99. การเชื่อในพระเจ้าเพียงเพื่อพระคุณนั้นถูกหรือไม่

ในช่วงปลายปี 2016 ลูกของฉันท้องเสียไม่หยุด กินยาเท่าไรก็ไม่หาย คิดไม่ถึงเลยว่า เพียงไม่กี่วันหลังจากที่ฉันเริ่มเชื่อในพระเจ้า โรคของแกก็หายเป็นปกติ หลังจากนั้นไม่นาน อาการปวดหัวเรื้อรังที่ฉันเป็นก็ดีขึ้นแบบไม่รู้ตัวอีกด้วย ฉันรู้สึกขอบคุณพระเจ้าอย่างสุดซึ้ง หลังจากนั้น ฉันก็ทุ่มเทอย่างเต็มที่ในการร่วมมือกับหน้าที่อะไรก็ตามที่คริสตจักรจัดแจงให้ ในตอนนั้น แม้สามีจะขัดขวางหนทางแห่งความเชื่อในพระเจ้าของฉัน แต่ฉันก็ไม่ได้รู้สึกถูกจำกัด โดยเชื่อว่า ตราบใดที่ฉันเชื่อในพระเจ้าอย่างจริงใจและทำหน้าที่ของตน ฉันก็จะได้รับพรจากพระองค์ และมีโอกาสได้รับการช่วยให้รอด

ในเดือนเมษายน ปี 2020 ฉันได้รับเลือกให้เป็นผู้นำคริสตจักร และฉันก็ร่วมมือทำงานอย่างกระตือรือร้นมากยิ่งขึ้น ไม่กี่เดือนต่อมา วันหนึ่ง หลังจากรับประทานอาหารเสร็จ ฉันก็รู้สึกเหนื่อยและเวียนหัวมาก ก็เลยไปวัดความดันโลหิตดู และพบว่าความดันอยู่ระหว่าง 160 และ 90 มิลลิเมตรปรอท ฉันไม่อยากเชื่อ คิดว่า “ฉันไม่เคยเป็นความดันสูงมาก่อน ทำไมจู่ๆ ความดันถึงขึ้นสูงขนาดนี้ล่ะ?” เนื่องจากฉันยังอายุน้อย จึงคิดว่าตราบใดที่ทำหน้าที่อย่างจริงใจ พระเจ้าก็จะทรงคุ้มครองฉัน และความดันโลหิตของฉันจะลดลงอย่างแน่นอน ฉันจึงไม่รู้สึกถูกจำกัดมากนัก และใช้การรักษาแบบพื้นบ้านเท่านั้น ในเดือนมีนาคม ปี 2021 ฉันวัดความดันโลหิตที่ร้านขายยา พบว่าความดันอยู่ระหว่าง 185 และ 128 มิลลิเมตรปรอท หมอแปลกใจมาก บอกว่า “ความดันโลหิตของคุณสูงมาก เวลาขี่จักรยานก็ระวังให้ดีๆ นะ อย่าให้ล้มล่ะ” พอได้ยินหมอพูดแบบนี้ ทำให้ฉันวิตกกังวลมาก คิดว่า “ความดันสูงนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนได้หลายอย่าง บางคนมีภาวะเลือดคั่งในสมองเพราะความดันสูงและเสียชีวิตทันที บางคนเป็นโรคหลอดเลือดสมองตีบจนเดินกะโผลกกะเผลก ส่วนบางคนก็เป็นอัมพาตจนดูแลตัวเองไม่ได้ ถ้าฉันล้มแล้วกลายเป็นอัมพาตขึ้นมาล่ะ?” ถึงจุดนี้ ฉันก็เริ่มพร่ำบ่น คิดว่า “ฉันก็ทำหน้าที่มาโดยตลอดนี่นา ทำไมความดันฉันถึงยังสูงอยู่อีกล่ะ?  ทำไมพระเจ้าไม่ทรงคุ้มครองฉัน?” เช้าวันหนึ่งหลังจากตื่นนอน จู่ๆ ฉันก็รู้สึกเวียนหัวมาก ไหล่ทั้งสองข้างเจ็บปวดอย่างรุนแรง และรู้สึกเหมือนมีเส้นเอ็นหลายเส้นถูกดึงอยู่ในหัว และเวลาขยับหัว ก็เจ็บปวดทรมาน ราวกับว่าหัวกำลังจะหลุด ฉันรู้สึกเหมือนอาจจะตายได้ทุกเมื่อเพราะเส้นเลือดแตก ฉันไปตรวจที่โรงพยาบาล หมอบอกว่า อาการปวดหัวเกิดจากโรคหมอนรองกระดูกคอเสื่อมอย่างรุนแรง หลังการรักษา อาการก็ดีขึ้นบ้าง แต่ฉันยังคงรู้สึกเวียนหัว และบางครั้งก็ปวดหัว ฉันเริ่มคิดลบขึ้นมาเล็กน้อย โดยคิดว่า “ทั้งที่ฉันก็ทุ่มเทและสละตนอย่างเต็มที่ ทำไมอาการของฉันไม่เพียงไม่ดีขึ้น แต่กลับยิ่งแย่ลงอีก?  หากเป็นอย่างนี้ต่อไป ฉันก็อาจตายได้ทุกเมื่อ การทำงานหน้าที่เดียวอาจจะดีกว่า น่าจะเหนื่อยน้อยกว่าการเป็นผู้นำ บางทีอาการของฉันอาจจะดีขึ้นก็ได้” แม้ว่าฉันจะยังคงทำหน้าที่ต่อไป แต่ฉันก็ใช้ชีวิตอยู่ในสภาวะวิตกกังวลและทุกข์ใจ ไม่มีสำนึกของการแบกรับภาระในหน้าที่ พอเห็นว่างานข่าวประเสริฐไม่มีประสิทธิผล ฉันก็ไม่มีความอยากที่จะวิเคราะห์สาเหตุหรือแก้ไขปัญหา

