7. การตัดสินสิ่งต่างๆ จากโชคเป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่?
ในเดือนสิงหาคม ปี 2023 ฉันกับพี่น้องหญิงสวี่ซินได้รับเลือกให้เป็นผู้ดูแลงานข่าวประเสริฐ สวี่ซินรับผิดชอบคริสตจักรเฉิงเป่ย ส่วนฉันรับผิดชอบคริสตจักรเฉิงหนาน งานข่าวประเสริฐในคริสตจักรเฉิงหนานไม่ค่อยมีประสิทธิผล เมื่อไม่กี่ปีก่อน ฉันเคยรับผิดชอบงานข่าวประเสริฐในคริสตจักรนี้ และผลลัพธ์ก็ไม่เคยดีเลย ดังนั้นพอได้รับมอบหมายให้มาดูแลคริสตจักรนี้อีกครั้ง ฉันจึงรู้สึกไม่เต็มใจนัก แต่แล้วฉันก็คิดว่า “ผ่านไปหลายปีแล้ว ประสิทธิผลของงานคงจะดีขึ้นบ้างแล้ว” ดังนั้น ฉันจึงเริ่มทุ่มเทให้กับงานอย่างเอาเป็นเอาตาย
ไม่นานก็ถึงเวลาสรุปงาน ฉันเห็นว่าผลลัพธ์ยังคงไม่ดีนัก คนทำงานข่าวประเสริฐจับความเข้าใจหลักธรรมไม่ได้ ความเข้าใจในความจริงเพื่อการประกาศข่าวประเสริฐก็ไม่ชัดเจนนัก และยังไม่มีความคืบหน้าในการบ่มเพาะคนทำงานข่าวประเสริฐหรือผู้ให้น้ำเลย หลังจากผู้นำทราบสถานการณ์ เธอก็เขียนจดหมายมาหาพวกเราเพื่อสามัคคีธรรมและชี้ประเด็นปัญหาของเรา ทั้งยังเตือนเราว่าถ้างานไม่มีประสิทธิผล เราควรทบทวนว่าเรากำลังทำงานจริงหรือไม่ เธอยังบอกด้วยว่าผลลัพธ์ของคริสตจักรเฉิงเป่ยดีกว่า และแนะนำให้ฉันแสวงหาและเรียนรู้จากพวกเขา หลังจากอ่านจดหมาย ฉันก็คิดในใจว่า “ฉันกับสวี่ซินได้รับมอบหมายให้ดูแลงานข่าวประเสริฐพร้อมกัน แต่สวี่ซินโชคดีที่ได้ไปอยู่คริสตจักรที่ผลลัพธ์ดีกว่า ขณะที่ฉันถูกมอบหมายงานในคริสตจักรที่ผลลัพธ์แย่กว่า ฉันเพิ่งจะเริ่มงานก็ถูกชี้ปัญหามากมายขนาดนี้แล้ว โชคร้ายอะไรอย่างนี้! ถ้าผลลัพธ์ยังคงไม่ดีต่อไป ผู้ดูแลคงจะบอกว่าฉันไม่มีความสามารถในการทำงาน นั่นคงจะน่าอายมาก! ฉันนี่โชคร้ายจริงๆ!” ในช่วงเวลานั้น ผลลัพธ์ของงานข่าวประเสริฐในคริสตจักรของเรายังคงย่ำแย่ และบางคนที่กำลังแสวงหาหนทางที่แท้จริงถึงกับเกิดมโนคติอันหลงผิดหลังจากได้ยินข่าวลือที่ไม่มีมูลจนไม่กล้าสืบค้นต่อ คนทำงานข่าวประเสริฐบางคนสามัคคีธรรมถึงคำถามของผู้มีศักยภาพในการรับข่าวประเสริฐได้ไม่ชัดเจน จึงเขียนมาขอให้ฉันช่วย และแม้ว่าฉันจะตอบทุกคน แต่งานก็ยังไม่ดีขึ้นอย่างชัดเจน สิ่งนี้ทำให้ฉันยิ่งเชื่อมากขึ้นไปอีกว่าตัวเองโชคร้าย และฉันก็คิดว่า “ทำไมฉันถึงต้องมาแบกรับภาระของคริสตจักรแบบนี้ด้วยนะ? ผู้ดูแลจะคิดยังไงกับฉัน? เธอจะบอกว่าฉันไม่ได้ทำงานจริงและเกียจคร้านในหน้าที่หรือเปล่า?” ยิ่งคิดฉันก็ยิ่งท้อแท้ ฉันเต็มไปด้วยความคิดลบและหมดความสนใจในทุกสิ่งที่ทำ วันหนึ่ง ฉันสังเกตเห็นว่าคนทำงานข่าวประเสริฐคนหนึ่งอยู่ในสภาวะที่ไม่ดี และมันส่งผลกระทบต่อการทำหน้าที่ของเขา แต่ฉันก็ไม่อยากจะไปยุ่งด้วย โดยคิดว่า “ในเมื่อฉันโชคร้าย ต่อให้ทำงานหนักแค่ไหน ผลลัพธ์ก็จะยังเหมือนเดิม” ฉันจึงไม่ได้แก้ไขปัญหาด้วยการสามัคคีธรรมอย่างทันท่วงที เมื่อมีคนเขียนมาถามเรื่องงาน ฉันก็ไม่ตอบเป็นเวลาหลายวัน และฉันก็ไม่เต็มใจที่จะแสวงหาหรือไตร่ตรองปัญหาที่เกิดขึ้นในงาน พอหมดวัน ฉันก็รู้สึกว่างเปล่าภายใน ราวกับว่าหัวใจของฉันล่องลอยไปไกลจากพระเจ้า ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะอธิษฐานว่าอะไร ฉันรู้ว่าจะอันตรายถ้าฉันไม่แก้ไขสภาวะนี้ ฉันจึงแสวงหาความจริงอย่างมีสติเพื่อแก้ไขปัญหาของตัวเอง
