40. เหตุใดฉันถึงเชื่อในตัวผู้อื่นอย่างไม่ลืมหูลืมตา

เมื่อปี 2021 ฉันรับผิดชอบงานให้น้ำให้กับคริสตจักรสามแห่ง หัวหน้ากลุ่มให้น้ำสองคนในคริสตจักรแห่งหนึ่ง ลี่ซ่านและจางซวน เคยร่วมงานกับฉัน ในตอนนั้น ฉันรู้สึกว่าลี่ซ่านมีความสามารถและแบกรับภาระในหน้าที่ของเธอได้ เธอจะบ่งชี้และช่วยฉันแก้ไขการเบี่ยงเบนใดๆ ในหน้าที่ของฉันอย่างทันท่วงที เมื่อมีเธอคอยกำกับดูแลและย้ำเตือน งานบางงานก็ไม่ล่าช้า จางซวนก็แบกรับภาระได้ และจะช่วยฉันด้วยใจที่ห่วงใยตอนที่ฉันอยู่ในสภาวะย่ำแย่ ฉันมีความสุขพอสมควรที่ได้ทำงานกับพวกเธอ เมื่อนึกถึงว่าความสามารถ ขีดความสามารถ และท่าทีในการทำงานต่อหน้าที่ของพวกเธอนั้นดีพอสมควรเลย เมื่อมีเธอทั้งสองรับผิดชอบที่นี่ ฉันก็ไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับงานให้น้ำของคริสตจักรแห่งนี้มากนัก และสามารถมุ่งความสนใจที่งานของคริสตจักรอีกสองแห่งได้ ต่อมา จากจดหมายของพวกเธอ ฉันเห็นว่าผลงานของพวกเธอดีกว่าคริสตจักรอื่นๆ เหล่านั้น ฉันยิ่งยืนยันความสามารถในการทำงานของพวกเขามากขึ้น ฉันจึงแทบไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับงานของพวกเธอเลย

ครั้งหนึ่ง ผู้นำของฉันส่งจดหมายมาขอให้ฉันมีส่วนร่วมในงานให้น้ำอย่างสัมพันธ์กับชีวิตจริง และให้ปรับเปลี่ยนบุคลากรที่ไม่เหมาะสมคนใดก็ตามที่ฉันค้นพบในทันที เพื่อเลี่ยงการถ่วงให้งานช้าลง เมื่อได้รับจดหมาย ฉันรีบไปยังคริสตจักรอีกสองแห่งเพื่อดูว่างานเป็นไปเช่นไร ฉันพบหัวหน้ากลุ่มให้น้ำที่ทำงานของจริงไม่เป็น จึงทำการปรับเปลี่ยนในทันที ตอนที่ฉันกำลังจะไปเยี่ยมคริสตจักรที่ลี่ซ่านรับผิดชอบ ฉันคิด “ไม่ว่าจะในด้านของความสามารถในการทำงาน การรับภาระหน้าที่ หรือขีดความสามารถ เธอกับจางซวนก็ดีในทุกด้าน พอมีเธอทั้งสองอยู่ที่นั่น งานก็จะไม่มีปัญหาอะไรแน่นอน” ฉะนั้นฉันจึงไม่ตรวจงานของพวกเธอ อีกครั้งหนึ่ง ฉันจัดชุมนุมหัวหน้ากลุ่มให้น้ำจากหลายคริสตจักร เพราะฉันอยากรู้รายละเอียดเกี่ยวกับการเบี่ยงเบนในงานของพวกเขา จะได้ค้นพบปัญหาและแก้ไขได้ทันท่วงที อย่างไรก็ตาม ในตอนนั้นฉันสอบถามเกี่ยวกับงานของหัวหน้ากลุ่มคนอื่นๆ เป็นหลัก โดยถามพวกเขาว่าปกติพวกเขาจัดการชุมนุมให้กับผู้เชื่อหน้าใหม่อย่างไร และพวกเขาใช้พระวจนะของพระเจ้าใด เพื่อสามัคคีธรรมและไขข้อสงสัยของผู้เชื่อหน้าใหม่ และอื่นๆ เมื่อถามอย่างละเอียด ฉันจึงพบปัญหาบางอย่าง และสามัคคีธรรมถึงปัญหาเหล่านั้น และพวกเขาก็พลิกกลับปัญหาเหล่านั้นในตอนนั้นเลย เมื่อถึงคราวของลี่ซ่านกับจางซวน ฉันคิดว่า สำนึกในภาระหน้าที่และความสามารถในการทำงานในการปฏิบัติหน้าที่ของพวกเธอนั้นดี ฉันจึงไม่ได้สอบถามลงลึกถึงรายละเอียดในงานของพวกเธอ ต่อมา ผู้นำของฉันขอให้ฉันหาผู้ให้น้ำที่เก่งพอตัว ฉันจึงแนะนำลี่ซ่าน อย่างไรก็ตาม หลังจากสำรวจสถานการณ์ ผู้นำพบว่าผลการให้น้ำของลี่ซ่านไม่ได้ดีนัก และถามว่าฉันหาคนแบบเธอมาได้อย่างไร ฉันคิดว่า “เป็นไปได้ไหมว่าความต้องการของผู้นำนั้นสูงเกินไป?  ตามที่ฉันเข้าใจในตัวของลี่ซ่าน แม้ว่าเธอจะเลื่อนตำแหน่งไม่ได้ เธอก็ยังคงยิ่งกว่ามีความสามารถในการให้น้ำผู้เชื่อหน้าใหม่ในคริสตจักร” ต่อมา ผู้นำบอกฉันว่า “ลี่ซ่านและจางซวนนั้นขี้เกียจ กะล่อน และเสาะแสวงความสบายตอนที่ทำหน้าที่ เราได้สามัคคีธรรมเรื่องนี้กับพวกเธอแล้ว รอดูกันว่าพวกเธอจะปฏิบัติอย่างไรในอนาคต” พอได้ยินเช่นนี้ ฉันไม่เพียงแต่ไม่เห็นมันเป็นเรื่องร้ายแรง แต่ยังคิดอีกว่า “ใครไม่มีช่วงที่นึกถึงเนื้อหนังของตัวเองบ้างล่ะ?  ตราบที่พวกเธอทำงานปัจจุบันได้ดี ก็ดีพอแล้วไม่ใช่เหรอ?”  หลังจากนั้น ฉันก็ยังไม่ติดตามหรือกำกับดูแลงานของพวกเธอ