ต่อมา ฉันใช้การรักษาแบบพื้นบ้านกับทานยาลดความดัน และความดันของฉันก็ลดลงมาบ้าง แต่ฉันยังคงกังวลว่าอาการจะกำเริบขึ้นมาอีก คิดว่าทั้งที่ฉันทุ่มเทและสละตนอย่างเต็มที่ ไม่เพียงแต่ฉันจะไม่ได้รับพรใดๆ แต่สุขภาพของฉันยังแย่ลงอีกด้วย ฉันก็เลยไม่อยากทำหน้าที่ผู้นำอีกต่อไปแล้ว คิดว่าการทำงานหน้าที่เดียวคงจะแบกภาระน้อยกว่า และช่วยให้ฉันดูแลสุขภาพได้ดีขึ้น ในช่วงเวลานั้น เพราะสภาวะของฉันไม่ดี สามัคคีธรรมส่วนใหญ่ของฉันในที่ประชุม จึงเต็มไปด้วยความคิดลบและความเฉื่อยชา ฉันไม่ได้มุ่งเน้นที่การทำหน้าที่ ซึ่งทำให้ประสิทธิผลของงานข่าวประเสริฐลดลงอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งผู้นำระดับสูงมาตัดแต่งฉัน เรื่องที่ฉันทำหน้าที่อย่างสุกเอาเผากิน และเตือนว่า หากฉันไม่กลับใจ ก็จะถูกปลดจากตำแหน่ง นั่นแหละ ฉันถึงได้ตระหนักว่าตัวเองกำลังก่อกวนและขัดขวางงานของคริสตจักรอยู่ และรู้สึกกลัวขึ้นมา จนในที่สุดฉันก็มาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่ออธิษฐานและคิดทบทวนตัวเอง วันหนึ่ง ฉันได้ยินบทเพลงสรรเสริญแห่งพระวจนะของพระเจ้า เนื้อเพลงร้องว่า  “เจ้าต้องแสวงหาน้ำพระทัยของพระเจ้าเมื่ออาการป่วยซัดกระหน่ำ”  “เจ้าควรมีประสบการณ์กับความเจ็บป่วยอย่างไรเมื่อเกิดเจ็บป่วยขึ้นมา?  เจ้าควรมาอธิษฐานเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า แสวงหาและสืบเสาะเจตนารมณ์ของพระเจ้า เจ้าควรตรวจสอบตนเองเพื่อหาว่าเจ้าทำสิ่งใดไปบ้างที่ต่อต้านความจริง และความเสื่อมทรามใดในตัวเจ้าที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข  อุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้านั้นไม่อาจแก้ไขได้โดยไม่ก้าวผ่านการทนทุกข์  เฉพาะเมื่อผู้คนทนทุกข์จนแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น พวกเขาจึงจะไม่หย่อนยานทางศีลธรรมและสามารถดำรงชีวิตอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าได้ตลอดเวลา  เมื่อใครสักคนทนทุกข์ พวกเขาย่อมอธิษฐานอยู่เสมอ พวกเขาจะตรวจสอบตนเองเพื่อดูว่าได้ทำสิ่งใดผิดไปหรือไม่ หรือมีตรงไหนที่อาจต่อต้านความจริง(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, ในการเชื่อในพระเจ้า การได้รับความจริงสำคัญที่สุด)  หลังจากได้ยินพระวจนะของพระเจ้า ฉันก็เข้าใจว่า พระเจ้าทรงใช้ความเจ็บป่วยนี้เพื่อทำให้ฉันได้คิดทบทวนตัวเอง และตระหนักถึงอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของฉัน นั่นก็เพื่อจุดประสงค์ที่จะช่วยให้ฉันรอด และในการนี้ มีเจตนารมณ์อันมุ่งมั่นของพระเจ้ารวมอยู่ด้วย ฉันเชื่อในพระเจ้ามาหลายปีแล้ว แต่เมื่อเผชิญหน้ากับความเจ็บป่วย ฉันกลับไม่รู้จักแสวงหาเจตนารมณ์ของพระเจ้าในการอธิษฐาน และไม่คิดทบทวนว่า พระเจ้าทรงต้องการเปลี่ยนแปลงและชำระอุปนิสัยอันเสื่อมทรามด้านใดของฉันให้บริสุทธิ์บ้าง หรือมีความไม่บริสุทธิ์ใดเจือปนอยู่ในความเชื่อของฉัน ตรงกันข้าม ฉันกลับยังอยู่ในสภาวะที่เป็นลบและการต่อต้านเพราะความเจ็บป่วย และพอเกิดปัญหามากมายในงานข่าวประเสริฐ ฉันก็ไม่คิดจะแก้ไข แต่กลับอยากปัดความรับผิดชอบในหน้าที่ของตัวเองแทน ฉันช่างมีอุปนิสัยดื้อแพ่งมาก และยังขาดทั้งมโนธรรมและเหตุผลอย่างแท้จริง!  ฉันจึงมาอธิษฐานเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า โดยกล่าวว่า “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ไม่อยากเป็นคนดื้อแพ่งเช่นนี้อีกต่อไป โปรดทรงนำข้าพระองค์ให้เรียนรู้บทเรียนจากความเจ็บป่วยครั้งนี้ด้วยเถิด”