วันหนึ่งระหว่างการเฝ้าเดี่ยว ฉันเจอพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่งที่ตรงกับสภาวะของฉันพอดิบพอดี พระเจ้าตรัสว่า “ปัญหาของผู้คนที่คิดอยู่เสมอว่าตนโชคไม่ดีนั้นคืออะไร? พวกเขาใช้โชคเป็นมาตรฐานในการประเมินว่าการกระทำของตนถูกหรือผิด และชั่งใจว่าตนควรเลือกใช้เส้นทางใด สิ่งใดที่ตนควรมีประสบการณ์ด้วย และปัญหาใดที่ตนควรเผชิญ นั่นถูกหรือผิด? (ผิด) พวกเขาขยายความสิ่งที่ไม่ดีว่าเป็นโชคร้าย และสิ่งที่ดีว่าเป็นโชคดีหรือเป็นประโยชน์ มุมมองเช่นนี้ถูกหรือผิด? (ผิด) การประเมินสิ่งต่างๆ ตามมุมมองแบบนี้ย่อมไม่ถูกต้อง เป็นวิธีการและมาตรฐานที่สุดโต่งและไม่ถูกต้องในการประเมินสิ่งต่างๆ วิธีการแบบนี้มักจะชักพาให้ผู้คนจมอยู่ในความหมดกำลังใจ และมักจะทำให้พวกเขารู้สึกไม่สบายใจ รู้สึกว่าไม่เคยมีอะไรได้ดังใจ และไม่เคยได้ในสิ่งที่ตนต้องการ ซึ่งในที่สุดก็พาให้พวกเขารู้สึกวิตกกังวล หงุดหงิด และไม่สบายใจอย่างต่อเนื่อง เมื่อภาวะอารมณ์ที่เป็นลบเหล่านี้ไม่ได้รับการแก้ไข ผู้คนเหล่านี้ย่อมจมอยู่ในความหมดกำลังใจและรู้สึกตลอดเวลาว่าพระเจ้าไม่โปรดปรานตน พวกเขาคิดว่าพระเจ้าทรงใช้พระคุณกับผู้อื่น แต่ไม่ทรงใช้กับตน และพระเจ้าก็ทรงดูแลผู้อื่น แต่ไม่ทรงดูแลตน ‘ทำไมฉันถึงรู้สึกไม่สบายใจและวิตกกังวลอยู่เสมอ? ทำไมถึงเกิดเรื่องไม่ดีกับฉันอยู่เรื่อย? ทำไมถึงไม่เคยเกิดเรื่องดีๆ กับฉันบ้าง? ฉันขอแค่ครั้งเดียวก็พอ!’ เมื่อเจ้ามองสิ่งต่างๆ ด้วยวิธีคิดและมุมมองผิดๆ แบบนี้ เจ้าย่อมจะติดอยู่ในกับดักเรื่องโชคดีและโชคไม่ดี เมื่อเจ้าติดอยู่ในกับดักนี้อย่างต่อเนื่อง เจ้าก็จะรู้สึกหมดกำลังใจอยู่ตลอดเวลา ท่ามกลางความหมดกำลังใจนี้ เจ้าย่อมจะอ่อนไหวเป็นพิเศษว่าสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับเจ้านั้นเป็นเรื่องโชคดีหรือว่าโชคไม่ดี เมื่อเป็นดังนี้ก็ย่อมพิสูจน์ให้เห็นว่ามุมมองและแนวคิดเรื่องโชคดีและไม่ดีนี้ได้ควบคุมเจ้าเอาไว้แล้ว เมื่อเจ้าถูกมุมมองแบบนี้ควบคุมเอาไว้ ทัศนะและท่าทีที่เจ้ามีต่อผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลายย่อมไม่อยู่ในขอบเขตของมโนธรรมและเหตุผลของความเป็นมนุษย์ที่ปกติอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นความสุดโต่งแบบหนึ่งไปแล้ว เมื่อเจ้าตกอยู่ในความสุดโต่งนี้ เจ้าจะไม่หลุดออกจากความหมดกำลังใจของเจ้า เจ้าจะรู้สึกหมดกำลังใจอยู่เรื่อยๆ ครั้งแล้วครั้งเล่า และต่อให้เวลาปกติเจ้าไม่รู้สึกหมดกำลังใจก็ตาม แต่ทันทีที่บางสิ่งเกิดผิดพลาด ทันทีที่เจ้ารู้สึกว่าได้เกิดเรื่องโชคร้ายบางอย่างขึ้น เจ้าก็จะจมลงสู่ความหมดกำลังใจในทันที ความหมดกำลังใจนี้จะส่งผลต่อดุลพินิจและการตัดสินใจตามปกติของเจ้า และส่งผลแม้กระทั่งต่อความสุข ความโกรธ ความเศร้า และความเบิกบานของเจ้าด้วย มันจะก่อกวนและทำลายการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า รวมทั้งเจตจำนงและความปรารถนาของเจ้าที่จะติดตามพระเจ้า เมื่อสิ่งที่เป็นบวกเหล่านี้ถูกทำลาย ความจริงไม่กี่อย่างที่เจ้าเข้าใจย่อมจะสูญสลายไปในอากาศและไม่ได้ช่วยอะไรเจ้าเลย นั่นคือสาเหตุที่เมื่อเจ้าตกอยู่ในวงจรอุบาทว์นี้แล้ว เจ้าจะปฏิบัติตามหลักธรรมความจริงไม่กี่อย่างที่เจ้าเข้าใจได้ยาก ต่อเมื่อเจ้ารู้สึกว่าโชคของเจ้ามาถึง ต่อเมื่อเจ้าไม่ถูกความหมดกำลังใจกดทับเอาไว้เท่านั้น เจ้าจึงฝืนใจจ่ายราคาได้บ้าง ทนทุกข์กับความยากลำบากได้บ้าง และอาจแสดงความจริงใจได้บ้างเวลาทำสิ่งที่เจ้าเต็มใจจะทำ ทันทีที่เจ้ารู้สึกว่าโชคได้ละทิ้งเจ้าไปแล้ว และกำลังเกิดเรื่องโชคร้ายขึ้นกับเจ้าอีกครั้ง ไม่ช้าความหมดกำลังใจของเจ้าก็เข้าควบคุมเจ้า แล้วความจริงใจ ความจงรักภักดี และเจตจำนงที่จะสู้ทนความยากลำบากของเจ้าก็จะผละจากเจ้าไปในทันที เพราะฉะนั้น ผู้คนที่คิดว่าตนโชคไม่ดีหรือจริงจังในเรื่องโชคเป็นอย่างมาก ก็เหมือนผู้คนที่คิดว่าชะตากรรมของตนไม่ดีนั่นเอง พวกเขามักจะมีภาวะอารมณ์ที่สุดโต่งมาก—โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พวกเขามักจะถลำลงสู่ภาวะอารมณ์ที่เป็นลบต่างๆ เช่น ความหมดกำลังใจ พวกเขาคิดลบและอ่อนแอเป็นพิเศษ และถึงกับมีแนวโน้มที่จะมีอารมณ์แปรปรวน เมื่อพวกเขารู้สึกว่าโชคดี พวกเขาก็เต็มไปด้วยความเบิกบาน เปี่ยมพลัง สามารถสู้ทนความยากลำบากและจ่ายราคาได้ ตกกลางคืนพวกเขาสามารถนอนให้น้อยลง ส่วนกลางวันก็กินอาหารให้น้อยลงได้ พวกเขาเต็มใจที่จะทนทุกข์ต่อความยากลำบากใดๆ และถ้าพวกเขาเกิดตื่นเต้นขึ้นมาชั่วขณะ พวกเขาก็ยินดีที่จะสละชีวิตของตน อย่างไรก็ดี ในเวลาที่พวกเขารู้สึกว่าช่วงนี้ตนโชคไม่ดี ยามที่ดูเหมือนไม่มีอะไรเป็นไปอย่างที่ตนคิดเลย ภาวะอารมณ์ที่หมดกำลังใจก็เข้าเกาะกุมหัวใจของพวกเขาทันที คำปฏิญาณและปณิธานที่พวกเขาให้ไว้ก่อนหน้านี้ล้วนไม่เป็นผล จู่ๆ พวกเขาก็เป็นเหมือนลูกบอลแฟบๆ ไม่สามารถรวบรวมพละกำลังขึ้นมาได้ หรือเป็นเหมือนหล่มโคลน ไม่เต็มใจที่จะทำสิ่งใดหรือพูดอะไรเลย พวกเขาคิดว่า ‘หลักธรรมความจริง การไล่ตามเสาะหาความจริง การบรรลุความรอด การนบนอบพระเจ้า—สิ่งเหล่านี้ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับฉันเลยสักอย่าง ฉันโชคไม่ดีและไม่ว่าจะปฏิบัติความจริงมากมายแค่ไหนหรือจ่ายราคาไปมากเพียงใดก็ไร้ประโยชน์ ฉันจะไม่มีวันได้รับความรอด ฉันจบสิ้นแล้ว ฉันก็เหมือนเครื่องรางแห่งความโชคร้าย เป็นคนที่โชคไม่ดี เอาล่ะ ช่างเถิด ไม่ว่าอย่างไรฉันก็โชคไม่ดี!’ ดูเอาเถิด อึดใจหนึ่งพวกเขาเป็นเหมือนลูกบอลที่อัดลมไว้แน่นจนจวนเจียนจะระเบิด แล้วอึดใจถัดมาพวกเขาก็ยุบแฟบ นี่ย่อมเป็นปัญหามิใช่หรือ? ปัญหาเช่นนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร? อะไรคือมูลเหตุ? พวกเขาจับจ้องโชคลาภของตนอยู่เสมอ ราวกับว่าพวกเขากำลังจับจ้องตลาดหุ้นเพื่อดูว่าตลาดกำลังขึ้นหรือลง เป็นตลาดหุ้นขาขึ้นหรือขาลง พวกเขาวิตกจริตตลอดเวลา อ่อนไหวอย่างไม่น่าเชื่อกับเรื่องโชคของตน และดื้อรั้นอย่างยิ่ง คนที่สุดโต่งแบบนี้มักจะจมปลักอยู่ในภาวะอารมณ์ที่หมดกำลังใจ เพราะพวกเขาใส่ใจโชคลาภของตนมากเกินไป และใช้ชีวิตไปตามอารมณ์ของตนเอง” (พระวจนะฯ เล่ม 6 ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง, ควรไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างไร (2)) จากพระวจนะของพระเจ้า ฉันเข้าใจว่าฉันมีสภาวะท้อแท้เพราะฉันใช้ทัศนะผิดๆ อย่างโชคดีและโชคร้ายมาตัดสินสภาพแวดล้อมที่พระเจ้าทรงจัดการเตรียมการให้ฉันอยู่เสมอ ฉันคิดเสมอว่าการทำหน้าที่แบบไร้แรงกดดันหรือความลำบากยากเย็น โดยไม่ต้องทนทุกข์หรือจ่ายราคา แถมอาจถึงกับได้รับการชื่นชมและยกย่องจากผู้อื่นนั้น หมายความว่าฉันโชคดี ถ้าหน้าที่ของฉันเกี่ยวข้องกับความลำบากยากเย็นอยู่เสมอ งานไม่บังเกิดผล หรือฉันถูกตัดแต่ง ฉันก็จะถือว่านี่เป็นโชคร้าย จะใช้ชีวิตอย่างท้อแท้และสูญเสียแรงจูงใจในการทำหน้าที่ งานของฉันไม่มีประสิทธิผล และผู้นำก็ได้ให้การชี้แนะและความช่วยเหลือ ทั้งยังแนะนำให้พวกเราเรียนรู้จากคริสตจักรที่มีผลลัพธ์ดีกว่า นี่เป็นเรื่องที่ดี เพราะมันสามารถหนุนใจให้ฉันทบทวนและเข้าใจตัวเอง ทั้งยังสรุปประเด็นปัญหาและความเบี่ยงเบนในงานของฉันและแก้ไขอย่างทันท่วงที สิ่งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อทั้งการเข้าสู่ชีวิตของฉันและงานของคริสตจักร แต่เพราะผลลัพธ์ที่ไม่มีประสิทธิผลเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงและสถานะของฉัน ฉันจึงคิดว่าทั้งหมดนี้เป็นเพราะฉันโชคร้าย ฉันเห็นว่าคริสตจักรที่สวี่ซินรับผิดชอบมีผลลัพธ์ที่ดีและเธอได้รับการยอมรับนับถือจากผู้นำ ฉันจึงรู้สึกอิจฉามาก โดยคิดว่าเธอโชคดี แล้วฉันก็จะมองดูผลลัพธ์ที่ย่ำแย่ของงานข่าวประเสริฐในคริสตจักรที่ฉันรับผิดชอบ และฉันก็จะยิ่งเชื่อมั่นมากขึ้นว่าตัวเองโชคร้าย ฉันใช้ทัศนะที่ผิดเรื่องโชคดีและโชคร้ายนี้มองสภาพแวดล้อมที่พระเจ้าทรงจัดการเตรียมการให้ฉันอยู่เสมอ และเมื่อเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ ฉันก็จะบ่น โดยคิดว่าพระเจ้าทรงโปรดปรานสวี่ซินและไม่ประทานพระคุณให้ฉัน และฉันก็จะใช้ชีวิตแบบคิดลบ กลายเป็นคนเฉื่อยชาและต่อต้าน พวกไม่มีความเชื่อ ซึ่งไม่เชื่อในพระเจ้าหรือไม่เข้าใจความจริง ใช้โชคดีและโชคร้ายมาตัดสินทุกสิ่งที่เกิดขึ้นกับพวกเขาอยู่เสมอ พวกเขารู้สึกโชคดีเมื่อได้รับชื่อเสียง ผลประโยชน์ ความมั่งคั่ง หรือการเลื่อนตำแหน่ง และบ่นเรื่องความไม่ยุติธรรมของสวรรค์ หรือโทษผู้อื่นเมื่ออะไรๆ ไม่ราบรื่น แต่ในฐานะผู้เชื่อในพระเจ้า ฉันรู้ดีว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นกับฉัน ไม่ว่าในมุมมองของมนุษย์จะดูดีหรือร้าย ล้วนถูกปกครองและจัดการเตรียมการโดยพระเจ้า และมีบทเรียนที่ฉันต้องเรียนรู้ แต่ฉันก็ไม่ยอมรับสิ่งนี้จากพระเจ้า ฉันกลับใช้มุมมองของพวกไม่มีความเชื่อมาตัดสินสภาพแวดล้อมที่พระเจ้าทรงจัดการเตรียมการให้ฉัน นี่มันไร้สาระจริงๆ นี่เป็นทัศนะของผู้ไม่เชื่อ! เมื่อตระหนักถึงสิ่งนี้ ฉันก็รู้สึกละอายใจอย่างสุดซึ้ง และอยากแสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขมุมมองที่ไม่ถูกต้องนี้
ต่อมา ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนเหล่านี้ “กลับมาที่หัวข้อเรื่องโชคดีและโชคไม่ดี คราวนี้ทุกคนก็รู้แล้วว่าคำกล่าวเรื่องโชคนี้ฟังไม่ขึ้น และไม่ใช่ทั้งเรื่องดีและไม่ดี ผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลายที่เจ้าพบเจอ ไม่ว่าจะดีหรือไม่ดี ล้วนมีอธิปไตยและการจัดเตรียมการของพระเจ้าเป็นเครื่องกำหนด ดังนั้นเจ้าก็ควรเผชิญหน้าสิ่งเหล่านั้นอย่างถูกต้องเหมาะสม จงยอมรับสิ่งที่ดีจากพระเจ้า และยอมรับสิ่งที่ไม่ดีจากพระเจ้าเช่นกัน จงอย่าพูดว่าเจ้าโชคดีเวลาที่เกิดเรื่องดีๆ และอย่าพูดว่าเจ้าโชคไม่ดีเวลาที่เกิดเรื่องไม่ดีขึ้น สามารถกล่าวได้แต่เพียงว่าทั้งหมดนี้มีบทเรียนให้ผู้คนเรียนรู้ และพวกเขาก็ไม่ควรปฏิเสธหรือหลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านี้ จงขอบคุณพระเจ้าสำหรับสิ่งที่ดี แต่ก็ต้องขอบคุณพระเจ้าเช่นกันสำหรับสิ่งที่ไม่ดี เพราะพระองค์ทรงจัดเตรียมการทุกสิ่ง ผู้คน เหตุการณ์ สภาพแวดล้อม และสิ่งทั้งหลายที่ดีงามต่างให้บทเรียนที่พวกเขาควรเรียนรู้เอาไว้ แต่ก็ยังมีอะไรให้เรียนรู้มากกว่านั้นจากผู้คน เหตุการณ์ สภาพแวดล้อม และสิ่งทั้งหลายที่ไม่ดี ทั้งหมดนี้คือประสบการณ์และเหตุการณ์ที่ควรเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนเรา ผู้คนไม่ควรใช้แนวคิดเรื่องโชคมาประเมินสิ่งเหล่านี้” (พระวจนะฯ เล่ม 6 ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง, ควรไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างไร (2)) “ถ้าเจ้าเลิกคิดว่าตัวเองโชคดีหรือโชคไม่ดีเพียงใด และปฏิบัติต่อสิ่งเหล่านี้อย่างสงบนิ่งและถูกต้อง เจ้าก็จะพบว่าส่วนใหญ่แล้วสิ่งต่างๆ ไม่ได้แย่หรือยากที่จะจัดการขนาดนั้น เมื่อเจ้าปล่อยมือจากความทะเยอทะยานและความอยากได้อยากมีของเจ้า เมื่อเจ้าเลิกปฏิเสธหรือหลีกเลี่ยงเคราะห์ร้ายใดๆ ก็ตามที่เกิดขึ้นกับเจ้า และเจ้าเลิกใช้ความโชคดีหรือโชคไม่ดีของเจ้ามาประเมินสิ่งทั้งหลายดังกล่าว คราวนี้เจ้าจะมองเห็นสิ่งต่างๆ มากมายที่เจ้าเคยมองว่าเป็นเคราะห์ร้ายและไม่ดีว่าเป็นเรื่องดี—เรื่องไม่ดีทั้งหลายจะกลายเป็นเรื่องดี วิธีคิดและวิธีมองสิ่งทั้งหลายของเจ้าจะเปลี่ยนไป ซึ่งจะทำให้เจ้าสามารถรู้สึกกับประสบการณ์ชีวิตของเจ้าในทางที่แตกต่างออกไป และพร้อมกันนั้นก็ทำให้เจ้าสามารถเก็บเกี่ยวรางวัลที่ต่างออกไปได้ด้วย นี่คือประสบการณ์ที่ไม่ธรรมดา