95. ได้เห็นกิจการของพระเจ้าผ่านการข่มเหง
เช้าตรู่ของวันหนึ่งในเดือนกรกฎาคม ปี 2018 ฉันกับพี่น้องหญิงคนหนึ่งอยู่ที่บ้านของเจ้าภาพ กำลังสรุปการหารืองานและเตรียมตัวเข้านอน จู่ๆ เราก็ได้ยินเสียงงัดแงะประตูและเสียงสุนัขเห่า สิ่งนี้ทำให้ฉันรู้สึกกังวลใจเล็กน้อย ในตอนนั้นเอง ตำรวจเจ็ดถึงแปดคนบุกเข้ามาในห้องนอน และใส่กุญแจมือเราไว้ข้างหลัง พวกมันเริ่มรื้อค้นทุกซอกทุกมุมโดยไม่แสดงเอกสารใดๆ ในที่สุด พวกมันก็พบเงินสดกว่า 7,000 หยวน และใบเสร็จรับเงินของเงินคริสตจักรจำนวน 350,000 หยวน ฉันรู้สึกหวาดกลัว เพราะเมื่อเจอใบเสร็จพวกนี้ ตำรวจย่อมต้องซักถามถึงที่ไปที่มาของเงินจำนวนนี้แน่ ฉันไม่รู้ว่าพวกมันจะทรมานฉันอย่างไร หรือจะซ้อมฉันจนตายไหม ฉันรีบกล่าวคำอธิษฐานอยู่ในหัวใจ ขอพระเจ้าโปรดประทานความเข้มแข็งและขอการคุ้มครองจากพระองค์ เพื่อไม่ให้ฉันกลายเป็นยูดาสและทรยศพระองค์ ในขณะนั้น บทเพลงสรรเสริญชื่อ “คำพยานแห่งชีวิต” ก็ผุดขึ้นมาในใจ “วันหนึ่งฉันอาจถูกจับกุมด้วยเหตุที่เป็นพยานให้พระเจ้า ฉันรู้ในหัวใจของฉันว่าความทุกข์นี้เป็นไปเพื่อเห็นแก่ประโยชน์ของความชอบธรรม หากชีวิตของฉันสูญไปเหมือนประกายไฟในชั่วพริบตา ฉันจะยังคงรู้สึกภูมิใจที่ฉันสามารถติดตามพระคริสต์และเป็นพยานให้พระองค์ในชีวิตนี้ได้ ” (ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ) ถูกต้องแล้ว การมีความเชื่อเป็นสิ่งที่ชอบธรรม ดังนั้นไม่ว่าจะต้องเผชิญกับการทรมานอันโหดร้ายแค่ไหน นั่นก็จะเป็นความทุกข์เพื่อความชอบธรรม ฉันไม่ควรขี้ขลาดหรือหวาดกลัว ฉันต้องผ่านพ้นเรื่องนี้ไปด้วยการพึ่งพาพระเจ้า เมื่อคิดได้อย่างนี้ ฉันจึงค่อยๆ สงบใจลง
บ่ายวันนั้น ตำรวจพาเราสองคนไปที่โรงแรมเพื่อสอบสวนแยกกัน ตำรวจคนหนึ่งชื่อหลิวตะคอกว่า “บอกความจริงเกี่ยวกับเรื่องทางศาสนาพวกนี้มาซะ! ใบเสร็จเงิน 350,000 หยวนนั่นเกี่ยวกับเรื่องอะไร?” ฉันคิดว่า “เงินนั้นเป็นของคริสตจักร ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับพวกมันเลย ทำไมฉันต้องบอกอะไรกับพวกมันด้วย?” ดังนั้นฉันจึงเงียบ จากนั้น ตำรวจหลิวก็ตบหน้าฉันเต็มๆ ด้วยความโกรธ จนหน้าของฉันแสบร้อนด้วยความเจ็บปวด เขากดจุดกดเจ็บรอบคอของฉันอย่างแรง แต่ฉันกัดฟันทนความเจ็บปวดและไม่พูดอะไรออกมา ต่อมา ตำรวจอ้วนคนหนึ่งก็พูดขึ้นว่า “มา ฉันจะช่วยให้แกได้ออกกำลังกายหน่อย” มันจับผมของฉันดึงขึ้นดึงลง ทำให้ฉันทำท่าลุกนั่ง หลังจากทำซ้ำถึงห้าสิบหรือหกสิบครั้ง ฉันก็เจ็บแสบหนังหัวและผมก็ถูกกระชากหลุดไปทั่ว จากนั้นพวกมันก็เอาเก้าอี้ตัวหนึ่งมา วางไว้ด้านหลังฉันโดยให้พนักพิงชนกับแผ่นหลังของฉัน พวกมันสอดแขนฉันที่ถูกใส่กุญแจมือ ผ่านช่องว่างของพนักพิง จนแขนของฉันวางพาดอยู่บนที่นั่งของเก้าอี้ ฉันนั่งอยู่กับพื้นโดยขาเหยียดตรงออกไปด้านหน้า พวกมันยังซักคงถามข้อมูลเกี่ยวกับเงิน 350,000 หยวนต่อไป เมื่อเห็นว่าฉันจะไม่พูด พวกมันก็ทรมานฉันต่อ หลังจากนั้นสักพัก ฉันก็รู้สึกปวดข้อต่อหัวไหล่อย่างแสนสาหัสจากการถูกดึงรั้ง และรู้สึกเหมือนกับว่าหลังฉันถูกหัก กุญแจมือกดลึกเข้าไปในเนื้อของฉัน ตัวฉันสั่นไปหมดเพราะความเจ็บปวด เหงื่อไหลออกมาไม่หยุด ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองจะทนต่อไปไม่ไหวอีกแล้ว ฉันอธิษฐานอยู่ในหัวใจไม่หยุด ขอให้พระเจ้าประทานความเข้มแข็งและดูแลคุ้มครองฉันเพื่อให้ฉันยืนหยัดได้ ตอนนั้นเองที่ฉันนึกถึงพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่งที่ว่า “เมื่อเจ้าเผชิญหน้ากับความทุกข์ เจ้าต้องมีความสามารถที่จะวางความกังวลสนใจต่อเนื้อหนังไว้ก่อนและไม่ทำการร้องทุกข์คร่ำครวญต่อพระเจ้า เมื่อพระเจ้าทรงซ่อนเร้นพระองค์เองจากเจ้า เจ้าต้องมีความสามารถที่จะมีความเชื่อที่จะติดตามพระองค์ ที่จะธำรงรักษาความรักก่อนหน้านี้ของเจ้าโดยไม่เปิดโอกาสให้มันกระท่อนกระแท่นหรือสูญสลาย ไม่สำคัญว่าพระเจ้าทรงทำสิ่งใด เจ้าต้องนบนอบการออกแบบของพระองค์และตระเตรียมที่จะสาปแช่งเนื้อหนังของเจ้าเองแทนที่จะทำการร้องทุกข์คร่ำครวญต่อพระองค์ เมื่อเจ้าเผชิญหน้ากับการทดสอบ เจ้าต้องทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัย แม้ว่าเจ้าอาจร่ำไห้อย่างขมขื่นหรือรู้สึกอิดออดที่จะไปจากวัตถุอันเป็นที่รักบางอย่าง