6. ผลที่ตามมาจากการระแวดระวังพระเจ้า
ในปี 2013 ฉันถูกชี้ตัวว่าเป็นผู้นำเทียมเท็จและถูกปลดหลังจากพบว่า ฉันไม่แสวงหาหลักธรรมในหน้าที่และปล่อยให้อุปนิสัยโอหังบงการการกระทำของตัวเอง ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นการขัดขวางและก่อกวนงานข่าวประเสริฐของคริสตจักร ในช่วงเวลาหลังจากถูกปลด ฉันรู้สึกเป็นลบและเสียใจ ฉันได้รับความรู้เกี่ยวกับอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตัวเองมาบ้าง จากการอ่านพระวจนของพระเจ้าและการทบทวนตนเอง แต่ลึกๆ แล้วฉันยังคงรู้สึกว่าฉันระแวดระวังพระเจ้าอยู่มากทีเดียว และคิดว่าในเมื่อฉันมีนิสัยเสื่อมทรามเช่นนี้และก่อการกระทำผิดร้ายแรงอย่างมากไปแล้ว ในอนาคตฉันไม่ควรทำหน้าที่ที่สำคัญเลยจริงๆ หากว่าฉันก่อการกระทำผิดอื่นอีก อย่างน้อยที่สุดฉันก็คงถูกปลด และในกรณีที่ร้ายแรงกว่านั้น ฉันคงจะถูกเผยออกมาจนหมดเปลือก ถูกกำจัดและหมดโอกาสในการบรรลุความรอด โดยเฉพาะหลังจากได้เห็นว่าบางคนที่มีความสามารถพิเศษ มีขีดความสามารถ และปฏิบัติหน้าที่สำคัญ ถูกเผยให้เห็นว่าเป็นผู้นำเทียมเท็จและโดนปลด หรือแม้กระทั่งถูกชี้ตัวว่าเป็นศัตรูของพระคริสต์และถูกขับไล่เพราะไม่แสวงหาความจริง มุ่งหาแต่สถานะและชื่อเสียงไม่หยุดหย่อน กระทำตนไปตามอุปนิสัยอันโอหังและล้มเหลวในการกลับใจ ซึ่งเป็นการขัดขวางและก่อกวนงานของคริสตจักร ฉันจึงเริ่มมั่นใจยิ่งขึ้นว่าฉันสิ่งที่ฉันคิดนั้นถูกต้องแล้ว จากนี้ไป ฉันจะทำแต่หน้าที่ที่ไม่แบกรับความรับผิดชอบมากนักและไม่สุ่มเสี่ยง เมื่อเป็นเช่นนั้น ฉันจะยังมีโอกาสที่จะรอดเมื่อพระราชกิจของพระเจ้าจบลง ต่อมา ผู้นำมอบหมายให้ฉันไปทำงานด้านการชำระให้สะอาดของคริสตจักร ฉันคิดในใจว่า “เมื่อก่อน พี่น้องหญิงบางคนที่ทำงานด้านการชำระให้สะอาด ถูกปลดเพราะว่ากระทำตน ไปตามอุปนิสัยอันเสื่อมทรามและไม่ยึดในหลักธรรม ซึ่งนำไปสู่การขัดขวางและก่อกวนงานของคริสตจักร แต่ความรู้เกี่ยวกับความจริงของฉันนั้นก็ยังน้อยกว่าพวกเธอ และมีอุปนิสัยอันโอหังร้ายแรง หากฉันทำอะไรที่เป็นการขัดขวางหรือก่อกวน ถือว่าฉันได้กระทำชั่วไปแล้ว!” หลังจากใคร่ครวญดูแล้ว ฉันตัดสินใจปฏิเสธงานนั้น หลังจากนั้น ผู้นำมอบหมายให้ฉันทำงานด้านข้อความ และฉันพอใจกับการมอบหมายนี้มากทีเดียว ฉันคิดว่างานด้านข้อความคงจะไม่มีอะไรให้ฉันต้องตัดสินใจในเรื่องสำคัญๆ ของคริสตจักรและไม่ต้องเอาตัวไปอยู่ในสถานการณ์สุ่มเสี่ยง ฉันจึงยอมรับงานด้วยความยินดี ในปี 2017 ผู้นำตามตัวฉันไปพบอีกครั้ง บอกฉันว่างานด้านการชำระให้สะอาดของคริสตจักรต้องการคนไปทำอย่างมาก และแสดงความหวังว่าฉันจะคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้าและรับหน้าที่ในทีมการชำระให้บริสุทธิ์ ฉันยังคงรู้สึกไม่เต็มใจนัก แต่ฉันก็นึกได้ว่าฉันปฏิเสธการมอบหมายนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว และถ้าฉันปฏิเสธอีกครั้งโดยไม่นึกถึงอนาคตและลู่ทางข้างหน้าของตัวเอง ฉันคงจะกำลังทรยศพระเจ้าอยู่ ฉันจะไร้มโนธรรมขนาดนั้นไม่ได้! ขณะที่ฉันกำลังเป็นทนทุกข์อยู่นั้น ฉันอธิฐานถึงพระเจ้า ขอให้พระองค์ทรงนำฉันให้เป็นอิสระจากสภาวะที่ไม่ถูกควรนั่น
ต่อมา ฉันไปพบเข้ากับพระวจนะของพระเจ้าบทตอนนี้ที่ว่า “คนบางคน ไม่ว่าพวกเขาเผยอุปนิสัยอันเสื่อมทรามออกมามากมายเพียงใด พวกเขาก็ไม่เคยแสวงหาความจริงเพื่อที่จะแก้ไขอุปนิสัยเหล่านั้น ผลลัพธ์คือ แม้หลังจากที่เชื่อในพระเจ้ามานานหลายปี แต่อุปนิสัยของพวกเขาก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง พวกเขาคิดว่า ‘เมื่อใดก็ตามที่ฉันทำอะไรสักอย่าง ฉันก็เผยอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตัวเอง เช่นนั้น หากฉันละเว้นจากการทำสิ่งใดๆ ฉันก็จะได้ไม่เผยสิ่งเหล่านั้นออกมา นั่นก็แก้ปัญหาได้แล้วไม่ใช่หรือ?’ นี่ไม่เหมือนกับการอดอาหารเพราะกลัวจะสำลักหรอกหรือ? แล้วผลลัพธ์ของการนี้จะเป็นเช่นใดกัน? นี่ก็มีแต่นำไปสู่การหิวโหยปางตายเท่านั้นเอง หากคนคนหนึ่งได้เผยอุปนิสัยอันเสื่อมทรามออกมาและไม่ทำการแก้ไขอุปนิสัยเหล่านั้น นั่นก็เทียบเสมอกับการไม่ยอมรับความจริงและตายตกคาที่ อะไรเล่าที่จะเป็นผลสืบเนื่องของการเชื่อในพระเจ้าแต่ไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง? เจ้ากำลังจะขุดหลุมฝังตัวเอง อุปนิสัยอันเสื่อมทรามคือศัตรูของความเชื่อในพระเจ้าของเจ้า อุปนิสัยเหล่านั้นขัดขวางการปฏิบัติแห่งความจริง ประสบการณ์ที่มีต่อพระราชกิจของพระเจ้า และความนบนอบของเจ้าที่มีต่อพระองค์ ผลลัพธ์ก็คือ เจ้าจะไม่บรรลุความรอดของพระเจ้าในวาระสุดท้าย นั่นไม่เท่ากับการขุดหลุมฝังตัวเองหรอกหรือ? อุปนิสัยเยี่ยงซาตานจะขัดขวางไม่ให้เจ้ายอมรับและปฏิบัติความจริง เจ้าไม่สามารถหลีกหนีอุปนิสัยเหล่านี้ได้ และเจ้าจะต้องเผชิญหน้ากับพวกมัน หากเจ้าไม่สามารถเอาชนะอุปนิสัยเหล่านี้ได้ พวกมันจะทำการควบคุมเจ้า แต่หากเจ้าสามารถเอาชนะพวกมันได้ เจ้าก็จะไม่ถูกบีบบังคับโดยอุปนิสัยเหล่านี้อีกต่อไป และเจ้าจะเป็นอิสระ” (พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, ภาคที่สาม) หลังจากตริตรองพระวจนะ ฉันตระหนักได้ว่าฉันก็ละเว้นจากการกินด้วยกลัวว่าจะติดคอเช่นกัน เนื่องจากฉันถูกปลดเพราะไม่แสวงหาความจริงและกระทำตนไปตามอุปนิสัยอันโอหัง ขัดขวางและก่อกวนงานข่าวประเสริฐของคริสตจักร ฉันกลายเป็นคนระแวดระวังและเต็มไปด้วยความเข้าใจผิด ฉันไม่เต็มใจรับหน้าที่ที่สำคัญ และมีความสุขกับการทำหน้าที่อะไรก็ได้ที่ไม่สำคัญ สิ่งที่มีความหมายกับฉันที่สุดคือการที่ฉันไม่ทำอะไรผิดหรือมีปัญหาใดๆ เมื่อเผชิญกับการมอบหมายหน้าที่ที่สำคัญ ฉันเข้าสู่โหมดปกป้องตัวเองอย่างไม่รู้ตัว กังวลว่าถ้าฉันปล่อยให้อุปนิสัยอันโอหังบงการการกระทำของตัวเอง และทำให้เกิดการขัดขวางและก่อกวนงานของคริสตจักรอีก ฉันคงจะโดนปลดหรือกำจัดออกไป ฉันอยากจะปฏิเสธงานนี้มาตลอด คิดว่าหากทำเช่นนั้นฉันจะสามารถปกป้องตัวเองได้ ฉันหลบเลี่ยงที่จะจัดการกับอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตัวเองเสมอมา และไม่ได้แสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขอุปนิสัยนั้น ถ้าฉันทำอย่างนี้ต่อไป ไม่เพียงแต่อุปนิสัยในชีวิตของฉันจะไม่เปลี่ยนแปลงไปเลยสักนิด แต่ความสามารถในการบรรลุความรอดของฉันก็จะไม่แน่นอนด้วย พระวจนะยังให้เส้นทางการปฏิบัติกับฉันด้วย แสดงให้ฉันเห็นวิธีการหยุดหลบเลี่ยงการจัดการอุปนิสัยเสื่อมทรามของตัวเอง และฉันควรแสวงหาความจริงเพื่อแก้ไข
ต่อมา ฉันคิดทบทวนว่า ธรรมชาติเสื่อมทรามอันไหนที่ทำให้ฉัน ระแวดระวังพระเจ้าและหลบเลี่ยงหน้าที่ที่ถูกมอบหมายเสมอ วันหนึ่ง ฉันมาเจอเข้ากับพระวจนะของพระเจ้าบทตอนนี้ที่ว่า “เรามีความพอใจในบรรดาผู้ที่ไม่ระแวงผู้อื่น และเราชอบบรรดาผู้ที่ยอมรับความจริงอย่างไม่ลังเล เราแสดงความใส่ใจอย่างมากต่อผู้คนสองประเภทนี้ ด้วยเหตุที่ในสายตาของเราพวกเขาเป็นคนซื่อสัตย์ หากเจ้าเป็นคนหลอกลวง เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็ย่อมจะระมัดระวังและมีความระแวงในตัวผู้คนและเรื่องต่างๆ ทั้งมวล และด้วยเหตุนี้ความเชื่อของเจ้าในเราย่อมจะสร้างขึ้นบนรากฐานแห่งความระแวง เราไม่มีวันสามารถรับรู้ความเชื่อเช่นนั้นได้ เมื่อขาดความเชื่อที่แท้จริง เจ้าก็ยิ่งไร้ซึ่งความรักที่แท้จริงขึ้นไปอีก และหากเจ้ามีแนวโน้มที่จะสงสัยในพระเจ้าและคาดเดาพระองค์ตามอำเภอใจ เช่นนั้นก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่า เจ้าย่อมเป็นผู้ที่หลอกลวงที่สุดในบรรดาผู้คนทั้งมวล เจ้าคาดเดาว่าพระเจ้าสามารถเป็นเช่นมนุษย์ได้หรือไม่ กล่าวคือ มีบาปซึ่งไม่สามารถอภัยให้ได้ มีลักษณะนิสัยที่ใจแคบ ไร้ซึ่งความเที่ยงธรรมและเหตุผล ขาดสำนึกรับรู้แห่งความยุติธรรม หมกมุ่นในยุทธวิธีที่ชั่วร้าย ทรยศและเจ้าเล่ห์ พอใจในความชั่วและความมืด เป็นต้น เหตุผลที่ผู้คนมีความคิดเช่นนั้นไม่ใช่เป็นเพราะพวกเขาไร้ซึ่งความรู้ในพระเจ้าแม้แต่เพียงเล็กน้อยหรอกหรือ? ความเชื่อเช่นนั้นไม่ต่างอะไรจากบาป!” (พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, วิธีรู้จักพระเจ้าบนแผ่นดินโลก) เมื่อคิดตามพระวจนะ ฉันตระหนักได้ว่าฉันมีธรรมชาติหลอกลวงและเลวร้าย ความคิดของฉันเหมือนความคิดของคนที่ไม่ชอบธรรม ฉันตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับพระเจ้าอยู่เสมอ และฉันระแวดระวังพระองค์เหมือนที่ฉันทำกับคนไม่ดี ฉันคิดว่าการมอบหมายให้ฉันไปทำงานสำคัญนั้นเป็นการเผยและกำจัดฉันออกไป เพราะฉันถูกหมายหัวไว้ว่ากระทำผิดไปครั้งหนึ่งแล้วก่อนหน้านี้เพราะกระทำตามอุปนิสัยอันโอหังของตัวเอง และทำให้เกิดการขัดขวางและก่อกวนการงานคริสตจักร ฉันกังวลว่าหากฉันถูกหมายหัวจากการกระทำผิดอื่นอีก ฉันคงเสี่ยงที่จะโดนกำจัดออกไป ด้ังนั้น ฉันจึงใช้ชีวิตในสภาวะระแวดระวังและเข้าใจพระเจ้าผิด ดังนั้น