เป็นประสบการณ์ที่นำรางวัลที่เจ้านึกไม่ถึงมาให้ นี่เป็นเรื่องดี ไม่ใช่เรื่องไม่ดี” (พระวจนะฯ เล่ม 6 ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง, ควรไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างไร (2)) จากพระวจนะของพระเจ้า ฉันเข้าใจว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นกับฉัน ไม่ว่าในมุมมองของมนุษย์จะดูดีหรือร้าย ล้วนอยู่ภายใต้อธิปไตยของพระเจ้าและมีเจตนารมณ์ของพระเจ้าอยู่เบื้องหลัง ฉันควรยอมรับสิ่งต่างๆ จากพระเจ้าและนบนอบ แสวงหาความจริงและเรียนรู้บทเรียน นี่คือท่าทีและการปฏิบัติที่ฉันควรมี ฉันนึกถึงโยเซฟที่ถูกพี่น้องขายไปเป็นทาสในอียิปต์และต้องทนรับความยากลำบากมากมาย แม้ว่านี่จะดูเหมือนไม่ใช่เรื่องดี แต่ในที่สุดโยเซฟก็ได้เป็นผู้บริหารสูงสุดของอียิปต์ ในช่วงทุพภิกขภัย โยเซฟรอดพ้นจากความทุกข์จากความหิวโหย และอยู่ภายใต้การดูแลและคุ้มครองจากพระเจ้า ต่อมา พี่น้องของโยเซฟมาที่อียิปต์เพื่อซื้อธัญพืช และทั้งครอบครัวของพวกเขาก็ย้ายไปอยู่ที่อียิปต์ และลูกหลานของพวกเขาก็อาศัยอยู่ที่นั่นเป็นเวลาสี่ร้อยปี สิ่งนี้ทำให้ฉันเห็นว่า บางสิ่งที่ดูเหมือนโชคร้ายในมุมมองของมนุษย์นั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องเลวร้ายเสมอไป และสิ่งเหล่านี้ล้วนมีเจตนารมณ์อันดีงามของพระเจ้าอยู่ ก็เหมือนกับครั้งนี้ที่ฉันได้รับมอบหมายให้ดูแลคริสตจักรเฉิงหนาน ด้านหนึ่งก็เป็นไปตามความต้องการของงาน เพราะฉันคุ้นเคยกับบุคลากรของคริสตจักรนี้มากกว่า และมีประสบการณ์ในงานข่าวประเสริฐมากกว่าสวี่ซิน ดังนั้นการจัดแจงนี้จึงเป็นประโยชน์ต่องานของคริสตจักร และอีกด้านหนึ่ง มันก็จำเป็นต่อการเข้าสู่ชีวิตของฉัน ฉันเป็นคนที่ชอบลุ่มหลงในความสะดวกสบายทางกายและไม่เก่งในการแสวงหาความจริงเมื่อเผชิญกับปัญหา และคริสตจักรที่ฉันรับผิดชอบก็มีปัญหาและความลำบากยากเย็นมากมาย ซึ่งทำให้ฉันต้องใช้ความพยายาม แสวงหา ทบทวน และสื่อสารและสรุปเรื่องต่างๆ มากขึ้น การทำเช่นนี้จะช่วยให้ฉันหลีกเลี่ยงการใช้ชีวิตในเนื้อหนังและการเริ่มชะล่าใจ พระเจ้าทรงจัดการเตรียมการสภาพแวดล้อมนี้ตามข้อบกพร่องร้ายแรงของฉัน นี่คือความรอดของพระองค์สำหรับฉัน! ฉันนึกถึงเมื่อหลายปีก่อนที่ฉันเคยรับผิดชอบคริสตจักรนี้ด้วย และในตอนนั้น ฉันไม่ได้ทำงานจริง เมื่อฉันเห็นว่าพี่น้องชายหญิงมีผลลัพธ์ที่ไม่ดีในหน้าที่ของพวกเขา ฉันก็แค่ดูถูกและตัดสินพวกเขา โดยไม่ได้ช่วยพวกเขาเข้าสู่ชีวิตเลย ฉันได้ทิ้งความเสียใจและหนี้ไว้เบื้องหลัง และตอนนี้ก็ได้รับโอกาสให้มารับผิดชอบงานของพวกเขาอีกครั้ง นี่เป็นโอกาสที่ฉันจะได้ชดเชยการกระทำผิดในอดีต และฉันต้องแก้ไขท่าทีต่อหน้าที่ตัวเองให้ทันท่วงที ให้ความร่วมมือให้มากที่สุด และไม่ทิ้งความเสียใจใดๆ ไว้เบื้องหลัง ในตอนนั้น ฉันรู้สึกว่าการที่พระเจ้าประทานโอกาสให้ฉันดูแลคริสตจักรนี้เป็นสิ่งจำเป็นต่อชีวิตฉัน แสดงให้เห็นถึงเจตนารมณ์อันเปี่ยมไปด้วยความอุตสาหะของพระเจ้า และฉันไม่สามารถมองสิ่งต่างๆ จากมุมมองของพวกไม่มีความเชื่อหรือต่อต้านสภาพแวดล้อมที่พระเจ้าทรงจัดการเตรียมการได้อีกต่อไป ความจริงก็คือ ไม่ว่าพระเจ้าจะทรงจัดการเตรียมการสภาพแวดล้อมแบบใด มันก็จำเป็นต่อชีวิตของเรา และไม่มีสิ่งที่เรียกว่าโชคดีหรือโชคร้าย เมื่อฉันหยุดตัดสินผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งต่างๆ ตามโชค และมองสิ่งเหล่านั้นตามพระวจนะของพระเจ้าแทน ฉันก็รู้สึกโล่งใจและไม่ใช้ชีวิตแบบคิดลบอีกต่อไป