ไม่นานหลังจากนั้น ผู้นำส่งจดหมายที่มีใจความว่า คริสตจักรที่ลี่ซ่านรับผิดชอบอยู่นั้นมีปัญหามากมายกับงานให้น้ำ และขอให้ฉันแก้ไขปัญหาให้เร็วที่สุด เมื่อฉันเห็นจดหมาย ฉันคิดว่า “ลี่ซ่านเชื่อในพระเจ้ามานานหลายปีและรับใช้ในฐานะผู้นำ ฉันรู้ความสามารถและขีดความสามารถในการทำงานของเธอ สถานการณ์จะแย่ขนาดนั้นจริงหรือ ผู้นำเข้าใจผิดหรือเปล่า?  แต่เมื่อผู้นำพูดเช่นนั้น ต้องมีเหตุผลแน่นอน ฉันต้องสำรวจสถานการณ์อย่างสัมพันธ์กับชีวิตจริง” พอได้ศึกษาสถานการณ์นั้นแล้ว ฉันก็พบว่าทั้งลี่ซ่านและจางซวนไม่ได้ทำงานของจริงเลยทั้งคู่ พวกเธอไม่บ่มเพาะผู้คนเก่งๆ ในคริสตจักรที่ควรจะได้รับการบ่มเพาะ และสิ่งที่ผู้เชื่อหน้าใหม่ได้กินและดื่มในการชุมนุม ไม่ใช่ความจริงพื้นฐานที่สุดเกี่ยวกับการรู้จักพระราชกิจของพระเจ้า แถมยังมีผู้เชื่อหน้าใหม่บางคนที่คิดลบหลังจากได้ยินข่าวลือของพรรคคอมมิวนิสต์จีน และลี่ซ่านกับจางซวนก็ได้จัดคนที่ไม่มีความรับผิดชอบให้มาสนับสนุนผู้เชื่อใหม่เหล่านั้นอย่างน่าประหลาดใจ ปัญหาของผู้เชื่อใหม่ไม่ได้รับการแก้ไข ส่วนลี่ซ่านกับจางซวนก็ไม่พบหนทางสามัคคีธรรมกับผู้เชื่อหน้าใหม่และช่วยพวกเขาต่อไปเลย ผู้เชื่อหน้าใหม่บางคนเกือบจะถอนตัว สุดท้ายแล้ว ผู้เชื่อหน้าใหม่พลิกสภาวะของพวกเขาโดยการอ่านพระวจนะของพระเจ้าด้วยตัวเองเพียงเท่านั้น ถึงจะมีการเบี่ยงเบนและช่องโหว่มากมายในงานให้น้ำของพวกเธอ ลี่ซ่านกับจางซวนก็ไม่ทบทวนตัวเองเลย พวกเธอถึงขั้นพยายามโทษคนอื่น พอได้รู้เรื่องเหล่านี้แล้ว ฉันก็ตกใจมาก “ทำไมเรื่องต่างๆ ถึงกลายเป็นเช่นนี้ได้?  ตามที่ฉันเข้าใจในตัวพวกเธอ พวกเธอเคยรับภาระในการทำหน้าที่มาก่อนหน้านี้ ตอนนี้ทำไมเรื่องต่างๆ ถึงกลายเป็นแบบนี้ได้?”  แต่ข้อเท็จจริงก็ประจักษ์ต่อสายตาของฉัน ฉันต้องยอมรับเรื่องนี้ ในขณะเดียวกัน ฉันก็รู้สึกผิด ถ้าฉันกำกับดูแลและสำรวจงานของพวกเธอเร็วกว่านี้ ปัญหามากมายก็จะไม่เกิดขึ้นในงานให้น้ำ ฉันต้องรับผิดชอบเรื่องนี้อย่างเลี่ยงไม่ได้