สิ่งนี้เท่านั้นคือความรักและความเชื่อที่แท้จริง” (พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, บรรดาผู้ที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมต้องก้าวผ่านกระบวนการถลุง) จากพระวจนะของพระเจ้า ฉันได้รู้ว่า พระองค์ทรงอนุญาตให้ซาตานข่มเหงฉันเพื่อทำให้ความเชื่อและความรักของฉันเพียบพร้อม และเพื่อดูว่าฉันจะสามารถตั้งมั่นในคำพยานของฉัน และทำให้พระเจ้าพอพระทัยท่ามกลางความทุกข์ได้หรือไม่ ซาตานกำลังทรมานร่างกายฉันเพื่อทำให้ฉันทรยศพระเจ้า และฉันจะยอมแพ้มันไม่ได้ เมื่อเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้าแล้ว ฉันก็ได้รับความเข้มแข็งอยู่ภายใน และโดยที่ฉันไม่รู้ตัว ฉันสามารถอดทนต่อความเจ็บปวดได้
ในวันต่อมา ตำรวจยังคงซักถามฉันต่อเรื่องเงินของคริสตจักร ฉันยังคงไม่พูด จนกระทั่งมีตำรวจคนหนึ่งหยิบขวดสเปรย์พริกไทยออกมา เป็นของเหลวที่ทำให้เกิดน้ำตาไหลไม่หยุด มันเขย่าขวดนั้นตรงหน้าฉันและพูดว่า “ถ้าฉันฉีดไอ้นี่ใส่หน้าแก แกจะน้ำมูกน้ำตาไหลไม่หยุดเลยล่ะ แถมเจ็บปวดทรมานสุดๆ ถ้าแกยังไม่พูดอะไร เราจะใช้กับแกแน่” ตำรวจหลิวพูดอย่างโกรธเกรี้ยวว่า “พ่นสเปรย์พริกไทยใส่มันเลย จะได้รู้รสชาติซะบ้าง!” หลังจากนั้น พวกมันก็เอาเก้าอี้เสือเข้ามาและข่มขู่ฉันว่า “ถ้าแกไม่ยอมพูด เราจะจับแกมานั่งบนเก้าอี้ตัวนี้ แล้วจะช็อตไฟฟ้าแกจนตาย!” ฉันหวาดกลัวอย่างมาก ถ้าพวกมันทรมานฉันแบบนั้นจริงๆ ฉันจะทนได้ไหม? ตอนนั้นพระวจนะของพระเจ้าก็ผุดขึ้นมาในใจฉันว่า “จงอย่ากลัว พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์จอมทัพจะอยู่กับเจ้าอย่างแน่นอน พระองค์ทรงอยู่เบื้องหลังพวกเจ้า และพระองค์คือโล่ของเจ้า” (พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ถ้อยดำรัสของพระคริสต์ในปฐมกาล บทที่ 26) พระวจนะของพระเจ้าช่วยให้ฉันสงบใจลงได้ นั่นเป็นความจริง ฉันไม่ได้เผชิญกับการกดขี่และความยากลำบากนี้เพียงลำพัง แต่พระเจ้าอยู่เคียงข้างฉัน พระองค์ทรงสนับสนุนฉัน ไม่ว่าตำรวจจะทรมานฉันอย่างไร พระเจ้าจะทรงนำและช่วยฉันผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ เมื่อมีพระเจ้าอยู่เคียงข้าง ไม่มีอะไรที่ฉันจะต้องกลัว เมื่อเห็นว่าฉันยังคงไม่พูด พวกตำรวจก็เอาสปรย์พริกไทยกับถุงพลาสติกมา แล้วลากฉันเข้าไปในห้องน้ำ ฉันดูออกว่าพวกมันกำลังจะเอาถุงพลาสติกมาคลุมหัวฉัน ดังนั้น ก่อนที่พวกมันจะทำ ฉันก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ และกลั้นเอาไว้ ประมาณ 40 วินาทีต่อมา พวกมันก็ดึงถุงออกและพ่นสเปรย์พริกไทยใส่หน้าฉันทันที เพราะฉันยังกลั้นหายใจอยู่ ฉันจึงไม่ได้สำลักสเปรย์นั่น กลายเป็นว่าตำรวจสองคนสูดสเปรย์นั่นเข้าไปแทน และเริ่มไอ พวกมันจึงเอาถุงพลาสติกมาคลุมหัวฉันอีกรอบ คราวนี้นานกว่าหนึ่งนาที พอพวกมันพ่นสเปรย์อีกครั้ง ปริมาณที่ใช้ก็เพิ่มขึ้นจากครั้งแรก แต่เหลือเชื่อ ฉันกลับรู้สึกเพียงความแสบร้อนที่คอและใบหน้า ไม่มีผลกระทบอื่นใดเลย ตำรวจจนปัญญาเลยพาฉันกลับเข้ามาในห้อง ฉันรู้สึกซาบซึ้งอย่างมาก ฉันได้เห็นพระราชกิจของพระเจ้าอย่างแท้จริง ฉันรู้สึกว่าพระองค์ทรงอยู่เคียงข้างและช่วยฉัน หลังจากนั้น พวกมันก็ตบหน้าฉันและกดจุดกดเจ็บ พวกมันจิกผมให้ฉันทำท่าลุกนั่ง พร้อมทั้งกดแขนของฉันลงบนที่นั่งเก้าอี้อีกรอบ พวกมันทรมานฉันแบบนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ฉันยังคงยืนหยัดด้วยการอธิษฐานอย่างต่อเนื่อง
จนถึงเที่ยงของวันที่สี่ เมื่อเห็นว่าฉันยังไม่ยอมบอกอะไรกับพวกมัน ตำรวจหลิวก็บีบคางฉันแรงๆ และพูดด้วยน้ำเสียงโหดเหี้ยมว่า “การสอบสวนคดีแบบของแกน่ะ ไม่มีการจำกัดเวลาหรอกนะ รัฐบาลแห่งชาติสั่งไว้ว่า พวกแกจะต้องถูกฆ่า ถูกขัง หรือถูกบังคับให้สำนึกผิด พวกเรามีเวลาเหลือเฟือ ถ้าแกไม่ยอมเปิดปากพูดล่ะก็ พวกเราจะแสดงให้ดูจริงๆ ตอนบ่ายนี้แหละ!” ฉันเริ่มใจเต้นรัว ไม่รู้ว่าพวกมันเตรียมการทรมานแบบไหนไว้ทรมานฉันในตอนนั้น ฉันเริ่มรู้สึกกังวลใจขึ้นเรื่อยๆ ฉันอธิษฐานถึงพระเจ้าเงียบๆ ไม่หยุด ขอให้พระองค์ประทานความเชื่อและความเข้มแข็งให้ฉัน แล้วฉันก็นึกถึงพระวจนะของพระองค์ที่ว่า “ภายใต้การนำแห่งความสว่างของเรา