ต่อมา ฉันแสวงหาวิธีแก้ไขปัญหาของตัวเอง และได้ดูวิดีโอคำพยานจากประสบการณ์ ซึ่งมีพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับสภาวะของฉันอย่างมาก  พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ผู้ติดตามพระเจ้ามากมายเป็นห่วงเพียงวิธีที่จะได้รับพร หรือไม่ก็วิธีที่จะป้องกันไม่ให้เกิดความวิบัติ  ทันทีที่มีการเอ่ยถึงพระราชกิจและการบริหารจัดการของพระเจ้า พวกเขาจะเงียบกริบและหมดความสนใจไป  พวกเขาคิดว่า การเข้าใจหัวข้อต่างๆ ดังกล่าวที่น่าเหนื่อยหน่ายเช่นนั้นจะไม่ช่วยให้ชีวิตของพวกเขาเติบโต หรือให้ผลประโยชน์ใดๆ  ผลสืบเนื่องตามมาก็คือ แม้ว่าพวกเขาจะเคยได้ยินข้อมูลเกี่ยวกับการบริหารจัดการของพระเจ้ามาแล้ว แต่พวกเขาก็เข้าหาเรื่องนี้ในลักษณะที่ไม่จริงจัง  พวกเขาไม่มองว่าเป็นบางสิ่งอันล้ำค่าที่ควรยอมรับ  นับประสาอะไรที่พวกเขาจะทำความเข้าใจโดยรับไว้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตตน  ผู้คนเหล่านั้นมีเพียงจุดมุ่งหมายอันเรียบง่ายอยู่หนึ่งอย่างในการติดตามพระเจ้า และจุดมุ่งหมายนั้นก็คือ เพื่อที่จะได้รับพร  ผู้คนดังกล่าวไม่พยายามที่จะให้การใส่ใจกับสิ่งอื่นใดที่ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับจุดมุ่งหมายนี้  สำหรับพวกเขาแล้ว ไม่มีเป้าหมายใดที่ถูกทำนองคลองธรรมมากไปกว่าการเชื่อในพระเจ้าเพื่อที่จะได้รับพร—นั่นคือคุณค่าแท้จริงของความเชื่อของพวกเขา  หากบางสิ่งไม่มีส่วนช่วยให้จุดมุ่งหมายนี้สัมฤทธิ์ พวกเขาจะยังคงไม่มีอารมณ์ร่วมไปกับสิ่งนั้นโดยสิ้นเชิง  นี่เป็นกรณีของผู้คนส่วนใหญ่ซึ่งเชื่อในพระเจ้าทุกวันนี้  จุดมุ่งหมายและเจตนาของพวกเขาดูเหมือนถูกต้องตามทำนองคลองธรรม เพราะในขณะที่พวกเขาเชื่อในพระเจ้า พวกเขาสละให้พระเจ้าทั้งหมด มอบอุทิศตนเองให้กับพระเจ้า และปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาด้วยเช่นกัน  พวกเขายอมละทิ้งชีวิตวัยเยาว์ ละทิ้งครอบครัวและอาชีพการงาน  และถึงขั้นใช้เวลาหลายปีที่อยู่ไกลบ้านไปวุ่นอยู่กับธุระมากมาย  เพื่อเห็นแก่เป้าหมายสูงสุดของพวกเขา พวกเขาเปลี่ยนแปลงความสนใจต่างๆ ของตนเอง เปลี่ยนทัศนะของพวกเขาที่มีต่อชีวิต และถึงขั้นเปลี่ยนทิศทางที่พวกเขาแสวงหา กระนั้นพวกเขาก็ยังไม่สามารถเปลี่ยนจุดมุ่งหมายของการเชื่อในพระเจ้าของพวกเขาได้ พวกเขาสาละวนวุ่นวายอยู่กับการบริหารจัดการอุดมคติต่างๆ ของตัวพวกเขาเอง ไม่ว่าถนนเส้นนั้นจะยาวไกลเพียงใด ไม่ว่าความยากลำบากและอุปสรรคต่างๆ จะมากมายเพียงใดตลอดเส้นทางนั้น พวกเขายังคงยืนกรานและหาได้เกรงกลัวต่อความตายไม่  พลังอำนาจอะไรกันที่ขับดันพวกเขาให้มอบอุทิศตัวเองต่อไปในหนทางนี้?  นี่คือมโนธรรมของพวกเขาอย่างนั้นหรือ?  นี่คือบุคลิกลักษณะอันยิ่งใหญ่และสง่างามของพวกเขาอย่างนั้นหรือ?  นี่คือความตั้งใจแน่วแน่ของพวกเขาที่จะสู้รบกับกองกำลังของความชั่วไปจนถึงที่สุดเลยหรือ?  นี่คือความเชื่อของพวกเขาที่จะเป็นพยานต่อพระเจ้าโดยปราศจากการแสวงหาบำเหน็จรางวัลหรือ?  การเต็มใจยอมทิ้งทุกอย่างเพื่อลุล่วงน้ำพระทัยของพระเจ้าใช่ความจงรักภักดีของพวกเขาหรือไม่?  หรือว่านี่คือจิตวิญญาณแห่งการอุทิศของพวกเขาที่จะละแล้วซึ่งความต้องการฟุ้งเฟ้อส่วนตัวอย่างนั้นหรือ?  การที่บางคนซึ่งไม่เคยเข้าใจพระราชกิจแห่งการบริหารจัดการของพระเจ้าจะยังคงมอบให้อย่างมากมายนั้นเป็นเรื่องปาฏิหาริย์ชัดๆ!  ณ ตอนนี้ พวกเราจงหยุดหารือกันเถิดว่า ผู้คนเหล่านี้ได้ให้มาแล้วเท่าไรแล้ว  ไม่ว่าจะอย่างไร พฤติกรรมของพวกเขานั้นก็มีค่าควรแก่การชำแหละของพวกเราอย่างยิ่ง  นอกเหนือไปจากผลประโยชน์ต่างๆ ที่สัมพันธ์ใกล้ชิดกับพวกเขาอย่างมากแล้ว พอจะสามารถมีเหตุผลอื่นใดหรือไม่ว่า เหตุใดผู้คนเหล่านี้ซึ่งไม่เคยเข้าใจพระเจ้าเลย จึงจะมอบให้พระองค์อย่างมากมาย?  พวกเราค้นพบปัญหาหนึ่งซึ่งไม่เคยถูกระบุมาก่อนหน้าอยู่ในการนี้ นั่นก็คือ สัมพันธภาพของมนุษย์กับพระเจ้านั้นเป็นแค่สัมพันธภาพแห่งผลประโยชน์ของตนเองอย่างไม่มีอะไรปิดบัง  เป็นสัมพันธภาพระหว่างผู้รับกับผู้ให้พร  กล่าวอย่างง่ายๆ ก็คือ นี่เป็นสัมพันธภาพระหว่างลูกจ้างกับนายจ้าง  ลูกจ้างทำงานหนักเพียงเพื่อได้รับสินจ้างรางวัลที่นายจ้างมอบให้  ไม่มีความรักใคร่ใดเลยในสัมพันธภาพบนพื้นฐานของผลประโยชน์เช่นนี้ มีเพียงธุรกรรมแลกเปลี่ยนเท่านั้น  ไม่มีการให้ความรัก หรือการได้รับความรัก มีเพียงการแบ่งปันและความปรานี  ไม่มีความเข้าใจ มีเพียงความขัดเคืองคับข้องที่ถูกเก็บกดอย่างหมดหนทางและความหลอกลวงเท่านั้น  ไม่มีความใกล้ชิดสนิทสนม มีก็เพียงช่องว่างที่ไม่อาจก้าวข้ามไปได้เท่านั้น(พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ภาคผนวก 3: มนุษย์สามารถได้รับการช่วยให้รอดท่ามกลางการบริหารจัดการของพระเจ้าเท่านั้น)  พระเจ้าทรงเปิดโปงว่า แม้ผู้คนมากมายทำหน้าที่ของตน ทำการพลีอุทิศ สละตน และทำตัววุ่นอยู่กับงาน ภายนอกดูเหมือนพวกเขานบนอบและทำให้พระเจ้าพอพระทัย แต่โดยแก่นแท้แล้ว พวกเขามีเจตนาของตนเอง พวกเขาพยายามใช้และต่อรองกับพระเจ้า เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการได้รับพร เมื่อคิดทบทวนดูว่า ตั้งแต่ฉันยอมรับพระราชกิจของพระเจ้าในยุคสุดท้าย ลูกของฉันก็หายป่วย แถมอาการปวดหัวเรื้อรังที่ฉันเป็นก็หายไปด้วย ฉันเลยเริ่มทำหน้าที่อย่างกระตือรือร้น และแม้แต่ตอนที่ครอบครัวฉันจะพยายามขัดขวาง ฉันก็ไม่ยอมถอย เชื่อว่า ตราบใดที่ฉันทุ่มเททำหน้าที่อย่างเต็มที่ ในวันข้างหน้าฉันจะได้รับพระคุณและพรจากพระเจ้า และในที่สุดก็จะได้รับการช่วยให้รอด แม้แต่หลังจากพบว่าตัวเองเป็นโรคความดันโลหิตสูง ฉันก็ยังไม่ละทิ้งหน้าที่ และยอมอดตาหลับขับตานอน ไม่ว่างานจะยากลำบากหรือเหน็ดเหนื่อยแค่ไหน เชื่อว่า หากฉันจงรักภักดีในหน้าที่ พระเจ้าอาจทรงขจัดความเจ็บป่วยนี้ไป แต่เมื่ออาการไม่ดีขึ้นและแย่ลงเรื่อยๆ ฉันกลับเข้าใจพระเจ้าผิดและพร่ำบ่น และเพิกเฉยต่อปัญหาในงานข่าวประเสริฐ ถึงขั้นคิดจะละทิ้งหน้าที่ผู้นำ ฉันได้เห็นว่า การพลีอุทิศและสละตนตลอดหลายปีของฉัน ไม่ใช่เพื่อลุล่วงหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง แต่กลับพยายามใช้พระเจ้าเป็นเครื่องต่อรอง เพื่อแลกกับพรและจุดจบกับบั้นปลายที่ดีในภายภาคหน้า ความสัมพันธ์ของฉันกับพระเจ้าเป็นเพียงแค่ลูกจ้างกับนายจ้าง เป็นการทำธุรกรรมล้วนๆ

