88. ทำไมฉันถึงกลัวว่าคนอื่นจะทำได้ดีกว่า

โดย เรน่า ประเทศฟิลิปปินส์

ในเดือนมิถุนายน ปี 2019 ฉันได้ยอมรับพระราชกิจใหม่ของพระเจ้า และหลังจากนั้นสักพัก ฉันก็เริ่มให้น้ำผู้มาใหม่  ผู้มาใหม่บางคนขอบคุณฉันมากหลังจากที่ฉันช่วยพวกเขา ฉันจึงภูมิใจมาก และรู้สึกว่าตัวเองเหมาะสมกับงานให้น้ำเป็นอย่างดี  ต่อมา ฉันเริ่มดูแลผู้มาใหม่อีกคน และในตอนแรกฉันก็ให้น้ำและเกื้อหนุนเธออย่างตั้งใจ  ฉันพบว่าเธอเข้าใจสิ่งทั้งหลายได้ดีและก้าวหน้าเร็วมาก และความเข้าใจจากประสบการณ์ที่เธอสามัคคีธรรมในการชุมนุมก็ดีด้วย  ฉันรู้สึกว่าอีกไม่นานเธอก็จะแซงหน้าฉัน และเมื่อถึงตอนนั้น ผู้นำก็จะให้เธอไปให้น้ำพี่น้องชายหญิงคนอื่นๆ ทั้งหมด และฉันก็จะไม่จำเป็นอีกต่อไป  เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ ฉันก็ไม่อยากจะให้น้ำเธออย่างถูกควรอีกต่อไป ฉันจึงพูดคุยกับเธอแค่เรื่องผิวเผินบางอย่างเท่านั้น  ครั้งหนึ่ง ผู้นำถามฉันเกี่ยวกับเธอว่า “ตอนนี้เราต้องการผู้ให้น้ำเพิ่ม คุณคิดว่าเธอเหมาะที่จะรับการบ่มเพาะไหมคะ?”  ฉันไม่อยากให้เธอได้รับการบ่มเพาะ เพราะเธอมีขีดความสามารถที่ดีมาก และฉันกลัวว่าในอนาคตเธอจะได้เป็นผู้นำคริสตจักรและมีตำแหน่งสูงกว่าฉัน  ฉันจึงบอกผู้นำว่า “ฉันไม่มีวิจารณญาณในเรื่องนี้ค่ะ บางทีคุณอาจลองพิจารณาเพิ่มเติมดูนะคะ”  เมื่อฉันได้ยินว่าผู้นำไปพูดคุยกับเธอ ฉันก็รู้สึกอิจฉาและกลัวมาก  ฉันมักจะคิดในใจบ่อยๆ ว่า “บางทีเธออาจจะได้รับการบ่มเพาะและเลื่อนตำแหน่ง หรือกระทั่งมาแทนที่ฉัน”  ในตอนนั้น คริสตจักรถูกแบ่งส่วน เราจึงอยู่กันคนละคริสตจักร  ไม่กี่เดือนต่อมา ฉันก็ได้รู้ว่าเธอได้เป็นผู้นำคริสตจักรแล้ว  แม้ว่าฉันจะแสดงความยินดีกับเธอและบอกว่าดีใจด้วย  แต่ลึกๆ แล้วฉันก็อิจฉาเธอ  ฉันคิดในใจว่า “ทำไมเธอถึงได้เป็นผู้นำเร็วขนาดนี้ ในขณะที่ฉันยังเป็นแค่ผู้ให้น้ำอยู่เลย?”  ฉันรู้สึกไม่พอใจมากและเริ่มทำงานอย่างหนักเพื่อให้น้ำผู้มาใหม่ เพราะฉันอยากพิสูจน์ให้ผู้นำเห็นว่าฉันก็เหมาะที่จะเป็นผู้นำคริสตจักรเช่นกัน

