1. ผมเรียนรู้ วิธีปฏิบัติต่อหน้าที่อย่างถูกต้อง

โดย หลิวเฉียง ประเทศจีน

ผมเกิดในครอบครัวชาวนาธรรมดา และโตมาโดยเห็นแม่ทำกับข้าวและทำความสะอาดอยู่เสมอ ไม่เคยเห็นพ่อทำอาหารหรือทำงานบ้านเลย  ปู่ของผมก็เหมือนกัน  บางครั้งที่ย่าไม่อยู่บ้านทั้งวัน ปู่ยอมอดข้าวดีกว่าลุกมาทำอาหาร เพราะแกเชื่อว่าการทำอาหารเป็นงานของผู้หญิง  ผมเห็นว่าในครอบครัวส่วนใหญ่ ผู้ชายทำงานนอกบ้านและผู้หญิงดูแลงานบ้าน ผู้หญิงทำกับข้าวอยู่ที่บ้าน ส่วนผู้ชายก็ยุ่งกับการทำงานนอกบ้าน  หลังจากผมแต่งงาน ภรรยาก็รับหน้าที่ทำงานบ้านทั้งหมดไปโดยปริยาย  บางครั้งเธอขอให้ผมช่วยทำงานบ้านบ้าง แต่ผมก็ไม่เต็มใจและอิดออดเสมอ  ผมคิดเสมอว่าการทำอาหารและทำงานบ้านเป็นหน้าที่ของผู้หญิง

ในฤดูร้อนปี 2020 ผู้นำบอกผมว่าทีมงานต้องการเจ้าภาพอย่างเร่งด่วน และถามว่าผมเต็มใจไปทำหน้าที่เจ้าภาพไหม  ผมไม่ได้พูดอะไร แต่คิดในใจว่า “ฉันไม่เคยทำหน้าที่เจ้าภาพเลย แถมทำอาหารก็ไม่เป็นด้วย”  แต่เมื่อเห็นว่ากำลังต้องการคนด่วน ผมก็เลยตกลง  ระหว่างที่ทำหน้าที่เจ้าภาพ ผมขลุกอยู่ในครัวทุกวัน คอยล้างและทำความสะอาด พลางคิดในใจว่า “นี่มันหน้าที่ของพวกพี่น้องหญิง ทำไมถึงให้ฉันมาทำล่ะ?  น่าอายชะมัดที่ผู้ชายที่โตแล้วต้องไปจ่ายตลาดซื้อผักบ่อยๆ แถมบางทีต้องไปต่อราคากับแม่ค้าขายผักด้วย!”  ทุกครั้งที่ไปตลาดซื้อผัก ผมรู้สึกกังวล กลัวคนอื่นจะดูถูก  ผมมักจะรีบเข้าไปแล้วรีบออกมา ไม่อยากอยู่นานเกินไป  บางครั้งพี่น้องชายสองสามคนติว่าผักเค็มไปหรือจืดไป ผมก็จะรู้สึกอายและโต้เถียงในใจว่า “ที่บ้าน ภรรยาผมทำงานบ้านและทำกับข้าวตลอด ไม่ใช่ผม!  อีกอย่าง ผมเป็นผู้ชาย และนี่มันงานผู้หญิง จึงไม่แปลกที่ผมจะทำไม่เก่ง ทำไมไม่เห็นใจผมบ้างเลย?”  ผมอดรู้สึกน้อยใจไม่ได้ สงสัยว่าเมื่อไหร่หน้าที่นี้จะจบสิ้นเสียที  ผมมักเห็นเหล่าพี่น้องชายพูดคุยและหัวเราะกันเรื่องงาน แต่ผมกลับไม่มีความสุขเลย  รู้สึกเหมือนแบกหินก้อนใหญ่ไว้บนหลัง และได้แต่เฝ้ารอวันที่ไม่ต้องทำหน้าที่นี้อีกต่อไป  ช่วงนั้น ผมไม่ค่อยใส่ใจกับอาหารที่ทำ และทำแค่บะหมี่ทุกเช้า  ผมเห็นว่าพวกเขากินกันไม่เยอะ แต่ก็ไม่เคยถามพวกเขาว่ารสชาติถูกปากไหม ตอนนั้นมีกะหล่ำปลีเยอะมาก ผมก็แค่เอาไปต้ม และถึงแม้เหล่าพี่น้องชายจะกินน้อยมาก ผมก็ไม่สน  แค่คิดว่า “ไม่ว่าจะปรุงวิธีไหน กะหล่ำปลีมันก็ไม่อร่อยไปกว่านี้หรอก”  ต่อมา พี่น้องชายเหล่านี้ถูกปรับเปลี่ยนหน้าที่และย้ายออกไป แต่ผู้ดูแลขอให้ผมทำหน้าที่เจ้าภาพต่อไป  ผมไม่เข้าใจเลยและคิดว่า “ทำไมฉันที่เป็นผู้ชายที่โตแล้ว ถึงถูกขอให้ทำหน้าที่เจ้าภาพอยู่เรื่อยเลย?  การทำอาหาร ซักล้าง และทำความสะอาด ปกติเป็นเรื่องที่พี่น้องหญิงทำกันนี่  คนอื่นจะสงสัยไหมว่า ‘ทำไมพี่น้องชายถึงมาทำหน้าที่นี้?’  ฉันจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน?”  พอคิดถึงเรื่องนี้ก็ทำให้ผมรู้สึกด้อยค่า  ช่วงนั้น สภาวะของผมแย่มาก และรู้สึกเสียหน้าจริงๆ  ถ้าผมทิ้งหน้าที่เจ้าภาพ ก็รู้สึกว่าจะดูไม่มีเหตุผล แต่ถ้าทำต่อ ก็ไม่รู้จะทำไปตลอดรอดฝั่งได้ยังไง  ภายนอกดูเหมือนผมกำลังทำหน้าที่ แต่ข้างในรู้สึกอึดอัด และไม่กระตือรือร้นหรือใส่ใจในสิ่งที่ทำเลย  ผมเห็นว่าต้องทำความสะอาด แต่ก็ไม่ทำ และหลายครั้งก็ถึงจุดที่คนอื่นทนไม่ไหวจนต้องมาช่วยทำ  ผมไม่ได้เอาอาหารที่คริสตจักรส่งมาไปตากแห้งให้ทันเวลาด้วย ผลก็คืออาหารเน่าเสียและต้องทิ้งไป  หลังจากผู้นำรู้เรื่องนี้ เขาก็พูดกับผมว่า “อาหารขึ้นราหมดแล้ว  ถ้าคุณใส่ใจสักหน่อย ก็คงจะเอาไปตากแห้ง และเอาของที่เสียง่ายมาทำกินก่อน มันก็คงไม่เสียของเปล่าๆ  มีปัญหาแบบนี้เกิดขึ้น คุณต้องทบทวนท่าทีของตัวเองต่อหน้าที่แล้วนะ”  พอได้ยินผู้นำพูดแบบนี้ ผมก็รู้สึกผิดนิดหน่อย  เป็นความละเลยของผมจริงๆ ที่ทำให้อาหารเสีย แต่แล้วผมก็เริ่มแก้ต่างให้ตัวเองว่า “ตอนอยู่บ้าน แม่กับภรรยาเป็นคนตากแห้งอาหารตลอด ฉันไม่เคยยุ่งเลย  ถูกขอให้ทำเรื่องพวกนี้มันน่าอายชะมัด!”  ผมรู้สึกเหมือนถูกทำให้ขายหน้าอยู่ตลอด และไม่อยากทนกับสถานการณ์นี้อีกต่อไป เลยได้แต่หวังว่าผู้นำจะจัดแจงให้ผมไปทำหน้าที่อื่น  ผมตกอยู่ในความรู้สึกด้านลบมากจนไม่รู้จะพูดอะไรเวลาอธิษฐานถึงพระเจ้า และเมื่ออ่านพระวจนะของพระเจ้า ผมก็ไม่พบความสว่างเลย  ผมเหนื่อยล้าทุกวัน และรู้สึกอัดอั้นตันใจ

ระหว่างการชุมนุม พี่น้องหญิงคนหนึ่งสังเกตเห็นว่าผมอยู่ในสภาวะที่แย่ และเตือนให้ผมทบทวนตัวเองและเรียนรู้บทเรียน  วันหนึ่ง ผมได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่ง “อะไรคือหน้าที่?  พระบัญชาที่พระเจ้าไว้วางพระทัยมอบหมายให้มนุษย์ทำคือหน้าที่ที่มนุษย์ควรปฏิบัติ  สิ่งใดที่พระองค์ไว้วางพระทัยมอบหมายให้เจ้าทำก็คือหน้าที่ที่เจ้าควรปฏิบัติ… คนเราต้องค้นหาบทบาทหน้าที่และฐานะของตนเองให้เจอ—นั่นคือสิ่งที่คนที่มีสำนึกเขาทำกัน  จากนั้นพวกเขาก็ควรปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ดีด้วยท่าทีที่มั่นคงหนักแน่นเพื่อตอบแทนความรักของพระเจ้าและทำให้พระองค์พอพระทัย  หากคนเรามีท่าทีเช่นนี้ขณะปฏิบัติหน้าที่ของตน จิตใจของคนเราก็จะมั่นคงและสงบสุข พวกเขาจะสามารถยอมรับความจริงในหน้าที่ของตนได้ และจะค่อยๆ เริ่มปฏิบัติหน้าที่ของตนตามข้อกำหนดของพระเจ้า  พวกเขาจะสามารถขจัดอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตน นบนอบต่อทุกการจัดเตรียมของพระเจ้า และปฏิบัติหน้าที่ของตนในหนทางที่ถึงมาตรฐาน  นี่คือหนทางที่จะได้รับความเห็นชอบจากพระเจ้า  หากเจ้าสามารถสละตนเองเพื่อพระเจ้าได้อย่างแท้จริงและปฏิบัติหน้าที่ของตนด้วยทัศนคติที่ถูกต้อง เป็นทัศนคติที่รักพระองค์และทำให้พระองค์พอพระทัย เจ้าก็จะมีพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์คอยชี้แนะและนำทาง เจ้าจะเต็มใจปฏิบัติความจริงและทำตามหลักธรรมขณะปฏิบัติหน้าที่ของตน และเจ้าจะกลายเป็นคนที่ยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่ว  ด้วยวิธีนี้เจ้าย่อมจะใช้ชีวิตตามสภาพเสมือนมนุษย์ที่แท้จริงโดยสมบูรณ์  ชีวิตของผู้คนค่อยๆ เติบโตเมื่อพวกเขาปฏิบัติหน้าที่ของตน  คนที่ไม่ปฏิบัติหน้าที่จะไม่สามารถได้รับความจริงและชีวิต ไม่ว่าพวกเขาจะเชื่อมากี่ปีแล้วก็ตาม เพราะพวกเขาไม่มีพรจากพระเจ้า  พระเจ้าทรงอวยพรแก่ผู้ที่สละตนเพื่อพระองค์อย่างแท้จริงและปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างสุดความสามารถเท่านั้น  หน้าที่ใดก็ตามที่เจ้าปฏิบัติ สิ่งใดก็ตามที่เจ้าสามารถทำได้ จงถือว่านั่นคือความรับผิดชอบของเจ้า เป็นหน้าที่ของเจ้า ยอมรับเอาไว้ และทำให้ดี  การที่เจ้าจะทำให้ดีนั้นทำอย่างไร?  ด้วยการทำสิ่งนั้นๆ ตามที่พระเจ้าทรงประสงค์ทุกประการ—ด้วยหัวใจทั้งดวงของเจ้า อย่างสุดจิตสุดใจของเจ้า และด้วยพละกำลังทั้งหมดที่เจ้ามี  เจ้าควรใคร่ครวญวจนะเหล่านี้และพิจารณาว่าเจ้าจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนด้วยหัวใจทั้งดวงของเจ้าได้อย่างไร(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, ภาคที่สาม)  จากพระวจนะของพระเจ้า ผมเห็นว่าไม่ว่าผู้คนจะได้รับการมอบหมายอะไร พวกเขาต้องถือว่าเป็นความรับผิดชอบและหน้าที่ของตน และควรทำด้วยสุดจิตสุดใจ  มีเพียงเมื่อพวกเขามีกรอบความคิดมุ่งที่จะทำให้พระเจ้าพอพระทัยในหน้าที่ของตนเท่านั้น พวกเขาจึงจะได้รับความเห็นชอบจากพระเจ้า  แต่ผมคิดว่าหน้าที่เจ้าภาพเป็นของพี่น้องหญิง และในเมื่อผมเป็นพี่น้องชาย ผมก็ไม่ควรทำหน้าที่นี้  ผมรู้สึกว่าการถูกขอให้ทำหน้าที่เจ้าภาพหมายความว่าผมกำลังถูกดูแคลนและดูถูก  เพราะมุมมองที่ผิดๆ แบบนี้ ผมเลยขาดสำนึกของความจริงจังหรือความรับผิดชอบต่อหน้าที่ และตอนเป็นเจ้าภาพรับรองเหล่าพี่น้องชาย ผมก็ทำแค่บะหมี่หรือกะหล่ำปลีต้มตลอด  ผมเห็นว่าพี่น้องชายไม่ชอบ แต่ก็ไม่คิดจะเปลี่ยนสูตรอาหารเพื่อให้เหล่าพี่น้องชายได้กินดีและอิ่มท้อง  ผมไม่ได้ทำความสะอาดให้ทันเวลา และไม่ได้จัดการอาหารที่คริสตจักรส่งมาให้ทันเวลา ส่งผลให้มันเน่าเสีย  ผมได้ทำหน้าที่ของตนด้วยสุดหัวใจและสุดกำลังตรงไหนกัน?  เห็นได้ชัดว่าผมละเลยและทำอย่างสุกเอาเผากิน!  ผมไม่เห็นคุณค่าของโอกาสที่คริสตจักรมอบให้ผมทำหน้าที่ และเอาแต่บ่น รู้สึกไม่ยอมรับ และทำแบบขอไปที  นี่ทำให้พระเจ้าทรงเศร้าพระทัยและผิดหวังอย่างแท้จริง!  ถ้าผมไม่เปลี่ยนแปลง ในที่สุดผมก็จะเสียโอกาสในการทำหน้าที่  เมื่อตระหนักได้เช่นนี้ ผมจึงตั้งปณิธานว่าจากนั้นเป็นต้นไป ผมจะเต็มใจนำพระวจนะของพระเจ้าไปปฏิบัติและทำหน้าที่เจ้าภาพอย่างจริงจัง  ดังนั้นผมจึงเริ่มเรียนรู้วิธีทำอาหาร ผมกระตือรือร้นในการทำความสะอาดมากขึ้น และพยายามอย่างเต็มที่ที่จะจัดการทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่เจ้าภาพให้ดี