ต่อมา ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าอีกบทตอนหนึ่งว่า  “ไม่ว่าพวกเขาจะถูกทดสอบอย่างไร ความสวามิภักดิ์ของบรรดาผู้ที่มีพระเจ้าในหัวใจของพวกเขายังคงไม่เปลี่ยนแปลง แต่สำหรับพวกที่ไม่มีพระเจ้าในหัวใจของพวกเขา ทันทีที่พระราชกิจของพระเจ้าไม่เป็นประโยชน์ต่อเนื้อหนังของพวกเขาแล้ว พวกเขาย่อมเปลี่ยนทัศนะที่พวกเขามีเกี่ยวกับพระเจ้า และอาจถึงขั้นแยกห่างจากพระเจ้า  เช่นนั้นคือพวกที่สุดท้ายแล้วก็จะไม่ตั้งมั่น พวกที่แสวงหาเพียงพรของพระเจ้าและไม่มีความพึงปรารถนาที่จะสละตัวพวกเขาเองเพื่อพระเจ้าและมอบอุทิศตัวพวกเขาเองแด่พระองค์  ผู้คนต่ำช้าเช่นนั้นทั้งหมดจะถูกขับไล่เมื่อพระราชกิจของพระเจ้าไปถึงบทอวสาน และพวกเขาไม่ควรค่าแก่ความเห็นอกเห็นใจใดๆ  พวกที่ปราศจากสภาวะความเป็นมนุษย์ย่อมไม่สามารถรักพระเจ้าอย่างแท้จริงได้  เมื่อสภาพแวดล้อมมีความปลอดภัยและมั่นคงหรือเมื่อมีผลประโยชน์ให้ พวกเขาจะเชื่อฟังพระเจ้าอย่างเต็มที่ แต่เมื่อสิ่งที่พวกเขาอยากได้อยากมีถูกประนีประนอมลงมาหรือถูกหักล้างในที่สุด พวกเขาก็ลุกฮือทันที  แม้แต่ในระยะชั่วข้ามคืนเท่านั้น พวกเขาก็อาจเปลี่ยนจากบุคคลที่ยิ้มแย้มและ ‘ใจดี’ เป็นฆาตกรที่น่าเกลียดและดุดัน ที่พลันปฏิบัติต่อผู้มีพระคุณในวันวานของพวกเขาประดุจศัตรูคู่อาฆาตของพวกเขาโดยไม่มีเหตุผลใดๆ  หากผีเหล่านี้ไม่ถูกไล่ออกไป ผีเหล่านี้ซึ่งจะลงมือฆ่าโดยไม่มีการกะพริบตา พวกมันจะไม่กลายเป็นอันตรายที่ซ่อนเร้นอยู่หรือ?(พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พระราชกิจของพระเจ้าและการปฏิบัติของมนุษย์)  จากพระวจนะของพระเจ้า ฉันเห็นว่า คนที่มีพระเจ้าอยู่ในหัวใจ รู้ดีว่าทุกสิ่งล้วนมาจากพระเจ้า ไม่ว่าจะได้รับพรหรือทนทุกข์กับเคราะห์ร้าย พวกเขาก็สามารถนบนอบการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระเจ้าได้ เช่นเดียวกับโยบ ในระหว่างบททดสอบของเขา เมื่อฝูงสัตว์ของเขาถูกพรากไป ลูกๆ ของเขาเสียชีวิต และเขาเต็มไปด้วยฝีร้าย เขาก็ไม่ได้พร่ำบ่นหรือทอดทิ้งพระเจ้า แต่กลับสรรเสริญพระองค์ว่า “พระยาห์เวห์ประทานมา และพระยาห์เวห์ทรงเอาไปเสีย สาธุการแด่พระนามของพระยาห์เวห์” (โยบ 1:21)  โยบมีความเชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง และมีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้า เมื่อเปรียบเทียบสิ่งนี้กับพฤติกรรมของฉันเอง หลังจากยอมรับพระราชกิจของพระเจ้า โรคของลูกฉันก็หาย และอาการปวดหัวเรื้อรังที่ฉันเป็นก็หายไปด้วยเช่นกัน ฉันได้รับพระคุณจากพระเจ้า แล้วก็เริ่มกระตือรือร้นในการสละตน แต่แล้ว เมื่อโรคที่ฉันเป็นแย่ลงเรื่อยๆ และไม่ได้รับพรอย่างที่ต้องการ ฉันก็กลับต่อต้านพระเจ้าและเริ่มพร่ำบ่นต่อพระองค์ ฉันไม่มีสำนึกของการแบกรับภาระในหน้าที่อีกแล้ว และไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของคริสตจักรเลย ฉันคำนึงถึงแต่ผลประโยชน์ส่วนตัว ต้องการแค่ให้ได้รับพรและผลประโยชน์จากพระเจ้า และพอไม่ได้ในสิ่งเหล่านั้น ฉันก็กลายเป็นคิดลบ เพิกเฉย และต่อต้านพระเจ้า ฉันตระหนักได้ว่าตัวเองช่างเห็นแก่ตัวและน่ารังเกียจ ที่ขาดทั้งความเป็นมนุษย์และเหตุผล หากฉันยังคงดื้อแพ่งแบบนี้ต่อไป ในที่สุดฉันก็จะถูกพระเจ้ารังเกียจเดียดฉันท์และกำจัดออกไป

