54. การไม่โอ้อวดนำมาซึ่งความสงบสุข
ตอนฉันเริ่มทำงานให้น้ำผู้มาใหม่ในคริสตจักรเมื่อปี 2017 ฉันเร่งศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับหลักธรรมความจริงที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อที่จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยเร็วที่สุด ฉันทุ่มเทอย่างหนักและเสียสละอย่างมากในหน้าที่ และด้วยเหตุนี้ฉันจึงได้รับผลลัพธ์ที่ดีขึ้นเรื่อยๆ หลังจากผ่านไปประมาณหนึ่งปี ฉันได้รับเลือกให้รับใช้ในฐานะหัวหน้ากลุ่ม พี่น้องชายหญิงล้วนบอกว่ามีความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วหลังจากฉันกลายเป็นหัวหน้ากลุ่ม และพวกเขาทุกคนจะมาหาฉันเพื่อสามัคคีธรรมเมื่อมีปัญหา ฉันบอกตัวเองว่า “ดูเหมือนว่าทุกคนจะยอมรับในตัวฉันจริงๆ ตราบใดที่ฉันยังคงไล่ตามเสาะหาความจริง ฉันก็จะมีโอกาสได้รับการเลื่อนขั้นไปสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้นในภายหลังอย่างแน่นอน เมื่อนั้นทุกคนจะนับถือฉันอย่างมาก”
ไม่นานหลังจากนั้น หัวหน้ากลุ่มของเราก็ถูกปลดเพราะไม่ได้ทำงานที่แท้จริง ฉันคิดในใจว่า “ฉันทำหน้าที่ในเชิงรุกอย่างมากมาตลอด ที่ผ่านมาฉันแก้ปัญหาและความลำบากยากเย็นของพี่น้องชายหญิงได้บ้าง และฉันทำงานอย่างมีประสิทธิผล ในเมื่อตอนนี้ฉันเป็นหัวหน้ากลุ่มแล้ว และอีกไม่นานเราจะคัดเลือกผู้ดูแลคนใหม่ ฉันเลยจะต้องเป็นตัวเลือกแรกอย่างแน่นอน นี่เป็นโอกาสที่ดีมากที่จะทำตัวเองให้โดดเด่น!” แต่เพียงไม่กี่วันต่อมา ผู้นำของเราโอนย้ายพี่น้องหญิงคนหนึ่งจากคริสตจักรอีกแห่งมาเป็นผู้ดูแลของเรา โดยบอกว่าเธอมีขีดความสามารถที่ดี ไล่ตามเสาะหาความจริง และคู่ควรแก่การบ่มเพาะ ฉันผิดหวังมากตอนได้ยินข่าวนี้ ฉันคิดว่า “งั้นพี่น้องหญิงคนนี้เป็นผู้ที่เหมาะได้รับการบ่มเพาะ แต่ฉันไม่เหมาะเหรอ?” อย่างไรก็ตาม ฉันก็ฉุกคิดได้ว่า ถ้าพี่น้องหญิงคนนี้ทำงานที่แท้จริงได้จริงๆ นี่ก็เป็นผลลัพธ์ที่ดี หลังจากตระหนักเรื่องนั้น ฉันก็นบนอบได้มากขึ้น ต่อมาเมื่อพี่น้องหญิงคนนี้ได้รับมอบหมายให้ไปทำหน้าที่อื่นเนื่องจากความจำเป็นบางประการของงานคริสตจักร ฉันก็ตื่นเต้นมากและคิดว่า “คราวนี้พวกเขาจะต้องพิจารณาฉันในตำแหน่งผู้ดูแลแน่ๆ” แต่เพียงไม่กี่วันต่อมา ผู้นำของเรากลับเลื่อนขั้นพี่น้องหญิงอะเดลให้รับบทบาทผู้ดูแล คราวนี้ฉันรับข่าวด้วยความเยือกเย็นน้อยลง ฉันคิดว่า “ฉันทำหน้าที่อย่างขยันขันแข็งมากและแก้ไขปัญหาที่แท้จริงได้บ้าง ทำไมผู้นำไม่ถึงเลื่อนขั้นให้ฉันล่ะ? เขาคิดว่าฉันไม่เหมาะที่จะได้รับการบ่มเพาะเหรอ? เขาดูแคลนฉันเหรอ? พี่น้องชายหญิงจะคิดยังไงกับฉันในเมื่อฉันไม่ได้รับการพิจารณาให้เลื่อนขั้นถึงสองครั้งแล้ว? อะเดลเพิ่งถูกโอนย้ายมาที่นี่และมักจะมาขอคำแนะนำจากฉัน เพราะเธอยังไม่คุ้นเคยกับงาน แต่ผู้นำของเรากลับนับถือเธอมากและบ่มเพาะเธออยู่” ฉันรู้สึกหงุดหงิดและไม่ได้รับความเป็นธรรมอย่างมากตอนเรื่องทั้งหมดนี้เกิดขึ้นกับฉัน ต่อมา เมื่ออะเดลมาหาฉันเพื่อติดตามงานและถามมากเกินไป ฉันก็เริ่มหมดความอดทน ฉันคิดว่า “คุณเป็นผู้ดูแลไม่ใช่เหรอ? ขีดความสามารถของคุณคงไม่ดีขนาดนั้นหรอกถ้าคุณเอาแต่ถามคำถามที่ฉันตอบไปแล้ว!” บางครั้งตอนพี่น้องชายหญิงมาหาอะเดลพร้อมกับคำถามและความลำบากยากเย็นเกี่ยวกับการให้น้ำผู้มาใหม่ ที่เธอไม่เคยจัดการมาก่อน เธอจะไม่รู้ว่าจะสามัคคีธรรมและแก้ไขสิ่งเหล่านั้นยังไง และจะขอให้ฉันช่วย ฉันจะจงใจตอบไปว่า “นี่เป็นปัญหาง่ายๆ คุณแค่ต้องระบุหัวใจสำคัญของปัญหาและสามัคคีธรรมความจริงเกี่ยวกับปัญหานั้นอย่างชัดเจน” จากนั้นฉันจะยกตัวอย่างว่าฉันได้แก้ไขปัญหาที่คล้ายคลึงกันอย่างไร ฉันคิดว่า “ฉันต้องแสดงให้ทุกคนเห็นว่าฉันมีความสามารถ ไม่ใช่เพราะฉันขาดทักษะ แต่เพราะฉันยังไม่ได้รับโอกาสให้เป็นผู้ดูแลต่างหาก” หลังจากนั้นอะเดลก็แนะนำให้เราย้ายมาอยู่ด้วยกัน เพื่อที่เธอจะได้ปรึกษาฉันได้ทุกครั้งที่มีปัญหา ฉันคิดว่า “ปรึกษาฉันได้ทุกครั้งที่มีปัญหาเหรอ? แต่จากนั้นคุณจะได้ความดีความชอบทั้งหมดตอนปัญหาได้รับการแก้ไข ไม่ใช่ฉัน ทำไมฉันต้องเป็นผู้ช่วยคุณอยู่เบื้องหลังด้วยล่ะ?” หลังจากที่ฉันคิดแบบนี้ ฉันก็ปฏิเสธเธอด้วยเหตุผลว่า “ตารางงานให้น้ำผู้มาใหม่ของฉันยุ่งมากเสียจนไม่มีเวลาเหลือให้แล้ว” อะเดลขอฉันอีกหลายครั้ง แต่ฉันก็ไม่เคยตกลง ฉันสังเกตเห็น ทีละน้อยว่าอะเดลดูเหมือนจะถูกฉันตีกรอบเล็กน้อย และเริ่มไม่ค่อยตอบสนองต่อการหารือเรื่องงาน อย่างไรก็ตาม ฉันไม่ได้ทบทวนตนเองหรือทำความรู้จักตัวเอง แต่กลับคิดว่าอะเดลกำลังลำบากในการรับใช้ในฐานะผู้ดูแล ยิ่งไปกว่านั้น ฉันคิดว่า ถ้าฉันร่วมมือกับเธออย่างจริงจัง แล้วสภาวะของเธอดีขึ้น และเธอกลับมาทำงานได้อย่างถูกควร ฉันก็จะไม่มีโอกาสได้เลื่อนขั้น ตรงกันข้าม ตอนเธอจมดิ่งสู่การคิดลบ ก็ยิ่งเน้นย้ำถึงความกระตือรือร้นและความคิดริเริ่มของฉันเอง ดังนั้นตอนเราหารือเรื่องงาน ฉันจะทำตัวเชิงรุก และกระตือรือร้นมาก และจะรับบทบาทผู้นำเพื่อทำตัวเองให้โดดเด่น