ต่อมา ฉันก็ได้รับเลือกให้เป็นผู้นำคริสตจักรด้วย แต่ฉันก็ยังรู้สึกอิจฉาเมื่อเห็นว่าคนอื่นดีกว่าฉัน  ครั้งหนึ่ง ฉันกำลังหารือกับผู้นำและมัคนายกคนอื่นๆ ว่าจะเกื้อหนุนและช่วยเหลือผู้มาใหม่อย่างไร และมัคนายกข่าวประเสริฐก็ได้แบ่งปันความคิดเห็นของเธอในเรื่องนี้  ผู้นำระดับสูงคิดว่าความคิดเห็นของเธอดี และพวกผู้นำกลุ่มก็เห็นด้วยเช่นกัน พวกเราจึงลองเกื้อหนุนและให้น้ำผู้มาใหม่ตามคำแนะนำของเธอ  ซึ่งก็ได้ผลดีมาก และผู้มาใหม่ทุกคนก็เต็มใจที่จะเข้าร่วมการชุมนุมและรับหน้าที่  เรื่องนี้ทำให้ฉันอิจฉาเล็กน้อย และก็คิดว่า “มัคนายกข่าวประเสริฐเก่งกว่าฉัน ฉันต้องพัฒนาตัวเองและเรียนรู้ให้มากขึ้น”  ต่อมา ฉันถามเธอว่าเธอทำหน้าที่มานานแค่ไหนแล้ว และฉันก็ตกใจมาก เมื่อเธอบอกว่าเพิ่งทำมาได้แค่หกเดือน  ฉันรู้สึกละอายใจจริงๆ ฉันยอมรับพระราชกิจของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์มาสองปีแล้ว และเป็นผู้เชื่อที่เชื่อมานานที่สุดในกลุ่ม แต่ฉันกลับยังเหมือนผู้เริ่มต้นที่ยังขาดแนวคิด  หลังจากนั้น ฉันก็เปรียบเทียบตัวเองกับเธออยู่เสมอ  เมื่อฉันเห็นว่าเธอมีความสามารถในการทำงาน และมีวิธีการและหนทางที่ดีในการทำงานคริสตจักรประเภทต่างๆ อยู่เสมอ ทั้งยังทำงานได้ผล ฉันก็ยิ่งอิจฉาเธอมากขึ้นไปอีก  ฉันคิดว่า “ถ้าเธอยังทำงานได้ผลดีเยี่ยมแบบนี้ต่อไป และมักเสนอแนวคิดดีๆ ระหว่างการหารืองานอยู่เสมอ ผู้นำระดับสูงก็จะเห็นว่าเธอมีความสามารถและมีขีดความสามารถที่ดี และผู้นำก็จะบ่มเพาะเธอให้เป็นผู้นำคริสตจักร นั่นก็หมายความว่าเธอจะมาแทนที่ฉันไม่ใช่เหรอ?”  ครั้งหนึ่ง เธอไม่ได้เข้าร่วมการชุมนุมเพราะยุ่งกับงานอื่น และหลังจากนั้นเธอก็มาถามฉันว่าเราเรียนรู้อะไรกันในการชุมนุม  ฉันไม่อยากบอกเธอจริงๆ ก็เลยพูดไปแค่ว่าฉันลืมแล้ว ต่อมา ฉันสังเกตเห็นว่าผู้นำระดับสูงมักจะสามัคคีธรรมกับเธอ แต่ไม่ค่อยสามัคคีธรรมกับฉัน เรื่องนี้ทำให้ฉันโกรธมาก  ฉันคิดว่า “ถ้าคุณไม่คุยกับฉัน งั้นฉันก็จะไม่ทำหน้าที่แล้ว!”  ในตอนนั้น ฉันอยากเปลี่ยนไปทำหน้าที่ที่คนอื่นจะยกย่องฉันได้  ฉันคิดว่าถ้าฉันสามารถประกาศข่าวประเสริฐได้อย่างมีประสิทธิผล พี่น้องชายหญิงก็อาจจะยกย่องฉัน ฉันจึงเริ่มประกาศข่าวประเสริฐและทิ้งงานให้น้ำผู้มาใหม่ไปไว้ข้างหลัง ผู้นำระดับสูงส่งข้อความมาเตือนฉันว่าฉันต้องทำความเข้าใจและแก้ไขความลำบากยากเย็นของผู้มาใหม่โดยทันที และฉันก็ตอบไปว่า “ค่ะ เดี๋ยวฉันจะไปคุยกับพวกเขา”  แต่ฉันสนใจแค่การประกาศข่าวประเสริฐ และไม่ได้ติดต่อผู้มาใหม่เลย  ปัญหาของพวกเขาไม่ได้รับการแก้ไขอย่างทันเวลา และพวกเขาก็ไม่เข้าร่วมการชุมนุมตามปกติ  ไม่นานนัก ผู้นำระดับสูงก็ส่งข้อความมาถามฉันว่าทำไมผู้มาใหม่ถึงไม่เข้าร่วมการชุมนุม และฉันประสบกับความลำบากยากเย็นอะไรหรือเปล่า และฉันก็ได้เล่าสถานการณ์ของฉันให้เธอฟัง  เธอสามัคคีธรรมกับฉันว่า “คุณเป็นผู้นำคริสตจักร และคุณต้องรับผิดชอบงานทั้งหมดของคริสตจักร โดยเฉพาะการให้น้ำผู้มาใหม่ งานนี้สำคัญมาก คุณจะทำแบบสุกเอาเผากินหรือทำแบบขอไปทีไม่ได้”  ฉันร้องไห้หลังจากได้ยินแบบนั้น  ฉันรู้สึกน้อยใจมาก ที่เธอไม่เห็นความพยายามในการประกาศข่าวประเสริฐของฉันเลย

