือความตายที่ดีที่สุด(พระวจนะฯ เล่ม 6 ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง, ควรไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างไร (4))  จากพระวจนะของพระเจ้า ผมเข้าใจว่าพระเจ้าทรงครองอธิปไตยเหนือและทรงลิขิตการเกิด แก่ เจ็บ และตายไว้ล่วงหน้า  เราไม่สามารถเลือกสิ่งเหล่านี้ได้เอง  ถ้ายังไม่ถึงเวลาตาย ต่อให้อยากตายก็ตายไม่ได้ ถ้าถึงเวลาที่ต้องตาย ต่อให้อยากอยู่แค่ไหน ก็อยู่ต่อไม่ได้แม้แต่วันเดียว ในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง เราควรยอมรับและนบนอบต่ออธิปไตยและการจัดแจงของพระเจ้าอย่างมีสำนึก ผมนึกถึงเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งของภรรยาผม  ระหว่างทางกลับบ้านจากที่ทำงาน เขาเห็นคนประสบอุบัติเหตุรถชน เขาเข้าไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วกลับถูกจักรยานไฟฟ้าชน หัวฟาดพื้นเสียชีวิตอยู่ตรงนั้น นอกจากนี้ หมอคนหนึ่งที่ผมรู้จักเป็นคนใส่ใจสุขภาพของเธอเป็นพิเศษและออกกำลังกายทุกวัน เธอสุขภาพดีมาก แต่วันหนึ่งตอนที่ออกไปออกกำลังกาย เธอกลับประสบอุบัติเหตุถูกรถชนและเสียชีวิตทันที จากเรื่องเหล่านี้ ผมตระหนักว่าคนเราจะเกิดเมื่อไหร่และตายเมื่อไหร่ ล้วนถูกจัดแจงและปกครองโดยพระเจ้า และความเป็นความตายของพวกเขาก็ขึ้นอยู่กับพระเจ้า ผมไม่ได้เข้าใจเรื่องเหล่านี้อย่างชัดเจน และเอาแต่กังวลเรื่องโรคหัวใจกับความดันโลหิตสูงของผม กังวลว่าความเหนื่อยล้าจะทำให้อาการแย่ลงและถึงขั้นนำไปสู่ความตาย ผมเชื่อในพระเจ้ามาหลายปี แต่ไม่เชื่อว่าความเป็นความตายของผมอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้าและภายใต้อธิปไตยของพระเจ้า แบบนี้ผมมีความเชื่อที่แท้จริงในพระเจ้าตรงไหนกัน? ตอนนี้ผมเข้าใจแล้วว่า ถ้าพระเจ้าทรงลิขิตไว้ล่วงหน้าแล้วว่าช่วงชีวิตของผมสิ้นสุดลง ต่อให้แข็งแรงและไร้โรคภัย ผมก็จะตาย แต่ถ้าช่วงชีวิตของผมยังไม่ถึงจุดจบ ต่อให้เป็นความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ หรือแม้แต่โรคร้ายแรงอย่างมะเร็ง ผมก็จะไม่ตาย เมื่อวันหนึ่งภารกิจของผมเสร็จสมบูรณ์และวันที่พระเจ้าทรงลิขิตไว้ล่วงหน้าสำหรับผมมาถึง ผมก็ควรเผชิญหน้ากับมันอย่างเป็นบวก ยอมรับและนบนอบต่ออธิปไตยและการจัดแจงของพระเจ้า นี่คือสำนึกที่ผมควรมี  ตอนนี้ การทำหน้าที่ให้ลุล่วงคือความรับผิดชอบของผม เมื่อเข้าใจเรื่องเหล่านี้ ท่าทีที่ผมมีต่อหน้าที่ก็เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นบ้าง ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในงานด้านต่างๆ ของคริสตจักรอย่างแท้จริง เมื่อมีเรื่องเกิดขึ้น ผมก็ร่วมมือกับทุกคนเพื่อหารือเกี่ยวกับวิธีแก้ไข

