65. เหตุผลที่ผมยุ่งมาก
ผมเป็นหัวหน้าทีมให้น้ำในคริสตจักร ผมเคยคิดว่าถ้าใครอยากเป็นหัวหน้าทีมที่มีคุณสมบัติเหมาะสมและมีความสามารถ ก็ต้องรับผิดชอบทุกอย่างด้วยตัวเอง และผมก็มีความคาดหวังแบบนั้นกับตัวเองเช่นกัน ทันทีที่สังเกตเห็นว่ามีงานอะไรที่ต้องทำในทีม ไม่ว่าจะเรื่องเล็กหรือใหญ่ ผมมักจะอาสาทำเอง รวมถึงงานทั่วไปบางอย่างด้วย ผมถึงขั้นรับงานที่พี่น้องชายหญิงสามารถทำได้มาทำเอง พร้อมพูดอย่างใจกว้างว่า “เดี๋ยวผมทำเองก็ได้ คุณไม่ต้องทำหรอก” ทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ ผมจะรู้สึกภูมิใจอย่างบอกไม่ถูก เหมือนว่าผมเป็นหัวหน้าทีมที่เอาใจใส่และมีความรับผิดชอบจริงๆ เมื่อเวลาผ่านไป พี่น้องชายหญิงก็เริ่มมาหาผมทุกครั้งที่พวกเขามีปัญหาอะไรก็ตามแต่ หัวหน้าของผมเองก็ชมว่าผมทุ่มเทเวลาในการปฏิบัติหน้าที่ สามารถทนความเหนื่อยยาก และยอมลำบาก เมื่อได้ยินแบบนี้แล้ว ผมรู้สึกปลื้มใจมาก เพราะทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นหัวหน้าทีมที่มีความสามารถจริงๆ
ต่อมา มีผู้เชื่อใหม่ยอมรับพระราชกิจของพระเจ้าในยุคสุดท้ายเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และผมต้องให้น้ำผู้มาใหม่จำนวนเพิ่มขึ้นกว่าแต่ก่อน นอกจากจะมีการชุมนุมกับผู้เชื่อใหม่ทุกวันแล้ว ผมยังฝึกพวกเขาอีกด้วย สอนวิธีการเป็นเจ้าภาพจัดชุมนุม การประกาศข่าวประเสริฐ และอื่นๆ ตารางของผมแน่นมากอยู่แล้ว แต่ยิ่งไปกว่านั้น พี่น้องชายหญิงในทีมก็ยังต้องการให้ผมเป็นคนตัดสินใจ แม้กระทั่งการจัดชุมนุมสำหรับผู้เชื่อใหม่ ด้วยงานที่มากมาย ผมก็มักจะติดอยู่กับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ ซึ่งรบกวนตารางของผม ทำให้ยุ่งจนกระทั่งไม่มีเวลาให้กับการเฝ้าเดี่ยวของตัวเองเลย แม้ว่าผมจะยุ่งมากอยู่ทุกวัน ไม่เคยว่าง แต่ผมกลับไม่ค่อยได้ติดตามงานที่สำคัญเท่าไรนัก ซึ่งทำให้ผมกระวนกระวายใจอยู่บ่อยครั้ง แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ครั้งหนึ่ง พี่น้องหญิงที่ผมร่วมงานด้วยถามว่า “คุณมักบอกว่าคุณยุ่งอยู่ตลอด แต่จริงๆ แล้วในแต่ละวันคุณทำอะไรบ้าง?” เมื่อได้ยินคำถามของพี่น้องหญิง ผมก็รู้สึกน้อยใจมากที่เธอไม่เข้าใจผมเลย ต่อมา เมื่อพี่น้องชายหญิงพบปัญหาในการให้น้ำผู้เชื่อใหม่และมาพูดคุยกับผมเกี่ยวกับเรื่องนี้ ผมก็บ่นกับตัวเองว่า “นี่เป็นหลักธรรมพื้นฐานที่ผู้ให้น้ำควรจะเชี่ยวชาญ ทำไมต้องมาหาฉันให้ช่วยแก้ปัญหาง่ายๆ แบบนี้ด้วย เรียนรู้ที่จะทำเองไม่ได้เลยรึไง? หรือว่าไม่อยากพยายามกันเลย?” ผมไม่อยากดูแลเรื่องพวกนี้อีกต่อไปแล้ว และรู้สึกว่าพี่น้องชายหญิงควรจัดการด้วยตนเอง แต่แล้วผมก็คิดว่า “ฉันเป็นหัวหน้าทีม ถ้าฉันไม่จัดการกับปัญหาเหล่านี้ แล้วปล่อยให้พี่น้องชายหญิงจัดการกันเอง มันจะทำให้คุณค่าของฉันในฐานะหัวหน้าทีมลดทอนลงหรือเปล่า? บางคนอาจเอาไปพูดว่าฉันไม่ลุล่วงความรับผิดชอบของตัวเอง และหลีกเลี่ยงหน้าที่ ถ้าผู้นำรู้เข้า เธออาจบอกว่าฉันไม่มีความสามารถในการทำงานก็เป็นได้ เอาเถอะ ถ้าเป็นสิ่งที่ฉันทำเองได้ ฉันก็จะทำนั่นแหละ” ดังนั้น โดยส่วนใหญ่ผมจึงยังคงรับงานของทั้งทีมไว้คนเดียว ตั้งแต่งานสำคัญอย่างการจัดชุมนุม และแก้ปัญหาของผู้เชื่อใหม่ ไปจนถึงงานเล็กๆ เช่น ช่วยพี่น้องชายหญิงส่งข้อความ หรือหาคนมาดูแลงานทั่วไป ผมจึงฝืนตัวเองแบกรับงานเหล่านี้ไว้ทั้งหมด แม้ว่าลึกๆ แล้วจะไม่อยากทำเลยก็ตาม เพื่อไม่ให้ใครคลางแคลงใจความสามารถของผมในฐานะหัวหน้าทีม บางครั้ง ผมรู้สึกเหนื่อยล้ามากอย่างบอกไม่ถูก ที่ต้องจัดการหลายสิ่งในเวลาเดียวกัน สิ่งเดียวที่ผมทำได้ก็คือปลอบใจตัวเองโดยคิดเสียว่า “ฉันเป็นหัวหน้าทีมนี่นา หัวหน้าทีมก็ต้องเต็มใจทุ่มเทสิ” และด้วยเหตุนี้ ผมเลยรับไว้เองทั้งหมด ไม่ว่าจะเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ก็รับมาทำเอง ใช้ชีวิตอยู่ในสภาวะที่วุ่นวายตลอดเวลา แม้ว่าการวิ่งวุ่นตลอดทุกวัน จะทำให้พี่น้องชายหญิงบางคนชื่นชมและยอมรับในตัวผม แต่ในใจของผมกลับไม่มีทั้งความสงบหรือความชื่นชมยินดี ผมรู้สึกอยู่เสมอว่าผมทำหน้าที่สับสนไปหมด และไม่มีเวลาไปทำงานสำคัญหลายอย่าง เพราะมัวจมอยู่กับเรื่องหยุมหยิมมากมาย
ครั้งหนึ่ง ผมเล่าเรื่องความยากลำบากของผมให้หัวหน้าฟัง และหลังจากที่เธอสามัคคีธรรมกับผม ผมจึงได้รับหลักธรรมของการปฏิบัติบางอย่าง เธอถามผมว่า “คุณไม่คิดเหรอว่าตัวเองแบกรับงานไว้มากเกินไป? ถ้าคุณไม่ปล่อยให้พี่น้องชายหญิงทำงานของพวกเขาเอง แล้วแบกรับทุกอย่างไว้คนเดียว คุณต้องยุ่งจนไม่มีเวลาแน่ๆ คุณลองปล่อยให้พวกเขาทำงานที่ไม่ค่อยสำคัญดูก่อนก็ได้ ถึงแม้พวกเขาจะทำออกมาได้ไม่ดี แต่ก็จะไม่กระทบกับงานของคริสตจักรมากนัก ถ้าเป็นงานที่ไม่มีใครทำได้จริงๆ คุณก็ต้องทำเอง แต่ถ้ามีคนอื่นที่ทำได้ แล้วคุณกลับไม่ให้พวกเขาลองทำหรือไม่ให้โอกาสพวกเขาได้ฝึกปฏิบัติ และรับมาทำเองทั้งหมด นั่นไม่ใช่การดูแคลนผู้อื่น และแค่ต้องการอวดตัวเองหรอกหรือ? นั่นคือการเผยความเสื่อมทราม” สามัคคีธรรมของเธอตรงกับสภาวะของผมไม่มีผิดเลย ผมเคยคิดว่ายิ่งทำมากแสดงว่าผมแบกรับภาระ แต่ผมไม่เคยทบทวนเลยว่า การกระทำของผมสอดคล้องกับหลักธรรมหรือไม่ หรือมีเจตนาแอบแฝงหรือเปล่า เมื่อผมลองคิดดู แรงจูงใจลึกๆ ที่ผมรับทุกอย่างไว้ในหน้าที่ ก็เพื่อต้องการโอ้อวดตน ไม่ใช่เพราะต้องการแบกรับภาระจริงๆ ในหลายกรณี ไม่ใช่ว่าคนอื่นทำไม่ได้ หรือไม่มีเวลา แต่เป็นเพราะผมคิดว่า ยิ่งผมทำมาก ทุกคนก็จะยิ่งยอมรับผม และพูดว่าผมเป็นหัวหน้าทีมที่มีความสามารถ รับผิดชอบ และแบกรับภาระในหน้าที่ ผมมองการปฏิบัติหน้าที่เป็นวิธีหนึ่งในการให้คนอื่นชื่นชม ผมทำตัวให้ “ยุ่ง” และ “แบกรับภาระ” เพื่อแสดงให้เห็นถึงคุณค่าของตัวเองในฐานะหัวหน้าทีม และเพื่อชนะใจของผู้คน เพราะผมมีเจตนาที่ผิดในการปฏิบัติหน้าที่ และมัวแต่ต้องการปกป้องสถานะของตัวเอง งานจำนวนมากของทีมจึงตกมาอยู่ที่ผม และพี่น้องชายหญิงก็ไม่มีโอกาสได้ฝึกปฏิบัติเลย และเพราะสิ่งที่ผมสามารถทำได้มีขีดจำกัด งานสำคัญบางอย่างจึงล่าช้าออกไป ก่อให้เกิดความเสียหายต่อทั้งงานของคริสตจักรและชีวิตของพี่น้องชายหญิง