ต่อมา ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าเพิ่มเติมว่า “เนื่องจากการได้รับพระพรไม่ใช่วัตถุประสงค์ที่ถูกต้องเหมาะสมที่ผู้คนจะไล่ตามเสาะหา อะไรคือวัตถุประสงค์ที่ถูกต้องเหมาะสม?  การไล่ตามเสาะหาความจริง การไล่ตามเสาะหาการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัย และการที่สามารถนบนอบการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการทั้งหมดของพระเจ้า เหล่านี้คือวัตถุประสงค์ที่ผู้คนควรไล่ตามเสาะหา  ตัวอย่างเช่น สมมติว่าการถูกตัดแต่งทำให้เจ้ามีมโนคติอันหลงผิดและความเข้าใจผิด และเจ้ากลายเป็นไร้ความสามารถที่จะนบนอบ  เหตุใดเจ้าจึงไม่สามารถนบนอบได้?  เพราะเจ้ารู้สึกว่าบั้นปลายของเจ้าหรือความฝันที่จะได้รับพระพรของเจ้าถูกท้าทาย  เจ้ากลายเป็นคิดลบและหัวเสีย และต้องการล้มเลิกหน้าที่ของตน  อะไรคือเหตุผลสำหรับการนี้?  มีปัญหากับการไล่ตามเสาะหาของเจ้า  แล้วการนี้ควรแก้ไขอย่างไร?  การที่เจ้าละทิ้งแนวคิดที่เข้าใจกันผิดเหล่านี้ทันที และการที่เจ้าแสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนเป็นสิ่งสำคัญยิ่งยวด  เจ้าควรพูดกับตัวเองว่า ‘ฉันต้องไม่ล้มเลิก ฉันยังคงต้องทำหน้าที่ที่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างควรทำให้ดี และละวางความพึงปรารถนาที่จะได้รับพระพรของฉัน’  เมื่อเจ้าละทิ้งความพึงปรารถนาที่จะได้รับพระพรและเจ้าเดินบนเส้นทางแห่งการไล่ตามเสาะหาความจริง เจ้าก็ย่อมโล่งอก  และเจ้าจะยังคงสามารถคิดลบได้อยู่หรือไม่?  แม้ว่ายังคงมีช่วงเวลาที่เจ้าคิดลบ แต่เจ้าก็ไม่ปล่อยให้เรื่องนี้จำกัดควบคุมเจ้า และในหัวใจของเจ้านั้น เจ้าคอยอธิษฐานและต่อสู้เรื่อยไป โดยเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์ของการไล่ตามเสาะหาของตน จากการไล่ตามเสาะหาการได้รับพระพรและการมีบั้นปลายเป็นการไล่ตามเสาะหาความจริง และเจ้าก็พูดกับตัวเองในใจว่า ‘การไล่ตามเสาะหาความจริงคือหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง  เพื่อเข้าใจความจริงบางอย่างในวันนี้—ไม่มีการเก็บเกี่ยวที่ยิ่งใหญ่กว่า นี่คือพระพรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในบรรดาพระพรทั้งปวง  ต่อให้พระเจ้าไม่ต้องประสงค์ฉัน และฉันไม่มีบั้นปลายที่ดี และความหวังที่จะได้รับพระพรของฉันถูกทำให้แตกกระจัดกระจาย ฉันก็จะยังคงทำหน้าที่ของตนอย่างถูกต้องเหมาะสม ฉันมีภาระผูกพันที่จะต้องทำ  ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลใดก็ตาม นั่นจะไม่ส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ของฉัน นั่นจะไม่มีผลต่อการที่ฉันจะทำพระบัญชาของพระเจ้าให้สำเร็จลุล่วง นี่คือหลักธรรมที่ฉันใช้ในการปฏิบัติตน’  และในการนี้ เจ้ายังไม่ได้ก้าวข้ามข้อจำกัดควบคุมแห่งเนื้อหนังหรอกหรือ?  บางคนอาจกล่าวว่า ‘เอ้อ ถ้าเกิดฉันยังคงคิดลบอยู่ล่ะ?’  