ต่อมา มีช่วงหนึ่งที่พี่น้องชายหญิงหลายคนในคริสตจักรถูกพวกยูดาสหักหลัง บ้านหลายหลังที่เก็บหนังสือพระวจนะของพระเจ้าไว้ต้องเผชิญกับความเสี่ยงด้านความปลอดภัย และหนังสือเหล่านี้ต้องถูกย้ายไปยังที่ที่ปลอดภัยโดยเร็วที่สุด เนื่องจากเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับหลายสิ่งหลายอย่าง ผมจึงต้องเขียนจดหมายมากขึ้นเพื่อสามัคคีธรรมเรื่องหลักธรรมกับพี่น้องชายหญิง และเตือนพวกเขาถึงสิ่งที่ควรใส่ใจ  ช่วงนั้นผมนอนดึกแทบทุกคืน ยิ่งไปกว่านั้น นี่เป็นเรื่องเร่งด่วน และมีหลายสิ่งที่ต้องพิจารณา  เมื่อผมกังวล ประกอบกับการนอนดึก ผมก็ปวดหัวและบางครั้งก็หายใจไม่ออก ผมจึงเริ่มกังวลว่าถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป สุขภาพของผมจะต้องมีปัญหาแน่ๆ  ต่อมา ผมได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าและได้รับความเชื่อและกำลัง  พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ไม่ว่าเจ้าจะป่วยหรือเจ็บปวดอยู่ก็ตาม ตราบใดที่เจ้ายังมีลมหายใจเหลืออยู่สักห้วงหนึ่ง ตราบใดที่เจ้ายังคงมีชีวิตอยู่ ตราบใดที่เจ้ายังสามารถพูดได้เดินได้ ตราบนั้นเจ้าย่อมมีกำลังวังชาที่จะปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า และเจ้าก็ควรประพฤติตัวให้ดีขณะปฏิบัติหน้าที่ของตนด้วยสองเท้าที่ยืนหยัดมั่นคงอยู่กับพื้น  เจ้าต้องไม่ทิ้งหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างหรือความรับผิดชอบที่พระผู้สร้างมอบหมายให้เจ้าทำ  ตราบใดที่เจ้ายังไม่ตาย เจ้าก็ควรทำหน้าที่ของเจ้าให้เสร็จสิ้นและลุล่วงเป็นอย่างดี(พระวจนะฯ เล่ม 6 ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง, ควรไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างไร (3))  ผมเข้าใจว่าหน้าที่คือภารกิจที่เป็นเรื่องที่ปกติและชอบด้วยเหตุผลโดยแท้ที่ผู้คนต้องทำให้ลุล่วง  ในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง การทำหน้าที่ให้ลุล่วงคือสิ่งที่มีคุณค่าและความหมายที่สุด และหากไม่ทำสิ่งนี้ ผมก็ไม่สมควรมีชีวิตอยู่ต่อไป ผมจึงอธิษฐานไปพลางเขียนจดหมายไป พี่น้องชายที่ร่วมมือกับผมช่วยตรวจทานและเพิ่มเติมเนื้อหาในจดหมายให้ และเราจัดแจงทุกอย่างอย่างรอบคอบที่สุดเท่าที่จะทำได้ หลังจากทำงานหนักอยู่ช่วงหนึ่ง หนังสือพระวจนะของพระเจ้าทั้งหมดก็ถูกย้ายไปอย่างปลอดภัย เราทุกคนขอบคุณพระเจ้าอยู่ในใจ และผมก็มีความเชื่อมากขึ้นในการทำหน้าที่ให้ลุล่วง

จากการถูกเผยให้เห็นผ่านความเจ็บป่วยนี้ ผมก็ได้รับความเข้าใจอยู่บ้างเกี่ยวกับมุมมองที่ไม่ถูกต้องในการเชื่อในพระเจ้าของผม ผมเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้ามากขึ้นอีกเล็กน้อย และเมื่อไม่ถูกจำกัดด้วยความเจ็บป่วยและความตายอีกต่อไป ผมก็ทำหน้าที่ได้อย่างเป็นปกติ ทั้งหมดนี้คือพระคุณและพรของพระเจ้า!  ขอบคุณพระเจ้า!

ก่อนหน้า: 70. ตอนนี้ฉันสามารถปฏิบัติต่อผู้คนตามหลักธรรมได้แล้ว

ถัดไป: 72. เบื้องหลังการไล่ตามไขว่คว้าการเป็นผู้นำ

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

43. เมื่อปล่อยวางความเห็นแก่ตัว ฉันจึงเป็นอิสระ

โดย เสี่ยวเว่ย ประเทศจีนพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ในอุปนิสัยของผู้คนปกตินั้นไม่มีความคดโกงหรือการหลอกลวง ผู้คนมีสัมพันธภาพปกติต่อกัน...

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

ติดต่อเราผ่าน Messenger