เมื่อผู้นำของฉันมอบหมายให้ฉันควบคุมงานการชำระให้สะอาดของคริสตจักร ฉันกังวลว่าฉันจะทำผิดพลาดในการประเมินผู้คน หากฉันพลั้งเผลอทำผิดกับคนดี หรือยอมให้คนชั่วหรือศัตรูของพระคริสต์คงอยู่ในคริสตจักร ทำให้คริสตจักรต้องแบกรับความอันตรายที่ซ่อนเร้นอยู่ด้วยเหตุนี้ นั่นจะถือว่าเป็นการกระทำผิดใหญ่หลวง และฉันคงจะถูกกำจัดออกไป เมื่อคิดคำนึงถึงสิ่งเหล่านี้ ฉันจึงหาข้ออ้างต่างๆ เพื่อผลักไสและปฏิเสธงานที่ได้รับมอบหมายไป พอมาคิดทบทวนถึงเรื่องนี้ในตอนนี้ ฉันได้เห็นว่าหากฉันไม่ได้มีประสบการณ์ในการโดนปลด ฉันคงไม่มีวันตระหนักว่าตัวเองมีอุปนิสัยโอหังแค่ไหน นับประสาอะไรกับการที่จะตระหนักได้ว่าฉันไม่ได้แสวงหาความจริงและทำงานตามเจตจำนงของตัวเอง และกำลังเดินอยู่บนเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์ นี่เป็นการสั่งสอนและการบ่มวินัยอันทันกาลของพระเจ้าที่นำพาให้ฉันได้คิดทบทวนตัวเอง และดึงฉันออกจากเส้นทางผิดพลาดที่ฉันกำลังเดินอยู่ หากไม่ใช่เพราะการทรงกระทำของพระเจ้า ใครจะรู้ว่าฉันอาจจะกระทำความชั่วมหันต์อะไรลงไปบ้างขณะที่ถูกธรรมชาติอันโอหังและทะนงตัวของฉันควบคุมอยู่ ถึงแม้ว่าความจริงฉันได้ทนทุกข์มาบ้างจากการถูกปลด แต่การปลดนั้นจริงๆ แล้วเป็นหนทางของพระเจ้าในการคุ้มครองและช่วยฉันให้รอด และแฝงไปด้วยเจตนารมณ์อันจริงใจของพระองค์ ความล้มเหลวครั้งนี้ได้ทิ้งร่องรอยลึกไว้ในใจฉัน ด้วยว่าสิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงความรุนแรงของผลที่ตามมาจากการกระทำตามอุปนิสัยอันโอหังของฉัน และทำให้ฉันได้มีประสบการณ์ว่าพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้านั้นมิอาจก้าวล่วงได้ ก้าวต่อไปในหน้าที่ของฉัน ฉันเตือนตัวเองว่าอย่าปล่อยให้อุปนิสัยอันโอหังมาบงการการกระทำของฉัน แต่ให้รักษาหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าเอาไว้ เมื่อเผชิญหน้ากับปัญหาต่างๆ ฉันควรขอคำแนะนำจากผู้อื่นและแสวงหาหลักธรรมความจริง เพื่อหลีกเลี่ยงการทำผิดพลาดครั้งใหญ่ พระอุปนิสัยของพระเจ้านั้นชอบธรรมและดีงาม รวมถึงความรักและการช่วยให้รอดของพระองค์ก็สัมพันธ์กับชีวิตจริงและแท้จริงไม่มีการหลอกลวงแม้แต่น้อย ตราบใดที่ฉันคิดทบทวนตนเองและมีความตระหนักรู้ พระเจ้าก็จะให้โอกาสฉันได้ปฏิบัติ แต่ฉันคาดเดาพระเจ้าเสมอ ระแวดระวังพระองค์ และเชื่อว่าพระองค์คงจะพระทัยแคบไม่ทรงนึกถึงผู้อื่นดั่งเช่นมนุษย์ธรรมดา ที่ไร้ความยุติธรรมและความชอบธรรม ฉันคิดว่าพระเจ้าเพียงแต่ใช้หน้าที่นี้เพื่อเผยและกำจัดฉันออกไป นี่ฉันกำลังให้ร้ายพระเจ้าอยู่ไม่ใช่เหรอ? ฉันช่างหลอกลวงเสียจริง! พระเจ้าชอบคนที่ซื่อสัตย์ และคนที่ซื่อสัตย์สามารถยอมรับและปฏิบัติความจริงได้ ส่วนฉันนั้น อุปนิสัยหลอกลวงของฉันบังคับให้ฉันระแวงพระเจ้าและระแวดระวังพระองค์ ฉันผลักไสงานที่ได้รับมอบหมายครั้งแล้วครั้งเล่า และไม่สามารถที่จะลุล่วงความรับผิดชอบและหน้าที่ด้วยหัวใจที่เปิดกว้างและซื่อสัตย์ได้ หากฉันทำแบบนั้นต่อไป จะไม่เป็นการรนหาที่หรอกหรือ? พอตระหนักได้แบบนั้น ฉันก็รู้สึกเสียใจมาก และอธิษฐานถึงพระเจ้าเงียบๆ ตั้งใจที่จะถนอมโอกาสในการทำหน้าที่ของตนไว้ พึ่งพาพระเจ้าเพื่อทำงานการชำระให้สะอาดให้ดี และเลิกขัดขืนและปฏิเสธงานที่ได้รับมอบหมายนี้
ต่อจากนั้น ฉันเริ่มดำเนินงานการชำระให้สะอาดในคริสตจักร วันหนึ่ง การขับออกกรณีหนึ่งดึงดูดความสนใจฉัน ผู้ที่จะโดนขับออกคือคุณลี คนที่เคยรับใช้เป็นเจ้าบ้านของฉัน เธอรับใช้ในฐานะเจ้าบ้านมาตลอด ฉันเคยอิจฉาเธอด้วยซ้ำที่เธอทำหน้าที่ที่มีความสำคัญน้อยกว่า เพราะฉันคิดว่าเธอคงมีโอกาสในการกระทำผิดร้ายแรงน้อยกว่า ปฏิบัติความเชื่อด้วยหนทางนั้นคงจะเสี่ยงน้อยกว่า แต่ทว่า ความเป็นจริงได้พิสูจน์หักล้างมโนคติอันหลงผิดของฉัน แม้จะไม่ได้ทำหน้าที่สำคัญ แต่อุปนิสัยอันโอหังของคุณลีไม่เคยเปลี่ยนไปเลย และเธอเคยถึงขั้นใช้งานและบงการลูกสาวของเธอ ผู้ที่เคยเป็นผู้นำของคริสตจักร เพื่อพยายามควบคุมคริสตจักรโดยไร้ผล ซึ่งนำพาความวุ่นวายมาสู่คริสตรจักร ฉันยังนึกขึ้นได้ว่าผู้คนเกือบทั้งหมดที่ถูกเผยว่าเป็นผู้ไม่เชื่อและคนทำชั่ว ไม่เคยทำหน้าที่ที่มีความสำคัญเลย แต่ท้ายที่สุดก็ถูกกำจัดออกไปเพราะไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง กระทำตนอย่างประมาทและมัวเมาตามอุปนิสัยเยี่ยงซาตานของพวกเขา ล้มเหลวในการกลับใจ และกระทำความชั่วทุกรูปแบบ พอได้รู้แบบนี้แล้วฉันก็รู้สึกสะเทือนใจมาก และต่อมา ฉันได้ไปเจอข้อความในพระวจนะบทตอนหนึ่ง “บางคนนึกว่า ‘ใครก็ตามที่เป็นผู้นำย่อมโง่เขลา ไม่รู้ความ และนำความย่อยยับมาให้ตัวเอง เพราะการทำหน้าที่ผู้นำย่อมทำให้ผู้คนเผยความเสื่อมทรามออกมาให้พระเจ้าทอดพระเนตรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถ้าพวกเขาไม่ทำงานนี้ จะมีการเผยความเสื่อมทรามออกมามากขนาดนี้หรือ?’ เป็นแนวคิดที่ช่างไร้สาระ! ถ้าเจ้าไม่ทำหน้าที่ผู้นำ เจ้าจะไม่เผยความเสื่อมทรามออกมากระนั้นหรือ? ต่อให้เจ้าแสดงความเสื่อมทรามออกมาน้อยลง แต่การไม่เป็นผู้นำหมายความกระนั้นหรือว่าเจ้าได้รับความรอดแล้ว? ตามการใช้เหตุผลแบบนี้ ทุกคนที่ไม่ได้ทำหน้าที่ผู้นำใช่คนที่สามารถมีชีวิตอยู่และได้รับการช่วยให้รอดหรือไม่? คำกล่าวนี้น่าหัวร่อเหลือเกินมิใช่หรือ? ผู้คนที่ทำหน้าที่ผู้นำย่อมนำประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรให้กินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าและมีประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้า ข้อกำหนดและมาตรฐานนี้สูงนัก ดังนั้นจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ผู้นำจะเผยสภาวะที่เสื่อมทรามบางอย่างออกมาเวลาที่พวกเขาเริ่มฝึกฝนใหม่ๆ นี่เป็นเรื่องปกติ และพระเจ้าก็ไม่ทรงกล่าวโทษเรื่องนี้ ไม่เพียงพระเจ้าจะไม่ทรงกล่าวโทษเท่านั้น แต่พระองค์ยังประทานความรู้แจ้ง ความกระจ่าง ทรงนำผู้คนเหล่านี้ พร้อมทั้งมอบภาระแก่พวกเขาเพิ่มเติมอีกด้วย ตราบใดที่พวกเขาสามารถนบนอบการทรงนำและพระราชกิจของพระเจ้า พวกเขาย่อมจะก้าวหน้าในชีวิตได้เร็วกว่าผู้คนทั่วไป ถ้าพวกเขาเป็นคนที่ไล่ตามเสาะหาความจริง พวกเขาก็จะสามารถออกเดินไปบนเส้นทางที่จะได้รับการทำให้เพียบพร้อมจากพระเจ้า นี่คือสิ่งที่เป็นพรสูงสุดจากพระเจ้า บางคนไม่อาจเข้าใจเรื่องนี้ได้และบิดเบือนข้อเท็จจริง ตามความเข้าใจของมนุษย์แล้ว ไม่ว่าผู้นำจะเปลี่ยนแปลงไปมากเท่าใด พระเจ้าก็ไม่สนพระทัย พระองค์จะมองแต่ว่าผู้นำและคนทำงานเผยความเสื่อมทรามออกมามากเพียงใด และจะทรงกล่าวโทษพวกเขาตามนี้เท่านั้น ส่วนคนที่ไม่ใช่ผู้นำและคนทำงานนั้น เนื่องจากพวกเขาเผยความเสื่อมทรามออกมาน้อย ต่อให้พวกเขาไม่เปลี่ยนแปลง พระเจ้าก็จะไม่กล่าวโทษพวกเขา นี่ไร้สาระมิใช่หรือ? นี่คือการหมิ่นประมาทพระเจ้ามิใช่หรือ? ถ้าเจ้าต้านทานพระเจ้าอย่างร้ายแรงขนาดนี้ในหัวใจของเจ้า เจ้าจะสามารถได้รับการช่วยให้รอดกระนั้นหรือ? เจ้าย่อมไม่สามารถได้รับการช่วยให้รอด พระเจ้าทรงกำหนดจุดจบของผู้คนโดยดูว่าพวกเขามีความจริงและคำพยานที่แท้จริงหรือไม่เป็นหลัก และที่สำคัญย่อมขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาใช่คนที่ไล่ตามเสาะหาความจริงหรือไม่ ถ้าพวกเขาไล่ตามเสาะหาความจริงและสามารถกลับใจได้จริงหลังจากที่ถูกพิพากษาและตีสอนในส่วนที่ตนกระทำผิดไป เช่นนั้นแล้ว ตราบใดที่พวกเขาไม่กล่าววาจาหรือทำสิ่งที่หมิ่นประมาทพระเจ้า พวกเขาย่อมจะสามารถได้รับความรอดเป็นแน่ ตามความคิดฝันของพวกเจ้านั้น ผู้เชื่อทั่วไปที่ติดตามพระเจ้าไปจนสุดทางทุกคนย่อมจะสามารถได้รับความรอด ส่วนผู้ที่ทำหน้าที่ผู้นำต้องถูกกำจัดออกไปทั้งสิ้น ถ้ามีการขอให้พวกเจ้าเป็นผู้นำ พวกเจ้าย่อมจะคิดไปว่าการไม่รับทำตามคำขอย่อมจะไม่ดี แต่ถ้าเจ้าทำหน้าที่ผู้นำ เจ้าย่อมจะเผยความเสื่อมทรามออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจ และนั่นก็จะเหมือนการเดินไปที่เครื่องประหารเองโดยแท้ ทั้งหมดนี้เกิดจากการที่พวกเจ้าเข้าใจพระเจ้าผิดมิใช่หรือ? ถ้าจุดจบของผู้คนถูกกำหนดตามความเสื่อมทรามที่พวกเขาเผยออกมา ก็จะไม่มีใครสามารถได้รับการช่วยให้รอด เมื่อเป็นเช่นนั้น พระเจ้าจะทรงพระราชกิจแห่งความรอดไปเพื่ออะไร? ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ความชอบธรรมของพระเจ้าจะไปอยู่เสียที่ไหน? มวลมนุษย์ย่อมจะไม่สามารถมองเห็นพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้า เพราะฉะนั้น พวกเจ้าทุกคนเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้าผิดแล้ว ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแท้จริงแล้วพวกเจ้าไม่รู้จักพระเจ้า” (พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, ภาคที่สาม) ฉันเรียนรู้ผ่านพระวจนะว่า พระเจ้าไม่ได้กำหนดจุดจบของผู้คน โดยอิงจากหน้าที่ที่พวกเขาทำหรือว่าพวกเขาเผยความเสื่อมทรามออกมากี่มากน้อย