ต่อมา ฉันเห็นพระวจนะของพระเจ้าบทตอนนี้ที่ว่า พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ผู้นำเทียมเท็จไม่เคยซักถามถึงผู้ดูแลที่ไม่ทำงานจริงหรือไม่ดูแลรับผิดชอบงานที่ถูกควรของตน  พวกเขาคิดว่าตนแค่จำเป็นต้องเลือกผู้ดูแลและนั่นก็จบเรื่องแล้ว หลังจากนั้นผู้ดูแลย่อมสามารถจัดการเรื่องงานทั้งหมดได้ด้วยตนเอง  ดังนั้นผู้นำเทียมเท็จจึงเพียงจัดการชุมนุมเป็นครั้งคราว และไม่กำกับดูแลงานหรือสอบถามว่างานดำเนินไปอย่างไร และทำตัวเหมือนเจ้านายที่ปล่อยปละละเลย  หากมีใครบางคนรายงานปัญหาเกี่ยวกับผู้ดูแล ผู้นำเทียมเท็จก็จะกล่าวว่า ‘นั่นเป็นแค่ปัญหาเล็กน้อย ไม่เป็นไรหรอก  พวกคุณสามารถจัดการเรื่องนี้กันเองได้  อย่ามาถามฉันเลย’  คนที่รายงานประเด็นปัญหานี้กล่าวว่า ‘ผู้ดูแลคนนั้นเป็นคนตะกละตะกลามและเกียจคร้าน  เขาเอาแต่จดจ่ออยู่กับเรื่องอาหารและความบันเทิง ทั้งยังขี้เกียจสันหลังยาว  เขาไม่ต้องการทนทุกข์กับความยากลำบากในการทำหน้าที่ของตนแม้แต่น้อย และเขาก็อู้งานอยู่เสมอโดยการหลอกลวง อีกทั้งยังคิดหาข้อแก้ตัวเพื่อเลี่ยงงานและหลบเลี่ยงหน้าที่รับผิดชอบของตน  เขาไม่เหมาะสมที่จะเป็นผู้ดูแล’  ผู้นำเทียมเท็จก็จะตอบว่า ‘เขาดีมากตอนที่ได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้ดูแล  สิ่งที่คุณกำลังพูดนั้นไม่ใช่ความจริง หรือต่อให้เป็นจริง นั่นก็เป็นแค่การแสดงออกชั่วคราวเท่านั้น’  ผู้นำเทียมเท็จจะไม่พยายามค้นหาเพิ่มเติมในเรื่องสถานการณ์ของผู้ดูแล ตรงกันข้ามผู้นำเทียมเท็จจะตัดสินและกำหนดเรื่องนี้ตามความประทับใจในอดีตที่พวกเขามีต่อผู้ดูแลคนนั้น  ไม่ว่าใครจะรายงานปัญหาของผู้ดูแลคนนั้น ผู้นำเทียมเท็จก็จะเพิกเฉยต่อปัญหาเหล่านั้น  ผู้ดูแลคนนั้นไม่ได้กำลังทำงานจริง และงานของคริสตจักรก็แทบจะหยุดชะงักลง แต่ผู้นำเทียมเท็จกลับไม่ใส่ใจ ราวกับว่าพวกเขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรเลย  เป็นเรื่องที่น่าสะอิดสะเอียนพออยู่แล้วเมื่อมีใครบางคนรายงานปัญหาของผู้ดูแล แต่เขากลับเอาหูไปนาเอาตาไปไร่  แต่สิ่งที่น่ารังเกียจที่สุดคืออะไร?  เมื่อมีคนรายงานประเด็นปัญหาที่ร้ายแรงจริงๆ ของผู้ดูแลต่อผู้นำเทียมเท็จ ผู้นำเทียมเท็จจะไม่พยายามแก้ไขประเด็นปัญหาเหล่านี้ และเขายังจะคิดหาสารพัดข้อแก้ตัวด้วยซ้ำไป อย่างเช่น ‘ฉันรู้จักผู้ดูแลคนนี้ เขาเชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง เขาจะไม่มีทางมีปัญหาใดๆ  ต่อให้เขามีประเด็นปัญหาเล็กน้อย พระเจ้าก็จะทรงคุ้มครองและบ่มวินัยเขา  หากเขาทำผิดพลาด นั่นย่อมเป็นเรื่องระหว่างเขากับพระเจ้า—พวกเราไม่จำเป็นต้องเอาตัวเองเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้’  ผู้นำเทียมเท็จทำงานตามมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของตนเองในหนทางนี้  พวกเขาแสร้งทำเป็นเข้าใจความจริงและมีศรัทธา แต่พวกเขากลับได้แต่ทำให้งานของคริสตจักรยุ่งเหยิง—งานของคริสตจักรอาจถึงกับหยุดชะงักและพวกเขาจะแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่องนี้  ผู้นำเทียมเท็จกำลังทำตัวเหมือนกับข้าราชการที่เจ้ายศเจ้าอย่างมากเกินไปมิใช่หรือ?  พวกเขาไม่สามารถทำงานจริงได้ด้วยตนเอง และพวกเขาก็ไม่มีความละเอียดถี่ถ้วนในเรื่องงานของผู้นำทีมและผู้ดูแลด้วยเช่นกัน—พวกเขาไม่ติดตามหรือซักถามถึงงานดังกล่าวเลย  ทัศนะที่พวกเขามีต่อผู้คนนั้นเป็นไปตามความประทับใจและความคิดฝันของตนเองเท่านั้น  เมื่อพวกเขาเห็นใครบางคนปฏิบัติงานได้ดีมาสักระยะหนึ่ง พวกเขาก็คิดว่าคนคนนี้จะดีตลอดไป เขาจะไม่เปลี่ยนไป พวกเขาจึงไม่เชื่อใครก็ตามที่กล่าวว่าคนคนนี้มีปัญหา และพวกเขาก็เพิกเฉยเมื่อมีใครบางคนเตือนในเรื่องของคนคนนั้น  พวกเจ้าคิดว่าผู้นำเทียมเท็จโง่เขลาหรือไม่?  พวกเขาเป็นคนโง่เขลาและเบาปัญญา… ผู้นำเทียมเท็จก็มีข้อบกพร่องที่ร้ายแรง กล่าวคือพวกเขาไว้วางใจผู้คนอย่างรวดเร็วตามความคิดฝันของตนเอง  และเรื่องนี้ก็มีต้นเหตุมาจากการไม่เข้าใจความจริงมิใช่หรือ?  พระวจนะของพระเจ้าเปิดโปงแก่นแท้ของมวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามอย่างไรบ้าง?  เหตุใดพวกเขาจึงควรไว้วางใจผู้คนในเมื่อพระเจ้าไม่ไว้วางพระทัย?  ผู้นำเทียมเท็จคิดว่าตนเองถูกและโอหังมากเกินไปมิใช่หรือ?  สิ่งที่พวกเขาคิดก็คือ ‘ฉันไม่น่าจะตัดสินคนคนนี้ผิดหรอก ไม่ควรจะมีปัญหาใดๆ กับคนคนนี้ที่ฉันตัดสินไปแล้วว่าเหมาะสม แน่นอนว่าเขาไม่ใช่คนที่ลุ่มหลงในการกิน การดื่ม และความบันเทิง หรือเป็นคนที่ชอบความสุขสบายและเกลียดชังงานหนัก  เขาเป็นคนที่ไว้ใจได้และเชื่อถือได้อย่างแน่นอน  เขาจะไม่เปลี่ยนแปลง หากเขาเปลี่ยนไป นั่นย่อมจะหมายความว่าฉันเข้าใจเขาผิดไปมิใช่หรือ?’  นี่เป็นตรรกะประเภทใด?  เจ้าเป็นผู้เชี่ยวชาญอย่างนั้นหรือ?  เจ้ามีสายตาที่มองทะลุได้หรือ?  เจ้ามีทักษะพิเศษเช่นนั้นหรือ?  เจ้าอาจใช้ชีวิตร่วมกับคนคนหนึ่งเป็นเวลาหนึ่งปีหรือสองปี แต่เจ้าจะสามารถมองเห็นตัวตนที่แท้จริงของเขาโดยไม่มีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในการตีแผ่แก่นแท้ธรรมชาติของเขาออกมาอย่างหมดเปลือกหรือไม่?  หากพระเจ้าไม่ทรงเผยเขาออกมา เจ้าอาจใช้ชีวิตร่วมกับเขาเป็นเวลาสามปี หรือแม้กระทั่งห้าปี และจะยังคงยากที่จะมองให้ออกว่าเขามีแก่นแท้ธรรมชาติประเภทใดกันแน่  และจะยากขึ้นอีกเพียงใดเมื่อเจ้าแทบไม่ได้พบเขา หรือแทบไม่ได้อยู่กับเขาเลย?  ผู้นำเทียมเท็จไว้วางใจคนคนหนึ่งโดยไม่ไตร่ตรองตามความประทับใจชั่วครั้งชั่วคราวหรือการที่คนอื่นประเมินคนคนนั้นในทางบวก และกล้าที่จะมอบหมายงานของคริสตจักรให้บุคคลดังกล่าว  ในเรื่องนี้พวกผู้นำเทียมเท็จมืดบอดเป็นที่สุดมิใช่หรือ?  พวกเขากระทำการอย่างไม่ระมัดระวังมิใช่หรือ?  แล้วเมื่อพวกเขาทำงานแบบนี้ ผู้นำเทียมเท็จก็กำลังไร้ความรับผิดชอบอย่างที่สุดมิใช่หรือ?(พระวจนะฯ เล่ม 5 หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน, หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (3))  พระเจ้าเปิดโปงสภาวะของฉันอย่างแม่นยำว่า ฉันขาดความรับผิดชอบในหน้าที่ ฉันเคยร่วมงานกับลี่ซ่านและจางซวนมาก่อน และเพราะพวกเธอมีความสามารถในการทำงานและมีผลงานมาบ้างในการทำหน้าที่ ฉันจึงเชื่อในตัวพวกเธออย่างง่ายดาย หลังจากส่งงานให้พวกเธอ ฉันไม่แม้แต่จะกำกับดูแลหรือถามถึงงานเลย เมื่อผู้นำขอให้ฉันตรวจดูว่าหัวหน้ากลุ่มให้น้ำกำลังทำงานของจริงไหม ฉันก็ไม่ได้ตรวจดูงานของพวกเธอเพราะฉันเชื่อในตัวพวกเธอ แม้แต่ตอนที่ฉันชุมนุมกับพวกเธอ ฉันก็ไม่ได้สอบถามเกี่ยวกับรายละเอียดของงานด้วยซ้ำ ต่อมา เมื่อผู้นำพูดว่าพวกเธอเสาะแสวงหาความสบายในหน้าที่และไม่ทำงานของจริง ฉันรู้สึกต่อต้านนิดหน่อยในใจ คิดว่าพวกเธอไม่ได้เป็นเช่นนั้น และผู้นำไม่ได้รู้จักพวกเธอดี ฉันถึงขนาดเถียงแทนพวกเธอในใจด้วยซ้ำ พอได้ทบทวนเรื่องนี้ ฉันก็มีปฏิสัมพันธ์กับพวกเธอแค่เพียงไม่กี่เดือน ที่เปลือกนอก พวกเธอดูมีความสามารถในการทำงานอยู่บ้างและมีสำนึกในภาระในการทำหน้าที่อยู่บ้าง แต่ฉันไม่เข้าใจแก่นแท้ความเป็นมนุษย์และธรรมชาติของพวกเธอเลยสักนิด ฉันเทความเชื่อให้พวกเธอตามความประทับใจและความรู้สึกดีชั่วคราว จากนั้นก็รู้สึกสบายใจในการส่งงานให้พวกเธอโดยไม่มีการกำกับดูแล พระเจ้าเปิดโปงว่าผู้คนถูกทำให้เสื่อมทรามลึกล้ำโดยซาตาน ดังนั้นอุปนิสัยเสื่อมทรามของพวกเขาทั้งหมดจึงยังไม่ได้รับการแก้ไข พวกเขาทั้งหมดสามารถสุกเอาเผากิน ขาดความรับผิดชอบ และทำตามใจตัวเองก่อนที่พวกเขาจะได้รับการทำให้เพรียบพร้อม ฉันไม่ได้มองสิ่งต่างๆ ตามพระวจนะของพระเจ้า แต่ฉันกลับไว้ใจมโนคติอันหลงผิดและการเพ้อฝันของฉัน และประทับด้านดีของพวกเธอแจ่มชัดในจิตใจฉัน ตามการปฏิบัติดีชั่วคราว แม้แต่ตอนที่ผู้นำบ่งชี้ปัญหาของพวกเธอแล้วก็ตาม ฉันก็ไม่เชื่อ คิดว่าความต้องการของผู้นำในตัวพวกเธอนั้นสูงเกินไป ฉันดำรงชีวิตด้วยอุปนิสัยของซาตาน ฉันจึงไว้วางใจตนเองเป็นพิเศษ และยึดมั่นในมุมมองของตัวเองในการมองสิ่งต่างๆ คิดว่าสิ่งที่ฉันเห็นว่าดีนั้นโต้แย้งไม่ได้ ไม่ยอมรับไม่ว่าคนอื่นจะอธิบายยังไง ซึ่งลงเอยด้วยการถ่วงให้งานช้าลง ฉันโอหังและทะนงตนเกินไปจริงๆ!