ในเวลาต่อมา เนื่องจากผู้คนจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ยอมรับพระราชกิจแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้า และผู้ให้น้ำอีกสองสามคนได้รับมอบหมายให้มาอยู่กลุ่มเรา อะเดลจึงให้ฉันใช้เวลามากขึ้นในการช่วยเหลือพี่น้องชายหญิงที่เพิ่งมาถึง ฉันจะใช้โอกาสเหล่านี้ บอกผู้คนว่าฉันแสวงหาความจริงยังไงเพื่อแก้ไขมโนคติอันหลงผิดและความสับสนของผู้มาใหม่ โดยสรุปประสบการณ์ส่วนตัวและเส้นทางแห่งการปฏิบัติของตัวเองอย่างเป็นระบบให้พวกเขาฟัง หลังจากนั้น เมื่อใดก็ตามที่พี่น้องชายหญิงมีปัญหา พวกเขาจะเสาะหาฉันเพื่อหารือ ในบางกรณี ผู้คนจะถึงกับมาหาฉันพร้อมกับปัญหาที่อะเดลเองแก้ไขไม่ได้ ฉันรู้สึกพอใจกับตัวเองมาก และคิดว่า “ดูเหมือนว่างานทั้งหมดของฉันในช่วงนี้กำลังให้ผลตอบแทน และทุกคนก็ยอมรับในตัวฉัน ฉันอาจไม่ได้เป็นผู้ดูแล แต่ฉันก็จัดการงานของผู้ดูแลบ้าง คราวหน้าที่มีการเลือกตั้งคนทำงานและผู้นำ พี่น้องชายหญิงจะต้องลงคะแนนให้ฉันอย่างแน่นอน”
ไม่นานหลังจากนั้น ก็ถึงเวลาเลือกตั้งประจำปี และฉันรู้สึกตื่นเต้นมาก ฉันคิดว่า “ถ้าฉันได้รับเลือกให้เป็นผู้นำ ฉันจะมีอำนาจในการตัดสินใจเรื่องโครงการของคริสตจักร หากงานคืบหน้าภายใต้การดูแลของฉัน พี่น้องชายหญิงจะต้องคิดว่าฉันคู่ควรกับตำแหน่งแน่ๆ และจะนับถือฉันยิ่งกว่าเดิม” แต่นึกไม่ถึงว่า เมื่อประกาศผล ชื่อฉันกลับไม่ถูกเรียก หน้าฉันแดงก่ำและฉันรู้สึกอับอายมาก ที่เลวร้ายยิ่งกว่านั้นคือ พี่น้องชายหญิงบอกว่าฉันมีอุปนิสัยโอหัง มักตีกรอบผู้อื่น ไม่ให้ความสำคัญกับการเข้าสู่ชีวิตเป็นอันดับแรก แทบจะไม่เคยทบทวนตัวเอง หาความรู้เพิ่มเติม หรือได้บทเรียนจากสิ่งทั้งหลาย พูดสั้นๆ ก็คือ ฉันไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง เมื่อได้ยินทั้งหมดนั้น ฉันก็รู้สึกแย่มาก ตอนนี้พี่น้องชายหญิงทุกคนรู้แล้วว่าฉันไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง ฉันไม่เพียงล้มเหลวที่จะทำตัวเองให้โดดเด่น แต่ยังทำให้ตัวเองอับอายอย่างมากอีกด้วย ในช่วงนั้นฉันกลัวว่าพี่น้องชายหญิงจะถามฉันว่า ฉันได้อะไรจากสถานการณ์นั้นบ้าง แต่ฉันก็กังวลด้วยว่าจะไม่มีใครคุยกับฉัน กังวลว่าพวกเขาจะแยกแยะฉันออกและหลบเลี่ยงฉัน อารมณ์ของฉันแปรปรวนไปหมด และฉันได้แต่คิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้น ฉันไม่อาจทุ่มเทให้กับหน้าที่ของตัวเองได้ และรู้สึกทุกข์ระทมและทรมานมาก ฉันเอาแต่สงสัยว่าทำไมฉันถึงเผชิญกับอุปสรรคอันโหดร้ายแบบนี้ ต่อมาพี่น้องชายหญิงบางคนมาสามัคคีธรรมกับฉัน และกระตุ้นให้ฉันใช้เวลามากขึ้นในการคิดทบทวนเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ของตัวเอง พวกเขายังชี้ให้เห็นว่าด้วยถึงแม้ฉันจะมีความสามารถบางอย่างในการทำงาน แต่ฉันไม่ได้ให้ความสำคัญกับการไล่ตามเสาะหาความจริงเป็นอันดับแรก แต่กลับแสวงหาหน้าตาและสถานะเท่านั้น และกำลังเดินบนเส้นทางที่ผิด ฉันรู้ว่าคำแนะนำและความช่วยเหลือของพี่น้องชายหญิงมาจากพระเจ้า ฉันเลยมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและอธิษฐานว่า “ข้าแต่พระเจ้า การถูกเผยเช่นนี้ เป็นเรื่องยากมากสำหรับข้าพระองค์ ข้าแต่พระเจ้า โปรดให้ความรู้แจ้งแก่ข้าพระองค์ และอนุญาตให้ข้าพระองค์ได้รู้จักตนเองและเข้าใจเจตนารมณ์ของพระองค์ด้วยเถิด”
วันหนึ่งขณะอ่านพระวจนะของพระเจ้า ฉันได้พบสองบทตอนที่พระเจ้าเปิดโปงว่าศัตรูของพระคริสต์แสวงหาหน้าตาและสถานะอย่างไร พระวจนะของพระเจ้ากล่าวว่า “ไม่ว่าศัตรูของพระคริสต์จะทำหน้าที่อันใด พวกเขาจะพยายามให้ตนเองอยู่ในตำแหน่งสูง อยู่ในตำแหน่งที่มีฐานะสูงสุด พวกเขาไม่มีวันพอใจกับที่ทางของตนในฐานะผู้ติดตามธรรมดา แล้วสิ่งใดที่พวกเขาหลงใหลมากที่สุด? คือการยืนอยู่ต่อหน้าผู้คน ออกคำสั่งและดุด่าผู้คน ทำให้ผู้คนทำตามที่พวกเขาพูด พวกเขาไม่เคยคิดว่าจะทำหน้าที่ของตนให้ถูกต้องเหมาะสมอย่างไร—และในขณะทำหน้าที่ของตน พวกเขายิ่งไม่แสวงหาหลักธรรมความจริงเพื่อที่จะปฏิบัติความจริงและทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัย แทนที่จะเป็นเช่นนั้นพวกเขากลับเค้นสมองของตนเพื่อหาหนทางที่จะทำให้ตนเองโดดเด่น ทำให้ผู้นำทั้งหลายคิดว่าพวกเขาสูงส่งและส่งเสริมพวกเขา เพื่อที่พวกเขาเองจะสามารถกลายเป็นผู้นำหรือคนทำงาน และสามารถนำผู้อื่นได้ นี่คือสิ่งที่พวกเขาใช้เวลาทั้งวันขบคิดและคาดหวัง ศัตรูของพระคริสต์ไม่เต็มใจที่จะให้ผู้อื่นนำ และพวกเขาก็ไม่เต็มใจที่จะเป็นผู้ติดตามธรรมดาสามัญ และยิ่งไม่เต็มใจที่จะลงมือทำหน้าที่ของตนอย่างเงียบๆ โดยปราศจากการประโคมข่าว