7. ความกังวลใจที่ทำให้ฉันไม่กล้าเปิดโปงปัญหาของผู้อื่น
ในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม ปี 2023 ฉันได้รับเลือกให้เป็นผู้นำเขต และรับผิดชอบหลักในงานข่าวประเสริฐ ฉันรู้ว่าในฐานะผู้นำ ฉันมีหน้าที่กำกับดูแลและติดตามงานของพี่น้องชายหญิงทุกคนในความรับผิดชอบของฉัน อย่างไรก็ตาม ความคืบหน้าในการติดตามและดำเนินงานของฉันช้ามาก เพราะฉันมักจะมอบหมายงานทีละอย่าง แล้วรอให้พี่น้องชายหญิงทำเสร็จก่อนจึงจะมอบหมายงานต่อไป ฉันทำแบบนี้เพราะไม่อยากให้พี่น้องรู้สึกว่างานล้นมือ หรือรู้สึกท้อใจกับปริมาณงานที่มากเกินไป ฉันอยากให้ทุกคนรู้สึกว่าฉันเป็นคนที่เข้าอกเข้าใจและเห็นใจพวกเขา ดังนั้นฉันจึงระมัดระวังมากเวลาที่กำกับดูแลและติดตามงาน เพราะกลัวว่าพี่น้องชายหญิงจะพูดว่าฉันเข้มงวดเกินไป ไม่เห็นใจคนอื่น และไม่ใช่ผู้นำที่ดี
มีอยู่ครั้งหนึ่ง ตอนที่ฉันกำลังติดตามงานของผู้ดูแลข่าวประเสริฐที่ชื่อคริซานตา ตอนแรกฉันวางแผนที่จะติดตามและตรวจสอบงานของคนทำงานข่าวประเสริฐแต่ละคนที่เธอรับผิดชอบ และสถานการณ์ของผู้มีศักยภาพในการรับข่าวประเสริฐแต่ละคน แต่เธอเพิ่งชุมนุมเสร็จ และฉันก็คิดในใจว่า “เธอเพิ่งชุมนุมเสร็จ บางทีเธออาจจะต้องการพักสักหน่อย ถ้าฉันเข้าไปติดตามงานของเธอต่อเลย เธอจะคิดว่าฉันไม่เข้าอกเข้าใจคนอื่นเลยหรือเปล่า” ฉันไม่อยากให้เธอรู้สึกกดดันกับวิธีการติดตามงานของฉัน “ในเมื่อเธออาจจะตรวจสอบงานของคนทำงานข่าวประเสริฐระหว่างการชุมนุมไปแล้ว เธอคงสะดวกใจที่จะตอบคำถามเรื่องนี้มากกว่า ดังนั้นฉันจะยังไม่ถามเรื่องอื่นๆ ในตอนนี้ เพื่อที่เธอจะได้ไม่บ่นว่าฉันถามเยอะเกินไป และจะได้รู้สึกว่าฉันคำนึงถึงสถานการณ์ของเธอ เป็นคนที่เข้าอกเข้าใจและเห็นใจ” ฉันเชื่อว่าผู้นำที่ดีต้องเข้าใจพี่น้องชายหญิง และคำนึงถึงความรู้สึกของพวกเขา ดังนั้นในตอนนั้น ฉันจึงถามคริซานตาแค่เรื่องงานและแผนงานของคนทำงานข่าวประเสริฐ และไม่ได้สอบถามว่าผู้มีศักยภาพในการรับข่าวประเสริฐเป็นอย่างไรบ้าง ต่อมา เมื่อเธอทำหน้าที่ เธอก็ติดตามแต่งานของคนทำงานข่าวประเสริฐเท่านั้น โดยไม่ติดตามความคืบหน้าของงานอื่นๆ หรือความเป็นไปของผู้มีศักยภาพในการรับข่าวประเสริฐ เธอไม่ได้ตรวจสอบรายละเอียดของเรื่องเหล่านี้อย่างทันท่วงที ส่งผลให้การทำหน้าที่ของเธอมีประสิทธิภาพย่ำแย่ ฉันก็มีปัญหาเดียวกันนี้เวลาติดตามงานของผู้ดูแลข่าวประเสริฐอีกคนหนึ่ง ซึ่งก็คือเบลล่า เบลล่าเพิ่งจะเข้ามาอยู่ในขอบเขตความรับผิดชอบของฉัน และมีอยู่ครั้งหนึ่งเมื่อฉันถามเธอเกี่ยวกับคนทำงานข่าวประเสริฐสองสามคน เธอก็ตอบว่า “ฉันยังไม่ได้ติดตามเรื่องพวกนี้เลยค่ะ ฉันยังไม่ค่อยคุ้นเคยกับคนเหล่านี้ และยังอยู่ในช่วงทำความรู้จักค่ะ” ฉันคิดว่า “นี่ก็ห้าวันแล้วนะ การตรวจสอบเรื่องพวกนี้ต้องใช้เวลานานขนาดนั้นเลยเหรอ?” ฉันอยากจะเตือนเธอว่าแนวทางนี้ไม่มีประสิทธิภาพและจะทำให้งานล่าช้า แต่แล้วฉันก็คิดว่า “ถ้าฉันชี้ให้เธอเห็นปัญหาของตัวเองหลังจากที่เธอเพิ่งมาได้ไม่นาน เธออาจจะรู้สึกว่าฉันไม่เข้าอกเข้าใจหรือเห็นใจ และไม่คำนึงถึงความลำบากยากเย็นของเธอ ฉันไม่อยากสร้างความประทับใจที่ไม่ดีให้กับเธอ และถ้าฉันพูดเรื่องพวกนี้ออกไป ฉันก็กังวลว่าเธอจะไม่ให้ความร่วมมือกับฉันอย่างเต็มที่ในภายหลังเวลาที่ฉันต้องการความช่วยเหลือจากเธอหรือต้องดำเนินงาน และฉันก็กลัวว่าเธออาจจะชี้ให้เห็นปัญหาและข้อบกพร่องของฉันในภายหลังด้วย” เมื่อคิดเช่นนี้ ฉันจึงไม่ได้ชี้ให้เบลล่าเห็นปัญหาของตัวเอง และผลก็คือ ความคืบหน้าของงานข่าวประเสริฐที่เธอรับผิดชอบล่าช้ามาก เนื่องจากฉันไม่ได้ทำหน้าที่ผู้นำในการกำกับดูแลและติดตามงานข่าวประเสริฐ ความคืบหน้าของงานข่าวประเสริฐในขอบเขตความรับผิดชอบของฉันจึงเคลื่อนไปช้าเหมือนเต่าคลาน
