81. ฉันไม่เลือกหน้าที่อีกต่อไป
ตอนที่ฉันเริ่มเชื่อในพระเจ้า ฉันสังเกตเห็นว่าพี่น้องชายหญิงที่เป็นผู้นำ มักจะสามัคคีธรรมกับผู้คนถึงพระวจนะของพระเจ้าเพื่อแก้ปัญหาให้พวกเขา และพี่น้องชายหญิงก็เต็มใจไปหาเหล่าผู้นำเพื่อหารือเกี่ยวกับปัญหาของตัวเอง เรื่องนี้ทำให้ฉันอิจฉาพวกเขามาก และคิดว่าการทำหน้าที่แบบนั้น คงทำให้พวกเขาได้รับความเคารพและความชื่นชมไม่ว่าจะไปที่ไหน ส่วนหน้าที่เจ้าภาพและงานดูแลธุระทั่วไป ฉันเชื่อว่าพี่น้องชายหญิงที่ทำหน้าที่เหล่านี้ก็แค่ตรากตรำทำงานอยู่เบื้องหลัง ไม่สามารถโดดเด่นขึ้นมาได้ ไม่มีใครมองเห็น และไม่มีใครชื่นชม ฉันคิดว่าถ้าฉันได้ทำหน้าที่ที่โดดเด่นและเป็นที่ชื่นชมในอนาคตก็คงจะดีมาก ต่อมา ฉันได้รับเลือกให้เป็นผู้นำคริสตจักร และพี่น้องชายหญิงที่เข้าร่วมการชุมนุมที่ฉันเป็นประธานต่างก็ให้การต้อนรับฉันอย่างอบอุ่น การได้เห็นสายตาที่พวกเขามองฉันด้วยความอิจฉาเป็นความรู้สึกที่ยอดเยี่ยม และฉันก็รู้สึกว่าตัวเองเหนือกว่าคนอื่น การทำหน้าที่เป็นผู้นำมีความเครียดมากขึ้น และมีภาระงานเยอะขึ้นมาก แต่ไม่ว่าฉันจะทนทุกข์แค่ไหนหรือเหนื่อยล้าเพียงใด ฉันก็ไม่เคยท้อถอยหรือพร่ำบ่น ไม่นานหลังจากนั้น เนื่องจากฉันมีขีดความสามารถต่ำ และจากความจริงที่ว่าฉันไม่ได้จัดการงานต่างๆ ตามหลักธรรม มักทำไปตามความคิดเห็นของตัวเองและยึดติดกับข้อบังคับ จนทำให้งานของคริสตจักรเกิดความเสียหาย ฉันจึงถูกปลด หลังจากถูกปลด ผู้นำมาหาฉันและถามว่า ฉันจะเต็มใจทำหน้าที่ในงานดูแลธุระทั่วไปหรือเปล่า ฉันรู้สึกต่อต้านอยู่เล็กน้อย และคิดว่า “งานดูแลธุระทั่วไปก็แค่จัดการงานจิปาถะในคริสตจักร เป็นแค่งานใช้แรงงานทั่วไป ถ้าพี่น้องชายหญิงคนอื่นรู้เข้าว่าฉันทำหน้าที่นี้ พวกเขาจะพากันคิดยังไงกับฉัน? พวกเขาจะคิดว่าที่ฉันทำหน้าที่อะไรแบบนี้ ก็เพราะฉันไม่มีความเป็นจริงความจริงหรือเปล่า?” แต่ฉันก็รู้ว่าการมอบหมายหน้าที่เป็นพระบัญชาของพระเจ้า และฉันควรยอมรับและนบนอบ ฉันจึงจำใจตอบตกลง
ต่อมา เมื่อฉันออกไปทำหน้าที่ ก็มักจะบังเอิญเจอกับพี่น้องชายหญิงที่ฉันเคยรู้จักมาก่อน พอพวกเขาถามว่าฉันทำหน้าที่อะไร ฉันก็จะรู้สึกอายที่จะบอกพวกเขา กังวลว่าพวกเขาจะดูถูกถ้ารู้ว่าฉันทำงานดูแลธุระทั่วไป แต่สิ่งที่ฉันกลัวมากที่สุดก็เกิดขึ้นจริงจนได้ ครั้งหนึ่ง ฉันไปที่บ้านของพี่น้องหญิงคนหนึ่งเพื่อขอยืมรถสกูตเตอร์ ระหว่างที่พูดคุยกัน ฉันบอกไปว่าฉันทำหน้าที่ดูแลธุระทั่วไป เธอดูตกใจและถามว่า “ทำไมตอนนี้คุณถึงได้มาทำงานดูแลธุระทั่วไปล่ะ? ฉันนึกว่าคุณทำงานข้อเขียนเสียอีก” ฉันรู้สึกอึดอัดมาก และจงใจเปลี่ยนเรื่อง โดยพูดคุยสัพเพเหระกับเธอ ก่อนจะรีบขอตัวกลับอย่างเร็วที่สุด ระหว่างทางกลับบ้าน ในหัวฉันเอาแต่คิดวนไปวนมา ถึงสีหน้าตกใจของพี่น้องหญิงคนนั้นตอนที่เธอได้ยินว่าฉันทำงานดูแลธุระทั่วไป ฉันรู้สึกแย่มาก และสงสัยว่าเธอจะคิดกับฉันยังไง