ไม่ว่าหน้าที่ของพวกเขาจะเป็นสิ่งใด หากพวกเขาไม่สามารถอยู่ในตำแหน่งที่สำคัญที่สุด หากพวกเขาไม่สามารถอยู่เหนือผู้อื่นและนำคนอื่นๆ พวกเขาก็จะเบื่อหน่ายกับการทำหน้าที่ของตน และกลายเป็นคิดลบและเริ่มย่อหย่อน เมื่อไม่มีการสรรเสริญหรือการนับถือจากผู้อื่น ก็ยิ่งไม่น่าสนใจสำหรับพวกเขาเข้าไปใหญ่ และพวกเขาก็ยิ่งไม่อยากทำหน้าที่ของตน แต่หากพวกเขาสามารถอยู่ในตำแหน่งที่สำคัญที่สุดระหว่างที่ทำหน้าที่ของตนและได้เป็นผู้ชี้ขาด พวกเขาย่อมรู้สึกว่าตนแข็งแกร่ง และจะยอมทนความยากลำบากทุกอย่าง พวกเขามีเจตนาส่วนตัวในการปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขา และพวกเขาต้องการทำให้ตนเองโดดเด่นอันเป็นวิธีสนองความต้องการที่จะเอาชนะผู้อื่นของตน และสนองความอยากได้อยากมีและความมักใหญ่ใฝ่สูงของพวกเขา” (พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, ประการที่เก้า (ภาคที่เจ็ด)) “สำหรับศัตรูของพระคริสต์แล้ว ความมีหน้ามีตาและสถานะไม่ใช่เรื่องพึงประสงค์บางอย่างที่เพิ่มเข้ามา นับประสาอะไรที่จะเป็นสิ่งภายนอกซึ่งพวกเขาไม่จำเป็นต้องมีก็ได้ สิ่งเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติของศัตรูของพระคริสต์ สิ่งเหล่านี้อยู่ในกระดูกของพวกเขา ในเลือดของพวกเขา สิ่งเหล่านี้มีมาแต่กำเนิดสำหรับพวกเขา พวกศัตรูของพระคริสต์นั้นมิใช่ไม่แยแสว่าพวกเขามีหน้ามีตาและมีสถานะหรือไม่ นี่ไม่ใช่ท่าทีของพวกเขา เช่นนั้นแล้ว อะไรคือท่าทีของพวกเขา? ความมีหน้ามีตาและสถานะเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันของพวกเขาอย่างแนบแน่น เชื่อมโยงกับสภาวะในแต่ละวันของพวกเขา และสิ่งที่พวกเขาไล่ตามเสาะหาเป็นประจำทุกวัน ดังนั้น สำหรับศัตรูของพระคริสต์แล้ว สถานะและความมีหน้ามีตาจึงเป็นชีวิตของพวกเขา ไม่ว่าพวกเขาจะใช้ชีวิตอย่างไร ดำรงชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมใด ทำงานอะไร ไล่ตามไขว่คว้าสิ่งใด ไม่ว่าเป้าหมายของพวกเขาจะเป็นสิ่งใด ทิศทางชีวิตของพวกเขาคืออะไร ทั้งหมดย่อมโคจรอยู่รอบๆ การเป็นที่นับหน้าถือตาและสถานะอันสูงส่ง และจุดมุ่งหมายนี้ก็ไม่เปลี่ยนแปลง พวกเขาไม่สามารถละวางสิ่งทั้งหลายดังกล่าวได้ นี่คือหน้าตาที่แท้จริงของศัตรูพระคริสต์ และแก่นแท้ของพวกเขา เจ้าอาจนำพวกเขาไปไว้ในป่าดงดิบลึกเข้าไปในเทือกเขา แต่พวกเขาก็จะไม่ละมือจากการไล่ตามไขว่คว้าความมีหน้ามีตาและสถานะ เจ้าสามารถนำพวกเขาไปอยู่ท่ามกลางคนกลุ่มใดก็ได้ และพวกเขาก็จะยังคงคิดออกแต่เรื่องความมีหน้ามีตาและสถานะเท่านั้น แม้ว่าศัตรูของพระคริสต์จะเชื่อในพระเจ้าเช่นกัน แต่พวกเขาก็มองว่าการไล่ตามไขว่คว้าความมีหน้ามีตาและสถานะเทียบได้กับความเชื่อในพระเจ้า และวางสองสิ่งนี้ไว้ในระดับเดียวกัน ซึ่งหมายความว่าขณะที่พวกเขาเดินอยู่บนเส้นทางแห่งความเชื่อในพระเจ้า พวกเขาก็ไล่ตามไขว่คว้าความมีหน้ามีตาและสถานะของตนเองไปด้วย อาจกล่าวได้ว่าในหัวใจของศัตรูพระคริสต์ การไล่ตามเสาะหาความจริงในความเชื่อที่พวกเขามีในพระเจ้าคือการไล่ตามไขว่คว้าความมีหน้ามีตาและสถานะ และการไล่ตามไขว่คว้าความมีหน้ามีตาและสถานะก็เป็นการไล่ตามเสาะหาความจริงเช่นกัน การได้มาซึ่งความมีหน้ามีตาและสถานะก็คือการได้มาซึ่งความจริงและชีวิต ถ้าพวกเขารู้สึกว่าตนนั้นไม่มีชื่อเสียง ผลประโยชน์ หรือสถานะ รู้สึกว่าไม่มีผู้ใดยกย่อง ยอมรับนับถือ หรือติดตามพวกเขา เช่นนั้นแล้ว พวกเขาย่อมผิดหวังอย่างมาก พวกเขาเชื่อว่าไม่มีประโยชน์ที่จะเชื่อในพระเจ้า ไม่มีคุณค่าในการเชื่อเช่นนั้น และพวกเขากล่าวกับตนเองว่า ‘ความเชื่อในพระเจ้าเช่นนั้นเป็นความล้มเหลวหรือไม่? ฉันสิ้นหวังแล้วไม่ใช่หรือ?’ พวกเขามักจะคิดคำนวณเรื่องเช่นนี้อยู่ในหัวใจของพวกเขา พวกเขาคิดคำนวณวิธีที่พวกเขาจะสามารถสร้างพื้นที่ให้ตนเองในพระนิเวศของพระเจ้า วิธีที่พวกเขาจะสามารถมีหน้ามีตาสูงส่งอยู่ในคริสตจักร วิธีที่พวกเขาจะสามารถทำให้ผู้คนรับฟังเมื่อพวกเขาพูด และสนับสนุนเมื่อพวกเขาลงมือทำ วิธีที่พวกเขาจะสามารถทำให้ผู้คนติดตามพวกเขาไม่ว่าพวกเขาอยู่ที่ไหน และวิธีที่พวกเขาจะสามารถมีเสียงที่มีอิทธิพลในคริสตจักร มีชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะ—หัวใจของพวกเขาสนใจแต่สิ่งเหล่านี้อย่างแท้จริง เหล่านี้คือสิ่งที่คนพวกนี้ไล่ตามเสาะหา” (พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, ประการที่เก้า (ภาคที่สาม)) พระวจนะของพระเจ้าเปิดโปงว่าศัตรูของพระคริสต์ให้ความสำคัญสูงสุดกับหน้าตาและสถานะอย่างไร ไม่ว่าเมื่อใดและที่ไหน เป้าหมายสูงสุดของพวกเขาคือการได้รับหน้าตาที่ดีและสถานะที่สูงส่ง พวกเขาเชื่อในพระเจ้าและทำหน้าที่ของตนเพียงเพื่อทำตัวเองให้โดดเด่นและได้รับความนับถือจากผู้อื่น พวกเขาดิ้นรนอยู่เสมอเพื่อให้ได้มาซึ่งตำแหน่งที่มีสถานะ เพื่อชิงสิทธิ์ชี้ขาดและอำนาจในการตัดสินใจ และเพื่อมีอำนาจเหนือผู้อื่น หากพวกเขาไม่อาจได้มาซึ่งสถานะและหน้าตา พวกเขาก็เริ่มคิดว่าการเชื่อในพระเจ้านั้นไร้ความหมาย และไม่มีเหตุผลที่จะทำหน้าที่ของตัวเอง เมื่อพิจารณาพระวจนะของพระเจ้า ฉันก็ตระหนักว่าอุปนิสัยที่ฉันเผยออกมา และทัศนะของฉันเรื่องการไล่ตามเสาะหาไม่ได้ต่างจากอุปนิสัยและทัศนะของศัตรูของพระคริสต์เลย ฉันดิ้นรนอยู่เสมอเพื่อที่จะกลายเป็นผู้ดูแลหรือผู้นำ เพราะฉันคิดว่าผู้นำและคนทำงานมีสิทธิ์ชี้ขาด สามารถตัดสินใจเรื่องสำคัญๆ ได้ และเป็นที่เคารพนับถือ ได้รับการสนับสนุน และได้รับการยกย่อง ในฐานะหัวหน้ากลุ่ม ขอบเขตสิทธิอำนาจของฉันมีจำกัด และฉันแทบไม่มีโอกาสทำตัวเองให้โดดเด่นเลย ดังนั้นเมื่อใดก็ตามที่ฉันทำงานได้ผลสำเร็จ ฉันจะรู้สึกอยากได้รับอำนาจและสิทธิอำนาจเพิ่มทันที เพื่อที่จะได้มีคนมากขึ้นมานับถือฉันและห้อมล้อมฉัน เมื่อฉันได้ยินว่าคริสตจักรจะเลือกผู้ดูแลคนใหม่ ฉันก็ตั้งตารอการเลือกตั้งมาก เพราะคิดว่าในที่สุดโอกาสที่จะทำตัวเองให้โดดเด่นได้มาถึงแล้ว แต่แล้วเมื่อผู้นำโอนย้ายผู้ดูแลคนใหม่มาจากคริสตจักรอื่นแทน ฉันก็ผิดหวังอย่างมากและไม่ยอมรับผลลัพธ์นี้ โดยเชื่อว่าผู้นำไม่อยากให้โอกาสฉันได้ฝึกฝนและมีปัญหากับฉัน เพื่อพิสูจน์ว่าฉันดีกว่าผู้ดูแลคนปัจจุบัน ฉันจงใจทำให้เธอลำบากและกีดกันเธอ ซึ่งทำให้เธอเริ่มรู้สึกถูกตีกรอบ เพื่อให้แน่ใจว่าฉันจะได้รับเลือกเป็นผู้ดูแล ฉันใช้ทุกโอกาสในการช่วยเหลือพี่น้องชายหญิงเพื่ออวดฝีมือและสร้างชื่อให้ตัวเอง เพื่อให้ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป จะได้มีคนยอมรับฉันและลงคะแนนให้ฉันมากขึ้น สิ่งเดียวที่ฉันแสวงหาคือสถานะและหน้าตา และทุกสิ่งที่ฉันทำก็เพื่อให้ได้มาซึ่งสถานะ ฉันกำลังเดินอยู่บนเส้นทางของศัตรูของพระคริสต์ เมื่อตระหนักเรื่องนี้ ฉันก็รู้สึกเสียใจอย่างมาก จึงอธิษฐานถึงพระเจ้าว่า “ข้าแต่พระเจ้า ที่ผ่านมาข้าพระองค์ไม่ได้ไล่ตามเสาะหาความจริงในหน้าที่ของตน ข้าพระองค์ต่อสู้แย่งชิงสถานะและหน้าตา และเป็นกบฏต่อพระองค์และต่อต้านพระองค์ ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ไม่ต้องการที่จะเป็นเช่นนี้ต่อไปแล้ว และพร้อมที่จะกลับใจ โปรดให้ความรู้แจ้งแก่ข้าพระองค์เพื่อที่ข้าพระองค์จะได้รู้จักตนเองด้วยเถิด”
ครั้งหนึ่งระหว่างการเฝ้าเดี่ยว ฉันได้พบพระวจนะของพระเจ้าบทตอนนี้ “เมื่ออุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตานฝังรากอยู่ในตัวผู้คนและกลายเป็นธรรมชาติของพวกเขาไปแล้ว นี่ก็เพียงพอที่จะปลูกฝังความมืดและความชั่วลงไปในหัวใจของพวกเขา และนำพวกเขาไปสู่การไล่ตามไขว่คว้าและเลือกเส้นทางที่ผิด ภายใต้แรงขับเคลื่อนของอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตาน อะไรหรือคืออุดมคติ ความหวัง ความทะเยอทะยาน และเป้าหมายชีวิต และทิศทางของผู้คน? พวกเขาไม่วิ่งสวนทางกับสิ่งที่เป็นบวกหรอกหรือ? ตัวอย่างเช่น ผู้คนต้องการที่จะมีกิตติศัพท์หรือมีความเด่นดัง พวกเขาปรารถนาที่จะได้รับชื่อเสียงและเกียรติยศอันยิ่งใหญ่ และที่จะนำพาเกียรติมาสู่บรรพบุรุษของพวกเขา เหล่านี้คือสิ่งที่เป็นบวกหรือ? เหล่านี้ไม่อยู่ในแนวเดียวกับสิ่งที่เป็นบวกแต่อย่างใดเลย ที่มากกว่านั้นคือ สิ่งเหล่านั้นขัดต่อธรรมบัญญัติแห่งการมีอธิปไตยของพระเจ้าเหนือชะตากรรมของมวลมนุษย์… พวกเจ้าต้องการที่จะสยายปีกและโผบินอยู่เสมอ พวกเจ้าปรารถนาที่จะบินเดี่ยว อยากเป็นอินทรีมากกว่าเป็นนกตัวน้อยอยู่ตลอดเวลาใช่หรือไม่? นี่คืออุปนิสัยแบบใด? นี่ใช่หลักธรรมในการประพฤติปฏิบัติตนหรือไม่? การประพฤติปฏิบัติตนของเจ้าควรอ้างอิงตามพระวจนะของพระเจ้า มีเพียงพระวจนะของพระเจ้าเท่านั้นที่เป็นความจริง พวกเจ้าถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามอย่างลึกซึ้งเกินไป ทั้งยังถือว่าวัฒนธรรมดั้งเดิม—ซึ่งเป็นคำพูดของซาตาน—เป็นความจริง เป็นเป้าหมายในการไล่ตามเสาะหาของเจ้าอยู่เสมอ ซึ่งทำให้เจ้าเลือกเส้นทางที่ผิด ทำให้เจ้าเดินบนเส้นทางแห่งการต้านทานพระเจ้าโดยง่าย ความคิดและทัศนะของมวลมนุษย์ที่เสื่อมทราม รวมถึงสิ่งต่างๆ ที่พวกเขาเพียรพยายามให้ได้มานั้นตรงข้ามกับ-ข้อพึงปรารถนาของพระเจ้า ความจริง ธรรมบัญญัติแห่งการมีอธิไตยของพระเจ้าเหนือสรรพสิ่ง การจัดวางเรียบเรียงทุกสิ่งของพระองค์ และการควบคุมชะตากรรมของมวลมนุษย์ของพระองค์ ดังนั้นไม่ว่าการไล่ตามเสาะหาแบบนี้จะถูกต้องเหมาะสมและมีเหตุผลเพียงใดตามความคิดและมโนคติอันหลงผิดของมนุษย์ แต่จากมุมมองของพระเจ้า ความคิดและมโนคติของมนุษย์ก็ไม่ใช่สิ่งที่เป็นบวก และไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระองค์ เนื่องจากเจ้าต่อต้านข้อเท็จจริงที่ว่าพระเจ้าทรงอธิปไตยเหนือชะตาชีวิตของมวลมนุษย์ และเนื่องจากเจ้าปรารถนาที่จะฉายเดี่ยว