เมื่อเราสรุปงานด้วยกัน เบลล่าก็พูดอย่างเปิดอกว่า “ฉันรอให้ผู้นำมาชี้ให้เห็นข้อบกพร่องในหน้าที่ของฉันอยู่ค่ะ” เมื่อได้ยินเธอพูดเช่นนี้ ฉันก็ตระหนักว่าฉันยังไม่ได้ลุล่วงความรับผิดชอบของผู้นำ คือไม่ได้ติดตามงานของเธอหรือชี้ให้เห็นปัญหาในหน้าที่ของเธอ ฉันรู้สึกผิดมาก ฉันจึงเปิดใจในตอนสามัคคีธรรมเกี่ยวกับสภาวะของฉัน หลังจากที่ฉันสามัคคีธรรม ผู้ดูแลชื่อลีน่าก็ได้แบ่งปันพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่ง พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “การประพฤติปฏิบัติตนและหนทางการดำรงชีวิตบนโลกของผู้คนต้องมีพื้นฐานตามพระวจนะของพระเจ้า นี่คือหลักธรรมขั้นพื้นฐานที่สุดสำหรับการประพฤติปฏิบัติตน ผู้คนจะปฏิบัติความจริงได้อย่างไรหากพวกเขาไม่เข้าใจหลักธรรมแห่งการประพฤติปฏิบัติตน การปฏิบัติความจริงไม่ใช่เรื่องของการกล่าวคำพูดที่ว่างเปล่าหรือการโห่ร้องคำขวัญ แต่คือการที่ไม่ว่าผู้คนจะเผชิญสิ่งใดในชีวิต ตราบใดที่เกี่ยวข้องกับหลักธรรมแห่งการประพฤติปฏิบัติตน มุมมองที่พวกเขามีต่อสิ่งต่างๆ หรือเรื่องของการปฏิบัติหน้าที่ทั้งหลายของตน พวกเขาย่อมเผชิญกับการเลือก และพวกเขาควรแสวงหาความจริง ค้นหาพื้นฐานและหลักธรรมในพระวจนะของพระเจ้า แล้วจากนั้นจึงหาเส้นทางปฏิบัติ ผู้ที่สามารถปฏิบัติในหนทางนี้ได้คือผู้คนที่ไล่ตามเสาะหาความจริง การสามารถไล่ตามเสาะหาความจริงในหนทางนี้ไม่ว่าคนเราจะประสบกับความลำบากยากเย็นมากมายเพียงใดก็คือการเดินบนเส้นทางของเปโตรซึ่งเป็นเส้นทางแห่งการไล่ตามเสาะหาความจริง ตัวอย่างเช่น ควรค้ำชูหลักธรรมใดเมื่อเป็นเรื่องของการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น? มุมมองเดิมของเจ้าก็คือ ‘ความปรองดองคือขุมทรัพย์ ความอดกลั้นคือความปราดเปรื่อง’ และเจ้าควรทำให้ทุกคนพึงพอใจ หลีกเลี่ยงการเป็นเหตุทำให้ผู้อื่นเสียหน้า และไม่ล่วงเกินผู้ใด เพื่อให้เป็นการง่ายที่จะไปด้วยกันได้ดีกับผู้อื่นในอนาคต เมื่อถูกจำกัดโดยทัศนคตินี้ เจ้าก็เอาแต่เงียบเวลาที่รู้เห็นว่าผู้อื่นทำสิ่งที่ไม่ดีหรือละเมิดหลักธรรม เจ้ายอมให้งานของคริสตจักรประสบกับการสูญเสียดีกว่าที่จะล่วงเกินใคร ไม่ว่าเจ้าจะมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ใด เจ้าก็เสาะแสวงที่จะทำให้พวกเขาพึงพอใจ เวลาที่เจ้าพูด เจ้าคิดถึงอารมณ์อ่อนไหวของมนุษย์และการรักษาหน้าเสมอ และเจ้าก็กล่าววาจาที่ฟังดูดีเพื่อให้ผู้อื่นพอใจอยู่เสมอ ต่อให้เจ้าค้นพบว่าใครบางคนมีปัญหา เจ้าก็เลือกที่จะทนยอมรับพวกเขา และพูดถึงพวกเขาลับหลังเท่านั้น แต่ต่อหน้าพวกเขาแล้ว เจ้ายังคงรักษาสันติสุขและธำรงไว้ซึ่งสัมพันธภาพของเจ้า เจ้าคิดว่าการประพฤติปฏิบัติตัวเจ้าเองในลักษณะนี้เป็นอย่างไร? นั่นไม่ใช่การประพฤติปฏิบัติของคนที่ชอบเอาใจผู้คนหรอกหรือ? นั่นไม่ปลิ้นปล้อนไปหน่อยหรือ? นั่นละเมิดหลักธรรมเกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติตน การประพฤติปฏิบัติตนในลักษณะนี้ไม่ต่ำช้าหรอกหรือ? พวกที่กระทำการเช่นนี้ไม่ใช่คนดี และนี่ไม่ใช่หนทางที่สูงส่งในการประพฤติปฏิบัติตน ไม่สำคัญว่าเจ้าทนทุกข์มามากเพียงใด และไม่สำคัญว่าเจ้าจ่ายราคาไปมากเพียงใด หากเจ้าประพฤติปฏิบัติตนโดยไม่มีหลักธรรม เช่นนั้นเจ้าย่อมล้มเหลวในแง่มุมนี้แล้ว และเจ้าก็จะไม่ได้รับการยอมรับ จดจำ หรือเห็นชอบเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า” (พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, การที่จะปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ดีนั้น คนเราต้องมีมโนธรรมและสำนึกเป็นอย่างน้อย) ลีน่าจึงสามัคคีธรรมกับฉันว่า “คุณละเลยการติดตามงานเพื่อรักษาความสัมพันธ์กับคนอื่น ถึงจะรักษาความสัมพันธ์ไว้ได้ แต่ผลสุดท้ายงานก็ล่าช้า จากที่เบลล่าเพิ่งพูดไป ที่จริงแล้วเธอหวังให้คุณติดตามงาน เพื่อที่เธอจะได้มีทิศทางและเส้นทางในการทำหน้าที่ของเธอ แต่คุณกลับทำตามความคิดแบบคนที่ชอบเอาใจผู้คน และเพียงแค่พยายามจะรักษาภาพลักษณ์และความสัมพันธ์เอาไว้ โดยไม่ยอมชี้ให้เห็นถึงปัญหาของเธอ สุดท้ายแล้ว คุณก็ทำหน้าที่ของคุณได้ไม่ดี และเพราะขาดการติดตามและชี้แนะ งานของเบลล่าจึงไม่มีทิศทาง ซึ่งส่งผลโดยตรงให้งานข่าวประเสริฐไม่มีประสิทธิผล คุณต้องทบทวนปัญหาเรื่องการเป็นคนที่ชอบเอาใจผู้คนของตัวเองอย่างจริงจังนะ!” หลังจากฟังพี่น้องหญิงพูดจบ ฉันรู้สึกละอายใจมาก ฉันมีกรอบความคิดแบบ “คนที่ชอบเอาใจผู้คน” ในการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นจริงๆ ฉันไม่อยากล่วงเกินใคร ไม่อยากให้ความสัมพันธ์กับพี่น้องชายหญิงต้องกระทบกระเทือน