ต่อมา ผมได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าบางบทตอน และได้รับความเข้าใจเกี่ยวกับต้นตอของความรู้สึกไม่ยอมรับการเป็นเจ้าภาพอยู่ตลอด พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “หากเจ้าได้รับหน้าที่ให้ปฏิบัติและแต่เดิมนั้นไร้ความสามารถที่จะนบนอบ เจ้าสามารถนบนอบได้ในระดับใดในตอนนี้?  ตัวอย่างเช่น เจ้าเป็นพี่น้องชายคนหนึ่ง และหากเจ้าถูกขอให้ทำอาหารและล้างจานชามให้กับเหล่าพี่น้องชายหญิงคนอื่นๆ ทุกวัน เจ้าจะนบนอบหรือไม่?  (ข้าพระองค์คิดอย่างนั้น)  บางทีเจ้าอาจทำได้ในระยะสั้น แต่หากเจ้าถูกขอให้ทำหน้าที่นี้ในระยะยาว เจ้าจะนบนอบหรือไม่?  (ข้าพระองค์อาจนบนอบตามแต่โอกาส แต่เมื่อเวลาผ่านไปข้าพระองค์อาจจะไม่สามารถทำเช่นนั้นได้)  นี่หมายความว่าเจ้ายังไม่ได้นบนอบ  สิ่งใดทำให้ผู้คนไม่นบนอบ?  (เป็นเพราะผู้คนมีมโนคติอันหลงผิดดั้งเดิมในหัวใจของตน  พวกเขาคิดว่าผู้ชายควรทำงานนอกบ้านและผู้หญิงควรดูแลงานในบ้าน คิดว่าการหุงหาอาหารคืองานของผู้หญิงและผู้ชายจะเสียหน้าหากต้องหุงหาอาหาร  นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมการนบนอบไม่ใช่เรื่องง่าย)  ถูกต้อง  มีการเลือกปฏิบัติทางเพศเมื่อเป็นเรื่องของการแบ่งงานกันทำ  ผู้ชายคิดว่า ‘พวกเราผู้ชายควรออกไปหาเลี้ยงชีพนอกบ้าน  ส่วนสิ่งทั้งหลายอย่างการหุงหาอาหารและการล้างจานชามควรให้ผู้หญิงทำ  พวกเราไม่ควรถูกบังคับให้ทำงานอย่างนั้น’  แต่ในตอนนี้เหล่านี้คือสภาพการณ์พิเศษ และเจ้าก็กำลังถูกขอให้ทำเช่นนั้น แล้วเจ้าทำอย่างไร?  เจ้าต้องยุติความยึดติดใดก่อนที่เจ้าจะสามารถนบนอบได้?  นี่คือประเด็นสำคัญของปัญหานี้  เจ้าต้องยุติการเลือกปฏิบัติทางเพศของตน  ไม่มีงานใดที่ต้องทำโดยผู้ชาย และไม่มีงานใดที่ต้องทำโดยผู้หญิง  จงอย่าแบ่งงานในลักษณะนี้  หน้าที่ที่ผู้คนปฏิบัติไม่ควรกำหนดพิจารณาตามเพศของพวกเขา  เจ้าสามารถแบ่งงานในลักษณะนี้ในบ้านและชีวิตประจำวันของตัวเอง แต่ตอนนี้เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับหน้าที่ของเจ้า แล้วเจ้าควรตีความเรื่องนี้อย่างไร?  เจ้าควรรับหน้าที่นี้จากพระเจ้าและยอมรับหน้าที่นี้ และเปลี่ยนทรรศนะที่ไม่ถูกต้องที่เจ้ามีอยู่ภายใน  เจ้าควรพูดว่า ‘ก็จริงที่ฉันเป็นผู้ชาย แต่ฉันเป็นสมาชิกของคริสตจักรและเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างในสายพระเนตรของพระเจ้า  ฉันจะทำอะไรก็ตามที่คริสตจักรมอบหมายให้ฉันทำ สิ่งทั้งหลายไม่ได้แบ่งตามเพศ’  อันดับแรกเลยก็คือ เจ้าควรปล่อยมือจากทรรศนะที่ไม่ถูกต้องของตน จากนั้นก็ยอมรับหน้าที่ของเจ้า  การยอมรับหน้าที่ของเจ้าใช่การนบนอบที่แท้จริงหรือไม่?  (ไม่ใช่)  ในวันต่อๆ มา หากใครบางคนพูดว่าอาหารของเจ้าเค็มเกินไป หรือมีรสชาติไม่ดีพอ หรือพูดว่าเจ้าได้ทำบางสิ่งไม่ดีและพวกเขาไม่ต้องการกินสิ่งนั้น หรือบอกให้เจ้าทำอะไรใหม่ เจ้าจะสามารถยอมรับเรื่องนั้นได้หรือไม่?  ที่จุดนั้น เจ้าจะรู้สึกไม่สบายใจ และเจ้าคิดว่า ‘ฉันเป็นคนที่เคารพตัวเอง และฉันก็ยอมทำอาหารให้เหล่าพี่น้องชายหญิงทั้งหมดนี้แล้ว แต่พวกเขาก็ยังคงชี้ให้เห็นถึงปัญหาทั้งหมดนี้อยู่ดี  ฉันไม่เหลือความภาคภูมิใจเลยแม้แต่น้อย’  ที่จุดนี้ เจ้าไม่ต้องการนบนอบใช่ไหม?  (ใช่)  นี่เป็นความลำบากยากเย็น  เมื่อใดก็ตามที่เจ้าไม่สามารถนบนอบได้ นั่นเกิดขึ้นจากอุปนิสัยอันเสื่อมทรามที่เผยตัวเองออกมาและก่อให้เกิดปัญหา และทำให้เจ้าไม่สามารถปฏิบัติความจริงและนบนอบพระเจ้าได้(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, การปฏิบัติความจริงเป็นหนทางเดียวเท่านั้นที่จะมีการเข้าสู่ชีวิต)  “ผู้ชายมีความคิดที่ดูถูกผู้หญิง และพวกเขาก็ดูแคลนงานบางอย่าง เช่น การดูแลลูก จัดเก็บบ้าน ซักผ้า และทำความสะอาด  บางคนโน้มเอียงไปในทางที่ดูถูกผู้หญิงอย่างมาก และนึกดูแคลนงานเหล่านี้ ไม่เต็มใจทำ หรือถ้าทำก็ทำอย่างจำใจมาก กลัวว่าผู้อื่นจะเคารพตนน้อยลง  พวกเขานึกไปว่า ‘ถ้าฉันทำงานเหล่านี้อยู่เรื่อยๆ ฉันก็จะดูเป็นผู้หญิงไม่ใช่หรือ?’  นี่คือการถูกความคิดและมุมมองแบบใดกำกับเอาไว้?  ความคิดของพวกเขามีปัญหามิใช่หรือ?  (ใช่)  ความคิดของพวกเขามีปัญหา  จงดูบางภูมิภาคที่ผู้ชายสวมผ้ากันเปื้อนและปรุงอาหารกันอยู่เสมอเถิด  เวลาผู้หญิงกลับบ้านหลังเลิกงาน ชายคนนั้นก็ยกอาหารมาให้กินพลางกล่าวว่า ‘กินนี่สิ  อร่อยมาก วันนี้ผมทำอาหารที่คุณชอบทุกจานเลย’  สมควรแล้วที่ผู้หญิงจะกินอาหารที่ทำไว้ให้ และสมควรแล้วที่ผู้ชายจะเตรียมอาหารให้ ไม่เคยรู้สึกว่าตนเป็นแม่บ้าน  พอเขาถอดผ้ากันเปื้อนและก้าวออกจากบ้าน เขาก็ยังคงเป็นผู้ชายมิใช่หรือ?  บางภูมิภาคที่มีแนวคิดดูถูกผู้หญิงรุนแรงเป็นพิเศษ อิทธิพลและการสร้างเงื่อนไขโดยครอบครัวย่อมให้ท้ายผู้ชายเหล่านี้อย่างมิอาจปฏิเสธได้  การสร้างเงื่อนไขแบบนี้ช่วยให้พวกเขารอดหรือว่าทำร้ายพวกเขา?  (ทำร้ายพวกเขา)  เรื่องนี้เป็นภัยต่อพวกเขามาโดยตลอด… ความคิดและมุมมองที่พ่อแม่ปลูกฝังให้นั้นเกี่ยวข้องกับกฎเกณฑ์การใช้ชีวิตขั้นพื้นฐานที่ง่ายที่สุด รวมทั้งทัศนะบางอย่างที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับผู้คน  สรุปแล้ว ทั้งหมดนี้ก่อเกิดเป็นการสร้างเงื่อนไขที่ครอบครัวมีต่อความคิดของผู้คน  ไม่ว่าทั้งหมดนี้จะมีผลต่อชีวิตของผู้คนมากเท่าใดระหว่างที่พวกเขามีความเชื่อในพระเจ้าและมีชีวิตอยู่ หรือสร้างความลำบากและเดือดร้อนมากเพียงใด ความคิดและมุมมองเหล่านี้ก็มีความยึดโยงบางอย่างกับการอบรมสั่งสอนตามอุดมคติของพ่อแม่อยู่ในตัวเอง(พระวจนะฯ เล่ม 6 ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง, ควรไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างไร (14)) หลังจากอ่านพระวจนะของพระเจ้า ผมเข้าใจว่าความรู้สึกเก็บกดและเจ็บปวดในการทำหน้าที่เจ้าภาพ และการขาดการนบนอบของผม สาเหตุหลักมาจากทัศนะที่คลาดเคลื่อนว่า “ผู้ชายควรทำงานนอกบ้าน ส่วนผู้หญิงควรดูแลงานบ้าน”  พวกเราเคยทำไร่ไถนาอยู่ที่บ้าน และแม่กับภรรยาของผม หลังจากทำงานข้างนอกแล้ว กลับมาบ้านก็ยังต้องซักผ้า ทำกับข้าว และให้อาหารสัตว์  พวกเธอยุ่งมากจนแทบจะทำไม่ไหว  ผมเห็นแบบนี้แต่ไม่เคยช่วยเลย  ผมคิดว่าการซักผ้า ทำกับข้าว และทำงานบ้านล้วนเป็นงานของผู้หญิง และผู้ชายแค่ต้องหาเงินเลี้ยงครอบครัวและทำงานนอกบ้าน  ผมคิดว่าถ้าผู้ชายทำงานบ้าน พวกเขาจะถูกมองว่าไร้ประโยชน์และโดนดูถูก  ด้วยการใช้ชีวิตตามทัศนะนี้ ผมแทบไม่เคยช่วยแบ่งเบางานบ้านและขาดความเอาใจใส่และความห่วงใยต่อครอบครัว  หลังจากเชื่อในพระเจ้าแล้ว เมื่อผมถูกขอให้ทำหน้าที่เจ้าภาพ ผมคิดว่าการทำความสะอาด ซื้อผัก และทำกับข้าวเป็นหน้าที่ของพี่น้องหญิง และไม่ควรให้พี่น้องชายมาทำงานเหล่านี้ เมื่อได้รับอิทธิพลจากกรอบความคิดแบบชายเป็นใหญ่นี้ ผมรู้สึกไม่ยอมรับและไม่ทุ่มเทให้กับหน้าที่  การไปตลาดซื้อผัก ต่อราคากับแม่ค้าขายผัก และซื้อผักราคาถูกคุณภาพดีเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่ทำกัน  แต่ผมรู้สึกเสมอว่ามันน่าอาย และกลัวโดนดูถูก  เวลาทำอาหาร ผมก็แค่ทำไปตามใจชอบ โดยไม่คำนึงเลยว่าอาหารจะถูกปากเหล่าพี่น้องชายไหม  เพราะผมรู้สึกไม่ยอมรับหน้าที่เจ้าภาพ ผมถึงขนาดไม่ทำความสะอาดตอนที่จำเป็นต้องทำ  ผมช่างไร้ซึ่งความเป็นมนุษย์และสำนึกจริงๆ!  กรอบความคิดแบบชายเป็นใหญ่นี้บิดเบือนความคิดของผมไปจนหมดสิ้น  ผมคิดถึงเรื่องที่ว่าหน้าที่มาจากพระเจ้า เรื่องที่ว่าหน้าที่ไม่มีการแบ่งแยกสถานะ เพศ หรือวัย และผมควรยอมรับหน้าที่จากพระเจ้า ถือเป็นความรับผิดชอบที่ต้องหวงแหนและรัก และอุทิศตนให้กับหน้าที่อย่างจงรักภักดีและทำให้พระเจ้าพอพระทัย  แต่ผมใช้ชีวิตตามกรอบความคิดที่ว่า “ผู้ชายควรทำงานนอกบ้าน ส่วนผู้หญิงควรดูแลงานบ้าน”  ผมคำนึงถึงแค่ความรู้สึกของตัวเอง และไม่เคยคำนึงเลยว่าความรับผิดชอบและหน้าที่ของผมคืออะไรกันแน่  ผมไม่มีการนบนอบเลยแม้แต่น้อย  นี่ผมไม่ได้กำลังต่อต้านพระเจ้าอยู่หรอกหรือ?  เมื่อตระหนักได้เช่นนี้ ผมรู้สึกเสียใจและรู้สึกผิดอย่างสุดซึ้ง จึงมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและอธิษฐานว่า “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ถูกควบคุมโดยกรอบความคิดที่ว่า ‘ผู้ชายควรทำงานนอกบ้าน ส่วนผู้หญิงควรดูแลงานบ้าน’ โดยปราศจากการนบนอบใดๆ ในการทำหน้าที่เจ้าภาพ และยังต่อต้านพระองค์อยู่ตลอดเวลา  ข้าพระองค์ช่างไร้เหตุผลเหลือเกิน!  ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ผิดไปแล้ว แต่ข้าพระองค์เต็มใจที่จะกลับใจต่อพระองค์”