กุมชะตากรรมของเจ้าเอาไว้ในมือของตน เจ้าจึงพุ่งชนกำแพงอย่างแรงจนหัวแตกอยู่เสมอ และไม่มีสิ่งใดได้ผลสำหรับเจ้า เหตุใดจึงไม่มีสิ่งใดได้ผลสำหรับเจ้า? เพราะธรรมบัญญัติที่พระเจ้าทรงบัญญัติไว้เป็นสิ่งที่ไม่ว่าสิ่งมีชีวิตทรงสร้างใดก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ สิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระเจ้าอยู่เหนือทุกสิ่ง และไม่มีสิ่งมีชีวิตทรงสร้างใดละเมิดได้ ผู้คนให้ค่าความสามารถของตนมากเกินไป สิ่งใดทำให้ผู้คนอยากเป็นอิสระจากอธิปไตยของพระเจ้าอยู่เสมอ อยากกุมชะตากรรมของตนเอาไว้และวางแผนอนาคตของพวกเขาเองตลอดเวลา รวมถึงอยากควบคุมโอกาสที่จะประสบความสำเร็จในอนาคต ทิศทาง และเป้าหมายในชีวิตของพวกเขา? จุดเริ่มต้นนี้มาจากไหน? (มาจากอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตาน) เช่นนั้นแล้ว สิ่งใดหรือที่อุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตานนำพามาสู่ผู้คน? (การต่อต้านพระเจ้า) สิ่งใดหรือที่มาจากผู้คนซึ่งต่อต้านพระเจ้า? (ความเจ็บปวด) ความเจ็บปวดหรือ? มันคือความย่อยยับ! มันมากกว่าแค่ความเจ็บปวด สิ่งที่เจ้าเห็นต่อหน้าต่อตาเจ้าคือความเจ็บปวด ความเป็นลบ และความอ่อนแอ และมันคือความต้านทานและความไม่พอใจ—บทอวสานใดเล่าที่สิ่งเหล่านี้จะนำพามา? การทำลายล้าง! นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กเลย และมันก็ไม่ใช่เกม” (พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, อุปนิสัยอันเสื่อมทรามสามารถแก้ไขได้โดยการยอมรับความจริงเท่านั้น) ผ่านการเปิดโปงจากพระวจนะของพระเจ้า ฉันได้ตระหนักว่าหลังจากที่มนุษย์ถูกซาตานทำให้เสื่อมทราม ชีวิตของเขาก็ถูกควบคุมโดยอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตาน ซึ่งมีลักษณะเด่นคือความโอหัง ความทะนงตน ความเลว และความหลอกลวง เขาไม่อาจนบนอบต่ออธิปไตยและการจัดการเตรียมการของพระเจ้าได้อีกต่อไป และเต็มไปด้วยความทะเยอทะยานและความอยากได้อยากมีเสมอ ดิ้นรนที่จะกลายเป็นบุคคลที่ยิ่งใหญ่และมีชื่อเสียง และแสวงหาเพื่อได้รับสถานะที่สูงส่งและกลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในหมู่มนุษย์ ปรัชญาของซาตาน เช่น “มนุษย์ดิ้นรนขึ้นสู่ที่สูง น้ำไหลลงสู่ที่ต่ำ” และ “ทหารที่ไม่อยากเป็นนายพลไม่ใช่ทหารที่ดี” ได้หยั่งรากลึกในใจฉันเมื่อนานมาแล้ว ทำให้ฉันมองว่าการแสวงหาหน้าตาและสถานะเป็นเป้าหมายที่ถูกต้อง สมัยเรียน ฉันดิ้นรนที่จะเป็นนักเรียนที่เก่งที่สุด และถ้าฉันทำข้อสอบได้ไม่ดี ฉันก็จะหดหู่ไปหลายวันหลังจากนั้น เมื่อเข้าสู่ตลาดแรงงานหลังจากเรียนจบ ฉันก็ทำงานอย่างขยันขันแข็งเพื่อที่จะกลายเป็นลูกจ้างที่เก่งอันดับต้นๆ ฉันจะอาสาทำงานล่วงเวลาและเลือกงานที่ยากที่สุด เพื่อให้เจ้านายโปรดปรานและมีโอกาสได้เลื่อนขั้น เมื่อเข้าสู่ความเชื่อ ฉันก็เชื่อว่าจะได้รับความนับถือและการสนับสนุนจากผู้อื่น โดยการกลายเป็นผู้ดูแลหรือผู้นำในคริสตจักร ฉันจึงดิ้นรนเพื่อให้ได้มาซึ่งสถานะที่สูงส่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนฉันกลายเป็นหัวหน้ากลุ่มและได้รับการยอมรับจากพี่น้องชายหญิง ความทะเยอทะยานและความอยากได้อยากมีของฉันสูงกว่าครั้งไหนๆ ฉันเริ่มโอหังมากขึ้นเรื่อยๆ โดยคิดว่าตัวเองมีค่า และคุณสมบัติที่จะได้เลื่อนขั้นเป็นผู้ดูแลหรือแม้กระทั่งผู้นำ เมื่อผู้นำของฉันเลื่อนขั้นอะเดลแทนฉัน ฉันก็รู้สึกต่อต้านและขุ่นเคือง และไม่เต็มใจที่จะสนับสนุนและร่วมมือกับเธอในงานของเรา ฉันพยายามแข่งขันกับเธออยู่เสมอด้วย ฉันมักจะคว้าโอกาสเพื่อโอ้อวดว่าฉันแก้ไขปัญหาได้ยังไง ในแง่หนึ่ง ฉันอยากให้อะเดลคิดว่าเธอไม่ได้อยู่ระดับเดียวกับฉัน ในอีกแง่หนึ่ง ฉันพยายามแสดงให้พี่น้องชายหญิงเห็นว่าฉันมีความสามารถมากกว่าเธอ ด้วยวิธีนี้ ฉันหวังว่าทุกคนจะมาหาฉันเมื่อมีปัญหา และจะคิดถึงฉันก่อนหากมีการเลือกตั้งครั้งต่อไป ฉันถือว่าสถานะสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด และไม่เคยทบทวนตนเองแม้แต่ตอนเผชิญกับอุปสรรคซ้ำแล้วซ้ำเล่า ยิ่งไปกว่านั้น ฉันรู้สึกขุ่นเคืองและเจ็บใจ โดยคิดว่าตัวเองมีค่าเพราะปฏิบัติงานบางอย่างได้ดีและควรได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้นำของผู้อื่น ฉันช่างโอหังและไร้ยางอายอย่างไม่น่าเชื่อ! เมื่อคิดทบทวนเรื่องนี้ ฉันก็ตระหนักว่าฉันเชื่อในพระเจ้าก็เพียงเพื่อแสวงหาสถานะเท่านั้น ฉันไม่ได้ให้ความสำคัญกับการไล่ตามเสาะหาความจริงเป็นอันดับแรก และมีความเป็นจริงความจริงน้อยมาก ด้วยเหตุนี้ฉันจึงไม่อาจทำงานสำคัญใดๆ ที่ผู้นำและคนทำงานต้องปฏิบัติ ฉันมีความเป็นมนุษย์ที่แย่ด้วย ซึ่งทำให้ฉันมีคุณสมบัติในการเป็นผู้นำน้อยลงไปอีก หากฉันได้รับเลือกให้เป็นผู้นำ จะส่งผลเสียต่อทั้งพี่น้องชายหญิงและคริสตจักร!