พวกเจ้าจะฝ่าพ้นอำนาจกดขี่แห่งกำลังบังคับของความมืดอย่างแน่นอน พวกเจ้าจะไม่สูญเสียการชี้นำแห่งความสว่างของเราท่ามกลางความมืดอย่างแน่นอน พวกเจ้าจะเป็นนายแห่งสิ่งสร้างทั้งปวงอย่างแน่นอน พวกเจ้าจะเป็นผู้ชนะต่อหน้าซาตานอย่างแน่นอน เมื่ออาณาจักรของพญานาคใหญ่สีแดงล่มสลาย แน่นอนว่าพวกเจ้าจะลุกยืนท่ามกลางฝูงชนนับไม่ถ้วนในฐานะบทพิสูจน์แห่งชัยชนะของเรา พวกเจ้าจะตั้งมั่นและไม่หวั่นไหวอย่างแน่นอนในแผ่นดินแห่งซีนิม พวกเจ้าจะสืบทอดพรของเราโดยผ่านทางความทุกข์ที่พวกเจ้าทนฝ่า และจะฉายสง่าราศีของเราไปทั่วทั้งจักรวาลอย่างแน่นอน” (พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พระวจนะของพระเจ้าถึงทั้งจักรวาล บทที่ 19) พระวจนะของพระเจ้ามอบความเข้มแข็งให้แก่ฉัน พระเจ้าจะทรงทำให้กลุ่มผู้ชนะเพียบพร้อมท่ามกลางการข่มเหงอย่างทารุณของพญานาคใหญ่สีแดง และไม่ว่าความเจ็บปวดหรือความยากลำบากใดที่ผู้ชนะเหล่านี้ต้องเผชิญ พวกเขาก็จะสามารถนบนอบพระเจ้าและถวายตัวแด่พระองค์จนถึงที่สุด ไม่ว่ามันจะเลือดเย็นแค่ไหน พญานาคใหญ่สีแดงก็อยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้าเหมือนกัน มันเพียงแต่ทำหน้าที่รับใช้พระเจ้าเพื่อทำให้ประชากรของพระองค์เพียบพร้อม ไม่ว่าตำรวจจะทรมานฉันด้วยวิธีที่เลวร้ายแค่ไหนก็ตาม ฉันเพียงแค่ต้องพึ่งพาพระเจ้าอย่างแท้จริง และเชื่อมั่นว่าพระองค์จะทรงนำฉันให้มีชัยชนะเหนือการข่มเหงของซาตาน ด้วยการชี้นำของพระวจนะของพระเจ้า ฉันจึงไม่รู้สึกกังวลหรือหวาดกลัวอีกเลย
ในช่วงบ่ายวันนั้น ตำรวจยังคงทรมานฉันต่อไป ตำรวจหลิวตบหน้าฉันไม่หยุด จนหูของฉันอื้อไปหมด มันดึงไรผมบริเวณขมับของฉันกระชากไปมา จากนั้นก็กดจุดกดเจ็บบริเวณคอ หู และไหปลาร้าอย่างแรง ความเจ็บปวดทำให้ฉันเหงื่อแตกพลั่ก ตำรวจอีกคนดึงผมฉันและบังคับให้ฉันทำท่าลุกนั่ง มันทำอย่างนั้นไม่ต่ำกว่า 90 ครั้ง ฉันไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า ฉันจะสามารถทนได้มากขนาดนี้ แต่ขาของฉันก็ยังไม่ชาเลย ตำรวจหลิวกดจุดกดเจ็บบริเวณคอของฉันอย่างแรง ถึงแม้ตอนแรกจะเจ็บมาก แต่หลังจากเวลาผ่านไป ฉันก็ทนได้ มันพูดด้วยความโมโหว่า “แกนี่มันอึดนักนะ!” พอมันพูดอย่างนั้น ฉันก็ขอบคุณพระเจ้าซ้ำแล้วซ้ำ ไม่ใช่เพราะฉันอึดหรอก แต่ทั้งหมดนี้เป็นเพราะพระเจ้าทรงคุ้มครองฉันต่างหาก หลังจากนั้น พวกมันก็บังคับให้ฉันวางแขนไว้บนเก้าอี้อีกครั้ง ฉันไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหน แต่แขนของฉันเจ็บปวดจนทนไม่ไหว ตัวฉันสั่นไม่หยุด ในตอนนั้นเอง ตำรวจหลิวก็ใช้เท้ากดหน้าฉันไว้เพื่อไม่ให้ฉันขยับ มันเอาเท้าช้อนหน้าฉันขึ้นมา จากนั้นเอารองเท้าของมันยัดใส่ปากฉัน และพูดว่า “ถ้าแกยังไม่พูดอะไร ฉันจะถอดถุงเท้ามาอุดปากแกซะ เท้าฉันเหม็นมากนะ” รอยยิ้มชั่วร้ายของมันทำให้ฉันเดือดดาล ฉันเป็นแค่ผู้เชื่อคนหนึ่ง ไม่ได้ทำอะไรผิดกฎหมายเลย แต่พวกปีศาจแก๊งนี้กลับทรมานและเล่นสนุกกับฉัน ฉันเกลียดพวกมันเข้ากระดูกดำ ฉันอธิษฐานถึงพระเจ้าในใจเงียบ ๆ และต่อเนื่อง ขอให้พระองค์ประทานความเข้มแข็งและดูแลคุ้มครองฉัน เพื่อที่ให้ฉันยืนหยัดอยู่ได้ ความเจ็บปวดที่แขนของฉันค่อยๆ คลายลง แล้วฉันก็สามารถนั่งนิ่งบนพื้นได้อย่างสงบ ฉันรู้สึกซาบซึ้งอย่างมาก ที่ได้มีประสบการณ์กับพระกรุณาของพระเจ้าที่มีต่อฉันอีกครั้ง ฉันรู้สึกขอบคุณพระเจ้าจนไม่สามารถกลั้นน้ำตาไว้ได้ ต่อมา เมื่อพวกมันเห็นว่าจะไม่ได้ข้อมูลอะไรในเรื่องเงินจากฉัน พวกมันก็พยายามบังคับให้ฉันเซ็นหนังสือสำนึกผิด พวกมันพูดว่าถ้าฉันไม่เซ็น ฉันจะต้องติดคุก พร้อมข่มขู่ว่า “ความทุกข์ทรมานที่แกจะต้องเจอในคุกน่ะหนักทีเดียว ต้องทำงานหนักทุกวัน แกจะถูกทุบตี ถูกดุด่า และได้กินอาหารเหมือนหมูเหมือนหมา ถึงตอนนั้น นึกเสียใจก็สายเกินไปแล้ว! แกควรคิดให้ดีดีกว่า ยังมีเวลาที่จะเซ็นอยู่นะ” ฉันคิดว่า “ความเชื่อของฉันไม่ได้ผิดกฎหมายข้อไหน ดังนั้นฉันจะไม่เซ็นหนังสือของพวกมัน การทำแบบนั้นจะเป็นการทรยศและทำให้พระเจ้าทรงอับอาย ไม่ว่าความลำบากในคุกจะเป็นยังไง ฉันก็พร้อมที่จะพึ่งพาพระเจ้าและยืนหยัดต่อไป” ฉันจึงตอบไปว่า “ฉันไม่เซ็น” พวกมันโกรธจัดและพูดว่า “ดี! ถ้าอยากทรมานนักก็เชิญเลย” จากนั้นพวกมันก็เดินออกไป