และไม่อยากให้พวกเขาคิดว่าฉันเป็นคนไม่เห็นอกเห็นใจ เดิมทีฉันอยากจะติดตามงานหลายอย่างกับคริซานตา แต่ฉันกลัวว่าถ้าติดตามและตรวจสอบมากเกินไป เธอจะคิดว่าฉันไม่เข้าอกเข้าใจ ฉันจึงเลือกติดตามและสอบถามเฉพาะงานที่ง่ายสำหรับเธอ ส่วนงานที่ยุ่งยากกว่าและจะทำให้เธอเหนื่อยกาย ฉันก็ไม่ได้ติดตามหรือถามถึงเลย ฉันคิดว่าด้วยวิธีนี้ เธอจะไม่บ่นเรื่องฉันหรือมองฉันในแง่ไม่ดี ผลก็คือ งานข่าวประเสริฐที่เธอรับผิดชอบก็ไม่มีประสิทธิผล ฉันติดตามงานของเบลล่าในทำนองเดียวกัน ฉันเห็นว่าประสิทธิภาพในการทำหน้าที่ของเธอต่ำและทำให้งานล่าช้า แต่ฉันก็ไม่อยากชี้ให้เธอเห็นเรื่องนี้เพราะกลัวจะล่วงเกินเธอ สิ่งที่ฉันทำและวิธีที่ฉันปฏิบัติตัวคือสิ่งที่พระเจ้าทรงเปิดโปงเมื่อพระองค์ตรัสว่า “ทำให้ทุกคนพึงพอใจ หลีกเลี่ยงการเป็นเหตุทำให้ผู้อื่นเสียหน้า และไม่ล่วงเกินผู้ใด” ฉันเคยคิดว่าการทำแบบนี้เป็นเรื่องดี และเป็นการหลีกเลี่ยงความขัดแย้งกับพี่น้องชายหญิง ฉันคิดว่าฉันคำนึงถึงความรู้สึกและความลำบากยากเย็นของคนอื่นอยู่เสมอ และฉันเป็นคนดี แต่พระเจ้าตรัสว่านี่เป็นการขัดต่อหลักธรรมของการประพฤติปฏิบัติตนของคนเรา การที่ฉันปล่อยปละละเลยพวกพี่น้องหญิงซ้ำแล้วซ้ำเล่าทำให้งานข่าวประเสริฐคืบหน้าช้า และได้สร้างความเสียหายต่องานของคริสตจักรแล้ว แท้จริงแล้วฉันไม่ใช่คนดีเลย แต่เป็นคนที่ชอบเอาใจผู้คน เป็นคนหลอกลวง ถ้าฉันไม่เปลี่ยนความคิดแบบคนที่ชอบเอาใจผู้คนนี้ ทุกสิ่งที่ฉันทำก็จะสูญเปล่า เพราะฉันไม่ได้กำลังปฏิบัติความจริงหรือทำให้พระเจ้าทรงพอพระทัย และพระเจ้าจะไม่ทรงเห็นชอบฉัน การตระหนักรู้นี้ทำให้ฉันอยากเปลี่ยนแปลง ฉันจำเป็นต้องชี้ให้พี่น้องชายหญิงเห็นปัญหาหรือข้อบกพร่องใด ๆ ที่ฉันพบในการปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขา และต้องเสนอการสามัคคีธรรมและความช่วยเหลือ และเลิกคำนึงถึงหน้าตาของตัวเอง ฉันไม่อยากจะรักษาความสัมพันธ์กับคนอื่นอีกต่อไป ฉันจึงอธิษฐานถึงพระเจ้าว่า “ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ข้าพระองค์เห็นว่าข้าพระองค์เพียงแค่พยายามรักษาความสัมพันธ์กับพี่น้องชายหญิง โดยไม่ได้ให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้าเป็นอันดับแรก บัดนี้ข้าพระองค์มีความเข้าใจในตนเองบ้างแล้ว และข้าพระองค์เต็มใจที่จะกลับใจ ปฏิบัติความจริง กระทำตามหลักธรรม และลุล่วงหน้าที่ผู้นำของตน” หลังจากอธิษฐาน ฉันก็รู้สึกถึงความกล้าหาญที่เอ่อล้นขึ้นมาในใจ ต่อมา เมื่อฉันติดตามงานของพี่น้องชายหญิง ฉันก็ได้บอกพวกเขาถึงปัญหาที่ฉันเห็น เมื่อฉันปฏิบัติตามความจริง พี่น้องชายหญิงก็ไม่ได้โกรธฉันอย่างที่ฉันคิด และความสัมพันธ์ของเราก็ไม่ได้เสียหาย ที่จริงแล้ว พวกเขายินดีที่จะรับการชี้แนะ ฉันอยากจะทำอย่างดีที่สุดต่อไปเพื่อเป็นคนที่ซื่อสัตย์ และชี้ให้เห็นปัญหาหรือให้ข้อเสนอแนะแก่พี่น้องชายหญิง อย่างไรก็ตาม การปฏิบัติความจริงไม่ใช่เรื่องง่าย และเพียงแค่รู้ความจริงก็ไม่ได้หมายความว่าจะปฏิบัติได้ พระเจ้าทรงจัดการเตรียมการอีกสภาพแวดล้อมหนึ่งเพื่อเผยความเสื่อมทรามของฉัน
วันที่ 13 กรกฎาคม มีการเลือกตั้งในคริสตจักรแห่งหนึ่ง และพี่น้องหญิงอาหัวได้รับเลือกให้เป็นผู้นำคริสตจักร ประมาณหนึ่งสัปดาห์ต่อมา จู่ๆ เธอก็บอกฉันว่าเธอได้งานทำแล้ว เพราะจำเป็นต้องหาเงินไปใช้หนี้บางส่วน เวลาทำงานของเธอคือตั้งแต่ตี 5 ถึง 3 ทุ่ม ฉันประหลาดใจมาก เพราะเธอเพิ่งเป็นผู้นำได้ไม่กี่วันก็ไปทำงานแล้ว แถมยังทำงานนานขนาดนั้น ทำให้ไม่มีเวลาทำหน้าที่ของตัวเองเลย ฉันสามัคคีธรรมกับเธอ แต่เธอกลับพูดว่า “ฉันต้องทำงานจริงๆ ค่ะ ถึงจะใช้หนี้ได้” ฉันคิดว่า “พี่น้องหญิงคนนี้มีปัญหาจริงๆ และทำหน้าที่ของตัวเองได้ไม่ดี ดังนั้นเธอจึงไม่เหมาะที่จะเป็นผู้นำคริสตจักรอีกต่อไป ฉันต้องรายงานเรื่องนี้ให้ผู้ดูแลเพื่อหารือเรื่องการมอบหมายหน้าที่ใหม่ให้เธอ” แต่แล้วฉันก็คิดว่า “ถ้าฉันพูดไป แล้วเธอถูกปรับเปลี่ยนหน้าที่ มันอาจจะกระทบความภาคภูมิใจในตนเองของเธอ เธออาจจะคิดว่าฉันไม่เข้าใจความลำบากยากเย็นของเธอและไม่ให้โอกาสเธอ แล้วเธอก็จะตีตัวออกห่างจากฉัน” ฉันอยากจะรักษาความสัมพันธ์กับเธอไว้ ฉันจึงไม่ได้บอกผู้ดูแลเกี่ยวกับสถานการณ์ของเธอ ฉันคิดว่าเธอเป็นหนี้ไม่มาก บางทีทำงานสักเดือนก็น่าจะใช้หนี้หมด แล้วเธอก็จะมีเวลามาทำหน้าที่ ระหว่างที่เธอทำงาน ฉันก็ช่วยติดตามงานบางอย่างให้เธอได้ หลังจากนั้น อาหัวก็ทำงานทั้งวันและไม่ได้ทำงานคริสตจักรเลย ซึ่งทำให้งานหลายอย่างล่าช้า