เธอจะคิดไหมว่าฉันได้รับมอบหมายหน้าที่นั้นเพราะฉันขาดความเป็นจริงความจริงและมีขีดความสามารถต่ำ? เธอจะดูถูกฉันหรือเปล่า? เรื่องนี้ทำให้ฉันยิ่งต่อต้านหน้าที่นี้มากขึ้นไปอีก บางครั้งฉันก็รีรอเวลาต้องส่งจดหมายด่วน และนำส่งให้พี่น้องชายหญิงไม่ทันเวลา บางครั้งฉันก็หลงลืม และพี่น้องชายหญิงก็ตัดแต่งฉันที่ทำงานแบบสุกเอาเผากินและขาดความรับผิดชอบ ทั้งยังเตือนฉันให้ทำหน้าที่อย่างขยันขันแข็งและใส่ใจให้มากขึ้น เมื่อเผชิญกับสถานการณ์นี้ ฉันไม่เพียงแต่ไม่ทบทวนตัวเอง แต่กลับยิ่งต่อต้านหน้าที่นี้มากขึ้นไปอีก ฉันนึกถึงตอนที่ฉันเป็นผู้นำ คนทำงานดูแลธุระทั่วไปนำหนังสือพระวจนะของพระเจ้าและจดหมายมาส่งให้ฉัน แต่ตอนนี้สถานการณ์กลับพลิกผัน และกลายเป็นว่าฉันคือคนที่ต้องไปทำธุระและส่งของให้พี่น้องชายหญิงแทน ฉันรู้สึกเหมือนสถานะของตัวเองดิ่งฮวบลงในพริบตา และฉันก็ยิ่งไม่มีความสุขและอึดอัดใจมากขึ้นเรื่อยๆ
เช้าวันหนึ่ง ขณะที่ฉันขี่สกูตเตอร์ไฟฟ้า แบตเตอรี่เกิดหมดขึ้นมา ฉันจึงต้องเข็นรถไปเอง ขณะที่ฉันกำลังเข็นรถ ฉันก็เผลอบิดคันเร่งโดยไม่ตั้งใจ รถเลยพุ่งไปข้างหน้า ทำให้ฉันล้มลงไปทับรถโดยไม่ทันได้ตั้งตัว ปากฉันกระแทกเข้ากับขอบหน้าของรถ ทำให้ฟันโยกบางซี่ มีรอยฟกช้ำบนใบหน้า และได้รับบาดเจ็บที่เท้า หลังจากกลับถึงบ้าน ฉันก็อธิษฐานถึงพระเจ้าว่า “ข้าแต่พระเจ้า! ช่วงนี้ข้าพระองค์ต่อต้านหน้าที่ในงานดูแลธุระทั่วไปอย่างมาก และไม่รู้จะแก้ปัญหานี้ยังไง โปรดทรงนำข้าพระองค์ให้รู้จักตัวเองเพื่อที่ข้าพระองค์จะได้นบนอบด้วยเถิด” หลังจากอธิษฐาน ฉันก็ได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าสองบทตอนที่กล่าวว่า “ในพระนิเวศของพระเจ้า มีการเอ่ยอยู่เสมอถึงการน้อมรับพระบัญชาจากพระเจ้าและการปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างถูกควร หน้าที่เกิดขึ้นได้อย่างไร? หากจะพูดกว้างๆ แล้ว มันเกิดขึ้นโดยเป็นผลมาจากพระราชกิจบริหารจัดการของพระเจ้าในการนำพาความรอดมาสู่มนุษยชาติ พูดอย่างเฉพาะเจาะจงก็คือ ขณะที่พระราชกิจบริหารจัดการของพระเจ้าดำเนินไปท่ามกลางมวลมนุษย์ งานต่างๆ ก็ปรากฏขึ้นซึ่งกำหนดให้ผู้คนร่วมมือและทำงานเหล่านั้นให้เสร็จสิ้น การนี้ทำให้เกิดความรับผิดชอบและภารกิจที่ผู้คนจะต้องทำให้ลุล่วง และความรับผิดชอบกับภารกิจเหล่านี้ก็คือหน้าที่ทั้งหลายที่พระเจ้าประทานแก่มวลมนุษย์ ในพระนิเวศของพระเจ้านั้น ภารกิจต่างๆ ที่ต้องการความร่วมมือจากผู้คนคือหน้าที่ที่พวกเขาควรปฏิบัติ ดังนั้น มีความแตกต่างระหว่างหน้าที่ทั้งหลายในแง่ที่ว่าดีกว่ากับแย่กว่า สูงส่งกว่ากับต่ำต้อยกว่า หรือยิ่งใหญ่กับเล็กน้อยหรือไม่? ความแตกต่างเช่นนั้นไม่มีอยู่จริง ตราบใดที่มีบางสิ่งบางอย่างเกี่ยวข้องกับพระราชกิจบริหารจัดการของพระเจ้า เป็นข้อกำหนดเกี่ยวกับงานในพระนิเวศของพระองค์ และเป็นสิ่งที่ต้องทำเพื่อเผยแผ่ข่าวประเสริฐ ตราบนั้นนั่นก็คือหน้าที่ของบุคคลหนึ่ง” (พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, อะไรคือการปฏิบัติหน้าที่อย่างเพียงพอ?) “ไม่ว่าหน้าที่ของเจ้าจะเป็นสิ่งใด