ต่อมา ฉันเริ่มทบทวนท่าทีที่ฉันมีต่อหน้าที่ของตัวเอง  ตลอดเวลาที่ผ่านมา ฉันกังวลว่าผู้มาใหม่จะดีกว่าฉัน และไม่ต้องการให้พวกเขาแซงหน้าฉัน  เพื่อรักษาสถานะของตัวเองไว้ ฉันจึงไม่ได้ให้น้ำผู้มาใหม่อย่างถูกควร โดยเฉพาะคนที่มีขีดความสามารถที่ดี ฉันก็ไม่ได้หนุนใจให้พวกเขาทำหน้าที่ของตัวเองด้วย  ฉันไม่ได้ลุล่วงความรับผิดชอบของตัวเองเลย  ฉันนึกถึงพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า “บางคนกลัวอยู่เสมอว่าผู้อื่นจะเก่งกว่าตนหรืออยู่เหนือตน ว่าผู้อื่นจะได้รับการยอมรับขณะที่ตนถูกมองข้าม และนี่ก็พาให้พวกเขาเล่นงานและกีดกันผู้อื่น  นี่เป็นเรื่องของการอิจฉาผู้คนที่มีความสามารถพิเศษมิใช่หรือ?  เช่นนั้นก็เห็นแก่ตัวและน่ารังเกียจมิใช่หรือ?  นี่คืออุปนิสัยจำพวกใด?  เป็นอุปนิสัยที่ชั่วช้า  ผู้ที่คิดถึงแต่ผลประโยชน์ของตนเองเท่านั้น เอาแต่ตอบสนองความอยากได้อยากมีที่เห็นแก่ตัวของตนเองเท่านั้น ไม่นึกถึงผู้อื่นหรือคำนึงถึงผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า ย่อมมีอุปนิสัยที่ไม่ดี และพระเจ้าก็ไม่โปรดพวกเขา(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, คนเราจะสามารถได้รับอิสรภาพและการปลดปล่อยก็ด้วยการทิ้งอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนเท่านั้น)  “บัดนี้พวกเจ้าทุกคนทำหน้าที่ของตนเต็มเวลา  พวกเจ้าไม่ได้ถูกครอบครัว การแต่งงาน หรือความมั่งคั่งตีกรอบหรือผูกมัดเอาไว้  พวกเจ้าพ้นออกมาจากสิ่งเหล่านั้นแล้ว  อย่างไรก็ตาม มโนคติอันหลงผิด ความคิดฝัน ความรู้ เจตนาและความอยากได้อยากมีส่วนตัวที่มีอยู่เต็มหัวของพวกเจ้า ยังคงอยู่ครบทั้งหมด  ดังนั้นเมื่อเป็นเรื่องของสิ่งใดก็ตามที่เกี่ยวข้องกับความมีหน้ามีตา สถานะ หรือโอกาสที่จะฉายแสง—ตัวอย่างเช่น เมื่อพวกเจ้าได้ยินว่าพระนิเวศของพระเจ้าวางแผนที่จะบ่มเพาะผู้ที่มีความสามารถพิเศษหลากหลายสาขา—พวกเจ้าทุกคนก็ปรารถนาอย่างแรงกล้า และต้องการสร้างชื่อให้ตนเองและก้าวไปสู่การเป็นจุดสนใจ  พวกเจ้าทุกคนต้องการแย่งชิงความมีหน้ามีตาและสถานะ  พวกเจ้ารู้สึกละอายใจที่ทำพฤติกรรมเช่นนี้ แต่พวกเจ้าก็ห้ามตัวเองไม่ให้ทำเช่นนั้นไม่ได้  พวกเจ้ารู้สึกอิจฉา เกลียดชัง และมีคำพร่ำบ่นทุกครั้งที่พวกเจ้าเห็นผู้คนได้รับคัดเลือกและเป็นจุดสนใจ และคิดว่านั่นไม่เป็นธรรม โดยกล่าวว่า ‘ทำไมฉันถึงโดดเด่นบ้างไม่ได้?  ทำไมคนอื่นถึงเป็นจุดสนใจอยู่เสมอ?  ทำไมไม่เคยถึงทีของฉันบ้าง?’  พวกเจ้ารู้สึกขุ่นเคืองในหัวใจ และแม้พยายามจะข่มเอาไว้ แต่พวกเจ้าก็ทำไม่ได้  พวกเจ้าอธิษฐานถึงพระเจ้าและสภาวะของพวกเจ้าก็ดีขึ้นได้ชั่วระยะหนึ่ง แต่เมื่อพวกเจ้าเผชิญสถานการณ์แบบนี้อีกครั้ง พวกเจ้าก็เอาชนะมันไม่ได้อยู่ดี  นี่คือการสำแดงของการมีวุฒิภาวะน้อยมิใช่หรือ?  เมื่อพวกเจ้าตกอยู่ในสภาวะเช่นนี้ พวกเจ้าก็ได้ตกอยู่ในกับดักของซาตานแล้วมิใช่หรือ?  นี่คือวิธีที่ธรรมชาติอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตานที่พันธนาการผู้คนเอาไว้(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, คนเราจะสามารถได้รับอิสรภาพและการปลดปล่อยก็ด้วยการทิ้งอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนเท่านั้น)  พระวจนะของพระเจ้าเผยให้เห็นสภาวะของฉันอย่างแม่นยำ  ฉันเกลียดเวลาที่คนอื่นดีกว่าหรือเก่งกว่าฉัน  เมื่อฉันเจอผู้มาใหม่ที่เข้าใจสิ่งทั้งหลายได้ดีและมีขีดความสามารถที่ดี ฉันก็กลัวว่าพวกเขาจะแซงหน้าและมาแทนที่ฉัน ฉันจึงไม่อยากให้น้ำพวกเขาอย่างถูกควร หรือไม่อยากให้ผู้นำบ่มเพาะพวกเขา  โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่ฉันทำงานกับมัคนายกข่าวประเสริฐ และเห็นว่าการประกาศของเธอมีประสิทธิผล เธอมักจะให้คำแนะนำที่ดีเสมอ และผู้นำระดับสูงก็มักจะไปหารือเรื่องงานกับเธอ ฉันก็อิจฉาเธอ แอบเปรียบเทียบตัวเองกับเธอ และอยากทำให้ผู้นำระดับสูงเห็นคุณค่าของฉันผ่านการประกาศข่าวประเสริฐ  ฉันคิดถึงแต่สถานะของตัวเองและการยกย่องจากคนอื่น  ฉันไม่ได้ลุล่วงความรับผิดชอบในฐานะผู้นำเลย  ฉันรู้สึกละอายใจมาก  ฉันควรจะให้น้ำผู้มาใหม่อย่างถูกควร เพื่อให้พวกเขาสามารถวางรากฐานในหนทางที่แท้จริงได้อย่างรวดเร็ว แต่ฉันกลับไม่ได้คำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้าเลย ฉันคำนึงถึงแต่ชื่อเสียงและสถานะของตัวเอง และไม่ได้ให้น้ำและเกื้อหนุนผู้มาใหม่อย่างตั้งใจ ซึ่งส่งผลให้พวกเขาไม่เข้าร่วมการชุมนุมตามปกติ  ฉันกำลังทำชั่ว!  ฉันเริ่มทบทวนว่าเป้าหมายที่ฉันไล่ตามเสาะหาในหน้าที่ของฉันคืออะไร  ฉันทำหน้าที่เพื่อให้พระเจ้าพอพระทัยหรือเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองกันแน่?  ถ้าฉันคิดถึงงานของคริสตจักรและพยายามทำให้พระเจ้าพอพระทัย ฉันก็คงอยากจะบ่มเพาะผู้คนให้มากขึ้นเพื่อปฏิบัติหน้าที่  แต่ฉันไม่ได้ทำแบบนั้น  ตรงกันข้าม ฉันกลับอิจฉาและกดข่มผู้ที่มีความสามารถพิเศษ โดยหวังว่าผู้นำจะไม่สังเกตเห็นพวกเขา  ฉันตระหนักว่าฉันทำหน้าที่ของตัวเองทั้งหมดก็เพื่อตำแหน่งและผลประโยชน์ของตัวเอง  ฉันช่างเห็นแก่ตัวจริงๆ!