ต่อมา ฉันเห็นพระวจนะของพระเจ้าอีกบทตอนที่ว่า “แม้ทุกวันนี้จะมีผู้คนมากมายทำหน้าที่ แต่ก็มีเพียงไม่กี่คนที่ไล่ตามเสาะหาความจริง  น้อยคนนักที่จะไล่ตามเสาะหาความจริงและเข้าสู่ความเป็นจริงขณะทำหน้าที่ของตน สำหรับคนส่วนใหญ่แล้ว ยังคงไม่มีหลักธรรมในหนทางที่พวกเขาทำสิ่งทั้งหลาย พวกเขายังคงไม่ใช่ผู้คนที่นบนอบพระเจ้าอย่างแท้จริง พวกเขาเพียงกล่าวอ้างเท่านั้นว่าพวกเขารักความจริง และเต็มใจไล่ตามเสาะหาความจริงและเต็มใจเพียรพยายามเพื่อความจริง แต่ก็ยังคงไม่รู้กันว่าความแน่วแน่ของพวกเขาจะคงอยู่นานเท่าใด  ผู้คนที่ไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงมีแนวโน้มที่จะเผยอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนออกมาเมื่อใดหรือในที่ใดก็ได้  พวกเขาไร้ซึ่งสำนึกรับผิดชอบใดๆ ในหน้าที่ของตน มักจะทำตัวสุกเอาเผากิน กระทำการตามที่ตนปรารถนาและถึงกับไม่สามารถยอมรับการตัดแต่งได้  ทันทีที่พวกเขาคิดลบและอ่อนแอ พวกเขาก็โน้มเอียงที่จะทิ้งงานของตน—นี่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง และเป็นเรื่องปกติที่สุด นี่คือหนทางในการประพฤติตนของทุกคนที่ไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง  และดังนั้น เมื่อผู้คนยังไม่ได้รับความจริง พวกเขาจึงไม่น่าเชื่อถือและไม่น่าไว้วางใจ  ที่ว่าพวกเขาไม่น่าไว้วางใจหมายความว่าอย่างไร?  หมายความว่าเมื่อพวกเขาเผชิญความลำบากยากเย็นหรือความถดถอย พวกเขามีแนวโน้มที่จะล้มลงและกลายเป็นคิดลบและอ่อนแอ  ใครบางคนที่คิดลบและอ่อนแอบ่อยๆ คือคนที่น่าไว้วางใจหรือไม่?  ไม่อย่างแน่นอน  แต่ผู้คนที่เข้าใจความจริงย่อมต่างออกไป  ผู้คนที่เข้าใจความจริงอย่างแท้จริงย่อมมีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าและหัวใจที่นบนอบพระเจ้า เฉพาะผู้คนที่มีหัวใจยำเกรงพระเจ้าเท่านั้นที่ไว้ใจได้ ผู้คนที่ไร้ซึ่งหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าย่อมไว้ใจไม่ได้  ควรรับมือผู้คนที่ไร้ซึ่งหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าอย่างไร?  แน่นอนว่าพวกเขาควรได้รับความช่วยเหลือและการเกื้อหนุนที่เปี่ยมรัก  เวลาที่พวกเขาทำหน้าที่ของตนก็ควรตามดูพวกเขามากขึ้น ช่วยเหลือและสอนพวกเขาให้มากขึ้น เมื่อนั้นเท่านั้นจึงจะรับรองได้ว่าพวกเขาจะทำหน้าที่ของตนได้อย่างมีประสิทธิผล  และจุดมุ่งหมายของการทำเช่นนี้คืออะไร?  จุดมุ่งหมายหลักคือการค้ำจุนงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้า  รองจากนี้คือเพื่อระบุชี้ปัญหาอย่างทันท่วงที เพื่อจัดเตรียมให้พวกเขา เกื้อหนุนพวกเขา หรือตัดแต่งพวกเขาอย่างทันท่วงที พลางแก้ไขความเบี่ยงเบนของพวกเขาให้ถูกต้อง ชดเชยจุดอ่อนและความขาดตกบกพร่องของพวกเขา  นี่ย่อมเป็นประโยชน์ต่อผู้คน นี่ไม่มีความมุ่งร้ายอยู่เลย  การกำกับดูแลผู้คน เฝ้าสังเกตพวกเขา และพยายามทำความเข้าใจพวกเขา—ทั้งหมดนี้เป็นไปเพื่อช่วยพวกเขาให้เข้าสู่ร่องครรลองที่ถูกต้องของความเชื่อในพระเจ้า เพื่อทำให้พวกเขาสามารถทำหน้าที่ของตนได้ตามที่พระเจ้าทรงขอและตามหลักธรรม หยุดยั้งไม่ให้พวกเขาก่อให้เกิดการรบกวนหรือขัดขวางใดๆ และหยุดยั้งพวกเขาจากการทำงานที่เปล่าประโยชน์  จุดมุ่งหมายที่ทำเช่นนี้ล้วนเป็นเรื่องของการรับผิดชอบพวกเขาและรับผิดชอบงานในพระนิเวศของพระเจ้าทั้งสิ้น ไม่มีความมุ่งร้ายในการนี้(พระวจนะฯ เล่ม 5 หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน, หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (7))  ฉันเข้าใจจากพระวจนะของพระเจ้าว่า แม้ว่าเราทำหน้าที่ของเราในคริสตจักรและประสงค์ที่จะทำให้งานออกมาดี นี่เป็นเพียงเจตนารมณ์อันดี เพราะเราทุกคนมีอุปนิสัยอันเสื่อมทราม เราจึงไม่สามารถนบนอบต่อพระเจ้าได้โดยสมบูรณ์และขาดหลักธรรมในการกระทำของเรา เรื่องนี้นำไปสู่การเบี่ยงเบนในงานของเรา และเรามักจะทำงานแบบสุกเอาเผากินและขาดความรับผิดชอบ เพราะฉะนั้นจึงเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับผู้นำและคนทำงานที่จะกำกับดูแลงาน เพื่อค้นพบและแก้ปัญหาในทันที ลี่ซ่านกับจางซวนก็เป็นคนที่เสื่อมทรามด้วย แม้ว่าพวกเธอเคยรับภาระในการทำหน้าที่ของพวกเธอมาก่อน มันไม่ได้หมายความว่าพวกเธอจะเป็นเช่นนั้นเสมอ นอกจากนี้ขีดความสามารถและความสามารถในการทำงานที่ดีของพวกเธอ ไม่ได้หมายความว่าพวกเธอได้รับหลักธรรมความจริงในการจัดการเรื่องต่างๆ และไว้ใจได้โดยสิ้นเชิง เรื่องนี้ต้องมีการกำกับดูแลและติดตามงานของพวกเธอ ฉันไม่อาจมองแก่นแท้อันเสื่อมทรามของผู้คนออก และมองผู้คนกับสิ่งต่างๆ ตามมโนคติอันหลงผิดและการเพ้อฝันของตัวเอง เชื่อในตัวพวกเขาง่ายๆ และส่งงานให้โดยไม่มีการกำกับดูแลได้ ฉันโง่จริงๆ ถ้าฉันไม่ได้เชื่อในตัวพวกเธอโดยไม่ลืมหูลืมตา กำกับดูแลและตรวจดูงานของพวกเธอเป็นประจำตามข้อกำหนดแห่งพระนิเวศของพระเจ้า ลุล่วงหน้าที่รับผิดชอบของตัวฉันเอง งานให้น้ำก็คงจะไม่ขาดประสิทธิผลนานหลายเดือน ยิ่งฉันคิดถึงเรื่องนี้ ฉันก็ยิ่งโทษตัวเอง

ฉันไตร่ตรองเรื่องนี้มากขึ้นว่า เหตุใดฉันถึงไว้วางใจลี่ซ่านกับจางซวนมากนักโดยไม่กำกับดูแลหรือตรวจดูหน้าที่ของพวกเธอเลย?  แม้แต่ตอนที่ผู้นำย้ำเตือนฉัน ฉันก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจ อุปนิสัยเสื่อมทรามอันใดที่ควบคุมฉันอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้?  ตอนที่ฉันทบทวน ฉันเห็นพระวจนะของพระเจ้าบทตอนนี้ที่ว่า “หากเจ้าเข้าใจความจริงอย่างแท้จริงในหัวใจของเจ้า เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็จะรู้วิธีปฏิบัติความจริงและนบนอบพระเจ้า และก็เป็นธรรมดาที่จะเริ่มออกเดินไปบนเส้นทางแห่งการไล่ตามเสาะหาความจริง  หากเส้นทางที่เจ้าเดินเป็นเส้นทางที่ถูกต้อง และเป็นไปตามเจตนารมณ์ของพระเจ้า เช่นนั้นแล้ว พระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ก็จะไม่ผละจากเจ้าไป—ซึ่งในกรณีนี้ย่อมจะมีโอกาสน้อยลงเรื่อยๆ ที่เจ้าจะทรยศพระเจ้า  หากปราศจากความจริง ย่อมง่ายดายที่จะทำชั่ว และเจ้าจะทำสิ่งนั้นไปทั้งที่เจ้าไม่ตั้งใจ  ตัวอย่างเช่น หากเจ้ามีอุปนิสัยที่โอหังและทะนงตน เช่นนั้นแล้วการบอกให้เจ้าไม่ต่อต้านพระเจ้าก็คงไม่สร้างความแตกต่างอะไร เจ้าไม่อาจห้ามตัวเองได้ นี่อยู่นอกเหนือการควบคุมของเจ้า  เจ้าคงจะไม่ทำสิ่งนั้นโดยมีจุดประสงค์ เจ้าคงจะทำสิ่งนั้นไปภายใต้การครอบงำของธรรมชาติที่โอหังและทะนงตนของเจ้า ความโอหังและความทะนงตนของเจ้าคงจะทำให้เจ้าดูแคลนพระเจ้าและเห็นพระองค์ทรงไร้ค่าไม่สำคัญ  สิ่งเหล่านั้นคงจะเป็นเหตุให้เจ้ายกย่องตัวเจ้าเอง นำเสนอตัวเจ้าเองอยู่เนืองนิตย์ สิ่งเหล่านั้นจะทำให้เจ้าสบประมาทผู้อื่น สิ่งเหล่านั้นจะไม่ปล่อยให้หัวใจของเจ้ามีผู้ใดนอกจากตัวเจ้าเอง ความโอหังและความทะนงตนจะปล้นที่ทางของพระเจ้าในหัวใจของเจ้าไป และในท้ายที่สุดก็จะเป็นเหตุให้เจ้านั่งแทนที่พระเจ้าและเรียกร้องให้ผู้คนนบนอบเจ้า และทำให้เจ้าเทิดทูนความคิด แนวคิด และมโนคติอันหลงผิดของตนเองว่าเป็นความจริง  ผู้คนที่อยู่ภายใต้ภาวะครอบงำของธรรมชาติที่โอหังและหยิ่งทะนงของตนนั้นทำความชั่วไปมากมายเหลือเกิน!(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, โดยการไล่ตามเสาะหาความจริงเท่านั้นคนเราจึงจะสามารถสัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยได้)  พอได้ทบทวนพระวจนะของพระเจ้า ฉันจึงพบต้นเหตุความล้มเหลวของฉัน หลักๆ แล้วนี่มาจากอุปนิสัยโอหังและการเชื่อมั่นในตัวฉันเองมากเกินไป ฉันเชื่อว่าพวกเธอจริงจังและรับผิดชอบในการทำหน้าที่ของตัวเอง แบกรับภาระ และจะไม่ทำงานแบบสุกเอาเผากิน ฉันจึงไว้วางใจตัวเองเต็มที่ คิดตลอดว่า “ตามความเห็นของฉัน” “ฉันเชื่อ” “ฉันรู้สึก” และคิดว่าการประเมินคนของฉันนั้นแม่นยำและไม่มีทางผิดพลาด หลังจากส่งงานให้พวกเธอ ฉันไม่แม้แต่จะกำกับดูแลหรือถามถึงงานให้เหนื่อยเลย แม้แต่ตอนที่ผู้นำบ่งชี้อย่างชัดเจนถึงปัญหาของพวกเธอ ฉันก็ไม่เห็นมันเป็นเรื่องร้ายแรง คิดว่าพวกเธอแค่เผยความเสื่อมทรามบางอย่าง ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ความล้มเหลวของฉันมาจากความมั่นใจในตัวเองมากไป ฉันใช้มุมมองของตัวเองเป็นมาตรฐานในการวัดคน ไม่ว่าคนอื่นพูดอะไร ฉันก็จะไม่ยอมรับ ฉันเชื่อว่าการประเมินคนของตัวเองนั้นแม่นยำ ฉันรู้จักพวกเธอดี และมีคุณสมบัติที่จะประเมินพวกเธอ ฉันไม่เห็นด้วยและปฏิเสธทัศนะของคนอื่นทั้งหมดที่ต่างจากของฉัน ฉันไม่เคยพิจารณาว่าความคิดและทัศนะของฉันอาจจะผิดพลาด มีอคติ หรือทำให้งานเสียหายได้ ฉันโอหังและไม่มีเหตุผลเลยจริงๆ!  ด้วยการพึ่งพาอุปนิสัยโอหังในการทำหน้าที่ของตัวเอง ฉันจึงไม่ได้จริงจังกับคำแนะนำของคนอื่น นับประสาอะไรกับการแสวงหาหลักธรรมความจริง ฉันโอหังและไม่ให้ค่ากับคนอื่น ไม่มีที่ในใจให้พระเจ้า ฉันคิดว่าผู้คนที่ฉันไว้วางใจและสิ่งต่างๆ ที่ฉันตัดสินใจนั้นถูกต้องแน่นอน ตามมโนคติอันหลงผิดและการเพ้อฝันของตัวเอง ยึดติดอยู่กับมุมมองของตัวเองและละเลยหน้าที่อย่างดื้อรั้น ทำให้งานเกิดการสูญเสียครั้งใหญ่ เช่นนี้แล้ว ฉันได้ปฏิบัติหน้าที่บ้างรึเปล่า?  ฉันต่อต้านพระเจ้า โดยการทำเรื่องชั่ว เมื่อตระหนักถึงความรุนแรงของนิสัยนี้และผลที่ตามมา ฉันจึงรีบมาเบื้องพักตร์พระเจ้าเพื่ออธิษฐานและกลับใจ