แต่พระองค์อิงจากการที่ว่าพวกเขาไล่ตามเสาะหาความจริง และมุ่งความสนใจกับการแก้ไขอุปนิสัยเสื่อมทรามของตนหลังจากการเผยความเสื่อมทรามหรือไม่ พระเจ้าทรงช่วยผู้ที่ถูกซานตานทำให้เสื่อมทรามให้รอด หากพระเจ้าตัดสินจุดจบของผู้คนโดยอิงจากความเสื่อมทรามใดที่พวกเขาเผยออกมา เช่นนั้นแล้ว พวกเราทั้งหมดคงจะถูกกำจัดออกไป แล้วใครจะสามารถบรรลุความรอดได้เล่า? ความเชื่อนี้ของฉันช่างน่าหัวเราะเกินไป ฉันตระหนักได้ว่า แม้เหล่าผู้นำและหัวหน้างาน จะถูกเปิดเผยความเสื่อมทรามและความบกพร่องอยู่บ่อยครั้ง แต่ตราบใดที่พวกเขาไล่ตามเสาะหาความจริง ทบทวนตนเองบ่อยๆ และแสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขปัญหาของตน พวกเขาก็จะเข้าใจความจริงมากขึ้นเรื่อยๆ และการเข้าสู่ชีวิตของพวกเขาจะดำเนินไปรวดเร็วยิ่งกว่าเดิม ฉันคิดถึงการที่พวกผู้นำเทียมเท็จและพวกศัตรูของพระคริสต์ที่ถูกเผยและกำจัด ไม่ได้เจอกับชะตากรรมนั้น ไม่ใช่เพราะว่าพวกเขารับใช้เป็นผู้นำและหัวหน้างาน แต่นั่นเป็นเพราะว่าพวกเขาทั้งหมดรังเกียจความจริง ใฝ่หาชื่อเสียงและสถานะไม่หยุด กระทำความชั่วที่ก่อกวนงานของคริสตจักร และล้มเหลวในการกลับใจแม้ว่าจะถูกตัดแต่งหลายโอกาสแล้วก็ตาม ฉันยังคิดได้ด้วยว่าเหตุผลที่ฉันถูกปลดจากหน้าที่ผู้นำก่อนหน้านี้ ก็เป็นเพราะฉันไม่ได้ไล่ตามเสาะหาความจริงและไม่ได้เดินอยู่บนเส้นทางที่ถูกต้องเช่นกัน ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับการที่ฉันทำหน้าที่สำคัญ แต่ฉันก็ยังล้มเหลวในการเข้าใจความจริงข้อนี้ ไม่ได้ทบทวนต้นตอของการตกต่ำและความล้มเหลวของตัวเอง ไม่ได้รับบทเรียนเพื่อให้ระวังในการก้าวต่อไป กลับใช้มุมมองที่คลาดเคลื่อนไประแวงและประเมินพระเจ้าแทน นี่เป็นการหมิ่นประมาทพระเจ้าไม่ใช่หรือ? ฉันนึกถึงเปโตร ผู้ที่ยินดีรับการพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้า เขารู้สึกตื่นตระหนกและไม่สบายใจหากการพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้าออกห่างกายเขา และรู้สึกว่าตนไม่สามารถใช้ชีวิตได้อีกต่อไปแล้ว ฉันเห็นว่าเปรโตรักความจริงอย่างหมดหัวใจ โหยหาสิ่งทั้งหลายที่เป็นบวก ชื่นชมการพิพากษา การตีสอน การสั่งสอน และการบ่มวินัยของพระเจ้า ในสภาพแวดล้อมเช่นนั้น เขาสามารถทบทวนถึงข้อบกพร่องและจุดอ่อนของตนเองได้ แสวงหาความจริงและไล่ตามเสาะหาการเปลี่ยนแปลง สำหรับฉัน หลังจากล้มเหลวและถูกเผย ฉันก็ดำดิ่งในสภาวะของการระแวดระแวง การเข้าใจผิด การคิดลบ และการขัดขืน ฉันกลัวว่าหากฉันรับหน้าที่อื่นที่สำคัญอีก ฉันก็จะถูกเผยอีกครั้ง และดังนั้น ฉันจึงปฏิเสธงานที่ได้รับมอบหมายครั้งแล้วครั้งเล่า ฉันเห็นว่าฉันรังเกียจความจริงโดยแท้จริง ฉันปรารถนาที่จะปกปิดอุปนิสัยเสื่อมทรามของฉันไว้ตลอด เเต่เมื่อทำเช่นนั้น ฉันไม่สามารถได้รับความรู้ในตนเอง ไม่ต้องพูดถึงการที่ฉันจะสามารถแสวงหาความจริงและแก้ไขปัญหาต่างๆ ของตนได้อย่างทันท่วงที ท้ายที่สุด ฉันก็จะเสียโอกาสในความรอดด้วยอุปนิสัยของฉันคงจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง ฉันได้พบเส้นทางแห่งการปฏิบัติบ้างผ่านประสบการณ์ของเปรโต ตอนที่ฉันเผยความเสื่อมทราม ฉันควรมุ่งสนใจกับการรู้จักตนเองและแสวงหาความจริงเพื่อแก้ไข และฉันก็ควรจะเรียนรู้บทเรียนจากความล้มเหลวของผู้อื่นเพื่อเป็นเครื่องเตือนใจตนเองด้วย
ในเดือนสิงหาคมปี 2021 ฉันได้รับเลือกจากเหล่าพี่น้องให้รับใช้เป็นผู้นำของคริสตจักร ฉันยังคงสงวนท่าทีที่จะรับการมอบหมายนี้ ก็เลยอธิษฐานถึงพระเจ้า “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์อยากจะรับหน้าที่นี้และสนับสนุนในส่วนของตนเอง แต่ข้าพระองค์ก็อดไม่ได้ที่จะกังวล โปรดทรงนำและชี้ทางให้ข้าพระองค์ด้วยเถิด” หลังจากอธิษฐาน ฉันนึกถึงตอนที่กินและดื่มพระวจนะ ฉันเรียนรู้ว่าพระประสงค์ของพระเจ้าที่ให้ผู้คนทำหน้าที่นั้น ไม่ใช่เพื่อกำจัดพวกเขา แต่เพื่อให้พวกเขาได้แสวงหาความจริง สัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงอุปนิสัย และบรรลุความรอดขณะที่ทำหน้าที่ของตน ฉันยังคิดได้อีกด้วยว่าตอนนี้คริสตจักรกำลังถูกแบ่งแยก และต้องการกำลังคนมากมายเพื่อช่วยงานคริสตจักร ในเวลาสำคัญอย่างนั้น ฉันไม่สามารถคำนึงถึงแต่ประโยชน์ส่วนตน นั่นจะแสดงความไม่มีมนุษยธรรมอย่างมากหากฉันปฏิเสธงานที่ได้รับมอบหมายอีกครั้ง! ฉันต้องคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้าและทำหน้าที่ที่ฉันสมควรทำ หลังจากนั้น ฉันก็เฝ้าสงสัยว่า “ทำไมฉันถึงได้กลายเป็นคนขี้ขลาดและหวาดกลัวทุกครั้งที่ได้รับมอบหมายให้ทำงานสำคัญด้วยนะ? เจตนารมณ์ที่ไม่เหมาะสมไหนอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้?” ระหว่างที่แสวงหา ฉันก็ได้เจอพระวจนะบทตอนนี้ “ศัตรูของพระคริสต์ไม่เคยทำตามการจัดแจงเตรียมการแห่งพระนิเวศของพระเจ้า และพวกเขายึดโยงหน้าที่ ชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะของตนเข้ากับความหวังที่จะได้รับพรและบั้นปลายในอนาคตอย่างแนบแน่นเสมอ ราวกับว่าทันทีที่ความมีหน้ามีตาและสถานะของพวกเขาสูญสิ้น พวกเขาก็หมดหวังที่จะได้รับพรและรางวัล และทำให้พวกเขารู้สึกเหมือนกับสูญสิ้นชีวิตไปด้วย พวกเขาคิดว่า ‘ฉันต้องรอบคอบ ฉันต้องไม่ประมาท! พระนิเวศของพระเจ้า พี่น้องชายหญิง ผู้นำและคนทำงาน และแม้กระทั่งพระเจ้าก็ไม่อาจเป็นที่พึ่งพาได้ ฉันไม่สามารถไว้ใจพวกเขาคนใดได้ คนที่คุณพึ่งพาได้ที่สุดและคู่ควรแก่ความไว้วางใจที่สุดก็คือตัวคุณเอง ถ้าคุณไม่วางแผนให้ตัวเองเช่นนั้นแล้วใครจะมาใส่ใจดูแลคุณ? ใครจะมาคำนึงถึงอนาคตของคุณ? ใครจะมาคำนึงว่าคุณจะได้รับพรหรือไม่? เพราะฉะนั้น ฉันต้องวางแผนและคิดคำนวณเพื่อตัวเองให้รอบคอบ ฉันจะทำผิดพลาดหรือประมาทไม่ได้เลยแม้แต่น้อย มิฉะนั้นฉันจะทำอย่างไรถ้ามีใครพยายามเอาเปรียบฉัน?’ ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงระวังตัวกับเหล่าผู้นำและคนทำงานในพระนิเวศของพระเจ้า กลัวว่าจะมีคนรู้ทันหรือดูพวกเขาออก แล้วจากนั้นพวกเขาก็จะถูกปลด และความฝันที่จะได้รับพรก็จะพังทลาย พวกเขาคิดว่าพวกเขาต้องรักษาความมีหน้ามีตาและสถานะของตนเอาไว้ เพื่อให้พวกเขามีความหวังที่จะได้รับพร ศัตรูของพระคริสต์มองการได้รับพรว่ายิ่งใหญ่กว่าฟ้าสวรรค์ ยิ่งใหญ่กว่าชีวิต สำคัญกว่าการไล่ตามเสาะหาความจริง การเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัย หรือความรอดส่วนบุคคล และสำคัญกว่าการทำหน้าที่ของตนให้ดีและเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่ได้มาตรฐาน พวกเขาคิดว่าการเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่ได้มาตรฐาน การทำหน้าที่ของตนได้ดี และการได้รับการช่วยให้รอดล้วนแต่เป็นสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่แทบจะไม่ควรค่าแก่การเอ่ยถึงหรือแสดงความคิดเห็น ในขณะที่การได้รับพรเป็นสิ่งเดียวในชีวิตทั้งชีวิตของพวกเขาที่ไม่อาจลืมได้เป็นอันขาด ในสิ่งใดก็ตามที่พวกเขาเผชิญ ไม่ว่าจะใหญ่หรือเล็กเพียงใด พวกเขาก็เอามายึดโยงกับการได้รับพร ระมัดระวังและเอาใจใส่อย่างยิ่ง และพวกเขาก็เหลือทางออกไว้ให้ตัวเองเสมอ ดังนั้นเมื่อการมอบหมายหน้าที่ให้แก่พวกเขาถูกปรับเปลี่ยนเสียใหม่ หากเป็นการส่งเสริม ศัตรูของพระคริสต์ก็จะคิดว่าพวกเขามีความหวังที่จะได้รับพร หากเป็นการลดชั้น จากผู้นำทีมไปเป็นผู้ช่วยผู้นำทีม หรือจากผู้ช่วยผู้นำทีมไปเป็นสมาชิกกลุ่มปกติทั่วไป พวกเขาย่อมคาดคิดไปว่านี่จะเป็นปัญหาใหญ่ และคิดว่าความหวังที่ตนจะได้รับพรย่อมมีน้อย นี่เป็นทัศนคติแบบใด? ใช่ทัศนคติที่ถูกต้องเหมาะสมหรือไม่? ไม่อย่างแน่นอน ทัศนะเช่นนี้ไร้สาระ!” (พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, ประการที่สิบสอง: พวกเขาอยากถอนตัวเมื่อไม่มีสถานะและไม่มีความหวังที่จะได้รับพร) พระวจนะเปิดโปงว่าพวกศัตรูของพระคริสต์เชื่อในพระเจ้าเพียงเพื่อให้ได้รับพระพรเท่านั้น ยกประโยชน์ส่วนตนให้สำคัญเหนือสิ่งใดในการทำหน้าที่ และมองว่าการได้รับพระพรเป็นเรื่องสำคัญที่สุด เมื่อทบทวนถึงพฤติกรรมของตนเอง ฉันก็เห็นว่าฉันเป็นเหมือนกับศัตรูของพระคริสต์มาตลอด ฉันไม่ได้ตริตรองว่าจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุดในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้างได้อย่างไร แต่ฉันให้ความสำคัญกับการได้รับพระพรแทน ในการทำหน้าที่ ฉันขี้ขลาดและระวังตัวเสมอ กังวลตลอดเวลาว่าหากฉันทำพลาด และถูกหมายหัวเพราะการกระทำผิด ฉันคงจะเสียโอกาสในการได้รับพระพร ฉันตระหนักว่าการพฤติกรรมของฉัน เป็นผลมาจากปรัชญาเยี่ยงซาตานอย่าง “มนุษย์ทุกคนทำเพื่อตัวเอง ส่วนคนรั้งท้ายปล่อยให้มารพาไปตามยถากรรม” หรือ “ไม่ต้องแสวงหาความดี แต่ให้หลีกหนีคำติเตียน” ฝังรากลึกในหัวใจฉันและทำงาน เป็นหลักธรรมแห่งชีวิตของฉัน ฉันเชื่อว่าผู้คนควรจะใช้ชีวิตเพื่อตนเอง และการเชื่อในพระเจ้าเพื่อให้ได้รับพระพรเป็นสิ่งที่ถูกต้องและถูกควรแล้ว