จงอย่าเลือกปฏิบัติระหว่างสูงและต่ำ สมมุติว่าเจ้าพูดว่า ‘แม้ว่ากิจนี้จะเป็นพระบัญชาจากพระเจ้าและงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้า แต่หากฉันทำกิจนี้ ผู้คนอาจจะดูแคลนฉัน คนอื่นได้ทำงานที่ปล่อยให้พวกเขาโดดเด่น ฉันได้รับมอบกิจนี้ ซึ่งไม่ได้เปิดโอกาสให้ฉันโดดเด่น แต่กลับทำให้ฉันต้องทุ่มเทอยู่หลังฉาก นี่ไม่เป็นธรรม! ฉันจะไม่ทำหน้าที่นี้ หน้าที่ของฉันต้องเป็นหน้าที่ที่ทำให้ฉันโดดเด่นต่อหน้าคนอื่น และเปิดโอกาสให้ฉันได้สร้างชื่อให้ตัวฉันเอง—และต่อให้ฉันไม่ได้สร้างชื่อให้ตัวฉันเองหรือโดดเด่น ฉันก็ยังคงจำเป็นที่จะต้องได้รับประโยชน์จากหน้าที่นั้นและรู้สึกสุขสบายทางกาย’ นี่เป็นท่าทีที่ยอมรับได้อยู่หรือ? การเลือกมากคือการไม่ยอมรับสิ่งต่างๆ จากพระเจ้า เป็นการตัดสินใจเลือกตามความชอบของเจ้าเอง นี่ไม่ใช่การยอมรับหน้าที่ของเจ้า นี่คือการปฏิเสธหน้าที่ของเจ้า เป็นการสำแดงความเป็นกบฏที่เจ้ามีต่อพระเจ้า การเลือกมากเช่นนั้นเจือปนไปด้วยการเลือกชอบและความอยากได้อยากมีแบบปัจเจกบุคคลของเจ้า เมื่อเจ้าคำนึงถึงผลประโยชน์ของเจ้าเอง ความมีหน้ามีตาของเจ้า และอื่นๆ ท่าทีของเจ้าต่อหน้าที่ของเจ้าจึงไม่นบนอบ” (พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, อะไรคือการปฏิบัติหน้าที่อย่างเพียงพอ?) พระวจนะของพระเจ้าเปิดโปงสภาวะปัจจุบันของฉันอย่างชัดเจน ฉันเห็นว่าท่าทีและทัศนะของตัวเองที่มีต่อหน้าที่นั้นผิด ฉันแบ่งแยกหน้าที่เป็นระดับสูงและต่ำ จัดแบ่งออกเป็นระดับชั้นและลำดับขั้น ฉันคิดว่าการเป็นผู้นำหรือการทำหน้าที่ในงานข้อเขียนจะทำให้คนคนหนึ่งเหนือกว่าคนอื่น และทำให้ได้รับความชื่นชมและความเคารพจากผู้อื่น ไม่ว่าฉันจะต้องทนทุกข์หรือรู้สึกเหนื่อยล้าแค่ไหนในหน้าที่แบบนั้น ฉันก็เต็มใจมากที่จะทำ ส่วนหน้าที่ที่ต้องใช้แรงงาน ไม่ทำให้ฉันโดดเด่นและเป็นที่รู้จัก ฉันกลับไม่เต็มใจทำ คิดว่าหน้าที่แบบนั้นเป็นหน้าที่ต่ำต้อยอย่างเห็นได้ชัด และผู้คนจะดูถูกที่ฉันทำหน้าที่แบบนั้น ภายใต้อิทธิพลของทัศนะที่คลาดเคลื่อนนี้ เมื่อผู้นำมอบหมายให้ฉันทำงานดูแลธุระทั่วไป ฉันก็รู้สึกว่านี่เป็นหน้าที่ที่ด้อยกว่าและจะทำให้ฉันเสียหน้า ฉันจึงต่อต้านและไม่เต็มใจนบนอบ อีกทั้งทำตัวสุกเอาเผากินและขาดความรับผิดชอบในหน้าที่ ทัศนะของฉันช่างไร้สาระเสียจริง! เมื่อคิดถึงว่าฉันเสื่อมทรามแค่ไหนและมีขีดความสามารถต่ำเพียงใดแล้ว การที่ฉันสามารถทำหน้าที่ในพระนิเวศของพระเจ้าได้ ก็เป็นเพราะการยกย่องและพระคุณของพระเจ้าเท่านั้น แต่ฉันกลับไม่คำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระองค์เลย ไม่รู้จักตอบแทนความรักของพระเจ้า คิดถึงแต่ผลประโยชน์และหน้าตาของตัวเอง และทำหน้าที่ไปตามอำเภอใจ ใช้หน้าที่เพื่อตอบสนองผลประโยชน์ของตัวเอง ความเป็นมนุษย์ของฉันอยู่ที่ไหนกัน? พระเจ้าทรงรังเกียจพฤติกรรมแบบนี้แน่นอน!