หนึ่งสัปดาห์ต่อมา ผู้ดูแลชื่อลีน่าเห็นว่าอาหัวไม่ได้ทำหน้าที่ของตนจึงถามฉันเกี่ยวกับสถานการณ์ของเธอ ตอนนั้นเองฉันถึงได้บอกเธอเรื่องที่อาหัวไปทำงาน ลีน่าสามัคคีธรรมกับฉันว่า “จากพฤติกรรมของอาหัว เธอไม่สามารถทำหน้าที่ผู้นำต่อไปได้แล้ว การเป็นผู้นำในคริสตจักรเกี่ยวข้องกับความคืบหน้าของงานโดยรวมของคริสตจักร ผู้นำที่ดีสามารถแบกรับงานของคริสตจักรได้ ส่วนผู้นำที่ไม่มีความรับผิดชอบก็จะสร้างความเสียหายต่องานของคริสตจักร ที่จริงแล้ว คุณก็เห็นสถานการณ์ในคริสตจักรนี้อยู่แล้ว คุณก็รู้ว่าอาหัวไม่สามารถทำงานผู้นำได้เลย คุณควรจะรายงานและแก้ไขปัญหานี้ทันทีที่พบ แต่คุณกลับไม่ทำอะไรเลย คุณไม่มอบหมายหน้าที่ใหม่ให้เธออย่างทันท่วงที ไม่รายงานปัญหาของเธอ แถมยังปล่อยให้เธออยู่ในตำแหน่งเดิมต่อไป การกระทำแบบนี้ทำให้งานของคริสตจักรล่าช้า” หลังจากฟังพี่น้องหญิงสามัคคีธรรมแล้ว ฉันก็รู้สึกแย่มาก ฉันเห็นปัญหาแต่กลับทำตามความคิดของตัวเองแทนที่จะปฏิบัติความจริง และไม่ได้คำนึงเลยว่านี่จะทำให้งานของคริสตจักรล่าช้าหรือไม่ ฉันนี่มันโง่จริงๆ พี่น้องหญิงลีน่าได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์บางบทตอนให้ฉันฟัง “เมื่อผู้นำคริสตจักรบางคนเห็นพี่น้องชายหญิงทำหน้าที่ของตนอย่างสุกเอาเผากิน พวกเขาไม่ว่ากล่าวแม้พวกเขาควรที่จะว่ากล่าวก็ตาม เมื่อพวกเขามองเห็นชัดเจนว่าผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้ากำลังได้รับความเสียหาย พวกเขาก็ไม่สนใจเรื่องนี้หรือสอบถาม และไม่ยอมล่วงเกินผู้อื่นแม้แต่น้อย อันที่จริงพวกเขาไม่ได้คำนึงถึงความอ่อนแอของผู้คนอย่างแท้จริง เจตนาและเป้าหมายของพวกเขากลับเป็นการเอาชนะใจผู้คน พวกเขาตระหนักรู้อย่างเต็มเปี่ยมว่า ‘ตราบใดที่ฉันทำเช่นนี้และไม่ไปล่วงเกินใครเข้า พวกเขาก็จะคิดว่าฉันเป็นผู้นำที่ดี พวกเขาจะมีความคิดเห็นที่ดีและสูงส่งเกี่ยวกับตัวฉัน พวกเขาจะเห็นชอบในตัวฉันและชอบฉัน’ พวกเขาไม่สนใจว่าผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าจะเสียหายมากเพียงใด หรือเกิดความสูญเสียมากมายเพียงใดในการเข้าสู่ชีวิตของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร หรือว่าชีวิตคริสตจักรของผู้คนเหล่านั้นจะถูกรบกวนมากเพียงใด พวกเขาเอาแต่ยึดมั่นในปรัชญาของซาตานและไม่ยอมล่วงเกินผู้ใด ในหัวใจของพวกเขาไม่เคยมีการติเตียนตนเอง เมื่อเห็นใครบางคนก่อให้เกิดการขัดขวางและก่อกวน อย่างมากที่สุดพวกเขาก็อาจจะพูดคุยกับคนเหล่านั้นในเรื่องดังกล่าวสักสองสามคำ ทำให้ปัญหาดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แล้วก็จบเรื่องไป พวกเขาจะไม่สามัคคีธรรมความจริงหรือชี้ให้คนคนนั้นมองเห็นแก่นแท้ของปัญหา และจะยิ่งไม่ชำแหละสภาวะของคนเหล่านั้น พวกเขาจะไม่มีวันสามัคคีธรรมว่าสิ่งใดคือเจตนารมณ์ของพระเจ้า ผู้นำเทียมเท็จไม่เคยเปิดโปงหรือชำแหละความผิดพลาดที่ผู้คนมักจะทำกัน หรืออุปนิสัยอันเสื่อมทรามที่ผู้คนมักจะเผยให้เห็น พวกเขาไม่แก้ปัญหาที่แท้จริง แต่กลับตามใจปล่อยให้ผู้คนปฏิบัติอย่างผิดๆ และเผยความเสื่อมทรามออกมา และไม่ว่าผู้คนจะคิดลบหรืออ่อนแอเพียงใด พวกเขาก็ไม่มองเป็นเรื่องจริงจัง เอาแต่ประกาศวาจาและคำสอนบางอย่าง กล่าวคำเตือนสติไม่กี่คำเพื่อจัดการสถานการณ์อย่างสุกเอาเผากิน พยายามรักษาความสมานฉันท์เอาไว้ ผลก็คือประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรไม่รู้วิธีทบทวนและทำความรู้จักตนเอง ไม่มีหนทางแก้ไขอุปนิสัยอันเสื่อมทรามที่พวกเขาเผยออกมา และใช้ชีวิตอยู่กับวาจาและคำสอน มโนคติอันหลงผิดและสิ่งที่คิดฝัน ไม่มีการเข้าสู่ชีวิตแต่อย่างใด พวกเขาถึงกับเชื่ออยู่ในหัวใจของตนว่า ‘ผู้นำของพวกเราเข้าใจความอ่อนแอของพวกเรามากกว่าพระเจ้าด้วยซ้ำ พวกเรามีวุฒิภาวะน้อยเกินกว่าจะทำตามข้อกำหนดของพระเจ้าได้ พวกเราจำเป็นต้องทำให้ได้ตามข้อกำหนดของผู้นำก็พอ เมื่อพวกเรานบนอบผู้นำ พวกเราก็กำลังนบนอบพระเจ้า ถ้าวันหนึ่งเบื้องบนปลดผู้นำของพวกเรา พวกเราก็จะส่งเสียงให้เบื้องบนได้ยิน เจรจากับเบื้องบนและบีบให้พวกเขาเห็นด้วยกับข้อเรียกร้องของพวกเราเพื่อให้ผู้นำอยู่กับพวกเราต่อไปและยับยั้งไม่ให้ผู้นำถูกปลด พวกเราจะให้ความเป็นธรรมแก่ผู้นำของพวกเราแบบนี้’ เมื่อผู้คนมีความคิดเช่นนี้อยู่ในหัวใจ เมื่อพวกเขามีสัมพันธภาพเช่นนี้กับผู้นำของตน เกิดการพึ่งพิง อิจฉา และเคารพบูชาผู้นำของตนอยู่ในหัวใจ พวกเขาย่อมมีความเชื่อในตัวผู้นำคนนี้มากขึ้นทุกที และอยากฟังวาจาของผู้นำอยู่เสมอ แทนที่จะแสวงหาความจริงในพระวจนะของพระเจ้า ผู้นำเช่นนี้เกือบจะเข้าแทนที่พระเจ้าในหัวใจของผู้คนอยู่แล้ว หากผู้นำเต็มใจที่จะธำรงสัมพันธภาพเช่นนี้กับประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร หากพวกเขาเกิดความรู้สึกชื่นชมยินดีในหัวใจของตนเพราะสัมพันธภาพดังกล่าว และเชื่อว่าประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรควรปฏิบัติต่อพวกเขาแบบนี้ เช่นนั้นแล้วผู้นำเยี่ยงนี้ก็ไม่ต่างอะไรจากเปาโล พวกเขาก้าวเดินไปบนเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์เรียบร้อยแล้ว… ศัตรูของพระคริสต์ย่อมไม่ทำงานจริง เขาไม่สามัคคีธรรมความจริงเพื่อแก้ปัญหา ไม่นำผู้คนกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าและเข้าสู่ความเป็นจริงความจริง เขาทำงานเพื่อสถานะ ชื่อเสียง และผลประโยชน์เท่านั้น ใส่ใจแต่การสถาปนาตนเอง ปกป้องที่ทางที่เขาถือครองอยู่ในหัวใจของผู้คน ทำให้ทุกคนเคารพบูชาเขา ยกย่องเขา และติดตามเขาตลอดเวลาเท่านั้น เหล่านี้คือจุดมุ่งหมายที่เขาต้องการสัมฤทธิ์ ศัตรูของพระคริสต์ใช้วิธีนี้พยายามเอาชนะใจผู้คนและควบคุมประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร—วิธีทำงานเช่นนี้เลวร้ายมิใช่หรือ? น่าขยะแขยงเกินไปโดยแท้!” (พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, ประการที่หนึ่ง: พวกเขาพยายามเอาชนะใจผู้คน) พระเจ้าทรงเปิดโปงว่าเมื่อผู้นำและคนทำงานเมินเฉยต่อปัญหาในงาน เอาแต่รักษาภาพลักษณ์และสัมพันธภาพกับพี่น้องชายหญิงของตน คนเช่นนี้ก็คือผู้นำเทียมเท็จ และพวกเขากำลังเดินอยู่บนเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์ ฉันเป็นคนแบบที่พระเจ้าทรงเปิดโปงทุกประการ ฉันรู้ดีว่าเบลล่าทำหน้าที่ได้ไม่มีประสิทธิภาพ แต่กลับไม่มีความกล้าที่จะชี้ให้เธอเห็นปัญหาของตัวเอง ฉันแค่อยากให้เธอรู้สึกว่าฉันเข้าใจความลำบากยากเย็นของเธอ เพื่อที่เราจะได้ไม่มีความขัดแย้งและสามารถรักษาความสัมพันธ์ที่ดีไว้ได้ อาหัวไม่สามารถลุล่วงความรับผิดชอบในฐานะผู้นำได้เพราะงานของเธอ ดังนั้นฉันควรจะรายงานสถานการณ์ของเธอต่อผู้นำเบื้องบนเพื่อมอบหมายหน้าที่ใหม่ให้เธอโดยทันที แต่ฉันกลัวว่าถ้าเธอรู้เรื่องนี้ เธอจะมองฉันในแง่ลบ ฉันจึงไม่ได้แจ้งผู้นำเบื้องบน ฉันไม่สนใจเลยแม้ว่าเรื่องนี้จะทำให้งานของคริสตจักรล่าช้าก็ตาม ฉันต้องการเพียงการยอมรับและการสนับสนุนจากพี่น้องชายหญิง เพื่อให้พวกเขามีความประทับใจที่ดีต่อฉัน ฉันจึงวางผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้าไปไว้ข้างหลังเสมอ พฤติกรรมของฉันช่างเลวร้ายและเป็นที่ชิงชังของพระเจ้าอย่างแท้จริง ฉันจึงอธิษฐานถึงพระเจ้าว่า “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ตระหนักแล้วว่าข้าพระองค์ไม่ได้คำนึงถึงผลประโยชน์ของคริสตจักรในการทำหน้าที่ของตน และข้าพระองค์เอาแต่คิดถึงความสัมพันธ์กับพี่น้องชายหญิง อยากให้พวกเขาเห็นว่าข้าพระองค์เป็นผู้นำที่ดีและให้ความเคารพข้าพระองค์ การกระทำของข้าพระองค์ไม่สอดคล้องกับความจริงและส่งผลกระทบต่องานของคริสตจักร ข้าพระองค์ไม่ได้ทำหน้าที่ของตนในฐานะผู้นำและกำลังเดินอยู่บนเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์ ขอบพระคุณพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ที่ทรงจัดการเตรียมการให้พี่น้องหญิงลีน่าได้เห็นความเบี่ยงเบนของข้าพระองค์และชี้ข้อบกพร่องของข้าพระองค์ ต่อจากนี้ไป ข้าพระองค์เต็มใจที่จะปฏิบัติความจริงและไม่รักษาความสัมพันธ์กับอาหัวอีกต่อไป และข้าพระองค์จะคำนึงถึงผลประโยชน์ของคริสตจักร” บ่ายวันนั้น ฉันได้สามัคคีธรรมกับอาหัว และเธอยอมรับว่าเธอไม่ได้ทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีและทำให้งานของคริสตจักรล่าช้า อย่างไรก็ตาม เธอไม่สามารถลาออกจากงานได้ ฉันจึงมอบหมายหน้าที่ใหม่ให้เธอ