ต่อมา หลังจากพี่น้องหญิงคนหนึ่งได้รู้เกี่ยวกับสภาวะของฉัน เธอก็ส่งพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่งมาให้ฉันใจความว่า “ผู้คนบางคนเชื่อในพระเจ้า แต่ไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง  พวกเขาดำรงชีวิตไปตามเนื้อหนังอยู่เสมอ ละโมบในความยินดีทางเนื้อหนัง ตอบสนองความอยากได้อยากมีอันเห็นแก่ตัวของพวกเขาเองอยู่เสมอ  ไม่ว่าพวกเขาจะเชื่อในพระเจ้ามานานกี่ปี  พวกเขาก็จะไม่มีวันเข้าสู่ความเป็นจริงความจริง  นี่คือเครื่องหมายของการนำความเสื่อมเสียมาสู่พระเจ้า  เจ้าพูดว่า ‘ฉันยังไม่ได้ทำอะไรที่ต้านทานพระเจ้าเลย  แล้วฉันนำความเสื่อมเสียมาให้พระองค์อย่างไรกัน?’  แนวคิดทั้งหมดและความคิดทั้งปวงของเจ้านั้นเลวทั้งสิ้น  เจตนา เป้าหมาย และเหตุจูงใจเบื้องหลังสิ่งที่เจ้าทำ และผลสืบเนื่องจากการกระทำของเจ้า ทำให้ซาตานพอใจเสมอ ทำให้เจ้าเป็นตัวตลกของมัน และเปิดโอกาสให้มันเอาเปรียบเจ้า  เจ้าไม่ได้เป็นคำพยานดังที่คริสตชนควรเป็น  เจ้าเป็นพวกของซาตาน  เจ้านำความเสื่อมเสียมาสู่พระนามของพระเจ้าในทุกเรื่อง และเจ้าก็ไม่มีคำพยานที่แท้จริง  พระเจ้าจะทรงจดจำสิ่งที่เจ้าได้ทำลงไปหรือไม่?  สุดท้ายแล้ว พระเจ้าจะทรงวินิจฉัยการกระทำ พฤติกรรม และหน้าที่ที่เจ้าทำว่ากระไร?  นั่นย่อมต้องมีข้อสรุปบางอย่าง มีถ้อยแถลงบางประการมิใช่หรือ?  ในพระคัมภีร์ องค์พระเยซูเจ้าตรัสว่า ‘เมื่อถึงวันนั้นจะมีคนจำนวนมากร้องแก่เราว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้า ข้าพระองค์ได้เผยพระวจนะในพระนามของพระองค์ และได้ขับผีออกในพระนามของพระองค์ และได้ทำการแห่งฤทธานุภาพมากมายในพระนามของพระองค์ไม่ใช่หรือ?”  เมื่อนั้นเราจะกล่าวแก่พวกเขาว่า “เราไม่เคยรู้จักพวกเจ้าเลย เจ้าผู้ทำความชั่ว จงไปเสียให้พ้นหน้าเรา”’ (มัทธิว 7:22-23)  เหตุใดเล่าองค์พระเยซูเจ้าจึงได้ตรัสเช่นนี้?  เหตุใดผู้คนมากมายที่ประกาศ ที่ขับผีปีศาจ และแสดงการอัศจรรย์เป็นอันมากในพระนามแห่งองค์พระผู้เป็นเจ้าจึงกลายเป็นคนทำชั่ว?  เพราะพวกเขาไม่ยอมรับความจริงที่องค์พระเยซูเจ้าทรงแสดง ไม่รักษาพระบัญญัติของพระองค์ และหัวใจของพวกเขาก็ไม่รักความจริง  พวกเขาเพียงต้องการนำงานที่ตนทำ ความทุกข์ยากที่ตนสู้ทน และการพลีอุทิศที่ทำไปเพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้า มาแลกเป็นพรแห่งราชอาณาจักรสวรรค์ พวกเขาพยายามทำข้อตกลงกับพระเจ้าในเรื่องนี้ พยายามใช้พระเจ้าและลวงให้พระเจ้าหลงกล ดังนั้นองค์พระเยซูเจ้าจึงทรงรังเกียจพวกเขา เกลียด และกล่าวโทษพวกเขาว่าเป็นคนทำชั่ว  