วันหนึ่ง ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนนี้ว่า “เจ้าควรมีท่าทีเช่นใดต่อหน้าที่ของเจ้า? ประการแรก เจ้าต้องไม่วิเคราะห์หน้าที่ของเจ้า พยายามค้นหาว่าใครมอบหมายหน้าที่นี้แก่เจ้า แทนที่จะเป็นเช่นนั้นเจ้าควรยอมรับหน้าที่นี้จากพระเจ้าในฐานะหน้าที่ที่พระเจ้าไว้วางพระทัยมอบหมายให้เจ้าทำ และเจ้าควรเชื่อฟังการจัดวางเรียบเรียงและการจัดเตรียมของพระเจ้า และยอมรับหน้าที่ของเจ้าจากพระเจ้า ประการที่สอง จงอย่าแยกแยะสูงต่ำ และจงอย่ากังวลสนใจในธรรมชาติของหน้าที่ ไม่ว่าหน้าที่จะส่งให้เจ้าโดดเด่นหรือไม่ ไม่ว่าจะทำต่อหน้าธารกำนัลหรืออยู่เบื้องหลัง จงอย่าคำนึงถึงสิ่งเหล่านี้ ยังมีอีกท่าทีหนึ่งด้วยคือการนบนอบและให้ความร่วมมืออย่างแข็งขัน” (พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, อะไรคือการปฏิบัติหน้าที่อย่างเพียงพอ?) ผ่านการอ่านพระวจนะของพระเจ้า ฉันได้เรียนรู้ว่า หน้าที่ของพวกเราคือพระบัญชาของพระเจ้า รวมถึงเป็นภาระผูกพันธ์และความรับผิดชอบที่พวกเราต้องลุล่วง ไม่ว่าหน้าที่นั้นจะทำให้พวกเราโดดเด่นและเป็นที่รู้จักหรือไม่ และไม่ว่าหน้าที่นั้นจะทำให้พวกเราได้รับความเคารพและความชื่นชมจากผู้อื่นหรือไม่ ในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง พวกเราควรยอมรับและนบนอบหน้าที่เช่นนั้น และแสดงความจงรักภักดีอย่างที่สุด นี่คือท่าทีแบบที่พวกเราควรมีต่อหน้าที่ของตน และเป็นเหตุผลที่พวกเราทุกคนควรมี ฉันคิดว่าหน้าที่ในงานดูแลธุระทั่วไปอาจจะไม่ใช่งานที่โดดเด่น แต่ก็เป็นส่วนที่ขาดไม่ได้ของงานในพระนิเวศของพระเจ้า หากพวกเราไม่มีคนส่งหนังสือและจดหมาย เหล่าพี่น้องชายหญิงของพวกเราก็จะไม่สามารถอ่านพระวจนะของพระเจ้าได้ในเวลาที่เหมาะสม และบางโครงการก็คงจะสำเร็จไม่ทันเวลา ซึ่งจะส่งผลกระทบต่องานของคริสตจักร เมื่อฉันได้รับมอบหมายให้ทำงานดูแลธุระทั่วไป ฉันก็ควรถือเป็นความรับผิดชอบที่จะทำกิจที่ฉันได้รับมอบหมายให้สำเร็จ เมื่อตระหนักได้แบบนี้ ในที่สุดฉันก็เต็มใจยอมรับและนบนอบ ไม่ว่าฉันจะได้รับความเคารพจากผู้อื่นหรือไม่ ฉันก็จะทำให้ดีที่สุดเพื่อลุล่วงหน้าที่ของฉัน หลังจากนั้น ฉันทุ่มเทพลังงานและความคิดทั้งหมดให้กับหน้าที่ของตัวเอง ทุกวันพอถึงเวลารับส่งจดหมาย ฉันก็จะตรวจสอบจดหมายเหล่านั้นอย่างตั้งใจ และทุ่มเทกับงานของฉัน เมื่อพี่น้องหญิงที่ทำงานคู่กับฉันต้องออกไปดูแลงานอื่น ฉันก็จะช่วยส่งของแทนเธออย่างกระตือรือร้น และพยายามทำงานของฉันให้ดี ฉันรู้สึกสบายใจเป็นพิเศษเมื่อทำงานด้วยความขยันและใส่ใจในรายละเอียดแบบนี้ พอพี่น้องชายหญิงคนอื่นๆ ถามว่าฉันทำหน้าที่อะไร ฉันก็จะบอกพวกเขาอย่างตรงไปตรงมาว่าฉันทำงานดูแลธุระทั่วไป และฉันก็ไม่รู้สึกอายอีกต่อไปแล้ว
ในเดือนมิถุนายน ปี 2019 ผู้นำมาหาฉันเพื่อถามว่าฉันเต็มใจจะเป็นเจ้าภาพรับรองพี่น้องหญิงสองสามคนหรือเปล่า ฉันคิดในใจว่า “ฉันเต็มใจยอมรับหน้าที่ แต่ถ้าพี่น้องชายหญิงที่สนิทกับฉันรู้ว่าฉันใช้เวลาทั้งวันไปกับการล้างจาน และทำอาหารในฐานะเจ้าภาพ พวกเขาจะคิดยังไงกับฉัน? พวกเขาจะดูถูกฉันไหม?” ฉันรีบแนะนำพี่น้องหญิงหวังหยุนแทน โดยบอกว่าฉันคิดว่าเธอน่าจะเหมาะสมกับหน้าที่นี้มากกว่า แต่ผู้นำบอกว่าตอนนี้พี่น้องหญิงหวังหยุนป่วยอยู่และไม่เหมาะกับหน้าที่นี้ ฉันตระหนักว่าหน้าที่นี้มาถึงฉันผ่านอธิปไตยและการจัดการเตรียมการของพระเจ้า ดังนั้นฉันจึงเลิกพยายามบ่ายเบี่ยง ระหว่างช่วงเวลาที่ฉันเป็นเจ้าภาพ ฉันสังเกตว่าเหล่าพี่น้องหญิงมักจะสามัคคีธรรมกัน เกี่ยวกับทักษะและความรู้ที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่ของพวกเธอ รวมถึงสิ่งที่พวกเธอได้รับจากประสบการณ์ เมื่อผู้ดูแลงานของพวกเธอมา ผู้ดูแลก็จะสามัคคีธรรมกับพวกเธอถึงเรื่องงานด้วย ฉันรู้สึกอิจฉาพวกเธอที่สามารถทำหน้าที่แบบนั้นได้ ในขณะที่ฉันติดอยู่กับการดูแลจัดการสภาพแวดล้อมรอบบ้านให้ปลอดภัย หรือเตรียมอาหารในครัว ความรู้สึกด้อยค่านั้นทำให้ฉันทุกข์ใจมาก บางทีฉันก็ใจลอยไปคิดเรื่องอื่นขณะเตรียมอาหาร จนใส่เกลือมากเกินไป หรือไม่ก็ลืมใส่เกลือไปเลย พี่น้องหญิงบางคนกินเผ็ดไม่ได้ ดังนั้นพี่น้องหญิงคนหนึ่งจึงขอร้องฉันอย่างสุภาพว่า ให้แบ่งอาหารบางส่วนออกมาก่อนจะใส่พริกลงไป ฉันตอบรับตามที่เธอขอ แต่ในใจกลับคิดว่า “เมื่อก่อนตอนฉันเป็นผู้นำ ฉันเป็นคนที่มีอำนาจสั่งการ ตอนนี้พอฉันมาทำหน้าที่เจ้าภาพ ไม่เพียงแต่ฉันไม่ได้รับความเคารพจากผู้อื่น แต่ยังต้องทำตามคำขอของคนอื่นอีกด้วย” เรื่องนี้ทำให้ฉันรู้สึกบูดบึ้งและถูกกดขี่ บางครั้งเมื่อพี่น้องหญิงยุ่งอยู่กับหน้าที่ของพวกเธอ พวกเธอก็จะขอให้ฉันช่วยไปซื้อของใช้ประจำวันต่างๆ ที่จำเป็นให้ ซึ่งทำให้ฉันรู้สึกเหมือนถูกสั่งให้ทำโน่นทำนี่ และมีหน้าที่แค่คอยทำธุระให้เท่านั้น ต่อมา ฉันตระหนักได้ว่าฉันกำลังอยู่ในสภาวะที่แย่ แต่ฉันก็ยังคงจมอยู่ในสภาวะนั้นอย่างควบคุมไม่ได้ ฉันรู้สึกแย่มาก และดูเหมือนว่าหัวใจของฉันได้หลงหายจากพระเจ้าไปเสียแล้ว
วันหนึ่ง ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าสองบทตอนที่กล่าวว่า “มนุษย์ซึ่งเกิดมาในดินแดนอันโสมมเช่นนั้น ได้ติดเชื้อจากสังคมในระดับที่รุนแรง เขาได้รับอิทธิพลจากจริยธรรมแบบศักดินา และได้รับการสอนใน ‘สถาบันอุดมศึกษา’ การคิดอ่านที่ล้าหลัง ศีลธรรมอันเสื่อมทราม มุมมองชีวิตแบบคับแคบ ปรัชญาที่น่าดูหมิ่นของการติดต่อเจรจาทางโลก การดำรงอยู่อันไร้ค่าอย่างที่สุด และรูปแบบการใช้ชีวิตและขนบธรรมเนียมทั้งหลายอันต่ำทราม—ทั้งหมดนี้ได้รุกล้ำเข้าไปในหัวใจของมนุษย์อย่างรุนแรง และได้บ่อนทำลายและโจมตีมโนธรรมของเขาอย่างรุนแรง ผลก็คือ มนุษย์ออกห่างจากพระเจ้ามากขึ้นเรื่อยๆ และต่อต้านพระองค์มากขึ้นเรื่อยๆ” (พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, การมีอุปนิสัยที่ไม่เปลี่ยนแปลงคือการเป็นศัตรูกับพระเจ้า) “ซาตานทำให้ผู้คนเสื่อมทรามโดยผ่านทางการศึกษาและอิทธิพลของพวกรัฐบาลแห่งชาติกับของผู้มีชื่อเสียงและผู้ยิ่งใหญ่ คำพูดเยี่ยงมารของพวกเขาได้กลายเป็นชีวิตและธรรมชาติของมนุษย์ไปแล้ว ‘มนุษย์ทุกคนทำเพื่อตัวเอง ส่วนคนรั้งท้ายปล่อยให้มารพาไปตามยถากรรม’ เป็นคำกล่าวของซาตานอันเป็นที่รู้จักกันดีและถูกปลูกฝังไว้ในตัวทุกคน และนี่ได้กลายเป็นชีวิตของมนุษย์ไปแล้ว ยังมีปรัชญการดำรงชีวิตทางโลกอื่นๆ ที่เป็นเช่นนี้ด้วย ซาตานใช้วัฒนธรรมดั้งเดิมของแต่ละชนชาติมาอบรมสั่งสอน ชักพาให้หลงผิด และทำให้ผู้คนเสื่อมทราม เป็นเหตุให้มวลมนุษย์ตกนรกขุมลึกแห่งการทำลายล้าง และถูกนรกที่ไร้พรมแดนนี้กลืนกิน และสุดท้ายแล้ว ผู้คนก็ถูกพระเจ้าทรงทำลายเพราะพวกเขารับใช้ซาตานและต้านทานพระเจ้า… ยังคงมีพิษซาตานอีกมากมายในชีวิต