ต่อมา ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าอีกบทตอนหนึ่งว่า “มีหลักปรัชญาของการติดต่อเจรจาทางโลกข้อหนึ่งที่กล่าวว่า ‘การไม่พูดถึงข้อเสียของเพื่อนสนิท ย่อมทำให้มิตรภาพยืนยาวและดีงาม’ นี่หมายความว่า เพื่อรักษามิตรภาพอันดีนี้เอาไว้ คนเราต้องนิ่งเงียบในเรื่องปัญหาของเพื่อน ต่อให้พวกเขามองเห็นปัญหาเหล่านั้นชัดเจนก็ตาม พวกเขายึดปฏิบัติตามหลักของการไม่ชกหน้าผู้คนหรือพูดถึงข้อบกพร่องของพวกเขา พวกเขาต้องหลอกลวงกัน ซ่อนตัวจากอีกฝ่าย และร่วมกันวางแผนร้าย แม้พวกเขาจะรู้อย่างชัดแจ้งว่าอีกฝ่ายเป็นคนแบบใด แต่พวกเขาก็ไม่พูดออกมาตรงๆ กลับใช้วิธีการอันฉลาดแกมโกงเพื่อรักษาความสัมพันธ์เอาไว้ ทำไมคนเราถึงอยากรักษาสัมพันธภาพเช่นนี้เอาไว้? นี่เป็นเรื่องของการไม่อยากสร้างศัตรูในสังคม ภายในกลุ่มของตน ซึ่งย่อมจะหมายถึงการทำให้ตนเองตกอยู่ในสถานการณ์ที่อันตรายบ่อยๆ เมื่อรู้ว่าหลังจากที่เจ้าพูดถึงข้อบกพร่องหรือทำร้ายความรู้สึกของใครบางคนแล้ว พวกเขาจะพลอยกลายเป็นศัตรูของเจ้าและทำร้ายเจ้า และเจ้าก็ไม่อยากพาตนเองเข้าไปอยู่ในสถานการณ์เช่นนั้น เจ้าก็ใช้หลักปรัชญาการดำรงชีวิตทางโลกที่ว่า ‘เวลาชกผู้อื่น อย่าชกหน้า เวลาวิจารณ์ผู้อื่น อย่าวิจารณ์ข้อบกพร่องของพวกเขา’ เมื่อเป็นเช่นนี้ หากคนสองคนมีสัมพันธภาพแบบนี้ นับว่าพวกเขาเป็นเพื่อนแท้กันหรือไม่? (ไม่) พวกเขาไม่ใช่เพื่อนแท้ และยิ่งไม่ใช่คนรู้ใจกัน ดังนั้น แท้จริงแล้วนี่เป็นสัมพันธภาพชนิดใด? เป็นสัมพันธภาพขั้นพื้นฐานทางสังคมมิใช่หรือ? (ใช่) ในสัมพันธภาพทางสังคมเช่นนี้ ผู้คนไม่สามารถร่วมหารือกันจากใจสู่ใจ หรือมีความสัมพันธ์อันแนบแน่น หรือพูดทุกสิ่งที่พวกเขาอยากพูดได้ พวกเขาไม่สามารถพูดสิ่งที่อยู่ในใจ หรือปัญหาที่พวกเขาเห็นในตัวผู้อื่น หรือคำพูดที่จะเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นออกมาดังๆ ได้ พวกเขากลับหยิบยกสิ่งดีๆ ขึ้นมาพูดเพื่อรักษาความโปรดปรานของผู้อื่น พวกเขาไม่กล้าพูดความจริงหรือค้ำชูหลักธรรม ด้วยเหตุนี้จึงเป็นการป้องกันไม่ให้ผู้อื่นเกิดความคิดอันไม่เป็นมิตรต่อพวกเขา เมื่อไม่มีใครเป็นภัยคุกคาม คนคนนั้นย่อมมีชีวิตที่ค่อนข้างสบายและสงบสุขมิใช่หรือ? นี่คือเป้าหมายของผู้คนในการส่งเสริมคำกล่าวที่ว่า ‘เวลาชกผู้อื่น อย่าชกหน้า เวลาวิจารณ์ผู้อื่น อย่าวิจารณ์ข้อบกพร่องของพวกเขา’ มิใช่หรือ? (ใช่) ชัดเจนว่านี่คือวิธีเอาตัวรอดที่คดเคี้ยวและหลอกลวงโดยมีการปกป้องตนเองเป็นองค์ประกอบ ซึ่งจุดหมายก็คือเพื่อรักษาตัวให้รอด การใช้ชีวิตแบบนี้ทำให้ผู้คนไม่มีคนรู้ใจ ไม่มีเพื่อนสนิทที่พวกเขาสามารถพูดเรื่องอะไรก็ได้ที่ตนอยากพูด ระหว่างผู้คน มีเพียงต่างฝ่ายต่างปกป้องตนเองต่างฝ่ายต่างช่วงใช้กัน และต่างฝ่ายต่างมีกลยุทธ์ แต่ละคนต่างก็กอบโกยสิ่งที่ตนต้องการจากสัมพันธภาพนี้ เป็นเช่นนี้มิใช่หรือ? เมื่อดูมูลเหตุแล้ว จุดหมายของคำกล่าวที่ว่า ‘เวลาชกผู้อื่น อย่าชกหน้า เวลาวิจารณ์ผู้อื่น อย่าวิจารณ์ข้อบกพร่องของพวกเขา’ ก็คือการไม่ล่วงเกินผู้อื่นและไม่สร้างศัตรู ปกป้องตนเองโดยไม่ทำร้ายใคร นี่เป็นกลวิธีและแนวทางที่คนเราใช้ป้องกันตนเองจากการถูกทำร้าย เมื่อพิจารณาแก่นแท้ของกลวิธีดังกล่าวจากหลายๆ แง่มุม การกำหนดให้ผู้คนมีการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมแบบ ‘เวลาชกผู้อื่น อย่าชกหน้า เวลาวิจารณ์ผู้อื่น อย่าวิจารณ์ข้อบกพร่องของพวกเขา’ นั้นเป็นข้อกำหนดที่ประเสริฐหรือไม่? ใช่ข้อกำหนดที่เป็นบวกหรือไม่? (ไม่ใช่) เช่นนั้นแล้ว ข้อกำหนดนี้สอนอะไรแก่ผู้คน? สอนว่าเจ้าต้องไม่ล่วงเกินหรือทำร้ายใคร มิฉะนั้นในที่สุดเจ้าเองจะเจ็บตัว และเจ้าไม่ควรไว้ใจใครอีกด้วย ถ้าเจ้าทำร้ายเพื่อนที่ดีของเจ้าไม่ว่าคนใด มิตรภาพก็จะเริ่มเปลี่ยนไปอย่างเงียบๆ กล่าวคือ พวกเขาจะเปลี่ยนจากการเป็นเพื่อนสนิทที่ดีของเจ้าไปเป็นคนแปลกหน้าหรือศัตรู การสอนผู้คนให้ปฏิบัติตนเช่นนี้สามารถแก้ปัญหาอะไรได้บ้าง? ด้วยการทำตัวแบบนี้ ต่อให้เจ้าไม่สร้างศัตรูและถึงกับหมดศัตรูไปบ้าง แต่นี่จะทำให้ผู้อื่นเลื่อมใสเจ้า เห็นชอบในตัวเจ้า และให้เจ้าเป็นเพื่อนตลอดไปกระนั้นหรือ? นี่ทำได้ตามมาตรฐานของการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมโดยสมบูรณ์แล้วหรือ? อย่างมากที่สุดนี่ก็เป็นเพียงปรัชญาของการติดต่อเจรจาทางโลกเท่านั้น” (พระวจนะฯ เล่ม 6 ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง, การไล่ตามเสาะหาความจริงคืออะไร (8)) หลังจากอ่านพระวจนะของพระเจ้า ในที่สุดฉันก็เข้าใจว่า “จงนิ่งเงียบต่อความผิดของเพื่อนสนิทเพื่อสร้างมิตรภาพอันดีงามและยาวนาน” เป็นหนึ่งในปรัชญาทางโลกของซาตาน คนส่วนใหญ่ใช้ปรัชญานี้เพื่อรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น และนี่ก็เป็นวิธีที่ฉันใช้ปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นมาโดยตลอด เพื่อให้คนอื่นมองว่าฉันเป็นเพื่อนที่เห็นอกเห็นใจและคิดถึงผู้อื่น ฉันจึงระมัดระวังกับคนอื่นมาก และแม้แต่ตอนที่เห็นปัญหาของคนอื่น ฉันก็ไม่พูดออกมา เพราะคิดว่าการทำเช่นนี้จะไม่สร้างศัตรูหรือล่วงเกินใคร ในความเป็นจริง ถ้าเราพบว่าคนอื่นมีปัญหาแต่ไม่ชี้ให้เห็นเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง และถ้าเราปกป้องกันและกันโดยไม่พูดความจริง และไม่เป็นคนที่ซื่อสัตย์ นั่นก็ไม่อาจเรียกว่ามิตรภาพที่แท้จริงได้ การใช้ปรัชญาเยี่ยงซาตานนี้เพื่อรักษาความสัมพันธ์กับผู้อื่นมีแต่จะนำไปสู่การระแวงซึ่งกันและกัน นี่เป็นเพียงพฤติกรรมที่หลอกลวงและคดโกงเท่านั้น ฉันตระหนักว่าฉันไม่ได้มองคริซานตา เบลล่า และอาหัวเป็นพี่น้องหญิงของฉันในคริสตจักร และฉันไม่ได้ทำอะไรเลยเพื่อช่วยให้พวกเธอตระหนักถึงปัญหาของตัวเอง ฉันเพียงแค่แสวงหาการยอมรับจากพวกเธอ และไม่อยากให้พวกเธอมีความคิดเห็นที่เป็นลบต่อฉัน เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตัวเอง แม้ตอนที่เห็นว่าพวกเธอไม่ได้ทำหน้าที่ให้ดีและทำให้งานล่าช้า ฉันก็ไม่ได้ชี้ให้เห็นเรื่องนี้หรือสามัคคีธรรมเพื่อแก้ไขปัญหา ฉันไม่มีความรักที่แท้จริงต่อพี่น้องชายหญิงของฉัน ฉันคิดเสมอว่าตราบใดที่ฉันไม่ชี้ให้เห็นปัญหาของพวกเธอ เราก็จะสามารถให้ความร่วมมือกันต่อไปได้ และเราอาจจะมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันด้วยซ้ำ แต่ในความเป็นจริง การยึดมั่นในปรัชญาทางโลกที่ว่า “จงนิ่งเงียบต่อความผิดของเพื่อนสนิทเพื่อสร้างมิตรภาพอันดีงามและยาวนาน” ไม่ได้ให้ผลลัพธ์ที่ดีเลย ไม่เพียงแต่ฉันทำให้งานของคริสตจักรล่าช้าเท่านั้น แต่ฉันยังล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาของพวกเธอและไม่ได้ช่วยให้พวกเธอทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีอีกด้วย ตอนนี้ฉันจึงเข้าใจแล้วว่าในฐานะผู้นำ ฉันต้องชี้ให้พี่น้องชายหญิงเห็นปัญหาที่มีในหน้าที่ของพวกเขา และชี้แนะให้พวกเขารู้จักตัวเองและแก้ไขข้อผิดพลาดของตน นี่คือสิ่งที่พี่น้องชายหญิงที่แท้จริงควรทำ
ต่อมา ฉันเห็นว่าสามัคคีธรรมของพระเจ้าได้กล่าวถึงหน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงานว่า
1. นำผู้คนให้กินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า เข้าใจพระวจนะของพระองค์ และเข้าสู่ความเป็นจริงแห่งพระวจนะของพระเจ้า
2. มีความเข้าใจสภาวะทั้งหลายของบุคคลแต่ละประเภท และแก้ไขความลำบากยากเย็นนานัปการซึ่งสัมพันธ์กับการเข้าสู่ชีวิตที่พวกเขาเผชิญในชีวิตจริง
3. สามัคคีธรรมหลักธรรมความจริงที่พึงเข้าใจเพื่อปฏิบัติหน้าที่แต่ละอย่างให้ถูกควร
4. คอยติดตามสภาวการณ์ของบรรดาผู้กำกับดูแลงานแต่ละประเภทกับบุคลากรที่รับผิดชอบงานสำคัญต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ และปรับเปลี่ยนการมอบหมายหน้าที่ให้แก่พวกเขาหรือปลดพวกเขาทันทีเมื่อจำเป็น เพื่อป้องกันหรือบรรเทาความสูญเสียที่เกิดจากการใช้ผู้คนที่ไม่เหมาะสม และเพื่อรับประกันประสิทธิภาพและความก้าวหน้าของงานอย่างราบรื่น
5. คงไว้ซึ่งการทำความเข้าใจและความเข้าใจที่เป็นปัจจุบันเกี่ยวกับสถานะและความคืบหน้าของงานแต่ละงาน และสามารถแก้ไขปัญหา แก้ไขความเบี่ยงเบน และแก้ไขข้อบกพร่องในงานได้อย่างทันท่วงทีเพื่อที่งานนั้นจะได้คืบหน้าไปอย่างราบรื่น