ในวันนี้ผู้คนกำลังยอมรับการพิพากษาและการตีสอนแห่งพระวจนะของพระเจ้า ทว่าบางคนยังคงไล่ตามไขว่คว้าความมีหน้ามีตาและสถานะ ปรารถนาที่จะโดดเด่นตลอดเวลา ต้องการเป็นผู้นำและคนทำงานและอยากมีหน้ามีตาและสถานะอยู่เสมอ  แม้พวกเขาทุกคนจะกล่าวว่าพวกเขาเชื่อในพระเจ้าและติดตามพระเจ้า พวกเขาละทิ้งสิ่งต่างๆ และสละเพื่อพระเจ้า  แต่พวกเขาก็ทำหน้าที่ของตนเพื่อให้ได้ชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะ และพวกเขาก็มีกลอุบายของตนอยู่เสมอ  พวกเขาไม่ได้นบนอบหรือจงรักภักดีต่อพระเจ้า พวกเขาสามารถวิ่งพล่านทำเรื่องไม่ดีโดยไม่ทบทวนตนเองแต่อย่างใด ดังนั้นพวกเขาจึงกลายเป็นคนทำชั่ว  พระเจ้าทรงเกลียดชังคนชั่วเหล่านี้ และพระเจ้าย่อมไม่ทรงช่วยพวกเขาให้รอด(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, คนเราจะสามารถได้รับอิสรภาพและการปลดปล่อยก็ด้วยการทิ้งอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนเท่านั้น)  การได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนนี้กระทบใจฉันอย่างลึกซึ้ง  คนทำชั่วที่พระเจ้าตรัสถึง ไม่ใช่พวกผู้ไม่มีความเชื่อ พวกเขาคือคนที่เชื่อในพระเจ้า ติดตามพระเจ้า สละตนเองเพื่อพระเจ้า ไปประกาศข่าวประเสริฐและทำงานในที่ต่างๆ และทนทุกข์กับความยากลำบากบางอย่าง แต่พวกเขาทำหน้าที่เพื่อเกียรติและสถานะของตัวเอง เพื่อให้คนอื่นยกย่อง หรือเพื่อจะได้รับรางวัลและมงกุฎ  พวกเขาไม่สามารถจงรักภักดีต่อพระเจ้าได้ และไม่สามารถปฏิบัติความจริงและนบนอบพระองค์ได้ ดังนั้นองค์พระเยซูเจ้าจึงตรัสว่า “เจ้าผู้ทำความชั่ว จงไปเสียให้พ้นหน้าเรา(มัทธิว 7:23)  ฉันคิดถึงเรื่องที่ฉันเชื่อในพระเจ้ามาสองปี ทิ้งการเรียนเพื่อทำหน้าที่ในคริสตจักร ทั้งยังทนทุกข์และจ่ายราคา แต่เจตนาของฉันกลับไม่เคยเป็นไปเพื่อให้พระเจ้าพอพระทัยเลย  ฉันแค่อยากเป็นที่หนึ่งในคริสตจักร และทำให้พี่น้องชายหญิงกับผู้นำยกย่องฉัน  นั่นคือเหตุผลที่ฉันทำงานอย่างหนักเพื่อทำให้ตัวเองโดดเด่น  ทุกสิ่งที่ฉันทำไปก็เพื่อสนองความอยากของตัวเอง และฉันก็ดำเนินชีวิตอยู่ในอุปนิสัยเยี่ยงซาตานอันเสื่อมทราม  สิ่งที่ฉันทำไปไม่มีอะไรที่เป็นความประพฤติดีเลย แต่เป็นความประพฤติชั่ว  ฉันปฏิบัติหน้าที่ด้วยเจตนาและแรงจูงใจที่ผิด ซึ่งมีแต่จะกระตุ้นให้เกิดความขยะแขยงและความเกลียดชังจากพระเจ้า  ถ้าฉันยังเป็นแบบนี้ต่อไป ฉันก็จะถูกพระเจ้าทรงรังเกียจเดียดฉันท์เท่านั้น  เมื่อตระหนักถึงเรื่องนี้ ฉันก็รู้สึกกลัว  ฉันอยากกลับใจ และไม่อิจฉาพี่น้องชายหญิงอีกต่อไป ฉันจึงอธิษฐานถึงพระเจ้าเพื่อขอการชี้แนะจากพระองค์