ในต้นเดือนสิงหาคม ฉันถูกส่งตัวไปยังสำนักงานความมั่นคงสาธารณะในบ้านเกิดของฉัน ตำรวจพาฉันตรงไปที่โรงแรมเพื่อสอบสวน ฉันจำได้ว่ามีตำรวจหกคนแบ่งออกเป็นคู่ๆ คอยเฝ้าฉันเป็นกะเพื่อดูให้แน่ใจว่าฉันจะไม่ได้นอนเลย พวกมันเรียกวิธีนี้ว่า “การทำให้อินทรีร่วง” คือการไม่ยอมให้คนได้นอนหลับเป็นเวลานานเพื่อทำลายจิตวิญญาณของพวกเขา จากนั้นก็สอบสวนและเรียกร้องให้สารภาพในสภาพที่สับสน นี่เป็นวิธีทรมานที่ตำรวจใช้กันทั่วไป ในตอนแรก พวกมันพยายามล้างสมองฉันเป็นหลัก พูดถึงเรื่องอเทวนิยมและวิวัฒนาการ พร้อมกับบอกเล่าเรื่องนอกรีตและเหตุผลวิบัติสารพัดที่ปฏิเสธและต่อต้านพระเจ้า บางครั้งพวกมันก็เปิดวิดีโอที่ดูหมิ่นพระเจ้าและใส่ร้ายคริสตจักรของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ มันน่าขยะแขยงมาก ในตอนแรกฉันโต้เถียงกับพวกมัน แต่ต่อมาฉันก็ตระหนักได้ว่าพวกมันเป็นปีศาจที่ต่อต้านพระเจ้า เป็นศัตรูของพระเจ้า ไม่ว่าฉันจะพูดอะไร มันก็เสียเวลาเปล่า ตั้งแต่นั้นมา ฉันจึงไม่สนใจพวกมัน วันหนึ่ง ตำรวจคนหนึ่งนำอะไรบางอย่างมาให้ฉันอ่าน ซึ่งมีแต่ข้อความที่ดูหมิ่นพระเจ้า พอฉันปฏิเสธที่จะอ่าน มันก็ตบหน้าฉันอย่างแรง พร้อมขู่ด้วยรอยยิ้มชั่วร้ายว่า “ถ้าไม่อ่าน แกจะถูกแก้ผ้าล่อนจ้อน แล้วเราจะเอาคำดูหมิ่นนี้แปะทั่วตัวแกเลย” ฉันรู้สึกเกลียดชังปีศาจพวกนั้นเข้ากระดูก ที่ใช้กลอุบายเลวทรามและสกปรกแบบนี้เพื่อบังคับให้ฉันทรยศพระเจ้า ฉันตั้งใจแน่วแน่ สาบานด้วยชีวิตว่าจะไม่มีวันดูหมิ่นพระเจ้า ฉันเมินหน้าหนีพวกมัน ระหว่างที่อยู่ในนั้น เวลาที่ฉันเริ่มสัปหงก ตำรวจคนหนึ่งจะตะโกนขึ้นว่า “ห้ามนอน!” ในช่วงเวลาเหล่านั้น ฉันจะกล่าวคำอธิษฐานอยู่ในหัวใจ ท่องพระวจนะของพระเจ้าเงียบๆ หรือร้องเพลงสรรเสริญในใจ แล้วกว่าจะรู้ตัวฉันก็ไม่รู้สึกง่วงอีกเลย ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ ฉันก็ยิ่งมีพลังมากขึ้น ในทางกลับกัน ตำรวจเริ่มถึงจุดที่ทนไม่ไหวแล้ว บางคนถึงกับป่วย ด้วยวิธีนี้ ฉันผ่านการทรมานแบบ “ทำให้อินทรีร่วง” ได้ถึงแปดวัน ด้วยการพึ่งพาพระวจนะของพระเจ้า ฉันรู้สึกซาบซึ้งอย่างมาก ลำพังตัวฉันเอง ไม่มีทางที่ฉันจะมีพลังหลงเหลืออยู่หลังจากไม่ได้หลับมาหลายวัน ฉันรู้ว่านี่เป็นพระราชกิจของพระเจ้าทั้งสิ้น ฉันรู้สึกขอบคุณพระเจ้าสำหรับการคุ้มครองของพระองค์ เรื่องนี้ยังเสริมสร้างความมั่นใจให้ฉันว่า ฉันจะสามารถตั้งมั่นในคำพยานให้พระเจ้าได้ผ่านการสอบสวนอื่นใดเพิ่มเติม เมื่อเห็นว่าฉันยังคงไม่พูด หนึ่งในนั้นก็ตบหน้าฉันอย่างโกรธเกรี้ยว ลากฉันออกจากเก้าอี้ ดึงผมฉันแล้วเอาหัวฉันโขกกับพื้นและกำแพง จากนั้นมันก็จับตัวฉันไว้แน่นและเหยียบลงบนขาซ้ายฉันแรงๆ เพื่อไม่ให้ฉันขยับ ในขณะที่ตำรวจอีกคนเตะขาขวาของฉันไปด้านหลัง บังคับให้ฉันแยกขาออก จนได้มุมประมาณ 120 องศา ฉันร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด หนึ่งนาทีเต็มผ่านไปก่อนที่พวกมันจะปล่อยฉัน แล้วหนึ่งในนั้นก็ขู่ฉันว่า “ถ้าขืนแกยังเอาแต่เงียบอยู่ เราจะแก้ผ้าแกให้ล่อนจ้อน จับแกแขวนขึ้นไป แล้วซ้อมแกให้อ่วมเลย! ในประเทศจีน การเชื่อในพระเจ้าเป็นอาชญากรรมทางการเมือง เป็นเมื่อก่อน แกคงถูกยิงเป้าไปแล้ว แต่ตอนนี้เราสามารถทำกับแกเหมือนสัตว์ตัวหนึ่ง เราจะทำอะไรกับแกก็ได้ตามที่เราต้องการ!” ฉันโกรธมากตอนที่มันพูดแบบนั้น แต่ก็กังวลอย่างมากด้วย ฉันไม่รู้ว่าปีศาจพวกนั้นจะทรมานและเหยียดหยามฉันด้วยวิธีไหนต่อไป ถ้าพวกมันถอดเสื้อผ้าฉันจนหมดและจับฉันแขวนขึ้นไปจริงๆ ล่ะ? ท่ามกลางความเจ็บปวด ฉันอธิษฐานถึงพระเจ้าไม่หยุด ขอให้พระองค์ประทานความเข้มแข็งและคุ้มครองฉัน เพื่อให้ฉันตั้งมั่นได้ หลังจากอธิษฐาน ฉันนึกถึงบทเพลงสรรเสริญบทหนึ่งชื่อ “ราชอาณาจักร” ที่ร้องว่า
…………
2 …พระเจ้าคือแรงเกื้อหนุนของฉัน มีสิ่งใดให้เกรงกลัว? ฉันขอปฏิญาณด้วยชีวิตว่าจะต่อสู้กับซาตานจนถึงที่สุด พระเจ้าทรงยกชูพวกเราขึ้นมา พวกเราควรทิ้งทุกสิ่งไว้เบื้องหลังและต่อสู้เป็นพยานให้พระคริสต์ พระเจ้าจะดำเนินการตามน้ำพระทัยของพระองค์บนแผ่นดินโลกเป็นแน่ ฉันตระเตรียมความรักและความภักดีของตน แล้วอุทิศทั้งหมดนั้นแด่พระเจ้า ยามที่พระองค์เสด็จลงมาพร้อมพระสิริ ฉันก็รับเสด็จการกลับมาของพระเจ้าอย่างเบิกบาน และเมื่อราชอาณาจักรของพระคริสต์กลายเป็นจริง ฉันจะพบกับพระองค์อีกครั้ง