ต่อมา ฉันเห็นพระวจนะของพระเจ้าบทตอนนี้ที่มอบหนทางให้ฉันปฏิบัติ พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ไม่สำคัญว่าเจ้ากำลังทำสิ่งใด เจ้าต้องเรียนรู้ที่จะแสวงหาและนบนอบต่อความจริง ไม่สำคัญว่าผู้ใดกำลังให้คำแนะนำแก่เจ้า หากคำแนะนำนั้นสอดคล้องกับหลักธรรมความจริง เช่นนั้นแล้วต่อให้คำแนะนำนั้นมาจากเด็กเล็ก เจ้าก็ต้องยอมรับคำแนะนำนั้นและนบนอบต่อคำแนะนำนั้น  ไม่สำคัญว่าบุคคลหนึ่งมีปัญหาใด หากคำพูดและคำแนะนำของเขาสอดคล้องกับหลักธรรมความจริงโดยสมบูรณ์ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ควรยอมรับคำพูดและคำแนะนำเหล่านั้นและนบนอบต่อคำพูดและคำแนะนำเหล่านั้น  ผลลัพธ์ของการกระทำในหนทางนี้ย่อมจะดีและสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระเจ้า  กุญแจสำคัญคือการดูที่เหตุจูงใจของเจ้า รวมทั้งหลักธรรมและวิธีการซึ่งเจ้าใช้ในการจัดการรับมือกับสิ่งต่างๆ  หากหลักธรรมและวิธีการของเจ้าในการจัดการรับมือกับสิ่งต่างๆ มีต้นตอมาจากเจตจำนงของมนุษย์ จากความคิดและมโนคติอันหลงผิดของมนุษย์ หรือจากปรัชญาเยี่ยงซาตาน เช่นนั้นแล้วหลักธรรมและวิธีการเหล่านั้นย่อมไม่สัมพันธ์กับชีวิตจริง และย่อมไม่แคล้วที่จะไร้ประสิทธิผล  นี่เป็นเพราะแหล่งที่มาของหลักธรรมและวิธีการของเจ้าไม่ถูกต้องและไม่สอดคล้องกับหลักธรรมความจริง  หากทรรศนะของเจ้ามีพื้นฐานอยู่บนหลักธรรมความจริง และเจ้าจัดการรับมือกับสิ่งต่างๆ ไปตามหลักธรรมความจริง เช่นนั้นแล้วไม่ต้องสงสัยเลยว่าเจ้าย่อมจะจัดการรับมือกับสิ่งเหล่านั้นในหนทางที่ถูกต้อง  ต่อให้ผู้คนบางคนไม่ยอมรับหนทางที่เจ้าจัดการรับมือกับสิ่งต่างๆ ในเวลานั้น หรือพวกเขามีมโนคติอันหลงผิดหรือพวกเขาต้านทานการนั้น แต่หลังจากผ่านไปช่วงระยะเวลาหนึ่งการนั้นย่อมจะได้รับการพิสูจน์ว่าถูกต้อง  สิ่งทั้งหลายที่สอดคล้องกับหลักธรรมความจริงให้ผลลัพธ์ที่เป็นบวกมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่สิ่งทั้งหลายที่ไม่สอดคล้องกับหลักธรรมความจริงย่อมนำไปสู่ผลสืบเนื่องที่เป็นลบมากขึ้นเรื่อยๆ ต่อให้สิ่งเหล่านี้เหมาะสมกับมโนคติอันหลงผิดของผู้คนในเวลานั้นก็ตาม  ผู้คนทั้งหมดจะได้รับการยืนยันเกี่ยวกับการนี้(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, เส้นทางของการแก้ไขอุปนิสัยอันเสื่อมทราม)  พระวจนะของพระเจ้าทำให้ฉันเข้าใจ ว่าเมื่อเผชิญสถานการณ์บางอย่าง เราต้องปฏิเสธตนเองก่อน เสาะแสวงหาความจริง และมองเรื่องต่างๆ ตามพระวจนะของพระเจ้า เราควรตรวจสอบว่ามุมมองและความคิดของเราตรงกับเจตนารมณ์ของพระเจ้าหรือไม่ และมีพระวจนะของพระเจ้ากับหลักธรรมความจริงเป็นฐานไหม เราต้องมีหัวใจที่เสาะแสวงหาเมื่อได้รับการย้ำเตือนและคำแนะนำจากพี่น้องชายหญิง ไม่ใช่ยึดถือมุมมองของตัวเอง เราควรจัดการกับเรื่องเหล่านั้นตามหลักธรรม ท่าทีดังกล่าวหมายถึงการเสาะแสวงหา การนบนอบ และความมีเหตุผลเบื้องพระพักตร์พระเจ้า เมื่อทบทวนแนวทางในอดีตของฉัน ฉันไม่ได้มองสิ่งต่างๆ ตามหลักธรรมความจริง แต่ยึดถือมุมมองของตัวเอง คิดว่าฉันรู้ดีกว่าคนอื่น เมื่อพี่น้องชายหญิงหยิบยื่นคำแนะนำ ฉันก็ไม่มีหัวใจที่เสาะแสวงหาและไว้วางใจตนเองเกินไป นี่เป็นสาเหตุหลักที่ฉันล้มเหลว การจะก้าวต่อไป ฉันต้องเรียนรู้ที่จะปฏิเสธตัวเองก่อนและรับฟังคำแนะนำของพี่น้องชายหญิงให้มากขึ้น