หลังจากนั้นฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าอีกสองบทตอน ซึ่งช่วยให้ฉันเข้าใจธรรมชาติและผลที่ตามมาของการไล่ตามไขว่คว้าหน้าตาและสถานะได้ดีขึ้น พระวจนะของพระเจ้ากล่าวว่า “หากใครบางคนพูดว่าพวกเขารักความจริงและว่าพวกเขาไล่ตามเสาะหาความจริง แต่โดยแก่นแท้แล้ว เป้าหมายที่พวกเขาไล่ตามเสาะหาคือการทำให้ตัวพวกเขาเองโดดเด่นแตกต่าง การอวดโอ้ การทำให้ผู้คนคิดกับพวกเขาอย่างสูงส่ง การสัมฤทธิ์ผลประโยชน์ส่วนบุคคลของตัวเอง และการปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขานั้นไม่ใช่เป็นการนบนอบหรือทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัย และแทนที่จะเป็นเช่นนั้นกลับเป็นการสัมฤทธิ์ชื่อเสียง ผลประโยชน์และสถานะ เช่นนั้นแล้ว การไล่ตามเสาะหาของพวกเขาย่อมไม่ถูกทำนองคลองธรรม ในกรณีที่เป็นเช่นนั้น เมื่อเป็นเรื่องงานของคริสตจักร การกระทำของพวกเขาเป็นอุปสรรคกีดขวางหรือว่าพวกเขาช่วยขับเคลื่อนสิ่งเหล่านี้ไปข้างหน้าเล่า? พวกเขาเป็นอุปสรรคกีดขวางอย่างชัดเจน ทั้งนี้พวกเขาไม่ขับเคลื่อนสิ่งเหล่านี้ไปข้างหน้า ผู้คนบางคนสนับสนุนการทำงานของคริสตจักร แต่กระนั้นกลับไล่ตามไขว่คว้าชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะส่วนบุคคลของตัวเอง ประกอบกิจการของตัวเอง สร้างกลุ่มเล็กๆ ของตัวเอง ราชอาณาจักรเล็กๆ ของตัวเอง—บุคคลประเภทนี้กำลังทำหน้าที่ของพวกเขาอยู่หรือไม่? งานทั้งหมดที่พวกเขาทำนั้นในแก่นแท้แล้วขัดขวาง ก่อกวน และบั่นทอนงานของคริสตจักร สิ่งใดคือผลสืบเนื่องของการไล่ตามไขว่คว้าชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะของพวกเขา? ก่อนอื่นการนี้ส่งผลต่อวิธีที่ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าตามปกติและเข้าใจความจริง การนี้ขัดขวางการเข้าสู่ชีวิตของพวกเขา หยุดยั้งพวกเขาจากการเข้าสู่ครรลองที่ถูกต้องของความเชื่อในพระเจ้า และนำพวกเขาไปบนเส้นทางที่ผิด—ซึ่งทำร้ายผู้ที่ได้รับการเลือกสรร และพาพวกเขาไปสู่ความย่อยยับ และในท้ายที่สุด การนี้ทำสิ่งใดกับงานของคริสตจักร? ย่อมเป็นการก่อกวน บั่นทอน และรื้อทำลาย นี่คือผลสืบเนื่องที่เกิดจากการไล่ตามไขว่คว้าชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะของผู้คน เมื่อพวกเขาปฏิบัติหน้าที่ของตนในหนทางนี้ นี่จะนิยามได้หรือไม่ว่าเป็นการเดินบนเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์? เมื่อพระเจ้าตรัสขอให้ผู้คนละชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะ นั่นไม่ใช่ว่าพระองค์กำลังทรงลิดรอนสิทธิ์ในการเลือกของพวกเขา ตรงกันข้าม นั่นเป็นเพราะขณะที่ไล่ตามไขว่คว้าชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะอยู่นั้น ผู้คนได้ก่อกวนและทำให้งานของคริสตจักรกับการเข้าสู่ชีวิตของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรหยุดชะงัก และถึงขั้นสามารถมีอิทธิพลต่อการกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าของผู้คนเป็นจำนวนมากขึ้น การเข้าใจความจริง รวมถึงการสัมฤทธิ์ความรอดของพระเจ้า นี่คือข้อเท็จจริงที่มิอาจโต้แย้งได้ เมื่อผู้คนไล่ตามไขว่คว้าชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะของตน แน่นอนว่าพวกเขาจะไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงและไม่ลุล่วงหน้าที่ของตนด้วยความสัตย์ซื่อ พวกเขาจะพูดและทำเพื่อชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะเท่านั้น และงานทุกอย่างที่พวกเขาทำก็ล้วนเป็นไปเพื่อสิ่งเหล่านั้นโดยไม่มีข้อยกเว้นแม้แต่น้อย การประพฤติและปฏิบัติในหนทางเช่นนี้คือการเดินบนเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์อย่างไม่ต้องสงสัย ก่อให้เกิดความไม่สงบและทำให้พระราชกิจของพระเจ้าหยุดชะงัก ผลสืบเนื่องต่างๆ ของการนี้ล้วนขัดขวางการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักรและการดำเนินงานตามน้ำพระทัยของพระเจ้าภายในคริสตจักร ดังนั้น คนเราอาจพูดได้อย่างมั่นใจว่าเส้นทางที่ผู้ไล่ตามไขว่คว้าชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะเดินอยู่นั้นเป็นเส้นทางของการต้านทานพระเจ้า นี่คือการตั้งใจต้านทานพระองค์ ปฏิเสธพระองค์—นี่คือการร่วมมือกับซาตานเพื่อต้านทานพระเจ้าและยืนหยัดต่อต้านพระองค์ นี่คือธรรมชาติของการไล่ตามไขว่คว้าชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะของผู้คน” (พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, ประการที่เก้า (ภาคที่หนึ่ง)) “พระเจ้าไม่ทรงเกลียดสิ่งใดมากไปกว่าเวลาที่ผู้คนไล่ตามไขว่คว้าสถานะ เพราะการไล่ตามไขว่คว้าสถานะคืออุปนิสัยเยี่ยงซาตาน เป็นเส้นทางที่ผิด และเกิดจากความเสื่อมทรามของซาตาน เป็นบางสิ่งที่พระเจ้าทรงกล่าวโทษ และเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงพิพากษาและชำระให้บริสุทธิ์ พระเจ้าไม่ทรงเกลียดสิ่งใดมากไปกว่าเวลาที่ผู้คนไล่ตามไขว่คว้าสถานะ แต่ทว่าเจ้ายังคงแข่งขันกันอย่างดันทุรังเพื่อสถานะ เจ้าทะนุถนอมและปกป้องสถานะอย่างไม่ลดละ พยายามเอาสถานะมาเป็นของตนเองอยู่เสมอ ทั้งหมดนี้มีลักษณะของการเป็นปรปักษ์กับพระเจ้าอยู่บ้างมิใช่หรือ? พระเจ้าไม่ได้ทรงลิขิตสถานะขึ้นมาให้แก่ผู้คน พระเจ้าทรงจัดเตรียมความจริง หนทาง และชีวิตให้ผู้คน เพื่อที่สุดท้ายพวกเขาจะกลายเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่เป็นไปตามมาตรฐาน เป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างเล็กๆ และไร้นัยสำคัญของพระเจ้า—ไม่ใช่ใครบางคนที่มีสถานะและความมีเกียรติในสังคมและเป็นที่เคารพของผู้คนหลายพันคน และดังนั้น ไม่ว่าจะมองจากมุมมองใด การไล่ตามไขว่คว้าสถานะก็คือทางตัน ไม่ว่าคำแก้ตัวของเจ้าสำหรับการไล่ตามไขว่คว้าสถานะจะสมเหตุสมผลเพียงใด เส้นทางนี้ก็ยังคงเป็นเส้นทางที่ผิด และไม่ได้รับความเห็นชอบจากพระเจ้า ไม่ว่าเจ้าพยายามหนักเพียงใดหรือว่าเจ้าจ่ายราคามากเพียงใด หากเจ้าพึงปรารถนาสถานะ พระเจ้าก็จะไม่ประทานสถานะแก่เจ้า หากพระเจ้าไม่ประทานสถานะ เจ้าย่อมจะล้มเหลวในการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งสถานะ และหากเจ้ายังคงต่อสู้อยู่เรื่อยไป ก็ย่อมจะมีจุดจบเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นคือเจ้าย่อมจะเผยตัวและถูกกำจัดออกไป และเจ้าจะพบทางตัน เจ้าเข้าใจเรื่องนี้ใช่หรือไม่?” (พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, ประการที่เก้า (ภาคที่สาม)) เมื่อได้อ่านพระวจนะของพระเจ้า และได้เห็นพระองค์ชำแหละและจัดลักษณะผู้ที่แสวงหาสถานะและหน้าตา ก็รู้สึกถูกแทงใจมาก ฉันไม่เคยตระหนักเลยว่าธรรมชาติและผลที่ตามมาของการแสวงหาสถานะและหน้าตานั้นร้ายแรงเพียงใด ตอนผู้คนแสวงหาสิ่งเหล่านี้ พวกเขารื้อถอนและทำลายงานของคริสตจักรโดยตรง และรับใช้ในฐานะสมุนของซาตาน พระเจ้าทรงกล่าวโทษการกระทำดังกล่าว การแสวงหาสถานะขัดต่อความต้องการของพระเจ้าและเป็นการต่อต้านพระองค์โดยตรง การประพฤติตนในลักษณะนี้เป็นหนทางสู่ความหายนะ! ผู้ดูแลคนก่อนของเราถูกปลดเพราะไม่ทำงานที่แท้จริง การที่อะเดลเข้ามาจึงเป็นประโยชน์อย่างมากต่องานของคริสตจักร เพราะเธอเป็นผู้ไล่ตามเสาะหาความจริง และให้ความสำคัญกับการแสวงหาหลักธรรมความจริงเป็นอันดับแรกจริงๆ เมื่อเกิดเรื่องร้ายกับเธอ และเธอก็ทำงานที่แท้จริงได้บ้าง ฉันควรจะสนับสนุนและร่วมมือกับเธอ แต่เพราะฉันเริ่มหมกมุ่นเรื่องหน้าตาและสถานะมาก ฉันเลยยอมรับไม่ได้ที่อะเดลได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ดูแล ฉันปฏิเสธที่จะร่วมมือกับเธอครั้งแล้วครั้งเล่า ตอนเธอเสนอให้เราหารือเรื่องงานด้วยกัน สิ่งนี้ทำให้อะเดลรู้สึกถูกตีกรอบและคิดลบ และงานของคริสตจักรก็ได้รับผลกระทบ ฉันไม่เพียงไม่ทบทวนตนเอง แต่ฉันไม่รับผิดชอบต่อสิ่งที่ตัวเองทำกับเธอด้วย โดยคิดว่าเธอเริ่มคิดลบก็เพียงเพราะเธอไม่เหมาะกับบทบาทผู้ดูแล ฉันถึงกับตั้งตารอตอนที่เธอจะตระหนักในที่สุดว่าไม่ไหวแล้วลาออก เพราะเมื่อนั้นฉันจะเข้าไปเสียบตำแหน่งของเธอได้ ฉันไม่ได้กีดกั้นและรบกวนงานของคริสตจักรหรอกหรือ? ฉันถึงกับใช้โอกาสในการหารือเรื่องงานและช่วยเหลือพี่น้องชายหญิงเพื่อทำตัวเองให้โดดเด่น พวกเขาจะได้มาหาฉันเมื่อมีปัญหา ซึ่งทำให้อะเดลเป็นเพียงหัวหน้าแต่ในนาม ฉันทำตัวเป็นสมุนของซาตาน และรบกวนและรื้อถอนงานของคริสตจักร ฉันกำลังทำชั่วและต่อต้านพระเจ้า! พระวจนะของพระเจ้ากล่าวว่า: “ไม่ว่าเจ้าพยายามหนักเพียงใดหรือว่าเจ้าจ่ายราคามากเพียงใด หากเจ้าพึงปรารถนาสถานะ พระเจ้าก็จะไม่ประทานสถานะแก่เจ้า หากพระเจ้าไม่ประทานสถานะ เจ้าย่อมจะล้มเหลวในการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งสถานะ และหากเจ้ายังคงต่อสู้อยู่เรื่อยไป ก็ย่อมจะมีจุดจบเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นคือเจ้าย่อมจะเผยตัวและถูกกำจัดออกไป และเจ้าจะพบทางตัน” ฉันตระหนักว่าขณะที่แสวงหาสถานะนั้น ฉันกำลังเดินบนเส้นทางแห่งการต่อต้านพระเจ้า และจุดจบเดียวจะเป็นความตาย สิ่งนี้ทำให้ฉันกลัวมาก การที่ฉันแสวงหาสถานะและหน้าตากลายเป็นปัญหาร้ายแรง และหากฉันยังทำเช่นนั้นต่อไป ความทะเยอทะยานและความอยากได้อยากมีของฉันก็จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ใครจะรู้ว่าฉันจะทำสิ่งชั่วร้ายอะไรบ้างถ้าฉันจะได้รับสถานะจริงๆ หากฉันไม่รีบกลับใจและยังคงเดินต่อไปบนเส้นทางแห่งการไล่ตามไขว่คว้าผิดๆ ต่อมา ระหว่างการชุมนุม ฉันเห็นพระวจนะของพระเจ้าบทตอนนี้ที่ว่า