3 …ทหารดีผู้มีชัยมากมายก้าวออกมาจากความทุกข์เข็ญ ชนะพร้อมกับพระเจ้าและกลายเป็นคำพยานของพระองค์ เมื่อมองไปข้างหน้าถึงวันที่พระเจ้าได้รับพระสิริ วิถีทางที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้ก็เผยให้เห็น ชนชาติทั้งปวงหลั่งไหลมายังภูเขาลูกนี้ เดินอยู่ในความสว่างของพระเจ้า ความสง่างามอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนของราชอาณาจักรต้องเป็นที่ประจักษ์ไปทั่วทั้งโลก…
—ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ
บทเพลงสรรเสริญนี้ปลุกเร้าความรู้สึกบางอย่างให้กับฉัน การเผชิญกับการกดขี่และความทุกข์ยากเช่นนี้ในความเชื่อของฉัน และการมีโอกาสได้เป็นพยานให้พระเจ้าต่อหน้าซาตาน ถือเป็นเกียรติสำหรับฉัน ฉันนึกถึงเมื่อครั้งที่องค์พระเยซูเจ้าเสด็จทรงงาน บรรดาอัครทูตและสาวกของพระองค์ต้องสู้ทนการข่มเหงในความพยายามที่จะเผยแผ่ข่าวประเสริฐของพระองค์ บางคนถูกขว้างหินใส่จนเสียชีวิต บางคนถูกฉีกออกเป็นสี่ส่วน แต่พวกเขาทั้งหมดล้วนเป็นพยานอันกึกก้องให้พระเจ้า ด้วยการมีชัยเหนือซาตาน ในยุคสุดท้าย พระเจ้าได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์และเสด็จมาทรงงาน เพื่อช่วยมนุษย์ให้รอดพ้นจากบาปโดยสมบูรณ์ และนำเราไปสู่บั้นปลายอันงดงาม แต่พรรคคอมมิวนิสต์จีนเป็นพรรคชั่วที่ต่อต้านและเกลียดชังพระเจ้า มันไม่ยอมให้ผู้คนมีความเชื่อและนมัสการพระเจ้า ทั้งยังปราบปรามและข่มเหงคริสเตียนอย่างบ้าคลั่ง พี่น้องชายหญิงมากมายจึงถูกทรมานอย่างไร้ความปรานีหลังจากถูกจับกุม แต่ด้วยการพึ่งพาพระเจ้า พวกเขาก็สามารถเป็นคำพยานที่งดงามได้ ฉันรู้ว่าฉันต้องเอาอย่างพวกเขา ฉันไม่ควรกลัวความเจ็บปวดทางร่างกายหรือความอับอายขายหน้า แต่ต้องตั้งมั่นในคำพยานและนำความอับอายมาสู่ซาตาน
ไม่กี่วันต่อมา ตำรวจกลับมาสอบสวนอีกครั้ง พยายามบังคับให้ฉันขายพี่น้องชายหญิงและบอกเรื่องเงินของคริสตจักร ฉันไม่บอกอะไรพวกมันเลย ดังนั้นพวกมันจึงบังคับให้ฉันนั่งโดยให้แผ่นหลังแนบกับกำแพงและบังคับให้ฉันแยกขา ตำรวจคนหนึ่งจับขาซ้ายของฉันไว้ชิดกำแพง พร้อมทั้งจับแขนของฉันไว้เพื่อไม่ให้ขยับ ในขณะที่อีกคนเตะขาขวาของฉันอย่างโหดเหี้ยม พยายามบังคับให้ขาขวาฉันแนบกับกำแพงอีกด้าน ความเจ็บปวดเสียดแทงผ่านตัวฉันเป็นระลอก พวกมันทรมานฉันไม่หยุดตั้งแต่ประมาณสองทุ่มจนถึงห้าทุ่ม ฉันจำไม่ได้ว่าพวกมันทำแบบนี้กับฉันกี่ครั้ง สุดท้าย พวกมันเอาขาข้างขวาของฉันไปแนบกำแพงจนได้มุม 180 องศา ขณะที่ฉันทรุดลงกับพื้นอย่างหมดสิ้นเรี่ยวแรง พอพระอาทิตย์ขึ้น ฉันก็เห็นว่าขาสองข้างของฉันบวมเป่งและช้ำหนัก โดยเฉพาะโคนขาข้างขวาเป็นรอยช้ำสีม่วงทั่วไปหมด และแม้แต่การลุกไปเข้าห้องน้ำก็เป็นเรื่องที่ยากลำบากมาก ต้องมีคนช่วยพยุงฉันให้นั่งลงบนโถส้วม ตำรวจคนหนึ่งพูดขู่ฉันว่า “ดูจากสภาพขาของแกที่เป็นแบบนี้ ถ้าเรายังทรมานแกต่อ มันจะเลวร้ายกว่าเมื่อวานเป็นสองเท่า ทุกครั้งที่ทรมานมันจะเจ็บปวดกว่าเดิม สารภาพมาเสียทีเถอะ!” เมื่อเห็นว่าฉันยังไม่ยอมบอกอะไร ตำรวจอีกคนก็ดึงขาฉันแยกออกอย่างโหดเหี้ยมเพื่อบังคับให้ฉันแยกขา ฉันรู้สึกเจ็บแปลบรุนแรงทันทีที่ขาถูกดึงเกิน 90 องศา ฉันร้องออกมาเพราะทนไม่ไหว มันพูดว่า “แค่นี้ก็เจ็บขนาดนั้นแล้วเหรอ? บอกตรงๆ เลยนะ การทรมานนี้ถูกใช้กับสายลับหญิงโดยเฉพาะเลย ร่างกายของแกจะทนได้เหรอ? ลองคิดดูให้ดีๆ” ตำรวจอ้วนอีกคนหนึ่งพูดว่า “คนที่ฉันเคยสอบสวนมาก่อนหน้านี้เป็นฆาตกรทั้งนั้น สุดท้ายพวกมันก็สารภาพ แถมร้องเรียกหาพ่อแม่ด้วย พวกมันยอมตายดีกว่าต้องทนกับความทุกข์ทรมานแบบนั้น” ได้ยินแบบนี้แล้วฉันก็รู้สึกกลัว แม้แต่ฆาตกรยังเลือกที่จะตายแทนการถูกทนทรมาน ต้องเป็นการทรมานที่น่าสะพรึงกลัวบางอย่างแน่ๆ! ความคิดที่ว่าฉันจะถูกทรมานจนรู้สึกว่าตายเสียยังดีกว่าทำให้หัวใจฉันเต้นระส่ำ ฉันอธิษฐานในใจถึงพระเจ้าครั้งแล้วครั้งเล่า ในขณะนั้นเอง ฉันนึกถึงสิ่งที่องค์พระเยซูเจ้าเคยตรัสไว้ว่า “อย่ากลัวผู้ที่ฆ่าได้แต่กาย แต่ไม่สามารถฆ่าจิตวิญญาณ แต่จงกลัวพระองค์ผู้ทรงสามารถทำลายทั้งจิตวิญญาณและกายในนรกได้” (มัทธิว 