ในการประพฤติปฏิบัติ และพฤติกรรมของผู้คน ตัวอย่างเช่น ปรัชญาในการดำรงชีวิตทางโลกของพวกเขา หนทางของพวกเขาในการทำสิ่งทั้งหลาย และคำคมสารพันล้วนเต็มไปด้วยพิษของพญานาคใหญ่สีแดง และทั้งหมดนี้ล้วนมาจากซาตาน ด้วยเหตุนั้น สรรพสิ่งซึ่งไหลเวียนผ่านกระดูกและเลือดของผู้คนจึงเป็นของซาตาน” (พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, วิธีที่จะรู้จักธรรมชาติของมนุษย์) ผ่านการอ่านพระวจนะของพระเจ้า ฉันตระหนักถึงรากเหง้าของการที่ฉันแบ่งแยกหน้าที่เป็นระดับสูงและต่ำ จัดแบ่งออกเป็นระดับชั้นและลำดับขั้น ฉันถูกน้ำพิษของซาตานหล่อหลอมและทำให้เสื่อมทรามอย่างฝังลึก เช่น “มนุษย์ทุกคนทำเพื่อตัวเอง ส่วนคนรั้งท้ายปล่อยให้มารพาไปตามยถากรรม” “คนใช้แรงงานเป็นขี้ข้า คนใช้สมองดีกว่า เพราะได้เป็นนาย” และ “มนุษย์ดิ้นรนขึ้นสู่ที่สูง น้ำไหลลงสู่ที่ต่ำ” ฉันใช้ชีวิตตามน้ำพิษของซาตานเหล่านี้ มุ่งแสวงหาชื่อเสียง ผลประโยชน์ สถานะ และความเคารพนับถือจากผู้อื่น ฉันคิดว่ามีเพียงการใช้ชีวิตเช่นนี้เท่านั้นจึงจะมีเกียรติมีศักดิ์ศรี ฉันยังมองหน้าที่ในพระนิเวศของพระเจ้าตามมุมมองของทัศนะและปรัชญาเยี่ยงซาตาน โดยเชื่อว่าหน้าที่ที่ต้องใช้ทักษะและความสามารถพิเศษ เช่น การเป็นผู้นำ การทำงานข้อเขียน และการผลิตวิดีโอเป็นที่นับถือของผู้คน ในขณะที่หน้าที่ที่ใช้แรงงานทั่วไป เช่น การเป็นเจ้าภาพและงานดูแลธุระทั่วไปเป็นงานที่ต่ำต้อย ภายใต้อิทธิพลของทัศนะที่คลาดเคลื่อนเหล่านี้ ฉันเริ่มทำหน้าที่แบบสุกเอาเผากิน ขาดสมาธิ มักจะลืมส่งต่อจดหมายและทำให้งานล่าช้า ทั้งหมดก็เพียงเพราะฉันคิดว่าหน้าที่นี้ไม่ได้รับความนับถือ อาหารที่ฉันเตรียมก็จืดชืดเกินไป ไม่ก็เค็มเกินไป ฉันไม่คำนึงเลยว่าเหล่าพี่น้องหญิงจะกินได้หรือไม่ แค่ทำอาหารไปตามใจตัวเอง เมื่อพี่น้องหญิงขอให้ฉันไปซื้อของให้ ฉันก็คิดว่าพวกเธอกำลังใช้ฉันเป็นเบ๊ และจงใจถ่วงเวลา ฉันเห็นว่าน้ำพิษของซาตานได้หยั่งรากลึกลงไปในหัวใจของฉันและกลายเป็นธรรมชาติจริงๆ ของฉันไปแล้ว มันทำให้ฉันกลายเป็นคนเห็นแก่ตัว น่ารังเกียจ และขาดความเป็นมนุษย์ ฉันปฏิบัติต่อหน้าที่ของฉัน ราวกับเป็นหนทางที่จะทำให้ได้มาซึ่งสถานะและหน้าตา และพยายามใช้หน้าที่เป็นโอกาสเพื่อให้ได้รับความเคารพและเสียงชื่นชมจากพี่น้องชายหญิง ฉันกำลังหลอกลวงและต่อต้านพระเจ้า! ฉันตระหนักว่าตัวเองกำลังอยู่ในสภาวะที่อันตรายมาก ฉันจึงอธิษฐานถึงพระเจ้าในการกลับใจว่า “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ไม่ต้องการแสวงหาชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะอีกต่อไปแล้ว ข้าพระองค์พร้อมที่จะกลับใจต่อพระองค์ โปรดทรงชี้นำข้าพระองค์ให้พบเส้นทางแห่งการปฏิบัติด้วยเถิด”
หลังจากนั้น ฉันก็บังเอิญเจอพระวจนะของพระเจ้าสองบทตอนที่กล่าวว่า “เบื้องหน้าความจริงแล้วทุกคนย่อมเสมอภาคกัน และไม่มีการแบ่งแยกอายุหรือความสูงศักดิ์ต่ำศักดิ์สำหรับผู้ที่กำลังทำหน้าที่ของตนในพระนิเวศของพระเจ้า ทุกคนเท่าเทียมกันเบื้องหน้าหน้าที่ของตน พวกเขาเพียงทำงานที่ต่างกัน ความอาวุโสไม่ได้เป็นตัวแบ่งแยกระหว่างพวกเขา เบื้องหน้าความจริงนั้น ทุกคนควรรักษาหัวใจที่ถ่อมตน นบนอบ และยอมรับเอาไว้ ผู้คนควรมีเหตุผลนี้และท่าทีนี้” (พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, ประการที่เก้า (ภาคที่แปด)) “เมื่อพระเจ้าทรงพึงประสงค์ให้ผู้คนทำหน้าที่ของพวกเขาให้ลุล่วงเป็นอย่างดี พระองค์ไม่ได้ทรงขอให้พวกเขาทำกิจจำนวนหนึ่งให้เสร็จสิ้นหรือสำเร็จลุล่วงโครงการอันยิ่งใหญ่อันใด หรือทำภาระหน้าที่อันยิ่งใหญ่อันใด สิ่งที่พระเจ้าทรงต้องประสงค์ก็คือให้ผู้คนสามารถทำทุกอย่างที่พวกเขาสามารถทำได้ในหนทางแบบติดดิน และใช้ชีวิตโดยสอดคล้องกับพระวจนะของพระองค์ พระเจ้าไม่ทรงต้องการให้เจ้ายิ่งใหญ่หรือสูงศักดิ์ หรือสร้างปาฏิหาริย์อันใด อีกทั้งพระองค์ยังไม่ทรงต้องประสงค์ที่จะเห็นความประหลาดใจซึ่งน่ายินดีอันใดในตัวเจ้า พระองค์ไม่ทรงต้องประสงค์สิ่งทั้งหลายเช่นนั้น ทั้งหมดที่พระเจ้าทรงต้องประสงค์ก็คือให้เจ้าปฏิบัติตามพระวจนะของพระองค์อย่างแน่วแน่ ยามที่เจ้าฟังพระวจนะของพระเจ้า จงทำในสิ่งที่เจ้าเข้าใจ ลงมือทำในสิ่งที่เจ้าเข้าใจ จดจำสิ่งที่เจ้าได้ฟังให้ขึ้นใจ แล้วจากนั้นเมื่อถึงเวลาปฏิบัติ ก็จงปฏิบัติตามพระวจนะของพระเจ้า จงยอมให้พระวจนะกลายเป็นชีวิตของเจ้า ความเป็นจริงของเจ้า และแบบอย่างในการใช้ชีวิตของเจ้า ด้วยเหตุนี้ พระเจ้าจึงจะพึงพอพระทัย… ที่จริงแล้วการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้านั้นไม่ยาก และการทำเช่นนั้นด้วยความจงรักภักดีและตามมาตรฐานอันเป็นที่ยอมรับได้ก็ไม่ได้ยากลำบาก เจ้าไม่ต้องพลีอุทิศชีวิตของเจ้าหรือทำสิ่งใดที่พิเศษหรือยาก เจ้าเพียงจำต้องทำตามพระวจนะและพระบัญชาของพระเจ้าอย่างซื่อสัตย์และแน่วแน่ ไม่เพิ่มเติมแนวคิดของเจ้าเองหรือดำเนินงานของเจ้าเอง แต่เดินไปบนเส้นทางของการไล่ตามเสาะหาความจริง หากผู้คนสามารถทำการนี้ได้ โดยพื้นฐานแล้วพวกเขาย่อมจะมีสภาพเสมือนมนุษย์ เมื่อพวกเขานบนอบพระเจ้าอย่างแท้จริง และกลายเป็นบุคคลที่ซื่อสัตย์ พวกเขาก็จะมีสภาพเสมือนมนุษย์ที่แท้จริง” (พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, การทำให้หน้าที่ลุล่วงอย่างถูกต้องเหมาะสมพึงต้องมีความร่วมมือที่กลมกลืน) ในความจริงแล้ว ไม่ว่าพวกเราจะทำหน้าที่ใดในพระนิเวศของพระเจ้า ไม่ว่าจะเป็นหน้าที่ผู้นำ งานข้อเขียน หรือการรับใช้ในฐานะเจ้าภาพ หรือการทำงานดูแลธุระทั่วไป หน้าที่เหล่านี้ก็ล้วนเป็นเพียงงานที่แตกต่างกัน และไม่มีหน้าที่ใดสูงหรือต่ำกว่ากัน ไม่ว่าพวกเราจะทำหน้าที่อะไร พวกเราทุกคนก็กำลังยอมรับพระบัญชาของพระเจ้า และรับใช้ตามบทบาทของเราในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง พระเจ้าไม่ได้ทรงยกย่องใครคนใดเป็นพิเศษ เพียงเพราะพวกเขามีความสามารถพิเศษ ทักษะ หรือทำหน้าที่พิเศษบางอย่าง ในทำนองเดียวกัน พระองค์ก็ไม่ได้ทรงดูถูกใครคนใด เพียงเพราะพวกเขาทำหน้าที่ที่ไม่เป็นจุดสนใจ สิ่งที่พระเจ้าทรงใส่พระทัยก็คือ ผู้คนไล่ตามเสาะหาความจริงระหว่างทำหน้าที่ของตนหรือไม่ และพวกเขานบนอบและจงรักภักดีในหน้าที่หรือไม่ คริสตจักรมอบหมายให้ฉันทำหน้าที่ในฐานะเจ้าภาพ ดังนั้น นี่คือความรับผิดชอบและหน้าที่ที่ฉันควรลุล่วง ไม่ว่าผู้คนจะยกย่องฉันหรือไม่ ฉันก็ควรยอมรับและนบนอบ นี่คือเหตุผลที่ฉันควรมี ฉันคิดถึงสิ่งทั้งหลายนับไม่ถ้วนที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้น ไม่ว่าสิ่งเหล่านั้นจะยิ่งใหญ่หรือเล็กน้อยแค่ไหน ต่างก็ล้วนเป็นไปตามอธิปไตยและการทรงลิขิตของพระเจ้า และรับใช้ไปตามบทบาทใดก็ตามที่พระองค์ทรงมอบให้ ใบหญ้าเล็กๆ ไม่เคยเปรียบเทียบความสูงของมันกับต้นไม้ใหญ่ และไม่แข่งขันกับดอกไม้ว่าใครจะสวยกว่ากัน มันเพียงแค่รับใช้ไปตามบทบาทของมันอย่างนบนอบ หากฉันสามารถเป็นอย่างใบหญ้านั้น นบนอบอธิปไตยและการจัดการเตรียมการของพระเจ้า ดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่าย และพยายามลุล่วงบทบาทของตนในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง ฉันก็คงไม่ต้องทุกข์ทนมากมายจากการไม่ได้รับสถานะ ยิ่งกว่านั้น การเป็นผู้นำในพระนิเวศของพระเจ้า ก็ไม่ได้เป็นแค่การออกคำสั่งผู้คนไปทั่วอย่างที่ฉันเคยคิด แต่ผู้นำพึงต้องคอยรับใช้ทุกคน ต้องสามัคคีธรรมความจริงเพื่อช่วยเหลือพี่น้องชายหญิง แก้ไขปัญหาที่แท้จริงของพวกเขาเกี่ยวกับการเข้าสู่ชีวิต และชี้นำพวกเขาให้เข้าสู่ความเป็นจริงแห่งพระวจนะของพระเจ้า หน้าที่เจ้าภาพก็ไม่ได้เป็นหน้าที่ที่ต่ำต้อยเหมือนกัน เจ้าภาพพึงต้องทำหน้าที่ของตนเพื่อดูแลสภาพแวดล้อมของที่พัก เพื่อที่พี่น้องชายหญิงจะได้ทำหน้าที่ของพวกเขาได้อย่างสงบ พวกเราทุกคนต่างทำตามบทบาทในส่วนของตัวเอง เพื่อแผ่ขยายข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร เมื่อตระหนักได้ทั้งหมดนี้ ฉันก็รู้สึกได้ถึงอิสรภาพ พระนิเวศของพระเจ้ามอบหมายหน้าที่ให้ผู้คน ตามทักษะ ขีดความสามารถ และวุฒิภาวะของพวกเขา ก่อนหน้านี้ฉันเคยรับใช้ในหน้าที่ผู้นำและงานข้อเขียน แต่ขีดความสามารถของฉันไม่เพียงพอ ฉันไม่สามารถทำกิจเหล่านั้นได้ดี และไม่เหมาะกับบทบาทเหล่านั้น แต่ฉันกลับไม่เข้าใจตัวเองจริงๆ คิดอยู่เสมอว่าตัวเองสูงส่ง และเสาะแสวงการได้รับความเคารพจากผู้อื่น ฉันช่างไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย! คริสตจักรได้มอบหมายให้ฉันทำหน้าที่เจ้าภาพ โดยอิงจากขีดความสามารถของฉันและสภาพแวดล้อมของบ้านฉัน หน้าที่นี้เหมาะสมกับฉันมากที่สุด บทบาทเจ้าภาพของฉันไม่ได้รับการนับถืออย่างสูงจากผู้อื่น แต่หน้าที่นี้กลับเผยให้เห็นทัศนะที่ผิดพลาดของฉันเกี่ยวกับการไล่ตามเสาะหาและอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของฉัน และกระตุ้นให้ฉันแสวงหาความจริงและได้รับความเข้าใจในตัวเองขึ้นมาบ้าง นี่คือสิ่งที่มีค่าที่สุดที่ฉันได้รับจากหน้าที่นี้ ฉันขอบคุณพระเจ้าจากก้นบึ้งของหัวใจที่ทรงจัดวางเรียบเรียงสภาพแวดล้อมนี้เพื่อเปลี่ยนแปลงและชำระฉันให้บริสุทธิ์ และฉันก็เต็มใจที่จะนบนอบการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระองค์ ลุล่วงหน้าที่เจ้าภาพของฉันเพื่อตอบแทนความรักของพระองค์
ต่อมา ฉันเริ่มแสวงหาการเข้าสู่หลักธรรมในวิธีการที่ฉันเตรียมอาหารให้พี่น้องหญิง โดยคำนึงว่ามื้ออาหารแบบไหนจะเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพของพวกเธอมากที่สุด เวลาพวกเธอไม่มีธุระยุ่ง พวกเธอก็จะช่วยฉันทำงานบ้าน และไม่ได้ชี้นิ้วสั่งฉันเหมือนเป็นคนที่ด้อยกว่าเลย เมื่อฉันเผชิญกับความลำบากยากเย็นในหน้าที่ของฉัน พวกเธอก็จะสามัคคีธรรมและเกื้อหนุนฉันด้วยความอดทน และพวกเราทุกคนต่างก็ทำในส่วนที่เป็นบทบาทของตัวเอง ด้วยหนทางนี้ ฉันเริ่มมีความสัมพันธ์ที่กลมเกลียวกับเหล่าพี่น้องหญิงมากขึ้น และเต็มใจทำหน้าที่ของตัวเองด้วยความสุข ผลประโยชน์และการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ล้วนเป็นผลมาจากการพิพากษาและการตีสอนจากพระวจนะของพระเจ้า