—พระวจนะฯ เล่ม 5 หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน, หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (1)
หลังจากอ่านพระวจนะของพระเจ้า ฉันเห็นได้ชัดเจนขึ้นว่าการกระทำของฉันไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่พระเจ้าทรงกำหนดสำหรับผู้นำ เพราะฉันไม่ได้ลุล่วงหน้าที่และความรับผิดชอบของตัวเองในฐานะผู้นำ การเป็นผู้นำคริสตจักรหมายความว่าต้องนำพี่น้องชายหญิงให้กินและดื่มและเข้าใจพระวจนะของพระเจ้า ทำให้พวกเขาสามารถปฏิบัติความจริงและได้รับการเข้าสู่ชีวิต ในฐานะผู้นำ หนึ่งในความรับผิดชอบของฉันคือการกำกับดูแลทุกแง่มุมของงานคริสตจักร ตั้งแต่สภาวะของบุคลากรไปจนถึงความคืบหน้าของงาน หากมีแง่มุมใดของงานที่ขัดขวางงานโดยรวมของคริสตจักร ก็ต้องได้รับการแก้ไขโดยทันที นี่คือสิ่งที่ฉันไม่เคยทำมาก่อน จากการอ่านพระวจนะของพระเจ้า ฉันเข้าใจวิธีทำหน้าที่ของฉันในฐานะผู้นำให้ดี
ในวันหนึ่งของเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2024 พี่น้องชายเออร์เวนได้รายงานฉันว่าพี่น้องหญิงสเตซีย์ซึ่งเป็นผู้นำคริสตจักร พูดจาโดยขาดปัญญาขณะประกาศข่าวประเสริฐ ตัวอย่างเช่น เธอเปิดโปงศาสนา ศิษยาภิบาล และผู้อาวุโสทันทีที่ได้พูดคุยกับผู้มีศักยภาพในการรับข่าวประเสริฐ ซึ่งทำให้ผู้มีศักยภาพในการรับข่าวประเสริฐเกิดมโนคติอันหลงผิดและไม่ต้องการเข้าร่วมการชุมนุมต่อไป ฉันก็สังเกตเห็นเช่นกันว่าสเตซีย์พูดจาโดยขาดปัญญา และฉันรู้ว่าฉันต้องสามัคคีธรรมเรื่องนี้กับเธอ แต่ฉันก็คิดในใจว่า “จริงอยู่ที่สเตซีย์เป็นคนพูดตรงๆ แต่เธอก็ประกาศข่าวประเสริฐมาสักพักแล้ว เธอจะยอมรับการชี้แนะของฉันไหมนะ ถ้าเธอไม่ยอมรับ เธอจะมองฉันในแง่ลบหรือเปล่า?” แต่ฉันก็คิดอีกว่าถ้าฉันไม่ชี้ให้เธอเห็นปัญหาของตัวเอง การปฏิบัติหน้าที่ของเธอก็จะไม่เกิดผลลัพธ์ที่ดี ดังนั้นฉันจึงควรชี้ให้เห็นปัญหาของเธออยู่ดี สองสามวันต่อมา ฉันไปประกาศข่าวประเสริฐกับสเตซีย์ และในช่วงท้าย ฉันอธิษฐานในใจว่า “ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ โปรดประทานความกล้าหาญให้ข้าพระองค์เพื่อชี้ให้สเตซีย์เห็นปัญหาของตัวเองด้วยเถิด ข้าพระองค์กลัวเล็กน้อยว่าเธอจะไม่ยอมรับสิ่งที่ข้าพระองค์พูดและจะมีความประทับใจที่ไม่ดีต่อข้าพระองค์ แต่ข้าพระองค์ไม่ต้องการถูกผูกมัดด้วยอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตน และไม่ต้องการให้ส่งผลกระทบต่องานข่าวประเสริฐเพียงเพื่อรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น ข้าแต่พระเจ้า โปรดประทานความกล้าหาญให้ข้าพระองค์ด้วยเถิด” หลังจากนั้น ฉันได้สรุปปัญหาที่เราพบระหว่างการทำงานข่าวประเสริฐ และได้ชี้ให้สเตซีย์เห็นปัญหาบางอย่างของเธอ สเตซีย์พูดว่า “ขอบคุณที่ชี้ให้ฉันเห็นข้อบกพร่องและปัญหาของตัวเองนะคะ นี่เป็นความช่วยเหลือที่ยิ่งใหญ่สำหรับฉันมากค่ะ” หลังจากนั้น เธอก็ค่อยๆ ฝึกฝนแก้ไขปัญหาเหล่านี้
โดยการได้มีประสบการณ์ที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงในสภาพแวดล้อมที่พระเจ้าทรงจัดการเตรียมการไว้ ฉันจึงเข้าใจว่า “จงนิ่งเงียบต่อความผิดของเพื่อนสนิทเพื่อสร้างมิตรภาพอันดีงามและยาวนาน” เป็นปรัชญาทางโลกของซาตานที่ชักพาให้หลงผิดและทำให้ผู้คนเสื่อมทราม และมันไม่สอดคล้องกับความจริงเลยจริงๆ พระราชกิจของพระเจ้าในยุคสุดท้ายนั้นสัมพันธ์กับชีวิตจริงมาก และทรงทำเพื่อช่วยเราให้รอดและทำให้เราสามารถทิ้งทัศนะและปรัชญาเยี่ยงซาตานที่เรายึดถือได้ หากฉันไม่ได้มีประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ในยุคสุดท้าย ฉันก็คงจะยังดำเนินชีวิตตามปรัชญาเยี่ยงซาตานนี้ และคงจะยังพยายามหลอกลวงผู้อื่นด้วยท่าทีจอมปลอมโดยไม่รู้ตัว การชี้แนะจากพระวจนะของพระเจ้านี่เองที่ทำให้ฉันเข้าใจหลักธรรมของการประพฤติปฏิบัติตนของคนเราเหล่านี้ ฉันได้รับพรอย่างแท้จริงที่ได้ยอมรับพระราชกิจของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ในยุคสุดท้าย เพราะทำให้ฉันมีโอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนเอง ฉันรู้สึกขอบพระคุณพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์อย่างแท้จริง!