วันหนึ่ง ฉันรวบรวมความกล้าที่จะเปิดใจเกี่ยวกับความเสื่อมทรามของฉันกับผู้นำ  แทนที่จะตำหนิฉัน เธอกลับสามัคคีธรรมเกี่ยวกับประสบการณ์ของเธอเองเพื่อช่วยฉัน  เธอยังส่งพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่งมาให้ฉันด้วย “ในฐานะผู้นำคริสตจักร เจ้าไม่เพียงจำเป็นต้องเรียนรู้ที่จะใช้ความจริงเพื่อแก้ไขปัญหาเท่านั้น เจ้ายังจำเป็นต้องเรียนรู้ที่จะค้นพบและบ่มเพาะผู้คนที่มีความสามารถพิเศษ และเจ้าต้องไม่ริษยาหรือกดขี่คนเหล่านี้เด็ดขาด  การปฏิบัติเช่นนี้ย่อมเป็นผลดีต่องานของคริสตจักร  หากเจ้าสามารถบ่มเพาะผู้ที่ไล่ตามเสาะหาความจริงเพียงไม่กี่คนให้ความร่วมมือกับเจ้าและทำงานแต่ละงานได้ดี และในท้ายที่สุด พวกเขาทุกคนล้วนมีคำพยานจากประสบการณ์ เช่นนั้นแล้ว เจ้าย่อมเป็นผู้นำหรือคนทำงานที่ได้มาตรฐาน  หากเจ้าสามารถจัดการทุกสิ่งได้ตามหลักธรรม เช่นนั้นเจ้าก็กำลังอุทิศตนอยู่… หากเจ้าสามารถคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้าได้อย่างแท้จริง เจ้าย่อมจะสามารถปฏิบัติต่อผู้อื่นได้อย่างเป็นธรรม  หากเจ้าแนะนำคนที่ดีและเปิดโอกาสให้พวกเขาฝึกฝนและปฏิบัติหน้าที่ อันเป็นการเพิ่มคนที่มีความสามารถพิเศษให้แก่พระนิเวศของพระเจ้า นั่นย่อมจะทำให้งานของเจ้าง่ายขึ้นมิใช่หรือ?  เช่นนั้นแล้ว เจ้าจะไม่อุทิศตนในการทำหน้าที่ของเจ้าหรือ?  นั่นคือการทำดีเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า เป็นมโนธรรมและสำนึกขั้นต่ำสุดซึ่งผู้ที่ทำหน้าที่ผู้นำควรมี  ผู้ที่สามารถนำความจริงไปปฏิบัติ ย่อมสามารถยอมรับการพินิจพิเคราะห์จากพระเจ้าในสิ่งทั้งหลายที่พวกเขาทำได้  เมื่อเจ้ายอมรับการพินิจพิเคราะห์ของพระเจ้า หัวใจของเจ้าก็จะได้รับการแก้ไขให้ถูกต้อง  หากเจ้าเพียงทำสิ่งทั้งหลายเพื่อให้ผู้อื่นมองเห็นอยู่ตลอดเวลา และต้องการที่จะได้รับคำสรรเสริญและความเลื่อมใสจากผู้อื่นอยู่เสมอ และเจ้าไม่ยอมรับการพินิจพิเคราะห์จากพระเจ้า เช่นนั้นแล้ว พระเจ้ายังคงทรงอยู่ในหัวใจของเจ้ากระนั้นหรือ?  ผู้คนเช่นนี้ไม่มีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้า  จงอย่าทำสิ่งทั้งหลายเพื่อตัวเจ้าเองอยู่เสมอ และอย่าคำนึงถึงผลประโยชน์ของตนเองอยู่ตลอดเวลา อย่าคำนึงถึงผลประโยชน์อย่างมนุษย์ และอย่าไปนึกถึงความภาคภูมิใจ ความมีหน้ามีตา และสถานะของตัวเจ้าเอง ก่อนอื่นเจ้าต้องคำนึงถึงผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า และให้ผลประโยชน์เหล่านั้นมีความสำคัญเป็นอันดับแรก  เจ้าควรคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้าและเริ่มโดยการใคร่ครวญว่ามีมลทินอยู่ในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหรือไม่ เจ้าอุทิศตน ลุล่วงความรับผิดชอบของเจ้า และทุ่มเททั้งหมดที่เจ้ามีหรือยัง  รวมทั้งเจ้าได้คำนึงถึงหน้าที่ของเจ้าและงานของคริสตจักรด้วยหัวใจทั้งดวงหรือไม่  