ต่อมา ฉันเห็นพระวจนะของพระเจ้าอีกบทตอนที่กล่าวว่า “เมื่อพิจารณาตามตัวอักษร การกำกับดูแลก็คือการตรวจสอบนั่นเอง  เป็นการตรวจสอบดูว่าคริสตจักรใดได้ดำเนินการตามการจัดการเตรียมงานแล้วและคริสตจักรใดที่ยังไม่ได้ทำ ตรวจสอบความคืบหน้าของการดำเนินการ ผู้นำและคนทำงานคนใดกำลังทำงานที่แท้จริงและคนใดที่ไม่ได้ทำ และมีผู้นำหรือคนทำงานคนใดหรือไม่ที่เพียงแค่แจกจ่ายการจัดการเตรียมงานออกไปโดยไม่ได้มีส่วนร่วมในงานที่เจาะจง  การกำกับดูแลเป็นงานที่เจาะจง  นอกเหนือจากการกำกับดูแลการดำเนินการตามการจัดการเตรียมงาน—ซึ่งครอบคลุมถึงว่าได้ดำเนินการแล้วหรือไม่ ความเร็วและคุณภาพของการดำเนินการเป็นอย่างไร และผลลัพธ์ที่ได้เป็นเช่นใด—ผู้นำและคนทำงานระดับสูงกว่ายังต้องตรวจสอบด้วยว่าผู้นำและคนทำงานคนอื่นๆ ปฏิบัติตามการจัดการเตรียมงานอย่างเคร่งครัดหรือไม่  ผู้นำและคนทำงานบางคนภายนอกอาจพูดว่าเต็มใจปฏิบัติตาม แต่เมื่อต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมบางอย่าง พวกเขาก็กลัวว่าจะถูกจับกุมและเอาแต่หลบซ่อนตัว โดยทิ้งการจัดการเตรียมงานไว้เบื้องหลังเสียนานแล้ว ปัญหาของพี่น้องชายหญิงจึงไม่ได้รับการแก้ไข ทั้งพวกเขาก็ไม่รู้ว่าการจัดการเตรียมงานระบุอะไรไว้หรือหลักธรรมของการปฏิบัติคืออะไร  นี่แสดงให้เห็นชัดเจนว่าการจัดการเตรียมงานไม่ได้ถูกนำไปปฏิบัติเลยแม้แต่น้อย  ส่วนผู้นำและคนทำงานคนอื่นๆ ก็มีความคิดเห็น มโนคติอันหลงผิด และการต่อต้านต่อข้อกำหนดบางประการในการจัดการเตรียมงาน  พอถึงเวลาที่ต้องดำเนินการ พวกเขาก็เบี่ยงเบนไปจากเจตนาที่แท้จริงของการจัดการเตรียมงาน โดยทำสิ่งต่างๆ ตามแนวคิดของตนเอง ทำไปอย่างสุกเอาเผากินให้มันแล้วๆ ไป หรือไม่ก็เลือกเดินในเส้นทางของตนเอง ทำตามใจชอบ  ทุกสถานการณ์เช่นนี้ล้วนต้องการการกำกับดูแลจากผู้นำและคนทำงานระดับที่สูงกว่า  จุดประสงค์ของการกำกับดูแลก็เพื่อดำเนินการงานที่เจาะจงซึ่งการจัดการเตรียมงานกำหนดไว้ให้ดียิ่งขึ้น โดยไม่ให้เกิดการเบี่ยงเบนและเป็นไปตามหลักธรรม  ขณะดำเนินการกำกับดูแล ผู้นำและคนทำงานระดับสูงกว่าต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการมองให้ออกว่า มีใครหรือไม่ที่ไม่ได้ทำงานที่แท้จริง หรือไม่มีความรับผิดชอบและเชื่องช้าในการดำเนินการ มีใครหรือไม่ที่แสดงท่าทีต่อต้านการจัดการเตรียมงานและไม่เต็มใจที่จะดำเนินการ หรือดำเนินการอย่างเลือกปฏิบัติ หรือกระทั่งไม่ปฏิบัติตามการจัดการเตรียมงานเลยแต่กลับไปสร้างกิจการของตนเองแทน และมีใครหรือไม่ที่ยับยั้งการจัดการเตรียมงานไว้ แล้วสื่อสารออกไปตามความคิดของตนเอง ไม่ยอมให้ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรได้รู้ถึงเจตนาที่แท้จริงและข้อกำหนดที่เจาะจงของการจัดการเตรียมงาน—มีเพียงการกำกับดูแลและตรวจสอบปัญหาเหล่านี้เท่านั้น ผู้นำระดับสูงกว่าจึงจะสามารถรู้สถานการณ์ตามความเป็นจริงได้  หากผู้นำระดับสูงกว่าไม่ดำเนินการกำกับดูแลและตรวจสอบ จะสามารถตรวจพบปัญหาเหล่านี้ได้หรือไม่?  (ไม่)  ย่อมไม่สามารถตรวจพบได้  ดังนั้น เมื่อดำเนินการตามการจัดการเตรียมงาน ผู้นำและคนทำงานไม่เพียงแต่ต้องสื่อสารและให้คำชี้แนะเป็นลำดับชั้นลงไป แต่ยังต้องกำกับดูแลการทำงานเป็นลำดับชั้นลงไปเช่นกัน  ผู้นำเขตต้องกำกับดูแลงานของผู้นำแขวง ผู้นำแขวงต้องกำกับดูแลงานของผู้นำคริสตจักร และผู้นำคริสตจักรก็ต้องกำกับดูแลงานของแต่ละกลุ่ม  ต้องมีการกำกับดูแลกันเป็นทอดๆ  แล้วจุดประสงค์ของการกำกับดูแลคืออะไร?  ก็เพื่ออำนวยความสะดวกให้การดำเนินการตามเนื้อหาของการจัดการเตรียมงานเป็นไปอย่างถูกต้องแม่นยำตามข้อกำหนดที่เจาะจงนั่นเอง  ด้วยเหตุนี้ งานกำกับดูแลจึงสำคัญอย่างยิ่ง(พระวจนะฯ เล่ม 5 หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน, หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (10))  จากพระวจนะของพระเจ้า ฉันเห็นว่าการปฏิบัติหน้าที่อย่างพอเหมาะนั้น ผู้นำกับคนทำงานต้องกำกับดูแลอย่างสัมพันธ์กับชีวิตจริงและติดตามผลทุกชิ้นงาน ลงลึกไปถึงรายละเอียด รับรู้และรู้ซึ้งถึงความคืบหน้าของงาน พวกเขาควรทำงานตามข้อพึงประสงค์และการจัดการเตรียมการงานของพระเจ้า การละเมิดหลักธรรมใดก็ตามที่พบในงานควรมีการกล่าวถึงในทันทีผ่านสามัคคีธรรม เมื่อค้นพบคนเก่งที่มีศักยภาพก็ควรบ่มเพาะพวกเขาให้ทันการ เรื่องนี้ต้องมีการตรวจสอบ สอบถาม กำกับดูแล และติดตามผลอย่างสัมพันธ์กับชีวิตจริง ซึ่งแสดงถึงท่าทีที่มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของคนคนหนึ่ง ในอดีต ฉันไว้ใจในการเพ้อฝันส่วนตัว ส่งงานให้คนที่ฉันชื่นชอบอย่างง่ายดาย โดยไม่มีการกำกับดูแลและติดตามผล อีกทั้งไม่เข้าใจสถานการณ์ที่แท้จริงในงานของพวกเขา แนวทางนี้ช่างขาดความรับผิดชอบจริงๆ และฉันไม่ได้ลุล่วงหน้าที่ ในอนาคต ฉันต้องปฏิบัติตามพระวจนะของพระเจ้า รวมถึงกำกับดูแลและติดตามผลงานที่ฉันรับผิดชอบอย่างสัมพันธ์กับชีวิตจริง