10:28) อีกทั้งพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ที่ว่า “เมื่อผู้คนพร้อมที่จะพลีอุทิศชีวิตของพวกเขา ทุกสิ่งทุกอย่างก็กลายเป็นไม่สลักสำคัญ และไม่มีผู้ใดสามารถเอาชนะพวกเขาได้ สิ่งใดจะสามารถสำคัญกว่าชีวิตได้? ด้วยเหตุนั้น ซาตานจึงกลายเป็นไม่สามารถทำสิ่งใดมากขึ้นอีกในผู้คน ไม่มีสิ่งใดที่มันสามารถทำกับมนุษย์” (พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, การตีความความล้ำลึกต่างๆ แห่ง “พระวจนะของพระเจ้าถึงทั้งจักรวาล” บทที่ 36) พระวจนะของพระเจ้าช่วยเสริมความเข้มแข็งให้ฉัน ตำรวจสามารถทรมานฉันอย่างเลือดเย็นได้ แต่พวกมันทำได้แค่พรากเนื้อหนังที่ฉันมีอยู่ไปเท่านั้น พวกมันไม่สามารถแตะต้องจิตวิญญาณของฉันได้ ถ้าฉันทรยศพระเจ้าเพราะกลัวความยากลำบากทางกาย ฉันก็จะใช้ชีวิตต่ำต้อยในฐานะยูดาส และสุดท้ายทั้งดวงจิต วิญญาณ และร่างกายของฉันล้วนแต่จะถูกลงโทษ ซาตานกำลังใช้ความอ่อนแอทางเนื้อหนังมาทำให้ฉันทรยศพระเจ้า แต่ฉันจะไม่ตกหลุมพรางของมัน ไม่ว่าตำรวจจะทรมานฉันอย่างไร ต่อให้ต้องถูกทุบตีจนตาย ฉันก็ตั้งใจแล้วว่าจะตั้งมั่นในคำพยานและทำให้ซาตานอับอาย
ตำรวจยังคงสอบสวนฉันต่อไปอีกหลายวัน พวกมันข่มขู่ว่าจะบังคับให้ฉันแยกขาอีกครั้ง พวกมันพูดว่าจะพาฉันไปที่ห้องทรมาน และจะใช้การทรมานที่โหดร้ายทุกวิธีโดยที่ไม่หยุด จนกว่าฉันจะบอกข้อมูลเกี่ยวกับคริสตจักร ฉันนึกถึงความเจ็บปวดจากการถูกบังคับให้แยกขา มันเหมือนกับว่าขาของฉันกำลังจะถูกฉีกออกจากร่างกายแบบเฉียบพลัน ฉันไม่อยากทนกับความเจ็บปวดที่แสนทรมานนั้นอีกเลย ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาว่า ฉันอยากตายดีกว่าจะทนกับการทรมานที่น่าสะพรึงกลัวแบบนั้นอีก ฉันจึงเริ่มอดอาหาร ปฏิเสธอาหารหลายมื้อติดต่อกัน ตำรวจตะโกนใส่ฉันอย่างเกรี้ยวกราด พวกมันพูดว่าจะบังคับให้ฉันกินถ้าฉันยังปฏิเสธที่จะกิน ฉันตกตะลึง สุดท้ายฉันก็ตระหนักได้ว่าฉันต้องแสวงหาเจตนารมณ์ของพระเจ้า ตอนนั้นเอง ฉันนึกถึงพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า “ความทุกข์ของผู้คนบางคนไปถึงจุดขีดสุด และความคิดของพวกเขาหันเข้าหาความตาย นี่มิใช่ความรักที่แท้จริงต่อพระเจ้า ผู้คนเช่นนั้นเป็นคนขลาด พวกเขาไม่มีความเพียรพยายาม พวกเขาอ่อนแอและไร้กำลัง!… ด้วยเหตุนี้ ในระหว่างวันสุดท้ายเหล่านี้พวกเจ้าต้องเป็นคำพยานต่อพระเจ้า ไม่สำคัญว่าความทุกข์ของเจ้าจะมากมายเพียงใด เจ้าควรต้องเดินไปจนถึงวาระสิ้นสุด และแม้กระทั่งถึงลมหายใจสุดท้ายของพวกเจ้า พวกเจ้ายังคงต้องสัตย์ซื่อต่อพระเจ้าและนบนอบการจัดการเตรียมการของพระเจ้า การนี้เท่านั้นคือการรักพระเจ้าอย่างแท้จริง และการนี้เท่านั้นคือคำพยานที่หนักแน่นและดังกึกก้อง” (พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, เจ้าสามารถรู้จักความน่ารักของพระเจ้าได้โดยการรับประสบการณ์กับบททดสอบอันเจ็บปวดเท่านั้น) ฉันได้เห็นจากพระวจนะของพระเจ้าว่า การแสวงหาความตายเพราะกลัวความทุกข์ทางร่างกายเป็นความขี้ขลาด ไม่เพียงแต่จะไม่ได้นำเกียรติมาสู่พระเจ้า แต่ยังกลายเป็นตัวตลกของซาตานอีกด้วย พระเจ้าทรงหวังให้ฉันเป็นพยานให้พระองค์ต่อหน้าซาตาน ถวายตัวแด่พระองค์แม้ลมหายใจสุดท้าย และไม่ยอมแพ้ต่อซาตาน นี่คือคำพยานอันแข็งแกร่งที่จะตอกหน้าซาตาน เมื่อฉันได้รู้เจตนารมณ์ของพระเจ้าแล้ว ฉันจึงเลิกปฏิเสธอาหาร แต่เมื่อนึกถึงความเป็นไปได้ที่จะต้องถูกทรมานต่อด้วยน้ำมือของตำรวจ โดยไม่รู้ว่าจะจบสิ้นเมื่อใด ฉันก็รู้สึกถึงความอ่อนแอบางอย่างในหัวใจ ในตอนนั้น ฉันนึกถึงบทเพลงสรรเสริญบทหนึ่งชื่อว่า จงเอาอย่างองค์พระเยซูเจ้า ที่ร้องว่า “บนถนนสู่เยรูซาเลม พระเยซูทรงอยู่ในความเจ็บปวดร้าวราน ประหนึ่งมีดด้ามหนึ่งกำลังถูกบิดคว้านอยู่ในพระทัยของพระองค์ กระนั้นพระองค์ก็มิได้มีเจตนารมณ์ที่จะทรงคืนวาจาของพระองค์เลยแม้แต่น้อย ตลอดเวลานั้นมีกำลังอันทรงพลังอำนาจบีบให้พระองค์จำยอมไปข้างหน้าอยู่ตลอดเวลาไปยังที่ที่พระองค์จะทรงถูกตรึงกางเขน ในท้ายที่สุด พระองค์ก็ถูกตอกตรึงกับกางเขนและกลายเป็นสภาพเสมือนเนื้อหนังที่บาป เป็นการเสร็จสิ้นพระราชกิจในการทรงไถ่มวลมนุษย์ พระองค์ได้ทรงหลุดพ้นจากโซ่ตรวนแห่งความตายและแดนคนตาย เมื่ออยู่เฉพาะพระพักตร์พระองค์ ความตาย นรก และแดนคนตายสูญเสียพลังอำนาจของตน และได้ถูกกำราบโดยพระองค์” (พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, การรับใช้ให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์พระเจ้า) การตริตรองพระวจนะของพระเจ้า ทำให้ฉันนึกถึงตอนที่องค์พระเยซูเจ้าทรงปฏิบัติพระราชกิจแห่งการไถ่ให้สำเร็จ พระองค์ทรงถูกทหารโรมันโบยตี ทรงต้องสวมมงกุฎหนาม และทรงย่างพระบาทอย่างเจ็บปวดทีละก้าวไปยังสถานที่แห่งการตรึงกางเขนของพระองค์ สุดท้าย พระองค์ทรงหลั่งพระโลหิตหยดสุดท้ายบนไม้กางเขน สู้ทนความเจ็บปวดเกินจะจินตนาการได้ เพื่อช่วยเราให้รอด พระเจ้าไม่ทรงลังเลที่จะสละชีวิตของพระองค์เอง ความรักของพระเจ้าช่างยิ่งใหญ่เหลือเกิน! แต่สำหรับฉัน เมื่อเผชิญกับการทรมานที่น่าสะพรึงกลัวและหลีกหนีไม่ได้ ฉันกลับไม่อยากทนทุกข์อีกต่อไป ฉันสูญเสียความมุ่งมั่นที่จะเป็นพยานให้พระเจ้า ฉันรู้สึกว่านั่นเป็นเรื่องที่น่าอับอายอย่างมาก พระเจ้าทรงสามารถสละชีวิตของพระองค์เพื่อเราได้ แล้วทำไมฉันถึงไม่สามารถถวายตัวเพื่อตอบแทนความรักของพระองค์ได้? เมื่อสำนึกในความรักของพระเจ้า น้ำตาก็ไหลอาบแก้มฉันไม่ขาดสาย ฉันอธิษฐานเงียบๆ ว่า “ข้าแต่พระเจ้า ไม่ว่าข้าพระองค์ต้องทนทุกข์อีกนานแค่ไหนหรือมากเพียงใด ข้าพระองค์ก็ขอตั้งมั่นในคำพยานของตน!”
เย็นวันนั้น ขณะที่ฉันลุกขึ้นนั่งจากพื้น ฉันก็รู้สึกถึงความเข้มแข็งทั่วทั้งร่างกาย และจิตใจของฉันก็ดีขึ้นมาก ตำรวจคนหนึ่งยังคงสอบสวนฉันเกี่ยวกับข้อมูลของคริสตจักร ฉันบอกมันไปอย่างแน่วแน่ว่า “ฉันจะไม่บอกอะไรแกทั้งนั้น” มันเดินจากไปด้วยความโมโหและกระแทกประตูอย่างแรง ไม่นานหลังจากนั้น ตำรวจก็เอาเก้าอี้สอบสวนตัวใหม่เอี่ยมมา ใส่กุญแจมือฉันกับเก้าอี้ตัวนั้น พร้อมพูดว่าพรุ่งนี้จะเป็นวันที่เลวร้ายสำหรับฉัน ในช่วงดึกคืนนั้น ฉันสังเกตเห็นว่าตำรวจทั้งสองคนที่เฝ้าดูฉันผล็อยหลับไปแล้ว ฉันจึงตัดสินใจลองดูว่าจะหลุดจากกุญแจมือได้ไหม เหลือเชื่อ กุญแจมือค่อนข้างหลวม และมือของฉันก็หลุดออกมาได้อย่างง่ายดาย ฉันอธิษฐานในหัวใจว่า “ข้าแต่พระเจ้า นี่คือพระองค์ที่ทรงเปิดทางให้ข้าพระองค์ใช่หรือเปล่า? ข้าพระองค์ไม่รู้เลยว่าข้างนอกห้องนี้มีอะไร หรือจะหนีไปที่ไหน ข้าพระองค์ขอมอบตัวเองไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์ โปรดทรงชี้นำข้าพระองค์ด้วย!” หลังจากอธิษฐาน ฉันก็หลุดออกจากเก้าอี้สอบสวนและเดินไปที่ประตู ฉันเปิดประตูออกอย่างเบามือและวิ่งไปที่ทางเข้าโรงแรม ไม่น่าเชื่อเลยว่าตำรวจที่เฝ้าประตูอยู่ก็นอนฟุบหลับอยู่บนโต๊ะเช่นกัน ฉันจึงออกจากโรงแรมโดยไม่มีอุปสรรคและมุ่งหน้าไปที่ตรอกแห่งหนึ่ง แม้ว่าขาของฉันจะได้รับบาดเจ็บอย่างหนัก แต่ในขณะนั้น ช่างเหลือเชื่อที่ฉันไม่เจ็บขาเลย ฉันวิ่งหนีสุดชีวิต รู้สึกกังวลใจอย่างมาก กลัวว่าตำรวจจะตามมาทันและจับฉันกลับไป ฉันไม่รู้ว่าจะไปที่ไหน และไม่กล้าไปหาพี่น้องชายหญิง เพราะกลัวจะทำให้พวกเขาตกอยู่ในอันตราย ฉันนึกถึงบ้านที่ครอบครัวฉันเพิ่งซื้อไว้ไม่นานนี้ ซึ่งตำรวจอาจจะยังไม่รู้ ฉันจึงอยากไปหลบอยู่ที่นั่นสักพัก ดัวนั้นฉันเลยรีบวิ่งกลับบ้าน ไม่นานหลังจากที่ฉันมาถึงบ้าน แม่ของฉันก็กลับมา แม่พูดด้วยความกระวนกระวายใจว่า “ตำรวจเอารูปถ่ายออกมาตามหาลูก พวกมันถามหาลูกไปทั่ว ลูกอยู่ที่นี่ไม่ได้ ต้องรีบออกไปเดี๋ยวนี้” สิ่งนี้ทำให้ฉันกังวลใจอย่างมาก และหัวใจฉันก็เต้นระรัว ฉันรีบคุกเข่าและอธิษฐานว่า “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ไม่รู้ว่าจะไปที่ไหน โปรดทรงชี้นำข้าพระองค์ด้วยเถิด ข้าพระองค์ไม่รู้ว่าการหลบหนีครั้งนี้จะสำเร็จหรือไม่ แต่ข้าพระองค์มอบทุกอย่างไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์ และขอให้เป็นไปตามการจัดการเตรียมการของพระองค์ หากข้าพระองค์หนีไม่พ้น ข้าพระองค์ก็พร้อมที่จะสละชีวิตเพื่อตั้งมั่นในคำพยานของตน” หลังจากอธิษฐาน ฉันก็ค่อยๆ สงบใจลง หลังจากนั้น พ่อก็ขี่สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าพาฉันออกไป ขณะที่เราใกล้จะถึงประตูหลังของกลุ่มอพาร์ตเมนต์ ฉันเห็นตำรวจที่เคยสอบสวนฉันอยู่ไม่ไกล กำลังถือรูปถ่ายและสอบถามคนที่เดินผ่านไปมา หัวใจฉันเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมา และเหงื่อก็แตกไปทั้งตัว ในจังหวะที่พวกมันไม่ได้สังเกต ฉันรีบลงจากสกู๊ตเตอร์ และวิ่งเข้าไปซ่อนตัวในอาคารใกล้ๆ พ่อขี่สกู๊ตเตอร์ต่อไป โดยทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ฉันอธิษฐานถึงพระเจ้าไม่หยุด ขอให้พระองค์ทรงชี้นำฉัน ไม่นานพ่อก็กลับมารับฉันและบอกว่าตำรวจออกไปแล้ว ไม่มีใครเฝ้าประตูหลังของกลุ่มอพาร์ตเมนต์ ฉันจึงใช้โอกาสนี้หลบหนีออกไป หลังจากเผชิญกับอุปสรรคบางอย่าง ด้วยความช่วยเหลือจากพี่น้องชายหญิง ฉันก็พบสถานที่ที่ปลอดภัยพอสมควรสำหรับหลบซ่อน
ต่อมาฉันได้ยินว่า ในวันเดียวกันนั้นเอง หลังจากที่ฉันออกจากบ้านพ่อแม่ไม่นาน ตำรวจจำนวนมากก็มาถึงและล้อมกลุ่มอพาร์ตเมนต์ไว้ พวกมันใช้เวลาหลายวันค้นหาจากห้องหนึ่งไปยังอีกห้องหนึ่ง พอเจอบ้านของพ่อแม่ฉันพวกมันก็ค้นไปทั่วจนกระจุยกระจาย และพาตัวพ่อฉันไปที่สถานีตำรวจเพื่อสอบถามที่อยู่ของฉัน ไม่เพียงแค่นั้น พวกมันยังติดตั้งกล้องความละเอียดสูงบนอาคารที่อยู่ตรงข้ามบ้านพ่อแม่ฉันโดยตรง ตำรวจยังทำการค้นหาฉันอย่างละเอียดรอบๆ บ้านยายฉันด้วย ตอนที่หญิงชราคนหนึ่งที่อาศัยอยู่ข้างบ้านพูดอะไรเบาๆ กับคนที่ยืนอยู่ข้างๆ ตำรวจก็สั่งให้เธอส่งตัวฉันให้มัน จากนั้นก็พาเธอไปสถานีตำรวจและกักตัวเธอไว้ข้ามคืน หลังจากนั้น พวกมันก็จับตัวป้าของฉันและสอบถามเกี่ยวกับที่อยู่ของฉัน ญาติทุกคนของฉันถูกตำรวจเฝ้าติดตาม ฉันก็รู้สึกโกรธมากเมื่อได้ยินเรื่องนี้ พรรคคอมมิวนิสต์ช่างบ้าคลั่งอย่างแท้จริง ความเชื่อของฉันไม่ได้ผิดกฎหมาย แต่พวกมันกลับทำทุกวิถีทางเพื่อพยายามจับตัวฉัน ฉันนึกถึงพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า “เหล่าบรรพบุรุษแต่โบราณกาลหรือ? บรรดาผู้นำผู้เป็นที่รักหรือ? พวกเขาล้วนต่อต้านพระเจ้า! การก้าวก่ายของพวกเขาได้ทำให้ทุกอย่างภายใต้ฟ้าสวรรค์อยู่ในสภาวะแห่งความมืดและความวุ่นวาย! เสรีภาพทางศาสนาหรือ? สิทธิ์และผลประโยชน์อันชอบด้วยกฎหมายของพลเมืองทั้งหลายหรือ? ทั้งหมดนั้นคือเพทุบายเพื่อที่จะปิดบังบาป!… หลายพันปีแห่งความเกลียดชังถูกทำให้เข้มข้นอยู่ภายในหัวใจ หลายสหัสวรรษแห่งความเปี่ยมบาปถูกจารึกอยู่บนหัวใจ—การนี้จะไม่กระตุ้นให้เกิดความเกลียดได้อย่างไร? จงล้างแค้นให้พระเจ้า ดับศัตรูของพระองค์ให้สิ้น จงอย่ายอมให้มันวิ่งอาละวาดอีกต่อไป และจงอย่าอนุญาตให้มันปกครองเยี่ยงเผด็จการ! บัดนี้ถึงเวลาแล้ว กล่าวคือ มนุษย์ได้รวบรวมพละกำลังทั้งหมดของเขามานานแล้ว เขาได้อุทิศความพยายามทั้งหมดของเขาและได้จ่ายทุกราคาเพื่อการนี้ เพื่อฉีกใบหน้าอันน่าขยะแยงของมารตนนี้ออกมา และเปิดโอกาสให้ผู้คนที่ถูกทำให้มืดบอดและได้สู้ทนความทุกข์และความยากลำบากมาแล้วทุกรูปแบบ ได้ลุกขึ้นจากความเจ็บปวดของพวกเขาและต่อต้านมารชั่วที่แก่ชราตนนี้” (พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, งานและการเข้าสู่ (8)) พระเจ้าได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ในยุคสุดท้ายและทรงแสดงความจริงเพื่อช่วยมวลมนุษย์ให้รอด พระองค์ทรงนำข่าวประเสริฐมาให้เราเพื่อรับความรอดและเข้าสู่ราชอาณาจักรแห่งสวรรค์ แต่พรรคคอมมิวนิสต์จีนกลับไม่ยอมให้ผู้คนมีความเชื่อและติดตามพระเจ้า พวกมันจับกุมและข่มเหงคริสเตียนอย่างบ้าคลั่ง ทรมานพวกเราอย่างโหดร้าย ตัดสินโทษจำคุก และบางคนถึงกับถูกทิ้งให้พิการหรือเสียชีวิต พรรคคอมมิวนิสต์จีนคือปีศาจร้ายจากนรก! ยิ่งมันเพิ่มการกดขี่มากเท่าไร ฉันก็ยิ่งมองเห็นแก่นแท้ที่ชั่วร้ายของมันชัดเจนยิ่งขึ้น ยิ่งเกลียดชังและต่อต้านมันจากส่วนลึกของหัวใจ ฉันสาบานด้วยชีวิตว่าจะติดตามพระเจ้าต่อไป
ประสบการณ์การถูกจับกุมและถูกข่มเหงครั้งนี้ ทำให้ฉันได้เห็นกฎที่ทรงมหิทธิฤทธิ์ของพระเจ้าและกิจการอันอัศจรรย์ของพระองค์ ในท่ามกลางวิกฤติ พระเจ้าทรงดูแลคุ้มครองฉัน เพื่อให้ฉันมีชัยเหนือความโหดร้ายของซาตาน นอกจากนี้ พระวจนะของพระเจ้ายังเป็นสิ่งที่ให้ความเข้มแข็งและความเชื่อแก่ฉันซ้ำแล้วซ้ำเล่า ฉันได้มีประสบการณ์กับฤทธานุภาพและสิทธิอำนาจแห่งพระวจนะของพระองค์อย่างแท้จริง และรู้สึกได้ถึงความรักและการคุ้มครองของพระองค์ที่มีให้ฉัน ฉันรู้สึกขอบคุณพระเจ้าและสรรเสริญพระองค์จากก้นบึ้งของหัวใจ!