ฉันยังสงสัยด้วยว่าทำไมฉันถึงคิดเสมอว่าการเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่พึงประสงค์หมายความว่าฉันโชคร้าย และเอาแต่หวังให้สิ่งดีๆ เกิดขึ้นกับฉัน และฉันก็สงสัยว่าสิ่งนี้ถูกขับเคลื่อนโดยอุปนิสัยอันเสื่อมทรามแบบใด ระหว่างการเฝ้าเดี่ยว ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้า “แล้วผู้คนที่ใช้โชคมาประเมินว่าสิ่งต่างๆ ดีหรือไม่ดีนั้นมีความคิดและมุมมองว่าอย่างไร? แก่นแท้ของผู้คนแบบนี้เป็นเช่นไร? เหตุใดพวกเขาจึงสนใจเรื่องโชคดีและโชคไม่ดีมากขนาดนั้น? ผู้คนที่มุ่งสนใจเรื่องโชคเป็นอย่างมากนั้นหวังให้ตนโชคดีหรือหวังให้ตนโชคไม่ดี? (พวกเขาหวังให้ตนโชคดี) ถูกต้อง อันที่จริง พวกเขาไล่ตามโชคดีและไขว่คว้าให้สิ่งดีๆ เกิดขึ้นกับตน และพวกเขาก็เพียงแต่ฉวยโอกาสหาประโยชน์จากสิ่งดีๆ เหล่านั้น พวกเขาไม่ได้ใส่ใจว่าผู้อื่นทนทุกข์เพียงใด หรือผู้อื่นต้องสู้ทนความทุกข์ยากหรือความยากลำบากเพียงใด พวกเขาไม่อยากให้สิ่งที่พวกเขาเข้าใจว่าเป็นความโชคร้ายเกิดขึ้นกับตน กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ พวกเขาไม่อยากให้สิ่งไม่ดีใดๆ เกิดขึ้นกับตน ซึ่งก็คือ ไม่มีความติดขัด ไม่มีความล้มเหลวหรือเรื่องน่าอับอาย ไม่มีการถูกตัดแต่ง ไม่สูญเสียอะไร ไม่มีการพลั้งพลาด และไม่ถูกหลอกลวง ถ้ามีเรื่องแบบนั้นเกิดขึ้น พวกเขาย่อมถือว่าเป็นโชคไม่ดี ไม่ว่าใครจัดเตรียมไว้ให้ก็ตาม ถ้ามีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น นั่นก็คือโชคไม่ดี พวกเขาหวังให้สิ่งดีๆ ทั้งปวงเกิดขึ้นกับตน—ตั้งแต่การได้เลื่อนตำแหน่ง การโดดเด่นเหนือฝูงชน การได้ประโยชน์บนความลำบากของผู้อื่น ไปจนถึงการได้ผลประโยชน์จากบางสิ่งบางอย่าง การทำเงินได้มากๆ หรือการกลายเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูง—และพวกเขาคิดว่านั่นคือความโชคดี พวกเขาใช้เรื่องโชคมาประเมินผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลายที่ตนพบเจออยู่เสมอ พวกเขาไล่ตามไขว่คว้าโชคดี ไม่ใช่โชคไม่ดี ทันทีที่มีอะไรผิดพลาดแม้เพียงนิดเดียว พวกเขาก็โกรธ หงุดหงิด และไม่พอใจ กล่าวตามตรงก็คือ ผู้คนจำพวกนี้เห็นแก่ตัว พวกเขาไล่ตามไขว่คว้าประโยชน์ของตนบนความลำบากของผู้อื่น แสวงหาผลประโยชน์เพื่อตัวเอง ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุด และโดดเด่นเหนือฝูงชน พวกเขาจะพอใจถ้าเรื่องดีๆ ทุกเรื่องเกิดขึ้นกับตนเพียงคนเดียว นี่คือแก่นแท้ธรรมชาติของพวกเขา เป็นโฉมหน้าที่แท้จริงของพวกเขา” (พระวจนะฯ เล่ม 6 ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง, ควรไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างไร (2)) จากพระวจนะของพระเจ้า ฉันเข้าใจว่าคนที่บ่นเรื่องโชคร้ายของตัวเองอยู่ตลอดเวลาคือคนที่เห็นแก่ตัวและเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน คนแบบนี้อยากให้สิ่งดีๆ เกิดขึ้นกับพวกเขาเสมอ อยากให้ทุกอย่างราบรื่น อยากประสบความสำเร็จในอาชีพ โดดเด่น และได้รับเกียรติยศ และไม่อยากเผชิญกับอุปสรรคหรือความล้มเหลวใดๆ แม้แต่ขณะทำหน้าที่ในพระนิเวศของพระเจ้า พวกเขาก็อยากจะเพลิดเพลินกับผลลัพธ์โดยไม่ต้องลงแรง ทั้งยังไม่เต็มใจที่จะทนทุกข์หรือจ่ายราคาที่จำเป็นในการทำหน้าที่ของพวกเขา และไม่เต็มใจที่จะถูกตัดแต่ง พวกเขาเริ่มบ่นทันทีที่ตัวเองเสียหน้าหรือไม่พอใจเล็กน้อย เมื่อทบทวนตัวเอง ฉันก็ตระหนักว่าฉันก็เป็นแบบนี้ เมื่อใดก็ตามที่ฉันประสบความลำบากยากเย็นในหน้าที่ หรือเผชิญกับอุปสรรค หรือความล้มเหลว หรือถูกตัดแต่ง ฉันก็จะบ่นเรื่องสภาพแวดล้อมที่พระเจ้าทรงจัดการเตรียมการให้ฉัน โดยอยากได้รับชื่อเสียงและผลประโยชน์อยู่เสมอโดยไม่ต้องกังวลหรือทนรับความยากลำบาก และอยากใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย คริสตจักรเฉิงหนานที่ฉันรับผิดชอบมีปัญหามากมาย และงานก็ขาดประสิทธิผลและเรามักจะถูกตัดแต่ง