ต่อมา หลังจากที่ผมได้อ่านพระวจนะของพระเจ้า ผมก็เริ่มเข้าใจปัญหาของตัวเองมากขึ้น พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “บางคนให้การเป็นพยานเกี่ยวกับตัวเองโดยใช้ภาษาและพูดคำบางคำซึ่งโอ้อวดตนเอง ในขณะที่คนอื่นใช้พฤติกรรมต่างๆ การสำแดงของคนที่ใช้พฤติกรรมเพื่อให้การเป็นพยานเกี่ยวกับตัวเองเป็นอย่างไร? ภายนอกนั้น พวกเขาทำพฤติกรรมบางอย่างที่ค่อนข้างสอดคล้องกับมโนคติอันหลงผิดของผู้คน ดึงดูดความสนใจจากผู้คน และผู้คนมองว่าพฤติกรรมดังกล่าวสูงส่งมากและค่อนข้างสอดคล้องกับมาตรฐานทางศีลธรรม พฤติกรรมเหล่านี้ทำให้ผู้คนคิดว่าพวกเขามีเกียรติ พวกเขามีความสัตย์ซื่อ พวกเขารักพระเจ้าจริงๆ เคร่งศรัทธามาก และมีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าจริงๆ และพวกเขาเป็นคนที่ไล่ตามเสาะหาความจริง พวกเขามักจะแสดงพฤติกรรมที่ดีภายนอกบางอย่างเพื่อที่จะชักพาผู้คนให้หลงผิด—เรื่องนี้ไม่ได้เต็มไปด้วยการยกย่องตัวเองและให้การเป็นพยานเกี่ยวกับตัวเองด้วยหรอกหรือ? โดยปกติแล้วผู้คนยกย่องตัวเองและให้การเป็นพยานเกี่ยวกับตัวเองผ่านทางคำพูด โดยใช้การพูดที่ชัดเจนเพื่อแสดงให้เห็นว่าพวกเขาแตกต่างจากผองชนอย่างไรและพวกเขามีความคิดเห็นที่ชาญฉลาดกว่าผู้อื่นอย่างไร เพื่อที่จะทำให้ผู้คนยกย่องนับถือพวกเขาและยกย่องบูชาพวกเขา อย่างไรก็ตาม มีวิธีการบางอย่างที่ไม่เกี่ยวข้องกับการพูดที่ชัดแจ้ง โดยที่ผู้คนใช้การปฏิบัติภายนอกเพื่อให้การเป็นพยานว่าพวกเขาดีกว่าผู้อื่นแทน การปฏิบัติประเภทเหล่านี้ถูกคิดมาเป็นอย่างดี มีสิ่งจูงใจและเจตนาบางอย่างอยู่กับตัว และการปฏิบัติเหล่านี้ก็ค่อนข้างมีจุดประสงค์ทีเดียว การปฏิบัติเหล่านี้ผ่านการอำพรางและดัดแปลงมาแล้วได้มีการสรุปและถูกส่งไป เข้าสู่กระบวนการเพื่อให้สิ่งที่ผู้คนเห็นเป็นพฤติกรรมและการปฏิบัติบางอย่างซึ่งเป็นไปตามมโนคติอันหลงผิดของมนุษย์ สูงส่ง เคร่งศรัทธา และคล้อยตามความประพฤติที่ถูกทำนองคลองธรรมของธรรมิกชน และถึงขั้นรักพระเจ้า ยำเกรงพระเจ้า และเป็นไปตามความจริง เรื่องนี้สัมฤทธิ์เป้าหมายเดียวกันในการยกย่องตัวเองและให้การเป็นพยานเกี่ยวกับตัวเองและให้ผู้คนยกย่องนับถือและเคารพบูชาพวกเขา พวกเจ้าเคยพบเห็นหรือเผชิญกับเรื่องเช่นนี้หรือไม่? พวกเจ้ามีการสำแดงเหล่านี้หรือไม่? สิ่งเหล่านี้และหัวข้อนี้ซึ่งเรากำลังเสวนาอยู่นั้นแยกจากชีวิตจริงหรือไม่? ที่จริงแล้วสิ่งเหล่านี้ไม่ได้แยกจากชีวิตจริง… บางคนดื่มกาแฟเพื่อเพิ่มพลังงานของตนในตอนเย็นเพื่อเตรียมตัวทำหน้าที่ของตนจนดึก พี่น้องชายหญิงวิตกกังวลเกี่ยวกับสุขภาพของพวกเขาและทำซุปไก่ให้พวกเขา เมื่อพวกเขาดื่มซุปหมด คนเหล่านี้ก็พูดว่า ‘ขอขอบคุณพระเจ้า! ข้าพระองค์ได้ชื่นชมพระคุณของพระเจ้า ข้าพระองค์ไม่คู่ควรกับสิ่งนี้ ตอนนี้ฉันดื่มซุปไก่นี้หมดแล้ว ฉันต้องทำหน้าที่ของฉันให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น!’ ในความเป็นจริงแล้ว พวกเขายังคงทำหน้าที่ของตนต่อไปในลักษณะเดียวกับที่พวกเขามักจะทำ โดยไม่เพิ่มประสิทธิภาพของพวกเขาแม้แต่น้อย พวกเขาไม่ได้เสแสร้งหรอกหรือ? พวกเขาแสแสร้ง และพฤติกรรมประเภทนี้ยังเป็นการแอบยกย่องตัวเองและให้การเป็นพยานเกี่ยวกับตัวเองอีกด้วย จุดจบที่พฤติกรรมประเภทนี้สัมฤทธิ์คือการทำให้ผู้คนเห็นชอบกับพวกเขา ยกย่องบูชาพวกเขา และกลายเป็นผู้ติดตามพันธุ์แท้ของพวกเขา หากผู้คนมีวิธีคิดแบบนี้ พวกเขาไม่ได้ลืมพระเจ้าไปแล้วหรอกหรือ? พวกเขาไม่มีพระเจ้าในหัวใจของพวกเขาอีกต่อไป แล้วใครคือผู้ที่พวกเขานึกถึงทั้งวันทั้งคืน? นั่นก็คือ ‘ผู้นำที่ดี’ ของพวกเขา ‘ผู้ที่เป็นที่รัก’ ของพวกเขา ภายนอกนั้นศัตรูของพระคริสต์บางคนเปี่ยมรักมากต่อคนส่วนใหญ่ และพวกเขาก็นำกลวิธีต่างๆ มาใช้เมื่อพวกเขาพูด เพื่อที่ผู้คนจะได้เห็นว่าพวกเขาเปี่ยมรัก และเต็มใจที่จะเข้าใกล้พวกเขามากขึ้น พวกเขายิ้มกว้างให้ใครก็ตามที่เข้าใกล้พวกเขาและเข้าร่วมกับพวกเขา และพวกเขาก็พูดกับผู้คนดังกล่าวด้วยน้ำเสียงที่สุภาพอ่อนโยนมาก ต่อให้พวกเขาเห็นว่าพี่น้องชายหญิงบางคนไร้หลักธรรมในการกระทำของตน และการนั้นส่งผลเสียต่อผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า พวกเขาไม่ตัดแต่งพี่น้องชายหญิงเหล่านั้นแม้แต่น้อย พวกเขาเพียงแค่เตือนสติ ชูใจ รวมทั้งหว่านล้อมพี่น้องชายหญิงเหล่านั้นขณะที่พี่น้องชายหญิงเหล่านั้นทำหน้าที่ของตน—พวกเขาหว่านล้อมเตือนสติผู้คนซ้ำ แล้วซ้ำเล่าจนกระทั่งพวกเขานำทุกคนมาอยู่ต่อหน้าพวกเขา ผู้คนถูกศัตรูของพระคริสต์เหล่านี้ค่อยๆ ดลใจ ทุกคนเห็นชอบกับหัวใจที่เปี่ยมรักของพวกเขาและเรียกพวกเขาว่าคนที่รักพระเจ้า ในท้ายที่สุดแล้วทุกคนก็เคารพบูชาพวกเขาและแสวงหาสามัคคีธรรมของพวกเขาในทุกเรื่อง บอกความคิดและความรู้สึกส่วนที่อยู่ลึกที่สุดของตนกับศัตรูของพระคริสต์เหล่านี้ จนถึงจุดที่พวกเขาไม่แม้แต่จะอธิษฐานถึงพระเจ้าหรือแสวงหาความจริงในพระวจนะของพระเจ้าอีกต่อไป คนเหล่านี้ไม่ได้ถูกศัตรูของพระคริสต์เหล่านี้ชักพาให้หลงผิดไปแล้วหรอกหรือ? มีนี่คือวิธีการอีกอย่างหนึ่งที่ พวกศัตรูของพระคริสต์ใช้เพื่อชักพาผู้คนให้หลงผิด เมื่อพวกเจ้าทำพฤติกรรมและการปฏิบัติเหล่านี้ หรือเก็บงำเจตนาเหล่านี้เอาไว้ พวกเจ้าตระหนักรู้หรือไม่ว่ามีปัญหาภายในเรื่องนี้? และเมื่อเจ้ากลายเป็นตระหนักรู้ถึงเรื่องนี้ เจ้าสามารถเปลี่ยนแปลงแนวทางปฏิบัติของเจ้าได้หรือไม่? หากเจ้าสามารถทบทวนตัวเองและรู้สึกสำนึกผิดอย่างแท้จริงเมื่อเจ้ากลายเป็นตระหนักรู้และตรวจสอบว่าพฤติกรรม การปฏิบัติ หรือเจตนาของเจ้าเป็นปัญหา นี่ย่อมพิสูจน์ให้เห็นว่าเจ้าเปลี่ยนวิถีทางของเจ้าแล้ว” (พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, ประการที่สี่: พวกเขายกชูตัวเองและเป็นพยานยืนยันให้ตัวเอง) จากการเปิดโปงของพระวจนะของพระเจ้า ผมเห็นว่า ภายนอก คนเรามักแสดงพฤติกรรมที่ “ดี” ซึ่งสอดคล้องกับมโนคติอันหลงผิดของมนุษย์ เพื่อให้ผู้อื่นชื่นชมและยกย่อง แต่โดยแก่นแท้แล้ว พฤติกรรมเหล่านี้ก็เป็นเพียงวิธีแอบแฝงในการยกย่องและเป็นพยานให้กับตัวเอง ซึ่งเป็นความหน้าซื่อใจคด และชักพาให้ผู้อื่นหลงผิดได้โดยง่าย เมื่อผมคิดเรื่องนี้ ก็พบว่าผมเองก็เป็นคนประเภทนั้น ภายนอกผมดูเหมือนยุ่งอยู่กับการปฏิบัติหน้าที่ทุกวัน ทนเหนื่อยยาก ยอมลำบาก และรับภาระทุกอย่างไว้คนเดียว ผมดูเหมือนเป็นหัวหน้าทีมที่มีคุณสมบัติและความสามารถ แต่เบื้องหลังสิ่งเหล่านั้น ผมกลับซ่อนเจตนาอันน่ารังเกียจไว้ในใจ นั่นก็คือการได้รับความชื่นชมจากผู้คน ผมคิดถึงภาพที่พี่น้องชายหญิงมักมาหาผมเพื่อปรึกษาปัญหาต่างๆ ไม่ว่าจะเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ในการปฏิบัติหน้าที่ และพึ่งพาผมให้แก้ไขปัญหาทุกอย่าง ทั้งที่ในความเป็นจริง พวกเขาสามารถพูดคุยและแก้ไขปัญหาบางอย่างเหล่านั้นร่วมกันได้ โดยไม่จำเป็นต้องให้ผมเข้าไปเกี่ยวข้องเลยด้วยซ้ำ แต่พอคิดว่าทุกคนไว้วางใจและชื่นชมผม ผมจึงเลือกละทิ้งลำดับความสำคัญของงาน และลงมือทำทุกอย่างด้วยตัวเอง แม้จะไม่มีเวลาก็ตาม เพียงเพื่อปกป้องศักดิ์ศรีและสถานะของตัวเอง บางครั้ง ถ้าผมไม่ได้กินข้าวเพราะจัดการชุมนุมให้ผู้เชื่อใหม่ เหล่าพี่น้องหญิงก็จะคอยเตือนให้ผมกินข้าว แท้จริงแล้ว ในใจลึกๆ ผมกลับรู้สึกพอใจ เมื่อคิดว่าพวกเขา เห็นว่าผมยุ่งกับการทำหน้าที่จนไม่มีเวลากินข้าว ผมคิดว่าพวกเขาจะต้องชื่นชมผม และคิดว่าผมสามารถสู้ทนความเหนื่อยยากทั้งยังยอมลำบาก และเป็นหัวหน้าทีมที่มีความสามารถ เพราะผม “ยุ่ง” ผมก็เลยได้รับ “สิทธิพิเศษ” สารพัดอย่าง และได้รับความเห็นใจจากผู้อื่น ซึ่งผมก็ใช้สิ่งเหล่านี้มากลบเกลื่อนความเบี่ยงเบนและข้อบกพร่องของตัวเอง ตัวอย่างเช่น หากผมไม่ได้เขียนบทความคำพยานเกี่ยวกับประสบการณ์ชีวิตเลย ผมก็จะหาข้ออ้างให้ตัวเองว่าผมยุ่งเกินไป หากงานบางอย่างในทีมที่ผมรับผิดชอบเสร็จไม่ทันเวลา ผมก็จะเข้าข้างตัวเองและอ้างเหตุผลว่าเป็นเพราะผมยุ่งเกินไป และเมื่อเกิดความเบี่ยงเบนกับข้อผิดพลาดขึ้นในหน้าที่ และงานให้น้ำผู้เชื่อใหม่ไม่เกิดผลมากนัก ผมก็ใช้ข้ออ้างเดียวกันกับพี่น้องชายหญิง เพื่อให้พวกเขาเข้าใจผม และด้วยเหตุนี้ ผมเลยเอาแต่ยุ่งอยู่ตลอดทั้งวัน ทำให้คนอื่นเห็นว่าผมเป็นหัวหน้าทีมที่ดี มีงานแน่นเต็มตารางเสมอ ไม่เพียงแต่ได้รับการชื่นชมจากหัวหน้า ผมยังได้รับการชื่นชมและความไว้วางใจจากพี่น้องชายหญิงบางคนอีกด้วย แต่ในขณะเดียวกัน ผมก็กำลังปกปิดความเบี่ยงเบนและข้อผิดพลาดในงานของตัวเอง เจตนาของผมช่างน่ารังเกียจจริงๆ! ผมคิดว่าทำไมพี่น้องชายหญิงถึงชอบมาหาผมทุกครั้งที่มีปัญหา และพึ่งพาผมให้จัดการทุกเรื่อง ส่วนใหญ่ก็เป็นเพราะผมพยายามรับทุกอย่างไว้คนเดียว พี่น้องชายหญิงชื่นชมผม ผมมีที่ยืนในหัวใจของพวกเขา และเมื่อใดที่เจอปัญหา พวกเขาก็ไม่อธิษฐานและพึ่งพาพระเจ้า หรือแสวงหาหลักธรรมความจริง แต่เลือกที่จะมาถามผมแทน การที่ผมทำตัวให้ยุ่งอยู่อย่างนั้น แท้จริงแล้วผมกำลังทำตามใจตัวเอง แอบโอ้อวดตนเอง เอาชนะใจผู้คน และทำให้พวกเขาห่างไกลจากพระเจ้า
ในเวลานั้น ผมนึกถึงพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่งที่เคยอ่าน มีเนื้อความว่า “บางคนดูเหมือนกระตือรือร้นกับการเชื่อในพระเจ้ามากทีเดียว พวกเขารักที่จะเอาใจใส่ดูแลและห่วงใยกิจการต่างๆ ของคริสตจักร และออกวิ่งนำหน้าอยู่เสมอ ทว่าโดยไม่ คาดคิด พวกเขากลับทำให้ทุกคนผิดหวังเมื่อขึ้นมาเป็นผู้นำ พวกเขาไม่มุ่งเน้นที่การแก้ไขปัญหาที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงให้แก่ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร แต่กลับพยายามอย่างสุดกำลังที่จะกระทำการเพื่อความมีหน้ามีตาและสถานะของตนเอง พวกเขารักการอวดตนเพื่อทำให้ผู้อื่นยกย่องนับถือตน และพูดคุยเสมอว่าพวกเขาสละตนและทนทุกข์เพื่อพระเจ้าอย่างไรบ้าง แต่ไม่ทุ่มเทความพยายามที่จะไล่ตามเสาะหาความจริงและเข้าสู่ชีวิต นี่ไม่ใช่สิ่งที่ใครๆ คาดหวังจากพวกเขา แม้พวกเขาจะยุ่งอยู่กับงานของตน อวดตัวทุกครั้งที่มีโอกาส ประกาศคำพูดและคำสอนอยู่บ้าง ได้รับการยกย่องนับถือและบูชาจากบางคน ชักพาหัวใจของผู้คนให้หลงผิด และเสริมสร้างสถานะของตนให้มั่นคง แต่ท้ายที่สุดแล้วเรื่องนี้ส่งผลเช่นไร? ไม่ว่าผู้คนเหล่านี้จะใช้การเอื้อประโยชน์เล็กๆ น้อยๆ มาติดสินบนผู้อื่น หรืออวดพรสวรรค์และความสามารถของตน หรือใช้วิธีการต่างๆ นานามาชักพาผู้คนให้หลงผิดและเกิดความคิดเห็นในทางที่ดีต่อพวกเขาอย่างไร ไม่ว่าพวกเขาใช้วิธีการใดมาเอาชนะใจผู้คนและยึดครองตำแหน่งในหัวใจของผู้คนก็ตาม พวกเขาได้สูญเสียสิ่งใดไปแล้วบ้าง? พวกเขาได้สูญเสียโอกาสที่จะได้รับความจริงในระหว่างที่ทำหน้าที่ผู้นำไปเสียแล้ว ในเวลาเดียวกัน เพราะลักษณะต่างๆ ที่พวกเขาสำแดงออกมา พวกเขายังได้พอกพูนการทำชั่วซึ่งจะนำไปสู่จุดจบของพวกเขาในท้ายที่สุดอีกด้วย ไม่ว่าพวกเขาจะใช้การเอื้อประโยชน์เล็กๆ น้อยๆ มาล่อใจและดักผู้คนให้ติดบ่วง หรืออวดตน หรือใช้การสร้างภาพมาชักพาผู้คนให้หลงผิด และไม่ว่าดูภายนอกแล้ว พวกเขาจะเหมือนได้ประโยชน์และความพึงพอใจจากการทำเช่นนี้ไปมากเท่าใด พอมองในตอนนี้ นี่ใช่เส้นทางที่ถูกต้องหรือไม่? ใช่เส้นทางของการไล่ตามเสาะหาความจริงหรือไม่? ใช่เส้นทางที่สามารถนำความรอดมาให้คนเราได้หรือไม่? เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่ ไม่ว่าวิธีการและเล่ห์เหลี่ยมเหล่านี้จะหลักแหลมเพียงใด ก็ไม่อาจหลอกลวงพระเจ้าได้ และในท้ายที่สุดก็ย่อมถูกพระเจ้ากล่าวโทษและเกลียดชังทั้งสิ้น เพราะสิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่เบื้องหลังพฤติกรรมดังกล่าวก็คือความทะเยอทะยานที่มักใหญ่ใฝ่สูงของมนุษย์ รวมทั้งท่าทีและแก่นแท้ที่เป็นปรปักษ์กับพระเจ้า ในพระทัยของพระเจ้า แน่นอนที่สุดว่าพระองค์จะไม่มีวันยอมรับผู้คนเหล่านี้ว่าเป็นคนที่กำลังทำหน้าที่ของตน กลับจะทรงระบุว่าพวกเขาเป็นคนทำชั่ว เวลาจัดการคนทำชั่ว พระเจ้าให้คำวินิจฉัยว่าอย่างไร? ‘เจ้าผู้ทำความชั่ว จงไปเสียให้พ้นหน้าเรา’ เมื่อพระเจ้าตรัสว่า ‘จงไปเสียให้พ้นหน้าเรา’ พระองค์ทรงต้องการให้ผู้คนเช่นนั้นไปที่ใด? พระองค์กำลังทรงส่งมอบพวกเขาให้ซาตาน สู่สถานที่ซึ่งมีพวกซาตานอาศัยอยู่กันเป็นฝูงๆ ผลสืบเนื่องในท้ายที่สุดสำหรับพวกเขาคือสิ่งใด? พวกเขาย่อมถูกพวกวิญญาณชั่วทรมานจนตาย กล่าวคือ พวกเขาย่อมถูกซาตานกลืนกิน พระเจ้าไม่ทรงต้องการผู้คนเหล่านี้ ซึ่งหมายความว่าพระองค์จะไม่ทรงช่วยพวกเขาให้รอด พวกเขาไม่ใช่แกะของพระเจ้า และยิ่งไม่ใช่ผู้ติดตามของพระองค์ ดังนั้นพวกเขาจึงไม่อยู่ในหมู่คนที่พระองค์จะทรงช่วยให้รอด พระเจ้าทรงนิยามผู้คนเหล่านี้ไว้เช่นนี้ ดังนั้น ธรรมชาติของการพยายามเอาชนะใจผู้อื่นคืออะไรกันแน่? คือการเดินไปบนเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์ นี่เป็นพฤติกรรมและแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์ ที่ยิ่งร้ายแรงขึ้นไปอีกก็คือแก่นแท้ที่แก่งแย่งกับพระเจ้าเพื่อให้ได้ประชากรที่พระองค์ทรงเลือกสรร ผู้คนที่ทำเช่นนี้ย่อมเป็นศัตรูของพระเจ้า นี่คือการระบุลักษณะและจัดหมวดหมู่ให้กับศัตรูของพระคริสต์ ซึ่งถูกต้องทุกประการ” (พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, ประการที่หนึ่ง: พวกเขาพยายามเอาชนะใจผู้คน) พระวจนะของพระเจ้าเผยปัญหาของผมได้ตรงจุดอย่างยิ่ง ตั้งแต่ผมเป็นหัวหน้าทีม ผมพยายามรับทุกอย่างไว้เอง ภายนอก ผมดูเหมือนเป็นหัวหน้าทีมที่เข้าอกเข้าใจและคำนึงถึงผู้อื่น คอยช่วยเหลือพี่น้องชายหญิงอย่างกระตือรือร้นในทุกสิ่งที่จำเป็นต้องทำ แต่เจตนาและเป้าหมายที่แท้จริงของผม คือการทำสิ่งต่างๆ เพื่อชื่อเสียงและสถานะของตัวเอง เพื่อชนะใจผู้คน