พอคริสตจักรกำหนดให้ฉันปฏิบัติหน้าที่ ฉันจึงชั่งน้ำหนักครั้งแล้วครั้งเล่าว่างานไหนจะทำให้ฉันได้รับพระพรมากที่สุด ในขณะเดียวกันงานนี้ก็ต้องไม่เสี่ยงที่จะเผยข้อบกพร่องและความเสื่อมทรามของฉัน และหลีกเลี่ยงการตกอยู่ในสถานการณ์ที่ฉันอาจทำผิดพลาดใหญ่โตใดๆ ได้ ฉันเต็มใจจะทำเพียงหน้าที่ที่สนองต่อเงื่อนไขเหล่านี้เท่านั้น ในทางตรงกันข้าม ฉันขัดขืนและปฏิเสธงานใดๆ ที่ไม่ทำให้ฉันได้รับพระพร การได้รับพระพรครอบงำทุกแง่มุมในการปฏิบัติหน้าที่ของฉัน และฉันก็จุกจิกในการเลือกรับงานอย่างมาก ฉันไม่ได้คำนึงถึงงานของคริสตจักรแม้แต่น้อย ความนบนอบและความจงรักภักดีต่อพระเจ้าของฉันอยู่ที่ไหนกัน? ฉันใช้ชีวิตด้วยปรัชญาเยี่ยงซาตานกับการจัดการในทางโลก แสวงหาสิ่งตอบแทนบางอย่างจากพระเจ้าอยู่เสมอ และปฏิเสธหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายเพื่อโอกาสในอนาคตและบั้นปลายของตนเอง นี่เป็นการทรยศพระเจ้าไม่ใช่หรือ? ยิ่งคิดทบทวน ฉันก็ยิ่งรู้สึกว่าเจตนารมณ์ในการเชื่อพระเจ้าของฉันนั้น ความจริงแล้วน่ารังเกียจมาก หากฉันไม่แก้ไขปัญหานี้ ก็จะกลายเป็นอุปสรรค์ที่กีดขวางฉันจากการก้าวไปสู่ทางเดินที่ถูกต้องในการเชื่อในพระเจ้า ความจริงแล้ว หากฉันทำเช่นนั้นต่อไปและอุปนิสัยในการใช้ชีวิตของฉันไม่เปลี่ยนแปลง พระเจ้าคงจะขยะแขยงฉันและฉันคงจะถูกกำจัดออกไปในที่สุด ฉันนึกถึงเปาโล ผู้ที่ใช้ทั้งชีวิตสละตนเองเพื่อพระเจ้าเพียงเพื่อให้ได้รับมงกุฎและบำเหน็จ ระหว่างที่ทำงาน เขาไม่ได้ไล่ตามเสาะหาความจริงหรือเปลี่ยนแปลงอุปนิสัย และถึงแม้จะทำงานมาหลายปี อุปนิสัยเยี่ยงซาตานของเขาก็ไม่เปลี่ยนไป ท้ายที่สุดแล้ว เขาถูกพระเจ้าลงโทษเพราะการต้านทานพระองค์ ฉันกำลังเดินอยู่บนเส้นทางเดียวกับเปาโล และหากฉันไม่กลับใจ พระเจ้าคงจะเริ่มขยะเขยงฉันที่ไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงและฉันก็คงจะถูกกำจัดออกไป! ฉันคุกเข่าต่อเบื้องพระพักต์พระเจ้าและอธิษฐานถึงพระองค์ “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์เพิ่งจะตระหนักได้ว่าที่ผ่านมาข้าพระองค์เห็นแก่ตัวและน่ารังเกียจเพียงใด ตั้งแต่เริ่มเข้าสู่ความเชื่อ ข้าพระองค์ก็แสวงหาแต่พระพรเท่านั้น ข้าพระองค์ไม่อยากเดินบนเส้นทางที่ผิดพลาดนี้อีกแล้ว ข้าพระองค์แค่อยากจะทำหน้าที่ของตนและเดินบนเส้นทางแห่งการไล่ตามเสาะหาความจริง”
ต่อมา ฉันได้เจอกับพระวจนะบทตอนหนึ่ง ซึ่งช่วยให้ฉันเข้าใจความหมายและคุณค่าของการทำหน้าที่ของคนคนหนึ่งมากขึ้น พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ไม่ว่าคนเราปฏิบัติหน้าที่ใด นั่นย่อมเป็นสิ่งที่ถูกที่ควรที่พวกเขาสามารถทำได้ เป็นสิ่งที่สวยงามและยุติธรรมที่สุดท่ามกลางมวลมนุษย์ ในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง ผู้คนควรที่จะปฏิบัติหน้าที่ของตน และเมื่อนั้นเท่านั้นพวกเขาจึงจะสามารถได้รับความเห็นชอบจากพระผู้สร้าง สิ่งมีชีวิตทรงสร้างใช้ชีวิตภายใต้อำนาจครอบครองของพระผู้สร้าง และพวกเขายอมรับทั้งหมดที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมให้รวมทั้งทุกสิ่งทุกอย่างที่มาจากพระเจ้า ดังนั้นพวกเขาจึงควรลุล่วงความรับผิดชอบและภาระผูกพันทั้งหลายของตน นี่เป็นเรื่องที่ปกติและชอบด้วยเหตุผลโดยแท้ รวมทั้งถูกพระเจ้าลิขิตเอาไว้ จากการนี้จะเห็นได้ว่า การที่ผู้คนปฏิบัติหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างย่อมยุติธรรม สวยงาม และสูงส่งกว่าสิ่งอื่นใดที่ทำกันระหว่างดำรงชีวิตอยู่บนโลกมนุษย์ ไม่มีสิ่งใดท่ามกลางมวลมนุษย์ที่เปี่ยมความหมายหรือควรค่ายิ่งกว่า และไม่มีสิ่งใดนำพาความหมายและคุณค่ามาสู่ชีวิตของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างได้ยิ่งใหญ่ไปกว่าการปฏิบัติหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง บนแผ่นดินโลก มีเพียงกลุ่มคนที่ปฏิบัติหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างอย่างแท้จริงและจริงใจเท่านั้นที่เป็นบรรดาผู้ที่นบนอบพระผู้สร้าง กลุ่มนี้ไม่ทำตามกระแสนิยมทางโลก พวกเขานบนอบการความเป็นผู้นำและการทรงนำของพระเจ้า รับฟังพระวจนะของพระผู้สร้าง ยอมรับความจริงที่พระผู้สร้างทรงแสดง และใช้ชีวิตตามพระวจนะของพระผู้สร้างเท่านั้น นี่คือคำพยานที่แท้จริงที่สุดและก้องกังวานที่สุด และเป็นคำพยานที่ดีที่สุดแห่งการเชื่อในพระเจ้า