เจ้าต้องพิจารณาสิ่งเหล่านี้  หากเจ้าคิดคำนึงถึงสิ่งเหล่านี้อยู่เนืองๆ และคิดออก ก็ย่อมจะง่ายขึ้นที่เจ้าจะปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าให้ดี  เว้นแต่เพียงว่าขีดความสามารถของเจ้านั้นอ่อนด้อย และประสบการณ์ของเจ้าตื้นเขิน หรือหากเจ้าไม่ชำนาญในงานสายอาชีพของเจ้า และเรื่องนี้ก็ทำให้เกิดข้อผิดพลาดหรือข้อบกพร่องบางอย่างในงานของเจ้า ขัดขวางไม่ให้สัมฤทธิ์ผลอันดี แต่เจ้าก็ทำอย่างดีที่สุดแล้ว  เจ้าไม่ได้กระทำการเพื่อตอบสนองความอยากได้อยากมีหรือความชอบอันเห็นแก่ตัวของเจ้าเอง  แทนที่จะทำเช่นนั้น เจ้ากลับคำนึงถึงงานของคริสตจักรและผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าอย่างสม่ำเสมอ  แม้เจ้าจะไม่สัมฤทธิ์ผลอันดีในหน้าที่ของเจ้า แต่หัวใจของเจ้าก็ตั้งตรงแล้ว หากว่านอกจากนี้เจ้ายังสามารถแสวงหาความจริงมาแก้ปัญหาในหน้าที่ของเจ้า การทำหน้าที่ของเจ้าก็ย่อมจะได้มาตรฐาน และพร้อมกันนั้นเจ้าก็จะสามารถเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงได้  เมื่อเป็นเช่นนั้น เจ้าก็จะมีคำพยาน(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, คนเราจะสามารถได้รับอิสรภาพและการปลดปล่อยก็ด้วยการทิ้งอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนเท่านั้น)  พระวจนะของพระเจ้ากล่าวถึงหลักธรรมแห่งการปฏิบัติไว้อย่างชัดเจนมาก  ในฐานะผู้นำคริสตจักร เราต้องให้ความสำคัญกับงานของคริสตจักรเป็นอันดับแรก  เมื่อพวกเขามีท่าทีที่ถูกต้อง ก็จะทำหน้าที่ของตนให้ดีได้ง่ายขึ้น ฉันยังเข้าใจด้วยว่า การมีความเชื่อในพระเจ้าหมายถึงการคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้าในทุกสิ่ง การยอมรับการพินิจพิเคราะห์ของพระเจ้า และไม่คำนึงว่าคนอื่นจะคิดอย่างไร  ถ้าฉันอยากทำให้พระเจ้าพอพระทัยและเป็นผู้นำที่มีความสามารถ ฉันก็ต้องสละสถานะ ชื่อเสียง และผลประโยชน์ของตัวเอง  ฉันต้องเสาะหาผู้มาใหม่ที่มีความสามารถและควรค่าแก่การบ่มเพาะ ช่วยให้พวกเขาทำหน้าที่และตระเตรียมความดี นั่นเป็นหนทางเดียวที่ฉันจะลุล่วงหน้าที่ของตัวเองได้  พระเจ้าทรงยุติธรรมต่อทุกคน  พระองค์ไม่ทรงมองที่ขีดความสามารถหรือสถานะของเรา แต่ทรงมองว่าเราสามารถไล่ตามเสาะหาและปฏิบัติความจริงได้หรือไม่  ถ้าฉันทำหน้าที่ตามข้อพึงประสงค์ของพระเจ้าและหลักธรรมความจริง และคำนึงถึงวิธีการทำงานที่จะเป็นประโยชน์ต่องานของคริสตจักรอยู่เสมอ ถึงแม้ขีดความสามารถของฉันจะด้อยไปบ้าง พระเจ้าก็จะยังคงให้ความรู้แจ้งและทรงชี้แนะฉันให้ปฏิบัติหน้าที่ให้ดี  หลังจากที่ฉันเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้าแล้ว ฉันก็อธิษฐานถึงพระองค์เพื่อกลับใจ และบอกว่าฉันเต็มใจที่จะขัดขืนเนื้อหนัง ปฏิบัติความจริง และลุล่วงหน้าที่ของฉันเพื่อให้พระองค์พอพระทัย