หลังจากลี่ซ่านถูกปลด ฉันไปเยือนคริสตจักรที่เธอเคยรับผิดชอบและพบผู้เชื่อหน้าใหม่ที่อาจบ่มเพาะได้ ฉันจัดการชุมนุมกับพวกเขา เพื่อให้เข้าใจสภาวะและความยากลำบากของพวกเขาอย่างสัมพันธ์กับชีวิตจริง รวมถึงเสนอสามัคคีธรรมเพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้ด้วย ฉันยังสามัคคีธรรมกับผู้ให้น้ำเพื่อแก้ไขความยากลำบากในงานของพวกเขา ปรับแก้การเบี่ยงเบนในแนวทางของพวกเขา ฉันให้พวกเขามุ่งเน้นที่การสามัคคีธรรมความจริงเกี่ยวกับความเข้าใจในพระราชกิจของพระเจ้า เพื่อที่ผู้เชื่อหน้าใหม่จะสามารถวางรากฐานอันแน่นหนาในทางที่ถูกได้เร็วที่สุด ต่อมา ฉันตระหนักว่า ปัญหาในการให้น้ำสมาชิกใหม่ที่คริสตจักรนี้ อาจมีอยู่ในคริสตจักรอื่นด้วย ดังนั้นฉันจึงรีบเขียนจดหมายถึงผู้นำของกลุ่มให้น้ำในคริสตจักรอื่น หลังจากเขียนจดหมาย ฉันยังรู้สึกไม่สบายใจ เพราะการสื่อสารกันผ่านตัวหนังสือนั้น ไม่ได้มีประสิทธิผลเท่ากับการสามัคคีธรรมแบบต่อหน้า เพราะฉะนั้นฉันจึงเขียนถึงผู้นำ โดยหวังว่าพวกเขาจะกำกับดูแลและติดตามผลของงานนี้ด้วยตัวเอง ท้ายที่สุด ผู้นำก็ตอบกลับมา ว่าปัญหาเหล่านี้มีอยู่ในระดับที่ต่างกันในคริสตจักรของพวกเขา และพวกเขาจะกำกับดูแลและติดตามผลตามนั้น ตอนนั้นเองที่ฉันตระหนักอย่างแท้จริงถึง ความจำเป็นของข้อพึงประสงค์ของพระเจ้าสำหรับผู้นำและคนทำงานเพื่อกำกับดูแลและติดตามผลของงานอย่างสัมพันธ์กับชีวิตจริง

ฉันได้รับความเข้าใจบางอย่างในอุปนิสัยอันโอหังของตัวเองผ่านประสบการณ์นี้ และยังตระหนักอีกว่าสำคัญเพียงใด “การมองผู้คนและสิ่งทั้งหลาย การวางตนและกระทำการตามพระวจนะของพระเจ้าทุกประการ โดยมีความจริงเป็นหลักเกณฑ์ของคนเรา” ดังที่พระเจ้าตรัส นับแต่นี้ไป ฉันต้องไม่กระทำตามการเพ้อฝันของตัวเอง เมื่อเผชิญกับเรื่องต่างๆ ก่อนอื่นฉันต้องแสวงหาความจริงและปฏิบัติต่อคน เหตุการณ์ และสิ่งต่างๆ รอบตัวฉันตามพระวจนะของพระเจ้า

ก่อนหน้า: 39. 75 วันที่ถูกกักขัง

ถัดไป: 43. ทางแยก

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

26. เปิดประตูสู่หัวใจของฉันและต้อนรับการเสด็จกลับมาขององค์พระผู้เป็นเจ้า

โดยหยงหย่วน สหรัฐอเมริกาในเดือนพฤศจิกายนปี ค.ศ. 1982 ครอบครัวของเราอพยพไปยังประเทศสหรัฐอเมริกากันทั้งครอบครัว...

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

ติดต่อเราผ่าน Messenger