และได้รับความชื่นชมจากพวกเขา นั่นคือการหลอกลวงและเล่ห์กลอย่างหนึ่ง! ผมก็เหมือนกับเจ้าหน้าที่ของพญานาคใหญ่สีแดง ที่หลอกลวงประชาชนธรรมดาด้วยการแสร้งทำงานเล็กๆ น้อยๆ เพื่อให้ตัวเองดูดีโดยอ้างว่ากำลัง “รับใช้ประชาชน” เพื่อให้ผู้คนเคารพนับถือ และสรรเสริญพวกเขา ผมก็เป็นแบบเดียวกัน ภายนอกดูเหมือนว่าผมกำลังยุ่งอยู่กับการปฏิบัติหน้าที่ของตัวเอง แต่ลึกๆ แล้ว ผมแค่อยากให้คนอื่นเห็นว่าผมทำงานหนัก และอยากให้พวกเขาชื่นชมและเทิดทูนผม เพราะผมรับทุกอย่างไว้คนเดียว คนอื่นๆ จึงแทบไม่มีโอกาสได้ฝึกปฏิบัติหน้าที่ของตน แต่พวกเขาก็ยังชื่นชมผมอยู่ดี ถึงขั้นที่เมื่อใดก็ตามที่พวกเขาเจอปัญหา พวกเขาไม่แสวงหาพระเจ้า แต่กลับพึ่งพาผมให้ช่วยแก้ไข พวกเขาไม่มีพระเจ้าอยู่ในหัวใจเลย ผมไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ของตัวเองอย่างถูกควรเลยแม้แต่น้อย! เห็นได้ชัดว่าผมกำลังทำความชั่ว และกำลังเดินบนเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์! ผมอธิษฐานถึงพระเจ้า และขอให้พระองค์ทรงนำผมให้แสวงหาหลักธรรมความจริง เพื่อแก้ไขปัญหาของตัวเอง และเลิกกระทำตามอุปนิสัยเสื่อมทรามของผมเอง
ต่อมา ผมได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าอีกบทตอนหนึ่งว่า “ในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า เจ้าไม่ต้องทำทุกสิ่งด้วยตนเอง หรือทำงานหนักจนตัวตาย หรือเป็น ‘ดอกไม้ดอกเดียวที่เบ่งบาน’ หรือเป็นอิสรชน ในทางกลับกัน เจ้าต้องเรียนรู้วิธีร่วมมือกับผู้อื่นอย่างกลมเกลียว และทำทุกสิ่งที่เจ้าทำได้ ทำให้ความรับผิดชอบของเจ้าลุล่วง ทุ่มเทพลังงานทั้งหมดของเจ้า นั่นคือความหมายของการปฏิบัติหน้าที่ของตน การปฏิบัติหน้าที่ของตนคือการนำพลังและความสว่างทั้งหมดที่เจ้ามีออกมาใช้เพื่อที่จะสัมฤทธิ์ผลหนึ่งๆ นั่นเพียงพอแล้ว จงอย่าพยายามโอ้อวดอยู่เสมอ อย่าพูดสิ่งที่ฟังดูสูงส่งอยู่เสมอ อย่าทำสิ่งทั้งหลายด้วยตัวเจ้าเอง เจ้าควรเรียนรู้วิธีให้ความร่วมมือกับผู้อื่น และเจ้าควรมุ่งเน้นมากขึ้นที่จะรับฟังคำชี้แนะของผู้อื่นและค้นหาจุดแข็งของพวกเขา ในหนทางนี้ การร่วมมืออย่างกลมเกลียวย่อมกลายเป็นง่าย หากเจ้าพยายามโอ้อวดและพยายามให้คนทำตามที่เจ้าพูดอยู่เสมอ เจ้าก็ไม่ได้กำลังร่วมมืออย่างกลมเกลียว เจ้ากำลังทำอะไรอยู่? เจ้ากำลังก่อกวนและบ่อนทำลายผู้อื่น การก่อกวนและบ่อนทำลายผู้อื่นคือการเล่นบทซาตาน ไม่ใช่การปฏิบัติหน้าที่ หากเจ้าทำสิ่งที่ก่อกวนและบ่อนทำลายผู้อื่นอยู่เสมอ เช่นนั้นแล้วไม่ว่าเจ้าจะใช้ความพยายามหรือดูแลเอาใจใส่มากเพียงใด พระเจ้าก็จะไม่ทรงจดจำ เจ้าอาจไม่ค่อยแข็งแกร่ง แต่หากเจ้าสามารถให้ความร่วมมือกับผู้อื่น สามารถยอมรับข้อเสนอแนะที่เหมาะสมได้ และหากเจ้ามีแรงจูงใจที่ถูกต้อง สามารถปกป้องงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าก็คือคนที่ถูกต้อง บางครั้งเจ้าก็สามารถแก้ปัญหาและทำประโยชน์แก่ทุกคนได้ด้วยประโยคเดียว บางครั้งหลังจากที่เจ้าสามัคคีธรรมถึงความจริงประโยคหนึ่ง ทุกคนก็มีเส้นทางปฏิบัติและสามารถให้ความร่วมมือกันอย่างกลมกลืน แล้วทุกคนก็เพียรพยายามมุ่งสู่เป้าหมายเดียวกัน มีทัศนะและความคิดเห็นต่างๆ ที่เหมือนกัน ดังนั้นงานจึงมีประสิทธิผลเป็นพิเศษ แม้อาจจะไม่มีผู้ใดจดจำว่าเจ้ามีบทบาทเช่นนี้ และเจ้าอาจจะไม่รู้สึกว่าเจ้าใช้ความพยายามนัก แต่พระเจ้าย่อมจะทอดพระเนตรเห็นว่าเจ้าคือคนที่ปฏิบัติความจริง คนที่กระทำการตามหลักธรรม พระเจ้าจะทรงจดจำว่าเจ้าได้ทำเช่นนี้ นี่เรียกว่าการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าด้วยการอุทิศตน” (พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, การทำให้หน้าที่ลุล่วงอย่างถูกต้องเหมาะสมพึงต้องมีความร่วมมือที่กลมกลืน) จากพระวจนะของพระเจ้า ผมจึงมองเห็นปัญหาของตนเองได้อย่างชัดเจน และพบเส้นทางแห่งการปฏิบัติบางประการ หากผมต้องการปฏิบัติหน้าที่อย่างถูกควร ผมจำเป็นต้องเรียนรู้ที่จะประสานงานกับผู้อื่นอย่างสามัคคี และมุ่งเน้นการเปิดโอกาสให้พวกเขาได้ใช้จุดแข็งของตน เพราะสิ่งที่คนคนหนึ่งสามารถทำได้มีขีดจำกัด ไม่มีใครสามารถทำงานทุกอย่างได้ด้วยตัวคนเดียว เราจะได้ผลลัพธ์ที่ดีในหน้าที่ ก็ต่อเมื่อเรามีหัวใจ และจิตใจเป็นหนึ่งเดียวกัน และแต่ละคนได้ใช้จุดแข็งที่ตนมี เมื่อมนุษย์มีเจตนาที่ถูกต้อง คือการปกป้องงานของคริสตจักร พวกเขาจึงจะปฏิบัติหน้าที่ให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระเจ้า ซึ่งมีประสิทธิผลมากกว่าการที่ใครคนหนึ่งรับทุกอย่างไว้เพียงลำพัง ในอดีต ผมไม่เพียงแต่ทำให้ตัวเองเหน็ดเหนื่อยจากการวิ่งวุ่นอยู่ตลอด และพยายามจะเป็นดาวเด่นเพียงคนเดียว แต่ผมยังทำให้หน้าที่ของตัวเองยุ่งเหยิงอีกด้วย จุดแข็งของพี่น้องชายหญิงไม่ได้ถูกนำมาใช้ และงานสำคัญหลายอย่างก็ล่าช้าออกไป เมื่อเปรียบเทียบการเผยจากพระวจนะของพระเจ้ากับพฤติกรรมของผมเอง ในที่สุดผมก็เข้าใจ ว่าทำไมพระเจ้าจึงตรัสว่า การโอ้อวดตนเองในหน้าที่อยู่เสมอและไม่ร่วมมือกับผู้อื่นอย่างกลมเกลียวนั้น ขัดขวางงานของคริสตจักร
หลังจากนั้น ผมก็นำพระวจนะของพระเจ้าไปปฏิบัติอย่างตระหนักรู้ ผมแบ่งงานออกอย่างเป็นระบบ โดยที่ผมรับผิดชอบติดตามงานสำคัญเป็นหลัก และมอบหมายงานอื่นๆ ให้กับพี่น้องชายหญิงอย่างเหมาะสมตามความถนัดของแต่ละคน เมื่อคนอื่นๆ เจอปัญหาที่พวกเขาแก้ไม่ได้ เราก็แสวงหาหลักธรรมร่วมกัน เมื่อพี่น้องชายหญิงเข้าใจหลักธรรมแล้ว พวกเขาก็มีทิศทางและเส้นทางสำหรับการปฏิบัติหน้าที่ของตนโดยอัตโนมัติ ตอนนี้ หลังจากที่ผมได้นำพระวจนะของพระเจ้าไปปฏิบัติได้สักระยะ ผมก็พบว่าพี่น้องชายหญิงแบกรับภาระในหน้าที่มากขึ้นกว่าแต่ก่อน พวกเขาสามารถริเริ่มและแสวงหาหลักธรรมเพื่อแก้ไขปัญหาบางอย่างได้เอง และสามารถพึ่งพาพระเจ้าในการทำงานบางอย่างให้สำเร็จได้ด้วยตนเอง บางครั้งเมื่อผมเจอความยากลำบากในงานที่ผมรับผิดชอบ ผมก็แสวงหาความช่วยเหลือจากพี่น้องชายหญิงเช่นกัน และผมก็ได้รับประโยชน์จากสิ่งนี้มากมาย ผลลัพธ์ในการทำงานของทีมเราก็ดีขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเราร่วมมือกันเช่นนี้ พี่น้องชายหญิงสามารถฝึกปฏิบัติในระดับต่างๆ และมีความก้าวหน้าขึ้น ผมรู้สึกผ่อนคลายและสงบใจมากขึ้น ผมเริ่มมีเวลาทบทวนปัญหาในงานของตัวเองทีละเล็กทีละน้อย และผมก็เริ่มเขียนบทความคำพยานจากประสบการณ์ได้ตามปกติอีกครั้ง ผมไม่ได้ดูยุ่งเหมือนเมื่อก่อนแล้ว แต่ผมกลับสามารถมองเห็นความเบี่ยงเบนและปัญหาในการทำงานได้ง่ายขึ้น และปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น