เช่นนั้นแล้วก็จงแสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขการนั้นอีกครั้ง  ไม่ว่าเจ้าตกอยู่ในความคิดลบกี่ครั้งก็ตาม หากเจ้าเพียงแค่คอยแสวงหาความจริงเรื่อยไปเพื่อแก้ไขการนั้น และคอยเพียรพยายามเพื่อให้ได้ความจริงเรื่อยไป เจ้าย่อมจะผุดขึ้นมาจากความคิดลบของตนอย่างช้าๆ  และอยู่มาวันหนึ่งเจ้าย่อมจะรู้สึกว่าเจ้าไม่มีความพึงปรารถนาที่จะได้รับพระพรและไม่ถูกบั้นปลายและผลลัพธ์ของตนจำกัดควบคุม และเจ้าย่อมใช้ชีวิตโดยปราศจากสิ่งเหล่านี้ได้ง่ายขึ้นและเป็นอิสระขึ้น(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, มีการเข้าสู่ชีวิตเพียงในการปฏิบัติความจริงเท่านั้น)  หลังจากอ่านพระวจนะของพระเจ้า ฉันก็เข้าใจว่า การได้รับพรไม่ใช่เป้าหมายที่เราควรไล่ตามเสาะหาในการเชื่อในพระเจ้า และไม่ใช่เส้นทางที่เราควรเดินในการเชื่อในพระเจ้า เส้นทางที่เราควรเดินในการเชื่อในพระเจ้าคือ การไล่ตามเสาะหาความจริงและการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยให้สำเร็จ เป็นคนที่สามารถนบนอบต่อการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระเจ้าได้ และกลายเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างอย่างแท้จริง ฉันเคยทำหน้าที่เพื่อให้ได้รับพระคุณและพรจากพระเจ้า แต่เมื่ออาการป่วยของฉันแย่ลง และรู้สึกว่าความหวังในการได้รับพรพังทลายลง ฉันก็กลายเป็นคนคิดลบและต่อต้าน แม้ภายนอกฉันจะไม่ได้ละทิ้งหน้าที่ แต่ในหัวใจฉันกลับทรยศพระเจ้าไปแล้ว ฉันทำหน้าที่แบบสุกเอาเผากิน และไม่จัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้น ส่งผลให้งานข่าวประเสริฐไม่มีประสิทธิผลและเหล่าพี่น้องก็ใช้ชีวิตอยู่ในสภาวะคิดลบ ซึ่งเป็นอันตรายต่องานของคริสตจักร ฉันกำลังเดินบนเส้นทางที่ตรงกันข้ามกับเจตนารมณ์ของพระเจ้า ตอนนี้ฉันเข้าใจแล้วว่า เราไม่ควรแสวงหาพรในการเชื่อของเรา แต่ควรไล่ตามเสาะหาความจริงและละทิ้งอุปนิสัยอันเสื่อมทราม สามารถนบนอบการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระเจ้า และกลายเป็นคนที่มีเหตุผล เหมือนกับโยบ ที่สรรเสริญความชอบธรรมของพระเจ้า ไม่ว่าเขาจะได้รับพรหรือทนทุกข์กับเคราะห์ร้าย เขามีการนบนอบพระเจ้าอย่างแท้จริง และเป็นคนที่มีเหตุผลอย่างยิ่ง จากนี้ไป ฉันเต็มใจจะแก้ไขทัศนะการไล่ตามเสาะหาที่ผิดพลาด นบนอบการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระเจ้า และลุล่วงหน้าที่ของฉันในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง สำหรับความเจ็บป่วย ฉันก็จะใช้ยาและการรักษาตามปกติต่อไป ใส่ใจเรื่องอาหารการกิน และออกกำลังกายอย่างเหมาะสม เมื่อฉันละทิ้งความอยากได้พร ฉันก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาก และมีแรงจูงใจในการทำหน้าที่มากขึ้น ต่อมา ฉันทำงานร่วมกับคนทำงานข่าวประเสริฐเพื่อการตรวจสอบข้อเบี่ยงเบนและปัญหา ติดตามและกำกับดูแลงานของพวกเขา และปรับเปลี่ยนบุคลากรที่ไม่เหมาะสม หลังจากผ่านไปสักระยะ ประสิทธิผลของงานข่าวประเสริฐก็ดีขึ้นกว่าเดิม