ต่อมา ระหว่างการชุมนุม ฉันเห็นพระวจนะของพระเจ้าบทตอนนี้ที่ว่า “ในฐานะสมาชิกคนหนึ่งของมนุษยชาติที่ทรงสร้าง คนคนหนึ่งต้องทำตัวตามฐานะของตนเอง และประพฤติตนด้วยมารยาทที่ดี จงเฝ้าระวังรักษาสิ่งที่พระผู้สร้างไว้วางพระทัยมอบหมายแก่เจ้าตามหน้าที่ จงอย่ากระทำการล้ำเส้น หรือทำสิ่งที่อยู่นอกเหนือความสามารถของเจ้า หรือที่พระเจ้าทรงเกลียดชัง จงอย่าพยายามเป็นผู้ยิ่งใหญ่ ยอดมนุษย์ หรือบุคคลใหญ่โต และจงอย่าเสาะแสวงที่จะกลายเป็นพระเจ้า นี่คือสิ่งที่ผู้คนไม่ควรอยากจะเป็น การพยายามเป็นผู้ยิ่งใหญ่หรือยอดมนุษย์นั้นไร้สาระ การเสาะแสวงที่จะกลายเป็นพระเจ้าย่อมเป็นที่เสื่อมเสียยิ่งกว่า ทั้งน่าขยะแขยงและน่าดูหมิ่น สิ่งที่ล้ำค่าและสิ่งที่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างควรยึดมั่นยิ่งกว่าสิ่งอื่นใดก็คือการกลายเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่แท้จริง นี่คือเป้าหมายเดียวเท่านั้นที่ทุกคนควรไล่ตามเสาะหา” (พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 1) จากพระวจนะของพระเจ้า ฉันได้ตระหนักว่ามนุษย์เป็นเพียงสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง และเราควรยึดมั่นในตำแหน่งที่เราได้รับการแต่งตั้งมา และให้ความสำคัญกับหน้าที่ในปัจจุบันของเรา เนื่องจากความทะเยอทะยาน ความอยากได้อยากมี และอุปนิสัยเยี่ยงซาตานของมนุษย์ มนุษย์จึงอยากกลายเป็นบุคคลที่โดดเด่นและมีสถานะที่ยอดเยี่ยมอยู่เสมอ การได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้นำคริสตจักรไม่ได้หมายถึงการได้รับสถานะ แต่หมายถึงการทำหน้าที่ของตนให้ดีตามหลักธรรมความจริงมากกว่า ไม่ว่าฉันจะมีสถานะหรือไม่ก็ตาม ฉันก็ยังต้องประพฤติตนอย่างมีมโนธรรมและยึดมั่นในหน้าที่ของตัวเอง ฉันตั้งปณิธานเงียบๆ ว่า ไม่ว่าใครจะได้รับเลือกให้เป็นผู้นำ ฉันจะยืนหยัดในตำแหน่งปัจจุบันของตัวเอง และลุล่วงความรับผิดชอบอย่างมีมโนธรรม ไม่ว่าฉันจะได้รับเลือกหรือได้รับสถานะที่สูงส่งหรือไม่ ฉันจะสนับสนุนงานของผู้นำ และทำหน้าที่อย่างถูกควรร่วมกับผู้อื่นอย่างเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ไม่กี่วันต่อมา เมื่อผู้นำที่เพิ่งได้รับเลือกมาสอบถามรายละเอียดงานของเรากับฉัน ฉันก็อธิบายทุกอย่างแบบเจาะจงที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้ผู้นำเข้าใจเนื้องานอย่างชัดเจนและดำเนินการต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะที่หารือเรื่องงาน ฉันคำนึงว่าการทำตัวแบบไหนถึงจะเป็นประโยชน์สูงสุดต่องานของเรา และจะหยิบยกข้อเสนอแนะดีๆ ที่คิดออกทันที ไม่ว่าใครจะรับใช้ในฐานะผู้นำ สิ่งสำคัญคือการร่วมมือกันทำงานของเราและแก้ไขปัญหาใดๆ ที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิด เมื่อฉันเริ่มให้ความสำคัญกับงานที่อยู่ตรงหน้า และวิธีที่จะร่วมมือกับทุกคนเพื่อทำหน้าที่ของเราอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ฉันก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาก
สองเดือนต่อมา ผู้นำได้รับมอบหมายหน้าที่อื่น และในการเลือกตั้งครั้งใหม่ ในที่สุดฉันก็ได้รับเลือกให้รับใช้ในฐานะผู้นำ พี่น้องหญิงคนหนึ่งพูดกับฉันว่า “อันที่จริงคุณเป็นคนทำงานที่มีความสามารถและรับผิดชอบในหน้าที่มาตลอด แต่ว่าก่อนหน้านี้คุณไม่ได้ไล่ตามเสาะหาความจริง เราเลยไม่กล้าลงคะแนนให้คุณ ตอนนี้เราได้เห็นแล้วว่าหลังจากคุณได้มีประสบการณ์กับการพิพากษาและการเปิดโปงจากพระวจนะของพระเจ้า คุณก็เริ่มรู้ถึงอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตัวเอง ทำการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง เริ่มมั่นคงมากขึ้นและสงบลงในแง่คำพูดและการกระทำ และแบ่งปันความคิดที่เป็นส่วนตัวและสัมพันธ์กับชีวิตจริงมากขึ้นในการสามัคคีธรรมของคุณระหว่างการชุมนุม แม้ว่าคุณจะทำการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยเหล่านี้ไปได้ไม่นาน ทุกคนก็เห็นถึงความแตกต่าง เราเลยลงคะแนนให้คุณ” หลังจากได้ยินคำพูดอันมีเมตตาของพี่น้องหญิงคนนี้ ฉันก็รู้สึกขอบคุณพระเจ้ามาก การพิพากษาและการเปิดโปงจากพระวจนะของพระเจ้า คือสิ่งที่ช่วยให้ฉันตระหนักถึงวุฒิภาวะ สถานะ และอัตลักษณ์ที่แท้จริงของตัวเอง ฉันเป็นเพียงสิ่งมีชีวิต ที่ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามอย่างมากและขาดความเป็นจริงความจริงใดๆ ต่อให้ฉันมีความสามารถและขีดความสามารถที่ดี แต่ฉันก็ไม่ได้ดีไปกว่าพี่น้องชายหญิงคนอื่นๆ เลย ความทะเยอทะยานและความอยากได้อยากมีสถานะของฉันค่อยๆ ลดน้อยลง และฉันเริ่มประพฤติตนอย่างอ่อนน้อมถ่อมตนมากขึ้น ฉันไม่ได้โอ้อวดความพอใจในตัวเอง หลังจากได้รับเลือกให้เป็นผู้นำ แต่ฉันกลับรู้สึกถึงน้ำหนักของหน้าที่และความรับผิดชอบแทน ฉันทำการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยนี้ได้ก็เพราะการช่วยให้รอดของพระเจ้าล้วนๆ ขอบคุณพระเจ้า!