ต่อมา ผมได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าอีกบทตอนหนึ่ง และผมก็เข้าใจมาตรฐานของพระเจ้าในการวัดผู้คน  พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “พระเจ้าไม่ได้ตรัสสิ่งใดเป็นการเฉพาะในเรื่องเพศสภาพของมวลมนุษย์ เพราะทั้งชายและหญิงคือสิ่งทรงสร้างของพระเจ้าและเกิดจากพระเจ้า  กล่าวด้วยวลีที่มวลมนุษย์พูดกันก็คือ ‘ทั้งหน้ามือและหลังมือต่างก็เป็นเนื้อหนัง’—พระเจ้าไม่ทรงมีอคติกับชายหรือหญิงโดยเฉพาะ และพระองค์ก็ไม่ทรงมีข้อกำหนดที่แตกต่างออกไปต่อเพศใดเพศหนึ่ง ทั้งสองเพศล้วนเหมือนกัน  เพราะฉะนั้นพระเจ้าจึงทรงใช้มาตรฐานเดียวกันซึ่งมีอยู่ไม่กี่ข้อมาพิพากษาเจ้าไม่ว่าเจ้าจะเป็นชายหรือหญิงก็ตาม—พระองค์จะทรงดูว่าเจ้ามีแก่นแท้ความเป็นมนุษย์แบบใด เจ้าเดินอยู่บนเส้นทางใด เจ้ามีท่าทีเช่นใดต่อความจริง เจ้ารักความจริงหรือไม่ เจ้ามีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าหรือไม่ และเจ้าสามารถนบนอบพระองค์หรือไม่  เวลาเลือกใครสักคนและฝึกฝนให้ทำหน้าที่บางอย่างหรือรับผิดชอบบางเรื่อง พระเจ้าไม่ได้ทรงดูว่าพวกเขาเป็นชายหรือหญิง  ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นชายหรือหญิงก็ตาม พระเจ้าก็ทรงส่งเสริมและใช้ผู้คนโดยดูว่าพวกเขามีมโนธรรมและเหตุผลหรือไม่ ขีดความสามารถของพวกเขาใช้ได้หรือไม่ พวกเขายอมรับความจริงหรือไม่ และเดินบนเส้นทางใดอยู่  แน่นอนว่าเวลาช่วยมวลมนุษย์ให้รอดและทำให้พวกเขาเพียบพร้อม พระเจ้าไม่ได้ทรงหยุดเพื่อพิจารณาเพศสภาพของพวกเขา  ถ้าเจ้าเป็นผู้หญิง พระเจ้าก็ไม่ทรงคำนึงว่าเจ้ามีคุณธรรม มีเมตตา อ่อนโยน และมีศีลธรรมหรือไม่ หรือว่าเจ้าประพฤติตัวดีหรือไม่ และพระองค์ก็ไม่ได้ประเมินผู้ชายตามความเป็นชายชาตรีและความเป็นบุรุษเพศ—สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่มาตรฐานที่พระเจ้าทรงใช้ประเมินชายหญิง(พระวจนะฯ เล่ม 6 ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง, การไล่ตามเสาะหาความจริงคืออะไร (7))  จากพระวจนะของพระเจ้า ผมเห็นว่าอุปนิสัยของพระเจ้านั้นชอบธรรม และพระองค์ไม่ทรงปฏิบัติต่อผู้คนแตกต่างกันโดยดูจากเพศ  เมื่อพระเจ้าทรงสร้างอาดัมและเอวา พระองค์ไม่ได้ทรงมีการเลือกปฏิบัติทางเพศต่อพวกเขา และความรักและความห่วงใยของพระเจ้าที่มีต่อพวกเขาก็เหมือนกัน ไม่มีความลำเอียง  พระวจนะที่พระเจ้าตรัสในยุคสุดท้ายเพื่อช่วยมนุษยชาติให้รอดนั้นมุ่งตรงไปยังทุกคน ไม่ว่าจะเป็นสัญชาติ เชื้อชาติ หรือเพศใด  ในประสบการณ์ของผม ผมยังเห็นด้วยว่าพระนิเวศของพระเจ้าไม่ได้พิจารณาเรื่องเพศเมื่อส่งเสริมและใช้งานผู้คน แต่พิจารณาโดยดูว่าคนคนนั้นรักความจริงและมีมโนธรรมและสำนึกหรือไม่ และโดยดูจากเส้นทางที่พวกเขาเดิน  ไม่มีกฎข้อไหนบอกว่าผู้นำและคนทำงานต้องเป็นพี่น้องชาย และหน้าที่เจ้าภาพต้องให้พี่น้องหญิงทำ  ตัวอย่างเช่น ผมรู้จักพี่น้องชายคนหนึ่งที่ทำหน้าที่เจ้าภาพเหมือนกัน และเมื่อไหร่ก็ตามที่เขามีเวลา เขาจะจดจ่อกับการอ่านพระวจนะของพระเจ้า  ระหว่างการชุมนุม เขาจะเปิดใจสามัคคีธรรมเกี่ยวกับสภาวะและความลำบากยากเย็นของเขา และเมื่อเผชิญกับความลำบากยากเย็น เขาจะแสวงหาความจริงและจดจ่อกับการปฏิบัติตามหลักธรรมความจริง  พี่น้องชายคนนี้ทำหน้าที่ของเขาโดยไม่ถูกจำกัดด้วยเพศ  จากนั้นผมก็ตระหนักว่าการใช้ชีวิตตามมุมมองที่ไร้สาระของลัทธิชายเป็นใหญ่นี้เป็นสิ่งที่ผิดและสุดโต่ง และขัดกับพระวจนะของพระเจ้าอย่างสิ้นเชิง  หลังจากเข้าใจความจริงเหล่านี้ ผมก็ได้รับวิจารณญาณแยกแยะเกี่ยวกับความคิดแบบชายเป็นใหญ่นี้และเต็มใจที่จะปฏิเสธมันจากใจ  ผมยังสามารถยอมรับหน้าที่เจ้าภาพของผมได้อย่างเต็มที่อีกด้วย