หลังจากนั้น ผู้มาใหม่ก็เริ่มยอมรับพระราชกิจของพระเจ้าในยุคสุดท้ายมากขึ้นเรื่อยๆ และผู้นำก็ขอให้ฉันบ่มเพาะคนทำงานให้น้ำเพิ่มขึ้น  ฉันเริ่มกังวลอีกครั้ง ว่าผู้มาใหม่ที่ฉันบ่มเพาะจะมาแทนที่ฉัน และผู้นำจะไม่เห็นคุณค่าของฉันอีกต่อไป  แล้วฉันก็ตระหนักว่า ฉันไม่ควรมัวแต่คิดถึงความศักดิ์ศรีและสถานะของตัวเอง และฉันต้องคำนึงถึงงานของคริสตจักร  ฉันอธิษฐานถึงพระเจ้าและระลึกถึงพระวจนะของพระองค์บางบทตอนที่ว่า “ในฐานะผู้นำคริสตจักร เจ้าไม่เพียงจำเป็นต้องเรียนรู้ที่จะใช้ความจริงเพื่อแก้ไขปัญหาเท่านั้น เจ้ายังจำเป็นต้องเรียนรู้ที่จะค้นพบและบ่มเพาะผู้คนที่มีความสามารถพิเศษ และเจ้าต้องไม่ริษยาหรือกดขี่คนเหล่านี้เด็ดขาด  การปฏิบัติเช่นนี้ย่อมเป็นผลดีต่องานของคริสตจักร  หากเจ้าสามารถบ่มเพาะผู้ที่ไล่ตามเสาะหาความจริงเพียงไม่กี่คนให้ความร่วมมือกับเจ้าและทำงานแต่ละงานได้ดี และในท้ายที่สุด พวกเขาทุกคนล้วนมีคำพยานจากประสบการณ์ เช่นนั้นแล้ว เจ้าย่อมเป็นผู้นำหรือคนทำงานที่ได้มาตรฐาน  หากเจ้าสามารถจัดการทุกสิ่งได้ตามหลักธรรม เช่นนั้นเจ้าก็กำลังอุทิศตนอยู่(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, คนเราจะสามารถได้รับอิสรภาพและการปลดปล่อยก็ด้วยการทิ้งอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนเท่านั้น)  ในฐานะผู้นำคริสตจักร การบ่มเพาะผู้มาใหม่ให้ปฏิบัติหน้าที่เป็นความรับผิดชอบของฉัน และนั่นก็เป็นความรับผิดชอบและภาระผูกพันของผู้เชื่อทุกคน  ฉันจำเป็นต้องบ่มเพาะผู้มาใหม่มากขึ้นเพื่อมาเป็นผู้ให้น้ำ  มีผู้มาใหม่ยอมรับพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์มากขึ้นเรื่อยๆ และถ้าฉันไม่บ่มเพาะใครเลยเพื่อไปให้น้ำพวกเขา ผู้มาใหม่ก็จะไม่ได้รับการให้น้ำอย่างทันท่วงที การเข้าสู่ชีวิตของพวกเขาก็จะย่ำแย่ลง และงานของคริสตจักรก็จะได้รับผลกระทบด้วย  ดังนั้นฉันจึงเลือกผู้มาใหม่สี่คนที่เข้าใจสิ่งทั้งหลายได้ดี บ่มเพาะพวกเขาให้เป็นผู้นำกลุ่ม และให้พวกเขาสลับกันเป็นเจ้าภาพจัดการชุมนุม  ฉันยังคอยเตือนและช่วยให้พวกเขาให้น้ำผู้มาใหม่คนอื่นๆ อยู่บ่อยๆ ด้วย  ด้วยการร่วมมือกันเช่นนี้ ไม่เพียงแต่ผู้มาใหม่จะได้รับการให้น้ำอย่างรวดเร็ว ฉันยังมีเวลามากขึ้นที่จะมุ่งเน้นไปที่งานโดยรวมของคริสตจักร และประสิทธิผลของงานก็ค่อยๆ ดีขึ้น  ฉันมีความสุขมากที่ได้เห็นผู้มาใหม่ก้าวหน้าขึ้นทีละเล็กทีละน้อยและเริ่มปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขา  ฉันรู้สึกสบายใจ และได้รับความเข้าใจในพระวจนะของพระเจ้าเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย  ดังที่พระวจนะของพระเจ้าได้กล่าวไว้ว่า “หากเจ้าแนะนำคนที่ดีและเปิดโอกาสให้พวกเขาฝึกฝนและปฏิบัติหน้าที่ อันเป็นการเพิ่มคนที่มีความสามารถพิเศษให้แก่พระนิเวศของพระเจ้า นั่นย่อมจะทำให้งานของเจ้าง่ายขึ้นมิใช่หรือ?  เช่นนั้นแล้ว เจ้าจะไม่อุทิศตนในการทำหน้าที่ของเจ้าหรือ?  นั่นคือการทำดีเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า เป็นมโนธรรมและสำนึกขั้นต่ำสุดซึ่งผู้ที่ทำหน้าที่ผู้นำควรมี(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, คนเราจะสามารถได้รับอิสรภาพและการปลดปล่อยก็ด้วยการทิ้งอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนเท่านั้น)  ทั้งหมดนี้ก็เป็นเพราะพระวจนะของพระเจ้า ที่ทำให้ฉันได้รับความเข้าใจนี้ อีกทั้งได้ปฏิบัติและเข้าสู่หน้าที่ของตัวเองขึ้นมาบ้าง ขอบคุณพระเจ้า!

ก่อนหน้า: 87. คู่ทำงานไม่ใช่คู่ต่อสู้

ถัดไป: 89. การคิดทบทวนของ “ผู้นำที่ดี”

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

43. เมื่อปล่อยวางความเห็นแก่ตัว ฉันจึงเป็นอิสระ

โดย เสี่ยวเว่ย ประเทศจีนพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ในอุปนิสัยของผู้คนปกตินั้นไม่มีความคดโกงหรือการหลอกลวง ผู้คนมีสัมพันธภาพปกติต่อกัน...

26. เปิดประตูสู่หัวใจของฉันและต้อนรับการเสด็จกลับมาขององค์พระผู้เป็นเจ้า

โดยหยงหย่วน สหรัฐอเมริกาในเดือนพฤศจิกายนปี ค.ศ. 1982 ครอบครัวของเราอพยพไปยังประเทศสหรัฐอเมริกากันทั้งครอบครัว...

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

ติดต่อเราผ่าน Messenger