ดังนั้นฉันจึงคิดว่าไม่มีประโยชน์ที่จะรับผิดชอบคริสตจักรแบบนี้ และไม่ว่าฉันจะทำอะไรมากแค่ไหนในแต่ละวัน คนอื่นก็จะมองไม่เห็น และดังนั้นฉันจึงรู้สึกคับข้องใจ และกลายเป็นคนคิดลบและเกียจคร้าน ฉันเห็นว่าสภาวะของพี่น้องชายหญิงแย่ลงและส่งผลกระทบต่อหน้าที่ของพวกเขา แต่ฉันก็ไม่สนใจ และฉันก็ไม่เต็มใจที่จะแก้ไขปัญหาในงาน ฉันพึ่งพาปรัชญาซาตานอย่าง “ถ้าไม่มีรางวัลก็ไม่มีวันขยับนิ้ว” และ “ไม่มีใครทำงานให้เปล่าๆ” และกลายเป็นคนที่เห็นแก่ตัว เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน น่ารังเกียจ และใจร้าย เมื่อนึกถึงว่าคริสตจักรได้บ่มเพาะฉันให้เป็นผู้ดูแลและให้โอกาสฉันฝึกฝนมากมาย และตอนนี้ก็มอบหมายให้ฉันดูแลคริสตจักรที่ผลงานข่าวประเสริฐไม่ดี ฉันควรจะคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้าและมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในหน้าที่ของตัวเองเพื่อแก้ไขปัญหาและความลำบากยากเย็นในงาน แต่ฉันกลับบ่นเพราะกลัวความทุกข์ทางกายและการเสียหน้า ไม่สามารถทำหน้าที่ของตัวเองได้ ฉันไม่ได้ทำหน้าที่เพื่อทำให้พระเจ้าพอพระทัย แต่เพื่อไล่ตามไขว่คว้าความสุขทางกาย ชื่อเสียง และสถานะ ฉันช่างเห็นแก่ตัวและน่ารังเกียจเหลือเกิน! เมื่อตระหนักถึงสิ่งนี้ ฉันก็รู้สึกผิดอย่างสุดซึ้ง และไม่อยากไล่ตามไขว่คว้าผลประโยชน์ของตัวเองอีกต่อไป ฉันอยากคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้าและพึ่งพาพระองค์ในการลุล่วงความรับผิดชอบของตัวเอง ต่อมา เมื่อฉันเห็นคนทำงานข่าวประเสริฐเผชิญกับความลำบากยากเย็นและปัญหา หรือขาดความเข้าใจในหลักธรรมของข่าวประเสริฐ ฉันก็ไม่บ่นอีกต่อไป แต่เขียนจดหมายเพื่อสื่อสารซ้ำแล้วซ้ำเล่า และเมื่อฉันเห็นว่าสภาวะของพวกเขาไม่ดี ฉันก็สามัคคีธรรมถึงพระวจนะของพระเจ้าเพื่อช่วยเหลือและสนับสนุนพวกเขา เมื่อฉันปฏิบัติเช่นนี้ ฉันรู้สึกว่าแต่ละวันนั้นเติมเต็ม และฉันก็ได้รับประโยชน์
วันหนึ่ง ฉันได้รับจดหมายจากคนทำงานข่าวประเสริฐที่คริสตจักรเฉิงหนาน บอกว่าคู่ทำงานของเธอ พี่น้องหญิงจิ้งอัน ได้ลาออกเพราะรู้สึกว่าขีดความสามารถของตัวเองไม่เพียงพอต่องานในหน้าที่ ไม่กี่วันต่อมา ฉันได้รับจดหมายอีกฉบับจากผู้นำทีม บอกว่าสภาวะของพี่น้องหญิงเหวยเจินก็ไม่ดีเช่นกัน และเธอกำลังใช้ชีวิตอยู่ในอุปนิสัยอันเสื่อมทรามและไม่เต็มใจที่จะเผยแผ่ข่าวประเสริฐ ผู้นำทีมยังบอกด้วยว่า “ฉันก็กำลังใช้ชีวิตอยู่ในความลำบากยากเย็นและไม่รู้ว่าจะให้ความร่วมมืออย่างไร…” เมื่อเห็นปัญหาเหล่านี้ ฉันก็รู้สึกหงุดหงิดมาก โดยคิดว่า “ทำไมพวกคุณถึงมีปัญหากันเยอะขนาดนี้? ผลงานก็ไม่ดี แต่ปัญหากลับเยอะ วันหนึ่งคนหนึ่งลาออก อีกวันหนึ่งอีกคนก็มีสภาวะไม่ดี แค่แก้ไขสภาวะของพวกคุณก็ต้องใช้ความพยายามมากแล้ว ฉันจะหาเวลาไปเผยแผ่ข่าวประเสริฐได้ยังไง? นี่ยังไม่นับความทุกข์ทางกาย และที่สำคัญที่สุด ผู้ดูแลจะคิดยังไงกับฉันถ้างานไม่มีประสิทธิผล? คริสตจักรนี้มีปัญหามากมาย ฉันโชคร้ายจริงๆ!” ฉันตระหนักว่าสภาวะของฉันไม่ถูกต้อง จึงค้นหาพระวจนะของพระเจ้าในเรื่องนี้ ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้า “การออกจากความหมดกำลังใจนี้ง่ายหรือไม่? ที่จริงแล้วเป็นเรื่องง่าย เพียงปล่อยมือจากมุมมองที่ผิดของเจ้า ไม่คาดหวังให้ทุกสิ่งดำเนินไปด้วยดี หรือเป็นอย่างที่เจ้าต้องการโดยแท้ หรือราบรื่น จงอย่ากลัว ต้านทาน หรือปฏิเสธสิ่งที่ผิดพลาด แต่จงปล่อยมือจากการต้านทานของเจ้า สงบใจ และมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าด้วยท่าทีที่นบนอบ และยอมรับทั้งหมดที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมการไว้ให้ จงอย่าไล่ตามไขว่คว้าสิ่งที่เรียกกันว่า ‘โชคดี’ และอย่าปฏิเสธสิ่งที่เรียกกันว่า ‘โชคไม่ดี’ จงมอบหัวใจและตัวตนทั้งหมดของเจ้าแด่พระเจ้า ยอมให้พระองค์เป็นผู้ลงมือทำและจัดวางเรียบเรียง และจงนบนอบการจัดวางเรียบเรียงและการจัดเตรียมการของพระองค์ พระเจ้าจะประทานสิ่งที่เจ้าต้องการในสัดส่วนที่เหมาะสมเมื่อเจ้าจำเป็นต้องใช้สิ่งนั้น พระองค์จะทรงจัดวางเรียบเรียงสภาพแวดล้อม ผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลายที่เจ้าต้องการ ตามความต้องการและความขาดแคลนของเจ้า เพื่อให้เจ้าสามารถเรียนรู้บทเรียนที่เจ้าพึงเรียนรู้จากผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลายที่เจ้าพบเจอ แน่นอนว่าเงื่อนไขเบื้องต้นของทั้งหมดนี้ก็คือเจ้าต้องมีวิธีคิดที่นบนอบการจัดวางเรียบเรียงและการจัดเตรียมการของพระเจ้า ดังนั้นจงอย่าไล่ตามความสมบูรณ์แบบ อย่าปฏิเสธหรือกลัวการเกิดขึ้นของสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา น่าอับอาย หรือไม่น่าพอใจ และจงอย่าใช้ความหมดกำลังใจของเจ้ามาต้านทานการเกิดขึ้นของสิ่งไม่ดีทั้งหลายภายในใจ” (พระวจนะฯ เล่ม 6 ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง, ควรไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างไร (2)) จากพระวจนะของพระเจ้า ฉันเข้าใจว่ามีความปรารถนาดีของพระเจ้าอยู่ในสถานการณ์เหล่านี้ ฉันควรเริ่มต้นด้วยการนบนอบและแสวงหาเจตนารมณ์ของพระเจ้า และไม่ตอบโต้ด้วยการต่อต้าน บ่น หรือโอดครวญทันทีที่มีบางสิ่งกระทบต่อชื่อเสียงหรือผลประโยชน์ทางกายของฉัน โดยใช้ชีวิตแบบคิดลบ นี่ไม่ใช่ท่าทีที่ฉันควรมีต่อหน้าที่ของตัวเอง ในตอนนั้น พี่น้องหญิงสามคนกำลังคิดลบและอ่อนแอ ใช้ชีวิตอยู่ในอุปนิสัยอันเสื่อมทรามและไม่สามารถออกมาได้ ซึ่งเจ็บปวดมาก และถ้าเรื่องนี้ไม่ได้รับการแก้ไขโดยเร็วผ่านการสามัคคีธรรม มันไม่เพียงแต่จะส่งผลกระทบต่องานข่าวประเสริฐ แต่จะทำให้พวกเขาเข้าสู่ชีวิตล่าช้าด้วย ฉันไม่ควรดูถูกพวกเขา แต่ควรสามัคคีธรรมและช่วยเหลือพวกเขาด้วยความรัก ลุล่วงความรับผิดชอบของฉัน ดังนั้นฉันจึงรีบเขียนจดหมายถึงพวกเขา แบ่งปันประสบการณ์ของฉันและสามัคคีธรรมกับพวกเขา ช่วยให้พวกเขาเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้าและหยุดใช้ชีวิตในความลำบากยากเย็น ฉันยังแบ่งปันประสบการณ์และประโยชน์ที่ได้รับในการเผยแผ่ข่าวประเสริฐด้วย ไม่กี่วันต่อมา ฉันได้รับจดหมาย บอกว่าสภาวะของพวกเขาดีขึ้นจากการกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า และพวกเขาก็สามารถทำหน้าที่ของตัวเองได้ตามปกติอีกครั้ง เมื่อเห็นผลลัพธ์เช่นนี้ ฉันก็รู้สึกสบายใจอย่างมากและความเชื่อของฉันก็แข็งแกร่งขึ้น ทุกสิ่งอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า และไม่ว่าพระเจ้าจะทรงจัดการเตรียมการความลำบากยากเย็นหรืออุปสรรคใดๆ ให้ฉัน ฉันก็ควรพึ่งพาพระองค์เพื่อมีประสบการณ์กับสิ่งเหล่านั้น และแสวงหาความจริงและเข้าสู่ความจริงในทุกสิ่ง นี่คือท่าทีที่ฉันควรมีต่อหน้าที่ของตัวเอง ฉันไม่สามารถได้รับประโยชน์และความเข้าใจนี้ในสภาวะที่สุขสบาย!
หลังจากประสบการณ์นี้ ฉันก็ตระหนักว่าการตัดสินสิ่งต่างๆ จากโชคดีหรือโชคร้ายนั้นไร้สาระจริงๆ! ในขณะเดียวกัน ฉันก็ตระหนักด้วยว่าสภาพแวดล้อมที่พระเจ้าทรงจัดการเตรียมการให้ฉันในแต่ละวัน ไม่ว่าฉันจะมองว่ามันดีหรือขัดกับความปรารถนาของฉัน ล้วนมีบทเรียนให้ฉันเรียนรู้อยู่เสมอ สิ่งเหล่านี้ล้วนจำเป็นต่อการเข้าสู่ชีวิตของฉัน และมีความปรารถนาดีของพระเจ้าอยู่ในนั้น ฉันควรมั่นเพียรไล่ตามเสาะหาความจริงและไปให้ถึงจุดที่ฉันมองผู้คนและสิ่งต่างๆ โดยใช้พระวจนะของพระเจ้าเป็นมาตรฐาน และเข้าสู่ความเป็นจริงของพระวจนะของพระเจ้าโดยเร็วที่สุด