ต่อมา ผมได้อ่านพระวจนะของพระเจ้ามากขึ้น และผมก็ชัดเจนขึ้นว่าจะทำหน้าที่เจ้าภาพนี้ให้ดีได้อย่างไร  พระเจ้าตรัสว่า “หลักธรรมทั้งหลายที่เจ้าต้องเข้าใจและความจริงทั้งหลายที่เจ้าต้องนำไปปฏิบัตินั้นเหมือนกัน โดยไม่คำนึงถึงว่าเจ้ากำลังปฏิบัติหน้าที่ใดก็ตาม  ไม่ว่าเจ้าจะถูกขอให้เป็นผู้นำหรือคนทำงาน หรือไม่ว่าเจ้าจะกำลังทำอาหารในฐานะเจ้าภาพ หรือไม่ว่าเจ้าจะถูกขอให้ดูแลกิจธุระภายนอกบางเรื่องหรือทำงานที่ออกแรงกายหรือไม่ก็ตาม หลักธรรมความจริงที่ควรถือปฏิบัติในการปฏิบัติหน้าที่ที่แตกต่างกันเหล่านี้ก็เหมือนกันในเรื่องที่ว่าต้องมีพื้นฐานอยู่ในความจริงและในพระวจนะของพระเจ้า  เช่นนั้นแล้วอะไรคือหลักธรรมที่ใหญ่ที่สุดและสำคัญที่สุดท่ามกลางหลักธรรมเหล่านี้?  นั่นคือการอุทิศสุดใจ สุดจิต และสุดกำลังของคนเราที่จะปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ดี และปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ได้มาตรฐาน… ตัวอย่างเช่น หากเจ้าควบคุมดูแลการทำอาหารให้กับพี่น้องชายหญิงของเจ้า นั่นคือหน้าที่ของเจ้า  เจ้าควรปฏิบัติต่อกิจนี้อย่างไร?  (ข้าพระองค์ควรแสวงหาหลักธรรมความจริง)  เจ้าแสวงหาหลักธรรมความจริงอย่างไร?  เรื่องนี้สัมพันธ์กับความเป็นจริงและความจริง  เจ้าต้องคิดถึงวิธีนำความจริงไปปฏิบัติ วิธีปฏิบัติหน้าที่นี้ให้ดี และหน้าที่นี้เกี่ยวข้องกับความจริงแง่มุมใด  ขั้นตอนที่หนึ่งก็คืออันดับแรกเลยเจ้าต้องรู้ว่า ‘ฉันไม่ได้กำลังทำอาหารให้ตัวเอง  ฉันกำลังทำหน้าที่ของฉันอยู่’  แง่มุมที่เกี่ยวข้องในที่นี้คือนิมิต แล้วขั้นตอนที่สองล่ะ?  (ข้าพระองค์ต้องคิดถึงวิธีทำมื้ออาหารให้ดี)  เกณฑ์กำหนดสำหรับการทำอาหารให้ดีคืออะไร?  (ข้าพระองค์ต้องแสวงหาให้พบข้อพึงประสงค์ของพระเจ้า)  ถูกต้อง  มีเพียงข้อพึงประสงค์ของพระเจ้าเท่านั้นที่เป็นความจริง มาตรฐาน และหลักธรรม  การทำอาหารตามข้อพึงประสงค์ของพระเจ้าคือความจริงแง่มุมหนึ่ง  อันดับแรกเลยก็คือเจ้าต้องพิจารณาความจริงแง่มุมนี้ แล้วจึงใคร่ครวญว่า ‘พระเจ้าประทานหน้าที่นี้ให้ฉันปฏิบัติ  มาตรฐานที่พระเจ้าทรงกำหนดคืออะไร?’  รากฐานนี้เป็นสิ่งจำเป็น  เช่นนั้นแล้วเจ้าควรทำอาหารอย่างไรเพื่อที่จะให้ได้มาตรฐานของพระเจ้า?  อาหารที่เจ้าทำควรถูกสุขอนามัย มีรสชาติ สะอาด และไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย—นี่คือรายละเอียดที่เกี่ยวข้อง  ตราบที่เจ้าทำอาหารตามหลักธรรมนี้ อาหารที่เจ้าทำย่อมจะทำขึ้นตามข้อพึงประสงค์ของพระเจ้า  เหตุใดเราจึงกล่าวเช่นนี้?  เพราะเจ้าแสวงหาหลักธรรมเกี่ยวกับหน้าที่นี้และไม่ได้ทำเกินขอบเขตที่พระเจ้าได้วาดเค้าโครงไว้  นี่คือวิธีที่ถูกต้องในการทำอาหาร  เจ้าทำหน้าที่ของตนได้ดี และเจ้าทำหน้าที่นั้นในหนทางที่ได้มาตรฐาน(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, โดยการแสวงหาหลักธรรมความจริงเท่านั้น คนเราจึงจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนได้ดี)  จากพระวจนะของพระเจ้า ผมเห็นว่าไม่ว่าเราจะทำหน้าที่อะไร เราต้องปฏิบัติตามหลักธรรมความจริง และเราควรอุทิศทั้งหัวใจและความพยายามเพื่อทำหน้าที่นี้ให้ดีตามพระวจนะของพระเจ้า ตัวอย่างเช่น ในการทำหน้าที่เจ้าภาพของผม ถ้าอาหารเตรียมได้ไม่ดี ทำให้คนอื่นไม่อยากกินหรือนำไปสู่ผลข้างเคียงต่อสุขภาพของพวกเขา เช่นนั้นผมก็ยังทำหน้าที่ได้ไม่ดี  เมื่อเป็นเรื่องอาหาร ผมควรเอาของที่ต้องตากแห้งไปตาก และนำของที่ควรกินให้หมดโดยเร็วมาเสิร์ฟ เพื่อไม่ให้เสียเปล่า ยิ่งไปกว่านั้น ในประเทศจีน ซึ่งเป็นประเทศที่ต่อต้านพระเจ้าอย่างรุนแรงที่สุด เราต้องตื่นตัวเสมอในหน้าที่เจ้าภาพ ใส่ใจสิ่งรอบข้าง และรับรองความปลอดภัยของพี่น้องชายหญิง  หลังจากเข้าใจเรื่องนี้ เมื่อผมไปตลาดซื้อผักอีกครั้ง ผมคิดถึงวิธีซื้อผลผลิตคุณภาพดีและราคาไม่แพง และผมไม่สนว่าคนอื่นจะคิดอย่างไร  ผมยึดเป็นหลักการว่าจะเตรียมอาหารที่อร่อย มีคุณค่าทางโภชนาการ และดีต่อสุขภาพ และสำหรับเมนูที่ผมทำไม่เป็น ผมจะถามพี่น้องชายหญิงหรือเรียนรู้จากวิดีโอสอน  หลังจากผ่านไปสักระยะหนึ่ง ทั้งการทำอาหารและการทำความสะอาดในบ้านก็ดีขึ้นกว่าเดิมมาก ต่อมา ผมร่วมมือกับพี่น้องชายคนหนึ่งซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า และผมจะเป็นฝ่ายริเริ่มทำอาหารและงานบ้านเอง  บางครั้ง เมื่อพี่น้องชายหญิงมาที่บ้านเรา พวกเขาอดไม่ได้ที่จะชมเรา โดยพูดทำนองว่า “บ้านของคุณสะอาดจัง!” และ “อาหารนี้น่ากินมาก”  หลังจากได้ยินสิ่งเหล่านี้ ผมขอบคุณพระเจ้าจากก้นบึ้งของหัวใจ