ต่อมา ฉันวัดความดันโลหิตอยู่สองสามครั้ง และน่าแปลกใจที่ความดันโลหิตกลับมาเป็นปกติ ฉันดีใจมาก แต่ก็รู้สึกผิดมากด้วย ฉันคิดทบทวนถึงช่วงที่ฉันป่วย ว่าฉันขาดสำนึกของการแบกรับภาระในหน้าที่ ทำให้เกิดความสูญเสียต่องานอย่างไรบ้าง แต่พระเจ้าไม่ได้ทรงยึดติดกับการกระทำผิดของฉัน และทรงให้โอกาสฉันกลับใจ ฉันรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณพระองค์อย่างยิ่ง ต่อมา ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าอีกบทตอนหนึ่งว่า “ในการเชื่อในพระเจ้าของพวกเขา สิ่งที่ผู้คนแสวงหาก็คือการได้มาซึ่งพระพรสำหรับอนาคต นี่คือเป้าหมายของพวกเขาในความเชื่อของพวกเขา  ผู้คนทั้งหมดมีเจตนาและความหวังนี้  แต่ความเสื่อมทรามในธรรมชาติของพวกเขาต้องได้รับการแก้ไขโดยผ่านทางการทดสอบทั้งหลายและกระบวนการถลุง  ในแง่มุมใดก็ตามที่เจ้าไม่ได้รับการชำระให้บริสุทธิ์และเผยให้เห็นความเสื่อมทราม ในแง่มุมเหล่านี้เองที่เจ้าต้องได้รับการถลุง—นี่คือการจัดการเตรียมการของพระเจ้า  พระเจ้าทรงสร้างสภาพแวดล้อมหนึ่งให้กับเจ้า อันเป็นการบังคับให้เจ้าได้รับการถลุงตรงนั้นเพื่อให้เจ้าสามารถรู้ความเสื่อมทรามของตัวเจ้าเอง  ในท้ายที่สุด เจ้าก็ไปถึงจุดที่เจ้ายอมตายเพื่อล้มเลิกกลอุบายและความอยากได้อยากมีของเจ้า และเพื่อนบนอบอธิปไตยและการจัดการเตรียมการของพระเจ้า  เพราะฉะนั้น หากผู้คนไม่มีกระบวนการถลุงอยู่เป็นเวลาหลายปี หากพวกเขาไม่สู้ทนความทุกข์ในปริมาณหนึ่ง พวกเขาก็จะไม่มีความสามารถที่จะขจัดการจำกัดบังคับแห่งความเสื่อมทรามของเนื้อหนังในความคิดของพวกเขาและในหัวใจของพวกเขาออกไปจากตัวพวกเขาได้  ในแง่มุมใดก็ตามที่ผู้คนยังคงอยู่ภายใต้การจำกัดบังคับของธรรมชาติเยี่ยงซาตานของพวกเขา และในแง่มุมใดก็ตามที่พวกเขายังมีความอยากได้อยากมีของตนเองและมีข้อเรียกร้องของตนเอง ในแง่มุมเหล่านี้เองที่พวกเขาควรทนทุกข์  เฉพาะโดยผ่านทางความทุกข์เท่านั้นที่จะสามารถเรียนรู้บทเรียนทั้งหลายได้ ซึ่งก็หมายถึงการมีความสามารถที่จะได้รับความจริง และเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้า  ในข้อเท็จจริงนั้น การรับประสบการณ์กับความทุกข์และบททดสอบทั้งหลายทำให้เกิดการเข้าใจความจริงมากมาย  ไม่มีใครสามารถเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้า ตระหนักรู้ความทรงมหิทธิฤทธิ์และพระปัญญาของพระเจ้า หรือซาบซึ้งในพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้าได้เมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่สะดวกและสบาย หรือเมื่อรูปการณ์แวดล้อมเป็นใจ  นั่นย่อมจะเป็นไปไม่ได้เลย!(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, ภาคที่สาม)  จากพระวจนะของพระเจ้าเหล่านี้ ฉันเห็นว่าพระเจ้าทรงเปี่ยมด้วยพระปัญญาในพระราชกิจของพระองค์ ความเจ็บป่วยครั้งใหญ่ดูเหมือนจะเจ็บปวดในมุมมองของมนุษย์ แต่พระเจ้าทรงใช้ความเจ็บปวดเหล่านี้เพื่อถลุงและชำระผู้คนให้บริสุทธิ์ เช่นเดียวกับการเจ็บป่วยที่ฉันเป็น แม้ภายนอกดูเหมือนฉันจะต้องทนทุกข์กับความเจ็บปวด แต่พระเจ้าทรงใช้ความเจ็บป่วยนี้ชำระความเจือปนในความเชื่อของฉันให้บริสุทธิ์ หากไม่มีการเผยจากความเจ็บป่วยนี้ ฉันคงไม่ตระหนักถึงเจตนาที่เจือปนอยู่ในความเชื่อของฉันเพื่อให้ได้รับพร และฉันคงจะยังพยายามหลอกลวงและต่อรองกับพระเจ้าในการทำหน้าที่ของฉันอยู่ ซึ่งสุดท้ายแล้ว ฉันจะถูกพระเจ้าเผยและกำจัดออกไป ประสบการณ์ครั้งนี้แสดงให้ฉันเห็นถึงเจตนารมณ์อันมุ่งมั่นของพระเจ้าที่จะช่วยผู้คนให้รอด ตอนที่ฉันเริ่มเชื่อในพระเจ้า ฉันได้รับพระคุณจากพระเจ้ามากมาย ในเวลานั้น ฉันยังเข้าใจไม่มาก และคิดว่าพระเจ้าเป็นเพียงพระเจ้าผู้ประทานพระคุณ แต่ความจริงแล้ว พระคุณที่พระเจ้าประทานให้ผู้คน เป็นการประทานเพื่อนำผู้คนมาเฉพาะพระพักตร์พระองค์ เพื่อยอมรับความรอดของพระองค์ พระราชกิจของพระเจ้าในยุคสุดท้ายคือการทรงแสดงความจริงและทรงงานพิพากษา ในขณะเดียวกัน พระองค์ก็ทรงจัดการเตรียมการสภาพแวดล้อมต่างๆ เพื่อถลุงและชำระผู้คนให้บริสุทธิ์ เพื่อที่พวกเขาจะสามารถนบนอบและนมัสการพระองค์ และบรรลุความรอดของพระองค์ การเชื่อในพระเจ้า ฉันไม่สามารถชื่นชมพระคุณเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีประสบการณ์กับการพิพากษา การตีสอน การทดสอบ และการถลุงด้วย และต้องไล่ตามเสาะหาการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตน และแบกภาระในหน้าที่ แม้ว่าฉันจะต้องทนทุกข์กับความเจ็บป่วยนี้ แต่ฉันก็ได้มีประสบการณ์ว่าทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงทำเพื่อฉัน คือความรักและความรอดของพระองค์ ฉันยังได้ตระหนักถึงพระปัญญาในพระราชกิจของพระเจ้าอีกด้วย ฉันขอขอบคุณพระเจ้าจากก้นบึ้งของหัวใจ!

ก่อนหน้า: 96. เป็นอิสระจากความริษยา

ปี 2022 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

26. เปิดประตูสู่หัวใจของฉันและต้อนรับการเสด็จกลับมาขององค์พระผู้เป็นเจ้า

โดยหยงหย่วน สหรัฐอเมริกาในเดือนพฤศจิกายนปี ค.ศ. 1982 ครอบครัวของเราอพยพไปยังประเทศสหรัฐอเมริกากันทั้งครอบครัว...

43. เมื่อปล่อยวางความเห็นแก่ตัว ฉันจึงเป็นอิสระ

โดย เสี่ยวเว่ย ประเทศจีนพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ในอุปนิสัยของผู้คนปกตินั้นไม่มีความคดโกงหรือการหลอกลวง ผู้คนมีสัมพันธภาพปกติต่อกัน...

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

ติดต่อเราผ่าน Messenger