การที่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างสามารถลุล่วงหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง สามารถทำให้พระผู้สร้างพึงพอพระทัย ย่อมเป็นสิ่งที่สวยงามที่สุดท่ามกลางมวลมนุษย์ และเป็นสิ่งที่ควรเผยแพร่ไปในหมู่มนุษย์ในฐานะเรื่องเล่าขานที่พึงได้รับการสรรเสริญ สิ่งมีชีวิตทรงสร้างควรยอมรับทุกสิ่งที่พระผู้สร้างไว้วางพระทัยมอบหมายให้พวกเขาทำอย่างไม่มีเงื่อนไข สำหรับมวลมนุษย์แล้ว นี่เป็นเรื่องเกี่ยวกับทั้งความสุขและสิทธิประโยชน์ และสำหรับบรรดาคนที่ลุล่วงหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างทั้งหมด ไม่มีสิ่งใดสวยงามหรือควรค่าแก่การจดจำยิ่งไปกว่านี้แล้ว—นั่นเป็นบางสิ่งที่เป็นบวก… ในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง เมื่อคนเรามาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระผู้สร้าง พวกเขาควรที่จะปฏิบัติหน้าที่ของตน นี่คือสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสมที่จะทำยิ่งนัก และพวกเขาควรลุล่วงความรับผิดชอบนี้ บนเงื่อนไขที่ว่าสิ่งมีชีวิตทรงสร้างปฏิบัติหน้าที่ของตน พระผู้สร้างได้ทรงพระราชกิจที่ยิ่งใหญ่ขึ้นท่ามกลางมวลมนุษย์ พระองค์ได้ทรงพระราชกิจต่อผู้คนคืบหน้าไปอีกขั้นหนึ่ง แล้วพระราชกิจนั้นคืออะไร? พระองค์ทรงจัดเตรียมความจริงไว้ให้มวลมนุษย์ โดยเปิดโอกาสให้พวกเขาได้รับความจริงจากพระเจ้าในยามที่พวกเขาปฏิบัติหน้าที่ของตน และด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงทิ้งอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนและได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ มาสนองเจตนารมณ์ของพระเจ้าและก้าวเดินไปบนเส้นทางที่ถูกต้องในชีวิต และในท้ายที่สุด ก็สามารถยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่ว บรรลุความรอดโดยบริบูรณ์ และไม่ตกอยู่ภายใต้ความทุกข์ร้อนจากซาตานอีกต่อไป นี่คือผลที่พระเจ้าตั้งพระทัยว่าจะสัมฤทธิ์ในท้ายที่สุดด้วยการให้มวลมนุษย์ปฏิบัติหน้าที่ต่างๆ” (พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, ประการที่เก้า (ภาคที่เจ็ด)) ใช่แล้ว ก็เหมือนกับที่ลูกๆ มีหน้าที่ผูกพันและความรับผิดชอบที่ต้องกตัญญูต่อพ่อแม่ของตน บรรดาสิ่งมีชีวิตทรงสร้างก็มีความรับผิดชอบที่จะต้องปฏิบัติหน้าที่ของตนเช่นกัน ไม่ควรมีการทำธุรกรรมแลกเปลี่ยนมาเกี่ยวข้องในการทำหน้าที่ของคนคนหนึ่งเลย ฉันเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง และพระเจ้าก็ทรงให้ชีวิตแก่ฉัน ประทานทุกสิ่งที่ฉันต้องการ และด้วยพระคุณจึงทำให้ฉันได้มาอยู่เบื้องพระพักต์พระองค์เพื่อรับเสบียงจากพระวจนะ และปฏิบัติหน้าที่ นี่คือเครื่องหมายของความรักและความกรุณาของพระเจ้า พระเจ้าทรงหวังว่าฉันจะแสวงหาความจริงและไล่ตามเสาะหาการเข้าสู่ชีวิตระหว่างที่ฉันทำหน้าที่ พระองค์ทรงหวังว่าจากสถานการณ์ต่างๆ ที่พระองค์จัดวางเรียบเรียงไว้ให้แล้ว ฉันจะทบทวนตัวเอง ได้รู้จักตนเอง ได้แก้ไขอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตัวเอง ก้าวเข้าสู้เส้นทางแห่งการยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่ว ขับไล่ความเสื่อมทรามของฉัน และบรรลุถึงความรอดของพระองค์ ฉันต้องละวางเจตนารมณ์และความปรารถนาที่จะได้รับพระพร มอบหัวใจของฉันให้พระเจ้า และลุล่วงความรับผิดชอบและหน้าที่ของฉันด้วยความซื่อสัตย์เพื่อชูพระทัยของพระเจ้า หลังจากนั้น ฉันก็รู้สึกได้รับการปลดปล่อยในหน้าที่ของฉันกว่าเดิมมาก แม้ว่าฉันจะยังคงรู้สึกระแวดระวังและเข้าใจพระเจ้าผิดเป็นบางครั้ง ฉันเริ่มแสวงหาความจริงอย่างตั้งใจ ขัดขืนตนเอง เห็นประโยชน์ของคริสตรจักรเป็นสำคัญ ทำหน้าที่ตามหลักธรรมความจริง และเลิกขาดจากการเป็นคนขี้ขลาดและหวาดระแวง เมื่อฉันเริ่มปฏิบัติตามรูปแบบนั้นแล้ว ฉันก็รู้สึกสงบและผ่อนคลายกว่าเดิมมาก
เมื่อคิดย้อนไปถึงประสบการณ์ทั้งหมดนี้ ตอนที่ทำงานเป็นผู้นำหรือถูกปลด ฉันก็ตระหนักได้ว่าพระเจ้าได้จัดวางเรียบเรียงสถานการณ์ทั้งหมดเหล่านี้ไว้อย่างละเอียดถี่ถ้วน เพื่อให้ฉันได้รู้จักตนเองและทิ้งความเสื่อมทรามของฉัน เป็นความรู้แจ้งและความกระจ่างของพระวจนะ ที่ทำให้ฉันรับรู้ถึงทัศนะที่คลาดเคลื่อนของตัวเอง ความเสื่อมทรามและความไม่บริสุทธิ์ในหน้าที่ของฉัน ได้เข้าใจเจตนารมณ์อันจริงใจของพระเจ้าในการช่วยมวลมนุษย์ให้รอด และได้เป็นอิสระจากการเข้าใจผิดและการระแวดระวังของฉันในที่สุด