ผมเข้าใจแล้วว่าหน้าที่คือพระบัญชาของพระเจ้าต่อมนุษยชาติ และเป็นความรับผิดชอบและภาระผูกพันที่เราควรทำให้สำเร็จ โดยไม่คำนึงถึงเพศ และเราควรยอมรับอย่างไม่มีเงื่อนไขและทำสุดความสามารถเพื่อลุล่วงหน้าที่เหล่านั้น ผมยังเข้าใจด้วยว่าไม่สำคัญว่าเราจะทำหน้าที่ไหน และสิ่งที่สำคัญคือให้เราแสวงหาความจริงในหน้าที่ของเราและแก้ไขอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเรา  การแสวงหาที่จะปฏิบัติตามหลักธรรมความจริงนั้นสำคัญที่สุด  การเปลี่ยนแปลงและสิ่งที่ผมได้รับเหล่านี้ล้วนเป็นผลจากการชี้แนะจากพระวจนะของพระเจ้า ขอบคุณพระเจ้า!

ถัดไป: 6. การต่อสู้ฝ่ายวิญญาณอันดุเดือด

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

26. เปิดประตูสู่หัวใจของฉันและต้อนรับการเสด็จกลับมาขององค์พระผู้เป็นเจ้า

โดยหยงหย่วน สหรัฐอเมริกาในเดือนพฤศจิกายนปี ค.ศ. 1982 ครอบครัวของเราอพยพไปยังประเทศสหรัฐอเมริกากันทั้งครอบครัว...

31. ยึดมั่นในหน้าที่ของฉัน

โดย หย่างมู่ ประเทศเกาหลีใต้ฉันเคยรู้สึกอิจฉาเมื่อเห็นพี่น้องชายหญิงแสดง ร้องเพลง และเต้นรำในการสรรเสริญพระเจ้า...

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

ติดต่อเราผ่าน Messenger